มัทธิว 28 คืนพระชนม์ คืนสู่พระบิดา!

พระเยซูคืนพระชนม์
1 หลังวันสะบาโต ใกล้รุ่งสาง เป็นวันต้นสัปดาห์  มารีย์ชาวมักดาลา กับมารีย์อีกคนหนึ่ง ไปยังถ้ำเก็บพระศพนั้น
 2 แล้วเวลานั้น ก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้าลงมาจากสวรรค์ และกลิ้งก้อนหินออกจากปากถ้ำ  แล้วท่านก็นั่งบนหินนั้น
3 ท่านส่องแสงออกมาเป็นเหมือนฟ้าแลบ เสื้อของท่านนั้นขาวราวหิมะ
4 ทหารที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวจนตัวสั่น เพราะเห็นทูตสวรรค์ และพวกเขาแน่นิ่งเป็นเหมือนคนตาย!
5 ทูตสวรรค์กล่าวแก่หญิงทั้งสองว่า “อย่ากลัวไปเลย เรารู้ว่า เจ้ามาหาพระเยซูผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน
6 แต่พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่  พระองค์ทรงคืนพระชนม์จากความตายตามที่พระองค์ตรัสไว้ มาดูที่เขาวางพระศพของพระองค์สิ”
 

7 เจ้าจงรีบไปบอกพวกศิษย์ของพระองค์ว่า ‘พระเยซูทรงคืนพระชนม์จากความตายแล้ว พระองค์กำลังเสด็จไปกาลิลี ล่วงหน้าพวกเจ้า และพวกเจ้าจะพบพระองค์ที่นั่น’” แล้วทูตก็กล่าวว่า “บัดนี้เราได้บอกเจ้าแล้ว”

 8 พวกผู้หญิงก็ออกจากถ้ำไป พวกเธอกลัว แต่ก็มีความสุขใจมาก พวกเขาวิ่งออกไปเพื่อเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้ศิษย์ของพระองค์ทราบ
 9 แต่ทันใดนั้นเอง พระเยซูทรงมาพบพวกเธอ และทักทาย พวกเธอจึงเข้ามากอดพระบาทของพระองค์ และนมัสการพระองค์ 
10 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเธอว่า “อย่ากลัวไปเลย จงไปบอกศิษย์ของเราให้ไปที่กาลิลี และพวกเขาจะพบเราที่นั่น”

ทหารยามรายงานความจริง
11 ขณะที่พวกผู้หญิงกำลังไปบอกศิษย์ของพระเยซู ทหารที่เฝ้ายามหน้าถ้ำก็เข้าเมืองเพื่อรายงานทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหัวหน้าปุโรหิต
  12 แล้วปุโรหิตกับผู้ใหญ่ก็ประชุมกันวางแผน จากนั้นก็มอบเงินจำนวนมากให้กับพวกทหาร
13 และสั่งพวกเขาว่า “พวกเจ้าต้องบอกประชาชนว่า ศิษย์ของเยซูมาตอนกลางคืนและขโมยศพไปตอนที่พวกเจ้ากำลังหลับ  
 14  หากท่านผู้ว่ารู้เรื่องนี้เข้า เราจะพูดแก้ตัวให้ พวกเจ้าจะไม่เดือดร้อน” 
15 ดังนั้น พวกทหารจึงรับเงินไว้ และทำตามที่พวกเขาสั่ง เรื่องนี้ยังลือกันไปในหมู่ชาวยิวจนทุกวันนี้ 



พระมหาบัญชา
16 ศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนเดินทางไปกาลิลี ไปยังภูเขาที่พระองค์ทรงนัดหมายให้พวกเขาไป
 17 เมื่อพวกเขาเห็นพระเยซู พวกเขาก็นมัสการพระองค์ แต่บางคนยังสงสัยว่าเป็นพระองค์จริงหรือไม่
 18 แล้วพระเยซูเสด็จเข้ามาใกล้พวกเขา ตรัสว่า  
“สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์ และบนแผ่นดินโลกนั้น ทรงมอบไว้ให้เราแล้ว
19 ดังนั้นจงออกไป และนำคนทั้งหลายในชาติต่าง ๆ ให้ติดตามเรา  บัพติศมาพวกเขาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
 20 จงสอนให้เขาเชื่อฟังทุกสิ่งที่เราได้สั่งเจ้าไว้แล้ว และเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

อธิบายเพิ่มเติม

พระเยซูคืนพระชนม์
มัทธิว 28:1-10

การคืนพระชนม์เป็นรากฐานของความเชื่อในพระเยซูคริสต์ มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น ไม่มีใครสักคนที่ละทิ้งเรื่องราวที่สำคัญยิ่งยวดนี้
การคืนพระชนม์เป็นความสำเร็จของการสิ้นพระชนม์  พระองค์ทรงไถ่บาปเราบนไม้กางเขน และทรงชำระหนี้บาปให้หมดสิ้น บาปของคนทั้งโลก ยกเว้นคนที่ไม่ยอมรับพระองค์ ทรงช่วยให้เราไม่ต้องตายนิรันดร์ 

การคืนพระชนม์ ทำให้รู้ว่าพระองค์ทรงชำระค่าไถ่บาปเราครบจริง ๆ​ ถ้าไม่ทรงคืนพระชนม์ พวกเราก็ยังคงอยู่ในบาป แล้วต้องตาย(1 โครินธ์ 15:17)
แต่  พระองค์ทรงชนะและทำลายมารผู้กุมอำนาจความตายด้วยการสิ้นพระชนม์ (ฮีบรู 2:14)  โรม 4:25 สรุปได้ชัดเจนว่า พระเยซูทรงถูกมอบให้สิ้นพระชนม์เพราะบาปของเรา และทรงคืนพระชนม์เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม ..

ต้นสัปดาห์ คือวันอาทิตย์ .. เช้ามาก ยังมืดอยู่ มารีย์มักดาลา และผู้หญิงคนอื่นอีกหลายคน (ลูกา 24:10)   พากันมาที่ถ้ำเก็บศพ

เวลานั้นเองมีแผ่นดินไหว… แล้วทูตสวรรค์ก็มากลิ้งหินจากปากถ้ำ

ทหารตกใจมาก ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งทูตสวรรค์มากลิ้งหินง่าย ๆ ให้เห็น อุตส่าห์เฝ้ามาไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเช้านี้ สิ่งที่มหัศจรรย์เช่นนี้ทำให้พวกเขาตกใจจนแน่นิ่ง!  พระเจ้าทรงให้มีพยานในการคืนพระชนม์ ทั้งผู้หญิงที่มา ทั้งทหารที่เฝ้าอยู่ แม้ทหารจะถูกสั่งให้ปิดปาก แต่พวกเขาก็ต้องรายงานตามความเป็นจริง ทหารจึงเป็นหนึ่งในพยานที่เห็นเหตุการณ์

สังเกตไหมว่า แผ่นดินไหวมาพร้อมกับทั้งเมื่อทรงสิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์! โลกไม่อาจอยู่นิ่งเฉยกับเหตุการณ์สำคัญที่สุดของโลกมนุษย์ได้  และทูตสวรรค์ได้มาต้อนรับการคืนพระชนม์ในวันนี้  

ทูตสวรรค์ที่ลงมานั้นมีสองท่าน แต่มัทธิวได้บันทึกถึงท่านเดียวที่พบกับผู้หญิงที่เข้ามายังเขตถ้ำนั้น   

อาจมีการเล่าในมุมมองที่แตกต่าง ทูตปลอบใจไม่ให้พวกผู้หญิงกลัว
แจ้งว่า พระเยซูไม่ได้อยู่ในถ้ำ ทรงคืนพระชนม์แล้ว ! .. พระองค์จะทรงไปพบศิษย์ที่กาลิลีทางเหนือ ตามที่นัดเอาไว้

และแล้วพวกเธอก็ได้พบพระเยซู และได้กอดพระบาทนมัสการ  พระองค์ทรงย้ำว่าจะพบกันที่กาลิลี … เช้านี้พระเจ้าทรงให้มีพยานหลายปากแล้วกับเหตุการณ์คืนพระชนม์ 

ทหารยามรายงานความจริง
มัทธิว 28:11-15
ผู้หญิงไปบอกศิษย์ตามความจริง
ทหารไปรายงานหัวหน้าปุโรหิตตามความจริง พวกเขาเห็นทูตสวรรค์จริง  พวกเขานิ่งไปเลยจริง    แต่แล้วถูกปิดปาก ได้สินบน  และเรื่องนี้ มีการลือกันไปทั่วว่า ทหารรับเงินจากปุโรหิต
ส่วนศิษย์ของพระเยซูซึ่งไม่มีโอกาสพบพระองค์ที่ถ้ำ กลับกลายเป็นแพะรับบาป ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ขโมยพระศพไป  แต่เรื่องราวในพระกิตติคุณเล่มอื่นนั้น ทำให้เรารู้ว่า พวกเขาไม่เชื่อกันด้วยซ้ำว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมา ต้องวิ่งเข้าไปในถ้ำ และเห็นแค่ผ้าห่อพระศพ พวกเขาจึงรู้ว่า สิ่งที่พวกผู้หญิงบอกเป็นความจริง

พระมหาบัญชา
มัทธิว 28:16-20
แล้วศิษย์ 11 คนก็ไปยังที่นัดหมาย ไปยังภูเขา พอพบพระเยซูพวกเขาก็นมัสการทันที  ปลื้มที่สุด ได้พบพระองค์ที่ทรงคืนพระชนม์
จากนั้น พวกเขาได้รับคำสั่งซึ่งเป็นคำสั่งสำหรับผู้เชื่อทุกคนด้วย และพร้อมกันนั้น  พระเยซูทรงสัญญา  จะอยู่กับพวกเขาเสมอไปเป็นนิตย์  พวกเขาไม่ต้องกลัวความล้มเหลวใด ๆ เพราะสิทธิอำนาจทั้งจักรวาลนั้นอยู่กับพระองค์  และเป้าหมายของพระเจ้าคือ ให้ทุกเข่านมัสการพระเยซู  ทุกลิ้นยอมรับว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   (ฟีลิปปี 2:9) 
สิ่งที่ศิษย์ต้องทำ และพวกเขาก็ได้ทำตามนั้นจริง ๆ จนกระทั่งพระนามของพระองค์ประกาศไปทั่วเขตตะวันออกกลาง เอเชียไมเนอร์

สรุปคำสั่งของพระเยซูในมัทธิว
*ให้ออกไปนำคนชาติต่าง ๆ มาเชื่อ
(-ทรงประสงค์ให้ศิษย์ของพระองค์ซึ่งเป็นยิว ออกไปเป็นพระพรกับคนทั่วโลก ไม่ได้เก็บการรู้จักพระเจ้าไว้กับชนชาติของตนเองเท่านั้น
-ทรงประสงค์ให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอด ไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์)
*ให้บัพติศมาพวกเขาในพระนามพระบิดาพระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
(-ทรงประสงค์ให้ผู้เชื่อรับพระนามให้คนอื่นรับทราบ)
*สอนให้เขาเชื่อฟังทุกสิ่งที่พระเยซูทรงสั่งไว้ 
(-ทรงประสงค์ความเชื่อฟังในพระวจนะ เพื่อพวกเขาจะเติบโตและเป็นผู้ประกาศพระนามต่อไป )
พระเยซูผู้เสด็จมาเป็นองค์อิมมานูเอล “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา”  เมื่อพระองค์กำลังจะจากไป ก็ยังทรงสัญญาจะเป็นองค์อิมมานูเอลต่อไป 
พระเจ้าทรงประสงค์ให้พระนามพระเยซูเป็นที่รู้จักทั่วโลก ทุกคนไม่เว้น
ให้สมกับที่ทรงให้พระนามรับการเชิดชูสูงสุดในทุกสิ่ง (โคโลสี 1:18)
ผู้เชื่อของพระเจ้าในเวลาต่อมาก็ยังส่งผู้รับใช้ออกไปทั่วโลกอย่างที่พระเยซูทรงตรัสสั่งไว้ ไม่มีวันจบ เป็นราชกิจที่จะไม่หยุดไปจนกว่า พระเยซูเสด็จกลับมา

ถ้าจะให้พระมหาบัญชาครบถ้วนกว่านี้ดูที่มาระโก 16:15-18
15 และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า
“จงออกไปทั่วโลก และสั่งสอนเรื่องพระกิตติคุณให้แก่ทุกคน 16 ใครที่เชื่อ และรับบัพติศมาจะได้รับความรอด
ส่วนคนที่ไม่เชื่อจะถูกพิพากษาโทษ
17 และหมายสำคัญต่อไปนี้ จะตามคนที่เชื่อไป คือ พวกเขาจะขับผีในนนามของเรา พวกเขาจะพูดภาษาที่แปลกออกไป 18 พวกเขาจะจับงูด้วยมือ และหากดื่มยาพิษแรงถึงตายก็จะไม่มีอะไรทำร้ายพวกเขาได้ พวกเขาจะวางมือคนป่วยและคนเหล่านั้น จะหายโรค”

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 28
1*  ลูกา  24:1-10; มัทธิว 27:56, 61
2* มาระโก 16:5
3* ดาเนียล 7:9; 10:6
4* วิวรณ์ 1:17
6* มัทธิว 12:40; 16:21; 17:23; 20:19
7* มาระโก 16:7

9* ยอห์น  20:14
10* ยอห์น  20:17
16* มัทธิว 26:32; 28:7, 10
17* ยอห์น 20:24-29
18* ดาเนียล  7:13-14
19* มาระโก  16:15; ลูกา 24:47
20* กิจการ  2:42; 4:31; 18:10 23:11

มัทธิว 27 แล้วก็สิ้นพระชนม์!

 บทที่ 27-61

27 รุ่งเช้าวันต่อมา เหล่าหัวหน้าปุโรหิตและผู้ใหญ่ของประชาชนก็ตกลงกันว่า สมควรที่พระเยซูจะต้องรับโทษประหาร
  2 พวกเขามัดพระองค์ และนำพระองค์ไปส่งมอบให้แก่ปีลาตซึ่งเป็นผู้ว่าราชการ

ยูดาสฆ่าตัวตาย
3 ส่วนยูดาส ผู้มอบพระเยซูให้ศัตรู ได้เห็นว่า  พระเยซูทรงถูกโทษประหารก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนได้ทำลงไป  จึงนำเงินสามสิบเหรียญคืนให้แก่พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่
 4 กล่าวว่า   “ข้าได้ทำบาปโดยการทรยศองค์ผู้บริสุทธิ์”  แต่พวกผู้นำเหล่านั้นตอบว่า “มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย  นั่นเป็นปัญหาของเจ้าไม่ใช่เรื่องของเรา”
5 ดังนั้น ยูดาสจึงเขวี้ยงเหรียญเงินกองนั้นเข้าไปในพระวิหาร  แล้วเขาก็ไปผูกคอตาย
6 เหล่าหัวหน้าปุโรหิตไปเก็บเงินเหรียญเหล่านั้นมา กล่าวว่า “เป็นการผิดบัญญัติที่จะเก็บเงินนี้เข้าคลังพระวิหาร  เพราะเป็นเงินเปื้อนเลือด”
7 ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะใช้เหรียญเหล่านั้นซื้อทุ่งช่างปั้นหม้อเอาไว้เป็นสุสานฝังศพคนต่างชาติ
8 นี่เป็นเหตุผลที่ทุกวันนี้ยังเรียกทุ่งนั้นว่าทุ่งโลหิต
9 นี่จึงเป็นจริงตามที่เยเรมีย์ผู้เผยพระดำรัสกล่าวไว้ว่า “พวกเขาได้เอาเงินสามสิบเหรียญ ซึ่งเป็นค่าตัวของเขา ตามที่อิสราเอลกำหนดไว้  (ดูเยเรมีย์ 18:2-3; 19:1-13; เศคาริยาห์ 11:12-13)
10 พวกเขานำเงินสามสิบเหรียญไปซื้อทุ่งช่างปั้นหม้อ ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาข้าพเจ้าไว้”




   



ปีลาตสอบสวนพระเยซู
11 พระเยซูทรงยืนต่อหน้าปีลาต ซึ่งเป็นผู้ว่าการ และปีลาตถามพระองค์ว่า “ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวอย่างนั้นหรือ?” พระเยซูตรัสว่า “เป็นตามที่ท่านพูด”
12 เมื่อเหล่าหัวหน้าปุโรหิต และผู้ใหญ่กล่าวหาพระเยซู  พระองค์ไม่ได้ทรงตอบสักคำ
13 ดังนั้น ปีลาตจึงถามว่า “ท่านไม่ได้ยินคำที่พวกเขากล่าวหาท่านหรือ?
14 แต่พระเยซูไม่ได้ตอบข้อกล่าวหาสักข้อ ทำให้ผู้ว่าการประหลาดใจยิ่งนัก

ปีลาตพยายามปล่อยพระเยซู
15 เป็นธรรมเนียมในช่วงเทศกาลปัสกา ผู้ว่าราชการจะปล่อยนักโทษหนึ่งคนเป็นอิสระ ตามที่ประชาชนเลือก
16 เวลานั้น มีนักโทษคนหนึ่งชื่อบารับบัส เป็นคนโหดร้ายมาก 
17 เมื่อประชาชนเข้ามารวมตัวกัน ปีลาตถามพวกเขาว่า “พวกท่านต้องการให้เราปล่อยใคร เยซูบารับบัส  หรือเยซูที่เรียกกันว่า พระเมสสิยาห์  
 18 ปีลาตรู้อยู่ว่า พวกเขาจับกุมพระเยซูมาให้เขาเพราะความอิจฉา  
19 ขณะที่ปีลาตกำลังนั่งบนบัลลังก์ตัดสินความอยู่นั้น (เป็นที่นั่งสำหรับการประกาศการตัดสิน) ภรรยาของเขาก็ส่งสารมาเรียนว่า “อย่าทำอะไรกับชายคนนั้น เพราะเขาเป็นคนเที่ยงธรรม  วันนี้ฉันฝันเรื่องเขา และทำให้ฉันไม่สบายใจเป็นทุกข์มาก”



 

 20 แต่หัวหน้าปุโรหิตทั้งหลาย รวมทั้งเหล่าผู้ใหญ่พากันปลุกปั่นให้ประชาชนขอปล่อยบารับบัสให้เป็นอิสระ และให้ประหารพระเยซูเสีย 
21 ปีลาตกล่าวว่า “พวกท่านต้องการให้เราปล่อยคนใดในสองคนนี้?  พวกเขาตอบว่า “บารับบัส!”
22 ปีลาตถามว่า “แล้วเราควรทำอย่างไรกับพระเยซูที่เรียกกันว่า พระเมสสิยาห์?”
 พวกเขาร้องตอบว่า “ตรึงเขาเสีย!!” 
23 ปีลาตถามอีกว่า “ทำไมเล่า? เขาทำผิดเรื่องอะไรกัน?” แต่พวกเขากลับร้องตะโกนดังขึ้นอีกว่า “ตรึงเขาเสีย!!”  24 
เมื่อปีลาตเป็นว่า เขาไม่อาจทำอะไรได้แล้ว และกำลังจะเกิดการจลาจลขึ้นแน่  เขาจึงเอาน้ำล้างมือต่อหน้าฝูงชน กล่าวว่า  “เราไม่รับผิดชอบต่อการตายของชายคนนี้  นี่เป็นความรับผิดชอบของพวกท่านเอง!”25 ประชาชนทั้งหมดตอบว่า “เราและลูกหลานของเราจะรับผิดชอบการตายของเขาเอง” (ให้เลือดขอเขาตกอยู่กับเราและลูกหลานของเรา)
 26 แล้วปีลาตจึงปล่อยบารับบัสให้เป็นอิสระ แต่กลับสั่งให้คนเฆี่ยนพระองค์ด้วยแส้ และมอบพระองค์ให้กับทหาร(โรมัน)เพื่อนำไปตรึงที่ไม้กางเขน

ทหารมาเยาะเย้ย ล้อเลียนพระเยซู
27 เหล่าทหารของผู้ว่าราชการนำพระเยซูเข้าไปในวังของเขา ซึ่งเป็นศาลปรีโทเรียม และระดมทหารทั้งกองมายืนล้อมรอบพระองค์
 28 พวกเขาทึ้งกระชากเสื้อผ้าของพระองค์ออก แล้วเอาเสื้อสีแดงเข้มมาคลุมพระองค์ไว้
 29 แล้วจากนั้นใช้กิ่งไม้มีหนามแหลม ดัดเป็นวงรูปมงกุฎสวมที่พระเศียร ให้ถือไม้อ้อไว้ที่พระหัตถ์ขวา (เลียนแบบคทา)  จากนั้นเหล่าทหารก็โค้ง คุกเข่าเบื้องพระพักตร์ ล้อเลียน เยาะว่า “โอ..กษัตริย์ของชาวยิว   ทรงพระเจริญ !!”  30 พวกเขาถ่มน้ำลายรดพระองค์  แล้วเอาไม้นั้นฟาดลงบนพระเศียรของพระองค์  31 หลังจากที่เยาะเย้ยพระองค์แล้ว พวกเขาก็เอาเสื้อคลุมนั้นออก และสวมเสื้อเดิมของพระองค์ จากนั้น พวกเขาก็นำพระองค์ออกไปเพื่อตรึงพระองค์บนไม้กางเขน 

พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน 
32 ขณะที่ทหารกำลังออกไปพร้อมกับพระเยซูนั้น
ก็พบชายคนหนึ่งชื่อซีโมสจากเมืองไซรีน เขาจึงบังคับให้เขาแบกไม้กางเขนของพระองค์
33 พวกเขามาถึงพื้นที่ซึ่งเรียกว่า กลโกธา  หมายความว่า ที่แห่งหัวกระโหลก
 34 คนหนึ่งนำเหล้าองุ่นผสมน้ำขม(จากน้ำดี) มาให้รพะองค์ แต่เมื่อพระองค์แตะชิมพระองค์ก็ไม่ดื่ม
  Ps. 69:21; Prov. 31:6]. 
35 เมื่อพวกทหารได้ตรึงพระองค์บนไม้กางเขนแล้ว พวกเขาก็จับฉลากในหมู่พวกเขาว่า ใครจะได้เสื้อคลุมตัวนอกของพระองค์ไป
  [Ps. 22:18]. 36 หลังจากนั้น พวกเขาก็นั่ง และเฝ้าพระองค์อยู่ที่นั่น
37 มีข้อหาของพระองค์ติดไว้เหนือพระเศียร ความว่า “นี่คือเยซู  กษัตริย์ของชาวยิว”  38 มีโจรสองคนถูกตรึงข้าง ๆ พระองค์ ข้างซ้ายคนหนึ่ง และอีกคนข้างขวา    [Is. 53:12]. 39 คนที่เดิมผ่านไปมาต่างส่ายหน้า เยาะเย้ยสบประมาทพระองค์   Ps. 22:7], 40 กล่าวว่า “เจ้าพูดว่า เจ้าจะทำลายพระวิหารแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ในสามวัน  โธ่เอ๋ย จงช่วยตัวเองให้รอดเถิด ลงมาจากไม้กางเขนสิ หากเจ้าเป็นลูกชายพระเจ้าจริง  !” 

41 พวกหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และพวกผู้ใหญ่ต่างพากันเยาะเย้ยพระเยซู   42 พวกเขาพูดว่า “เขาช่วยคนอื่นให้รอด แต่กลับช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้ !! เขาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล  ถ้าอย่างนั้น ก็ลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้สิ แล้วเราจะได้เชื่อเขา  43 เขาเชื่อพระเจ้า หากพระเจ้าทรงพอพระทัย ก็ให้พระองค์ช่วยกู้เขาสิ  ก็เขาพูดนี่นาว่า ‘เราเป็นพระบุตรของพระเจ้า’” [Ps. 22:8].   44 ส่วนโจรที่ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ ก็สบประมาทพระองค์เช่นกัน

พระเยซูสิ้นพระชนม์
45 ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงบ่ายสามโมง เกิดความมืดปกคลุมทั้งแผ่นดิน
46 ประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังขึ้นว่า “เอลี เอลี ลามา สะบักธานี?” หมายความว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า เหตุใดทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?” Hebrew and Aramaic  ผสมกัน 
47 บางคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ยินพระสุรเสียง จึงกล่าวว่า “เขากำลังเรียกเอลียาห์”  
48 แล้วคนหนึ่งรีบวิ่งไปเอาฟองน้ำจุ่มเหล้าองุ่นเปรี้ยว ติดไว้ที่ปลายไม้ยาวส่งให้พระเยซูจิบ  [Ps. 69:21].
49 แต่คนอื่นกล่าวว่า “อย่าไปยุ่งกับเขา รอดูสิว่า เอลียาห์จะมาช่วยเขาไหม”  
50 แต่พระเยซูทรงร้องเสียงดังขึ้นอีกครั้ง และสิ้นพระชนม์ (ปล่อยพระวิญญาณของพระองค์)


 51 แล้วม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน!|โดยขาดจากบนลงล่าง  เกิดแผ่นดินไหว และหินใหญ่ก็แตกออกจากกัน!
 52 แล้วถ้ำซึ่งใช้เก็บศพทั้งหลายก็เปิดออก คนของพระเจ้าที่ตายไปก็ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา
53 พวกเขาออกมาจากถ้ำเก็บศพ และหลังจากที่พระเยซูทรงคืนพระชนม์แล้ว พวกเขาก็เข้าสู่นครบริสุทธิ์
ปรากฏให้คนเป็นอันมากได้เห็น

54 เมื่อนายร้อย และทหารที่เฝ้าพระเยซูด้วยกันนั้น เห็นแผ่นดินไหวและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้น พวกเขาก็ตกใจกลัวกันมาก กล่าวว่า “ท่านผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ!” 
55 มีผู้หญิงหลายคนที่ติดตามพระเยซูมาจากกาลิลี ยืนเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ไกลจากไม้กางเขน    
56 มีมารีย์ มักดาลา มารีย์ แม่ของยากอบและโยเซฟ และแม่ของลูกชายของเศเบดี (ยากอบและยอห์น) 



การฝังพระศพ
57 เย็นวันนั้น มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อโยเซฟ เป็นศิษย์ติดตามพระเยซู เขามาจากเมืองอาริมาเธีย 58 เขาได้เข้าไปหาปีลาต เพื่อขออนุญาตนำพระศพของพระเยซูไป และปีลาตจึงสั่งให้ทหารนำพระศพไปมอบให้แก่เขา
 59 แล้วโยเซฟนำพระศพมาพันด้วยผ้าลินินสะอาด
 60 แล้วนำพระศพไปวางไว้ในถ้ำใหม่ของเขาที่สกัดหินเข้าไป  จากนั้นก็กลิ้งหินใหญ่ปิดถ้ำไว้  แล้วเขาก็จากไป
61 มารีย์ชาวมักดาลา และมารีย์อีกคนก็นั่งอยู่ที่นั่นตรงข้ามถ้ำนั้นด้วย

การรักษาความปลอดภัยหน้าถ้ำ 
62 เช้าวันต่อมา เป็นวันหลังจากวันจัดเตรียม พวกมหาปุโรหิต และฟาริสีรวมตัวกันไปพบปีลาต
 63 พวกเขากล่าวว่า “นายท่าน  พวกเราจำได้ว่า ตอนที่คนจอมหลอกคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาพูดว่า ‘หลังจากสามวัน เราจะมีชีวิตขึ้นมา’
 64 ดังนั้น ขอให้ท่านสั่งให้คนเฝ้าถ้ำอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะถึงวันที่สาม ไม่อย่างนั้นแล้ว พวกศิษย์ของเขาอาจมาขโมยศพไป และจะบอกผู้คนว่า เขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย  การหลอกลวงครั้งที่สองนี้จะหนักหนากว่าครั้งแรกเสียอีก”
 65 ปีลาตกล่าวว่า “จงเอาทหารยามไปเฝ้าหน้าถ้ำให้ถึงระดับอย่างที่พวกท่านต้องการ”
 66 ดังนั้น พวกเขาจึงไปที่ถ้ำนั้น และดูแลหน้าถ้ำให้ปลอดภัยสูงสุด โดยการประทับตราหินที่หน้าถ้ำ และวางยามประจำเอาไว้ 

อธิบายเพิ่มเติม

มอบพระเยซูแก่ปีลาต
มัทธิว 27:1-2 
ต่อไปเป็นการลอบบี้ปีลาต ผู้ว่าราชการให้ตัดสินสั่งประหารพระเยซู   เขามัดพระเยซู และส่งให้ปีลาตเวลาเช้า  เชื่อว่า คำสั่งของโรมจะทำให้การประหารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  พวกเขานำพระเยซูมาด้วยข้อหาเท็จที่เกี่ยวข้องกับโรม คือ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่จะก่อการกบฎ  ทรงต้านการเสียภาษีให้ซีซาร์​  และทรงอ้างว่า ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ (หรือพระคริสต์)  ซึ่งในความหมายของยิวคือกษัตริย์ (ลูกา 23:2) ซึ่งไม่นาน พระองค์ทรงลาเข้าไปในเยรูซาเล็มเหมือนกับทรงเป็นกษัตริย์เสียด้วย (เศคาริยาห์ 9:9; มัทธิว 21:1-11)
 
ยูดาสฆ่าตัวตาย
มัทธิว 27:3-10
การที่มัทธิวเล่าถึงการฆ่าตัวตายของยูดาสนั้น เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนยิวที่จะมาอ่านมัทธิว  เพราะเกือบทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น มีการกล่าวไว้ล่วงหน้าในเยเรมีย์และเศคาริยาห์ (ดูเยเรมีย์ 18:2-3; 19:1-13; เศคาริยาห์ 11:12-13)

ยูดาสเข้าใจแล้วว่า ตัวเองทรยศพระเยซูถึงกับทำให้พระองค์ถูกประหาร เขาคงคิดว่า เรื่องราวจะไม่หนักขนาดนี้ พยายามเอาเงินคืนให้กับหัวหน้าปุโรหิต และพวกผู้ใหญ่ เขายอมรับว่า ตนเองทำบาป … เรื่องนี้ ปุโรหิตไม่ช่วยรับผิดชอบอยู่แล้ว  ทำให้ยูดาสเสียใจ
ก่อนจะไปผูกคอตาย เขาโยนเงินกลับเข้าไปในพระวิหาร  เขาถือว่า เป็นการคืนเพื่อจะไถ่บาปตัวเองหรือเปล่านะ?

อ้าว… เงินทรยศพระเยซูมาอยู่ในพระวิหาร  เงินที่ทำผิดเอาเข้าพระวิหารไม่ได้
แต่ตัวเองที่ทำผิดกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย งานนี้ความผิดเป็นของยูดาสล้วน ๆ  นี่เป็นความชอบธรรมแบบของพวกปุโรหิตทั้งหลาย  พวกเขาจึงเอาเงินไปซื้อที่ดิน ให้เป็นสุสาน  หลายท่านคิดว่า เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นที่โยนขยะทิ้งนอกเมืองทางด้านใต้  เรื่องนี้ยืนยันว่า พวกเขาใช้เงินทำสิ่งที่ผิดจริง ๆ พวกเขาให้สินบนยูดาสเพื่อทรยศพระอาจารย์ของตน แต่แล้วก็ไม่ช่วยเบาภาระความผิดของยูดาสเลย (26:14-16; 27:3-4)

แล้วกลับกลายเป็นว่า พวกเขาทำให้สิ่งที่เยเรมีย์ เศคาริยาห์เคยกล่าวไว้สำเร็จ เป็นการยืนยันความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซู
 
ปีลาตสอบสวนพระเยซู
มัทธิว 27:11-14

มัทธิวเล่าเฉพาะการเผชิญหน้าครั้งที่สองของพระเยซูต่อหน้าปีลาต
การปรากฏตัวครั้งแรกต่อหน้าปีลาตนั้นอยู่ในลูกา 23:1-6 ปีลาตส่งพระองค์ไปหาเฮโรด ผู้ปกครองแคว้นกาลิลี เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินพระเยซู(ลูกา 23:6-12) พระเยซูปฏิเสธที่จะพูดอะไรกับเฮโรด ดังนั้นพระองค์จึงถูกส่งกลับมาหาปีลาต 
น่าประหลาดใจไหม ..พระองค์ผู้จะทรงพิพากษามนุษย์ทั้งโลก กำลังรับการสอบสวนจากปีลาต ผู้ว่าราชการที่โรมส่งมา ปีลาตผู้ว่าการคนนี้เป็นชาวเสปนที่ตัดสินใจมาทำงานเป็นทหารกับโรม แล้วได้แต่งงานกับหลานสาวของจักรพรรดิออกัสตัสของโรม เขาเลยมีโอกาสได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินที่โรมครอบครอง
การสอบสวนของปีลาตที่มัทธิวบันทึกไว้คือ คำถามที่ว่า ท่านเป็นกษัตริย์ของยิวอย่างนั้นหรือ   พระเยซูทรงตอบสั้น ๆ ว่า เป็นตามที่ว่านั่นแหละ

แต่เมื่อคนยิวพยายามกล่าวหาพระองค์ ซึ่งในเหตุการณ์จริงน่าจะร้อนแรงมาก เพราะเหล่าคนยิวใหญ่โตเหล่านี้ เสียงดัง อหังการ และจะเอาให้ได้อย่างที่ต้องการ พวกเขาไม่กลัวการจลาจลแล้ว คนที่กลัวคือปีลาต  เขาเห็นแล้วว่า ปีลาตไม่มีน้ำยาอะไรเลย เป็นแค่หุ่นที่พวกเขาจะเชิดได้ตามสบาย ปีลาตคนนี้กลัวการจลาจลแน่นอน  ดังนั้น พวกยิวจึงโหมกระหน่ำความต้องการของตน

การที่พระเยซูไม่ตอบอะไร ตรงกับอิสยาห์  53:7-8 และที่ทำให้ปีลาตประหลาดเพราะที่เคยเจอคือ นักโทษยิวที่ก้าวร้าว วาจาโอหัง พยายามหลุดจากข้อกล่าวหา  พูดทุกอย่างให้ตัวเองพ้นคดี  แต่พระเยซูทรงนิ่ง ไม่ได้เป็นอย่างที่ยิวกล่าวหาพระองค์เลย

ปีลาตพยายามปล่อยพระเยซู
มัทธิว 27:15-18

โจรที่จะมาแลกชีวิตกับพระเยซูชื่อ เยซูบารับบัส ซึ่งแปลว่า เยซู ลูกชายของพ่อคนหนึ่ง  กับพระเยซูที่ทรงเป็นพระบุตรขององค์พระบิดา  แล้ว โลกก็เลือกที่จะประหารพระบุตรของพระเจ้าแทนโจรชั่ว
บารับบัสเป็นคนก่อการจลาจล มีคดีกบฎ และฆาตกรรมติดตัว  
ที่จริงแล้ว ปีลาตรู้อยู่ว่า เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ อิจฉาที่พระเยซูเป็นที่นิยมของประชาชนเป็นอย่างมาก พวกเขาทนไม่ได้กับการที่พระองค์สอนอะไร ๆ แทบจะตรงกันข้ามกับพวกเขาทั้งหมด  พระเยซูมีพลังในคำตรัสทำให้ผู้คนประหลาดใจ  พระองค์มีฤทธิ์เดชรักษาโรค และมักจะทรงรักษาโรคในวันสะบาโตที่พวกเขาถืออย่างเคร่งครัด   พวกเขาเทียบพระองค์ไม่ได้เลย

ภรรยาของปีลาต ส่งสารมาบอกปีลาตว่า อย่าทำอะไรกับพระเยซู เพราะเธอไม่สบายใจ ฝันเรื่องของพระเยซูด้วย
ผู้ว่าการต่างชาติ ปีลาตผู้นี้ เห็นเหตุการณ์ว่าจะบานปลายแน่ จะเกิดการจลาจล เกิดความรุนแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเขาในฐานะผู้แทนโรม  เขาอาจเสียตำแหน่ง ไม่พอ อาจจะถูกลงโทษด้วย 

ยิวเกลียดชังพระองค์เพราะพระองค์ตรัสความจริงแก่พวกเขา  พระองค์เป็นพยานถึงการกระทำของพวกเขาว่าชั่วร้าย พวกเขาเกลียดชังแสงสว่างเพราะมันทำให้ความมืดของพวกเขาเองปรากฏชัด กล่าวโดยสรุป พวกเขาเกลียดชังพระคริสต์เพราะพระองค์ทรงชอบธรรมและพวกเขาชั่วร้าย เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์และพวกเขาไม่บริสุทธิ์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพยานต่อต้านบาป และพวกเขากลับตั้งใจที่จะรักษาบาปของตนไว้และไม่ยอมละทิ้ง  (1 Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (pp. 327-328).)





 


 

สิ่งที่ยิวชั้นสูงเหล่านี้ทำคือ การปลุกปั่นประชาชนที่เป็นฝ่ายเขา อาจจะมีใครเข้าไปให้สินบนคนเหล่านี้ ร้องเรียกที่จะให้ปีลาตสั่งตรึงพระเยซูให้ได้  คราวนี้ พวกยิวเชื่อว่าตนชนะแน่…
แล้วปีลาตก็ทำสิ่งที่ตัวเขาปลอดภัยแน่ทั้งจากยิว และจากโรม คือ ล้างมือ บอกว่า เขาไม่รับผิดชอบการตายของพระเยซู  เขาไม่มีอะไรต้องช่วยพระเยซู เขาทำอะไรไม่ได้  เขาหนีออกจากปัญหาแล้ว  อย่างน้อยก็บอกภรรยาได้ว่า ตัวเขาไม่ได้ทำอะไรพระเยซู  ความพยายามของเขาไม่ประสบความสำเร็จ

แล้วสิ่งที่น่ากลัวก็เกิดขึ้น!
ประชาชนก็ร้องบอกว่า ตนเองและลูกหลานจะรับผิดชอบการตายของพระเยซูเอง  พวกเขาร้องว่า ตัวเองและลูกหลานเป็นผู้รับผิดชอบการตายนี้  ที่ร้องไปอย่างนั้น เพราะต้องการให้พระเยซูถูกประหาร พวกเขาไม่คิดหรอกว่า สิ่งที่ตัวเองรับนั้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง …. เขาคิดว่าจะรอดตัวไป
พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาขอรับผิดชอบ  พวกเขาไม่เข้าใจสง่าราศีของพระโลหิตที่ชําระล้างของพระเยซู  พวกเขายังไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่ของอาชญากรรมที่เรียกร้องให้ประหารชีวิตพระบุตรของพระเจ้าที่ไร้บาป และการทำลายล้างเยรูซาเล็มประมาณสี่สิบปีต่อมาโดยอาณาจักรโรม    และจากนั้นมา คนอิสราเอลก็ต้องกระจัดกระจายไปอีกครั้ง จนกระทั่งปี 1948 ที่เขาได้กลับมาเป็นประเทศอีกครั้ง
แล้วพระเยซูก็ทรงกลายเป็นนักโทษแทนบารับบัส  ทรงถูกโบย
ด้วยแส้ที่มีเส้นหนังหลายเส้น แต่ละเส้นมีชิ้นส่วนกระดูกหรือโลหะแหลมคมอยู่ที่ปลาย ทำให้หลังถลอก แผลเป็นริ้ว   นักโทษเสียชีวิตจากการเฆี่ยนตีไปไม่น้อย แม้กระทั่งก่อนถูกนำไปตรึงกางเขน
และพระเยซูถูกมอบให้กับทหารเพื่อนำไปตรึงบนไม้กางเขน

ทหารมาเยาะเย้ย ล้อเลียนพระเยซู
มัทธิว 27:27-31
เกมกษัตริย์
ทหารทั้งกองจำนวนมากมาย (ปกติ 600 คน แต่ในกรณีนี้อาจมีไม่ถึง) เข้ามายืนรอบพระเยซู ในศาลปรีโทเรียม  กระชากเสื้อพระองค์อย่างรุนแรง และเอาเสื้อแดงเข้มออกม่วง มาคลุม  เพื่อจะสร้างภาพประชด เยาะเย้ยว่าทรงเป็นกษัตริย์!  แล้วพวกเขาเอาต้นหนามที่มีหนามยาว และคมมาก มาขดเป็นรูปมงกุฎ กระแทกลงไปบนพระเศียร   เอาไม้อ้อ มาให้พระองค์ถือ …. นี่เป็นเกมกษัตริย์ที่พวกเขากำลังเล่นล้อเลียนพระเยซู   พวกเขาร้องว่า “ไชโย ขอต้อนรับกษัตริย์ของชาวยิว”

ไม่รู้ว่าใครบงการให้ทหาร กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจขนาดนี้   ไม่น่าจะใช่ปีลาต เพราะตอนนั้นเขากำลังวุ่นกับการสอบสวนพระเยซู
จากนั้นก็ถ่มน้ำลายใส่พระองค์ เป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายกาจ
แล้วยังเอาไม้อ้อนั้นฟาดบนพระเศียรที่มีมงกุฎหนามอยู่  เจ็บประมาณไหน ใครจะรู้สึกได้บ้าง?
พวกเขาเยาะเย้ยพระองค์อย่างหยาบคาย ไม่สมควรที่ชาติทหารจะทำเยี่ยงนั้น  แล้วเอาเสื้อเดิมมาสวมแทนเสื้อที่พวกเขาเอามาเล่นเกมเยาะเย้ยพระองค์
 
พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน 
มัทธิว 27:32-44
เหตุการณ์ในช่วงนี้ มีคำพยากรณ์ล่วงหน้ามาหลายร้อยปีแล้ว ทุกสิ่งเกิดขึ้นตามคำพยากรณ์นั้น 
ชายคนหนึ่งเดินไปพร้อมกับฝูงชน เขาถูกเลือกให้แบกไม้กางเขนที่หนักมากไปกับพระองค์จนถึง “ที่แห่งหัวกระโหลก” 
มัทธิวไม่ได้บอกถึงกระบวนการตรึงบนไม้กางเขน แต่หันมาเล่าถึงการจับฉลากเอาเสื้อคลุมของพระองค์ที่เคยบอกล่วงหน้าในสดุดี 22:18

ความเลวทรามที่มนุษย์กระทำต่อพระบุตรพระเจ้า
อิสยาห์ 53:12  พระองค์ทรงถูกนับเป็นพวกเดียวกับคนที่ล่วงละเมิด พระบุตรพระเจ้าที่มารับแบกบาปของโลก ต้องรับโทษแทนทั้งนายเยซูบารับบัส และยังต้องมาถูกตรึงเคียงข้างโจรสองคน  

คนที่ผ่านไปมาก็ทำท่าสบประมาทและกล่าวคำดูหมิ่นพระองค์ (สดุดี 22:7)  พวกเขาเป็นคนโง่เขลาสุดขีด ที่คิดว่าตัวเองดี ที่ดูถูกพระบุตรของพระเจ้า!
ไม่เฉพาะคนธรรมดา แต่เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และผู้ใหญ่ ต่างได้อย่างสมใจนึก ไม่คาดฝันว่า การประหารพระเยซูจะราบรื่นปานนี้  ไม่มีการต่อต้านจากประชาชนอย่างที่คิด  พวกศิษย์ก็ไม่มีใครสู้เพื่อพระองค์  กล่าวคำหมิ่นประมาทที่สร้างบาปหนาให้ตนเองขึ้นไปอีก
สดุดี 22:8 ทำให้เห็นว่า พวกเขาพูดคำเดียวกับพระดำรัสของพระเจ้าที่เขียนไว้นานมาแล้ว 

โจรที่ถูกตรึงข้างพระองค์ ก็สบประมาทพระองค์ แต่…ลูกาได้เล่าว่า อีกคนนั้น ตระหนักว่า พระเยซูไม่ได้เป็นอาชญากร และทูลขอพระองค์โปรดระลึกถึงเขา  แล้วโจรบนกางเขนผู้นั้น ได้รับพระเมตตายิ่งใหญ่ เพราะพระองค์ตรัสกับเขาว่า เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้ เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม.. ลูกา 23:40-43



พระเยซูสิ้นพระชนม์
มัทธิว 27:45-56
ความมืดที่เกิดขึ้นตั้งแต่เที่ยงวันจนบ่ายสามโมง เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด ไม่เคยเกิดขึ้น  ไม่ใช่สุริยคราส   แต่เป็นความมืดที่บอกถึงความโศกเศร้าสุด ๆ ของพระเยซูคริสต์  เป็นความมืดที่บอกถึงการที่พระบิดาต้องเมินพระพักตร์ไป   พระเยซูทรงร้องว่า เหตุใดพระเจ้าจึงทอดทิ้งข้าพระองค์?  นี่บ่งบอกความเจ็บช้ำในพระทัยของพระบุตรพระเจ้า พระองค์ไม่เคยต้องห่างจากพระบิดาเช่นนี้มาก่อน 
มีคนเช่นนั้น รีบไปเอาฟองน้ำจุ่มเหล้าองุ่นเปรี้ยวมาให้พระองค์  แต่พระองค์ปฏิเสธ (สดุดี 69:21)
ทุกอย่างในคำอธิบายของมัทธิว ตรงกันกับสดุดี 22   ซึ่งเล่าถึงความรู้สึกของพระเยซูอย่างละเอียด ชัดเจน ลึกซึ้ง  คนที่เป็นชนอิสราเอลจะเห็นทันทีว่า พระคัมภีร์เดิมที่พวกเขาเคยชิน มาเป็นจริงแม้ว่าจะผ่านการเขียนมาแล้วเนิ่นนาน 

เป็นเวลาที่พระบิดาต้องสละพระบุตร  พระบิดาจำเป็นต้องหันพระพักตร์ไปจากพระบุตร ที่ขณะที่รับโทษบาปของมนุษย์อย่างเต็มที่  ความโสโครกแห่งบาปนั้นอยู่เต็มล้นที่พระบุตร นี่คือสิ่งที่พระบุตรนั้นหวาดหวั่นเป็นที่สุด!

ปกติแล้ว การตรึงบนไม้กางเขนเป็นความทรมานเพราะคนบนกางเขน
จะต้องพยายามที่จะหายใจ เพราะหายใจไม่ออก พวกเขาต้องเฮือกลมเข้าไปในร่างกาย ต้องพยายามยืดตัวขึ้นเพื่อเอาอากาศ   ดังนั้น ทหารโรมจึงมักจะทำให้ขาหัก เพื่อให้ตายเร็วขึ้น 
แต่สำหรับพระเยซูแล้ว ทรงสิ้นไปก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรกับพระองค์

แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังตามที่ยอห์น 19:30 บันทึกไว้คือ “สำเร็จแล้ว!”แล้วก็สิ้นพระชนม์  คำนี้มีความหมายว่า จ่ายครบหมดแล้ว ซึ่งพระองค์ทรงบอกว่า ทรงจ่ายค่าแห่งบาปทั้งสิ้นของเราทุกคนแล้วบนไม้กางเขน
 

หลังจากที่สิ้นพระชนม์ …. ทันทีม่านในวิหารที่หนามากก็ขาดออก จากบนลงล่าง  พระเจ้าทรงเป็นผู้ฉีกม่านนั้น   ม่านที่เคยกั้นมนุษย์ไว้จากพระเจ้า กั้นความบริสุทธิ์จากความไม่บริสุทธิ์ของมนุษย์ถูกฉีกออก พระเจ้าทรงเรียกให้มนุษย์เข้ามาหาพระองค์ผ่านพระเยซูคริสต์    ในอดีตกว่าจะเข้าหาพระเจ้าได้ต้องมีเครื่องบูชาต่าง ๆ  มีพิธีกรรม   แต่วันนี้ พระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงพอพระทัยแล้ว  เป็นเครื่องบูชาที่สามารถแทนที่บาปทั้งโลก ทุกยุคทุกสมัยได้  
ไม่เท่านั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่   ชายคนหนึ่งที่ร่างกายบอบชำ้สาหัส ดูแทบไม่เป็นรูปร่างคน   ได้สิ้นใจไปพร้อมความมืดหลายชั่วโมง และแผ่นดินสะเทือน ทุกคนที่อยู่ในเยรูซาเล็มหลายแสนคนเวลานั้น เป็นพยานได้
แต่คนที่เฝ้าดูไม้กางเขน และนายร้อยที่อยู่ในเหตุการณ์ ทหารที่เฝ้าอยู่ ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในการตรึงผู้คนมามากมาย   นี่เป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก   นายร้อยได้กล่าวว่า ท่านเป็นพระบุตรพระเจ้าจริง ๆ
มัทธิวกล่าวหลายครั้งย้ำว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  3:17; 4:3, 6; 8:29; 11:25-27; 14:33; 16:16; 17:5; 21:37-39; 22:42-45; และ 24:36.
น่าสังเกตว่า ในขณะที่ศิษย์หลายคนหายไป แต่พวกผู้หญิง และยอห์น ยังเฝ้าดูพระเยซูห่าง ๆ (ยอห์น 19:26-27)


แล้วพระเจ้าทรงให้คนตายฟื้นคืนมา 
แต่จะสังเกตได้ว่า พวกเขายังไม่เข้าไปยังนครเยรูซาเล็ม จนกระทั่งพระเยซูคืนพระชนม์ 

การฝังพระศพ
มัทธิว 27:57-61
โยเซฟจากอาริมาเธีย เป็นใคร เรามีเรื่องราวของเขาตามที่ต่าง ๆ จากมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น 

-ชายคนหนึ่ง เป็นคนมั่งมี เขามาจากเมืองอาริมาเธีย 
-เป็นคนที่ใกล้ชิดพระเยซู เป็นคนที่เรียนจากพระองค์โดยตรง  แต่เป็นอย่างลับ ๆ  เพราะกลัวยิว ยอห์น 19:38 ถ้าใครรู้ว่า เขาเป็นคนของพระเยซู เขาจะเสียทุกอย่างในชีวิตของเขา แต่ตอนที่พระเยซูสิ้นพระชนม์นี้ เขาก้าวออกมาอย่างกล้าหาญที่จะเก็บพระศพอย่างมีเกียรติ เขามาพร้อมกับนิโคเดมัส
-เขาเป็นคนไปหาปีลาต เพื่อนำพระศพไปฝัง ปีลาตอนุญาต
-ชายทั้งสองจึงนำร่างของพระเยซูมาปฏิบัติตามประเพณีนิยมการฝังศพของชาวยิว โดยพันหุ้มด้วยริ้วผ้าป่านห่อด้วยเครื่องหอมด้วยมดยอบกับกฤษณาหนักประมาณสามสิบกว่ากิโลกรัมมาด้วย (ยอห์น 19:39-40) เขาทำอย่างนุ่มนวล อ่อนโยน ….
-เขารอคอยแผ่นดินของพระเจ้า เป็นคนที่รอพระเมสสิยาห์
-มาระโก ว่าเขาเป็นคนหนึ่งในพวกสภาซานฮีดริน
-ลูกา ว่า เขาเป็นคนดี และชอบธรรม
-เขามีถ้ำใหม่ที่เพิ่งสกัดเพื่อทำเป็นถ้ำเก็บศพ ถ้ำเก็บศพใหม่ซึ่งไม่เคยมีร่างอื่นฝังมาก่อน และอยู่ใกล้บริเวณที่พระเยซูถูกประหาร

 แต่เขาเป็นคนที่  อิสยาห์ 53:9  กล่าวถึงนั่นคือ พระองค์ถูกตัดสินให้ถึงแก่ชีวิตพร้อมกับคนชั่ว
และในความตาย พระองค์อยู่ในที่ของ
ผู้มั่งมี
ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด
และพระองค์ไม่เคยกล่าวคำล่อลวง

การรักษาความปลอดภัยหน้าถ้ำ  มัทธิว 27:62-66
แต่เช้าวันต่อมา ด้วยความกังวลของมหาปุโรหิตและฟาริสี กลัวว่า พระเยซูจะคืนพระชนม์ขึ้นมาจริง  แต่เขาช่วยให้การคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นเหตุการณ์สุดยอดมากขึ้นก็คือ พวกเขาขอให้เอาหินไปปิดปากถ้ำนั้นไว้  เขาอ้างว่า การหลอกลวงของพระเยซูจะหนักมากกว่าเดิมถ้าศิษย์มาขโมยพระศพไป
พวกเขาเอาหินก้อนใหญ่หนักประมาณ สองตัน ปิดปากถ้ำไว้ โดยหน้าถ้ำจะมีแอ่งที่วางหินนั้นไว้ ไม่มีใครสามารถมากลิ้งหินออกได้
นอกเหนือไปจากนั้นยังวางยามไว้ด้วย  ปีลาตอนุญาตให้พวกยิว ทำทุกอย่างที่พอใจ

 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 27
1* ยอห์น 18:28
2* กิจการ 3:13
3* มัทธิว 26:14; 26:15
5* มัทธิว 18:7;26:24; กิจการ 1:18
8* กิจการ 1:19
9* เศคาริยาห์ 11:12
10*เยเรมีย์ 32:6-9 ; เศคาริยาห์ 11:12-13
11* มาระโก 15:2-5 ; ยอห์น 18:37
12* ยอห์น 19:9
13* มัทธิว 26:62
15* ลูกา 23:17-25
18* มัทธิว 21:38
20* กิจการ 3:14
21* กิจการ 3:14
23* กิจการ 3:13
24* เฉลยธรรมบัญญัติ 21:6-8

25* โยชูวา 2:19
26* อิสยาห์ 50:6; 53:5
27* มาระโก 15:16-20
28* ยอห์น 19:2 ;ลูกา 23:11
29* อิสยาห์ 53:3
30* อิสยาห์ 50:6; มัทธิว 26:67
31* อิสยาห์ 53:7
32* ฮีบรู 13:12; มาระโก 15:21
33* ยอห์น 19:17
34* สดุดี 69:21
35* ลูกา 23:34; สดุดี22:18
36* มัทธิว 27:54
37* ยอห์น 19:19
38* อิสยาห์ 53:9, 12
39* สดุดี 22:7; มาระโก 15:29
40* ยอห์น 2:19 ; มัทธิว 26:63

41* มัทธิว 20:19
42* ยอห์น 3:14=15;สดุดี 22:6; 69:9
43* สดุดี 22:8
44* ลูกา 23:39-43
45* มาระโก 15:33-41
46* ฮีบรู 5:7 ; สดุดี 22:1
48* สดุดี 69:21
50* ลูกา 23:46; ยอห์น 10:18
51* อพยพ 26:31; เศคาริยาห์ 11:10-11
54* มาระโก 15:39; มัทธิว 14:33
55* ลูกา 8:2-3
56* มาระโก 15:40, 47; 16:9
57* ยอห์น 19:38-42
60* อิสยาห์ 53:9
63* มาระโก 8:31; 10:34
66* ดาเนียล 6:17

มัทธิว 26 แผนกำจัดพระเยซู

วางแผนกำจัดพระเยซู
26 เมื่อพระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเหล่านี้แล้ว พระองค์ก็ตรัสกับศิษย์ทั้งหลายว่า
 2 “เจ้าก็รู้ว่า อีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกา  วันนั้นบุตรมนุษย์จะถูกมอบให้กับศัตรูเพื่อถูกตรึงบนไม้กางเขน
 3 เวลานั้น เหล่าหัวหน้าปุโรหิตและผู้ใหญ่ในหมู่ประชาชนก็เข้ามาประชุมกันในวังของมหาปุโรหิตชื่อคายาฟาส
 4 พวกเขาวางแผนที่จะวางกับดักเพื่อจับพระเยซูมาสังหาร
  5 แต่พวกเขากล่าวกันว่า “เราจะต้องไม่ทำตามแผนในช่วงเทศกาล ไม่อย่างนั้นประชาชนอาจจะก่อจลาจลขึ้นมา”


น้ำหอมชโลมพระเยซู ณ บ้านเบธานี 
6 พระเยซูทรงอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี 
ในบ้านของซีโมนชายโรคเรื้อน 
7 ขณะที่ทรงอยู่ที่นั่น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มผอบน้ำมันหอมซึ่งมีราคาแพงมากเข้ามา เธอได้รินน้ำหอมชโลมพระเศียรพระเยซู ขณะที่ทรงเอนพระกายเพื่อรับประทานอาหาร
 8 เมื่อศิษย์ของพระองค์เห็นเธอทำเช่นนั้น ก็รู้สึกโกรธ พวกเขาถามว่า “เหตุใดจึงทำให้น้ำมันหอมเสียเปล่าเช่นนี้? 
9 น้ำมันหอมนี้สามารถขายได้ราคา และเราก็เอาเงินไปแจกคนยากจนได้” 
10 พระเยซูทรงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตรัสว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงไปออกความเห็นเช่นนี้?  ในเมื่อเธอทำสิ่งที่ดีให้กับเราอยู่
  11 อย่างไร ๆ เจ้าจะมีคนยากจนอยู่กับเจ้าเสมอ แต่เราไม่ได้อยู่กับเจ้าตลอดไป 
12  ที่เธอรินน้ำมันหอมให้เราก็เพื่อเตรียมเราสำหรับศพของเรา 13 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ไม่ว่าข่าวประเสริฐจะเผยแผ่ไปที่ใดในโลก เขาก็จะเล่าถึงสิ่งที่เธอได้กระทำครั้งนี้ และผู้คนจะระลึกถึงเธอ”

ยูดาสทรยศพระเยซู
14 แล้วหนึ่งในพวกศิษย์ของพระเยซู คือยูดาส อิสคาริโอท ก็เข้าไปหาหัวหน้าปุโรหิต
15 เขากล่าวว่า “ท่านจะจ่ายให้ข้าพเจ้าอย่างไร หากข้าพเจ้ามอบพระเยซูให้แก่พวกท่าน?” (เศคาริยาห์ 11:12)
พวกเขาก็นับเงินให้สามสิบเหรียญ
16 จากวันนั้นมา ยูดาสก็คอยหาโอกาสที่จะมอบพระองค์ให้คนพวกนั้น  

พระเยซูกับศิษย์ในวันฉลองปัสกา
17 วันแรกของเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ศิษย์ของพระเยซูมาเฝ้า ทูลถามว่า “พระองค์ทรงประสงค์ให้เราจัดเตรียมปัสกาให้พระองค์รับประทานที่ไหนขอรับ?”
 18 พระเยซูตรัสตอบว่า “จงเข้าไปในเมือง ไปหาชายคนหนึ่ง บอกเขาว่า  ‘พระอาจารย์กล่าวว่า ใกล้จะถึงกำหนดเวลาของเราแล้ว เราจะฉลองปัสการ่วมกับศิษย์ของเราที่บ้านของท่าน’”
 19 พวกศิษย์จึงทำตามที่พระเยซูทรงบอกพวกเขา และพวกเขาก็เตรียมอาหารวันปัสกา

 20 พอถึงเวลาเย็น พระเยซูทรงเอนพระกายที่โต๊ะ รับประทานร่วมกับศิษย์ทั้งสิบสองคน
21 ระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ พระเยซูตรัสขึ้นมาว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า คนหนึ่งในพวกเจ้าจะทรยศเรา”
22 นี่ทำให้ทุกคนเศร้าใจเจ็บปวดมาก แต่ละคนจึงกล่าวทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ไม่ใช่ข้าพเจ้าใช่ไหม?”
23 พระเยซูตรัสตอบว่า “คนที่ใช้มือจิ้มลงไปในถ้วยนี้กับเรา คือคนที่ทรยศเรา ( คนที่มีความสัมพันธ์สนิทกับเรา)
  24 บุตรมนุษย์จะต้องไปตามที่พระคัมภีร์เขียนถึงท่าน แต่วิบัติแก่คนนั้นที่ทรยศบุตรมนุษย์ ถ้าคนนั้นไม่เกิดมา ก็ยังจะดีกว่าสำหรับตัวเขา”
 25 แล้วยูดาส ผู้ที่จะทรยศพระองค์ทูลว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ข้าพเจ้าใช่ไหม?”  พระเยซูตรัสตอบว่า “คือเจ้าเองนั่นแหละ”

ศีลมหาสนิทกับพระเยซูครั้งสุดท้าย
26ขณะที่พวกเขากำลังรับประทานอาหารนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังขึ้น และขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงหักเป็นชิ้น มอบให้แก่ศิษย์ของพระองค์ ตรัสว่า “จงรับไปรับประทานเถิด นี่คือกายของเรา”
27 แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบถ้วยขึ้น และขอบพระคุณพระเจ้า และทรงยื่นให้กับพวกศิษย์และตรัสว่า “เจ้าทุกคนจงดื่มจากถ้วยนี้
28 นี่เป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาของเรา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกโทษบาปให้กับคนเป็นจำนวนมาก  (อพยพ 24:8;  เยเรมีย์ 31:31-34) 
29 เราบอกเจ้าว่า เราจะไม่ดื่มจากผลองุ่นนี้อีก จนกว่าจะถึงวันนั้นที่เราดื่มร่วมกับพวกเจ้าใหม่ในแผ่นดินพระบิดาของเรา”
30 หลังจากที่ร้องเพลงสรรเสริญแล้ว ก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ

ทุกคนจะละทิ้งเรา
31 พระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “คืนนี้ เจ้าจะละทิ้งเราไป เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
 ‘เราจะฟาดฟันคนเลี้ยงแกะ และฝูงแกะจะกระจัดกระจายไป’ (เศคาริยาห์ 13:7)
32 แต่หลังจากที่เราคืนชีพ เราจะไปยังกาลิลีก่อนหน้าพวกเจ้า
33 เปโตรกล่าวว่า “ถึงใครจะทิ้งพระองค์ไป แต่ข้าพเจ้าไม่มีวันที่จะทิ้งพระองค์ไป”
34 พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับเจ้าว่า คืนนี้ก่อนไก่ขัน  เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง 
35 แต่เปโตรตอบว่า “ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะต้องตายไปกับพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธพระองค์แน่นอน!”
และศิษย์คนอื่น ๆ ต่างกล่าวเหมือนกัน

ทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี

36 แล้วพระเยซูพร้อมกับศิษย์ของพระองค์ก็เดินมาถึงสถานที่ที่เรียกว่า เกทเสมนี  พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะที่เราไปอธิษฐานตรงโน้น”
37 พระองค์ทรงพาเปโตร และลูกชายทั้งสองของเศบีดีไปด้วย ขณะนั้นทรงเศร้าพระทัย หนักพระทัยยิ่งนัก
38 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์แทบสิ้นใจ  เจ้าอยู่ตรงนี้และเฝ้าระวังอยู่กับเรา”
39 พระองค์ทรงเดินเลยจากพวกเขาออกไปอีกเล็กน้อย และทรงซบพระพักตร์ลงที่พื้น และอธิษฐานว่า “โอ พระบิดาของข้าพเจ้า หากเป็นไปได้  ขอทรงโปรดให้ถ้วยนี้ผ่านพ้นจากข้าพเจ้าไป  แต่ถึงอย่างนั้น อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพเจ้า   แต่ขอให้เป็นตามพระดำริของพระองค์เถิด” 
40  แล้วพระเยซูทรงกลับมาหาศิษย์ของพระองค์ กลับพบว่า พวกเขากำลังหลับอยู่  พระองค์ตรัสกับเปโตรว่า “พวกเจ้าจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักชั่วโมงไม่ได้เชียวหรือ?”
41  จงเฝ้าระวังและอธิษฐานเถิด เพื่อว่าเจ้าจะมีกำลังสู้การทดลอง จิตวิญญาณพร้อมที่จะทำสิ่งดี แต่ร่างกายนั้นกลับอ่อนกำลัง”
42 แล้วพระเยซูทรงกลับไปอธิษฐานครั้งที่สองว่า “พระบิดาเจ้าข้า หากถ้วยนี้ไม่อาจผ่านพ้นข้าพเจ้าไปได้ และข้าพเจ้าต้องดื่ม  ข้าพเจ้าทูลขอให้สำเร็จตามพระดำริของพระองค์ด้วยเถิด”
43 เมื่อพระองค์ทรงกลับมาอีกทีพบว่า พวกเขากำลังหลับอยู่ เพราะง่วงมากจนลืมตาไม่ขึ้น



44 พระองค์จึงทรงเดินจากพวกเขาไปอีก และอธิษฐานเป็นครั้งที่สาม โดยอธิษฐานเช่นเดิม
45 แล้วพระเยซูทรงกลับไปหาศิษย์ และตรัสว่า “นี่พวกเจ้ายังนอนหลับและพักผ่อนอยู่หรือ? ดูเถิด เวลาใกล้เข้ามาแล้ว  และบุตรมนุษย์กำลังถูกทรยศให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเหล่าคนบาป
46 ลุกขึ้นได้แล้ว  ไปกันเถอะ ดูนั่น คนทรยศเรามาถึงแล้ว!” 

การจับกุมพระเยซู
47 ขณะที่พระองค์ยังตรัสอยู่นั้น ยูดาส ซึ่งเป็นหนึ่งในศิษย์สิบสองคนก็เดินมาถึง พร้อมกับฝูงชนซึ่งมีดาบกระบองในมือ คนเหล่านี้ถูกส่งมาโดยหัวหน้าปุโรหิตและเหล่าผู้ใหญ่ของประชาชน
  48  ยูดาสได้วางแผนให้สัญญาณกับพวกเขาว่า “คนที่เราจูบเขานั่นแหละ เป็นคนที่เราตามหา จับกุมเขาได้เลย” 
50 พระเยซูตรัสว่า “เพื่อนเอ๋ย เจ้าตั้งใจจะมาทำอะไรก็ทำเถิด”  แล้วคนเหล่านั้นจึงเข้ามาจับกุมพระองค์ 
51 ดูเถิด คนหนึ่งในพวกศิษย์ก็ชักดาบออกมา เขาฟันหูลูกน้องของปุโรหิตคนหนึ่งจนหูขาด
52 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เก็บดาบของเจ้าเสีย คนที่ใช้ดาบจะตายด้วยดาบ


 53 เจ้าไม่รู้หรือว่า หากเราจะขอพระบิดา พระองค์จะประทานกองทัพทูตสวรรค์มากกว่าสิบสองกองให้แก่เรา
 54  แต่ถ้าทำเช่นนั้น เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ได้อย่างไรเล่า?
55  แล้วพระเยซูตรัสกับผู้คนเหล่านั้นว่า “พวกเจ้ามาหาเราพร้อมดาบ และกระบอง เราเป็นกบฏอย่างนั้นหรือ? ทุกวันเราสอนอยู่ในพระวิหาร และพวกเจ้าไม่ได้จับกุมเรา
56 แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อว่าจะเป็นไปตามที่ผู้เผยพระดำรัสได้เขียนไว้”  แล้วศิษย์ของพระองค์ทั้งหมดก็ละจากพระองค์ พากันหนีไป  

การสอบสวนหน้าสภาแซนเฮดริน
57 กลุ่มคนที่จับพระเยซูมา ก็นำพระองค์มายังบ้านของคายาฟาส ซึ่งเป็นที่ ๆ เหล่าธรรมาจารย์ และผู้ใหญ่ของอิสราเอลมาชุมนุมกัน 
58  ส่วนเปโตรก็ติดตามมาห่าง ๆ จนถึงลานบ้านของมหาปุโรหิต  และเขาเข้าไปนั่งรวมอยู่กับพวกยามเพื่อจะดูว่าผลจะออกมาอย่างไร
 59 พวกหัวหน้าปุโรหิต และสมาชิกสภาแซนเฮดรินก็พยายามหาพยานเท็จมาเพื่อกล่าวหาพระองค์ แล้วพวกเขาจะได้ประหารพระองค์สำเร็จ 
60 มีหลายคนมาให้การเท็จเกี่ยวกับพระองค์ แต่ถึงอย่างนั้นสภาก็ยังไม่พบเหตุผลหนักแน่นที่จะสั่งประหารพระองค์ แล้วในที่สุด มีชายสองคนออกมากล่าวว่า
61 ‘ชายคนนี้พูดว่า เราสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้า และสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในสามวัน’
62 แล้วมหาปุโรหิตก็ลุกขึ้น กล่าวกับพระเยซูว่า “เจ้าจะไม่ตอบอะไรหรือ? จะว่าอย่างไรกับคำให้การที่กล่าวหาเจ้า?”
63 แต่พระเยซูทรงนิ่งอยู่  มหาปุโรหิตจึงกล่าวกับพระองค์ว่า “เราให้เจ้าสาบานต่อพระพักตร์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  บอกเรามาว่า เจ้าเป็นพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) บุตรของพระเจ้าหรือไม่?” 
64  พระเยซูตรัสตอบว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ท่านพูดเอง
แต่เราขอบอกว่า หลังจากนี้ไป ท่านจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ขององค์ผู้ทรงฤทธิ์ และเสด็จกลับมาบนหมู่เมฆแห่งสวรรค์”
(สดุดี 110;1 ดาเนียล 7:13-14)


65 พอได้ยินเช่นนั้น มหาปุโรหิตก็ฉีกเสื้อนอกของตนเองขาด และกล่าวว่า  “ชายคนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เราไม่ได้ต้องการพยานอื่น ๆ ไปมากกว่านี้ ท่านทุกคนได้ยินเขาพูดคำหมิ่นประมาทแล้ว
66 พวกท่านคิดเห็นอย่างไรกัน?   พวกเขาก็ตอบว่า
“เขาสมควรตาย!!”
67 แล้วพวกเขาก็ถ่มน้ำลายลงบนพระพักตร์พระเยซู และยังชกพระองค์ด้วยกำปั้น  คนอื่นก็ตบพระพักตร์พระองค์ 68 พวกเขากล่าวว่า “เจ้าผู้เป็นพระเมสสิยาห์ ทายซิ ใครตบเจ้าอยู่?!”

เปโตรกล่าวซ้ำ ๆ ว่าไม่รู้จักพระเยซู!
69 เวลานั้น เปโตรนั่งอยู่ที่ลานบ้านด้านนอก มีสาวใช้คนหนึ่งเดินมาหาเขา และกล่าวว่า “เจ้าเองก็อยู่กับพระเยซูแห่งกาลิลีนี่นา”
70  แต่เปโตรปฏิเสธต่อหน้าทุกคน เขากล่าวว่า
“เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
71 เมื่อเขาออกจากลานบ้านไปที่ประตูรั้ว ก็มีสาวใช้อีกคนหนึ่ง เห็นเขาเข้า จึงพูดกับคนที่ยืนอยู่แถวนั้นว่า “ผู้ชายคนนี้ อยู่กับท่านเยซูแห่งนาซาเร็ธ”

72 เปโตรก็ปฏิเสธอีกครั้ง
“ข้าสาบานเลยว่า ข้าไม่รู้จักชายคนนั้น”
73 อีกสักพัก คนแถวนั้นก็มาหาเปโตร พูดกับเขาว่า
“แน่เลย  เจ้านะ เป็นพวกเดียวกับเขา สำเนียงของเจ้าฟังก็รู้”
74  แล้วเปโตรจึงเริ่มสบถว่า “ก็บอกว่า เราไม่รู้จักเขาสักหน่อย”  ทันใดนั้น ไก่ก็ขันขึ้นมา 
75 และเปโตรก็ระลึกถึงคำที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “ก่อนไก่ขัน เจ้าจะกล่าวว่าไม่รู้จักเรา สามครั้ง” เขาจึงออกไปข้างนอก ร้องไห้อย่างปวดร้าว ขมขื่นยิ่งนัก

อธิบายเพิ่มเติม

วางแผนกำจัดพระเยซู
มัทธิว 26:1-5
พระเยซูทรงทราบดีว่า เวลาของพระองค์คือการถูกประหารนั้น เข้ามาใกล้เต็มที พระองค์ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า จะเกิดอะไรขึ้น
ทรงบอกพวกเขาตรงตามที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ จะทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ..​ศิษย์ทุกคนตกใจ ไม่ต้องการคิดว่านั่นจะเป็นความจริง

ขณะเดียวกัน ปุโรหิต ผู้ใหญ่ของอิสราเอลก็ปรึกษาคายาฟาสซึ่งเป็นมหาปุโรหิต  พวกเขาตั้งใจจะไม่ทำในช่วงเทศกาลเพราะเกรงว่าผู้คนที่นิยมชมชอบพระเยซูจะไม่พอใจ
การฉลองปัสกาอยู่ในวันที่สิบสี่ของเดือนนิสาน( มีนาคม-เมษายน) ส่วนเทศกาลขนมปังไร้เชื้อจะทำในวันที่สิบห้าต่อไปจนถึงวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนเดียวกัน
แต่พระเยซูทรงบอกล่วงหน้าว่าในเทศกาลปัสกา พระองค์จะทรงถูกประหาร … ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงตามเวลาของพระเยซู 
เราคงจำได้ว่า แกะปัสกาถูกฆ่า และกินก่อนที่อิสราเอลจะออกจากการเป็นทาสในอียิปต์  แกะปัสกาในอดีต ชี้มาที่องค์ลูกแกะที่จะถูกประหารเพื่อทำให้มนุษย์ทั้งโลกได้รับการไถ่จากโทษบาป 

น้ำหอมชโลมพระเยซู ณ บ้านเบธานี
มัทธิว 26:6-13 
หญิงคนนี้คือมารีย์ น้องสาวลาซารัสในยอห์น 12
เธอเป็นคนเดียวกันกับที่นั่งฟังพระเยซู แทนที่จะไปทำอย่างอื่น และวันนี้ เธอมีโอกาสที่จะทำสิ่งที่เธอไม่รู้เลยว่า โลกทั้งโลกจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้
พระเยซูทรงอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี  ในบ้านของซีโมนชายโรคเรื้อนที่หายจากโรคเรื้อนแล้ว น่าจะเป็นคนที่พระองค์ทรงรักษามาก่อน
โถน้ำหอมที่ว่านี้ เมื่อต้องการใช้น้ำมันหอม ก็จะมีการหักคอของโถออก เป็นขวดโถเล็ก ๆ ที่ผู้หญิงยิวสมัยก่อนจะห้อยคอเอาไว้ ไม่ให้ห่างตัว 
เธอเข้ามาแล้วเทน้ำมันหอมชโลมพระเศียรต่อหน้าคนทั้งหลาย และนี่ทำให้ศิษย์หลายคนไม่พอใจ  หาว่าเธอทำของเสียหาย  ยูดาส คนที่จะทรยศพระเยซูกล่าวว่า น่าจะขายเอาเงินให้คนจนมากกว่า (ยอห์น 12:4-6)
ข้อสิบกล่าวว่า พระเยซูทรงทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น … ใช่แล้ว มีอะไรเกิดขึ้นในใจของยูดาส และของทุกคน  ในขณะที่เธอเตรียมสิ่งดีที่สุดในชีวิตที่หามาได้ มาถวายทั้งหมด พวกเขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น
และการกระทำของเธอนั้น มากกว่าการเทน้ำหอม ตามคำตรัสของพระเยซู ทรงบอกว่า นี่เป็นการชโลมล่วงหน้าสำหรับพระศพ  ใช่แล้วนี้เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ส่วนใหญ่กษัตริย์หรือบุคคลสำคัญในโลกโบราณจะได้รับการชโลมศพ  พระเยซูทรงได้รับการชโลมก่อนที่จะสิ้นพระชนม์เสียอีก
และพระเยซูทรงให้เกียรติกับสิ่งที่เธอทำด้วยความรักนี้  ทุกคนที่มารู้จักพระเยซูจะรู้เรื่องนี้ด้วย ….เป็นเกียรติที่คิดไม่ถึง!

ยูดาสทรยศพระเยซู
มัทธิว 26:14-16
มัทธิวรายงานว่า ยูดาส อิสคาริโอทไปตกลงกับหัวหน้าปุโรหิต ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่เศคาริยาห์เคยกล่าวไว้ใน เศคาริยาห์ 11:12-13
นี่เป็นความลับที่คนอื่นไม่ทราบ แต่พระเยซูทรงทราบดี ยูดาสน่าจะเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากเพราะทำหน้าที่ดูแลการเงินของกลุ่ม   พระองค์ทรงถูกคนในกลุ่มศิษย์ของพระองค์เองทรยศ ไม่ได้ห่างไกลเลย
ราคาค่าทรยศ 30 เหรียญ เป็นราคาของทาสในอพยพ 21:32 นี่เป็นราคาน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำหอมที่ผู้หญิงคนหนึ่งนำมาชโลมพระเยซู

พระเยซูกับศิษย์ในวันฉลองปัสกา
มัทธิว 26:17-25
วันแรกของเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ยังเป็นวันคาบเกี่ยวกับวันเทศกาลปัสกา ศิษย์ของพระเยซูที่ทำหน้าที่ช่วยจัดการเรื่องห้องอาหารนั้นคือ เปโตรและยอห์น (ลูกา 22:8) โดยไปพบชายคนหนึ่งที่รู้ว่า พวกเขาต้องกินอาหารปัสกากันที่ใด  (คงจำได้ว่า เทศกาลปัสกา กินขนมปังไร้เชื้อเพื่อระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ คืนนั้น พวกเขาฆ่าแกะ เอาเลือดทาประตู และกินขนมปังไร้เชื้อด้วยกันทั้งชาติ)  เย็นวันนั้นเอง ศิษย์ทุกคนและพระเยซูก็นั่งรับประทานอาหารเทศกาลปัสกาด้วยกัน
ขณะที่กินอาหารนั้น พระเยซูทรงเผยว่าคนหนึ่งในพวกเขาจะทรยศพระองค์  พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนึ่งในพวกเขาจะทรยศ แค่ได้ยินก็เป็นทุกข์แล้ว  เสียใจกันมาก พระองค์บอกว่าจะทรงสิ้นพระชนม์ คราวนี้บอกอีกว่า คนทรยศอยู่ในหมู่พวกเขาเอง …อะไรกันนี่?
แต่ละคนถามพระองค์ว่าเป็นตัวเขาหรือเปล่า โดยใช้คำถามที่หมายความว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนนั้น ใช่ไหม? แต่พระเยซูตรัสว่า คนที่ใช้มือจิ้มถ้วยเดียวกันกับพระองค์คือคนนั้น  เขาไม่น่าจะเกิดมา แล้ว ยูดาสเองก็ถามพระองค์ … พระองค์ก็ทรงตอบเขาอย่างชัดเจนให้ยูดาห์รู้ตัว  แต่ตอนนั้น ศิษย์คนอื่นน่าจะยังไม่เข้าใจคำสนทนานี้สักเท่าไร 
ศีลมหาสนิทกับพระเยซูครั้งสุดท้าย
มัทธิว 26:26-30
พระเยซูทรงเลือกการรับประทานอาหารครั้งสุดท้ายนี้ เพื่อจะมอบต้นแบบพิธีที่จะทำให้คริสตจักรของพระองค์ ได้ระลึกถึงชีวิตนิรันดร์ที่พวกเขาได้มาเพราะพระองค์ทรงมอบชีวิตของพระองค์ให้พวกเขา ความหมายที่ชัดเจนของพระดำรัสคือ : “ขนมปังนี้เป็นตัวแทนของร่างกายของเรา น้ำองุ่นนี้เป็นตัวแทนของเลือดของเรา”   และอนุสรณ์นี้จะเป็นสิ่งที่คนของพระองค์ทำเสมอเพื่อขอบพระคุณ เพื่อระลึกถึงว่า เพราะพระองค์เท่านั้น ความรอดจึงมาถึงเราทุกคนได้
คำว่า นี่คือกายของเรา มีความหมายว่า นี่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงร่างกายของพระเยซู พระองค์ให้พวกเขารับประทานขนมปัง ในฐานะที่เป็นร่างกายของพระองค์  และให้ดื่มน้ำองุ่นที่สื่อถึงพระโลหิตของพระองค์
สิ่งที่พระองค์ตรัสว่าเป็นโลหิตที่ต้องหลั่งออกเพื่อคนจำนวนมากนั้น
เป็นคำที่ศิษย์ไม่เข้าใจกันเลย
พระเยซูตรัสเรื่องนี้โดยตรงในลูกา 22:20 เมื่อพระองค์ทรงสถาปนาพันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่นขึ้นมาและตรัสว่า “ถ้วยนี้ซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลาย เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเรา” การเสียสละของพระเยซูได้เติมเต็มเครื่องดื่มบูชา  พระโลหิตของพระองค์ไหลออกมาจริงๆ เมื่อทหารแทงสีข้างของพระองค์ด้วยหอก (ยอห์น 19:34)
และพระองค์ยังตรัสถึงอนาคตว่า พวกเขากับพระองค์จะได้ดื่มน้ำองุ่นเมื่อพบกันในแผ่นดินของพระบิดา
เป็นคำตรัสที่เกินความเข้าใจ  แม้พวกเขาจะเคยรู้เรื่องที่โมเสสเอาเลือดวัวมาประพรมตอนที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย  รู้เรื่องการถวายเครื่องบูชาในพลับพลา
คำของพระองค์ก็ยังยากที่จะเข้าใจ

เช่นเดียวกับเทศกาลปัสกาครั้งแรกที่มองไปข้างหน้าถึงการปลดปล่อยและการตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งพันธสัญญา พิธีมหาสนิทของพระเจ้าก็มองไปข้างหน้าถึงการปลดปล่อยและการตั้งถิ่นฐานในอาณาจักรแห่งพันธสัญญาเช่นกัน
พวกศิษย์จะต้องร่วมพิธีมหาสนิทของพระเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา (1 โครินธ์ 11:26) จากนั้นเราจะได้ร่วมงานเลี้ยงของพระเมสสิยาห์ด้วยกัน (อิสยาห์ 25:6; ดู มัทธิว 8:11) เป็นไปได้ว่าพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้หลังจากดื่มถ้วยที่สามในพิธีปัสกาแล้ว
หลังจากที่พระเยซูกับศิษย์ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าก็ออกไปยังภูเขามะกอกเทศซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก 

“ทุกคนจะละทิ้งเรา”
มัทธิว 26:31-35

สิ่งที่น่าตกใจมากคือ พระเยซูตรัสตรง ๆ ต่อหน้าศิษย์ว่า คืนนี้ คืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พวกเขาจะทิ้งพระองค์ไป  ศิษย์ทุกคนตกใจมาก
คนที่มั่นใจว่าจะตนเองจะไม่เป็นอย่างนั้นคือเปโตรคนเดียว เขายืนยันว่าเขาจะไม่ทิ้งพระองค์  แต่พระองค์ทรงบอกความจริงว่าเขานั่นแหละจะกล่าวว่าไม่รู้จักพระองค์สามครั้ง ก่อนไก่ขัน ซึ่งน่าจะหมายถึงยามที่สามของโรม นั่นคือระหว่างเที่ยงคืนถึงตีสาม  เปโตรก็ยังไม่เชื่อ ไม่มีใครเชื่อว่าตนเองจะทิ้งพระอาจารย์ของตน
แต่..ใจนั้นหลอกลวงเป็นที่สุด   อีกไม่นานเขาจะเห็นว่า ใจที่เคยกล้าเพราะมีพระอาจารย์กับใจตอนที่เห็นทหารโรมมาจับพระองค์ไปนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่น่าสนใจคือ พระเยซูทรงนัดหมายเขาไว้ว่า เมื่อทรงคืนชีพมาแล้ว พระองค์จะไปพบเขาที่กาลิลี!
ทรงนัดก่อนสิ้นพระชนม์ เป็นการนัดหมายที่ไม่น่าเชื่อ  พวกเขาไม่รู้ว่าที่นั่น จะเป็นที่ ๆ พระองค์ทรงมอบพระมหาบัญชาให้ 

ทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี
มัทธิว 26:36-46

สิบข้อต่อไปนี้ ได้รับการเรียกว่า “ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ที่เกทเสมนี”
ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับและสอบสวน และในที่สุดจะสิ้นพระชนม์นั้น พระเยซูทรงรู้ทุกอย่างก่อนล่วงหน้า พระทัยของพระองค์หนักอึ้ง
แม้ว่าจะทรงอยู่กับศิษย์อีกสิบเอ็ดคน แต่พวกเขาไม่เข้าใจอะไร  เป็นเราเอง ก็อาจไม่เข้าใจเช่นกัน
ตอนนั้นพระองค์ทรงโดดเดี่ยวเหลือเกิน  พระองค์จำเป็นต้องทูลต่อพระบิดาตามลำพัง ไม่สามารถมีใครล่วงรู้ความทุกข์ทรมานในพระทัยของพระองค์เลย
พระองค์ตรัสว่า ใจเราเป็นทุกข์เจียนตาย
พระองค์ทรงเลือก เปโตร ยากอบและยอห์น ไปกับพระองค์ที่สวนเกธเสมนี ส่วนแปดคนที่เหลือไม่ได้เข้าไปใกล้ ๆ เหมือนสามคน ยูดาสกำลังไปทำตามแผนของตน  สวนแห่งนี้ชื่อมีความหมายว่า บีบน้ำมัน
อยู่ทางตะวันออกของเยรูซาเล็มบนภูเขามะกอก ที่นี่จะเป็นที่บีบน้ำมันมะกอก   ดูสิ พระเมสสิยาห์ พระองค์ผู้ที่ถูกเจิมแต่งตั้งจากพระเจ้า กำลังอยู่ในสวนแห่งการบีบน้ำมัน  พระองค์กำลังถูกบีบคั้น พระทัยกำลังฉีกขาด
พระเยซูทรงให้ทั้งสามนั่งรอ พระองค์จะดำเนินเลยไปอธิษฐานตามลำพัง ทรงขอให้เขาเฝ้าระวังกับพระองค์  นั่นเท่ากับทรงขอให้เขาอธิษฐานเผื่อพระองค์ห่าง ๆ  ขณะที่ทรงไปเฝ้าพระบิดาตามลำพัง

ขณะที่ทรงอยู่กับพระบิดานั้น ทรงซบพระพักตร์อธิษฐาน ขอให้ถ้วยผ่านพ้นไป … ถ้วยนั้นคืออะไร ถ้วยนั้นเป็นมากกว่าความเจ็บปวดที่พระองค์จะทรงเผชิญ  ถ้วยคือพระบุตรของพระเจ้าจะต้องแบกบาปชั่วร้าย น่าเกลียด สกปรก โสโครก โหดเหี้ยมของมนุษย์ทั้งโลก และรับโทษบาปนั้นแทนมนุษย์บาปทุกคน จะต้องทรงรับพระพิโรธของพระเจ้าไว้บนพระองค์ผู้เดียว  พระองค์จะต้องถูกแยกออกจากพระบิดาในช่วงเวลานั้น !
พระคริสต์ทรงทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในลักษณะเดียวกับวิญญาณที่ถูกพิพากษาลงโทษ ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะทรงรัก  พระเจ้าและมนุษย์  ยากที่จะเข้าใจเหลือเกิน   พระองค์ขอพระเจ้าให้ถ้วยอันหฤโหดนี้เลื่อนไป ทั้ง ๆ ที่ทรงรู้ว่า เป็นไปไม่ได้เพราะทรงตั้งพระทัยที่จะมอบชีวิตให้แล้ว (ยอห์น 10:17)  ทรงทราบว่าจะทรงได้ชีวิตของพระองค์คืนมา แต่…การตายบนไม้กางเขนอย่างโจร อย่างอาชญากร เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนที่เห็นจะต้องร้องว่า ไม่ยุติธรรมเลย!!

การจับกุมพระเยซู
มัทธิว 26:47-56

ในขณะที่พระเยซูทรงพร้อมรับยูดาส พร้อมรับจูบทรยศ ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ยังไม่เข้าใจ แต่ยูดาสเอง ให้สัญญาณว่า หากเขาจูบคนไหน คนนั้นแหละคือคนที่กองทหารกองใหญ่เตรียมมาจับ
พระเยซูตรัสเชิญเขาง่าย ๆ ว่าตั้งใจจะทำอะไรก็ทำ แล้วยูดาสก็จูบทักทายพระเยซูซึ่งเป็นการจูบที่ทำกันอยู่แล้วในตะวันออกกลาง ไม่มีใครสงสัยอะไร แต่นั่นเป็นสัญญาณแห่งความตาย!

แต่มีคนหนึ่งในพวกศิษย์  เขาคนนี้มีดาบติดตัวเสมอ เขาโกรธที่มีกองทัพมาจับพระเยซู จึงเอาดาบฟันหูทาสคนหนึ่งขาดทันที!     แต่พระเยซูทรงปรามเขา และเตือนว่าใครใช้ดาบจะตายด้วยดาบ น่าสนใจที่เรามารู้ว่า เขาคือซีโมนเปโตร และทาสคนนั้นคือมัลคัส ในยอห์น 18:10  การจับกุมไม่มีการนองเลือด แต่ฝ่ายโรมกลับเสียเลือด!อ่าน อิสยาห์ 50:6; 53:2-3
ไม่มีการต่อสู้ทั้ง ๆ ที่พระเยซูตรัสว่า หากทรงขอพระบิดา ทหารจากสวรรค์คือกองทัพทูตสวรรค์จะลงมามากกว่าสิบสองกอง … แต่พระองค์ทรงเตรียมรับมือกับพวกเขาเพื่อให้คำพยากรณ์ล่วงหน้านั้นสำเร็จ  
แล้วไม่มีใครจำคำที่ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งพระเยซู ศิษย์ของพระเยซูพากันหนีไปหมด … พวกเขากลัวว่าจะถูกจับเช่นกัน  ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของใครจนกว่าจะเจอสถานการณ์คับขันเช่นนี้

การสอบสวนหน้าสภาแซนเฮดริน
มัทธิว 26:57-68

เหตุการณ์ที่เราเห็นว่า พระเยซูถูกจับมาบ้านคายาฟาสที่เหล่าศัตรูของพระเยซูซึ่งเป็นชนชั้นสูงชุมนุมกัน และเป้าหมายคือเอาชีวิตของพระเยซูให้ได้นั้นยอห์น เข้าไปในบ้านของคายาฟาสได้ เพราะเขารู้จักกับคนในบ้านนั้น ส่วนเปโตรรออยู่ข้างนอกจนกระทั่งยอห์นได้พาเขาเข้าไปข้างใน แล้วเปโตรก็ยืนในที่มืด ๆ ผิงไฟกับพวกยาม (ยอห์น 18:15-16)

พยานเท็จ
ปุโรหิตจะและสมาชิกสภาจะสั่งลงโทษใครได้ก็ต้องมีข้อกล่าวหาเสียก่อน   หลายคนมาให้การ แต่เหตุผลไม่พอที่จะสั่งประหาร จนกระทั่งคนหนึ่งบอกว่า พระเยซูเคยกล่าวว่าสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้าและจะสร้างใหม่ในสามวัน (ยอห์น 2:19) ซึ่งพระองค์ทรงหมายถึงพระกายของพระองค์ที่จะตาย และฟื้นขึ้นในสามวัน

มหาปุโรหิตให้โอกาสพระเยซูแก้ข้อกล่าวหา แต่พระองค์ไม่ทรงตอบ  ปุโรหิตทนไม่ได้ ขอให้พระเยซูสาบานโดยอ้างพระเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ยิวรอคอยมานานหลายร้อยปี  พระเยซูกลับตอบไปว่า มหาปุโรหิตพูดออกมาเอง  ใคร ๆ ก็เห็น  และทรงแจ้งถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์!
พระองค์ใช้คำว่า บุตรมนุษย์ ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่ดาเนียลได้ใช้เพื่อกล่าวถึงพระเมสสิยาห์ ดาเนียล 7:13-14  ปุโรหิตเข้าใจทันทีว่า พระองค์ทรงหมายความว่า ทรงเป็นใคร
13 “ในนิมิตคืนนั้น ข้าพเจ้าเห็นผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ เสด็จมาพร้อมด้วยหมู่เมฆแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์เสด็จเข้าไปใกล้และเข้าเฝ้าองค์ผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ 14 พระองค์ได้รับสิทธิอำนาจ เกียรติสิริ และอำนาจปกครองสูงสุด ชาวโลกทุกชาติทุกภาษานมัสการพระองค์ ราชอำนาจของพระองค์ดำรงอยู่ตลอดกาล ราชอำนาจที่จะไม่มีวันสิ้นสุด และพระราชอาณาจักรของพระองค์จะไม่มีวันถูกทำลาย
แทนที่จะยอมรับ ปุโรหิตกลับแสดงอาการโกรธจัด ฉีกเสื้อของตนเอง ! (ซึ่งที่จริงข้างในใจอาจจะดีใจ พอใจ สะใจมากก็เป็นได้)  เขาได้ข้อกล่าวหาแล้ว นักโทษคนนี้ตกหลุมพรางของเขาแล้ว  ในขณะที่พระเยซูทรงพูดความจริงกลับไป  เขาย้อนมากล่าวหาว่า  ทรงพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า !
การฉีกเสื้อของปุโรหิตครั้งนี้ เป็นการทำผิดคำบัญชาของพระเจ้าในเลวีนิติ 21:10  ห้ามปุโรหิตฉีกเสื้อของตนเอง เขาคิดว่าเขากำลังปกป้องสถาบันปุโรหิต แต่เขากำลังประกาศจุดจบของมัน  เขาคิดว่าเขากำลังประณามผู้ที่กล่าวคำดูหมิ่นพระเจ้า   เขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าพระบุตรของพระเจ้า   เขาคิดว่าเขากำลังปกป้องระเบียบเก่า  แต่ความจริงแล้ว เขากำลังทำพิธีศพ เป็นจุดจบของระบบอันเลวร้ายนี้ 
เครื่องแต่งกายอันศักดิ์สิทธิ์ของมหาปุโรหิตแสดงถึงศักดิ์ศรี การอุทิศตน และระเบียบวินัยของตำแหน่งปุโรหิตของพระเจ้า การที่คายาฟัสฉีกเสื้อผ้าของตนเพื่อกล่าวโทษพระเยซูนั้นเป็นการละเมิดกฎของเลวีอย่างชัดเจนในขณะที่เขากำลังอ้างว่ากำลังปกป้องกฎนั้น ซึ่งเป็นการเปิดโปงความไม่โปร่งใสของการพิจารณาคดี ดูเพิ่มเติม
ความเท็จและการเยาะเย้ยเป็นอาวุธเก่าแก่ที่ซาตานใช้แต่โบราณจนทุกวันนี้ ทุกวินาทีนี้ มันโกหกและเป็นพ่อแห่งการโกหก (ยอห์น 8:44) ตลอดการรับใช้บนโลกของพระเยซูคริสต์ เราเห็นอาวุธชุดนี้ถูกนำมาใช้ต่อต้านพระองค์อย่างต่อเนื่อง พระองค์ถูกเรียกว่าคนตะกละ คนดื่มเหล้า และเป็นเพื่อนกับคนเก็บภาษีและคนบาป พระองค์ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามในฐานะชาวสะมาเรีย ฉากสุดท้ายในชีวิตของพระองค์ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด ซาตานยุยงศัตรูของพระองค์ให้ซ้ำเติมความเจ็บปวด เมื่อพระองค์ถูกตัดสินว่ามีความผิด พระองค์ก็ถูกกระทำอย่างดูหมิ่นเหยียดหยามสารพัด พวกเขาถ่มน้ำลายใส่หน้าพระองค์และทุบตีพระองค์ด้วยกำปั้น บางคนก็ตบหน้าพระองค์  และ เยาะเย้ยพระองค์ (Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (p. 316))
ทุกคนลงความเห็นว่า  นักโทษผู้นี้สมควรถูกประหาร …​แต่ หน้าที่ประหารเป็นของโรม  จะลอบบี้โรมอย่างไร …

มัทธิวไม่ได้ให้รายละเอียดของการสอบสวนที่บ้าน มีเบื้องหลังที่พวกเขาไม่ได้คาดคิด!
 พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถูกนำตัวมาต่อหน้าคายาฟัส มหาปุโรหิต และทรงถูกประกาศว่ามีความผิดอย่างเป็นทางการ เป็นการเหมาะสมแล้วที่เหตุการณ์จะเป็นเช่นนั้น วันแห่งการไถ่บาปอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงแล้ว แบบอย่างอันน่าอัศจรรย์ของแพะรับบาปกำลังจะได้รับการทำให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ จึงเหมาะสมแล้วที่มหาปุโรหิตชาวยิวจะทำหน้าที่ของตนและประกาศว่าบาปตกอยู่บนศีรษะของเหยื่อก่อนที่จะถูกนำตัวไปตรึงกางเขน ขอให้เราใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้  ทุกย่างก้าวแห่งความทุกข์ทรมานขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามีความหมายลึกซึ้ง 
(Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (pp. 314-315). (Function). Kindle Edition.)

เปโตรกล่าวซ้ำ ๆ ว่าไม่รู้จักพระเยซู!
มัทธิว 26:69-75

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเปโตรตอนนี้ อาจทำให้พวกเรารู้สึกว่า เขาไม่น่าทำอย่างนั้นเลย  แต่พระเจ้าทรงให้เหตุการณ์นี้สอน เตือนเราเองว่า เมื่อถึงบางเวลาที่เราเผชิญกับความน่ากลัวของชีวิต เราอาจเป็นอย่างเขาก็ได้ คริสเตียนมากมายที่ถูกทดสอบในเรื่องนี้  คริสเตียนในประเทศไนจีเรียจำนวนมาก ยอมตายเพราะไม่ยอมปฎิเสธพระเยซู  คริสเตียนในโรม ยุคคริสตจักรเริ่มแรกจำนวนมากยอมถูกเผาทั้งเป็น ยอมให้สิงโตขย้ำ เพราะพวกเขาไม่ยอมปฏิเสธพระองค์
มาระโก กับมัทธิว อาจจะเล่าเรื่องนี้ในคนละมุม แต่เนื้อหาสำคัญคือ
ความมั่นใจในตัวเองของเปโตรตั้งแต่ที่บอกพระเยซูว่า เขาจะไม่ทิ้งพระองค์ การปฏิเสธของเปโตรครั้งนี้เป็นบาปที่หนักมาก เขาถึงกับสบถ สาบาน ว่า เขาไม่รู้จักพระองค์ นี่เป็นภาพที่ทำให้เห็นตัวตนชัดเจน

ก่อนหน้านี้พระเยซูทรงบอกเขาว่า ให้ระวังที่จะอธิษฐานเสมอ เพราะใจพร้อมแต่กายอ่อนกำลัง  เมื่อไม่อธิษฐานก็สู้การทดลองไม่ไหว พระเยซูทรงบอกเราไว้แล้วว่า สิ่งที่ต้องทำเพื่อไม่ให้แพ้การทดลองก็คือการอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่นาน ๆ ที
การร้องไห้อย่างขมขื่นของเปโตร ทำให้รู้ว่า เขาไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอก เขาเป็นทุกข์จริง ๆที่ได้ปฏิเสธพระเยซู เขากลับใจ และพระเยซูได้ทรงคืนไมตรีให้กับเขาในเวลาต่อมา (ยอห์น  21)  เปโตรเรียนบทเรียนนี้อย่างยากลำบาก และคนทั้งโลกก็ได้เห็น เขาจึงไม่มีอะไรที่จะอวดได้เลย แต่เขาได้รับรู้ถึงความอ่อนแอของตนเองในคืนวันนั้น 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 26
2* ลูกา 22:1-2
3* ยอห์น 11:47
4* กิจการ 4:25-28
5* มัทธิว 21:26
6* มาระโก 14:3-9
8* ยอห์น 12:4
11* เฉลยธรรมบัญญัติ   15:11; ยอห์น 13:33; 14:19; 16:5,28; 17:11
12* ยอห์น 19:38-42
14* มาระโก 14:10-11; ลูกา 22:3-6; มัทธิว 10:4
15* เศคาริยาห์  11:12
17* อพยพ 12:6; 18-20
18* ลูกา 9:51
20* มาระโก 14:17-21
21* ยอห์น 6:70-71; 13:21
23* สดุดี 41:9
24* 1 โครินธ์  15:3; ลูกา 17:1; ยอห์น 17:12
26* มาระโก 14:22-25; 1 โครินธ์ 11:23-25; 1 เปโตร 2:24



27* มาระโก 14:23
28* อพยพ 24:8; เยเรมีย์ 31:31 ; มัทธิว 20:28
29* มาระโก 14:25; กิจการ 10:41
30* มาระโก 14:26-31
31* ยอห์น 16:32; มัทธิว 11:6; เศคาริยาห์ 13:7
32* มัทธิว 28:7, 10, 16
34* มัทธิว 2 6:75-75; ยอห์น 13:38
36* มาระโก 14:32-35
37* มัทธิว 4:21; 17:1
38* ยอห์น 12:27
39* ฮีบรู 5:7-9; ยอห์น 12:27 ;มัทธิว 20:22; ยอห์น 5:30;6:38
41* ลูกา 22:40, 46; กาลาเทีย 5:17
42* อิสยาห์ 50:5
45* มัทธิว 17:22-23; 20:18-19
46* มัทธิว 20:18; 26:21
47* กิจการ 1:16
49* 2 ซามูเอล 20:9
50* สดุดี 41:9; 55:13

51* ยอห์น 18:10
52* วิวรณ์ 13:10
53* ดาเนียล 7:10
54* อิสยาห์ 50:6; 53:2-11
56* เพลงคร่ำครวญ 4:20; ยอห์น 18:15
57* ยอห์น 18:12; 19-24
58* ยอห์น 18:15-16
59* สดุดี 35:11
60* สดุดี 27:12;
61* ยอห์น 2:19
62* มาระโก 14:60
63* อิสยาห์ 53:7; เลวีนิติ 5:1
64* ดาเนียล 7:13; กิจการ 7:55
65* 2 พงศ์กษัตริย์ 18:37; ยอห์น 10:30-36
66* เลวีนิติ 24:16
67* อิสยาห์ 50:6; 53:3; ลูกา 22:63-65
68* มาระโก 14:65
69* ยอห์น 18:16-18, 25-27
73* ลูกา 22:59
74* มัทธิว 26:34; มาระโก 14:71
75* มัทธิว 26:34

มัทธิว 25 คำเตือนให้เตรียมพร้อม

หญิงพรหมจารีสิบคนที่รอคอย
1 “ เวลานั้น แผ่นดินสวรรค์จะเป็นเหมือนกับหญิงพรหมจารีสิบคน พวกเธอถือตะเกียงออกไปรับเจ้าบ่าว
2 ห้าคนนั้นโง่เขลา  ส่วนอีกห้าคนนั้นฉลาดเฉลียว
  3 หญิงสาวห้าคนที่โง่เขลาเอาตะเกียงไป แต่ไม่ได้เอาน้ำมันไปด้วย
4 ส่วนหญิงสาวที่ฉลาดเอาน้ำมันใส่โถไปพร้อมกับตะเกียง
5 แต่เป็นเพราะเจ้าบ่าวมาช้าพวกเธอก็ง่วง และหลับไป 
6 “พอถึงเที่ยงคืน  มีคนหนึ่งร้องขึ้นว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว ออกมาต้อนรับเขาเถิด!’
7 แล้วหญิงสาวทุกคนจึงตื่นขึ้นมา ตกแต่งใส้ตะเกียงของตนให้พร้อม
  8 แต่หญิงสาวที่โง่กล่าวกับหญิงสาวที่ฉลาดว่า ‘ขอแบ่งน้ำมันให้เราบ้าง เพราะตะเกียงของพวกเรากำลังจะดับแล้ว’   
9 หญิงสาวที่ฉลาดตอบว่า  ‘ไม่ได้หรอก น้ำมันไม่พอสำหรับทั้งเรากับพวกเธอ ออกไปหาซื้อน้ำมันจากคนขายเอาเองแล้วกัน’   
10 ขณะที่หญิงสาวโง่เขลาทั้งห้ากำลังออกไปซื้อน้ำมันอยู่นั้น เจ้าบ่าวก็มาถึง  คนที่พร้อมแล้ว ก็เข้าไปในงานเลี้ยงสมรสกับเขา  และประตูก็ปิดลั่นดาล 


11 “หลังจากนั้น หญิงสาวทั้งห้าก็มาร้องเรียกว่า ‘นายท่านเจ้าข้า นายท่านเจ้าข้า โปรดเปิดประตูให้พวกเราด้วย  ขอเราเข้าไปด้วยเจ้าค่ะ’
12 แต่เจ้าบ่าวตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้านะ
ว่าเราไม่รู้จักเจ้าเลย ’
13 “ดังนั้น จงเฝ้าระวัง ตื่นตัวเสมอ เพราะเจ้าไม่รู้ว่าจะเป็นวันเวลาใด” 

อุปมาเรื่องคนรับใช้ทั้งสามกับเงินตะลันต์ 
14 “แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนชายคนหนึ่งที่กำลังจะออกเดินทางไป  เขาเรียกพวกคนรับใช้มา เพื่อให้ดูแลทรัพย์สินของเขา  15 เขาให้เงินคนหนึ่งห้าตะลันต์ อีกคนสองตะลันต์ และอีกคนเพียงตะลันต์เดียวตามความสามารถของแต่ละคน  จากนั้นเขาก็ออกเดินทางไป
16  คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็รีบนำเงินไปลงทุนทันที และเขาได้กลับมาเพิ่มอีกห้าตะลันต์
17 ส่วนคนที่สองก็เช่นเดียวกัน เขานำไปลงทุนและได้กลับมาอีกสองตะลันต์ 
18 แต่คนที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ กลับออกไปแล้วขุดหลุม แล้วเอาเงินของนายซ่อนเอาไว้   

19 “เป็นเวลานานหลังจากนั้น  เจ้านายก็ก็กลับมา และถามคนรับใช้ว่า พวกเขาได้ทำอะไรกับเงินที่ได้มา  
20 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ ก็นำอีกห้าตะลันต์มารายงานว่า ‘ที่นายท่านให้กระผมมาห้าตะลันต์  กระผมได้มาเพิ่มอีกห้าตะลันต์ขอรับ’
21 เจ้านายตอบว่า ‘เจ้าทำได้ดีทีเดียว เจ้าเป็นคนที่ดีและซื่อสัตย์ เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งให้เจ้าดูแลของอื่น ๆ มากขึ้น มาร่วมยินดีกับความสุขของเราเถิด’
22 “แล้วคนรับใช้คนที่ได้สองตะลันต์ก็มาหาเจ้านายและรายงานว่า ‘นายเจ้าข้า ที่ท่านให้กระผมมาสองตะลันต์ กระผมได้กลับมาเพิ่มอีกสองตะลันต์ขอรับ’

23 เจ้านายตอบว่า ‘เจ้าทำได้ดีทีเดียว เจ้าเป็นคนที่ดีและซื่อสัตย์ เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งให้เจ้าดูแลของอื่น ๆ มากขึ้น มาร่วมยินดีกับความสุขของเราเถิด’
24 “แล้วคนที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ก็มารายงานตัวเช่นกัน เขากล่าวว่า ‘นายท่าน กระผมรู้ว่า ท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านเองไม่ได้ปลูก และรวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่านเมล็ด
25 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงกลัว ก็เลยเอาเงินของท่านไปซ่อนไว้ในดิน นี่ขอรับ เงินของท่าน’
26 เจ้านายตอบเขาว่า ‘เจ้าเป็นทาสที่ชั่วช้าและเกียจคร้านนัก! เจ้ากล่าวว่าเราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราไม่ได้ปลูก และรวบรวมผลที่เราไม่ได้หว่าน
27 ดังนั้นเจ้าควรฝากเงินของเราไว้ในธนาคาร เมื่อเรากลับมา เราจะได้รับเงินที่ฝากคืนมาพร้อมกับดอกเบี้ย’
 28 “ดังนั้น นายจึงสั่งคนรับใช้อื่นว่า ‘จงเอาเงินตะลันต์จากเจ้านี่ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ 
29 เพราะคนที่มีมากอยู่แล้ว จะได้รับมากขึ้น และเขาจะมีอย่างบริบูรณ์เกินความต้องการ แต่คนที่ไม่มีมาก แม้ที่เขามีอยู่ก็จะถูกเอาไปจากเขา’
  30  แล้วนายจึงกล่าวว่า ‘จงโยนคนไร้ค่าออกไปในที่มืดข้างนอกนั่น  เป็นที่ ๆ ผู้คนร้องไห้ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน!’

องค์กษัตริย์ผู้พิพากษา 
31 “บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกพร้อมกับพระสิริตระการ พร้อมกับทูตสวรรค์ของพระองค์  พระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ประทับบนบัลลังก์ยิ่งใหญ่ (ดาเนียล 7:13-14)
 32 ชาติต่างๆ ทั้งปวงในโลกจะเข้ามาชุมนุมต่อพระพักตร์ และพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงที่แยกแกะออกจากแพะ
33 พระองค์จะทรงจัดให้พวกแกะอยู่ทางขวาพระหัตถ์ และพวกแพะอยู่ทางซ้าย
34 แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสกับผู้คนทางขวาพระหัตถ์ว่า ‘มาเถิด พวกเจ้าเป็นคนที่ได้รับพระพรจากองค์พระบิดา จงมารับแผ่นดินที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้พวกเจ้าตั้งแต่ทรงสร้างโลก
35 เพราะเมื่อเราหิว เจ้าก็ให้เรากิน เรากระหายเจ้าก็ให้น้ำเราดื่ม เมื่อเราเป็นคนแปลกหน้า เจ้าได้ต้อนรับเรา
36 เราเปลือยกาย เจ้าก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา  เราป่วย เจ้าก็มาดูแล เราอยู่ในคุก เจ้าก็มาเยี่ยม’ 

37 “แล้วเหล่าคนเที่ยงธรรมจะตอบว่า ‘โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อไรกันที่ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทรงหิว แล้วได้ให้พระองค์รับประทาน หรือเห็นพระองค์กระหายและได้ให้พระองค์ดื่ม?
38 เมื่อไรที่พวกข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์เป็นคนแปลกหน้า แล้วต้อนรับ หรือเห็นพระองค์เปลือยกายแล้วสวมเสื้อให้กับพระองค์?

39 เมื่อไรที่เราเห็นพระองค์ประชวรหรืออยู่ในที่คุมขัง และได้ไปเยี่ยมพระองค์?’
40 “แล้วองค์กษัตริย์ตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งใด ๆ ที่เจ้าได้ทำให้แก่ผู้เล็กน้อยที่สุดในพวกพี่น้องของเรา เจ้าก็ได้ทำให้เราด้วย ’
41 “แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสกับเหล่าผู้ที่อยู่ทางพระหัตถ์ซ้ายของพระองค์ว่า ‘จงไปให้พ้นหน้าเรา เจ้าเป็นผู้ถูกสาป จงเข้าไปในกองไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเป็นที่ ๆ เตรียมไว้ให้กับมารและสมุนของมัน
42 เพราะเมื่อเราหิว เจ้าก็ไม่ได้ให้เรากิน เรากระหาย เจ้าไม่ได้ให้เราดื่ม
43 เราเป็นคนแปลกหน้า เจ้าก็ไม่ได้ต้อนรับเรา เราเปลือยกาย เจ้าก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ถูกจำขัง เจ้าก็ไม่ได้ดูแลเราเลย’

 44 “แล้วคนเหล่านั้นจะตอบว่า ‘พระองค์เจ้าข้า เมื่อไรที่พวกข้าพเจ้าเห็นพระองค์หิว หรือกระหาย หรือเป็นคนแปลกหน้า หรือเปลือยกายหรือป่วย หรืออยู่ในที่คุมขัง? เมื่อไรที่เราเห็นแล้วพวกข้าพเจ้าไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลือ?’
45 “แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งที่เจ้าไม่ยอมทำให้กับคนเล็กน้อยที่สุดคนหนึ่งในพี่น้องของเรา เจ้าก็ไม่ได้ทำให้เราด้วย’
46 “แล้วคนเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษนิรันดร์  แต่สำหรับคนที่มีความเที่ยงธรรมจะได้เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”

อธิบายเพิ่มเติม

หญิงสาวสิบคนที่รอคอย
มัทธิว 25:1-13

การแต่งงานในสมัยก่อนนั้น พ่อแม่เป็นผู้จัดหาสามีหรือภรรยาให้ลูกของเขา ตั้งแต่ทั้งฝ่ายชายหญิง ยังเป็นเด็กชายเด็กหญิง  ไม่ได้แต่งด้วยความรักแบบสมัยใหม่ พวกเขาต้องยอมรับการเลือกของพ่อแม่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต่อต้านแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ทำกันในทุกครัวเรือน   เมื่อพวกเขาโตขึ้น ก็มีการหมั้น ใช้เวลาหมั้นนั้นประมาณหนึ่งปีจึงจะมีการแต่งงานจริง ระหว่างนั้น ถือว่าทั้งสองเป็นสามี ภรรยากันทั้ง ๆ ที่อาจจะยังไม่ได้เจอกันเลย
เมื่อรู้ว่า จะแต่งงานประมาณวัน เดือน ปีไหน เจ้าบ่าวจะได้รับการยกเว้นขนาดที่ไม่ต้องไปรบ เขาจะไปเตรียมบ้านสำหรับเจ้าสาวของ
พ่อเท่านั้นที่จะตรวจตราบ้าน ตรวจไร่นาที่ลูกชายเตรียมสำหรับครอบครัวใหม่ เมื่อพ่อบอกว่า บ้านใช้ได้แล้ว เมื่อพ่อตกลง เขาจึงจะได้มีโอกาสจัดงานแต่งงาน  ส่วนด้านเจ้าสาวก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกันที่จะต้อนรับเจ้าบ่าว  มีพระคัมภีร์เก่าบางฉบับที่เขียนว่า เจ้าบ่าวมาพร้อมกับเจ้าสาว

เรื่องอุปมานี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงหญิงสาวพรหมจารี 10 คน ที่เป็นคนฉลาด 5 คนที่นำน้ำมันใส่โถไปด้วยพร้อมตะเกียง และโง่เขลา 5 คนที่เองไปแต่ตะเกียง ไม่มีน้ำมันเตรียมไว้  ถ้าตะเกียงหรือไต้ดับเมื่อไรก็จบกัน
พระคำตอนนี้ต้องได้รับการอธิบายจากความหมายโดยย่อจาก J.C. Ryle จากหนังสือ  Expository Thought on the Gospel of Matthew : The Commentary
Ryle ได้ให้ความเห็นว่า อุปมาเรื่องนี้ หญิงสาวทั้งสิบมีความหมายถึงคริสตจักร ครึ่งหนึ่งเป็นคริสเตียนที่ยำเกรงพระเจ้า ฉลาด อีกครึ่งเป็นคนโง่ที่เป็นแค่ผู้ที่บอกว่าเชื่อพระเยซู แต่ไม่ได้ติดตามพระองค์

คริสเตียนอาจออกไปประกาศพระนาม ไปชักชวนให้คนเชื่อ ลงทุนที่จะช่วยผู้ที่ไม่ได้เชื่อให้ได้พบพระเจ้า  เข้าร่วมทุกกิจกรรมของคริสตจักร แต่แล้วในตัวเองกลับพบว่า ยังทำบาปต่อพระเจ้า ยังไม่ได้กลับใจจริง   ธรรมชาติในมนุษย์ ความชั่วร้ายในตัว ใจที่หลอกลวงเป็นสิ่งที่เป็นจริงในชีวิตของมนุษย์ เราจึงไว้ใจตัวเองไม่ได้

เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา  และมีเสียงบอกให้ออกไปต้อนรับ จะพบว่า เราไม่พร้อมที่จะรับพระองค์ ยังง่วง เกียจคร้านในการสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า ยังแตกแยกกันและโต้แย้งกันไม่หยุดหย่อน  พระองค์ทรงมาตอนที่ไม่ทันคิดได้อย่างไร ยังเตรียมตัวไม่พร้อมเลย 

หญิงสาวโง่ขอน้ำมันจากหญิงสาวที่ฉลาด แต่พวกเธอก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้  พวกเธอมัวแต่พยายามไปซื้อน้ำมันที่ไม่มีขายในเวลานั้น เมื่อกลับมากลับเจอประตูปิด เจ้าบ่าวยังยืนยันว่า ไม่รู้จักพวกเธอ
นั่นคือ คริสเตียนมากมายที่มาเชื่อพระเจ้าโดยไม่ได้มีการกลับใจใหม่
แค่เข้ามาอยู่ในวงคริสเตียน พวกเขาไม่รู้จัก ไม่ได้รักองค์พระคริสต์
การออกไปซื้อน้ำมัน เหมือนกับพยายามไปแก้ไขความผิดพลาดที่ไม่เคยรู้มาก่อน  พอถึงวันนั้น แก้ไขไม่ทัน
นี่หมายความว่าอย่างไร  คำสรุปสุดท้ายของพระเยซูคือ จงเฝ้าระวัง ตื่นตัวอยู่เสมอ …​เราเฝ้าระวังในชีวิตด้วยการติดสนิทกับพระเจ้าหรือเปล่า  เราตื่นตัวที่จะได้ยิน ได้ทำ ได้สัมพันธ์กับพระเจ้าหรือว่าเฉย ๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแต่ละวันเสียเปล่า อย่างที่เขาเรียกกันว่า หายใจทิ้งไหม..
พระเยซูทรงเตือนเรา  อย่าให้พระเจ้าตรัสเหมือนในข้อสิบสองว่า เราไม่รู้จักเจ้าเลย คิดให้ดีว่า ทำไมพระเจ้าตรัสว่า เราไม่รู้จักเจ้า  ที่ไม่รู้จักเพราะไม่เคยฟังเสียงกัน  เราไม่ฟังพระคำของพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยได้ยินเราอธิษฐาน  เราใช้ชีวิตโดยไม่มีพระองค์ พระองค์จึงตรัสว่า เราไม่รู้จักเจ้า  นี่เป็นประโยคที่น่ากลัวจริง ๆ  


เรื่องของนรก ฟังสกิป ไฮท์ซิค  https://www.youtube.com/watch?v=1aiacxHtVDg

คำอุปมาเรื่องหญิงสาว
มัทธิว 25:14-30
พรหมจารี บอกให้เราเตรียมตัวด้วยการรู้จักพระเจ้า  เข้าใกล้พระองค์ ก่อนที่จะสายเกินไป
ส่วนคำอุปมาเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการทำงานเพื่อพระเจ้า พระองค์ได้ประทานสิ่งที่สำคัญที่สุดให้กับเรา คือ เรื่องราวแห่งข่าวประเสริฐ เรื่องราวของพระเจ้า เราต้องนำไปลงทุนให้คุ้มค่าที่สุด ตามกำลัง ตามความสามารถของเราที่พระองค์ประทานให้

อุปมาเรื่องนี้ไม่ใช่สอนแค่การปฏิบัติตนต่อพระพรที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคนเท่านั้น แต่ในข้อ 30 พระเยซูทรงกล่าวถึงนรก  ซึ่งทำให้เรารู้ว่า อุปมานี้มีความหมายถึงชีวิตหลัง
ความตายของพวกเรา ..
นี่เป็นอุปมาถึงชีวิตนิรันดร์

เรามักเข้าใจว่า ถ้าใครมีตะลันท์ แปลว่า เขามีพรสวรรค์อะไรทำนองนั้น แต่ในพระคัมภีร์มีความหมายถึงจำนวนเงินหรือทองที่หนึ่งตะลันท์ หนักประมาณ 75 ปอนด์  เงินตะลันท์ที่พระเยซูทรงหมายถึงคือ  ค่าแรงของคนงานประมาณ 20 ปี  มากมายมหาศาล!

เจ้านายกำลังจะออกเดินทาง ท่านรู้ว่า คนของท่านมีความสามารถที่จะรับมือกับธุรกิจได้แค่ไหน จึงให้ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน แต่ละคนได้รับเงินน้ำหนักไม่เท่ากัน ห้า สอง และหนึ่ง  แล้วผลออกมาก็ตามที่ท่านประเมินไว้ คนแรก ได้กลับมาเป็นสิบตะลันท์ คนที่สองได้เป็นสี่ตะลันท์ และคนสุดท้าย ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมกลับมาเลย
เมื่อถึงตรงนี้ .. เราเป็นคนไหน ในสายตาขององค์เจ้านาย?  
คนสุดท้าย เป็นคนที่เราต้องเรียนรู้จากเขา  เจ้านายให้มาเท่าไร ก็คืนไปเท่านั้น ไม่ได้ขโมยไป แต่ไม่งอกเงย !!

คนรับใช้ที่ได้หนึ่งตะลันต์ได้แจ้งเจ้านายว่า ท่านเข้มงวด เก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ปลูก รวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่าน ข้าพเจ้าจึงเก็บเงินท่านไว้ในดิน … คนนี้ มองไม่เห็นว่า เจ้านายต้องทำอะไรบ้าง จัดการไร่นาอย่างไร เขาเห็นแบบคนสายตาสั้น …
ในเมื่อคนที่สามคิดว่าเจ้านายเป็นคนเห็นแก่ได้ .. เขาก็ควรใช้วิธีง่ายสุดคือเอาเงินไปฝากธนาคารเพื่อให้ได้ดอกเบี้ย…เป็นรายได้แบบเงินต่อเงิน ไม่ต้องลงแรง มาส่งให้เจ้านาย แต่เขาก็ไม่ทำเพราะทั้งชั่วช้า เกียจคร้าน ที่สำคัญ
เขาเกลียดชังเจ้านาย หนึ่งตะลันท์ที่เขาได้นั้นไม่ใช่น้อย แต่ไม่ทำให้เกิดผลเลย
เขาถูกสั่งให้เอาเงินนี้ไปให้คนแรก ..กฎของเจ้านายคือ คนมีมากจะได้มาก คนที่มีน้อย แม้ที่มีอยู่จะถูกริบไป... เพราะความเกียจคร้าน
เราจะแปลความหมายนี้อย่างไร
ในทางปฏิบัติ เจ้านายคือพระเยซู  พระองค์ท่านเสด็จไปเมืองไกลนานพอควร ไม่ทราบจะกลับมาเมื่อไร ท่านฝากงานไว้ให้กับคนของท่าน คือพวกเราทุกคน พระองค์ทรงฝากสิ่งสำคัญให้เราทำจนเกิดผล เพื่อมอบถวายแก่พระองค์เมื่อทรงกลับมา ไม่ใช่ให้อยู่เฉย
ตะลันท์ที่ทรงให้แต่ละคนดูแล มีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนสติปัญญา ความสามารถ ฐานะทางสังคมที่เกิดมา  โอกาส ประเทศที่แต่ละคนเกิดมาก็แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีมากกว่าในทางการเงิน เราใจกว้างอย่างมีปัญญาเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไหม เมื่อมีสติปัญญาเก่งด้านใด เราทำเพื่อพระเจ้าด้วยความสามารถนั้นหรือไม่  หรือเอาแค่ทำเพื่อให้ตนเองรวยขึ้นเท่านั้น ?  ทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานมา ได้ทำให้เกิดผลดีต่อแผ่นดินของพระเจ้าหรือเปล่า…

ข้อสังเกต เจ้านายเป็นเจ้าของทุกอย่างเราแค่จัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดทรงประสงค์ให้เราใช้สิ่งที่ประทานให้เพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ ระหว่างที่เรารอคอยพระเจ้า อย่าอยู่เฉย ให้ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อถวายพระเกียรติ รอการเสด็จกลับมา
พระเจ้าทรงฝากเรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องของพระเยซูคริสต์ไว้ให้เราที่จะแบ่งปัน สร้างคนอื่นขึ้นมาเป็นศิษย์ที่ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต  อ่าน มัทธิว 28:18-20


คริสเตียนที่แท้จริงจะได้รับรางวัล ในวันพิพากษาที่ยิ่งใหญ่ คําอุปมาบอกเราว่าคนรับใช้ที่ใช้เงินของนายได้ดี     ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีและซื่อสัตย์และเจ้านายก็เชิญให้พวกเขาเข้าสู่ความสุขของนาย คําพูดเหล่านี้เต็มไปด้วยความปลอบโยนสําหรับผู้เชื่อทุกคน  
แล้วเราจะเป็นคนรับใช้คนที่หนึ่ง สอง หรือสาม  เราจะเก็บพระกิตติคุณไว้กับตัวเอง … ไม่แบ่ง ไม่บอก เก็บฝังเอาไว้ … นี่คือความชั่วช้าในใจที่พระเจ้าทรงชัง  เมื่อไม่ให้ ก็จะไม่ได้รางวัลแห่งพระกิตติคุณนั้น! 
กลับไปอ่านข้อ 29 30 อีกครั้ง ทบทวนให้ดีว่า เราอยู่ตรงไหน …. กลับใจตอนนี้ยังทัน …รีบเลย..

องค์กษัตริย์ผู้พิพากษา 
มัทธิว 25:31-46
ข้อสังเกต:
พระเยซูเล่าเรื่องนี้ ตอนที่ยังไม่สิ้นพระชนม์ ยังไม่ได้ทรงไถ่มนุษย์ … พระองค์มีอะไรเป็นเงื่อนงำบอกเราบ้าง 

1 ผู้พิพากษาคือ องค์พระเยซูคริสต์!  ทั้ง ๆ ที่ต่อมาพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเขาทราบอีกครั้งถึงการสิ้นพระชนม์อย่างโดดเดี่ยวบนไม้กางเขน โดยที่พวกศิษย์จะหนีหายไป   แต่วันหนึ่ง จะเสด็จมาพร้อมพระสิริ บนบัลลังก์ยิ่งใหญ่  

2 ชาติต่าง ๆ ทั้งปวงในโลกถูกพิพากษา

3 แล้วพระองค์ทรงแบ่งเขาออกเป็นสองพวก
พวกที่ถูกเรียกว่า แกะ และพวกที่ถูกเรียกว่า แพะ

4 พวกแกะจะได้รับพระพร ได้รับแผ่นดินที่ทรงเตรียมไว้ให้แต่สร้างโลก นำความสุขมาให้กับคนที่รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้า และดำเนินชีวิตอย่างพระองค์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ บางทีเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ทำดีอะไรลงไป ที่ทำเป็นเพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตพวกเขา

5 พวกแพะจะได้รับโทษ พระองค์ตรัสว่า ‘จงไปให้พ้นหน้าเรา เจ้าเป็นผู้ถูกสาป จงเข้าไปในกองไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเป็นที่ ๆ เตรียมไว้ให้กับมารและสมุนของมัน’  นี่ทำให้คนที่ได้รับการพิพากษาสับสนมาก  ในชีวิตของเขานั้น เขาได้ทำอะไรลงไป ทำไมเขาถูกพระเจ้าไล่ออกจากเบื้องพระพักตร์ ไม่เห็นทำอะไรผิดเลย .. พระเจ้าทรงตอบให้รู้ว่า สิ่งที่ไม่ใส่ใจทำนั่นแหละคือปัญหา

มีคำกล่าวว่า เราได้รับความรอดโดยความเชื่อเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความเชื่อเปล่า ๆ ที่ช่วย
ดูยากอบ 2:15-17 (ข้อนี้คงต้องยกเว้นคนที่กลับมาเชื่อพระเจ้าแบบหวุดหวิด มารับพระเจ้าเอาตอนสุดท้ายของลมหายใจ เรียกได้ว่าถูกฉุดให้รอด ประมาณนั้น)

การพิพากษาครั้งนี้ ใช้หลักฐานจากที่คน ๆ หนึ่งได้ใช้ชีวิตในโลกขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่  เป็นเงื่อนไขของการได้รับผลพิพากษาที่แตกต่างกัน  เป็นการพิพากษาที่ดูว่า คนนั้นอยู่ในโลกมาอย่างไร  เขาใช้ชีวิตอย่างพระเยซูหรือเปล่า คนที่เชื่อแท้ รอดแท้คือคนนั้นที่ดำเนินชีวิตตามอย่างพระเจ้าเมื่อเขาได้เชื่อแล้ว ไม่ใช่คนที่บอกว่ารู้จักพระเจ้า แต่ไร้การเปลี่ยนแปลง

นี่เป็นการพิพากษาจากการกระทำต่อผู้อื่น  ซึ่งแตกต่างจากการพิพากษาในวิวรณ์ 20   การพิพากษาบัลลังก์ขาวใหญ่   เป็นการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่ดูหลักฐานจากสิ่งที่เขียนในหนังสือแห่งชีวิต                                                                                                                                                 จากเรื่องนี้ คนชั่วจะเข้าสู่การพิพากษาโทษนิรันดร์ โดยความเชื่อในพระเยซูคนเที่ยงธรรมจะก้าวสู่ชีวิตนิรันดร์  สถานะหลังการพิพากษานั้นเปลี่ยนไม่ได้  และไม่มีที่สิ้นสุด

สภาพของชีวิตนิรันดร์ที่อยู่กับพระเจ้านั้น ไม่มีใครอาจจะอธิบายได้ พระเจ้าทรงมีสิ่งที่คาดไม่ถึงรอคนของพระองค์อยู่     สิ่งที่รู้ได้คือสิ่งที่พระเยซูทรงบอกเราไว้  แต่ยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้บอกอีกมากมาย!  

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 25
1* เอเฟซัส 5:29-30
2* มัทธิว 13:47; 22:10
5* 1 เธสะโลนิกา 5:6
6* 1 เธสะโลนิกา 4:16
7* ลูกา12:35
10* ลูกา 13:25
11* มัทธิว 7:21-23  
12* ฮาบากุก 1:13
13* มาระโก  13:35; มัทธิว 24:36, 42
14* ลูกา  19:12-27; มัทธิว 21:33
15* โรม   12:6
21*  1 โครินธ์ 4:2; ลูกา 12:44;22:29-30; ฮีบรู 12:2
23* มัทธิว 24:45; 47; 25:21; สดุดี 16:11

26* มัทธิว 18:32
29* มัทธิว 13:12
30* มัทธิว 8:12; 22:13; 7:23; 8:12; 24:51; สดุดี 112:10
31* 1 เธสะโลนิกา 4:16
32* 2 โครินธ์ 5:10; เอเสเคียล 20:38
33* ยอห์น  10:11, 27-28
34* โรม  8:17; มาระโก 10:40
35* อิสยาห์ 58:7; ฮีบรู 13:2
36* ยากอบ 2:15-16; 2 ทิโมธี  1:16
40* มาระโก 9:41
41* มัทธิว 7:23; 13:40, 42; 2 เปโตร 2:4
45* สุภาษิต 14:31
46*  ดาเนียล  12:2