มัทธิว 24 หมายสำคัญวันสุดท้าย

ข้อสงสัยของศิษย์
1 ขณะที่พระเยซูเสด็จออกจากพระวิหารนั้นเอง พวกศิษย์ก็เข้ามาหาพระองค์ และชี้ไปที่อาคารพระวิหาร
2 พระเยซูตรัสถามว่า “พวกเจ้าเห็นอาคารเหล่านี้ใช่ไหม? เราบอกความจริงแก่พวกเจ้าว่า จะไม่มีหินสักก้อนเรียงซ้อนกันอยู่อย่างนี้  หินทุกก้อนจะถูกทำลายลงมาทั้งหมด
3 ต่อมา ขณะที่พระเยซูประทับนั่งอยู่บนภูเขามะกอก ศิษย์ของพระองค์ก็มาหาพระองค์เป็นส่วนตัว ทูลว่า “ขอพระองค์โปรดบอกพวกเราด้วยเถิด เหตุการณ์ที่พระองค์ตรัสถึงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร และอะไรเป็นหมายสำคัญที่บอกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง  และบอกว่าจะสิ้นสุดยุคแล้ว?

พระเยซูตรัสถึงอนาคต
 4 พระเยซูตรัสตอบว่า “จงระวังให้ดี อย่ายอมให้ใครมาหลอกล่อเจ้าได้
5 จะมีคนมากมายเข้ามาโดยอ้างนามของเรา กล่าวว่า ‘ข้าเองเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม (พระคริสต์หรือพระเมสสิยาห์)  และพวกเขาจะหลอกล่อคนเป็นอันมากให้หลงไป
6 พวกเจ้าจะได้ยินถึงสงครามต่าง ๆ และข่าวลือ รายงานข่าวสงคราม แต่ตกใจกลัวเพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น แต่จุดจบยังไม่มาถึง

7 ชาติต่าง ๆ จะต่อสู้กัน อาณาจักรต่าง ๆ จะต่อสู้กัน  จะเกิดความอดอยาก และจะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นตามที่ต่าง ๆ
8 เหตุการณ์เหล่านี้เป็นขั้นต้นของความเจ็บปวด เหมือนเมื่อจะมีสิ่งใหม่กำลังจะเกิดแบบเดียวกับความเจ็บปวดก่อนการคลอดบุตร

ต่อมาความทุกข์ยากจะเพิ่มขึ้น 
 9 “แล้วพวกเจ้าจะถูกจับกุมตัวไป ส่งให้เขากดขี่ข่มเหง ทรมาน และฆ่าพวกเจ้า ชาติต่าง ๆจะเกลียดชังพวกเจ้าเพราะเจ้าเชื่อวางใจในเรา
10 ช่วงเวลานั้น คนเป็นจำนวนมากจะทิ้งความเชื่อและพวกเขาจะทรยศ และเกลียดชังกันและกัน
11 จะมีผู้เผยพระดำรัสเท็จปรากฏตัวขึ้น และทำให้คนมากมายหันไปเชื่อคำโกหก
12  จะมีความชั่วช้าทวีขึ้นในโลก  ความรักของมนุษย์จึง ลดน้อยถอยลงไปอีก
13 แต่เหล่าคนที่รักษาความเชื่อให้มั่นคงจนกระทั่งถึงที่สุดนั้น จะได้รับการช่วยให้รอด
14 ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะถูกประกาศออกไปทั่วโลก ทั่วทุกชาติ แล้ววันสุดท้ายก็จะมาถึง

จำให้ได้ว่าต้องคิด ทำ เข้าใจอย่างไร
15 “เมื่อเจ้าได้เห็นวัตถุที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งเป็นต้นตอของวิบัติที่ผู้เผยพระดำรัสดาเนียลกล่าวถึง เข้าไปตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์ (ให้ผู้อ่านทำความเข้าใจเองเถิด)…. เพราะอาจจะมีความหมายถึง การพังของพระวิหารใน AD 70 ด้วย และแอนติโอคุส เอปิฟาเนส ก็ทำสิ่งที่น่าชังในพระวิหาร  ดาเนียล 9:27, 11:31, 12:11)
16 “ในเวลานั้น คนชาวยูเดียควรที่จะหนีไปยังภูเขา 
17 คนใดอยู่บนหลังคาบ้าน ก็ไม่ควรที่จะลงมาเก็บข้าวข้องในบ้าน  (บ้านท้องถิ่นโบราณ ก็มักจะมีหลังคาเป็นพื้นเรียบ ใช้สร้างห้องเพิ่มเติม สร้างที่เก็บของข้างบน) 
18 คนที่อยู่ในทุ่ง เขาก็ต้องไม่กลับไปเอาเสื้อคลุม 
19 ในเวลานั้น จะเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์หรือแม่ลูก
20 จงอธิษฐานเพื่อว่าการหนีของเจ้าจะไม่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว หรือวันสะบาโต
21 เพราะในเวลานั้น จะมีความทุกข์ยากเข็ญอย่างรุนแรง จะมีความยากเข็ญที่รุนแรงอย่างหนักมากอย่างที่ไม่เคยมี ตั้งแต่สร้างโลกมาจนกระทั่งวันนี้   และจะไม่มีสิ่งที่ร้ายแรงแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นได้อีก (ดาเนียล 12:1) 

22 ถ้าพระเจ้าไม่ทรงให้ระยะเวลาแห่งความทุกข์เหล่านั้นสั้นลง จะไม่มีใครเหลือชีวิตรอดได้เลย แต่เพื่อเห็นแก่คนที่พระองค์ทรงเลือก พระองค์ทรงทำให้วันเหล่านั้นสั้นลง

การเสด็จมาของพระเยซูที่แท้จริง
23 ในเวลานั้น บางคนอาจกล่าวกับเจ้าว่า ‘ดูสิ พระองค์ผู้ทรงเจิม (พระคริสต์ พระเมสสิยาห์) อยู่ที่นี่ หรือ ‘พระองค์ทรงอยู่ที่โน่น!’ ก็อย่าเชื่อพวกเขา
24 พระเมสสิยาห์ปลอม และผู้เผยะพระดำรัสปลอมจะปรากฏตัว และแสดงหมายสำคัญยิ่งใหญ่ รวมทั้งการอัศจรรย์  พวกเขาพยายามที่จะลวงล่อแม้กระทั่งคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ให้หลงผิด ถ้าพวกเขาทำได้
25 ดูเถิด เราได้เตือนเจ้าล่วงหน้าไว้แล้ว 
28 ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงนกแร้งก็จะชุมนุมกันที่นั่น
26 “หากมีคนบอกเจ้าว่า ดูสิ พระเมสสิยาห์อยู่ในถิ่นกันดาร ก็อย่าออกไปเลย หากเขากล่าวว่า พระองค์ทรงอยู่ในที่ลี้ลับ ก็อย่าไปเชื่อพวกเขา
27 เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา พระองค์จะทรงเป็นเหมือนฟ้าแลบแปลบปลาบจากตะวันออกไปยังตะวันตก (ซึ่งทุกคนจะเห็น)
28 ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงนกแร้งก็จะชุมนุมกันที่นั่น

 ‘ดวงอาทิตย์จะมืดไป 
29 “หลังจากความทุกข์ลำเค็ญอย่างทันควัน…
 ‘ดวงอาทิตย์จะมืดไป  ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง
ดวงดาวทั้งหลายจะตกลงจากท้องฟ้า  และอำนาจใด ๆ แห่งฟ้าสวรรค์จะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อิสยาห์ 13:10; 34:4; เอเสเคียล 32:7-8; โยเอล 2:10, 31)
30 “ในเวลานั้น หมายสำคัญแห่งบุตรมนุษย์จะปรากฏในท้องฟ้า แล้วคนทั้งหลายทุกเผ่า   ทุกชาติพันธ์ุในโลกจะร้องคร่ำครวญ
พวกเขาจะเห็นองค์บุตรมนุษย์เสด็จมาบนหมู่เมฆในท้องฟ้าด้วยฤทธานุภาพและพระสิริตระการ
31 พระองค์จะทรงส่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์มาพร้อมกับเสียงแตรที่ดังสนั่น เหล่าทูตสวรรค์จะรวบรวมคนที่พระองค์ทรงเลือกจากทุกแห่งในโลก ตั้งแต่สุดขอบฟ้าด้านหนึ่งไปจรดขอบฟ้าอีกด้านหนึ่ง

คำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ

32 “ขอให้เจ้าเรียนรู้อุปมานี้จากต้นมะเดื่อ เมื่อกิ่งก้านของมันเริ่มเป็นสีเขียวและแตกใบอ่อน เจ้าก็รู้ว่า ฤดูร้อนมาถึงแล้ว
33  เช่นเดียวกัน เมื่อเจ้าเห็นสิ่งทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้น เจ้าก็รู้ว่า เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว  อยู่ที่ประตูนี่เอง
34 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ในขณะที่คนในยุคนี้ยังไม่ทันสิ้นชีวิตไป
35 โลกและท้องฟ้าจะถูกทำลายไป แต่คำที่เรากล่าวจะไม่มีวันถูกทำลาย   


ไม่รู้ว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไร?
36 “ไม่มีใครที่รู้วันเวลาที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น เหล่าทูตสวรรค์ไม่รู้ และแม้พระบุตรก็ไม่รู้ มีพระบิดาเท่านั้นที่ทรงทราบ
37 เมื่อพระบุตรเสด็จมา (ดาเนียล 7:13-14) จะเป็นเหมือนอย่างสมัยโนอาห์  
 38 เพราะในช่วงเวลาก่อนน้ำท่วมโลกนั้น ผู้คนต่างกิน ดื่ม แต่งงาน และยกลูก ๆ ให้แต่งงานกัน  จนกระทั่งวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ  
39 พวกเขาเหล่านั้น ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งน้ำท่วม และกวาดพวกเขาไปจนหมด  ในวันที่บุตรมนุษย์มาก็จะเป็นเช่นนั้น   

40 ชายสองคนอยู่ในทุ่งนา คนหนึ่งถูกรับไป อีกคนถูกทิ้งไว้   
41 หญิงสองคนกำลังโม่แป้งอยู่ คนหนึ่งถูกรับไป และอีกคนถูกทิ้งไว้  
42 “ดังนั้น จงเฝ้าระวังอยู่ เพราะเจ้าไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า จะเสด็จมาในวันใด
43 จงเข้าว่า หากเจ้าของบ้านรู้ล่วงหน้าว่า ยามกลางคืนโจรจะมาในเวลาใด เขาก็จะคอยเฝ้าระวัง และไม่ปล่อยให้โจรบุกรุกเข้ามาในบ้านได้
 44 ดังนั้น เจ้าก็ต้องเตรียมพร้อม เพราะบุตรมนุษย์จะมาในเวลาที่เจ้าไม่ได้คาดไว้ 

อุปมาเรื่องของผู้รับใช้สองคน 
45 “ใครเป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ และฉลาดเฉลียวซึ่งนายได้ตั้งไว้ให้ดูแลแจกอาหารคนรับใช้อื่น ๆ ตามเวลา
46 เขาจะเป็นสุขเมื่อนายกลับมา และเห็นว่าเขากำลังทำหน้าที่ของเขาอยู่ 
  47 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า
นายจะตั้งให้เขาดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของนาย 
48 แต่หากว่า คนรับใช้นั้นมีใจชั่ว คิดในใจว่า
‘กว่านายจะกลับมา คงอีกนาน ’
 

49 แล้วเขาก็เริ่มทุบตีคนรับใช้อื่น ๆ  แล้วกิน ดื่มกับเพื่อนที่ขี้เมาด้วยกัน
50 เมื่อนายกลับมา และเมื่อคนรับใช้นั้นไม่พร้อม ไม่ได้คาดคิดว่านายจะกลับมาในเวลานั้น 
51 นายก็จะสับเขาเป็นชิ้น และส่งไปอยู่ในที่ของคนหน้าซื่อใจคด !   เป็นที่ซึ่งผู้คนในนั้นต่างร้องไห้ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บปวด

อธิบายเพิ่มเติม

ข้อสงสัยของศิษย์
มัทธิว 24:1-3
หลังจากที่พระเยซูออกมาจากพระวิหาร ทรงมาประทับนั่งอยู่บนภูเขามะกอก ซึ่งมองลงไปจะเห็นเยรูซาเล็ม   และมีเหล่าศิษย์ล้อมรอบพระองค์อยู่ โดยไม่ได้มีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสนทนาครั้งนี้ จึงมักเรียก การตรัสครั้งสุดท้ายที่ทรงเตือนเรื่องวันสิ้นโลกนี้ว่า The Olivet Discourse มีบันทึกในมาระโก  13:1-37 และลูกา  21:5-36 ด้วย

พระเยซูทรงออกจากพระวิหาร  หลังจากสนทนาอย่างรุนแรงกับฟาริสี ธรรมาจารย์ ปุโรหิตทั้งหลาย พระองค์ทรงเจ็บลึกในพระทัยกับการที่พวกเขาไม่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าที่เตือนเลย  พระเจ้าทรงพร้อมที่จะรับพวกเขากลับมา… แต่พวกเขากลับคอแข็ง พร้อมที่จะหาทางประหารพระองค์
พวกศิษย์กับพระองค์ได้สนทนากันเรื่องของพระวิหาร  ทรงย้ำให้พวกเขารู้อีกครั้งว่า  พระวิหารจะถูกทำลายในอนาคต เมื่อได้ยินแบบนั้น พวกเขาก็เกิดความกังวลสามเรื่องคือ
1 พระวิหารจะเป็นอย่างไรต่อ 
2 เรื่องที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา อะไรเป็น หมายสำคัญ 
3
เมื่อไรจะสิ้นยุค หรือสิ้นโลก  อะไรเป็นหมายสำคัญ

หมายเหตุ::  (วิหารนี้เป็นวิหารที่เฮโรดสร้างเพิ่มเติมเมื่ออิสราเอลกลับมาจากบาบิโลนในสมัยของเศรุบบาเบล  เริ่มเมื่อ 20 ปีก่อนคริสตศักราช และเสร็จประมาณ ปีค.ศ. 64 และอีกหกปีต่อมา ถูกนายทหารทิตัสของโรมเข้ามาปล้น  ทำให้คนอิสราเอลต้องกระจัดกระจายหนีออกมาเป็นจำนวนมาก  จนกระทั่งปีค.ศ. 1948 จึงได้ประกาศเป็นประเทศอิสราเอลอีกครั้ง หลังจากถูกฮิตเลอร์สั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ )

สำหรับพวกเรานั้น สองข้อหลังเป็นสิ่งที่กังวล ส่วนพระวิหารนั้น คนยิวก่อกบฎต่อต้านโรม  จึงถูกโรมทำลายราบเมื่อปีค.ศ. 70 ทหารโรมได้เอาต้นมะกอกมาเผา น้ำมันในต้นก็ช่วยให้ไฟ แรงขึ้นหนักขึ้น จนกระทั่ง ทองที่เฮโรดฉาบเอาไว้ก็ไหลเป็นของเหลว  พวกโรมยึดทองไป จากนั้นก็ทำลายหินที่เป็นตัวอาคารโยนลงมาด้านล่าง ซึ่งยังคงอยู่ในทุกวันนี้ พระเยซูทรงเตือนว่าในยุคสุดท้ายนั้นจะเป็นเหมือนหญิงที่จะคลอดบุตร  มีการเตือน มีการเจ็บท้อง เจ็บอย่างสุดจะทนใกล้คลอดเต็มที่ แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาเจ้าตัวน้อยเกิดมาดูโลก

พระเยซูตรัสถึงอนาคต
มัทธิว 24:4-8
พระเยซูทรงเตือนจากข้อ 4-8 ว่า
1 คนหลอกลวงมากมาย  ดังนั้นอย่าให้ใครมาหลอกได้ (4-5) แสดงว่าในยุคใกล้วันที่พระเยซูเสด็จกลับมานั้น จะมีการหลอกลวงอย่างมโหฬาร ทั่วโลก  สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ล่วงหน้าก็เกิดขึ้นจริง  มีคนอ้างตัวว่า เป็นพระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ช่วยให้รอดเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 1800 เป็นต้นมา และยังมีตามประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลกเลยทีเดียว
 2 จะได้ยิน
สงครามและข่าวลือ
3
ความอดหยาก (ซึ่งมักจะตามมาด้วยโรคระบาด)
4
แผ่นดินไหวตามที่ต่าง ๆ   นี่เป็นขั้นต้นของการเจ็บปวด
ขณะที่เขียนเรื่องนี้ เดือนก่อนมีแผ่นดินไหวที่เวเนซูเอลา ตามด้วยจีน ญี่ปุ่น แล้วในเดือนนี้เองที่โคลัมเบียก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเช่นกัน ตามด้วยเนปาล ทิเบตในเดือนเดียวกัน

แต่ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด!
 ถ้าอยากทราบการเกิดของแผ่นดินไหว ดูที่  https://www.usgs.gov/programs/earthquake-hazards

ต่อมาความทุกข์ยากจะเพิ่มขึ้น 
มัทธิว 24:9-14
5 ผู้เชื่อในประเทศต่าง ๆ จะถูกจับกุม ถูกข่มเหง  ถูกสังหาร (9)เพราะวางใจในพระเยซู  ในวันนี้ที่เราเขียนเรื่อง คริสเตียนในไนจีเรียเหนือถูกบังคับให้กลับเป็นมุสลิมเหมือนเดิม และพวกเขาถูกฆ่าเป็นจำนวนมากเพราะไม่ยอมเลิกเชื่อพระเยซู!   คริสตจักรในอิสราเอลถูกโจมตีโดย …. ฯลฯ
6 ผู้เชื่อพระเยซูจะถูกเกลียดชัง (9)
7 ผู้คนจำนวนมากทิ้งความเชื่อ  ทรยศกัน เกลียดชังกัน  นี่ก็เกิดขึ้นในประเทศในยุโรปและอเมริกา ในขณะที่ทางด้านเอเซีย อัฟริกา คนกำลังมาพบพระเจ้ามากขึ้น (10)
ผู้รับใช้ปลอมปรากฏตัว  คนมากมายเชื่อคำโกหก (11)
9 ความรักลดน้อยลงไป เพราะความชั่วมากขึ้น (12)
10 แต่คนที่รักษาความเชื่อ จะได้รับการช่วยให้รอด (13)
11 ข่าวประเสริฐจะมีการประกาศออกไปทั่วทุกชาติ (14)


แม้พระเยซูจะตรัสถึงสิ่งที่เป็นลบ เป็นความทุกข์ยาก มากมาย แต่พระองค์ก็ทรงยืนยันว่า มีการประกาศข่าวประเสริฐออกไปทั่วโลก ซึ่งก็เกิดขึ้นจริง โลกอินเตอร์เนท ทำให้ข่าวประเสริฐที่เคยขวางกั้นคนที่ไม่เชื่อ  ประเทศที่ห้ามการฟังพระวจนะ กลับกลายเป็นแทรกไปทั่ว จนกระทั่งตอนนี้เราพบว่า คนที่อยู่ในโลกตะวันออกกลางที่ปิดกั้นพระนามของพระเจ้ามานานนั้น กำลังได้รับพระคุณ มีการกลับใจใหม่เป็นจำนวนมาก เมื่อพวกเขาเปรียบเทียบความเชื่อเดิมกับความจริงของพระเจ้า พวกเขาก็ยอมรับว่า
พระเจ้าสุดยอดจริง ๆ  ดู Nabeel Qureshi shorts  เขาอธิบายให้เห็นความแตกต่างชัดเจน

จำให้ได้ว่าต้องคิด ทำ เข้าใจอย่างไร
มัทธิว 24:15-22
ในข้อนี้ เป็นช่วงสุดท้าย  ตอนนี้มัทธิวบอกให้ผู้อ่านเข้าใจเอง
12 สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนตั้งในที่บริสุทธิ์  (ข้อ 15) ตามคำของดาเนียล 11:31 “กองกำลังของเขาจะลุกขึ้นมาย่ำยีป้อมปราการของพระวิหารให้เป็นมลทิน และยกเลิกการถวายเครื่องบูชาประจำวัน แล้วเขาจะตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนขึ้นอันเป็นต้นเหตุของวิบัติ

นี่คือรูปปั้นของคนที่ต่อต้านพระคริสต์จะตั้งอยู่ในพระวิหารของอิสราเอล
Pastor Paul Leboutelier  ให้ความเห็นว่า พระเยซูกำลังกล่าวล่วงหน้ามาถึงช่วงเวลาของ เวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งใหญ่
(The Great Tribulation)
ซึ่งเป็นเวลารวมเจ็ดปี จุดนี้เป็นช่วงกลางพอดี และนี่บ่งบอกว่า เวลานั้น วิหารของชาวยิวซึ่งหายไปก่อนหน้านี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ใต้ดินในจุดใดของเยรูซาเล็ม  ได้กลับมาสร้างอีกครั้งด้วย ยิว Orthodox กำลังเตรียมตัวพร้อมที่จะสร้างวิหารนี้ขึ้นใหม่ พวกเขาเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว
ยิ่งกว่านั้นท่านยังให้ความเห็นว่า นี้เป็นคำตรัสโดยตรงต่อชนอิสราเอล ไม่ได้ตรัสกับคริสตจักร 
13 ความทุกข์รุนแรงที่สุด ร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ( ข้อ21 นี้ก็เช่นกัน มีคนสอนว่า เรื่องร้าย ๆ นี้เกิดในปีค.ศ. 70 เมื่อโรมทำลายพระวิหาร มีความทุกข์ยากมาก แต่หากเราดูให้ดี โลกนี้ยังมีความทุกข์ลำบากมากกว่าวันนั้นในอดีต ยังมีเหตุการณ์ที่น่าสพรึงกว่านั้น และความยากเข็ญที่หนักสุดยังไม่ได้เกิดขึ้นแน่นอน)
14 คนที่ปลอมตัวมาสามารถทำการอัศจรรย์ ล่อลวงแม้คนที่เชื่อแล้ว 
พระเจ้าทรงย่นระยะเวลาความทุกข์ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งใหญ่ (22) … เพื่อเห็นแก่คนที่ทรงเลือก  เพราะเหตุการณ์น่ากลัว ยากเข็ญมาก พระเจ้าจึงทรงย่นระยะเวลาให้สั้นลง
คนจำนวนมากได้รับความรอด และจะพบกับการบังคับขู่เข็ญให้ทำตามผู้ต่อต้านพระคริสต์
https://www.youtube.com/watch?v=jzMwES5BkGQ Pastor Skip Heitzig ให้ความเห็นว่า ในวันที่พระเยซูตรัส ยังไม่มี
คริสตจักร ผู้ที่ถูกเลือกในพระดำรัสของพระเยซู ไม่ใช่คริสตจักร  แต่มีความหมายถึงคนอิสราเอลที่หันกลับมาเชื่อพระองค์ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งใหญ่ ท่านเปาโลได้กล่าวถึงการกลับมาของคนอิสราเอล
ในโรม 11:12   แต่ถ้าการล่วงละเมิดของเขาหมายถึงความไพบูลย์สำหรับโลก และการสูญเสียของเขาหมายถึงความไพบูลย์สำหรับคนต่างชาติแล้ว ความบริบูรณ์ของเขาจะยิ่งนำความไพบูลย์มาให้มากมายเพียงใด!
โรม 11:25-27

พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านไม่รู้เรื่องข้อล้ำลึกนี้ เพื่อท่านจะได้ไม่ทะนงตน คืออิสราเอลบางส่วนจะมีใจแข็งกระด้างจนกว่าคนต่างชาติได้เข้ามาครบจำนวน  เมื่อนั้นอิสราเอลทั้งหมดจะรอด ตามที่มีเขียนไว้ว่า“องค์ผู้ช่วยกู้จะเสด็จมาจากศิโยน พระองค์จะทรงขจัดความอธรรมให้พ้นจากยาโคบ     และนี่เป็นพันธสัญญาของเรากับพวกเขาเมื่อเรายกบาปผิดของพวกเขาไป”  

การเสด็จมาของพระเยซูที่แท้จริง
มัทธิว 24:23-28
ผู้ที่หลอกลวงจะมา บอกว่าพระคริสต์มาอยู่ที่นั่น ที่โน่น  เราต้องไม่เชื่อ ไม่ตาม ไม่หลงคารมคนเหล่านี้ เพราะเมื่อพระเยซูเสด็จมาอีกครั้งนั้น ทรงมาแบบให้เห็นพร้อมกันทั้งโลก

ดังนั้นจะต้องไม่เชื่อใครที่บอกว่า เป็นผู้ช่วยโลก เวลานี้ มีกลุ่มของ​ WEF  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายยูวาล โนอาห์ ฮารารี นักเขียนซึ่งอยู่ในคนกลุ่มนี้ ที่พยายามบอกว่า ต่อไปเอไอจะเป็นพระเจ้า นั่นหมายถึงว่า มาแทนที่พระเยซูคริสต์  ชีวิตของชายคนนี้เป็นนักเขียนชาวอิสราเอล เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  .. แต่เราอย่าลืมว่า คนพวกนี้แหละที่พยายามจะทำให้โลกหลงไปตามความคิดของพวกเขา  แม้หนังสือของเขาจะขายดี ไม่ได้หมายความว่าเขาพูดความจริง แต่พิสูจน์ว่า คนชอบอ่านเรื่องแบบที่พวกเขาคิด
เป็นความพยายามของคนเหล่านี้ที่อยากให้มนุษย์หลงเชื่อว่า ต่อไปมนุษย์จะแพ้เอไอ  คนไม่เก่งต่อไป .. มีความพยายามที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเป็น มีอะไรสงสัย ก็ถามเอไอ


 ‘ดวงอาทิตย์จะมืดไป
มัทธิว 24:29-31
24:29  ตอนท้ายของช่วงเวลาแห่งเวลาแห่งความยากแค้นแสนเข็ญ   ทันทีที่เจ็ดปีนั้นผ่านไปท้องฟ้าจะเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว  อำนาจมืดในท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน
24:30 แล้วพระเยซูจะเสด็จกลับมา
ในสมัยโบราณเมื่อกษัตริย์เสด็จมา  จะมีการส่งเสียงแตรออกมาล่วงหน้าพระองค์   เศคาริยาห์ 14 พระเยซูจะทรงทูตสวรรค์มาก่อน 
24:31  พระเยซูกำลังมารับคนที่เข้ามาเชื่อในระหว่างเจ็ดปีแห่งความยากลำบากนั้น  สิ่งนี้จะเกิดขึ้น
อ่าน วิวรณ์ 19: 11-16
11 ข้าพเจ้าเห็นฟ้าสวรรค์เปิดอยู่และมีม้าขาวตัวหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า พระนามของพระองค์ผู้ทรงม้านั้นคือพระผู้สัตย์ซื่อและเที่ยงแท้ พระองค์ทรงพิพากษาและสู้ศึกด้วยความยุติธรรม

12 พระเนตรของพระองค์ดุจไฟโชติช่วง บนพระเศียรมีมงกุฎหลายอัน ทรงมีพระนามจารึกไว้บนพระกาย ไม่มีผู้ใดรู้จักพระนามนั้นเลยนอกจากพระองค์เอง

13 ทรงฉลองพระองค์ซึ่งได้จุ่มในเลือด
และพระนามของพระองค์คือพระวาทะของพระเจ้า 14 บรรดากองทัพสวรรค์สวมอาภรณ์ผ้าลินินเนื้อดีขาวสะอาดนั่งบนหลังม้าขาวกำลังตามเสด็จพระองค์ไป
15 พระแสงคมกริบออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ทรงใช้พระแสงนี้ฟาดฟันประชาชาติ “พระองค์จะทรงปกครองพวกเขาด้วยคทาเหล็ก” พระองค์ทรงเหยียบย่ำองุ่นในบ่อย่ำแห่งพระพิโรธเกรี้ยวกราดของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
16 ที่เสื้อคลุมและต้นขาจารึกพระนามของพระองค์ว่า   กษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย เจ้านายเหนือเจ้านายทั้งหลาย

อุปมาต้นมะเดื่อ
มัทธิว 24: 32 -35
สำหรับคำถามที่ว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร พระองค์ตรัสว่า ให้สังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีความถี่มาก เมื่อบ่อยครั้งเข้า เกิดตามที่ต่าง ๆ มากขึ้น  เราก็จะเข้าใจได้ ขณะที่เขียนเรื่องนี้ (ปลายสิงหาคม 2026) เกิดเหตุการณ์ธารน้ำแข็งละลาย และโถมลงมายังที่ต่ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมรวดเร็ว รุนแรง และต่อมาอีกสามวัน ก็เกิดพายุที่แกรนด์แคนยอนในอเมริกา น้ำท่วมหลากอย่างรวดเร็วคล้ายคลึงกันแต่มีผลกระทบต่อคนน้อยกว่า เพราะเป็นที่ห่างไกล 

ข้อ 34 ที่ว่า คนในยุคนี้ยังไม่ทันสิ้นชีวิตไปอาจมีความหมายว่า คนที่อยู่ในยุคของพระองค์ จะเห็นการทำลายล้างของโรมในปี 70 หรือหมายถึงมนุษยชาติที่อยู่ในยุคสุดท้ายก็จะเห็นการเสด็จมาของพระองค์ 
ข้อ 35 พระดำรัสของพระเยซูนั้นทรงฤทธิ์ มีพลังยิ่ง และพระองค์ทรงยืนยันด้วยว่า พระดำรัสของพระองค์จะไม่มีใครทำลายได้  แม้จะมีความพยายามเท่าไรจากคนที่ไม่เชื่อมากมาย แต่พวกเขาก็ตายไปแล้ว ถึงจะมีรุ่นใหม่มาพยายามทำลายพระดำรัส  ในที่สุดพวกเขาก็จะไม่มีใครอยู่รอดสักคน
ย้อนกลับไปที่มนุษย์พยายามบอกว่าเอไอกำลังจะกลายเป็นพระ เป็นเทพเหนือความคิดของมนุษย์ .. พระเยซูทรงทราบมาก่อนแล้วว่า จะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พระองค์จึงทรงบอกล่วงหน้าว่า พวกเขาไม่มีวันที่จะเอาชนะพระดำรัสของพระองค์

ไม่รู้ว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไร?
มัทธิว 24:36-44
24:36 พระเยซูทรงยืนยันกับศิษย์ว่า ผู้ที่ทราบเวลาการเสด็จกลับมาอีกครั้งนั้น มีผู้เดียวคือ พระบิดา ดังนั้น พวกเขาไม่ต้องเซ้าซี้ถามให้หนักใจ และใครก็ตามที่อวดอ้างว่า รู้วันเวลาทุกคน ต่างเป็นคนเผยคำปลอมทั้งนั้น (เกิดมีคนแบบนี้มากมาย และทำให้คนไม่รู้พระคัมภีร์ต่างตื่นกลัวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา)
24:37-39  ตอนที่โนอาห์สร้างเรือ เขาได้เทศนาชักชวนให้คนกลับใจ แต่ผู้คนก็ขำ เห็นว่าโนอาห์โง่ที่สร้างเรือบนบก  พวกเขายังใช้ชีวิตสนุกสนานเหมือนเดิม และเมื่อน้ำมากวาดพวกเขาไป มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลันราวกับน้ำที่ลงมาจากเทือกเขาหิมาลัยลงไปยังเนปาล
รวดเร็ว ไม่รู้ตัว ตายแบบไม่มีโอกาสที่จะคิดเลย… น่ากลัวมาก (ฮีบรู 11:7)
24:40-41  ดูเหมือนทุกคนจะจากโลกนี้ไป บางคนไปอยู่กับพระเจ้า บางคนก็เผชิญความตายโดยไร้พระเจ้า .. คนที่ถูกรับไปนั้น เป็นคนที่ตัดสินใจมาก่อนแล้วว่า  จะติดตามพระเจ้า  พระเจ้าทรงมาในเวลาใดก็ได้ อาจเป็นเวลาที่เรากำลังทำมาหากินอยู่ หรือรับใช้ หรือทำตัวโง่เขลาอย่างอุปมาเรื่องถัดไป ก็เป็นได้ 
24:42-44 การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับทุกคนที่วางใจ และติดตามพระองค์  แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจเรื่องของเวลาที่เราไม่รู้ว่าเมื่อไร เหตุการณ์ วิธีที่ทรงกลับมาเป็นอย่างไร เราพอรู้จากที่พระองค์ทรงอธิบาย  
ในเมื่อพระองค์กลับมาได้ทุกเมื่อ เราไม่รู้เวลา เราก็ต้องเตรียมตัวพร้อมสำหรับพระองค์ 
พระองค์ทรงให้เงื่อนงำกับเราไว้  เพราะจะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นทั้งเป็นขั้นตอน และซ้ำซ้อนกันอยู่     สิ่งที่เรารู้จะช่วยเตือนตัวเราเองให้ระวังตัวและไม่ประมาทในการรอคอยพระองค์ 

อุปมาเรื่องของผู้รับใช้สองคน
มัทธิว 24:45-51
 24:45-47
คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์นั้น เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  เมื่อนายกลับมา เมื่อพระเยซูกลับมา เขากำลังทำหน้าที่ของเขาอยู่ นั่นทำให้เจ้านายพอใจ และจะให้รางวัลด้วยการเพิ่มตำแหน่ง  ให้ความไว้วางใจที่เขาจะทำงานได้กว้างขึ้น 
เรากำลังซื่อสัตย์ และรับใช้ด้วยสติปัญญา แรงกายทั้งหมดที่มีอยู่หรือเปล่า พระเยซูทรงสัญญาให้รางวัลกับความขยันที่ประกอบด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยปัญญา และเมตตา
24:48-51 แตกต่างจากที่รับใช้อีกคน ที่มีความคิดว่า อีกนานกว่านายจะกลับมา  ไม่มาเร็วหรอก ไปตั้งไกล  เมื่อมีความคิดอย่างนี้จึงชะล่าใจ ทำตัวชั่วช้า  ทั้งทำร้าย  ข่มเหง รังแกคนรับใช้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่าตัวเอง  แถมยังกินดื่มกับเพื่อนชั่วของเขาอีก
เมื่อนายกลับมาเห็นอย่างนั้น พระเยซูตรัสอย่างน่ากลัวว่า จะสับเขาและส่งไปนรก!!
การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ ไม่เป็นปัญหาสำหรับทุกคนที่วางใจในพระองค์  พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไร? เราไม่ทราบเวลา  เสด็จกลับมาได้ทุกเมื่อ และเราควรเตรียมพร้อมสำหรับพระองค์เสมอ ในเมื่อพระองค์ตรัสว่าต้องมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นก่อน?  จากพระคำมัทธิว 24 นี้ เรารู้คำตอบบางอย่างที่พอเพียงสำหรับการรอคอยพระองค์

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 24
1* มาระโก 13:1
2* ลูกา 19:44
3* มาระโก 13:3
4* โคโลสี 2:8, 18
5* ยอห์น 5:43; มัทธิว 24:11
6* วิวรณ์ 6:2-4
7* ฮักกัย 2:22; วิวรณ์ 6:5-6
9* มัทธิว 10:17
11* 2 เปโตร 2:1; 1 ทิโมธี  4:1
12* 2 เธสะโลนิกา 2:3
13* มัทธิว 10:22
14* มัทธิว 14:23; โรม 10:18
15* มาระโก 13:14; ดาเนียล 9:27; 11:31; 12:11; 9:23



19* ลูกา 23:29
21* ดาเนียล 9:26
22* อิสยาห์ 65:8-9
23* ลูกา 17:23
24* 2 เธสะโลนิกา 2:9; 2 ทิโมธี 2:19
27* ลูกา 17:24
28* ลูกา 17:37
29* ดาเนียล 7:11; เอเสเคียล 32:7
30* ดาเนียล 7:13-14; เศคาริยาห์ 12:12; วิวรณ์ 1:7
31* 1 โครินธ์  15:52
32* ลูกา 21:29
33* ยากอบ 5:9

34* มัทธิว 10:23; 16:28; 23:36
35* ลูกา 21:33
36* กิจการ 1:7; เศคาริยาห์ 14:7
38* ปฐมกาล 6:3-5
40* ลูกา 17:34
42* มัทธิว 25:13
43* ลูกา 12:39
44* 1 เธสะโลนิกา  5:6
45* ลูกา 12:42-46
46* วิวรณ์ 16:15
47* มัทธิว 25:21, 23
48* 2 เปโตร 3:4-9
50* มาระโก 13:32
51* มัทธิว 8:12; 25:30

มัทธิว 23 บาปที่นำสู่วิบัติ!

1 แล้วพระเยซูตรัสกับประชาชนและศิษย์ของพระองค์ว่า
2 “พวกธรรมาจารย์ และฟาริสีนั่งอยู่บนที่นั่งของโมเสส 
(พวกเขาแปลบทบัญญัติของโมเสส)
3 ดังนั้นพวกเจ้าก็ควรที่จะเชื่อฟัง และรักษาบัญญัติตามที่เขาบอกเจ้า แต่อย่าไปทำตามอย่างการประพฤติของพวกเขา  เพราะเขาไม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองสอน
4 พวกเขาสร้างกฎที่เข้มงวดให้คนทั้งหลายต้องแบก
บังคับให้คนเชื่อฟัง แต่พวกเขากลับไม่ยอมใช้สักนิ้วเดียวที่จะช่วยรับภาระนั้น 

5 “พวกเขาทำสิ่งดีเพื่ออวดให้คนได้เห็น เขาคาดกล่องที่บรรจุบัญญัติขนาดใหญ่ไว้ให้คนเห็น  ติดพู่ห้อยยาวที่เสื้อคลุม 
6 ฟาริสีและธรรมาจารย์เหล่านี้ ชอบที่นั่งที่มีเกียรติ ในงานเลี้ยง และในศาลาธรรม     
 

 

7  และยังชอบให้ผู้คนทักทายพวกเขาอย่างนอบน้อม และชอบให้คนเรียกเขาว่า รับบี (ท่านอาจารย์) 
8 “แต่สำหรับเจ้าแล้ว อย่าให้ใครเรียกว่า รับบีเลย เพราะเจ้ามีพระอาจารย์องค์เดียว และพวกเจ้าต่างก็เป็นพี่น้องกัน
9  และอย่าให้ใครเรียกผู้ใดในโลกว่า ‘คุณพ่อ’ เพราะเจ้ามีพระบิดาเพียงองค์เดียวผู้สถิตในสวรรค์  
10  และอย่าให้ใครมาเรียกว่า ‘พระครู’ เพราะเจ้ามีครูเพียงองค์เดียวคือ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)
11 คนที่เป็นผู้รับใช้ของเจ้า คือผู้ที่ยิ่งใหญ่สุด 
12 ใครก็ตามที่ยกตัวเองขึ้น จะถูกกดให้ต่ำลง และใครที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกย่อง

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
13 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพราะเจ้าปิดทางเข้าแผ่นดินสวรรค์ไม่ให้ผู้คนเข้าไป เจ้าเองไม่เข้าไป และยังขัดขวางคนที่พยายามจะเข้าไปเสียด้วย
14 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าริบบ้านเรือนของพวกหญิงม่าย และอธิษฐานยืดยาว เพื่อว่าคนจะได้เห็น ดังนั้นเจ้าจะได้รับโทษอย่างหนัก 
15 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าเดินทางข้ามดินแดนข้ามทะเลไปเพื่อหาคนกลับใจมาเชื่อศาสนายิว เมื่อเขาเชื่อแล้ว ก็ทำให้เขาลงขุมนรกหนักกว่าเจ้าอีกสองเท่า  

16 “วิบัติแก่พวกเจ้า ! เจ้าเป็นคนนำทางที่ตาบอด เจ้ากล่าวว่า ‘คนที่สาบานโดยอ้างพระวิหาร ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างทองคำที่อยู่ในพระวิหาร ก็ต้องทำตามที่สาบาน’ 
17 เจ้าเป็นคนโง่ที่ตาบอด!  สิ่งใดสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารที่ทำให้ทองคำบริสุทธิ์?
18 และเจ้ากล่าวว่า ‘คนใดที่สาบานโดยอ้างถึงแท่นบูชา ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างของถวายบนแท่นบูชา ก็ต้องทำตามที่สาบาน’
19 เจ้าเป็นคนตาบอด! สิ่งใดสำคัญกว่ากัน ของถวายหรือแท่นบูชาที่ทำให้ของถวายนั้นบริสุทธิ์?
20 ผู้ที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชาเท่ากับเขาอ้างทั้งแท่นบูชาและทุกสิ่งที่อยู่บนแท่นนั้น
21  และคนที่สาบานโดยอ้างพระวิหารก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระวิหารและพระองค์ผู้สถิตในพระวิหารนั้น  
22 ผู้ที่สาบานโดยอ้างฟ้าสวรรค์ก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระบัลลังก์ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้นด้วย

23 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าถวายสิบลดจากเครื่องเทศของเจ้า ทั้งสะระแหน่ ลูกผักชี และยี่หร่า แต่เจ้ากลับเฉยเมยต่อคำสอนในบทบัญญัติที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ ความยุติธรรม  ความเมตตา และความจงรักภักดี (หรือความเชื่อ)  เหล่านี้เจ้าควรจะปฏิบัติโดยไม่ละเลยสิบลดด้วย 
24 เจ้าเป็นผู้นำทางผู้คน แต่เจ้ากลับตาบอด เจ้าเป็นเหมือนคนที่เอาตัวริ้นออกจากน้ำ แต่เจ้ากลับกลืนตัวอูฐเข้าไป  
 


25 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!  เจ้าล้างถ้วยชามแค่ด้านนอก แต่ด้านในกลับเต็มด้วยความโลภ และ การตอบสนองกิเลสของตนเอง 
26 ฟาริสีทั้งหลาย เจ้าเป็นคนตาบอด!  จงล้างถ้วยชามภายในให้สะอาดเสียก่อนเพื่อว่าภายนอกจะได้สะอาดด้วย  

27 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! เจ้าเป็นเหมือนถ้ำเก็บศพที่ฉาบปูนขาวไว้ ทำให้ภายนอกดูดี แต่ภายในเต็มด้วยกระดูกคนตาย และสิ่งที่สกปรกโสโครก  
28 ตัวเจ้าเองก็เช่นกัน เมื่อคนมองมาที่เจ้าก็เห็นว่าเป็นคนดี แต่ภายในใจของเจ้ากลับเต็มด้วยความหน้าซื่อใจคดและความชั่ว
29 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!   เจ้าได้สร้างที่เก็บศพให้กับผู้เผยพระดำรัส และตกแต่งหลุมศพของคนเที่ยงธรรม 
30  เจ้ากล่าวว่า ‘หากเรามีชีวิตอยู่ในสมัยบรรพบุรุษ  เราจะไม่มีส่วนในการฆ่าล้างผู้เผยพระดำรัสเลย’ 
31 แต่นี่เป็นการยืนยันว่า  เจ้าเป็นลูกหลานของคนที่สังหารผู้เผยพระดำรัส   
32 และเจ้าจงทำสิ่งที่บรรพบุรุษของเจ้าได้เริ่มทำ สืบต่อไปจนครบถ้วนเถิด 
33 “เจ้าเป็นงูร้าย! เป็นวงศ์วานงูพิษ!  เจ้าจะหนีจากการพิพากษาสู่นรกได้อย่างไรกันนี่?
34  เราได้ส่งผู้เผยพระดำรัส นักปราชญ์ ครูอาจารย์มาให้เจ้า เจ้าได้ฆ่าบางคน และจับตรึงที่ไม้กางเขน บางคนถูกเจ้าโบยตีในศาลาธรรม และตามล่าพวกเขาไปทั่วทุกเมือง
35 ดังนั้น เจ้าจึงจะความผิดเพราะความตายของคนเที่ยงธรรมที่ถูกสังหารบนโลกนี้ ตั้งแต่เลือดของอาเบลผู้เที่ยงธรรม ไปจนถึงคดีฆาตกรรมเศคาริยาห์ ลูกชายเบเรคิยาห์ ที่เจ้าได้ฆ่าระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชา
36 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นกับคนในชั่วอายุนี้  

 พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
37 “โอ เยรูซาเล็ม เยรูซาเล็ม!  เจ้าได้สังหารผู้เผยพระดำรัส และเอาหินขว้างคนที่ทรงส่งมาหาเจ้า  กี่ครั้งที่เราปรารถนาจะรวบรวมลูก ๆ ของเจ้า เหมือนกับแม่ไก่ที่กกลูกน้อยไว้ใต้ปีกของมัน แต่พวกเจ้าก็ไม่ยอมเลย 

38 ดูเถิด พระนิเวศของเจ้าจะถูกทิ้งร้างเปล่า
39 เพราะเราขอบอกเจ้าว่า เจ้าจะไม่ได้เห็นเราอีกจนกว่าเจ้าจะพูดว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’

อธิบายเพิ่มเติม

บทนี้มีสามสิบหกข้อที่พระเยซูตรัสถึงธรรมาจารย์และฟาริสี คนเหล่านี้ ไม่ใช่ปุโรหิตที่ต้องทำหน้าที่ในพระวิหาร แต่พวกเขาตั้งเป็นกลุ่มธรรมาจารย์ ในช่วงสี่ร้อยปีระหว่างมาลาคีกับมัทธิวนั่นเอง 
แคว้นยูเดีย ศตวรรษที่ 1 พวกสะดูสี และพวกฟาริสีเป็นสองกลุ่มศาสนาและการเมืองที่มีอำนาจและเป็นคู่แข่งกัน
สะดูสีเป็นเศรษฐี ควบคุมพระวิหารเป็นลูกหลานของปุโรหิต และร่วมมือกับโรม ในขณะที่พวกฟาริสีเป็นชนชั้นกลางที่มุ่งเน้นบังคับให้ผู้คนทำตามกฎในชีวิตประจำวันและประเพณีปากเปล่า พวกเขาเชื่อเรื่องการคืนชีพ เรื่องทูตสวรรค์  การพิพากษาของพระเจ้า
ทั้งสองกลุ่มตั้งหน้าตั้งตาต่อต้านพระเยซู ไม่ยอมให้ประชาชนเชื่อฟังพระองค์  อย่างที่พระเยซูตรัสในข้อ 13 และพวกเขายังร่วมมือกันกับปุโรหิตที่ดูแลพระวิหารด้วย

มัทธิว 23:1-4
คราวนี้ พระเยซูได้ตรัสว่า ฟาริสีเป็นคนที่ชัดเจนในเรื่องบัญญัติ​แต่พวกเขาเอาแต่บังคับคนอื่น  ไม่ยอมทำตาม ไม่ยอมช่วย ไม่มีความรักให้กับคนยากจน 
เราเองต้องยอมรับว่า ในชีวิตของเรามีเวลาที่วิญญาณ นิสัย แบบฟาริสีและธรรมาจารย์เข้ามาเป็นตัวเราเป็นจริงมาก จนน่ากลัว!  เราจึงต้องระวัง ตั้งใจฟังคำของพระเยซูให้ดีเพื่อเราจะเปลี่ยนชีวิต  ฟังคำของพระเยซูแล้วมาเปรียบเทียบกันตัวเรา อย่าคิดว่า บทนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน 

ช่วงเวลานี้ใกล้ ๆ กับเวลาที่พระเยซูกำลังจะถูกประหาร  พระองค์ไม่ได้รั้งพระองค์เองกับฟาริสีอีกต่อไป พระองค์ทรงเตือนศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาจะเจอหมาป่าในร่างของแกะ พวกเขาจะต้องระวัง  ในบทนี้ พระเยซูทรงทำให้เห็นตัวอย่างของการที่จะต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดอย่างกล้าหาญ  และพระดำรัสนี้ก็มีมาถึงพวกเราด้วย
ในข้อแรกพระเยซูตรัสว่า พวกเขานั่งในบทบาทของโมเสส (ทั้งที่เขาไม่เหมาะที่จะทำ   เขาได้เป็นใหญ่ทั้งที่ไม่สมควร)  พระเยซูทรงบอกทุกคนว่า ผู้คนควรรักษาบัญญัติ แต่อย่าทำตามพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ได้ทำอย่างที่ตนเองสอน 

มัทธิว 23:5-12
หลังจากที่พระเยซูกับฟาริสี สะดูสี ปุโรหิต คนในพรรคเฮโรด ได้โต้ตอบกันมาหลายยก  เราก็พบว่า พวกเขาสมคบคิดกันที่จะกำจัดพระเยซู  พวกเขาไม่อาจทนพระองค์ได้ เพราะทรงเปิดเผยความจริงในใจ ทรงเปิดโปงความจริงของชีวิตพวกเขา ยังทรงไม่ไว้หน้าทั้งปุโรหิตและใครก็ตามที่มีผลประโยชน์ในพระวิหาร  ทรงเหวี่ยงพวกเขาต่อหน้าต่อตา   ไม่มีทางที่พวกเขาจะทนต่อพระองค์ต่อไป แต่ในวันนี้ พระเยซูทรงบอกอนาคตพวกเขาอย่างที่พวกเขาไม่คาดคิด ไม่น่าเชื่อว่า พระเยซูจะทรงกล้าขนาดนี้ 
จากข้อ 5-12 เป็นภาพของฟาริสีที่ยกตัวขึ้น และพระเยซูทรงแจกแจง
-ทำสิ่งดีเพื่ออวด ใส่เสื้อผ้าดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์
-นั่งในที่มีเกียรติ  คนเห็นชัด  ต้องการให้คนนบนอบ 
-ต้องการให้คนเรียกว่า รับบี หรือท่านอาจารย์นั่นเอง  หรือเรียกอย่างนอบน้อมว่า คุณพ่อ หรือท่านครู  
จากพระคำตอนนี้เราเห็นว่า พระเยซูกำลังบอกกับผู้นำศาสนาว่า
อย่ามาทำตัวเทียบพระเจ้าโดยให้คนเรียกว่า คุณพ่อ  พระครู อาจารย์ (มีศาสนา มีลัทธิ มีนิกายต่าง ๆ ที่เขาทำกันอย่างนี้ …​ระวัง !!)

เราก็เห็นคนที่เป็นอย่างนี้มากมาย  เราอาจจะเป็นคนนั้นด้วยก็ได้  เรามีความรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน  เมื่อคุยกับพี่น้อง เราอยากให้เขาเคารพเรา หรือเรามีน้ำใจที่จะเคารพเขา
เราถ่อมตัวลงหรือยกตัวขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ต้องสำรวจตัวเอง และเปลี่ยนทันทีเมื่อมองเห็นตัวเองไปในทางที่พระเยซูกำลังตำหนิ
ในข้อสิบเอ็ด พระเยซูยังทรงยืนยันชัดว่า คนที่ยิ่งใหญ่คือคนที่รับใช้จากหัวใจจริง 
คนหน้าซื่อใจคด (คำสำคัญของบทนี้)
มัทธิว 23:13-36
แล้วพระเยซูก็ทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่า พวกเขาคือคนหน้าซื่อใจคด ในภาษากรีกเรียกว่า ὑποκριταί    hypokritai คือหน้ากากที่คนเล่นละครกรีกโบราณ จะใช้ เมื่อเขาต้องการ พูดหรือสื่อถึงความทุกข์ ก็จะเอาหน้ากากที่ดูเป็นทุกข์ออกมาใส่ เมื่อต้องการสื่อความสุข ก็จะใช้หน้ากากที่ทำไว้แบบดูร่าเริงมาใส่เพื่อแสดงละคร  ข้างนอกเป็นหน้ากากที่อาจจะกำลังโกรธแต่คนแสดงกำลังขำอยู่ก็ได้

การเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่พระเยซูทรงกล่าวถึงคือ การแสดงออกภายนอกว่าเป็นคนดี เที่ยงธรรม ยุติธรรม แต่ใจกลับซ่อนความชั่วร้ายไว้
 กระทำสิ่งใด ๆ อย่างโอ้อวด เช่น การอธิษฐาน การให้เงินทาน หรือการถือศีลอดอย่างเปิดเผย เพื่อให้คนอื่นสังเกตและยกย่อง การพูดเพื่อถวายเกียรติพระเจ้า แต่คำพูดเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงจิตใจหรือชีวิตเลย  คนดังเด่น จำนวนมากที่ทำตัวเหมือนคนอุปถัมภ์มูลนิธิต่าง ๆ คนที่ออกไปช่วยเหลือคนยากไร้ (แค่เพื่อถ่ายทำวิดิโอ) มีมากมายในโลก  และปรากฏว่า คนที่ควรปกป้องประเทศ ประชาชน กลับกลายเป็นผู้เอาเปรียบอย่างน่าละอายที่สุด

พระเยซูทรงเรียกพวกเขาว่า คนหน้าซื่อใจคดถึงเจ็ดครั้ง ทรงบอกว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด และเป็นงูร้าย วงศ์วานงูพิษ  พระเจ้าทรงชังลักษณะเช่นนี้ในตัวมนุษย์เป็นอย่างมาก

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
23:13-15
วิบัติแรก พวกเคร่งศาสนาบดบังข่าวประเสริฐ
ที่พวกเขาจะพบเป็นเพราะพวกเขากีดกั้นข่าวประเสริฐพยายามก่อหวอด คัดค้านพระเยซูตลอดเวลา หากใครมาเชื่อพระเยซูพวกเขาก็จะตัดสิทธิ์ในการเข้าไปในพระวิหาร  เป็นการตัดขาดพวกเขาจากสังคมที่เขาเคยชิน  พวกเขาไม่เชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซู และยังขัดขวางไม่ให้คนอื่นเชื่อ … นี่เป็นบาปใหญ่


วิบัติที่สอง  ผู้นำศาสนาริบสมบัติคนยากไร้
พวกเขาทำบาปที่ใหญ่สองอย่างคือ การโลภเอาบ้านของหญิงม่ายที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีผู้อุปถัมภ์ ขาดสามี  ไปริบบ้านของแม่ที่มีลูกกำพร้าพ่อ  พวกเขากล้าทำ ไม่อายเลย   แล้วในขณะเดียวกันกลับทำตัวเป็นคนใกล้ชิดพระเจ้า อธิษฐานยาว ๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่หัวใจคือ ต้องการให้คนเห็นว่า ตนเองบริสุทธิ์ … เมื่อมองดูแล้ว เราก็เป็นทุกข์ในใจเพราะว่า
ในคริสตจักรหลายแห่งยังมีอาจารย์ที่ทำตัวอย่างนี้อยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนสอนผิดอยู่แล้วด้วย

วิบัติที่สาม ผู้นำศาสนานำคนไปสู่นรก
พวกเขาเดินทางไปประกาศศาสนายิวให้คนเชื่อ .. แล้วจากนั้นสอนให้คนเชื่อใหม่ทำตามกฎเกณฑ์หยุมหยิมที่ตนเองตั้งขึ้นมา  แทนที่จะมีความสุข กลับกลายเป็นทุกข์หนักของคนที่เข้ามาเชื่อ
พวกเขาไม่ได้ต้องการให้คนรู้จักพระเจ้าจริง แต่ต้องการขยายกลุ่มของตนให้ใหญ่   ดูมีหน้าตา มีพลังมากขึ้น เป็นการซ่องสุมความชั่วช้ามากขึ้นไปอีก เราเห็นแล้วว่า ลัทธิใด ๆ ก็ตาม ต่างต้องการพลังของคนเข้ามารวมกับเงินทองของพวกเขาเพื่อมาปรนเปรอเหล่าผู้นำ

วิบัติที่สี่  (23:16-22)ผู้นำศาสนาสาบานอย่างหลอกลวง
  อพยพ 20:7 ทำให้เข้าใจที่พระเยซูตรัส นั่นคือ พวกเคร่งศาสนาเหล่านี้ ได้ยกพระนามของพระเจ้ามาอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน
“อย่ายกพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควร เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษผู้ที่อ้างพระนามของพระองค์เช่นนั้น

พระเยซูทรงกล่าวว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ไม่รู้อะไร ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด นี่เป็นวิบัติที่เกิดขึ้นจากการสาบาน หรือการให้สัญญาโดยอ้างสิ่งต่าง ๆ เป็นผู้หนุนหลัง  พวกเขาสร้างระบบการสาบานที่บางอย่างต้องทำตาม บางอย่างก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน

 พวกเขาสอนให้คนเอาสิ่งต่าง ๆ มาอ้างในคำสาบานเพื่อประโยชน์ของตนเอง    โดยเอาพระนามพระเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควรเลย พระเยซูทรงชี้แจงให้พวกเขารู้ว่า หากอ้างพระวิหาร เท่ากับอ้างถึงพระเจ้า  หากสาบานอ้างถึงฟ้าสวรรค์ ก็เท่ากับอ้างถึงพระเจ้าเช่นกัน

ดีที่สุดคนไม่สาบาน แล้วทำตามคำพูดของตนเอง จะได้ไม่ผิดต่อพระเจ้าและผู้อื่น

มัทธิว 23:23-24
วิบัติที่ห้า พวกเคร่งศาสนาหมกมุ่นกับเรื่องเล็กน้อย ละเลยเรื่องสำคัญ
ความหน้าซื่อใจคน ความไม่ตรงไปตรงมาของพวกเขาคือ เอาใจใส่เครื่องถวายเครื่องเทศมากกว่า ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ
พวกเขาไม่รักประชาชนที่พวกเขาสอน แต่สนใจจะเอาประโยชน์จากประชาชนเหล่านั้น (และพวกเขาได้ประโยชน์จากคนร่ำรวยที่จะให้เงินกับผู้ที่สอน เป็นธรรมเนียมของโลกโบราณ แต่อาจจะไม่ได้อะไรมากจากคนยากจน)
มีคนยากจนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากมายในสังคมโบราณนั้น แต่พวกเขาละเลยการเอาใจใส่ผู้คน พระเยซูทรงชี้ให้เขาเห็นตัวเองชัดขึ้น  

23:25-26 วิบัติที่หก
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดี  แต่ สกปรกในใจ
พวกเขาทำพิธีต่าง ๆ ให้ดูศักดิ์สิทธิ์ เหมือนว่าตนเองเป็นคนบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงชำระแล้ว
ด้านนอกบอกว่าเชื่อพระเจ้า เป็นคนดูดี แต่ใจกลับเน่าเหม็น โสโครก

แต่เราเอง ก็จำต้องสำรวจใจของตนว่า จริง ๆ แล้ว เราเห็นแก่ตัวไหม โลภไหม  ขโมยหรือเปล่า ใส่ร้ายใครบ้าง พระเยซูทรงเตือนให้ตรวจสอบและล้างใจของตนเองก่อน  ก่อนที่คนอื่นจะเห็น ก่อนที่จะออกไปสอนพระคำ  ไปประกาศ ไปนำนมัสการ ไปรับใช้ในเรื่องใด ๆ

23:27-28  วิบัติที่เจ็ด
ผู้นำศาสนาที่ใจสกปรกแต่ข้างนอกดูบริสุทธิ์
ก่อนเทศกาลปัสกา คนอิสราเอลจะฉาบปูนขาวที่หน้าถ้ำเก็บศพเพื่อไม่ให้ใครไปแตะต้อง จะได้ไม่เป็นมลทิน สามารถเข้าร่วมปัสกาได้  
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดีแต่ข้างในตายไปแล้ว ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า  แถมยังมีสิ่งสกปรก ระเกะระกะอยู่เต็ม  พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่า จริง ๆ แล้ว พระเจ้าทรงเห็นใจของเขาทุกซอกทุกมุม 

23:29-36 วิบัติที่แปด  
พวกเคร่งศาสนาทั้งกดขี่ ทำร้ายและประหารผู้เผยพระดำรัส
แต่ทำเป็นให้เกียรติผู้เผยพระดำรัสที่ตายไปก่อนหน้านี้   พวกเขากล่าวกันว่า ถ้าเป็นพวกเขาในสมัยก่อน จะไม่มีการฆ่าคนของพระเจ้า แต่ความจริงคือ พวกเขานี่แหละ คือคนที่สมคบคิดประหารพระเยซูบนไม้กางเขน  คำของพระองค์ในข้อ 32 เหมือนจะแนะให้เขาทำสิ่งที่เขาจะต้องทำในไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

คนของพระเจ้าคนแรกที่ถูกฆ่าในพระคัมภีร์เดิมคือ อาเบล (ปฐมกาล 4:8)   คนสุดท้ายคือเศคาริยาห์  ( 2 พงศาวดาร 24:21)

มัทธิว 23:37-39
พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
แม้ว่าพระเยซูจะทรงคาดโทษเหล่าธรรมาจารย์และฟาริสีไว้ เพราะบาปของพวกเขานั้นท่วมท้น พวกเขาควรจะเป็นคนนำให้ประชาชนได้พบ พระเจ้า แต่กลับกลายเป็นการนำคนให้ลงสู่ความตาย 
  แล้วพระเยซูกลับทรงคร่ำครวญด้วยพระทัยเป็นทุกข์กับพวกเขาที่ได้ทำร้ายผู้รับใช้ของพระเจ้ามาเนิ่นนาน  พระองค์ไม่ได้ทรงเกลียดชังพวกเขา แม้ว่าจะทรงปราม ตำหนิเขาอย่างรุนแรง ทรงปรารถนาให้พวกเขากลับใจใหม่เพื่อจะไม่ทำลายชีวิตของตนเอง คนเคร่งศาสนาเหล่านี้ เป็นตัวแทนของเราทุกคนที่ไม่ยอมกลับใจ ยังคิดว่าตัวเองดี คนอื่นแย่กว่า   

พระทัยของพระเยซูช่างงดงามล้ำลึก  ทรงปรารถนาที่จะให้พวกเขาได้รวบรวมกันเข้ามาเหมือนกับลูกไก่ตัวเล็ก ๆ ที่กรูกันเข้ามาหาแม่   บาปทั้งหลายของคนหน้าซื่อใจคดนั้น จะได้รับการอภัยหากพวกเขากลับมาหาพระเจ้าด้วยใจจริง

อีกไม่นานพระนิเวศไม่ใช่แค่ถูกทิ้งร้าง แต่จะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเหลือ ถูกโรมเผา…แล้วพระเยซูตรัสถึงการที่จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ในเวลานั้น คือ ยุคของเรานี้ อิสราเอลจะต้องกลับมาหาพระเจ้า  และพวกเขาจะกล่าวว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’! อิสราเอลจะสรรเสริญนมัสการพระเยซูคริสต์ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาปฏิเสธพระองค์มาตลอดสองพันกว่าปี

พระเยซูคริสต์ทรงมีความรู้สึกสงสารและเมตตาต่อคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับความรอด และความลับอันยิ่งใหญ่แห่งความพินาศของมนุษย์คือ เขาไม่มีพลังที่จะหันมาสู่ความเชื่อและอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยตนเอง  แต่กลับมีพลังอำนาจมากมายที่จะทำลายจิตวิญญาณของตนเอง  พระองค์ตรัสว่า แต่พวกเจ้าไม่ยอมเลย เช่นเดียวกับที่ตรัสว่า   “ท่านไม่ยอมมาหาเรา” พระคริสต์ตรัส “เพื่อท่านจะได้มีชีวิต” (ยอห์น 5:40)




 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 23
2* เนหะมีย์ 8:4, 8
3* โรม  2:19
4* ลูกา 11:46
5* มัทธิว 5:1-6 (6-18)
6* ลูกา 11:43; 20:46
8* ยากอบ3:1
9* มาลาคี 1:6
11* มัทธิว 20:26-27
12* ลูกา 14:11; 18:14
13* ลูกา 11:52
14* มาระโก 12:40
16* มัทธิว 15:14; 23:24; 5:33-34
17* อพยพ 30:29
19* อพยพ 29:37




21* 1 พงศ์กษัตริย์ 8:13
22* มัทธิว 5:34
23* ลูกา 11:42; 18:12; โฮเชยา 6:6
25* ลูกา 11:39
27* กิจการ 23:3
29* ลูกา 11:47-48
31* กิจการ 7:51-52
32* 1 เธสะโลนิกา 2:16
33* มัทธิว 3:7; 12:34
34* ลูกา 11:49; กิจการ 7:54-60; 22:19; 2 โครินธ์11:24-25
35* วิวรณ์ 18:24; ปฐมกาล4:8; 2 พงศาวดาร 24
;20-21
37* ลูกา 13:34-35 ;2 พงศาวดาร 24:20-21; 36:15-16; เฉลยธรรมบัญญัติ  32:11-12 สดุดี 17:8; 91:4; อิสยาห์ 49:5
39* เยเรมีย์ 22:5; สดุดี 118:26

มัทธิว 22 แขกที่ไม่ยอมรับเชิญ

งานเลี้ยงฉลองสมรส

1 พระเยซูทรงใช้คำอุปมาเพื่อสอนอีกครั้ง พระองค์ตรัสว่า
2 “แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองพิธีสมรสให้กับพระโอรสของพระองค์” 
3 เมื่อพร้อมที่จะมีงานเลี้ยง องค์กษัตริย์ก็ส่งข้าราชบริพารไปเชิญคนที่ได้รับเชิญมาแต่พวกเขากลับไม่ยอมมา
4 “ ดังนั้น องค์กษัตริย์จึงส่งข้าราชบริพารคนอื่นไปอีก  ตรัสว่า ‘จงไปบอกคนที่เราเชิญไว้ว่า เราได้เตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว  เราได้ฆ่าวัวชั้นดี รวมทั้งลูกวัวอ้วนสำหรับงานเลี้ยง และทุกอย่างพร้อมแล้ว ขอให้ท่านมาในงานเลี้ยงเถิด’ 

5 “แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจคำเชิญของข้าราชบริพาร  ต่างก็ออกไปทำธุระของตนเอง คนหนึ่งไปทำนาในไร่ อีกคนไปทำการค้าขายของตน
 6 ยังมีบางคนที่จับข้าราชบริพารมาทำทารุณ เฆี่ยนตีพวกเขา และฆ่าบางคนด้วย
 7 องค์กษัตริย์ทรงพิโรธมาก และทรงส่งกองทัพไปสังหารเหล่าฆาตกรเหล่านั้น และเผาเมืองของพวกเขาเสีย


8 “ หลังจากนั้น องค์กษัตริย์ตรัสกับข้าราชบริพารว่า ‘งานเลี้ยงสมรสนั้นพร้อมแล้ว เราได้เชิญคนเหล่านี้ แต่พวกเขาไม่สมควรที่จะได้มาในงานนี้
9 ดังนั้น จงออกไปตามถนนสายหลัก เจ้าเจอใครก็ให้เชิญเข้ามายังงานเลี้ยงของเรา 
 10 ดังนั้น ข้าราชบริพารจึงไปตามถนนสายต่าง ๆ และรวบรวมคนทั้งหลายเข้ามาทั้งคนดีและคนชั่ว  และท้องพระโรงก็เต็มด้วยแขกมากมาย
 11 “เมื่อองค์กษัตริย์เสด็จเข้ามาทอดพระเนตรแขกทั้งหลาย
ก็พบว่า คนหนึ่งไม่ได้สวมชุดสำหรับงานแต่งงาน
12 พระองค์ตรัสถามว่า “เพื่อนเอ๋ย เจ้าเข้ามาในที่นี้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าไม่ได้แต่งตัวสำหรับงานแต่งงาน?”  แต่ชายคนนั้นกลับนิ่งเงียบ
13 “ดังนั้นองค์กษัตริย์จึงตรัสกับข้าราชบริพารบางคนว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าของเขา แล้วโยนออกไปในความมืดมิดข้างนอก ซึ่งจะมีแต่การร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความปวด”
 14 “เพราะมีหลายคนได้รับการเชิญ แต่น้อยคนนักที่จะได้รับการเลือก!”

เสียภาษีหรือไม่? ทำอย่างไรจึงถูกต้อง 
15 แล้วฟาริสีก็ออกไปจากที่นั่น และวางแผนเพื่อจะจับผิดพระดำรัสของพระองค์
16 พวกเขาจึงส่งศิษย์ของพวกเขาพร้อมกับคนกลุ่มที่เรียกว่า พรรคเฮโรด  พวกเขาถามว่า “ท่านอาจารย์ เรารู้ว่าท่านเป็นคนจริงใจซื่อตรง และท่านสอนความจริงเรื่องหนทางของพระเจ้า ท่านไม่กลัวว่าใครจะคิดกับท่านอย่างไร  เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด
 17  ของท่านบอกเราว่า ท่านคิดเห็นอย่างไรเรื่องภาษี เป็นการถูกต้องไหมที่เราจะเสียภาษีให้แก่ซีซาร์?  
18 พระเยซูทรงรู้ทันว่า พวกเขาถามเป็นกับดัก จึงทรงตอบว่า “พวกคนหน้าไหว้หลังหลอก ทำไมจึงมาจับผิดเรา?
19  เอาเหรียญที่เจ้าเอาใช้เสียภาษีมาให้เราดูสิ” พวกเขาจึงเอาเหรียญเดนาริอันมาให้พระองค์ 




20 แล้วพระองค์ตรัสถามว่า “รูปนี้เป็นของใคร?  คำจารึกนี้เป็นชื่อของใคร?”
 21 พวกเขาตอบว่า “เป็นของซีซาร์ขอรับ”  
แล้วพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “จงคืนสิ่งที่เป็นของซีซาร์ให้แก่ซีซาร์ และ สิ่งที่เป็นของพระเจ้า ก็ให้ถวายแด่พระองค์
22 เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกทึ่ง แล้วละจากพระองค์ไป

คนสะดูสี กับเรื่องการคืนชีพ
23 วันเดียวกันนั้นเอง มีสะดูสีบางคนมาหาพระเยซู (พวกเขาไม่เชื่อว่ามีการคืนชีพจากตาย )และถามคำถามว่า
 24  “ท่านอาจารย์ ท่านโมเสสได้สั่งพวกเราไว้ว่า หากชายคนใด เสียชีวิตไปโดยไม่มีบุตร  พี่ชายหรือน้องชายของเขาจะต้องแต่งงานกับภรรยาม่ายของเขา เพื่อจะมีบุตร (สืบตระกูล)ให้เขา
25 ครั้งหนึ่งมีพี่น้องชายเจ็ดคน คนพี่แต่งงานไปแล้วก็เสียชีวิตไป เป็นเพราะเขาไม่มีลูก น้องชายจึงแต่งงานกับแม่ม่าย
26 ต่อมา คนที่สอง คนสามก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันจนถึงคนที่เจ็ด
27 ในที่สุดหญิงม่ายก็สิ้นชีวิตด้วย
28 ในเมื่อชายทั้งเจ็ดคนได้แต่งงานกับเธอ เมื่อมีการคืนชีพขึ้นมาแล้ว เธอจะเป็นภรรยาของใครกัน?
29 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านยังไม่เข้าใจ เพราะท่านไม่เข้าใจว่า พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างไร และไม่รู้จักฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าด้วย
 30  เพราะเมื่อเกิดการคืนชีพจากความตาย พวกเขาจะไม่แต่งงานอีก และไม่มีการยกใครให้แต่งงานด้วย พวกเขาจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์ ในฟ้าสวรรค์
 
 


 31  ท่านไม่ได้อ่านสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับท่านเรื่องการคืนชีพหรอกหรือ?


32  พระเจ้าตรัสว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบ’?  พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น   
33 เมื่อประชาชนได้ยินดังนั้น  พวกเขาก็ยิ่งประหลาดใจ ทึ่งในคำสอนของพระองค์

พระบัญญัติข้อที่ใหญ่สุด
34 เมื่อเหล่าฟาริสีรู้ว่า พระเยซูทรงทำให้เหล่าสะดูสีต้องนิ่งอึ้งไป  พวกเขาจึงเรียกประชุมสมคบกัน  
35 ฟาริสีคนหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญบทบัญญัติของโมเสส จึงถามคำถามหนึ่งเพื่อดักพระองค์  
36 “ท่านอาจารย์  พระบัญญัติข้อใดในบทบัญญัติสำคัญที่สุด?”
37  พระเยซูตรัสตอบว่า “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้าอย่างสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของเจ้า 
38 นี่เป็นบทบัญญัติข้อแรก และเป็นข้อที่สำคัญสุด และ
39 ข้อที่สองก็เช่นเดี่ยวกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนรักตนเอง
40 ทั้งบทบัญญัติ และข้อเขียนของผู้เผยพระดำรัสต่างขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองข้อนี้”

ครั้งนี้….พระเยซูทรงถามฟาริสี
41 ขณะที่ฟาริสีมาชุมนุมกัน พระเยซูตรัสถามพวกเขาว่า 
42 “ท่านคิดอย่างไรเรื่องพระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)  ท่านเป็นลูกหลานของใคร?  พวกเขาตอบว่า
“ท่านเป็นลูกหลานของกษัตริย์ดาวิด”
43  แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “แล้วเหตุใดกษัตริย์ดาวิดจึงเรียกพระองค์โดยการดลใจขององค์พระวิญญาณว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ ? กษัตริย์ดาวิดตรัสว่า
44 “‘องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งทางขวามือของเรา จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า 
45 ถ้ากษัตริย์ดาวิดเรียกพระองค์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) จะเป็นบุตรของดาวิดได้อย่างไรเล่า?   
46 ไม่มีใครในหมู่ฟาริสีสามารถตอบคำถามของพระองค์ได้แม้แต่คำเดียว  และตั้งแต่วันนั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาทูลถามพระองค์อีกเลย   

งานเลี้ยงสมรสในแผ่นดินสวรรค์
มัทธิว 22:1-14
พระเยซูตรัสถึงแผ่นดินสวรรค์ … เป็นเหมือน
กษัตริยที่จัดงานเลี้ยงให้โอรส เมื่อเตรียมงานเสร็จ ก็ไปเชิญแขกที่ได้ได้รับการเลือก ได้รับเชิญ… แต่พวกเขากลับไม่ยอมไปงาน
ต่างคนต่างมีธุระของตน  พระโอรสองค์นี้คือพระเมสสิยาห์  (การเลี้ยงของพระเจ้าที่จะให้พระเมสสิยาห์สมรสกับคริสตจักรของพระองค์ มัทธิว 9:15; 25:1 ; ยอห์น  3:29)
อย่าลืมว่า การจัดงานเลี้ยงสมรสที่ยิ่งใหญ่ทุกครั้ง จะต้องใช้เวลาเตรียม เวลาจัด เวลาจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้ครบ และยิ่งในสมัยโบราณ ไม่ได้เลี้ยงแค่สองสามชั่วโมง เป็นงานเลี้ยงประมาณหนึ่งสัปดาห์  
พระเจ้าได้ทรงเลือกอิสราเอลให้เป็นคนของพระองค์ แต่เราพบว่า ชนอิสราเอลจำนวนมาก เลือกที่จะมีศาสนาของตนเอง ศาสนาที่ไม่มีพระเมสสิยาห์  พวกเขาเลือกที่จะมีกฎเกณฑ์ของตนเอง … 400 ปีก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาบังเกิดในโลกนั้น  เหล่าฟาริสี สะดูสี ปุโรหิต
ธรรมาจารย์ทั้งหลาย ต่างได้พากันเพิ่มเติมบทบัญญัติเพิ่มขึ้นอีกมากมาย มีคำสอนของตนเองที่แตกต่างจากที่พระเจ้าทรงให้เอาไว้  พวกเขาไม่เลือกที่จะมีพระบุตรของพระเจ้า พวกเขาไม่เลือกที่จะมางานเลี้ยง

โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงให้คนออกไปเชิญอีกครั้ง  คล้ายกับที่พระเจ้าทรงส่งยอห์นมาก่อน ตามมาด้วยพระเยซู และงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ใช่อาณาจักร แต่เป็นการฉลองก่อนจะเริ่มอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ 
ที่สำคัญ บางคนยังจับข้าราชบริพารของกษัตริย์ทั้งเฆี่ยน ทั้งฆ่า  กษัตริย์พิโรธมาก ทรงจัดการลงโทษ และเผาเมือง  ผู้ที่แปลพระคัมภีร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ในปี ค.ศ. 70 ที่โรมเข้ามาเผาเมืองนั้น เป็นสิ่งที่พระเยซูทรงบอกล่วงหน้าไว้ในอุปมาเรื่องนี้นั่นเอง  เพราะการเผาเมืองในสมัยก่อน จะเกิดขึ้นเมื่อเมืองในอาณัติเกิดการขัดขืนขึ้นมา นี่เป็นการบอกล่วงหน้าครั้งแรกเรื่องการที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย

8-10
แล้วองค์กษัตริย์ก็ส่งคนของพระองค์ออกไปเชิญใครก็ได้ที่จะเข้ามาในงานเลี้ยงนี้  ในเมื่อแขกชุดแรกปฏิเสธพระองค์ พระองค์ก็ส่งพวกเขาไปตามถนนสายหลัก และสายต่าง ๆ ไม่งว่าจะเป็นคนดีหรือชั่ว
ในที่สุดงานเลี้ยงก็มีแขกเต็มงาน 
สิ่งที่น่าดีใจคือ วันนี้ องค์กษัตริย์ก็ยังทรงเชิญแขกของพระองค์อยู่  งานเลี้ยงจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา  คนอิสราเอลจำนวนมากปฏิเสธพระเจ้า แต่คนต่างชาติในโลกกลับได้มีโอกาสเข้ามาในงานเลี้ยง .. รวมทั้งคนที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่รัฐบาลห้ามการเชื่อพระเยซูคริสต์ก็ยังได้เข้ามาในงานเลี้ยงนี้
11-14
แต่แล้วมีชายคนหนึ่งที่ไม่ได้สวมเสื้อสะอาดสำหรับงานเลี้ยง ในที่นี้คือ เสื้อแห่งความชอบธรรมที่ผู้เชื่อได้รับจากพระเยซู ชายคนนี้ได้รับเชิญ เขาต้องการอาหารดี ๆ ในงาน แต่เขาไม่ได้รักองค์กษัตริย์  ไม่ได้สนใจที่จะถวายพระเกียรติแด่องค์กษัตริย์และพระโอรส
ดังนั้น เขาไม่สามารถเข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ได้เพราะไม่มีเสื้อแห่งความชอบธรรม ทุกคนสามารถมีเสื้อนี้ได้เมื่อวางใจในองค์พระเยซู ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติใดก็ตาม

 พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า คนที่จะได้เข้าในอาณาจักรของพระเจ้า เขาต้องเตรียมตัวด้วย เพื่อเจ้าของอาณาจักรจะตอบรับเขา
ในเมื่อเจ้าของงานรับชายคนนี้ไม่ได้ พระองค์ยังทรงส่งเขาออกไปข้างนอก ไปในความมืด  เป็นที่ ๆ จะไม่เจอเสียงเพลงของการฉลองสมรส แต่จะเจอแต่การร้องไห้และการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน !

เสียภาษีให้ซีซาร์ไหม? 
มัทธิว 22:15-22
ต่อมาฟาริสีได้ส่งคนสองกลุ่มมา คือพวกศิษย์ฟาริสี กับคนในพรรคเฮโรดซึ่งสนับสนุนการปกครองของโรม
เมื่อมาถึงพระองค์ก็ใช้วาจายกย่องพระองค์ก่อน  ท่านจริงใจ ท่านสอนความจริง ท่านไม่กลัวคน ท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร จบแล้วก็ดักพระเยซู ถามว่า ควรจะเสียภาษีให้ซีซาร์ไหม?
ตอบควรเสียให้ซีซาร์  ก็ไม่ได้  ฟาริสีก็จะบอกว่า ไม่ซื่อตรงต่อพระวิหาร ต่อพระเจ้า
ตอบไม่ควรเสียภาษีให้ซีซาร์  ก็ไม่ได้  เท่ากับเป็นกบฎ ให้พรรคเฮโรด หาเรื่อง
นี่เป็นคำถามทางการเมืองที่ทำเหมือนเป็นคำถามฝ่ายวิญญาณ

แต่พระเยซูทรงรู้ทันทีว่านี้เป็นการพยายามจับผิดพระองค์ ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพระองค์ทรงรู้ความตั้งใจจริงของพวกเขาแล้วคำตอบของพระองค์ก็ทำให้ทุกคนต้องทึ่ง
ทรงให้เอาเหรียญที่จะใช้เสียภาษีมาให้ดู ปรากฏว่ามีรูปของซีซาร์อยู่ จึงตรัสตอบอย่างไม่คาดฝันว่า เงินใครก็คืนคนนั้นไป
 และสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ก็ถวายแด่พระองค์  (ในพระวิหารก็มีสกุลเงินที่ใช้ในพระวิหาร)   ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเป็นประชากรสองสัญชาติ เป็นคนของสวรรค์ และเป็นคนของประเทศใดประเทศหนึ่งในโลกนี้ด้วย  และที่น่าสนใจคือ เรามีพระฉายา ของพระเจ้าประทับในชีวิตของเรา พวกเราจึงทั้งถวายกับพระเจ้า และเสียภาษีให้กับชาติที่เราอาศัยอยู่
คำตอบอย่างนี้ ไม่สามารถคุยต่อได้ พวกเขาจึงจากพระองค์ไปพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า คำตอบของพระองค์สุดยอดจริง ๆ

คนสะดูสี กับเรื่องการคืนชีพ
มัทธิว 22:23-33
ทั้งฟาริสี พรรคเฮโรดก็จากไปแล้ว แต่ยังมีอีกพวกที่ต้องการลองดีกับพระเยซู พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการคืนชีพ แตกต่างจากพวกฟาริสีที่เชื่อเรื่องนี้   เขาจึงเอาเรื่องที่อาจเกิดขึ้นจริงมาตั้งเป็นเรื่องราวตามคำสั่งของโมเสสในเฉลยธรรมบัญญัติ 25:5 ว่า หากพี่ชายตายไปโดยไม่มีลูก น้องชายคนต่อ ๆ มาก็ต้องแต่งงานกับพี่สะใภ้เพื่อรักษาเชื้อสายของพี่ชาย ด้วยการให้ลูกชายคนโตที่เกิดมานับเป็นลูกชายของพี่ชายที่ตายไป 
ทีนี้คนสะดูสีก็เข้ามาหาพระเยซู ไม่ได้มาอย่างเป็นมิตร แต่มาอย่างเจ้าเล่ห์ เล่าเรื่องดังกล่าวว่าพี่น้องชายเจ็ดคนได้แต่งงานกับผู้หญิงคนเดียวกัน ถ้าฟื้นจากความตาย เธอจะเป็นภรรยาของใคร … ทั้งที่พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการฟื้นจากตาย แต่ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นกับดัก
พระเยซูตรัสชัดเจนว่า
1 มีการคืนชีพแน่นอน
2 การคืนชีพของทุกคนจะมีชีวิตอย่างทูตสวรรค์  ไม่มีการแต่งงาน 
พระเยซูทรงอ้างถึงคำที่พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสเมื่อพระองค์พบเขาที่ต้นไม้ติดไฟแต่ไม่ไหม้  พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” เมื่อได้ฟังดังนั้นโมเสสจึงปิดหน้าตนเอง เพราะเขากลัวที่จะมองดูพระเจ้า  อพยพ 3:6-7แลัวพระองค์ตรัสต่อไปว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของคนมีชีวิต  นี่หมายความอย่างไร ในเมื่อเวลานั้น อับราฮัม อิสอัค และยาโคบก็ตายไปนานแล้ว  ฟังแล้วก็น่าจะงงมากขึ้น    คำที่พระเจ้าตรัส พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า เราเคยเป็น
แต่คำของพระองค์หมายถึง เรากำลังเป็นพระเจ้าของ…..
เรื่องนี้  เจ ซี ไรห์กล่าวว่า แม้ว่าบรรพบุรุษทั้งสามท่าน จะตายไปแล้ว แต่ที่จริงท่านทุกคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ในฝ่ายวิญญาณ
(มนุษย์เราทุกคนเมื่อตายไป  วิญญาณนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกเราไว้ จึงไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีสภาพที่เรียกว่าสูญสิ้น)


สะดูสีที่ไม่เชื่อเรื่องการคืนชีพ แต่ก็ยังมีความเห็นว่า เมื่อคืนชีพชีวิตของทุกคนจะเป็นเหมือนกับที่ยังอยู่ในโลกนี้ แต่พระเยซูทรงบอกว่า โลกหน้า พวกเขาจะมีร่างกาย แต่เป็นร่างกายที่แตกต่างจากโลก ในกรณีนี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉพาะผู้เชื่อเท่านั้น มิได้กล่าวถึงคนที่ไม่เชื่อ
คนทั้งหลายที่ได้ยิน ก็ทึ่งกับคำตอบที่ไม่คาดคิดเช่นนี้

พระบัญญัติข้อที่ใหญ่สุด
มัทธิว 22:34-40
พอสะดูสีไม่สามารถดักให้พระเยซูติดกับของพวกเขา  ฟาริสีก็ยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วย ทั้ง ๆที่สองฝ่ายไม่ถูกคอกันสักเท่าไร แต่พอดีมีพระเยซูเป็นศัตรูเหมือนกัน เลยพอที่จะไปกันได้ 
พวกเขามาถาม ทำเป็นอยากรู้ว่า พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด
พระเยซูทรงสรุปชัดว่า รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ สุดความคิดและรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง …  ไม่ว่าบัญญัติอื่นใดก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองข้อนี้  ถ้าเราหันกลับไปอ่านพระบัญญัติสิบประการเราจะเห็นอย่างนั้น จริง สี่ข้อแรกพูดถึงความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับเรา ส่วนหกข้อหลังก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่เชื่อ
ข้อสรุปของพระเยซูเรียบ ง่าย ชัดเจน ตรงประเด็น! ไม่ยากที่จะเข้าใจ ไม่ซับซ้อนเหมือนกับบทบัญญัติที่ฟาริสีพยายามเขียนขึ้นมาเพื่อบังคับให้ผู้คนทำตาม
เมื่อเรารักพระเจ้า เราจะทำตามทุกอย่าง
เมื่อเรารักพี่น้อง เราจะเอาใจใส่ และไม่ทำร้ายพวกเขา พอแล้ว

ครั้งนี้….พระเยซูทรงถามฟาริสี
มัทธิว 22:41-46 

องค์พระเมสสิยาห์ตัวจริงทรงตั้งคำถามกับ
ฟาริสีว่า คิดอย่างไรเรื่องพระเมสสิยาห์  ฟาริสีไม่ยอมรับว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์อยู่แล้ว  พระองค์ทรงถามว่า พระเมสสิยาห์ในความคิดของพวกเขาคือใคร เขาก็ตอบตาม พระคัมภีร์ชัดเจนว่า เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดแน่นอน  (สิ่งที่ฟาริสีรู้อยู่แล้วจากพระคัมภีร์คือ คือ  “ ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศต่อเจ้าว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะทรงสถาปนาวงศ์วานหนึ่งเพื่อเจ้า 12 เมื่อเจ้าหมดอายุขัยและล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้าแล้ว เราจะตั้งบุตรชายคนหนึ่งของเจ้าขึ้นครองราชย์ต่อจากเจ้า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าเอง เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา 13 เขาจะเป็นผู้สร้างวิหารเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งอาณาจักรของเขาตลอดกาล 14 เราจะเป็นบิดาของเขาและเขาจะเป็นบุตรของเรา เมื่อเขาทำผิด เราจะใช้มนุษย์เป็นไม้เรียวลงโทษเขา โดยให้มนุษย์เฆี่ยนตีเขา  (2 ซามูเอล7:11-14)  นี่เป็นภาพของพระเมสสิยาห์ในแนวคิดของฟาริสี  พระเยซูทรงถามต่อไปว่าทำไมกษัตริย์ดาวิดจึงทรงเรียก เชื้อสายท่านนี้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า?
เมื่อเราแปลตามคำพระคัมภีร์ฮีบรูคือ
องค์พระยาห์เวห์ตรัสกับองค์เจ้านายของข้าพเจ้าว่า
    “จงนั่งทางด้านขวาของเรา
จนกว่าเราจะทำให้พวกศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าดั่งที่วางเท้าของเจ้า”
ทำให้เห็นชัดว่า กษัตริย์ดาวิดเรียกเชื้อสายของพระองค์เองว่า องค์เจ้านาย … ดังนั้น องค์เจ้านายองค์นี้ คือพระเมสสิยาห์ แม้จะมาในเชื้อสายของดาวิดก็จริง แต่พระองค์ท่านทรงเป็นองค์เจ้านายของกษัตริย์ดาวิดเอง
ที่ฟาริสีต้องจำนนต่อพระเยซูเรื่องนี้เพราะหนังสือสดุดีเขียนไว้อย่างนั้นจริง  ไม่มีใครจะค้านได้

 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 22
1* วิวรณ์ 19:7-9
4* สุภาษิต 9:2
7* ดาเนียล 9:26
8* มัทธิว 10:11
10* มัทธิว 13;18, 47-48
11* โคโลสี 3:10, 12
12* โรม 3:19
13* มัทธิว 8:12; 25:30
14* มัทธิว 20:16
15* มาระโก 12:13-17
16* มาระโก 3:6; 8:15; 12:13
21* มัทธิว 17:25; โรม  13:1-7; 1 โครินธ์  3;23, 6;19-20; 12;27
23* ลูกา 20:27-40; กิจการ 23:8



24* เฉลยธรรมบัญญัติ 25:5
29* ยอห์น 20:9
31* 1 ยอห์น 3:2
32* อพยพ 3:6, 15
33* มัทธิว 7:28
34* มาระโก 12:28-31
35* ลูกา 7:30; 10:25; 11:45-46, 52; 14:3
37* เฉลยธรรมบัญญัติ   6:5; 10:12; 30:6
39* เลวีนิติ 19:18
40* มัทธิว 7:12
41* ลูกา 20:41-44
42* มัทธิว 1:1; 21:9
44* สดุดี 110:1
46* ลูกา 14:6; 12:34