
บทที่ 27-61
27 รุ่งเช้าวันต่อมา เหล่าหัวหน้าปุโรหิตและผู้ใหญ่ของประชาชนก็ตกลงกันว่า สมควรที่พระเยซูจะต้องรับโทษประหาร
2 พวกเขามัดพระองค์ และนำพระองค์ไปส่งมอบให้แก่ปีลาตซึ่งเป็นผู้ว่าราชการ
ยูดาสฆ่าตัวตาย
3 ส่วนยูดาส ผู้มอบพระเยซูให้ศัตรู ได้เห็นว่า พระเยซูทรงถูกโทษประหารก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนได้ทำลงไป จึงนำเงินสามสิบเหรียญคืนให้แก่พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่
4 กล่าวว่า “ข้าได้ทำบาปโดยการทรยศองค์ผู้บริสุทธิ์” แต่พวกผู้นำเหล่านั้นตอบว่า “มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย นั่นเป็นปัญหาของเจ้าไม่ใช่เรื่องของเรา”
5 ดังนั้น ยูดาสจึงเขวี้ยงเหรียญเงินกองนั้นเข้าไปในพระวิหาร แล้วเขาก็ไปผูกคอตาย
6 เหล่าหัวหน้าปุโรหิตไปเก็บเงินเหรียญเหล่านั้นมา กล่าวว่า “เป็นการผิดบัญญัติที่จะเก็บเงินนี้เข้าคลังพระวิหาร เพราะเป็นเงินเปื้อนเลือด”
7 ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะใช้เหรียญเหล่านั้นซื้อทุ่งช่างปั้นหม้อเอาไว้เป็นสุสานฝังศพคนต่างชาติ
8 นี่เป็นเหตุผลที่ทุกวันนี้ยังเรียกทุ่งนั้นว่าทุ่งโลหิต
9 นี่จึงเป็นจริงตามที่เยเรมีย์ผู้เผยพระดำรัสกล่าวไว้ว่า “พวกเขาได้เอาเงินสามสิบเหรียญ ซึ่งเป็นค่าตัวของเขา ตามที่อิสราเอลกำหนดไว้ (ดูเยเรมีย์ 18:2-3; 19:1-13; เศคาริยาห์ 11:12-13)
10 พวกเขานำเงินสามสิบเหรียญไปซื้อทุ่งช่างปั้นหม้อ ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาข้าพเจ้าไว้”

ปีลาตสอบสวนพระเยซู
11 พระเยซูทรงยืนต่อหน้าปีลาต ซึ่งเป็นผู้ว่าการ และปีลาตถามพระองค์ว่า “ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวอย่างนั้นหรือ?” พระเยซูตรัสว่า “เป็นตามที่ท่านพูด”
12 เมื่อเหล่าหัวหน้าปุโรหิต และผู้ใหญ่กล่าวหาพระเยซู พระองค์ไม่ได้ทรงตอบสักคำ
13 ดังนั้น ปีลาตจึงถามว่า “ท่านไม่ได้ยินคำที่พวกเขากล่าวหาท่านหรือ?
14 แต่พระเยซูไม่ได้ตอบข้อกล่าวหาสักข้อ ทำให้ผู้ว่าการประหลาดใจยิ่งนัก
ปีลาตพยายามปล่อยพระเยซู
15 เป็นธรรมเนียมในช่วงเทศกาลปัสกา ผู้ว่าราชการจะปล่อยนักโทษหนึ่งคนเป็นอิสระ ตามที่ประชาชนเลือก
16 เวลานั้น มีนักโทษคนหนึ่งชื่อบารับบัส เป็นคนโหดร้ายมาก
17 เมื่อประชาชนเข้ามารวมตัวกัน ปีลาตถามพวกเขาว่า “พวกท่านต้องการให้เราปล่อยใคร เยซูบารับบัส หรือเยซูที่เรียกกันว่า พระเมสสิยาห์
18 ปีลาตรู้อยู่ว่า พวกเขาจับกุมพระเยซูมาให้เขาเพราะความอิจฉา
19 ขณะที่ปีลาตกำลังนั่งบนบัลลังก์ตัดสินความอยู่นั้น (เป็นที่นั่งสำหรับการประกาศการตัดสิน) ภรรยาของเขาก็ส่งสารมาเรียนว่า “อย่าทำอะไรกับชายคนนั้น เพราะเขาเป็นคนเที่ยงธรรม วันนี้ฉันฝันเรื่องเขา และทำให้ฉันไม่สบายใจเป็นทุกข์มาก”

20 แต่หัวหน้าปุโรหิตทั้งหลาย รวมทั้งเหล่าผู้ใหญ่พากันปลุกปั่นให้ประชาชนขอปล่อยบารับบัสให้เป็นอิสระ และให้ประหารพระเยซูเสีย
21 ปีลาตกล่าวว่า “พวกท่านต้องการให้เราปล่อยคนใดในสองคนนี้? พวกเขาตอบว่า “บารับบัส!”
22 ปีลาตถามว่า “แล้วเราควรทำอย่างไรกับพระเยซูที่เรียกกันว่า พระเมสสิยาห์?”
พวกเขาร้องตอบว่า “ตรึงเขาเสีย!!”
23 ปีลาตถามอีกว่า “ทำไมเล่า? เขาทำผิดเรื่องอะไรกัน?” แต่พวกเขากลับร้องตะโกนดังขึ้นอีกว่า “ตรึงเขาเสีย!!” 24
เมื่อปีลาตเป็นว่า เขาไม่อาจทำอะไรได้แล้ว และกำลังจะเกิดการจลาจลขึ้นแน่ เขาจึงเอาน้ำล้างมือต่อหน้าฝูงชน กล่าวว่า “เราไม่รับผิดชอบต่อการตายของชายคนนี้ นี่เป็นความรับผิดชอบของพวกท่านเอง!”25 ประชาชนทั้งหมดตอบว่า “เราและลูกหลานของเราจะรับผิดชอบการตายของเขาเอง” (ให้เลือดขอเขาตกอยู่กับเราและลูกหลานของเรา)
26 แล้วปีลาตจึงปล่อยบารับบัสให้เป็นอิสระ แต่กลับสั่งให้คนเฆี่ยนพระองค์ด้วยแส้ และมอบพระองค์ให้กับทหาร(โรมัน)เพื่อนำไปตรึงที่ไม้กางเขน
ทหารมาเยาะเย้ย ล้อเลียนพระเยซู
27 เหล่าทหารของผู้ว่าราชการนำพระเยซูเข้าไปในวังของเขา ซึ่งเป็นศาลปรีโทเรียม และระดมทหารทั้งกองมายืนล้อมรอบพระองค์
28 พวกเขาทึ้งกระชากเสื้อผ้าของพระองค์ออก แล้วเอาเสื้อสีแดงเข้มมาคลุมพระองค์ไว้
29 แล้วจากนั้นใช้กิ่งไม้มีหนามแหลม ดัดเป็นวงรูปมงกุฎสวมที่พระเศียร ให้ถือไม้อ้อไว้ที่พระหัตถ์ขวา (เลียนแบบคทา) จากนั้นเหล่าทหารก็โค้ง คุกเข่าเบื้องพระพักตร์ ล้อเลียน เยาะว่า “โอ..กษัตริย์ของชาวยิว ทรงพระเจริญ !!” 30 พวกเขาถ่มน้ำลายรดพระองค์ แล้วเอาไม้นั้นฟาดลงบนพระเศียรของพระองค์ 31 หลังจากที่เยาะเย้ยพระองค์แล้ว พวกเขาก็เอาเสื้อคลุมนั้นออก และสวมเสื้อเดิมของพระองค์ จากนั้น พวกเขาก็นำพระองค์ออกไปเพื่อตรึงพระองค์บนไม้กางเขน

พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน
32 ขณะที่ทหารกำลังออกไปพร้อมกับพระเยซูนั้น
ก็พบชายคนหนึ่งชื่อซีโมสจากเมืองไซรีน เขาจึงบังคับให้เขาแบกไม้กางเขนของพระองค์
33 พวกเขามาถึงพื้นที่ซึ่งเรียกว่า กลโกธา หมายความว่า ที่แห่งหัวกระโหลก
34 คนหนึ่งนำเหล้าองุ่นผสมน้ำขม(จากน้ำดี) มาให้รพะองค์ แต่เมื่อพระองค์แตะชิมพระองค์ก็ไม่ดื่ม
Ps. 69:21; Prov. 31:6].
35 เมื่อพวกทหารได้ตรึงพระองค์บนไม้กางเขนแล้ว พวกเขาก็จับฉลากในหมู่พวกเขาว่า ใครจะได้เสื้อคลุมตัวนอกของพระองค์ไป
[Ps. 22:18]. 36 หลังจากนั้น พวกเขาก็นั่ง และเฝ้าพระองค์อยู่ที่นั่น
37 มีข้อหาของพระองค์ติดไว้เหนือพระเศียร ความว่า “นี่คือเยซู กษัตริย์ของชาวยิว” 38 มีโจรสองคนถูกตรึงข้าง ๆ พระองค์ ข้างซ้ายคนหนึ่ง และอีกคนข้างขวา [Is. 53:12]. 39 คนที่เดิมผ่านไปมาต่างส่ายหน้า เยาะเย้ยสบประมาทพระองค์ Ps. 22:7], 40 กล่าวว่า “เจ้าพูดว่า เจ้าจะทำลายพระวิหารแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ในสามวัน โธ่เอ๋ย จงช่วยตัวเองให้รอดเถิด ลงมาจากไม้กางเขนสิ หากเจ้าเป็นลูกชายพระเจ้าจริง !”
41 พวกหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และพวกผู้ใหญ่ต่างพากันเยาะเย้ยพระเยซู 42 พวกเขาพูดว่า “เขาช่วยคนอื่นให้รอด แต่กลับช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้ !! เขาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ถ้าอย่างนั้น ก็ลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้สิ แล้วเราจะได้เชื่อเขา 43 เขาเชื่อพระเจ้า หากพระเจ้าทรงพอพระทัย ก็ให้พระองค์ช่วยกู้เขาสิ ก็เขาพูดนี่นาว่า ‘เราเป็นพระบุตรของพระเจ้า’” [Ps. 22:8]. 44 ส่วนโจรที่ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ ก็สบประมาทพระองค์เช่นกัน
พระเยซูสิ้นพระชนม์
45 ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงบ่ายสามโมง เกิดความมืดปกคลุมทั้งแผ่นดิน
46 ประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังขึ้นว่า “เอลี เอลี ลามา สะบักธานี?” หมายความว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า เหตุใดทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?” Hebrew and Aramaic ผสมกัน
47 บางคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ยินพระสุรเสียง จึงกล่าวว่า “เขากำลังเรียกเอลียาห์”
48 แล้วคนหนึ่งรีบวิ่งไปเอาฟองน้ำจุ่มเหล้าองุ่นเปรี้ยว ติดไว้ที่ปลายไม้ยาวส่งให้พระเยซูจิบ [Ps. 69:21].
49 แต่คนอื่นกล่าวว่า “อย่าไปยุ่งกับเขา รอดูสิว่า เอลียาห์จะมาช่วยเขาไหม”
50 แต่พระเยซูทรงร้องเสียงดังขึ้นอีกครั้ง และสิ้นพระชนม์ (ปล่อยพระวิญญาณของพระองค์)

51 แล้วม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน!|โดยขาดจากบนลงล่าง เกิดแผ่นดินไหว และหินใหญ่ก็แตกออกจากกัน!
52 แล้วถ้ำซึ่งใช้เก็บศพทั้งหลายก็เปิดออก คนของพระเจ้าที่ตายไปก็ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา
53 พวกเขาออกมาจากถ้ำเก็บศพ และหลังจากที่พระเยซูทรงคืนพระชนม์แล้ว พวกเขาก็เข้าสู่นครบริสุทธิ์
ปรากฏให้คนเป็นอันมากได้เห็น
54 เมื่อนายร้อย และทหารที่เฝ้าพระเยซูด้วยกันนั้น เห็นแผ่นดินไหวและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้น พวกเขาก็ตกใจกลัวกันมาก กล่าวว่า “ท่านผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ!”
55 มีผู้หญิงหลายคนที่ติดตามพระเยซูมาจากกาลิลี ยืนเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ไกลจากไม้กางเขน
56 มีมารีย์ มักดาลา มารีย์ แม่ของยากอบและโยเซฟ และแม่ของลูกชายของเศเบดี (ยากอบและยอห์น)

การฝังพระศพ
57 เย็นวันนั้น มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อโยเซฟ เป็นศิษย์ติดตามพระเยซู เขามาจากเมืองอาริมาเธีย 58 เขาได้เข้าไปหาปีลาต เพื่อขออนุญาตนำพระศพของพระเยซูไป และปีลาตจึงสั่งให้ทหารนำพระศพไปมอบให้แก่เขา
59 แล้วโยเซฟนำพระศพมาพันด้วยผ้าลินินสะอาด
60 แล้วนำพระศพไปวางไว้ในถ้ำใหม่ของเขาที่สกัดหินเข้าไป จากนั้นก็กลิ้งหินใหญ่ปิดถ้ำไว้ แล้วเขาก็จากไป
61 มารีย์ชาวมักดาลา และมารีย์อีกคนก็นั่งอยู่ที่นั่นตรงข้ามถ้ำนั้นด้วย
การรักษาความปลอดภัยหน้าถ้ำ
62 เช้าวันต่อมา เป็นวันหลังจากวันจัดเตรียม พวกมหาปุโรหิต และฟาริสีรวมตัวกันไปพบปีลาต
63 พวกเขากล่าวว่า “นายท่าน พวกเราจำได้ว่า ตอนที่คนจอมหลอกคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาพูดว่า ‘หลังจากสามวัน เราจะมีชีวิตขึ้นมา’
64 ดังนั้น ขอให้ท่านสั่งให้คนเฝ้าถ้ำอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะถึงวันที่สาม ไม่อย่างนั้นแล้ว พวกศิษย์ของเขาอาจมาขโมยศพไป และจะบอกผู้คนว่า เขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย การหลอกลวงครั้งที่สองนี้จะหนักหนากว่าครั้งแรกเสียอีก”
65 ปีลาตกล่าวว่า “จงเอาทหารยามไปเฝ้าหน้าถ้ำให้ถึงระดับอย่างที่พวกท่านต้องการ”
66 ดังนั้น พวกเขาจึงไปที่ถ้ำนั้น และดูแลหน้าถ้ำให้ปลอดภัยสูงสุด โดยการประทับตราหินที่หน้าถ้ำ และวางยามประจำเอาไว้
อธิบายเพิ่มเติม
มอบพระเยซูแก่ปีลาต
มัทธิว 27:1-2
ต่อไปเป็นการลอบบี้ปีลาต ผู้ว่าราชการให้ตัดสินสั่งประหารพระเยซู เขามัดพระเยซู และส่งให้ปีลาตเวลาเช้า เชื่อว่า คำสั่งของโรมจะทำให้การประหารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พวกเขานำพระเยซูมาด้วยข้อหาเท็จที่เกี่ยวข้องกับโรม คือ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่จะก่อการกบฎ ทรงต้านการเสียภาษีให้ซีซาร์ และทรงอ้างว่า ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ (หรือพระคริสต์) ซึ่งในความหมายของยิวคือกษัตริย์ (ลูกา 23:2) ซึ่งไม่นาน พระองค์ทรงลาเข้าไปในเยรูซาเล็มเหมือนกับทรงเป็นกษัตริย์เสียด้วย (เศคาริยาห์ 9:9; มัทธิว 21:1-11)
ยูดาสฆ่าตัวตาย
มัทธิว 27:3-10
การที่มัทธิวเล่าถึงการฆ่าตัวตายของยูดาสนั้น เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนยิวที่จะมาอ่านมัทธิว เพราะเกือบทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น มีการกล่าวไว้ล่วงหน้าในเยเรมีย์และเศคาริยาห์ (ดูเยเรมีย์ 18:2-3; 19:1-13; เศคาริยาห์ 11:12-13)
ยูดาสเข้าใจแล้วว่า ตัวเองทรยศพระเยซูถึงกับทำให้พระองค์ถูกประหาร เขาคงคิดว่า เรื่องราวจะไม่หนักขนาดนี้ พยายามเอาเงินคืนให้กับหัวหน้าปุโรหิต และพวกผู้ใหญ่ เขายอมรับว่า ตนเองทำบาป … เรื่องนี้ ปุโรหิตไม่ช่วยรับผิดชอบอยู่แล้ว ทำให้ยูดาสเสียใจ
ก่อนจะไปผูกคอตาย เขาโยนเงินกลับเข้าไปในพระวิหาร เขาถือว่า เป็นการคืนเพื่อจะไถ่บาปตัวเองหรือเปล่านะ?
อ้าว… เงินทรยศพระเยซูมาอยู่ในพระวิหาร เงินที่ทำผิดเอาเข้าพระวิหารไม่ได้
แต่ตัวเองที่ทำผิดกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย งานนี้ความผิดเป็นของยูดาสล้วน ๆ นี่เป็นความชอบธรรมแบบของพวกปุโรหิตทั้งหลาย พวกเขาจึงเอาเงินไปซื้อที่ดิน ให้เป็นสุสาน หลายท่านคิดว่า เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นที่โยนขยะทิ้งนอกเมืองทางด้านใต้ เรื่องนี้ยืนยันว่า พวกเขาใช้เงินทำสิ่งที่ผิดจริง ๆ พวกเขาให้สินบนยูดาสเพื่อทรยศพระอาจารย์ของตน แต่แล้วก็ไม่ช่วยเบาภาระความผิดของยูดาสเลย (26:14-16; 27:3-4)
แล้วกลับกลายเป็นว่า พวกเขาทำให้สิ่งที่เยเรมีย์ เศคาริยาห์เคยกล่าวไว้สำเร็จ เป็นการยืนยันความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซู
ปีลาตสอบสวนพระเยซู
มัทธิว 27:11-14
มัทธิวเล่าเฉพาะการเผชิญหน้าครั้งที่สองของพระเยซูต่อหน้าปีลาต การปรากฏตัวครั้งแรกต่อหน้าปีลาตนั้นอยู่ในลูกา 23:1-6 ปีลาตส่งพระองค์ไปหาเฮโรด ผู้ปกครองแคว้นกาลิลี เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินพระเยซู(ลูกา 23:6-12) พระเยซูปฏิเสธที่จะพูดอะไรกับเฮโรด ดังนั้นพระองค์จึงถูกส่งกลับมาหาปีลาต
น่าประหลาดใจไหม ..พระองค์ผู้จะทรงพิพากษามนุษย์ทั้งโลก กำลังรับการสอบสวนจากปีลาต ผู้ว่าราชการที่โรมส่งมา ปีลาตผู้ว่าการคนนี้เป็นชาวเสปนที่ตัดสินใจมาทำงานเป็นทหารกับโรม แล้วได้แต่งงานกับหลานสาวของจักรพรรดิออกัสตัสของโรม เขาเลยมีโอกาสได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินที่โรมครอบครอง
การสอบสวนของปีลาตที่มัทธิวบันทึกไว้คือ คำถามที่ว่า ท่านเป็นกษัตริย์ของยิวอย่างนั้นหรือ พระเยซูทรงตอบสั้น ๆ ว่า เป็นตามที่ว่านั่นแหละ
แต่เมื่อคนยิวพยายามกล่าวหาพระองค์ ซึ่งในเหตุการณ์จริงน่าจะร้อนแรงมาก เพราะเหล่าคนยิวใหญ่โตเหล่านี้ เสียงดัง อหังการ และจะเอาให้ได้อย่างที่ต้องการ พวกเขาไม่กลัวการจลาจลแล้ว คนที่กลัวคือปีลาต เขาเห็นแล้วว่า ปีลาตไม่มีน้ำยาอะไรเลย เป็นแค่หุ่นที่พวกเขาจะเชิดได้ตามสบาย ปีลาตคนนี้กลัวการจลาจลแน่นอน ดังนั้น พวกยิวจึงโหมกระหน่ำความต้องการของตน
การที่พระเยซูไม่ตอบอะไร ตรงกับอิสยาห์ 53:7-8 และที่ทำให้ปีลาตประหลาดเพราะที่เคยเจอคือ นักโทษยิวที่ก้าวร้าว วาจาโอหัง พยายามหลุดจากข้อกล่าวหา พูดทุกอย่างให้ตัวเองพ้นคดี แต่พระเยซูทรงนิ่ง ไม่ได้เป็นอย่างที่ยิวกล่าวหาพระองค์เลย
ปีลาตพยายามปล่อยพระเยซู
มัทธิว 27:15-18
โจรที่จะมาแลกชีวิตกับพระเยซูชื่อ เยซูบารับบัส ซึ่งแปลว่า เยซู ลูกชายของพ่อคนหนึ่ง กับพระเยซูที่ทรงเป็นพระบุตรขององค์พระบิดา แล้ว โลกก็เลือกที่จะประหารพระบุตรของพระเจ้าแทนโจรชั่ว
บารับบัสเป็นคนก่อการจลาจล มีคดีกบฎ และฆาตกรรมติดตัว
ที่จริงแล้ว ปีลาตรู้อยู่ว่า เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ อิจฉาที่พระเยซูเป็นที่นิยมของประชาชนเป็นอย่างมาก พวกเขาทนไม่ได้กับการที่พระองค์สอนอะไร ๆ แทบจะตรงกันข้ามกับพวกเขาทั้งหมด พระเยซูมีพลังในคำตรัสทำให้ผู้คนประหลาดใจ พระองค์มีฤทธิ์เดชรักษาโรค และมักจะทรงรักษาโรคในวันสะบาโตที่พวกเขาถืออย่างเคร่งครัด พวกเขาเทียบพระองค์ไม่ได้เลย
ภรรยาของปีลาต ส่งสารมาบอกปีลาตว่า อย่าทำอะไรกับพระเยซู เพราะเธอไม่สบายใจ ฝันเรื่องของพระเยซูด้วย
ผู้ว่าการต่างชาติ ปีลาตผู้นี้ เห็นเหตุการณ์ว่าจะบานปลายแน่ จะเกิดการจลาจล เกิดความรุนแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเขาในฐานะผู้แทนโรม เขาอาจเสียตำแหน่ง ไม่พอ อาจจะถูกลงโทษด้วย
ยิวเกลียดชังพระองค์เพราะพระองค์ตรัสความจริงแก่พวกเขา พระองค์เป็นพยานถึงการกระทำของพวกเขาว่าชั่วร้าย พวกเขาเกลียดชังแสงสว่างเพราะมันทำให้ความมืดของพวกเขาเองปรากฏชัด กล่าวโดยสรุป พวกเขาเกลียดชังพระคริสต์เพราะพระองค์ทรงชอบธรรมและพวกเขาชั่วร้าย เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์และพวกเขาไม่บริสุทธิ์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพยานต่อต้านบาป และพวกเขากลับตั้งใจที่จะรักษาบาปของตนไว้และไม่ยอมละทิ้ง (1 Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (pp. 327-328).)
สิ่งที่ยิวชั้นสูงเหล่านี้ทำคือ การปลุกปั่นประชาชนที่เป็นฝ่ายเขา อาจจะมีใครเข้าไปให้สินบนคนเหล่านี้ ร้องเรียกที่จะให้ปีลาตสั่งตรึงพระเยซูให้ได้ คราวนี้ พวกยิวเชื่อว่าตนชนะแน่…
แล้วปีลาตก็ทำสิ่งที่ตัวเขาปลอดภัยแน่ทั้งจากยิว และจากโรม คือ ล้างมือ บอกว่า เขาไม่รับผิดชอบการตายของพระเยซู เขาไม่มีอะไรต้องช่วยพระเยซู เขาทำอะไรไม่ได้ เขาหนีออกจากปัญหาแล้ว อย่างน้อยก็บอกภรรยาได้ว่า ตัวเขาไม่ได้ทำอะไรพระเยซู ความพยายามของเขาไม่ประสบความสำเร็จ
แล้วสิ่งที่น่ากลัวก็เกิดขึ้น!
ประชาชนก็ร้องบอกว่า ตนเองและลูกหลานจะรับผิดชอบการตายของพระเยซูเอง พวกเขาร้องว่า ตัวเองและลูกหลานเป็นผู้รับผิดชอบการตายนี้ ที่ร้องไปอย่างนั้น เพราะต้องการให้พระเยซูถูกประหาร พวกเขาไม่คิดหรอกว่า สิ่งที่ตัวเองรับนั้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง …. เขาคิดว่าจะรอดตัวไป
พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาขอรับผิดชอบ พวกเขาไม่เข้าใจสง่าราศีของพระโลหิตที่ชําระล้างของพระเยซู พวกเขายังไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่ของอาชญากรรมที่เรียกร้องให้ประหารชีวิตพระบุตรของพระเจ้าที่ไร้บาป และการทำลายล้างเยรูซาเล็มประมาณสี่สิบปีต่อมาโดยอาณาจักรโรม และจากนั้นมา คนอิสราเอลก็ต้องกระจัดกระจายไปอีกครั้ง จนกระทั่งปี 1948 ที่เขาได้กลับมาเป็นประเทศอีกครั้ง
แล้วพระเยซูก็ทรงกลายเป็นนักโทษแทนบารับบัส ทรงถูกโบย
ด้วยแส้ที่มีเส้นหนังหลายเส้น แต่ละเส้นมีชิ้นส่วนกระดูกหรือโลหะแหลมคมอยู่ที่ปลาย ทำให้หลังถลอก แผลเป็นริ้ว นักโทษเสียชีวิตจากการเฆี่ยนตีไปไม่น้อย แม้กระทั่งก่อนถูกนำไปตรึงกางเขน
และพระเยซูถูกมอบให้กับทหารเพื่อนำไปตรึงบนไม้กางเขน
ทหารมาเยาะเย้ย ล้อเลียนพระเยซู
มัทธิว 27:27-31
เกมกษัตริย์
ทหารทั้งกองจำนวนมากมาย (ปกติ 600 คน แต่ในกรณีนี้อาจมีไม่ถึง) เข้ามายืนรอบพระเยซู ในศาลปรีโทเรียม กระชากเสื้อพระองค์อย่างรุนแรง และเอาเสื้อแดงเข้มออกม่วง มาคลุม เพื่อจะสร้างภาพประชด เยาะเย้ยว่าทรงเป็นกษัตริย์! แล้วพวกเขาเอาต้นหนามที่มีหนามยาว และคมมาก มาขดเป็นรูปมงกุฎ กระแทกลงไปบนพระเศียร เอาไม้อ้อ มาให้พระองค์ถือ …. นี่เป็นเกมกษัตริย์ที่พวกเขากำลังเล่นล้อเลียนพระเยซู พวกเขาร้องว่า “ไชโย ขอต้อนรับกษัตริย์ของชาวยิว”
ไม่รู้ว่าใครบงการให้ทหาร กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจขนาดนี้ ไม่น่าจะใช่ปีลาต เพราะตอนนั้นเขากำลังวุ่นกับการสอบสวนพระเยซู
จากนั้นก็ถ่มน้ำลายใส่พระองค์ เป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายกาจ
แล้วยังเอาไม้อ้อนั้นฟาดบนพระเศียรที่มีมงกุฎหนามอยู่ เจ็บประมาณไหน ใครจะรู้สึกได้บ้าง?
พวกเขาเยาะเย้ยพระองค์อย่างหยาบคาย ไม่สมควรที่ชาติทหารจะทำเยี่ยงนั้น แล้วเอาเสื้อเดิมมาสวมแทนเสื้อที่พวกเขาเอามาเล่นเกมเยาะเย้ยพระองค์
พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน
มัทธิว 27:32-44
เหตุการณ์ในช่วงนี้ มีคำพยากรณ์ล่วงหน้ามาหลายร้อยปีแล้ว ทุกสิ่งเกิดขึ้นตามคำพยากรณ์นั้น
ชายคนหนึ่งเดินไปพร้อมกับฝูงชน เขาถูกเลือกให้แบกไม้กางเขนที่หนักมากไปกับพระองค์จนถึง “ที่แห่งหัวกระโหลก”
มัทธิวไม่ได้บอกถึงกระบวนการตรึงบนไม้กางเขน แต่หันมาเล่าถึงการจับฉลากเอาเสื้อคลุมของพระองค์ที่เคยบอกล่วงหน้าในสดุดี 22:18
ความเลวทรามที่มนุษย์กระทำต่อพระบุตรพระเจ้า
อิสยาห์ 53:12 พระองค์ทรงถูกนับเป็นพวกเดียวกับคนที่ล่วงละเมิด พระบุตรพระเจ้าที่มารับแบกบาปของโลก ต้องรับโทษแทนทั้งนายเยซูบารับบัส และยังต้องมาถูกตรึงเคียงข้างโจรสองคน
คนที่ผ่านไปมาก็ทำท่าสบประมาทและกล่าวคำดูหมิ่นพระองค์ (สดุดี 22:7) พวกเขาเป็นคนโง่เขลาสุดขีด ที่คิดว่าตัวเองดี ที่ดูถูกพระบุตรของพระเจ้า!
ไม่เฉพาะคนธรรมดา แต่เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และผู้ใหญ่ ต่างได้อย่างสมใจนึก ไม่คาดฝันว่า การประหารพระเยซูจะราบรื่นปานนี้ ไม่มีการต่อต้านจากประชาชนอย่างที่คิด พวกศิษย์ก็ไม่มีใครสู้เพื่อพระองค์ กล่าวคำหมิ่นประมาทที่สร้างบาปหนาให้ตนเองขึ้นไปอีก
สดุดี 22:8 ทำให้เห็นว่า พวกเขาพูดคำเดียวกับพระดำรัสของพระเจ้าที่เขียนไว้นานมาแล้ว
โจรที่ถูกตรึงข้างพระองค์ ก็สบประมาทพระองค์ แต่…ลูกาได้เล่าว่า อีกคนนั้น ตระหนักว่า พระเยซูไม่ได้เป็นอาชญากร และทูลขอพระองค์โปรดระลึกถึงเขา แล้วโจรบนกางเขนผู้นั้น ได้รับพระเมตตายิ่งใหญ่ เพราะพระองค์ตรัสกับเขาว่า เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้ เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม.. ลูกา 23:40-43
พระเยซูสิ้นพระชนม์
มัทธิว 27:45-56
ความมืดที่เกิดขึ้นตั้งแต่เที่ยงวันจนบ่ายสามโมง เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่สุริยคราส แต่เป็นความมืดที่บอกถึงความโศกเศร้าสุด ๆ ของพระเยซูคริสต์ เป็นความมืดที่บอกถึงการที่พระบิดาต้องเมินพระพักตร์ไป พระเยซูทรงร้องว่า เหตุใดพระเจ้าจึงทอดทิ้งข้าพระองค์? นี่บ่งบอกความเจ็บช้ำในพระทัยของพระบุตรพระเจ้า พระองค์ไม่เคยต้องห่างจากพระบิดาเช่นนี้มาก่อน
มีคนเช่นนั้น รีบไปเอาฟองน้ำจุ่มเหล้าองุ่นเปรี้ยวมาให้พระองค์ แต่พระองค์ปฏิเสธ (สดุดี 69:21)
ทุกอย่างในคำอธิบายของมัทธิว ตรงกันกับสดุดี 22 ซึ่งเล่าถึงความรู้สึกของพระเยซูอย่างละเอียด ชัดเจน ลึกซึ้ง คนที่เป็นชนอิสราเอลจะเห็นทันทีว่า พระคัมภีร์เดิมที่พวกเขาเคยชิน มาเป็นจริงแม้ว่าจะผ่านการเขียนมาแล้วเนิ่นนาน
เป็นเวลาที่พระบิดาต้องสละพระบุตร พระบิดาจำเป็นต้องหันพระพักตร์ไปจากพระบุตร ที่ขณะที่รับโทษบาปของมนุษย์อย่างเต็มที่ ความโสโครกแห่งบาปนั้นอยู่เต็มล้นที่พระบุตร นี่คือสิ่งที่พระบุตรนั้นหวาดหวั่นเป็นที่สุด!
ปกติแล้ว การตรึงบนไม้กางเขนเป็นความทรมานเพราะคนบนกางเขน
จะต้องพยายามที่จะหายใจ เพราะหายใจไม่ออก พวกเขาต้องเฮือกลมเข้าไปในร่างกาย ต้องพยายามยืดตัวขึ้นเพื่อเอาอากาศ ดังนั้น ทหารโรมจึงมักจะทำให้ขาหัก เพื่อให้ตายเร็วขึ้น
แต่สำหรับพระเยซูแล้ว ทรงสิ้นไปก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรกับพระองค์
แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังตามที่ยอห์น 19:30 บันทึกไว้คือ “สำเร็จแล้ว!”แล้วก็สิ้นพระชนม์ คำนี้มีความหมายว่า จ่ายครบหมดแล้ว ซึ่งพระองค์ทรงบอกว่า ทรงจ่ายค่าแห่งบาปทั้งสิ้นของเราทุกคนแล้วบนไม้กางเขน
หลังจากที่สิ้นพระชนม์ …. ทันทีม่านในวิหารที่หนามากก็ขาดออก จากบนลงล่าง พระเจ้าทรงเป็นผู้ฉีกม่านนั้น ม่านที่เคยกั้นมนุษย์ไว้จากพระเจ้า กั้นความบริสุทธิ์จากความไม่บริสุทธิ์ของมนุษย์ถูกฉีกออก พระเจ้าทรงเรียกให้มนุษย์เข้ามาหาพระองค์ผ่านพระเยซูคริสต์ ในอดีตกว่าจะเข้าหาพระเจ้าได้ต้องมีเครื่องบูชาต่าง ๆ มีพิธีกรรม แต่วันนี้ พระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงพอพระทัยแล้ว เป็นเครื่องบูชาที่สามารถแทนที่บาปทั้งโลก ทุกยุคทุกสมัยได้
ไม่เท่านั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ชายคนหนึ่งที่ร่างกายบอบชำ้สาหัส ดูแทบไม่เป็นรูปร่างคน ได้สิ้นใจไปพร้อมความมืดหลายชั่วโมง และแผ่นดินสะเทือน ทุกคนที่อยู่ในเยรูซาเล็มหลายแสนคนเวลานั้น เป็นพยานได้
แต่คนที่เฝ้าดูไม้กางเขน และนายร้อยที่อยู่ในเหตุการณ์ ทหารที่เฝ้าอยู่ ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในการตรึงผู้คนมามากมาย นี่เป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก นายร้อยได้กล่าวว่า ท่านเป็นพระบุตรพระเจ้าจริง ๆ
มัทธิวกล่าวหลายครั้งย้ำว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า 3:17; 4:3, 6; 8:29; 11:25-27; 14:33; 16:16; 17:5; 21:37-39; 22:42-45; และ 24:36.
น่าสังเกตว่า ในขณะที่ศิษย์หลายคนหายไป แต่พวกผู้หญิง และยอห์น ยังเฝ้าดูพระเยซูห่าง ๆ (ยอห์น 19:26-27)
แล้วพระเจ้าทรงให้คนตายฟื้นคืนมา
แต่จะสังเกตได้ว่า พวกเขายังไม่เข้าไปยังนครเยรูซาเล็ม จนกระทั่งพระเยซูคืนพระชนม์
การฝังพระศพ
มัทธิว 27:57-61
โยเซฟจากอาริมาเธีย เป็นใคร เรามีเรื่องราวของเขาตามที่ต่าง ๆ จากมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น
-ชายคนหนึ่ง เป็นคนมั่งมี เขามาจากเมืองอาริมาเธีย
-เป็นคนที่ใกล้ชิดพระเยซู เป็นคนที่เรียนจากพระองค์โดยตรง แต่เป็นอย่างลับ ๆ เพราะกลัวยิว ยอห์น 19:38 ถ้าใครรู้ว่า เขาเป็นคนของพระเยซู เขาจะเสียทุกอย่างในชีวิตของเขา แต่ตอนที่พระเยซูสิ้นพระชนม์นี้ เขาก้าวออกมาอย่างกล้าหาญที่จะเก็บพระศพอย่างมีเกียรติ เขามาพร้อมกับนิโคเดมัส
-เขาเป็นคนไปหาปีลาต เพื่อนำพระศพไปฝัง ปีลาตอนุญาต
-ชายทั้งสองจึงนำร่างของพระเยซูมาปฏิบัติตามประเพณีนิยมการฝังศพของชาวยิว โดยพันหุ้มด้วยริ้วผ้าป่านห่อด้วยเครื่องหอมด้วยมดยอบกับกฤษณาหนักประมาณสามสิบกว่ากิโลกรัมมาด้วย (ยอห์น 19:39-40) เขาทำอย่างนุ่มนวล อ่อนโยน ….
-เขารอคอยแผ่นดินของพระเจ้า เป็นคนที่รอพระเมสสิยาห์
-มาระโก ว่าเขาเป็นคนหนึ่งในพวกสภาซานฮีดริน
-ลูกา ว่า เขาเป็นคนดี และชอบธรรม
-เขามีถ้ำใหม่ที่เพิ่งสกัดเพื่อทำเป็นถ้ำเก็บศพ ถ้ำเก็บศพใหม่ซึ่งไม่เคยมีร่างอื่นฝังมาก่อน และอยู่ใกล้บริเวณที่พระเยซูถูกประหาร
แต่เขาเป็นคนที่ อิสยาห์ 53:9 กล่าวถึงนั่นคือ พระองค์ถูกตัดสินให้ถึงแก่ชีวิตพร้อมกับคนชั่ว
และในความตาย พระองค์อยู่ในที่ของผู้มั่งมี
ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด
และพระองค์ไม่เคยกล่าวคำล่อลวง
การรักษาความปลอดภัยหน้าถ้ำ มัทธิว 27:62-66
แต่เช้าวันต่อมา ด้วยความกังวลของมหาปุโรหิตและฟาริสี กลัวว่า พระเยซูจะคืนพระชนม์ขึ้นมาจริง แต่เขาช่วยให้การคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นเหตุการณ์สุดยอดมากขึ้นก็คือ พวกเขาขอให้เอาหินไปปิดปากถ้ำนั้นไว้ เขาอ้างว่า การหลอกลวงของพระเยซูจะหนักมากกว่าเดิมถ้าศิษย์มาขโมยพระศพไป
พวกเขาเอาหินก้อนใหญ่หนักประมาณ สองตัน ปิดปากถ้ำไว้ โดยหน้าถ้ำจะมีแอ่งที่วางหินนั้นไว้ ไม่มีใครสามารถมากลิ้งหินออกได้
นอกเหนือไปจากนั้นยังวางยามไว้ด้วย ปีลาตอนุญาตให้พวกยิว ทำทุกอย่างที่พอใจ
พระคำเชื่อมโยง
มัทธิว 27
1* ยอห์น 18:28
2* กิจการ 3:13
3* มัทธิว 26:14; 26:15
5* มัทธิว 18:7;26:24; กิจการ 1:18
8* กิจการ 1:19
9* เศคาริยาห์ 11:12
10*เยเรมีย์ 32:6-9 ; เศคาริยาห์ 11:12-13
11* มาระโก 15:2-5 ; ยอห์น 18:37
12* ยอห์น 19:9
13* มัทธิว 26:62
15* ลูกา 23:17-25
18* มัทธิว 21:38
20* กิจการ 3:14
21* กิจการ 3:14
23* กิจการ 3:13
24* เฉลยธรรมบัญญัติ 21:6-8
25* โยชูวา 2:19
26* อิสยาห์ 50:6; 53:5
27* มาระโก 15:16-20
28* ยอห์น 19:2 ;ลูกา 23:11
29* อิสยาห์ 53:3
30* อิสยาห์ 50:6; มัทธิว 26:67
31* อิสยาห์ 53:7
32* ฮีบรู 13:12; มาระโก 15:21
33* ยอห์น 19:17
34* สดุดี 69:21
35* ลูกา 23:34; สดุดี22:18
36* มัทธิว 27:54
37* ยอห์น 19:19
38* อิสยาห์ 53:9, 12
39* สดุดี 22:7; มาระโก 15:29
40* ยอห์น 2:19 ; มัทธิว 26:63
41* มัทธิว 20:19
42* ยอห์น 3:14=15;สดุดี 22:6; 69:9
43* สดุดี 22:8
44* ลูกา 23:39-43
45* มาระโก 15:33-41
46* ฮีบรู 5:7 ; สดุดี 22:1
48* สดุดี 69:21
50* ลูกา 23:46; ยอห์น 10:18
51* อพยพ 26:31; เศคาริยาห์ 11:10-11
54* มาระโก 15:39; มัทธิว 14:33
55* ลูกา 8:2-3
56* มาระโก 15:40, 47; 16:9
57* ยอห์น 19:38-42
60* อิสยาห์ 53:9
63* มาระโก 8:31; 10:34
66* ดาเนียล 6:17
