1 โครินธ์ 16 คำอำลาฉบับแรก

การเก็บรวบรวมเงินเพื่อพี่น้อง
1 โครินธ์ 16:1-2
เรื่องการเก็บรวบรวมเงินสำหรับวิสุทธิชนของพระเจ้านั้น ขอให้ท่านทำตามแบบที่ข้าได้สั่งคริสตจักรในกาลาเทีย ทุกวันต้นสัปดาห์ ให้ท่านแต่ละคนแยกเงินออก และสะสมไว้ตามที่ท่านมีรายได้เข้ามา เพื่อจะไม่ต้องเก็บรวบรวมเงินตอนที่ข้ามา
1 โครินธ์ 16:3-4
เวลาที่ข้ามาถึง ข้าก็จะส่งคนที่ท่านไว้ใจนำเงินถวายนี้พร้อมจดหมายไปยังกรุงเยรูซาเล็มและถ้าเห็นว่าข้าควรจะไปด้วยพวกเขาจะไปพร้อมกับข้า

แผนส่วนตัว
1 โครินธ์ 16:5-6
ข้าจะเข้ามาเยี่ยมท่านผ่านทางแคว้นมาซิโดเนีย เพราะข้าตั้งใจจะเดินทางไปทางมาซิโดเนีย บางทีข้าอาจพักอยู่กับท่าน และอาจอยู่ด้วยจนถึงสิ้นฤดูหนาวเพื่อว่าท่านอาจจะช่วยข้าในการเดินทางไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม
1 โครินธ์ 16:7-9
เพราะว่าข้าไม่ได้แค่ต้องการพบท่านเมื่อผ่านมา แต่หวังว่าจะได้ใช้เวลากับพวกท่าน หากพระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาต แต่ข้าจะอยู่ที่เมืองเอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเตคอสต์เพราะมีประตูเปิดกว้างไว้ให้ข้าเพื่องานที่เกิดผล กระนั้นก็มีคนขัดขวางมากด้วย

1 โครินธ์ 16:10-11
เมื่อทิโมธีมาหาท่าน ก็ขอทำให้เขาสบายใจ เพราะเขาเป็นผู้ที่รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนข้า อย่าปล่อยให้ใครดูหมิ่นเขา ขอช่วยให้เขาเดินทางไปอย่างสันติ เพื่อเขาจะได้กลับมาหาข้าเพราะข้ากำลังคอยเขากับพี่น้องอยู่
1 โครินธ์ 16: 12
ส่วนเรื่องของอปอลโล พี่น้องของเรานั้นข้าเร่งเร้าให้เขามาเยี่ยมท่านพร้อมกับพวกพี่น้อง แต่เขาไม่ได้ต้องการที่จะไปในเวลานี้ เขาจะไปเมื่อมีโอกาส

ให้กำลังใจครั้งสุดท้าย
1 โครินธ์ 16:13-14
พวกท่าน จงเฝ้าระมัดระวังจงมั่นคงในความเชื่อ จงเป็นคนกล้าหาญ จงเข้มแข็งจงทำทุกสิ่งด้วยความรัก
1 โครินธ์ 16:15-16
พี่น้องทั้งหลาย ท่านรู้ว่าครอบครัวของสเทฟานัสเป็นผู้เชื่อกลุ่มแรก และพวกเขาได้ถวายตัวในการปรนนิบัติผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า ข้าจึงขอร้องพวกท่านให้เชื่อฟังคนเช่นนี้ และต่อทุกคนที่ร่วมกันตรากตรำทำงาน
1 โครินธ์ 16:17-18
ข้ายินดีมาก ที่สเทฟานัส ฟอร์ทูนาทัสและอาคายคัสได้มาหา เพราะพวกเขาเป็นดั่งตัวแทนของท่านที่ไม่ได้มาจนครบพวกเขาทำให้ข้าและพวกท่านชื่นบานนักดังนั้นขอให้ท่านยกย่องคนเช่นนี้

ความคิดถึง และการอำลา
1 โครินธ์ 16:19-20
คริสตจักรในแคว้นเอเชีย ส่งความคิดถึงมายังท่าน อาควิลลา และปริสคา รวมถึงพี่น้องที่มาประชุมในบ้านของเขา ก็ฝากความคิดถึง มายังพวกท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจ พี่น้องทุกคนส่งความคิดถึงมายังท่าน จงทักทายกันด้วยธรรมเนียมจูบอันบริสุทธิ์
1 โครินธ์ 16:21-22
คำทักทายนี้ เป็นลายมือของข้า เปาโลหากใครไม่รักองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้คนนั้นถูกสาป ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาเถิด ขอพระคุณของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับพวกท่าน ความรักของข้าอยู่กับท่านทุกคนในพระเยซูคริสต์ อาเมน

1 โครินธ์ 16:1-2
ท่านเปาโลได้สอนพี่น้องให้เป็นผู้ที่มีน้ำใจ และสอนด้วยว่า การมีน้ำใจของพวกเขานั้น ต้องมีการวางแผน และลงมือทำอย่างเป็นระบบ การให้แก่ผู้อื่น นี้ ไม่ได้ให้จากสิ่งที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่เป็นการเตรียมให้จากรายได้ของตน นี่เป็นระเบียบของคนอิสราเอลที่มีการถวายสิบลดอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการยากที่จะลงมือทำในหมู่คริสเตียนเป็นการให้ที่เหมาะกับแต่ละคน รายได้มากก็ให้มาก รายได้น้อยก็ลดลงมา

โครินธ์ 16:3-4
คำว่าเงินถวายนี้ ในภาษาเดิมคือ ของขวัญ เป็นคำว่า พระคุณ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเป็นการให้ที่เกิดจากความรักที่มีต่อพี่น้องที่ลำบาก เวลาที่จะส่งเงินไปยังคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มท่านเปาโลให้พี่น้องในคริสตจักรโครินธ์ เลือกคนที่พวกเขาไว้ใจที่สุด และท่านก็จะไปกับเขาด้วย
เพื่อให้ไม่มีคำครหาเกี่ยวกับเรื่องเงินท่านเปาโลเป็นคนที่จะป้องกันปัญหาต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า นี่เป็นตัวอย่างที่ดี

1 โครินธ์ 16:5-6
ท่านเปาโลเขียนจดหมายถึงพี่น้องโครินธ์จากเมืองเอเฟซัส ซึ่งอยู่ในตุรกีปัจจุบัน ท่านเดินทางและประกาศในแถบนี้ และเป็นพื้นที่ ซึ่งท่านเกิดผล
มากจริง ๆ ท่านวางแผนที่จะเดินทางผ่านแค้วนมาซิโดเนียด้วย เป็นช่วงเวลาที่เราพบในกิจการ 19:21-22 ท่านวางแผนการเดินทางอย่างชัดเจน
จะอยู่ในเอเฟซัสพักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินทางไปทางเหนือและข้ามทะเลอีเจียนไปยุโรป แน่นอนท่านจะเยี่ยมคริสตจักรฟิลิปปี เบเรีย เธสะโลนิกาไปด้วย

1 โครินธ์ 16:7-9
ท่านเปาโลตั้งใจจะอยู่ที่เอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเตคอสต์ ท่านคงตั้งใจมากเลยว่า จะได้ประกาศพระนามพระเยซูที่นั่นได้ตรงจุด ตรงประเด็น
ผู้คนก็จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเทศกาลนี้ แม้จะมีคนขัดขวาง หาเรื่อง และถึงขนาดทำร้ายร่างกาย แต่ท่านเปาโลไม่ได้หวั่นสักนิด แทนที่จะเห็นวิกฤตใหญ่โต ท่านกลับมองเห็นความสำเร็จของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าความรุนแรงที่ท่านต้องเผชิญสุดยอดแห่งผู้รับใช้!

1 โครินธ์ 16:10-11
ทิโมธีเป็นผู้รับใช้รุ่นลูกของเปาโล ท่านเป็นห่วงเขาเสมอ เมื่อเราอ่านจดหมายถึงทิโมธี เราก็รู้ว่าท่านสนใจสอน ฝึก ทิโมธีอย่างเอาจริงเอาจัง
จากคำพูดนี้ เราจะเห็นว่าท่านเปาโล แม้จะเป็นคนที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา กล้าหาญ แตกต่างจากทิโมธีที่ดูเป็นคนเรียบร้อย ถ่อมตน และมีลักษณะไม่เหมือนท่านเปาโลเลย และพระเจ้าก็ทรงใช้คนที่มีบุคลิกต่งกันในงานเดียวกัน และพวกเขาก็รักกันและกันในพระองค์

1 โครินธ์ 16: 12
ท่านเปาโลไม่ได้เป็นเฉพาะผู้ที่เทศนา สั่งสอนประกาศพระนามเท่านั้น แต่ท่านเป็นคนที่ใส่ใจ ดูแล และสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจดีที่มี
ต่อกันระหว่างผู้รับใช้ด้วย ท่านเป็นตัวกลางเป็นโซเชียลมีเดียทางบวกในสมัยโบราณ ท่านอยากให้พี่น้องได้พบกันและกัน ได้เรียนรู้จัก
พระเจ้า และอธิษฐาน สัมพันธ์สนิทกันและกันขอบคุณพระเจ้าสำหรับตัวอย่างนี้

1 โครินธ์ 16:13-14
แล้วในที่สุด ท่านเปาโลก็ยังเตือนสติพี่น้องให้มีความดีห้าอย่างในชีวิต ซึ่งเป็นความดีที่คนในยุคโบราณก็สนใจเช่นกัน เหล่านักปรัญชา
กรีกก็สนใจที่จะให้ผู้คนกล้าหาญ เข้มแข็ง แต่สิ่งที่คริสเตียน ผู้เชื่อในพระเจ้าแตกต่างจากคนในโลกก็คือ การมั่นคงในความเชื่อ และมี
ความรัก ให้ทำทุกสิ่งด้วยความรัก คนข้างนอก มีแรงจูงใจเรื่องเงิน อำนาจ แต่แรงจูงใจของเราแตกต่างมาก

1 โครินธ์ 16:15-16
เราอาจจะรู้สึกว่า ทำไมท่านเปาโลพูดถึงคนโน้นคนนี้มากมาย แต่หากมองลึกลงไปเราจะรู้ว่า นี่แหละคือชีวิตของคนในชุมชนของพระเจ้า
ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ทำตามใจตนเอง แต่เป็นการใช้ชีวิตร่วมกัน และปรนนิบัติรับใช้กันและกัน สิ่งที่ท่านเปาโลเตือนสติอีกอย่างนอกเหนือไปจาก
ที่เตือนมาแล้วก็คือ การที่จะเชื่อฟังผู้ที่ผ่านความเชื่อมาก่อน ให้่มีความถ่อมใจต่อกัน

1 โครินธ์ 16:17-18
ยังมีคนที่รู้จักและใกล้ชิดอีกหลายคน บุรุษทั้งสามที่มาหาเยี่ยมเยียนท่านเปาโล ก่อให้เกิดความชื่นใจที่ได้พบกัน อธิษฐานและแบ่งปันความเชื่อ
นี่อาจเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมการเยี่ยมเยียนในหมู่คริสเตียน เราจะเห็นว่า ในคริสตจักรหลายแห่งมีการเยี่ยมเยียนพี่น้องเป็นประจำ เป็น
พันธกิจที่สร้างกำลังใจให้กับทั้งสองฝ่าย และการเยี่ยมเยียนนี้ไม่ควรหยุด แม้โลกเปลี่ยนไปมาก

1 โครินธ์ 16:19-20
เวลาเราเดินทางไปไหนไกลๆ เราจะเจอแต่คนที่ไม่เชื่อเป็นประจำ แต่เวลาใดที่ได้พบคนที่เชื่อโดยไม่คาดฝัน เราจะมีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกัน เพราะต่างมีพระบิดาองค์เดียวกัน เป็นความผูกพันที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เชื่อมโยง และนี่เป็นแผนการของพระเจ้ามาตั้งแต่ต้นที่จะให้ผู้เชื่อมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

1 โครินธ์ 16:21-22
ข้อความสุดท้ายนี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่ไม่ยอมรับ และรักติดตามพระเจ้าผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้รับความรอด อย่างไรคนที่ตัดสินใจเดินตามทางของตน ไม่ยอมต่อพระเจ้า ก็เหมือนถูกสาปอยู่แล้ว. ในขณะเดียวกันท่านเปาโลก็ขอให้พระเจ้าเสด็จมาเพื่อพระองค์จะได้รับพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า และท่านจบด้วยการขอพระคุณอยู่กับพี่น้องและยังยืนยันความรักที่ท่านมีต่อพวกเขา

พระคำเชื่อมโยง

1* กิจการ 11:29; กาลาเทีย 2:10
2* กิจการ 20:7
3* 2 โครินธ์ 3:1; 8:18
4* 2 โครินธ์ 8:4, 19
5* 2 โครินธ์ 19:21; 2 โครินธ์ 1:15,16
6* กิจการ 15:3; โรม 15:24; 1โครินธ์ 16:11
7* กิจการ 18:21; ยากอบ 4:15
8* เลวีนิติ 23:15-22
9* กิจการ 14:27; 2 โครินธ์ 2:12; โคโลสี 4:3; กิจการ 19:9

10* กิจการ 19:22; 2 ทิโมธี 1:2; ฟีลิปปี 2:20; 1 เธสะโลนิกา 3:2
11* 1 ทิโมธี 4:12; ทิตัส 2:15; กิจการ 15:33
12* กิจการ 18:24; 1โครินธ์ 1:12; 3:5
13* มัทธิว 24:42; 1โครินธ์ 15:1; กาลาเทีย 5:1;
ฟีลิปปี 1:27; 4:1; 1 เธสะโลนิกา 3:8; 2 เธสะโลนิกา 2:15; สดุดี 31:24; เอเฟซัส 3:16;โคโลสี 1:11
14* 1 เปโตร 4:815* 1โครินธ์ 1:16; โรม 16:5; 2 โครินธ์ 8:4

16* เอเฟซัส 5:21; 1 เธสะโลนิกา 5:12; ฮีบรู 13:17
17* 2โครินธ์ 11:9; ฟีลิปปี 2:30
18* โคโลสี 4:8; ฟีลิปปี 2:29
19* โรม 16:5
20* โรม 16:16
21* โรม 16:22; กาลาเทีย 6:11; โคโลสี 4:18; 2 เธสะโลนิกา 3:17; ฟิเลโมน 19
22* เอเฟซัส 6:24; กาลาเทีย 1:8-9; ยูดา 14-15

สุภาษิต 5 เหตุใด จึงหายนะ! ?

เอาใจใส่แล้วดีแน่
1 ลูกเอ๋ย จงใส่ใจในปัญญาของเรา
เอียงหูของเจ้าฟังความหยั่งรู้จากเรา
2 เพื่อว่าเจ้าจะได้รักษาดุลยพินิจไว้
และริมฝีปากของเจ้าจะได้รักษาความรู้

ระวังหญิงต้องห้าม
3 ริมฝีปากของหญิงต้องห้ามนั้นหวานราวน้ำผึ้งหยด..
และคำของเธอก็ลื่นไหลยิ่งกว่าน้ำมัน
4 แต่ในที่สุด เธอก็ขมดั่งบอระเพ็ด
และคมกริบยิ่งกว่าดาบสองคม
5 เท้าของเธอเดินลงไปสู่ความตาย
แต่ละก้าวย่างของเธอตรงไปสู่แดนคนตาย
6 เธอไม่ได้สนใจทางแห่งชีวิต เธอไม่ได้รู้เลยว่า
หนทางที่เดินอยู่นั้นไม่มั่นคงแม้แต่น้อย
7 บัดนี้ จงฟังเรา ลูก ๆ เอ๋ย
อย่าหันไปจากคำพูดจากปากของเรา

สิ่งที่จะพบถ้าไม่ระวังตัว
8 เจ้าจงให้ทางของเจ้าห่างจากเธอ
อย่าได้ไปใกล้ประตูบ้านของเธอ
9 เพราะเกรงว่า เจ้าจะสูญเสียพลังแห่งวัยเยาว์ให้กับผู้อื่น
และปีเดือนของเจ้าให้กับคนที่โหดร้าย
10 เกรงว่าคนแปลกหน้าจะมาแย่งความมั่งคั่งของเจ้าไป
และแรงงานของเจ้ากลับไปเป็นประโยชน์ให้กับคนต่างชาติ
11 ในบั้นปลายของชีวิตเจ้าจะคร่ำครวญ
เมื่อทั้งเนื้อหนังและร่างกายของเจ้าถูกใช้งานจนทรุดโทรม
12 และเจ้าจะกล่าวว่า “ดูสิ ข้าเคยเกลียดชังวินัย
และใจของข้าก็ดูหมิ่นคำตักเตือน
13 ข้าไม่ยอมฟังเสียงของครูบาอาจารย์
หรือเอียงหูฟังคำของพี่เลี้ยงที่สอนข้า
14 ข้าเกือบจะตกลงไปในหายนะ
ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก”

อย่าเที่ยวเล่นกับหญิงไปทั่ว
15 จงดื่มน้ำจากบ่อเก็บของเจ้าเอง
และจากน้ำที่ไหลมาจากน้ำพุของเจ้า
16 เหตุใดจึงจะปล่อยให้ธารน้ำของเจ้าไหลไปตามถนน
และสายน้ำของเจ้าไปยังสี่แยกสาธารณะ?
17 จงให้มันเป็นของเจ้าคนเดียวเท่านั้น
อย่าเอาไปแบ่งให้กับคนแปลกหน้า
18 จงให้ธารน้ำพุของเจ้าได้รับพร
และให้เจ้าได้ยินดีกับภรรยาที่ได้มาตั้งแต่ยังหนุ่ม
19 เปรียบดังกวางที่น่ารัก และเลียงผาที่น่าชื่นชม
ขอให้อ้อมอกของเธอทำให้เจ้าพอใจเสมอ
และให้เจ้าได้ดื่มด่ำกับความรักของเธอตลอดไป



พระเจ้าทรงตรวจสอบชีวิต
20 เหตุใดเจ้าจึงจะไปดื่มด่ำกับภรรยาของชายคนอื่น
หรือไปอยู่ในอ้อมกอดของคนแปลกหน้า?
21 เพราะว่าทางของมนุษย์คนหนึ่งก็อยู่ต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์ และพระยาห์เวห์ทรงตรวจสอบหนทางทั้งสิ้นของเขา
22 คนโหดร้ายติดกับความชั่วของตนเอง
บาปของเขาเป็นเชือกรัดเขาแน่น
23 เขาตายไปเพราะชีวิตขาดวินัย
เขาหลงทางไปเพราะความโง่อันมากมายของเขา

ข้อพระคำเชื่อมโยง

2* มาลาคี 2:7
3* สุภาษิต 2:16; สดุดี 55:21
5* สุภาษิต 7:27
18* มาลาคี 2:14
19* บทเพลงโซโลมอน 2:9

20* สุภาษิต 2:16
21* โฮเชยา 7:2
22* กันดารวิถี 32:23
23* โยบ 4:21

กิจการ 25 เฟสทัสและอากริปปา

อธิบายเพิ่มเติม

กิจการ 25:1-3
เฟสทัส เป็นผู้ว่าคนใหม่ที่เดินทางจากวังในเมืองซีซาริยาไปเยรูซาเล็ม และได้พบพวกที่ฟ้องเปาโล คนพวกนี้แค้นฝังหุ่น ไม่ยอมเลิกราที่จะกำจัดเปาโลให้สิ้นซาก พวกยิวพยายามชวนให้เขาส่งเปาโลมาศาลที่เยรูซาเล็ม ทั้งนี้เพื่อจะได้ดักฆ่าง่าย ๆ
กิจการ 25:4-6
แต่เฟสทัสไม่สนใจ เพราะอย่างไรเขาจะกลับไปอยู่แล้ว ใครอยากฟ้องก็ต้องไปฟ้องที่ซีซารียาเอาเอง และอีกไม่กี่วันต่อมา เขาก็เปิดศาล
กิจการ 25:7-9
ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำผิดต่อศาสนายิว หรือต่อโรม แต่ไม่วายที่เปาโลจะถูกฟ้องอย่างไม่เป็นธรรม เป้าหมายแท้จริงของยิวคือทำลายความเชื่อพระเยซูให้สิ้นไป และครั้งนี้เฟสทัสเองเป็นคนเสนอให้กลับไปทำคดีในเมืองเยรูซาเล็ม
กิจการ 25:10-12
แต่เปาโลรู้ดีว่า พวกเขาต้องการดักฆ่าแน่นอน และเป้าหมายของเขาไม่ใช่เยรูซาเล็ม แต่เป็นโรม เขาต้องการพูดเรื่องพระเยซูกับคนจำนวนมากในศาล ดังนั้น จึงเสนอว่า ขอถวายฎีกาต่อซีซาร์ ซึ่งหมายความว่าเขาต้องเดินทางไปโรม เอาล่ะ คราวนี้เปาโลก็ต้องถูกขังแช่ไว้ก่อนอีก
กิจการ 25:13-19
แต่แล้ว มีแขกคนสำคัญเข้ามาเยี่ยมต้อนรับผู้ว่าเฟสทัสที่เข้ามารับงาน นั่นคือกษัตริย์เฮโรด อากริปปา และภรรยาของเขา ซึ่งที่จริงมีศักดิ์เป็นน้องสาวของตนเอง เขาคนนี้เป็นกษัตริย์ตระกูลเฮโรดคนสุดท้าย เฟสทัสดีใจที่เจอทั้งสอง เพราะคิดว่าจะโยนคดีนี้ออกไปจากตัว เนื่องจากว่า เฮโรดเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับพระวิหารของยิว เป็นผู้แต่งตั้งปุโรหิตยิว เขาสนใจข้อกล่าวหาที่ว่า เปาโลทำให้พระวิหารเป็นมลทิน
เขารายงานเฮโรด อากริปปาว่า จริง ๆ แล้วยิวไม่พอใจที่เปาโลอ้างว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย
กิจการ 25:20-22
ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าควรตัดสินอย่างไร เฟสทัสจึงยินดีที่จะให้อะกริปปาได้มีส่วนในคดีนี้
กิจการ 25:23-27
วันที่เฮโรด อากริปปามาที่ศาลปรากฏว่าเป็นเรื่องใหญ่โตหรูหรา อลังการมาก มีแขกเหรือที่สำคัญมากมาย ​แม้ว่าเฟสทัสไม่ได้บอกใคร ๆ มาก่อนว่าเขาคิดอย่างไรจริง ๆ ในวันนี้เขามีความเห็นว่า เปาโลไม่สมควรถูกลงโทษถึงตายอย่างที่ยิวต้องการ เขาเองต้องการที่จะทำรายงานการไต่สวนส่งซีซาร์พร้อมกับนักโทษ เขาหวังว่าอากริปปาจะช่วยเขาสรุปคดีนี้

พระคำเชื่อมโยง

1* กิจการ 8:40; 25:4,6,13
2* กิจการ 24:1; 25:15
3* กิจการ 23:12, 15
5* กิจการ 18:14; 25:18
7* มัทธิว 15:3; ลูกา 23:2, 10; กิจการ 24:5, 13
8* กิจการ 6:13; 24:12; 28:17
9* กิจการ 12:2; 24:27; 25:20

11* กิจการ 18:14; 23:29; 25:25; 26:31; 28:19
14* กิจการ 24:2715* กิจการ 24:1; 25:2-3
16* กิจการ 25:4,5
17* มัทธิว 27:19; กิจการ 25:6, 10
19* กิจการ 18:14, 15; 23:29
21* กิจการ 25:11, 12

22* กิจการ 9:15
23* กิจการ 9:15
24* กิจการ 25:2, 3, 7; 21:36; 22:22
25* กิจการ 23:9, 29; 26:31; 25
;11-12

1 โครินธ์ 15 การคืนพระชนม์..สำคัญมาก!

การคืนพระชนม์ของพระเยซู
1 โครินธ์ 15:1-2
พี่น้องเอ๋ย บัดนี้ ข้าได้ฟื้นความทรงจำของท่านถึงข่าวประเสริฐที่ข้าเคยประกาศแก่พวกท่าน ซึ่งท่านได้รับไว้ และได้ยืนมั่นอยู่ในข่าวนั้น และท่านได้รับความรอดโดยข่าวประเสริฐ หากท่านยึดมั่นในคำที่ข้าได้ประกาศไป ไม่เช่นนั้นแล้วความเชื่อของท่านจะไร้ประโยชน์
1 โครินธ์ 15:3-4
เพราะว่า ข้าได้มอบสิ่งที่ข้าได้รับมาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ พระคริสต์ได้ทรงสิ้นชีวิตเพราะบาปของเราตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ ทรงถูกฝังไว้ และวันที่สามทรงถูกทำให้คืนพระชนม์ขึ้นมาตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้

การปรากฏพระองค์ที่เห็นกันชัดเจน
1 โครินธ์ 15:5-6
ทรงปรากฏพระองค์แก่เคฟาสและแก่อัครทูต ทั้งสิบสองคน
หลังจากนั้น พระองค์ทรงปรากฏแก่พี่น้องมากกว่าห้าร้อยคน ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนมากยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีบางคนล่วงหลับไป

1 โครินธ์ 15:7-9
ต่อมาจากนั้น พระองค์ได้ทรงปรากฏต่อยากอบและอัครทูตทั้งหมด ท้ายสุดยังทรงปรากฏต่อข้าพเจ้า เหมือนทารกซึ่งคลอดก่อนกำหนด เพราะข้าเป็นคนเล็กน้อยสุดในกลุ่มอัครทูต และไม่สมควรจะให้ใครเรียกว่าเป็นอัครทูต เพราะข้าได้ข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้า
1 โครินธ์ 15:10
แต่โดยพระคุณของพระเจ้า ข้าจึงได้เป็นอยู่อย่างที่เห็นนี้ พระคุณที่ประทานแก่ข้าไม่ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้ามข้าทำงานตรากตรำมากกว่าพวกเขาทั้งหมด แม้ว่าไม่ใช่เป็นด้วยตัวข้าเองแต่เป็นพระคุณที่อยู่ในข้าที่ทำให้
1 โครินธ์ 15:11
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวข้าหรือพวกเขาก็ดี เราต่างประกาศแบบนี้และท่านก็เชื่อตามคำที่ได้ประกาศ

พระเยซูผู้คืนพระชนม์เป็นความหวังเดียวของเรา
1 โครินธ์ 15:12-13
ก็เราได้ประกาศว่า พระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว เหตุใดพวกท่านบางคนจึงพูดว่า ไม่มีการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย? ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว เท่ากับพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์

1 โครินธ์ 15:14-15
และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์เท่ากับการประกาศของเรานั้นไร้ค่า และความเชื่อของท่านก็ไร้ค่าด้วย ยิ่งกว่านั้น ผู้คนจะมองว่าเราเป็นพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า เพราะเราเป็นพยานว่าพระองค์ได้ทรงทำให้พระคริสต์ฟื้นคืนพระชนม์ แต่ถ้าคนตายไม่ได้ฟื้นคืนมาจริงแล้ว เท่ากับพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์

1 โครินธ์ 15:16-17
เพราะถ้าเหล่าคนตาย ไม่ได้ฟื้นคืนชีวิต เท่ากับพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์ด้วยและถ้าพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์ ความเชื่อของท่านก็ไร้ค่า เท่ากับท่านยังคงตกอยู่ในความบาปของตนเอง
1 โครินธ์ 15:18-19
และเมื่อเป็นอย่างนั้น เหล่าคนที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วยสิ ถ้าเรามีความหวังในพระคริสต์แค่ช่วงชีวิตในโลกนี้ เราก็เป็นคนที่น่าเวทนาที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง

ศัตรูตัวสุดท้ายที่ถูกทำลาย
1 โครินธ์ 15:20-21
แต่บัดนี้ พระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว ทรงเป็นผลแรกของ
เหล่าคนที่ล่วงหลับไปเพราะเมื่อความตายเกิดขึ้นโดยมนุษย์คนเดียว การฟื้นจากความตาย ก็เกิดขึ้นจากมนุษย์คนเดียวเช่นกัน
1 โครินธ์ 15:22-23
เพราะทุกคนตายสืบเนื่องจากอาดัมฉันใดทุกคนก็จะได้รับชีวิตเพราะการสืบเนื่องจากพระคริสต์ฉันนั้น แต่ว่าจะเรียงตามลำดับ คือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรกต่อจากนั้นก็คือ คนที่เป็นของพระคริสต์ในเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมา


1 โครินธ์ 15:24-25
แล้วต่อมาคือเวลาสิ้นยุค เมื่อพระองค์ทรงถวายอาณาจักรแด่พระเจ้าพระบิดาหลังจากที่ทรงทำลายเหล่าผู้มีสิทธิปกครอง ผู้มีสิทธิอำนาจและอานุภาพทั้งหลายเพราะพระคริสต์ จะต้องทรงครอบครองจนกว่าพระองค์จะทำลายศัตรูทั้งหมดให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์
1 โครินธ์ 15:26-27
ศัตรูตัวสุดท้ายที่จะต้องถูกทำลายคือความตาย เพราะ “พระเจ้าทรงให้ทุกสิ่งอยู่ใต้พระบาทของพระองค์แล้ว”แต่เมื่อมีการกล่าวว่า “ทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจพระองค์” นั้น ก็เป็นที่รู้ชัดเจนว่า เป็นการยกเว้นพระเจ้าผู้ทรงกำราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้อำนาจพระคริสต์

1 โครินธ์ 15:28
เมื่อทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของพระองค์แล้วพระบุตรเองก็จะทรงเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงกำราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้อำนาจของพระองค์ เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงเป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่ง

ผลของการปฏิเสธความจริงเรื่องการคืนจากตาย
1 โครินธ์ 15:29
ถ้าไม่มีการฟื้นขึ้นมาจากตายแล้วเหล่าคนที่รับบัพติศมาเพื่อคนตายจะทำอย่างไร? และทำไมจึงมีการให้รับบัพติศมาเพื่อคนตาย?
1 โครินธ์ 15:30-31
ทำไมเราจึงต้องเสี่ยงอันตรายทุกชั่วโมง? พี่น้องเอ๋ย ข้าเองเผชิญกับความตายอยู่ทุกวัน ข้ายืนยันด้วยความภูมิใจใน
ตัวท่าน ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

1 โครินธ์ 15:32
พูดตามเหตุผลของมนุษย์ ข้าจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าข้าต้องต่อสู้กับสัตว์ป่าในเมืองเอเฟซัส หากไม่มีการฟื้นขึ้นจากตาย “ให้เรากินและดื่มเถิดเพราะว่าพรุ่งนี้เราก็จะตาย”
1 โครินธ์ 15:33-34
อย่าหลงผิดไป “การคบคนชั่วเป็นการทำให้นิสัยดี เสียไป”จงมีสติ … อย่าทำบาปอีก เพราะว่ามีบางคนไม่รู้จักพระเจ้า ที่ข้าพูดเช่นนี้เพื่อทำให้ท่านรู้จักละอายใจ

ร่างกายที่เต็มด้วยศักดิ์ศรี
1 โครินธ์ 15:35-36
แต่จะมีคนถามว่า “คนตายนั้นจะฟื้นคืนชีวิตมาได้อย่างไร? และพวกเขาจะมีร่างกายแบบไหน?” โอ เจ้าคนเขลา สิ่งที่ท่านหว่านนั้น กว่าจะงอก มีชีวิตขึ้นมาได้ มันต้องตายเสียก่อน
1 โครินธ์ 15:37-38
สิ่งที่ท่านหว่านไม่ได้หว่านเป็นรูปร่างต้นลงไป ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีหรือพืชอย่างอื่น ท่านหว่านแค่เป็นเมล็ดเท่านั้นพระเจ้าทรงให้แต่ละต้นมีรูปร่างตามที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ประทานรูปร่างของต้นตามชนิดของมัน

1 โครินธ์ 15:39-40
ร่างกายนั้น ไม่เหมือนกันทั้งหมดร่างมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง สัตว์ก็อีกอย่างนกก็อีกอย่าง ปลาก็อีกอย่าง ดังนั้นมีร่างกายสำหรับสวรรค์และมีร่างกายสำหรับโลก ความงาม
สง่าของร่างกายสวรรค์ก็อย่างหนึ่งความงามสง่าของโลกก็อีกอย่าง
1 โครินธ์ 15:41
ความงามสง่าของดวงอาทิตย์ก็อย่างหนึ่ง ดวงจันทร์ก็อีกอย่าง ดวงดาวก็อีกอย่าง ที่จริงแล้วความงามสง่าของดาวแต่ละดวงนั้นก็แตกต่างกัน

1 โครินธ์ 15:42-44
ร่างกายที่ถูกหว่านลงไปนั้นเน่าไปได้แต่ร่างกายที่เป็นขึ้นมานั้นไม่เน่าเปื่อย. สิ่งที่ถูกหว่านลงนั้น ไม่มีเกียรติแต่เมื่อฟื้นคืนชีวิตก็มีเกียรติศักดิ์ศรี
สิ่งที่ถูกหว่านนั้นอ่อนกำลัง แต่ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาก็มีพลัง สิ่งที่ถูกหว่านลงไปเป็นกายมนุษย์ แต่สิ่งที่คืนชีวิตขึ้นมาเป็นกายวิญญาณถ้ามีกายมนุษย์ก็มีกายวิญญาณด้วย

อาดัมแรกกับอาดัมที่สอง
1 โครินธ์ 15:45-46
ดังที่มีเขียนไว้ว่า “อาดัม มนุษย์คนแรกมาเป็นผู้มีชีวิต”
กายแรกนั้น ไม่ใช่กายวิญญาณ แต่เป็นกายมนุษย์แล้วหลังจากนั้นจึงเป็นกายวิญญาณ
1 โครินธ์ 15:47-49
มนุษย์คนแรกมาจากผงคลีดิน และเป็นมนุษย์ดิน มนุษย์คนที่สองมาจากสวรรค์ มนุษย์ดินผู้นั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ดินคนอื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้น มนุษย์สวรรค์ผู้นั้นเป็นอย่างไร มนุษย์สวรรค์คนอื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้นและที่เรามีลักษณะของมนุษย์ดิน เราก็จะมีลักษณะที่เหมือนมนุษย์สวรรค์เช่นกัน

ชัยชนะสุดท้ายของเรา
1 โครินธ์ 15:50
พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอบอกว่า เนื้อและเลือดไม่อาจมีส่วนในอาณาจักรของพระเจ้าได้ หรือสิ่งที่เน่าผุพังก็ไม่อาจมี
ส่วนในสิ่งที่ไม่ผุพัง
1 โครินธ์ 15:51-52
ดูเถิด ข้ากำลังจะบอกเรื่องล้ำลึกให้เราจะไม่ล่วงหลับไปทุกคน แต่เราทุกคนจะถูกเปลี่ยนใหม่ในชั่วขณะ ในพริบตาเมื่อมีการเป่าแตรครั้งสุดท้าย เมื่อมีเสียงแตร คนตายก็จะฟื้นคืนชีวิตไม่เน่าไปแล้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนใหม่

ความตายพ่ายแพ้
1 โครินธ์ 15:53-54
เพราะสิ่งที่เน่าผุพัง ต้องสวมด้วยสิ่งที่ไม่เน่า และสภาพที่ตายนี้ต้องสวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย เมื่อสิ่งที่เน่าผุพังสวมด้วยสิ่งที่ไม่เน่าและสภาพที่ตายสวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย เมื่อนั้นพระคำที่บันทึกไว้จะสำเร็จเป็นจริงว่า “ความตายพ่ายแพ้ถูกกลืนหายไปด้วยชัยชนะ”

1 โครินธ์ 15:55-57
โอ ความตาย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน?
โอ ความตาย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน?
บาป เป็นเหล็กในของความตาย บัญญัติเป็นอำนาจของบาปแต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ประทานชัยชนะแก่เหล่าผ่านทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1 โครินธ์ 15:58
ดังนั้น พี่น้องที่รักของข้า จงมั่นคงไม่หวั่นไหว จงทำงานของพระเจ้าอย่างเต็มกำลังทุกเวลา ท่านทั้งหลายจงรู้ว่าการลงแรงในการรับใช้ของท่านจะไม่เสียเปล่า

อธิบายเพิ่มเติม

การคืนพระชนม์ของพระเยซู
1 โครินธ์ 15:1-2
และแล้วท่านเปาโลก็ย้อนกลับไปยังสิ่งที่สำคัญยิ่งคือ ข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศไปแล้ว และพี่น้อง ก็ได้ใช้ชีวิตติดตามข่าวนั้น ข่าวประเสริฐทำให้พี่น้องมีจุดยืนที่ชัดเจน มั่นคง จากคำเขียนของท่านทำให้เรารู้ว่า มีบางคนไม่ได้ยึดมั่นในคำที่ท่านสอน และทำให้ชีวิตของเขาขาดความเชื่อ
ข่าวประเสริฐไม่มีประโยชน์สำหรับชีวิตของคนแบบนั้นเลย
1 โครินธ์ 15:3-4
พระคำข้อนี้เป็นข่าวประเสริฐแบบย่อสุด สั้น ได้ใจความ เรียบง่าย ไม่คดเคี้ยวไปมา สมควรที่ เราจะจำไว้ให้ได้ต่อจากยอห์น 3:16 เป็นคำที่
บอกถึงแก่นของความเชื่อคริสเตียน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการสิ้นพระชนม์ การถูกเก็บในถ้ำเก็บศพ และการคืนพระชนม์เกิดขึ้นตามที่พระคัมภีร์
ได้เขียนล่วงหน้าไว้แล้ว ไม่ใช่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้น แต่พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าให้รู้ว่า พระเยซูองค์นี้คือ พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดของโลก

การปรากฏพระองค์ที่เห็นกันชัดเจน
1 โครินธ์ 15:5-6
การคืนพระชนม์ของพระเยซูนั้น มิได้เป็นเรื่องเล่ามาเป็นตำนาน แต่พระองค์ทรงพิสูจน์ว่า ทรงคืนพระชนม์จริง เพราะทรงได้พบกับพี่น้องทั้งที่ใกล้ชิดและพี่น้องคนอื่น ๆ หลายร้อยคนให้เห็นเป็นประจักษ์พยานเพื่อพวกเขาจะได้เล่าคำพยานจากชีวิตจริงด้วยความมั่นใจว่า พระเยซูทรงคืน
พระชนม์มาแล้ว ด้วยว่ามีคนที่พยายามจะบิดเบือนการคืนพระชนม์มาโดยตลอดแม้กระทั่งทุกวันนี้
1 โครินธ์ 15:7-9
พระเจ้าพระบิดามิได้ทรงปล่อยให้เรื่องนี้ขาดพยานบุคคล พระเยซูผู้คืนพระชนม์จึงได้ปรากฏพระองค์ และสนทนากับอัครทูต น้องของพระองค์เองเช่นท่านยากอบ ซึ่งได้กลับใจมาเชื่อทีหลัง (ยากอบไม่ได้เชื่อพระเยซูในตอนที่ท่านยังอยู่ในครอบครัวเดียวกันกับพระเยซู)ในที่สุด พระเยซูทรงปรากฏพระองค์แก่ท่านเปาโลบนถนนสู่เมืองดามัสกัสด้วย (กิจการ 9:3-20)
1 โครินธ์ 15:10
ท่านเปาโลได้พบกับพระเยซูหลังจากอัครทูตและคนอื่น ๆ นานมาก ถึงกระนั้นท่านเองรู้ชัดว่า พระเจ้าทรงตั้งให้ท่านรับใช้พระองค์จริง ๆ ท่านได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระคุณของพระเจ้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ได้เป็นคนเดิมที่ข่มเหงคริสตจักรอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นคนที่สร้าง
คริสตจักรและดูแล สร้างเสริมพระกายพระคริสต์ และเป็นคนที่ถูกข่มเหงจากพวกยิวอย่างรุนแรง
1 โครินธ์ 15:11
จะเป็นท่านเปาโลหรืออัครทูตท่านอื่น ๆ ต่างก็มีเนื้อหาข่าวประเสริฐเดียวกัน และเรียกร้องให้ผู้ฟังเชื่อและเชื่อฟังทำตาม คำที่ท่านบอกว่า
เราต่างประกาศแบบนี้ คำเดิมมีความหมายว่าเราประกาศแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้หยุด การประกาศดังกล่าวได้พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตมาจากพระเจ้า ผู้ฟังได้รับการเปลี่ยนชีวิตโดยพระคุณของพระเจ้า ทรงเปลี่ยนความคิด การกระทำของเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระองค์

พระเยซูผู้คืนพระชนม์เป็นความหวังเดียวของเรา
1 โครินธ์ 15:12-13
เริ่มมีปัญหาแล้ว มีความคิดต่างออกไปจากข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศไป มีพี่น้องบางคนเชื่อว่า ในอนาคต จะไม่มีการฟื้นจากตายทั้ง ๆ ที่พระเยซู
ทรงคืนพระชนม์มาให้เห็นกับตา บางคนอาจคิดว่าพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ แต่คนอื่น ๆ จะไม่ฟื้นคืนชีวิต คนที่รับอิทธิพลกรีกรู้สึกว่า ถ้าจะเชื่อเรื่องการฟื้นจากตายของพี่น้องดูจะมากไป จึงตัดสินใจไม่เชื่อเสียดีกว่า แต่ท่านเปาโลไม่ยอม เพราะถ้าไม่เชื่อ เท่ากับไม่เชื่อเรื่องการคืนพระชนม์เช่นกัน
1 โครินธ์ 15:14-15
รู้ไหมว่า ความเชื่อของคริสเตียนนั้นเท่ากับศูนย์ หากพระเยซูคริสต์ไม่ได้คืนพระชนม์ เท่ากับเราติดตามคำบอกเล่าที่ไร้ค่า สิ่งที่ท่านเปาโลและอัครทูตประกาศ กลับกลายเป็นเรื่องโกหก ท่านกลายเป็นพยานเท็จเท่ากับไม่มีพระคริสต์ที่ฟื้นคืนพระชนม์ ตอนนี้ท่านกำลังจะสู้กับความเชื่อที่ทำลายตัวเองของพี่น้องในโครินธ์
1 โครินธ์ 15:16-17
การคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เป็นหลักประกันว่า เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ หากพระองค์ไม่ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา เท่ากับพระองค์ไม่สามารถช่วยเราให้รอดได้ ดังนั้น การคืนพระชนม์ของพระเยซูจึงบอกเราว่า ความตายไม่มีอำนาจเหนือพระองค์ ทรงชนะความตายแล้ว และพระองค์ทรงถวายชีวิตของพระองค์เป็นเครื่องบูชา ทรงจ่ายค่าจ้างของความบาปให้ผู้เชื่อทุกคนแล้ว และเราไม่อยู่ในบาปของเราอีกต่อไป บาปจึงไม่มีอำนาจเหนือเราอีก
1 โครินธ์ 15:18-19
เคยมีคนถามว่า ทำไมพระเยซูต้องคืนพระชนม์ขึ้นมาด้วย? เราจะเชื่อพระองค์เหมือนอย่างเชื่อเหล่าศาสดาในศาสนาอื่นไม่ได้หรือ? ไม่ได้เลย เพราะหากพระเยซูไม่คืนพระชนม์ เท่ากับพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ พวกเราก็น่าเวทนาที่สุด ความจริงเรื่องการคืน-พระชนม์จึงสำคัญยิ่งต่อเรา พระเจ้าทรงสัญญาชีวิตหลังความตายให้เราด้วย ชีวิตของเราไม่ได้จบอยู่เพียงแค่โลกนี้

ศัตรูตัวสุดท้ายที่ถูกทำลาย
1 โครินธ์ 15:20-21
โดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยเหตุผลใด ๆ อีก (อย่างในข้อที่บอกว่า พระองค์ทรงปรากฏแก่คนเป็นจำนวนมากและแก่อัครทูต และแก่ท่านเปาโลเอง)
ท่านจึงประกาศว่า พระเยซูทรงคืนพระชนม์ขึ้นมาแล้ว ความบาปที่อาดัมทำ ส่งผลให้มนุษยชาติต้องตายฉันใด การคืนพระชนม์ของพระเยซู ก็จะ
ทำให้ผู้เชื่อที่ตกในความบาป ซึ่งเหมือนคนตายแล้วได้ฟื้นชีวิตฝ่ายวิญญาณขึ้นมา และหากเขาตายไป วันหนึ่งพระเจ้าจะทรงให้เขาได้ชีวิตคืนมาด้วย
1 โครินธ์ 15:22-23
อาดัมเป็นคนต้นของมนุษยชาติที่ทำให้คนทั้งโลกตกอยู่ในความตายเนื่องจากบาป พระเยซูคริสต์ทรงเป็นดั่งอาดัมคนที่สอง ซึ่งก็เป็นคนต้นของ
มนุษยชาติเช่นกัน และพระองค์ทรงทำให้ทุกคนที่อยู่ภายใต้พระองค์ได้มีการคืนชีวิตขึ้นมาแม้ว่าทุกคนจะได้คืนชีพ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะคืนชีพ
มาเพื่อได้ชีวิต เพราะคนที่ไม่เชื่อจะคืนชีวิตขึ้นมาเพื่อรับโทษ และยังมีชีวิตต่อไปในบึงไฟ อ่าน ยอห์น 5:29 และ โรม 5:12-13
1 โครินธ์ 15:24-25
สุดท้ายของวาระโลกเราก็คือ พระเจ้าจะทรงให้ทุกสิ่งในเอกภพมาสยบใต้พระคริสต์ (เอเฟซัส 1:10) พระเยซูจะทรงทำลายศัตรูทั้งสิ้นของพระบิดา ศัตรูที่พยายามจะเป็นหนึ่งเหนือพระองค์จะถูกพระบุตรทำลายสิ้น และพระบุตรได้ทรงปลดอำนาจของศัตรูจากการที่ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน การต่อสู้ยังคงมีต่อไป แต่ผู้ชนะศึกครั้งนี้ทรงปรากฏพระองค์ให้เห็นชัดแล้ว (โคโลสี 2:15)
1 โครินธ์ 15:26-27
ท่านเปาโลทำให้เราเข้าใจชัดเจนว่า ความตายคือ​​ศัตรู ทำไมล่ะ? เพราะมันทำให้เราไม่ได้มีชีวิตนิรันดร์อยู่กับพระเจ้า หากพระเยซูไม่ชนะความ
ตายโดยการฟื้นคืนพระชนม์ เท่ากับความตายชนะ แต่.. มันไม่ชนะ ผู้ชนะคือพระเยซูคริสต์ ความตายเป็นศัตรูของมนุษยชาติ และพระเยซู
เสด็จมาเพื่อทำลายความตายนั้นโดยการสิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ขึ้นมา และพระองค์จะทรงให้ผู้เชื่อในพระองค์ทุกคนฟื้นคืนชีวิตด้วย
1 โครินธ์ 15:28
ในขณะที่ศัตรูต้องการเป็นใหญ่เหนือพระเจ้า แต่พระบุตรของพระองค์ผู้ทรงมีชัยชนะเหนือทุกสิ่งในเอกภพ กลับทรงเข้ามาอยู่ใต้พระดำริของพระบิดา นี่เป็นพระประสงค์ของพระบุตร จนกระทั่งพระองค์ทรงปราบศัตรูร้ายคือความตายแล้ว พระบุตรผู้มีความสัมพันธ์นิรันดร์กับพระบิดา ทรงประสงค์ที่จะอยู่ใต้พระบิดา โดยยกพระบิดาสูงส่ง สูงสุด

ผลของการปฏิเสธความจริงเรื่องการคืนจากตาย
1 โครินธ์ 15:29
พี่น้องชาวโครินธ์มีพิธีที่ทำบัพติศมาให้กับคนตายทั้ง ๆ ที่บอกว่าไม่เชื่อในการคืนชีพ นับเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับความเชื่อ เป็นพิธีของคนไม่
เชื่อพระเจ้า (ที่เขาทำพิธีบัพติศมาให้คนตายเพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้จะคืนชีวิตขึ้นมา) ท่านเปาโลไม่ได้เห็นด้วยกับพิธีนี้ แต่ท่านชี้ให้เห็นว่า
คริสเตียนชาวโครินธ์ขัดแย้งในตัวเองคนที่ตายไปนั้น ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว! (ลูกา 16:19-31)
1 โครินธ์ 15:30-31
ท่านเปาโลยอมเสี่ยงชีวิตไม่ว่าจะไปประกาศที่ใด ท่านเผชิญอันตราย ความเป็นความตายอยู่ทุกวัน เป็นเพราะว่า ท่านเชื่อว่า พระเยซูทรงคืน
พระชนม์ และการคืนพระชนม์นั้น ทำให้ท่านและพี่น้องผู้เชื่อจะได้ฟื้นจากตายในวันที่ พระเยซูเสด็จกลับมาอีกที และความมั่นใจนี้ คือพื้นฐานความเชื่อของพวกเรา พระเยซูทรงพระชนม์ และสัมพันธ์กับเราทุกเวลา
1 โครินธ์ 15:32
การที่ท่านเปาโลเผชิญความยากลำบากต่าง ๆ ในการประกาศพระนามพระเยซูคริสต์อย่างเต็มใจ เพราะท่านรู้ว่า ท่านไม่ต้องกังวลใจไป ยังไงถึง
ตายไปแล้ว วันหนึ่งจะฟื้นขึ้นมาอีกแน่ ไม่ใช่ตายแล้วตายเลย ท่านกล่าวถึงเหตุการณ์ในเมืองเอเฟซัส (กิจการ 19:21-41) คนที่ไม่มีความหวังใจในพระสัญญาของพระเจ้าก็ไม่ต้องสนใจการใช้ชีวิตเพราะมันไม่มีค่าอะไรนัก แค่กิน ดื่ม แล้วก็ตาย จบกัน
1 โครินธ์ 15:33-34
การที่ท่านเปาโลต้องใช้เวลามากในการให้เหตุผลว่าคริสเตียนควรมั่นใจในการคืนชีวิตเพื่อจะได้อยู่กับพระจ้าเป็นนิตย์ก็เพราะ พี่น้องในโครินธ์ไปคบคนที่ไม่เชื่อ คบคนที่เชื่อพระเจ้าแบบตามใจตัวเองเรื่องไหนชอบก็เชื่อ เรื่องไหนไม่ถูกใจก็ไม่เชื่อ การคบสนิทสนมกับคนเหล่านั้นทำให้ความเชื่อคริสเตียนอันหนักแน่นกลายเป็นอ้อลู่ลมคำเตือนของท่านยังเหมาะกับเราทุกวันนี้ด้วย

ร่างกายที่เต็มด้วยศักดิ์ศรี
1 โครินธ์ 15:35-36
คำถามที่เกิดขึ้นทำให้ท่านเปาโลต้องใช้คำว่า เจ้าคนโง่ กับคนที่ถาม และเป็นคำที่รุนแรงมากแล้วท่านก็ให้เหตุผลว่า สิ่งใดก็ตามที่จะงอกขึ้น
มาใหม่ได้นั้น มันต้องตายก่อน คำตอบชัดเจนคือมันต้องเน่าไปเสียแล้วจึงทำปฏิกริยาต่าง ๆทางชีวเคมี กับดิน อากาศ แล้วต้นใหม่ก็งอกขึ้นมา
ก่อนที่คริสเตียนจะได้คืนชีวิตขึ้นมา ก็ต้องตายเสียก่อน ด้วยวิธีการอย่างไร พระเจ้าเท่านั้น ทรงทราบ
1 โครินธ์ 15:37-38
ท่านเปาโลเปรียบเทียบร่างกายของคนเราว่าเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจงอกขึ้นมาตามชนิดของมัน เมื่อใดที่เราฝังผู้เชื่อในพระเจ้าก็เป็นคล้ายกัน
เรากำลังฝังร่างเมล็ดพันธุ์ที่จะงอกขึ้น ฟื้นขึ้นมาใหม่เป็นร่างที่คืนชีพ! เราไม่ทราบว่า พระเจ้าจะทรงให้ร่างที่ฟื้นของเรานั้น เป็นอย่างไร
ขบวนการและปลายทางเป็นเรื่องของพระองค์ที่จะทรงทำอย่างเหนือธรรมชาติที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
1 โครินธ์ 15:39-40
จากข้อนี้ทำให้ราเข้าใจมากขึ้นตามการอธิบายของท่านเปาโลว่า ในบรรดาสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมานั้น (แม้ร่างของทุกร่างเมื่อตาย
กลายเป็นดิน หรือถูกเผาเป็นเถ้า และมีส่วนประกอบของแร่ธาตุต่าง ๆที่เหมือนกัน) แต่พระองค์ทรงให้ความแตกต่างของรูปร่างอย่างเห็นได้ชัดว่า คน นก ปลา ไม่เหมือนกันเลย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ร่างของสวรรค์ ก็แตกต่างจากร่างที่ใช้ในโลกนี้ด้วย
1 โครินธ์ 15:41
สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างให้นั้น ต่างมีเอกลักษณ์มีความงามในตัวของมันเอง ธรรมชาติเป็นอย่างนั้น และนี่คือความมหัศจรรย์ที่พระเจ้าประทาน
ให้กับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง นี่เองทำให้เรารู้ว่า ความงามสง่าของร่างกาย มนุษย์ สัตว์ พืช ก็มีความแตกต่างกันไปด้วย เพราะพระเจ้าของเราทรงปัญญาเลิศล้ำ พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งความหลากหลายในธรรมชาติ
1 โครินธ์ 15:42
แล้วสิ่งมหัศจรรย์กว่าความงามสง่าของสิ่งต่าง ๆก็คือ ร่างที่เปื่อยเน่าไปแล้ว จะกลับคืนฟื้นใหม่โดยที่ไม่เน่าเปื่อยอีกต่อไป ร่างกายที่เติบโตและ
มีการเปลี่ยนแปลงจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากคนที่แข็งแรงกลายเป็นคนหลังโกง เดินเชื่องช้า ร่างที่ขึ้นมาใหม่นั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
มันจะไม่มีการแก่ลงไป ไม่ทรุดโทรมไปแต่เป็นร่างที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา
1 โครินธ์ 15:43-44
อุปมาเรื่องเมล็ดนี้ ทำให้รู้ว่าร่างกายของมนุษย์นั้น เป็นสรีระแบบที่ไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน และต้องตาย คำว่าหว่านนี้หมายถึงร่างบาปที่ถูกฝังดิน สำหรับผู้เชื่อแล้วเมื่อร่างนี้ตายไป สิ่งที่จะคืนชีพขึ้นมานั้นเป็นร่างที่แตกต่างออกไป ไม่เป็นเหมือนร่างกายที่อยู่ในดิน ท่านเปาโลกล่าวว่า ร่างที่ฟื้นคืนมาใหม่นั้นเป็นร่างที่เป็นกายวิญญาณ ไม่ใช่กายเดิมมีเกียรติศักดิ์ศรี ต่างจากร่างเดิมที่เน่าเปื่อยไป

อาดัมแรกกับอาดัมที่สอง
1 โครินธ์ 15:45-46
ร่างที่ฟื้นคืนชีวิตมาใหม่ของผู้เชื่อนั้น ไม่เหมือนร่างของอาดัมที่เป็นกายมนุษย์อีกต่อไป เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาอีกครั้งนั้น เราจะถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นกายวิญญาณและไม่ตายอีกเลย ร่างใหม่นี้ไม่มีการอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรงเหมือนกายมนุษย์ของเราในวันนี้ แต่เป็นกายที่ไม่มีอะไรจะทำร้ายได้ โรคต่าง ๆ ไม่อาจมาวอแวเวลาก็ไม่ทำให้ชราลง
1 โครินธ์ 15:47-49
ร่างเดิมแบบอาดัมนั้นมาจากผงคลีดินจริง ๆ ดูง่าย ๆ ว่าเมื่อฝังไป มันก็กลายเป็นดินชัดเจน แต่พระเยซูทรงมาจากสวรรค์ และพระองค์จะทรง
เปลี่ยนกายดินของเราให้เป็นกายสวรรค์ ซึ่งอย่างน้อยเราก็รู้บ้างว่าร่างแบบนั้นเป็นอย่างไร เมื่อพระเยซูคืนพระชนม์นั้น ดูเหมือนว่า กำแพงห้อง ประตูที่ปิดก็ไม่อาจกั้นพระองค์ให้เข้ามาในห้องได้ แล้วการเดินทางของพระองค์ ก็ไม่น่าจะเหมือนคนทั่วไป ลองไปอ่านเรื่องราวหลังคืนพระชนม์

ชัยชนะสุดท้ายของเรา
1 โครินธ์ 15:49-50
ทุกคนในกายมนุษย์ต้องตายไป ร่างแบบนี้ ชีวิตจิตใจที่ไม่ได้เป็นของพระเจ้า จะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในที่ ๆ มีแต่ผู้ที่รับการไถ่ พ้นจากบาป ซึ่งเป็น
อาณาจักรที่พระเจ้าทรงเตรียมให้กับคนที่รักและติดตามพระองค์
1 โครินธ์ 15:51-52
ข้อความนี้ เป็นเหมือนข้อสรุปของทั้งหมดในจดหมายถึงชาวโครินธ์ฉบับแรก เราหวังใจว่า ชีวิตร่างกายเราทุกคนจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้งนั้น ผู้เชื่อในพระเจ้าจะคืนชีพขึ้นมาอะไรที่เกิดขึ้นกับพระเยซูก็จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เชื่อในพระองค์ด้วย เมื่อพระองค์ชนะความตาย เราก็จะชนะด้วย วันที่พระองค์เสด็จมานั้น ยังจะมีผู้เชื่อที่ยังไม่ได้เสียชีวิตไดัรับการเปลี่ยนเช่นกัน

ความตายพ่ายแพ้
1 โครินธ์ 15:53-54
ในอนาคต ร่างกายที่ต้องยอมต่อความตาย ต่อการเน่าเปื่อยนั้น จะไม่มีอีกต่อไป สิ่งที่มาแทนที่คือร่างกายอมตะที่มีเกียรติจากพระเจ้า เป็นร่างที่จะอยู่กับพระองค์ตลอดไปไม่จบสิ้นคำของท่านเปาโลนี้เอามาจากอิสยาห์ 25:8 ว่า“พระองค์จะทรงกลืนความตายเสียเป็นนิตย์” นี่เป็นขบวนการเปลี่ยนร่างเนื้อหนังให้เป็นร่างวิญญาณเพื่อว่าจะได้มีส่วนในอาณาจักรพระเจ้า
1 โครินธ์ 15:55-57
ความตายเป็นเหมือนแมลงที่เข้ามาต่อย ปล่อยเหล็กในเอาไว้ เหล็กในนั้นคือบาปที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนอยู่ บัญญัติเป็นอำนาจของบาป บัญญัติ
ช่วยบอกให้เรารู้ว่า ไม่มีคนไหนเชื่อฟังพระเจ้าได้เต็มร้อย ธรรมชาติของมนุษย์คือ ทำบาปอยู่ร่ำไป เราทุกคนจึงสมควรที่จะต้องตายไป (โรม 6:23) โดยไม่มีการคืนชีพอีก แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระคำข้อนี้ย้ำว่า เราได้ชัยชนะความตายโดยพระเยซูคริสต์
1 โครินธ์ 15:58
และด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ทำให้เรารับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลัง ความท้อแท้ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่อาจเปรียบได้กับคำสัญญาที่ว่า การรับใช้ไม่มีเสียเปล่า. เราจึงยังยืนมั่น ไม่ยอมหวั่นไหว และในชีวิตให้ได้รับใช้พระเจ้าอยู่เสมอ ไม่ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยใน
สายตาของมนุษย์หรือไม่ การงานของพระเจ้าที่ลงมือทำไปนั้น พระเจ้าทรงประกันว่าจะยั่งยืนไปถึงนิรันดรกาล

พระคำเชื่อมโยง

1* กาลาเทีย 1:11; โรม 5:2; 11:20
2* โรม 1:16; กาลาเทีย 3:4
3* 1โครินธ์ 11:2, 23; กาลาเทีย 1:12; สดุดี 22:15
4* สดุดี 16:9-11; 68:18; 110:1 อิสยาห์ 53:10 ลูกา 24:26; กิจการ 2:25
5* ลูกา 24:34; มัทธิว 28:17
7* กิจการ 1:3-4
8* กิจการ9:3-8; 22:6-11; 26:12-18
9* เอเฟซัส 3:7-8; กิจการ 8:3
10* อเฟซัส 3:7-8; ฟีลิปปี 2:13
13* 1เธสะโลนิกา 4:1415* กิจการ 2:24
17* โรม 4:25
18* โยบ 14:12
19* 2 ทิโมธี 3:12
20* 1 เปโตร 1:3; กิจการ 26:23
21* โรม 5:12; 6:23; ยอห์น 11:25

22* ยอห์น 5:28-29
23* 1 เธสะโลนิกา 4:15-17
24* ดาเนียล 2:44; 7:14,27
25* สดุดี 110:1; กิจการ 2
:34-35
26* 2 ทิโมธี 1:10; วิวรณ์ 20:14
27* สดุดี 8:6
28* ฟีลิปปี 3:2; 1โครินธ์ 3:23; 11:3; 12:6
30* 2โครินธ์ 11:26
31* 1 เธสะโลนิกา 2:19; โรม 8:36
32* 2 โครินธ์ 1:8; อิสยาห์ 22:13; 56:12
33* 1โครินธ์ 5:6
34* โรม 13:11; 1 เธสะโลนิกา 4:5; 1โครินธ์ 6:5
35* เอเสเคียล 37:336* ยอห์น 12:2442* ดาเนียล 12:343* ฟีลิปปี 3:21

45* ปฐมกาล 2:7; โรม 5:14; ยอห์น 5:21; 6:57
47* ยอห์น 3:31; ปฐมกาล 2:7; 3:19; ยอห์น 3:13
48* ฟีลิปปี 3:20
49* ปฐมกาล 5:3; โรม 8:29
50* ยอห์น 3:3,5
51* 1เธสะโลนิกา 4:15; ฟีลิปปี 3:21
52* มัทธิว 24:31
53* 2โครินธ์ 5:4
54* อิสยาห์ 25:8
55* โฮเชยา 13:4
56* โรม 3:20; 4:15; 7:8
57* โรม 7:25; 1ยอห์น 5:4
58* 2 เปโตร 3:14; 1โครินธ์ 3:8