1 ทิโมธี 6 การมองโลก ชีวิต เงิน ความสัมพันธ์

คอลัมน์ซ้ายเป็นพระคำ อ่านต่อลงไปได้ เมื่อต้องการ พระคำเชื่อมโยง ดูคอลัมน์ กลาง และคำอธิบายเพิ่มเติมในคอลัมน์ขวามือสุด

ให้ทุกคนที่เป็นทาส ถือว่านายของตนเป็นที่เคารพ เพื่อว่าจะไม่มีใครอาจมากล่าวหาพระนามของพระเจ้าและคำสอนของเราได้
1 ทิโมธี 6:1

1 เปโตร 2:18, อิสยาห์ 52:5, โรม 2:24, ทิตัส 2:5

โลกโบราณ มีนาย-ทาสอยู่กันมาเนิ่นนาน ไม่ได้ หมายความว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ตั้งระบบนี้ แต่ ในสังคมดั้งเดิมนั้น ความสัมพันธ์นายกับบ่าว ถ้าดีก็จะเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน เอาใจใส่ กัน แต่ถ้าร้าย ก็จะกลายเป็นนายที่โหดเหี้ยม และกดขี่ทาสของตน ท่านเปาโลต้องการให้ผู้เชื่อที่เป็นทาสนั้นให้เกียรติ เจ้านายของตน การใช้ชีวิตของผู้เชื่อจะต้อง เดินตามพระเยซูคริสต์ 

ส่วนคนที่มีนายซึ่งมีความเชื่อก็ต้อง ไม่ขาดความเคารพนาย เพราะ
ได้เป็นพี่น้องกันแล้ว
ควรรับใช้เขาให้ดียิ่งขึ้น เพราะพวกเขาเป็นผู้มีความเชื่อ เป็นที่รักของพระเจ้า
จงสอนและกำชับในเรื่องเหล่านี้
1 ทิโมธี 6:2

ฟิเลโมน 16, 1 ทิโมธี 4:11,13, 5:7

ให้เรามองพระคำข้อนี้ ในบริบทโลกปัจจุบัน นอกจากลูกจ้างคริสเตียนจะต้องปฏิบัติต่อนายที่ไม่เชื่ออย่างดีแล้ว เขาต้องให้เกียรติและรับใช้นายที่เป็นพี่น้องคริสเตียนอย่างดี เพราะนายผู้นั้นเป็นที่รักของพระเจ้าในเอเฟซัส 6:7

ถ้าใครสอนเท็จ ไม่เห็นด้วยกับคำสอนที่แท้ของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา และคำสอนในทางของพระเจ้า คนนั้นก็คือคนพองตัว หยิ่งยโส ไม่เข้าใจอะไรเลย เขาเร่าร้อนที่จะโต้แย้ง และการทุ่มเถียงในเรื่องคำ ซึ่งก่อให้เกิดการอิจฉา การวิวาท การกล่าวร้าย การไม่ไว้วางใจกัน
1 ทิโมธี 6:3-4

1 ทิโมธี 1:3, 1:10, ทิตัส 1:1,
1 ทิโมธี 3:6, 2 ทิโมธี 3:4,
1 โครินธ์ 8:2, 2 ทิโมธี 2:23,14

คนที่ไม่เห็นด้วยกับพระคำ และคำสอนของ พระเยซูคริสต์นั้น เป็นคนที่ต้องอยู่ห่าง ๆ เข้าไว้ ไม่ว่าในยุคโบราณหรือปัจจุบัน คนพวกนี้มี นิสัยแบบที่ท่านเปาโลเขียนไว้ 

เป็นการโต้เถียงของคนที่มีความคิดทราม ไม่มีความจริง คิดว่า จะเอาทางของพระเจ้าเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ คนอย่างนั้น เราต้องอยู่ห่าง ๆ

1 ทิโมธี 6:5

2 ทิโมธี 3:8, เอเฟซัส 4:22, ทิตัส 1:15, 11, 2 เปโตร 2:3

คนแบบนี้ ไม่ได้หายาก แต่หาง่ายมาก เราแค่ต้องระวังให้ดี

ความจริงแล้ว การใช้ชีวิตในทางของ พระเจ้า พร้อมกับมีความพึงพอใจ ถือว่าได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะว่าเราไม่ได้นำอะไรเข้ามา ในโลก และเราก็ไม่สามารถเอาอะไร ออกไปได้ถ้าเรามีอาหาร เสื้อผ้า เราก็พึงใจได้แล้ว 1 ทิโมธี 6:6-8

1 ทิโมธี 4:8, สดุดี 37:16,
สุภาษิต 15:16, 16:8, ฟีลิปปี 4:11, ฮีบรู 13:5, โยบ 1:21, สดุดี 49:17, สุภาษิต 30:8

 แต่ละคนมีความพึงพอใจไม่เท่ากัน บางคนแค่ นี้ก็พอแล้ว บางคนต้องมีมากกว่านั้นหน่อย บางคนก้าวไปถึงกับต้องรวยไม่เลิก​… สรุปคือ ทางของพระเจ้า +เพียงพอ = สุขใจ สุขใจจริงนะถ้าอยู่ในสภาพนี้ได้ อธิบายเเพิ่มเติม 1 ทิโมธี 6:6-8

ส่วนคนที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ใต้ การหลอกล่อ ติดกับดักของความ อยากได้ที่ไร้สาระและเป็นภัยที่ทำให้ ตนเองต้องหายนะและพินาศ เพราะการรักเงินเป็นต้นเหตุของ ความบาปชั่วทั้งสิ้น การโลภเงินทำให้บางคนหลุดไปจากความเชื่อ และชีวิตทุกข์ระทมยิ่งนัก
1 ทิโมธี 6:9-10

สุภาษิต 15:27, 23:4,28:20, มัทธิว 13:22, 1 ทิโมธี 1:19

ความหายนะในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเรายากจน แต่มันเกิดขึ้นเมื่อคน ๆ หนึ่งกลายเป็นปีศาจ กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวสุดขีด เพราะรักเงิน การรักเงินทำให้คนทำชั่วได้สารพัด

แต่เจ้าผู้เป็นคนของพระเจ้า ให้หนีจาก สิ่งเหล่านี้ ให้ติดตามความถูกต้องชอบธรรม ความดีของพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความทรหดอดทนและความอ่อนโยน จงต่อสู้สุดกำลัง ความเชื่อ ยึดมั่นในชีวิตนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เจ้ามารับ เมื่อเจ้าประกาศตนรับเชื่อต่อหน้า พยานหลายคน
1 ทิโมธี 6:11-12

2 ทิโมธี 3:17, 2:22, สุภาษิต 15:9 , 1 ทิโมธี 1:18, 1 โครินธ์ 9:25, ฟีลิปปี 3:12, 1 เปโตร 5:10 ,2 โครินธ์ 9:13

ทิโมธีได้ชื่อว่า เป็นคนของพระเจ้า เขาต้อง ทำสามอย่างคือ หนี ตามหา ต่อสู้… เขาต้องหนี คำสอนเท็จ การโต้แย้งที่สร้าง ความอิจฉา การวิวาท ใส่ร้าย และการรักเงินเขาต้องตามหา ความถูกต้อง ทางของพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทน ความอ่อนโยน เขาต้องต่อสู้สุดกำลังความเชื่อ เพื่อชีวิต นิรันดร์ที่พระเจ้าทรงเลือกให้เขารับ

ข้าขอกำชับเจ้าต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ผู้ประทานชีวิตแก่ทุกสิ่ง และต่อพระพักตร์พระเยซู ผู้ทรงเป็นพยานอย่างหนักแน่นต่อหน้าปอนทัสปีลาต ให้เจ้ารักษาคำสั่งนี้ โดยไม่มีตำหนิ และให้พ้นจากคำติเตียนจนกว่า พระเยซูคริสต์เจ้าจะทรงปรากฏ
1 ทิโมธี 6:13-14

1 ทิโมธี 5:21, มัทธิว 27:11, ยอห์น 18:37, วิวรณ์ 1:5 ,3:14, 2 เธสะโลนิกา 2:8

ตอนที่พระเยซูทรงอยู่ต่อหน้าปีลาตนั้น ปีลาต ไม่สามารถเอาผิดอะไรได้เลย พระองค์ทรงเป็น พยานให้พระองค์เองอย่างไร้ตำหนิ และเมื่อถูก ถามว่าทรงเป็นกษัตริย์ของยิวหรือ พระองค์ก็ ทรงตอบว่า เป็นอย่างที่ท่านพูด (มัทธิว 27:11)ท่านเปาโลขอให้ทิโมธีทำตามอย่างพระเยซู เป็นคนที่ไร้ความด่างพร้อย

ซึ่งพระเจ้าจะทรงสำแดงในเวลาอันเหมาะสม พระองค์ผู้สมควรรับการสรรเสริญ ทรงอำนาจครอบครองสูงสุด เพียงพระองค์เดียว ทรงเป็นจอมราชา จอมเจ้านาย พระองค์ผู้เดียวทรงเป็น อมตะ ประทับในความสว่างที่เราไปไม่ถึงเป็นผู้ที่ไม่มีใครเคยเห็นและเห็นไม่ได้ ขอพระเกียรติและอาณาจักรนิรันดร์ เป็นของพระองค์สืบไปเป็นนิตย์ อาเมน
1 ทิโมธี 6:15-16

1 ทิโมธี 2:6,1:11, 1:17, วิวรณ์ 17:14, สดุดี 104:2, โยบ 37:23, ยอห์น 1:18

เป็นข้อ สั้น ๆ ที่บอกเราถึงพระลักษณะที่ชัดเจน สง่างามยิ่งนัก การที่ทรงครอบครองเหนือกษัตริย์ใด ๆ ทรงมีฤทธิ์เหนือความตาย ทำให้เรามีความมั่นใจ ในการอธิษฐานเผื่อผู้ปกครองทั้งหลายในโลกถึงแม้พวกเขาดูใหญ่โต แต่พระเจ้าของเราทรงใหญ่กว่านั้น ทรงอยู่ในสว่างที่เราไปไม่ถึง ถึงไม่ได้เพราะเราคงต้องไหม้เป็นจุณไปทันที สว่างของพระองค์ทรงพลังยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ เสียอีก ข้อนี้เป็นภาพของพระเจ้าผู้สง่างามโอ่อ่าตระการ พระเจ้าของเรา ! 1 ทิโมธี 6:15-16

ส่วนพวกที่ร่ำรวยในยุคนี้ ก็เตือนให้พวกเขาอย่าเย่อหยิ่ง หรือวางความหวังไว้กับความมั่งคั่ง ที่ไม่แน่นอน แต่ให้หวังใจในพระเจ้า ผู้ประทานทุกสิ่งที่เราชื่นชม
1 ทิโมธี 6:17

2 ทิโมธี 4:10,ทิตัส 2:12,โรม 11:20,12:3, สุภาษิต 23:5

 คนรวยบางคนเจอความทุกข์ใจที่เงินทองช่วย ไม่ได้ เขาจึงกลับมาหาพระเจ้าและรู้ความจริง แต่มีคนที่รวยอยู่แล้ว แล้วไม่เคยจนตรอก จึงไม่มีประสบการณ์การพึ่งพระเจ้า คิดว่าเงิน เป็นคำตอบของทุกสิ่ง แต่ท่านเปาโลเตือนสติว่า อย่าพึ่งสิ่งเหล่านั้นอย่าเย่อหยิ่ง ให้วางใจในพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งให้เรา ต้องตระหนักว่า ต้นตอของทุกสิ่งมาจากพระองค์

จงกำชับพวกเขาให้ทำดี ให้รวยในการกระทำดี มีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะแบ่งปัน
การทำเช่นนี้ เป็นการสะสมทรัพย์ไว้ เพื่อเป็นรากฐานที่ดีสำหรับอนาคต เพื่อว่าเขาจะยึดมั่นในสิ่งที่เป็นชีวิตแท้
1 ทิโมธี 6:18-19

ลูกา 12:2, ทิตัส 3:8,14,โรม 12:13,มัทธิว 6:19

ท่านเปาโลกำลังสอนคนรวยให้รวยแบบมี มุมมองนิรันดร์ จัดการกับโลกนี้ให้ดี เพื่อ โลกหน้าจะได้ดีด้วย ใจที่ยินดีจะให้นั้นมันแปลก ไม่หวง ไม่ห้าม ไม่คิด ว่าจะหมด พร้อมให้ ใครเป็นอย่างนี้ก็จะปลอด รอดพ้นจากสภาพวัตถุนิยม ทำให้เราไม่คิด พึ่งพาความมั่งคั่งของตน การเป็นคนที่ให้

ทิโมธีเอ๋ย จงรักษาสิ่งที่มอบหมายไว้ให้เจ้า ให้หนีจากการพูดคุยที่ไร้สาระ และการโต้แย้งที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นความรู้ บางคนได้รับเอาความรู้แบบนี้ไว้ จึงหลงไปจากความเชื่อ ขอพระคุณดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด 1 ทิโมธี 6:20-21

2 ทิโมธี 3:5, 4:4 ,2:16 ทิตัส 4:4, โคโลสี 4:18

คิดว่าต้องใช้ความคิดของพวกเขาเราจึงจะ ประสบความสำเร็จ ยังมีความคิดของพวก ที่ทำนายอนาคต พวกที่วิพากษ์สังคม นักข่าว หลายคนอาจตามความคิดเหล่านั้นไป แต่ท่านเปาโลเตือนเรามานานกว่าสองพันปี มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทิโมธีกับเราจะต้องรักษาพระคำที่เปาโลสอนไว้ และหลีกหนีจากคำพูดไร้สาระให้มากที่สุด แล้วจะปลอดภัย อธิบาย 1 ทิโมธี 6:20-21

1 ทิโมธี 5 การปฏิบัติต่อพี่น้อง

อย่าตำหนิผู้อาวุโสอย่างเกรี้ยวกราด แต่จงเตือนเขาเหมือนว่าเขาเป็นพ่อของเจ้า จงปฏิบัติต่อชายหนุ่มที่อ่อนกว่าเจ้าเหมือนเป็นน้องชาย ปฏิบัติต่อสตรีสูงวัยเหมือนเธอเป็นมารดา และหญิงสาวที่อ่อนกว่าเหมือนเป็นน้องสาวด้วยใจบริสุทธิ์ จงให้เกียรติแก่หญิงม่ายไร้ที่พึ่ง
1 ทิโมธี 5:1-3

เลวีนิติ 19:32, 1 เปโตร 5:5-6

คำว่าเตือนที่ท่านเปาโลใช้ มีความหมายว่าว่า ช่วยหนุน กำลังเขาคนนั้นให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนแม่ม่ายแทบจะไม่มีทางหา รายได้เลย ต้องพึ่งพาครอบครัว คำสอนของท่านเปาโลช่วยให้ แม่ม่ายยากจนมีคนดูแลเอาใจใส่ นอกจากนั้น ผู้รับใช้อย่างทิโมธีจะ ต้องไม่ใช้วาจาล่วงล้ำ หรือหยอกเล่นหญิงสาวอย่างไม่สมควร

ถ้าหญิงม่ายคนใดมีลูกหลาน ก็ให้ลูกหลานได้เรียนรู้การทำหน้าที่ในทางของพระเจ้า โดยให้ดูแลเอาใจใส่ครอบครัวตนเองเป็นการตอบแทนคุณของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พระเจ้าทรงพอพระทัยกับการกระทำเช่นนี้
1 ทิโมธี 5:4

ปฐมกาล 45:10,มัทธิว 15:4-6

นี่เป็นการสร้างสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อ การดูแลผู้ที่อ่อนแอกว่า ต่างจากสังคมคนนอกที่คนแข็งแรงเอาเปรียบคนที่อ่อนแอ เด็กกำพร้า หญิงม่ายต่าง ตกอยู่ในความยากแค้นแสนสาหัสเป็นส่วนใหญ่ และการตอบแทนคุณของผู้มีพระคุณเป็นเรื่องสำคัญใน หมู่คนที่เชื่อพระเจ้า

หญิงม่ายที่ขัดสนจริง ๆ และอยู่ลำพังคนเดียวมีความหวังในพระเจ้า เธออธิษฐานและขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าทั้งวันและคืน แต่หญิงม่ายที่ปล่อยตัวนั้น ก็เหมือนกับตายทั้งเป็นจงกำชับพวกเธอในเรื่องเหล่านี้ เพื่อว่าพวกเธอจะไม่ถูกใครตำหนิ
1 ทิโมธี 5:5-7

กิจการ 26:7, ยากอบ 5:5

แม่ม่ายที่ชราแล้ว เป็นคนที่ ต้องพึ่งพระเจ้ามาก จึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตกับการ อธิษฐานให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือ ในคริสตจักรเราพบว่า ม่ายเหล่านี้แหละที่เป็นคนมีความเชื่อ และเป็นพลังการอธิษฐานของคริสตจักรแต่ยังมีแม่ม่ายสาวที่ยังสนุกเพลิดเพลิน ซึ่งการใช้ชีวิตโดยไม่ระวังเท่ากับตายทั้งเป็น

ถ้าใครไม่ยอมเลี้ยงดูญาติพี่น้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัวเท่ากับคนนั้นปฏิเสธความเชื่อ และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่เชื่อเสียอีก
1 ทิโมธี 5:8

อิสยาห์ 58:7, 2 ทิโมธี 3:5, มัทธิว 18:17

หากผู้เชื่อไม่ดูแลคนในครอบครัว เท่ากับเขาล้มเหลวในความเชื่อของเขา ในโลกทุกวันนี้ เราเห็นพ่อแม่มากมายที่ไม่ดูแลครอบครัว แต่หลงทำบาป ทำตามใจตัวเอง ครอบครัวเป็นน้ำพระทัยของพระองค์ที่จะให้เป็นจุด เริ่มต้นของความรัก

การลงทะเบียนเพื่อช่วยเหลือ หญิงม่ายนั้น จะทำได้เมื่อเธอ
อายุเกินหกสิบปี และมีสามีเดียว และเธอต้องมีชื่อเสียงดี เป็นที่รู้กันว่า เธอเอาใจใส่เลี้ยงดูลูก มีน้ำใจรับรองแขก ล้างเท้าคนของพระเจ้า ช่วยเหลือคนทุกข์ยาก และทุ่มเททำดี
1 ทิโมธี 5:9-10

กิจการ 9:39, 1 เปโตร 2:12

ระบบการช่วยเหลือพี่น้องในชุมชนคริสเตียนนั้น นับว่า ก้าวหน้ามาก มีการลงชื่อแม่ม่ายที่มีอายุเกิน 60 ปี เพื่อเป็นหลักประกันว่า คริสตจักรจะต้องช่วยดูแลคน เหล่านี้ต่อไป น้ำใจของพระเจ้าที่มีต่อคนชรานั้น มากมายเหลือล้น จากพระคำข้อนี้เราเห็นว่า คนที่ได้ลงทะเบียนก็ต้องเป็น คนที่มีประโยชน์ต่อสังคม ต่อผู้อื่นมาก่อน

แต่อย่าลงทะเบียนให้หญิงม่ายสาว เพราะเมื่อไรที่ความอยากของพวกเธอชักจูงให้ห่างพระคริสต์ พวกเธออาจจะอยากแต่งงานอีกครั้ง เธอจึงมีโทษ เพราะไปละเมิดคำปฏิญาณเดิม
1 ทิโมธี 5:11-12

2 เปโตร 2:18, ยากอบ 5:5

จากคำพูดของท่าน เปาโล ดูเหมือนว่า บางคนไปแต่งงานกับคนที่ไม่เชื่อหรือการแต่งงานเกิดจากความไม่สามารถรักษาตัว
ให้บริสุทธิ์ตัวเธอเองก็จะถูกคนอื่นตำหนิติเตียน ท่านเปาโลไม่ได้ต้องการให้คริสตจักรปฏิเสธพวกเธอ แต่ให้ระวัง ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับทุกคน
ท่านไม่ได้ห้ามแต่งงานใหม่ จากข้อถัดไปเราจะเห็น ความคิดของท่าน

นอกจากนั้นบางคนยังเกียจคร้าน สันหลังยาว เที่ยวไปตามบ้าน มีนิสัยนินทาว่าร้าย ยุ่งเรื่องคนอื่น พูดเรื่องที่ไม่ควรพูด ดังนั้นข้าจึงอยากให้ม่ายสาวมีสามี มีลูกชาย
ลูกสาว ได้ดูแลบ้านเพื่อไม่ให้ศัตรูมีช่องทางใส่ร้ายได้ และมีบางคนก็ได้ติดตามซาตานไปแล้ว
1 ทิโมธี 5:13-15

1 เปโตร 4:17, สุภาษิต 20:19,ทิตัส 2:5,ยูดา 1:4-5

การที่ม่ายสาวจะแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก เท่ากับ
ท่านเปาโลกำลังเสนองานให้พวกเธอได้ทำตลอดชีวิตเลยทีเดียว ยังมีผู้หญิงที่ปล่อยตัวและตามความต้องการของตนเองทำให้ตัวเองพินาศไปก็มาก
เพื่อไม่ให้กลายเป็นคนเกียจคร้าน แม้คนอาวุโสก็ต้อง หาอะไรทำด้วย

สตรีผู้เชื่อคนใดที่มีญาติเป็นหญิงม่าย ก็ให้ช่วยเลี้ยงดูพวกเธอเพื่อไม่ให้เป็นภาระของคริสตจักร คริสตจักรจะได้
ไปสงเคราะห์หญิงม่ายไร้ที่พึ่งจริงๆ
1 ทิโมธี 5:16

1 ทิโมธี 5:3-5, 8

นี่ดูเหมือนเป็นภาระที่หนักของคริสตจักร แต่.. พระเจ้า
ไม่ได้ทรงคิดอย่างนั้น พระเจ้าทรงพอพระทัย
ที่คนของพระองค์จะให้เวลาและ ช่วยเหลือคนทุกข์ยากจริง ๆ ทรงบอกไว้ว่า
ที่ทำแก่คนเล็กน้อยคนหนึ่ง ก็เหมือนทำให้แก่พระองค์ด้วย

ผู้ปกครองทั้งหลายที่ดูแลเอาใจใส่อย่างดีนั้น ควรได้รับเกียรติสองเท่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ใส่ใจพระคำทั้งเทศนาและสอน พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัวขณะที่มันนวดข้าวอยู่” และ “คนทำงานก็สมควรได้รับค่าจ้างของตน”
1 ทิโมธี 5:17-18

ฉธบ.25:4, ลูกา 10:7, 1 โครินธ์ 9:7-10

ท่านเปาโลบ่งบอกเราชัดว่า ผู้ปกครองนั้นควร เทศนาสั่งสอนได้ ผู้ปกครองที่ทั้งหนุนใจและสอน เพื่อให้คนไม่ตกในคำสอนผิด เพื่อทำให้ชีวิต ของพี่น้องดีขึ้นควรได้รับเกียรติมาก
อธิบายเพิ่มเติม 1 ทิโมธี 5:17-18

อย่ายอมรับข้อกล่าวหาผู้ปกครอง นอกจากจะมีพยานสองหรือสามคน ส่วนคนที่ยังทำบาปอยู่ ก็ต้องถูกตำหนิ ตักเตือนต่อหน้าทุกคน
เพื่อคนที่เหลือจะได้เกรงกลัว
1 ทิโมธี 5:19-20

ฉธบ. 17:6,19:15, มัทธิว 18:16, ทิตัส 1:13

พระเยซูทรงกล่าวไว้ในเรื่องนี้ มัทธิว 18:15-17อย่างแรกต้องไม่เชื่อข่าวลือใด ๆ แต่ต้องพิสูจน์ให้รู้ว่า ข้อกล่าวหาเป็นจริงหรือไม่ ถ้ามีพยาน รู้เห็นและเป็นพยาน ก็ต้องดูด้วยว่า พยานนั้น เชื่อถือได้หรือไม่ และหากข้อกล่าวหาเป็นจริง ก็ต้องตักเตือนกันตามตรง ต่อหน้าชุมชนผู้เชื่อ

ข้ากำชับเจ้าเรื่องนี้ ต่อพระพักตร์พระเจ้า พระเยซูคริสต์ และเหล่าทูตสวรรค์ ที่ทรงเลือกไว้ว่า ให้รักษาระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่ลำเอียง
1 ทิโมธี 5:21

ฉธบ.1:17, 2 ทิโมธี 4:1, ยากอบ 2:1-4

ท่านเปาโลกับท่านยากอบ (ยากอบ 2) พูดเรื่องเดียวกัน คือ ไม่ให้ลำเอียง เพราะความ ลำเอียงนี้สามารถต่อยอดไปเป็นปัญหาเรื้อรังทั้งในครอบครัว ในโรงเรียน ที่ทำงาน ในชุมชนทุกแห่ง ความรักของพระเจ้านั้นก็ไม่มีลำเอียง

อย่าด่วนวางมือแต่งตั้งใคร อย่ามีส่วนในบาปของคนอื่น
จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ อย่าดื่มแค่น้ำ แต่ดื่มเหล้าองุ่นบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์กับกระเพาะ
และโรคที่เจ้าเป็นอยู่
1 ทิโมธี 5:22-23

เอเฟซัส 5:6-7, สดุดี 1:1, เอเฟซัส 5:11, สดุดี 104:15,

การแต่งตั้งใครคนหนึ่งให้ทำงานรับใช้พระเจ้าอย่างไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนนั้น เป็นสิ่งที่ท่าน เปาโลห้ามไว้
ท่านเปาโลบอกให้ทิโมธีดื่มเหล้าองุ่นบ้างอาจ เป็นเพราะว่ามันช่วยรักษาบางโรคได้ และตัวมันเองก็เป็นสิ่งที่ไม่มีเชื้อโรคเหมือนกับน้ำในสมัยก่อนที่ไม่ได้ถูกสุขอนามัย ท่านไม่ได้สนับ สนุนการดื่มเหล้าในแง่บันเทิง

บาปของบางคนนั้นชัดเจน
นำไปสู่การตัดสินลงโทษตัวเขา บาปของบางคนตามเขาไปภายหลัง การดีก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน ถึงแม้บางเวลาจะไม่ชัดเจน แต่จะถูกปิดไว้ตลอดก็ไม่ได้
1 ทิโมธี 5:24-25

กาลาเทีย 5:19-21, ลูกา 11:33, สุภาษิต 10:9

ผู้ปกครองคริสตจักรนั้น หากมีความบาปที่ชัดเจน ทำให้เขาต้องหลุดจาก หน้าที่ซึ่งรับทำอยู่ การพิพากษา หรือการตัดสินโทษก็มาจากคริสตจักรเอง แม้่มีบางคนที่ปิดบังบาปของตนเอาไว้ แต่อีกไม่นานคนอื่นจะรับรู้และเขาก็จะถูกตัดสินเช่นกัน
1 ทิโมธี 5:24-25

1 ทิโมธี 4 คนหนุ่มของพระเจ้า

อ่านคอลัมน์ด้านซ้ายลงไปเป็นพระคัมภีร์ฉบับถอดความ ช่องกลางเป็นภาพและข้อพระคำเชื่อมโยง ส่วนช่องขวามือสุด เป็นการอธิบายเบื้องต้น

พระวิญญาณได้ตรัสไว้ชัดเจนว่า ในภายหน้า จะมีคนที่ละทิ้งความเชื่อ หันไปติดตามวิญญาณล่อลวง และคำสอนของมารคำสอนดังกล่าวมาจากความหน้าซื่อใจคดของคนมุสาที่จิตสำนึกตายสนิท
1 ทิโมธี 4:1-2

1 ทิโมธี 4:1-2, 1 ยอห์น 2:18 ,วิวรณ์ 16:14

กิจการ 20:29-30 พระคำ
ข้อนี้ บอกว่าผู้เชื่อทั้งหลายนั้น พระวิญญาณทรงแต่งตั้งให้ผู้รับใช้ของพระองค์ดูแล จะมีคนที่เหมือนสุนัขป่าเข้ามาจะจัดการโดยไม่เว้นแกะสักตัว คนเหล่านี้จะชักชวนผู้เชื่อให้หลงตามเขาไป ยูดา 18 บอกว่า ในสมัยสุดท้าย จะมีคนเย้ยหยัน ซึ่งคน เหล่านี้จะทำตามตัณหาชั่วของตัว

มีการห้ามแต่งงาน ห้ามกินอาหารบางชนิดซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ สำหรับคนที่เชื่อและรู้ความจริง ให้กินด้วยการขอบพระคุณ เพราะ
ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นดีถ้ากินด้วยการขอบพระคุณก็ ไม่ห้ามเลยสักสิ่งเดียว สิ่งเหล่านั้น ได้รับการชำระด้วยพระคำและการอธิษฐานแล้ว

1 ทิโมธี 4:3-5

มัทธิว 7:15, เอเฟซัส 4:19

พวกที่สอนเท็จ มักจะนำ
เอากฎเกณฑ์ต่าง ๆ มาควบคุมวิถีชีวิตของคน พวกเอสซีนซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งในศาสนายิวถือว่า การเป็นโสดสำคัญมากที่จะทำให้ชีวิตสะอาด
บริสุทธิ์ ยังมีคนที่ห้ามกินเนื้อในพวกยิว คนต่างชาติ ชาวโรม ท่านเปาโลได้บอกชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่พระดำริของพระเจ้า

ถ้าเจ้าได้แจกแจงสิ่งเหล่านี้ให้พี่น้องเข้าใจ เจ้าก็เป็นผู้รับใช้ที่ดีของพระเยซูคริสต์ซึ่งเติบโตด้วยถ้อยคำแห่งความเชื่อ ในหลักคำสอนที่ดีซึ่งเจ้ายึดถือทำตาม อย่าเข้าไปข้องเกี่ยวกับตำนาน เรื่องเล่าลี้ลับท่ีไร้สาระ แต่จงฝึกตนในทางของพระเจ้า
1 ทิโมธี 4:6-7

2 ทิโมธี 3:14,2:16,ฮีบรู 5:14

ผู้รับใช้ของพระเจ้าต้องอ่าน ศึกษา ใคร่ครวญเข้าใจในเนื้อหาของแต่ละเรื่องราว เพื่อจะได้สอน ชี้แจงให้ผู้ที่รู้น้อยกว่าได้เข้าใจ ทิโมธีเองก็เป็นคนที่เอาใจใส่เรื่องนี้มาแต่ยังเด็ก 2 ทิโมธี 3:15
อีกเรื่องคือ ไม่ให้ไปใส่ใจในตำนาน เรื่องราวลี้ลับที่มีอยู่มากมาย ในปัจจุบันมีมหาศาลในภาพยนต์ หนังสือต่าง ๆ

ในขณะที่การฝึกร่างกายมีประโยชน์ อยู่บ้าง แต่การฝึกในทางของพระเจ้าประโยชน์รอบด้าน คือให้ประโยชน์กับชีวิตนี้ และชีวิตหน้า
1 ทิโมธี 4:8

1 โครินธ์ 8:8, สดุดี 37:9

ท่านเปาโลหมายถึง
การฝึกอย่างนักกีฬาซึ่งนิยมกัน ในโลกกรีกโรมโบราณ ท่านบอกว่าการฝึกทางของพระเจ้านั้นสำคัญกว่ามาก เพราะให้ประโยชน์คุ้มไปถึงนิรันดร์กาล การฝึกทั้งสองอย่างนี้ต้องมีวินัย การทุ่มเท การทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ใช้เวลามาก การทำให้ดีขึ้น ๆ ยิ่งฝึกมาก ทักษะก็ยิ่งเพิ่ม

ข้อความนี้ไว้ใจได้ สมควรรับไว้โดยไม่สงสัย ที่เราตรากตรำบากบั่น ก็เพื่อสิ่งนี้ คือเราเชื่อวางใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของคนที่เชื่อในพระองค์
1 ทิโมธี 4:9-10

สดุดี 36:6

ที่เปาโลตรากตรำเพื่อนำให้คนมาพบพระเจ้า เป็นเพราะ….เขาวางใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และความเชื่อนี้ทำให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อถวายพระเกียรติของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงช่วยมนุษย์ได้ทั้งโลก แต่คนอีกเป็นอันมากที่ปฏิเสธความรอด ของพระองค์จึงต้องสูญเสียชีวิตนิรันดร์ไปอย่างน่าเสียดายที่สุด

จงสั่งสอนสิ่งเหล่านี้ อย่าให้ใครดูหมิ่นเพราะเจ้ายังหนุ่ม แต่จงเป็นแบบอย่างแก่ผู้เชื่อทั้งในทางวาจา การดำเนินชีวิต ความรัก ความเชื่อและความบริสุทธิ์ จงทุ่มเทเวลาในการอ่านพระคัมภีร์ในที่ประชุม ทั้งในการเทศนา
สั่งสอนจนกว่าเราจะมา

1 ทิโมธี 4:11-13

คนหนุ่มสาวของพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไปเขาไม่ต้องทำตามพวกนั้น ไม่จำเป็นต้องดูเจ๋ง สูบบุหรี่ กินเหล้า เที่ยวกลางคืน คนหนุ่มสาวของพระเจ้าต้อง
แตกต่าง แต่ เราฉลาดที่เลือกทางที่สูงกว่า ดีกว่า สามข้อสั้น ๆ นี้ บอกครบเลยว่า คนหนุ่มสาวของพระเจ้ามีลักษณะแบบใด

อย่าละเลยของประทานซึ่งพระเจ้าทรงให้เจ้าผ่านทางการเผยพระคำเมื่อผู้ปกครองวางมือบนเจ้า
จงฝึกฝนสิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตจิตใจ เพื่อทุกคนจะได้เห็นความก้าวหน้าของเจ้า

1 ทิโมธี 4:14-15

2 ทิโมธี 1:6 , กิจการ 6:6 ของประทาน คืองานของพระวิญญาณในบุคคล คนหนึ่งอย่างพิเศษ มาจากคำว่า คารีสหรือพระคุณ

เมื่อพระเจ้าประทานความสามารถพิเศษให้แล้ว หน้าที่ของเราคือการร่วมมือเพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์แบบตัวอย่างของการวางมือ เพื่อรับใช้เฉพาะเจาะจงให้ไปดูที่กิจการ 13:1-3
ยิ่งกว่านั้น ทิโมธีจะต้องทำให้เกิดความก้าวหน้าขึ้นอีกใช่แล้ว ทั้งไม่ละเลย ทั้งฝึกฝน ทั้งทำให้ก้าวหน้า

จงเอาใจใส่ ดูแลทั้งชีวิตและคำสอนของตัวเจ้าเป็นอย่างดี
จงพากเพียรบากบั่น ในสิ่งเหล่านี้ เมื่อทำเช่นนั้นแล้วเจ้าจะช่วยทั้งตัวเจ้าและผู้ฟังให้รอดได้

1 ทิโมธี 4:16

การวางมือทำให้เรารู้ว่า ผู้ใหญ่ได้เห็นราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของทิโมธี

เราต้องใส่ใจคือ ชีวิตของตัวเองทั้งภายนอกและภายใน ถ้าคำสอนดี ถูกต้อง น่าเชื่อถือแต่ชีวิตภายในของคนสอนกลับคดโกง ทุกสิ่งจะพังไม่เป็นท่า บากบั่นคือ มุมานะ พากเพียร ไม่ยอมถอย ไม่ยอมแพ้จะต้องช่วยทั้งตัวเอง และคนอื่นให้รอดได้ ถ้าคนอื่นรอดแล้วตัวเองพินาศนับเป็นความน่าเสียใจที่สุดของชีวิตคนนั้น

1 ทิโมธี 3 คุณสมบัติผู้รับใช้

คุณสมบัติของผู้ดูแล ผู้ปกครองในคริสตจักร

ข้อความต่อไปนี้เป็นจริง คือ ถ้าใครต้องการจะดูแลคนในคริสตจักร เท่ากับเขากำลังปรารถนางานที่มีเกียรติ ผู้ปกครองดูแลคนนี้ต้องเป็นคนไร้ตำหนิ มีภรรยาคนเดียวรู้จักประมาณตน ควบคุมตนเองได้ น่านับถือ มีน้ำใจรับรองแขก มีทักษะในการสอน
1 ทิโมธี 3:1-2

กิจการ 20:28, 1 เปโตร 5:2 ,2:25, ทิตัส 1:7, 3:2, โรม 12:13

จากภาษาเดิม ความต้องการ..คือการยื่นมือออกไปเพื่อบางสิ่ง แต่ความปรารถนา เป็นความเร่าร้อนในใจ การเป็นผู้ดูแลนี้คือการเป็นคนที่รับผิดชอบในการนำคริสตจักร เป็นผู้ปกครอง ผู้กล่าวพระคำ (ฮีบรู 13:7) รวมไปถึงช่วยเหลือคนที่อ่อนแอฝ่ายวิญญาณ ผู้ที่ทำหน้าที่นี้เราเรียกกันว่า ผู้ปกครอง

ไม่เสพของมึนเมา ไม่ก้าวร้าวแต่สุภาพอ่อนโยน ไม่ชอบ
การทะเลาะวิวาท ไม่เห็นแก่เงิน เป็นคนจัดการครอบครัวตัวเองได้ดีดูแลลูกหลานให้เคารพเชื่อฟัง
1 ทิโมธี 3:3-4

ทิตัส 1:6-7, 2:2, 3:2, ฮีบรู 13:5, กิจการ 10:2

หากคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้ดูแลคริสตจักร จะดีมาก เพราะในคริสตจักรมี คนมาจากหลายครอบครัว มีนิสัยแตกต่างกันไป และเขาจะต้องจัดการดูแลคนที่แตกต่าง เหล่านี้ ช่วยให้อยู่ร่วมกันด้วยความรักห่วงใย กัน เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ของง่าย

หากเขาจัดการครอบครัวไม่ได้ จะมาดูแลคริสตจักรของพระเจ้าได้อย่างไรกัน เขาจะต้องไม่ใช่คนที่ เพิ่งเข้ามาเชื่อ ไม่อย่างนั้น เขาอาจกลายเป็นคนจองหอง ลืมตัว ถูกลงโทษอย่างพญามาร เขาต้องเป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่คนภายนอก เพื่อว่าเขาจะไม่ต้องอับอายเสื่อมเสีย และติดกับดักมาร
1 ทิโมธี 3:5-7

เอเฟซัส 5:24, 5:32, กิจการ 20:28, 1เปโตร 5:5, อิสยาห์ 2:12, 2 โครินธ์ 8:21, โคโลสี 4:5, กิจการ 6:3

คริสตจักรเป็นที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตคน ถ้าผู้นำยังพ่ายแพ้ คริสตจักรก็จะตกที่นั่งลำบาก ส่วนคนที่เพิ่งเข้ามาเชื่อ ยังต้องเรียนรู้ทางของพระเจ้าอีกนานพอสมควร หากผู้นำยังไม่ได้ เข้าใจทางของพระเจ้าอย่างถ่องแท้ จะเป็น ผลร้ายกับทุกคน นอกจากนั้นยังต้องมีชื่อเสียงดีทั้งนอกและในคริสตจักรด้วย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คริสตจักรติดกับดักมาร!

คุณสมบัติมัคนายก

ฝ่ายมัคนายกของคริสตจักร
ก็เช่นกัน เขาต้องเป็นคนที่น่านับถือ ไม่พูดจากลับไปมา ไม่เสพของมึนเมา ไม่เป็นคนโลภคดโกง จะต้องยึดมั่นในความเชื่อที่ลึกซึ้งด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์ ต้องตรวจสอบคนเหล่านี้ก่อน เมื่อเห็นว่า ไร้ข้อบกพร่อง ก็ให้เขารับใช้ดูแลงานต่าง ๆในคริสตจักร
1 ทิโมธี 3:8-10

ฟีลิปปี 1:1, เลวีนิติ 10:9, ยากอบ 3:10, 1 ทิโมธี 1:19, 1:5, 5:22, กิจการ 6:1-2

ท่านเปาโลต้องการให้มีการตรวจสอบคนที่จะเข้ามารับใช้พระเจ้า ต้องได้คนที่เหมาะสม ไว้ใจได้ เขาคนนั้นต้องพิสูจน์ว่าเขาเป็นคนจริง ไม่เสแสร้ง มีความเชื่อแท้ มั่นคง เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง
แต่สมัยนี้เราไม่ค่อยจะเข้มงวดในเรื่องนี้เท่าไร อาจเป็นเพราะหาคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวยากเกิน ก็เลยเรียก กันมาร่วมทำงานโดยไม่กลั่นกรอง

เช่นเดียวกัน ภรรยาของพวกเขาต้อง เป็นสตรีที่น่านับถือ ไม่ว่าร้ายผู้อื่น รู้จักประมาณตน วางใจได้ในทุกเรื่อง มัคนายกคริสตจักรต้องมีภรรยาคนเดียว ดูแลจัดการครอบครัวได้ดีผู้ที่รับใช้ดูแลงานในคริสตจักรเป็นอย่างดีก็ได้รับเกียรติมาก และ พวกเขามีความมั่นใจมากในความเชื่อของตนในพระเยซูคริสต์
1 ทิโมธี 3:11-13

ทิตัส 2:3, 3:2 ,สุภาษิต 10:18, 1 เปโตร 5:8, 4:10-11, ฮีบรู 6:10,

มีผู้ให้ความเห็นว่า คำว่าภรรยา ในภาษากรีก มีความหมายว่า “สตรี” เฉย ๆ ได้ด้วย ดังนั้น ท่านเปาโลอาจหมายถึงสตรีที่เป็นมัคนายก ผู้ดูแลคริสตจักรด้านอื่น ๆ ดังนั้นเราจึงสรุปได้ว่า ถ้าสตรีมา เป็นมัคนายก เธอก็ควรมีคุณสมบัติดังกล่าว การมีครอบครัวสามีเดียวภรรยาเดียวเป็นสิ่งที่ท่านเปาโลเน้นอย่างมากในบทนี้ ถ้าชายที่จะเป็นมัคนายกหรือผู้ปกครองผ่านข้อนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจทำหน้าที่นี้

ข้าหวังว่าจะมาหาเจ้าในไม่ช้านี้ แต่ที่เขียนมาก่อนก็เพื่อว่า หากข้าเกิดล่าช้า เจ้าจะได้รู้ว่า ควรทำอย่างไรในครอบครัวของพระเจ้าซึ่งก็คือคริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ อันเป็นเสาหลักและเป็นรากฐานแห่งความจริง
1 ทิโมธี 3:14-15

ฟีเลโมน 1:22, 3 ยอห์น 1:14, 1 เปโตร 2:5, เอเฟซัส 2:21-22, ,มัทธิว 16:16

ท่านเรียกว่า คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ คริสตจักรที่กล่าวถึงนี้คือ ผู้เชื่อทั้งโลกที่อาศัยอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในโลก แต่ละชุมชนคริสเตียน เป็น พระกายของพระองค์ คริสตจักรเป็นเสาหลัก และเป็นรากฐานแห่งความจริง หากคริสตจักรอ่อนแอ ไม่เชื่อฟังคำของพระเจ้าก็จะทำให้รากฐานอ่อนแอตามไปด้วย

ความล้ำลึกแห่งทางของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่นัก ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ นั่นคือ พระองค์ได้ทรงปรากฏในกายมนุษย์ พิสูจน์แล้วโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหล่าทูตสวรรค์ได้เห็นพระองค์ ชาติทั้งหลายได้ยินการประกาศเรื่องพระองค์ ชาวโลกได้เชื่อในพระองค์ พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไปสู่พระสิริรุ่งโรจน์
1 ทิโมธี 3:16

ยอห์น 1:14, โรม 16:25, ฮีบรู 1:3, โคโลสี 1:23, กิจการ 20:28

พระคำข้อนี้มหัศจรรย์ คือว่า พระเยซูทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ เดินดินอย่างเรา(ยอห์น 1:14) พระวิญญาณทรงทำราชกิจพร้อมไปกับพระองค์ เมื่อทรงอยู่ในโลกนี้ (ยอห์น 16:7,10 โรม 1:4) และทรงให้พระองค์คืนชีพจากความตาย ทูตสวรรค์เอง ได้เห็นราชกิจและการคืนชีพนั้น พวกเขา ยังมาเป็นพยานในวันที่ทรงคืนชีพขึ้นมา (ยอห์น 20:12)มีการประกาศพระนามของพระองค์ไปทั่วโลก เริ่มจากสมัยคริสตจักรยุคแรกจนนาทีนี้ (โคโลสี 1:23) มีคนตอบรับพระองค์และได้รับความรอดเป็นพัน ๆ ล้านคน และพระองค์ทรงถูกรับขึ้นสู่สวรรค์ต่อหน้าต่อตาศิษย์ (กิจการ 1:9)จำนวนมากมาย