ปัญญาจารย์ 4 การกดขี่ที่ชั่วช้า

การกดขี่ที่ชั่วช้า
1 แล้วข้าก็พิจารณาการข่มเหงซึ่งเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนภายใต้ดวงอาทิตย์ สิ่งที่ข้าเห็นก็คือ คนที่ถูกข่มเหงหลั่งน้ำตา แต่ไม่มีใครปลอบใจพวกเขา ไม่มีใครกู้พวกเขาออกจากผู้ข่มเหงที่มีอำนาจได้ 

2  แล้วข้าก็เห็นว่า คนที่ตายไปแล้วก็ยังเป็นสุขกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ 
3 แต่แล้ว คนที่ยังไม่ได้เกิดมาและไม่ได้ประสบกับความชั่วทั้งหลายที่เขาทำกันในโลกนี้ ก็ยังดีกว่าคนทั้งสองพวกนั้น 

4  แล้วข้าก็เห็นว่า การลงมือทำงานที่เชี่ยวชาญอย่างตรากตรำ มันคืองานที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ต่างอิจฉากันและกัน  นี่เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เหมือนไล่ตามสายลม
5 คนโง่จะเก็บมือเอาไว้ ไม่ยอมทำงาน เขาจึงไม่มีอะไรจะกิน นอกจากทำลายตัวเองไป
6 ที่จะมีอย่างเพียงพอ และได้พักผ่อน ก็ดีกว่ามีสองกำมือแต่ต้องทำงานหนักหนาสาหัส และไล่ตามสายลม  

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
7 สิ่งที่ไร้สาระอีกอย่างที่ข้าเห็นก็คือ 
8 ชายคนหนึ่งอยู่ตามลำพัง ไม่มีเพื่อน ไม่มีลูกหรือพี่น้อง ถึงอย่างนั้น เขาก็ตรากตรำทำงานไม่หยุด และเขาก็ไมีเคยพอใจกับความมั่งคั่งของตน
เขาคร่ำครวญว่า “ฉันตรากตรำทำงานไปเพื่อใคร และไม่หาความสุขใส่ตัวไปเพื่อใคร?”  นี่ก็เป็นเรื่องแสนไร้ค่าและเป็นชีวิตที่น่าสมเพช


คุณค่าของเพื่อน
9 สองคน ดีกว่าคนเดียว เพราะพวกเขาจะได้รับประโยชน์กลับคืนมามากกว่า จากการงานที่ทำลงไป
10  หากพวกเขาล้มลง เพื่อนก็จะช่วยพยุงเพื่อนอีกคนขึ้นมาได้ แต่หากเขาอยู่ตามลำฟัง น่าสงสาร…เมื่อเขาล้มลงก็ไม่มีใครช่วยฉุดเขาขึ้นมาได้ 

11 ยิ่งกว่านั้น หากสองคนนอนด้วยกัน ต่างก็จะช่วยอีกฝ่ายอบอุ่นขึ้น แต่นอนคนเดียวจะอุ่นขึ้นได้อย่างไร?
12 ถึงแม้จะมีคนเข้ามาทำร้ายคนหนึ่ง สองคนก็จะช่วยปกป้องกันและกันได้ เชือกสามเกลียวก็ไม่ฉีกขาดได้ง่าย ๆ 

ความชื่นชมที่จางหาย
13 เป็นคนหนุ่มที่ยากจนแต่มีปัญญา ก็ดีกว่าเป็นกษัตริย์ชราที่โง่เขลาซึ่งไม่อาจรับคำแนะนำจากใครได้
14 เขาอาจมาจากที่คุมขัง ก้าวมาเป็นกษัตริย์ แม้ว่าเขาเกิดมายากจนในอาณาจักรของเขาเอง
15 ข้าพิจารณาคนที่มีชีวิตซึ่งเดินไปมาในโลก พร้อมกับชายหนุ่มคนนั้นที่จะรับตำแหน่งแทนองค์กษัตริย์
16 มีคนที่เข้ามาเฝ้าเขาอย่างไม่รู้จบ แต่ คนรุ่นต่อมาก็ไม่ได้ชื่นชม ยอมรับเขา นี่ก็เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ และเป็นเหมือนวิ่งไล่ตามสายลม

อธิบายเพิ่มเติม

การกดขี่ที่ชั่วช้า
4:1
ปัญญาจารย์เป็นกษัตริย์ และท่านก็เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอาณาจักร เห็นคนที่ข่มเหงผู้อื่น และเห็นความสิ้นหวังของคนที่ถูกข่มเหง สิ่งที่น่าชังที่สุดคือ รัฐ นักการเมืองที่เชื่อว่าควรจะเห็นแก่สวัสดิภาพของประชาชน กลับกลายเป็นผู้ที่ทำร้ายประชาชนเสียเอง เอาประโยชน์เข้าตัวเสียเอง เราเองไม่ทราบว่าท่านเองได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง แต่จากข้อความนี้เราเห็นว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่เห็นความทุกข์ของประชาชน
ในสุภาษิต 17:5 ได้บอกเราว่า คนที่เยาะเย้ยคนยากจน เท่ากับกำลังดูหมิ่นพระผู้สร้าง ใช่แล้ว คนที่ทำร้ายคนยากจนกำลังดูหมิ่นพระเจ้าที่ทรงสร้างทั้งตัวเขาและคนยากจนขึ้นมา! เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเจ็บปวดพระทัยกับการที่มนุษย์ทำร้ายกันเช่นนี้มาก
เราพบว่า พระองค์ตรัสเรื่องเหล่านี้ชัดเจน (ตัวอย่างในอาโมส 2:6-8)

4:2-3
ท่านจึงสรุปว่า คนที่ไม่ได้เกิดมาพบเห็นกับความชั่วร้าย ก็ยังดีกว่า คนตายไปก็เป็นสุขกว่า นี่เป็นความเห็นของท่าน

4:4-6
แม้ปัญญาจารย์จะเห็นด้วยกับการทำงานของมนุษย์ แต่.. ในการทำงานนั้นก็ยังมีข้อดี และข้อเสียในตัวของมันเอง สิ่งที่ท่านสังเกตเห็นคือ การที่มนุษย์ทำงานแข่งขันกัน (ซึ่งในโลกปัจจุบันก็ยิ่งมากกว่าโลกโบราณหลายเท่า) ท่านเห็นว่ามนุษย์มุทำงานเพราะความอิจฉาต่อกัน ความอิจฉากลายเป็นพลังที่ทำให้มนุษย์ทำงาน เพื่อให้เลิศกว่าอีกคน

ส่วนอีกกรณีคือ คนไม่ยอมทำงาน แม้จะไม่มีอะไรกินก็ยังเกียจคร้าน และเราเพิ่งพบเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศตะวันตกที่รับผู้อพยพเข้าไปในประเทศทั้งที่ผิดกฎหมาย ก็จะเจอคนเกียจคร้านที่เข้ามาเพื่อกินอยู่บนภาษีของเจ้าของประเทศ ซึ่งถ้าท่านปัญญาจารย์มาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ภาพที่พวกหนึ่งทำงานสายตัวแทบขาด เสียภาษีสูง ๆ กับอีกพวกที่มาเอาประโยชน์โดยไม่มีแม้ความรู้สึกที่ดีต่อคนที่ให้เขากิน ท่านคงจะเห็นความไร้ค่าของมนุษย์เพิ่มขึ้นไปอีก

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
4:7-8
ชีวิตอย่างที่ท่านปัญญาจารย์บรรยายมานั้น ไม่ได้หายไปจากโลกนี้เลย แต่ยิ่งมีมากขึ้น ๆ ในโลกที่คนแต่งงานแต่ไม่ยอมมีลูก คนที่เป็นเพศเดียวกันอยู่ด้วยกันอย่างสามีภรรยา ไม่ว่าจะเป็นชายกับชายหรือหญิงกับหญิง คนที่ไม่ต้องการมีลูกเพราะสภาพทางสังคมอย่างประเทศจีน เกาหลี ที่จะอยู่อย่างลำบากมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็ต้องทำงาน แต่ไม่รู้ว่า ความมั่งคั่งของตัวเองนั้นจะส่งต่อไปให้ใครดี เป็นชีวิตที่ไร้ค่า เหงาในปลายชีวิต และน่าเวทนาจริง ๆ

คุณค่าของเพื่อน
4:9-12
แล้วปัญญาจารย์ก็มาถึง คำแนะนำที่ช่วยให้เรารู้ว่า การมีเพื่อนร่วมงานนั้นดีจริง ๆ การมีชุมชนที่มีใจเดียวกัน เป็นความแข็งแรงของสังคม
คิดว่าคนอิสราเอลส่วนใหญ่เชื่อฟังท่านมาตั้งแต่โบราณจนวันนี้

สังคมของคนอิสราเอลนั้นเป็นสังคมที่ไม่เหมือนคนตะวันตก ที่เน้นตัวตนสูงกว่าชุมชน เพราะคนอิสราเอลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันให้ดีมาก ๆ พวกเขามีวินัยในการทำงาน แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ก็ฟังกันและกัน พวกเขาถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กอย่างนั้น แตกต่างจากสังคมเอเชียทั่ว ๆ ไปที่เน้นการเชื่อฟังผู้ใหญ่ และไม่ค่อยฟังความเห็นของคนรุ่นหลัง พวกเขาได้เรียนรู้คำสอนของปัญญาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ และความที่พวกเขาต้องสู้กับศัตรูและความยากเย็นของธรรมชาติมาก ทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง

ความชื่นชมที่จางหาย
4:13-16
ปัญญาจารย์คงเห็นภาพของกษัตริย์ซาอูลที่พอชราแล้วก็ยิ่งไม่น่าเคารพมากขึ้น มีจิตใจที่ขมขื่น กลัวคนที่เก่งกว่าขึ้นมารับอำนาจการปกครองแทน
และท่านก็คงได้เห็นภาพของกษัตริย์แบบนี้ในอาณาจักรรอบข้างเช่นกัน
เมื่อมีผู้นำใหม่ขึ้นมาปกครอง คนอาจชอบเขาในครั้งแรก ๆ แต่แล้วต่อมา เขาก็กลายเป็นกษัตริย์ชราเช่นกัน ความชื่นชมก็จางหายไป และก็ลืมไปว่า เคยชอบเขาเพราะอะไร
สิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันให้เห็นทุกประเทศ ทุกรัฐ .. ปัญญาจารย์แค่เล่าให้เราฟังว่า ในโลกสมัยของท่านก็เป็นเหมือนกัน
สรุปว่าเรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน

พระคำเชื่อมโยง

1* ปัญญาจารย์ 3:16; 5:8
2* โยบ 3:17-18
3* โยบ 3:11-22
5* สุภาษิต 6:10; 24:33
6* สุภาษิต 15:16-17; 16:8
8* 1 ยอห์น 2:16; สดุดี 39:6; ปัญญาจารย์ 2:18-21

ปัญญาจารย์ 3 มีวาระสำหรับทุกสิ่ง

เวลากำหนดสำหรับทุกสิ่ง

3 มีวาระกำหนดสำหรับทุกสิ่ง
และมีเวลาสำหรับทุกเรื่องราวภายใต้ฟ้าสวรรค์

2 เวลาเกิด และเวลาตาย
เวลาปลูก และเวลาที่ถอนสิ่งที่ปลูกเอาไว้
3 เวลาฆ่าล้าง และเวลาบำบัดรักษา
เวลารื้อถอน และเวลาสร้างขึ้น
 4 เวลาร้องไห้ เวลาหัวเราะ
เวลาไว้ทุกข์คร่ำครวญ และเวลาเต้นรำ
 5 เวลาโยนหินและเวลารวบรวมเก็บก้อนหิน  เวลาโอบกอดและเวลาหลีกเลี่ยงการกอด
6 เวลาสืบค้นหา และเวลาที่สูญไป
เวลาที่จะเก็บรักษา และเวลาที่จะโยนทิ้ง
7 เวลาที่จะฉีกขาด และเวลาที่จะเย็บต่อติด เวลาที่จะเงียบ และเวลาที่จะพูด
8 เวลาที่รักและเวลาที่เกลียดชัง
เวลาทำสงคราม และเวลาสงบสุข

พระเจ้าทรงให้มีนิรันดร์กาลในใจของมนุษย์

9 คนงานได้รับประโยชน์อะไรจากแรงงานที่ลงไปบ้าง?
 10 ข้าได้เห็นภาระที่พระเจ้าประทานให้แก่บุตรของมนุษย์เพื่อให้เขาได้สาละวนอยู่กับมัน
11 พระเจ้าทรงทำให้ทุกสิ่งงดงามในเวลาของมัน พระองค์ประทานความเป็นนิรันดร์ไว้ในใจของมนุษย์ ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ไม่อาจค้นพบราชกิจของพระเจ้าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนจบได้ครบถ้วน
12 ข้ารู้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ดีสำหรับมนุษย์ มากไปกว่าการที่จะมีความยินดี และทำความดีในขณะที่ยังมีชีวิต
13 ของประทานจากพระเจ้าอีกอย่างคือ มนุษย์จะได้กิน ดื่ม และมีความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์จากการงานทั้งสิ้นของเขา
 14 ข้ารู้ว่า ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำขึ้นมานั้นจะคงอยู่นานเป็นนิตย์ ไม่อาจเพิ่มอะไรเข้าไปและไม่มีอะไรที่ตัดออกไปได้  พระเจ้าทรงกระทำไว้ตามนั้น เพื่อมนุษย์จะได้ยำเกรงพระองค์ 15 สิ่งใดก็ตามที่เป็นอยู่ ก็เคยเป็นมาแล้ว   และสิ่งที่จะเป็นต่อไป ก็เคยเป็นมาก่อนแล้ว พระเจ้าจะทรงทำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต 

16 ยิ่งกว่านั้น ภายใต้ดวงอาทิตย์ ข้าได้เห็นว่า แม้ในที่ ๆ มีความยุติธรรมธรรมก็ยังมีความโหดร้ายอยู่ด้วย และในที่ ๆ มีความเที่ยงธรรมก็มีความชั่วร้ายเช่นกัน
17 ข้าตรองในใจว่า “พระเจ้าจะทรงพิพากษาทั้งคนเที่ยงธรรม และคนชั่ว” เพราะมีเวลาสำหรับทุกเรื่อง และมีวาระสำหรับงานทุกอย่าง
18 ข้าพูดในใจเรื่องของบุตรมนุษย์ทั้งหลายว่า “พระเจ้าทรงทดสอบพวกเขาเพื่อเขาจะได้เห็นชัดว่า พวกเขาก็ทำตัวเหมือนสัตว์” 
19 เพราะชะตากรรมของบุตรของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนั้น ก็เป็นชะตากรรมอันเดียวกัน  มนุษย์ตาย สัตว์ก็ตาย และพวกเขาต่างมีลมหายใจเหมือนกัน ดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีอะไรเหนือไปกว่าสัตว์เพราะทุกอย่างล้วนไร้ความยั่งยืน

 

คำอธิบายเพิ่มเติม

เวลากำหนดสำหรับทุกสิ่ง
พระคำบทนี้งดงาม และเมื่อเราอ่านช้า ๆ คิดตามไปเราจะยิ่งเข้าใจชีวิตของมนุษย์ลึกซึ้งขึ้น 3:1  วาระกำหนด     สำหรับทุกสิ่ง
        เวลากำหนด      สำหรับทุกเรื่องราว  คือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทุกอย่างที่มนุษย์ทำขึ้นมาในโลก กิจกรรมทุกชนิดของมนุษย์ ภายใต้ฟ้า …คือ ในโลกของเรา ที่อยู่ภายใต้เวลา  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนี้มา อย่างแรกที่พระองค์ทรงเปิดขึ้นมาคือ “ในปฐมกาล = เวลาเริ่มต้น” และพระองค์ทรงเป็นทั้งปฐมและอวสาน  ดังนั้น เวลาในโลกจึงเป็นการทรงสร้างของพระเจ้าโดยตรง  มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้กรอบเวลานี้

3:2-8
ท่านปัญญาจารย์ได้เรียงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตรงกันข้ามว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วทุก ๆ วันในโลก สุดแต่ว่าจะเกิดกับใคร ท่านได้ให้ไว้ทั้งหมด  14 ตัวอย่างของกิจกรรมหรือเหตุการณ์ในชีวิตมนุษย์ที่ตรงกันข้าม

1 เวลาเกิด เวลาตาย … การเกิด เกิดอย่างลึกลับ ไม่มีใครทราบว่าถือกำเนิดเวลาใด  เวลาตาย มีหลายแบบในโลกปัจจุบัน ตายเองตามธรรมชาติ ตายเพราะโรค อุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม ตายในสงคราม  (ตอนนี้มีการุณยฆาต (Euthanasia)  คือแพทย์ช่วยให้ตายตามที่ผู้ป่วยร้องขอ) 
2 ต่อมาเป็นการปลูก รื้อถอน ซึ่งท่านปัญญาจารย์น่าจะหมายถึงการเกษตร  
3 เวลาฆ่าล้าง และเวลาบำบัดรักษา  
4 เวลารื้อ เวลาสร้าง … หมายถึงกิจกรรมทางการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
5 เวลาที่เกิดความเศร้าโศก และเวลาดีใจ
6 เวลาที่ต้องไว้ทุกข์ กับเวลาที่ร่าเริงเต้นรำได้ รายการทั้งสองนี้เป็นเรื่องของอารมณ์มนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา 
7 เวลาที่โยนหิน กับเวลาที่รวบรวม  สิ่งนี้ หมายถึงสมัยโบราณที่ศัตรูเข้ามาทำลายพื้นที่การเกษตรของชาวนาชาวไร่โดยการโยนหินให้ทั่ว ทำให้เขาปลูกพืชไม่ได้ 
8 กล่าวถึงการกอด รัก และการที่ละเว้นจากสิ่งนั้น ซึ่งอาจหมายถึงความรักของคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัว … 
9  เวลาที่ค้นหา และเวลาที่ยอมให้สูญหายไป 10 เวลาที่จะเก็บรักษา และเวลาที่ต้องทิ้ง 
11 เวลาฉีกขาด และเวลาที่จะเย็บให้ติดกัน
12เวลาเงียบ เวลาพูด  คนเราก็เจอเวลาแบบนี้อยู่ทุกวัน
13 เวลารัก และเกลียด เป็นเรื่องของความสัมพันธ์และความรู้สึกที่สองฝ่ายมีต่อกัน 
14 เวลาที่มีสงคราม และ สันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในระดับความสัมพันธ์ของคนสองคนไปจนถึงระดับชาติและนานาชาติ

ทั้งหมดนี้ ผู้ที่มีปัญญาจะใช้โอกาสจากเวลาที่พระเจ้าประทานให้ ได้คิด ได้ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นให้มาก  การสังเกตเวลาจะทำให้เรารู้การทำงานของพระเจ้าในโลกนี้ และเวลาของเราช่วงนี้ก็น่าหวาดหวั่นมาก เพราะโลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่อาจจะอยู่อีกไม่นาน …​เราจะทำอะไร ก็คิดให้ดีว่า เป็นสิ่งที่เหมาะกับเวลายุคนี้ไหม 

3:9-10
พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์ได้มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป การหาเลี้ยงชีวิตสมัยโบราณกับสมัยนี้แตกต่างกันก็จริง แต่ทุกคนต่างก็ใช้เวลาเพื่อการอยู่รอด เพื่อความสุขกันทั้งนั้น คำถามที่ว่ามนุษย์ได้ประโยชน์อะไรจากมัน? คำตอบจริง ๆ ก็มีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ท่านปัญญาจารย์กำลังมองเห็นแต่ความอนิจจัง

3:11-13
พระเจ้าทรงทำให้เวลากำหนดความงามของธรรมชาติที่แตกต่าง แต่ละฤดูก็มีความงดงามแตกต่างกันไป   ที่เราเห็นรอบ ๆ ตัว สายน้ำ ต้นไม้ ภูเขา ทะเล  มอบความงามที่ทำให้เรามีความสุขยิ่งนัก
พระเจ้ายังประทานความเป็นนิรันดร์ให้มนุษย์ด้วย นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์ ที่ไม่รู้อะไรเลย พวกเขาไม่ได้อยู่แค่เพียงชั่วชีวิต ใจของเขาเฝ้าหาความเป็นนิรันดร์นั้น  เมื่อพบพระเจ้าเขาจึงจะมีความสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบ 
มนุษย์จะรับพระเจ้าหรือปฏิเสธพระองค์ พวกเขาไม่อาจค้นพบพระองค์อย่างเต็มร้อยได้  มนุษย์มีความจำกัดอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับพระเจ้า  พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้จริง ๆ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรก็ตาม 


3:14-15
สิ่งที่พระเจ้า ทรงเรียกจากมนุษย์คือให้พวกเขาได้ยำเกรงพระองค์  การกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ทรัพยากร สภาพอากาศ ในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน  การต่อสู้เพื่ออยู่รอดของคนแต่ละกลุ่มในส่วนต่าง ๆ ของโลกนั้น แตกต่างกันไป
หากมนุษย์ยำเกรงพระเจ้า พระองค์ก็ทรงพอพระทัยพวกเขา ..

3:16-18 พระองค์ทรงมอบงานดูแลสวนเอเดนให้กับเขา มอบทั้งโลกให้เขาดูแล ทั้งอาณาจักรสัตว์และพืช เขาจะได้มีความสุขกับสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นมา
เรื่องที่มนุษย์มีปัญหามากตั้งแต่โบราณมาจนวันนี้คือ เราไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าทรงอนุญาตให้ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น  ความชั่วร้ายฝังตัวอยู่ในทุกที่ ทุกแห่ง
ถึงอย่างนั้นปัญญาจารย์เชื่อว่า พระเจ้าจะทรงพิพากษาในวันหนึ่ง ทั้งคนดีและคนชั่วจะต้องเจอกับการพิพากษานั้น ซึ่งก็ตรงกับคำสอนของพระเยซูคริสต์ 
การที่มีความชั่วร้ายในความยุติธรรม หรือในที่ แห่งความเที่ยงธรรมนั้น เป็นเพราะพระเจ้าทรงให้เราเห็นว่า อย่างไร ๆ มนุษย์ก็ไม่วายที่จะชั่วทั้ง ๆ ที่ดีมาตั้งแต่แรก แต่อาจกลับมาเสียตอนปลายได้ ไป ๆ มา ๆ มนุษย์กับสัตว์ก็มีที่สุดท้ายคือความตายเหมือนกัน 

3:19 ความตาย.. เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ มีนักธุรกิจคนหนึ่งที่โกรธมากเพราะเขาได้ทำงานสำเร็จ และมั่งคั่งมาก แล้วทำไมความตายต้องมาพรากเขาจากความสำเร็จเหล่านั้น แต่นี่คือความจริงของชีวิตมนุษย์ 
แม้ว่าวันนี้จะมีเศรษฐีไบรอัน จอนห์สัน Bryan Johnson  ที่พยายามจะเอาเลือดของลูกชายมาใส่ให้ตัวเอง วัดการกิน การออกกำลัง การบริโภคเพื่อให้ตัวเองเป็นคนหนุ่มเสมอ เขาอ้างว่าจะไม่ตาย แต่เขาไม่มีวันที่จะเอาชนะพระเจ้าในเรื่องนี้ได้

3:20-22
คนที่ไม่เชื่อพระเจ้านั้นก็จะโกรธ จะท้าทาย แต่หากเรามีพระเจ้า และรู้ว่าเมื่อเราจากโลกนี้ไป เราก็จะได้อยู่กับพระองค์ ตรงนี้ทำให้เราสบายใจ
ปัญญาจารย์กำลังมองโลกภายใต้ดวงอาทิตย์ ท่านฉลาดพอที่จะไม่กล่าวถึงโลกหน้าซึ่งสมัยของท่านนั้น ยังไม่มีคำตอบ เหมือนอย่างสมัยของพระเยซู ที่รู้ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนในโลกหน้า รู้ว่าความตายเป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่นำเราไปสู่พระพักตร์พระบิดา  ความตายไม่อาจทำลายผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้   1 โครินธ์ 15:55 กล่าวว่า ความตายเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน ?  ความตายเอ๋ย เหล็กไนของเจ้าอยู่ที่ไหน?  ยอห์น 5:24  พระเยซูทรงสัญญาว่า ผู้เชื่อในพระองค์จะผ่านจากความตายไปสู่ชีวิต 

ปัญญาจารย์ 2 หาความหมายชีวิต

ทั้งความสุขและสมบัติก็อนิจจัง
1 ข้า คิดในใจว่า “มาเลย .. เราจะทดลองเจ้า(ชีวิต)ด้วยความสนุกสนานร่าเริง เพื่อค้นหาสิ่งดี” แต่แล้ว ก็เป็นเรื่องอนิจจัง
2 ข้ามองว่า การหัวเราะเป็นเรื่องโง่ ความสนุกสนานได้ให้ประโยชน์อย่างใดหรือ?”
3 ข้าค้นใจตัวเองว่าจะกระตุ้นร่างกายให้มีความสุขด้วยเหล้าองุ่น และยึดความโง่เง่าเอาไว้  (ในขณะที่ใจของข้า
ก็ได้นำตัวข้าด้วยสติปัญญา)
ข้าอยากเห็นว่า มนุษย์ จะทำอะไรที่มีคุณค่าในโลกได้บ้างในชีวิตอันแสนสั้นของเขาเอง

4 ข้าทำงานที่ออกมายิ่งใหญ่ ข้าสร้างบ้านหลายหลังให้ตัวเอง ข้าปลูกสวนองุ่นให้ตัวเองหลายแห่ง
5 ข้าทำสวนผลไม้ และส่วนหย่อนใจหลายแห่ง ข้าปลูกผลไม้หลากชนิดไว้ในนั้น
6 ข้าสร้างบ่อไว้เพื่อรดน้ำต้นไม้ที่กำลังงอกงาม 
7 ข้าได้ซื้อทั้งทาสชายและทาสหญิง  และยังมีทาสที่เกิดในบ้านของข้าเพิ่มขึ้นมาอีก ข้ามีฝูงวัว และแพะ แกะ  จำนวนมากกว่าใคร ๆ ที่เกิดมาก่อนข้าในเยรูซาเล็ม  
8ยิ่งกว่านั้น ข้ายังสะสมเงิน และทองคำจำนวนมากมายเก็บไว้ในคลัง และยังได้รับบรรณาการจากกษัตริย์ และจากแคว้นต่าง ๆ   ข้ายังมีนักร้องชายหญิง และยังมีเมียน้อยอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชายชอบนัก 
9 ต่อมาข้าก็ยิ่งใหญ่ขึ้น และมีฐานะสูงกว่าทุกคนที่อยู่ในเยรูซาเล็มมาก่อนข้า  และข้ายังมีสติปัญญากับตัวด้วย  
10 ทุกสิ่งที่ดวงตาอยากดู ข้าก็ไม่ห้ามใจตัวเอง ใจต้องการสนุกขนาดไหน ข้าก็ไม่ห้าม  เพราะข้าพอใจกับงานทั้งสิ้นที่ข้าทำลงไป และนี่เป็นรางวัลสำหรับการลงมือทำงานทั้งสิ้น 

11 ถึงอย่างนั้น เมื่อข้าหันมาดูงานทั้งหมดที่มือทำลงไป  และแรงงานที่ตรากตรำทำไป และดูเถิด ทุกอย่างก็เป็นอนิจจัง  เป็นการไล่ตามลม และไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาภายใต้ดวงอาทิตย์

สติปัญญาดีกว่าความโง่
12  ดังนั้น ข้าจึงหันไปพิจารณาสติปัญญา  ความไร้สติ และความโง่เขลา   ผู้ใดที่ขึ้นครองราชย์หลังจากกษัตริย์องค์ก่อน
จะทำอะไรได้อีก นอกจากสิ่งที่องค์ก่อน ๆ ทำมาแล้ว?
13 และข้าก็เห็นว่า สติปัญญามีประโยชน์มากกว่าความเขลา   เปรียบได้กับความสว่างมีประโยชน์กว่าความมืด 
14 คนที่มีสติปัญญามีตาอยู่ในความคิดของเขา แต่คนโง่เดินในความมืด ถึงอย่างนั้น แล้วข้าก็มาตระหนักว่า พวกเขาทั้งสองก็ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน
15 ข้าจึงคิดในใจว่า “สิ่งที่คนโง่ต้องเผชิญ ก็จะเกิดกับเราด้วย แล้วเราจะฉลาดเกินไปทำไมเล่า?” ข้าจึงคิดในใจว่า “นี่ก็อนิจจังเช่นกัน”
16 ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนฉลาดหรือเป็นคนโง่ ก็จะไม่มีใครระลึกถึงพวกเขาตลอดไป  ในที่สุด ทุกคนจะถูกลืม  คนฉลาดก็ตายเหมือนคนโง่! 
ความไร้ค่าของแรงงานที่ลงไป
17  ข้าจึงเกลียดชีวิต เพราะงานที่ทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์นั้น ทำให้ข้าเศร้าใจนัก เพราะทุกสิ่งอนิจจัง และเป็นแค่การวิ่งไล่ตามลม
18ข้าพเจ้าเกลียดผลงานที่ได้ตรากตรำทำไปภายใต้ดวงอาทิตย์  เพราะข้าพเจ้าจะต้องละวางไว้ให้กับคนที่มาภายหลัง

19 แล้วใครจะรู้ได้ว่า เขาเป็นคนฉลาดหรือโง่เขลา ถึงอย่างนั้น เขาก็จะเป็นเจ้าของผลจากแรงงานของข้าพเจ้า และเป็นงานที่ข้าพเจ้าใช้สติปัญญา ความเข้าใจภายใต้ดวงอาทิตย์ นี่ก็เป็นความว่างเปล่าด้วย
20 ดังนั้นใจของข้าพเจ้าจึงสิ้นหวังกับทุกชิ้นงานที่ได้ตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์
21เมื่อมีใครคนหนึ่งลงมือทำงานออกแรงด้วยสติปัญญา ความรู้ ความชำนาญ แต่แล้ว ก็ต้องละวางสิ่งเหล่านั้นให้กับคนที่ไม่ได้ลงแรงทำขึ้นมา นี่เองก็เป็นความว่างเปล่าและน่าเสียดายอย่างยิ่ง
22  คนเราได้ประโยชน์อะไรจากแรงงานทั้งหมด การที่ต่อสู้ ด้วยหัวใจกับสิ่งที่เขาทำภายใต้ดวงอาทิตย์?
23  เพราะตลอดชีวิตของเขานั้น ความพยายามของเขานั้นเจ็บปวดและน่ากังวล  แม้ยามค่ำ เขาก็ยังไม่พัก นี่เองก็เป็นความว่างเปล่า
24  ดังนั้นจึงไม่มีอะไรดีสำหรับมนุษย์ยิ่งไปกว่าการกิน และดื่ม และได้รับความสุขจากแรงงานของเขา นี่เป็นสิ่งที่ข้าเห็นว่า มาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า

25 เพราะมีใครเล่าที่จะกิน และได้รับความยินดีได้หากปราศจากพระองค์?
26 เพราะพระเจ้าได้ประทานสติปัญญา ความรู้ และความยินดีให้แก่คนที่พระองค์ทรงพอพระทัย  สำหรับคนบาป พระองค์ได้มอบงานที่พวกเขาจะต้องเก็บรวบรวม และสะสมไว้เพื่อมอบให้กับคนที่พระองค์ทรงพอพระทัย
นี่ก็ว่างเปล่าเช่นกัน เหมือนวิ่งไล่ตามสายลม 

อธิบายเพิ่มเติม

คำอนิจจัง มาจากฮีบรูที่ว่า הֶבֶל (เฮเวล) หมายถึง ไอ ควัน หมอกซึ่งเป็นภาพของสิ่งที่ อยู่ไม่นาน อยู่ประเดี๋ยวเดียว ล่องลอยไป ไม่เป็นที่พอใจอย่างยั่งยืน
ไม่ได้หมายความว่าชีวิตไร้ค่าไปเสียทีเดียว แต่คือชีวิตและทุกสิ่งของชีวิตไม่ยั่งยืน

2:1-11 ทั้งความสุขและสมบัติก็อนิจจัง
ตอนนี้ปัญญาจารย์มีความคิดว่า จะมาทำการทดลองเรื่องความร่าเริง (1-3)
การสร้างสิ่งต่าง ๆ (4-6) และการสะสมสารพัดสิ่ง (7-9) ท่านสรุปตั้งแต่ต้นให้เรารู้ว่า ทั้งหมดนี้ กลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่า อนิจจังสำหรับท่าน!

2:1-3 อย่างแรกที่ปัญญาจารย์ตามหาคือ เสียงหัวเราะ ท่านคงเรียกเหล่าคนเล่าเรื่องตลก ตัวตลก มาแสดง มาเล่าเรื่อง ให้หัวเราะมากที่สุด ทุกคนตามหาความสนุกในการหัวเราะ โลกเรามีเรื่องทุกข์มาก ฉะนั้นให้เราหัวเราะกันเถอะ ในยุคของเราก็มีอาชีพที่คนชอบมากคือการทำให้คนหัวเราะ เป็นตลกที่เป็นทีมบ้าง ที่ยืนพูดเดี่ยวบ้าง** (ในเวลาเดียวกัน ปัญญาจารย์ได้บอกว่า การหัวเราะเป็นยาอย่างดีในหนังสือสุภาษิต )

แต่แล้ว ปัญญาจารย์พบว่า นั่นไม่ได้ช่วย ก็เลยไปหาเครื่องดื่มเพื่อสร้างความสุข เพื่อเอาความรู้สึกอนิจจังออกไปจากความคิด คราวนี้ขอใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้ความทุกข์ใจออกไป แต่เมื่อสร่างเมาแล้วก็รู้ว่า มันช่วยไม่ได้อย่างถาวร มันช่วยได้ชั่วครู่ชั่วยาม ข้อนี้แปลกที่ปัญญาจารย์ได้เลือกทำสิ่งที่คิดว่าจะหาความสุขได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังใช้สติปัญญารั้งตัวเองเอาไว้

2:4-7 ปัญญาจารย์ ยังมีความสุขกับการก่อสร้าง การทำสวนมากมาย ที่ทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข ถ้าเรามีโอกาสได้ทำก็จะพบความสุขในการทำไร่เหล่านี้ ทั้งหมดนี้ปัญญาจารย์ได้สร้าง ปลูก ซื้อ เป็นเจ้าของสารพัดสิ่ง ตอนนี้ปัญญาจารย์ (ย้อนกลับไปอ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 4-10) เป็นเหมือนเศรษฐีพันล้านที่เราเห็นในปัจจุบัน





2:8 ปัญญาจารย์ยังพยายามหาความสุขกับการสะสม ทั้งเงิน ทองคำ นักร้องที่จะสร้างความสำราญ และผู้หญิงอีกมากมาย ท่านพยายามหาความสุขทางเพศ แบบ สุดขั้ว แบบที่ผู้ชายชอบ คิดถึงเหตุการณ์ตอนกลางคืนที่มีการกินอย่างฟุ่มเฟือย มีนักร้อง นักเต้นรำแบบตะวันออกกลางในงาน และความร่าเริงที่เน้นเรื่องเพศเป็นหลัก ปัญญาจารย์ก็ไม่ได้หลบเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้ กลับอยู่ในโลกของความชั่วช้านี้ด้วย เวลามั่งคั่ง ต้องการอะไรก็ได้ ความชั่วก็รออยู่ที่จะทำลายชีวิตของเจ้าของสมบัตินั้น ความสุขที่ปัญญาจารย์ ตามหาตอนนี้ ไม่มีพระเจ้าอยู่เลย เป็นวัตถุ ความสุขชั่วครู่ชั่วยามล้วน ๆ

2:9 ยิ่งกว่านั้นปัญญาจารย์ ยังหาความสำเร็จในชีวิต ท่านใหญ่กว่าใคร ร่ำรวยกว่าใคร ๆ ฉลาด กว่าใคร ๆ

2:10 ถ้าเราวัดความสุข ความพอใจจากความสำเร็จในชีวิต .. เราจะพบความรู้สึกเดียวกันปัญญาจารย์ คือไม่ต้องมีความยับยั้งชั่งใจเลย ท่านมองว่า ความสำเร็จที่ได้มาเป็นรางวัลของผลงานที่ทำลงไป ท่านประสบความสำเร็จจนพระราชินีประเทศทางใต้ได้มาชมความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ณ ( 1 พงศ์กษัตริย์ 10:66-67)
2:11 เมื่อมาประเมินผลของงานทั้งสิ้น แรงทั้งหมด ความสุข เสียงหัวเราะ และความสำเร็จทั้งสิ้น ท่านกลับท้อแท้หรือเกิน ท่านได้พบว่า ทั้งหมดมีคำตอบอันเดียวกันคือ הֶבֶל คือทุกสิ่งนั้นไม่ยั่งยืน ทั้ง ๆ ที่ในข้อ 10 บอกว่า พอใจกับงานที่ทำ ความสำเร็จทั้งสิ้น ชีวิตแสนสั้นแม้ดูเหมือนประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังอนิจจัง ปัญญาจารย์ทำงานเยอะ แต่ไม่ได้ภาคภูมิใจจริง ๆ แตกต่างจากตอนที่พระเจ้าทรงสร้างโลกที่พระองค์ทรงเห็นว่าทุกอย่างที่ทรงสร้างนั้นดี!

สติปัญญาดีกว่าความโง่
2:12-16 แล้วท่านก็มานั่งเปรียบเทียบชีวิตของคนที่มีปัญญากับคนที่โง่เขลา การมีปัญญานั้นดีกว่าแน่นนอนในการใช้ชีวิต แต่แล้ว เมื่อมองไปให้จนสุด ท่านก็มาตระหนักว่า ทั้งสองก็ต้องตายเหมือนกัน (14) เมื่อตายไป ก็จะไม่มีใครคิดถึงพวกเขาอีกต่อไป (16)
เราจะเห็นได้ว่า ท่านไม่ได้มองชีวิตนิรันดร์แบบพระคัมภีร์ใหม่ ท่านยังไม่เข้าใจพระคำที่ว่า การทำงานรับใช้พระเจ้าไม่มีชิ้นใดที่ ที่พระเยซูประทานให้ แต่มองแค่ว่า ชีวิตจบลงที่ความตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง

2:17-19
การที่กษัตริย์ซาโลมอนกล่าวว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์” มีความหมายถึงช่วงชีวิตที่มีอยู่บนโลกนี้ ท่านมองว่า ไป ๆ มาๆ ทุกอย่างที่ทุ่มเททำลงไป ก็ต้องทิ้งให้คนอื่นรับไป คน ๆ นั้นจะกลายเป็นเจ้าของสิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมด
มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย หากมองได้อย่างซาโลมอน พวกเราก็คงไม่ทำอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่ สู้ไปจนกระทั่งสิ้นชีวิต พอตายไปแล้ว ก็ไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย น่าหนักใจเสียจริง

2:20-23 สังเกตคำว่า ภายใต้ดวงอาทิตย์ นั่นคือ ชีวิตที่เห็นอยู่ขณะที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ตายไปแล้ว ไม่ใช่โลกหน้า แต่เป็นเรื่องของชีวิตปัจจุบันที่ทุกคนกำลังใช้ชีวิต ออกแรงทำงาน ปัญญาจารย์ไม่เห็นความหวังนอกเหนือไปจากชีวิตในโลกนี้ ท่านเองมีลูกหลานมากมายเพราะมีภรรยามากมายเหลือเกิน ท่านก็เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งที่จะตามมา มันน่าจะโกลาหลยิ่งนัก ภรรยาทั้งหมดก็ต้องสู้กันเพื่อได้สมบัติ ลูก ๆ ก็ไม่ได้รักกัน ต่างต้องชิงดีชิงเด่นกัน
จะเห็นว่ายามนอนหลับยังไม่หยุดที่จะคิดโน่นนี่ คิดงาน นอนไม่หลับ ตื่นมาก็อยากจะนอน แต่ต้องไปทำงานแล้ว คนในโลกโบราณไม่ได้ต่างอะไรกับคนโลกปัจจุบัน

2:24-26 ความพึงพอใจที่ได้มาจากพระเจ้า (สุดยอดของชีวิต) แต่แล้ว ก็เกิดการหักมุมความคิด ที่ปัญญาจารย์คิดมาตั้งแต่ต้น ไม่มีพระเจ้าอยู่ในสมการความสุขของท่าน เราลองอ่านข้อ 22-23 เปรียบเทียบกับข้อ 24-26 จะเห็นว่า ความเห็นของท่านเริ่มเปลี่ยนเมื่อท่านนำพระเจ้าเข้ามาในชีวิต การที่ท่านเชื่อในพระเจ้า แต่ยังมีความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นอนิจจังนั้น ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นสิ่งที่ท่านต้องตามหาคำตอบ ท่านยังไม่ได้เจอคำสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์จากพระเยซูคริสต์เหมือนคนในสมัยนี้ ชีวิตจึงน่าท้อแท้ แต่อย่างไร ท่านก็ยังมีกำลังใจขึ้นเมื่อคิดถึงว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานความยินดี อาหาร น้ำ ปัญญาให้กับคนที่พระองค์ทรงพอพระทัย

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 2
1* ลูกา 12:19; ปัญญาจารย์ 7:4; 8:15; 1:2
3* ปัญญาจารย์ 1:17; 3:12-13; 5:18; 6:12
4* 1 พงศ์กษัตริย์ 7:1-12
8* 1 พงศ์กษัตริย์ 9:28; 10:10, 14, 21
9* ปัญญาจารย์ 1:16; 2 พงศาวดาร 9:22
11* ปัญญาจารย์ 1:3, 14
12* ปัญญาจารย์ 1:17; 7:25; 1:9

13* ปัญญาจารย์ 7:11, 14, 19; 9:18; 10:10
14* สุภาษิต 17:24; สดุดี 49:10
16* ปัญญาจารย์ 1:11; 4:16
18* สดุดี 49:10
22* ปัญญาจารย์ 1:3; 3:9
23* โยบ 5:7; 14:1
24* ปัญญาจารย์ 3:12-13, 22
26* สุภาษิต 2:6; 28:8