มัทธิว 23 บาปที่นำสู่วิบัติ!

1 แล้วพระเยซูตรัสกับประชาชนและศิษย์ของพระองค์ว่า
2 “พวกธรรมาจารย์ และฟาริสีนั่งอยู่บนที่นั่งของโมเสส 
(พวกเขาแปลบทบัญญัติของโมเสส)
3 ดังนั้นพวกเจ้าก็ควรที่จะเชื่อฟัง และรักษาบัญญัติตามที่เขาบอกเจ้า แต่อย่าไปทำตามอย่างการประพฤติของพวกเขา  เพราะเขาไม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองสอน
4 พวกเขาสร้างกฎที่เข้มงวดให้คนทั้งหลายต้องแบก
บังคับให้คนเชื่อฟัง แต่พวกเขากลับไม่ยอมใช้สักนิ้วเดียวที่จะช่วยรับภาระนั้น 

5 “พวกเขาทำสิ่งดีเพื่ออวดให้คนได้เห็น เขาคาดกล่องที่บรรจุบัญญัติขนาดใหญ่ไว้ให้คนเห็น  ติดพู่ห้อยยาวที่เสื้อคลุม 
6 ฟาริสีและธรรมาจารย์เหล่านี้ ชอบที่นั่งที่มีเกียรติ ในงานเลี้ยง และในศาลาธรรม     
 

 

7  และยังชอบให้ผู้คนทักทายพวกเขาอย่างนอบน้อม และชอบให้คนเรียกเขาว่า รับบี (ท่านอาจารย์) 
8 “แต่สำหรับเจ้าแล้ว อย่าให้ใครเรียกว่า รับบีเลย เพราะเจ้ามีพระอาจารย์องค์เดียว และพวกเจ้าต่างก็เป็นพี่น้องกัน
9  และอย่าให้ใครเรียกผู้ใดในโลกว่า ‘คุณพ่อ’ เพราะเจ้ามีพระบิดาเพียงองค์เดียวผู้สถิตในสวรรค์  
10  และอย่าให้ใครมาเรียกว่า ‘พระครู’ เพราะเจ้ามีครูเพียงองค์เดียวคือ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)
11 คนที่เป็นผู้รับใช้ของเจ้า คือผู้ที่ยิ่งใหญ่สุด 
12 ใครก็ตามที่ยกตัวเองขึ้น จะถูกกดให้ต่ำลง และใครที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกย่อง

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
13 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพราะเจ้าปิดทางเข้าแผ่นดินสวรรค์ไม่ให้ผู้คนเข้าไป เจ้าเองไม่เข้าไป และยังขัดขวางคนที่พยายามจะเข้าไปเสียด้วย
14 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าริบบ้านเรือนของพวกหญิงม่าย และอธิษฐานยืดยาว เพื่อว่าคนจะได้เห็น ดังนั้นเจ้าจะได้รับโทษอย่างหนัก 
15 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าเดินทางข้ามดินแดนข้ามทะเลไปเพื่อหาคนกลับใจมาเชื่อศาสนายิว เมื่อเขาเชื่อแล้ว ก็ทำให้เขาลงขุมนรกหนักกว่าเจ้าอีกสองเท่า  

16 “วิบัติแก่พวกเจ้า ! เจ้าเป็นคนนำทางที่ตาบอด เจ้ากล่าวว่า ‘คนที่สาบานโดยอ้างพระวิหาร ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างทองคำที่อยู่ในพระวิหาร ก็ต้องทำตามที่สาบาน’ 
17 เจ้าเป็นคนโง่ที่ตาบอด!  สิ่งใดสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารที่ทำให้ทองคำบริสุทธิ์?
18 และเจ้ากล่าวว่า ‘คนใดที่สาบานโดยอ้างถึงแท่นบูชา ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างของถวายบนแท่นบูชา ก็ต้องทำตามที่สาบาน’
19 เจ้าเป็นคนตาบอด! สิ่งใดสำคัญกว่ากัน ของถวายหรือแท่นบูชาที่ทำให้ของถวายนั้นบริสุทธิ์?
20 ผู้ที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชาเท่ากับเขาอ้างทั้งแท่นบูชาและทุกสิ่งที่อยู่บนแท่นนั้น
21  และคนที่สาบานโดยอ้างพระวิหารก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระวิหารและพระองค์ผู้สถิตในพระวิหารนั้น  
22 ผู้ที่สาบานโดยอ้างฟ้าสวรรค์ก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระบัลลังก์ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้นด้วย

23 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าถวายสิบลดจากเครื่องเทศของเจ้า ทั้งสะระแหน่ ลูกผักชี และยี่หร่า แต่เจ้ากลับเฉยเมยต่อคำสอนในบทบัญญัติที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ ความยุติธรรม  ความเมตตา และความจงรักภักดี (หรือความเชื่อ)  เหล่านี้เจ้าควรจะปฏิบัติโดยไม่ละเลยสิบลดด้วย 
24 เจ้าเป็นผู้นำทางผู้คน แต่เจ้ากลับตาบอด เจ้าเป็นเหมือนคนที่เอาตัวริ้นออกจากน้ำ แต่เจ้ากลับกลืนตัวอูฐเข้าไป  
 


25 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!  เจ้าล้างถ้วยชามแค่ด้านนอก แต่ด้านในกลับเต็มด้วยความโลภ และ การตอบสนองกิเลสของตนเอง 
26 ฟาริสีทั้งหลาย เจ้าเป็นคนตาบอด!  จงล้างถ้วยชามภายในให้สะอาดเสียก่อนเพื่อว่าภายนอกจะได้สะอาดด้วย  

27 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! เจ้าเป็นเหมือนถ้ำเก็บศพที่ฉาบปูนขาวไว้ ทำให้ภายนอกดูดี แต่ภายในเต็มด้วยกระดูกคนตาย และสิ่งที่สกปรกโสโครก  
28 ตัวเจ้าเองก็เช่นกัน เมื่อคนมองมาที่เจ้าก็เห็นว่าเป็นคนดี แต่ภายในใจของเจ้ากลับเต็มด้วยความหน้าซื่อใจคดและความชั่ว
29 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!   เจ้าได้สร้างที่เก็บศพให้กับผู้เผยพระดำรัส และตกแต่งหลุมศพของคนเที่ยงธรรม 
30  เจ้ากล่าวว่า ‘หากเรามีชีวิตอยู่ในสมัยบรรพบุรุษ  เราจะไม่มีส่วนในการฆ่าล้างผู้เผยพระดำรัสเลย’ 
31 แต่นี่เป็นการยืนยันว่า  เจ้าเป็นลูกหลานของคนที่สังหารผู้เผยพระดำรัส   
32 และเจ้าจงทำสิ่งที่บรรพบุรุษของเจ้าได้เริ่มทำ สืบต่อไปจนครบถ้วนเถิด 
33 “เจ้าเป็นงูร้าย! เป็นวงศ์วานงูพิษ!  เจ้าจะหนีจากการพิพากษาสู่นรกได้อย่างไรกันนี่?
34  เราได้ส่งผู้เผยพระดำรัส นักปราชญ์ ครูอาจารย์มาให้เจ้า เจ้าได้ฆ่าบางคน และจับตรึงที่ไม้กางเขน บางคนถูกเจ้าโบยตีในศาลาธรรม และตามล่าพวกเขาไปทั่วทุกเมือง
35 ดังนั้น เจ้าจึงจะความผิดเพราะความตายของคนเที่ยงธรรมที่ถูกสังหารบนโลกนี้ ตั้งแต่เลือดของอาเบลผู้เที่ยงธรรม ไปจนถึงคดีฆาตกรรมเศคาริยาห์ ลูกชายเบเรคิยาห์ ที่เจ้าได้ฆ่าระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชา
36 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นกับคนในชั่วอายุนี้  

 พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
37 “โอ เยรูซาเล็ม เยรูซาเล็ม!  เจ้าได้สังหารผู้เผยพระดำรัส และเอาหินขว้างคนที่ทรงส่งมาหาเจ้า  กี่ครั้งที่เราปรารถนาจะรวบรวมลูก ๆ ของเจ้า เหมือนกับแม่ไก่ที่กกลูกน้อยไว้ใต้ปีกของมัน แต่พวกเจ้าก็ไม่ยอมเลย 

38 ดูเถิด พระนิเวศของเจ้าจะถูกทิ้งร้างเปล่า
39 เพราะเราขอบอกเจ้าว่า เจ้าจะไม่ได้เห็นเราอีกจนกว่าเจ้าจะพูดว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’

อธิบายเพิ่มเติม

บทนี้มีสามสิบหกข้อที่พระเยซูตรัสถึงธรรมาจารย์และฟาริสี คนเหล่านี้ ไม่ใช่ปุโรหิตที่ต้องทำหน้าที่ในพระวิหาร แต่พวกเขาตั้งเป็นกลุ่มธรรมาจารย์ ในช่วงสี่ร้อยปีระหว่างมาลาคีกับมัทธิวนั่นเอง 
แคว้นยูเดีย ศตวรรษที่ 1 พวกสะดูสี และพวกฟาริสีเป็นสองกลุ่มศาสนาและการเมืองที่มีอำนาจและเป็นคู่แข่งกัน
สะดูสีเป็นเศรษฐี ควบคุมพระวิหารเป็นลูกหลานของปุโรหิต และร่วมมือกับโรม ในขณะที่พวกฟาริสีเป็นชนชั้นกลางที่มุ่งเน้นบังคับให้ผู้คนทำตามกฎในชีวิตประจำวันและประเพณีปากเปล่า พวกเขาเชื่อเรื่องการคืนชีพ เรื่องทูตสวรรค์  การพิพากษาของพระเจ้า
ทั้งสองกลุ่มตั้งหน้าตั้งตาต่อต้านพระเยซู ไม่ยอมให้ประชาชนเชื่อฟังพระองค์  อย่างที่พระเยซูตรัสในข้อ 13 และพวกเขายังร่วมมือกันกับปุโรหิตที่ดูแลพระวิหารด้วย

มัทธิว 23:1-4
คราวนี้ พระเยซูได้ตรัสว่า ฟาริสีเป็นคนที่ชัดเจนในเรื่องบัญญัติ​แต่พวกเขาเอาแต่บังคับคนอื่น  ไม่ยอมทำตาม ไม่ยอมช่วย ไม่มีความรักให้กับคนยากจน 
เราเองต้องยอมรับว่า ในชีวิตของเรามีเวลาที่วิญญาณ นิสัย แบบฟาริสีและธรรมาจารย์เข้ามาเป็นตัวเราเป็นจริงมาก จนน่ากลัว!  เราจึงต้องระวัง ตั้งใจฟังคำของพระเยซูให้ดีเพื่อเราจะเปลี่ยนชีวิต  ฟังคำของพระเยซูแล้วมาเปรียบเทียบกันตัวเรา อย่าคิดว่า บทนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน 

ช่วงเวลานี้ใกล้ ๆ กับเวลาที่พระเยซูกำลังจะถูกประหาร  พระองค์ไม่ได้รั้งพระองค์เองกับฟาริสีอีกต่อไป พระองค์ทรงเตือนศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาจะเจอหมาป่าในร่างของแกะ พวกเขาจะต้องระวัง  ในบทนี้ พระเยซูทรงทำให้เห็นตัวอย่างของการที่จะต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดอย่างกล้าหาญ  และพระดำรัสนี้ก็มีมาถึงพวกเราด้วย
ในข้อแรกพระเยซูตรัสว่า พวกเขานั่งในบทบาทของโมเสส (ทั้งที่เขาไม่เหมาะที่จะทำ   เขาได้เป็นใหญ่ทั้งที่ไม่สมควร)  พระเยซูทรงบอกทุกคนว่า ผู้คนควรรักษาบัญญัติ แต่อย่าทำตามพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ได้ทำอย่างที่ตนเองสอน 

มัทธิว 23:5-12
หลังจากที่พระเยซูกับฟาริสี สะดูสี ปุโรหิต คนในพรรคเฮโรด ได้โต้ตอบกันมาหลายยก  เราก็พบว่า พวกเขาสมคบคิดกันที่จะกำจัดพระเยซู  พวกเขาไม่อาจทนพระองค์ได้ เพราะทรงเปิดเผยความจริงในใจ ทรงเปิดโปงความจริงของชีวิตพวกเขา ยังทรงไม่ไว้หน้าทั้งปุโรหิตและใครก็ตามที่มีผลประโยชน์ในพระวิหาร  ทรงเหวี่ยงพวกเขาต่อหน้าต่อตา   ไม่มีทางที่พวกเขาจะทนต่อพระองค์ต่อไป แต่ในวันนี้ พระเยซูทรงบอกอนาคตพวกเขาอย่างที่พวกเขาไม่คาดคิด ไม่น่าเชื่อว่า พระเยซูจะทรงกล้าขนาดนี้ 
จากข้อ 5-12 เป็นภาพของฟาริสีที่ยกตัวขึ้น และพระเยซูทรงแจกแจง
-ทำสิ่งดีเพื่ออวด ใส่เสื้อผ้าดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์
-นั่งในที่มีเกียรติ  คนเห็นชัด  ต้องการให้คนนบนอบ 
-ต้องการให้คนเรียกว่า รับบี หรือท่านอาจารย์นั่นเอง  หรือเรียกอย่างนอบน้อมว่า คุณพ่อ หรือท่านครู  
จากพระคำตอนนี้เราเห็นว่า พระเยซูกำลังบอกกับผู้นำศาสนาว่า
อย่ามาทำตัวเทียบพระเจ้าโดยให้คนเรียกว่า คุณพ่อ  พระครู อาจารย์ (มีศาสนา มีลัทธิ มีนิกายต่าง ๆ ที่เขาทำกันอย่างนี้ …​ระวัง !!)

เราก็เห็นคนที่เป็นอย่างนี้มากมาย  เราอาจจะเป็นคนนั้นด้วยก็ได้  เรามีความรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน  เมื่อคุยกับพี่น้อง เราอยากให้เขาเคารพเรา หรือเรามีน้ำใจที่จะเคารพเขา
เราถ่อมตัวลงหรือยกตัวขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ต้องสำรวจตัวเอง และเปลี่ยนทันทีเมื่อมองเห็นตัวเองไปในทางที่พระเยซูกำลังตำหนิ
ในข้อสิบเอ็ด พระเยซูยังทรงยืนยันชัดว่า คนที่ยิ่งใหญ่คือคนที่รับใช้จากหัวใจจริง 
คนหน้าซื่อใจคด (คำสำคัญของบทนี้)
มัทธิว 23:13-36
แล้วพระเยซูก็ทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่า พวกเขาคือคนหน้าซื่อใจคด ในภาษากรีกเรียกว่า ὑποκριταί    hypokritai คือหน้ากากที่คนเล่นละครกรีกโบราณ จะใช้ เมื่อเขาต้องการ พูดหรือสื่อถึงความทุกข์ ก็จะเอาหน้ากากที่ดูเป็นทุกข์ออกมาใส่ เมื่อต้องการสื่อความสุข ก็จะใช้หน้ากากที่ทำไว้แบบดูร่าเริงมาใส่เพื่อแสดงละคร  ข้างนอกเป็นหน้ากากที่อาจจะกำลังโกรธแต่คนแสดงกำลังขำอยู่ก็ได้

การเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่พระเยซูทรงกล่าวถึงคือ การแสดงออกภายนอกว่าเป็นคนดี เที่ยงธรรม ยุติธรรม แต่ใจกลับซ่อนความชั่วร้ายไว้
 กระทำสิ่งใด ๆ อย่างโอ้อวด เช่น การอธิษฐาน การให้เงินทาน หรือการถือศีลอดอย่างเปิดเผย เพื่อให้คนอื่นสังเกตและยกย่อง การพูดเพื่อถวายเกียรติพระเจ้า แต่คำพูดเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงจิตใจหรือชีวิตเลย  คนดังเด่น จำนวนมากที่ทำตัวเหมือนคนอุปถัมภ์มูลนิธิต่าง ๆ คนที่ออกไปช่วยเหลือคนยากไร้ (แค่เพื่อถ่ายทำวิดิโอ) มีมากมายในโลก  และปรากฏว่า คนที่ควรปกป้องประเทศ ประชาชน กลับกลายเป็นผู้เอาเปรียบอย่างน่าละอายที่สุด

พระเยซูทรงเรียกพวกเขาว่า คนหน้าซื่อใจคดถึงเจ็ดครั้ง ทรงบอกว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด และเป็นงูร้าย วงศ์วานงูพิษ  พระเจ้าทรงชังลักษณะเช่นนี้ในตัวมนุษย์เป็นอย่างมาก

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
23:13-15
วิบัติแรก พวกเคร่งศาสนาบดบังข่าวประเสริฐ
ที่พวกเขาจะพบเป็นเพราะพวกเขากีดกั้นข่าวประเสริฐพยายามก่อหวอด คัดค้านพระเยซูตลอดเวลา หากใครมาเชื่อพระเยซูพวกเขาก็จะตัดสิทธิ์ในการเข้าไปในพระวิหาร  เป็นการตัดขาดพวกเขาจากสังคมที่เขาเคยชิน  พวกเขาไม่เชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซู และยังขัดขวางไม่ให้คนอื่นเชื่อ … นี่เป็นบาปใหญ่


วิบัติที่สอง  ผู้นำศาสนาริบสมบัติคนยากไร้
พวกเขาทำบาปที่ใหญ่สองอย่างคือ การโลภเอาบ้านของหญิงม่ายที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีผู้อุปถัมภ์ ขาดสามี  ไปริบบ้านของแม่ที่มีลูกกำพร้าพ่อ  พวกเขากล้าทำ ไม่อายเลย   แล้วในขณะเดียวกันกลับทำตัวเป็นคนใกล้ชิดพระเจ้า อธิษฐานยาว ๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่หัวใจคือ ต้องการให้คนเห็นว่า ตนเองบริสุทธิ์ … เมื่อมองดูแล้ว เราก็เป็นทุกข์ในใจเพราะว่า
ในคริสตจักรหลายแห่งยังมีอาจารย์ที่ทำตัวอย่างนี้อยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนสอนผิดอยู่แล้วด้วย

วิบัติที่สาม ผู้นำศาสนานำคนไปสู่นรก
พวกเขาเดินทางไปประกาศศาสนายิวให้คนเชื่อ .. แล้วจากนั้นสอนให้คนเชื่อใหม่ทำตามกฎเกณฑ์หยุมหยิมที่ตนเองตั้งขึ้นมา  แทนที่จะมีความสุข กลับกลายเป็นทุกข์หนักของคนที่เข้ามาเชื่อ
พวกเขาไม่ได้ต้องการให้คนรู้จักพระเจ้าจริง แต่ต้องการขยายกลุ่มของตนให้ใหญ่   ดูมีหน้าตา มีพลังมากขึ้น เป็นการซ่องสุมความชั่วช้ามากขึ้นไปอีก เราเห็นแล้วว่า ลัทธิใด ๆ ก็ตาม ต่างต้องการพลังของคนเข้ามารวมกับเงินทองของพวกเขาเพื่อมาปรนเปรอเหล่าผู้นำ

วิบัติที่สี่  (23:16-22)ผู้นำศาสนาสาบานอย่างหลอกลวง
  อพยพ 20:7 ทำให้เข้าใจที่พระเยซูตรัส นั่นคือ พวกเคร่งศาสนาเหล่านี้ ได้ยกพระนามของพระเจ้ามาอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน
“อย่ายกพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควร เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษผู้ที่อ้างพระนามของพระองค์เช่นนั้น

พระเยซูทรงกล่าวว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ไม่รู้อะไร ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด นี่เป็นวิบัติที่เกิดขึ้นจากการสาบาน หรือการให้สัญญาโดยอ้างสิ่งต่าง ๆ เป็นผู้หนุนหลัง  พวกเขาสร้างระบบการสาบานที่บางอย่างต้องทำตาม บางอย่างก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน

 พวกเขาสอนให้คนเอาสิ่งต่าง ๆ มาอ้างในคำสาบานเพื่อประโยชน์ของตนเอง    โดยเอาพระนามพระเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควรเลย พระเยซูทรงชี้แจงให้พวกเขารู้ว่า หากอ้างพระวิหาร เท่ากับอ้างถึงพระเจ้า  หากสาบานอ้างถึงฟ้าสวรรค์ ก็เท่ากับอ้างถึงพระเจ้าเช่นกัน

ดีที่สุดคนไม่สาบาน แล้วทำตามคำพูดของตนเอง จะได้ไม่ผิดต่อพระเจ้าและผู้อื่น

มัทธิว 23:23-24
วิบัติที่ห้า พวกเคร่งศาสนาหมกมุ่นกับเรื่องเล็กน้อย ละเลยเรื่องสำคัญ
ความหน้าซื่อใจคน ความไม่ตรงไปตรงมาของพวกเขาคือ เอาใจใส่เครื่องถวายเครื่องเทศมากกว่า ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ
พวกเขาไม่รักประชาชนที่พวกเขาสอน แต่สนใจจะเอาประโยชน์จากประชาชนเหล่านั้น (และพวกเขาได้ประโยชน์จากคนร่ำรวยที่จะให้เงินกับผู้ที่สอน เป็นธรรมเนียมของโลกโบราณ แต่อาจจะไม่ได้อะไรมากจากคนยากจน)
มีคนยากจนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากมายในสังคมโบราณนั้น แต่พวกเขาละเลยการเอาใจใส่ผู้คน พระเยซูทรงชี้ให้เขาเห็นตัวเองชัดขึ้น  

23:25-26 วิบัติที่หก
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดี  แต่ สกปรกในใจ
พวกเขาทำพิธีต่าง ๆ ให้ดูศักดิ์สิทธิ์ เหมือนว่าตนเองเป็นคนบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงชำระแล้ว
ด้านนอกบอกว่าเชื่อพระเจ้า เป็นคนดูดี แต่ใจกลับเน่าเหม็น โสโครก

แต่เราเอง ก็จำต้องสำรวจใจของตนว่า จริง ๆ แล้ว เราเห็นแก่ตัวไหม โลภไหม  ขโมยหรือเปล่า ใส่ร้ายใครบ้าง พระเยซูทรงเตือนให้ตรวจสอบและล้างใจของตนเองก่อน  ก่อนที่คนอื่นจะเห็น ก่อนที่จะออกไปสอนพระคำ  ไปประกาศ ไปนำนมัสการ ไปรับใช้ในเรื่องใด ๆ

23:27-28  วิบัติที่เจ็ด
ผู้นำศาสนาที่ใจสกปรกแต่ข้างนอกดูบริสุทธิ์
ก่อนเทศกาลปัสกา คนอิสราเอลจะฉาบปูนขาวที่หน้าถ้ำเก็บศพเพื่อไม่ให้ใครไปแตะต้อง จะได้ไม่เป็นมลทิน สามารถเข้าร่วมปัสกาได้  
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดีแต่ข้างในตายไปแล้ว ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า  แถมยังมีสิ่งสกปรก ระเกะระกะอยู่เต็ม  พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่า จริง ๆ แล้ว พระเจ้าทรงเห็นใจของเขาทุกซอกทุกมุม 

23:29-36 วิบัติที่แปด  
พวกเคร่งศาสนาทั้งกดขี่ ทำร้ายและประหารผู้เผยพระดำรัส
แต่ทำเป็นให้เกียรติผู้เผยพระดำรัสที่ตายไปก่อนหน้านี้   พวกเขากล่าวกันว่า ถ้าเป็นพวกเขาในสมัยก่อน จะไม่มีการฆ่าคนของพระเจ้า แต่ความจริงคือ พวกเขานี่แหละ คือคนที่สมคบคิดประหารพระเยซูบนไม้กางเขน  คำของพระองค์ในข้อ 32 เหมือนจะแนะให้เขาทำสิ่งที่เขาจะต้องทำในไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

คนของพระเจ้าคนแรกที่ถูกฆ่าในพระคัมภีร์เดิมคือ อาเบล (ปฐมกาล 4:8)   คนสุดท้ายคือเศคาริยาห์  ( 2 พงศาวดาร 24:21)

มัทธิว 23:37-39
พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
แม้ว่าพระเยซูจะทรงคาดโทษเหล่าธรรมาจารย์และฟาริสีไว้ เพราะบาปของพวกเขานั้นท่วมท้น พวกเขาควรจะเป็นคนนำให้ประชาชนได้พบ พระเจ้า แต่กลับกลายเป็นการนำคนให้ลงสู่ความตาย 
  แล้วพระเยซูกลับทรงคร่ำครวญด้วยพระทัยเป็นทุกข์กับพวกเขาที่ได้ทำร้ายผู้รับใช้ของพระเจ้ามาเนิ่นนาน  พระองค์ไม่ได้ทรงเกลียดชังพวกเขา แม้ว่าจะทรงปราม ตำหนิเขาอย่างรุนแรง ทรงปรารถนาให้พวกเขากลับใจใหม่เพื่อจะไม่ทำลายชีวิตของตนเอง คนเคร่งศาสนาเหล่านี้ เป็นตัวแทนของเราทุกคนที่ไม่ยอมกลับใจ ยังคิดว่าตัวเองดี คนอื่นแย่กว่า   

พระทัยของพระเยซูช่างงดงามล้ำลึก  ทรงปรารถนาที่จะให้พวกเขาได้รวบรวมกันเข้ามาเหมือนกับลูกไก่ตัวเล็ก ๆ ที่กรูกันเข้ามาหาแม่   บาปทั้งหลายของคนหน้าซื่อใจคดนั้น จะได้รับการอภัยหากพวกเขากลับมาหาพระเจ้าด้วยใจจริง

อีกไม่นานพระนิเวศไม่ใช่แค่ถูกทิ้งร้าง แต่จะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเหลือ ถูกโรมเผา…แล้วพระเยซูตรัสถึงการที่จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ในเวลานั้น คือ ยุคของเรานี้ อิสราเอลจะต้องกลับมาหาพระเจ้า  และพวกเขาจะกล่าวว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’! อิสราเอลจะสรรเสริญนมัสการพระเยซูคริสต์ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาปฏิเสธพระองค์มาตลอดสองพันกว่าปี

พระเยซูคริสต์ทรงมีความรู้สึกสงสารและเมตตาต่อคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับความรอด และความลับอันยิ่งใหญ่แห่งความพินาศของมนุษย์คือ เขาไม่มีพลังที่จะหันมาสู่ความเชื่อและอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยตนเอง  แต่กลับมีพลังอำนาจมากมายที่จะทำลายจิตวิญญาณของตนเอง  พระองค์ตรัสว่า แต่พวกเจ้าไม่ยอมเลย เช่นเดียวกับที่ตรัสว่า   “ท่านไม่ยอมมาหาเรา” พระคริสต์ตรัส “เพื่อท่านจะได้มีชีวิต” (ยอห์น 5:40)




 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 23
2* เนหะมีย์ 8:4, 8
3* โรม  2:19
4* ลูกา 11:46
5* มัทธิว 5:1-6 (6-18)
6* ลูกา 11:43; 20:46
8* ยากอบ3:1
9* มาลาคี 1:6
11* มัทธิว 20:26-27
12* ลูกา 14:11; 18:14
13* ลูกา 11:52
14* มาระโก 12:40
16* มัทธิว 15:14; 23:24; 5:33-34
17* อพยพ 30:29
19* อพยพ 29:37




21* 1 พงศ์กษัตริย์ 8:13
22* มัทธิว 5:34
23* ลูกา 11:42; 18:12; โฮเชยา 6:6
25* ลูกา 11:39
27* กิจการ 23:3
29* ลูกา 11:47-48
31* กิจการ 7:51-52
32* 1 เธสะโลนิกา 2:16
33* มัทธิว 3:7; 12:34
34* ลูกา 11:49; กิจการ 7:54-60; 22:19; 2 โครินธ์11:24-25
35* วิวรณ์ 18:24; ปฐมกาล4:8; 2 พงศาวดาร 24
;20-21
37* ลูกา 13:34-35 ;2 พงศาวดาร 24:20-21; 36:15-16; เฉลยธรรมบัญญัติ  32:11-12 สดุดี 17:8; 91:4; อิสยาห์ 49:5
39* เยเรมีย์ 22:5; สดุดี 118:26