มัทธิว 21 เศคาริยาห์เคยบอกไว้

พระเยซูเสด็จเข้านครเยรูซาเล็มในฐานะองค์กษัตริย์
21 ขณะที่พระเยซู และเหล่าศิษย์ของพระองค์เดินทางเข้ามาใกล้นครเยรูซาเล็ม ก็พักที่บ้านเบธฟายี บนภูเขามะกอกเทศ  และพระเยซูทรงส่งศิษย์ของพระองค์ออกไปสองคน
2 ตรัสสั่งเขาว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านข้างหน้าเจ้า  และเมื่อเจ้าเข้าไป เจ้าจะเห็นแม่ลาผูกอยู่กับลูกของมัน จงแก้เชือกมันออกแล้วจูงทั้งสองมาให้เรา
3 ถ้ามีใครถาม ก็จงบอกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการใช้พวกมัน แล้วเขาจะปล่อยมันให้มาทันที”
4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นจริงตามที่ได้กล่าวไว้โดยผู้เผยพระดำรัสว่า (อิสยาห์ และเศคาริยาห์)
5 “จงบอกธิดาแห่งศิโยนว่า ‘ดูเถิด  องค์กษัตริย์ของเจ้าเสด็จมาหาเจ้า  ทรงอ่อนโยน ประทับบนหลังลา
บนหลังลา ลาหนุ่ม’

6 ดังนั้น ศิษย์ทั้งสองก็ไปทำตามที่พระเยซูตรัสสั่ง
 

7 พวกเขานำทั้งแม่ลาและลูกลามาให้พระเยซู และปูเสื้อคลุมของพวกเขาบนหลังลา  และพระเยซูก็ประทับบนหลังลานั้น
 8 ผู้คนเป็นอันมากได้ปูเสื้อคลุมของตนลงบนทางเดิน บางคนก็ตัดกิ่งไม้มา และปูลงบนทางเดินเช่นกัน
 
9 มีประชาชนที่เดินนำหนัาพระเยซู และมีพวกที่เดินตามหลัง พวกเขาตะโกนกันว่า
“โฮซันนาแด่พระบุตรกษัตริย์ดาวิด!
“สรรเสริญพระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า!”
“โฮซันนาในที่สูงสุด!”
 10 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าสู่นครเยรูซาเล็ม ทั้งเมืองก็แตกตื่น ถามกันว่า  “ท่านผู้นี้เป็นใครกัน?”
11 ประชาชนกล่าวกันว่า “ท่านคือพระเยซู ผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้าจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี”

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร                                                                    12 พระเยซูเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร และทรงขับไล่ประชาชนทั้งหลายที่กำลังซื้อขายของในพระวิหารนั้น  พระองค์ทรงคว่ำโต๊ะของคนที่รับแลกเงินสกุลต่าง ๆ  รวมไปถึงม้ายาวของคนที่กำลังขายนกพิราบด้วย   13 พระเยซูตรัสกับคนที่นั่นว่า “มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า พระนิเวศของเราจะได้ชื่อว่า เป็นพระนิเวศแห่งการอธิษฐาน แต่พวกเจ้ากลับมาทำให้กลายเป็น ‘ถ้ำโจร’”

14 แล้วคนตาบอด คนง่อย ก็เข้ามาเฝ้าพระเยซูในบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงรักษาโรคให้พวกเขา
15 แต่เมื่อหัวหน้าปุโรหิต และธรรมาจารย์เห็นว่าพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์และเด็ก ๆ ก็ร้องสรรเสริญพระองค์ในบริเวณพระวิหารว่า “โฮซันนาแด่พระบุตรของกษัตริย์ดาวิด!” พวกเขาก็โกรธมาก

16 พวกเขาถามพระเยซูว่า “ท่านไม่ได้ยินสิ่งที่เด็ก ๆ กำลังพูดอยู่หรือ?” พระเยซูตรัสตอบว่า “ได้ยินสิ  ท่านไม่เคยอ่านในพระคัมภีร์เลยหรือว่า ‘พระองค์ทรงทำให้คำสรรเสริญออกมาจากปากของเด็กและทารก’ Ps. 8:2
17  แล้วพระเยซูทรงออกจากที่นั่น ออกจากเมืองไปยังหมู่บ้านเบธานี้ และทรงพักค้างคืนที่นั่น 

ต้นมะเดื่อต้องคำสาป
18 เช้าวันต่อมา ขณะที่พระองค์ทรงกลับเข้าไปยังนคร พระองค์ทรงหิว
19 ทรงเห็นต้นมะเดื่อริมทาง ก็ทรงเข้าไปใกล้ แต่กลับพบว่า มะเดื่อนั้นมีแต่ใบ ไม่มีผลเลย  ดังนั้นพระองค์จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า “เจ้าจะไม่ได้ออกผลอีกเลย”
ทันใดนั้น ต้นมะเดื่อก็เหี่ยวแห้งไปทันที !
20 เมื่อศิษย์ของพระองค์เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ประหลาดใจนัก ทูลถามว่า “เหตุใดต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวลงไปเร็วอย่างนี้ขอรับ?”
21 พระเยซูตรัสตอบ “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเจ้ามีความเชื่อ และไม่สงสัย เจ้าก็จะสามารถทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำกับต้นมะเดื่อนี้ และยังจะทำได้มากกว่านั้นอีก  เจ้าจะกล่าวกับภูเขานี้ว่า ‘จงเคลื่อนลงไปในทะเล’ ก็จะเป็นไปตามนั้นถ้าเจ้ามีความเชื่อ 
22 หากเจ้ามีความเชื่อ เจ้าก็จะได้รับทุกอย่างที่เจ้าอธิษฐานทูลขอ”

สงสัยสิทธิอำนาจของพระเยซู
23 พระเยซูเสด็จเข้าไปยังบริเวณพระวิหาร และขณะที่ทรงสอนอยู่ที่นั่น หัวหน้าปุโรหิต และผู้ใหญ่ของประชาชน ก็เข้ามาทูลถามว่า “ท่านทำสิ่งนี้ด้วยสิทธิอำนาจใด? ใครมอบสิทธิอำนาจนี้ให้ท่าน?”
 24 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราก็จะถามท่านอย่างหนึ่งเช่นกัน หากท่านตอบเรา เราก็จะบอกท่านว่า เราทำสิ่งเหล่านี้ด้วยอำนาจใด




25 บอกเรามาสิว่า เมื่อท่านยอห์นให้บัพติศมาแก่ประชาชน ท่านได้สิทธิอำนาจจากพระเจ้า หรือจากมนุษย์?  พวกเขาจึงหาเหตุผลกัน “หากเราตอบว่า บัพติศมาของยอห์นมาจากสวรรค์เบื้องบน  พระเยซูจะพูดว่า แล้วอย่างนั้นทำไมจึงไม่เชื่อท่าน?
26 แต่หากเราตอบว่า สิทธิอำนาจนั้นมาจากมนุษย์  เกรงว่าประชาชนจะลุกฮือ เพราะพวกเขาถือว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัสจากพระเจ้า”
27  ดังนั้นพวกเขาจึงตอบพระเยซูว่า “เราไม่รู้” พระองค์จึงตรัสว่า “เราก็จะไม่บอกพวกท่านเช่นกันว่า เรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจใด”

คำอุปมาเรื่องลูกชายสองคน 
28 “บอกมาสิว่า เจ้าคิดเห็นอย่างไรเรื่องนี้  ชายคนหนึ่งมีลูกชายสองคน เขาไปหาลูกชายคนโต กล่าวว่า ‘ลูกชายเอ๋ย เจ้าจงออกไปและทำงานในสวนองุ่นของพ่อนะ’ 
29 ลูกชายคนนั้นบอกว่า ‘ผมจะไม่ไป’ แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจ และออกไป
30 แล้วพ่อก็ไปหาลูกชายอีกคน บอกว่า ‘ลูกชายเอ๋ย เจ้าจงออกไปและทำงานในสวนองุ่นของพ่อเถิด’ ลูกชายตอบว่า ‘ได้ขอรับท่านพ่อ’ แต่จริงแล้วเขาไม่ได้ไป 

31 ลูกชายคนไหนที่ทำตามใจของพ่อ?”
ทั้งปุโรหิตและผู้นำตอบว่า “ลูกชายคนโตไง” พระเยซูตรัสกับพวกเขา “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณี จะพากันเข้าไปในอาณาจักรของพระเจ้าก่อนพวกท่าน
32 เพราะท่านยอห์นได้มาชี้ทางแห่งความเที่ยงธรรม
พวกท่านก็ไม่เชื่อ  แต่คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณีกลับเชื่อ  แม้กระทั่งที่ท่านได้เห็นสิ่งนี้แล้ว ท่านก็ยังไม่ยอมกลับใจ และเชื่อท่านยอห์น 

คนเช่าสวนที่ชั่วช้า 
33 “จงฟังเรื่องอุปมาต่อไปนี้  มีเจ้าของสวนองุ่นคนหนึ่งปลูกสวนองุ่น  โดยสร้างกำแพงล้อมรอบและสกัดบ่อย่ำองุ่นไว้   และยังสร้างหอคอยไว้ด้วย  จากนั้นเขาก็ให้ชาวสวนเช่าพื้นที่ แล้วก็เดินทางไปต่างประเทศ 
34 เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวองุ่น เขาก็ส่งคนรับใช้ของเขาไปหาคนเช่าสวนเพื่อรับส่วนแบ่งของเขา
 35 แต่ชาวสวนกลับกระชากคนรับใช้ของเขาไป ทุบตีคนหนึ่ง และฆ่าอีกคนหนึ่ง และยังเอาหินขว้างคนรับใช้คนที่สามจนเสียชีวิต !
36 ดังนั้นเจ้าของสวนจึงส่งคนไปมากกว่าครั้งแรก  แต่ผู้เช่าก็ทำร้ายพวกเขาเหล่านั้นเหมือนที่ได้ทำคราวก่อน
37 ในที่สุด เขาจึงส่งลูกชายไปหาเจ้าของสวนโดยกล่าวว่า ‘เขาคงจะนับถือให้เกียรติลูกชายของเรา’
38 แต่เมื่อชาวสวนทั้งหลายเห็นลูกชายเจ้าของสวน พวกเขาจึงพูดกันว่า ‘เจ้านี่ไงเป็นทายาท พวกเราฆ่าเขาเสีย แล้วเราจะได้สวนนี้เป็นมรดกของเรา’
39  แล้วชาวสวนก็จับตัวลูกชาย โยนเขาออกไปนอกสวนองุ่น แล้วฆ่าเขาเสีย !

40 ดังนั้น เจ้าของสวนองุ่นควรจะทำอย่างไรกับคนเช่าสวนเหล่านี้ดี?”
41 เขาทั้งหลายตอบว่า “ท่านคงจะต้องสังหารคนชั่วเหล่านั้นอย่างสาสม  แล้วท่านก็จะให้คนเช่าสวนคนอื่นที่จะส่งส่วนแบ่งขององุ่นให้แก่ท่านในฤดูเก็บเกี่ยว เช่าสวนนั้นไป
42 พระเยซูตรัสแก่เขา “พวกท่านไม่เคยอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้หรือ ที่ว่า “ศิลาที่ช่างก่อสร้างทิ้งไป ได้กลายเป็นศิลามุมเอก องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำการนี้ และเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งสำหรับเรา”
43 “ดังนั้น เราขอบอกท่านว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะถูกริบไปจากท่าน และมอบให้กับชนชาติที่จะเกิดผล
44 คนที่ล้มทับศิลานี้จะแตกหักไป แต่หากศิลานี้หล่นทับคนใด เขาจะแหลกละเอียดไป”
45 เมื่อหัวหน้าปุโรหิต และฟาริสีได้ยินเรื่องอุปมาเหล่านี้ พวกเขาก็รู้ว่า พระองค์กำลังตรัสถึงพวกเขาเอง
46 พวกเขาจ้องที่จะจับกุมพระองค์ แต่ยังกลัวประชาชนเพราะผู้คนเหล่านั้นเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นผู้เผยพระดำรัส 

อธิบายเพิ่มเติม

พระเยซูเสด็จเข้านครเยรูซาเล็มในฐานะ
พระเมสสิยาห์
มัทธิว 21:1-11
ไม่นานมานี้ พระเยซูตรัสกับสาวกว่า พระองค์จะทรงถูกทรยศ ถูกจับกุม  สอบสวน ส่งไปประหาร และจะทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
พระเยซูทรงเห็นภาพล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ศิษย์ของพระองค์ยังไม่เข้าใจอะไรเลย  พระองค์ทรงรู้ว่า สิ่งที่จะทรงทำต่อไปนี้ จะยิ่งเร่งเร้าให้เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ทนไม่ได้  

พระองค์ทรงสั่งให้ศิษย์เอาแม่ลาตัวหนึ่งจูงมาพร้อมกับลูกของมัน ให้พระองค์   แล้วพระองค์ก็ทรงทำตามที่อิสยาห์ 62:11 และเศคาริยาห์ 9:9 ได้กล่าวล่วงหน้าไว้    
คือการทรงขี่บนหลังลูกลา และเสด็จเข้าประตูเมืองเยรูซาเล็ม น่าแปลกที่ลูกลาตัวนี้ เป็นลูกลาที่ไม่น่าจะมีใครเคยขี่มันมาก่อน แต่มันก็ยอมให้กับพระองค์  วันนี้ พระเยซูทรงเลือกที่จะประกาศพระองค์เองให้ทั้งนครเยรูซาเล็มรู้ว่า พระองค์คือผู้ใด  และคนที่ตอบก็คือ เหล่าประชาชนทั้งหลายที่เคยได้ฟังพระองค์สอน เคยได้รับการรักษาโรคจากพระองค์ พวกเขาจึงร้องสรรเสริญเต็มกำลัง สุดใจของพวกเขา  ไม่แค่นั้น พวกเขายังต้อนรับพระองค์ด้วยการปูเสื้อลงบนทางเดิน ตัดกิ่งปาล์มมาปูต้อนรับ … นี่เป็นการต้อนรับที่ทรงพลังอย่างยิ่ง  และยังเป็นสิ่งที่ทำให้คำกล่าวของอิสยาห์ และเศคาริยาห์สำเร็จด้วย    

ผู้คนแตกตื่นถามว่า นี่เป็นใคร เพราะเวลานั้น ประชาชนต่างโห่ร้อง โฮซันนาแด่พระบุตรของกษัตริย์ดาวิด  พวกเขาสรรเสริญว่า พระองค์เสด็จมาในพระนามขององค์พระเจ้าสูงสุด  เมื่อมีคำถามว่า ท่านผู้นี้เป็นใคร คำตอบคือ พระเยซู เป็นผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้าที่มาจากนาซาเร็ธ

แต่ผู้ที่เดือดดาลเป็นที่สุดกับเหตุการณ์นี้ ก็คือ เหล่าปุโรหิตและธรรมาจารย์นั่นเอง   เราเห็นมาตลอดว่า พวกเขาขัดเคืองใจกับการที่พระเยซูได้รับความนิยมจากประชาชน  ขัดใจที่ได้ตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  ที่ไม่พอใจมากที่สุดคือ พระเยซูทรงทำตามที่อิสยาห์ และเศคาริยาห์ได้กล่าวไว้ว่า พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดจะเข้าเมืองมาในลักษณะเช่นนี้  ทุกอย่างถูกต้องแม้กระทั่งสัตว์ที่พระองค์ทรงขี่เข้ามา  เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะต้องกำจัดพระเยซูให้ได้!

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร
มัทธิว 21:12-17
เมื่อพระเยซูทรงเข้าบริเวณพระวิหาร ก็ทรงพบธุรกิจที่ทำกันซึ่ง ๆ หน้าในพระวิหาร โดยไม่ยำเกรงกฎพระวิหารใด ๆ เป็นขบวนการที่ทั้งปุโรหิต ผู้ดูแลพระวิหารต่างได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า นั่นคือการซื้อขายสัตว์ที่จะถวายเป็นเครื่องบูชา  การแลกเงินเพื่อประชาชนที่มาจากที่ไกล ๆ จะได้ถวายเงินสกุลที่พระวิหารใช้  อย่างเช่นถ้ามาจากโรม ก็จะต้องเปลี่ยนเงินไม่ใช้ของโรมที่มีสัญลักษณ์ของพระต่างชาติเป็นต้น แล้วพวกนี้จะทำราคาแลกเปลี่ยนให้สูงลิ่ว
ในยอห์น 2:14-17  แต่นั่นเป็นครั้งที่พระองค์ทรงเริ่มต้นราชกิจของพระองค์ 
ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ คือ
พระเยซูทรงเข้าไปในพระวิหาร >> ทรงขับไล่คนที่ทำการซื้อขายแลกเงิน >> ทรงคว่ำโต๊ะ  >> ทรงแจ้งให้ทราบว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงจัดการพวกเขาเช่นนี้ (อิสยาห์ 56:7, เยเรมีย์ 7:9-10)   
แต่แล้วไม่ทันไร
คนตาบอด คนง่อย ก็มาหาพระองค์​>>
พระองค์ทรงรักษาโรคให้>>
เด็ก ๆ สรรเสริญพระองค์ในพระวิหาร ต่อหน้าต่อตาเหล่าปุโรหิต ธรรมจารย์   >>
สร้างความไม่พอใจกับพวกเขามาก  แต่พระองค์ทรงบอกว่า พระคัมภีร์สอนว่า คำสรรเสริญพระเจ้าจะมาจากเด็ก ๆ  >>

คิดว่าเกิดอะไรล่ะ ?  แน่นอน หมู่ปุโรหิตและธรรมาจารย์จะไม่อยู่เฉยแล้ว   แต่พระเยซูไม่ได้ทรงเดือดร้อนพระทัยสักนิด  พระองค์กำลังเปิดเผยพระองค์เองกับคนทั้งเมืองว่า พระองค์คือ พระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาตามที่พระเจ้าเคยสัญญาไว้  

มัทธิว 21:18-22
แล้วเช้าวันต่อมา พระองค์ทรงหิว ทรงเห็นต้นมะเดื่อ แทนที่จะได้กินผล กลับมีแต่ใบ ไม่มีผลสักลูก พระองค์จึงตรัสกับมันว่า เจ้าจะไม่มีผล …​อัศจรรย์​ !! >>>  ต้นมะเดื่อเหี่ยวทันที เห็นคาตา ทำให้พวกศิษย์จึงถามเหตุผล..

พระเยซูทรงตอบง่าย ๆ เลยว่า ถ้าเชื่อ ไม่สงสัย ก็จะได้แบบนี้ ซึ่งศิษย์ไม่เข้าใจฤทธิ์เดชเหนือสารพัดสิ่งในจักรวาลอย่างพระองค์ พระเยซูทรงรู้ว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์เหนือสรรพสิ่ง พระองค์เองทรงเป็นพระเจ้าที่จะสั่งสิ่งใดก็ได้  พระองค์ตรัส มะเดื่อก็เชื่อฟัง
แต่แล้ว พระองค์กลับตรัสกับศิษย์ว่า แม้แต่พวกเขา ก็สามารถทำเหมือนกับพระองค์ได้   คำว่า “หากเจ้ามีความเชื่อ และไม่สงสัย เจ้าก็จะสามารถทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำกับต้นมะเดื่อนี้ และยังจะทำได้มากกว่านั้นอีก”
เป็นพระดำรัสที่ท้าทายผู้เชื่อทุกคน     พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า พระองค์เท่านั้นที่จะทำได้ แต่ทุกคนที่เชื่อ ไม่สงสัยจะทำได้เช่นกัน  นี่เป็นคำหนุนใจกับคนที่กำลังอธิษฐานว่า ความเชื่อในฤทธิ์เดชของพระเจ้าเป็นพื้นฐานของคำตอบ

เรื่องต้นมะเดื่อนี้ มีการแปลความหมายตามพระคัมภีร์เดิมด้วยว่า  ต้นมะเดื่อเป็นอิสราเอลที่ดูเหมือนเกิดผล แต่เนื้อแท้แล้วกลับไม่ได้ผลอะไรเลย   เยเรมีย์ 8:13; มีคาห์ 7:1-6; โฮเชยา 9:10, 16-17; มีคาห์ 7:1-6 

สงสัยสิทธิอำนาจของพระเยซู
มัทธิว 21:23-27
นอกจากที่พระเยซูจะทรงสอนประชาชนตามภูเขา ริมทะเล ในบ้านคนแล้ว พระองค์ยังทรงสอนประชาชนให้รู้จักชีวิตที่อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าในพระวิหารด้วย  ทรงทำการอัศจรรย์หลายอย่างในพระวิหาร ทำให้เหล่าผู้ใหญ่และปุโรหิตรู้สึกขัดใจมาก ยิ่งเมื่อพระองค์ตรัสถึงพระบิดาคือองค์พระยาห์เวห์ว่าเป็นพระบิดาของพระองค์ พวกเขายิ่งไม่พอใจ  (หนังสือยอห์นบันทึกไว้มากพอควร)
พวกเขาจึงเข้ามาเผชิญหน้ากับพระองค์ …ถามว่า ที่เข้ามาในเยรูซาเล็ม ที่ทำการอัศจรรย์ทำให้คนหายโรคได้นี้ ได้อำนาจมาจากไหนกัน? อย่าลืมว่า พวกเขาเคยกล่าวหาว่า พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ด้วยอำนาจนายผีมาก่อน (มัทธิว 12:24)
แทนที่พระเยซูจะตอบ… พระองค์ทรงถามกลับว่า พวกเขามีความเห็นเรื่องการที่ยอห์นให้บัพติศมาแก่ประชาชนอย่างไร  ใครเป็นผู้ให้สิทธิอำนาจนั้นแก่ยอห์น?
เมื่อเจอคำถามเช่นนี้ ก็หันมาปรึกษากัน >> ตอบอย่างไรดีนะ ? ถ้าบอกว่ามาจากเบื้องบน ก็ไม่ได้เข้าทางพระเยซู ตอบว่ามาจากมนุษย์ เดี๋ยวคนก็ลุกฮือเพราะพวกเขาชอบยอห์นมาก เอาอย่างนี้ ตอบว่าไม่รู้แล้วกัน … พระเยซูจึงไม่ตอบพวกเขาเช่นกัน ถ้าพระองค์ทรงตอบตามความจริงว่า มาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะจัดการพระองค์เดี๋ยวนั้น ซึ่งพระองค์ทรงทราบดีว่า ยังไม่ถึงเวลาที่พระองค์จะถูกจับกุม   และในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็แสดงให้ประชาชนตรงนั้นรู้ว่า พวกเขาไม่ได้รู้คำตอบของทุกเรื่อง  ไม่น่าถามพระเยซูเลย เสียหน้าเปล่า ๆ 

คำอุปมาเรื่องลูกชายสองคน
มัทธิว 21:28-32
หลังจากนั้น พระเยซูยังคงตรัสถึงยอห์น ในฐานะที่ท่านเป็นคนนำให้ประชาชนได้รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้า  ประชาชนในสังคมโบราณ แบ่งเป็นสองพวกชัดเจน คือ พวกหนึ่งคือเหล่าธรรมาจารย์ ปุโรหิต ผู้ใหญ่ที่คิดว่าตนเองเป็นคนเที่ยงธรรม  ไม่มีผิด แต่คนอื่นเป็นคนผิดบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณี ก็จะเป็นเหมือนตัวแทนของคนบาปในสังคม  พวกเขาถูกดูหมิ่นเหยียดหยามว่าชั่วช้า 
แต่แล้วพระเยซูกลับเล่าเรื่องที่เหมือนตีแสกหน้าเหล่าคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี  แต่ไม่ยอมกลับใจ
ในเรื่องเล่า ลูกคนโตที่ตอนแรกไม่เชื่อฟัง แต่ต่อมาก็ไปทำตามใจของพ่อนั้น คือคนบาปที่กลับใจ  ส่วนลูกคนเล็กที่บอกจะทำตามใจพ่อ กลับไม่ทำตาม  สรุปแล้ว เรื่องนี้ ก็คือ คนต้นเป็นคนท้าย และคนท้ายกลายเป็นคนต้นนั่นเอง

คำอุปมาเรื่องคนเช่าสวนที่ชั่วช้า
มัทธิว 21:33-46
น่าแปลกที่หัวหน้าปุโรหิตและฟาริสีก็ยังคงฟังพระองค์ต่อ เมื่อพระองค์เล่าคำอุปมาอีกเรื่อง  พวกเขาไม่ได้เดินหนีพระองค์ไป แสดงว่า พวกเขาก็ชอบฟังเรื่องของพระองค์อยู่เหมือนกัน หรืออาจจะอยากฟังเพราะจะได้จับผิดพระองค์ 

มาดูความหมายของผู้ที่มีส่วนในเรื่องอุปมา
เจ้าของสวนหมายถึงพระเจ้า อิสยาห์ 5:1-7  เฉลยธรรมบัญญัติ 32:32, สดุดี 80:8, เยเรมีย์ 2:21
คนเช่าสวนนั้นคือ เหล่าผู้นำศาสนายิว ผู้ใหญ่ ธรรมจารย์ที่มีอคติต่อพระเจ้ามาเป็นเวลานาน 
คนรับใช้ของเจ้าของสวนนั้นก็หมายถึงผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้า 
ลูกชายของเจ้าของสวนและศิลามุมเอก (เป็นหินสำคัญที่สุดในการก่อสร้างบ้าน) ศิลาที่ถูกทิ้ง คือองค์พระเยซูคริสต์ 
คนเช่าสวนคนอื่นและชนชาติที่จะเกิดผล นั้นก็คือ คนบาปที่ตอบรับการทรงเรียกให้กลับใจใหม่ รวมทั้งคนต่างชาติที่ต้อนรับพระเยซู

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่า ใครเป็นตัวแทนสื่อถึงใคร เราก็จะเข้าใจคำอุปมาเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน  เพราะว่า พระเจ้าทรงเป็นห่วงอิสราเอล
จึงทรงส่งผู้เผยพระดำรัสของพระองค์มาหลายคน แต่คนอิสราเอลก็ไม่ได้ฟังคำเตือนของพวกเขาเลย พวกเขาต้องตกไปเป็นเชลยเพราะความดื้อด้าน  ต่อมาทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเอง เพื่อเตือนพวกเขาให้กลับใจ แต่แล้วพวกเขาก็ประหารพระองค์   ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงเตือนศิษย์แล้วว่า พระองค์จะถูกประหาร บัดนี้ทรงบอกกับผู้ที่จะประหารพระองค์ซึ่ง ๆ หน้า ที่น่าประหลาดใจ พวกเขารู้ตัวด้วยว่า พระองค์ตรัสถึงพวกเขา นี่ยิ่งทำให้พวกเขาโกรธแค้นมากขึ้นอีก

อีกไม่นาน เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ ผู้ใหญ่ของยิวนั้น ก็สมคบกันวางแผนประหารพระเยซู พวกเขากระทำกับพระองค์อย่างโหดเหี้ยม ยืมมือทหารโรมันมาลงมือเฆี่ยน ทรมาน เยาะเย้ย และประหารพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเล่าไว้ในเรื่องนี้

แล้วพระเยซูยังบอกเรื่องสุดท้ายแก่เขาคือ พระเจ้าจะทรงมอบพระพรแห่งแผ่นดินของพระเจ้าให้กับชาวต่างชาติที่จะเกิดผลเพื่อพระองค์​

 คนเราทุกคนสามารถตอบสนองพระเจ้าได้สองแบบ คนหนึ่งอาจจะล้มลงไปหาศิลานี้ จะแตกหัก ชีวิตเดิมแตกสลาย และได้รับการเปลี่ยนแปลง ได้รับชีวิตใหม่
แต่ถ้าคนใดไม่รับเอาพระองค์  ศิลานั้นจะทับเขาจมดิน ไม่มีโอกาสได้เกิดใหม่อีกเลย นั่นคือ เขาจะถูกพระเจ้าพิพากษาลงโทษ   


พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 21
1* ลูกา 19:29-38; เศคาริยาห์ 14:4
5* เศคาริยาห์  9:9
6* มาระโก 11:4
7* 2 พงศ์กษัตริย์ 9:13; เลวีนิติ 23:40
8* ลูกา 23:40
9* สดุดี 118:26; มัทธิว 23:39
10* ยอห์น 2:13,15
11* ยอห์น 6:14;7:40;9:17
12* มาลาคี 3:1; มาระโก 11:15-18; เฉลยธรรมบัญญัติ  14:25
13* อิสยาห์ 56:7; เยเรมีย์ 7:11
15* ยอห์น 7:42

16* สดุดี 8:2
17* ยอห์น 11:1, 18; 12:1
18* มาระโก 11:12-14, 20-24
19* มาระโก 11:13
20* มาระโก 11:20
21* มัทธิว 17:20; ยากอบ 1:6; 1 โครินธ์ 13:2
22* มัทธิว 7:7-11
23* ลูกา 20:1-8; อพยพ 2:14
25* ยอห์น 1:29-34; 1:15-28
26* มัทธิว 14:5; 21:46
28* มัทธิว 20:1; 21:33
31* ลูกา 7:29; 37-50
32* ลูกา 3:1-12; 7:29; 3:12-13

33* ลูกา 20:9-19; มัทธิว 25:14
35* 1 เธสะโลนิกา 2:15
37* ยอห์น 3:16
38* ฮีบรู 1:2; ยอห์น 11:53
39* กิจการ 2:23
41* ลูกา 20:16; 21:24; กิจการ 3:46
42*สดุดี 118:22-23
43* มัทธิว 8:12
44* อิสยาห์ 8:14-15; ดาเนียล 2:24
46* มัทธิว 21:26; 21:11

มัทธิว 20 คนสุดท้ายกับคนต้น

คำอุปมาเรื่องคนงานรับจ้าง

1“แผ่นดินสวรรค์นั้นเปรียบเหมือนเจ้าของที่ดินคนหนึ่งที่ออกไปแต่เช้าเพื่อจ้างคนงานเข้ามาทำงานในสวนองุ่นของเขา
2 เขาตกลงกับคนงานว่า จะจ่ายค่าจ้างให้ วันละหนึ่งเดนาริอัน  แล้วเขาก็ส่งคนงานเหล่านั้นเข้าไปทำงานในสวนองุ่น
 3ประมาณสามโมงเช้า เขาออกไป ก็เห็นชายหลายคนยืนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร   
4 เขาจึงกล่าวกับพวกเขาว่า ‘หากเจ้าไปทำงานในสวนองุ่นของเรา เราจะให้ค่าจ้างอย่างเหมาะสม  
5  ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าไปทำงานในสวนองุ่น  เจ้าของสวนออกไปอีกประมาณเที่ยงวัน และบ่ายสามโมง เขาทำเหมือนอย่างที่ทำมาก่อนหน้านี้
6 ประมาณห้าโมงเย็น เขาก็ออกไปที่ตลาดอีก เห็นบางคนยืนอยู่ตรงนั้น เขาถามพวกนั้นว่า ‘เหตุใดพวกเจ้ายืนอยู่ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร?’  
7 พวกเขาตอบว่า ‘ก็เป็นเพราะไม่มีใครจ้างเราขอรับ’
เจ้าของสวนจึงกล่าวกับพวกเขาว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ก็ให้เจ้าไปทำงานในสวนองุ่นของเราแล้วกัน’ 

8  ตกเย็น  เจ้าของสวนก็สั่งหัวหน้าคนงานว่า ‘ไปตามคนงานมารับค่าแรง  ให้คนสุดท้ายมาก่อน เรียงไปจนถึงคนที่เราจ้างมาคนแรก’
9 เมื่อคนที่รับจ้างช่วงห้าโมงเย็นมาก่อน
เขาทุกคนได้รับหนึ่งเหรียญเดนาริอัน 
10 เมื่อคนที่มาทำงานก่อนมารับค่าจ้าง เขาคิดว่า เขาจะได้รับเงินมากกว่า แต่แล้ว ก็ได้รับคนละหนึ่งเหรียญเดนาริอันเช่นกัน
11 เมื่อพวกเขาได้รับเงินไป เขาจึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวน  
12 พวกเขากล่าวว่า ‘คนมาทีหลังนี้ทำงานแค่ชั่วโมงเดียว แต่กลับได้ค่าจ้างเท่า ๆ กับเราที่ตรากตรำในแดดร้อน ๆ ทั้งวัน’
13 แต่เจ้าของสวนตอบคนหนึ่งในพวกเขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราไม่ได้โกงเจ้าเลย  เราตกลงกันไว้ที่หนึ่งเหรียญเดนาริอันไม่ใช่หรือ?
14 ขอให้รับค่าจ้างของเจ้าและกลับไปเถิด  เราพอใจที่จะให้ค่าจ้างกับคนที่มาทีหลังเท่ากับเจ้า

15 เราไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้เงินตามใจของเราหรือ? หรือว่า เจ้าอิจฉาเพราะเราใจดี?
16 “ดังนั้น คนสุดท้ายจะเป็นคนต้น และคนต้น จะเป็นคนสุดท้าย” 

พระเยซูตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ 
17 ขณะที่พระเยซูเสด็จขึ้นไปยังนครเยรูซาเล็ม  พระองค์ทรงพาศิษย์สิบสองคนแยกออกมาต่างหาก และตรัสกับพวกเขาตามลำพังว่า  
18 “ดูเถิด  พวกเรากำลังขึ้นไปยังนครเยรูซาเล็ม บุตรมนุษย์จะถูกทรยศ ถูกส่งตัวให้กับปุโรหิตและธรรมาจารย์  พวกเขาจะกล่าวคำตัดสินโทษประหารท่าน
 

 

19 พวกเขาจะมอบบุตรมนุษย์ให้คนต่างชาติเยาะเย้ย  ลงแส้  และตรึงพระองค์จนสิ้นชีพบนไม้กางเขน  แต่ในวันที่สาม พระองค์จะทรงฟื้นคืนชีพขึ้นมา!”   

ความหวังดีของแม่
20 แล้วมารดาของลูกชายเศบีดี ก็มาเฝ้าพระเยซูพร้อมกับลูกชาย เธอมาคุกเข่าเพื่อขอความโปรดปรานจากพระองค์
21 พระเยซูตรัสถามว่า “เจ้าต้องการอะไรหรือ?”
เธอตอบว่า “ขอพระองค์ทรงสัญญาว่า ลูกชายคนหนึ่งของดิฉันจะได้นั่งข้างขวาในอาณาจักรของพระองค์ และอีกคนได้นั่งข้างซ้ายพระเจ้าข้า”
22 แต่พระเยซูตรัสว่า “เจ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้ากำลังขอ  เจ้าจะดื่มถ้วยที่เรากำลังจะดื่มได้หรือ?”
พวกเขาทูลตอบว่า “ได้ พระเจ้าข้า”
23 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เจ้าจะได้ดื่มจากถ้วยของเราแน่นอน  แต่เราไม่อาจจะจัดให้ใครได้นั่งทางขวามือหรือซ้ายมือของเรา  ที่นั้น เป็นที่ของคนที่พระบิดาของเราทรงเตรียมไว้ให้”

24 เมื่อศิษย์คนอื่นอีกสิบคนได้ยินเรื่องนี้  ต่างก็ไม่พอใจพี่น้องทั้งสองคนนั้น
25 พระเยซูทรงเรียกพวกศิษย์มาพร้อมหน้ากัน และตรัสว่า  “เจ้าทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ปกครองของคนต่างชาตินั้น  แสดงความเป็นใหญ่เหนือประชาชน  และผู้นำชั้นผู้ใหญ่ก็มักจะใช้อำนาจบาทใหญ่เหนือพวกเขา 
26 แต่สำหรับพวกเจ้าจะต้องไม่เป็นเช่นนั้น ที่สมควรคือ ใครก็ตามที่อยากเป็นใหญ่ในหมู่พวกเจ้าจะต้องรับใช้พวกเจ้าเหมือนคนรับใช้ 
27 คนใดที่ต้องการเป็นคนแรกในพวกเจ้า  จะต้องรับใช้พวกเจ้าราวกับเป็นทาสของพวกเจ้า
28 เช่นเดียวกัน บุตรมนุษย์ ไม่ได้มาเพื่อจะรับการปรนนิบัติ  พระองค์ทรงมาเพื่อรับใช้คนทั้งหลาย และประทานชีวิตเป็นค่าไถ่สำหรับคนเป็นจำนวนมาก”

อยากให้ทำอะไรให้หรือ?
29 เมื่อพระเยซูและศิษย์กำลังจะออกจากเมืองเยรีโค
มีฝูงชนกลุ่มใหญ่ตามพระองค์ไปด้วย 
30 มีชายตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทาง ได้ยินว่า พระเยซูกำลังผ่านไป จึงร้องตะโกนขึ้นมาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า
บุตรดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาเราเถิด”

31 ผู้คนก็ติพวกเขาและบอกให้เงียบ แต่ทั้งสองยิ่งร้องดังขึ้นว่า
 

“องค์พระผู้เป็นเจ้า บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาพวกเราด้วยเถิด!” 
32 พระเยซูทรงหยุด และตรัสกับชายตาบอดทั้งสองว่า “เจ้าต้องการให้เราทำอะไรให้?”
 33 พวกเขาทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกเราอยากมองเห็นได้”
34 พระเยซูทรงสงสารชายตาบอดทั้งสอง  ทรงแตะต้องดวงตาของพวกเขา 
ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็มองเห็นได้ แล้วจึงตามพระองค์ไป

อธิบายเพิ่มเติม

คนงานรับจ้างในสวนองุ่น
มัทธิว 20:1-16
พระเยซูตรัสถึงแผ่นดินสวรรค์ เป็นคำตอบให้กับเปโตรจาก ข้อที่ 27   เปโตรทูลพระเยซูว่า “ดูเถิด เราทั้งหลายได้ละทิ้งทุกอย่างเพื่อตามพระองค์มา แล้วพวกเราจะได้รับอะไรบ้างขอรับ?”   พระองค์ตรัสบอกเขาว่า มีรางวัลแน่… แต่รางวัลนั้น ไม่ได้ตามมาตรฐานของมนุษย์ !

 ทรงสรุปว่า  พระองค์จะประทานพระพรแก่ใคร อย่างไร มากน้อยเท่าไรนั้น เป็นเรื่องของพระองค์ การอิจฉาเพื่อนที่ได้มากกว่า ไม่ได้ช่วยอะไร พระองค์ทรงเป็นเจ้าของพระพรและทุกอย่างในโลก  สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าทำตัวให้กลายเป็นคนสุดท้าย …ถ้าเจ้าของสวนจ้างก็ดีอยู่แล้ว มีงานทำสมกับเป็นคน แทนที่จะยืนแกร่วรองาน …..เจ้าของสวนออกไปแต่เช้าตรู่(ประมาณหกโมงเช้า)  สามโมงเช้า เที่ยงวัน บ่ายสาม และห้าโมงเย็น  ดูเหมือนงานหนึ่งวันเท่ากับสิบสองชั่วโมง
มัทธิวกำลังบอกอะไรจากคำอุปมานี้ คนสวนที่ทำงานชุดแรกนั้น ได้บอกว่า มีข้อตกลงการทำงานที่ชัดเจน ทำหนึ่งวัน ได้หนึ่งเดนาริอัน  ส่วนคนอื่นไม่ได้มีข้อตกลง แน่นอนว่า ก็ต้องขึ้นกับน้ำใจ และการทำงานของคนงาน  และพวกเขาก็เชื่อว่า เจ้าของที่ดินยินดีจ่ายให้อย่างยุติธรรม

ถึงเวลาเลิกงาน หัวหน้าคนงานไปตามคนงานมารับค่าแรง โดยให้คนสุดท้ายรับหนึ่งเหรียญ  พวกเขาก็มีความสุขกลับบ้านไป
แต่แล้ว คนที่มาทำแต่เช้า ก็ได้หนึ่งเหรียญเช่นกัน พวกเขาจึงต่อว่าเจ้าของสวนที่ทำเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาก็ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะแต่เช้าว่าจะได้หนึ่งเหรียญ 
เจ้าของสวนยืนยันว่า ไม่ได้โกง .. เขาพอใจจะให้ใครเท่าไรก็ได้
 เอ๊ะ แล้วทำไมพระเยซูตรัสว่า คนสุดท้ายกลายเป็นคนต้น  คนต้นกลายเป็นคนท้าย ตรัสเหมือนตอนที่พระองค์ตอบเปโตรเลย

วิธีการของพระเจ้าในการประทานพระคุณแก่มนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับพระองค์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำดีของคนใด   การที่พระเจ้าจะให้มากหรือน้อย ก็ตามพระดำริ ไม่เหมือนที่มนุษย์คิด เราจึงไม่ยอมคุ้นกับพระคุณของพระเจ้า 


บางท่านมองอุปมาเรื่องนี้ว่า …ถ้าเรามองในแง่อิสราเอลได้ก่อน …
 อิสราเอลได้รับมอบหมายให้รักษาพระดำรัสของพระเจ้าไว้ (โรม 3:1-2)   และยังได้ผลประโยชน์มากมายคือ ได้เป็นบุตรของพระเจ้า ได้รับพระเกียรติสิริ ได้พันธสัญญา บทบัญญัติ พิธีนมัสการ พระสัญญาต่าง ๆ พระเยซูได้เข้ามาในโลกผ่านพวกเขา (โรม 9:4-5)

 แต่แล้ว คนต่างชาติก็ได้รับพระคุณ หลังจากพวกเขา กลับรับพระเยซู  รักรับใช้พระองค์ก่อน อิสราเอลเองก็ยังมัวแต่หาเหตุผลที่จะรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ชักช้าอยู่นั่น แล้วยังต้องให้คนต่างชาติมาประกาศพระนามของพระองค์ให้เสียด้วย ต้นจึงกลายเป็นปลาย ปลายจึงเป็นต้น

เว็บ  Gotquestions มีความเห็นว่า ไม่ว่าผู้เชื่อจะทำงานหนักหรือใช้เวลานานเพียงใด  รางวัลแห่งชีวิตนิรันดร์ก็จะเป็นสิ่งเดียวกันที่มอบให้แก่ทุกคน   โจรบนไม้กางเขน (ลูกา 23:39-43)  เมื่อยอมรับ เชื่อในพระคริสต์ ก็ได้รับรางวัลแห่งชีวิตนิรันดร์เช่นเดียวกับอัครทูตเปาโลที่ทนทุกข์แสนสาหัสเพื่อพระเจ้า  แน่นอน ถึงมีรางวัลที่แตกต่างกันในสวรรค์สำหรับการรับใช้ที่แตกต่างกัน แต่รางวัลสูงสุดแห่งชีวิตนิรันดร์นั้นจะได้รับโดยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
บางคนมองว่า เจ้าของที่ดินออกไปหาคนงานไม่หยุดหย่อนทั้งวัน เขามีงานมากมาย และยินดีให้คนร่วมทำงานกับเขา   ขณะที่เรา รอคอยการเสด็จกลับมาของพระองค์ เราควร กตัญญูที่ได้รับการทรงเรียกให้ทำงานในสวนองุ่นของพระองค์ บางคนอาจได้รับการทรงเรียกเร็วกว่าคนอื่น   เรามีภารกิจที่ได้รับมอบหมาย คือการทำงานในสวนองุ่น และเราจะได้รับค่าจ้างเหมือนกัน ยินดีร่วมกัน ถวายพระเกียรติพระองค์ด้วยกัน

พระเยซูตรัสถึงการสิ้นพระชนม์
มัทธิว 29:17-19พระเยซูทรงแยกศิษย์ออกมาและบอกเหตุการณ์หนึ่งล่วงหน้า …
พระองค์จะถูกจับกุม ถูกสอบสวน ถูกตัดสินประหาร  จะทรงถูกทำร้าย และนี่เป็นครั้งแรกของหลาย ๆ ครั้ง ที่ตรัสว่า จะถูกตรึง แต่จะทรงฟื้นคืนพระชนม์ (พระเยซูตรัสเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วจากบันทึกของมัทธิว (16:21; 17:9) และยังตรัสอีกใน 22:23
ดูเหมือนพวกเขาแค่ฟังอย่างงง ๆ ไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสเลย
ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่มีใครต้องการเจอเหตุการณ์นี้

แม่ที่ขอเพื่อลูกชายสองคน
มัทธิว 29:20-28
ยากอบและยอห์น เป็นลูกชายของเศบีดี  แม่ของเขาก็ติดตามพระเยซูมาอย่างใกล้ชิด
แล้ววันหนึ่งเธอก็เข้ามาเฝ้าพระเยซูทูลขอ…บางสิ่งที่เป็นความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง
เธอขอให้วันหนึ่งข้างหน้า ลูกชายจะได้นั่งข้างขวาและซ้ายของพระเยซูในราชอาณาจักรนิรันดร์ของพระองค์  นั่นคือทั้งสองจะได้เป็นใหญ่ อยู่เคียงข้างพระเยซู
เธอไม่ทราบว่า พระเยซูจะต้องเสียพระเกียรติ และมีความทุกข์ขนาดไหน จนกว่าพระองค์จะชนะเหล่าศัตรู  หัวใจของแม่ที่อยากให้ลูกได้ดี และกล้าที่จะมาขอ แต่แล้วพระองค์ก็ทรงแจ้งให้ทราบว่า พวกเขาไม่อาจจะดื่มหรือเผชิญสิ่งที่พระองค์เผชิญได้  พวกเขาลืมไปว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์อย่างพวกเขา

แล้วก็ทรงแจ้งทันทีว่า พระบิดาเป็นผู้เตรียมทุกอย่างบนสวรรค์ไว้ในแง่ว่า ใครจะมีตำแหน่งอย่างไร  สิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมในสวรรค์สำหรับผู้เชื่อคือที่สำหรับเราทุกคนตามที่ตรัสไว้ในยอห์น 14
เป็นอันว่า คุณแม่หวังดีต่อลูกชายผู้นี้ ไม่อาจได้ตามที่ขอ เป็นคำขอที่ไม่น่าขอเลย เพราะทำให้เพื่อน ๆ ศิษย์ด้วยกันกลับไม่พอใจยากอบและยอห์น ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขอ ในทุกสังคม คนที่เป็นใหญ่มักจะใช้ประโยชน์จากประชาชนที่ไร้อำนาจ และเราก็เห็นเต็มโลก  แต่พระเยซูทรงสอนผู้นำว่า การจะเป็นผู้นำที่ถูกต้องนั้น คือคนที่ต้องรับใช้ผู้อื่น

การสร้างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิสราเอลใหม่ ก่อนที่จะประกาศประเทศในปี 1948  ทุกคนทำงานอย่างไม่ท้อถอย ผู้นำต้องรับใช้มากที่สุด   ทุกคนเรียนรู้ที่จะไม่ทำตัวเป็นใหญ่ แต่รับใช้ประเทศถูกสร้างขึ้นมาโดยทุกคนรับใช้ แตกต่างจากประเทศที่มีศักดินา ชนชั้นที่เป็นใหญ่สืบทอดกันมานาน ๆ  เมื่อผู้นำเป็นผู้รับใช้จิตใจของประชาชนก็ผนึกเป็นหนึ่งเดียว
พระเยซูทรงทำตัวอย่างไว้สำหรับคริสตจักร ทรงรับใช้ ทรงให้ทั้งชีวิต   เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามพระองค์  (อิสยาห์ 53:12 ; ยอห์น 11:49-50)


ชายตาบอดสองคนเห็นได้เพราะพระเยซู
มัทธิว 29:29-34

เรื่องราวที่มัทธิวเล่าเรื่องชายตาบอดสองคน ที่รู้ว่า พระเยซูกำลังจะออกจากเมืองเยรีโค นี่เป็นโอกาสอาจจะสุดท้าย.. ชายตาบอดสองคนร้องตะโกนสุดเสียงของพระเมตตาจากพระเยซู  ไม่มีใครช่วยเขาได้นอกจากพระองค์   ไม่ว่าใครจะห้าม เขาไม่ฟัง เป้าหมายของทั้งสองคือ มองเห็น!  
พระเยซูไม่ทรงผ่านเขาไป แต่พระองค์ทรงหยุด ทรงถามความต้องการทั้ง ๆ ที่ทรงรู้แล้ว  พระองค์ให้เขาบอกความต้องการมาให้ชัด
เขาบอกพระองค์ไปด้วยความเชื่อ  ขอเน้นย้ำว่้า  ทั้งสองทูลด้วยความเชื่อว่าจะกลายเป็นคนตาดีแน่ ๆ !     พระเยซูได้ตรัสมาก่อนหน้านี้ว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้  ชายสองคนนี้ได้ทำตาม  ไม่มีใครจะช่วยเขาได้นอกจากพระองค์ ในสถานการณ์ชีวิตทุกวัน มีหลายอย่างมากมายที่เราไม่อาจได้มาด้วยความสามารถของตนเอง .. แต่พระเจ้าจะทรงช่วยเราได้ ด้วยการขอ ด้วยความเชื่อ ด้วยการวางใจพระเจ้าของเรา
เราจะเห็นคำขอที่ตรงตามน้ำพระทัยพระเจ้า กับคำขอของแม่ยากอบและยอห์นที่ไม่ใช่น้ำพระทัยว่า ผลลัพธ์ต่างกัน!
ทั้งสองไม่ได้กลับบ้านไป แต่กลับตามพระเยซูไป แน่นอนที่ว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ประกาศพระนามของพระเจ้าให้คนทั้งหลายในเวลาต่อมา 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 20
15* โรม  9:20-21; เฉลยธรรมบัญญัติ 15:9
16* มัทธิว 19:30; 22:14
17* มาระโก 10:32-34
18* มัทธิว 16:21; 26:47-51, 66
19* มัทธิว 27:2; กิจการ 2:23-24 ; มัทธิว 26:67-68; 27:29, 41; 27:26; กิจการ 3:13-15; มัทธิว 28:5-6
20* มาระโก 10:35-45;มัทธิว 4:21; 10:2
21* มัทธิว 19:28
22* ลูกา 22:42; 12:50

23* กิจการ 12:2
24* มาระโก 10:4
26* 1 เปโตร 5:3; มัทธิว 23:11
27* มัทธิว 18:4
28* ยอห์น 13:4; ฟีลิปปี 2:6-7; ลูกา 22:27; อิสยาห์ 53:10-12; โรม  5:15, 19
29* มาระโก 10:45-52
30* มัทธิว 9:27; เอเสเคียล 37:21-25
31* มัทธิว 19:13
34* มัทธิว 9:36; 14:14; 15:32; 18:27

มัทธิว 19 เรื่องของแผ่นดินสวรรค์

ประเด็นเรื่องการหย่าร้าง 
1  หลังจากที่พระเยซูตรัสถึงเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว พระองค์ก็เสด็จจากแคว้นกาลิลี  เข้าไปในเขตยูเดีย ซึ่งเป็นอีกฟากของแม่น้ำจอร์แดน
 2 มีผู้คนจำนวนมากตามพระองค์ไป และพระองค์ทรงรักษาโรคของพวกเขาที่นั่น
 3 มีฟาริสีบางคนมาหาพระเยซู พยายามที่จะดักพระองค์ โดยถามว่า “เป็นการถูกต้องตามบทบัญญัติของโมเสสหรือไม่ ที่ผู้ชายจะขอหย่าภรรยาด้วยเหตุผลใด ๆ ?”
4 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านไม่ได้อ่านเลยหรือว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนั้น ทรงสร้างให้เขาเป็นผู้ชายกับผู้หญิง?”

5 และพระเจ้าตรัสว่า ‘ดังนั้น ชายจึงละจากพ่อแม่ของเขาเพื่อไปผูกพันกับภรรยา คนทั้งสองจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน’ 6 เขาทั้งสองจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นหนึ่ง  พระเจ้าได้ทรงผู้พันคนทั้งสองเข้าด้วยกัน ดังนั้นอย่าให้ใครไปพรากเขาออกจากกันเลย”
7  ฟาริสีถามขึ้นมาว่า “แล้วเหตุใด โมเสสจึงสั่งให้ผู้ชายหย่าภรรยาได้ ด้วยการมอบหนังสือหย่าให้เธอเล่า?” (ฉธบ 24:1)
 8 พระเยซูตรัสตอบว่า “ที่โมเสสอนุญาตให้เจ้าหย่าภรรยา ก็เป็นเพราะเจ้าใจแข็ง  แต่ในเบื้องต้นนั้น ไม่ได้เป็นเช่นนี้ (ไม่ได้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์)

9 เราขอบอกว่า ถ้าผู้ใดหย่าภรรยาด้วยเหตุใด ๆ แล้วไปแต่งงานกับหญิงอื่น ยกเว้นเป็นเพราะเธอทำผิดทางเพศ นับว่าชายคนนั้นผิดประเวณี”
10 พวกศิษย์ทูลพระองค์ว่า “ถ้าหากสถานการณ์ระหว่างชายหญิงเป็นอย่างนั้น ก็ไม่แต่งงานเสียดีกว่า”
11 พระเยซูตรัสว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่รับคำเหล่านี้ได้ แต่พระเจ้าทรงโปรดให้บางคนรับได้
12 เพราะบางคนก็เป็นขันทีมาตั้งแต่เกิด  บางคนถูกกระทำโดยมนุษย์ด้วยกันเอง และบางคนก็ไม่แต่งงานเพื่อเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้า ใครรับสภาพอย่างนี้ได้ก็ให้เขารับไปเถิด”

พระเยซูทรงรับเด็ก ๆ 
13 แล้วมีประชาชนนำเด็กเล็ก ๆ มาเฝ้าพระเยซู เพื่อว่าพระองค์จะทรงวางพระหัตถ์บนพวกเขา (อวยพระพร) และอธิษฐานเผื่อพวกเขา แต่ศิษย์ของพระองค์ห้ามประชาชนเหล่านั้น 14 แต่พระเยซูตรัสว่า “จงยอมให้เด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่า แผ่นดินสวรรค์เป็นของคนที่เป็นเหมือนเด็ก ๆ เหล่านี้”
15 หลังจากที่พระเยซูทรงวางพระหัตถ์บนเด็ก ๆ แล้ว พระองค์ก็ทรงไปจากที่นั่น
 

คำตอบสำหรับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง
16 ดูสิ มีชายคนหนึ่งมาหาพระเยซู ทูลถามว่า “ท่านอาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำดีอย่างไรเพื่อว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร์?”
17 พระเยซูตรัสตอบว่า “เหตุใดเจ้าจึงถามเราว่า อะไรดี ? พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงดี แต่หากเจ้าอยากมีชีวิตนิรันดร์ตลอดไป ก็ให้รักษาทำตามบทบัญญัติ”
18 “ข้อไหนบ้างล่ะ พระเจ้าข้า?” เขาถาม พระเยซูตรัสตอบว่า “อย่าฆ่าคน อย่าผิดประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ
19 ให้เกียรติพ่อแม่ของเจ้า และรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนรักตนเอง”
20 ชายหนุ่มกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทำตามบทบัญญัติเหล่านั้นอยู่แล้วพระเจ้าข้า ยังขาดอะไรอีกบ้างขอรับ?”
21 พระเยซูตรัสตอบว่า “หากเจ้าต้องการเป็นคนดีพร้อมทุกอย่าง ก็ให้ไปขายสิ่งของที่มี แล้วแจกจ่ายให้คนยากจน ซึ่งทำให้เจ้าจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์  จากนั้นก็ตามเรามา”
22 แต่เมื่อชายหนุ่มได้ยินดังนั้น เขาก็ลาจากพระองค์ไปอย่างเศร้าใจ เพราะว่าเขาเป็นคนรวยมาก

ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า
23 แล้วพระเยซูตรัสกับศิษย์ของพระองค์ว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ยากเหลือเกินที่คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์
 24 เราบอกได้เลยว่า การที่อูฐจะลอดรูเข็มนั้นยังง่ายกว่าที่คนมั่งมีจะก้าวเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า (โดยความพยายามของมนุษย์เป็นไปไม่ได้เลย)
 25 เมื่อพวกศิษย์ของพระองค์ได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็ประหลาดใจมาก “ถ้าอย่างนั้น ใครจะรอดได้เล่า พระเจ้าข้า?”
26 พระเยซูทรงมองดูพวกเขาและตรัสว่า “สำหรับมนุษย์แล้วนะ เป็นไปไม่ได้เลย แต่สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้แน่”

รางวัลของการติดตามพระเจ้า
27 เปโตรทูลพระเยซูว่า “ดูเถิด เราทั้งหลายได้ละทิ้งทุกอย่างเพื่อตามพระองค์มา แล้วพวกเราจะได้รับอะไรบ้างขอรับ?”
28 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า  ในโลกใหม่ที่กำลังมานั้น เมื่อบุตรมนุษย์ประทับบนบัลลังก์อันทรงเกียรติของพระองค์  พวกเจ้าที่ได้ตามเรามา ก็จะได้นั่งบนบัลลังก์ทั้งสิบสอง เพื่อพิพากษาอิสราเอลทั้งสิบสองเผ่า  
29 และทุกคนที่ละทิ้งครอบครัว พี่น้องชายหญิง พ่อ แม่ ลูกและไร่นาเพื่อเห็นแก่เรา จะได้รับการตอบแทนหนึ่งร้อยเท่า และจะได้รับชีวิตนิรันดร์
 30 แต่หลายคนที่เป็นคนต้นเวลานี้ จะกลายเป็นคนสุดท้ายในอนาคต และคนสุดท้ายก็จะเป็นคนต้น  

อธิบายเพิ่มเติม

ประเด็นเรื่องการหย่าร้าง 
มัทธิว 19:1-6
 
จากกาลิลี พระเยซูลงมาทางใต้ในเขตยูเดีย แล้วก็พบฟาริสีที่ตั้งใจวางกับดักพระเยซู   อย่าลืมว่า ยอห์นผู้ให้บัพติศมาต้องตายก็เพราะพูดเรื่องการแต่งงานที่ผิดศีลธรรมของเฮโรด พวกเขามาพร้อมที่จะให้พระเยซูติดกับ…
ในช่วงเวลานั้น เวลามีการหย่าเกิดขึ้น อาจจะมีประเด็นที่ว่า เกิดการมีชู้ขึ้น มีการผิดประเวณีเกิดขึ้น  อีกประการ เวลาสามีไม่พอใจภรรยา ก็หาสาเหตุหย่าเช่นกัน
ฟาริสีพวกนี้ต้องการให้พระเยซูทรงเลือกข้างว่า อะไรถูกบัญญัติ แต่พระเยซูทรงกล่าวไปถึงพระดำริของพระเจ้าในเวลาที่ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา  พระเจ้าทรงประสงค์ให้มีผู้ชายและผู้หญิงเป็น
คู่สามีภรรยาที่จะมีครอบครัว และไม่ควรมีการปล่อยให้ทั้งสองแยกออกจากกัน  พระเยซูทรงตอบอย่างถูกต้องที่สุด แต่พวกเขายังไม่ยอมที่จะดักต่อ
แล้วทำไมโมเสสยอมให้ทำหนังสือหย่า …แปลว่า ยอมให้หย่าได้  แต่พระเยซูทรงยืนกรานคำเดิม  และทรงบอกพวกเขาไปเลยว่า หากภรรยาผิดประเวณีกับชายอื่น สามีก็อย่าได้   แต่ถ้าเธอไม่ได้ทำผิด แล้วเขาไปหย่าเธอ สามีนั่นแหละที่ผิดประเวณี
พระเยซูตรัสชัดเจนว่า ผู้ที่ตั้งสถาบันครอบครัวคือพระเจ้ามีสามีภรรยาเป็นคู่ที่ควรจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป  ทั้งสองเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกัน  มีความใกล้ชิดทั้งจิตใจและกายต่อกัน

เมื่อพวกศิษย์ได้ยินก็นึกขึ้นมาได้ว่า  อย่าแต่งงานเสียเลยถ้ายุ่งนัก  … พระเยซูจึงทรงอธิบายให้รู้ว่า แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนสามารถอยู่ได้เป็นโสดคนเดียว บางคนมีความรู้สึกต้องการอยู่คนเดียวได้  แต่บางคนก็ไม่แต่งงานเพราะต้องการมุ่งมั่นรับใช้พระเจ้า  ดังนั้น คำตรัสของพระองค์ทำให้เราสบายใจได้ว่า เรารับได้แบบไหน ก็อยู่อย่างนั้น ดีแล้ว ไม่ต้องให้สังคมมาสั่งเราว่า ต้องมีชีวิตอย่างนั้น อย่างนี้จึงจะมีความสุข

พระเยซูทรงรับเด็ก ๆ
มัทธิว 19:13-15
ผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเด็ก และยังมองว่า เขาน่ารำคาญ น่าเบื่อ  ศิษย์ของพระเยซูเช่นกัน   พวกเขาลืมไปว่า   เด็กเป็นของประทานจากพระเจ้า เป็นคนรุ่นต่อไปที่เราจะต้องดูแล รักษา บ่มเพาะการรู้จักพระเจ้าให้มั่นคง 
เวลามีอาจารย์(รับบี)เดินทางมา พ่อแม่ก็มักจะนำลูกมาหาเพื่อขอพร ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เหมือนอย่างโยเซฟนำลูกชายมาให้ยาโคบอวยพร (ปฐมกาล 48)
คนยิวจะให้ความสำคัญกับลูกหลาน มีการสอน มีการดูแลให้ความรู้อย่างที่โมเสสเคยสอนเอาไว้ว่า พวกเขาจะต้องตั้งใจสอนทางของพระเจ้าแก่เด็ก ๆ 


การที่ศิษย์ของพระองค์ห้ามประชาชนไม่ให้นำเด็กมา  เขามองเด็กต่ำต้อยทำให้เห็นหัวใจที่ไม่ใส่ใจเด็ก    พระเยซูทรงมองว่า พวกเขาตัวเล็ก ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการให้ผู้ใหญ่สอนและดูแล พวกเขาต้องพึ่งผู้ใหญ่จนกว่าจะโต …
 พระเยซูทรงต้อนรับเด็ก ๆ ทรงสอนพวกเขาว่า แผ่นดินสวรรค์เป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้ 
คนที่จะได้แผ่นดินสวรรค์ต้องถ่อมตน ถอดความโอ่อ่า ถอดความรู้มากมายของตน เมื่อพวกเขาต้องการพระเจ้า ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ เขาจะพบพระองค์
เวลาเราฟังเด็กคุยกันเรื่องพระเจ้า เราจะเห็นว่า พวกเขาเชื่อพระองค์โดยไม่มีข้อสงสัยเหมือนผู้ใหญ่   พวกเขาวางใจโดยไม่มีข้อแม้

ส่วนตัวของผู้เขียนแล้วเชื่อว่า เด็กเหล่านั้นที่พระเยซูทรงวางพระหัตถ์เหนือเขา ได้พระพรพิเศษจากพระเจ้า เชื่อว่า พวกเขากลายเป็นคนอีกรุ่นที่ประกาศพระนามของพระองค์ในแผ่นดินแถบนั้นอย่างแน่นอน!

คำตอบสำหรับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง  
มัทธิว 19:16-22
ชายหนุ่มคนหนึ่งร่ำรวยมาก ในภาษาเดิมทำให้เราเห็นว่า เขามีที่ดินมาก แต่ชายคนนี้ ไม่ได้สนใจแค่ธุรกิจของเขา  เขาสนใจชีวิตนิรันดร์ ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่สนใจแต่โลกนี้ 
เมื่อเขามาถามพระเยซู  พระองค์ทรงตอบให้เขารักษาบัญญัติ…​ซึ่งทรงแจงให้เขาเห็นว่า มีอะไรบ้างตามบทบัญญัติของโมเสส 
แต่เขาไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะทำอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ขาดทำให้ไม่ได้รับชีวิตนิรันดร์คืออะไร?
ตอนแรกพวกเราอาจคิดว่า ทำไมพระเยซูทรงให้เขาทำตามบัญญัติ..   ทำความดีจะได้ชีวิตนิรันดร์หรือ??​ แต่ความจริง พระองค์กำลังจะบอกเขาในขั้นตอนต่อไป  พระองค์กำลังให้เขาเห็นว่า การทำความดีนั้นไม่พอเลย และที่เขาคิดว่า ตัวเองทำตามบัญญัติครบนั้น เขายังเข้าใจตัวเองผิดไป  เขากำลังแค่ประพฤติตามบัญญัติ     อย่างหนึ่งที่ดีคือ เขาจำเป็นต้องมาถามพระเยซู เพราะลึก ๆ ในใจแล้วเขารู้ว่า เขาจะไม่ได้รับชีวิตนิรันดร์จากการประพฤติ


การที่จะได้ชีวิตนิรันดร์จริง ๆ นั้นต้องดีพร้อมทุกอย่าง! คือ การติดตามพระเยซูไปด้วยการปฏิเสธตัวเอง ยอมทิ้งทุกสิ่งที่มี เพื่อตามพระเยซู  เมื่อพระเยซูทรงบอกเขาว่า เขาต้องทิ้งทุกสิ่งเพื่อตามพระองค์ เขาก็อึ้ง รู้ตัวว่า ทำไม่ได้ … เขามีมากเกินที่จะทิ้งสิ่งเหล่านั้น  !!

มีคนมากมายที่ยอมทิ้งทุกสิ่งเพื่อตามพระเยซู  รับใช้พระเจ้าโดยละทิ้งทรัพย์สิน มรดกที่มีอยู่ 
แต่ก็มีคนมากกว่านั้นที่ไม่ยอมทิ้งอะไรเลย เหมือนกับชายหนุ่มคนนี้

ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า
มัทธิว 19:23-26
เมื่อคำตอบของชายหนุ่มชัดเจนคือ เขาทำไม่ได้  พระเยซูจึงเปรียบเทียบว่าที่อูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่า …
พระองค์ทรงหมายความว่า พระบิดาเท่านั้นที่จะทรงนำคนมาหาพระองค์ได้  พระองค์เป็นผู้ช่วยเปลี่ยนใจ ทรงช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ให้คนที่กลับมาได้คิดออกว่า อะไรสำคัญที่สุดในชีวิต
“สำหรับมนุษย์แล้วนะ เป็นไปไม่ได้เลย แต่สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้แน่” คำตรัสนี้ ทำให้ผู้รับใช้พระเจ้า  คนที่เป็นพยาน  นักประกาศ ครูผู้สอนในคริสตจักร พี่น้องคริสเตียน มีกำลังใจที่จะรับใช้พระเจ้า เพราะเขาไม่ต้องเปลี่ยนใจคนด้วยตัวเอง แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้ทำให้ 

รางวัลของการติดตามพระเจ้า
มัทธิว 19:27-30
จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เปโตรสงสัยจึงถามขึ้นมาว่า ที่พวกเขาละทิ้งทุกอย่างเพื่อตามพระองค์ พวกเขาจะได้อะไรตอบแทน? เป็นคำถามที่ฟังแล้วเหมือนกับว่า เปโตรกำลังอ้างว่า เขาทำได้ดีกว่า
เด็กหนุ่มคนนั้น แค่ที่พวกเขาได้มาติดตามพระองค์ใกล้ชิดอย่างนี้ก็เป็นเกียรติสูงสุดแล้ว   แต่พระเยซูไม่ทรงถือสา คำตอบของพระองค์นั้นชัดเจนว่า พวกเขาจะได้ปกครองร่วมกับพระองค์ (วิวรณ์ 21:14) ศิษย์ใกล้ชิดทั้งสิบสองจะได้พิพากษาอิสราเอลสิบสองเผ่า … เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมาก 

และสำหรับคนอื่น ๆ  พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนร้อยเท่า รับชีวิตนิรันดร์ด้วย  ผลตอบแทนร้อยเท่าที่พระองค์ตรัสนั้นคืออะไรกัน  เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในฝ่ายวิญญาณที่จะได้รับในมิติของชีวิตนิรันพร์   เป็นสิ่งดีมากตั้งร้อยเท่า  เราต้องเชื่อว่าสิ่งที่พระเยซูทรงสัญญานั้นเป็นของประทานเพิ่มเติมจากการได้รับชีวิตนิรันดร์!
แต่ยังมีคำเตือนว่า บางคนอาจกลายเป็นคนสุดท้ายไปได้ …แล้วยูดาห์อิสการิโอท ก็เป็นคนหนึ่งที่กลายเป็นคนสุดท้ายอย่างน่าเสียดาย

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 19
1* มาระโก 10:1-12
2* มัทธิว 12:15
4* ปฐมกาล 1:27; 5:2
6* ปฐมกาล 2:24; 1 โครินธ์ 6:16; 7:2
7* เฉลยธรรมบัญญัติ 24:1-4
8* ฮีบรู 3:15; มาลาคี 2:16
9* มัทธิว5:32
10* สุภาษิต 21:19


11* 1 โครินธ์  7:2, 7, 9, 17
12* 1 โครินธ์  7:32
13* ลูกา 18:15
14* มัทธิว 18:3-4
16* มาระโก 10:17-30; ลูกา 10:25
17* เนหะมีย์ 1:7; เลวีนิติ18:5
18* อพยพ 20:13-16
19* อพยพ 20:12-16; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16-20; เลวีนิติ 19:18

20* ฟีลิปปี 3:6-7
21* กิจการ 2:45; 4:34-35
23* 1 ทิโมธี 6:9
26* เยเรมีย์ 32:17
27* เฉลยธรรมบัญญัติ  33:9
28* ลูกา 22:28-30
29* มาระโก 10:29-30
30* ลูกา 13:30

มัทธิว 18 การยกโทษจากใจจริง

ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
1 เวลานั้น ศิษย์ของพระองค์มาทูลถามว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ พระเจ้าข้า?” 
2 พระเยซูทรงเรียกเด็กเล็กคนหนึ่งมาหาพระองค์ และทรงให้เด็กยืนต่อหน้าพวกศิษย์ของพระองค์
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
3 แล้วพระองค์ตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ถ้าเจ้าไม่หันกลับไปเป็นเหมือนเด็กเล็กแล้วละก็ เจ้าไม่อาจจะเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ได้เลย
4 คนที่ใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์นั้น คือคนที่ถ่อมตนเหมือนเด็กเล็กคนนี้
5 และผู้ใดที่ต้อนรับเด็กคนหนึ่งในนามของเรา เท่ากับว่าได้ต้อนรับเราด้วย

คนที่เป็นหินสะดุด
6 หากผู้ใดเป็นต้นเหตุให้คนหนึ่งในหมู่เด็กเล็ก ๆ ที่เชื่อในเราให้หลงผิด สะดุดไป ก็ให้เอาหินโม่ผูกคอผู้นั้นแล้วโยนเขาลงในทะเลลึก นั่นจะเป็นการดีกว่า”
7 วิบัติจงมีแก่คนในโลก เนื่องจากสิ่งที่เป็นเหตุให้พวกเขาทำบาป แม้สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น  แต่วิบัติมีแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น (คนที่เป็นหินสะดุดให้คนอื่น )
8 หากมือหรือเท้าของเจ้าเป็นเหตุให้เจ้าทำบาป ก็จงตัดมันทิ้งไป เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะเสียบางส่วนของร่างกายแต่ได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีมือเท้าทั้งสองข้างแต่กลับถูกโยนลงในบึงไฟที่เผาไหม้เป้นนิตย์
9 หากตาของเจ้าทำให้เจ้าหลงทำบาป จงควักออกทิ้งเสีย เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะมีเพียงตาดวงเดียวและได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีตาสองข้างแต่ถูกโยนลงในบึงไฟ 

แกะหลงหาย
10 “จงระวังตัวว่าเจ้าจะไม่ดูหมิ่นดูแคลนคนเล็กน้อยเหล่านี้สักคน เพราะเราบอกเจ้าว่า พวกเขามีทูตสวรรค์ประจำตัวที่เฝ้าอยู่ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์
(11 เพราะบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อช่วยคนที่หลงหายไปให้รอด)
12 เจ้าคิดเห็นอย่างไรหรือ? หากชายคนหนึ่งมีแกะหนึ่งร้อยตัว แต่ตัวหนึ่งหายไป  เขาจะไม่ทิ้งเก้าสิบเก้าตัวไว้บนเนินเขา และออกไปตามหาตัวที่หายไปนั้นหรือ?
 13 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเขาได้พบมัน เขาก็มีความยินดีกับแกะหายที่กลับมา มากกว่าเก้าสิบเก้าตัวที่ไม่เคยหายไปไหน
14 เช่นเดียวกัน พระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหลงหายไป

เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา

15 “หากพี่น้องของเจ้าทำบาปต่อเจ้า ก็จงไปแจ้งเขาว่าเขาทำผิดอะไรเป็นการส่วนตัว หากเขาฟังเจ้า เจ้าก็ได้ช่วยให้ผู้นั้นกลับคืนมาเป็นพี่น้องของเจ้าอีก
16 แต่หากเขาไม่รับฟัง ก็กลับไปหาเขาอีกและนำอีกคนสองคนไปด้วย เพราะ ‘ทุกข้อกล่าวหาจะต้องมีพยานยืนยันสองสามปาก’
  17 หากเขายังไม่ยอมรับฟังอีก ก็ให้แจ้งแก่ชุมชนผู้เชื่อ  หากเขาไม่ฟังชุมชนผู้เชื่อ ก็ให้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับคนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือเหมือนกับคนเก็บภาษี

18 “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งใดที่เจ้าห้ามในโลก ก็จะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามในสวรรค์ และสิ่งที่เจ้าอนุญาตในโลก จะเป็นสิ่งที่เจ้าอนุญาตในสวรรค์ด้วย
19 “และขอบอกด้วยว่า หากเจ้าสองสามคนเห็นชอบพร้อมใจในสิ่งใด และอธิษฐานขอ พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงกระทำสิ่งนั้นให้เจ้า 
20 นี่เป็นความจริงเพราะว่า หากสองสามคนมารวมตัวกันในนามของเรา เราก็จะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น



ผู้รับใช้ใจร้าย
21 แล้วเปโตรเข้ามาหาพระเยซู ทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า เมื่อพี่น้องทำบาปต่อข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าควรจะยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง ควรจะยกโทษให้เขาเจ็ดครั้งหรือ?”
22 พระเยซูตรัสว่า “เราขอบอกเจ้านะว่า ไม่ใช่แค่เจ็ดครั้ง แต่เป็นเจ็ดสิบ เจ็ดครั้ง  (มีความหมายว่าไม่มีการจำกัด)
23 ดังนั้น แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่ทรงประสงค์จะตรวจบัญชี สะสางหนี้ที่ทาสรับใช้เป็นหนี้พระองค์ 
24  เมื่อเริ่มตรวจบัญชี ก็พบคนหนึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์ 
(เงินเป็นจำนวนมากขนาดหลายสิบล้านบาท แค่หนึ่งตะลันท์มีค่าเท่ากับค่าจ้างการทำงานหกพันวัน นี่เป็นหนี้ที่ไม่อาจใช้หมดได้) จึงนำตัวมาเฝ้า
 25 เป็นเพราะเขาไม่อาจใช้หนี้คืนได้ องค์กษัตริย์จึงทรงบัญชาให้เอาตัวเขาและภรรยา พร้อมลูก ๆ และสมบัติทั้งสิ้นที่มีไปขาย เพื่อนำมาใช้หนี้
26 ทาสคนนั้น คุกเข่าลง ทูลวิงวอนว่า ‘ขอทรงเมตตาด้วยพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะใช้หนี้ให้จนครบ’
27 องค์กษัตริย์ก็ทรงมีพระทัยสงสารทาสคนนี้ จึงทรงปล่อยเขาไป และยังยกหนี้ให้หมดด้วย
28 เมื่อออกมา ทาสคนนี้ก็ไปเจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้เป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเหรียญเดนาริอัน (เท่ากับค่าแรงทำงานหนึ่งร้อยวัน) เขาจึงกระชากเพื่อนที่คอ และกล่าวว่า   ‘เอาเงินที่เจ้าเป็นหนี้ คืนข้ามา!’
29 ชายที่เป็นหนี้ ก็คุกเข่าลงและขอร้องเขา “ขอเพื่อนเห็นใจด้วย ยังไง ๆ เราก็จะคืนให้เพื่อนทั้งหมด”
30 แต่ทาสคนแรกนั้นไม่ยอม กลับนำเพื่อนทาสของเขาไปจำ
คุกจนกว่าจะใช้หนี้จนครบ


31  เมื่อทาสคนอื่น ๆ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างรู้สึกเศร้าสลดกัน จึงพากันไปเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์  ทูลรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
32  องค์กษัตริย์จึงทรงเรียกทาสคนแรกนั้นมา ตรัสว่า “เจ้าทาสชั่ว  เพราะเจ้าได้อ้อนวอนขอร้องเรา เราก็ยกหนี้ให้เจ้าทั้งหมด
33 เจ้าควรจะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนทาสด้วยกัน  เหมือนอย่างที่เราได้เมตตาต่อเจ้า
34 องค์กษัตริย์ทรงพิโรธมาก และส่งทาสคนนั้นเข้าคุกให้เจ้าพัศดีไปทรมานจนกว่าเขาจะใช้หนี้สินจนครบ
35พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ของเราจะทรงทำแก่เจ้าแบบนั้น หากเจ้าไม่ยกโทษพี่น้องจากใจจริง”

อธิบายเพิ่มเติม

มัทธิวบทนี้ มีหลายเรื่องที่เราเองต้องเรียนรู้ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องระวังมาก
ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
มัทธิว 18:1-2
ศิษย์ของพระเยซูยังสนใจสิ่งหนึ่ง ทั้งที่ยังเพิ่งเสียใจอยู่หยก ๆ ว่า พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ อาจเป็นเพราะเห็นว่า พระเยซูมักเอาสามคนไปด้วยเป็นส่วนตัว คือ เปโตร ยอห์น ยากอบ ดังนั้นต้องถามให้แน่ใจว่า ใครเป็นใหญ่ในสวรรค์? พวกเขาไม่ค่อยมีความมั่นคงสักเท่าไร แต่คำตอบของพระเยซูกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดในใจ พระองค์ทรงเอาเด็กเล็กคนหนึ่งมายืนต่อหน้าพวกเขา
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
มัทธิว 18:3-4
“จงหันกลับไปเป็นเหมือนเด็ก” เมื่อใครคนหนึ่งจะกลับใจมาหาพระเจ้า เขาจะต้องเข้าใจว่า ทุกอย่างที่เขามี ทุกอย่างที่เขาเป็นยังด้อยกว่าองค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่มากนัก การกลับใจมาพร้อมกับการถ่อมใจ
พระเยซูทรงเอาเด็กมาเป็นตัวอย่างซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่เราจะเข้าใจได้ เด็กต้องพึ่งความช่วยเหลือจากพ่อแม่ เหมือนกับที่เราต้องพึ่งพระเจ้า เด็กถ่อมตน รู้ว่าตัวเองรู้ไม่เท่าผู้ใหญ่ เด็กไม่สนใจว่าฉันจะต้องเป็นใหญ่ในสังคม
ทรงกล่าวถึงการถ่อมใจแบบเด็ก ไม่ใช่การทำตัวไม่รู้ประสีประสาแบบเด็ก เด็กมีความไว้วางใจและพึ่งพาพ่อแม่ ผู้ใหญ่เต็มที่ เราจึงควรที่จะวางใจพระเจ้า พึ่งพาพระองค์เต็มที่เช่นกัน

คนที่เป็นหินสะดุด
มัทธิว 18:5-7
การเป็นเหตุให้หลงผิดที่พระเยซูตรัส คือการวางกับดักให้คนอื่นต้องหลงทาง ทำผิดต่อตัวเอง ต่อพระเจ้า เป็นความต้ังใจอันเลวร้าย
คำว่าเด็กเล็กที่เชื่อในเรา รวมไปถึงผู้ที่เชื่อแล้วยังไม่แข็งแรง เพิ่งเกิดใหม่ อย่าให้มีใครไปกดขี่ ทำร้าย หรือหลอกลวงเขา เขาจนเขาต้องเลิกเชื่อ หรือหลงไปทำบาป ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะโดนโทษจากพระเจ้าอย่างที่พระเยซูตรัสไว้ นี่ทำให้เราทุกคนต้องสำรวจตัวเองด้วยว่า เราทำเช่นนั้นกับใครมาบ้าง ถ้ามี ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขด่วน
ม้ทธิว 18:8-9
การทำบาป ในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะบาปของเรานั่นเอง ที่พระบุตรของพระเจ้าทรงลงมารับโทษบาปเหล่านั้น
หลายคนอาจไม่เชื่อเรื่องนรก แต่พระเยซูทรงชัดเจนว่า นรกมีจริง!

แกะหลงหาย
มัทธิว 18:10-14
พระเยซูทรงบอกให้รู้ว่า เราไม่ควรดูหมิ่นใครก็ตาม แต่นิสัยที่ช่างดูถูกคนอื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครนี้ มันเป็นนิสัยที่ระบาดในโลกใหม่นี้มากกว่าสมัยก่อนมากมายนัก การที่คนหนึ่งรู้วิธีหาความรู้โดยใช่เอไอ ทำให้เขาคิดว่า เขามีทักษะในเรื่องเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่การปฏิบัติจริงอาจจะไม่เป็นเลย แต่ก็ทำให้หลงตัวคิดว่าตัวเองเก่งได้..
พระเยซูทรงบอกเราชัดเจนว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อย คนต่ำต้อย คนที่โลกไม่เห็นคุณค่า พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครสักคนต้องหลงหายไปจากทางของพระองค์เลย
คนใดก็ตามที่พระบิดาประทานให้กับพระองค์แล้ว พระองค์จะทรงตามหาเขาและรักษาเขาไว้ (ยอห์น 18:9) อุปมาเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อยซึ่งหลงทางไปมากเพียงใด

เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา
มัทธิว 18:15-17
พระเยซูทรงวางหลักการในการคืนดี และการอยู่ร่วมกัน พระเยซูทรงใช้คำว่าพี่น้อง… เป็นการจัดการปัญหาระหว่างพี่น้องในหมู่ผู้เชื่อ
เป็นระเบียบที่หากมีปัญหาจะได้ใช้วิธีนี้แก้ปัญหา
1 หากนายพจน์ (ชื่อสมมติ) ทำผิดต่อนายกริช นายกริชจะต้องไปคุยให้รู้เรื่องกันเป็นส่วนตัว และให้อภัยนายพจน์ให้เรียบร้อย มีการคืนดีกัน และเริ่มต้นกันใหม่อย่างที่ผู้เชื่อควรทำต่อกัน (พระเยซูไม่ได้ทรงบอกว่าเป็นความผิดใด แต่เรารู้ว่า ในโลกความเป็นจริงนั้น มีผิดที่เล็กน้อย และผิดที่หนักหนาสาหัส เรื่องนี้ต้องใหญ่มากเพราะสุดท้ายแล้วหากไม่มีการกลับใจ ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ใกล้กันไม่ได้เลย)
2 แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับผิด ไม่รับฟัง ยังดึงดันว่าตัวเองถูกต้อง นายกริชก็ต้องหาเพื่อนสองสามคนไปเพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน พยานก็น่าจะช่วยพูดให้เกิดการยอมรับ ขอโทษ คืนดี
3แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับฟังอีก ก็ต้องไปแจ้งชุมชนผู้เชื่อให้พิจารณาที่จะปฎิบัติต่อนายพจน์เหมือนกับเขายังไม่เชื่อ
ทั้งหมดนี้ พระเยซูให้ทำส่วนตัวก่อน ยังไม่ต้องไปแจ้งให้ทุกคนรู้ ไม่ต้องไปซุบซิบนินทา แต่พยายามแก้ปัญหาให้เสร็จระหว่างสองคน
แต่ในที่สุด หากทำแล้วไม่ได้ผล ชุมชนผู้เชื่อก็ต้องรับรู้และปฏิบัติต่อเขาอย่างสมควร ซึ่งถ้าเป็นบาปที่ส่งผลร้ายมาก อาจหมายถึงการลงโทษ หรือการตัดขาดไปเลย ชุมชนผู้เชื่อต้องมีมาตรฐานที่สูงในเรื่องการจัดการกับบาป และข้อต่อไปก็ยังอยู่ในบริบทนี้
มัทธิว 18:18
พระคำตอนนี้เหมือนกับ มัทธิว 16:19 พระเยซูทรงกล่าวถึงอาณาจักรสวรรค์ ชุมชนของพระเจ้าต้องมีความถ่อมใจ แม้ว่าจำต้องตัดสินใจถอดบางคนออกจากชุมชน พวกเขาจะต้องทำอย่างระมัดระวัง พวกเขาต้องแน่ใจว่า พระเจ้าทรงให้ทำเช่นนั้น เราจะเห็นว่า พระคำตอนนี้มีความจำเป็นมาก เพราะคริสตจักรจะต้องไม่แปดเปื้อนด้วยบาปต่าง ๆ จะยอมให้บาปตั้งเด่นในชุมชนของพระเจ้าไม่ได้ เราพบว่า ในปัจจุบัน มีผู้นำที่ทำผิดต่อพี่น้องและไม่ยอมรับ ไม่ยอมขอโทษ ยังมีการให้คนที่ถูกกระทำออกไปจากคริสตจักรอีก เป็นการทำผิดซ้อนผิดต่อพี่น้อง

สองสามคนในพระนาม
มัทธิว 18:18-20
การที่สองคนรวมตัวกันในพระนามพระเยซูนั้น มีความหมายว่า เห็นด้วยอย่างเดียวกัน เหมือนกับเล่นดนตรีในเพลงเดียวกัน คีย์เดียวกัน ​
พระคำตอนนี้มีความหมายถึงเรื่องที่พระเยซูกำลังกล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ คำว่า พร้อมใจกันขอสิ่งใด เป็นการขอเรื่องความเข้าใจ เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะทรงทำการชำระชุมชนผู้เชื่อให้กับผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์



พระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการตัดสินลักษณะนี้ เมื่อคนของพระองค์ต้องตัดสินใจ พระองค์จะทรงนั่งบนบัลลังก์เพื่อตัดสินความ (สดุดี 82:1)
สำหรับคนยิวโดยทั่วไป กว่าจะตั้งศาลาธรรมได้สักแห่งต้องมีสิบคนขึ้นไป พระเยซูทรงวางพื้นฐานการอธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องความไม่เป็นธรรม หรือความผิดในหมู่ผู้เชื่อด้วยคนจำนวนสองสามคนขึ้นไปที่มีใจเดียวกัน
ในข้อยี่สิบ พระเยซูทรงเป็นองค์อิมมานูเอล ทรงอยู่ด้วยกับคนของพระองค์ แม้ว่าพระองค์สถิตในสวรรค์ พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงอยู่กับเราเสมอ

ผู้รับใช้ใจร้าย
มัทธิว 18:21-35
แล้วเปโตรก็มาหาพระเยซู เขาสงสัยจริง ๆ ว่าควรจะยกโทษให้สักเจ็ดครั้งใช่ไหม เพราะนั่นก็มากอยู่แล้ว ในศาสนายิวเดิมแค่ยกโทษสักสามครั้งก็เป็นสิ่งที่สมควรจะทำ ไม่ต้องเกินไปกว่านั้น
แต่พระเยซูกลับบอกเขาว่า การยกโทษนั้นไม่ได้จำกัดแค่จำนวน แต่ไม่มีการจำกัดจำนวน ด้วยการตรัสว่า ให้ยกโทษ​ขนาด 70 เจ็ดครั้ง !!
แล้วพระองค์ก็เล่าเรื่องอุปมาที่เราจะย่อว่า
กษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงสะสางหนี้ให้กับคนหนึ่งที่เป็นหนี้มากมาย ชายคนนี้อาจเป็นเจ้าเมือง อาจจะไม่ได้ส่งภาษี อาจจะมาขอยืมเอาไปพัฒนาเมืองก็เป็นได้ เพราะเป็นหนี้มากมายเหลือเกิน เราจะให้ชื่อว่านายบุรี
แล้วนายบุรีขอองค์กษัตริย์ผ่อนผัน โดยสัญญาว่าจะใช้หนี้จนครบ
แต่ยิ่งกว่านั้นทรงปล่อยเขาเป็นอิสระ และยกหนี้ให้ทั้งหมด (เหมือนกับที่พระเยซูได้ทรงชำระหนี้บาปเราทั้งสิ้น และทรงปล่อยเราให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสมาร)
นายบุรีออกมา เจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้น่าจะเป็นคนธรรมดาที่มาขอยืมเงินไปใช้ในครอบครัว ชื่อว่านายหมู่
นายบุรีคาดคั้นให้นายหมู่คืนเงินทั้งหมด แม้ว่านายหมู่จะสัญญาว่าจะคืนเงิน นายบุรีกลับไม่ยอม เอานายหมู่ไปจำคุกจนกว่าจะใช้หนี้ให้ครบ
(ช่างเหมือนกับเราที่ไม่ยอมยกโทษให้คนอื่น ขนาดเขาขอร้องก็ยังไม่อาจทำใจยกโทษให้ได้ และยังทำให้เขารู้ว่า โทษนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องชดใช้คืนเสียด้วย )
ทาสทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ ทำอะไรไม่ได้ จึงเข้าไปรายงานกษัตรย์
นายบุรีถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง และองค์กษัตริย์ทรงส่งไปทรมาน จนกว่าเขาจะหาทางใช้หนี้ให้ครบ (เมื่อเราไม่ยกโทษให้ใคร พระเจ้าจะไม่ทรงยกโทษให้เราเช่นกัน)
เรื่องราวนี้ เมื่อปรับนำมาเข้ากับตัวเราแล้ว เราก็ไม่มีข้อแก้ตัวที่จะถือโทษใครเลย เรามีโอกาสที่ทำตัวเป็นนายบุรี นายหมู่ หรือทาสคนอื่น ๆ ที่ไปรายงานได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 18
1* ลูกา 9:46-48; 22:24-27
2* มัทธิว 19:14
3* ลูกา 18:16
4* มัทธิว 20:27; 23:11
5* มัทธิว 10:42
6* มาระโก 9:42
7* 1 โครินธ์ 11:19 ; มัทธิว 26:24;27:4-5








8* มัทธิว 5:29-30
10* ฮีบรู 1:14; ลูกา 1:19
11* ลูกา 9:56
12* ลูกา 15:4-7
14* 1 ทิโมธี 2:4
15* เลวีนิติ 19:17; ยากอบ 5:20
16*เฉลยธรรมบัญญัติ 17:6; 19:15
17* 2 เธสะโลนิกา 3:6, 14

18* ยอห์น 20:22-23
19* 1 โครินธ์ 1:10; 1 ยอห์น 3:22; 5:14
20* กิจการ 20:7
21* ลูกา 17:4
22* โคโลสี 3:13
25* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:1
32* ลูกา 7:41-43
35* ยากอบ 2:13