ยินดีต้อนรับสู่พระคำ.คอม

พระคำ.คอม นำพระคัมภีร์ มาเล่าพร้อมภาพประกอบ
พระคัมภีร์นี้ ใช้เวลาเขียนเกือบ 1600 ปี ตั้งแต่ประมาณปี 1500 ปีก่อนคริสตศักราชจนถึงปี ค.ศ. 90 และมีผู้เขียนมากกว่า 40 คน
ผู้เขียนแต่ละคนได้รับการบันดาลใจจากพระเจ้าให้เขียนบันทึกไว้ และมีความเชื่อมโยงกันอย่างมหัศจรรย์ตั้งแต่เล่มแรกจนเล่มสุดท้าย
มีการคัดลอกต่อเนื่องกันมา และเก็บรักษาไว้อย่างดีจนถึงสมัยของเรา

ขอแนะนำให้ เริ่มอ่านจาก
หนังสือ มาระโก 

มียูทูบสำหรับเด็ก โดยดูได้จาก พระคัมภีร์สำหรับเด็ก


บุคคลสำคัญในพระคัมภีร์คือ คือ พระเจ้า พระบิดาผู้ทรงสร้างโลกนี้ และองค์พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ที่มาบังเกิดในโลกเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว
พระคัมภีร์เล่าวว่าพระองค์ทรงทำอะไรบ้าง และที่น่าทึ่งคือ มีคำบอกล่วงหน้าหลายร้อยปี ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของพระองค์ รวมถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย!!



แนะนำเรื่องขึ้นใหม่

พระคัมภีร์เดิม

อยู่ระหว่างการเรียบเรียง
Wisdom
Wisdom
มีเสียงอ่านประกอบ
Wisdom
Minor Prophet

พระคัมภีร์ใหม่

อยู่ระหว่างการเรียบเรียง
พระกิตติคุณ
พระกิตติคุณ
พระกิตติคุณ
ประวัติคริสตจักรแรก
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายท่านเปาโล
จดหมายไปยังพี่น้อง
จดหมายท่านยากอบ
จดหมายท่านเปโตร
จดหมายท่านเปโตร
จดหมายท่านยอห์น
จดหมายท่านยูดา

มัทธิว 21 เศคาริยาห์เคยบอกไว้

พระเยซูเสด็จเข้านครเยรูซาเล็มในฐานะองค์กษัตริย์
21 ขณะที่พระเยซู และเหล่าศิษย์ของพระองค์เดินทางเข้ามาใกล้นครเยรูซาเล็ม ก็พักที่บ้านเบธฟายี บนภูเขามะกอกเทศ  และพระเยซูทรงส่งศิษย์ของพระองค์ออกไปสองคน
2 ตรัสสั่งเขาว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านข้างหน้าเจ้า  และเมื่อเจ้าเข้าไป เจ้าจะเห็นแม่ลาผูกอยู่กับลูกของมัน จงแก้เชือกมันออกแล้วจูงทั้งสองมาให้เรา
3 ถ้ามีใครถาม ก็จงบอกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการใช้พวกมัน แล้วเขาจะปล่อยมันให้มาทันที”
4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นจริงตามที่ได้กล่าวไว้โดยผู้เผยพระดำรัสว่า (อิสยาห์ และเศคาริยาห์)
“จงบอกธิดาแห่งศิโยนว่า ‘ดูเถิด  องค์กษัตริย์ของเจ้าเสด็จมาหาเจ้า  ทรงอ่อนโยน ประทับบนหลังลา
บนหลังลา ลาหนุ่ม’

6 ดังนั้น ศิษย์ทั้งสองก็ไปทำตามที่พระเยซูตรัสสั่ง
 

7 พวกเขานำทั้งแม่ลาและลูกลามาให้พระเยซู และปูเสื้อคลุมของพวกเขาบนหลังลา  และพระเยซูก็ประทับบนหลังลานั้น
 8 ผู้คนเป็นอันมากได้ปูเสื้อคลุมของตนลงบนทางเดิน บางคนก็ตัดกิ่งไม้มา และปูลงบนทางเดินเช่นกัน
 
9 มีประชาชนที่เดินนำหนัาพระเยซู และมีพวกที่เดินตามหลัง พวกเขาตะโกนกันว่า
“โฮซันนาแด่พระบุตรกษัตริย์ดาวิด!
“สรรเสริญพระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า!”
“โฮซันนาในที่สูงสุด!”
 10 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าสู่นครเยรูซาเล็ม ทั้งเมืองก็แตกตื่น ถามกันว่า  “ท่านผู้นี้เป็นใครกัน?”
11 ประชาชนกล่าวกันว่า “ท่านคือพระเยซู ผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้าจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี”

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร                                                                    12 พระเยซูเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร และทรงขับไล่ประชาชนทั้งหลายที่กำลังซื้อขายของในพระวิหารนั้น  พระองค์ทรงคว่ำโต๊ะของคนที่รับแลกเงินสกุลต่าง ๆ  รวมไปถึงม้ายาวของคนที่กำลังขายนกพิราบด้วย   13 พระเยซูตรัสกับคนที่นั่นว่า “มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า พระนิเวศของเราจะได้ชื่อว่า เป็นพระนิเวศแห่งการอธิษฐาน แต่พวกเจ้ากลับมาทำให้กลายเป็น ‘ถ้ำโจร’”

14 แล้วคนตาบอด คนง่อย ก็เข้ามาเฝ้าพระเยซูในบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงรักษาโรคให้พวกเขา
15 แต่เมื่อหัวหน้าปุโรหิต และธรรมาจารย์เห็นว่าพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์และเด็ก ๆ ก็ร้องสรรเสริญพระองค์ในบริเวณพระวิหารว่า “โฮซันนาแด่พระบุตรของกษัตริย์ดาวิด!” พวกเขาก็โกรธมาก

16 พวกเขาถามพระเยซูว่า “ท่านไม่ได้ยินสิ่งที่เด็ก ๆ กำลังพูดอยู่หรือ?” พระเยซูตรัสตอบว่า “ได้ยินสิ  ท่านไม่เคยอ่านในพระคัมภีร์เลยหรือว่า ‘พระองค์ทรงทำให้คำสรรเสริญออกมาจากปากของเด็กและทารก’ Ps. 8:2
17  แล้วพระเยซูทรงออกจากที่นั่น ออกจากเมืองไปยังหมู่บ้านเบธานี้ และทรงพักค้างคืนที่นั่น 

ต้นมะเดื่อต้องคำสาป
18 เช้าวันต่อมา ขณะที่พระองค์ทรงกลับเข้าไปยังนคร พระองค์ทรงหิว
19 ทรงเห็นต้นมะเดื่อริมทาง ก็ทรงเข้าไปใกล้ แต่กลับพบว่า มะเดื่อนั้นมีแต่ใบ ไม่มีผลเลย  ดังนั้นพระองค์จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า “เจ้าจะไม่ได้ออกผลอีกเลย”
ทันใดนั้น ต้นมะเดื่อก็เหี่ยวแห้งไปทันที !
20 เมื่อศิษย์ของพระองค์เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ประหลาดใจนัก ทูลถามว่า “เหตุใดต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวลงไปเร็วอย่างนี้ขอรับ?”
21 พระเยซูตรัสตอบ “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเจ้ามีความเชื่อ และไม่สงสัย เจ้าก็จะสามารถทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำกับต้นมะเดื่อนี้ และยังจะทำได้มากกว่านั้นอีก  เจ้าจะกล่าวกับภูเขานี้ว่า ‘จงเคลื่อนลงไปในทะเล’ ก็จะเป็นไปตามนั้นถ้าเจ้ามีความเชื่อ 
22 หากเจ้ามีความเชื่อ เจ้าก็จะได้รับทุกอย่างที่เจ้าอธิษฐานทูลขอ”

สงสัยสิทธิอำนาจของพระเยซู
23 พระเยซูเสด็จเข้าไปยังบริเวณพระวิหาร และขณะที่ทรงสอนอยู่ที่นั่น หัวหน้าปุโรหิต และผู้ใหญ่ของประชาชน ก็เข้ามาทูลถามว่า “ท่านทำสิ่งนี้ด้วยสิทธิอำนาจใด? ใครมอบสิทธิอำนาจนี้ให้ท่าน?”
 24 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราก็จะถามท่านอย่างหนึ่งเช่นกัน หากท่านตอบเรา เราก็จะบอกท่านว่า เราทำสิ่งเหล่านี้ด้วยอำนาจใด




25 บอกเรามาสิว่า เมื่อท่านยอห์นให้บัพติศมาแก่ประชาชน ท่านได้สิทธิอำนาจจากพระเจ้า หรือจากมนุษย์?  พวกเขาจึงหาเหตุผลกัน “หากเราตอบว่า บัพติศมาของยอห์นมาจากสวรรค์เบื้องบน  พระเยซูจะพูดว่า แล้วอย่างนั้นทำไมจึงไม่เชื่อท่าน?
26 แต่หากเราตอบว่า สิทธิอำนาจนั้นมาจากมนุษย์  เกรงว่าประชาชนจะลุกฮือ เพราะพวกเขาถือว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัสจากพระเจ้า”
27  ดังนั้นพวกเขาจึงตอบพระเยซูว่า “เราไม่รู้” พระองค์จึงตรัสว่า “เราก็จะไม่บอกพวกท่านเช่นกันว่า เรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจใด”

คำอุปมาเรื่องลูกชายสองคน 
28 “บอกมาสิว่า เจ้าคิดเห็นอย่างไรเรื่องนี้  ชายคนหนึ่งมีลูกชายสองคน เขาไปหาลูกชายคนโต กล่าวว่า ‘ลูกชายเอ๋ย เจ้าจงออกไปและทำงานในสวนองุ่นของพ่อนะ’ 
29 ลูกชายคนนั้นบอกว่า ‘ผมจะไม่ไป’ แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจ และออกไป
30 แล้วพ่อก็ไปหาลูกชายอีกคน บอกว่า ‘ลูกชายเอ๋ย เจ้าจงออกไปและทำงานในสวนองุ่นของพ่อเถิด’ ลูกชายตอบว่า ‘ได้ขอรับท่านพ่อ’ แต่จริงแล้วเขาไม่ได้ไป 

31 ลูกชายคนไหนที่ทำตามใจของพ่อ?”
ทั้งปุโรหิตและผู้นำตอบว่า “ลูกชายคนโตไง” พระเยซูตรัสกับพวกเขา “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณี จะพากันเข้าไปในอาณาจักรของพระเจ้าก่อนพวกท่าน
32 เพราะท่านยอห์นได้มาชี้ทางแห่งความเที่ยงธรรม
พวกท่านก็ไม่เชื่อ  แต่คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณีกลับเชื่อ  แม้กระทั่งที่ท่านได้เห็นสิ่งนี้แล้ว ท่านก็ยังไม่ยอมกลับใจ และเชื่อท่านยอห์น 

คนเช่าสวนที่ชั่วช้า 
33 “จงฟังเรื่องอุปมาต่อไปนี้  มีเจ้าของสวนองุ่นคนหนึ่งปลูกสวนองุ่น  โดยสร้างกำแพงล้อมรอบและสกัดบ่อย่ำองุ่นไว้   และยังสร้างหอคอยไว้ด้วย  จากนั้นเขาก็ให้ชาวสวนเช่าพื้นที่ แล้วก็เดินทางไปต่างประเทศ 
34 เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวองุ่น เขาก็ส่งคนรับใช้ของเขาไปหาคนเช่าสวนเพื่อรับส่วนแบ่งของเขา
 35 แต่ชาวสวนกลับกระชากคนรับใช้ของเขาไป ทุบตีคนหนึ่ง และฆ่าอีกคนหนึ่ง และยังเอาหินขว้างคนรับใช้คนที่สามจนเสียชีวิต !
36 ดังนั้นเจ้าของสวนจึงส่งคนไปมากกว่าครั้งแรก  แต่ผู้เช่าก็ทำร้ายพวกเขาเหล่านั้นเหมือนที่ได้ทำคราวก่อน
37 ในที่สุด เขาจึงส่งลูกชายไปหาเจ้าของสวนโดยกล่าวว่า ‘เขาคงจะนับถือให้เกียรติลูกชายของเรา’
38 แต่เมื่อชาวสวนทั้งหลายเห็นลูกชายเจ้าของสวน พวกเขาจึงพูดกันว่า ‘เจ้านี่ไงเป็นทายาท พวกเราฆ่าเขาเสีย แล้วเราจะได้สวนนี้เป็นมรดกของเรา’
39  แล้วชาวสวนก็จับตัวลูกชาย โยนเขาออกไปนอกสวนองุ่น แล้วฆ่าเขาเสีย !

40 ดังนั้น เจ้าของสวนองุ่นควรจะทำอย่างไรกับคนเช่าสวนเหล่านี้ดี?”
41 เขาทั้งหลายตอบว่า “ท่านคงจะต้องสังหารคนชั่วเหล่านั้นอย่างสาสม  แล้วท่านก็จะให้คนเช่าสวนคนอื่นที่จะส่งส่วนแบ่งขององุ่นให้แก่ท่านในฤดูเก็บเกี่ยว เช่าสวนนั้นไป
42 พระเยซูตรัสแก่เขา “พวกท่านไม่เคยอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้หรือ ที่ว่า “ศิลาที่ช่างก่อสร้างทิ้งไป ได้กลายเป็นศิลามุมเอก องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำการนี้ และเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งสำหรับเรา”
43 “ดังนั้น เราขอบอกท่านว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะถูกริบไปจากท่าน และมอบให้กับชนชาติที่จะเกิดผล
44 คนที่ล้มทับศิลานี้จะแตกหักไป แต่หากศิลานี้หล่นทับคนใด เขาจะแหลกละเอียดไป”
45 เมื่อหัวหน้าปุโรหิต และฟาริสีได้ยินเรื่องอุปมาเหล่านี้ พวกเขาก็รู้ว่า พระองค์กำลังตรัสถึงพวกเขาเอง
46 พวกเขาจ้องที่จะจับกุมพระองค์ แต่ยังกลัวประชาชนเพราะผู้คนเหล่านั้นเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นผู้เผยพระดำรัส 

อธิบายเพิ่มเติม

พระเยซูเสด็จเข้านครเยรูซาเล็มในฐานะ
พระเมสสิยาห์
มัทธิว 21:1-11
ไม่นานมานี้ พระเยซูตรัสกับสาวกว่า พระองค์จะทรงถูกทรยศ ถูกจับกุม  สอบสวน ส่งไปประหาร และจะทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
พระเยซูทรงเห็นภาพล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ศิษย์ของพระองค์ยังไม่เข้าใจอะไรเลย  พระองค์ทรงรู้ว่า สิ่งที่จะทรงทำต่อไปนี้ จะยิ่งเร่งเร้าให้เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ทนไม่ได้  

พระองค์ทรงสั่งให้ศิษย์เอาแม่ลาตัวหนึ่งจูงมาพร้อมกับลูกของมัน ให้พระองค์   แล้วพระองค์ก็ทรงทำตามที่อิสยาห์ 62:11 และเศคาริยาห์ 9:9 ได้กล่าวล่วงหน้าไว้    
คือการทรงขี่บนหลังลูกลา และเสด็จเข้าประตูเมืองเยรูซาเล็ม น่าแปลกที่ลูกลาตัวนี้ เป็นลูกลาที่ไม่น่าจะมีใครเคยขี่มันมาก่อน แต่มันก็ยอมให้กับพระองค์  วันนี้ พระเยซูทรงเลือกที่จะประกาศพระองค์เองให้ทั้งนครเยรูซาเล็มรู้ว่า พระองค์คือผู้ใด  และคนที่ตอบก็คือ เหล่าประชาชนทั้งหลายที่เคยได้ฟังพระองค์สอน เคยได้รับการรักษาโรคจากพระองค์ พวกเขาจึงร้องสรรเสริญเต็มกำลัง สุดใจของพวกเขา  ไม่แค่นั้น พวกเขายังต้อนรับพระองค์ด้วยการปูเสื้อลงบนทางเดิน ตัดกิ่งปาล์มมาปูต้อนรับ … นี่เป็นการต้อนรับที่ทรงพลังอย่างยิ่ง  และยังเป็นสิ่งที่ทำให้คำกล่าวของอิสยาห์ และเศคาริยาห์สำเร็จด้วย    

ผู้คนแตกตื่นถามว่า นี่เป็นใคร เพราะเวลานั้น ประชาชนต่างโห่ร้อง โฮซันนาแด่พระบุตรของกษัตริย์ดาวิด  พวกเขาสรรเสริญว่า พระองค์เสด็จมาในพระนามขององค์พระเจ้าสูงสุด  เมื่อมีคำถามว่า ท่านผู้นี้เป็นใคร คำตอบคือ พระเยซู เป็นผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้าที่มาจากนาซาเร็ธ

แต่ผู้ที่เดือดดาลเป็นที่สุดกับเหตุการณ์นี้ ก็คือ เหล่าปุโรหิตและธรรมาจารย์นั่นเอง   เราเห็นมาตลอดว่า พวกเขาขัดเคืองใจกับการที่พระเยซูได้รับความนิยมจากประชาชน  ขัดใจที่ได้ตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  ที่ไม่พอใจมากที่สุดคือ พระเยซูทรงทำตามที่อิสยาห์ และเศคาริยาห์ได้กล่าวไว้ว่า พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดจะเข้าเมืองมาในลักษณะเช่นนี้  ทุกอย่างถูกต้องแม้กระทั่งสัตว์ที่พระองค์ทรงขี่เข้ามา  เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะต้องกำจัดพระเยซูให้ได้!

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร
มัทธิว 21:12-17
เมื่อพระเยซูทรงเข้าบริเวณพระวิหาร ก็ทรงพบธุรกิจที่ทำกันซึ่ง ๆ หน้าในพระวิหาร โดยไม่ยำเกรงกฎพระวิหารใด ๆ เป็นขบวนการที่ทั้งปุโรหิต ผู้ดูแลพระวิหารต่างได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า นั่นคือการซื้อขายสัตว์ที่จะถวายเป็นเครื่องบูชา  การแลกเงินเพื่อประชาชนที่มาจากที่ไกล ๆ จะได้ถวายเงินสกุลที่พระวิหารใช้  อย่างเช่นถ้ามาจากโรม ก็จะต้องเปลี่ยนเงินไม่ใช้ของโรมที่มีสัญลักษณ์ของพระต่างชาติเป็นต้น แล้วพวกนี้จะทำราคาแลกเปลี่ยนให้สูงลิ่ว
ในยอห์น 2:14-17  แต่นั่นเป็นครั้งที่พระองค์ทรงเริ่มต้นราชกิจของพระองค์ 
ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ คือ
พระเยซูทรงเข้าไปในพระวิหาร >> ทรงขับไล่คนที่ทำการซื้อขายแลกเงิน >> ทรงคว่ำโต๊ะ  >> ทรงแจ้งให้ทราบว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงจัดการพวกเขาเช่นนี้ (อิสยาห์ 56:7, เยเรมีย์ 7:9-10)   
แต่แล้วไม่ทันไร
คนตาบอด คนง่อย ก็มาหาพระองค์​>>
พระองค์ทรงรักษาโรคให้>>
เด็ก ๆ สรรเสริญพระองค์ในพระวิหาร ต่อหน้าต่อตาเหล่าปุโรหิต ธรรมจารย์   >>
สร้างความไม่พอใจกับพวกเขามาก  แต่พระองค์ทรงบอกว่า พระคัมภีร์สอนว่า คำสรรเสริญพระเจ้าจะมาจากเด็ก ๆ  >>

คิดว่าเกิดอะไรล่ะ ?  แน่นอน หมู่ปุโรหิตและธรรมาจารย์จะไม่อยู่เฉยแล้ว   แต่พระเยซูไม่ได้ทรงเดือดร้อนพระทัยสักนิด  พระองค์กำลังเปิดเผยพระองค์เองกับคนทั้งเมืองว่า พระองค์คือ พระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาตามที่พระเจ้าเคยสัญญาไว้  

มัทธิว 21:18-22
แล้วเช้าวันต่อมา พระองค์ทรงหิว ทรงเห็นต้นมะเดื่อ แทนที่จะได้กินผล กลับมีแต่ใบ ไม่มีผลสักลูก พระองค์จึงตรัสกับมันว่า เจ้าจะไม่มีผล …​อัศจรรย์​ !! >>>  ต้นมะเดื่อเหี่ยวทันที เห็นคาตา ทำให้พวกศิษย์จึงถามเหตุผล..

พระเยซูทรงตอบง่าย ๆ เลยว่า ถ้าเชื่อ ไม่สงสัย ก็จะได้แบบนี้ ซึ่งศิษย์ไม่เข้าใจฤทธิ์เดชเหนือสารพัดสิ่งในจักรวาลอย่างพระองค์ พระเยซูทรงรู้ว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์เหนือสรรพสิ่ง พระองค์เองทรงเป็นพระเจ้าที่จะสั่งสิ่งใดก็ได้  พระองค์ตรัส มะเดื่อก็เชื่อฟัง
แต่แล้ว พระองค์กลับตรัสกับศิษย์ว่า แม้แต่พวกเขา ก็สามารถทำเหมือนกับพระองค์ได้   คำว่า “หากเจ้ามีความเชื่อ และไม่สงสัย เจ้าก็จะสามารถทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำกับต้นมะเดื่อนี้ และยังจะทำได้มากกว่านั้นอีก”
เป็นพระดำรัสที่ท้าทายผู้เชื่อทุกคน     พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า พระองค์เท่านั้นที่จะทำได้ แต่ทุกคนที่เชื่อ ไม่สงสัยจะทำได้เช่นกัน  นี่เป็นคำหนุนใจกับคนที่กำลังอธิษฐานว่า ความเชื่อในฤทธิ์เดชของพระเจ้าเป็นพื้นฐานของคำตอบ

เรื่องต้นมะเดื่อนี้ มีการแปลความหมายตามพระคัมภีร์เดิมด้วยว่า  ต้นมะเดื่อเป็นอิสราเอลที่ดูเหมือนเกิดผล แต่เนื้อแท้แล้วกลับไม่ได้ผลอะไรเลย   เยเรมีย์ 8:13; มีคาห์ 7:1-6; โฮเชยา 9:10, 16-17; มีคาห์ 7:1-6 

สงสัยสิทธิอำนาจของพระเยซู
มัทธิว 21:23-27
นอกจากที่พระเยซูจะทรงสอนประชาชนตามภูเขา ริมทะเล ในบ้านคนแล้ว พระองค์ยังทรงสอนประชาชนให้รู้จักชีวิตที่อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าในพระวิหารด้วย  ทรงทำการอัศจรรย์หลายอย่างในพระวิหาร ทำให้เหล่าผู้ใหญ่และปุโรหิตรู้สึกขัดใจมาก ยิ่งเมื่อพระองค์ตรัสถึงพระบิดาคือองค์พระยาห์เวห์ว่าเป็นพระบิดาของพระองค์ พวกเขายิ่งไม่พอใจ  (หนังสือยอห์นบันทึกไว้มากพอควร)
พวกเขาจึงเข้ามาเผชิญหน้ากับพระองค์ …ถามว่า ที่เข้ามาในเยรูซาเล็ม ที่ทำการอัศจรรย์ทำให้คนหายโรคได้นี้ ได้อำนาจมาจากไหนกัน? อย่าลืมว่า พวกเขาเคยกล่าวหาว่า พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ด้วยอำนาจนายผีมาก่อน (มัทธิว 12:24)
แทนที่พระเยซูจะตอบ… พระองค์ทรงถามกลับว่า พวกเขามีความเห็นเรื่องการที่ยอห์นให้บัพติศมาแก่ประชาชนอย่างไร  ใครเป็นผู้ให้สิทธิอำนาจนั้นแก่ยอห์น?
เมื่อเจอคำถามเช่นนี้ ก็หันมาปรึกษากัน >> ตอบอย่างไรดีนะ ? ถ้าบอกว่ามาจากเบื้องบน ก็ไม่ได้เข้าทางพระเยซู ตอบว่ามาจากมนุษย์ เดี๋ยวคนก็ลุกฮือเพราะพวกเขาชอบยอห์นมาก เอาอย่างนี้ ตอบว่าไม่รู้แล้วกัน … พระเยซูจึงไม่ตอบพวกเขาเช่นกัน ถ้าพระองค์ทรงตอบตามความจริงว่า มาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะจัดการพระองค์เดี๋ยวนั้น ซึ่งพระองค์ทรงทราบดีว่า ยังไม่ถึงเวลาที่พระองค์จะถูกจับกุม   และในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็แสดงให้ประชาชนตรงนั้นรู้ว่า พวกเขาไม่ได้รู้คำตอบของทุกเรื่อง  ไม่น่าถามพระเยซูเลย เสียหน้าเปล่า ๆ 

คำอุปมาเรื่องลูกชายสองคน
มัทธิว 21:28-32
หลังจากนั้น พระเยซูยังคงตรัสถึงยอห์น ในฐานะที่ท่านเป็นคนนำให้ประชาชนได้รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้า  ประชาชนในสังคมโบราณ แบ่งเป็นสองพวกชัดเจน คือ พวกหนึ่งคือเหล่าธรรมาจารย์ ปุโรหิต ผู้ใหญ่ที่คิดว่าตนเองเป็นคนเที่ยงธรรม  ไม่มีผิด แต่คนอื่นเป็นคนผิดบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณี ก็จะเป็นเหมือนตัวแทนของคนบาปในสังคม  พวกเขาถูกดูหมิ่นเหยียดหยามว่าชั่วช้า 
แต่แล้วพระเยซูกลับเล่าเรื่องที่เหมือนตีแสกหน้าเหล่าคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี  แต่ไม่ยอมกลับใจ
ในเรื่องเล่า ลูกคนโตที่ตอนแรกไม่เชื่อฟัง แต่ต่อมาก็ไปทำตามใจของพ่อนั้น คือคนบาปที่กลับใจ  ส่วนลูกคนเล็กที่บอกจะทำตามใจพ่อ กลับไม่ทำตาม  สรุปแล้ว เรื่องนี้ ก็คือ คนต้นเป็นคนท้าย และคนท้ายกลายเป็นคนต้นนั่นเอง

คำอุปมาเรื่องคนเช่าสวนที่ชั่วช้า
มัทธิว 21:33-46
น่าแปลกที่หัวหน้าปุโรหิตและฟาริสีก็ยังคงฟังพระองค์ต่อ เมื่อพระองค์เล่าคำอุปมาอีกเรื่อง  พวกเขาไม่ได้เดินหนีพระองค์ไป แสดงว่า พวกเขาก็ชอบฟังเรื่องของพระองค์อยู่เหมือนกัน หรืออาจจะอยากฟังเพราะจะได้จับผิดพระองค์ 

มาดูความหมายของผู้ที่มีส่วนในเรื่องอุปมา
เจ้าของสวนหมายถึงพระเจ้า อิสยาห์ 5:1-7  เฉลยธรรมบัญญัติ 32:32, สดุดี 80:8, เยเรมีย์ 2:21
คนเช่าสวนนั้นคือ เหล่าผู้นำศาสนายิว ผู้ใหญ่ ธรรมจารย์ที่มีอคติต่อพระเจ้ามาเป็นเวลานาน 
คนรับใช้ของเจ้าของสวนนั้นก็หมายถึงผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้า 
ลูกชายของเจ้าของสวนและศิลามุมเอก (เป็นหินสำคัญที่สุดในการก่อสร้างบ้าน) ศิลาที่ถูกทิ้ง คือองค์พระเยซูคริสต์ 
คนเช่าสวนคนอื่นและชนชาติที่จะเกิดผล นั้นก็คือ คนบาปที่ตอบรับการทรงเรียกให้กลับใจใหม่ รวมทั้งคนต่างชาติที่ต้อนรับพระเยซู

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่า ใครเป็นตัวแทนสื่อถึงใคร เราก็จะเข้าใจคำอุปมาเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน  เพราะว่า พระเจ้าทรงเป็นห่วงอิสราเอล
จึงทรงส่งผู้เผยพระดำรัสของพระองค์มาหลายคน แต่คนอิสราเอลก็ไม่ได้ฟังคำเตือนของพวกเขาเลย พวกเขาต้องตกไปเป็นเชลยเพราะความดื้อด้าน  ต่อมาทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเอง เพื่อเตือนพวกเขาให้กลับใจ แต่แล้วพวกเขาก็ประหารพระองค์   ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงเตือนศิษย์แล้วว่า พระองค์จะถูกประหาร บัดนี้ทรงบอกกับผู้ที่จะประหารพระองค์ซึ่ง ๆ หน้า ที่น่าประหลาดใจ พวกเขารู้ตัวด้วยว่า พระองค์ตรัสถึงพวกเขา นี่ยิ่งทำให้พวกเขาโกรธแค้นมากขึ้นอีก

อีกไม่นาน เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ ผู้ใหญ่ของยิวนั้น ก็สมคบกันวางแผนประหารพระเยซู พวกเขากระทำกับพระองค์อย่างโหดเหี้ยม ยืมมือทหารโรมันมาลงมือเฆี่ยน ทรมาน เยาะเย้ย และประหารพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเล่าไว้ในเรื่องนี้

แล้วพระเยซูยังบอกเรื่องสุดท้ายแก่เขาคือ พระเจ้าจะทรงมอบพระพรแห่งแผ่นดินของพระเจ้าให้กับชาวต่างชาติที่จะเกิดผลเพื่อพระองค์​

 คนเราทุกคนสามารถตอบสนองพระเจ้าได้สองแบบ คนหนึ่งอาจจะล้มลงไปหาศิลานี้ จะแตกหัก ชีวิตเดิมแตกสลาย และได้รับการเปลี่ยนแปลง ได้รับชีวิตใหม่
แต่ถ้าคนใดไม่รับเอาพระองค์  ศิลานั้นจะทับเขาจมดิน ไม่มีโอกาสได้เกิดใหม่อีกเลย นั่นคือ เขาจะถูกพระเจ้าพิพากษาลงโทษ   


พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 21
1* ลูกา 19:29-38; เศคาริยาห์ 14:4
5* เศคาริยาห์  9:9
6* มาระโก 11:4
7* 2 พงศ์กษัตริย์ 9:13; เลวีนิติ 23:40
8* ลูกา 23:40
9* สดุดี 118:26; มัทธิว 23:39
10* ยอห์น 2:13,15
11* ยอห์น 6:14;7:40;9:17
12* มาลาคี 3:1; มาระโก 11:15-18; เฉลยธรรมบัญญัติ  14:25
13* อิสยาห์ 56:7; เยเรมีย์ 7:11
15* ยอห์น 7:42

16* สดุดี 8:2
17* ยอห์น 11:1, 18; 12:1
18* มาระโก 11:12-14, 20-24
19* มาระโก 11:13
20* มาระโก 11:20
21* มัทธิว 17:20; ยากอบ 1:6; 1 โครินธ์ 13:2
22* มัทธิว 7:7-11
23* ลูกา 20:1-8; อพยพ 2:14
25* ยอห์น 1:29-34; 1:15-28
26* มัทธิว 14:5; 21:46
28* มัทธิว 20:1; 21:33
31* ลูกา 7:29; 37-50
32* ลูกา 3:1-12; 7:29; 3:12-13

33* ลูกา 20:9-19; มัทธิว 25:14
35* 1 เธสะโลนิกา 2:15
37* ยอห์น 3:16
38* ฮีบรู 1:2; ยอห์น 11:53
39* กิจการ 2:23
41* ลูกา 20:16; 21:24; กิจการ 3:46
42*สดุดี 118:22-23
43* มัทธิว 8:12
44* อิสยาห์ 8:14-15; ดาเนียล 2:24
46* มัทธิว 21:26; 21:11