มัทธิว 19 เรื่องของแผ่นดินสวรรค์

ประเด็นเรื่องการหย่าร้าง 
1  หลังจากที่พระเยซูตรัสถึงเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว พระองค์ก็เสด็จจากแคว้นกาลิลี  เข้าไปในเขตยูเดีย ซึ่งเป็นอีกฟากของแม่น้ำจอร์แดน
 2 มีผู้คนจำนวนมากตามพระองค์ไป และพระองค์ทรงรักษาโรคของพวกเขาที่นั่น
 3 มีฟาริสีบางคนมาหาพระเยซู พยายามที่จะดักพระองค์ โดยถามว่า “เป็นการถูกต้องตามบทบัญญัติของโมเสสหรือไม่ ที่ผู้ชายจะขอหย่าภรรยาด้วยเหตุผลใด ๆ ?”
4 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านไม่ได้อ่านเลยหรือว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนั้น ทรงสร้างให้เขาเป็นผู้ชายกับผู้หญิง?”

5 และพระเจ้าตรัสว่า ‘ดังนั้น ชายจึงละจากพ่อแม่ของเขาเพื่อไปผูกพันกับภรรยา คนทั้งสองจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน’ 6 เขาทั้งสองจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นหนึ่ง  พระเจ้าได้ทรงผู้พันคนทั้งสองเข้าด้วยกัน ดังนั้นอย่าให้ใครไปพรากเขาออกจากกันเลย”
7  ฟาริสีถามขึ้นมาว่า “แล้วเหตุใด โมเสสจึงสั่งให้ผู้ชายหย่าภรรยาได้ ด้วยการมอบหนังสือหย่าให้เธอเล่า?” (ฉธบ 24:1)
 8 พระเยซูตรัสตอบว่า “ที่โมเสสอนุญาตให้เจ้าหย่าภรรยา ก็เป็นเพราะเจ้าใจแข็ง  แต่ในเบื้องต้นนั้น ไม่ได้เป็นเช่นนี้ (ไม่ได้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์)

9 เราขอบอกว่า ถ้าผู้ใดหย่าภรรยาด้วยเหตุใด ๆ แล้วไปแต่งงานกับหญิงอื่น ยกเว้นเป็นเพราะเธอทำผิดทางเพศ นับว่าชายคนนั้นผิดประเวณี”
10 พวกศิษย์ทูลพระองค์ว่า “ถ้าหากสถานการณ์ระหว่างชายหญิงเป็นอย่างนั้น ก็ไม่แต่งงานเสียดีกว่า”
11 พระเยซูตรัสว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่รับคำเหล่านี้ได้ แต่พระเจ้าทรงโปรดให้บางคนรับได้
12 เพราะบางคนก็เป็นขันทีมาตั้งแต่เกิด  บางคนถูกกระทำโดยมนุษย์ด้วยกันเอง และบางคนก็ไม่แต่งงานเพื่อเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้า ใครรับสภาพอย่างนี้ได้ก็ให้เขารับไปเถิด”

พระเยซูทรงรับเด็ก ๆ 
13 แล้วมีประชาชนนำเด็กเล็ก ๆ มาเฝ้าพระเยซู เพื่อว่าพระองค์จะทรงวางพระหัตถ์บนพวกเขา (อวยพระพร) และอธิษฐานเผื่อพวกเขา แต่ศิษย์ของพระองค์ห้ามประชาชนเหล่านั้น 14 แต่พระเยซูตรัสว่า “จงยอมให้เด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่า แผ่นดินสวรรค์เป็นของคนที่เป็นเหมือนเด็ก ๆ เหล่านี้”
15 หลังจากที่พระเยซูทรงวางพระหัตถ์บนเด็ก ๆ แล้ว พระองค์ก็ทรงไปจากที่นั่น
 

คำตอบสำหรับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง
16 ดูสิ มีชายคนหนึ่งมาหาพระเยซู ทูลถามว่า “ท่านอาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำดีอย่างไรเพื่อว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร์?”
17 พระเยซูตรัสตอบว่า “เหตุใดเจ้าจึงถามเราว่า อะไรดี ? พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงดี แต่หากเจ้าอยากมีชีวิตนิรันดร์ตลอดไป ก็ให้รักษาทำตามบทบัญญัติ”
18 “ข้อไหนบ้างล่ะ พระเจ้าข้า?” เขาถาม พระเยซูตรัสตอบว่า “อย่าฆ่าคน อย่าผิดประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ
19 ให้เกียรติพ่อแม่ของเจ้า และรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนรักตนเอง”
20 ชายหนุ่มกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทำตามบทบัญญัติเหล่านั้นอยู่แล้วพระเจ้าข้า ยังขาดอะไรอีกบ้างขอรับ?”
21 พระเยซูตรัสตอบว่า “หากเจ้าต้องการเป็นคนดีพร้อมทุกอย่าง ก็ให้ไปขายสิ่งของที่มี แล้วแจกจ่ายให้คนยากจน ซึ่งทำให้เจ้าจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์  จากนั้นก็ตามเรามา”
22 แต่เมื่อชายหนุ่มได้ยินดังนั้น เขาก็ลาจากพระองค์ไปอย่างเศร้าใจ เพราะว่าเขาเป็นคนรวยมาก

ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า
23 แล้วพระเยซูตรัสกับศิษย์ของพระองค์ว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ยากเหลือเกินที่คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์
 24 เราบอกได้เลยว่า การที่อูฐจะลอดรูเข็มนั้นยังง่ายกว่าที่คนมั่งมีจะก้าวเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า (โดยความพยายามของมนุษย์เป็นไปไม่ได้เลย)
 25 เมื่อพวกศิษย์ของพระองค์ได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็ประหลาดใจมาก “ถ้าอย่างนั้น ใครจะรอดได้เล่า พระเจ้าข้า?”
26 พระเยซูทรงมองดูพวกเขาและตรัสว่า “สำหรับมนุษย์แล้วนะ เป็นไปไม่ได้เลย แต่สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้แน่”

รางวัลของการติดตามพระเจ้า
27 เปโตรทูลพระเยซูว่า “ดูเถิด เราทั้งหลายได้ละทิ้งทุกอย่างเพื่อตามพระองค์มา แล้วพวกเราจะได้รับอะไรบ้างขอรับ?”
28 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า  ในโลกใหม่ที่กำลังมานั้น เมื่อบุตรมนุษย์ประทับบนบัลลังก์อันทรงเกียรติของพระองค์  พวกเจ้าที่ได้ตามเรามา ก็จะได้นั่งบนบัลลังก์ทั้งสิบสอง เพื่อพิพากษาอิสราเอลทั้งสิบสองเผ่า  
29 และทุกคนที่ละทิ้งครอบครัว พี่น้องชายหญิง พ่อ แม่ ลูกและไร่นาเพื่อเห็นแก่เรา จะได้รับการตอบแทนหนึ่งร้อยเท่า และจะได้รับชีวิตนิรันดร์
 30 แต่หลายคนที่เป็นคนต้นเวลานี้ จะกลายเป็นคนสุดท้ายในอนาคต และคนสุดท้ายก็จะเป็นคนต้น  

อธิบายเพิ่มเติม

ประเด็นเรื่องการหย่าร้าง 
มัทธิว 19:1-6
 
จากกาลิลี พระเยซูลงมาทางใต้ในเขตยูเดีย แล้วก็พบฟาริสีที่ตั้งใจวางกับดักพระเยซู   อย่าลืมว่า ยอห์นผู้ให้บัพติศมาต้องตายก็เพราะพูดเรื่องการแต่งงานที่ผิดศีลธรรมของเฮโรด พวกเขามาพร้อมที่จะให้พระเยซูติดกับ…
ในช่วงเวลานั้น เวลามีการหย่าเกิดขึ้น อาจจะมีประเด็นที่ว่า เกิดการมีชู้ขึ้น มีการผิดประเวณีเกิดขึ้น  อีกประการ เวลาสามีไม่พอใจภรรยา ก็หาสาเหตุหย่าเช่นกัน
ฟาริสีพวกนี้ต้องการให้พระเยซูทรงเลือกข้างว่า อะไรถูกบัญญัติ แต่พระเยซูทรงกล่าวไปถึงพระดำริของพระเจ้าในเวลาที่ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา  พระเจ้าทรงประสงค์ให้มีผู้ชายและผู้หญิงเป็น
คู่สามีภรรยาที่จะมีครอบครัว และไม่ควรมีการปล่อยให้ทั้งสองแยกออกจากกัน  พระเยซูทรงตอบอย่างถูกต้องที่สุด แต่พวกเขายังไม่ยอมที่จะดักต่อ
แล้วทำไมโมเสสยอมให้ทำหนังสือหย่า …แปลว่า ยอมให้หย่าได้  แต่พระเยซูทรงยืนกรานคำเดิม  และทรงบอกพวกเขาไปเลยว่า หากภรรยาผิดประเวณีกับชายอื่น สามีก็อย่าได้   แต่ถ้าเธอไม่ได้ทำผิด แล้วเขาไปหย่าเธอ สามีนั่นแหละที่ผิดประเวณี
พระเยซูตรัสชัดเจนว่า ผู้ที่ตั้งสถาบันครอบครัวคือพระเจ้ามีสามีภรรยาเป็นคู่ที่ควรจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป  ทั้งสองเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกัน  มีความใกล้ชิดทั้งจิตใจและกายต่อกัน

เมื่อพวกศิษย์ได้ยินก็นึกขึ้นมาได้ว่า  อย่าแต่งงานเสียเลยถ้ายุ่งนัก  … พระเยซูจึงทรงอธิบายให้รู้ว่า แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนสามารถอยู่ได้เป็นโสดคนเดียว บางคนมีความรู้สึกต้องการอยู่คนเดียวได้  แต่บางคนก็ไม่แต่งงานเพราะต้องการมุ่งมั่นรับใช้พระเจ้า  ดังนั้น คำตรัสของพระองค์ทำให้เราสบายใจได้ว่า เรารับได้แบบไหน ก็อยู่อย่างนั้น ดีแล้ว ไม่ต้องให้สังคมมาสั่งเราว่า ต้องมีชีวิตอย่างนั้น อย่างนี้จึงจะมีความสุข

พระเยซูทรงรับเด็ก ๆ
มัทธิว 19:13-15
ผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเด็ก และยังมองว่า เขาน่ารำคาญ น่าเบื่อ  ศิษย์ของพระเยซูเช่นกัน   พวกเขาลืมไปว่า   เด็กเป็นของประทานจากพระเจ้า เป็นคนรุ่นต่อไปที่เราจะต้องดูแล รักษา บ่มเพาะการรู้จักพระเจ้าให้มั่นคง 
เวลามีอาจารย์(รับบี)เดินทางมา พ่อแม่ก็มักจะนำลูกมาหาเพื่อขอพร ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เหมือนอย่างโยเซฟนำลูกชายมาให้ยาโคบอวยพร (ปฐมกาล 48)
คนยิวจะให้ความสำคัญกับลูกหลาน มีการสอน มีการดูแลให้ความรู้อย่างที่โมเสสเคยสอนเอาไว้ว่า พวกเขาจะต้องตั้งใจสอนทางของพระเจ้าแก่เด็ก ๆ 


การที่ศิษย์ของพระองค์ห้ามประชาชนไม่ให้นำเด็กมา  เขามองเด็กต่ำต้อยทำให้เห็นหัวใจที่ไม่ใส่ใจเด็ก    พระเยซูทรงมองว่า พวกเขาตัวเล็ก ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการให้ผู้ใหญ่สอนและดูแล พวกเขาต้องพึ่งผู้ใหญ่จนกว่าจะโต …
 พระเยซูทรงต้อนรับเด็ก ๆ ทรงสอนพวกเขาว่า แผ่นดินสวรรค์เป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้ 
คนที่จะได้แผ่นดินสวรรค์ต้องถ่อมตน ถอดความโอ่อ่า ถอดความรู้มากมายของตน เมื่อพวกเขาต้องการพระเจ้า ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ เขาจะพบพระองค์
เวลาเราฟังเด็กคุยกันเรื่องพระเจ้า เราจะเห็นว่า พวกเขาเชื่อพระองค์โดยไม่มีข้อสงสัยเหมือนผู้ใหญ่   พวกเขาวางใจโดยไม่มีข้อแม้

ส่วนตัวของผู้เขียนแล้วเชื่อว่า เด็กเหล่านั้นที่พระเยซูทรงวางพระหัตถ์เหนือเขา ได้พระพรพิเศษจากพระเจ้า เชื่อว่า พวกเขากลายเป็นคนอีกรุ่นที่ประกาศพระนามของพระองค์ในแผ่นดินแถบนั้นอย่างแน่นอน!

คำตอบสำหรับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง  
มัทธิว 19:16-22
ชายหนุ่มคนหนึ่งร่ำรวยมาก ในภาษาเดิมทำให้เราเห็นว่า เขามีที่ดินมาก แต่ชายคนนี้ ไม่ได้สนใจแค่ธุรกิจของเขา  เขาสนใจชีวิตนิรันดร์ ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่สนใจแต่โลกนี้ 
เมื่อเขามาถามพระเยซู  พระองค์ทรงตอบให้เขารักษาบัญญัติ…​ซึ่งทรงแจงให้เขาเห็นว่า มีอะไรบ้างตามบทบัญญัติของโมเสส 
แต่เขาไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะทำอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ขาดทำให้ไม่ได้รับชีวิตนิรันดร์คืออะไร?
ตอนแรกพวกเราอาจคิดว่า ทำไมพระเยซูทรงให้เขาทำตามบัญญัติ..   ทำความดีจะได้ชีวิตนิรันดร์หรือ??​ แต่ความจริง พระองค์กำลังจะบอกเขาในขั้นตอนต่อไป  พระองค์กำลังให้เขาเห็นว่า การทำความดีนั้นไม่พอเลย และที่เขาคิดว่า ตัวเองทำตามบัญญัติครบนั้น เขายังเข้าใจตัวเองผิดไป  เขากำลังแค่ประพฤติตามบัญญัติ     อย่างหนึ่งที่ดีคือ เขาจำเป็นต้องมาถามพระเยซู เพราะลึก ๆ ในใจแล้วเขารู้ว่า เขาจะไม่ได้รับชีวิตนิรันดร์จากการประพฤติ


การที่จะได้ชีวิตนิรันดร์จริง ๆ นั้นต้องดีพร้อมทุกอย่าง! คือ การติดตามพระเยซูไปด้วยการปฏิเสธตัวเอง ยอมทิ้งทุกสิ่งที่มี เพื่อตามพระเยซู  เมื่อพระเยซูทรงบอกเขาว่า เขาต้องทิ้งทุกสิ่งเพื่อตามพระองค์ เขาก็อึ้ง รู้ตัวว่า ทำไม่ได้ … เขามีมากเกินที่จะทิ้งสิ่งเหล่านั้น  !!

มีคนมากมายที่ยอมทิ้งทุกสิ่งเพื่อตามพระเยซู  รับใช้พระเจ้าโดยละทิ้งทรัพย์สิน มรดกที่มีอยู่ 
แต่ก็มีคนมากกว่านั้นที่ไม่ยอมทิ้งอะไรเลย เหมือนกับชายหนุ่มคนนี้

ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า
มัทธิว 19:23-26
เมื่อคำตอบของชายหนุ่มชัดเจนคือ เขาทำไม่ได้  พระเยซูจึงเปรียบเทียบว่าที่อูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่า …
พระองค์ทรงหมายความว่า พระบิดาเท่านั้นที่จะทรงนำคนมาหาพระองค์ได้  พระองค์เป็นผู้ช่วยเปลี่ยนใจ ทรงช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ให้คนที่กลับมาได้คิดออกว่า อะไรสำคัญที่สุดในชีวิต
“สำหรับมนุษย์แล้วนะ เป็นไปไม่ได้เลย แต่สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้แน่” คำตรัสนี้ ทำให้ผู้รับใช้พระเจ้า  คนที่เป็นพยาน  นักประกาศ ครูผู้สอนในคริสตจักร พี่น้องคริสเตียน มีกำลังใจที่จะรับใช้พระเจ้า เพราะเขาไม่ต้องเปลี่ยนใจคนด้วยตัวเอง แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้ทำให้ 

รางวัลของการติดตามพระเจ้า
มัทธิว 19:27-30
จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เปโตรสงสัยจึงถามขึ้นมาว่า ที่พวกเขาละทิ้งทุกอย่างเพื่อตามพระองค์ พวกเขาจะได้อะไรตอบแทน? เป็นคำถามที่ฟังแล้วเหมือนกับว่า เปโตรกำลังอ้างว่า เขาทำได้ดีกว่า
เด็กหนุ่มคนนั้น แค่ที่พวกเขาได้มาติดตามพระองค์ใกล้ชิดอย่างนี้ก็เป็นเกียรติสูงสุดแล้ว   แต่พระเยซูไม่ทรงถือสา คำตอบของพระองค์นั้นชัดเจนว่า พวกเขาจะได้ปกครองร่วมกับพระองค์ (วิวรณ์ 21:14) ศิษย์ใกล้ชิดทั้งสิบสองจะได้พิพากษาอิสราเอลสิบสองเผ่า … เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมาก 

และสำหรับคนอื่น ๆ  พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนร้อยเท่า รับชีวิตนิรันดร์ด้วย  ผลตอบแทนร้อยเท่าที่พระองค์ตรัสนั้นคืออะไรกัน  เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในฝ่ายวิญญาณที่จะได้รับในมิติของชีวิตนิรันพร์   เป็นสิ่งดีมากตั้งร้อยเท่า  เราต้องเชื่อว่าสิ่งที่พระเยซูทรงสัญญานั้นเป็นของประทานเพิ่มเติมจากการได้รับชีวิตนิรันดร์!
แต่ยังมีคำเตือนว่า บางคนอาจกลายเป็นคนสุดท้ายไปได้ …แล้วยูดาห์อิสการิโอท ก็เป็นคนหนึ่งที่กลายเป็นคนสุดท้ายอย่างน่าเสียดาย

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 19
1* มาระโก 10:1-12
2* มัทธิว 12:15
4* ปฐมกาล 1:27; 5:2
6* ปฐมกาล 2:24; 1 โครินธ์ 6:16; 7:2
7* เฉลยธรรมบัญญัติ 24:1-4
8* ฮีบรู 3:15; มาลาคี 2:16
9* มัทธิว5:32
10* สุภาษิต 21:19


11* 1 โครินธ์  7:2, 7, 9, 17
12* 1 โครินธ์  7:32
13* ลูกา 18:15
14* มัทธิว 18:3-4
16* มาระโก 10:17-30; ลูกา 10:25
17* เนหะมีย์ 1:7; เลวีนิติ18:5
18* อพยพ 20:13-16
19* อพยพ 20:12-16; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16-20; เลวีนิติ 19:18

20* ฟีลิปปี 3:6-7
21* กิจการ 2:45; 4:34-35
23* 1 ทิโมธี 6:9
26* เยเรมีย์ 32:17
27* เฉลยธรรมบัญญัติ  33:9
28* ลูกา 22:28-30
29* มาระโก 10:29-30
30* ลูกา 13:30

ปฐมกาล 47 สุดทางความหิวโหย

 Jacob before Pharaoh by Harold Copping

ทั้งครอบครัวพบฟาโรห์
1 แล้วโยเซฟจึงไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ทูลว่า “บิดาและพี่น้องของข้าพระบาท มาจากแผ่นดินคานาอัน พร้อมด้วยฝูงสัตว์ และทรัพย์สมบัติข้าวของ บัดนี้ พวกเขาอยู่ที่แผ่นดินโกเชนพะยะค่ะ
2 เขานำพี่น้องห้าคนมาเฝ้าฟาโรห์
3 ฟาโรห์ตรัสถามพวกเขาว่า “พวกเจ้าทำงานอะไร?” พวกเขาทูลตอบฟาโรห์ว่า “ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเป็นคนเลี้ยงแกะพะยะค่ะ ทั้งตัวเราและบรรพบุรุษของเรา”
4 และทูลต่อไปว่า “พวกเรา ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเข้ามาขออาศัยในแผ่นดินนี้ เพราะคานาอันไม่มีทุ่งหญ้าเหลือให้ฝูงแพะแกะเลย การกันดารอาหารนั้นรุนแรงมาก ดังนั้น ขอฝ่าพระบาททรงอนุญาตให้ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทได้อาศัยในแผ่นดินโกเชนเถิด” 
5 ฟาโรห์ตรัสกับโยเซฟว่า “พ่อและพี่น้องของเจ้าได้มาหาเจ้าแล้ว
6 และเจ้ามีอำนาจเหนือแผ่นดินนี้ จงหา ที่ดินส่วนที่ดีที่สุดของแผ่นดิน ให้พวกเขาอาศัยในโกเชน ยิ่งกว่านั้น หากเจ้าเห็นว่าคนไหนมีความสามารถมากเป็นพิเศษ ก็ให้พวกเขาได้ดูแลฝูงสัตว์ของเราด้วย”
นำพ่อเข้าเฝ้า
7 แล้วต่อมาโยเซฟนำยาโคบ พ่อของเขามาเข้าเฝ้าฟาโรห์ และยาโคบได้อวยพรฟาโรห์
8 ฟาโรห์ตรัสถามยาโคบ “ท่านอายุเท่าไรกันนี่?”
9 ยาโคบทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าได้เร่ร่อนมานาน 130 ปี ปีเดือนของ ข้าพเจ้านั้นยากเย็นและสั้นนัก เป็นช่วงเวลาน้อยกว่าบรรพบุรุษซึ่งเป็นคนอพยพเช่นกัน”
10 จากนั้นยาโคบก็ถวายพระพรฟาโรห์และลาจากไป
11 โยเซฟได้จัดหาที่อยู่ให้กับพ่อ พี่น้อง มอบที่ดินใน อียิปต์ให้ เป็นเขตที่ดีที่สุดในประเทศอียิปต์ คือในแผ่นดินของราเมเสสตามที่ฟาโรห์ทรงบัญชา
12 โยเซฟยังได้จัดหาอาหารให้พ่อ พี่น้อง และคนในครอบครัวของพ่อ เขาดูแลให้แม้กระทั่งเด็กเล็กที่สุด

 สุดทางของความหิวโหย
13 และแล้วก็ไม่มีอาหารหลงเหลือในแผ่นดิน เพราะการกันดารอาหารนั้นรุนแรงมาก ประชาชนทั้งใน อียิปต์และคานาอันต่างพากันอ่อนแรงเพราะอดอยาก 
14 โยเซฟเองได้รวบรวมเงินค่าข้าวที่ได้จากประชาชนในอียิปต์และคานาอันเก็บไว้ในคลังของฟาโรห์  
15 เมื่อประชาชนทั้งในอียิปต์และคานาอันใช้เงินจนหมดเหล่าคนอียิปต์ก็มาหาโยเซฟ กล่าวว่า”ขอให้อาหารแก่พวกเรา แม้ว่าเราจะไม่มีเงินซื้อ ท่านจะปล่อยให้เราตายไปต่อหน้าต่อตาหรือ?”
16  โยเซฟตอบว่า “ถ้าพวกท่านไม่มีเงินแล้ว ก็เอาสัตว์มาแลกสิ เราจะให้อาหารเป็นการแลกเปลี่ยนกับ ฝูงสัตว์ของพวกท่าน”
17 ดังนั้น พวกเขาจึงนำฝูงสัตว์ทั้งฝูงม้า แพะ แกะ วัว และลา มาแลก โดยโยเซฟ จัดอาหารให้กับพวกเขาเป็นการแลกเปลี่ยน ทั้งปีนั้น โยเซฟแลกอาหารกับฝูงสัตว์ของประชาชน
18 “เราไม่อาจจะปิดบังสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน คือ เราได้ใช้เงินจนหมด ฝูงสัตว์ก็เป็นของท่านแล้ว อย่างที่ว่าเราเหลือแค่ร่างของพวกเราและที่ดิน
19 เหตุใดทั้งตัวเราและที่ดินของเราจะต้องตาย หายไปต่อหน้าต่อตาของท่าน? ขอท่านได้ซื้อตัวเราและที่ดินของเราด้วยอาหาร แล้วพวกเรากับที่ดินนี้จะเป็นทาสรับใช้ฟาโรห์ขอให้เมล็ดพันธุ์กับเราเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ ไม่ตาย ที่ดินก็จะไม่กลายเป็นที่แห้งว่างเปล่า”
20 ดังนั้น โยเซฟจึงซื้อที่ดินทั้งหมดในอียิปต์ให้กับฟาโรห์ ชาวอียิปต์แต่ละคนพากันขายที่ดิน เพราะความอดอยากนั้นรุนแรงเป็นที่สุด ดังนั้นที่ดินจึงกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของฟาโรห์ แล้ว 
21โยเซฟก็ลดสถานะประชาชนกลายเป็นทาสทีละเมืองจากสุดเขตแดนด้านหนึ่ง จรดเขตแดนอีกด้าน

22 ทั้งนี้ เขาไม่ได้ซื้อที่ดินของพวกปุโรหิต เพราะเหล่า ปุโรหิตได้รับส่วนแบ่งจากฟาโรห์อยู่แล้ว พวกเขา กินอาหารส่วนที่ฟาโรห์จัดให้ พวกเขาจึงไม่ได้ขาย ที่ดินของตน
23 แล้วโยเซฟก็กล่าวกับประชาชนว่า “วันนี้ เราได้ซื้อตัวท่านและที่ดินของท่านให้กับฟาโรห์แล้ว นี่คือเมล็ดพันธุ์ที่ท่านจะเอาไปเพาะปลูก เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ก็จงมอบให้กับฟาโรห์หนึ่งในห้าส่วน
24 นอกนั้นเป็นของท่านเพื่อว่าจะใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ต่อไปเป็นอาหารของท่านและครอบครัว รวมทั้งลูกเล็ก ๆ ของท่าน“ พวกเขาตอบว่า 
25 “ท่านได้ช่วยชีวิตของพวกเราไว้ หากเป็นที่พอใจของท่านเราก็จะเป็นทาสของฟาโรห์
26 ดังนั้น โยเซฟจึงตั้งกฎเรื่องที่ดินของประเทศอียิปต์ซึ่งยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ คือ หนึ่งในห้าของผลผลิตเป็นของฟาโรห์  ยกเว้นที่ดินของปุโรหิตที่ไม่ได้ตกเป็นของฟาโรห์
27 อิสราเอลได้ตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ 17 ปี พวกเขาได้ครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ ในนั้นและมีลูกหลานทวีขึ้นมากมาย

สิบเจ็ดปีผ่านไป 
28 ยาโคบอาศัยในแผ่นดินอียิปต์ 17 ปี และเขาอยู่จนอายุได้ 147 ปี
29 เมื่อใกล้เวลาที่เขาจะสิ้นชีวิต เขาเรียกลูกชายโยเซฟมาหา และกล่าวว่า “หากเจ้ารักพ่อจริงขอให้เจ้าวางมือที่ใต้ขาอ่อนของพ่อ และปฏิญาณ ด้วยความจริงใจว่า เจ้าจะไม่ฝังพ่อไว้ในอียิปต์
30 แต่เมื่อพ่อล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของเราเจ้าจะเอาศพของพ่อออกจากอียิปต์ไปเก็บไว้ที่เดียว กับบรรพบุรุษของเรา” โยเซฟตอบว่า”เราจะทำตาม ที่พ่อกล่าวมา” 
31 “สาบานกับพ่อสิ” โยเซฟก็สาบานและอิสราเอลก้มลงกราบนมัสการที่หัวเตียงของเขา

 

 

ทั้งครอบครัวพบฟาโรห์
ปฐมกาล 47:1-6
เมื่อทั้งครอบครัวมาถึง โยเซฟจึงทูลฟาโรห์เป็นส่วนตัวว่า ครอบครัวของเขามาถึงแล้ว และนำพี่น้องห้าคนเท่านั้น เข้ามาเฝ้าเพื่อให้ฟาโรห์ได้รู้จัก  พวกเขาทั้งหมดได้เข้ามาขออนุญาตจากฟาโรห์ ทั้ง ๆ ที่ฟาโรห์ก็ได้อนุญาตแล้ว เราจะเห็นถึงความนอบน้อมของโยเซฟที่มีต่อฟาโรห์  และเขายังสอนให้พี่น้องของเขาได้เข้าใจด้วยว่า พวกเขามาในฐานะอย่างไร
 ฟาโรห์เองก็มีน้ำใจมาก ให้หาที่ดินดี เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งฟาโรห์เองก็ทรงปัญญาเพราะรู้ว่า ครอบครัวนี้เก่งการเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่บรรพบุรุษ  จึงให้พวกเขาได้มีส่วนในการเลี้ยงสัตว์ของฟาโรห์เองด้วย

นำพ่อเข้าเฝ้า
ปฐมกาล 47:7-12
แล้วโยเซฟก็นำพ่อมาเข้าเฝ้า โดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับพี่น้อง เราจะเห็นบันทึกว่า ยาโคบอวยพรให้แก่ฟาโรห์ และฟาโรห์ก็รับ ทั้ง ๆ ที่คนทั้งหลายมองว่า ฟาโรห์เป็นตัวแทนของพระเจ้า ทั้งนี้เป็นเพราะท่านตระหนักดีว่า พระเจ้าของโยเซฟนั้นยิ่งใหญ่จริง ๆ และพระองค์กำลังทำการของพระองค์ผ่านโยเซฟช่วยให้ประชากรชาวอียิปต์ และชาติใกล้เคียงไม่ต้องตายหมู่เป็นจำนวนมากเพราะการกันดารที่รุนแรง

และพระเจ้าองค์นี้ทรงเตือนฟาโรห์เองในความฝัน ฟาโรห์จึงยินดีรับคำอวยพรจากยาโคบ
จากเรื่องราวตอนนี้ เรายังเห็นว่า  ยาโคบจะไม่ได้ตั้งหลักฐานจริง ๆ ในโลกนี้คำตอบของยาโคบเหมือนกับเขาคิดว่า ชีวิตในโลกเป็นเพียงการเร่ร่อน บ้านจริงไม่ได้อยู่โลก และเขา ก็ต่อสู้ในโลกน้อยกว่าอับราฮัมและอิสอัคซึ่งมีอายุยืนยาวมาก อีกอย่างที่สำคัญคือ โยเซฟมีหัวใจให้เด็กเล็กเป็นพิเศษเพราะอ่านต่อไปเราจะเห็นคำว่าเด็กเล็ก ๆ อีกหลายครั้ง

สุดทางของความหิวโหย
ปฐมกาล 47:13-22
เมื่อเงินจากประชาชนมาถึง ก็เข้าท้องพระคลังของฟาโรห์ทันที โยเซฟไม่ได้ใช้เงินนั้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่ต่อมา เรื่องราวส่วนนี้ เป็นตอนที่เศร้ามาก เพราะประชาชนซื้ออาหารจนเงินหมด  พวกเขามาขอร้องโยเซฟ  โยเซฟจึงให้เอาสัตว์มาแลก ซึ่งสัตว์เหล่านี้ ถึงแม้จะเป็นอาหารของพวกเขาได้ แต่ก็ยังต้องกินอาหารเหมือนกัน  ตอนนี้ฟาโรห์ เลยมีแพะ แกะ วัว ลา เพิ่มขึ้นมากมาย และเป็นภาระของฟาโรห์ที่จะต้องเลี้ยงแกะเหล่านี้
แต่แล้วต่อมาไม่นานประชาชนก็มายื่นข้อเสนอที่โยเซฟจำเป็นต้องรับจากพวกเขา นั่นคือ พวกเขาขอให้ซื้อตัวพวกเขาให้เป็นทาสฟาโรห์  และขอให้ซื้อที่ดินด้วยเพื่อจะมีอาหาร  ประชาชนจึงลดตัวเองลงเป็นทาส

แปลกที่ฟาโรห์เองก็ยังไม่พร้อมที่จะให้อาหารเหล่านั้นเปล่า ๆ กับประชาชน
จากนั้นโยเซฟจึงได้สร้างกฎขึ้นมา เพื่อไม่ให้มีการทำร้ายประชาชนมากไปกว่านี้  เขาทำตามข้อเสนอของประชาชน และมอบเมล็ดพันธ์ุแบบให้เปล่า เพื่อว่า พวกเขาจะเอาไปปลูก และให้คืนฟาโรห์มาร้อยละยี่สิบ
เราจะเห็นตรงนี้ในข้อ 24  ว่า โยเซฟยังคงเป็นห่วงลูกเล็ก ๆ ของประชาชน
กลายเป็นว่า ประชาชนทั้งหลายจึงเป็นทาสฟาโรห์
และมีกฎภาษีที่ดินหนึ่งในห้าต่อมาอีกเป็นเวลานาน

สิบเจ็ดปีผ่านไป
ปฐมกาล 47:27-31
ย้อนกลับมายังครอบครัวของยาโคบที่ได้เข้าไปในแผ่นดินอียิปต์  พวกเขาไม่ได้อยู่เฉย แต่มีลูกหลานเพิ่มขึ้นมากมายในแผ่นดินโกเชน
ยาโคบอายุได้ 147 ปี ก็รู้สึกว่า เวลาของเขาในโลกกำลังจะสิ้นสุด จึงขอร้องให้โยเซฟได้นำศพของเขาออกไปจากแผ่นดินนี้ ให้ไปเก็บไว้ที่เก็บศพของอับราฮัมและอิสอัค ยาโคบรู้ดีว่า แผ่นดินอียิปต์ไม่ใช่เป็นของเขา แต่ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาต่างหากที่ใช่   ซึ่งโยเซฟก็สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ โดยปฏิญาณตามแบบของคนอิสราเอล 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 47
1* ปฐมกาล 46:31; 45:10; 46:28; 50:8
2* กิจการ 7:13
3* ปฐมกาล 46:33,32,34
4* เฉลยธรรมบัญญัติ  26:5; ปฐมกาล 43:1; 46:34
6* ปฐมกาล 20:15; 45:10, 18; 47:11; 47:4
7* ปฐมกาล 47:10; 48:15, 20
9* ฮีบรู 11:9, 31;ปฐมกาล 47:28; โยบ 14:1 ; ปฐมกาล 5:5; 11:10-11; 25:7-8; 35:28

10* ปฐมกาล 47:7
11* อพยพ 1:11; 12:37; ปฐมกาล 47:6, 27
12* ปฐมกาล 48:11; 50:21
13* ปฐมกาล 41:30
14* ปฐมกาล 41:56; 42:6
15* ปฐมกาล 47:19
19* ปฐมกาล 43:8
20* เยเรมีย์ 32:43

22* เอสรา 7:27; ปฐมกาล 41:45
25* ปฐมกาล 33:15
26* ปฐมกาล 47:22
27* ปฐมกาล 47:11; 17:6; 26:4; 35:11; 46:3
29* เฉลยธรรมบัญญัติ   31:14; ปฐมกาล 24:2-4, 49; 50:25
30* 2 ซามูเอล 19:37
;ปฐมกาล 49:29; 50:5-13
31* 1 พงศ์กษัตริย์ 1:47

ปฐมกาล 46 ย้ายไปอียิปต์ทั้งครอบครัว

ย้ายไปอียิปต์ทั้งครอบครัว

1 ดังนั้น อิสราเอลจึงออกเดินทางพร้อมกับทรัพย์สินทั้งหมด
พอมาถึงเบเอร์เชบา เขาก็ถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าของอิสอัคพ่อของเขา  2 เวลากลางคืน อิสราเอลได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในจินตภาพว่า “ยาโคบ ยาโคบเอ๋ย” เขาตอบว่า”ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่พระเจ้าข้า” 3 พระองค์ตรัสว่า “เราคือพระเจ้า คือพระเจ้าของพ่อของเจ้า อย่ากลัวที่จะลงไปยังประเทศ อียิปต์ เพราะเราจะทำให้เจ้าเป็นชาติใหญ่ที่นั่น 4 เราจะลงไปยังอียิปต์กับเจ้า ยิ่งกว่านั้น เราจะยังนำเจ้ากลับมาที่นี่อีกหลังจากที่โยเซฟได้ปิดตาของเจ้า” 
5 ดังนั้น ยาโคบจึงออกจากเบเออร์เซบา ลูกชายของ อิสราเอลได้นำยาโคบพ่อของพวกเขาไป พร้อมลูกเล็ก และภรรยาของพวกเขาขึ้นเกวียนที่ฟาโรห์ได้ส่งมารับ 6 พวกเขาเอาฝูงสัตว์และข้าวของ ซึ่งหามาได้ในแผ่นดินคานาอัน รวมทั้งลูกหลานไปด้วย
7 และเดินทางมาถึงอียิปต์ เขาได้พาลูกชายหลานชาย ลูกสาว หลานสาว และเชื้อสายทั้งหมดไปยังอียิปต์กับเขา

รายชื่อลูกหลานที่ไปอียิปต์
8จากนี้เป็นรายชื่อของผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอลที่เข้าไปยังประเทศอียิปต์ คือ ยาโคบและพวกลูกชายของเขา รูเบน ลูกชายคนหัวปีของยาโคบ
9 ลูกชายของรูเบนคือ ฮาโนค เฮสโรน และคารมี
10 ลูกชายของสิเมโอนคือ เยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน โศคาร์ และชาอูลซึ่งคนนี้เป็นลูกชายที่เกิดจากหญิงคานาอัน
11 ลูกชายของเลวีคือ เกอร์โชน โคฮาท และเมรารี
12 ลูกชายของยูดาห์คือ เอร์ โอนัน เซลาห์ เปเรศและเศรัค (แต่เอร์ และโอนันเสียชีวิตในคานาอันไปแล้ว) ลูกชายของเปเรศ คือ เฮสโรน และฮามูล
13 ลูกชายของอิสสาคาร์คือ โทลา ปูวาห์ โยบและชิมโรน

14 ลูกชายของเศบูลุนคือ เสเรด เอโลน และยาเลเอล
15 ที่กล่าวมานั้นเป็นลูกชายของเลอาห์ที่เธอให้กำเนิดแก่ยาโคบในปัดดาน อารัม เธอมีลูกสาวด้วยชื่อดีนาห์ รวมลูกหลานทั้งชายและหญิง 33 คน
16 ลูกชายของกาดคือ ศิฟิโยน ฮักกี ซูนี เอสโบน เอรี อาโรดี และ อาเรลี
8 ต่อไปนี้เป็นรายชื่อบรรดาผู้สืบเชื้อสายของอิสราเอลที่ไปยังอียิปต์คือ ยาโคบและบรรดาลูกชายของท่าน รูเบนลูกชายหัวปีของยาโคบ
9 ลูกชายของรูเบนคือ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคาร์มี
10 ลูกชายของสิเมโอนคือ เยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน โศหาร์ และชาอูลบุตรของหญิงชาวคานาอัน
11 ลูกชายของเลวีคือ เกอร์โชน โคฮาท และเมรารี
12 ลูกชายของยูดาห์คือ เอร์ โอนัน เชลาห์ เปเรศ และเศรัค (แต่เอร์และโอนันสิ้นชีวิตที่ดินแดนคานาอัน) เปเรศมีลูกชายชื่อ เฮสโรน และฮามูล
(อ่านมัทธิว 1:3-6)
13 ลูกชายของอิสสาคาร์คือ โทลา ปูวาห์ โยบ และชิมโรน
14 ลูกชายของเศบูลุนคือ เสเรด เอโลน และยาเลเอล
15 (ชายที่กล่าวข้างต้นเป็นลูกชายของเลอาห์ที่ได้ให้กำเนิดแก่ยาโคบที่ปัดดานอารัม ท่านมีลูกสาวชื่อดีนาห์ รวมจำนวนลูกหลานชายหญิงได้ 33 คน)
17ลูกชายของอาเชอร์คือ อิมนาห์ อิชวาห์ อิชวีเบรีอาห์ กับเสราห์น้องสาวพวกเขาลูกชายของเบรีอาห์ คือ เฮเบอร์และมัลคีเอล
18 คนเหล่านี้ที่กล่าวมา เป็นลูกหลานของยาโคบทางสายนางศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ซึ่งลาบันผู้เป็นพ่อยกให้นาง รวม 16 คน
19 ลูกชายของราเชล ภรรยายาโคบคือ โยเซฟ และเบนยามิน โดยที่โยเซฟมีลูกชายสองคนเมื่ออยู่ใน อียิปต์ คือ 20 มนัสเสห์ และเอฟราอิม ทั้งสองเกิดจากนางอาเสนัส ลูกสาวของโปทิเฟรา ปุโรหิตแห่งเมืองโอนในอียิปต์

13 ลูกชายของอิสสาคาร์คือ โทลา ปูวาห์ โยบและชิมโรน
14 ลูกชายของเศบูลุนคือ เสเรด เอโลน และยาเลเอล
15 ที่กล่าวมานั้นเป็นลูกชายของเลอาห์ที่เธอให้กำเนิดแก่ยาโคบในปัดดาน อารัม เธอมีลูกสาวด้วยชื่อดีนาห์ รวมลูกหลานทั้งชายและหญิง 33 คน
16 ลูกชายของกาดคือ ศิฟิโยน ฮักกี ซูนี เอสโบน เอรี อาโรดี และ อาเรลี
26 รวมจำนวนลูกหลานสายตรงของยาโคบที่เข้าไปในอียิปต์ทั้งหมด 66 คน ไม่นับลูกสะใภ้
 27 รวมลูกชายทั้งสองคนของโยเซฟ ดังนั้น คนในครอบครัวยาโคบที่อยู่ในอียิปต์ คือ 70 คน

พ่อลูกพบกันตามพระประสงค์
28 ยาโคบได้ส่งยูดาห์ไปหาโยเซฟล่วงหน้าเพื่อว่าโยเซฟจะได้บอกทางไปยังโกเชน แล้วพวกเขาก็มา ถึงแผ่นดินโกเชน 
29 โยเซฟจัดเตรียมรถม้าศึกเพื่อไปพบอิสราเอล พ่อของเขา ทันทีที่พบพ่อ เขา ก็โผเข้ากอด และร้องให้ที่บ่าของพ่อเป็นเวลานาน
30 แล้วอิสราเอลกล่าวกับโยเซฟว่า “ตอนนี้ พ่อก็ตายตาหลับได้แล้ว เพราะพ่อได้เห็นหน้าเจ้า และรู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่”
31 โยเซฟกล่าวกับพี่น้องและครอบครัวของพ่อว่า”เราจะขึ้นไปทูลฟาโรห์ว่า ‘พวกพี่น้องและครอบครัวของบิดาของข้าพระบาทที่อาศัยในคานาอันได้มาหา ข้าพเจ้าแล้ว
32 พวกเขาเป็นคนเลี้ยงแกะ ดูแลฝูงสัตว์ และได้นำฝูงแพะ แกะ สัตว์อื่น ๆ และข้าวของมาด้วย’ 
33 เมื่อฟาโรห์เรียกพวกเราเข้าเฝ้า และถามว่า ‘พวกเจ้าทำอะไรเพื่อเลี้ยงชีพ?’
34 พี่ ๆ ควรตอบว่า ‘ผู้รับใช้ของพระองค์เลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เด็กมาจนทุกวันนี้ ทั้งพวกเราและบรรพบุรุษด้วย’ แล้วทุกคนก็จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในแผ่นดินโกเชน เพราะคนอียิปต์รู้สึก รังเกียจคนเลี้ยงแกะ”

อธิบายเพิ่มเติม

ย้ายไปอียิปต์ทั้งครอบครัว
ปฐมกาล 46:1-7
ในปฐมกาล 28:12-17 พระเจ้าได้ตรัสกับยาโคบตอน ที่เขาหนีพี่ชายไปหาลุง ครั้งนี้ พระเจ้าก็ได้มาพบกับเขาอีกในที่เดียวกัน สั่งไม่ให้กลัว เพราะว่าพระองค์ทรงประสงค์ให้ครอบครัวเขากลายเป็นชนชาติใหญ่เพื่อจะกลับมายังแผ่นดินที่ทรงสัญญา ณ จุดนี้ที่เบเออร์เซบา มีหลายอย่างเกิดขึ้นกับทั้งอับราฮัมและอิสอัค เป็นเหมือนที่นัดพบของพระเจ้ากับพวกเขาเลยทีเดียว
เราจะเห็นว่าเมื่อพระเจ้าทรงพระดำริสิ่งใดแล้ว พระองค์ทรงโปรดให้สถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปตามพระทัย  โยเซฟผ่านการหล่อหลอมชีวิตจากการที่ถูกพี่เกลียดชัง ขายไป และถูกกล่าวหาใส่ร้าย เข้าคุก…เป็นเวลาหลายปี เพื่อเขาจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เป็นรูปแบบอย่างที่ยากอบได้บอกไว้ ยากอบ 1:2-4  และเปโตรก็พูดถึงเช่นกัน 1 เปโตร 1:6
เมื่อพระเจ้าจะทรงให้ยาโคบทำอะไร เมื่อพระองค์ทรงประสงค์ให้เขามั่นใจ พระองค์ตรัสกับเขาโดยตรง เป็นพระสุรเสียงในจินตภาพ ส่วนโยเซฟนั้น พระเจ้าตรัสผ่านความฝันเสมอ
สำหรับเราล่ะ? พระเจ้าตรัสผ่านพระคัมภีร์ สถานการณ์ ผ่านพี่น้อง ผ่านคำเทศนา ฯลฯ
พระวิญญาณที่ประทับในใจก็ตรัสด้วยเช่นกัน

การเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้ทิ้งใครไว้ที่คานาอัน พวกเขามากันหมด คงไม่มีใครอยากถูกทิ้งให้เผชิญการกันดารอาหารคนเดียว   การไปครั้งนี้จะช่วยชีวิตทั้งครอบครัวให้รอดจากการอดตาย!

รายชื่อลูกหลานที่ไปอียิปต์
ปฐมกาล 46:8-27
คนที่ไม่ใช่อิสราเอล คงรู้สึกแปลกใจ รู้สึกกับพระคัมภีร์ว่า ผู้เขียนนี้ช่างใส่ใจกับการบันทึกลำดับวงศ์วานของคนนั้น คนนี้  แต่พระเจ้าไม่ทรงให้เราต้องไปค้นหาเรื่องราว หรือบันทึกอื่น ๆ ในหนังสือม้วนใด ๆ พระเจ้าทรงให้เราเห็นความจริงว่า ในเชื้อสายของลูกหลานอับราฮัมนั้น ต่อมา จะมาถึงองค์พระเยซูคริสต์ได้อย่างไร  บอกเสียแต่ต้นให้ชัดเจน   นี่เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของพระคำของพระเจ้าที่เขียนกันมานานกว่าหลายพันปี แต่ยังคงทิ้งหลักฐานที่จำเป็นไว้ครบครัน

ในข้อสิบสองเราเห็นว่า พระเจ้าทรงเลือกยูดาห์เป็นเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ดาวิดและต่อมาคือพระเยซู  พระเจ้าทรงทำการในชีวิตของยูดาห์จนเราได้เห็นว่า จากคนที่ออกนอกลู่นอกทางไปแต่งงานกับหญิงชาวคานาอัน 
จากคนที่ไม่รับผิดชอบต่อเรื่องราวของลูกสะใภ้ทามาร์  เขากลับกลายเป็นพี่ชายที่ยอมรับโทษเพื่อคนอื่นได้ … กว่ายูดาห์จะได้เป็นบรรพบุรุษโดยตรงของพระเยซู พระเจ้าก็ทรงทำการมากมายในชีวิตของเขา

มีการบันทึกชื่อของคนทั้งครอบครัวที่มาอยู่ในอียิปต์นั้น  และจากเจ็ดสิบคนนี้ กลายเป็นคนจำนวนล้านที่ออกมาจากอียิปต์ในเวลาสี่ร้อยกว่าปีต่อมา ตามคำที่พระเจ้าตรัสไว้กับอับราฮัม


พ่อลูกพบกันตามพระประสงค์
ปฐมกาล 46:28-34
ยาโคบเป็นคนระมัดระวัง แม้จะได้ยานพาหนะที่ล้ำยุคที่สุดในสมัยนั้น แต่ก็ส่งยูดาห์มาถามทางให้แน่ใจ  พ่อใช้ยูดาห์ที่เขามั่นใจในคำพูดครั้งสุดท้ายเรื่องการรับผิดชอบน้องเบนยามิน 
เป็นชายชราแก่หง่อมแต่ต้องเดินทางไกลครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ  ยาโคบหวังว่าเขาจะได้พบโยเซฟ ไม่ต้องการให้อะไรพลาดเลย ทุกอย่างต้องมีการดูแลอย่างรอบคอบ

เมื่อพ่อลูกได้พบกันหลังจากที่จากกันหลายสิบปี ด้วยความเข้าใจว่าลูกชายตายแล้ว นั่นเป็นความยินดีเปี่ยมล้นของยาโคบ ส่วนโยเซฟโล่งใจที่แผนการทั้งหมดที่เขาเตรียมกับพวกพี่ชายสำเร็จตรงที่พ่อได้มาพบเขาจริง ๆ

พระคัมภีร์บันทึกว่า โยเซฟกอดพ่อ และร้องไห้ที่บ่าของพ่อเป็นเวลานาน  แน่นอนที่ยาโคบต้องร้องไห้และขอบคุณพระเจ้าเป็นที่สุด เขาดีใจที่ลูกชายยังมีชีวิตอยู่  เขาไม่คิดเหมือนเดิมอีกต่อไปว่า ทุกอย่างทำร้ายจิตใจเขาทั้งหมด (ปฐมกาล 42:36) เขาเคยอยากตาย แต่บัดนี้ ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว คราวนี้ไม่กลัวตายอีกต่อไป  เขาจะตายอย่างเป็นสุข

ลูกหลานอิสราเอลได้รับเลือกให้อยู่ในโกเชน เป็นเมืองทางใต้ และทำงานเลี้ยงสัตว์อย่างที่พวกเขาเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการดีที่พวกเขาไม่ต้องกระจัดกระจายไปทั่วอียิปต์ พวกเขาอยู่ด้วยกัน และดำรงความเชื่อของบรรพบุรุษในพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวไว้

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 46
1* ปฐมกาล 21:31, 33; 26:32-33; 28:10; 26:24-25; 28:13; 31:42; 32:9
2* ปฐมกาล 15:1; 22:11; 31:11
3* ปฐมกาล 17:1; 28:13; เฉลยธรรมบัญญัติ   26:5
4* ปฐมกาล 28:15; 31:3; 48:21; 15:16; 50:12, 24-25; 50:1
5* กิจการ 7:15; กิจการ 45:19-21
6* เฉลยธรรมบัญญัติ   26:5
8* อพยพ 1:1-4; กันดารวิถี 26:4-5
9* อพยพ 6:14



10* อพยพ 6:15
11* 1 พงศาวดาร 6:1, 16
12* 1 พงศาวดาร 2:3; 4:21; ปฐมกาล 38:3, 7, 10; 38:29
14* กันดารวิถี 26:26
15* ปฐมกาล 35:23; 49:31
17* 1 พงศาวดาร 7:30
18* ปฐมกาล 30:10; 37:2; 29:24
19* ปฐมกาล 35:24; 44:27
20* ปฐมกาล 41:45, 50-52; 48:1
21* 1 พงศาวดาร 7:6; 8:1; กันดารวิถี 26:38-39

24* กันดารวิถี 26:48
25* ปฐมกาล 30:5,7 ; 29:29
26* อพยพ 1:5; ปฐมกาล 35:11
27* เฉลยธรรมบัญญัติ 10:22
28* ปฐมกาล 31:21
29* ปฐมกาล 41:43; 45:14-15
30* ปฐมกาล 2:29-30
32* ปฐมกาล 47:3
33* ปฐมกาล 47:2-3
34* ปฐมกาล 47:3; 30:35; 34:5; 37:17; 43:32