มัทธิว 22 แขกที่ไม่ยอมรับเชิญ

งานเลี้ยงฉลองสมรส

1 พระเยซูทรงใช้คำอุปมาเพื่อสอนอีกครั้ง พระองค์ตรัสว่า
2 “แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองพิธีสมรสให้กับพระโอรสของพระองค์” 
3 เมื่อพร้อมที่จะมีงานเลี้ยง องค์กษัตริย์ก็ส่งข้าราชบริพารไปเชิญคนที่ได้รับเชิญมาแต่พวกเขากลับไม่ยอมมา
4 “ ดังนั้น องค์กษัตริย์จึงส่งข้าราชบริพารคนอื่นไปอีก  ตรัสว่า ‘จงไปบอกคนที่เราเชิญไว้ว่า เราได้เตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว  เราได้ฆ่าวัวชั้นดี รวมทั้งลูกวัวอ้วนสำหรับงานเลี้ยง และทุกอย่างพร้อมแล้ว ขอให้ท่านมาในงานเลี้ยงเถิด’ 

5 “แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจคำเชิญของข้าราชบริพาร  ต่างก็ออกไปทำธุระของตนเอง คนหนึ่งไปทำนาในไร่ อีกคนไปทำการค้าขายของตน
 6 ยังมีบางคนที่จับข้าราชบริพารมาทำทารุณ เฆี่ยนตีพวกเขา และฆ่าบางคนด้วย
 7 องค์กษัตริย์ทรงพิโรธมาก และทรงส่งกองทัพไปสังหารเหล่าฆาตกรเหล่านั้น และเผาเมืองของพวกเขาเสีย


8 “ หลังจากนั้น องค์กษัตริย์ตรัสกับข้าราชบริพารว่า ‘งานเลี้ยงสมรสนั้นพร้อมแล้ว เราได้เชิญคนเหล่านี้ แต่พวกเขาไม่สมควรที่จะได้มาในงานนี้
9 ดังนั้น จงออกไปตามถนนสายหลัก เจ้าเจอใครก็ให้เชิญเข้ามายังงานเลี้ยงของเรา 
 10 ดังนั้น ข้าราชบริพารจึงไปตามถนนสายต่าง ๆ และรวบรวมคนทั้งหลายเข้ามาทั้งคนดีและคนชั่ว  และท้องพระโรงก็เต็มด้วยแขกมากมาย
 11 “เมื่อองค์กษัตริย์เสด็จเข้ามาทอดพระเนตรแขกทั้งหลาย
ก็พบว่า คนหนึ่งไม่ได้สวมชุดสำหรับงานแต่งงาน
12 พระองค์ตรัสถามว่า “เพื่อนเอ๋ย เจ้าเข้ามาในที่นี้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าไม่ได้แต่งตัวสำหรับงานแต่งงาน?”  แต่ชายคนนั้นกลับนิ่งเงียบ
13 “ดังนั้นองค์กษัตริย์จึงตรัสกับข้าราชบริพารบางคนว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าของเขา แล้วโยนออกไปในความมืดมิดข้างนอก ซึ่งจะมีแต่การร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความปวด”
 14 “เพราะมีหลายคนได้รับการเชิญ แต่น้อยคนนักที่จะได้รับการเลือก!”

เสียภาษีหรือไม่? ทำอย่างไรจึงถูกต้อง 
15 แล้วฟาริสีก็ออกไปจากที่นั่น และวางแผนเพื่อจะจับผิดพระดำรัสของพระองค์
16 พวกเขาจึงส่งศิษย์ของพวกเขาพร้อมกับคนกลุ่มที่เรียกว่า พรรคเฮโรด  พวกเขาถามว่า “ท่านอาจารย์ เรารู้ว่าท่านเป็นคนจริงใจซื่อตรง และท่านสอนความจริงเรื่องหนทางของพระเจ้า ท่านไม่กลัวว่าใครจะคิดกับท่านอย่างไร  เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด
 17  ของท่านบอกเราว่า ท่านคิดเห็นอย่างไรเรื่องภาษี เป็นการถูกต้องไหมที่เราจะเสียภาษีให้แก่ซีซาร์?  
18 พระเยซูทรงรู้ทันว่า พวกเขาถามเป็นกับดัก จึงทรงตอบว่า “พวกคนหน้าไหว้หลังหลอก ทำไมจึงมาจับผิดเรา?
19  เอาเหรียญที่เจ้าเอาใช้เสียภาษีมาให้เราดูสิ” พวกเขาจึงเอาเหรียญเดนาริอันมาให้พระองค์ 




20 แล้วพระองค์ตรัสถามว่า “รูปนี้เป็นของใคร?  คำจารึกนี้เป็นชื่อของใคร?”
 21 พวกเขาตอบว่า “เป็นของซีซาร์ขอรับ”  
แล้วพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “จงคืนสิ่งที่เป็นของซีซาร์ให้แก่ซีซาร์ และ สิ่งที่เป็นของพระเจ้า ก็ให้ถวายแด่พระองค์
22 เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกทึ่ง แล้วละจากพระองค์ไป

คนสะดูสี กับเรื่องการคืนชีพ
23 วันเดียวกันนั้นเอง มีสะดูสีบางคนมาหาพระเยซู (พวกเขาไม่เชื่อว่ามีการคืนชีพจากตาย )และถามคำถามว่า
 24  “ท่านอาจารย์ ท่านโมเสสได้สั่งพวกเราไว้ว่า หากชายคนใด เสียชีวิตไปโดยไม่มีบุตร  พี่ชายหรือน้องชายของเขาจะต้องแต่งงานกับภรรยาม่ายของเขา เพื่อจะมีบุตร (สืบตระกูล)ให้เขา
25 ครั้งหนึ่งมีพี่น้องชายเจ็ดคน คนพี่แต่งงานไปแล้วก็เสียชีวิตไป เป็นเพราะเขาไม่มีลูก น้องชายจึงแต่งงานกับแม่ม่าย
26 ต่อมา คนที่สอง คนสามก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันจนถึงคนที่เจ็ด
27 ในที่สุดหญิงม่ายก็สิ้นชีวิตด้วย
28 ในเมื่อชายทั้งเจ็ดคนได้แต่งงานกับเธอ เมื่อมีการคืนชีพขึ้นมาแล้ว เธอจะเป็นภรรยาของใครกัน?
29 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านยังไม่เข้าใจ เพราะท่านไม่เข้าใจว่า พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างไร และไม่รู้จักฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าด้วย
 30  เพราะเมื่อเกิดการคืนชีพจากความตาย พวกเขาจะไม่แต่งงานอีก และไม่มีการยกใครให้แต่งงานด้วย พวกเขาจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์ ในฟ้าสวรรค์
 
 


 31  ท่านไม่ได้อ่านสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับท่านเรื่องการคืนชีพหรอกหรือ?


32  พระเจ้าตรัสว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบ’?  พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น   
33 เมื่อประชาชนได้ยินดังนั้น  พวกเขาก็ยิ่งประหลาดใจ ทึ่งในคำสอนของพระองค์

พระบัญญัติข้อที่ใหญ่สุด
34 เมื่อเหล่าฟาริสีรู้ว่า พระเยซูทรงทำให้เหล่าสะดูสีต้องนิ่งอึ้งไป  พวกเขาจึงเรียกประชุมสมคบกัน  
35 ฟาริสีคนหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญบทบัญญัติของโมเสส จึงถามคำถามหนึ่งเพื่อดักพระองค์  
36 “ท่านอาจารย์  พระบัญญัติข้อใดในบทบัญญัติสำคัญที่สุด?”
37  พระเยซูตรัสตอบว่า “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้าอย่างสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของเจ้า 
38 นี่เป็นบทบัญญัติข้อแรก และเป็นข้อที่สำคัญสุด และ
39 ข้อที่สองก็เช่นเดี่ยวกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนรักตนเอง
40 ทั้งบทบัญญัติ และข้อเขียนของผู้เผยพระดำรัสต่างขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองข้อนี้”

ครั้งนี้….พระเยซูทรงถามฟาริสี
41 ขณะที่ฟาริสีมาชุมนุมกัน พระเยซูตรัสถามพวกเขาว่า 
42 “ท่านคิดอย่างไรเรื่องพระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)  ท่านเป็นลูกหลานของใคร?  พวกเขาตอบว่า
“ท่านเป็นลูกหลานของกษัตริย์ดาวิด”
43  แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “แล้วเหตุใดกษัตริย์ดาวิดจึงเรียกพระองค์โดยการดลใจขององค์พระวิญญาณว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ ? กษัตริย์ดาวิดตรัสว่า
44 “‘องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งทางขวามือของเรา จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า 
45 ถ้ากษัตริย์ดาวิดเรียกพระองค์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) จะเป็นบุตรของดาวิดได้อย่างไรเล่า?   
46 ไม่มีใครในหมู่ฟาริสีสามารถตอบคำถามของพระองค์ได้แม้แต่คำเดียว  และตั้งแต่วันนั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาทูลถามพระองค์อีกเลย   

งานเลี้ยงสมรสในแผ่นดินสวรรค์
มัทธิว 22:1-14
พระเยซูตรัสถึงแผ่นดินสวรรค์ … เป็นเหมือน
กษัตริยที่จัดงานเลี้ยงให้โอรส เมื่อเตรียมงานเสร็จ ก็ไปเชิญแขกที่ได้ได้รับการเลือก ได้รับเชิญ… แต่พวกเขากลับไม่ยอมไปงาน
ต่างคนต่างมีธุระของตน  พระโอรสองค์นี้คือพระเมสสิยาห์  (การเลี้ยงของพระเจ้าที่จะให้พระเมสสิยาห์สมรสกับคริสตจักรของพระองค์ มัทธิว 9:15; 25:1 ; ยอห์น  3:29)
อย่าลืมว่า การจัดงานเลี้ยงสมรสที่ยิ่งใหญ่ทุกครั้ง จะต้องใช้เวลาเตรียม เวลาจัด เวลาจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้ครบ และยิ่งในสมัยโบราณ ไม่ได้เลี้ยงแค่สองสามชั่วโมง เป็นงานเลี้ยงประมาณหนึ่งสัปดาห์  
พระเจ้าได้ทรงเลือกอิสราเอลให้เป็นคนของพระองค์ แต่เราพบว่า ชนอิสราเอลจำนวนมาก เลือกที่จะมีศาสนาของตนเอง ศาสนาที่ไม่มีพระเมสสิยาห์  พวกเขาเลือกที่จะมีกฎเกณฑ์ของตนเอง … 400 ปีก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาบังเกิดในโลกนั้น  เหล่าฟาริสี สะดูสี ปุโรหิต
ธรรมาจารย์ทั้งหลาย ต่างได้พากันเพิ่มเติมบทบัญญัติเพิ่มขึ้นอีกมากมาย มีคำสอนของตนเองที่แตกต่างจากที่พระเจ้าทรงให้เอาไว้  พวกเขาไม่เลือกที่จะมีพระบุตรของพระเจ้า พวกเขาไม่เลือกที่จะมางานเลี้ยง

โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงให้คนออกไปเชิญอีกครั้ง  คล้ายกับที่พระเจ้าทรงส่งยอห์นมาก่อน ตามมาด้วยพระเยซู และงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ใช่อาณาจักร แต่เป็นการฉลองก่อนจะเริ่มอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ 
ที่สำคัญ บางคนยังจับข้าราชบริพารของกษัตริย์ทั้งเฆี่ยน ทั้งฆ่า  กษัตริย์พิโรธมาก ทรงจัดการลงโทษ และเผาเมือง  ผู้ที่แปลพระคัมภีร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ในปี ค.ศ. 70 ที่โรมเข้ามาเผาเมืองนั้น เป็นสิ่งที่พระเยซูทรงบอกล่วงหน้าไว้ในอุปมาเรื่องนี้นั่นเอง  เพราะการเผาเมืองในสมัยก่อน จะเกิดขึ้นเมื่อเมืองในอาณัติเกิดการขัดขืนขึ้นมา นี่เป็นการบอกล่วงหน้าครั้งแรกเรื่องการที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย

8-10
แล้วองค์กษัตริย์ก็ส่งคนของพระองค์ออกไปเชิญใครก็ได้ที่จะเข้ามาในงานเลี้ยงนี้  ในเมื่อแขกชุดแรกปฏิเสธพระองค์ พระองค์ก็ส่งพวกเขาไปตามถนนสายหลัก และสายต่าง ๆ ไม่งว่าจะเป็นคนดีหรือชั่ว
ในที่สุดงานเลี้ยงก็มีแขกเต็มงาน 
สิ่งที่น่าดีใจคือ วันนี้ องค์กษัตริย์ก็ยังทรงเชิญแขกของพระองค์อยู่  งานเลี้ยงจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา  คนอิสราเอลจำนวนมากปฏิเสธพระเจ้า แต่คนต่างชาติในโลกกลับได้มีโอกาสเข้ามาในงานเลี้ยง .. รวมทั้งคนที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่รัฐบาลห้ามการเชื่อพระเยซูคริสต์ก็ยังได้เข้ามาในงานเลี้ยงนี้
11-14
แต่แล้วมีชายคนหนึ่งที่ไม่ได้สวมเสื้อสะอาดสำหรับงานเลี้ยง ในที่นี้คือ เสื้อแห่งความชอบธรรมที่ผู้เชื่อได้รับจากพระเยซู ชายคนนี้ได้รับเชิญ เขาต้องการอาหารดี ๆ ในงาน แต่เขาไม่ได้รักองค์กษัตริย์  ไม่ได้สนใจที่จะถวายพระเกียรติแด่องค์กษัตริย์และพระโอรส
ดังนั้น เขาไม่สามารถเข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ได้เพราะไม่มีเสื้อแห่งความชอบธรรม ทุกคนสามารถมีเสื้อนี้ได้เมื่อวางใจในองค์พระเยซู ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติใดก็ตาม

 พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า คนที่จะได้เข้าในอาณาจักรของพระเจ้า เขาต้องเตรียมตัวด้วย เพื่อเจ้าของอาณาจักรจะตอบรับเขา
ในเมื่อเจ้าของงานรับชายคนนี้ไม่ได้ พระองค์ยังทรงส่งเขาออกไปข้างนอก ไปในความมืด  เป็นที่ ๆ จะไม่เจอเสียงเพลงของการฉลองสมรส แต่จะเจอแต่การร้องไห้และการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน !

เสียภาษีให้ซีซาร์ไหม? 
มัทธิว 22:15-22
ต่อมาฟาริสีได้ส่งคนสองกลุ่มมา คือพวกศิษย์ฟาริสี กับคนในพรรคเฮโรดซึ่งสนับสนุนการปกครองของโรม
เมื่อมาถึงพระองค์ก็ใช้วาจายกย่องพระองค์ก่อน  ท่านจริงใจ ท่านสอนความจริง ท่านไม่กลัวคน ท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร จบแล้วก็ดักพระเยซู ถามว่า ควรจะเสียภาษีให้ซีซาร์ไหม?
ตอบควรเสียให้ซีซาร์  ก็ไม่ได้  ฟาริสีก็จะบอกว่า ไม่ซื่อตรงต่อพระวิหาร ต่อพระเจ้า
ตอบไม่ควรเสียภาษีให้ซีซาร์  ก็ไม่ได้  เท่ากับเป็นกบฎ ให้พรรคเฮโรด หาเรื่อง
นี่เป็นคำถามทางการเมืองที่ทำเหมือนเป็นคำถามฝ่ายวิญญาณ

แต่พระเยซูทรงรู้ทันทีว่านี้เป็นการพยายามจับผิดพระองค์ ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพระองค์ทรงรู้ความตั้งใจจริงของพวกเขาแล้วคำตอบของพระองค์ก็ทำให้ทุกคนต้องทึ่ง
ทรงให้เอาเหรียญที่จะใช้เสียภาษีมาให้ดู ปรากฏว่ามีรูปของซีซาร์อยู่ จึงตรัสตอบอย่างไม่คาดฝันว่า เงินใครก็คืนคนนั้นไป
 และสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ก็ถวายแด่พระองค์  (ในพระวิหารก็มีสกุลเงินที่ใช้ในพระวิหาร)   ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเป็นประชากรสองสัญชาติ เป็นคนของสวรรค์ และเป็นคนของประเทศใดประเทศหนึ่งในโลกนี้ด้วย  และที่น่าสนใจคือ เรามีพระฉายา ของพระเจ้าประทับในชีวิตของเรา พวกเราจึงทั้งถวายกับพระเจ้า และเสียภาษีให้กับชาติที่เราอาศัยอยู่
คำตอบอย่างนี้ ไม่สามารถคุยต่อได้ พวกเขาจึงจากพระองค์ไปพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า คำตอบของพระองค์สุดยอดจริง ๆ

คนสะดูสี กับเรื่องการคืนชีพ
มัทธิว 22:23-33
ทั้งฟาริสี พรรคเฮโรดก็จากไปแล้ว แต่ยังมีอีกพวกที่ต้องการลองดีกับพระเยซู พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการคืนชีพ แตกต่างจากพวกฟาริสีที่เชื่อเรื่องนี้   เขาจึงเอาเรื่องที่อาจเกิดขึ้นจริงมาตั้งเป็นเรื่องราวตามคำสั่งของโมเสสในเฉลยธรรมบัญญัติ 25:5 ว่า หากพี่ชายตายไปโดยไม่มีลูก น้องชายคนต่อ ๆ มาก็ต้องแต่งงานกับพี่สะใภ้เพื่อรักษาเชื้อสายของพี่ชาย ด้วยการให้ลูกชายคนโตที่เกิดมานับเป็นลูกชายของพี่ชายที่ตายไป 
ทีนี้คนสะดูสีก็เข้ามาหาพระเยซู ไม่ได้มาอย่างเป็นมิตร แต่มาอย่างเจ้าเล่ห์ เล่าเรื่องดังกล่าวว่าพี่น้องชายเจ็ดคนได้แต่งงานกับผู้หญิงคนเดียวกัน ถ้าฟื้นจากความตาย เธอจะเป็นภรรยาของใคร … ทั้งที่พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการฟื้นจากตาย แต่ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นกับดัก
พระเยซูตรัสชัดเจนว่า
1 มีการคืนชีพแน่นอน
2 การคืนชีพของทุกคนจะมีชีวิตอย่างทูตสวรรค์  ไม่มีการแต่งงาน 
พระเยซูทรงอ้างถึงคำที่พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสเมื่อพระองค์พบเขาที่ต้นไม้ติดไฟแต่ไม่ไหม้  พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” เมื่อได้ฟังดังนั้นโมเสสจึงปิดหน้าตนเอง เพราะเขากลัวที่จะมองดูพระเจ้า  อพยพ 3:6-7แลัวพระองค์ตรัสต่อไปว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของคนมีชีวิต  นี่หมายความอย่างไร ในเมื่อเวลานั้น อับราฮัม อิสอัค และยาโคบก็ตายไปนานแล้ว  ฟังแล้วก็น่าจะงงมากขึ้น    คำที่พระเจ้าตรัส พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า เราเคยเป็น
แต่คำของพระองค์หมายถึง เรากำลังเป็นพระเจ้าของ…..
เรื่องนี้  เจ ซี ไรห์กล่าวว่า แม้ว่าบรรพบุรุษทั้งสามท่าน จะตายไปแล้ว แต่ที่จริงท่านทุกคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ในฝ่ายวิญญาณ
(มนุษย์เราทุกคนเมื่อตายไป  วิญญาณนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกเราไว้ จึงไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีสภาพที่เรียกว่าสูญสิ้น)


สะดูสีที่ไม่เชื่อเรื่องการคืนชีพ แต่ก็ยังมีความเห็นว่า เมื่อคืนชีพชีวิตของทุกคนจะเป็นเหมือนกับที่ยังอยู่ในโลกนี้ แต่พระเยซูทรงบอกว่า โลกหน้า พวกเขาจะมีร่างกาย แต่เป็นร่างกายที่แตกต่างจากโลก ในกรณีนี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉพาะผู้เชื่อเท่านั้น มิได้กล่าวถึงคนที่ไม่เชื่อ
คนทั้งหลายที่ได้ยิน ก็ทึ่งกับคำตอบที่ไม่คาดคิดเช่นนี้

พระบัญญัติข้อที่ใหญ่สุด
มัทธิว 22:34-40
พอสะดูสีไม่สามารถดักให้พระเยซูติดกับของพวกเขา  ฟาริสีก็ยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วย ทั้ง ๆที่สองฝ่ายไม่ถูกคอกันสักเท่าไร แต่พอดีมีพระเยซูเป็นศัตรูเหมือนกัน เลยพอที่จะไปกันได้ 
พวกเขามาถาม ทำเป็นอยากรู้ว่า พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด
พระเยซูทรงสรุปชัดว่า รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ สุดความคิดและรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง …  ไม่ว่าบัญญัติอื่นใดก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองข้อนี้  ถ้าเราหันกลับไปอ่านพระบัญญัติสิบประการเราจะเห็นอย่างนั้น จริง สี่ข้อแรกพูดถึงความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับเรา ส่วนหกข้อหลังก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่เชื่อ
ข้อสรุปของพระเยซูเรียบ ง่าย ชัดเจน ตรงประเด็น! ไม่ยากที่จะเข้าใจ ไม่ซับซ้อนเหมือนกับบทบัญญัติที่ฟาริสีพยายามเขียนขึ้นมาเพื่อบังคับให้ผู้คนทำตาม
เมื่อเรารักพระเจ้า เราจะทำตามทุกอย่าง
เมื่อเรารักพี่น้อง เราจะเอาใจใส่ และไม่ทำร้ายพวกเขา พอแล้ว

ครั้งนี้….พระเยซูทรงถามฟาริสี
มัทธิว 22:41-46 

องค์พระเมสสิยาห์ตัวจริงทรงตั้งคำถามกับ
ฟาริสีว่า คิดอย่างไรเรื่องพระเมสสิยาห์  ฟาริสีไม่ยอมรับว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์อยู่แล้ว  พระองค์ทรงถามว่า พระเมสสิยาห์ในความคิดของพวกเขาคือใคร เขาก็ตอบตาม พระคัมภีร์ชัดเจนว่า เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดแน่นอน  (สิ่งที่ฟาริสีรู้อยู่แล้วจากพระคัมภีร์คือ คือ  “ ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศต่อเจ้าว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะทรงสถาปนาวงศ์วานหนึ่งเพื่อเจ้า 12 เมื่อเจ้าหมดอายุขัยและล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้าแล้ว เราจะตั้งบุตรชายคนหนึ่งของเจ้าขึ้นครองราชย์ต่อจากเจ้า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าเอง เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา 13 เขาจะเป็นผู้สร้างวิหารเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งอาณาจักรของเขาตลอดกาล 14 เราจะเป็นบิดาของเขาและเขาจะเป็นบุตรของเรา เมื่อเขาทำผิด เราจะใช้มนุษย์เป็นไม้เรียวลงโทษเขา โดยให้มนุษย์เฆี่ยนตีเขา  (2 ซามูเอล7:11-14)  นี่เป็นภาพของพระเมสสิยาห์ในแนวคิดของฟาริสี  พระเยซูทรงถามต่อไปว่าทำไมกษัตริย์ดาวิดจึงทรงเรียก เชื้อสายท่านนี้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า?
เมื่อเราแปลตามคำพระคัมภีร์ฮีบรูคือ
องค์พระยาห์เวห์ตรัสกับองค์เจ้านายของข้าพเจ้าว่า
    “จงนั่งทางด้านขวาของเรา
จนกว่าเราจะทำให้พวกศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าดั่งที่วางเท้าของเจ้า”
ทำให้เห็นชัดว่า กษัตริย์ดาวิดเรียกเชื้อสายของพระองค์เองว่า องค์เจ้านาย … ดังนั้น องค์เจ้านายองค์นี้ คือพระเมสสิยาห์ แม้จะมาในเชื้อสายของดาวิดก็จริง แต่พระองค์ท่านทรงเป็นองค์เจ้านายของกษัตริย์ดาวิดเอง
ที่ฟาริสีต้องจำนนต่อพระเยซูเรื่องนี้เพราะหนังสือสดุดีเขียนไว้อย่างนั้นจริง  ไม่มีใครจะค้านได้

 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 22
1* วิวรณ์ 19:7-9
4* สุภาษิต 9:2
7* ดาเนียล 9:26
8* มัทธิว 10:11
10* มัทธิว 13;18, 47-48
11* โคโลสี 3:10, 12
12* โรม 3:19
13* มัทธิว 8:12; 25:30
14* มัทธิว 20:16
15* มาระโก 12:13-17
16* มาระโก 3:6; 8:15; 12:13
21* มัทธิว 17:25; โรม  13:1-7; 1 โครินธ์  3;23, 6;19-20; 12;27
23* ลูกา 20:27-40; กิจการ 23:8



24* เฉลยธรรมบัญญัติ 25:5
29* ยอห์น 20:9
31* 1 ยอห์น 3:2
32* อพยพ 3:6, 15
33* มัทธิว 7:28
34* มาระโก 12:28-31
35* ลูกา 7:30; 10:25; 11:45-46, 52; 14:3
37* เฉลยธรรมบัญญัติ   6:5; 10:12; 30:6
39* เลวีนิติ 19:18
40* มัทธิว 7:12
41* ลูกา 20:41-44
42* มัทธิว 1:1; 21:9
44* สดุดี 110:1
46* ลูกา 14:6; 12:34