1 ยอห์น 3 ชีวิตที่เหมาะกับการเป็นลูกของพระเจ้า

ความรักที่ทำให้เหมือนกับพระองค์

ดูเถิด
พระบิดาประทานความรัก
มากขนาดไหนที่ทำให้เราได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้า
และเราก็เป็นดังนั้น
เหตุผลที่โลกไม่รู้จักเรา
ก็เพราะโลกไม่รู้จักพระองค์​
1 ยอห์น 3:1

ยอห์น 1:12; กาลาเทีย 3:26; 4:5-6; 2 โครินธิ์ 6:18

เมื่อคนใดมารู้จักพระเจ้า และรับเชื่อในพระนามของพระเยซูแล้ว ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป เขากลายเป็นลูกของพระเจ้า เขาเป็นเหมือนคนต่างแดนในโลกนี้ โลกไม่เข้าใจว่าเขาเปลี่ยนไปได้อย่างไร พระเจ้าทรงดำเนินการเปลี่ยนเขาให้เหมือนพระเยซูมากขึ้นทุกวัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น อัศจรรย์สำหรับทุกชีวิตที่มาพบพระเจ้า

เพื่อนที่รักทั้งหลาย
ตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้า
และในอนาคต
เราจะเป็นอย่างไรนั้น
ยังไม่เป็นที่ประจักษ์
แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์ทรงปรากฏ
เราจะเป็นเหมือนพระองค์
เพราะเราจะเห็นพระองค์
ตามที่พระองค์ทรงเป็น
1 ยอห์น 3:2

ฟีลิปปี 3:21; 2 โครินธ์ 3:18; โคโลสี 3:4; โรม 8:29

ท่านยอห์นกล่าวถึงสภาพจริงในปัจจุบันของผู้เชื่อ คือเราเป็นลูกของพระเจ้า แต่ในอนาคต ผู้เชื่อจะเป็นเหมือนอย่างพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงปรากฏในวันที่ทรงเสด็จมา (เงื่อนไขคือ เราดำรงอยู่ในพระองค์ตาม 1 ยอห์น 2:28)
พระเยซูเองก็ทรงปรารถนา ให้พี่น้องได้เห็นพระองค์อย่างที่ทรงเป็นอยู่ พระองค์ตรัสไว้ใน ยอห์น 17:24

และทุกคน
ที่มีความหวังเช่นนี้ในพระองค์
จงชำระตนเอง
ให้บริสุทธิ์
เหมือนอย่างที่พระองค์
ทรงบริสุทธิ์
1 ยอห์น 3:3

2 โครินธ์ 7:1; 1 ยอห์น 2:6; 2 เปโตร 3:14

ทุกคนที่มีความหวังว่าจะเป็นเหมือนพระเยซู หน้าที่ส่วนของเราคือ มุ่งมั่น เอาใจใส่ที่จะชำระตนเองให้มีชีวิตที่บริสุทธิ์ คำว่าชำระตน เป็นคำเดียวกับท่านยอห์นใช้ในยอห์น 11:55 พูดถึงพิธีชำระตน ก่อนเทศกาลปัสกา นั่นหมายถึงว่า ก่อนที่จะพบพระองค์จริง ๆ ผู้เชื่อต้องเตรียมตัวมีชีวิตที่บริสุทธิ์ตามอย่างพระเยซู นอกจากการอ่าน พระคำยังมีอีกหลายอย่างที่ช่วยให้ชีวิตบริสุทธิ์ คิดสิ มีอะไรบ้าง

บาปทำลายความสัมพันธ์

ทุกคนที่ทำบาป
เท่ากับทำผิดพระบัญญัติ
บาปเป็นสิ่งผิดพระบัญญัติ
ท่านรู้ดีอยู่ว่า
พระองค์ทรงปรากฏ
เพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดไป
ในพระองค์ ไม่มีบาปเลย
1 ยอห์น 3:4-5

1 ยอห์น 5:17; 2 โครินธ์ 12:21; โรม 3:20; 2 โครินธ์ 5:21; 1 เปโตร 3:18; 2:24

บาปที่เราทำนั้น ไม่ใช่แค่ผิดพระบัญญัติ บาปเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงชัง บาปทำให้เรากับพระเจ้าต้องแยกจากกัน พระเยซูจึงทรงมาเพื่อทำลายล้างบาป เพื่อให้มนุษย์เราได้มาเฝ้าพระเจ้าได้. มาเป็นของพระองค์ได้ตามพระประสงค์แรกที่พระเจ้าทรงสร้างเรามา

ผู้ที่อยู่ในพระองค์
ไม่ทำบาปอีกต่อไป 
ส่วนผู้ที่ตั้งใจทำบาปต่อไป 
เท่ากับว่าเขายังไม่เห็นพระองค์
และไม่รู้จักพระองค์
1 ยอห์น 3:6

3 ยอห์น 1:11; 1 ยอห์น 2:4; 3:9; 4:8; ยอห์น 15:4-7

คนที่ดำรงในพระเยซูคริสต์จริง ๆ จะไม่ทำบาป หมายความว่าอย่างไร เพราะจริง ๆ เราก็เห็นว่า แม้จะเชื่อมากเท่าไร
คน ๆ หนึ่งก็ไม่ได้หยุดทำบาปอย่างสิ้นเชิง แต่คนที่อยู่ในพระองค์ ไม่มีนิสัยตั้งใจที่จะทำบาปแบบต่อเนื่องไม่หยุด พวกเขามีความตั้งใจใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์ ทัศนคติต่อบาปเปลี่ยนไป มองบาปตามความจริงว่ามันทำลายชีวิต และเขาพยายามหลีกเลี่ยงบาปทุกอย่าง เพราะเขาได้เห็น รู้จักพระเยซูแล้ว

ความแตกต่างของสองฝ่าย

ลูกที่รักทั้งหลาย
อย่ายอม
ให้ใครชักชวนท่านให้หลงไป
คนที่ประพฤติตามความเที่ยงธรรม
ก็เป็นคนเที่ยงธรรม
เหมือนอย่างที่
พระเยซูทรงเที่ยงธรรม
1 ยอห์น 3:7

1 ยอห์น 2:29; โรม 2:13; 1 เปโตร 1:15-16

อย่าลืมว่า บริบทของจดหมายท่านยอห์นคือ มีคนสอนผิดมากมายที่พยายามชักจูงให้ผู้เชื่อหลงไปตามคำพูดของเขา ดังนั้น ผู้เชื่อจะต้องสังเกตว่าชีวิตของคน ๆ นั้น เป็นอย่างไร เขาประพฤติตัวปกติอย่างไร ต่อหน้าลับหลังเหมือนกันหรือไม่ แค่คำพูดดี ๆ คำที่ดูเหมือนฉลาด ก็อาจทำให้คนหลงตามไปได้ง่าย ในโลกออนไลน์ตอนนี้มีระบาดไปทั่ว

คนที่ประพฤติตามทางบาป
ก็มาจากมาร
เพราะมารทำบาปมาตั้งแต่ต้น
เพราะเหตุนี้
พระบุตรของพระเจ้า
จึงทรงปรากฏ
เพื่อทำลายงานของมารทั้งสิ้น
1 ยอห์น 3:8

ฮีบรู 2:14; ยอห์น 8:44 โรม 16:20; ยอห์น 12:31

ท่านยอห์น ทำให้เห็นชัดเหมือนข้อ 6
หากว่าคนที่มาจากมารนั้น จะทำบาปอย่างต่อเนื่อง น่าเสียดายที่พวกเขามาจากมาร แต่พระเจ้า ไม่ทรงปล่อยโลกทิ้งไว้ให้อยู่ในอำนาจมาร เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงต้องจัดการทำลายงานของมาร นั่นก็คือการบาปทั้งสิ้น โดยมีพระเยซูเป็นผู้ทำงานนั้นโดยเฉพาะ ไม่มีใครในโลกและจักรวาลที่จะทำงานนี้ได้เลย

ทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า
จะไม่ทำบาปต่อไป
เพราะเมล็ดพันธ์ุของพระเจ้าอยู่ในเขา และเขาไม่อาจมีนิสัย
ทำบาปต่อเนื่องไปได้
เพราะเขาเป็นลูกของพระองค์
1 ยอห์น 3:9

1 ยอห์น 5:8; 2:29; ยอห์น 1:13; 1 เปโตร 1:23

ในภาษาเดิมเขียนชัดว่า คนที่เป็นลูกของพระเจ้ามีเชื้อพันธุ์ หรือเมล็ดพันธ์ุของพระเจ้าอยู่ในตัวเขา ดังนั้น เขาจึงเป็นลูกของพระเจ้าจริง และจะมีชีวิตตามแบบของพระเจ้า การไม่ทำบาปต่อเนื่องเป็นผลมาจากที่พระเจ้าทรงรับเขาเป็นลูก และเขาไม่ได้เป็นลูกของมารอีกต่อไป (ยอห์น 1:12)พระลักษณะนิสัยของพระเจ้ามาอยู่ในตัวเขา

ลักษณะลูกของพระเจ้ากับลูกของมาร
ก็ปรากฏชัด
โดยดูจากว่า
คนที่ไม่ประพฤติในความเที่ยงธรรม
รวมทั้งคนที่ไม่รักพี่น้อง
คนนั้น ไม่ได้มาจากพระเจ้า
1 ยอห์น 3:10

3 ยอห์น 1:11; 1 ยอห์น 4:21; ลูกา 6:35; 1 ยอห์น 4:8; 4:6; ยอห์น 8:44

ที่จริงแล้ว ไม่ยากที่จะแยกคนของพระเจ้ากับคนของมาร แต่ที่มันกลายเป็นยากเพราะคนของมารปลอมตัวมาเป็นคนของพระเจ้า ซึ่งในวันนี้ก็มีมากมายอย่างที่ท่านยอห์นได้เตือนเอาไว้ และคนที่ปลอมตัวนั้นก็หลอกเก่ง รู้ว่าคนอ่อนแอ ในเรื่องอะไรก็หลอกเรื่องนั้น อย่างเช่นว่าพระเจ้าจะอวยพรมากหากถวายมากเป็นต้น สิ่งที่เราสังเกตได้ว่าใครปลอมใครจริงอย่างหนึ่งคือ พวกเขามี ความรักหรือไม่

รักกันและกัน

และนี่เป็นสิ่งที่ท่านได้ยินมาตั้งแต่ต้น 
นั่นคือ เราควรรักซึ่งกันและกัน
อย่าเป็นเยี่ยงคาอิน
ซึ่งเป็นคนของมาร
และได้ฆ่าน้องชายของตน
เหตุใดเขาทำเช่นนั้น ?
เป็นเพราะเขาทำการชั่ว
แต่ว่าน้องชายเป็นผู้เที่ยงธรรม
1ยอห์น 3:11-12

2 ยอห์น 1:5; 1 ยอห์น 4:7; 4:21; ยอห์น 15:12; 13:34-35; ฮีบรู 11:4; ปฐมกาล 4:4-15; ยูดา 1:11

ที่คาอินได้ทำชั่ว ฆ่าน้องชายของตน ต้นเหตุ แรกคือ เขาเป็นคนของมาร ชีวิตจึงเต็มด้วย ความชั่ว ในปฐมกาล 4:5 เราพบว่า ต้นเหตุของการฆ่าน้องคือความเย่อหยิ่ง เกลียดชัง
ในฮีบรู11:4 บอกว่าเป็นเพราะเขาขาดความเชื่อทั้งหมดนี้ล้วนแต่มืดดำ และไร้ซึ่งความรักฆ่าน้องแล้วเขาก็ยังเก็บเรื่องนั้นไว้อีก แต่พระเจ้าทรงเห็นทั้งหมด ตอนนี้ทั้งโลกก็เห็นด้วย

พี่น้องทั้งหลาย ไม่ต้องแปลกใจหากโลกเกลียดชังท่าน
เรารู้ว่า
เราผ่านพ้นจากความตายไปสู่ชีวิต
เพราะเรารักพี่น้องของเรา
ผู้ที่ไม่รัก ก็ยังคงอยู่ในความตาย
ทุกคนที่เกลียดชังพี่น้องของตนนั้น
นับได้ว่า เขาเป็นผู้ฆ่าคน
และท่านรู้ว่า
ฆาตกรไม่มีชีวิตนิรันดร์ในตัวเขา
1 ยอห์น 3:13-15

ยอห์น 15:18; 17:14; 2 ทิโมธี 3:12; ยากอบ 4:4; ยอห์น 13:35; 5:24; 1 ยอห์น 5:2; มัทธิว 5:21-22; สุภาษิต 26:24-26;วิวรณ์ 21:8

เราดูความเป็นไป อารมณ์ ความรู้สึกของคนในโลกวันนี้ได้ง่ายกว่าในอดีตมาก เราเห็นแล้วว่าความเกลียดชังได้ครอบครองสังคม จนกลายเป็นเรื่องปกติ ความรัก ความเมตตากลายเป็นสิ่งที่ หายากมาก เรื่องราวของความรัก ความดี
ปรากฏน้อยกว่าเรื่องของความเกลียดชัง และยิ่งถ้าใครเป็นคริสเตียนจริง ๆ แล้ว ก็เป็นที่ น่ารังเกียจของคนในโลก เพราะว่าชีวิต ของผู้เชื่อเป็นสิ่งที่พวกเขาทนไม่ได้

เรารู้จักความรักว่า เป็นอย่างไร
เพราะพระองค์
ได้สละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา
และเราควรสละชีวิตของเรา
เพื่อพี่น้องด้วย
1 ยอห์น 3:16

ยอห์น 3:16; 10:11; 15:13; 1 ยอห์น4:9-11; เอเฟซัส 5:2

คำกล่าวข้างบนนี้ บอกถึงความรักที่เสียสละ ไม่ใช่รักที่ฉันจะเอาแต่ข้างเดียว แบบเห็นแก่ตัว แล้วกล่าวแค่คำว่า “ฉันรักเธอ” (ฉันขาดเธอไม่ได้เพราะว่าเธอมีประโยชน์กับฉันเหลือเกิน)แต่ความรักที่แท้นั้นก็คือคำว่า “เสียสละ”อย่างองค์พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั้น สละให้ทั้ง ๆ ที่มนุษย์นั้นสุดที่จะเลว พระองค์ทรงสละชีวิตด้วยความตั้งพระทัยของพระองค์เอง!

เวลานี้ ถ้าใครมีทรัพย์สิ่งของ
และเห็นพี่น้องของเขา
มีความต้องการจำเป็น
แต่ยังปิดใจจากเขา
ความรักของพระเจ้า
จะอยู่ในคนนั้นได้อย่างไร?
ลูกเล็ก ๆ ทั้งหลาย
เราไม่ควรรัก 
จากคำพูดและจากปากเท่านั้น
แต่รักกันด้วยการกระทำ
และความจริง
1 ยอห์น 3:17-18

เฉลยธรรมบัญญัติ 15:7; เอเสเคียล 33:31; ฮีบรู 13:6; 1 ยอห์น 4:20; ยากอบ 2:15-16; โรม 12:9

คำพูดจากปากที่ไม่มีการกระทำนั้น ง่ายราคาถูก สบายใจคนพูด แต่มันคือคำโกหกพกลม เราเจอคนอย่างนั้นมากมายในโลกเจอทุกวัน อยู่เต็มไปหมด ท่านยอห์นเองก็พบคน อย่างนั้นมากมายเช่นกัน ความรักที่แสดงออกด้วยการกระทำ ด้วยความจริง จากหัวใจนั้นเป็นทักษะที่ต้องฝึก ยิ่งทำยิ่งเก่ง
ยิ่งทำ ยิ่งเป็นธรรมชาติ กลายเป็นนิสัยส่วนตัวที่น่าชื่นชมของพระเจ้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงรู้ว่า
เรามาจากความจริง
และเราจะได้มั่นใจ
ต่อพระพักตร์พระเจ้า
เพราะเมื่อใจของเรากล่าวโทษตัวเอง
พระเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าใจของเรา
และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง
1 ยอห์น 3:19-20

ยอห์น 18:37; 1 โครินธ์ 4:4-5; เยเรมีย์ 17:10; สดุดี 139:1-4; ฮีบรู 4:13

จากข้อที่ผ่านมาบอกให้เรารักด้วยการกระทำและด้วยความจริง หากเราทำเช่นนั้นในชีวิต ประจำวัน ทำเป็นกิจวัตร เราจึงรู้ว่า เรามาจาก ความจริง หรือพูดง่าย ๆ เรามาจากพระเจ้า
และในชีวิตประจำวันนั้น เวลาเราทำบาป เวลา ทำไม่ถูกต้อง ใจของเรานี่แหละจะบอกเราว่า “เฮ้ ทำไม่ถูกนะ ทำไมทำอย่างนี้? แก้ไขซะ” ใจที่อยู่ข้างพระเจ้าจะไม่สนับสนุนให้เราปล่อยบาปในชีวิตให้ลอยนวล

พี่น้องที่รัก
หากใจเราไม่กล่าวโทษตัวเรา
เราก็มีความมั่นใจ
ต่อพระพักตร์พระเจ้า
และเราจะขอสิ่งใดจากพระเจ้า
เราจะได้รับจากพระองค์
เพราะเรารักษาพระบัญญัติ
และทำสิ่งที่พระองค์พอพระทัย
1 ยอห์น 3:21-22

1 ยอห์น 2:28; 5:14; ฮีบรู 4:16; สดุดี 34:15; 7:3-5; ยอห์น 8:29; 15:7; มาระโก 11:24

พระคำข้อนี้ เป็นพระคำที่ให้กำลังใจกับหลายคน ที่กำลังท้อแท้ คนที่ไม่มั่นใจในการอธิษฐานเรามั่นใจได้เมื่อเราอธิษฐานจากพื้นฐานชีวิตที่รักษาพระบัญญัติแห่งรัก และทำสิ่งที่พอพระทัย การที่ใจเราถูกต้องกับพระเจ้า สารภาพบาป และเสียใจ สำนึกบาปจริง ๆ ตั้งใจที่จะไม่ทำสิ่งที่พลาดน้ำพระทัยอีก เราจึงจะมั่นใจต่อพระพักตร์พระเจ้าได้

และนี่คือพระบัญญัติ

คือให้เราเชื่อในพระนาม
ของพระเยซูคริสต์องค์พระบุตร
และให้เรารักซึ่งกันและกัน
ตามที่พระองค์
ประทานพระบัญญัติให้เรา
1 ยอห์น 3:23

มัทธิว 22:39; ยอห์น 15:2; 13:34; 6:29;
1 ยอห์น 3:11; 4:21

คำของท่านยอห์นทั้งเรียบง่ายกระชับได้ใจความ พระบัญญัติของพระเยซูนั้น มีสองอย่างที่เราต้อง รักษาตามที่พระคำข้อก่อนได้บอกไว้ เชื่อในพระเยซู และรักกันและกัน ทั้งสองจะทำให้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคตปลอดภัย ทำให้เรามั่นใจได้ และรู้ว่า พระเจ้าจะทรงฟัง คำอธิษฐานจากคนเล็กน้อยอย่างเรา ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคำสั่งที่เรียบง่ายนี้

คนที่รักษาพระบัญญัติ
ก็อยู่ในพระองค์
และพระองค์ทรงอยู่ในเขา
และโดยเหตุนี้ เราจึงรู้ว่า
พระองค์ทรงอยู่ในเรา
โดยพระวิญญาณ
ที่พระองค์ประทานแก่เรา
1 ยอห์น 3:24

ยอห์น 14:21,23; 17:21; โรม 8:9, 1 โครินธ์ 3:16; 6:19; 1 ยอห์น 4:15-16; 4:7; 3:22

การที่พระเจ้าทรงอยู่ในเราและเราอยู่ในพระองค์นั้น เป็นการอยู่ในกันและกัน มนุษย์อยู่ในพระเจ้าได้ด้วยการรักษาพระบัญญัติของพระองค์ คือการรับพระองค์เข้ามาในชีวิต และดำเนินตามน้ำพระทัยของพระองค์​ ไม่จำกัดฐานะ วัย เพศ ยิ่งทำมาตั้งแต่เด็กก็ยิ่งดี


สดุดี 34 คำสรรเสริญจากถ้ำหลบภัย

สดุดีบทนี้เขียนหัวข้อไว้ว่า เป็นสดุดีของดาวิดตอนที่ท่านหนีจากกษัตริย์ซาอูล และไปขอหลบภัย
ในเมืองกัทของชาวฟีลิสเตีย เมื่อท่านทำอาการดั่งคนบ้าต่อหน้าอาคีชกษัตริย์แห่งกัท ซึ่งรู้สึกรำคาญมากที่ดาวิดเสียสติขนาดนั้น ( 1 ซามูเอล 21:10-15)
ต่อมาท่านได้ไปหลบภัยในถ้ำอดุลลัมพร้อมกับคนที่หนีไปด้วย ประมาณ 400 คน ดูเหมือนว่าสดุดีบทนี้เขียนในถ้ำและร้องสรรเสริญพระเจ้าต่อหน้าคนที่อยู่กับท่านเวลานั้น
หากเราคิดถึงบรรยากาศของคนหนีภัยแต่ยังมีใจสรรเสริญพระเจ้าแม้ทางมืดมน มันเป็นภาพที่ยิ่งเกินกว่าที่เราจะเข้าใจความรู้สึกได้จริง ๆ และควรที่เราจะเดินตามรอยของคนที่ต้องเผชิญกับการตามฆ่า แต่ยังคงกล้าหาญที่จะเชื่อพระเจ้าอย่างไม่ลดละ

ประชาชนสรรเสริญพระเจ้า
1 ข้าถวายพระพรแด่พระยาห์เวห์ทุกเวลา
ปากของข้าจะกล่าวคำสรรเสริญพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง
2 วิญญาณของข้าจะอวดพระยาห์เวห์
คนที่ถ่อมตนได้ยินก็จะยินดี
3 โอ.. มายกย่องพระยาห์เวห์ด้วยกันกับข้าเถอะ
และให้เรายกชูพระนามของพระองค์ด้วยกัน
4 ข้าแสวงหาพระยาห์เวห์ และพระองค์ทรงตอบข้า
ทรงช่วยกู้ให้ข้าพ้นจากความกลัวทั้งสิ้น
5 ผู้ที่มองไปยังพระองค์จะสดใส
ใบหน้าของพวกเขาจะไม่ต้องอาย

คำพยานของดาวิดผู้ถูกไล่ล่า
6 ชายผู้ยากจนคนนี้ร้องทูล และพระยาห์เวห์ทรงฟังเขา
และทรงช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ยากทั้งสิ้น
7 ทูตสวรรค์ของพระเจ้าอยู่ล้อมรอบ และช่วยกู้คนที่ยำเกรงพระองค์

ชวนให้มาชิมพระเจ้า
8 จงมาชิมดูแล้วจะรู้ว่า พระเจ้าทรงดีนัก
ความสุขเป็นของคนที่วางใจในพระองค์​
9 จงยำเกรงพระยาห์เวห์ วิสุทธิชนของพระองค์
เพราะคนที่ยำเกรงพระองค์จะไม่ขัดสนสิ่งใด
10 สิงโตหนุ่มยังขัดสนและหิวโหย
แต่คนที่แสวงหาพระยาห์เวห์จะไม่ขัดสนสิ่งดีใด ๆ
11 ลูกเอ๋ย จงเข้ามาฟังเรา
และเราจะสอนให้เจ้ารู้จักยำเกรงพระยาห์เวห์

เงื่อนไขของชีวิตที่ยืนนาน
12 ใครก็ตามที่ปรารถนาชีวิต และรักชีวิตดี ๆ ที่ยาวนาน
13 ก็อย่าให้ลิ้นของเจ้าพูดสิ่งชั่ว
อย่าให้ปากของเจ้ากล่าวคำหลอกลวง
14 จงหลีกเลี่ยงความชั่วและทำความดี
จงแสวงหาสันติสุขและติดตามสันติสุขนั้น

พระเจ้าทรงมองดูคนของพระองค์
15 พระเนตรของพระยาห์เวห์อยู่เหนือคนเที่ยงธรรม
และพระกรรณของพระองค์ทรงฟังเสียงร้องของพวกเขา
16 พระพักตร์ของพระยาห์เวห์ต่อต้านคนที่ทำความชั่ว
เพื่อว่าจะตัดความทรงจำถึงเขาทั้งสิ้น

กำลังใจแก่คนที่ใจสลาย
17 คนเที่ยงธรรมร้องทูล และพระยาห์เวห์ทรงฟังเสียงเขา
ทรงช่วยให้เขาให้พ้นจากความทุกข์ร้อนทั้งสิ้น
18 พระยาห์เวห์ทรงอยู่ใกล้คนใจแตกสลาย และทรงช่วยคนที่หัวใจชอกช้ำ

พระเจ้าทรงดูแลคนเที่ยงธรรม
19คนเที่ยงธรรมก็พบความทุกข์ยากหลายอย่าง
แต่พระยาห์เวห์ทรงกู้เขาให้พ้นทั้งหมด
20 พระองค์ทรงปกป้องกระดูกของเขา
ไม่มีกระดูกถูกหักสักท่อน
21 ความชั่วจะสังหารคนชั่วร้าย และคนที่เกลียดชังความเที่ยงธรรมจะถูกลงโทษ
22 พระยาห์เวห์ทรงไถ่วิญญาณของผู้รับใช้ของพระองค์
และคนที่วางใจในพระองค์จะไม่ถูกลงโทษ

พระคำเชื่อมโยง

1* 1 เธสะโลนิกา 5:18, โคโลสี 3:17, สดุดี 145:2

2* 1 โครินธ์ 1:31, เยเรมีย์ 9:24

3* สดุดี 69:30, ลูกา 1:46, วิวรณ์ 19:5-6

4* สดุดี 18:6; 116:1-6

5* ฮีบรู 12:2, สดุดี 123:1-2

6* สดุดี 34:17-19; 66:16-20

7* สดุดี 91:11, ดาเนียล 6:22

8* เยเรมีย์ 31:14, สดุดี 63:5

9*ฟีลิปปี 4:19, สดุดี 23:1

10* สดุดี 84:11; 104:21

11* สุภาษิต 1:7, สดุดี 111:10; 32:8

12*เฉลยธรรมบัญญัติ 30:20; 6:2, สดุดี 4:6

13* ยากอบ 3:5-10, สดุดี 141:3

14* สดุดี 37:27, ฮีบรู 12:14

15* 1 เปโตร 3:12, สดุดี 34:17; 33:18

16* เยเรมีย์ 44:11; 17:13, สุภาษิต 10:7

17* อิสยาห์ 65:24, สดุดี 145:18-20, 34:6; 19

18* สดุดี 147:3; 145:18, อิสยาห์ 57:15

19* สดุดี 34:4; 6; 17, 1 เปโตร 4:12-13

20* ยอห์น 19:36

21*สดุดี 94:23, สุภาษิต 24:16

22* สดุดี 103:4; 71:23, วิวรณ์ 5:9

อธิบายเพิ่มเติม

สดุดี 33:1-5
ดาวิดสรรเสริญพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่สภาพของท่านในเวลานั้น ไม่ได้อยู่ในความมั่นคงเลย ท่านทั้งกลัวและอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ข้อ 3 คิดถึงดาวิดที่ร่างกายทรุดโทรมจากการตรากตรำ หนีหัวซุกหัวซุน แล้วมากล่าวชวนคนทั้งหลายสรรเสริญพระเจ้า ยกชูพระนามพระเจ้าอย่างนี้ ในข้อ 4-5 ท่านบอกชัดว่าท่านแสวงหาพระยาห์เวห์ และพระองค์ทรงตอบเสมอ ท่านและคนที่อยู่กับท่าน จะไม่ต้องอายต่อหน้าศัตรู

สดุดี 33:6-7
ดาวิดรู้ดีว่าท่านเป็นใคร ไม่ใช่นักรบที่กล้าหาญ แต่กลับเป็นคนยากไร้ ไม่มีอะไร แต่พระเจ้ากลับทรงฟังคนเช่นนี้
ยิ่งกว่านั้น ทรงให้ทูตสวรรค์มาล้อม คนยำเกรงพระเจ้าซึ่งต้องการพระเจ้าที่สุดด้วย ดาวิดมีประสบการณ์จริงกับการช่วยเหลือของทูตสวรรค์มาหลายครั้ง ซึ่งประสบการณ์แบบนี้ มีคนของพระเจ้าในสมัยต่อมา แม้ในปัจจุบันก็ได้รับเหมือนกัน

สดุดี 33:8-11
คำว่า ยำเกรงพระเจ้า… เป็นคำที่ดาวิดเน้นมาตั้งแต่ข้อ 7 จนถึงข้อ 11 ลองทบทวนข้อความเหล่านี้ให้ดีกว่า เกิดอะไรกับคนที่ยำเกรงพระเจ้าบ้าง…. ท่านชวนให้ผู้ที่ติดตามท่านไปนั้น มาชิม และมารับรู้ว่า พระเจ้าทรงดีเพียงไหน พวกเขาต้องมามีประสบการณ์กับพระเจ้าด้วยตัวเองจึงจะรู้รสชาติ จึงจะเห็น และพวกเขาจะมีความสุขที่มาจากพระเจ้าจริง ๆ
ดาวิดพร้อมที่จะสอนความยำเกรงพระเจ้าให้กับคนที่อยู่ข้าง ๆ ท่าน เราสอนได้อย่างดาวิดไหม? …

สดุดี 33:12-14
ดาวิดพูดคำนี้ตอนที่ท่านยังหนุ่มอยู่ และเราเห็นว่า ท่านได้มีชีวิตที่ยืนนานจริง ๆ เมื่อเราเรียนรู้ชีวิตของดาวิดจะเห็นว่า สิ่งหนึ่งที่ท่านมีก็คือ เป็นคนจริง เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ยำเกรงพระเจ้า แม้ว่าในชีวิตจะพลาด แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเตือนให้ท่านไม่ปล่อยให้ความผิดนั้นลอยนวล

สดุดี 33:15-16
คำยืนยันว่า พระเจ้าทรงมองดูคนของพระองค์นี้ ดาวิดกล่าวถึงบ่อย ๆ จากสดุดีบทก่อนหน้านี้ เราจึงมั่นใจได้ว่า พระเจ้าทรงมองเราอยู่ตลอดเวลา

สดุดี 33:17-18
ขณะที่พระเจ้าทรงต่อต้านคนชั่ว พระองค์กลับทรงฟังคนเที่ยงธรรม เรื่องนี้เราดูตัวอย่างได้จากชีวิตของโมเสสในอพยพ 32-34 เราจะเห็นการโต้ตอบของพระเจ้ากับคนเที่ยงธรรมที่พระองค์ทรงรักชัดเจน
และข้อ 18 นี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ดาวิดเขียนไว้ให้เรา เพราะในยามที่เกิดใจแตกสลาย ชอกช้ำ ผู้ที่เราต้องการที่สุดก็คือพระเจ้าเท่านั้น ในโลกของเรานี้ ผู้ที่ถูกข่มเหงน้ำใจ ถูกทำลาย ถูกใส่ร้าย ถูกล่วงละเมิดนั้นมีมากมายเหลือเกิน และต้องการพระเจ้ามากจริง ๆ เพราะมนุษย์แทบช่วยไม่ได้ และไม่ช่วยอีกด้วย

สดุดี 33:19-22
เราเห็นความแตกต่างว่าพระเจ้าทรงปฏบัติต่อคนสองแบบไม่เหมือนกันเลย คนเที่ยงธรรมที่วางใจพระเจ้า กับคนอธรรมที่มีตัวเองเป็นพระเจ้านั้น ต่างมีปลายทางไม่เหมือนกัน แต่ยังมีคนอธรรมมากมายที่คิดว่า ปลายทางของพวกเขาดีกว่า เราอย่าไปเชื่อ ขอให้เชื่อเถิดว่า พระเจ้าจะไม่ลงโทษคนที่วางใจในพระองค์

1 ยอห์น 2 บัญญัติแห่งรัก

ผู้ที่ทูลแก้ต่าง

ลูกเล็ก ๆ ของข้าเอ๋ย
ข้าเขียนสิ่งเหล่านี้ถึงพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะไม่ทำบาป
แต่หากว่ามีใครสักคนทำบาป เราก็มีท่านผู้หนึ่ง ที่จะทูลแก้ต่างให้เราต่อพระบิดาพระองค์คือพระเยซูคริสต์
องค์ผู้ทรงเที่ยงธรรม
1 ยอห์น 2:1

โรม 8:34; 1 ทิโมธี 2:5; ฮีบรู 7:25; 9:24

ลูกเล็ก ๆ ในที่นี้หมายถึงคนที่เพิ่งเกิดมาท่านแสดงความอ่อนโยนแก่พี่น้องในความเชื่อ ท่านยอห์นเป็นห่วงพวกเขาที่จะมีชีวิตไม่ติดบาป แต่หากเราเกิดทำบาปขึ้นมา (1 ยอห์น 1:8-10) พระเยซูคริสต์จะทรงเป็นผู้ทูลแก้ต่างให้เรา ด้วยพระองค์เองในฐานะพระบุตรที่ จะทูลขอเพื่อมนุษย์ต่ององค์พระบิดา คำนี้ ในยอห์น 14 แปลว่า พระองค์ผู้ทรงปลอบใจ พระองค์ผู้ทรงหนุนกำลังใจ

และพระองค์ทรงเป็น
เครื่องบูชาลบบาปของพวกเรา
และไม่ใช่แค่บาปของพวกเราเท่านั้น
แต่บาปของคนทั้งโลกด้วย
1 ยอห์น 2:2

โรม 3:25; ฮีบรู 2:17; 1 ยอห์น 4:10; ยอห์น 1:29

เมื่อพระเยซูทรงแก้ต่างให้ผู้ที่เชื่อในพระองค์ ไม่ใช่เพราะเราไร้ความผิด ไม่บาปแต่เป็นเพราะพระองค์ทรงยืน ณ ศาลสูงในสวรรค์ทรงยื่นไม้กางเขนที่เป็นเครื่องหมายของการ รับโทษแทนทั้งของมนุษย์ในโลก ท่านยอห์นใช้คำว่า “พวกเรา” จึงหมายถึงตัวท่านเองด้วยที่รู้ตัวว่าได้ทำผิดบาปไปแล้วไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้นอกจากพระเยซูคริสต์! 

ข้อพิสูจน์ว่าเรารู้จักพระเจ้า

บัดนี้ เราจึงรู้แน่ว่า เรารู้จักพระองค์
เมื่อเรากระทำตามพระบัญชา ของพระองค์
คนที่กล่าวว่า “ฉันรู้จักพระองค์”แต่ไม่ทำตามพระบัญชาเท่ากับเป็นคนมุสาและความจริงไม่ได้อยู่ในคนเช่นนั้น
1 ยอห์น 2:3-4

ยอห์น 14:15; 15:10, 1 ยอห์น 5:3, โรม 3:4, 1 ยอห์ฯ 1:6, ทิตัส 1:16

การทำตามพระบัญชาของพระเจ้าไม่น่ายาก แต่มันกลายเป็นยาก เพราะใจของเราใหญ่กว่าพระบัญชาของพระองค์ คนเราชอบทำตามใจตัวเองมากกว่าที่จะทำตามคำขอร้องของคนอื่น ต่อไปนี้คือ ทำให้ใจของเราเป็นรอง รองจากพระเจ้า จากพระประสงค์ของพระองค์และอย่าคิดว่าตัวเรารู้จักพระองค์จริง ๆ เราต้องสำรวจใจของเราทุกวัน

แต่ถ้าใครรักษาพระดำรัสของพระองค์
ความรักของพระเจ้าก็สมบูรณ์พร้อมในตัวเขาแล้ว
เรารู้ว่า เราอยู่ในพระองค์ ก็เพราะเรารักษาพระดำรัสของพระองค์
1 ยอห์น 2:5

ยอห์น 14:21,23, 1 ยอห์น 4:12; 3:24, ลูกา 11:28

การรักษาพระดำรัสของพระเจ้านั้น มีความหมายลึกซึ้ง หมายถึงอ่าน เฝ้าระวังรักษาไว้ในใจ เฝ้าดู เป็นกิจกรรมที่พระเจ้า ทรงเตือนมาตั้งแต่สมัยโมเสส โยชูวาเลย จำได้ไหม ท่านโมเสสเคยบอกว่าให้ระวังที่จะทำตามคำแห่งพันธสัญญา ฉธบ.29:9 ครั้งหนึ่งท่านโยชูวากล่าวว่าให้ตรึกตรองบัญญัติของพระเจ้าทั้งกลางวันกลางคืน นี่เป็นความหมายแบบเดียวกัน ยชว.1:8

คนใดยืนยันว่า เขาอยู่ในพระองค์
ก็ต้องเดินไปตามอย่าง
ที่พระเยซูทรงดำเนิน
1 ยอห์น 2:6

1 เปโตร 2:21, ยอห์น 13:15, 1 โครินธ์ 11:1, 1 ยอห์น 3:6

พระเยซูทรงคิดอย่างไรในเวลาที่ทรงอยู่ในโลก?
เราเห็นได้จากหนังสือยอห์น อย่างเช่น “อาหารของเราคือการทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” (ยน.4:34) “เราลงมาจากสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อทำตามใจของเราแต่ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” (ยน.6:38) พระดำรัสนี้ชัดเจนมากว่าเราจะเดินตามพระเยซูอย่างไร

สุดยอดแห่งบัญญัติ

ท่านที่รัก ข้าไม่ได้เขียนบัญญัติใหม่ถึงท่าน
แต่นี่เป็นบัญญัติเก่าที่ท่านมีมาตั้งแต่แรก บัญญัติเก่านี้ เป็นคำที่ท่านได้ยินมาแล้วตั้งแต่ต้น
1 ยอห์น 2:7

1 ยอห์น 3:11, 23; 4:21, เลวีนิติ 19:18,
มาระโก 12:29-34, 2 ยอห์น 1:5-6

เวลาเราอ่านข้อนี้เลยไปจนข้อ 8 เราอาจจะงุนงงว่า ท่านยอห์นกำลังหมายถึงอะไร ท่านบอกว่า ไม่ได้เขียนบัญญัติใหม่ หรือกฎใหม่ให้ทำตามแต่เขียนถึงกฎเดิมที่รู้มาแต่ต้น
แล้วกฎเดิมนั้นคืออะไรล่ะ? ก็คือสิ่งที่พระเยซูทรงสั่งไว้ในยอห์น 13:34-35ทรงสั่งให้ศิษย์ของพระองค์รักกันและกัน
เป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาได้ยินจากพระเยซูแต่ต้น 

แต่จะว่าไป ก็เหมือนข้าเขียนบัญญัติใหม่ถึงท่าน ซึ่งเป็นเรื่องความจริงที่ปรากฏในพระองค์และในพวกท่าน เพราะความมืดกำลังผ่านพ้นไป และความสว่างแท้ก็ฉายแสงแล้ว
1 ยอห์น 2:8

ยอห์น 13:34; 15:12, โรม 13:12, ยอห์น 1:9; 8:12; 12:35, เอเฟซัส 5:8

แล้วท่านยอห์นเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเหมือนบัญญัติ ใหม่ด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะท่านได้เห็น ความรักที่เกิดขึ้นในหมู่พี่น้อง ความสว่างแท้ที่ฉายแสงนั้นคือพระเยซูคริสต์ ทรงเข้ามาในโลก พระองค์ทรงเป็นแสงสว่างที่แท้จริงของโลก ได้ทำลายความมืด ความบาปที่อยู่ในโลกนี้ด้วยการสิ้นและคืนพระชนม์ และผู้เชื่อก็กำลังเป็นแสงสว่างของโลกต่อไป..

ผู้ที่ยืนยันว่าตนอยู่ในความสว่างแต่ใจยังเกลียดชังพี่น้องของตนก็ถือได้ว่าเขายังคงอยู่ในความมืด
ผู้ที่รักพี่น้องของตนก็อยู่ในความสว่างและไม่มีสิ่งใดในตัวเขาที่เป็นเหตุให้ใครสะดุดล้มได้
1 ยอห์น 2:9-10

1 โครินธ์ 13:2, 1 ยอห์น 4:20,
1 ยอห์น 3:13-17, 2 เปโตร 1:9-10

อีกแล้วที่ท่านยอห์นเขียน ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ต่างอะไรกับท่านเปโตรเลย อัครทูตทั้งสองมี ความห่วงในใจเป็นอย่างมาก พร้อมที่จะกล่าว คำเตือนสติ หนุนใจไม่หยุดหย่อน
จะเห็นได้ว่า เรื่องสำคัญในข้อนี้คือ ความสว่าง กับความมืด พี่น้องที่ท่านกำลังเตือนต้องเลือก จะรัก และอยู่ในความสว่าง หรือจะเกลียด แล้วอยู่ในความมืด !

แต่คนที่เกลียดชังพี่น้องของตนเท่ากับว่ายังอยู่ในความมืด เดินในความมืด และไม่รู้ว่าตนเองกำลังเดินไปที่ไหน เพราะความมืดได้บดบังตาให้บอดไป
1 ยอห์น 2:11

1 ยอห์น 2:9; 3:15; 4:20, ยอห์น 12:35, วิวรณ์ 3:17

คนที่เกลียดชังพี่น้อง หรือไม่รัก ไม่ใส่ใจเท่ากับว่ายังอยู่ในความมืด (ข้อ 9) แต่ในข้อนี้พูดเพิ่มเติมว่า เขาเดินในความมืดด้วยนั่นคือยังคงสภาพบาปต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เมื่อชีวิตยังบาปอยู่ ทำผิดอะไรก็จะมองไม่ออกว่า ตัวเองทำผิดอยู่ ความเกลียดชังก็บดบังใจ ไม่ว่าจะให้เหตุผลอย่างไร เขาก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี เขาไม่เห็นด้วยว่า จุดหมายปลายทางของเขาคือ ที่ไหน เพราะตาบอดอยู่ วิสัยทัศน์ก็บิดเบือน

ลูกเล็กที่รักทั้งหลาย ข้าเขียนถึงเจ้าเพราะพระองค์ทรงยกโทษบาปให้เจ้าแล้ว
โดยพระนามของพระองค์
พ่อ ๆ ทั้งหลาย ข้าเขียนถึงท่านเพราะท่านรู้จักพระองค์ผู้ทรงดำรงมาตั้งแต่ปฐมกาล
คนหนุ่มทั้งหลาย ข้าเขียนถึงท่าน เพราะท่านมีชัยชนะเหนือมารร้าย
1 ยอห์น 2:12-13ก

1 โครินธ์ 6:11, ลูกา 24:47; กิจการ 10:43; 13:38, ยอห์น 1:1, 1 ยอห์น 2:14; 1:1

ตอนนี้ท่านยอห์นกำลังบอกเหตุผลว่าทำไมท่านจึง เขียนจดหมายถึงพวกเขา ดูเหมือนท่านเขียนถึง คนที่กำลังเติบโตในพระเจ้าสามระดับคือ คนที่มาเชื่อใหม่ คนที่รู้จักพระเจ้ามานาน กับคนที่กำลังเติบโตระดับกลาง ทั้งสามกลุ่มต่างมีสัมพันธ์กับพระเจ้าในลักษณะที่เป็นขั้นเป็นตอน จากรับการยกบาป ก็มีชัยชนะเหนือมารและมีความรู้ในองค์พระเจ้ามากขึ้น ชีวิตผู้เชื่อจึงไม่อยู่กับที่ แต่โตขึ้นทุกวัน




ลูกเล็กที่รักทั้งหลาย
ข้าได้เขียนถึงเจ้า
เพราะเจ้ารู้จักพระบิดาแล้ว
พ่อ ๆ ทั้งหลาย ข้าได้เขียนถึงท่านเพราะท่านรู้จักพระองค์ผู้ทรงดำรงมาตั้งแต่ปฐมกาล
คนหนุ่มทั้งหลาย
ข้าเขียนถึงท่านเพราะท่านเข้มแข็ง และพระคำของพระเจ้าดำรงในท่าน และท่านมีชัยชนะเหนือมารร้าย
1 ยอห์น 2:13ข-14

กาลาเทีย 4:6, โรม 8:15, 1 ยอห์น 2:13, สดุดี 119:11, เอเฟซัส 6:10

ราวกับว่าลอกข้อ 12-13ก มาเลย มีความแตกต่างเล็กน้อย ทำไมท่านยอห์นถึงกล่าวคำที่ซ้ำเช่นนี้? มารร้ายในข้อ13 และ 14 นี้มาจากยอห์น 17:15พระเยซูทรงอธิษฐานให้ผู้ที่เชื่อในพระองค์ได้พ้นจาก ผู้ที่ชั่วร้าย คือมารร้ายนั่นเอง น่าสังเกตว่าในคำอธิษฐานที่พระเยซูทรงสอนสาวก ก็มีประโยคหนึ่งที่ว่า ขอให้พ้นจากมารร้ายเช่นกัน (มัทธิว 6:13)

อย่ารักโลก

อย่ารักโลกหรือสิ่งใดในโลก
ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในคนที่รักโลก เพราะทุกสิ่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นความอยากของร่างกาย ความอยากของตา และความอวดหยิ่งในสิ่งที่ตนครอบครอง ไม่ได้มาจากพระบิดาแต่มาจากโลก
1 ยอห์น 2:15-16

ยากอบ 4:4, โรม 12:2, มัทธิว 6:24, โคโลสี 3:1-2, กาลาเทีย 1:4; 5:17, โรม 13:14, ปฐมกาล 3:6, สดุดี 119:36-37

พระคำข้อนี้ ตรงไปตรงมา บอกกับเราว่า ไม่ให้รัก หลง ตามหาความอยากของร่างกาย ไม่ให้เราคลั่งไคล้สิ่งที่ตาอยากมอง ไม่ให้เราภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนมี ซึ่งเหล่านี้ เมื่อมันมีมาก เมื่อเราลุ่มหลง มันทำให้เราลืม สิ่งที่ถูกต้อง ลืมพระเจ้า แต่หลงไปปรนนิบัติสิ่งเหล่านั้น ท่านยอห์นบอกว่าทั้งสามสิ่งนั้น ไม่ได้มาจาก พระบิดา แต่มาจากโลกโดยตรง

โลกกับความอยากแบบของโลกจะสูญไป
แต่ผู้ที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าจะดำรงตลอดไป
1 ยอห์น 2:17

1 โครินธ์ 7:31, 1 เปโตร 1:24, มัทธิว 24:35, ฮีบรู 10:36

การที่ท่านยอห์นกล่าวชัดเจนเช่นนี้เรารู้ว่าโลกและวิถีแบบโลกจะต้องจบสิ้นไปในวันหนึ่ง ความจริงแล้วสำหรับมนุษย์ทุกคน ความอยากแบบโลกนั้นมันก็จบลงที่ความตาย แต่คนที่ได้พบพระเจ้า และจบกับความอยาก นั้นก่อน จะมีสันติสุขในพระเจ้าเป็นอย่างมาก เป็นความสุขที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้มนุษย์ได้มีประสบการณ์ เป็นชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดพระเจ้าทั้งที่ยังอยู่ในโลกนี้

การหลอกลวงในเวลาสุดท้าย

ลูกที่รักทั้งหลาย นี่เป็นช่วงเวลาสุดท้ายก็อย่างที่เคยได้ยินมาว่า
ผู้ต่อต้านพระคริสต์กำลังมา
บัดนี้
มีฝ่ายตรงข้ามพระคริสต์ปรากฏตัว ออกมาหลายคน เพราะอย่างนี้
เราจึงรู้ว่า นี่เป็นช่วงเวลาสุดท้าย
1 ยอห์น 2:18

2 ทิโมธี 3:1; ยากอบ 5:3; 2 เปโตร 3:3; ยูดา 18; 1 ยอห์น 4:3; 2 ยอห์น 7; มัทธิว 24:5, 24
1 ยอห์น 4:1; มัทธิว 24:5; 1 ทิโมธี 4:1

“ผู้ต่อต้านพระคริสต์” เป็นลักษณะของคนที่ตรงตามที่เราเรียกเขา แต่คำ ๆ นี้อาจหมายความได้สองอย่างคือ มาต่อต้าน หรือ มาแทน คน ๆ นี้อาจดูดีมาก ๆ ไม่ได้ดูเป็นผู้ร้ายเลยก็ได้แต่เป็นผู้ที่จะมาแทนที่พระเยซูในใจของผู้เชื่อ อาจเป็นได้ทั้งบุคคล และเป็นทั้งระบบองค์กรโลกท่านยอห์นบอกเราว่า มีหลายคนเสียด้วย ดังนั้น เราต้องดูให้ดีว่า ใครเป็นใครในยุคนี้

แม้ว่าพวกเขาออกมาจากกลุ่มของเรา แต่กลับไม่ได้เป็นฝ่ายเรา เพราะหากเขาเป็นพวกเราจริง เขาคงจะอยู่กับเราต่อไป
แต่พวกเขาออกไปจากเรา
เพื่อจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า
ไม่มีใครสักคนในพวกเขาเป็นฝ่ายเรา
1 ยอห์น 2:19

เฉลยธรรมบัญญัติ 13:13; กิจการ 20:30; ยอห์น 17:12; 1 โครินธ์ 11:19, ยูดา 19


จากข้อความตอนนี้ ทำให้เรารู้ชัดว่า คนที่กลายเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์นั้น แต่ก่อนเคยเป็นคนที่อยู่ในชุมชนคริสเตียน ในเมื่อเขาตัดสินใจออกไป. จากชุมชนนี้ แสดงว่า เขาไม่คิดจะเป็นผู้เชื่อใน พระเจ้าอีกต่อไป
คนเหล่านี้คงไม่ได้เกิดใหม่จริง ๆ มาตั้งแต่ต้น พวกเขาแค่เพียงเกาะติดเหล่าผู้เชื่อ แต่ไม่ได้มีความเข้าใจ รู้จักพระเจ้าจริงจัง ไม่ได้รับการเปลี่ยนเหมือนคนอื่น ๆ ที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิต 

และพวกท่านได้รับการเจิมจากองค์ผู้บริสุทธิ์และท่านรู้ทุกสิ่ง ที่เขียนมานี้ไม่ใช่เพราะท่านไม่รู้ความจริง แต่เพราะท่านรู้ และไม่มีความเท็จใดออกมาจากความจริง
1 ยอห์น 2:20-21

2 โครินธ์ 1:21; กิจการ 3:14; ยอห์น 16:13; 14:26; สุภาษิต ​28:5; อิสยาห์ 61:1; 2 เปโตร 1:12; ยูดา 5

คนที่หลีกตัวออกไปจากพี่น้องนั้น บ่งชัดว่า พวกเขาเป็นคนละฝ่ายกับพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ที่ไม่รู้ ไม่รับความจริงของพระเจ้า ส่วนผู้ที่ท่านยอห์นเขียนถึง แตกต่างออกไป พวกเขารู้ความจริง การที่บอกว่าท่านรู้ทุกสิ่งหมายความว่า รู้ และต้อนรับ ยินดีในความจริงนั้น พวกเขายังได้รับการเจิมจากพระเจ้า พวกเขาไม่ยึดความเท็จในการใช้ชีวิต
แต่ดำเนินชีวิตตามความจริงของพระเจ้า

ใครเป็นคนพูดเท็จ คนพูดเท็จคือคนที่ปฏิเสธว่า พระเยซูคือพระคริสต์
เขาคนนี้คือผู้ที่ต่อต้านพระคริสต์ เป็นคนที่ปฏิเสธทั้งพระบิดาและพระบุตร
1 ยอห์น 2:22

2 ยอห์น 7; 1 ยอห์น 4:3; 4:20

คำว่าพระคริสต์มาจากภาษากรีกว่า คริสโตส คือผู้ที่ถูกเจิม เรียกกันว่า พระเมสสิยาห์ ซึ่งมาจากภาษาฮีบรู ทั้งสองชื่อนี้
มีความหมายเดียวกัน คือเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมและส่งมาในโลกเพื่อสร้างอาณาจักรของพระเจ้า ในหัวใจของมนุษย์ ที่คนในโลกมากมายไม่ยอมรับพระคริสต์ก็เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้พระองค์ เป็นพระเจ้าเหนือชีวิตของพวกเขา บางคนรุนแรงขนาดต่อต้านพระองค์ทุกครั้งที่ทำได้

ทุกคนที่ปฏิเสธพระบุตร
ก็ไม่มีพระบิดา
คนที่ยอมรับพระบุตร
ก็มีพระบิดาด้วย
1 ยอห์น 2:23

ยอห์น 15:23-24; 8:9; 10:30; 1 ยอห์น 4:15; 5:23

เหมือนกับว่า ท่านยอห์นรู้ล่วงหน้าว่าจะมีอะไร เกิดขึ้นในโลกยุคนี้ เราจะเห็นผู้สอนผิดที่เอาแต่พระบิดา และปฏิเสธพระบุตร อย่างศาสนายิว พยานพระยะโฮวาห์ เป็นต้น คนเหล่านี้ เชื่อว่า ตนเองถูกต้องที่จะปฏิเสธพระบิดาหรือพระบุตร องค์ใดองค์หนึ่ง แต่ความจริงแล้ว พระบิดากับพระบุตรทรงเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีทางแยกพระองค์ออกจากกันแล้วจะโอเคได้

ให้ความจริงดำรงในชีวิต

จงรักษาสิ่งที่ท่านได้ยินมาตั้งแต่แรก ให้ดำรงอยู่ในตัวท่านถ้าหากว่าท่านดำรงในสิ่งนั้นก็คือท่านดำรงอยู่ในพระบุตรและพระบิดา
1 ยอห์น 2:24

2 ยอห์น 6,7; ยอห์น 14:23; 15:9-10; วิวรณ์ 3:3, 1 ยอห์น 4:16

ในประโยคสั้น ๆ นี้ ท่านยอห์นมีคำว่า ดำรงอยู่ถึงสามครั้ง คำนี้มีความหมายคือ อาศัยอยู่ใน คงอยู่ เมื่อเรารักษาคำของพระเจ้าไว้ในใจ ในชีวิตดำเนินตาม และเอาใจใส่ เท่ากับว่า เราได้อยู่ในพระบุตรและพระบิดานี่เป็นกำไรสุดยอดของชีวิตคน ๆ หนึ่ง ที่จะได้อยู่ในพระเจ้าเต็มบริบูรณ์อย่างนี้

บัดนี้ ชีวิตนิรันดร์เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ให้เราที่ได้เขียนมานั้นข้าเขียนถึงท่านเกี่ยวกับคนที่พยายามนำท่านให้หลงทางไป
1 ยอห์น 2:25-26

ยอห์น 3:14-16; 6:40; 17:2,3; ทิตัส 3:7; ยูดา 21; 2 ยอห์น 1:7; 2 เปโตร 2:1-3; กิจการ 20:29-30

ท่านยอห์นเตือนสติคนอ่านว่า พระเจ้าทรงสัญญาชีวิตนิรันดร์ให้กับเราที่ดำรงในพระองค์ คนที่มาเชื่อในพระองค์ ไม่ได้จบชีวิตไปเหมือนคนอื่น ๆ ที่ไม่มีพระองค์ แต่พวกเขาพิเศษคือมีพระสัญญามั่นเหมาะว่าเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์ และถ้าเราย้อนกลับไปดู ข้อ 19 มีคนกลุ่มหนึ่งที่ ออกไป และไม่ได้อยู่ในกลุ่มเราอีกต่อไป พวกนี้ยังชักชวนให้คนที่อยู่ออกไปด้วย ชวนให้หลงทางไปจากพระเจ้า

การเจิมที่ท่านได้รับจากพระองค์ดำรงในท่านจึงไม่ต้องให้ใครมาสอนท่านเพราะการเจิมจะสอนท่านทุกสิ่งที่เป็นจริงไม่ใช่เป็นเท็จ ให้ท่านดำรงในพระองค์ ตามที่การเจิมได้สอนท่านไว้
1 ยอห์น 2:27

ยอห์น 14:16; 16:13; เยเรมีย์ 31:33; 2 เปโตร 1:16-17

การเจิมดังกล่าวคืออะไรหรือ? จำได้ไหมว่า พระเยซูทรงสัญญาจะให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ มาสอนความจริงให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์​เมื่อเราเข้ามาเชื่อพระเจ้า เราก็ได้รับการเจิม
ด้วยพระวิญญาณจากพระองค์ พระวิญญาณจะทรงสอนผู้เชื่อผ่านพระวจนะที่เขาอ่าน ที่เขาติดตาม เขาไม่ต้องไปเรียนรู้จากคนที่พยายามสอนคำลวงให้กับพวกเขา อ่านยอห์น 14:26,

บัดนี้ ลูกเล็ก ๆ จงดำรงอยู่ในพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ เราจะกล้าหาญ และไม่ละอายต่อพระพักตร์
เมื่อพระองค์เสด็จมา หากท่านรู้ว่า พระองค์ทรงเที่ยงธรรม ท่านก็ย่อม
รู้ว่าคนที่ประพฤติเที่ยงธรรมก็บังเกิดจากพระองค์
1 ยอห์น 2:28-29

1 ยอห์น 3:21; 4:17; 5:14, มาระโก 8:38, กิจการ 22:14, ยอห์น 3:7,10

ท่านยอห์นเตือนสติให้พี่น้องดำรงอยู่ในพระเจ้าเหมือนอย่างที่พระเยซูเคยตรัสให้เราดำรงใน พระองค์ในยอห์น 15:1-11 เป็นการอยู่ในกันและกัน สองทางเลย เราอยู่ในพระเจ้า พระองค์ในเรา ใกล้ชิด มีพระคำในใจ แล้วชีวิตจะเกิดผลมาก
ดูสิว่า การอยู่ในพระเจ้าจะทำให้ชีวิตมีแต่ดีขึ้นน่าเสียดายที่เรากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น บทที่สองจบลงด้วยคำขอให้ดำรงในพระเจ้า

สดุดี 33 แด่พระเจ้าผู้ทรงเต็มด้วยรักมั่นคง

การแบ่งเป็นหัวข้อนี้ เพื่อให้การอ่านสะดวกขึ้น ท่านอาจจะแบ่งหัวข้อแตกต่างออกไป การทำเช่นนี้จะทำให้ได้เข้าใจ เห็นชัดว่า ผู้เขียนกำลังคิดถึงอะไร และเขาเปลี่ยนหัวเรื่องที่เขาคิดตอนไหน

สดุดี 33
ชวนให้ร้องเพลงถวายพระเจ้า
1 จงร้องเพลงด้วยความยินดี โอ เหล่าคนที่เที่ยงธรรม
คำสรรเสริญจากคนเที่ยงตรงก็งดงาม
2 จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ด้วยเสียงพิณ
ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณสิบสาย
3 จงร้องเพลงใหม่ถวายพระองค์
เล่นดนตรีอย่างเชี่ยวชาญพร้อมกับเสียงตะโกนอย่างชื่นชม
พระลักษณะของพระเจ้า
4 เพราะพระดำรัสของพระยาห์เวห์นั้นถูกต้อง
ทรงทำราชกิจทั้งสิ้นด้วยความซื่อตรง
5 พระองค์ทรงรักความเที่ยงธรรมและความยุติธรรม 
แผ่นดินโลกเต็มด้วยความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์
จักรวาลที่พระองค์ทรงสร้าง
6 ฟ้าสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยพระดำรัสของพระยาห์เวห์
และดวงดาวทั้งหลายเกิดขึ้นมาโดยลมจากพระโอษฐ์
7 พระองค์ทรงรวบรวมน้ำทะเลเป็นมวลน้ำใหญ่
ทรงเก็บห้วงน้ำลึกไว้ให้อยู่ในคลัง
8 ทั้งโลกเอ๋ย จงเกรงกลัวตัวสั่นต่อพระยาห์เวห์ 
ผู้ที่อาศัยในโลกทั้งสิ้น จงยืนตะลึงเพราะพระองค์
9 เมื่อพระเจ้าตรัส โลกก็เกิดขึ้น 
เมื่อพระองค์ทรงบัญชา โลกก็มั่นคง
ใครจะตั้งตัวต่อต้านพระองค์?
10 พระยาห์เวห์ทรงทำให้การสมคบคิดของชาติต่าง ๆ ไร้ผล
พระองค์ทรงทำให้แผนการของมนุษย์ล้มเหลวไป
11 คำปรึกษาของพระยาห์เวห์ดำรงนิรันดร์ 
แผนการในน้ำพระทัยของพระองค์ มีต่อชนทุกชั่วอายุ
12 ความสุขเป็นของชาติที่พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา  ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกให้เป็นมรดกของพระองค์
พระเจ้าทรงมองดูมนุษย์เสมอ
13 พระยาห์เวห์ทอดพระเนตรมาจากสวรรค์
ทรงมองดูลูกหลานของมนุษย์
14 จากที่ประทับของพระองค์
ทรงมองดูผู้ที่อาศัยอยู่ในโลกอย่างพินิจพิเคราะห์
15 พระองค์เท่านั้นเป็นผู้สร้างใจให้พวกเขา
พระองค์ทรงพิจารณาการงานของพวกเขา
ใครล่ะ จะทำให้ชนะได้จริง ๆ?
16 กษัตริย์มิได้รอดโดยกองทัพใหญ่โต
ผู้ที่แข็งแรงมิได้รับการช่วยกู้ด้วยกำลังมากมายของเขา
17 ที่จะหวังให้ม้าศึกช่วยให้ชัยชนะ ก็ไร้ประโยชน์
มันไม่อาจช่วยใครด้วยกำลังมหาศาลของมัน
18 ดูเถิด พระเนตรของพระเจ้าอยู่เหนือคนที่ยำเกรงพระองค์
อยู่เหนือคนที่หวังในความรักมั่นคงของพระองค์
19 เพื่อให้พระองค์ทรงช่วยกู้เขาจากความตาย
และทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้ในยามกันดาร
เราตั้งใจรอคอยพระเจ้าของเรา
20 วิญญาณของเรารอคอยพระยาห์เวห์
ทรงเป็นพระผู้ช่วยและโล่กำบังของเรา
21 จิตใจของเรายินดีในพระองค์
เพราะเราวางใจในพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
22 โอ พระยาห์เวห์.
ขอให้ความรักมั่นคงของพระองค์อยู่เหนือพวกเรา
ตามที่เราหวังใจในพระองค์

พระคำเชื่อมโยง

1* สดุดี 32:11; 97:12; 147:1

2* สดุดี 150:3-6, 144:9

3* อิสยาห์ 42:10, สดุดี 96:1

4* สดุดี 12:6, ทิตัส 1:2

5*ฮีบรู 11:3, 2 เปโตร 3:5, โยบ 33:4

6* ฮีบรู 11:3, 2. เปโตร 3:5, โยบ 33:4

7* อพยพ 15:8

8* วิวรณ์ 15:4; 14:6-7, สดุดี 96:9-10

9* สดุดี 33:6, ปฐมกาล 1:3

10* อิสยาห์ 8:10; 19:3

11* โยบ 23:13,
สุภาษิต 19:21

12* สดุดี 144:15, 1 เปโตร 2:9

13* สดุดี 11:4, โยบ 28:24

14* 1 พงศ์กษัตริย์ 8:39, 1 ทิโมธี 6:16

15* เยเรมีย์ 32:19, สดุดี 44:21

16* สดุดี 44:3, เยเรมีย์ 9:23

17* สุภาษิต 21:31, สดุดี 20:7

18* 1 เปโตร 3:12, โยบ 36:7

19* สุภาษิต 10:3, สดุดี 91:10

20* สดุดี 130:5-6, อิสยาห์ 40:31

21* สดุดี 13:5, วิวรณ์ 4:8

22* สดุดี 119:49

อธิบายเพิ่มเติม

ชวนให้ร้องเพลงถวายพระเจ้า
สดุดี 33:1-3
ตอนนี้เป็นเวลาที่ดาวิดกำลังกล่าวกับคนที่ภักดีต่อพระเจ้า ท่านมองเห็นว่า เมื่อคนเที่ยงธรรมสรรเสริญพระเจ้านั้น ภาพออกมางดงาม น่าชมจริง ๆ เพราะพวกเขาสรรเสริญอย่างจริงใจ ไม่มีการหลอกลวง รู้สึกชื่นชมในพระเจ้าอย่างไรก็กล่าวออกมาอย่างนั้น ท่านชวนให้ร้องเพลงและเล่นดนตรี ร้องเพลงใหม่อยู่เสมอ การสรรเสริญของท่านในเวลานี้ ออกเสียงดังจริง ๆ ไม่มีออมเสียงไว้เลย

พระลักษณะของพระเจ้า
สดุดี 33:4-5
เราจะเห็นว่า สมควรที่เราจะสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงเที่ยงตรง ซื่อตรง ยุติธรรม นี่เป็นพระลักษณะส่วนตัวของพระเจ้าที่เห็นได้ชัด มองไปรอบ ๆ เราจะเห็นความรักมั่นคงของพระเจ้าเต็มไปหมด แม้อยู่ในความยากลำบากเราก็สัมผัสความรักของพระองค์ได้. …

จักรวาลที่พระองค์ทรงสร้าง
สดุดี 33:6-9
ดาวิดอดไม่ได้ที่จะคิดถึงการทรงสร้างของพระเจ้า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ในการทรงสร้าง เป็นเหตุให้มนุษย์ต้องหวาดหวั่นต่อพระองค์ ท่านชวนให้เรายืนตะลึงต่อพระองค์เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง
เราจึงควรขอบพระคุณในราชกิจที่ทรงทำให้แก่เรา อย่ามองธรรมชาติแบบเฉย ๆ อีกต่อไป แต่ให้เรามองแล้วสรรเสริญพระองค์ยินดีในพระองค์ไม่หยุดยั้ง

ใครจะตั้งตัวต่อต้านพระองค์?
สดุดี 33:10-12
พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เหนือการรวมตัวของชาติต่าง ๆ ที่พยายามสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตนเอง เราเห็นองค์กรระหว่างประเทศมากมายเกิดขึ้น และองค์กรเหล่านี้ได้ทำกิจกรรมที่ดูเหมือนดี แต่เป็นการต่อต้านพระเจ้าหลายประการที่มองผ่าน ๆ แล้วจะไม่เห็นว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่
เราอยากเห็นชาติที่ให้พระเจ้ามาเป็นที่หนึ่ง แต่ยิ่งมองไปในโลก ก็ยิ่งเห็นชาติที่พยายามทำลายความเชื่อในพระเจ้า ดาวิดเองเป็นกษัตริย์ ท่านรู้ดีว่าหากท่านนำประชากรของท่านให้หันมารับพระเจ้าสุดหัวใจ ประชากรของพระเจ้าจะมีความสุขอย่างที่ทุกชาติต้องอิจฉษ

พระเจ้าทรงมองดูมนุษย์เสมอ
สดุดี 33:13-15
ดาวิดได้เตือนทุกคนว่า พระเจ้าทรงมองดูอยู่ ทรงมองในฐานะชาติ และทรงมองในฐานะบุคคลเป็นส่วนตัว เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงมองครอบครัว ที่ทำงาน คริสตจักร และชุมชนต่าง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อพระเจ้าทรงมองมา พระองค์ทรงพอพระทัยสิ่งที่เราทำไหม?

ใครล่ะ จะทำให้ชนะได้จริง ๆ?
สดุดี 33:16-19
กษัตริย์ดาวิดเป็นนักรบ ดังนั้นสิ่งที่ท่านกล่าวเป็นความจริง ท่านรู้ชัดว่า กำลังของกองทัพหรือนักรบที่กล้าหาญเข้มแข็งไม่ได้ช่วยอะไร แต่ ผู้ที่ช่วยให้มีชัยชนะคือพระเจ้า ..​นี่เป็นความมั่นใจของเราเช่นกันว่าสติปัญญาหรือกำลังของเราไม่ได้ช่วยเราได้เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงช่วยในทุก ๆ สถานการณ์

เราตั้งใจรอคอยพระเจ้าของเรา
สดุดี 33:20-22
กษัตริย์ดาวิดได้กล่าวถึงพระเจ้าในด้านต่าง ๆ มากมาย ถึงเวลาที่ท่านจะรอคอยพระเจ้าองค์ที่ท่านสรรเสริญบูชา ท่านมองว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยและโล่ปกป้อง ท่านยินดีในพระเจ้า วางใจพระองค์
จบด้วยการอธิษฐานขอให้รักมั่นคงของพระองค์อยู่เหนือประชากรของพระองค์. เป็นคำอธิษฐานที่เหมาะสำหรับคนที่เป็นกษัตริย์ปกครองประชากรของพระเจ้า เพราะท่านรู้ว่า พระเจ้าต่างหากที่เป็นผู้ปกป้องแท้จริง หาใช่ท่านเองไม่