
หญิงพรหมจารีสิบคนที่รอคอย
1 “ เวลานั้น แผ่นดินสวรรค์จะเป็นเหมือนกับหญิงพรหมจารีสิบคน พวกเธอถือตะเกียงออกไปรับเจ้าบ่าว
2 ห้าคนนั้นโง่เขลา ส่วนอีกห้าคนนั้นฉลาดเฉลียว
3 หญิงสาวห้าคนที่โง่เขลาเอาตะเกียงไป แต่ไม่ได้เอาน้ำมันไปด้วย
4 ส่วนหญิงสาวที่ฉลาดเอาน้ำมันใส่โถไปพร้อมกับตะเกียง
5 แต่เป็นเพราะเจ้าบ่าวมาช้าพวกเธอก็ง่วง และหลับไป
6 “พอถึงเที่ยงคืน มีคนหนึ่งร้องขึ้นว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว ออกมาต้อนรับเขาเถิด!’
7 แล้วหญิงสาวทุกคนจึงตื่นขึ้นมา ตกแต่งใส้ตะเกียงของตนให้พร้อม
8 แต่หญิงสาวที่โง่กล่าวกับหญิงสาวที่ฉลาดว่า ‘ขอแบ่งน้ำมันให้เราบ้าง เพราะตะเกียงของพวกเรากำลังจะดับแล้ว’
9 หญิงสาวที่ฉลาดตอบว่า ‘ไม่ได้หรอก น้ำมันไม่พอสำหรับทั้งเรากับพวกเธอ ออกไปหาซื้อน้ำมันจากคนขายเอาเองแล้วกัน’
10 ขณะที่หญิงสาวโง่เขลาทั้งห้ากำลังออกไปซื้อน้ำมันอยู่นั้น เจ้าบ่าวก็มาถึง คนที่พร้อมแล้ว ก็เข้าไปในงานเลี้ยงสมรสกับเขา และประตูก็ปิดลั่นดาล
11 “หลังจากนั้น หญิงสาวทั้งห้าก็มาร้องเรียกว่า ‘นายท่านเจ้าข้า นายท่านเจ้าข้า โปรดเปิดประตูให้พวกเราด้วย ขอเราเข้าไปด้วยเจ้าค่ะ’
12 แต่เจ้าบ่าวตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้านะ
ว่าเราไม่รู้จักเจ้าเลย ’
13 “ดังนั้น จงเฝ้าระวัง ตื่นตัวเสมอ เพราะเจ้าไม่รู้ว่าจะเป็นวันเวลาใด”

อุปมาเรื่องคนรับใช้ทั้งสามกับเงินตะลันต์
14 “แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนชายคนหนึ่งที่กำลังจะออกเดินทางไป เขาเรียกพวกคนรับใช้มา เพื่อให้ดูแลทรัพย์สินของเขา 15 เขาให้เงินคนหนึ่งห้าตะลันต์ อีกคนสองตะลันต์ และอีกคนเพียงตะลันต์เดียวตามความสามารถของแต่ละคน จากนั้นเขาก็ออกเดินทางไป
16 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็รีบนำเงินไปลงทุนทันที และเขาได้กลับมาเพิ่มอีกห้าตะลันต์
17 ส่วนคนที่สองก็เช่นเดียวกัน เขานำไปลงทุนและได้กลับมาอีกสองตะลันต์
18 แต่คนที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ กลับออกไปแล้วขุดหลุม แล้วเอาเงินของนายซ่อนเอาไว้
19 “เป็นเวลานานหลังจากนั้น เจ้านายก็ก็กลับมา และถามคนรับใช้ว่า พวกเขาได้ทำอะไรกับเงินที่ได้มา
20 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ ก็นำอีกห้าตะลันต์มารายงานว่า ‘ที่นายท่านให้กระผมมาห้าตะลันต์ กระผมได้มาเพิ่มอีกห้าตะลันต์ขอรับ’
21 เจ้านายตอบว่า ‘เจ้าทำได้ดีทีเดียว เจ้าเป็นคนที่ดีและซื่อสัตย์ เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งให้เจ้าดูแลของอื่น ๆ มากขึ้น มาร่วมยินดีกับความสุขของเราเถิด’
22 “แล้วคนรับใช้คนที่ได้สองตะลันต์ก็มาหาเจ้านายและรายงานว่า ‘นายเจ้าข้า ที่ท่านให้กระผมมาสองตะลันต์ กระผมได้กลับมาเพิ่มอีกสองตะลันต์ขอรับ’
23 เจ้านายตอบว่า ‘เจ้าทำได้ดีทีเดียว เจ้าเป็นคนที่ดีและซื่อสัตย์ เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งให้เจ้าดูแลของอื่น ๆ มากขึ้น มาร่วมยินดีกับความสุขของเราเถิด’
24 “แล้วคนที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ก็มารายงานตัวเช่นกัน เขากล่าวว่า ‘นายท่าน กระผมรู้ว่า ท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านเองไม่ได้ปลูก และรวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่านเมล็ด
25 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงกลัว ก็เลยเอาเงินของท่านไปซ่อนไว้ในดิน นี่ขอรับ เงินของท่าน’
26 เจ้านายตอบเขาว่า ‘เจ้าเป็นทาสที่ชั่วช้าและเกียจคร้านนัก! เจ้ากล่าวว่าเราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราไม่ได้ปลูก และรวบรวมผลที่เราไม่ได้หว่าน
27 ดังนั้นเจ้าควรฝากเงินของเราไว้ในธนาคาร เมื่อเรากลับมา เราจะได้รับเงินที่ฝากคืนมาพร้อมกับดอกเบี้ย’
28 “ดังนั้น นายจึงสั่งคนรับใช้อื่นว่า ‘จงเอาเงินตะลันต์จากเจ้านี่ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์
29 เพราะคนที่มีมากอยู่แล้ว จะได้รับมากขึ้น และเขาจะมีอย่างบริบูรณ์เกินความต้องการ แต่คนที่ไม่มีมาก แม้ที่เขามีอยู่ก็จะถูกเอาไปจากเขา’
30 แล้วนายจึงกล่าวว่า ‘จงโยนคนไร้ค่าออกไปในที่มืดข้างนอกนั่น เป็นที่ ๆ ผู้คนร้องไห้ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน!’
องค์กษัตริย์ผู้พิพากษา
31 “บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกพร้อมกับพระสิริตระการ พร้อมกับทูตสวรรค์ของพระองค์ พระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ประทับบนบัลลังก์ยิ่งใหญ่ (ดาเนียล 7:13-14)
32 ชาติต่างๆ ทั้งปวงในโลกจะเข้ามาชุมนุมต่อพระพักตร์ และพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงที่แยกแกะออกจากแพะ
33 พระองค์จะทรงจัดให้พวกแกะอยู่ทางขวาพระหัตถ์ และพวกแพะอยู่ทางซ้าย
34 แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสกับผู้คนทางขวาพระหัตถ์ว่า ‘มาเถิด พวกเจ้าเป็นคนที่ได้รับพระพรจากองค์พระบิดา จงมารับแผ่นดินที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้พวกเจ้าตั้งแต่ทรงสร้างโลก
35 เพราะเมื่อเราหิว เจ้าก็ให้เรากิน เรากระหายเจ้าก็ให้น้ำเราดื่ม เมื่อเราเป็นคนแปลกหน้า เจ้าได้ต้อนรับเรา
36 เราเปลือยกาย เจ้าก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราป่วย เจ้าก็มาดูแล เราอยู่ในคุก เจ้าก็มาเยี่ยม’
37 “แล้วเหล่าคนเที่ยงธรรมจะตอบว่า ‘โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อไรกันที่ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทรงหิว แล้วได้ให้พระองค์รับประทาน หรือเห็นพระองค์กระหายและได้ให้พระองค์ดื่ม?
38 เมื่อไรที่พวกข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์เป็นคนแปลกหน้า แล้วต้อนรับ หรือเห็นพระองค์เปลือยกายแล้วสวมเสื้อให้กับพระองค์?
39 เมื่อไรที่เราเห็นพระองค์ประชวรหรืออยู่ในที่คุมขัง และได้ไปเยี่ยมพระองค์?’
40 “แล้วองค์กษัตริย์ตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งใด ๆ ที่เจ้าได้ทำให้แก่ผู้เล็กน้อยที่สุดในพวกพี่น้องของเรา เจ้าก็ได้ทำให้เราด้วย ’
41 “แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสกับเหล่าผู้ที่อยู่ทางพระหัตถ์ซ้ายของพระองค์ว่า ‘จงไปให้พ้นหน้าเรา เจ้าเป็นผู้ถูกสาป จงเข้าไปในกองไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเป็นที่ ๆ เตรียมไว้ให้กับมารและสมุนของมัน
42 เพราะเมื่อเราหิว เจ้าก็ไม่ได้ให้เรากิน เรากระหาย เจ้าไม่ได้ให้เราดื่ม
43 เราเป็นคนแปลกหน้า เจ้าก็ไม่ได้ต้อนรับเรา เราเปลือยกาย เจ้าก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ถูกจำขัง เจ้าก็ไม่ได้ดูแลเราเลย’
44 “แล้วคนเหล่านั้นจะตอบว่า ‘พระองค์เจ้าข้า เมื่อไรที่พวกข้าพเจ้าเห็นพระองค์หิว หรือกระหาย หรือเป็นคนแปลกหน้า หรือเปลือยกายหรือป่วย หรืออยู่ในที่คุมขัง? เมื่อไรที่เราเห็นแล้วพวกข้าพเจ้าไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลือ?’
45 “แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งที่เจ้าไม่ยอมทำให้กับคนเล็กน้อยที่สุดคนหนึ่งในพี่น้องของเรา เจ้าก็ไม่ได้ทำให้เราด้วย’
46 “แล้วคนเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษนิรันดร์ แต่สำหรับคนที่มีความเที่ยงธรรมจะได้เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”
อธิบายเพิ่มเติม
หญิงสาวสิบคนที่รอคอย
มัทธิว 25:1-13
การแต่งงานในสมัยก่อนนั้น พ่อแม่เป็นผู้จัดหาสามีหรือภรรยาให้ลูกของเขา ตั้งแต่ทั้งฝ่ายชายหญิง ยังเป็นเด็กชายเด็กหญิง ไม่ได้แต่งด้วยความรักแบบสมัยใหม่ พวกเขาต้องยอมรับการเลือกของพ่อแม่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต่อต้านแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ทำกันในทุกครัวเรือน เมื่อพวกเขาโตขึ้น ก็มีการหมั้น ใช้เวลาหมั้นนั้นประมาณหนึ่งปีจึงจะมีการแต่งงานจริง ระหว่างนั้น ถือว่าทั้งสองเป็นสามี ภรรยากันทั้ง ๆ ที่อาจจะยังไม่ได้เจอกันเลย
เมื่อรู้ว่า จะแต่งงานประมาณวัน เดือน ปีไหน เจ้าบ่าวจะได้รับการยกเว้นขนาดที่ไม่ต้องไปรบ เขาจะไปเตรียมบ้านสำหรับเจ้าสาวของ
พ่อเท่านั้นที่จะตรวจตราบ้าน ตรวจไร่นาที่ลูกชายเตรียมสำหรับครอบครัวใหม่ เมื่อพ่อบอกว่า บ้านใช้ได้แล้ว เมื่อพ่อตกลง เขาจึงจะได้มีโอกาสจัดงานแต่งงาน ส่วนด้านเจ้าสาวก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกันที่จะต้อนรับเจ้าบ่าว มีพระคัมภีร์เก่าบางฉบับที่เขียนว่า เจ้าบ่าวมาพร้อมกับเจ้าสาว
เรื่องอุปมานี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงหญิงสาวพรหมจารี 10 คน ที่เป็นคนฉลาด 5 คนที่นำน้ำมันใส่โถไปด้วยพร้อมตะเกียง และโง่เขลา 5 คนที่เองไปแต่ตะเกียง ไม่มีน้ำมันเตรียมไว้ ถ้าตะเกียงหรือไต้ดับเมื่อไรก็จบกัน
พระคำตอนนี้ต้องได้รับการอธิบายจากความหมายโดยย่อจาก J.C. Ryle จากหนังสือ Expository Thought on the Gospel of Matthew : The Commentary
Ryle ได้ให้ความเห็นว่า อุปมาเรื่องนี้ หญิงสาวทั้งสิบมีความหมายถึงคริสตจักร ครึ่งหนึ่งเป็นคริสเตียนที่ยำเกรงพระเจ้า ฉลาด อีกครึ่งเป็นคนโง่ที่เป็นแค่ผู้ที่บอกว่าเชื่อพระเยซู แต่ไม่ได้ติดตามพระองค์
คริสเตียนอาจออกไปประกาศพระนาม ไปชักชวนให้คนเชื่อ ลงทุนที่จะช่วยผู้ที่ไม่ได้เชื่อให้ได้พบพระเจ้า เข้าร่วมทุกกิจกรรมของคริสตจักร แต่แล้วในตัวเองกลับพบว่า ยังทำบาปต่อพระเจ้า ยังไม่ได้กลับใจจริง ธรรมชาติในมนุษย์ ความชั่วร้ายในตัว ใจที่หลอกลวงเป็นสิ่งที่เป็นจริงในชีวิตของมนุษย์ เราจึงไว้ใจตัวเองไม่ได้
เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา และมีเสียงบอกให้ออกไปต้อนรับ จะพบว่า เราไม่พร้อมที่จะรับพระองค์ ยังง่วง เกียจคร้านในการสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า ยังแตกแยกกันและโต้แย้งกันไม่หยุดหย่อน พระองค์ทรงมาตอนที่ไม่ทันคิดได้อย่างไร ยังเตรียมตัวไม่พร้อมเลย
หญิงสาวโง่ขอน้ำมันจากหญิงสาวที่ฉลาด แต่พวกเธอก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้ พวกเธอมัวแต่พยายามไปซื้อน้ำมันที่ไม่มีขายในเวลานั้น เมื่อกลับมากลับเจอประตูปิด เจ้าบ่าวยังยืนยันว่า ไม่รู้จักพวกเธอ
นั่นคือ คริสเตียนมากมายที่มาเชื่อพระเจ้าโดยไม่ได้มีการกลับใจใหม่
แค่เข้ามาอยู่ในวงคริสเตียน พวกเขาไม่รู้จัก ไม่ได้รักองค์พระคริสต์
การออกไปซื้อน้ำมัน เหมือนกับพยายามไปแก้ไขความผิดพลาดที่ไม่เคยรู้มาก่อน พอถึงวันนั้น แก้ไขไม่ทัน
นี่หมายความว่าอย่างไร คำสรุปสุดท้ายของพระเยซูคือ จงเฝ้าระวัง ตื่นตัวอยู่เสมอ …เราเฝ้าระวังในชีวิตด้วยการติดสนิทกับพระเจ้าหรือเปล่า เราตื่นตัวที่จะได้ยิน ได้ทำ ได้สัมพันธ์กับพระเจ้าหรือว่าเฉย ๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแต่ละวันเสียเปล่า อย่างที่เขาเรียกกันว่า หายใจทิ้งไหม..
พระเยซูทรงเตือนเรา อย่าให้พระเจ้าตรัสเหมือนในข้อสิบสองว่า เราไม่รู้จักเจ้าเลย คิดให้ดีว่า ทำไมพระเจ้าตรัสว่า เราไม่รู้จักเจ้า ที่ไม่รู้จักเพราะไม่เคยฟังเสียงกัน เราไม่ฟังพระคำของพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยได้ยินเราอธิษฐาน เราใช้ชีวิตโดยไม่มีพระองค์ พระองค์จึงตรัสว่า เราไม่รู้จักเจ้า นี่เป็นประโยคที่น่ากลัวจริง ๆ
เรื่องของนรก ฟังสกิป ไฮท์ซิค https://www.youtube.com/watch?v=1aiacxHtVDg
คำอุปมาเรื่องหญิงสาว
มัทธิว 25:14-30
พรหมจารี บอกให้เราเตรียมตัวด้วยการรู้จักพระเจ้า เข้าใกล้พระองค์ ก่อนที่จะสายเกินไป
ส่วนคำอุปมาเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการทำงานเพื่อพระเจ้า พระองค์ได้ประทานสิ่งที่สำคัญที่สุดให้กับเรา คือ เรื่องราวแห่งข่าวประเสริฐ เรื่องราวของพระเจ้า เราต้องนำไปลงทุนให้คุ้มค่าที่สุด ตามกำลัง ตามความสามารถของเราที่พระองค์ประทานให้
อุปมาเรื่องนี้ไม่ใช่สอนแค่การปฏิบัติตนต่อพระพรที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคนเท่านั้น แต่ในข้อ 30 พระเยซูทรงกล่าวถึงนรก ซึ่งทำให้เรารู้ว่า อุปมานี้มีความหมายถึงชีวิตหลัง
ความตายของพวกเรา ..
นี่เป็นอุปมาถึงชีวิตนิรันดร์
เรามักเข้าใจว่า ถ้าใครมีตะลันท์ แปลว่า เขามีพรสวรรค์อะไรทำนองนั้น แต่ในพระคัมภีร์มีความหมายถึงจำนวนเงินหรือทองที่หนึ่งตะลันท์ หนักประมาณ 75 ปอนด์ เงินตะลันท์ที่พระเยซูทรงหมายถึงคือ ค่าแรงของคนงานประมาณ 20 ปี มากมายมหาศาล!
เจ้านายกำลังจะออกเดินทาง ท่านรู้ว่า คนของท่านมีความสามารถที่จะรับมือกับธุรกิจได้แค่ไหน จึงให้ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน แต่ละคนได้รับเงินน้ำหนักไม่เท่ากัน ห้า สอง และหนึ่ง แล้วผลออกมาก็ตามที่ท่านประเมินไว้ คนแรก ได้กลับมาเป็นสิบตะลันท์ คนที่สองได้เป็นสี่ตะลันท์ และคนสุดท้าย ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมกลับมาเลย
เมื่อถึงตรงนี้ .. เราเป็นคนไหน ในสายตาขององค์เจ้านาย?
คนสุดท้าย เป็นคนที่เราต้องเรียนรู้จากเขา เจ้านายให้มาเท่าไร ก็คืนไปเท่านั้น ไม่ได้ขโมยไป แต่ไม่งอกเงย !!
คนรับใช้ที่ได้หนึ่งตะลันต์ได้แจ้งเจ้านายว่า ท่านเข้มงวด เก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ปลูก รวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่าน ข้าพเจ้าจึงเก็บเงินท่านไว้ในดิน … คนนี้ มองไม่เห็นว่า เจ้านายต้องทำอะไรบ้าง จัดการไร่นาอย่างไร เขาเห็นแบบคนสายตาสั้น …
ในเมื่อคนที่สามคิดว่าเจ้านายเป็นคนเห็นแก่ได้ .. เขาก็ควรใช้วิธีง่ายสุดคือเอาเงินไปฝากธนาคารเพื่อให้ได้ดอกเบี้ย…เป็นรายได้แบบเงินต่อเงิน ไม่ต้องลงแรง มาส่งให้เจ้านาย แต่เขาก็ไม่ทำเพราะทั้งชั่วช้า เกียจคร้าน ที่สำคัญ
เขาเกลียดชังเจ้านาย หนึ่งตะลันท์ที่เขาได้นั้นไม่ใช่น้อย แต่ไม่ทำให้เกิดผลเลย
เขาถูกสั่งให้เอาเงินนี้ไปให้คนแรก ..กฎของเจ้านายคือ คนมีมากจะได้มาก คนที่มีน้อย แม้ที่มีอยู่จะถูกริบไป... เพราะความเกียจคร้าน
เราจะแปลความหมายนี้อย่างไร
ในทางปฏิบัติ เจ้านายคือพระเยซู พระองค์ท่านเสด็จไปเมืองไกลนานพอควร ไม่ทราบจะกลับมาเมื่อไร ท่านฝากงานไว้ให้กับคนของท่าน คือพวกเราทุกคน พระองค์ทรงฝากสิ่งสำคัญให้เราทำจนเกิดผล เพื่อมอบถวายแก่พระองค์เมื่อทรงกลับมา ไม่ใช่ให้อยู่เฉย
ตะลันท์ที่ทรงให้แต่ละคนดูแล มีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนสติปัญญา ความสามารถ ฐานะทางสังคมที่เกิดมา โอกาส ประเทศที่แต่ละคนเกิดมาก็แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีมากกว่าในทางการเงิน เราใจกว้างอย่างมีปัญญาเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไหม เมื่อมีสติปัญญาเก่งด้านใด เราทำเพื่อพระเจ้าด้วยความสามารถนั้นหรือไม่ หรือเอาแค่ทำเพื่อให้ตนเองรวยขึ้นเท่านั้น ? ทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานมา ได้ทำให้เกิดผลดีต่อแผ่นดินของพระเจ้าหรือเปล่า…
ข้อสังเกต เจ้านายเป็นเจ้าของทุกอย่างเราแค่จัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดทรงประสงค์ให้เราใช้สิ่งที่ประทานให้เพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ ระหว่างที่เรารอคอยพระเจ้า อย่าอยู่เฉย ให้ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อถวายพระเกียรติ รอการเสด็จกลับมา
พระเจ้าทรงฝากเรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องของพระเยซูคริสต์ไว้ให้เราที่จะแบ่งปัน สร้างคนอื่นขึ้นมาเป็นศิษย์ที่ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต อ่าน มัทธิว 28:18-20
คริสเตียนที่แท้จริงจะได้รับรางวัล ในวันพิพากษาที่ยิ่งใหญ่ คําอุปมาบอกเราว่าคนรับใช้ที่ใช้เงินของนายได้ดี ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีและซื่อสัตย์และเจ้านายก็เชิญให้พวกเขาเข้าสู่ความสุขของนาย คําพูดเหล่านี้เต็มไปด้วยความปลอบโยนสําหรับผู้เชื่อทุกคน
แล้วเราจะเป็นคนรับใช้คนที่หนึ่ง สอง หรือสาม เราจะเก็บพระกิตติคุณไว้กับตัวเอง … ไม่แบ่ง ไม่บอก เก็บฝังเอาไว้ … นี่คือความชั่วช้าในใจที่พระเจ้าทรงชัง เมื่อไม่ให้ ก็จะไม่ได้รางวัลแห่งพระกิตติคุณนั้น!
กลับไปอ่านข้อ 29 30 อีกครั้ง ทบทวนให้ดีว่า เราอยู่ตรงไหน …. กลับใจตอนนี้ยังทัน …รีบเลย..
องค์กษัตริย์ผู้พิพากษา
มัทธิว 25:31-46
ข้อสังเกต: พระเยซูเล่าเรื่องนี้ ตอนที่ยังไม่สิ้นพระชนม์ ยังไม่ได้ทรงไถ่มนุษย์ … พระองค์มีอะไรเป็นเงื่อนงำบอกเราบ้าง
1 ผู้พิพากษาคือ องค์พระเยซูคริสต์! ทั้ง ๆ ที่ต่อมาพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเขาทราบอีกครั้งถึงการสิ้นพระชนม์อย่างโดดเดี่ยวบนไม้กางเขน โดยที่พวกศิษย์จะหนีหายไป แต่วันหนึ่ง จะเสด็จมาพร้อมพระสิริ บนบัลลังก์ยิ่งใหญ่
2 ชาติต่าง ๆ ทั้งปวงในโลกถูกพิพากษา
3 แล้วพระองค์ทรงแบ่งเขาออกเป็นสองพวก
พวกที่ถูกเรียกว่า แกะ และพวกที่ถูกเรียกว่า แพะ
4 พวกแกะจะได้รับพระพร ได้รับแผ่นดินที่ทรงเตรียมไว้ให้แต่สร้างโลก นำความสุขมาให้กับคนที่รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้า และดำเนินชีวิตอย่างพระองค์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ บางทีเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ทำดีอะไรลงไป ที่ทำเป็นเพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตพวกเขา
5 พวกแพะจะได้รับโทษ พระองค์ตรัสว่า ‘จงไปให้พ้นหน้าเรา เจ้าเป็นผู้ถูกสาป จงเข้าไปในกองไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเป็นที่ ๆ เตรียมไว้ให้กับมารและสมุนของมัน’ นี่ทำให้คนที่ได้รับการพิพากษาสับสนมาก ในชีวิตของเขานั้น เขาได้ทำอะไรลงไป ทำไมเขาถูกพระเจ้าไล่ออกจากเบื้องพระพักตร์ ไม่เห็นทำอะไรผิดเลย .. พระเจ้าทรงตอบให้รู้ว่า สิ่งที่ไม่ใส่ใจทำนั่นแหละคือปัญหา
มีคำกล่าวว่า เราได้รับความรอดโดยความเชื่อเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความเชื่อเปล่า ๆ ที่ช่วย
ดูยากอบ 2:15-17 (ข้อนี้คงต้องยกเว้นคนที่กลับมาเชื่อพระเจ้าแบบหวุดหวิด มารับพระเจ้าเอาตอนสุดท้ายของลมหายใจ เรียกได้ว่าถูกฉุดให้รอด ประมาณนั้น)
การพิพากษาครั้งนี้ ใช้หลักฐานจากที่คน ๆ หนึ่งได้ใช้ชีวิตในโลกขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ เป็นเงื่อนไขของการได้รับผลพิพากษาที่แตกต่างกัน เป็นการพิพากษาที่ดูว่า คนนั้นอยู่ในโลกมาอย่างไร เขาใช้ชีวิตอย่างพระเยซูหรือเปล่า คนที่เชื่อแท้ รอดแท้คือคนนั้นที่ดำเนินชีวิตตามอย่างพระเจ้าเมื่อเขาได้เชื่อแล้ว ไม่ใช่คนที่บอกว่ารู้จักพระเจ้า แต่ไร้การเปลี่ยนแปลง
นี่เป็นการพิพากษาจากการกระทำต่อผู้อื่น ซึ่งแตกต่างจากการพิพากษาในวิวรณ์ 20 การพิพากษาบัลลังก์ขาวใหญ่ เป็นการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่ดูหลักฐานจากสิ่งที่เขียนในหนังสือแห่งชีวิต จากเรื่องนี้ คนชั่วจะเข้าสู่การพิพากษาโทษนิรันดร์ โดยความเชื่อในพระเยซูคนเที่ยงธรรมจะก้าวสู่ชีวิตนิรันดร์ สถานะหลังการพิพากษานั้นเปลี่ยนไม่ได้ และไม่มีที่สิ้นสุด
สภาพของชีวิตนิรันดร์ที่อยู่กับพระเจ้านั้น ไม่มีใครอาจจะอธิบายได้ พระเจ้าทรงมีสิ่งที่คาดไม่ถึงรอคนของพระองค์อยู่ สิ่งที่รู้ได้คือสิ่งที่พระเยซูทรงบอกเราไว้ แต่ยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้บอกอีกมากมาย!
พระคำเชื่อมโยง
มัทธิว 25
1* เอเฟซัส 5:29-30
2* มัทธิว 13:47; 22:10
5* 1 เธสะโลนิกา 5:6
6* 1 เธสะโลนิกา 4:16
7* ลูกา12:35
10* ลูกา 13:25
11* มัทธิว 7:21-23
12* ฮาบากุก 1:13
13* มาระโก 13:35; มัทธิว 24:36, 42
14* ลูกา 19:12-27; มัทธิว 21:33
15* โรม 12:6
21* 1 โครินธ์ 4:2; ลูกา 12:44;22:29-30; ฮีบรู 12:2
23* มัทธิว 24:45; 47; 25:21; สดุดี 16:11
26* มัทธิว 18:32
29* มัทธิว 13:12
30* มัทธิว 8:12; 22:13; 7:23; 8:12; 24:51; สดุดี 112:10
31* 1 เธสะโลนิกา 4:16
32* 2 โครินธ์ 5:10; เอเสเคียล 20:38
33* ยอห์น 10:11, 27-28
34* โรม 8:17; มาระโก 10:40
35* อิสยาห์ 58:7; ฮีบรู 13:2
36* ยากอบ 2:15-16; 2 ทิโมธี 1:16
40* มาระโก 9:41
41* มัทธิว 7:23; 13:40, 42; 2 เปโตร 2:4
45* สุภาษิต 14:31
46* ดาเนียล 12:2
