มัทธิว 2 ดวงดาวและความฝัน

โหราจารย์พบเฮโรดอย่างไม่ตั้งใจ 
1 หลังจากที่พระเยซูประสูติที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของกษัตริย์เฮโรด   ก็มีโหราจารย์ จากประเทศทางทิศตะวันออก เดินทางมายังนครเยรูซาเล็ม  (คนเหล่านี้เขาเป็นทั้งนักดาราศาสตร์ เป็นปราชญ์ และเป็นปุโรหิตที่ทำนายฝันโดยใช้ดวงดาวเป็นตัวนำ) 
2 พวกเขาถามว่า “ทารกที่มาเกิดเพื่อเป็นกษัตริย์ของยิวนั้น อยู่ที่ไหน? เราเห็นดวงดาวของท่านในทางตะวันออก และเราเดินทางมาเพื่อนมัสการพระองค์”
3 เมื่อกษัตริย์เฮโรดรู้เรื่องนี้ ท่านก็รู้สึกกลัว ว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก ชาวเมืองเยรูซาเล็มก็เป็นเหมือนกัน 
4 เฮโรดจึงเรียกประชุมหัวหน้าปุโรหิตทั้งหลาย  และเหล่าธรรมาจารย์ ถามพวกเขาว่า พระคริสต์ (หรือพระเมสสิยาห์) มาเกิดที่ใด
5 พวกเขาตอบว่า “ในเมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย มีผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้าได้กล่าวไว้ว่า :
6  ‘ส่วนเจ้านั้น เบธเลเฮมในดินแดนยูดาห์เอ๋ย เจ้าไม่ได้ต่ำต้อยให้หมู่ผู้ปกครองแห่งยูดาห์เลย  เพราะจะมีผู้ปกครองท่านหนึ่งมาจากเจ้า ท่านเป็นเหมือนผู้เลี้ยงประชากรอิสราเอล’ 

แผนลวงของเฮโรด
7 แล้วเฮโรดจึงเรียกเหล่าโหราจารย์มาพบเป็นส่วนตัว ท่านสอบถามจนรู้แน่ว่า ดวงดาวนั้นปรากฏขึ้นเวลาใด
8 จากนั้นก็ส่งโหราจารย์เหล่านี้ไปยังเบธเลเฮม กล่าวว่า “ขอให้พวกท่านไปตามหาพระกุมารนั้น เมื่อพบแล้ว ก็กลับมารายงานให้ข้าเพื่อว่าข้าจะไปนมัสการท่านเช่นกัน”
9 หลังจากที่ได้รับฟังคำของกษัตริย์แล้ว พวกเขาก็เดินทางต่อไป และดวงดาวที่พวกเขาตามมาจากตะวันออกก็เคลื่อนที่นำพวกเขาไปจนกระทั่งดาวหยุดเหนือที่ ๆ องค์พระกุมารประทับอยู่

10 เมื่อพวกเขาเห็นดวงดาว พวกเขาก็ปีติยินดีมาก
11 พวกเขาเข้าไปในบ้าน และเห็นพระกุมารพร้อมกับมารดาของพระองค์ คือมารีย์ และเขาก็ได้ก้มลงแล้ว นมัสการพระองค์ แล้วเปิดกล่องนำของขวัญถวายพระองค์ เป็นทองคำ กำยาน และมดยอบ
12 แต่พระเจ้าทรงเตือนเหล่าโหราจารย์ ในความฝัน ไม่ให้กลับไปหาเฮโรดอีก ดังนั้น พวกเขาจึงกลับประเทศของเขาด้วยเส้นทางอื่น

13 หลังจากที่เหล่าโหราจารย์กลับไปแล้ว ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ปรากฏแก่โยเซฟในความฝัน กล่าวว่า “จงลุกขึ้น และพาพระกุมารและมารดาหนีไปยังประเทศอียิปต์ และอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกให้กลับมา เพราะเฮโรดกำลังตามค้นหาพระกุมารเพื่อประหารพระองค์”
14 ในคืนนั้นเอง โยเซฟลุกขึ้น และพาองค์ทารกน้อยกับมารดาเดินทางไปยังประเทศอียิปต์
15 โยเซฟอาศัยอยู่ที่นั่นจนเฮโรดสิ้นพระชนม์ ที่เกิดขึ้นดังนี้ เพื่อให้เป็นไปตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสผ่านผู้เผยพระดำรัสว่า “เราได้เรียกลูกชายของเราออกจากอียิปต์” (โฮเชยา 11:1)

เฮโรดไล่ล่าพระกุมาร!
16 เมื่อเฮโรดเห็นว่า เหล่าโหราจารย์รู้ทันความตั้งใจของท่าน ท่านก็โกรธนัก จึงสั่งทหารไปประหารเด็กชายทั้งหลายในเมืองเบธเลเฮมและหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา โดยคำนวนจากช่วงเวลาที่ได้ยินสิ่งที่โหราจารย์เล่าให้ฟัง
17 จึงเป็นจริงตามที่เยเรมีย์ผู้เผยพระดำรัสกล่าวไว้ว่า
18 “ได้ยินเสียงคร่ำครวญในรามาห์ (เป็นจุดที่ยิวถูกส่งออกไปเป็นเชลย เยเรมีย์ 40:1) เป็นเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์ ราเชลร้องไห้ถึงลูก ๆ ของเธอ เธอไม่ยอมรับคำปลอบใจใด ๆ เพราะลูก ๆ ได้จากไปแล้ว​(เยเรมีย์​ 31:15)

กลับจากประเทศอียิปต์
19 หลังจากที่เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ตรัสกับโยเซฟในความฝัน ขณะที่เขายังอยู่ในอียิปต์
20 ทูตสวรรค์กล่าวว่า “จงลุกขึ้น พาองค์พระกุมารและมาดากลับไปยังแผ่นดินอิสราเอลได้แล้ว เพราะคนที่พยายามตามล่าชีวิตของพระกุมารนั้น ตายไปแล้ว”
21 ดังนั้นโยเซฟจึงลุกขึ้น พาพระกุมารกับมารดากลับมายังแผ่นดินอิสราเอล
22 แต่เขาได้ยินว่า อารเคลาอัสได้ขึ้นปกครองแคว้นยูเดียแทนบิดาคือเฮโรดที่ได้สิ้นชีวิตไป เขาก็กลัวที่จะไปอยู่ที่นั่น เมื่อได้รับคำเตือนในความฝัน จึงเดินทางต่อไปในเขตกาลิลี
23 ไปอาศัยในเมืองนาซาเรธ ดังนั้นจึงเป็นจริงตามที่ได้กล่าวผ่านผู้เผยพระดำรัสว่า “เขาจะเรียกท่านว่า ชาวนาซาเร็ธ” (เหมือนกับคำจากอิสยาห์ 11:1 .. คำฮีบรูว่ากิ่ง ออกเสียงคล้ายคำว่า นาซารีน)

เบื้องหลังเรื่องราว

มัทธิว 2:1-6 โหราจารย์พบเฮโรดอย่างไม่ตั้งใจ 
พระเยซูประสูติที่เมืองเบธเลเฮม  ใกล้ ๆ กรุงเยรูซาเล็ม ชื่อของเมืองนี้มีความหมายว่า บ้านขนมปัง หรือบ้านแห่งอาหาร พระเจ้าทรงให้ทั้งโยเซฟ มารีย์เดินทางมาเพื่อลงทะเบียนสำมะโนครัว    และเมืองนี้ก็เป็นเมืองที่เขาเตรียมลูกแกะสำหรับการถวายเครื่องบูชา ลูกแกะตัวเล็ก ๆ ที่เกิดใหม่จะถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าเก่าของเหล่าเลวี ดังนั้นเมื่อมีการบันทึกว่า เราจะพบว่า เขาเน้นการที่พระเยซูทรงถูกหุ้มห่อด้วยผ้าขาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการที่วันหนึ่งพระองค์จะถูกประหารเป็นเครื่องบูชาเพื่อลบบาป

จากบ้านเมืองที่ไกลจากอิสราเอลมาก เราไม่ทราบว่า โหราจารย์เหล่านี้มาจากประเทศใด แต่สิ่งที่เรารู้คือว่า เขาเป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้า และรู้ด้วยว่า พระผู้ช่วยให้รอดจะมาบังเกิดโดยดูจากดวงดาวที่เคยมีการพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า  โหราจารย์เหล่านี้ทำให้เรารู้ว่า ในที่ ๆ ห่างไกล ยังมีคนที่เชื่อพระเจ้า และแสวงหาพระองค์อย่างสุดหัวใจ พวกเขาพร้อมที่จะสละทุกอย่างเพื่อตามหาพระองค์ ใครจะรู้บ้างว่า เขาอาจจะเป็นคนที่เคยตกไปเป็นเชลยเหมือนอย่างคนรุ่นดานิเอลก็เป็นได้  คนเหล่านี้เห็นดวงดาวของพระเมสสิยาห์ และเขาก็ตามมาเพื่อถวายความเคารพ ถวายหัวใจ ถวายนมัสการ และถวายของขวัญแด่พระองค์ (กันดารวิถี 24:17)

เฮโรดเป็นกษัตริย์ปกครองโดยอำนาจของโรม ในช่วง 34-4 ปีก่อนคริสตศักราช เขาเป็นชาวเอโดม  เป็นกษัตริย์ที่เก่ง ฉลาด มีความรู้ในการสร้างอาคาร มีความสนุกกับการที่จะได้สร้าง แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นผู้ปกครองที่สุดโหดด้วย  พร้อมที่จะฆ่าได้ทุกคนที่ขวางทาง

ขณะที่โหราจารย์มาเยี่ยมพระกุมาร พวกเขาก็เข้าใจว่า เป็นกษัตริย์ก็น่าจะอยู่ในวัง แต่ปรากฏว่า ไม่ใช่… พวกเขาทำให้เฮโรดกังวลเป็นอย่างมากเมื่อรู้เรื่องของกษัตริย์ยิวที่มาเกิด…อย่างแรกที่คิดคือ ต้องกำจัดกษัตริย์ผู้นี้  จากข้อสี่เราจะเห็นว่า เฮโรดพอมีความรู้เรื่องพระเมสสิยาห์อยู่บ้างเขาไม่สบายใจมาก ต้องกำจัดองค์กษัตริย์ผู้นี้ให้ได้! ดูสิ ..พระบุตรพระเจ้ามาบังเกิด ก็ถูกปองร้ายตั้งแต่ต้น ศัตรูของพระเจ้าไม่ได้พักเลย พร้อมที่จะทำลายตลอดเวลา!!

เมื่อเฮโรดถามปุโรหิต พวกเขาเองก็รู้เช่นกันว่า พระเมสสิยาห์จะมาบังเกิดในเบธเลเฮม … ในขณะที่โหราจารย์เดินทางจากแดนไกลมาเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์น้อย  เฮโรดกับปุโรหิต ธรรมาจารย์กลับมีความคิดอีกอย่าง.. 

มัทธิว 2:7-12 แผนลวงของเฮโรด
เฮโรดฉลาดมาก ไม่ได้แสดงความกังวลให้โหราจารย์เห็นเลย เขาสอบถามจนแน่ใจว่า ศัตรูที่อาจมาทำลายอำนาจของเขาผู้นั้น เป็นใครอยู่ที่ไหนกันแน่ แทนที่จะส่งคนไปกำจัดพระเยซูตัวน้อยเลย ก็ปล่อยให้โหราจารย์ไปก่อน ไปดูให้แน่.. แล้วค่อยไปจัดการ ไม่ให้เสียคน เสียเวลา แถมยังผูกมิตรกับโหราจารย์อีกด้วย นี่ไง..ความปราชญ์เปรื่องของเฮโรด

พบองค์กษัตริย์ที่ดาวนำมา
โหราจารย์เดินทางต่อ ดวงดาวนั้นก็พาพวกเขาไปต่อจนถึงสถานที่ซึ่งครอบครัวของพระเยซูอาศัยอยู่ เราไม่ทราบว่า จากวันที่พระองค์ประสูติ จนถึงวันนี้ผ่านมานานเท่าไรจริง ๆ แต่จากที่เราเห็นว่า เฮโรดสั่งประหารเด็กสองขวบลงมา ก็น่าจะห่างจากวันที่พระองค์ประสูติพอสมควร ดูความเชื่อของโหราจารย์ มหัศจรรย์!! พวกเขาเชื่อเพียงเห็นเด็กคนหนึ่งที่เขารู้ในใจว่า ใช่แน่.. เขาไม่มีความสงสัย

พวกเขาต้องเป็นคนที่รู้พระคัมภีร์เดิม รู้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลมาเป็นอย่างดี ในขณะที่เหล่าผู้นำทางศาสนายิวกังวล โกรธเกรี้ยวที่พระเมสสิยาห์ซึ่งก็เป็นผู้ที่ชาวอิสราเอลรอคอยมาบังเกิด พวกเขากลับมาก้มลง คุกเข่านมัสการ ถวายของขวัญแด่พระองค์ ทั้ง ๆ ที่ยังทรงเป็นเด็ก อยู่ในบ้านธรรมดา มีพ่อแม่เป็นชาวบ้าน ไม่ได้แสดงการอัศจรรย์ให้เห็น แต่พวกเขาไม่ได้สงสัย กลับมั่นใจว่า พวกเขาได้พบองค์กษัตริย์ที่แท้จริง ดวงดาวที่นำมาและหยุดในที่ ๆ ใช่นั้น เพียงพอสำหรับพวกเขาแล้ว (อิสยาห์ 49:7)

มัทธิว 2:13-15 การปกป้องจากพระบิดา
จากนั้น พระเจ้าทรงเตือนไม่ให้โหราจารย์กลับไปรายงานสิ่งใดแก่เฮโรด พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้า กลับไปทางอื่นอย่างที่พระเจ้าทรงเตือน … แล้ว พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ มาบอกโยเซฟในความฝันอีกครั้งให้หนีไปอียิปต์ทันที โยเซฟเองก็ไม่รอช้า ทำตามคำสั่งของทูตสวรรค์ทันที

ช่วงเวลาที่โยเซฟออกเดินทาง ก็เป็นเวลาที่โหราจารย์กลับบ้าน และเวลานั้น เฮโรดก็กำลังรอคอยคำตอบจากโหราจารย์ด้วย .. ครอบครัวเล็ก ๆ ออกเดินทางไปช้า ๆ ในความมืด ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงสำหรับเด็กคนหนึ่งที่เกิดมา แต่ต้องหนีเอาชีวิตรอดตั้งแต่เล็ก แต่ทั้งหมดนี้ พระเจ้าได้ตรัสล่วงหน้ามาแล้วว่าจะเกิดขึ้น (โฮเชยา 11:1)เราเห็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างพระเยซูกับอิสราเอลคนของพระเจ้าหรือไม่? ชีวิตของพระเยซูนั้น สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอลที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ออกมาจากความเป็นทาส และสะท้อนให้เห็นชีวิตของเราที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ออกจากความบาปและความตาย

มัทธิว 2:16-18 เฮโรดไล่ล่าพระกุมาร!
การไม่กลับมาของโหราจารย์ทำให้เฮโรดโกรธยิ่งนัก 

สิ่งที่ทำได้คือ คำนวนเวลาแล้วก็สั่งประหารเด็กชายอายุสองขวบลงมา … พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าเรื่องนี้เช่นกันใน เยเรมีย์​ 31:15  เฮโรดไม่ได้รู้เลยว่า องค์กษัตริย์ผู้ที่เขาพยายามสังหารนั้น ไม่ได้อยู่ในหมู่เด็กชายเหล่านั้น  และเมื่อฆ่าล้างเด็ก ๆ สำเร็จ เขาก็รู้สึกสบายใจ  เห็นไหม ว่าโหดขนาดไหน?

มัทธิว 2:19-23 กลับจากประเทศอียิปต์
ไม่นานเฮโรดก็สิ้นชีวิต พระเจ้าก็ทรงสั่งโยเซฟผ่านทูตสวรรค์ในความฝันอีกครั้ง เขาก็พาครอบครัวกลับมา โดยหลีกเลี่ยงลูกชายเฮโรดที่ขึ้นครอง จึงเดินทางไปอาศัยในนาซาเร็ธ (เหมือนกับคำจากอิสยาห์ 11:1 .. คำฮีบรูว่ากิ่ง ออกเสียงคล้ายคำว่า นาซารีน)น่าแปลกที่พระเจ้าทรงให้พระบุตรของพระองค์เติบโตในเมืองที่ผู้คนดูหมิ่น คนมักจะถามว่า มีอะไรดีที่มาจากนาซาเร็ธบ้าง? ผู้คนมักคิดว่าตนเองดีกว่าคนชาวนาซาเร็ธ

ในขณะที่เราแสวงหาสิ่งดีที่สุดให้กับตัวเอง พระบิดากลับทางวางพระบุตรไว้ในจุดที่คนเมิน…
พระเยซูทรงเติบโตมาพร้อมกับอาชีพที่รับต่อมาจากโยเซฟคือ เป็นช่างไม้ พระองค์ทรงดูแลครอบครัวเพราะเป็นเหมือนลูกชายหัวปี พระเจ้าทรงเตรียมพระเยซูเช่นนี้ และใครก็ตามที่รู้สึกต่ำต้อย ให้ดูว่าองค์กษัตริย์ที่จะครองใจมนุษย์ทรงผ่านอะไรมาบ้าง แล้วเลิกที่จะรู้สึกเช่นนั้นได้แล้ว

พระคำเชื่อมโยง

1* มีคาห์ 5:2; ลูกา 2:4-7; ปฐมกาล 25:6
2* ลูกา 2:11; กันดารวิถี 24:17
4* 2 พงศาวดาร 36:14; 34:13; มาลาคี 2:7
6* มีคาห์ 5:2; ยอห์น 7:42; วิวรณ์ 2:27

7* กันดารวิถี 24:17
11* อิสยาห์ 60:6
12* มัทธิว 1:20
13* มัทธิว 2:16
15* โฮเชยา 11:1

18* เยเรมีย์ 31:15
20* ลูกา 2:39; มัทธิว 2:16
22* มัทธิว 2:12,13,19; ลูกา 2:39
23* ยอห์น 1:45-46; ผู้วินิจฉัย 13:5

ทิตัส 1 จากท่านเปาโลถึงทิตัส

ทิตัส 1:1
จากเปาโล ทาสของพระเจ้าและอัครทูตของพระเยซูคริสต์ ข้าได้รับมอบหมายมาเพื่อรับใช้เรื่องความเชื่อของคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ และเพื่อช่วยให้เขารู้จักความจริงในการเดินในวิถีทางของพระเจ้า

ทิตัส 1:2
ความเชื่อ และความจริงนั้น 
มาจากความหวังใจในชีวิตนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ทรงมุสา ได้ทรงสัญญากับเราไว้ก่อนปฐมกาล


ทิตัส 1:3
และเมื่อถึงเวลาของพระองค์ พระเจ้าก็ทรงทำให้โลกได้รู้ถึงชีวิตนั้น ผ่านการประกาศ ซึ่งพระองค์ได้ทรงมอบงานประกาศนั้นไว้แก่ข้าตามพระบัญชาของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา

ทิตัส 1:4
ถึงทิตัส ลูกชายแท้ของข้าในความเชื่อเดียวกัน ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา อยู่กับท่าน

ทิตัส 1:5
ที่ข้าปล่อยให้เจ้าไว้ที่เกาะครีต (ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)
ก็เพื่อว่า เจ้าจะได้จัดการทำทุกสิ่งที่ต้องดูแลให้สำเร็จเรียบร้อย เพื่อเจ้าจะได้แต่งตั้งผู้ปกครองไว้ในทุกเมือง
ตามที่ข้าแนะนำไว้แล้ว

ทิตัส 1:6-7
ผู้ปกครองนั้น จะต้องเป็นคนที่ไร้ตำหนิ ซื่อสัตย์ต่อภรรยาคนเดียว และลูก ๆ มีความเชื่อเดียวกัน จะต้องไม่เป็นลูกที่ดื้อดึงดัน หรือไร้วินัย ในฐานะที่เขาเป็นผู้ดูแลคริสตจักร จะต้องไร้ตำหนิ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่อารมณ์ร้อน และจะต้องไม่เป็นคนติดเหล้า หรือเป็นคนรุนแรง หรือพยายามร่ำรวยด้วยการคดโกงผู้อื่น


ทิตัส 1:8-9
เขาควรเป็นคนอัธยาศัยดี มีน้ำใจต้อนรับแขก รักความดี สามารถควบคุมตนเองได้ มีชีวิตที่ถูกต้องกับพระเจ้า และมีวินัย
โดยที่เขายึดมั่นในคำสอนที่จริง ไว้ใจได้ ซึ่งได้สอนเขาไว้ เพื่อเขาจะหนุนใจคนอื่นด้วยความสอนที่จริงแท้ และเขาสามารถ
ช่วยแก้ไขเหล่าคนที่ต่อต้านคำสอนนั้น

ทิตัส 1:10-11
เพราะมีหลายคนไม่ยอมร่วมมือ คนที่มักพูดถึงสิ่งที่ไร้ค่าและหลอกลวงผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ยืนกรานว่าจะต้องเข้าสุหนัตเท่านั้นจึงจะรอดได้ เราต้องหยุดคนพวกนี้ เพราะพวกเขาทำลายหลายครอบครัว โดยสอนสิ่งที่ไม่ควรจะสอน พวกเขาหลอกลวงผู้คนเพื่อตนเองจะได้ร่ำรวยขึ้น

ทิตัส 1:12-14
หนึ่งในพวกเขากล่าวว่า“ชาวครีตมุสาเสมอเป็นเหมือนอย่างสัตว์ป่า และเป็นคนที่ไม่ทำอะไรเอาแต่ตะกละตะกลาม”  สิ่งที่พูดนั้นเป็นความจริง ดังนั้น จงเตือนพวกเขาให้รู้ว่าพวกเขาทำผิดไปแล้ว เพื่อจะได้มีความเชื่อที่ถูกหลัก จะไม่ยอมรับนิยายของยิวรวมถึงคำสั่งของคนที่ปฏิเสธความจริง

ทิตัส 1:15-16
สำหรับคนที่บริสุทธิ์ ทุกสิ่งก็บริสุทธิ์ แต่สำหรับคนที่เป็นมลทินและไม่เชื่อนั้นก็ไม่มีอะไรในตัวที่บริสุทธิ์เลย ทั้งความคิดมโนธรรมของเขาเป็นมลทิน เขารับว่าตนรู้จักพระเจ้า แต่การกระทำแสดงว่า เขาไม่ยอมรับพระองค์ พวกเขาน่ารังเกียจ
ไม่เชื่อฟัง และไม่เหมาะที่จะทำสิ่งดีใด ๆ

อธิบายเพิ่มเติม

ทิตัส 1:1
ทิตัสเป็นผู้รับใช้พระเจ้าร่วมกับท่านเปาโล เขาเป็นคนกรีก และเป็นคนที่เปาโลรักเหมือนลูกอีกคนหนึ่ง ท่านเปาโลได้เขียนถึงตัวท่านเองว่าเป็นทาสของพระเจ้า และเป็นอัครทูต คือ คนที่พระเจ้าทรงส่งไปประกาศพระนามตามที่ต่าง ๆหน้าที่สำคัญของท่าน คือช่วยให้ผู้คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า ได้รู้จักความจริงของพระองค์และจะได้ใช้ชีวิตในการเดินไปกับพระเจ้าอย่างมั่นคง
ทิตัส 1:2
ความเชื่อของคริสเตียนในยุคนั้นแตกต่างจากความเชื่อในเทพเจ้าต่าง ๆ ที่เชื่อกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพกรีกที่ต่างมีชีวิตอันโสมม คริสเตียนกลับมีชีวิตที่มุ่งมั่นที่จะได้อยู่กับพระเจ้านิรันดร์​โดยเริ่มต้นที่เชื่อพระเยซู และใช้ชีวิตตามความจริงของพระเจ้า พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้มนุษย์มีชีวิต
อมตะมาตั้งแต่วันที่ทรงสร้างโลก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทรงอนุญาตให้เขาเลือกที่จะเชื่อฟังพระองค์ด้วยตัวเอง แล้วมนุษย์ก็ทำพลาดตั้งแต่ครั้งแรกนั้น
ทิตัส 1:3
ข้อนี้สำคัญมาก พระเจ้าทรงให้โลกได้รู้จักชีวิตนิรันดร์อย่างชัดเจน แตกต่างจากสมัยพระคัมภีร์เดิม เมื่อพระเยซูเสด็จมาช่วยโลกให้รอดแล้ว คนจะรู้ได้ จะรอดได้ก็ต้องมีการประกาศ เผยแผ่ออกไป และพันธกิจดังกล่าวนี้ ไม่ใช่ว่าเราคิดกันขึ้นเอง แต่พระเยซูทรงเป็นผู้บัญชาให้เราทุกคนได้หน้าที่นี้ตัวท่านเปาโลเองก็ถือว่าตัวท่านเป็นคนที่พระเจ้าทรงส่งออกไปและชักชวนให้คนอื่นออกไปด้วย
ทิตัส 1:4
ท่านเปาโลรักทิตัสอย่างลูกชายคนหนึ่ง ความรักที่อาจารย์คนหนึ่งมีให้ศิษย์นั้นไม่เหมือนกับอาจารย์ที่รักศิษย์เหมือนลูกชาย ทั้งสองมีความเชื่อเดียวกัน รับใช้พระเจ้าเหมือนกัน มีเป้าหมายเพื่อแผ่นดินของพระองค์ แต่ทิตัสได้รับหน้าที่สำคัญที่จะดูแล แต่งตั้งคนทำงานในคริสตจักร ท่านเปาโลก็เขียนมาเพื่อช่วยให้ทิตัสมีแนวทางที่จะทำงานต่อไป
ทิตัส 1:5
นี่คืองานสำคัญที่ทิตัสได้รับมอบหมายมาจากท่านเปาโลคือ การตั้งผู้ดูแลปกครองในคริสตจักร แต่จะตั้งใครล่ะ?
ที่จริงเป็นเรื่องยากสำหรับทิตัสมาก เพราะคนชาวเกาะครีตนั้น ลือชื่อในการเป็นคนไร้มารยาท ทำชั่ว เกียจคร้าน พูดจาหยาบคาย โกหก คดโกง ดังนั้น คนที่เขาเลือกจะต้องเป็นคนที่เกิดใหม่แล้วจริง ๆ ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า และมีชีวิตที่ดำเนินตามพระคำของพระเจ้าอย่างมั่นคง
ทิตัส 1:6-7
ชาวเกาะครีตมีปัญหาในพฤติกรรมบาปต่าง ๆ และพวกเขารับได้กับการกระทำเหล่านั้น ท่านเปาโลจึงต้องบอกชัดเจนว่า คนที่จะปกครองผู้อื่นในคริสต-
จักรจะต้องเป็นคนที่เหนือมาตรฐานของคนชาวครีตอย่างมาก ต่างกันแบบไม่เห็นฝุ่นเลย ตัวอย่างเช่น
พวกเขาเชื่อ ทำตามเทพซูส หรือเซอูสที่เป็นเทพที่จะหลอกผู้หญิงเพื่อเอาประโยชน์ทางเพศ พวกเขา ก็ทำตามเป็นต้น เรื่องการคิด พฤติกรรมอื่น ๆ ของคริสเตียนก็แตกต่างมาก
ทิตัส 1:8-9
คุณสมบัติของผู้ปกครองนั้น เหมือนกับคุณสมบัติของทุกคนที่เป็นผู้เชื่อด้วย ไม่ได้ต่างอะไรกันนักรายการคุณสมบัติที่ดีซึ่งเราได้อ่านมาอย่างแรกคือ
ไร้ตำหนิ ซึ่งแทบจะครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของเขาทั้งหมด ยิ่งกว่านั้น เขาต้องเห็นแก่คนอื่น สามารถให้เวลากับคนอื่น มีวินัย และหาก
เขาเป็นคนที่เพียบพร้อมอย่างที่ท่านเปาโลเขียนรายการมา เขาก็สามารถหนุนใจ ช่วยเหลือคนอื่นเป็นที่นับถือของผู้เชื่อในคริสตจักร
ทิตัส 1:10-11
คนที่ไม่ยอมร่วมมือเหล่านี้ มีความหมายถึงคนที่ไม่ยอมอยู่ใต้ผู้รับใช้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ผ่านการทดสอบมาแล้ว ในคริสตจักรทุกวันนี้ เราก็ยังเจอ
คนที่ไม่ร่วมมือ ไม่อยู่ใต้การดูแล ที่หนักไปกว่านั้นคือสอนผิดตามประสานิสัยยิวเดิม นั่นคือ บอกว่าจะรอดได้ต้องเข้าสุหนัต ต้องทำพิธีแบบยิว
พวกเขาหลอกลวงคนอื่นเพื่อเงิน นั่นคือ เมื่อคนเข้าใจว่า พวกเขาเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณ ก็มักจะมีการถวายเกิดขึ้น
ทิตัส 1:12-14
สิ่งที่ท่านเปาโลเตือนนั้น เป็นเพราะมีคำกล่าวที่เป็นจริงจากกวีท่านหนึ่งที่รู้จักชาวครีตเป็นอย่างดีท่านเล่าว่าพวกเขามีนิสัยใจคออย่างไร ซึ่งเปาโล
เองก็ได้อ้างถึงท่านราวกับว่าท่านคุ้นเคยกับวรรณกรรมในสมัยโบราณเป็นอย่างดีด้วย ท่านเปาโลไม่ได้ห้ามทิตัสให้ตัดขาดคนเหล่านี้ แต่ให้เตือนสติ
เพื่อเขาจะเชื่ออย่างถูกต้อง พวกเขาจะเปลี่ยนได้ก็มีทางเดียวคือ ได้รับฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงจากองค์พระวิญญาณ นั่นเป็นความหวังเดียวที่ไว้ใจได้
ทิตัส 1:15-16
ชาวครีตที่ว่าเชื่อแต่ยังไม่เชื่อจริงนั้น ยังมีกรอบความคิดของตัวเอง ในเรื่องความบริสุทธิ์กับมลทินเช่น พวกเขาคิดว่า อาหารนี่บริสุทธิ์ อาหารนั้นเป็นมลทิน ท่านเปาโลให้ความเห็นว่า คนพวกนี้มีมโนธรรมมลทิน แล้วยังมาชักชวนให้คนที่รู้น้อยหลงคิดตามพวกเขาไป ยังคงไม่ยอมรับพระคุณของพระเยซู
ที่ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อคนที่วางใจในพระองค์ ดังนั้นท่านจึงสรุปว่า คนเหล่านี้ไม่ยอมเชื่อฟัง น่ารังเกียจ ไม่เหมาะที่จะเป็นคนดีเสียด้วยซ้ำ

พระคำเชื่อมโยง

1* 2 ทิโมธี 2:25; 1 ทิโมธี 3:16
2* กันดารวิถี 23:9
4* 2 โครินธ์ 2:13; 8:23
5* 1 โครินธ์ 11:34
6* 1 ทิโมธี 3:2-4

7* เลวีนิติ 10:9
10* ยากอบ 1:26
11* 1 ทิโมธี 6:5
12* กิจการ 17:28

13* 2 โครินธ์ 13:10
14* อิสยาห์ 29:13
15* 1 โครินธ์ 6:12
16* มัทธิว 7:20-23; 25:12 ; 2 ทิโมธี 3:5, 7; โรม 1:28

โยเอล 3 พิพากษาและรื้อฟื้น

สิ่งที่ชาติต่าง ๆ ทำกับคนของพระเจ้า
1 ดูเถิด ในวันเหล่านั้น และเวลานั้น 
เมื่อเราจะรื้อฟื้นยูดาห์และเยรูซาเล็ม จากการเป็นเชลย 
2 เราจะรวบรวมชาติต่าง ๆ
และนำพวกเขามายังหุบเขาเยโฮชาฟัท และที่นั่น
เราจะพิพากษาพวกเขาในประเด็นเรื่องประชากรของเรา
และมรดกของเราคืออิสราเอล
ซึ่งพวกเขาได้ทำให้กระจัดกระจายไปตามชาติต่าง ๆ 
และได้แบ่งแยกแผ่นดินของเรา 
3 พวกเขาได้จับฉลากจับประชากรของเราไป
และทำให้เด็กชายต้องขายตัว 
และค้าเด็กหญิงเอาเงินไปดื่มเหล้าองุ่น


สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตนร้ายกาจต่อคนของพระเจ้า

4 โอ ไทระ ไซโดน และพื้นที่แถบฟีลิสเตีย 
พวกเจ้ามาต่อต้านเราด้วยเรื่องอะไร?
พวกเจ้าจะแก้แค้นเราอย่างนั้นหรือ?
หากเจ้าตอบโต้เรา
เราจะคืนมันกลับไปบนกบาลของพวกเจ้า
อย่างทันควันและรวดเร็ว
5 เพราะพวกเจ้าได้เอาเงินและทองของเราไป  และนำทรัพย์สมบัติมีค่าของเราไปยังวิหารของพวกเจ้า 
6 เจ้าขายประชาชนชาวยูดาห์และชาวเมืองเยรูซาเล็มให้กับพวกกรีกส่งพวกเขาไปไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน 
7 ดูเถิด เราจะเร้าพวกเขาให้ออกจากพื้นที่ ๆ พวกเจ้าขายเขาไป  เราจะสนองการกระทำของเจ้าลงไปที่หัวของเจ้าเอง 
8  เราจะขายลูกชายลูกสาวของเจ้าให้ไปอยู่ในมืองของคนยูดาห์ และ คนยูดาห์จะขายต่อพวกเขาไปให้คนซาเบียนซึ่งเป็นชาติที่อยู่แสนไกล เพราะพระยาห์เวห์ได้ตรัสแล้ว”

การพิพากษาที่หุบเขาเยโฮชาฟัท
9 จงประกาศเรื่องนี้ท่ามกลางชนชาติต่าง ๆ
“จงเตรียมทำสงคราม เร้าใจคนที่แข็งแกร่งทั้งหลาย
ให้นักรบทุกคนบุกเข้ามาและโจมตี!
10 จงตีคันไถให้เป็นดาบและขอลิดแขนงให้เป็นหอก
ให้คนอ่อนแอกล่าวว่า “ฉันเข้มแข็ง”
11 จงรีบมา ชาติต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ เอ๋ย จงรวมตัวกันที่นั่น
โอ พระยาห์เวห์ ขอทรงนำนักรบของพระองค์ลงมา
12 ขอเร้าใจชาติต่าง ๆ และขึ้นมายังหุบเขาเยโฮชาฟัท
เพราะที่นั่น เราจะนั่งตัดสินความชาติต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบ
13 แกว่งเคียวเกี่ยวเถอะ เพราะฤดูเก็บเกี่ยวมาถึงแล้ว
มา มาย่ำผลองุ่น เพราะบ่อองุ่นเต็มแล้ว
บ่อเก็บน้ำองุ่นก็ล้นแล้วด้วย เพราะความชั่วร้ายของเขามากยิ่งนัก

วันของพระเจ้า ณ หุบเขาแห่งการตัดสินใจ
14 ผู้คนจำนวนมาก ผู้คนจำนวนมาก
ในหุบเขาแห่งการตัดสินใจ
15 ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์จะมืดไป
และดวงดาวจะไม่ส่องแสงต่อไป
16 พระยาห์เวห์จะทรงคำรามจากศิโยน​
และเปล่งพระสุรเสียงจากกรุงเยรูซาเล็ม ฟ้าสวรรค์
และแผ่นดินโลกก็สั่นสะเทือน
แต่พระยาห์เวห์จะทรงเป็นที่ลี้ภัยให้กับประชากรของพระองค์
ทรงเป็นป้อมปราการเข้มแข็งให้กับประชากรของอิสราเอล
พระพรมีแก่ประชากรของพระเจ้า
17 แล้วเจ้าจะรู้ว่า เราคือ พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า
ผู้ประทับในศิโยน ภูเขาบริสุทธิ์ของเรา
นครเยรูซาเล็มจะบริสุทธิ์
จะไม่ถูกคนต่างชาติเหยียบย่ำอีกต่อไป

การรื้อฟื้นครั้งสุดท้ายของอิสราเอล
18 และในวันนั้น ภูเขาจะส่งน้ำองุ่นหยดลงมา
และเนินเขาจะเต็มด้วยน้ำนม ลำธารทั้งหลายของ
ยูดาห์จะมีน้ำหลั่งไหล และจะมีน้ำพุออกมาจาก
พระนิเวศของพระยาห์เวห์
เพื่อรดน้ำให้กับหุบเขาอาคาเชีย (ชิทธีม)
19 อียิปต์จะกลายเป็นที่รกร้าง
และเอโดมจะเป็นถิ่นกันดารร้างเปล่า
เพราะความทารุณโหดร้ายที่พวกเขาทำต่อคนยูดาห์
พวกเขาได้ทำให้คนไร้ผิดต้องหลั่งเลือด
20 แต่ยูดาห์จะมีคนอาศัยตลอดไปเป็นนิตย์
และนครเยรูซาเล็มจะมีคนอาศัยอยู่ยุคแล้วยุคเล่า
21เพราะเราจะแก้แค้นแทนเลือดตกที่เรายังไม่ได้จัดการให้
เพราะพระยาห์เวห์ประทับในศิโยน

อธิบายเพิ่มเติม

ยเอล 3:1-8
บทนี้บอกถึงการรื้อฟื้นชนชาติอิสราเอล จากการเป็นเชลย
1 เมื่อกล่าวถึงวันเหล่านั้น เวลานั้น เป็นการอ้างไปถึงวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า (เยเรมีย์ 33:15)
2 พระองค์ทรงแจ้งให้ชัดว่า จะทรงพิพากษาคดีใด ชาติต่าง ๆ ที่ต้องมาอยู่ต่อพระพักตร์คือชาติที่ได้เข้ามากดขี่ข่มเหงชนชาติของพระเจ้า (อิสยาห์ 66:18; เยเรมีย์ 25:31; เศฟันยาห์ 3:8) หุบเขาเยโฮชาฟัทมีความหมายว่า พระเจ้าทรงพิพากษา (อ่านมัทธิว 25:31-46)
3 แล้วพระองค์ทรงบอกว่า พวกเขาได้ทำอะไรกับคนของพระองค์ กับเด็กชายและเด็กหญิง นี่เป็นการค้ามนุษย์ในสมัยโบราณ เขามีการจับฉลากกันในขบวนการค้ามนุษย์นั้น

4 เมืองไทระ ไซโดน เป็นเมืองของชาวฟีนีเชียปกติแล้วมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอล แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้นำ บางครั้งพวกเขาก็เป็นภัยต่ออิสราเอล การที่พระเจ้าจะรื้อฟื้นอิสราเอลขึ้นมาได้ พระเจ้าก็ต้องทรงทำบางอย่างกับชนชาติเหล่านี้ด้วย พวกเขาไม่ได้นับถือพระเจ้าแห่งอิสราเอล พวกเขาเป็นเหมือนตัวแทนของศัตรูชาติอื่น ๆ ของอิสราเอล
5 ความผิดของพวกเขาคือ การเอาเครื่องใช้ เครื่องประดับต่าง ๆ ในพระวิหารไปยังวิหารเทพของตน
6 ชาวกรีกพวกนี้ เป็นคนที่พูดภาษากรีก ทั้งสองฝั่งของทะเลอีเจียน เราจะเห็นว่า มีค้ามนุษย์กันมาอย่างดาษดื่นแล้วในโลกโบราณ (อาโมส 1:6-9; เอเสเคียล 27:13)
7 พระเจ้าทรงตอบสนองพวกเขาอย่างที่เขาทำกับอิสราเอล พระเจ้าจะทรงช่วยอิสราเอลที่ถูกขายไปไกล และเราจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ยิวไปอยู่ที่ไหน ก็จะมีสภาพดีขึ้น พวกเขามักเป็นนักธุรกิจที่เฉลียวฉลาด
8 ชนชาติซาเบียน เป็นพวกพ่อค้าที่อาศัยในอาราเบีย (เยเรมีย์ 6:20)

โยเอล 3:9-17
ต่อไปนี้ โยเอล กลับไปที่เรื่องราวของ 1-3
เป็นการรวบรวมชาติต่าง ๆ มาที่ศาลคือหุบเขาเยโฮชาฟัท 
9 ข้อนี้  พระเจ้าทรงเรียกให้ชาติต่าง ๆ ทำสงคราม แต่เป็นการทำสงครามเพื่อพิพากษาพวกเขา 
10 เป็นเพราะจะต้องเข้าสงคราม อุปกรณ์ทำการเกษตร จึงจะต้องถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธ ซึ่งตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ในอิสยาห์ 2:4 (ที่เป็นการปกครองของพระเจ้า และพระเมสสิยาห์จะเป็นผู้จบสงครามให้) แม้กระทั่งคนที่อ่อนแอ ก็จะต้องเข้าสงครามด้วย  เพราะอิสราเอลต้องการชายทุกคนให้เข้าไปต่อสู้
11 เรียกชาติต่าง ๆ ก็จริง แต่โยเอลก็เรียกนักรบของพระเจ้าลงมาด้วย (สดุดี  68:17; 103:19-20)  เราเห็นกองทัพสองแบบ พวกแรกมาจากชาติต่าง ๆ อีกพวกเป็นของพระเจ้า
12 ให้เรียกชนชาติต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อพระเจ้าจะทรงพิพากษาพวกเขา
13 โยเอลกล่าวถึงการการเก็บเกี่ยวผลองุ่น การย่ำบ่อองุ่น มีความหมาย……
14 หุบเขาแห่งการตัดสินใจ น่าจะเป็นชื่อเรียกของหุบเขาเยโฮชาฟัทนั่นเอง หรืออาจจะเล็งไปถึงการที่ผู้คนสามารถตัดสินใจได้ว่า จะกลับใจ และติดตามพระเจ้า หรือเดินตามทางของตนเอง
15 ข้อ 15 และ 16 นี้ พูดเหมือน 2:30-32 บรรยายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องฟ้า แต่พระเจ้าทรงยื่นความช่วยเหลือมาให้ประชากรของพระองค์ ท่ามกลางวิบัติต่าง ๆ ดูเศฟันยาห์ 2:1-3 บอกให้ผู้คนตามหาความถูกต้องกับพระเจ้าเพื่อจะรอดพ้น
17 โยเอลเห็นว่า วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อคนต่างชาติเข้ามา จะไม่เหยียบย่ำทำลายเยรูซาเล็มอีกต่อไป แต่จะมานมัสการพระเจ้า เหมือนกับเหตุการณ์ในเศคาริยาห์ 8:20-23

โยเอล 3:18-21
18 หุบเขาอาคาเชียเป็นที่ ๆ มีต้นอาคาเชียขึ้น อยู่ทางเหนือของทะเลตาย เป็น ที่ ๆ คนอิสราเอลพักก่อนที่จะเข้าไปในแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้  โยชูวา 2:1, 3:1จากการพิพากษา โยเอลหันมากล่าวเรื่องของพระพรแห่งพันปีจะมีองุ่นมากมายจนหยดเป็นน้ำองุ่น  น้ำนมมากมายก็แสดงว่ามีสัตว์ที่ให้นมมากพอ 
19 การที่อียิปต์ เอโดมเคยทำร้ายคนอิสราเอล พระเจ้าจะทรงเอาคืนให้เอง ศัตรูของพวกเขาจะกลับต้องพบกับความกันดาร อียิปต์กับเอโดมเป็นตัวแทนของชาติต่าง ๆ ที่ต่อต้านพระเจ้า
20 พระเจ้าจะให้แผ่นดินของพระองค์ไม่ขาดประชากรเลย 
21 เราเคยได้รับคำสั่งจากพระเจ้าว่า อย่าแก้แค้น การแก้แค้นเป็นของพระองค์  โยเอลบอกชัดเจนว่า พระเจ้าจะทรงจัดการให้เอง ไม่ต้องกังวล สิ่งใดที่คนกระทำต่อผู้อื่นอย่างโฉดชั่ว พระเจ้าจะทรงเอาคืน และสิ่งที่สำคัญคือ บอกย้ำครั้งสุดท้ายว่า พระเจ้าประทับในศิโยน  (2:27, 3:17)

พระคำเชื่อมโยง

1* เยเรมีย์ 30:3
2* เศคาริยาห์ 14:2; อิสยาห์ 66:16
3* เนหะมีย์ 3:10
4* อาโมส 1:6-8
7* เยเรมีย์ 23:8
8* เอเสเคียล 23:42; เยเรมีย์ 6:20


9* เอเสเคียล 38:7
10* อิสยาห์ 2:4; เศคาริยาห์ 12:8
11* อิสยาห์ 13:3
12* อิสยาห์ 2:4
13* วิวรณ์ 14:15; เยเรมีย์ 51:33; อิสยาห์ 63:3

14* โยเอล 2:1
16* อิสยาห์ 51:5-6
17* เศคาริยาห์ 8:3
18* เอเสเคียล 47:1
21* อิสยาห์ 4:4

โยเอล 2 วันของพระเจ้ากำลังมา


กองทัพใกล้เข้ามา
1 จงเป่าเขาแกะผู้ในศิโยน
 ส่งเสียงเตือนบนภูเขาบริสุทธิ์ของเรา   
ให้ทุกคนที่อาศัยในแผ่นดิน ตัวสั่นเทา   
เพราะวันของพระยาห์เวห์ กำลังมาใกล้ มาใกล้แล้ว  
2  เป็นวันแห่งความมืดและหมองหม่น
วันที่เต็มด้วยหมู่เมฆและความมืดทึบ
เหมือนกับเวลาเช้ามืดที่แผ่ปกคลุมบนภูเขา  
มีกองทัพใหญ่ที่แข็งแกร่งปรากฎขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะไม่มีอีกต่อไปในยุคต่อ ๆ มา

กองทัพใหญ่ที่อำนาจทำลายล้างสูง
3  มีกองไฟเผาผลาญนำหน้ามัน
และตามหลังมันคือไฟเผาไหม้
แผ่นดินหน้ามันงดงามดั่งสวนเอเดน 
แต่แผ่นดินด้านหลัง เป็นถิ่นกันดารที่ร้างเปล่า  
ไม่มีสิ่งใดอาจหนีมันไปได้เลย 
4 พวกมันปรากฏขึ้นเหมือนกับม้า
มันควบราวกับม้าศึก
5 และมีเสียงเหมือนรถรบ
พวกมันวิ่งโลดอยู่บนยอดเขาทั้งหลาย  
เป็นเหมือนเปลวไฟที่ไหม้ตอข้าว
เป็นเหมือนกองทัพที่ทรงอำนาจ
ตั้งแนวรบเข้าประจันบาญ

กองทัพที่ไม่ปราณี
6 ชาติต่าง ๆ บิดตัวด้วยความกลัวต่อหน้าพวกมัน  ทุกคนหน้าซีดเผือด
7 พวกมันกระโจนเข้ามาเหมือนนักรบกระโดดข้ามกำแพงเหมือนทหารต่างเดินแถวเป็นขบวน ไม่แตกแถวที่กำหนดไว้ 
8 พวกมันไม่ปะทะกันเลย ต่างเดินแถวในทางของตน
พวกมันทะลุ ผ่านแนว ป้องกันไม่มีสิ่งใดยับยั้งพวกมันได้ 
9พวกมันเหยียบย่ำเข้าไปในเมือง
วิ่งบนกำแพงเมืองปีนเข้าไปในบ้าน
เข้าไปตามหน้าต่างราวกับโจร

กองทัพที่ทรงพลัง
10 แผ่นดินไหวเบื้องหน้าพวกมัน
และสวรรค์ก็สั่นสะเทือน
ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มืดไป 
ดวงดาวทั้งหลายไม่ส่องแสง
11องค์พระยาห์เวห์
ทรงเปล่งพระสุรเสียงต่อกองทัพของพระองค์
ความจริงแล้ว กองทัพของพระองค์ใหญ่มหึมา 
ผู้ที่ฟังคำบัญชาของพระองค์ก็ทรงพลังมาก  
เพราะวันแห่งพระยาห์เวห์นั้นยิ่งใหญ่
และน่ากลัวเหลือเกิน ใครล่ะ จะทนได้? 

ขอร้องให้กลับใจ
12  พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า 
“บัดนี้ เจ้าทั้งหลายจงกลับมาหาเราด้วยสุดใจ ด้วยการอดอาหาร การร้องไห้ และคร่ำครวญเสียใจ 
13 จงฉีกใจของเจ้า ไม่ใช่ฉีกเสื้อผ้า”
จงกลับมาหาพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้า เพราะพระองค์ทรงเต็มด้วยพระเมตตาและพระกรุณา ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง
และพระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยที่จะไม่ส่งหายนะมายังเจ้า (อพยพ 34:6)

14 ใครจะรู้บ้าง? พระองค์อาจทรงกลับมา และเปลี่ยนพระทัย และเหลือพระพรไว้เบื้องหลังพระองค์ 
คือ ให้มีธัญบูชาและเครื่องดื่มบูชา
เอาไว้ถวายพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน

ร้องเรียกให้กลับใจทั้งชุมชน
15 จงเป่าเขาแกะผู้ในศิโยน
จัดให้มีการอดอาหารด้วยกัน
จงจัดให้มีการประชุมรวมกัน
16 รวมรวมประชากร ชำระชุมนุมชนนี้ให้บริสุทธ์ รวบรวมผู้อาวุโสรวบรวมเด็ก ๆแม้กระทั่งเด็กที่ยังกินนมอยู่ 
ให้เจ้าบ่าวออกมาจากเรือนหอ
และเจ้าสาวออกมาจากห้องของเธอ
17ให้เหล่าปุโรหิตที่รับใช้ต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์ ร่ำไห้ระหว่างเฉลียงและแท่นบูชาร้องว่า “โอ พระยาห์เวห์
ขอทรงโปรดไว้ชีวิตของประชากรของพระองค์ด้วย  ขออย่าทรงให้มรดกของพระองค์เป็นที่ครหา   เป็นที่เยาะเย้ย ท่ามกลางประชาชาติ 
เหตุใดพวกเขาจะพูดท่ามกลางประชาชนว่า “พระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ไหน?”

วันของพระเจ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
18 แล้วองค์พระยาห์เวห์
ทรงหวงแหนแผ่นดินของพระองค์และทรงสงสารคนของพระองค์
19 และพระยาห์เวห์ทรงตอบ 
ตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า
“ดูเถิด เรากำลังส่งข้าว เหล้าองุ่น และน้ำมันให้เจ้าและเจ้าจะอิ่มหนำ
และเราจะไม่ทำให้เจ้าเป็นที่ครหาของชาติต่าง ๆ อีกต่อไป 

20 เราจะเอาพวกที่อยู่ทางเหนือออกไปให้ไกลจากเจ้า
จะขับไล่มันไปยังแผ่นดินแห้ง ร้างเปล่า 
กองหน้าจะเข้าไปในทะเลตะวันออก 
และกองหลังจะไปทางทะเลตะวันตก
20 กลิ่นเหม็นคลุ้ง และกลิ่นเหม็นเน่าของมันจะโชยขึ้นมา เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ 
21 โอแผ่นดินเอ๋ย อย่ากลัวเลย
จงชื่นชมและยินดี 
เพราะพระเจ้าทรงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่

พระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางอิสราเอล
22 โอ สัตว์ทั้งหลายในทุ่งเอ๋ย  เพราะทุ่งหญ้าในถิ่นกันดารนั้น เขียวสด ต้นไม้ก็ออกผล  ต้นมะเดื่อและเถาองุ่น ออกผลเต็มที่  
23 โอ ลูกหลานของศิโยนเอ๋ย จงยินดีในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เพราะพระองค์ประทานฝนต้นฤดูแก่เจ้าเพื่อแสดงว่าเจ้าเที่ยงธรรม
พระองค์เทฝนลงมาให้เจ้าอย่างเกินพอ ทั้งฝนต้นฤดูและฝนปลายฤดูเหมือนอย่างที่เคย 
24 ลาดนวดข้าวจะเต็มด้วยเมล็ดข้าว และ ถังเก็บเหล้าองุ่นและน้ำมันก็เต็มล้น

25 เราจะชดเชยปีเดือนที่ฝูงตั๊กแตนได้กินไป ทั้งตั๊กแตนจอมเขมือบ ตั๊กแตนกองทัพใหญ่ที่เราส่งมาท่ามกลางเจ้า
26 เจ้าจะมีกินบริบูรณ์ และอิ่มหนำ และจะสรรเสริญพระนามของพระยาห์ เวห์ พระเจ้าของเจ้า ผู้ได้จัดการกับเจ้าอย่างมหัศจรรย์ และคนของเราจะไม่ถูกครหาอีกต่อไป 
27 แล้วเจ้าจะรู้ว่า เราอยู่ท่ามกลางอิสราเอล และเราคือ พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ไม่มีผู้ใดนอกเหนือจากเรา  และประชากรของเราจะไม่เป็นที่ครหาอีกต่อไป

พระเจ้าจะทรงเทพระวิญญาณของพระองค์ลงมา 

28 และต่อมาภายหลัง
เราจะเทพระวิญญาณของเราลงมาเหนือมนุษย์ทุกคน 
ลูกชายและลูกสาวของพวกเขาจะเผยพระคำ 
คนชราจะฝันเห็น และคนหนุ่มจะเห็นนิมิต 
29 ในเวลานั้น เราจะเทพระวิญญาณของเราลงมา
เหนือแม้กระทั่ง คนรับใช้ทั้งชายและหญิง

30 เราจะแสดงการอัศจรรย์ในท้องฟ้า
และบนแผ่นดินโลก  เลือด ไฟ และ กลุ่มเกลียวควัน 
31 ดวงอาทิตย์จะมืดไป
ดวงจันทร์กลายเป็นสีเลือด
ก่อนที่วันยิ่งใหญ่อันน่าสะพรึงของพระยาห์เวห์จะมาถึง
32 และทุกคนที่ร้องออกพระนามของพระยาห์เวห์
จะรับความรอด
เพราะจะมีคนรอดบนภูเขาศิโยน 
และในนครเยรูซาเล็มตามที่พระยาห์เวห์ได้ตรัสไว้แล้ว
และในหมู่คนที่เหลืออยู่นั้น
จะมีคนที่พระยาห์เวห์ทรงเรียกด้วย 


อธิบายเพิ่มเติม

โยเอล 2:1-2
1 โยเอลสั่งให้เป่าเขาสัตว์ เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมพร้อมที่จะรับวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า  การเป่าเขาสัตว์ในสมัยโบราณเป็นการเตือนภัยที่กำลังใกล้เข้ามา ทุกคน ตัวสั่นเมื่อได้ยินเสียงเขาสัตว์   เพราะรู้ว่าจะเกิดภัยพิบัติแล้ว
ศิโยนหรือเยรูซาเล็มถือเป็นที่ประทับของพระเจ้า
พระเจ้าทรงเตือนล่วงหน้าให้คนอิสราเอลได้กลับใจก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้น  หรืออาจจะเป็นการบอกว่า พระเจ้ากำลังเสด็จมา (ในซีนาย ก็มีการเรียกเช่นนี้ มีความมืดเตือนล่วงหน้า (ฉธบ. 4:10-11  )  เป็นความมืดคล้ายเช้ามืด (ชาคาร์)
จากข้อ 1-11 บอกว่าจะถูกบุก ส่วน 12-17 เป็นคำสั่งให้กลับมาหาพระเจ้า
 2 ความมืด ความหมองหม่นนั้นชี้ให้เห็นถึงวันที่พระเจ้าปรากฏพระองค์บนภูเขาซีนาย (อพยพ 19:16-19) เป็นภาพเงาชี้ไปถึงวันของพระองค์ในอนาคต (อาโมส 5:18-20)

โยเอล 2;3-5
3 พออ่านเราก็เห็นภาพไฟที่ลามเข้าไปในทุ่ง แล้วไม่อาจหยุดได้ เราก็เห็นอนาคตแล้ว กำลังบอกว่า หายนะมาแล้ว   เมื่อพระเจ้าเสด็จมา จะมีเพลิงมาก่อนหน้าพระองค์ (สดุดี 50:3) และที่มานี้ร้อนแรง เผาผลาญ หยุดไม่ได้ แม้แผ่นดินข้างหน้าจะงดงามราวเอเดน ก็จะกลายเป็นดินที่ร้อนผ่าว เต็มด้วยควันลอยขึ้นมา
4-5  เราจะเห็นว่า ทั้งตั๊กแตนและกองทัพม้าศึกนั้นคล้ายกันมากตรงที่มาเร็ว ดุเดือด ดุดัน เสียงสนั่น และไม่อาจที่จะทัดทานได้ เมื่อมันจากไปก็ไม่เหลืออะไร ม้านี้มาเป็นม้าศึกเพราะมาพร้อมกับรถด้วย การเข้ามาบุกครั้งนี้ มาแบบเต็มที่  

โยเอล 2:6-9
6 ทุกคนเห็นอย่างนี้ ก็รู้ว่า ชีวิตของตนสิ้นสุดแน่
7-9 ลักษณะของกองทัพนี้ มีวินัยอย่างสูง แม่นยำ มีประสิทธิภาพมาก เมื่อได้รับคำสั่งมาอย่างไร ก็จะทำตาม   เราจะเห็นภาพของการกระโจน กระโดด เดินแถว เหยียบย่ำ วิ่ง เข้าตามหน้าต่าง  พวกเขาเคลื่อนไหวราวกับไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งที่มีกำแพงเมือง มีแนวป้องกัน มีบ้าน มีหน้าต่าง

โยเอล 2:10-11
10 กองทัพนี้ พบแผ่นดินไหวเบื้องหน้า จักรวาลสะเทือน อาทิตย์ จันทร์ ดาว มีดไปพร้อม ๆ กัน  ไม่มีวันไหนจะสร้างเหตุการณ์น่าสะพรึงสุดขีดเช่นนี้ได้นอกจากเป็นวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า คำว่า สั่นสะเทือนในที่นี้ ภาษาฮีบรูว่า ราอาช เกี่ยวข้องกับวันที่พระเจ้าทรงพิพากษาครั้งสุดท้ายนี้ ดูฮักกัย 2:6; อาโมส 8:8-9 
11 พระสุรเสียงของพระเจ้านั้นดังแบบที่ไม่มีลำโพงตัวไหนในโลกจะรับได้เลย เป็นเสียงดั่งฟ้าร้องดังเข้าไปถึงส่วนลึกของร่างกาย (เยเรมีย์ 10:13)  กองทัพที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับคำบัญชาของพระองค์ได้  เป็นคนอื่นไม่อาจทนได้เลย

โยเอล 2:12-14 
12 ยัง ยังพอมีโอกาสให้แก้ไขสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พระเจ้าทรงสั่งให้กลับมาหาพระองค์ อดอาหาร เสียใจต่อความผิด ต่อความเย็นชาที่อิสราเอลทำกับพระองค์  จะเห็นว่าแม้จะอยู่กลางความวิกฤติ พระเจ้ายังทรงเรียก และทรงพร้อมจะพลิกวิกฤติเหล่านั้น
13พระองค์ทรงเรียกให้กลับมาด้วยสุดใจ ไม่ใช่แบบเล่น ๆ หรือเป็นแค่พิธีกรรม คำที่ว่า พระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยไม่ให้พวกเขามีหายนะ ทำให้เกิดความหวังใจ  เราต้องตระหนักว่า พระเจ้าทรงเมตตา กรุณา กริ้วช้า เต็มด้วยความรัก พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้คนบาปต้องเจอหายนะ และมีทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือการกลับใจ
14 นี่ไง .. ใครจะรู้? ใครจะคาดได้ พระเจ้าอาจทรงกลับมาเปลี่ยนพระทัย  หากเรารู้จักพระเจ้าของเรา  เราจะรู้ว่า พระเจ้าทรงให้โอกาสกับเราบ่อยเหลือเกิน เราเองกลับทิ้งโอกาสนั้นไป ไม่มีเยื่อใยกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ใครจะรู้บ้างว่า ต่อไปจะมีของถวาย พืชผลไร่นาจะกลับมาเหมือนเดิม

โยเอล 2:15-17
15 โยเอลสั่งให้เป่าเขาสัตว์เรียกประชุม เพื่อให้อดอาหารอธิษฐาน และกลับใจใหม่กันให้ทั่วทุกคน
16 ไม่มีการเว้นใครทั้งคนชรา แม้กระทั่งเด็กเล็ก หนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงาน  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำคัญต่อคนรุ่นต่อไปอย่างยิ่ง
17 และผู้ที่จะนำอธิษฐานเพื่อคนทั้งหลายก็คือปุโรหิตนั่นเอง  มีการประชุมกันระหว่างเฉลียงและแท่นบูชาพระเจ้า พวกเขาจะขอให้พระเจ้าทรงไว้ชีวิต และอย่าให้เป็นที่นินทาของชาติต่าง ๆ  เวลาคนอื่นดูหมิ่นอิสราเอลก็มักจะกล่าวว่า “พระเจ้าไปไหนกันนี่ หรือพระเจ้าของเจ้าอยู่ไหนกัน? เป็นคำถามที่คนจะกล่าวเพื่อให้เห็นว่า อิสราเอลไม่มีพระเจ้าปกป้อง 

โยเอล 2:18-21
จากนี้ไป โยเอลได้หักมุมมายังการรื้อฟื้นใหม่ของอิสราเอล  เราจะเห็นการรื้อฟื้นทั้งฝ่ายร่างกาย (2:21-27)  จิตวิญญาณ (2:28-32) และการรื้อฟื้นชาติขึ้นมาใหม่ด้วย (บทที่ 3)
18 การที่กล่าวว่า พระเจ้าทรงหวงแหนแผ่นดินของพระองค์นั้น  คือความมุ่งมั่นของพระเจ้าที่จะเข้ามาช่วยคนของพระองค์ เพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ (เศคาริยาห์ 1:14) เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงต้อนรับคนที่กลับใจจริง 19 ต่อมา  พระเจ้าทรงสัญญาจะส่งข้าว เหล้าองุ่น และน้ำมันให้  จะทรงทำให้อิ่ม ไม่เป็นที่นินทา พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานของปุโรหิตที่อธิษฐานพร้อมกับประชาชน  นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงสงสารพวกเขา ทรงรู้ว่าหากไม่เป็นเพราะพระองค์ทรงช่วย พวกเขาไม่มีวันที่จะได้สิ่งดีคืนมาเป็นแน่ 
20-21 พระเจ้าจะทรงจัดการกับศัตรูของอิสราเอลด้วยพระองค์เอง  พระองค์จะทรงขับไล่พวกเขาไปยังที่ร้าง ทิศต่าง ๆ พวกเขาจะตายเป็นกอง … ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นกองทัพที่เกรียงไกร แต่ในที่สุดจะกลายเป็นแค่ซากศพ

โยเอล 2:22-27
โยเอลกำลังมองไปในอนาคต เขาเห็นว่า พระเจ้าทรงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่อาจทำได้ 
22 พระองค์ทรงให้สัตว์ทุ่งได้ยินดี เพราะมีทุ่งหญ้าเขียวสดเกิดขึ้น (สดุดี 33:…)  เปรียบเหมือนเอเดนเลยทีเดียว (2:3)
23 จากบทที่หนึ่งโยเอลเห็นแต่หายนะ แต่มาเวลานี้ ด้วยความเชื่อ เขาเห็นว่า พระเจ้าจะประทานฝนต้นและปลายฤดูให้อย่างเคย มาถึงเวลานี้ คนอิสราเอลที่ไม่เคยเห็นความดีของพระเจ้าจะเข้าใจว่า พระองค์เท่านั้นที่ทรงเลี้ยงดูพวกเขาอยู่ ไม่ใช่เหล่ารูปเคารพที่พวกเขาหลงไปกราบไหว้
24 พระเจ้าประทานอาหารเหล้าองุ่น น้ำมันให้กลับมามีอย่างเหลือเฟือ 
25 พระเจ้าจะประทานสิ่งที่เคยมีมาก่อนชดเชยให้  แม้ว่าทุกอย่างจะถูกทำลายอย่างราบเป็นหน้ากลอง พระเจ้าจะทรงคืนให้
26 พวกเขาจะได้รับความอุดมสมบูรณ์ และจะกลับมาสรรเสริญพระเจ้าอีกครั้ง
27 การคืนความสุขให้อีกหลังจากที่พวกเขาได้สารภาพบาปกลับใจนั้น ทำให้อิสราเอลได้เห็นว่า ทรงเป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่สูงสุด สงครามที่เข้ามา วิบัติต่าง ๆ ล้วนแต่จะนำพวกเขาให้กลับมาหาพระองค์ทั้งสิ้น  พวกเขาจะได้รู้ว่า พระเจ้าทรงรักษาพันธสัญญาของพระองค์ และจะทรงเอาความอับอายของพวกเขาออกไป

โยเอล 2:28-32
จากนี้ไปเราจะเห็นการรื้อฟื้นฝ่ายวิญญาณ
หลังจากที่พระเจ้าทรงให้ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาแล้ว 
28 สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น จะเกิดกับคนทุกคน ทุกวัย  คนทุกชนชั้น!! ในสมัยพระคัมภีร์เดิมเราเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตเฉพาะบุคคลอย่างเช่น แซมสัน โยเซฟ โยชูวา เป็นต้น 
แต่ภายหลัง .. พระเจ้าประทานให้ทุกคนตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย  และสิ่งนี้ได้สำเร็จในวันเพนเตคอส ในกิจการบทที่ 2 ตามที่โยเอลบอก ตามที่พระเยซูทรงบอกเช่นกัน 
29 เราจะเห็นว่า พระเจ้าไม่ได้เทพระวิญญาณมาเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้าโดยตรง แต่เหนือผู้เชื่อโดยไม่ต้องมาแบ่งชนชั้น สีผิว ฐานะ ตำแหน่ง 
30 จากนั้นพระเจ้าจะทรงให้เกิดการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ในท้องฟ้า บนแผ่นดินอย่างที่เราไม่เคยเห็นกันมาก่อน  เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น 
31 แต่จะเกิดก่อนวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าตอนนั้น เราอาจกลับใจไม่ทัน 
32 พระเจ้าทรงสัญญาจะให้คนที่ร้องออกพระนามของพระเยซูคริสต์  เชื่อพระนามว่า เป็นพระนามเดียวที่ให้ความรอด  คนที่หลงเหลือในอิสราเอลซึ่งพระเจ้าทรงเลือกและเรียกจะได้รับความรอด (มีคาห์ 2:12; ดาเนียล 11:45)

พระคำเชื่อมโยง

1* เยเรมีย์ 4:5; กันดารวิถี 10:5; โอบาดีย์ 15;
อาโมส 7:1-9
2* อาโมส 5:18; โยเอล 1:6; 2:11, 25; ดาเนียล 9:12; 12:1
3* อิสยาห์ 51:3; เศคาริยาห์ 7:14
4* วิวรณ์ 9:7
5* วิวรณ์ 9:9
6* เนหะมีย์ 2:10
7* สุภาษิต 30:27
9* เยเรมีย์ 9:21; ยอห์น 10:1
10* สดุดี 18:7; อิสยาห์ 13:10, 34:4
11* เยเรมีย์ 25:30; วิวรณ์ 18:8; อาโมส 5:18; มาลาคี 3:2

12* เยเรมีย์ 4:1
13* สดุดี 34:18; 51:17; ปฐมกาล 37:34; อพยพ 34:6
14* เยเรมีย์ 26:3; ฮักกัย 2:19; โยเอล 1:9, 13
15* กันดารวิถี 10:3; โยเอล 1:14
16* อพยพ 19:10; สดุดี 19:517* มัทธิว 23:35; อพยพ 32:11-12; สดุดี 42:10
18* อิสยาห์ 60:10, 63:9
19* มาลาคี 3:10
20* อพยพ 10:19; เยเรมีย์ 1:14-15; เฉลยธรรมบัญญัติ 11:24

22* โยเอล 1:19
23* อิสยาห์ 41:16 ; เลวีนิติ 26:4
25* โยเอล 1:4-7; 2:2-11
26* เลวีนิติ 26:5 ; อิสยาห์ 45:17
27* เลวีนิติ 26:11-12 ; อิสยาห์ 45:5-6
28* เอเสเคียล 39:29 ; เศคาริยาห์ 12:10; อิสยาห์ 54:13 ; กิจการ 21:9
29* กาลาเทีย 3:28
30* มัทธิว 24:29
31* อิสยาห์ 13:9-10; 34:4; มาลาคี 4:1, 5-6
32* โรม 10:13 ; อิสยาห์ 46:13; มีคาห์ 4:7