มัทธิว 26 แผนกำจัดพระเยซู

วางแผนกำจัดพระเยซู
26 เมื่อพระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเหล่านี้แล้ว พระองค์ก็ตรัสกับศิษย์ทั้งหลายว่า
 2 “เจ้าก็รู้ว่า อีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกา  วันนั้นบุตรมนุษย์จะถูกมอบให้กับศัตรูเพื่อถูกตรึงบนไม้กางเขน
 3 เวลานั้น เหล่าหัวหน้าปุโรหิตและผู้ใหญ่ในหมู่ประชาชนก็เข้ามาประชุมกันในวังของมหาปุโรหิตชื่อคายาฟาส
 4 พวกเขาวางแผนที่จะวางกับดักเพื่อจับพระเยซูมาสังหาร
  5 แต่พวกเขากล่าวกันว่า “เราจะต้องไม่ทำตามแผนในช่วงเทศกาล ไม่อย่างนั้นประชาชนอาจจะก่อจลาจลขึ้นมา”


น้ำหอมชโลมพระเยซู ณ บ้านเบธานี 
6 พระเยซูทรงอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี 
ในบ้านของซีโมนชายโรคเรื้อน 
7 ขณะที่ทรงอยู่ที่นั่น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มผอบน้ำมันหอมซึ่งมีราคาแพงมากเข้ามา เธอได้รินน้ำหอมชโลมพระเศียรพระเยซู ขณะที่ทรงเอนพระกายเพื่อรับประทานอาหาร
 8 เมื่อศิษย์ของพระองค์เห็นเธอทำเช่นนั้น ก็รู้สึกโกรธ พวกเขาถามว่า “เหตุใดจึงทำให้น้ำมันหอมเสียเปล่าเช่นนี้? 
9 น้ำมันหอมนี้สามารถขายได้ราคา และเราก็เอาเงินไปแจกคนยากจนได้” 
10 พระเยซูทรงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตรัสว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงไปออกความเห็นเช่นนี้?  ในเมื่อเธอทำสิ่งที่ดีให้กับเราอยู่
  11 อย่างไร ๆ เจ้าจะมีคนยากจนอยู่กับเจ้าเสมอ แต่เราไม่ได้อยู่กับเจ้าตลอดไป 
12  ที่เธอรินน้ำมันหอมให้เราก็เพื่อเตรียมเราสำหรับศพของเรา 13 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ไม่ว่าข่าวประเสริฐจะเผยแผ่ไปที่ใดในโลก เขาก็จะเล่าถึงสิ่งที่เธอได้กระทำครั้งนี้ และผู้คนจะระลึกถึงเธอ”

ยูดาสทรยศพระเยซู
14 แล้วหนึ่งในพวกศิษย์ของพระเยซู คือยูดาส อิสคาริโอท ก็เข้าไปหาหัวหน้าปุโรหิต
15 เขากล่าวว่า “ท่านจะจ่ายให้ข้าพเจ้าอย่างไร หากข้าพเจ้ามอบพระเยซูให้แก่พวกท่าน?” (เศคาริยาห์ 11:12)
พวกเขาก็นับเงินให้สามสิบเหรียญ
16 จากวันนั้นมา ยูดาสก็คอยหาโอกาสที่จะมอบพระองค์ให้คนพวกนั้น  

พระเยซูกับศิษย์ในวันฉลองปัสกา
17 วันแรกของเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ศิษย์ของพระเยซูมาเฝ้า ทูลถามว่า “พระองค์ทรงประสงค์ให้เราจัดเตรียมปัสกาให้พระองค์รับประทานที่ไหนขอรับ?”
 18 พระเยซูตรัสตอบว่า “จงเข้าไปในเมือง ไปหาชายคนหนึ่ง บอกเขาว่า  ‘พระอาจารย์กล่าวว่า ใกล้จะถึงกำหนดเวลาของเราแล้ว เราจะฉลองปัสการ่วมกับศิษย์ของเราที่บ้านของท่าน’”
 19 พวกศิษย์จึงทำตามที่พระเยซูทรงบอกพวกเขา และพวกเขาก็เตรียมอาหารวันปัสกา

 20 พอถึงเวลาเย็น พระเยซูทรงเอนพระกายที่โต๊ะ รับประทานร่วมกับศิษย์ทั้งสิบสองคน
21 ระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ พระเยซูตรัสขึ้นมาว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า คนหนึ่งในพวกเจ้าจะทรยศเรา”
22 นี่ทำให้ทุกคนเศร้าใจเจ็บปวดมาก แต่ละคนจึงกล่าวทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ไม่ใช่ข้าพเจ้าใช่ไหม?”
23 พระเยซูตรัสตอบว่า “คนที่ใช้มือจิ้มลงไปในถ้วยนี้กับเรา คือคนที่ทรยศเรา ( คนที่มีความสัมพันธ์สนิทกับเรา)
  24 บุตรมนุษย์จะต้องไปตามที่พระคัมภีร์เขียนถึงท่าน แต่วิบัติแก่คนนั้นที่ทรยศบุตรมนุษย์ ถ้าคนนั้นไม่เกิดมา ก็ยังจะดีกว่าสำหรับตัวเขา”
 25 แล้วยูดาส ผู้ที่จะทรยศพระองค์ทูลว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ข้าพเจ้าใช่ไหม?”  พระเยซูตรัสตอบว่า “คือเจ้าเองนั่นแหละ”

ศีลมหาสนิทกับพระเยซูครั้งสุดท้าย
26ขณะที่พวกเขากำลังรับประทานอาหารนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังขึ้น และขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงหักเป็นชิ้น มอบให้แก่ศิษย์ของพระองค์ ตรัสว่า “จงรับไปรับประทานเถิด นี่คือกายของเรา”
27 แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบถ้วยขึ้น และขอบพระคุณพระเจ้า และทรงยื่นให้กับพวกศิษย์และตรัสว่า “เจ้าทุกคนจงดื่มจากถ้วยนี้
28 นี่เป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาของเรา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกโทษบาปให้กับคนเป็นจำนวนมาก  (อพยพ 24:8;  เยเรมีย์ 31:31-34) 
29 เราบอกเจ้าว่า เราจะไม่ดื่มจากผลองุ่นนี้อีก จนกว่าจะถึงวันนั้นที่เราดื่มร่วมกับพวกเจ้าใหม่ในแผ่นดินพระบิดาของเรา”
30 หลังจากที่ร้องเพลงสรรเสริญแล้ว ก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ

ทุกคนจะละทิ้งเรา
31 พระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “คืนนี้ เจ้าจะละทิ้งเราไป เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
 ‘เราจะฟาดฟันคนเลี้ยงแกะ และฝูงแกะจะกระจัดกระจายไป’ (เศคาริยาห์ 13:7)
32 แต่หลังจากที่เราคืนชีพ เราจะไปยังกาลิลีก่อนหน้าพวกเจ้า
33 เปโตรกล่าวว่า “ถึงใครจะทิ้งพระองค์ไป แต่ข้าพเจ้าไม่มีวันที่จะทิ้งพระองค์ไป”
34 พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับเจ้าว่า คืนนี้ก่อนไก่ขัน  เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง 
35 แต่เปโตรตอบว่า “ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะต้องตายไปกับพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธพระองค์แน่นอน!”
และศิษย์คนอื่น ๆ ต่างกล่าวเหมือนกัน

ทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี

36 แล้วพระเยซูพร้อมกับศิษย์ของพระองค์ก็เดินมาถึงสถานที่ที่เรียกว่า เกทเสมนี  พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะที่เราไปอธิษฐานตรงโน้น”
37 พระองค์ทรงพาเปโตร และลูกชายทั้งสองของเศบีดีไปด้วย ขณะนั้นทรงเศร้าพระทัย หนักพระทัยยิ่งนัก
38 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์แทบสิ้นใจ  เจ้าอยู่ตรงนี้และเฝ้าระวังอยู่กับเรา”
39 พระองค์ทรงเดินเลยจากพวกเขาออกไปอีกเล็กน้อย และทรงซบพระพักตร์ลงที่พื้น และอธิษฐานว่า “โอ พระบิดาของข้าพเจ้า หากเป็นไปได้  ขอทรงโปรดให้ถ้วยนี้ผ่านพ้นจากข้าพเจ้าไป  แต่ถึงอย่างนั้น อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพเจ้า   แต่ขอให้เป็นตามพระดำริของพระองค์เถิด” 
40  แล้วพระเยซูทรงกลับมาหาศิษย์ของพระองค์ กลับพบว่า พวกเขากำลังหลับอยู่  พระองค์ตรัสกับเปโตรว่า “พวกเจ้าจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักชั่วโมงไม่ได้เชียวหรือ?”
41  จงเฝ้าระวังและอธิษฐานเถิด เพื่อว่าเจ้าจะมีกำลังสู้การทดลอง จิตวิญญาณพร้อมที่จะทำสิ่งดี แต่ร่างกายนั้นกลับอ่อนกำลัง”
42 แล้วพระเยซูทรงกลับไปอธิษฐานครั้งที่สองว่า “พระบิดาเจ้าข้า หากถ้วยนี้ไม่อาจผ่านพ้นข้าพเจ้าไปได้ และข้าพเจ้าต้องดื่ม  ข้าพเจ้าทูลขอให้สำเร็จตามพระดำริของพระองค์ด้วยเถิด”
43 เมื่อพระองค์ทรงกลับมาอีกทีพบว่า พวกเขากำลังหลับอยู่ เพราะง่วงมากจนลืมตาไม่ขึ้น



44 พระองค์จึงทรงเดินจากพวกเขาไปอีก และอธิษฐานเป็นครั้งที่สาม โดยอธิษฐานเช่นเดิม
45 แล้วพระเยซูทรงกลับไปหาศิษย์ และตรัสว่า “นี่พวกเจ้ายังนอนหลับและพักผ่อนอยู่หรือ? ดูเถิด เวลาใกล้เข้ามาแล้ว  และบุตรมนุษย์กำลังถูกทรยศให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเหล่าคนบาป
46 ลุกขึ้นได้แล้ว  ไปกันเถอะ ดูนั่น คนทรยศเรามาถึงแล้ว!” 

การจับกุมพระเยซู
47 ขณะที่พระองค์ยังตรัสอยู่นั้น ยูดาส ซึ่งเป็นหนึ่งในศิษย์สิบสองคนก็เดินมาถึง พร้อมกับฝูงชนซึ่งมีดาบกระบองในมือ คนเหล่านี้ถูกส่งมาโดยหัวหน้าปุโรหิตและเหล่าผู้ใหญ่ของประชาชน
  48  ยูดาสได้วางแผนให้สัญญาณกับพวกเขาว่า “คนที่เราจูบเขานั่นแหละ เป็นคนที่เราตามหา จับกุมเขาได้เลย” 
50 พระเยซูตรัสว่า “เพื่อนเอ๋ย เจ้าตั้งใจจะมาทำอะไรก็ทำเถิด”  แล้วคนเหล่านั้นจึงเข้ามาจับกุมพระองค์ 
51 ดูเถิด คนหนึ่งในพวกศิษย์ก็ชักดาบออกมา เขาฟันหูลูกน้องของปุโรหิตคนหนึ่งจนหูขาด
52 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เก็บดาบของเจ้าเสีย คนที่ใช้ดาบจะตายด้วยดาบ


 53 เจ้าไม่รู้หรือว่า หากเราจะขอพระบิดา พระองค์จะประทานกองทัพทูตสวรรค์มากกว่าสิบสองกองให้แก่เรา
 54  แต่ถ้าทำเช่นนั้น เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ได้อย่างไรเล่า?
55  แล้วพระเยซูตรัสกับผู้คนเหล่านั้นว่า “พวกเจ้ามาหาเราพร้อมดาบ และกระบอง เราเป็นกบฏอย่างนั้นหรือ? ทุกวันเราสอนอยู่ในพระวิหาร และพวกเจ้าไม่ได้จับกุมเรา
56 แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อว่าจะเป็นไปตามที่ผู้เผยพระดำรัสได้เขียนไว้”  แล้วศิษย์ของพระองค์ทั้งหมดก็ละจากพระองค์ พากันหนีไป  

การสอบสวนหน้าสภาแซนเฮดริน
57 กลุ่มคนที่จับพระเยซูมา ก็นำพระองค์มายังบ้านของคายาฟาส ซึ่งเป็นที่ ๆ เหล่าธรรมาจารย์ และผู้ใหญ่ของอิสราเอลมาชุมนุมกัน 
58  ส่วนเปโตรก็ติดตามมาห่าง ๆ จนถึงลานบ้านของมหาปุโรหิต  และเขาเข้าไปนั่งรวมอยู่กับพวกยามเพื่อจะดูว่าผลจะออกมาอย่างไร
 59 พวกหัวหน้าปุโรหิต และสมาชิกสภาแซนเฮดรินก็พยายามหาพยานเท็จมาเพื่อกล่าวหาพระองค์ แล้วพวกเขาจะได้ประหารพระองค์สำเร็จ 
60 มีหลายคนมาให้การเท็จเกี่ยวกับพระองค์ แต่ถึงอย่างนั้นสภาก็ยังไม่พบเหตุผลหนักแน่นที่จะสั่งประหารพระองค์ แล้วในที่สุด มีชายสองคนออกมากล่าวว่า
61 ‘ชายคนนี้พูดว่า เราสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้า และสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในสามวัน’
62 แล้วมหาปุโรหิตก็ลุกขึ้น กล่าวกับพระเยซูว่า “เจ้าจะไม่ตอบอะไรหรือ? จะว่าอย่างไรกับคำให้การที่กล่าวหาเจ้า?”
63 แต่พระเยซูทรงนิ่งอยู่  มหาปุโรหิตจึงกล่าวกับพระองค์ว่า “เราให้เจ้าสาบานต่อพระพักตร์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  บอกเรามาว่า เจ้าเป็นพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) บุตรของพระเจ้าหรือไม่?” 
64  พระเยซูตรัสตอบว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ท่านพูดเอง
แต่เราขอบอกว่า หลังจากนี้ไป ท่านจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ขององค์ผู้ทรงฤทธิ์ และเสด็จกลับมาบนหมู่เมฆแห่งสวรรค์”
(สดุดี 110;1 ดาเนียล 7:13-14)


65 พอได้ยินเช่นนั้น มหาปุโรหิตก็ฉีกเสื้อนอกของตนเองขาด และกล่าวว่า  “ชายคนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เราไม่ได้ต้องการพยานอื่น ๆ ไปมากกว่านี้ ท่านทุกคนได้ยินเขาพูดคำหมิ่นประมาทแล้ว
66 พวกท่านคิดเห็นอย่างไรกัน?   พวกเขาก็ตอบว่า
“เขาสมควรตาย!!”
67 แล้วพวกเขาก็ถ่มน้ำลายลงบนพระพักตร์พระเยซู และยังชกพระองค์ด้วยกำปั้น  คนอื่นก็ตบพระพักตร์พระองค์ 68 พวกเขากล่าวว่า “เจ้าผู้เป็นพระเมสสิยาห์ ทายซิ ใครตบเจ้าอยู่?!”

เปโตรกล่าวซ้ำ ๆ ว่าไม่รู้จักพระเยซู!
69 เวลานั้น เปโตรนั่งอยู่ที่ลานบ้านด้านนอก มีสาวใช้คนหนึ่งเดินมาหาเขา และกล่าวว่า “เจ้าเองก็อยู่กับพระเยซูแห่งกาลิลีนี่นา”
70  แต่เปโตรปฏิเสธต่อหน้าทุกคน เขากล่าวว่า
“เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
71 เมื่อเขาออกจากลานบ้านไปที่ประตูรั้ว ก็มีสาวใช้อีกคนหนึ่ง เห็นเขาเข้า จึงพูดกับคนที่ยืนอยู่แถวนั้นว่า “ผู้ชายคนนี้ อยู่กับท่านเยซูแห่งนาซาเร็ธ”

72 เปโตรก็ปฏิเสธอีกครั้ง
“ข้าสาบานเลยว่า ข้าไม่รู้จักชายคนนั้น”
73 อีกสักพัก คนแถวนั้นก็มาหาเปโตร พูดกับเขาว่า
“แน่เลย  เจ้านะ เป็นพวกเดียวกับเขา สำเนียงของเจ้าฟังก็รู้”
74  แล้วเปโตรจึงเริ่มสบถว่า “ก็บอกว่า เราไม่รู้จักเขาสักหน่อย”  ทันใดนั้น ไก่ก็ขันขึ้นมา 
75 และเปโตรก็ระลึกถึงคำที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “ก่อนไก่ขัน เจ้าจะกล่าวว่าไม่รู้จักเรา สามครั้ง” เขาจึงออกไปข้างนอก ร้องไห้อย่างปวดร้าว ขมขื่นยิ่งนัก

อธิบายเพิ่มเติม

วางแผนกำจัดพระเยซู
มัทธิว 26:1-5
พระเยซูทรงทราบดีว่า เวลาของพระองค์คือการถูกประหารนั้น เข้ามาใกล้เต็มที พระองค์ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า จะเกิดอะไรขึ้น
ทรงบอกพวกเขาตรงตามที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ จะทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ..​ศิษย์ทุกคนตกใจ ไม่ต้องการคิดว่านั่นจะเป็นความจริง

ขณะเดียวกัน ปุโรหิต ผู้ใหญ่ของอิสราเอลก็ปรึกษาคายาฟาสซึ่งเป็นมหาปุโรหิต  พวกเขาตั้งใจจะไม่ทำในช่วงเทศกาลเพราะเกรงว่าผู้คนที่นิยมชมชอบพระเยซูจะไม่พอใจ
การฉลองปัสกาอยู่ในวันที่สิบสี่ของเดือนนิสาน( มีนาคม-เมษายน) ส่วนเทศกาลขนมปังไร้เชื้อจะทำในวันที่สิบห้าต่อไปจนถึงวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนเดียวกัน
แต่พระเยซูทรงบอกล่วงหน้าว่าในเทศกาลปัสกา พระองค์จะทรงถูกประหาร … ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงตามเวลาของพระเยซู 
เราคงจำได้ว่า แกะปัสกาถูกฆ่า และกินก่อนที่อิสราเอลจะออกจากการเป็นทาสในอียิปต์  แกะปัสกาในอดีต ชี้มาที่องค์ลูกแกะที่จะถูกประหารเพื่อทำให้มนุษย์ทั้งโลกได้รับการไถ่จากโทษบาป 

น้ำหอมชโลมพระเยซู ณ บ้านเบธานี
มัทธิว 26:6-13 
หญิงคนนี้คือมารีย์ น้องสาวลาซารัสในยอห์น 12
เธอเป็นคนเดียวกันกับที่นั่งฟังพระเยซู แทนที่จะไปทำอย่างอื่น และวันนี้ เธอมีโอกาสที่จะทำสิ่งที่เธอไม่รู้เลยว่า โลกทั้งโลกจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้
พระเยซูทรงอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี  ในบ้านของซีโมนชายโรคเรื้อนที่หายจากโรคเรื้อนแล้ว น่าจะเป็นคนที่พระองค์ทรงรักษามาก่อน
โถน้ำหอมที่ว่านี้ เมื่อต้องการใช้น้ำมันหอม ก็จะมีการหักคอของโถออก เป็นขวดโถเล็ก ๆ ที่ผู้หญิงยิวสมัยก่อนจะห้อยคอเอาไว้ ไม่ให้ห่างตัว 
เธอเข้ามาแล้วเทน้ำมันหอมชโลมพระเศียรต่อหน้าคนทั้งหลาย และนี่ทำให้ศิษย์หลายคนไม่พอใจ  หาว่าเธอทำของเสียหาย  ยูดาส คนที่จะทรยศพระเยซูกล่าวว่า น่าจะขายเอาเงินให้คนจนมากกว่า (ยอห์น 12:4-6)
ข้อสิบกล่าวว่า พระเยซูทรงทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น … ใช่แล้ว มีอะไรเกิดขึ้นในใจของยูดาส และของทุกคน  ในขณะที่เธอเตรียมสิ่งดีที่สุดในชีวิตที่หามาได้ มาถวายทั้งหมด พวกเขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น
และการกระทำของเธอนั้น มากกว่าการเทน้ำหอม ตามคำตรัสของพระเยซู ทรงบอกว่า นี่เป็นการชโลมล่วงหน้าสำหรับพระศพ  ใช่แล้วนี้เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ส่วนใหญ่กษัตริย์หรือบุคคลสำคัญในโลกโบราณจะได้รับการชโลมศพ  พระเยซูทรงได้รับการชโลมก่อนที่จะสิ้นพระชนม์เสียอีก
และพระเยซูทรงให้เกียรติกับสิ่งที่เธอทำด้วยความรักนี้  ทุกคนที่มารู้จักพระเยซูจะรู้เรื่องนี้ด้วย ….เป็นเกียรติที่คิดไม่ถึง!

ยูดาสทรยศพระเยซู
มัทธิว 26:14-16
มัทธิวรายงานว่า ยูดาส อิสคาริโอทไปตกลงกับหัวหน้าปุโรหิต ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่เศคาริยาห์เคยกล่าวไว้ใน เศคาริยาห์ 11:12-13
นี่เป็นความลับที่คนอื่นไม่ทราบ แต่พระเยซูทรงทราบดี ยูดาสน่าจะเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากเพราะทำหน้าที่ดูแลการเงินของกลุ่ม   พระองค์ทรงถูกคนในกลุ่มศิษย์ของพระองค์เองทรยศ ไม่ได้ห่างไกลเลย
ราคาค่าทรยศ 30 เหรียญ เป็นราคาของทาสในอพยพ 21:32 นี่เป็นราคาน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำหอมที่ผู้หญิงคนหนึ่งนำมาชโลมพระเยซู

พระเยซูกับศิษย์ในวันฉลองปัสกา
มัทธิว 26:17-25
วันแรกของเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ยังเป็นวันคาบเกี่ยวกับวันเทศกาลปัสกา ศิษย์ของพระเยซูที่ทำหน้าที่ช่วยจัดการเรื่องห้องอาหารนั้นคือ เปโตรและยอห์น (ลูกา 22:8) โดยไปพบชายคนหนึ่งที่รู้ว่า พวกเขาต้องกินอาหารปัสกากันที่ใด  (คงจำได้ว่า เทศกาลปัสกา กินขนมปังไร้เชื้อเพื่อระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ คืนนั้น พวกเขาฆ่าแกะ เอาเลือดทาประตู และกินขนมปังไร้เชื้อด้วยกันทั้งชาติ)  เย็นวันนั้นเอง ศิษย์ทุกคนและพระเยซูก็นั่งรับประทานอาหารเทศกาลปัสกาด้วยกัน
ขณะที่กินอาหารนั้น พระเยซูทรงเผยว่าคนหนึ่งในพวกเขาจะทรยศพระองค์  พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนึ่งในพวกเขาจะทรยศ แค่ได้ยินก็เป็นทุกข์แล้ว  เสียใจกันมาก พระองค์บอกว่าจะทรงสิ้นพระชนม์ คราวนี้บอกอีกว่า คนทรยศอยู่ในหมู่พวกเขาเอง …อะไรกันนี่?
แต่ละคนถามพระองค์ว่าเป็นตัวเขาหรือเปล่า โดยใช้คำถามที่หมายความว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนนั้น ใช่ไหม? แต่พระเยซูตรัสว่า คนที่ใช้มือจิ้มถ้วยเดียวกันกับพระองค์คือคนนั้น  เขาไม่น่าจะเกิดมา แล้ว ยูดาสเองก็ถามพระองค์ … พระองค์ก็ทรงตอบเขาอย่างชัดเจนให้ยูดาห์รู้ตัว  แต่ตอนนั้น ศิษย์คนอื่นน่าจะยังไม่เข้าใจคำสนทนานี้สักเท่าไร 
ศีลมหาสนิทกับพระเยซูครั้งสุดท้าย
มัทธิว 26:26-30
พระเยซูทรงเลือกการรับประทานอาหารครั้งสุดท้ายนี้ เพื่อจะมอบต้นแบบพิธีที่จะทำให้คริสตจักรของพระองค์ ได้ระลึกถึงชีวิตนิรันดร์ที่พวกเขาได้มาเพราะพระองค์ทรงมอบชีวิตของพระองค์ให้พวกเขา ความหมายที่ชัดเจนของพระดำรัสคือ : “ขนมปังนี้เป็นตัวแทนของร่างกายของเรา น้ำองุ่นนี้เป็นตัวแทนของเลือดของเรา”   และอนุสรณ์นี้จะเป็นสิ่งที่คนของพระองค์ทำเสมอเพื่อขอบพระคุณ เพื่อระลึกถึงว่า เพราะพระองค์เท่านั้น ความรอดจึงมาถึงเราทุกคนได้
คำว่า นี่คือกายของเรา มีความหมายว่า นี่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงร่างกายของพระเยซู พระองค์ให้พวกเขารับประทานขนมปัง ในฐานะที่เป็นร่างกายของพระองค์  และให้ดื่มน้ำองุ่นที่สื่อถึงพระโลหิตของพระองค์
สิ่งที่พระองค์ตรัสว่าเป็นโลหิตที่ต้องหลั่งออกเพื่อคนจำนวนมากนั้น
เป็นคำที่ศิษย์ไม่เข้าใจกันเลย
พระเยซูตรัสเรื่องนี้โดยตรงในลูกา 22:20 เมื่อพระองค์ทรงสถาปนาพันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่นขึ้นมาและตรัสว่า “ถ้วยนี้ซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลาย เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเรา” การเสียสละของพระเยซูได้เติมเต็มเครื่องดื่มบูชา  พระโลหิตของพระองค์ไหลออกมาจริงๆ เมื่อทหารแทงสีข้างของพระองค์ด้วยหอก (ยอห์น 19:34)
และพระองค์ยังตรัสถึงอนาคตว่า พวกเขากับพระองค์จะได้ดื่มน้ำองุ่นเมื่อพบกันในแผ่นดินของพระบิดา
เป็นคำตรัสที่เกินความเข้าใจ  แม้พวกเขาจะเคยรู้เรื่องที่โมเสสเอาเลือดวัวมาประพรมตอนที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย  รู้เรื่องการถวายเครื่องบูชาในพลับพลา
คำของพระองค์ก็ยังยากที่จะเข้าใจ

เช่นเดียวกับเทศกาลปัสกาครั้งแรกที่มองไปข้างหน้าถึงการปลดปล่อยและการตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งพันธสัญญา พิธีมหาสนิทของพระเจ้าก็มองไปข้างหน้าถึงการปลดปล่อยและการตั้งถิ่นฐานในอาณาจักรแห่งพันธสัญญาเช่นกัน
พวกศิษย์จะต้องร่วมพิธีมหาสนิทของพระเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา (1 โครินธ์ 11:26) จากนั้นเราจะได้ร่วมงานเลี้ยงของพระเมสสิยาห์ด้วยกัน (อิสยาห์ 25:6; ดู มัทธิว 8:11) เป็นไปได้ว่าพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้หลังจากดื่มถ้วยที่สามในพิธีปัสกาแล้ว
หลังจากที่พระเยซูกับศิษย์ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าก็ออกไปยังภูเขามะกอกเทศซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก 

“ทุกคนจะละทิ้งเรา”
มัทธิว 26:31-35

สิ่งที่น่าตกใจมากคือ พระเยซูตรัสตรง ๆ ต่อหน้าศิษย์ว่า คืนนี้ คืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พวกเขาจะทิ้งพระองค์ไป  ศิษย์ทุกคนตกใจมาก
คนที่มั่นใจว่าจะตนเองจะไม่เป็นอย่างนั้นคือเปโตรคนเดียว เขายืนยันว่าเขาจะไม่ทิ้งพระองค์  แต่พระองค์ทรงบอกความจริงว่าเขานั่นแหละจะกล่าวว่าไม่รู้จักพระองค์สามครั้ง ก่อนไก่ขัน ซึ่งน่าจะหมายถึงยามที่สามของโรม นั่นคือระหว่างเที่ยงคืนถึงตีสาม  เปโตรก็ยังไม่เชื่อ ไม่มีใครเชื่อว่าตนเองจะทิ้งพระอาจารย์ของตน
แต่..ใจนั้นหลอกลวงเป็นที่สุด   อีกไม่นานเขาจะเห็นว่า ใจที่เคยกล้าเพราะมีพระอาจารย์กับใจตอนที่เห็นทหารโรมมาจับพระองค์ไปนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่น่าสนใจคือ พระเยซูทรงนัดหมายเขาไว้ว่า เมื่อทรงคืนชีพมาแล้ว พระองค์จะไปพบเขาที่กาลิลี!
ทรงนัดก่อนสิ้นพระชนม์ เป็นการนัดหมายที่ไม่น่าเชื่อ  พวกเขาไม่รู้ว่าที่นั่น จะเป็นที่ ๆ พระองค์ทรงมอบพระมหาบัญชาให้ 

ทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี
มัทธิว 26:36-46

สิบข้อต่อไปนี้ ได้รับการเรียกว่า “ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ที่เกทเสมนี”
ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับและสอบสวน และในที่สุดจะสิ้นพระชนม์นั้น พระเยซูทรงรู้ทุกอย่างก่อนล่วงหน้า พระทัยของพระองค์หนักอึ้ง
แม้ว่าจะทรงอยู่กับศิษย์อีกสิบเอ็ดคน แต่พวกเขาไม่เข้าใจอะไร  เป็นเราเอง ก็อาจไม่เข้าใจเช่นกัน
ตอนนั้นพระองค์ทรงโดดเดี่ยวเหลือเกิน  พระองค์จำเป็นต้องทูลต่อพระบิดาตามลำพัง ไม่สามารถมีใครล่วงรู้ความทุกข์ทรมานในพระทัยของพระองค์เลย
พระองค์ตรัสว่า ใจเราเป็นทุกข์เจียนตาย
พระองค์ทรงเลือก เปโตร ยากอบและยอห์น ไปกับพระองค์ที่สวนเกธเสมนี ส่วนแปดคนที่เหลือไม่ได้เข้าไปใกล้ ๆ เหมือนสามคน ยูดาสกำลังไปทำตามแผนของตน  สวนแห่งนี้ชื่อมีความหมายว่า บีบน้ำมัน
อยู่ทางตะวันออกของเยรูซาเล็มบนภูเขามะกอก ที่นี่จะเป็นที่บีบน้ำมันมะกอก   ดูสิ พระเมสสิยาห์ พระองค์ผู้ที่ถูกเจิมแต่งตั้งจากพระเจ้า กำลังอยู่ในสวนแห่งการบีบน้ำมัน  พระองค์กำลังถูกบีบคั้น พระทัยกำลังฉีกขาด
พระเยซูทรงให้ทั้งสามนั่งรอ พระองค์จะดำเนินเลยไปอธิษฐานตามลำพัง ทรงขอให้เขาเฝ้าระวังกับพระองค์  นั่นเท่ากับทรงขอให้เขาอธิษฐานเผื่อพระองค์ห่าง ๆ  ขณะที่ทรงไปเฝ้าพระบิดาตามลำพัง

ขณะที่ทรงอยู่กับพระบิดานั้น ทรงซบพระพักตร์อธิษฐาน ขอให้ถ้วยผ่านพ้นไป … ถ้วยนั้นคืออะไร ถ้วยนั้นเป็นมากกว่าความเจ็บปวดที่พระองค์จะทรงเผชิญ  ถ้วยคือพระบุตรของพระเจ้าจะต้องแบกบาปชั่วร้าย น่าเกลียด สกปรก โสโครก โหดเหี้ยมของมนุษย์ทั้งโลก และรับโทษบาปนั้นแทนมนุษย์บาปทุกคน จะต้องทรงรับพระพิโรธของพระเจ้าไว้บนพระองค์ผู้เดียว  พระองค์จะต้องถูกแยกออกจากพระบิดาในช่วงเวลานั้น !
พระคริสต์ทรงทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในลักษณะเดียวกับวิญญาณที่ถูกพิพากษาลงโทษ ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะทรงรัก  พระเจ้าและมนุษย์  ยากที่จะเข้าใจเหลือเกิน   พระองค์ขอพระเจ้าให้ถ้วยอันหฤโหดนี้เลื่อนไป ทั้ง ๆ ที่ทรงรู้ว่า เป็นไปไม่ได้เพราะทรงตั้งพระทัยที่จะมอบชีวิตให้แล้ว (ยอห์น 10:17)  ทรงทราบว่าจะทรงได้ชีวิตของพระองค์คืนมา แต่…การตายบนไม้กางเขนอย่างโจร อย่างอาชญากร เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนที่เห็นจะต้องร้องว่า ไม่ยุติธรรมเลย!!

การจับกุมพระเยซู
มัทธิว 26:47-56

ในขณะที่พระเยซูทรงพร้อมรับยูดาส พร้อมรับจูบทรยศ ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ยังไม่เข้าใจ แต่ยูดาสเอง ให้สัญญาณว่า หากเขาจูบคนไหน คนนั้นแหละคือคนที่กองทหารกองใหญ่เตรียมมาจับ
พระเยซูตรัสเชิญเขาง่าย ๆ ว่าตั้งใจจะทำอะไรก็ทำ แล้วยูดาสก็จูบทักทายพระเยซูซึ่งเป็นการจูบที่ทำกันอยู่แล้วในตะวันออกกลาง ไม่มีใครสงสัยอะไร แต่นั่นเป็นสัญญาณแห่งความตาย!

แต่มีคนหนึ่งในพวกศิษย์  เขาคนนี้มีดาบติดตัวเสมอ เขาโกรธที่มีกองทัพมาจับพระเยซู จึงเอาดาบฟันหูทาสคนหนึ่งขาดทันที!     แต่พระเยซูทรงปรามเขา และเตือนว่าใครใช้ดาบจะตายด้วยดาบ น่าสนใจที่เรามารู้ว่า เขาคือซีโมนเปโตร และทาสคนนั้นคือมัลคัส ในยอห์น 18:10  การจับกุมไม่มีการนองเลือด แต่ฝ่ายโรมกลับเสียเลือด!อ่าน อิสยาห์ 50:6; 53:2-3
ไม่มีการต่อสู้ทั้ง ๆ ที่พระเยซูตรัสว่า หากทรงขอพระบิดา ทหารจากสวรรค์คือกองทัพทูตสวรรค์จะลงมามากกว่าสิบสองกอง … แต่พระองค์ทรงเตรียมรับมือกับพวกเขาเพื่อให้คำพยากรณ์ล่วงหน้านั้นสำเร็จ  
แล้วไม่มีใครจำคำที่ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งพระเยซู ศิษย์ของพระเยซูพากันหนีไปหมด … พวกเขากลัวว่าจะถูกจับเช่นกัน  ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของใครจนกว่าจะเจอสถานการณ์คับขันเช่นนี้

การสอบสวนหน้าสภาแซนเฮดริน
มัทธิว 26:57-68

เหตุการณ์ที่เราเห็นว่า พระเยซูถูกจับมาบ้านคายาฟาสที่เหล่าศัตรูของพระเยซูซึ่งเป็นชนชั้นสูงชุมนุมกัน และเป้าหมายคือเอาชีวิตของพระเยซูให้ได้นั้นยอห์น เข้าไปในบ้านของคายาฟาสได้ เพราะเขารู้จักกับคนในบ้านนั้น ส่วนเปโตรรออยู่ข้างนอกจนกระทั่งยอห์นได้พาเขาเข้าไปข้างใน แล้วเปโตรก็ยืนในที่มืด ๆ ผิงไฟกับพวกยาม (ยอห์น 18:15-16)

พยานเท็จ
ปุโรหิตจะและสมาชิกสภาจะสั่งลงโทษใครได้ก็ต้องมีข้อกล่าวหาเสียก่อน   หลายคนมาให้การ แต่เหตุผลไม่พอที่จะสั่งประหาร จนกระทั่งคนหนึ่งบอกว่า พระเยซูเคยกล่าวว่าสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้าและจะสร้างใหม่ในสามวัน (ยอห์น 2:19) ซึ่งพระองค์ทรงหมายถึงพระกายของพระองค์ที่จะตาย และฟื้นขึ้นในสามวัน

มหาปุโรหิตให้โอกาสพระเยซูแก้ข้อกล่าวหา แต่พระองค์ไม่ทรงตอบ  ปุโรหิตทนไม่ได้ ขอให้พระเยซูสาบานโดยอ้างพระเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ยิวรอคอยมานานหลายร้อยปี  พระเยซูกลับตอบไปว่า มหาปุโรหิตพูดออกมาเอง  ใคร ๆ ก็เห็น  และทรงแจ้งถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์!
พระองค์ใช้คำว่า บุตรมนุษย์ ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่ดาเนียลได้ใช้เพื่อกล่าวถึงพระเมสสิยาห์ ดาเนียล 7:13-14  ปุโรหิตเข้าใจทันทีว่า พระองค์ทรงหมายความว่า ทรงเป็นใคร
13 “ในนิมิตคืนนั้น ข้าพเจ้าเห็นผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ เสด็จมาพร้อมด้วยหมู่เมฆแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์เสด็จเข้าไปใกล้และเข้าเฝ้าองค์ผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ 14 พระองค์ได้รับสิทธิอำนาจ เกียรติสิริ และอำนาจปกครองสูงสุด ชาวโลกทุกชาติทุกภาษานมัสการพระองค์ ราชอำนาจของพระองค์ดำรงอยู่ตลอดกาล ราชอำนาจที่จะไม่มีวันสิ้นสุด และพระราชอาณาจักรของพระองค์จะไม่มีวันถูกทำลาย
แทนที่จะยอมรับ ปุโรหิตกลับแสดงอาการโกรธจัด ฉีกเสื้อของตนเอง ! (ซึ่งที่จริงข้างในใจอาจจะดีใจ พอใจ สะใจมากก็เป็นได้)  เขาได้ข้อกล่าวหาแล้ว นักโทษคนนี้ตกหลุมพรางของเขาแล้ว  ในขณะที่พระเยซูทรงพูดความจริงกลับไป  เขาย้อนมากล่าวหาว่า  ทรงพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า !
การฉีกเสื้อของปุโรหิตครั้งนี้ เป็นการทำผิดคำบัญชาของพระเจ้าในเลวีนิติ 21:10  ห้ามปุโรหิตฉีกเสื้อของตนเอง เขาคิดว่าเขากำลังปกป้องสถาบันปุโรหิต แต่เขากำลังประกาศจุดจบของมัน  เขาคิดว่าเขากำลังประณามผู้ที่กล่าวคำดูหมิ่นพระเจ้า   เขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าพระบุตรของพระเจ้า   เขาคิดว่าเขากำลังปกป้องระเบียบเก่า  แต่ความจริงแล้ว เขากำลังทำพิธีศพ เป็นจุดจบของระบบอันเลวร้ายนี้ 
เครื่องแต่งกายอันศักดิ์สิทธิ์ของมหาปุโรหิตแสดงถึงศักดิ์ศรี การอุทิศตน และระเบียบวินัยของตำแหน่งปุโรหิตของพระเจ้า การที่คายาฟัสฉีกเสื้อผ้าของตนเพื่อกล่าวโทษพระเยซูนั้นเป็นการละเมิดกฎของเลวีอย่างชัดเจนในขณะที่เขากำลังอ้างว่ากำลังปกป้องกฎนั้น ซึ่งเป็นการเปิดโปงความไม่โปร่งใสของการพิจารณาคดี ดูเพิ่มเติม
ความเท็จและการเยาะเย้ยเป็นอาวุธเก่าแก่ที่ซาตานใช้แต่โบราณจนทุกวันนี้ ทุกวินาทีนี้ มันโกหกและเป็นพ่อแห่งการโกหก (ยอห์น 8:44) ตลอดการรับใช้บนโลกของพระเยซูคริสต์ เราเห็นอาวุธชุดนี้ถูกนำมาใช้ต่อต้านพระองค์อย่างต่อเนื่อง พระองค์ถูกเรียกว่าคนตะกละ คนดื่มเหล้า และเป็นเพื่อนกับคนเก็บภาษีและคนบาป พระองค์ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามในฐานะชาวสะมาเรีย ฉากสุดท้ายในชีวิตของพระองค์ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด ซาตานยุยงศัตรูของพระองค์ให้ซ้ำเติมความเจ็บปวด เมื่อพระองค์ถูกตัดสินว่ามีความผิด พระองค์ก็ถูกกระทำอย่างดูหมิ่นเหยียดหยามสารพัด พวกเขาถ่มน้ำลายใส่หน้าพระองค์และทุบตีพระองค์ด้วยกำปั้น บางคนก็ตบหน้าพระองค์  และ เยาะเย้ยพระองค์ (Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (p. 316))
ทุกคนลงความเห็นว่า  นักโทษผู้นี้สมควรถูกประหาร …​แต่ หน้าที่ประหารเป็นของโรม  จะลอบบี้โรมอย่างไร …

มัทธิวไม่ได้ให้รายละเอียดของการสอบสวนที่บ้าน มีเบื้องหลังที่พวกเขาไม่ได้คาดคิด!
 พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถูกนำตัวมาต่อหน้าคายาฟัส มหาปุโรหิต และทรงถูกประกาศว่ามีความผิดอย่างเป็นทางการ เป็นการเหมาะสมแล้วที่เหตุการณ์จะเป็นเช่นนั้น วันแห่งการไถ่บาปอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงแล้ว แบบอย่างอันน่าอัศจรรย์ของแพะรับบาปกำลังจะได้รับการทำให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ จึงเหมาะสมแล้วที่มหาปุโรหิตชาวยิวจะทำหน้าที่ของตนและประกาศว่าบาปตกอยู่บนศีรษะของเหยื่อก่อนที่จะถูกนำตัวไปตรึงกางเขน ขอให้เราใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้  ทุกย่างก้าวแห่งความทุกข์ทรมานขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามีความหมายลึกซึ้ง 
(Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (pp. 314-315). (Function). Kindle Edition.)

เปโตรกล่าวซ้ำ ๆ ว่าไม่รู้จักพระเยซู!
มัทธิว 26:69-75

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเปโตรตอนนี้ อาจทำให้พวกเรารู้สึกว่า เขาไม่น่าทำอย่างนั้นเลย  แต่พระเจ้าทรงให้เหตุการณ์นี้สอน เตือนเราเองว่า เมื่อถึงบางเวลาที่เราเผชิญกับความน่ากลัวของชีวิต เราอาจเป็นอย่างเขาก็ได้ คริสเตียนมากมายที่ถูกทดสอบในเรื่องนี้  คริสเตียนในประเทศไนจีเรียจำนวนมาก ยอมตายเพราะไม่ยอมปฎิเสธพระเยซู  คริสเตียนในโรม ยุคคริสตจักรเริ่มแรกจำนวนมากยอมถูกเผาทั้งเป็น ยอมให้สิงโตขย้ำ เพราะพวกเขาไม่ยอมปฏิเสธพระองค์
มาระโก กับมัทธิว อาจจะเล่าเรื่องนี้ในคนละมุม แต่เนื้อหาสำคัญคือ
ความมั่นใจในตัวเองของเปโตรตั้งแต่ที่บอกพระเยซูว่า เขาจะไม่ทิ้งพระองค์ การปฏิเสธของเปโตรครั้งนี้เป็นบาปที่หนักมาก เขาถึงกับสบถ สาบาน ว่า เขาไม่รู้จักพระองค์ นี่เป็นภาพที่ทำให้เห็นตัวตนชัดเจน

ก่อนหน้านี้พระเยซูทรงบอกเขาว่า ให้ระวังที่จะอธิษฐานเสมอ เพราะใจพร้อมแต่กายอ่อนกำลัง  เมื่อไม่อธิษฐานก็สู้การทดลองไม่ไหว พระเยซูทรงบอกเราไว้แล้วว่า สิ่งที่ต้องทำเพื่อไม่ให้แพ้การทดลองก็คือการอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่นาน ๆ ที
การร้องไห้อย่างขมขื่นของเปโตร ทำให้รู้ว่า เขาไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอก เขาเป็นทุกข์จริง ๆที่ได้ปฏิเสธพระเยซู เขากลับใจ และพระเยซูได้ทรงคืนไมตรีให้กับเขาในเวลาต่อมา (ยอห์น  21)  เปโตรเรียนบทเรียนนี้อย่างยากลำบาก และคนทั้งโลกก็ได้เห็น เขาจึงไม่มีอะไรที่จะอวดได้เลย แต่เขาได้รับรู้ถึงความอ่อนแอของตนเองในคืนวันนั้น 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 26
2* ลูกา 22:1-2
3* ยอห์น 11:47
4* กิจการ 4:25-28
5* มัทธิว 21:26
6* มาระโก 14:3-9
8* ยอห์น 12:4
11* เฉลยธรรมบัญญัติ   15:11; ยอห์น 13:33; 14:19; 16:5,28; 17:11
12* ยอห์น 19:38-42
14* มาระโก 14:10-11; ลูกา 22:3-6; มัทธิว 10:4
15* เศคาริยาห์  11:12
17* อพยพ 12:6; 18-20
18* ลูกา 9:51
20* มาระโก 14:17-21
21* ยอห์น 6:70-71; 13:21
23* สดุดี 41:9
24* 1 โครินธ์  15:3; ลูกา 17:1; ยอห์น 17:12
26* มาระโก 14:22-25; 1 โครินธ์ 11:23-25; 1 เปโตร 2:24



27* มาระโก 14:23
28* อพยพ 24:8; เยเรมีย์ 31:31 ; มัทธิว 20:28
29* มาระโก 14:25; กิจการ 10:41
30* มาระโก 14:26-31
31* ยอห์น 16:32; มัทธิว 11:6; เศคาริยาห์ 13:7
32* มัทธิว 28:7, 10, 16
34* มัทธิว 2 6:75-75; ยอห์น 13:38
36* มาระโก 14:32-35
37* มัทธิว 4:21; 17:1
38* ยอห์น 12:27
39* ฮีบรู 5:7-9; ยอห์น 12:27 ;มัทธิว 20:22; ยอห์น 5:30;6:38
41* ลูกา 22:40, 46; กาลาเทีย 5:17
42* อิสยาห์ 50:5
45* มัทธิว 17:22-23; 20:18-19
46* มัทธิว 20:18; 26:21
47* กิจการ 1:16
49* 2 ซามูเอล 20:9
50* สดุดี 41:9; 55:13

51* ยอห์น 18:10
52* วิวรณ์ 13:10
53* ดาเนียล 7:10
54* อิสยาห์ 50:6; 53:2-11
56* เพลงคร่ำครวญ 4:20; ยอห์น 18:15
57* ยอห์น 18:12; 19-24
58* ยอห์น 18:15-16
59* สดุดี 35:11
60* สดุดี 27:12;
61* ยอห์น 2:19
62* มาระโก 14:60
63* อิสยาห์ 53:7; เลวีนิติ 5:1
64* ดาเนียล 7:13; กิจการ 7:55
65* 2 พงศ์กษัตริย์ 18:37; ยอห์น 10:30-36
66* เลวีนิติ 24:16
67* อิสยาห์ 50:6; 53:3; ลูกา 22:63-65
68* มาระโก 14:65
69* ยอห์น 18:16-18, 25-27
73* ลูกา 22:59
74* มัทธิว 26:34; มาระโก 14:71
75* มัทธิว 26:34