1 โครินธ์ 16 คำอำลาฉบับแรก

การเก็บรวบรวมเงินเพื่อพี่น้อง
1 โครินธ์ 16:1-2
เรื่องการเก็บรวบรวมเงินสำหรับวิสุทธิชนของพระเจ้านั้น ขอให้ท่านทำตามแบบที่ข้าได้สั่งคริสตจักรในกาลาเทีย ทุกวันต้นสัปดาห์ ให้ท่านแต่ละคนแยกเงินออก และสะสมไว้ตามที่ท่านมีรายได้เข้ามา เพื่อจะไม่ต้องเก็บรวบรวมเงินตอนที่ข้ามา
1 โครินธ์ 16:3-4
เวลาที่ข้ามาถึง ข้าก็จะส่งคนที่ท่านไว้ใจนำเงินถวายนี้พร้อมจดหมายไปยังกรุงเยรูซาเล็มและถ้าเห็นว่าข้าควรจะไปด้วยพวกเขาจะไปพร้อมกับข้า

แผนส่วนตัว
1 โครินธ์ 16:5-6
ข้าจะเข้ามาเยี่ยมท่านผ่านทางแคว้นมาซิโดเนีย เพราะข้าตั้งใจจะเดินทางไปทางมาซิโดเนีย บางทีข้าอาจพักอยู่กับท่าน และอาจอยู่ด้วยจนถึงสิ้นฤดูหนาวเพื่อว่าท่านอาจจะช่วยข้าในการเดินทางไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม
1 โครินธ์ 16:7-9
เพราะว่าข้าไม่ได้แค่ต้องการพบท่านเมื่อผ่านมา แต่หวังว่าจะได้ใช้เวลากับพวกท่าน หากพระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาต แต่ข้าจะอยู่ที่เมืองเอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเตคอสต์เพราะมีประตูเปิดกว้างไว้ให้ข้าเพื่องานที่เกิดผล กระนั้นก็มีคนขัดขวางมากด้วย

1 โครินธ์ 16:10-11
เมื่อทิโมธีมาหาท่าน ก็ขอทำให้เขาสบายใจ เพราะเขาเป็นผู้ที่รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนข้า อย่าปล่อยให้ใครดูหมิ่นเขา ขอช่วยให้เขาเดินทางไปอย่างสันติ เพื่อเขาจะได้กลับมาหาข้าเพราะข้ากำลังคอยเขากับพี่น้องอยู่
1 โครินธ์ 16: 12
ส่วนเรื่องของอปอลโล พี่น้องของเรานั้นข้าเร่งเร้าให้เขามาเยี่ยมท่านพร้อมกับพวกพี่น้อง แต่เขาไม่ได้ต้องการที่จะไปในเวลานี้ เขาจะไปเมื่อมีโอกาส

ให้กำลังใจครั้งสุดท้าย
1 โครินธ์ 16:13-14
พวกท่าน จงเฝ้าระมัดระวังจงมั่นคงในความเชื่อ จงเป็นคนกล้าหาญ จงเข้มแข็งจงทำทุกสิ่งด้วยความรัก
1 โครินธ์ 16:15-16
พี่น้องทั้งหลาย ท่านรู้ว่าครอบครัวของสเทฟานัสเป็นผู้เชื่อกลุ่มแรก และพวกเขาได้ถวายตัวในการปรนนิบัติผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า ข้าจึงขอร้องพวกท่านให้เชื่อฟังคนเช่นนี้ และต่อทุกคนที่ร่วมกันตรากตรำทำงาน
1 โครินธ์ 16:17-18
ข้ายินดีมาก ที่สเทฟานัส ฟอร์ทูนาทัสและอาคายคัสได้มาหา เพราะพวกเขาเป็นดั่งตัวแทนของท่านที่ไม่ได้มาจนครบพวกเขาทำให้ข้าและพวกท่านชื่นบานนักดังนั้นขอให้ท่านยกย่องคนเช่นนี้

ความคิดถึง และการอำลา
1 โครินธ์ 16:19-20
คริสตจักรในแคว้นเอเชีย ส่งความคิดถึงมายังท่าน อาควิลลา และปริสคา รวมถึงพี่น้องที่มาประชุมในบ้านของเขา ก็ฝากความคิดถึง มายังพวกท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจ พี่น้องทุกคนส่งความคิดถึงมายังท่าน จงทักทายกันด้วยธรรมเนียมจูบอันบริสุทธิ์
1 โครินธ์ 16:21-22
คำทักทายนี้ เป็นลายมือของข้า เปาโลหากใครไม่รักองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้คนนั้นถูกสาป ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาเถิด ขอพระคุณของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับพวกท่าน ความรักของข้าอยู่กับท่านทุกคนในพระเยซูคริสต์ อาเมน

1 โครินธ์ 16:1-2
ท่านเปาโลได้สอนพี่น้องให้เป็นผู้ที่มีน้ำใจ และสอนด้วยว่า การมีน้ำใจของพวกเขานั้น ต้องมีการวางแผน และลงมือทำอย่างเป็นระบบ การให้แก่ผู้อื่น นี้ ไม่ได้ให้จากสิ่งที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่เป็นการเตรียมให้จากรายได้ของตน นี่เป็นระเบียบของคนอิสราเอลที่มีการถวายสิบลดอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการยากที่จะลงมือทำในหมู่คริสเตียนเป็นการให้ที่เหมาะกับแต่ละคน รายได้มากก็ให้มาก รายได้น้อยก็ลดลงมา

โครินธ์ 16:3-4
คำว่าเงินถวายนี้ ในภาษาเดิมคือ ของขวัญ เป็นคำว่า พระคุณ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเป็นการให้ที่เกิดจากความรักที่มีต่อพี่น้องที่ลำบาก เวลาที่จะส่งเงินไปยังคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มท่านเปาโลให้พี่น้องในคริสตจักรโครินธ์ เลือกคนที่พวกเขาไว้ใจที่สุด และท่านก็จะไปกับเขาด้วย
เพื่อให้ไม่มีคำครหาเกี่ยวกับเรื่องเงินท่านเปาโลเป็นคนที่จะป้องกันปัญหาต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า นี่เป็นตัวอย่างที่ดี

1 โครินธ์ 16:5-6
ท่านเปาโลเขียนจดหมายถึงพี่น้องโครินธ์จากเมืองเอเฟซัส ซึ่งอยู่ในตุรกีปัจจุบัน ท่านเดินทางและประกาศในแถบนี้ และเป็นพื้นที่ ซึ่งท่านเกิดผล
มากจริง ๆ ท่านวางแผนที่จะเดินทางผ่านแค้วนมาซิโดเนียด้วย เป็นช่วงเวลาที่เราพบในกิจการ 19:21-22 ท่านวางแผนการเดินทางอย่างชัดเจน
จะอยู่ในเอเฟซัสพักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินทางไปทางเหนือและข้ามทะเลอีเจียนไปยุโรป แน่นอนท่านจะเยี่ยมคริสตจักรฟิลิปปี เบเรีย เธสะโลนิกาไปด้วย

1 โครินธ์ 16:7-9
ท่านเปาโลตั้งใจจะอยู่ที่เอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเตคอสต์ ท่านคงตั้งใจมากเลยว่า จะได้ประกาศพระนามพระเยซูที่นั่นได้ตรงจุด ตรงประเด็น
ผู้คนก็จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเทศกาลนี้ แม้จะมีคนขัดขวาง หาเรื่อง และถึงขนาดทำร้ายร่างกาย แต่ท่านเปาโลไม่ได้หวั่นสักนิด แทนที่จะเห็นวิกฤตใหญ่โต ท่านกลับมองเห็นความสำเร็จของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าความรุนแรงที่ท่านต้องเผชิญสุดยอดแห่งผู้รับใช้!

1 โครินธ์ 16:10-11
ทิโมธีเป็นผู้รับใช้รุ่นลูกของเปาโล ท่านเป็นห่วงเขาเสมอ เมื่อเราอ่านจดหมายถึงทิโมธี เราก็รู้ว่าท่านสนใจสอน ฝึก ทิโมธีอย่างเอาจริงเอาจัง
จากคำพูดนี้ เราจะเห็นว่าท่านเปาโล แม้จะเป็นคนที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา กล้าหาญ แตกต่างจากทิโมธีที่ดูเป็นคนเรียบร้อย ถ่อมตน และมีลักษณะไม่เหมือนท่านเปาโลเลย และพระเจ้าก็ทรงใช้คนที่มีบุคลิกต่งกันในงานเดียวกัน และพวกเขาก็รักกันและกันในพระองค์

1 โครินธ์ 16: 12
ท่านเปาโลไม่ได้เป็นเฉพาะผู้ที่เทศนา สั่งสอนประกาศพระนามเท่านั้น แต่ท่านเป็นคนที่ใส่ใจ ดูแล และสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจดีที่มี
ต่อกันระหว่างผู้รับใช้ด้วย ท่านเป็นตัวกลางเป็นโซเชียลมีเดียทางบวกในสมัยโบราณ ท่านอยากให้พี่น้องได้พบกันและกัน ได้เรียนรู้จัก
พระเจ้า และอธิษฐาน สัมพันธ์สนิทกันและกันขอบคุณพระเจ้าสำหรับตัวอย่างนี้

1 โครินธ์ 16:13-14
แล้วในที่สุด ท่านเปาโลก็ยังเตือนสติพี่น้องให้มีความดีห้าอย่างในชีวิต ซึ่งเป็นความดีที่คนในยุคโบราณก็สนใจเช่นกัน เหล่านักปรัญชา
กรีกก็สนใจที่จะให้ผู้คนกล้าหาญ เข้มแข็ง แต่สิ่งที่คริสเตียน ผู้เชื่อในพระเจ้าแตกต่างจากคนในโลกก็คือ การมั่นคงในความเชื่อ และมี
ความรัก ให้ทำทุกสิ่งด้วยความรัก คนข้างนอก มีแรงจูงใจเรื่องเงิน อำนาจ แต่แรงจูงใจของเราแตกต่างมาก

1 โครินธ์ 16:15-16
เราอาจจะรู้สึกว่า ทำไมท่านเปาโลพูดถึงคนโน้นคนนี้มากมาย แต่หากมองลึกลงไปเราจะรู้ว่า นี่แหละคือชีวิตของคนในชุมชนของพระเจ้า
ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ทำตามใจตนเอง แต่เป็นการใช้ชีวิตร่วมกัน และปรนนิบัติรับใช้กันและกัน สิ่งที่ท่านเปาโลเตือนสติอีกอย่างนอกเหนือไปจาก
ที่เตือนมาแล้วก็คือ การที่จะเชื่อฟังผู้ที่ผ่านความเชื่อมาก่อน ให้่มีความถ่อมใจต่อกัน

1 โครินธ์ 16:17-18
ยังมีคนที่รู้จักและใกล้ชิดอีกหลายคน บุรุษทั้งสามที่มาหาเยี่ยมเยียนท่านเปาโล ก่อให้เกิดความชื่นใจที่ได้พบกัน อธิษฐานและแบ่งปันความเชื่อ
นี่อาจเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมการเยี่ยมเยียนในหมู่คริสเตียน เราจะเห็นว่า ในคริสตจักรหลายแห่งมีการเยี่ยมเยียนพี่น้องเป็นประจำ เป็น
พันธกิจที่สร้างกำลังใจให้กับทั้งสองฝ่าย และการเยี่ยมเยียนนี้ไม่ควรหยุด แม้โลกเปลี่ยนไปมาก

1 โครินธ์ 16:19-20
เวลาเราเดินทางไปไหนไกลๆ เราจะเจอแต่คนที่ไม่เชื่อเป็นประจำ แต่เวลาใดที่ได้พบคนที่เชื่อโดยไม่คาดฝัน เราจะมีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกัน เพราะต่างมีพระบิดาองค์เดียวกัน เป็นความผูกพันที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เชื่อมโยง และนี่เป็นแผนการของพระเจ้ามาตั้งแต่ต้นที่จะให้ผู้เชื่อมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

1 โครินธ์ 16:21-22
ข้อความสุดท้ายนี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่ไม่ยอมรับ และรักติดตามพระเจ้าผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้รับความรอด อย่างไรคนที่ตัดสินใจเดินตามทางของตน ไม่ยอมต่อพระเจ้า ก็เหมือนถูกสาปอยู่แล้ว. ในขณะเดียวกันท่านเปาโลก็ขอให้พระเจ้าเสด็จมาเพื่อพระองค์จะได้รับพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า และท่านจบด้วยการขอพระคุณอยู่กับพี่น้องและยังยืนยันความรักที่ท่านมีต่อพวกเขา

พระคำเชื่อมโยง

1* กิจการ 11:29; กาลาเทีย 2:10
2* กิจการ 20:7
3* 2 โครินธ์ 3:1; 8:18
4* 2 โครินธ์ 8:4, 19
5* 2 โครินธ์ 19:21; 2 โครินธ์ 1:15,16
6* กิจการ 15:3; โรม 15:24; 1โครินธ์ 16:11
7* กิจการ 18:21; ยากอบ 4:15
8* เลวีนิติ 23:15-22
9* กิจการ 14:27; 2 โครินธ์ 2:12; โคโลสี 4:3; กิจการ 19:9

10* กิจการ 19:22; 2 ทิโมธี 1:2; ฟีลิปปี 2:20; 1 เธสะโลนิกา 3:2
11* 1 ทิโมธี 4:12; ทิตัส 2:15; กิจการ 15:33
12* กิจการ 18:24; 1โครินธ์ 1:12; 3:5
13* มัทธิว 24:42; 1โครินธ์ 15:1; กาลาเทีย 5:1;
ฟีลิปปี 1:27; 4:1; 1 เธสะโลนิกา 3:8; 2 เธสะโลนิกา 2:15; สดุดี 31:24; เอเฟซัส 3:16;โคโลสี 1:11
14* 1 เปโตร 4:815* 1โครินธ์ 1:16; โรม 16:5; 2 โครินธ์ 8:4

16* เอเฟซัส 5:21; 1 เธสะโลนิกา 5:12; ฮีบรู 13:17
17* 2โครินธ์ 11:9; ฟีลิปปี 2:30
18* โคโลสี 4:8; ฟีลิปปี 2:29
19* โรม 16:5
20* โรม 16:16
21* โรม 16:22; กาลาเทีย 6:11; โคโลสี 4:18; 2 เธสะโลนิกา 3:17; ฟิเลโมน 19
22* เอเฟซัส 6:24; กาลาเทีย 1:8-9; ยูดา 14-15

1 โครินธ์ 15 การคืนพระชนม์..สำคัญมาก!

การคืนพระชนม์ของพระเยซู
1 โครินธ์ 15:1-2
พี่น้องเอ๋ย บัดนี้ ข้าได้ฟื้นความทรงจำของท่านถึงข่าวประเสริฐที่ข้าเคยประกาศแก่พวกท่าน ซึ่งท่านได้รับไว้ และได้ยืนมั่นอยู่ในข่าวนั้น และท่านได้รับความรอดโดยข่าวประเสริฐ หากท่านยึดมั่นในคำที่ข้าได้ประกาศไป ไม่เช่นนั้นแล้วความเชื่อของท่านจะไร้ประโยชน์
1 โครินธ์ 15:3-4
เพราะว่า ข้าได้มอบสิ่งที่ข้าได้รับมาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ พระคริสต์ได้ทรงสิ้นชีวิตเพราะบาปของเราตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ ทรงถูกฝังไว้ และวันที่สามทรงถูกทำให้คืนพระชนม์ขึ้นมาตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้

การปรากฏพระองค์ที่เห็นกันชัดเจน
1 โครินธ์ 15:5-6
ทรงปรากฏพระองค์แก่เคฟาสและแก่อัครทูต ทั้งสิบสองคน
หลังจากนั้น พระองค์ทรงปรากฏแก่พี่น้องมากกว่าห้าร้อยคน ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนมากยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีบางคนล่วงหลับไป

1 โครินธ์ 15:7-9
ต่อมาจากนั้น พระองค์ได้ทรงปรากฏต่อยากอบและอัครทูตทั้งหมด ท้ายสุดยังทรงปรากฏต่อข้าพเจ้า เหมือนทารกซึ่งคลอดก่อนกำหนด เพราะข้าเป็นคนเล็กน้อยสุดในกลุ่มอัครทูต และไม่สมควรจะให้ใครเรียกว่าเป็นอัครทูต เพราะข้าได้ข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้า
1 โครินธ์ 15:10
แต่โดยพระคุณของพระเจ้า ข้าจึงได้เป็นอยู่อย่างที่เห็นนี้ พระคุณที่ประทานแก่ข้าไม่ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้ามข้าทำงานตรากตรำมากกว่าพวกเขาทั้งหมด แม้ว่าไม่ใช่เป็นด้วยตัวข้าเองแต่เป็นพระคุณที่อยู่ในข้าที่ทำให้
1 โครินธ์ 15:11
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวข้าหรือพวกเขาก็ดี เราต่างประกาศแบบนี้และท่านก็เชื่อตามคำที่ได้ประกาศ

พระเยซูผู้คืนพระชนม์เป็นความหวังเดียวของเรา
1 โครินธ์ 15:12-13
ก็เราได้ประกาศว่า พระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว เหตุใดพวกท่านบางคนจึงพูดว่า ไม่มีการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย? ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว เท่ากับพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์

1 โครินธ์ 15:14-15
และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์เท่ากับการประกาศของเรานั้นไร้ค่า และความเชื่อของท่านก็ไร้ค่าด้วย ยิ่งกว่านั้น ผู้คนจะมองว่าเราเป็นพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า เพราะเราเป็นพยานว่าพระองค์ได้ทรงทำให้พระคริสต์ฟื้นคืนพระชนม์ แต่ถ้าคนตายไม่ได้ฟื้นคืนมาจริงแล้ว เท่ากับพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์

1 โครินธ์ 15:16-17
เพราะถ้าเหล่าคนตาย ไม่ได้ฟื้นคืนชีวิต เท่ากับพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์ด้วยและถ้าพระคริสต์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์ ความเชื่อของท่านก็ไร้ค่า เท่ากับท่านยังคงตกอยู่ในความบาปของตนเอง
1 โครินธ์ 15:18-19
และเมื่อเป็นอย่างนั้น เหล่าคนที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วยสิ ถ้าเรามีความหวังในพระคริสต์แค่ช่วงชีวิตในโลกนี้ เราก็เป็นคนที่น่าเวทนาที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง

ศัตรูตัวสุดท้ายที่ถูกทำลาย
1 โครินธ์ 15:20-21
แต่บัดนี้ พระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว ทรงเป็นผลแรกของ
เหล่าคนที่ล่วงหลับไปเพราะเมื่อความตายเกิดขึ้นโดยมนุษย์คนเดียว การฟื้นจากความตาย ก็เกิดขึ้นจากมนุษย์คนเดียวเช่นกัน
1 โครินธ์ 15:22-23
เพราะทุกคนตายสืบเนื่องจากอาดัมฉันใดทุกคนก็จะได้รับชีวิตเพราะการสืบเนื่องจากพระคริสต์ฉันนั้น แต่ว่าจะเรียงตามลำดับ คือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรกต่อจากนั้นก็คือ คนที่เป็นของพระคริสต์ในเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมา


1 โครินธ์ 15:24-25
แล้วต่อมาคือเวลาสิ้นยุค เมื่อพระองค์ทรงถวายอาณาจักรแด่พระเจ้าพระบิดาหลังจากที่ทรงทำลายเหล่าผู้มีสิทธิปกครอง ผู้มีสิทธิอำนาจและอานุภาพทั้งหลายเพราะพระคริสต์ จะต้องทรงครอบครองจนกว่าพระองค์จะทำลายศัตรูทั้งหมดให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์
1 โครินธ์ 15:26-27
ศัตรูตัวสุดท้ายที่จะต้องถูกทำลายคือความตาย เพราะ “พระเจ้าทรงให้ทุกสิ่งอยู่ใต้พระบาทของพระองค์แล้ว”แต่เมื่อมีการกล่าวว่า “ทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจพระองค์” นั้น ก็เป็นที่รู้ชัดเจนว่า เป็นการยกเว้นพระเจ้าผู้ทรงกำราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้อำนาจพระคริสต์

1 โครินธ์ 15:28
เมื่อทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของพระองค์แล้วพระบุตรเองก็จะทรงเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงกำราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้อำนาจของพระองค์ เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงเป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่ง

ผลของการปฏิเสธความจริงเรื่องการคืนจากตาย
1 โครินธ์ 15:29
ถ้าไม่มีการฟื้นขึ้นมาจากตายแล้วเหล่าคนที่รับบัพติศมาเพื่อคนตายจะทำอย่างไร? และทำไมจึงมีการให้รับบัพติศมาเพื่อคนตาย?
1 โครินธ์ 15:30-31
ทำไมเราจึงต้องเสี่ยงอันตรายทุกชั่วโมง? พี่น้องเอ๋ย ข้าเองเผชิญกับความตายอยู่ทุกวัน ข้ายืนยันด้วยความภูมิใจใน
ตัวท่าน ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

1 โครินธ์ 15:32
พูดตามเหตุผลของมนุษย์ ข้าจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าข้าต้องต่อสู้กับสัตว์ป่าในเมืองเอเฟซัส หากไม่มีการฟื้นขึ้นจากตาย “ให้เรากินและดื่มเถิดเพราะว่าพรุ่งนี้เราก็จะตาย”
1 โครินธ์ 15:33-34
อย่าหลงผิดไป “การคบคนชั่วเป็นการทำให้นิสัยดี เสียไป”จงมีสติ … อย่าทำบาปอีก เพราะว่ามีบางคนไม่รู้จักพระเจ้า ที่ข้าพูดเช่นนี้เพื่อทำให้ท่านรู้จักละอายใจ

ร่างกายที่เต็มด้วยศักดิ์ศรี
1 โครินธ์ 15:35-36
แต่จะมีคนถามว่า “คนตายนั้นจะฟื้นคืนชีวิตมาได้อย่างไร? และพวกเขาจะมีร่างกายแบบไหน?” โอ เจ้าคนเขลา สิ่งที่ท่านหว่านนั้น กว่าจะงอก มีชีวิตขึ้นมาได้ มันต้องตายเสียก่อน
1 โครินธ์ 15:37-38
สิ่งที่ท่านหว่านไม่ได้หว่านเป็นรูปร่างต้นลงไป ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีหรือพืชอย่างอื่น ท่านหว่านแค่เป็นเมล็ดเท่านั้นพระเจ้าทรงให้แต่ละต้นมีรูปร่างตามที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ประทานรูปร่างของต้นตามชนิดของมัน

1 โครินธ์ 15:39-40
ร่างกายนั้น ไม่เหมือนกันทั้งหมดร่างมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง สัตว์ก็อีกอย่างนกก็อีกอย่าง ปลาก็อีกอย่าง ดังนั้นมีร่างกายสำหรับสวรรค์และมีร่างกายสำหรับโลก ความงาม
สง่าของร่างกายสวรรค์ก็อย่างหนึ่งความงามสง่าของโลกก็อีกอย่าง
1 โครินธ์ 15:41
ความงามสง่าของดวงอาทิตย์ก็อย่างหนึ่ง ดวงจันทร์ก็อีกอย่าง ดวงดาวก็อีกอย่าง ที่จริงแล้วความงามสง่าของดาวแต่ละดวงนั้นก็แตกต่างกัน

1 โครินธ์ 15:42-44
ร่างกายที่ถูกหว่านลงไปนั้นเน่าไปได้แต่ร่างกายที่เป็นขึ้นมานั้นไม่เน่าเปื่อย. สิ่งที่ถูกหว่านลงนั้น ไม่มีเกียรติแต่เมื่อฟื้นคืนชีวิตก็มีเกียรติศักดิ์ศรี
สิ่งที่ถูกหว่านนั้นอ่อนกำลัง แต่ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาก็มีพลัง สิ่งที่ถูกหว่านลงไปเป็นกายมนุษย์ แต่สิ่งที่คืนชีวิตขึ้นมาเป็นกายวิญญาณถ้ามีกายมนุษย์ก็มีกายวิญญาณด้วย

อาดัมแรกกับอาดัมที่สอง
1 โครินธ์ 15:45-46
ดังที่มีเขียนไว้ว่า “อาดัม มนุษย์คนแรกมาเป็นผู้มีชีวิต”
กายแรกนั้น ไม่ใช่กายวิญญาณ แต่เป็นกายมนุษย์แล้วหลังจากนั้นจึงเป็นกายวิญญาณ
1 โครินธ์ 15:47-49
มนุษย์คนแรกมาจากผงคลีดิน และเป็นมนุษย์ดิน มนุษย์คนที่สองมาจากสวรรค์ มนุษย์ดินผู้นั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ดินคนอื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้น มนุษย์สวรรค์ผู้นั้นเป็นอย่างไร มนุษย์สวรรค์คนอื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้นและที่เรามีลักษณะของมนุษย์ดิน เราก็จะมีลักษณะที่เหมือนมนุษย์สวรรค์เช่นกัน

ชัยชนะสุดท้ายของเรา
1 โครินธ์ 15:50
พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอบอกว่า เนื้อและเลือดไม่อาจมีส่วนในอาณาจักรของพระเจ้าได้ หรือสิ่งที่เน่าผุพังก็ไม่อาจมี
ส่วนในสิ่งที่ไม่ผุพัง
1 โครินธ์ 15:51-52
ดูเถิด ข้ากำลังจะบอกเรื่องล้ำลึกให้เราจะไม่ล่วงหลับไปทุกคน แต่เราทุกคนจะถูกเปลี่ยนใหม่ในชั่วขณะ ในพริบตาเมื่อมีการเป่าแตรครั้งสุดท้าย เมื่อมีเสียงแตร คนตายก็จะฟื้นคืนชีวิตไม่เน่าไปแล้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนใหม่

ความตายพ่ายแพ้
1 โครินธ์ 15:53-54
เพราะสิ่งที่เน่าผุพัง ต้องสวมด้วยสิ่งที่ไม่เน่า และสภาพที่ตายนี้ต้องสวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย เมื่อสิ่งที่เน่าผุพังสวมด้วยสิ่งที่ไม่เน่าและสภาพที่ตายสวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย เมื่อนั้นพระคำที่บันทึกไว้จะสำเร็จเป็นจริงว่า “ความตายพ่ายแพ้ถูกกลืนหายไปด้วยชัยชนะ”

1 โครินธ์ 15:55-57
โอ ความตาย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน?
โอ ความตาย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน?
บาป เป็นเหล็กในของความตาย บัญญัติเป็นอำนาจของบาปแต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ประทานชัยชนะแก่เหล่าผ่านทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
1 โครินธ์ 15:58
ดังนั้น พี่น้องที่รักของข้า จงมั่นคงไม่หวั่นไหว จงทำงานของพระเจ้าอย่างเต็มกำลังทุกเวลา ท่านทั้งหลายจงรู้ว่าการลงแรงในการรับใช้ของท่านจะไม่เสียเปล่า

อธิบายเพิ่มเติม

การคืนพระชนม์ของพระเยซู
1 โครินธ์ 15:1-2
และแล้วท่านเปาโลก็ย้อนกลับไปยังสิ่งที่สำคัญยิ่งคือ ข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศไปแล้ว และพี่น้อง ก็ได้ใช้ชีวิตติดตามข่าวนั้น ข่าวประเสริฐทำให้พี่น้องมีจุดยืนที่ชัดเจน มั่นคง จากคำเขียนของท่านทำให้เรารู้ว่า มีบางคนไม่ได้ยึดมั่นในคำที่ท่านสอน และทำให้ชีวิตของเขาขาดความเชื่อ
ข่าวประเสริฐไม่มีประโยชน์สำหรับชีวิตของคนแบบนั้นเลย
1 โครินธ์ 15:3-4
พระคำข้อนี้เป็นข่าวประเสริฐแบบย่อสุด สั้น ได้ใจความ เรียบง่าย ไม่คดเคี้ยวไปมา สมควรที่ เราจะจำไว้ให้ได้ต่อจากยอห์น 3:16 เป็นคำที่
บอกถึงแก่นของความเชื่อคริสเตียน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการสิ้นพระชนม์ การถูกเก็บในถ้ำเก็บศพ และการคืนพระชนม์เกิดขึ้นตามที่พระคัมภีร์
ได้เขียนล่วงหน้าไว้แล้ว ไม่ใช่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้น แต่พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าให้รู้ว่า พระเยซูองค์นี้คือ พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดของโลก

การปรากฏพระองค์ที่เห็นกันชัดเจน
1 โครินธ์ 15:5-6
การคืนพระชนม์ของพระเยซูนั้น มิได้เป็นเรื่องเล่ามาเป็นตำนาน แต่พระองค์ทรงพิสูจน์ว่า ทรงคืนพระชนม์จริง เพราะทรงได้พบกับพี่น้องทั้งที่ใกล้ชิดและพี่น้องคนอื่น ๆ หลายร้อยคนให้เห็นเป็นประจักษ์พยานเพื่อพวกเขาจะได้เล่าคำพยานจากชีวิตจริงด้วยความมั่นใจว่า พระเยซูทรงคืน
พระชนม์มาแล้ว ด้วยว่ามีคนที่พยายามจะบิดเบือนการคืนพระชนม์มาโดยตลอดแม้กระทั่งทุกวันนี้
1 โครินธ์ 15:7-9
พระเจ้าพระบิดามิได้ทรงปล่อยให้เรื่องนี้ขาดพยานบุคคล พระเยซูผู้คืนพระชนม์จึงได้ปรากฏพระองค์ และสนทนากับอัครทูต น้องของพระองค์เองเช่นท่านยากอบ ซึ่งได้กลับใจมาเชื่อทีหลัง (ยากอบไม่ได้เชื่อพระเยซูในตอนที่ท่านยังอยู่ในครอบครัวเดียวกันกับพระเยซู)ในที่สุด พระเยซูทรงปรากฏพระองค์แก่ท่านเปาโลบนถนนสู่เมืองดามัสกัสด้วย (กิจการ 9:3-20)
1 โครินธ์ 15:10
ท่านเปาโลได้พบกับพระเยซูหลังจากอัครทูตและคนอื่น ๆ นานมาก ถึงกระนั้นท่านเองรู้ชัดว่า พระเจ้าทรงตั้งให้ท่านรับใช้พระองค์จริง ๆ ท่านได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระคุณของพระเจ้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ได้เป็นคนเดิมที่ข่มเหงคริสตจักรอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นคนที่สร้าง
คริสตจักรและดูแล สร้างเสริมพระกายพระคริสต์ และเป็นคนที่ถูกข่มเหงจากพวกยิวอย่างรุนแรง
1 โครินธ์ 15:11
จะเป็นท่านเปาโลหรืออัครทูตท่านอื่น ๆ ต่างก็มีเนื้อหาข่าวประเสริฐเดียวกัน และเรียกร้องให้ผู้ฟังเชื่อและเชื่อฟังทำตาม คำที่ท่านบอกว่า
เราต่างประกาศแบบนี้ คำเดิมมีความหมายว่าเราประกาศแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้หยุด การประกาศดังกล่าวได้พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตมาจากพระเจ้า ผู้ฟังได้รับการเปลี่ยนชีวิตโดยพระคุณของพระเจ้า ทรงเปลี่ยนความคิด การกระทำของเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระองค์

พระเยซูผู้คืนพระชนม์เป็นความหวังเดียวของเรา
1 โครินธ์ 15:12-13
เริ่มมีปัญหาแล้ว มีความคิดต่างออกไปจากข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศไป มีพี่น้องบางคนเชื่อว่า ในอนาคต จะไม่มีการฟื้นจากตายทั้ง ๆ ที่พระเยซู
ทรงคืนพระชนม์มาให้เห็นกับตา บางคนอาจคิดว่าพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ แต่คนอื่น ๆ จะไม่ฟื้นคืนชีวิต คนที่รับอิทธิพลกรีกรู้สึกว่า ถ้าจะเชื่อเรื่องการฟื้นจากตายของพี่น้องดูจะมากไป จึงตัดสินใจไม่เชื่อเสียดีกว่า แต่ท่านเปาโลไม่ยอม เพราะถ้าไม่เชื่อ เท่ากับไม่เชื่อเรื่องการคืนพระชนม์เช่นกัน
1 โครินธ์ 15:14-15
รู้ไหมว่า ความเชื่อของคริสเตียนนั้นเท่ากับศูนย์ หากพระเยซูคริสต์ไม่ได้คืนพระชนม์ เท่ากับเราติดตามคำบอกเล่าที่ไร้ค่า สิ่งที่ท่านเปาโลและอัครทูตประกาศ กลับกลายเป็นเรื่องโกหก ท่านกลายเป็นพยานเท็จเท่ากับไม่มีพระคริสต์ที่ฟื้นคืนพระชนม์ ตอนนี้ท่านกำลังจะสู้กับความเชื่อที่ทำลายตัวเองของพี่น้องในโครินธ์
1 โครินธ์ 15:16-17
การคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เป็นหลักประกันว่า เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ หากพระองค์ไม่ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา เท่ากับพระองค์ไม่สามารถช่วยเราให้รอดได้ ดังนั้น การคืนพระชนม์ของพระเยซูจึงบอกเราว่า ความตายไม่มีอำนาจเหนือพระองค์ ทรงชนะความตายแล้ว และพระองค์ทรงถวายชีวิตของพระองค์เป็นเครื่องบูชา ทรงจ่ายค่าจ้างของความบาปให้ผู้เชื่อทุกคนแล้ว และเราไม่อยู่ในบาปของเราอีกต่อไป บาปจึงไม่มีอำนาจเหนือเราอีก
1 โครินธ์ 15:18-19
เคยมีคนถามว่า ทำไมพระเยซูต้องคืนพระชนม์ขึ้นมาด้วย? เราจะเชื่อพระองค์เหมือนอย่างเชื่อเหล่าศาสดาในศาสนาอื่นไม่ได้หรือ? ไม่ได้เลย เพราะหากพระเยซูไม่คืนพระชนม์ เท่ากับพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ พวกเราก็น่าเวทนาที่สุด ความจริงเรื่องการคืน-พระชนม์จึงสำคัญยิ่งต่อเรา พระเจ้าทรงสัญญาชีวิตหลังความตายให้เราด้วย ชีวิตของเราไม่ได้จบอยู่เพียงแค่โลกนี้

ศัตรูตัวสุดท้ายที่ถูกทำลาย
1 โครินธ์ 15:20-21
โดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยเหตุผลใด ๆ อีก (อย่างในข้อที่บอกว่า พระองค์ทรงปรากฏแก่คนเป็นจำนวนมากและแก่อัครทูต และแก่ท่านเปาโลเอง)
ท่านจึงประกาศว่า พระเยซูทรงคืนพระชนม์ขึ้นมาแล้ว ความบาปที่อาดัมทำ ส่งผลให้มนุษยชาติต้องตายฉันใด การคืนพระชนม์ของพระเยซู ก็จะ
ทำให้ผู้เชื่อที่ตกในความบาป ซึ่งเหมือนคนตายแล้วได้ฟื้นชีวิตฝ่ายวิญญาณขึ้นมา และหากเขาตายไป วันหนึ่งพระเจ้าจะทรงให้เขาได้ชีวิตคืนมาด้วย
1 โครินธ์ 15:22-23
อาดัมเป็นคนต้นของมนุษยชาติที่ทำให้คนทั้งโลกตกอยู่ในความตายเนื่องจากบาป พระเยซูคริสต์ทรงเป็นดั่งอาดัมคนที่สอง ซึ่งก็เป็นคนต้นของ
มนุษยชาติเช่นกัน และพระองค์ทรงทำให้ทุกคนที่อยู่ภายใต้พระองค์ได้มีการคืนชีวิตขึ้นมาแม้ว่าทุกคนจะได้คืนชีพ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะคืนชีพ
มาเพื่อได้ชีวิต เพราะคนที่ไม่เชื่อจะคืนชีวิตขึ้นมาเพื่อรับโทษ และยังมีชีวิตต่อไปในบึงไฟ อ่าน ยอห์น 5:29 และ โรม 5:12-13
1 โครินธ์ 15:24-25
สุดท้ายของวาระโลกเราก็คือ พระเจ้าจะทรงให้ทุกสิ่งในเอกภพมาสยบใต้พระคริสต์ (เอเฟซัส 1:10) พระเยซูจะทรงทำลายศัตรูทั้งสิ้นของพระบิดา ศัตรูที่พยายามจะเป็นหนึ่งเหนือพระองค์จะถูกพระบุตรทำลายสิ้น และพระบุตรได้ทรงปลดอำนาจของศัตรูจากการที่ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน การต่อสู้ยังคงมีต่อไป แต่ผู้ชนะศึกครั้งนี้ทรงปรากฏพระองค์ให้เห็นชัดแล้ว (โคโลสี 2:15)
1 โครินธ์ 15:26-27
ท่านเปาโลทำให้เราเข้าใจชัดเจนว่า ความตายคือ​​ศัตรู ทำไมล่ะ? เพราะมันทำให้เราไม่ได้มีชีวิตนิรันดร์อยู่กับพระเจ้า หากพระเยซูไม่ชนะความ
ตายโดยการฟื้นคืนพระชนม์ เท่ากับความตายชนะ แต่.. มันไม่ชนะ ผู้ชนะคือพระเยซูคริสต์ ความตายเป็นศัตรูของมนุษยชาติ และพระเยซู
เสด็จมาเพื่อทำลายความตายนั้นโดยการสิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ขึ้นมา และพระองค์จะทรงให้ผู้เชื่อในพระองค์ทุกคนฟื้นคืนชีวิตด้วย
1 โครินธ์ 15:28
ในขณะที่ศัตรูต้องการเป็นใหญ่เหนือพระเจ้า แต่พระบุตรของพระองค์ผู้ทรงมีชัยชนะเหนือทุกสิ่งในเอกภพ กลับทรงเข้ามาอยู่ใต้พระดำริของพระบิดา นี่เป็นพระประสงค์ของพระบุตร จนกระทั่งพระองค์ทรงปราบศัตรูร้ายคือความตายแล้ว พระบุตรผู้มีความสัมพันธ์นิรันดร์กับพระบิดา ทรงประสงค์ที่จะอยู่ใต้พระบิดา โดยยกพระบิดาสูงส่ง สูงสุด

ผลของการปฏิเสธความจริงเรื่องการคืนจากตาย
1 โครินธ์ 15:29
พี่น้องชาวโครินธ์มีพิธีที่ทำบัพติศมาให้กับคนตายทั้ง ๆ ที่บอกว่าไม่เชื่อในการคืนชีพ นับเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับความเชื่อ เป็นพิธีของคนไม่
เชื่อพระเจ้า (ที่เขาทำพิธีบัพติศมาให้คนตายเพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้จะคืนชีวิตขึ้นมา) ท่านเปาโลไม่ได้เห็นด้วยกับพิธีนี้ แต่ท่านชี้ให้เห็นว่า
คริสเตียนชาวโครินธ์ขัดแย้งในตัวเองคนที่ตายไปนั้น ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว! (ลูกา 16:19-31)
1 โครินธ์ 15:30-31
ท่านเปาโลยอมเสี่ยงชีวิตไม่ว่าจะไปประกาศที่ใด ท่านเผชิญอันตราย ความเป็นความตายอยู่ทุกวัน เป็นเพราะว่า ท่านเชื่อว่า พระเยซูทรงคืน
พระชนม์ และการคืนพระชนม์นั้น ทำให้ท่านและพี่น้องผู้เชื่อจะได้ฟื้นจากตายในวันที่ พระเยซูเสด็จกลับมาอีกที และความมั่นใจนี้ คือพื้นฐานความเชื่อของพวกเรา พระเยซูทรงพระชนม์ และสัมพันธ์กับเราทุกเวลา
1 โครินธ์ 15:32
การที่ท่านเปาโลเผชิญความยากลำบากต่าง ๆ ในการประกาศพระนามพระเยซูคริสต์อย่างเต็มใจ เพราะท่านรู้ว่า ท่านไม่ต้องกังวลใจไป ยังไงถึง
ตายไปแล้ว วันหนึ่งจะฟื้นขึ้นมาอีกแน่ ไม่ใช่ตายแล้วตายเลย ท่านกล่าวถึงเหตุการณ์ในเมืองเอเฟซัส (กิจการ 19:21-41) คนที่ไม่มีความหวังใจในพระสัญญาของพระเจ้าก็ไม่ต้องสนใจการใช้ชีวิตเพราะมันไม่มีค่าอะไรนัก แค่กิน ดื่ม แล้วก็ตาย จบกัน
1 โครินธ์ 15:33-34
การที่ท่านเปาโลต้องใช้เวลามากในการให้เหตุผลว่าคริสเตียนควรมั่นใจในการคืนชีวิตเพื่อจะได้อยู่กับพระจ้าเป็นนิตย์ก็เพราะ พี่น้องในโครินธ์ไปคบคนที่ไม่เชื่อ คบคนที่เชื่อพระเจ้าแบบตามใจตัวเองเรื่องไหนชอบก็เชื่อ เรื่องไหนไม่ถูกใจก็ไม่เชื่อ การคบสนิทสนมกับคนเหล่านั้นทำให้ความเชื่อคริสเตียนอันหนักแน่นกลายเป็นอ้อลู่ลมคำเตือนของท่านยังเหมาะกับเราทุกวันนี้ด้วย

ร่างกายที่เต็มด้วยศักดิ์ศรี
1 โครินธ์ 15:35-36
คำถามที่เกิดขึ้นทำให้ท่านเปาโลต้องใช้คำว่า เจ้าคนโง่ กับคนที่ถาม และเป็นคำที่รุนแรงมากแล้วท่านก็ให้เหตุผลว่า สิ่งใดก็ตามที่จะงอกขึ้น
มาใหม่ได้นั้น มันต้องตายก่อน คำตอบชัดเจนคือมันต้องเน่าไปเสียแล้วจึงทำปฏิกริยาต่าง ๆทางชีวเคมี กับดิน อากาศ แล้วต้นใหม่ก็งอกขึ้นมา
ก่อนที่คริสเตียนจะได้คืนชีวิตขึ้นมา ก็ต้องตายเสียก่อน ด้วยวิธีการอย่างไร พระเจ้าเท่านั้น ทรงทราบ
1 โครินธ์ 15:37-38
ท่านเปาโลเปรียบเทียบร่างกายของคนเราว่าเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจงอกขึ้นมาตามชนิดของมัน เมื่อใดที่เราฝังผู้เชื่อในพระเจ้าก็เป็นคล้ายกัน
เรากำลังฝังร่างเมล็ดพันธุ์ที่จะงอกขึ้น ฟื้นขึ้นมาใหม่เป็นร่างที่คืนชีพ! เราไม่ทราบว่า พระเจ้าจะทรงให้ร่างที่ฟื้นของเรานั้น เป็นอย่างไร
ขบวนการและปลายทางเป็นเรื่องของพระองค์ที่จะทรงทำอย่างเหนือธรรมชาติที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
1 โครินธ์ 15:39-40
จากข้อนี้ทำให้ราเข้าใจมากขึ้นตามการอธิบายของท่านเปาโลว่า ในบรรดาสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมานั้น (แม้ร่างของทุกร่างเมื่อตาย
กลายเป็นดิน หรือถูกเผาเป็นเถ้า และมีส่วนประกอบของแร่ธาตุต่าง ๆที่เหมือนกัน) แต่พระองค์ทรงให้ความแตกต่างของรูปร่างอย่างเห็นได้ชัดว่า คน นก ปลา ไม่เหมือนกันเลย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ร่างของสวรรค์ ก็แตกต่างจากร่างที่ใช้ในโลกนี้ด้วย
1 โครินธ์ 15:41
สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างให้นั้น ต่างมีเอกลักษณ์มีความงามในตัวของมันเอง ธรรมชาติเป็นอย่างนั้น และนี่คือความมหัศจรรย์ที่พระเจ้าประทาน
ให้กับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง นี่เองทำให้เรารู้ว่า ความงามสง่าของร่างกาย มนุษย์ สัตว์ พืช ก็มีความแตกต่างกันไปด้วย เพราะพระเจ้าของเราทรงปัญญาเลิศล้ำ พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งความหลากหลายในธรรมชาติ
1 โครินธ์ 15:42
แล้วสิ่งมหัศจรรย์กว่าความงามสง่าของสิ่งต่าง ๆก็คือ ร่างที่เปื่อยเน่าไปแล้ว จะกลับคืนฟื้นใหม่โดยที่ไม่เน่าเปื่อยอีกต่อไป ร่างกายที่เติบโตและ
มีการเปลี่ยนแปลงจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากคนที่แข็งแรงกลายเป็นคนหลังโกง เดินเชื่องช้า ร่างที่ขึ้นมาใหม่นั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
มันจะไม่มีการแก่ลงไป ไม่ทรุดโทรมไปแต่เป็นร่างที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา
1 โครินธ์ 15:43-44
อุปมาเรื่องเมล็ดนี้ ทำให้รู้ว่าร่างกายของมนุษย์นั้น เป็นสรีระแบบที่ไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน และต้องตาย คำว่าหว่านนี้หมายถึงร่างบาปที่ถูกฝังดิน สำหรับผู้เชื่อแล้วเมื่อร่างนี้ตายไป สิ่งที่จะคืนชีพขึ้นมานั้นเป็นร่างที่แตกต่างออกไป ไม่เป็นเหมือนร่างกายที่อยู่ในดิน ท่านเปาโลกล่าวว่า ร่างที่ฟื้นคืนมาใหม่นั้นเป็นร่างที่เป็นกายวิญญาณ ไม่ใช่กายเดิมมีเกียรติศักดิ์ศรี ต่างจากร่างเดิมที่เน่าเปื่อยไป

อาดัมแรกกับอาดัมที่สอง
1 โครินธ์ 15:45-46
ร่างที่ฟื้นคืนชีวิตมาใหม่ของผู้เชื่อนั้น ไม่เหมือนร่างของอาดัมที่เป็นกายมนุษย์อีกต่อไป เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาอีกครั้งนั้น เราจะถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นกายวิญญาณและไม่ตายอีกเลย ร่างใหม่นี้ไม่มีการอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรงเหมือนกายมนุษย์ของเราในวันนี้ แต่เป็นกายที่ไม่มีอะไรจะทำร้ายได้ โรคต่าง ๆ ไม่อาจมาวอแวเวลาก็ไม่ทำให้ชราลง
1 โครินธ์ 15:47-49
ร่างเดิมแบบอาดัมนั้นมาจากผงคลีดินจริง ๆ ดูง่าย ๆ ว่าเมื่อฝังไป มันก็กลายเป็นดินชัดเจน แต่พระเยซูทรงมาจากสวรรค์ และพระองค์จะทรง
เปลี่ยนกายดินของเราให้เป็นกายสวรรค์ ซึ่งอย่างน้อยเราก็รู้บ้างว่าร่างแบบนั้นเป็นอย่างไร เมื่อพระเยซูคืนพระชนม์นั้น ดูเหมือนว่า กำแพงห้อง ประตูที่ปิดก็ไม่อาจกั้นพระองค์ให้เข้ามาในห้องได้ แล้วการเดินทางของพระองค์ ก็ไม่น่าจะเหมือนคนทั่วไป ลองไปอ่านเรื่องราวหลังคืนพระชนม์

ชัยชนะสุดท้ายของเรา
1 โครินธ์ 15:49-50
ทุกคนในกายมนุษย์ต้องตายไป ร่างแบบนี้ ชีวิตจิตใจที่ไม่ได้เป็นของพระเจ้า จะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในที่ ๆ มีแต่ผู้ที่รับการไถ่ พ้นจากบาป ซึ่งเป็น
อาณาจักรที่พระเจ้าทรงเตรียมให้กับคนที่รักและติดตามพระองค์
1 โครินธ์ 15:51-52
ข้อความนี้ เป็นเหมือนข้อสรุปของทั้งหมดในจดหมายถึงชาวโครินธ์ฉบับแรก เราหวังใจว่า ชีวิตร่างกายเราทุกคนจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้งนั้น ผู้เชื่อในพระเจ้าจะคืนชีพขึ้นมาอะไรที่เกิดขึ้นกับพระเยซูก็จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เชื่อในพระองค์ด้วย เมื่อพระองค์ชนะความตาย เราก็จะชนะด้วย วันที่พระองค์เสด็จมานั้น ยังจะมีผู้เชื่อที่ยังไม่ได้เสียชีวิตไดัรับการเปลี่ยนเช่นกัน

ความตายพ่ายแพ้
1 โครินธ์ 15:53-54
ในอนาคต ร่างกายที่ต้องยอมต่อความตาย ต่อการเน่าเปื่อยนั้น จะไม่มีอีกต่อไป สิ่งที่มาแทนที่คือร่างกายอมตะที่มีเกียรติจากพระเจ้า เป็นร่างที่จะอยู่กับพระองค์ตลอดไปไม่จบสิ้นคำของท่านเปาโลนี้เอามาจากอิสยาห์ 25:8 ว่า“พระองค์จะทรงกลืนความตายเสียเป็นนิตย์” นี่เป็นขบวนการเปลี่ยนร่างเนื้อหนังให้เป็นร่างวิญญาณเพื่อว่าจะได้มีส่วนในอาณาจักรพระเจ้า
1 โครินธ์ 15:55-57
ความตายเป็นเหมือนแมลงที่เข้ามาต่อย ปล่อยเหล็กในเอาไว้ เหล็กในนั้นคือบาปที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนอยู่ บัญญัติเป็นอำนาจของบาป บัญญัติ
ช่วยบอกให้เรารู้ว่า ไม่มีคนไหนเชื่อฟังพระเจ้าได้เต็มร้อย ธรรมชาติของมนุษย์คือ ทำบาปอยู่ร่ำไป เราทุกคนจึงสมควรที่จะต้องตายไป (โรม 6:23) โดยไม่มีการคืนชีพอีก แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระคำข้อนี้ย้ำว่า เราได้ชัยชนะความตายโดยพระเยซูคริสต์
1 โครินธ์ 15:58
และด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ทำให้เรารับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลัง ความท้อแท้ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่อาจเปรียบได้กับคำสัญญาที่ว่า การรับใช้ไม่มีเสียเปล่า. เราจึงยังยืนมั่น ไม่ยอมหวั่นไหว และในชีวิตให้ได้รับใช้พระเจ้าอยู่เสมอ ไม่ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยใน
สายตาของมนุษย์หรือไม่ การงานของพระเจ้าที่ลงมือทำไปนั้น พระเจ้าทรงประกันว่าจะยั่งยืนไปถึงนิรันดรกาล

พระคำเชื่อมโยง

1* กาลาเทีย 1:11; โรม 5:2; 11:20
2* โรม 1:16; กาลาเทีย 3:4
3* 1โครินธ์ 11:2, 23; กาลาเทีย 1:12; สดุดี 22:15
4* สดุดี 16:9-11; 68:18; 110:1 อิสยาห์ 53:10 ลูกา 24:26; กิจการ 2:25
5* ลูกา 24:34; มัทธิว 28:17
7* กิจการ 1:3-4
8* กิจการ9:3-8; 22:6-11; 26:12-18
9* เอเฟซัส 3:7-8; กิจการ 8:3
10* อเฟซัส 3:7-8; ฟีลิปปี 2:13
13* 1เธสะโลนิกา 4:1415* กิจการ 2:24
17* โรม 4:25
18* โยบ 14:12
19* 2 ทิโมธี 3:12
20* 1 เปโตร 1:3; กิจการ 26:23
21* โรม 5:12; 6:23; ยอห์น 11:25

22* ยอห์น 5:28-29
23* 1 เธสะโลนิกา 4:15-17
24* ดาเนียล 2:44; 7:14,27
25* สดุดี 110:1; กิจการ 2
:34-35
26* 2 ทิโมธี 1:10; วิวรณ์ 20:14
27* สดุดี 8:6
28* ฟีลิปปี 3:2; 1โครินธ์ 3:23; 11:3; 12:6
30* 2โครินธ์ 11:26
31* 1 เธสะโลนิกา 2:19; โรม 8:36
32* 2 โครินธ์ 1:8; อิสยาห์ 22:13; 56:12
33* 1โครินธ์ 5:6
34* โรม 13:11; 1 เธสะโลนิกา 4:5; 1โครินธ์ 6:5
35* เอเสเคียล 37:336* ยอห์น 12:2442* ดาเนียล 12:343* ฟีลิปปี 3:21

45* ปฐมกาล 2:7; โรม 5:14; ยอห์น 5:21; 6:57
47* ยอห์น 3:31; ปฐมกาล 2:7; 3:19; ยอห์น 3:13
48* ฟีลิปปี 3:20
49* ปฐมกาล 5:3; โรม 8:29
50* ยอห์น 3:3,5
51* 1เธสะโลนิกา 4:15; ฟีลิปปี 3:21
52* มัทธิว 24:31
53* 2โครินธ์ 5:4
54* อิสยาห์ 25:8
55* โฮเชยา 13:4
56* โรม 3:20; 4:15; 7:8
57* โรม 7:25; 1ยอห์น 5:4
58* 2 เปโตร 3:14; 1โครินธ์ 3:8


1 โครินธ์ 14 ของประทานแห่งคำพูด

1 โครินธ์ 14:1
จงมุ่งมั่นหาความรัก และปรารถนาของประทานจากพระวิญญาณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อจะได้เผยพระดำรัสของพระเจ้า 
1 โครินธ์ 14:2-3
ความแตกต่างของภาษาที่แปลกกับคำเผยพระดำรัส
เพราะคนที่พูดภาษาที่แปลก ไม่ได้พูดกับมนุษย์ แต่ทูลต่อพระเจ้า เพราะว่า ไม่มีใครเข้าใจ สิ่งที่เขาพูดเป็นความลึกล้ำฝ่ายวิญญาณ แต่คนที่เผยพระดำรัสนั้นพูดกับผู้คน เพื่อเสริมสร้างให้เติบโตและมีทั้งการให้กำลังใจและปลอบโยนใจ
1 โครินธ์ 14:4-5

คนซึ่งพูดภาษาที่แปลกนั้น ทำให้ตัวเองเติบโตขึ้น แต่คนที่เผยพระดำรัสก็ทำให้คริสตจักรเจริญขึ้น ข้าอยากให้ท่านทุกคนได้พูดภาษาที่แปลก แต่ยิ่งกว่านั้น ข้าต้องการให้ท่านได้เปิดเผยพระดำรัสของพระเจ้า เพราะคนที่ได้เผยพระดำรัสของพระเจ้าก็ใหญ่กว่าคนที่พูดภาษาที่แปลก นอกจากว่า เขาจะแปลความหมายได้ด้วยเพื่อเป็นการเสริมสร้างคริสตจักร

1 โครินธ์ 14:6 พูดเพื่อให้เกิดประโยชน์
พี่น้องเอ๋ย ถ้าข้ามาหาท่านและพูดภาษาที่แปลกแล้วจะเป็นประโยชน์อะไรกับพวกท่านเล่า? ยกเว้นว่า ข้าจะพูดกับพวกท่านด้วยการสำแดงโดยความรู้ โดยเปิดเผยพระดำรัส โดยการสอนพวกท่าน

1 โครินธ์ 14:7-9 พูดให้เข้าใจเพื่อทุกคนจะได้ประโยชน์
แม้แต่สิ่งไร้ชีวิตที่มีเสียง อย่างเช่นเสียงของขลุ่ย หรือพิณ หากเล่นโดยไม่ได้ส่งเสียงออกมาเป็นทำนองอย่างชัดเจน เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กำลังเล่นเพลงอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเป่าหรือดีด ถ้าเสียงของแตรศึกไม่ชัดเจน ใครเล่าจะเตรียมตัวเข้าทำสงคราม? ท่านทั้งหลายก็เหมือนกัน นอกจากว่าท่านจะกล่าวคำที่ชัดเจนเพื่อความเข้าใจคนจะเข้าใจคำพูดนั้นได้อย่างไรเล่า? สิ่งที่ท่านพูดก็จะลอยตามลมไป

1 โครินธ์ 14:10-11 ทุกภาษาเข้าใจได้ถ้าเรารู้ความหมาย
แน่ทีเดียว มีภาษามากมายในโลกนี้และไม่มีภาษาใดไร้ความหมายดังนั้น ถ้าข้าไม่เข้าใจความหมายของภาษาหนึ่ง ข้าก็เป็นดั่งคนต่างชาติสำหรับคนที่พูดภาษานั้น เขาคนนั้นก็เป็นคนต่างชาติสำหรับข้า
1 โครินธ์ 14:12-13
ท่านก็เหมือนกัน ในเมื่อท่านมีความกระตือรือร้นที่จะได้รับของประทานฝ่ายพระวิญญาณ ก็ขอให้ท่านแสวงหาสิ่งดีสุดที่จะทำให้คริสตจักรเจริญขึ้น ดังนั้น คนซึ่งพูดภาษาที่แปลก ก็ควรอธิษฐานขอให้ตนเองแปลได้ด้วย

1 โครินธ์ 14:14-15 ความเข้าใจนั้นสำคัญมาก
ถ้าข้าอธิษฐานด้วยภาษาที่แปลก เท่ากับวิญญาณข้าอธิษฐาน แต่ไม่มีประโยชน์ต่อความเข้าใจของข้าเลย จะสรุปอย่างไรดี? ข้าจะอธิษฐานในจิตวิญญาณด้วยความเข้าใจ ข้าจะร้องเพลงในจิตวิญญาณด้วยความเข้าใจ

1 โครินธ์ 14:16-17
มิฉะนั้นแล้ว ถ้าท่านสรรเสริญพระเจ้าในจิตวิญญาณ โดยคนที่อยู่ด้วยไม่เข้าใจแล้วเขาจะพูดว่า “อาเมน” ได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ทราบว่า ท่านกล่าวคำขอบคุณอะไรออกไป ท่านอาจจะกล่าวคำขอบพระคุณที่ดีมาก แต่คนอื่นไม่ได้รับการเสริมสร้าง
1 โครินธ์ 14:18-19
ข้าขอบพระคุณพระเจ้าที่ข้าพูดภาษาที่แปลกมากกว่าท่านทั้งหลายอีก แต่ว่าเมื่ออยู่ในคริสตจักร ข้าพอใจกับการกล่าวสักห้าคำด้วยความเข้าใจเพื่อว่าข้าจะได้สอนคนอื่น มากกว่าที่จะพูดเป็นพันคำด้วยภาษาที่แปลก

1 โครินธ์ 14:20 ของประทานนี้กับผู้ที่ยังไม่เชื่อ
พี่น้องเอ๋ย อย่ามีความคิดแบบเด็ก ๆ เรื่องความชั่วจงเป็นเหมือนเด็กทารก แต่ในทางความคิดจงมีความเข้าใจแบบผู้ใหญ่ที่โตแล้ว
1 โครินธ์ 14:21-22
ในบัญญัติเขียนไว้ว่า “เราจะพูดกับชนชาตินี้ด้วยคนที่พูดภาษาที่แปลกออกไป ด้วยริมฝีปากของคนต่างภาษาถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังไม่ฟังเสียงของเรา พระเจ้าตรัสดังนี้” ดังนั้น การพูดภาษาที่แปลกออกไปจึงไม่เป็นหมายสำคัญแก่คนที่เชื่อแต่เป็นเพื่อคนที่ยังไม่เชื่อส่วนคำเผยพระดำรัสนั้นไม่ใช่เพื่อคนที่ไม่เชื่อแต่เป็นสำหรับคนที่เชื่อแล้ว

1 โครินธ์ 14:23 ดังนั้น หากคนทั้งคริสตจักรมาร่วมประชุมกัน และทุกคนต่างพูดภาษาที่แปลกออกไป และมีคนที่ไม่เข้าใจ
หรือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเข้ามาพอดีพวกเขาก็จะเห็นว่า พวกท่านเลอะเลือนไปแล้วไม่ใช่หรือ?
1 โครินธ์ 14:24-25
แต่หากทุกคนเปิดเผยพระดำรัสพระเจ้าคนที่ไม่เชื่อ หรือคนที่ไม่เข้าใจเข้ามาพอดีสิ่งที่ได้ยินจะทำให้เขารู้ว่า ตนเป็นคนบาปและเขาจะถูกตักเตือน ความลับในใจของเขาจะถูกเปิดเผย และเขาจะก้มกราบลงนมัสการพระเจ้า และยอมรับว่า “พระเจ้า
ประทับท่ามกลางพวกท่านจริง”

1 โครินธ์ 14:26 ทำไปด้วยกัน ระเบียบเดียวกัน
ดังนั้น พี่น้องจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อพวกท่านมาประชุมกัน ? บางคนก็ร้องเพลงสดุดี มีคำสอน มีการเผยพระดำรัส มีการพูดภาษาที่แปลก และมีการแปลภาษาเหล่านั้น จงทำทุกสิ่งให้เป็นการเสริมสร้างคริสตจักรเถิด
1 โครินธ์ 14:27-28
ถ้ามีคนพูดภาษาที่แปลกออกไปจงพูดเพียงสองคน หรืออย่างมากก็สามคน และให้พูดทีละคน แล้วให้คนหนึ่งแปลความถ้าหากไม่มีใครแปล เขาคนนั้นควรอยู่เงียบ ๆ แล้วพูดกับตนเอง และทูลต่อพระเจ้า

1 โครินธ์ 14:29-31
ให้ผู้เผยพระคำพูดได้สองสามคน และให้คนอื่นพิจารณาสิ่งที่เขาพูดด้วยความระมัดระวัง และหากคนที่นั่งอยู่ได้รับการสำแดงจากพระเจ้าขึ้นมา คนที่กำลังพูดนั้นก็ควรนิ่งเงียบก่อน เพราะว่าท่านเผยพระดำรัสได้ทีละคน เพื่อให้ทุกคนได้
เรียนรู้ และได้รับการหนุนน้ำใจ
1 โครินธ์ 14:32-33
เพราะจิตวิญญาณของผู้เผยพระดำรัสนั้นอยู่ในการควบคุมโดยตัวเขาเองเพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความสับสนวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข ดังที่ทรงเป็นอยู่ในทุก ๆ คริสตจักรของวิสุทธิชน

1 โครินธ์ 14:34-35ขอให้เหล่าสตรีนิ่งสงบในคริสตจักร
เพราะพวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้พูดพวกเธอควรยอมเชื่อฟังดังที่บัญญัติกล่าวไว้ หากพวกเธอต้องการรู้สิ่งใดให้ถามสามีที่บ้าน เพราะการที่สตรีจะพูดขึ้นมาในคริสตจักรก็เป็นเรื่องน่าอาย
1 โครินธ์ 14:36-37
พระดำรัสนั้นเกิดมาจากท่าน? หรือว่าท่านเป็นคนเดียวที่เข้าถึงพระดำรัสนั้น? หากคนใดคิดว่าตนเองเป็นผู้เผยพระดำรัสหรือเป็นคนอยู่ฝ่ายพระวิญญาณก็จงยอมรับเถิดว่า สิ่งที่ข้าเขียนถึงท่านเป็นพระบัญญัติจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

1 โครินธ์ 14:38-40 ข้อสรุปที่ชัดเจน
หากคนใดไม่เอาใจใส่ข้อความนั้น ผู้อื่นก็จะไม่ใส่ใจเขา
ดังนั้น พี่น้องเอ๋ยจงกระตือรือร้นที่จะเปิดเผยพระดำรัส
และอย่าห้ามการพูดภาษาที่แปลกเลย แต่ควรกระทำทุกสิ่งให้เหมาะสม อย่างมีระเบียบ

1 โครินธ์ 14:1
ในเมื่อความรักสำคัญที่สุด เราจึงตามทางความรักของพระเจ้า ไม่ใช่รักตามความหมายของโลกแต่เป็นรักบริสุทธิ์ตามโครินธ์ 13 นอกจากนั้น ผู้เชื่อควรตามหาของประทานในการเผยพระดำรัสของพระเจ้า จากที่เห็น พี่น้องในโครินธ์น่าจะเน้นการพูดภาษาที่แปลกมากกว่าการเผยพระดำรัสเป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่าดูดี ชาวโครินธ์ชอบเรื่องของภาษาอยู่แล้ว
1 โครินธ์ 14:2-3
การเผยพระดำรัสนั้น ชัดเจน เป็นหน้าที่ของการสร้างเสริมคริสตจักร หนุนใจ ให้กำลัง ปลอบใจมุ่งพูดสื่อสารกับคน พวกเขาเข้าใจสิ่งที่พูด และเกิดการเปลี่ยนแปลงในทัศนคติ ความคิด การกระทำแต่คนที่พูดภาษาที่แปลกกำลังพูดกับพระเจ้าเป็นเหมือนการอธิษฐาน ดังนั้นเมื่อมีการพูดภาษาที่แปลกโดยไม่มีการแปล จึงไม่ส่งผลใด ๆ กับพี่น้อง ยกเว้นภาษานั้นพูดเพื่อบางคนที่เข้าใจ
1 โครินธ์ 14:4-5
ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตแบบที่ก้าวไปข้างหน้าตลอดไม่ใช่อยู่นิ่งกับที่ ซึ่งเป็นเหมือนการถอยหลังเข้าคลอง การพูดภาษาที่แปลกออกไปซึ่งพระเจ้า
ทรงนำให้พูดนั้น เป็นการช่วยให้ตนเองได้รับการชูใจ หนุนกำลัง มันไม่ได้ช่วยสร้างเสริมใครที่อยู่ตรงนั้น (ยกเว้นคนภาษานั้นมาได้ยิน) ท่านเปาโลจึงขอให้แสวงหารักและการเผยพระดำรัสเพราะทั้งสองจะช่วยให้คริสตจักรเติบโตขึ้น
การพูดภาษาที่แปลกในการอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้าเป็นสิ่งดี เสริมสร้างตนเอง แต่หากเข้ามาอยู่ในที่ชุมนุมชนของพระเจ้าแล้ว ที่สำคัญคือ การสร้างชีวิตของพี่น้อง ท่านเปาโลจึงมองว่า การเผยพระดำรัสที่เข้าใจได้ ที่ทำให้เกิดการสำนึกผิดหรือการเตรียมตัวพร้อม จะเป็นสิ่งที่ส่งผลกว้างกว่าเรื่องส่วนตัว ยกเว้นเมื่อคน ๆ หนึ่งพูดภาษาที่แปลกแล้วยังแปลให้ด้วย นั่นก็เป็นสิ่งดีเช่นกัน
1 โครินธ์ 14:6
แม้กระทั่งท่านเปาโลเอง หากมัวพูดแต่ภาษาที่แปลกแล้วไม่สอน ไม่เพิ่มความรู้ ไม่ทำให้พี่น้องเจริญในพระเจ้า ก็ไม่มีประโยชน์
1 โครินธ์ 14:7-9
แล้วท่านเปาโลก็เอาเรื่องเครื่องดนตรีที่ส่งเสียงมาให้พี่น้องได้เข้าใจ ว่าหากเพลงนั้นไม่ได้สื่อความหมาย มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร คนที่เล่นเครื่องดนตรีไม่เป็นแล้วมาดีด สี ตี เป่าคนฟังก็จะไม่ประทับใจ แต่หากนักดนตรีได้มาเล่น สื่อความหมายของผู้ประพันธ์ ความงดงามความเข้าใจก็เกิดขึ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกตามไปได้ดังนั้นการสื่อสารในคริสตจักรจะต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ. การพูดภาษาที่แปลกซึ่งเข้าใจไม่ได้นั้น หากพูดเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าฉันเป็นคนฝ่ายวิญญาณ ก็เป็นอันตราย แถมเป็นคำ ไร้สาระ พี่น้องชาวโครินธ์อาจจะสับสน และคิดว่าการพูดภาษาที่แปลกออกไปนั้น แสดงว่าคนพูดนั้นใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าคนอื่น เท่ากับแรงจูงใจในการพูดก็ผิดแล้ว ผิดแต่ต้นเลย
1 โครินธ์ 14:10-11
คำว่าภาษา มีความหมายถึงคำพูด ประโยค วลีที่เข้าใจได้ ภาษาเป็นของประทานที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้าให้กับทุกคนในโลก และเป็นสำหรับมนุษย์เท่านั้น นี่เป็นเครื่องหมายแสดงว่า เราเป็นผู้ที่ถูกสร้างมาตามพระฉายาของพระเจ้าจริง ๆ สัตว์จะมีภาษาจำกัดมาก ๆ ไม่เหมือนพวกเรา แต่คนเราที่อยู่ต่างสถานที่ ต่างบ้านเมืองก็มีภาษาที่เข้าใจกันเองในท้องถิ่น เราต้องมีการแปลเราจึงจะเข้าใจภาษาที่แตกต่างออกไปจากเรา
1 โครินธ์ 14:12-13
กล่าวโดยสรุปคือ ท่านเปาโลต้องการให้พี่น้องแสวงหาของประทานที่ดีสุด ซึ่งเป็นของประทานที่จะทำให้คริสตจักรเติบโตขึ้น คนที่พูดภาษาที่แปลกจึงควรรับผิดชอบ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เขาแปลความหมายได้ด้วย นั่นจึงจะสมบูรณ์แบบ ดังนั้นสรุปได้ว่า ภาษาที่ไม่เข้าใจ จะไม่เกิดประโยชน์ ต้องเป็นภาษาที่พี่น้องเข้าใจได้

1 โครินธ์ 14:14-15
ในชีวิตเรานั้น บางครั้งสิ่งที่เราทำเราก็ไม่ได้มีความเข้าใจขบวนการของมันทั้งหมด แต่มันก็ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ อย่างเช่นกินอาหาร แล้วอาหารไปทำขบวนการที่ทำให้ร่างกายเติบโตอย่างไร คนทั่วไปก็จะไม่เข้าใจ แต่ก็จะกินเสมอ ในการอธิษฐานฝ่ายวิญญาณเช่นกัน บางครั้งคนที่อธิษฐาน พูดภาษาที่แปลก ไม่เข้าใจ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเติบโตขึ้น สำหรับท่านเปาโล การทำทุกสิ่งด้วยความเข้าใจก็ช่วยให้คนอื่นเติบโตด้วย
1 โครินธ์ 14:16-17
นี่เป็นการเตือนว่า การทำทุกสิ่งในคริสตจักรนั้น ต้องให้พี่น้องของเรามีความเข้าใจด้วยไม่ใช่หลงว่าตนเป็นคนฝ่ายวิญญาณ ติดต่อกับพระเจ้าได้อยู่คนเดียว การเสริมสร้างซึ่งกันและกัน เป็นเหตุผลที่เรามีชุมชนของพระเจ้า เราจำเป็นต้องใกล้ชิด และเชื่อมโยงการในการใช้ชีวิต เพื่อจะมีทั้งความรักความเข้าใจ และการช่วยเหลือกันในยามยากลำบาก
1 โครินธ์ 14:18-19
ท่านเปาโลที่เป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรได้กล่าวชัดว่าในชีวิตส่วนตัวของท่าน ท่านพูดภาษาที่แปลกมาก มากกว่าคนอื่น ๆ หมายความว่า เมื่อท่านอธิษฐานกับพระเจ้า ท่านก็ใช้ภาษาที่แปลกเสมอแต่ในชีวิตที่อยู่กับชุมชนผู้เชื่อ ท่านเลือกที่จะกล่าวคำที่คนเข้าใจ และรับการเสริมสร้าง เติบโตขึ้นท่านเลือกที่จะสื่อสารอย่างเข้าใจ แทนที่จะกล่าวอะไรที่ไม่มีใครเข้าใจได้ 

1 โครินธ์ 14:20
ท่านเปาโลต้องการให้พี่น้องเติบโตในพระเจ้าไม่คิดอย่างเด็กที่พยายามไล่ตามของประทานพูดภาษาที่แปลกเพราะทำให้เป็นคนที่ดูดี เหมือนเป็นคนฝ่ายวิญญาณท่านพูดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ให้พี่น้องโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณได้แล้ว แต่การที่มีปัญหามากและต้องย้ำเช่นนี้ เพราะความคิดอย่างเด็ก ๆ ของพวกเขาฝังลึกแน่น ถ้าเราลองมองตัวเองก็จะเห็นปัญหาแบบเดียวกับพี่น้องโครินธ์
1 โครินธ์ 14:21
แล้วท่านเปาโลก็ย้อนกลับไปถึงครั้งที่อิสยาห์ได้พยากรณ์เนื่องจากว่า คนอิสราเอลดื้อดึงต่อพระเจ้ามาก ไม่กลับใจสักที พระเจ้าจึงจะทรงใช้คนต่างชาติเข้ามามีอำนาจเหนือพวกเขา พระเจ้าทรงทำจริง ๆ ให้อัสซีเรียเข้ามาบุก แต่กระนั้นคนอิสราเอลก็ยังไม่สำนึกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสั่งสอนของพระเจ้า พวกเขายังคงดื้อดึงต่อไป อ่าน อิสยาห์ 28:11-12 พระเจ้าทรงใช้ภาษาอื่นมาสั่งสอนคนอิสราเอล
1 โครินธ์ 14:22
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านเปาโลจึงชี้แจงว่า การมีภาษาที่แปลกออกไปนั้น ช่วยคนต่างชาติที่เข้ามาในหมู่พี่น้อง และได้ยินคำของพระเจ้าผ่านภาษาของพวกเขา ตามที่พระองค์ประสงค์จะตรัสกับแต่ละคนข้อ 21 และ 22 เป็นการช่วยป้องกันไม่ให้พี่น้องเอาแต่แสวงหาที่จะพูดภาษาที่แปลก โดยมีแรงจูงใจที่อยากอวดว่าตัวเองใกล้ชิดพระเจ้า นิสัยแบบเด็ก ๆ ทั้งที่พวกเขาควรเป็นผู้ใหญ่แล้ว
1 โครินธ์ 14:23
ดังนั้น หากคนทั้งคริสตจักรมาร่วมปลองคิดถึงวันที่คุณเข้าไปในคริสตจักรแห่งหนึ่งแล้วก็มีคนที่พูดภาษาที่แปลก ซึ่งคุณไม่เข้าใจไม่ได้พูดแค่คนเดียว แล้วมีคนแปล แต่พูดแข่งกัน เสียงดัง เราจะรู้สึกว่าพวกเขาเป็นอะไรกันนี่
เลอะเทอะจริง ๆ ทำไมไม่มีระเบียบ ทำไมทำสิ่งที่ไม่เข้าใจ สภาพแบบนี้ เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในที่ ๆขาดความเข้าใจ และยังเป็นเด็กอยู่ คิดว่า ทำอย่างนี้แล้วดูดี แต่ภาพที่ออกมากลับดูตรงข้าม
1 โครินธ์ 14:24-25
นี่ไง ประโยชน์ของการเผยพระดำรัสของพระเจ้าเพราะในการเปิดเผยนั้น จะมีคำที่เฉพาะเจาะจงกับคนบางคนในที่นั้น ทำให้เขารู้ว่า พระเจ้ากำลังตรัสกับเขาจริง ๆ เป็นโอกาสที่หลายคนจะได้ตระหนักว่า พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และทรงสื่อสารกับพวกเขาโดยตรง การยอมรับว่ามีพระเจ้านั้น จำเป็นกับทุกคนที่จะกลับใจใหม่
1 โครินธ์ 14:27-28
สำหรับท่านเปาโลแล้ว แม้การที่จะพูดภาษาที่แปลกในคริสตจักรก็จะต้องมีวินัย มีระเบียบไม่ให้มีการแข่งกันพูด แข่งกันแปล และหากใครไม่ได้รับคำจากพระเจ้าก็ขออยู่เงียบ ๆ อย่าทำแบบปลอม ๆ ขึ้นมา ซึ่งปรากฎว่า เราพบการพูดภาษาต่าง ๆ แบบปลอมขึ้นมาก็เยอะ ดังนั้นในวิถีปฏิบัติแล้ว ต้องให้อยู่ในความจริง อยู่ในระเบียบ มีการรับส่งในการรับใช้เรื่องนี้อย่างน่าดู ไม่ใช่เป็นการแก่งแย่งกัน
1 โครินธ์ 14:26
เราจะเห็นภาพว่า ในคริสตจักรเริ่มแรกนั้น พวกเขาทำอะไรกันบ้าง มีทั้งการร้องเพลง สอน การเทศนาและพูดภาษา แปลภาษา รวมทั้งการดูแลพี่น้องที่ยากจน (ดูจากหนังสือกิจการ) นอกจากนั้นมีการส่งคนออกไปประกาศตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู มีการตั้งกลุ่มพี่น้องตามบ้าน และสร้างคริสตจักร ทั้งหมดนี้มีเพื่อการเสริมสร้างให้ผู้เชื่อเติบโตในพระเจ้า

1 โครินธ์ 14:29-31
ตอนนี้ท่านเปาโลกล่าวถึงข้อควรปฏิบัติในยามที่มีการเผยพระคำในคริสตจักร เป็นรายละเอียดย่อยที่ควรทำ ท่านคงเห็นแล้วว่า ในอนาคตนั้นจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง จึงจัดระเบียบไว้ให้จากข้อ 28 ดูเหมือนว่า ท่านต้องการให้ทุกคนได้มีโอกาสมีของประทานนี้ เราจะเห็นว่า มีหลายครั้งขณะที่มีการเทศนา มีการเผยพระดำรัสของพระเจ้าส่งตรงให้ใครบางคนในหมู่พี่น้อง และเกิดการกลับใจ เปลี่ยนชีวิต นี่คือชีวิตในคริสตจักร!
1 โครินธ์ 14:32-33
ข้อความนี้ช่วยเรามาก ทำให้เรารู้ว่า ใครคนไหนเป็นของจริง เป็นของปลอมขณะที่มีการเผยพระดำรัสหรือพูดภาษาที่แปลก เพราะจะต้องมีการควบคุมตนเองได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลของพระวิญญาณ ไม่ใช่ขาดการควบคุม ส่งแต่อารมณ์อันรุนแรงออกมา การทำงานของพระวิญญาณในคริสตจักรจึงเป็นรูปแบบของความสงบไม่ใช่ความวุ่นวาย สันติ ไม่ใช่ความสับสน
1 โครินธ์ 14:34-35
เป็นอีกเรื่องที่ผู้หญิงสมัยใหม่อาจจะไม่เข้าใจดูเหมือนท่านเปาโลกำลังปิดกั้นผู้หญิงในคริสตจักรหรือเปล่า เราก็มีผู้หญิงโสดอยู่เยอะด้วย ทำให้รู้สึกแปลก ๆ เมื่ออ่านพระคำข้อนี้ ในสมัยก่อนนั้น เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชาย ในตะวันออกกลางก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ที่ผู้หญิงจะออกไปไหนคนเดียวไม่ได้แต่ต้องมีสามีหรือญาติผู้ชายออกไปประกบเสมอ สรุปว่าในคริสตจักรโครินธ์ ภรรยาต้องไปถามสามีที่บ้าน 
1 โครินธ์ 14:36-37
พี่น้องจะต้องเข้าใจว่า พระกิตติคุณพระดำรัสของพระเจ้านั้น ไม่ได้เกิดจากความคิดของพวกเขาเอง ไม่ใช่พวกเขาเท่านั้นที่จะรู้จักพระทัย ต้องเข้าใจว่า พระเจ้าทรงสำแดงพระทัยของพระองค์ให้กับผู้รับใช้แต่ละคน รวมทั้งพวกเขาตามที่พระองค์ทรงเห็นดี ดังนั้น พี่น้องจึงต้องยอมรับท่านเปาโลในฐานะที่ท่านเป็นอัครทูตที่พระเยซูทรงตั้งไว้ว่า ทุกสิ่งที่ท่านเตือนสอนเป็นมาจากพระเจ้า
1 โครินธ์ 14:38-40
คำสุดท้ายของท่านเปาโลในบทนี้ เป็นการสรุปว่าพี่น้องทุกคนควรที่จะได้ยินพระดำรัสของพระเจ้าสามารถเปิดเผยเพื่อการเสริมสร้างพี่น้องในคริสตจักร แต่ระเบียบนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความมีระเบียบชัดเจนในธรรมชาติเราก็เห็น ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุขเมื่อใดก็ตามที่ผู้เชื่อไปเน้นบางสิ่งมากเกินไป ก็ขาดความสมดุลย์ในคริสตจักร และมีโอกาสที่จะกลายเป็นตกขอบไปได้

ข้อพระคำเชื่อมโยง

1* 1 โครินธ์ 12:31; 14:39; กันดารวิถี 11:25,29
2* กิจการ 2:4; 10:46
3* โรม 14:19; 15:2; 1ทิโมธี 4:13
6* 1โครินธ์ 14:26
13* 1โครินธ์ 12:10
15* โคโลสี 3:16; สดุดี 47:7
16* 1โครินธ์ 11:24

20* สดุดี 131:2; 1 เปโตร 2:2
21* ยอห์น 10:34; อิสยาห์ 28:11-12
22* มาระโก 16:17
23* กิจการ 2:13
25* อิสยาห์ 45:14
26* 1โครินธ์ 12:8-10; 14:6; 2 โครินธ์ 12:19
29* 1โครินธ์ 12:10

30* 1เธสะโลนิกา 5:19-20
32* 1ยอห์น 4:1
33* 1โครินธ์ 11:16
34* 1ทิโมธี 2:11; ปฐมกาล 3:16
37* 2โครินธ์ 10:7
39* 1โครินธ์ 12:31
40* 1โครินธ์ 14:33



1 โครินธ์ 13 ความหมายแห่งรัก

1 โครินธ์ 13:1-3
แม้ว่าข้าจะพูดเป็นภาษาแปลกที่ไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นภาษาของมนุษย์หรือของทูตสวรรค์ แต่ไม่มีความรัก ข้าก็เป็นแค่เสียงฆ้องหรือฉาบที่ส่งเสียงอยู่เท่านั้น
แม้ข้าจะเผยพระดำรัสของพระเจ้าได้มีความรู้ในสิ่งล้ำลึก รอบรู้ในทุกเรื่องมีความเชื่อจนเคลื่อนภูเขาได้ แต่ไม่มีความรัก ตัวข้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย
ถ้าข้าแจกจ่ายสิ่งของที่มีแก่คนขัดสนและยอมเอาตัวไปเผาไฟ แต่หากไม่มีความรัก ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

1 โครินธ์ 13:4-8
ความรักเริ่มต้นที่ความอดทนนานและใจเมตตาปราณี
ความรักไม่อิจฉา ไม่โอ้อวด ไม่หยิ่งยโส ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โกรธง่าย ไม่ช่างจำความผิด ไม่พอใจกับการทำผิด
แต่ยินดีกับความจริง
ความรักทนต่อทุกอย่าง เชื่อมั่นอยู่เสมอ มีความหวังใจ และมีหัวใจพากเพียร บากบั่นในทุกสิ่ง
ความรักนั้นยืนยงมั่นคงนิรันดร์
แม้การเผยพระคำจะเลิกไป หรือการพูดภาษาที่แปลกจะเลิกไป หรือความรู้ใด ๆ จะเสื่อมไป

1 โครินธ์ 13:9-11
เป็นเพราะว่า เรามีความรู้เพียงบางส่วนและเผยพระคำเพียงบางส่วนแต่เมื่อความสมบูรณ์เพียบพร้อมมาถึงความไม่สมบูรณ์นั้นจะสูญไป

เมื่อข้ายังเป็นเด็ก ข้าพูดอย่างเด็กคิดและหาเหตุผลอย่างเด็ก
แต่เมื่อข้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าก็เลิกพฤติกรรมอย่างเด็ก

1 โครินธ์ 13:12-13
เพราะเวลานี้ เราเห็นภาพสะท้อนมัว ๆ เหมือนดูในกระจก แต่ในเวลานั้นเราจะเห็นภาพชัดตามความเป็นจริง
เวลานี้ข้ารู้เพียงบางส่วน แต่ในเวลานั้นข้าจะรู้ชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนกับที่พระองค์ทรงรู้จักข้า
และบัดนี้ สามสิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก
แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าทั้งหมด ก็คือความรัก

คำอธิบายเพิ่มเติม

1 โครินธ์ 13:1-3
หนังสือ 1 โครินธ์บทที่ 13 นับได้ว่า เป็นข้อพระคำที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุด เพราะมีการนำมาร้องเป็นเพลงรัก และใช้อ่านในงานแต่งงานกันเสมอแต่พระคำข้อแรกนี้ กำลังแนะนำเราว่า การมีของประทานที่ปราศจากความรักนั้น ไม่มีประโยชน์อันใดในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้น คน ๆหนึ่งที่มีของประทานจากพระเจ้า อาจสอนเก่ง เทศน์เกิดผล พูดและแปลภาษาที่แปลกได้ รักษาโรคได้ แต่หากไร้รัก ก็ไร้ค่าสำหรับตัวเขาเอง
จะเห็นว่าการใช้ของประทานนั้น บางคนอาจใช้โดยไม่ได้มีความรักเลย เขาเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้เผยพระคำ ให้แบ่งปันความรู้ ให้มีความเชื่อเพื่อช่วยเหลือพี่น้องแต่หากไร้ซึ่งความรัก สิ่งที่ทำสำเร็จกลับไม่มีค่าเป็นความสำเร็จที่ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เต็มร้อย มีคนกล่าวว่า สัญญาณว่าคน ๆ หนึ่งเต็มด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าไม่ใช่การอัศจรรย์ต่าง ๆแต่เป็นความรัก
ท่านเปาโลยังอธิบายต่อไปว่า จะเป็นคนใจดีแจกจ่ายให้คนอื่นมากมาย ทำงานที่ทำให้คนอื่นได้ดี แถมยังยอมแม้กระทั่งทำร้ายตัวเอง ยอมถูกทรมานเพื่อความเชื่อ ถึงขนาดนั้นแล้วท่านเปาโลยังมองว่าหากไม่ประกอบด้วยความรัก นั่นจะไม่มีค่าอะไรเลย
ทำให้เราย้อนไปถึงพระเยซู บนไม้กางเขน การที่พระองค์ทรงยอมสิ้นพระชนม์ยอมอับอาย ยอมทุกอย่างไม่ใช่เพื่อเป็นวีรบุรุษแต่เพราะพระองค์ทรงรักพระบิดาและชาวโลกนี้

1 โครินธ์ 13:4-8
เราอาจจะถามว่า แล้วรักคืออะไรล่ะสองสิ่งที่รักเป็น คืออดทนและเมตตา เมื่อเรามีความรัก สองสิ่งแรกที่เป็นส่วนประกอบของรักนั้น จะต้องปรากฏ ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่รัก ยังมีอีกแปดอย่างที่ไม่ใช่รัก ..คำอธิบายของสิ่งที่ไม่ใช่ความรักของท่านเปาโล ทำให้เรารู้เลยว่า ในชีวิตครอบครัว ในความสัมพันธ์กับเพื่อนของเรานั้น มันใช่ไหมว่าเป็นรักหรือเปล่า
ไม่เฉพาะอดทนนาน และเมตตาเท่านั้น แต่คนที่รักจะทนต่อทุกอย่าง มีความเชื่อหวังใจ บากบั่นพากเพียรแม้จะยากเพียงไร สิ่งที่เป็นของประทาน
ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามอาจเสื่อมไป แต่ความรักจะอยู่ตราบเท่าที่มีนิรันดร์กาล
สุดยอด พระคำตอนนี้ เพราะว่า พระเจ้าทรงเป็นความรัก ความรักจึงเป็นส่วนที่อยู่ไปตลอดไม่มีวันหมดหรือจบสิ้น

1 โครินธ์ 13:9-11
เมื่อความสมบูรณ์เพียบพร้อมจากพระเจ้ามาถึงของประทานก็จะหมดไป หยุดไปจากพระคำข้อนี้ เราพอจะสรุปได้ว่า ของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้นสำคัญ แต่ของประทานนั้นมีวันที่จะสูญสิ้นไปด้วย มันจะสูญไปเมื่อความสมบูรณ์เพียบพร้อมของพระเจ้ามาถึง นั่นคือ เมื่อพระเจ้า และอาณาจักรของพระองค์มาถึงเราครบถ้วน เราได้อยู่ต่อพระพักตร์ และพระองค์ทรงชนะเหนือศัตรูทั้งปวง
ทำไมท่านเปาโลพูดเช่นนี้ ท่านกำลังจะบอกว่าเด็กก็เหมาะกับการเล่น การคิด การทำอะไรแบบเด็ก ๆ น่ารักบ้าง น่าโมโหบ้าง แต่ก็เป็นเด็ก
เมื่อเราเติบโตในพระเจ้า เราก็ไม่มีความคิดแบบเด็กอีกต่อไป เหมือนกับเมื่อคริสเตียนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความหมกมุ่นวุ่นวายกับของประทาน
นั้นก็จะลดลง เพราะความรักมาเหนือสิ่งเหล่านั้นท่านไม่ต้องการให้พี่น้องเน้นเรื่องของประทานเกินความรักที่มีต่อกัน

1 โครินธ์ 13:12-13
เมื่อเราเห็นพระเยซูต่อพระพักตร์ ของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้นก็เหมือนจะเลือนไปเลยเพราะพระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าสิ่งเหล่านั้นเมื่อเรามีพระองค์อยู่ตรงหน้าเรา เราจะต้องการสิ่งใดอีกเล่า ดังนั้นท่านเปาโลจึงมองว่า ของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้นจะสูญไป แต่พระเจ้าและความรักของพระองค์จะยืนยง และที่สำคัญคือเราจะได้เห็นพระองค์ชัด เราจะรู้ถึงพระองค์อย่างแจ่มแจ้ง ไม่เหมือนตอนนี้ที่รู้ไม่หมด
ขอบคุณพระเจ้าที่ท่านเปาโลได้สรุปให้เราเห็นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ทุกอย่างที่เป็นความรู้ความสามารถ ของประทาน การอัศจรรย์
ฤทธิ์ต่าง ๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่หายไป ไม่มีอีก เมื่อมาถึงเส้นชัยสุดท้ายของโลกและจักรวาลเมื่อพระเจ้าเปลี่ยนโลกนี้เป็นอีกโลกสิ่งที่ยังคงอยู่คือ ความเชื่อ ความหวังใจ ความรักและท่านเปาโลมองว่า รักนั้น สำคัญที่สุด

 พระคำเชื่อมโยง