
หมายสำคัญประจำตัวสามอย่าง
4 โมเสสทูลตอบว่า “แต่หากคนอิสราเอล
ไม่เชื่อ ไม่ฟังเสียงของข้าพเจ้าล่ะพระเจ้าข้า? หากพวกเขากล่าวว่า “องค์พระยาห์เวห์ไม่ได้ปรากฏพระองค์แก่ท่านหรอก?”
2 พระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “มีอะไรอยู่ในมือของเจ้าเล่า?” โมเสสทูลตอบว่า “ไม้เท้าพระเจ้าข้า”
3 “จงโยนไม้เท้าลงพื้น” พระยาห์เวห์ตรัส โมเสสจึงโยนไม้เท้าลงไปที่พื้น และไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู เขาจึงวิ่งหนีจากงูนั้น
4 แต่แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “ยื่นมือไปจับหางงูสิ” เขาจึงยื่นมือออกไปจับหางงู มันก็กลับกลายเป็นไม้เท้าในมือของเขา
5 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ทำอย่างนี้ แล้วคนอิสราเอลจะเชื่อว่าพระยาห์เวห์ได้ปรากฏแก่เจ้า เราเป็น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ
6 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงเอามือของเจ้าสอดเข้าไปในเสื้อคลุม” โมเสสก็ทำตามนั้น เมื่อเขาชักมือออกมา ผิวของเขาก็ขาวราวหิมะ เป็นโรคเรื้อน
7 แล้วพระองค์ตรัสว่า “จงสอดมือกลับเข้าไปในเสื้อคลุมอีกครั้ง” โมเสสก็สอดมือกลับเข้าไป เมื่อเขาชักมือออกมา มือของเขาก็กลับเป็นปกติอีก
8 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “หากพวกเขาไม่เชื่อเจ้า ไม่ใส่ใจฟังหมายสำคัญแรก เขาก็อาจเชื่อเจ้าเมื่อเจ้าทำหมายสำคัญที่สอง
9 หากพวกเขายังไม่เชื่ออีก ไม่ยอมฟังเจ้า ก็จงตักน้ำจากแม่น้ำไนล์ และเทลงบนดิน น้ำนั้นจะหลายเป็นเลือดบนพื้นดิน
คำทัดทาน คำต่อรอง คำแก้ตัวของโมเสส
10 แต่โมเสสทูลต่อองค์พระยาห์เวห์ว่า “โอ องค์พระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าเป็นคนพูดไม่เก่งเลย ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อน หรือหลังจากที่ได้สนทนากับพระองค์ ข้าพเจ้าพูดไม่คล่อง และยังเป็นคนไม่มีถ้อยคำดี ๆ”
11 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “ใครเป็นผู้สร้างปากของมนุษย์ขึ้นมา ใครล่ะทำให้เขาเป็นใบ้ หรือหูหนวก เป็นคนมองเห็นหรือตาบอด? เป็นเรา องค์พระยาห์เวห์ไม่ใช่หรือ?
12 ไปได้แล้ว เดี๋ยวนี้ เราจะช่วยเจ้าพูด
และเราจะสอนเจ้าว่า ควรจะพูดอย่างไร”
13 แต่โมเสสยังทูลอีกว่า “โอ พระยาห์เวห์ ขอทรงส่งคนอื่นไปเถิด พระเจ้าข้า”
14 พระยาห์เวห์จึงทรงกริ้วโมเสส ตรัสว่า
“อาโรน คนเลวี เป็นพี่ชายของเจ้า เขาเป็นคนวาจาคมคาย เขากำลังออกมาหาเจ้า จะเป็นสุขมากเมื่อเห็นเจ้า
15 เจ้าจะพูดกับเขา และบอกเขาว่า เขาจะต้องพูดอะไร เราจะอยู่กับปากของเจ้า และปากของเขา และเราจะสอนเจ้าว่า เจ้าควรทำอะไรบ้าง
16 อาโรนจะพูดกับประชาชนแทนเจ้า ส่วนเจ้าจะบอกเขาว่า เขาควรพูดอะไร เขาจะเป็นเหมือนปากให้กับเจ้า ส่วนเจ้าจะเป็นดั่งพระเจ้าสำหรับเขา
17 จงถือไม้เท้านี้ไปกับเจ้า และใช้เพื่อทำหมายสำคัญต่าง ๆ
โมเสสเดินทางกลับไปอียิปต์
18 แล้วโมเสสก็กลับไปหาเยโธรพ่อตาของเขา กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอกลับไปหาพี่น้องของข้าพเจ้าในอียิปต์ เพื่อจะดูว่า พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
เยโธรตอบว่า “เจ้าจงไปด้วยสันติสุขเถิด!
19 ขณะที่โมเสสยังอยู่ในมีเดียน พระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “จงกลับไปอียิปต์ เพราะคนที่ต้องการจะฆ่าเจ้านั้น ตายไปหมดแล้ว”
20 ดังนั้น โมเสสจึงพาภรรยาและลูกชายของเขา ขึ้นหลังลา และออกเดินทางไปยังอียิปต์ และเขาก็ถือไม้เท้าของพระเจ้าไปด้วย
21 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “เมื่อเจ้ากลับไปอียิปต์ เจ้าจะทำการอัศจรรย์ทุกอย่างที่เราให้อำนาจไว้ในมือเจ้า ต่อหน้าฟาโรห์ แต่เราจะทำให้ใจของฟาโรห์นั้นแข็งกระด้าง ไม่ยอมปล่อยประชากรไป
22 แล้วเจ้าจงบอกฟาโรห์ว่า ‘องค์พระยาห์เวห์ตรัสว่า อิสราเอลเป็นลูกชายหัวปีของเรา
23 เราบอกเจ้าแล้วว่า ให้ปล่อยลูกชายของเราไป เพื่อเขาจะได้นมัสการเรา แต่เจ้ากลับปฏิเสธ ไม่ยอมให้พวกเขาไป ดังนั้น เราจะประหารลูกชายหัวปีของเจ้า’”
ศิปโปราห์ตอบโต้ทันควัน
24 ยามค่ำ ขณะที่โมเสสกำลังพักระหว่างทาง พระยาห์เวห์เสด็จมาพบโมเสส และจะทรงประหารเขา
25 แต่ศิปโปราห์ ได้หยิบเอามีดหินคมเฉือนหนังหุ้มปลายองคชาตของลูกชาย และนำไปแตะเท้าของโมเสส กล่าวว่า “ท่านเป็นเจ้าบ่าวที่เปื้อนโลหิตของข้าเจ้า”
26 พระยาห์เวห์จึงทรงปล่อยโมเสสไป เพราะที่เธอกล่าวว่า ท่านเป็นเจ้าบ่าวเปื้อนโลหิตนั้น หมายถึงการเข้าสุหนัต
พบพี่ชายและผู้ใหญ่ของชนอิสราเอล
27 ขณะเดียวกัน พระยาห์เวห์ตรัสกับอาโรนว่า “เจ้าจงออกไปพบโมเสสในถิ่นกันดาร” อาโรนจึงออกไปพบโมเสสที่ภูเขาของพระเจ้า คือภูเขาซีนาย และได้จูบเขา

28 โมเสสเล่าให้อาโรนฟังถึงทุกสิ่งที่พระยาห์เวห์ได้ตรัสบัญชา เมื่อทรงส่งเขาไปอียิปต์ และยังบอกถึงหมายสำคัญทุกอย่างที่พระองค์ทรงบัญชาให้เขาทำ
29 โมเสสและอาโรนได้รวบรวมผู้ใหญ่ของอิสราเอลมาประชุมกัน
30 และอาโรนได้แจ้งทุกอย่างที่พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสส แล้วโมเสสก็ได้ทำหมายสำคัญให้เหล่าประชากรได้เห็น
31 พวกเขาจึงเชื่อ และเมื่อได้รับรู้ว่า พระยาห์เวห์ทรงห่วงใยพวกเขา และทรงเห็นความทุกข์ยากทั้งสิ้น พวกเขาจึงก้มลงกราบนมัสการพระองค์
อธิบายเพิ่มเติม
หมายสำคัญประจำตัวสามอย่าง
อพยพ 4:1-9
กลับไปข้อแก้ตัวเดิม หากอิสราเอลไม่ฟังคำของโมเสส เขาจะทำอย่างไรดี
พระเจ้าทรงเตรียมการอัศจรรย์ไว้แล้ว ทรงให้หมายสำคัญสามอย่างที่คนปกติไม่อาจจะทำได้แน่นอน
นั่นคือ 1 ไม้เท้ากลายเป็นงู และกลับคืนเป็นไม้เท้า พระเจ้าทรงใข้งูเป็นเครื่องมือบอกว่า พระองค์ผู้ทรงใช้โมเสสมา ทรงมีสิทธิอำนาจเหนือมาร ไม้เท้าของผู้เลี้ยงแกะคนนี้ มีสิทธิอำนาจดั่งคทาของกษัตริย์
งูเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจของฟาโรห์ เราจะเห็นว่าเหล่าฟาโรห์จะมีงูทองคำบนศีรษะของพวกเขา สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้าแล้ว งูเป็นเครื่องหมายของผู้ที่มาหลอกลวงให้มนุษย์ทำบาป
2 ผิวหนังกลายเป็นโรคเรื้อนและกลับมาปกติ
นี่ช่วยบอกให้โมเสสรู้ว่า พระเจ้าจะทรงนำอิสราเอลออกจากบรรยากาศที่เป็นมลทิน และพระเจ้าจะทรงช่วยทำให้พวกเขาสะอาด อิสราเอลไม่สะอาดเพราะพวกเขาอยู่ในโลกของความชั่วร้าย เป็นเมืองที่มารครอง การที่ฟาโรห์เห็นอัศจรรย์นี้ เขาจะรู้ว่า พระเจ้าจะทรงทำอะไร เมื่อไรก็ได้ เขาต้องรู้ว่า นี่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้าในตัวโมเสสจริง ๆ
เราจะเห็นกรอบความคิดเรื่องความสะอาด ไม่สะอาดนี้ชัดเจนในเวลาต่อมา ตอนที่พระเจ้าทรงสั่งให้โมเสสสร้างพลับพลาเพื่อพระองค์จะประทับท่ามกลางพวกเขา
3 ทำให้น้ำกลายเป็นเลือด
การอัศจรรย์ดังกล่าวจะทำให้ชนอิสราเอลเชื่อ และฟาโรห์ก็จะตระหนักว่า โมเสสไม่ใช่คนธรรมดา โมเสสมีอำนาจของพระเจ้าในตัวเขาจริง ๆ เขาสามารถทำให้ต้นกำเนิดของชีวิตในอียิปต์กลายเป็นของเน่าเสียทันควันได้ เทพโอสิริสเป็นเทพแห่งแม่น้ำไนล์ไม่มีชัยเหนือเขา พระเจ้าทรงเตรียมให้โมเสสชนกับเทพนี้ การทำน้ำให้เป็นเลือดคือการนำความตายมาสู่อียิปต์ได้อย่างรวดเร็ว
หมายสำคัญนี้เป็นภัยพิบัติแรกที่มาถึงอียิปต์โมเสสจำเป็นต้องมีหมายสำคัญเหล่านี้ เพราะอิสราเอลต้องเชื่อฟังเขา เขาออกไปจากอียิปต์อย่างคนหนีคดี แล้วคราวนี้จะกลับมาเป็นผู้นำของพวกเขา โมเสสจำเป็นต้องมีสิทธิอำนาจอย่างสูงทีเดียว สูงเหนือเทพต่าง ๆ ของอียิปต์ด้วย
โมเสสเป็นผู้เผยพระดำรัสคนแรกที่พระเจ้าประทานอำนาจเหนือธรรมชาติให้อย่างมากมายเกินหน้าเกินตาท่านอื่น ๆ
หมายสำคัญเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อให้โมเสสอวดศักดา หรือเพื่อดึงความสนใจของทั้งอียิปต์และอิสราเอล แต่เป็นต้นแบบของความรอดและการพิพากษาลงโทษของพระเจ้าอย่างช้ดเจน
หมายสำคัญที่ใหญ่ยิ่งที่สุดคือ การอพยพออกจากการเป็นทาสของชนอิสราเอล ภัยพิบัติต่าง ๆ ก่อนหน้านั้น เป็นเครื่องเตือนใจว่า พระเจ้ายิ่งใหญ่ และเมื่อพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์จะได้สิ่งนั้นแน่นอน ที่จริง พระเจ้าไม่ต่อรองกับฟาโรห์ก็ได้ แต่การต่อรองครั้งนี้ ทำให้เราเห็นถึงการต่อสู้ของพระเจ้ากับมนุษย์ที่มีมารหนุนหลังอยู่ และเราจะได้เห็นชัยชนะขาดลอยของพระเจ้าในเวลาต่อมา
คำทัดทาน คำต่อรอง คำแก้ตัวของโมเสส
อพยพ 4:10-17
เหมือนโมเสสจะคิดว่า พระเจ้าทรงเลือกคนผิดเสียแล้ว พระเจ้าทรงประสงค์ทั้งมือและปากของโมเสส ทรงสัญญาว่าจะช่วยให้พูดถูกต้องและควรจะพูดอย่างไร
ความจริงแล้ว โมเสสเป็นคนที่มีความสามารถสูงมาก แต่การที่เขาต้องมาเลี้ยงแกะนานถึงสี่สิบปีนั้น ทำให้ความมั่นใจเหมือนสมัยยังหนุ่มหายไปหมด
เราคงจำได้ว่า โมเสสเคยฆ่าคนอียิปต์เพื่อช่วยอิสราเอล เขามั่นใจขนาดนั้น แต่แล้ว พระเจ้าทรงนำเขาออกมาเพื่อเปลี่ยนให้เขาเป็นอีกคน จากการค้นคว้าทางโบราณคดีพบว่า ในราชวงศ์ที่สิบแปด ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่โมเสสเติบโตมานั้นเอง มีเจ้าชายคนโตเป็นคนที่เก่งในการรบ และได้สู้รบกับเอธิโอเปีย แต่แล้ว เรื่องราวของเจ้าชายคนนั้นก็หายไปจากสารบบของการบันทึกของอียิปต์อย่างไร้ร่องรอย เราจึงพอประมาณได้ว่า โมเสสเก่งทั้งการรบ การพูด การปกครองเมื่อเขาอยู่ในราชวังในฐานะโอรสคนโตของฟาโรห์ แต่เขาหายไปเหมือนกับการหนีหายไปของโมเสสนั่นเอง
(ฟังที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=2bN4uXA0XnU )
สเทเฟนเล่าเรื่องราวของโมเสสสั้น ๆ ว่า
ในเวลานั้นโมเสสได้กำเนิดขึ้น และเป็นที่เอ็นดูของพระเจ้า หลังจากที่ได้รับการเลี้ยงดูในบ้านของบิดาได้ 3 เดือนก็ถูกทิ้งไว้นอกบ้าน ธิดาของฟาโรห์จึงรับตัวไปเลี้ยงเป็นบุตรของตน แล้วให้โมเสสศึกษาเรียนรู้วิชาการทุกแขนงของชาวอียิปต์ และโมเสสมีอิทธิพลทั้งการพูดและการกระทำ กิจการ 7:20-22 NTV)
น่าแปลกที่โมเสสกล้าต่อปากต่อคำ กล้าต่อรองกับพระเจ้า ตรงนี้ เราเห็นแล้วว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่ขี้กลัวแต่ประการใด เมื่อพระเจ้าใช้ ยังกล้าปฏิเสธ เขากลัวฟาโรห์ยิ่งกว่าพระเจ้าหรือ? ฟาโรห์คนที่เขาจะไปพบ ไม่ใช่คนพ่อ แต่น่าจะเป็นคนที่เป็นลูกซึ่งเคยรู้จักกันกับเขาในฐานะน้องชายมาก่อน
โมเสสไม่ยอมที่จะวางใจพระเจ้าเต็มร้อย เขาถามพระองค์ว่า ถ้าอิสราเอลไม่เชื่อ ควรจะทำอย่างไร ข้อ 10 แก้ตัวว่า พูดไม่เก่ง
พระเจ้าทรงโกรธ พระองค์ทรงเตือนว่า ทรงเป็นผู้สร้างเขามานั่นเพียงพอแล้ว ข้อ 13 โมเสสขอพระเจ้าทรงส่งคนอื่นไป คำแก้ตัวทั้งหมดที่กล่าวมาคือคำแก้ตัว ใจจริงออกมาแล้วตอนนี้ คือ เขาไม่อยากจะกลับไปอียิปต์ เขาไม่เต็มใจที่จะทำตามคำบัญชาของพระเจ้า
แต่พระเจ้าทรงเตรียมอาโรนไว้แล้ว เขาจะเป็นคนพูดแทนโมเสสก็จริง แต่เมื่อเรามองไปในอนาคต เราจะเห็นว่า อาโรนได้ยอมให้คนอิสราเอลทำผิดต่อพระเจ้าโดยไม่มีการห้าม แต่ทำตามฝูงชนไปทั้ง ๆ ที่ผิด เป็นคนสั่งให้สร้างวัวทองคำตามที่ประชาชนต้องการ พระเจ้าทรงเห็นล่วงหน้า แต่พระองค์ก็ทรงให้อาโรนมาอยู่เคียงข้างโมเสส คนเป็นผู้นำคือโมเสส และอาโรนจะต้องทำตาม
สคริปต์มาอย่างไร อาโรนก็ทำตามนั้น
ที่สำคัญ พระเจ้าทรงเลือกโมเสสแล้ว และโมเสสก็ไม่มีทางหนี
โมเสสเดินทางกลับไปอียิปต์
อพยพ 4:18-20
ไม่ว่าโมเสสจะเต็มใจหรือไม่ เขาต้องทำตามพระบัญชาของพระเจ้า พระองค์ทรงเตรียมให้เขาเป็นผู้นำมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่ใช่คนไม่รู้ประสา แต่รู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวังของฟาโรห์ รู้วิธีการปกครองคน รู้จักการต่อสู้ในสงคราม ที่ยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงเตรียมด้วยการให้เขาเป็นคนเลี้ยงแกะ ที่ต้องเจอสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อชีวิตของแกะ ต้องแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของพวกมัน และยังต้องเจอกับนิสัยแกะแบบต่าง ๆ ที่ทั้งน่ารัก และน่าเป็นห่วง พระเจ้าทรงเตรียมเขานานมาก แปดสิบปี!
ความกลัวที่จะกลับไปต้องหยุดชะงักลง
โมเสสต้องลืมความเห็นของตนเอง
เพราะเขาต้องเชื่อฟังคำบัญชาของพระเจ้า
พระองค์ทรงยืนยันว่า ฟาโรห์ที่ต้องการชีวิตเขานั้นตายแล้ว และในกฎหมายของอียิปต์เวลานั้น เมื่อเปลี่ยนรัชกาล ก็จะมีการให้อภัยโทษกับคดีต่าง ๆ ด้วย
แล้วเขาจึงบอกให้พ่อตารู้ว่า เขาจะทำอะไรต่อไป ไม่ได้เลี้ยงแกะให้แล้ว เพราะต้องกลับไปดูญาติพี่น้องของตน จากคำของเขา ดูเหมือนยังไม่ได้เล่าให้เยโธรฟังว่า พระเจ้าตรัสอย่างไรกับเขา
พระเจ้าทรงตรัสบางอย่างที่ทำให้โมเสสหนักใจมาก การอัศจรรย์ที่ทรงมอบให้นั้นจะเกิดขึ้นแน่ แต่ฟาโรห์จะยื้อคนอิสราเอลเอาไว้ เขาจะไม่ยอมปล่อยทาสออกมาง่าย ๆ ฟาโรห์มองเห็นว่า ทาสเหล่านี้ เป็นของเขา แต่พระเจ้าตรัสว่า อิสราเอลคือลูกชายหัวปีของพระองค์ ถ้าไม่ปล่อยไป ลูกชายหัวปีของฟาโรห์จะต้องตาย!
เรื่องที่ว่าพระเจ้าจะทำให้ใจฟาโรห์แข็งกระด้างนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนด้วย เพราะจะเห็นว่า บางครั้งพระเจ้าทรงทำให้ฟาโรห์ใจแข็ง อพยพ 4:21
บางครั้งฟาโรห์ใจแข็งเอง อพยพ 8:15 บางครั้งใจของฟาโรห์ถูกทำให้แข็งกระด้าง โดยไม่รู้ว่าใครทำ อพยพ 7:13 ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าหรือฟาโรห์เอง การมีใจแข็งกระด้างนั้น เป็นพื้นฐานใจของฟาโรห์อยู่แล้ว นั่นคือพระเจ้าทรงปล่อยให้ใจของฟาโรห์เป็นตามที่เขาต้องการจะทำ ในหลายกรณี พระเจ้าทรงปล่อยมนุษย์ให้ทำตามใจชั่วที่เขาต้องการ (โรม 1:18-32) เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะไม่ปล่อยตัวให้กับบาปจนกระทั่งประเจ้าทรงปล่อยเราไป
(** จาก https://enduringword.com/bible-commentary/exodus-4/)
ศิปโปราห์ตอบโต้ทันควัน
อพยพ 4:24-26
เราอาจไม่เข้าใจว่าเหตุใดโมเสสจึงจะ
โมเสสไม่ได้ทำสุหนัตให้ลูกชายซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกให้อิสราเอลทุกครอบครัวทำ เป็นการย้ำพันธสัญญาของพระองค์ที่มีต่ออิสราเอล (ปฐมกาล
17:10-14) คนชาวมีเดียนจะทำสุหนัตตอนที่ผู้ชายกำลังจะแต่งงาน ดังนั้นโมเสสจึงละเลย แล้วทำตามประเพณีมีเดียน
โมเสสจะต้องไปนำชนชาติของพระองค์ออกจากอียิปต์ เขาเป็นผู้นำสำคัญ แต่เขากลับละเลยพันธสัญญานิรันดร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่ศิปโปราห์น่าจะรู้ดี เธอจึงแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกอย่างก้าวต่อไปได้อย่างราบรื่น
พบพี่ชายและผู้ใหญ่ของชนอิสราเอล
อพยพ 4:27-31
แล้วพระเจ้าก็ทรงนัดหมายอาโรนให้มาพบน้องชายที่ภูเขาซีนาย เท่ากับอาโรนเดินทางมาไกลทีเดียว พี่น้องทั้งสองไม่ได้พบกันมานานถึง40 ปี น่าจะมีเรื่องราวที่ต้องคุยกันมากมาย โมเสสได้บอกคำบัญชาของพระเจ้าทุกอย่างแก่อาโรน
เล่าถึงการอัศจรรย์ที่พวกเขาจะต้องทำต่อหน้าฟาโรห์ อาโรนก็คงเล่าถึงความยากลำบากของอิสราเอลที่ทำให้พระเจ้าทรงเรียกน้องชายของเขา
จากนั้น เมื่อเขาไปถึงอียิปต์ ก็ได้รวบรวมผู้ใหญ่ของอิสราเอล มาประชุมกัน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอกันพร้อมหน้า
การประชุมครั้งนี้ ทำให้ผู้ใหญ่อิสราเอลและในข้อสามสิบบอกด้วยว่า มีคนอื่นเข้ามาร่วมประชุมด้วย โมเสสยืนยันการพบพระเจ้าของเขาด้วยการทำหมายสำคัญให้พวกเขาเห็น นี่ทำให้พวกเขาเชื่อ และยอมที่จะฟังคำของโมเสสจริงจัง
พระคำเชื่อมโยง
อพยพ4
5* อพยพ 4:31; 19:9; 3:6, 15
6* กันดารวิถี 12:10
7* เฉลยธรรมบัญญัติ 32:39
8* อพยพ 7:6-13
9* อพยพ 7:19-20
10* อพยพ 3:11; 4:1; 6:12
11* สดุดี 94:9; 146:8
12* อิสยาห์ 50:4
13* ยอห์น 1:3
14* กันดารวิถี 11:1, 33; 26:59; อพยพ 4:27
15* อพยพ 4:12, 30; 7:1, 2;
กันดารวิถี 23:5, 12; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:31
16* อพยพ 7:1-2
18* อพยพ 2:21; 3:1; 4:18; ผู้วินิจฉัย 18:6
19* อพยพ 3:1; 18:1; ปฐมกาล 46:3, 6; อพยพ 2:15, 23
22* อพยพ 5:1; โฮเชยา 11:1;
เยเรมีย์ 31:9
23* อพยพ 11:5; 12:29
24* ปฐมกาล 42:27; กันดารวิถี 22:22;
25* อพยพ 2:21; 18:5; 24:13
29* อพยพ 3:16; 12:21
30* อพยพ 4:15, 16
31* อพยพ 3:18; 4:8-9; 19:9; ปฐมกาล 50:24; อพยพ 2:25; 3:7; ปฐมกาล 24:26
