ปัญญาจารย์ 6 ความอยากที่ไม่สิ้นสุด

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขกับชีวิต
1 ข้าพเจ้าเห็นเคราะห์กรรมอย่างหนึ่งในโลก และทำให้คนเป็นทุกข์ใจสาหัส
2 พระเจ้าทำให้คนหนึ่งมีความมั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ เขาไม่ได้ขาดสิ่งใดที่ใจปรารถนาเลย แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เขาชื่นชมกับผลงานของเขา  คนอื่นกลับมาชื่นชมแทน นี่ก็ไร้ค่า เป็นดั่งชีวิตที่พลาดไปหมด
3 แม้ว่าชายบางคนอาจมีลูกนับร้อย และมีชีวิตยืนนาน แม้ว่าเขาจะมีชีวิตยืนนานมาก จนกระทั่งมีชีวิตตลอดไปเป็นนิตย์ แต่ไม่สามารถมีความสุขกับความมั่งคั่ง  ข้าขอบอกเลยว่า “ทารกที่ตายตั้งแต่เกิดก็ยังดีกว่าชายคนนั้น”

4 แม้ว่าเด็กคนที่ตายตั้งแต่เกิดได้เข้ามาในโลกอย่างไร้เหตุผล และจากไปในความมืด ชื่อของเขาถูกคลุมไว้ด้วยความมืด
5  แม้เขาไม่เคยเห็นความสว่างของวัน หรือรู้อะไรเลย ก็ยังได้พักสงบนิ่งมากกว่าชายคนนั้น 
6 หากเขาได้มีชีวิตหนึ่งพันปีถึงสองครั้ง แต่ยังไม่ได้เป็นสุขกับความมั่งคั่งของเขา  เพราะทั้งสองก็ไปในที่เดียวกันมิใช่หรือ?

7 ทุกคนตรากตรำทำงานเพื่อปากท้องของตน แต่แล้ว เขาก็ยังมีความอยากอย่างไม่หยุดยั้ง 
 8 ถ้าอย่างนั้นแล้ว คนฉลาดมีดีอะไรกว่าคนโง่เล่า?  คนยากจนจะได้ประโยชน์อะไรแม้ว่าเขารู้จักการใช้ชีวิต 
9 มีความพอใจกับสิ่งที่ตาเห็นนั้น ดีกว่าใจที่ต้องการอยากได้ไม่สิ้นสุด  ความต้องการที่ไม่จบนั้นเป็นสิ่งไร้ค่า เหมือนวิ่งตามสายลม

การงานที่ไร้ค่า
10 ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว  สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่งก็เป็นที่รู้กัน  ไม่มีใครที่จะโต้แย้งพระเจ้าเรื่องชีวิตอนาคตของเขาได้ (เพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าเขา)
11 ยิ่งโต้แย้งมากคำ ก็จะยิ่งไร้ค่า  การทำอย่างนั้นมีประโยชน์อะไรสำหรับเขา? 
12 ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งใดดีที่สุดสำหรับตัวเขาในขณะที่มีชีวิตอยู่อย่างแสนสั้นเพียงไม่กี่วัน เพราะมันผ่านไปเหมือนเงา ไม่มีใครจะบอกเข้าได้ว่า หลังจากที่เขาตายไปจากโลกนี้ จะเกิดอะไรขึ้น

อธิบายเพิ่มเติม

ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขกับชีวิต
6:1
เคราะห์กรรมอย่างหนึ่งที่ซาโลมอนเห็น ทำให้เป็นทุกข์  นั่นคือ พระเจ้าได้โปรดอวยพรให้ชายคนหนึ่งร่ำรวย ได้ทุกอย่างที่ต้องการ  แต่เขากลับไม่ได้ชื่นชมกับผลงานตัวเอง 

ไม่เหมือนกับคนใน 5:13-17 ที่เกิดชีวิตพลิกผันจากรวยเป็นจน  คน ๆ นี้มีลูกเป็นร้อย อายุยืน แต่กลับไม่มีความสุขทั้งที่ร่ำรวย ไม่สุขกับทรัพย์สมบัติ
ชายคนดังกล่าวนี้ช่างคล้ายคลึงกับชีวิตของ
กษัตริย์โซโลมอนเสียจริง  
ปัญญาจารย์(โซโลมอน)เองได้ตระหนักว่า  ท่านเองยังด้อยกว่าทารกที่ตายตั้งแต่เกิดเสียอีกชายคนนี้มีอาการดั่งคนซึมเศร้า ที่ไม่เห็นเป้าหมายของชีวิต ไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นความสุข

6:6-9
ปัญญาจารย์ยังบอกด้วยว่า ต่อให้มีชีวิตถึงสองพันปี เทียบกับเด็กทารกคนนั้นที่ตายเหมือนกันกับเขา
เด็กยังได้พักสงบกว่า  นี่ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตของท่านปัญญาจารย์มีทั้งความมั่งคั่งและความวุ่นวายความไร้เหตุผล ไร้ความหมาย
ท่านกำลังรู้สึกอย่างเดียวกับโยบ ที่ร่ำรวย มั่งคั่ง แต่แล้วสูญเสียทุกอย่างรอบข้าง และยังมีโรคติดตัวที่ไม่หายด้วย  (โยบ 3:11-13, 16)

ปัญญาจารย์หันไปดูคนยากจนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ แต่แล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีความอยากไม่เคยพอเช่นกัน คราวนี้ปัญหาดูเหมือนไม่ได้อยู่ที่มีหรือจน แต่อยู่ที่ความต้องการที่ไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นของคนจนหรือคนรวย  ความต้องการนี้เป็นความไร้ค่าในสายตาของปัญญาจารย์  
ดูเหมือนยิ่งคุย ยิ่งเขียน ปัญญาจารย์ยิ่งเป็นทุกข์ยิ่งรู้สึกถึงความไร้สาระ ความอนิจจังของชีวิตเรารู้สึกอย่างไรกับข้อความที่ผ่านมานี้   เราจะเปลี่ยนความคิดอย่างไรที่เราจะสมดุลการใช้ชีวิตให้มีความยินดีในทุกสถานการณ์ได้ ?

 

การงานที่ไร้ค่า
6:10-12
พระคัมภีร์ไทย ฉบับ NTV กล่าวว่า อะไรก็ตามที่เป็นอยู่ ถูกตั้งชื่อไว้แล้ว ..เป็นที่ทราบกันแล้วว่า มนุษย์เป็นอย่างไร คือเขาไม่สามารถโต้เถียงกับผู้มีอำนาจมากกว่า
การไปโวยวายกับพระเจ้า โทษพระองค์ในทุกเรื่องอย่างที่มนุษย์นิยมทำกันอยู่นั้น ไม่มีประโยชน์อะไร
ในเมื่อชีวิตของเราสั้นนัก เราควรจะมองให้ออกว่า
ควรตอบสนองต่อความเป็นไปของชีวิตตัวเองในเวลาปัจจุบันอย่างไร
แม้กระทั่งในเวลานั้น ท่านปัญญาจารย์เองยังไม่ทราบเลยว่า สิ่งที่ท่านเขียนในช่วงชีวิตของท่านจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคต่อมาได้เรียนรู้การมีกรอบความคิดให้ถูกต้องกับพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุภาษิตที่ย้ำ  การยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของปัญญา นี่เป็นมรดกล้ำค่าที่ท่านได้ให้เราไว้ แม้แต่ท่านเองก็ไม่ได้ทราบว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 6
1* ปัญญาจารย์ 5:13
2* โยบ 21:10; ลูกา 12:20
3* อิสยาห์ 14:19-20; โยบ 3:16
6* ปัญญาจารย์ 2:14-15

7* สุภาษิต 15:26
9* ปัญญาจารย์ 11:9
10* ปัญญาจารย์ 1:9; 3:15; โยบ 9:32
12* ยากอบ 4:14; ปัญญาจารย์ 3:22

ปัญญาจารย์ 5 สัญญาแล้วอย่าลืม

คอยระวัง
1 จงรู้จักระวังเมื่อเจ้าเข้าไปยังพระวิหารของพระเจ้า  การเข้าไปใกล้เพื่อฟังพระสุรเสียงนั้นดีกว่าเข้าไปถวายเครื่องบูชาอย่างคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำความผิด
2 อย่าเป็นคนปากไว ใจเร็ว ให้คำสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้า  เพราะพระเจ้าสถิตในสวรรค์ และเจ้าอยู่บนพื้นโลก ดังนั้นจงพูดแต่น้อยคำ
3 เมื่อมีความกังวลมาก ก็ฝันมาก
ดังนั้น ยิ่งพูดมากก็เผลอสัญญาพล่อย ๆ มาก 
4 เมื่อเราสัญญาสิ่งใดต่อพระเจ้าแล้ว จงทำให้ครบถ้วนอย่างด่วน เพราะพระเจ้าไม่พอพระทัยคนโง่ 

ทำตามสัญญา!
5 ดีว่าที่จะไม่ทำสัญญาอะไร แทนที่จะสัญญาแต่ไม่ทำตามสัญญานั้น
6 อย่าปล่อยให้คำพูดของเจ้าทำให้เจ้าบาป และอย่าบอกกับผู้รับใช้พระเจ้าว่า “เออ.. ข้าพเจ้าพลาดไป”  ไปทำให้พระเจ้าพิโรธเพราะคำพูดของเจ้าทำไมกัน เพื่อให้พระองค์ทรงทำลายการงานของเจ้าอย่างนั้นหรือ? 
7 ฝันมาก และพูดมากเป็นเรื่องไร้ค่า ดังนั้น เจ้าจงยำเกรงพระเจ้าเถิด 

การคดโกงจากรัฐ
8  หากเจ้าเห็นคนจนถูกข่มเหง หรือเห็นการบิดเบือนความยุติธรรม และการริดรอนสิทธิในที่ใด ก็ไม่ต้องประหลาดใจ เพราะเจ้าหน้าที่ชั้นสูงก็ยังมีคนที่สูงกว่าคอยคุมเขาอยู่ และยังมีคนที่สูงกว่านั้นคอยควบคุมพวกเช่นกัน 
9 พวกเขาจะเอาประโยชน์จากผลผลิตที่ได้จากผืนดิน และแม้แต่กษัตริย์เองก็ได้รับประโยชน์จากผลิตผลในทุ่ง

ความโลภ
10 คนที่รักเงิน จะไม่มีวันอิ่มได้ด้วยเงินคนที่รักทรัพย์สมบัติ จะไม่มีวันอิ่มใจกับรายได้ของตน นี่เป็นสิ่งไร้ประโยชน์เสียจริง 
11 เมื่อความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้น คนที่มาช่วยใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นด้วย คนที่เป็นเจ้าของสมบัตินั้นได้ประโยชน์อะไรหรือ? นอกจากจะได้แค่จ้องความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น 
12 การหลับของกรรมกรนั้นก็เป็นสุขนัก
ไม่ว่าเขาจะกินมากหรือน้อย แต่ความมั่งคั่งของคนรวยไม่ได้ช่วยให้เขาหลับได้

ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
13 ความอยุติธรรมที่ข้าเห็นในโลกคือ ทรัพย์ที่เจ้าของสะสมไว้ นำภัยมาสู่ตัวเขาเอง 
14 หรือบางครั้งทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้นั้นสูญเสียไปเพราะบางเหตุการณ์ แม้เขามีลูกชาย แต่ก็ไม่มีอะไรเหลือตกถึงลูกเลย   
15 เขาเกิดมาจากท้องแม่ตัวเปล่าอย่างไร เขาก็จะจากไปแบบเดียวกัน และเขาก็ไม่อาจจะเอาผลงานจากที่เขาตรากตรำติดมือไปด้วยเลย 
16 นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายคือ เขามาอย่างไร เขาไปอย่างนั้น และเขาได้ประโยชน์อะไรจากการทำงานมาก แต่ได้เพียงลม?
17 ทั้งชีวิต เขากินอยู่ในความมืดทุกวัน และยังเป็นทุกข์ยิ่งเพราะความเจ็บป่วยและความโกรธเกรี้ยว

เป็นสุขกับแรงงานที่ลงไป
18 ข้าเห็นแล้วว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมคือ การได้กินและดื่ม และหาความยินดีในงานทั้งสิ้นที่ได้ทำลงไปในโลกนี้ ในช่วงเวลาชีวิตสั้น ๆ ที่พระเจ้าประทานให้  เพราะนี่คือรางวัลชีวิตส่วนของเขา 
19 สำหรับมนุษย์ทุกคนที่พระเจ้ามอบความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติให้ พระองค์ก็ได้ประทานความสามารถที่จะได้ใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ได้รับรางวัล และพบความสุขในการงานที่ตรากตรำไป นี่ก็เป็นของขวัญจากพระเจ้า 
20 เพราะเขาจะไม่ต้องคิดมากเรื่องวันเวลาที่ผ่านไป เพราะพระเจ้าทรงให้เขาสาละวันอยู่กับความสุขที่ได้จากงานที่ทำ 

อธิบายเพิ่มเติม

สัญญาพล่อย ๆ
5:1-4
ปัญญาจารย์กำลังบอกให้เราระวังตัวเมื่อเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้า ไม่ใช่เดินเข้าไปเฉย ๆ เหมือนกับเดินเข้าไปในที่อื่น ๆ ท่านกำลังหมายถึงพระวิหารในเยรูซาเล็ม เพราะที่นั่น เป็นที่ซึ่งชุมชนมารวมตัวกันเพื่อนมัสการและฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า   เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เราก็รู้สึกแปลก เพราะไม่เคยคิดกันอย่างนี้มาก่อน เราจะหมายถึงพระวิหาร  แต่ก็เป็นสิ่งดีไม่ใช่หรือ ที่เราจะเดินเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้าด้วยความคิด สติปัญญา สำรวจใจของตนเอง? 

รู้ไหม เราสามารถถวายเครื่องบูชาแบบผิด ๆ  เราอธิษฐานผิด ๆ   เรานมัสการพระเจ้าผิด ๆ ได้ด้วย เราเห็นจากคำของปัญญาจารย์ในตอนนี้ และเราควรเข้ามาสำรวจตนเองว่า เรามานมัสการพระเจ้าแล้วผิดได้อย่างไร  จุดนี้เป็นจุดที่เราต้องสืบค้นพระคำและเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราทำอยู่
และเปลี่ยนตัวเอง…..  กังวลมาก ฝันว่าจะทำโน่นนี่นั่นมาก  พูดมาก เผลอมาก สัญญามาก 
นี่เป็นเรื่องที่เราไม่คาดว่าจะพบเจอในปัญญาจารย์  ต้องกลับใจจริง ๆ 

ข้อสองบอกเราว่าเราอยู่ในโลก พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ ประทับในสวรรค์ สองอาณาจักรนี้แตกต่างกันสิ้นเชิง  เวลานี้เราอยู่ในอาณาจักรที่มีความตาย ด้อยกว่าอาณาจักรสวรรค์ทุกอย่าง  เราต้องยำเกรง และเชื่อฟังคำของพระองค์ทุกอย่าง เป็นหลักประกันว่าเราจะได้มีโอกาสย้ายไปอยู่อีกอาณาจักร

ปัญญาจารย์หันมากล่าวถึงคำสัญญาที่มนุษย์คิดว่าเมื่อตนเองสัญญาพระเจ้าแล้ว ก็จะทำได้ แต่คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ค่อยทำตามสัญญา เพราะเป็นคำสัญญาที่ไม่มีลายเซ็น ไม่มีพยาน  เมื่อไม่ทำตามก็ไม่มีใครรู้  

ทำตามสัญญา
5:5-7

ท่านปัญญาจารย์คงจะเคยชินกับข้อพระคำจาก เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 23 :21-23    21 เมื่อท่านถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน อย่าผัดผ่อนที่จะทำตามที่ปฏิญาณไว้ เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านจะทรงเรียกร้องให้ทำตามคำปฏิญาณนั้นแน่นอน มิฉะนั้นท่านจะมีความผิดบาป 22 หากท่านไม่ปฏิญาณ ท่านก็จะไม่มีความผิด 23 เมื่อท่านกล่าวปฏิญาณ ท่านจะต้องทำตามที่พูดไว้ทุกอย่าง เพราะท่านปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านตามความสมัครใจของท่านเอง 
เราให้พระคัมภีร์ข้อนี้ อธิบายความจาก ข้อ 5-7 ได้อย่างชัดเจน กระจ่าง

การคดโกงจากรัฐ
5:8-9
ขนาดปัญญาจารย์ ซึ่งเป็นกษัตริย์เอง ยังเห็นความอยุติธรรมจาก กษัตริย์ และข้าราชบริพารที่ทำหน้าที่ในฝ่ายต่าง ๆ  ท่านเองได้เห็นว่า ในที่สุดผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือกษัตริย์นั่นเอง 
ปัญญาจารย์เองทรงยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านได้ทำอะไรในเรื่องนี้หรือไม่ เราไม่ทราบ เรารู้แต่ว่า ในรัชกาลของท่านนั้น หรูหรา อู้ฟู่ระดับที่ กษัตริย์นานาชาติต้องของข้ามาชมเลยทีเดียว

ความโลภ
 5:10-12
ข้อ
ความทั้งสามข้อนี้ เป็นคำแบบเดียวกับหนังสือสุภาษิต  ดูเหมือนว่า แม้จะรักเงิน ชอบเงินมากเท่าไรก็ตาม ก็ไม่มีวันรู้สึกพอ อิ่มใจ  การรักเงินเป็นรากของความชั่วจริง ๆ คนรวยที่รวยโดยไม่ได้รักสมบัติเหล่านั้นจะมีความมั่นคงในใจ ในชีวิต มากกว่าคนรวยที่รักเงิน
ตอนที่เมืองไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เราได้ยินว่า มีเศรษฐีที่กระโดดจากที่สูง ฆ่าตัวตาย เขาเป็นทุกข์มาก เห็นภาพของหนี้สินที่เกิดจากวิกฤติ  เงินกลายเป็นตัวกำหนดชีวิตหรือความตายของเขาแต่คนที่หาเช้ากินค่ำกลับไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะรายได้ก็น้อยอยู่ดี พวกเขามีความทุกข์น้อยกว่าคนรวยหลายเท่า
นี่เป็นความขัดแย้งในเรื่องของความรวยกับความจน ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
5:13-17

ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
5:13-17
 มีใครคนหนึ่งที่ทำงานมาก ได้เงินมาก  แต่เกิดเหตุที่ทำให้เสียเงินทั้งหมด เขาก็ไม่มีอะไรตกถึงลูกหลาน  ที่ทำมาทั้งสิ้นนั้น สูญไปหมด!    เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในโลกนี้  เขากลายเป็นคนไม่มีอะไรติดตัว  ทุกอย่างที่ทำยิ่งกว่าไร้ค่า 

แต่หากเศรษฐีคนหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับทรัพย์สมบัติเหล่านั้น  เมื่อหมดตัว เขาก็จะเข้าใจว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในโลก และการวางใจของเขาไม่ได้อยู่ในทรัพย์สิน แต่อยู่ในพระเจ้า คนนี้จะมีความสุขใจกว่าคนแรกมาก  เขาไม่ต้องอยู่ในความมืดมิด ความโกรธแค้น อย่างคนแรก!! 

เป็นสุขกับแรงงานที่ลงไป
5:18-20
ชีวิตของมนุษย์ทุกคนสั้นนัก ยิ่งเมื่อเรามองย้อนไปในประวัติศาตร์ทั้งส่วนตัว ทั้งโดยรวม ก่อนนี้ยังเป็นเด็กเล็กอยู่เลย จำได้ว่ามีพ่อแม่พาจูงมือไปเที่ยว  แล้วตอนนี้ อีกไม่นานก็จะจากโลกนี้ไป เร็วหรือช้าก็เดาไม่ออก  แต่เราอย่าลืมว่า การมีชีวิตก็เป็นของขวัญจากพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าชีวิตจะเป็นทุกข์ขนาดไหน หรือมีความสุขขนาดใดก็ตาม  เราลองย้อนไปดู
https://www.youtube.com/@itsjameycarrington/shorts  แล้วเราจะไม่ต้องบ่นอะไรในชีวิตอีกเลย

พระเจ้าประทานของขวัญในชีวิตคนคือ การงาน ทรัพย์สมบัติเพื่อเลี้ยงชีวิต  ความสุขในการทำงาน อย่าลืมว่า นี่เป็นของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่เราไล่ตามหามาจนได้ หากเราคิดว่านี้เป็นสิ่งที่เราหามาเอง ด้วยความสามารถของตัวเอง นั่น็ไม่เป็นของขวัญเสียแล้ว แต่เป็นสิ่งที่หามาได้ 
บางคนเชื่อมั่นว่า การงานที่เขามี  เงินมากมายที่หามาได้  เป็นของเขา มาจากน้ำพักน้ำแรง  เขาจะขอมีอีกนิด ขอได้อีกหน่อย ก็จะเป็นสุข  คนใดก็ตามที่เฝ้าตรวจสอบว่า วันนี้ เดือนนี้ได้มามากเป็นที่พอใจหรือไม่  เป็นคนที่ไร้สุขจริง ๆ
เครียดมาก !

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 5
1* อพยพ 3:5 ; 1 ซามูเอล 15:22
2* สุภาษิต 20:25; มัทธิว 6:7
3* สุภาษิต 10:19
4* กันดารวิถี 30:2; สดุดี 66:13-14





5* กิจการ 5:4
6* สุภาษิต 6:2
7* ปัญญาจารย์ 12:13
8* ปัญญาจารย์ 3:16; สดุดี 12:5; 58:11; 82:1
13* ปัญญาจารย์ 6:1-2

15* 1 ทิโมธี 6:7
16* ปัญญาจารย์ 1:3; สุภาษิต 11:29
17* สดุดี 127:2
18* 1 ทิโมธี 6:17 ; ปัญญาจารย์ 2:10; 3:22
19* ปัญญาจารย์ 6:2; 2:24; 3:13

ปัญญาจารย์ 4 การกดขี่ที่ชั่วช้า

การกดขี่ที่ชั่วช้า
1 แล้วข้าก็พิจารณาการข่มเหงซึ่งเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนภายใต้ดวงอาทิตย์ สิ่งที่ข้าเห็นก็คือ คนที่ถูกข่มเหงหลั่งน้ำตา แต่ไม่มีใครปลอบใจพวกเขา ไม่มีใครกู้พวกเขาออกจากผู้ข่มเหงที่มีอำนาจได้ 

2  แล้วข้าก็เห็นว่า คนที่ตายไปแล้วก็ยังเป็นสุขกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ 
3 แต่แล้ว คนที่ยังไม่ได้เกิดมาและไม่ได้ประสบกับความชั่วทั้งหลายที่เขาทำกันในโลกนี้ ก็ยังดีกว่าคนทั้งสองพวกนั้น 

4  แล้วข้าก็เห็นว่า การลงมือทำงานที่เชี่ยวชาญอย่างตรากตรำ มันคืองานที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ต่างอิจฉากันและกัน  นี่เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เหมือนไล่ตามสายลม
5 คนโง่จะเก็บมือเอาไว้ ไม่ยอมทำงาน เขาจึงไม่มีอะไรจะกิน นอกจากทำลายตัวเองไป
6 ที่จะมีอย่างเพียงพอ และได้พักผ่อน ก็ดีกว่ามีสองกำมือแต่ต้องทำงานหนักหนาสาหัส และไล่ตามสายลม  

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
7 สิ่งที่ไร้สาระอีกอย่างที่ข้าเห็นก็คือ 
8 ชายคนหนึ่งอยู่ตามลำพัง ไม่มีเพื่อน ไม่มีลูกหรือพี่น้อง ถึงอย่างนั้น เขาก็ตรากตรำทำงานไม่หยุด และเขาก็ไมีเคยพอใจกับความมั่งคั่งของตน
เขาคร่ำครวญว่า “ฉันตรากตรำทำงานไปเพื่อใคร และไม่หาความสุขใส่ตัวไปเพื่อใคร?”  นี่ก็เป็นเรื่องแสนไร้ค่าและเป็นชีวิตที่น่าสมเพช


คุณค่าของเพื่อน
9 สองคน ดีกว่าคนเดียว เพราะพวกเขาจะได้รับประโยชน์กลับคืนมามากกว่า จากการงานที่ทำลงไป
10  หากพวกเขาล้มลง เพื่อนก็จะช่วยพยุงเพื่อนอีกคนขึ้นมาได้ แต่หากเขาอยู่ตามลำฟัง น่าสงสาร…เมื่อเขาล้มลงก็ไม่มีใครช่วยฉุดเขาขึ้นมาได้ 

11 ยิ่งกว่านั้น หากสองคนนอนด้วยกัน ต่างก็จะช่วยอีกฝ่ายอบอุ่นขึ้น แต่นอนคนเดียวจะอุ่นขึ้นได้อย่างไร?
12 ถึงแม้จะมีคนเข้ามาทำร้ายคนหนึ่ง สองคนก็จะช่วยปกป้องกันและกันได้ เชือกสามเกลียวก็ไม่ฉีกขาดได้ง่าย ๆ 

ความชื่นชมที่จางหาย
13 เป็นคนหนุ่มที่ยากจนแต่มีปัญญา ก็ดีกว่าเป็นกษัตริย์ชราที่โง่เขลาซึ่งไม่อาจรับคำแนะนำจากใครได้
14 เขาอาจมาจากที่คุมขัง ก้าวมาเป็นกษัตริย์ แม้ว่าเขาเกิดมายากจนในอาณาจักรของเขาเอง
15 ข้าพิจารณาคนที่มีชีวิตซึ่งเดินไปมาในโลก พร้อมกับชายหนุ่มคนนั้นที่จะรับตำแหน่งแทนองค์กษัตริย์
16 มีคนที่เข้ามาเฝ้าเขาอย่างไม่รู้จบ แต่ คนรุ่นต่อมาก็ไม่ได้ชื่นชม ยอมรับเขา นี่ก็เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ และเป็นเหมือนวิ่งไล่ตามสายลม

อธิบายเพิ่มเติม

การกดขี่ที่ชั่วช้า
4:1
ปัญญาจารย์เป็นกษัตริย์ และท่านก็เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอาณาจักร เห็นคนที่ข่มเหงผู้อื่น และเห็นความสิ้นหวังของคนที่ถูกข่มเหง สิ่งที่น่าชังที่สุดคือ รัฐ นักการเมืองที่เชื่อว่าควรจะเห็นแก่สวัสดิภาพของประชาชน กลับกลายเป็นผู้ที่ทำร้ายประชาชนเสียเอง เอาประโยชน์เข้าตัวเสียเอง เราเองไม่ทราบว่าท่านเองได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง แต่จากข้อความนี้เราเห็นว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่เห็นความทุกข์ของประชาชน
ในสุภาษิต 17:5 ได้บอกเราว่า คนที่เยาะเย้ยคนยากจน เท่ากับกำลังดูหมิ่นพระผู้สร้าง ใช่แล้ว คนที่ทำร้ายคนยากจนกำลังดูหมิ่นพระเจ้าที่ทรงสร้างทั้งตัวเขาและคนยากจนขึ้นมา! เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเจ็บปวดพระทัยกับการที่มนุษย์ทำร้ายกันเช่นนี้มาก
เราพบว่า พระองค์ตรัสเรื่องเหล่านี้ชัดเจน (ตัวอย่างในอาโมส 2:6-8)

4:2-3
ท่านจึงสรุปว่า คนที่ไม่ได้เกิดมาพบเห็นกับความชั่วร้าย ก็ยังดีกว่า คนตายไปก็เป็นสุขกว่า นี่เป็นความเห็นของท่าน

4:4-6
แม้ปัญญาจารย์จะเห็นด้วยกับการทำงานของมนุษย์ แต่.. ในการทำงานนั้นก็ยังมีข้อดี และข้อเสียในตัวของมันเอง สิ่งที่ท่านสังเกตเห็นคือ การที่มนุษย์ทำงานแข่งขันกัน (ซึ่งในโลกปัจจุบันก็ยิ่งมากกว่าโลกโบราณหลายเท่า) ท่านเห็นว่ามนุษย์มุทำงานเพราะความอิจฉาต่อกัน ความอิจฉากลายเป็นพลังที่ทำให้มนุษย์ทำงาน เพื่อให้เลิศกว่าอีกคน

ส่วนอีกกรณีคือ คนไม่ยอมทำงาน แม้จะไม่มีอะไรกินก็ยังเกียจคร้าน และเราเพิ่งพบเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศตะวันตกที่รับผู้อพยพเข้าไปในประเทศทั้งที่ผิดกฎหมาย ก็จะเจอคนเกียจคร้านที่เข้ามาเพื่อกินอยู่บนภาษีของเจ้าของประเทศ ซึ่งถ้าท่านปัญญาจารย์มาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ภาพที่พวกหนึ่งทำงานสายตัวแทบขาด เสียภาษีสูง ๆ กับอีกพวกที่มาเอาประโยชน์โดยไม่มีแม้ความรู้สึกที่ดีต่อคนที่ให้เขากิน ท่านคงจะเห็นความไร้ค่าของมนุษย์เพิ่มขึ้นไปอีก

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
4:7-8
ชีวิตอย่างที่ท่านปัญญาจารย์บรรยายมานั้น ไม่ได้หายไปจากโลกนี้เลย แต่ยิ่งมีมากขึ้น ๆ ในโลกที่คนแต่งงานแต่ไม่ยอมมีลูก คนที่เป็นเพศเดียวกันอยู่ด้วยกันอย่างสามีภรรยา ไม่ว่าจะเป็นชายกับชายหรือหญิงกับหญิง คนที่ไม่ต้องการมีลูกเพราะสภาพทางสังคมอย่างประเทศจีน เกาหลี ที่จะอยู่อย่างลำบากมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็ต้องทำงาน แต่ไม่รู้ว่า ความมั่งคั่งของตัวเองนั้นจะส่งต่อไปให้ใครดี เป็นชีวิตที่ไร้ค่า เหงาในปลายชีวิต และน่าเวทนาจริง ๆ

คุณค่าของเพื่อน
4:9-12
แล้วปัญญาจารย์ก็มาถึง คำแนะนำที่ช่วยให้เรารู้ว่า การมีเพื่อนร่วมงานนั้นดีจริง ๆ การมีชุมชนที่มีใจเดียวกัน เป็นความแข็งแรงของสังคม
คิดว่าคนอิสราเอลส่วนใหญ่เชื่อฟังท่านมาตั้งแต่โบราณจนวันนี้

สังคมของคนอิสราเอลนั้นเป็นสังคมที่ไม่เหมือนคนตะวันตก ที่เน้นตัวตนสูงกว่าชุมชน เพราะคนอิสราเอลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันให้ดีมาก ๆ พวกเขามีวินัยในการทำงาน แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ก็ฟังกันและกัน พวกเขาถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กอย่างนั้น แตกต่างจากสังคมเอเชียทั่ว ๆ ไปที่เน้นการเชื่อฟังผู้ใหญ่ และไม่ค่อยฟังความเห็นของคนรุ่นหลัง พวกเขาได้เรียนรู้คำสอนของปัญญาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ และความที่พวกเขาต้องสู้กับศัตรูและความยากเย็นของธรรมชาติมาก ทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง

ความชื่นชมที่จางหาย
4:13-16
ปัญญาจารย์คงเห็นภาพของกษัตริย์ซาอูลที่พอชราแล้วก็ยิ่งไม่น่าเคารพมากขึ้น มีจิตใจที่ขมขื่น กลัวคนที่เก่งกว่าขึ้นมารับอำนาจการปกครองแทน
และท่านก็คงได้เห็นภาพของกษัตริย์แบบนี้ในอาณาจักรรอบข้างเช่นกัน
เมื่อมีผู้นำใหม่ขึ้นมาปกครอง คนอาจชอบเขาในครั้งแรก ๆ แต่แล้วต่อมา เขาก็กลายเป็นกษัตริย์ชราเช่นกัน ความชื่นชมก็จางหายไป และก็ลืมไปว่า เคยชอบเขาเพราะอะไร
สิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันให้เห็นทุกประเทศ ทุกรัฐ .. ปัญญาจารย์แค่เล่าให้เราฟังว่า ในโลกสมัยของท่านก็เป็นเหมือนกัน
สรุปว่าเรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน

พระคำเชื่อมโยง

1* ปัญญาจารย์ 3:16; 5:8
2* โยบ 3:17-18
3* โยบ 3:11-22
5* สุภาษิต 6:10; 24:33
6* สุภาษิต 15:16-17; 16:8
8* 1 ยอห์น 2:16; สดุดี 39:6; ปัญญาจารย์ 2:18-21

ปัญญาจารย์ 3 มีวาระสำหรับทุกสิ่ง

เวลากำหนดสำหรับทุกสิ่ง

3 มีวาระกำหนดสำหรับทุกสิ่ง
และมีเวลาสำหรับทุกเรื่องราวภายใต้ฟ้าสวรรค์

2 เวลาเกิด และเวลาตาย
เวลาปลูก และเวลาที่ถอนสิ่งที่ปลูกเอาไว้
3 เวลาฆ่าล้าง และเวลาบำบัดรักษา
เวลารื้อถอน และเวลาสร้างขึ้น
 4 เวลาร้องไห้ เวลาหัวเราะ
เวลาไว้ทุกข์คร่ำครวญ และเวลาเต้นรำ
 5 เวลาโยนหินและเวลารวบรวมเก็บก้อนหิน  เวลาโอบกอดและเวลาหลีกเลี่ยงการกอด
6 เวลาสืบค้นหา และเวลาที่สูญไป
เวลาที่จะเก็บรักษา และเวลาที่จะโยนทิ้ง
7 เวลาที่จะฉีกขาด และเวลาที่จะเย็บต่อติด เวลาที่จะเงียบ และเวลาที่จะพูด
8 เวลาที่รักและเวลาที่เกลียดชัง
เวลาทำสงคราม และเวลาสงบสุข

พระเจ้าทรงให้มีนิรันดร์กาลในใจของมนุษย์

9 คนงานได้รับประโยชน์อะไรจากแรงงานที่ลงไปบ้าง?
 10 ข้าได้เห็นภาระที่พระเจ้าประทานให้แก่บุตรของมนุษย์เพื่อให้เขาได้สาละวนอยู่กับมัน
11 พระเจ้าทรงทำให้ทุกสิ่งงดงามในเวลาของมัน พระองค์ประทานความเป็นนิรันดร์ไว้ในใจของมนุษย์ ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ไม่อาจค้นพบราชกิจของพระเจ้าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนจบได้ครบถ้วน
12 ข้ารู้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ดีสำหรับมนุษย์ มากไปกว่าการที่จะมีความยินดี และทำความดีในขณะที่ยังมีชีวิต
13 ของประทานจากพระเจ้าอีกอย่างคือ มนุษย์จะได้กิน ดื่ม และมีความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์จากการงานทั้งสิ้นของเขา
 14 ข้ารู้ว่า ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำขึ้นมานั้นจะคงอยู่นานเป็นนิตย์ ไม่อาจเพิ่มอะไรเข้าไปและไม่มีอะไรที่ตัดออกไปได้  พระเจ้าทรงกระทำไว้ตามนั้น เพื่อมนุษย์จะได้ยำเกรงพระองค์ 15 สิ่งใดก็ตามที่เป็นอยู่ ก็เคยเป็นมาแล้ว   และสิ่งที่จะเป็นต่อไป ก็เคยเป็นมาก่อนแล้ว พระเจ้าจะทรงทำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต 

16 ยิ่งกว่านั้น ภายใต้ดวงอาทิตย์ ข้าได้เห็นว่า แม้ในที่ ๆ มีความยุติธรรมธรรมก็ยังมีความโหดร้ายอยู่ด้วย และในที่ ๆ มีความเที่ยงธรรมก็มีความชั่วร้ายเช่นกัน
17 ข้าตรองในใจว่า “พระเจ้าจะทรงพิพากษาทั้งคนเที่ยงธรรม และคนชั่ว” เพราะมีเวลาสำหรับทุกเรื่อง และมีวาระสำหรับงานทุกอย่าง
18 ข้าพูดในใจเรื่องของบุตรมนุษย์ทั้งหลายว่า “พระเจ้าทรงทดสอบพวกเขาเพื่อเขาจะได้เห็นชัดว่า พวกเขาก็ทำตัวเหมือนสัตว์” 
19 เพราะชะตากรรมของบุตรของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนั้น ก็เป็นชะตากรรมอันเดียวกัน  มนุษย์ตาย สัตว์ก็ตาย และพวกเขาต่างมีลมหายใจเหมือนกัน ดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีอะไรเหนือไปกว่าสัตว์เพราะทุกอย่างล้วนไร้ความยั่งยืน

 

คำอธิบายเพิ่มเติม

เวลากำหนดสำหรับทุกสิ่ง
พระคำบทนี้งดงาม และเมื่อเราอ่านช้า ๆ คิดตามไปเราจะยิ่งเข้าใจชีวิตของมนุษย์ลึกซึ้งขึ้น 3:1  วาระกำหนด     สำหรับทุกสิ่ง
        เวลากำหนด      สำหรับทุกเรื่องราว  คือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทุกอย่างที่มนุษย์ทำขึ้นมาในโลก กิจกรรมทุกชนิดของมนุษย์ ภายใต้ฟ้า …คือ ในโลกของเรา ที่อยู่ภายใต้เวลา  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนี้มา อย่างแรกที่พระองค์ทรงเปิดขึ้นมาคือ “ในปฐมกาล = เวลาเริ่มต้น” และพระองค์ทรงเป็นทั้งปฐมและอวสาน  ดังนั้น เวลาในโลกจึงเป็นการทรงสร้างของพระเจ้าโดยตรง  มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้กรอบเวลานี้

3:2-8
ท่านปัญญาจารย์ได้เรียงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตรงกันข้ามว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วทุก ๆ วันในโลก สุดแต่ว่าจะเกิดกับใคร ท่านได้ให้ไว้ทั้งหมด  14 ตัวอย่างของกิจกรรมหรือเหตุการณ์ในชีวิตมนุษย์ที่ตรงกันข้าม

1 เวลาเกิด เวลาตาย … การเกิด เกิดอย่างลึกลับ ไม่มีใครทราบว่าถือกำเนิดเวลาใด  เวลาตาย มีหลายแบบในโลกปัจจุบัน ตายเองตามธรรมชาติ ตายเพราะโรค อุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม ตายในสงคราม  (ตอนนี้มีการุณยฆาต (Euthanasia)  คือแพทย์ช่วยให้ตายตามที่ผู้ป่วยร้องขอ) 
2 ต่อมาเป็นการปลูก รื้อถอน ซึ่งท่านปัญญาจารย์น่าจะหมายถึงการเกษตร  
3 เวลาฆ่าล้าง และเวลาบำบัดรักษา  
4 เวลารื้อ เวลาสร้าง … หมายถึงกิจกรรมทางการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
5 เวลาที่เกิดความเศร้าโศก และเวลาดีใจ
6 เวลาที่ต้องไว้ทุกข์ กับเวลาที่ร่าเริงเต้นรำได้ รายการทั้งสองนี้เป็นเรื่องของอารมณ์มนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา 
7 เวลาที่โยนหิน กับเวลาที่รวบรวม  สิ่งนี้ หมายถึงสมัยโบราณที่ศัตรูเข้ามาทำลายพื้นที่การเกษตรของชาวนาชาวไร่โดยการโยนหินให้ทั่ว ทำให้เขาปลูกพืชไม่ได้ 
8 กล่าวถึงการกอด รัก และการที่ละเว้นจากสิ่งนั้น ซึ่งอาจหมายถึงความรักของคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัว … 
9  เวลาที่ค้นหา และเวลาที่ยอมให้สูญหายไป 10 เวลาที่จะเก็บรักษา และเวลาที่ต้องทิ้ง 
11 เวลาฉีกขาด และเวลาที่จะเย็บให้ติดกัน
12เวลาเงียบ เวลาพูด  คนเราก็เจอเวลาแบบนี้อยู่ทุกวัน
13 เวลารัก และเกลียด เป็นเรื่องของความสัมพันธ์และความรู้สึกที่สองฝ่ายมีต่อกัน 
14 เวลาที่มีสงคราม และ สันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในระดับความสัมพันธ์ของคนสองคนไปจนถึงระดับชาติและนานาชาติ

ทั้งหมดนี้ ผู้ที่มีปัญญาจะใช้โอกาสจากเวลาที่พระเจ้าประทานให้ ได้คิด ได้ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นให้มาก  การสังเกตเวลาจะทำให้เรารู้การทำงานของพระเจ้าในโลกนี้ และเวลาของเราช่วงนี้ก็น่าหวาดหวั่นมาก เพราะโลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่อาจจะอยู่อีกไม่นาน …​เราจะทำอะไร ก็คิดให้ดีว่า เป็นสิ่งที่เหมาะกับเวลายุคนี้ไหม 

3:9-10
พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์ได้มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป การหาเลี้ยงชีวิตสมัยโบราณกับสมัยนี้แตกต่างกันก็จริง แต่ทุกคนต่างก็ใช้เวลาเพื่อการอยู่รอด เพื่อความสุขกันทั้งนั้น คำถามที่ว่ามนุษย์ได้ประโยชน์อะไรจากมัน? คำตอบจริง ๆ ก็มีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ท่านปัญญาจารย์กำลังมองเห็นแต่ความอนิจจัง

3:11-13
พระเจ้าทรงทำให้เวลากำหนดความงามของธรรมชาติที่แตกต่าง แต่ละฤดูก็มีความงดงามแตกต่างกันไป   ที่เราเห็นรอบ ๆ ตัว สายน้ำ ต้นไม้ ภูเขา ทะเล  มอบความงามที่ทำให้เรามีความสุขยิ่งนัก
พระเจ้ายังประทานความเป็นนิรันดร์ให้มนุษย์ด้วย นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์ ที่ไม่รู้อะไรเลย พวกเขาไม่ได้อยู่แค่เพียงชั่วชีวิต ใจของเขาเฝ้าหาความเป็นนิรันดร์นั้น  เมื่อพบพระเจ้าเขาจึงจะมีความสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบ 
มนุษย์จะรับพระเจ้าหรือปฏิเสธพระองค์ พวกเขาไม่อาจค้นพบพระองค์อย่างเต็มร้อยได้  มนุษย์มีความจำกัดอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับพระเจ้า  พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้จริง ๆ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรก็ตาม 


3:14-15
สิ่งที่พระเจ้า ทรงเรียกจากมนุษย์คือให้พวกเขาได้ยำเกรงพระองค์  การกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ทรัพยากร สภาพอากาศ ในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน  การต่อสู้เพื่ออยู่รอดของคนแต่ละกลุ่มในส่วนต่าง ๆ ของโลกนั้น แตกต่างกันไป
หากมนุษย์ยำเกรงพระเจ้า พระองค์ก็ทรงพอพระทัยพวกเขา ..

3:16-18 พระองค์ทรงมอบงานดูแลสวนเอเดนให้กับเขา มอบทั้งโลกให้เขาดูแล ทั้งอาณาจักรสัตว์และพืช เขาจะได้มีความสุขกับสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นมา
เรื่องที่มนุษย์มีปัญหามากตั้งแต่โบราณมาจนวันนี้คือ เราไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าทรงอนุญาตให้ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น  ความชั่วร้ายฝังตัวอยู่ในทุกที่ ทุกแห่ง
ถึงอย่างนั้นปัญญาจารย์เชื่อว่า พระเจ้าจะทรงพิพากษาในวันหนึ่ง ทั้งคนดีและคนชั่วจะต้องเจอกับการพิพากษานั้น ซึ่งก็ตรงกับคำสอนของพระเยซูคริสต์ 
การที่มีความชั่วร้ายในความยุติธรรม หรือในที่ แห่งความเที่ยงธรรมนั้น เป็นเพราะพระเจ้าทรงให้เราเห็นว่า อย่างไร ๆ มนุษย์ก็ไม่วายที่จะชั่วทั้ง ๆ ที่ดีมาตั้งแต่แรก แต่อาจกลับมาเสียตอนปลายได้ ไป ๆ มา ๆ มนุษย์กับสัตว์ก็มีที่สุดท้ายคือความตายเหมือนกัน 

3:19 ความตาย.. เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ มีนักธุรกิจคนหนึ่งที่โกรธมากเพราะเขาได้ทำงานสำเร็จ และมั่งคั่งมาก แล้วทำไมความตายต้องมาพรากเขาจากความสำเร็จเหล่านั้น แต่นี่คือความจริงของชีวิตมนุษย์ 
แม้ว่าวันนี้จะมีเศรษฐีไบรอัน จอนห์สัน Bryan Johnson  ที่พยายามจะเอาเลือดของลูกชายมาใส่ให้ตัวเอง วัดการกิน การออกกำลัง การบริโภคเพื่อให้ตัวเองเป็นคนหนุ่มเสมอ เขาอ้างว่าจะไม่ตาย แต่เขาไม่มีวันที่จะเอาชนะพระเจ้าในเรื่องนี้ได้

3:20-22
คนที่ไม่เชื่อพระเจ้านั้นก็จะโกรธ จะท้าทาย แต่หากเรามีพระเจ้า และรู้ว่าเมื่อเราจากโลกนี้ไป เราก็จะได้อยู่กับพระองค์ ตรงนี้ทำให้เราสบายใจ
ปัญญาจารย์กำลังมองโลกภายใต้ดวงอาทิตย์ ท่านฉลาดพอที่จะไม่กล่าวถึงโลกหน้าซึ่งสมัยของท่านนั้น ยังไม่มีคำตอบ เหมือนอย่างสมัยของพระเยซู ที่รู้ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนในโลกหน้า รู้ว่าความตายเป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่นำเราไปสู่พระพักตร์พระบิดา  ความตายไม่อาจทำลายผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้   1 โครินธ์ 15:55 กล่าวว่า ความตายเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน ?  ความตายเอ๋ย เหล็กไนของเจ้าอยู่ที่ไหน?  ยอห์น 5:24  พระเยซูทรงสัญญาว่า ผู้เชื่อในพระองค์จะผ่านจากความตายไปสู่ชีวิต