ปฐมกาล 17 พันธสัญญาด้วยสุหนัต

James Tissot

1 เมื่ออับรามอายุได้ 99 ปี พระยาห์เวห์ปรากฏพระองค์แก่เข้า และตรัสว่า “เราคือเอลชัดดาย พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ จงดำเนินชีวิตตามหนทางของเรา และเป็นคนใจบริสุทธิ์
2 เราจะทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า และเราจะเพิ่มจำนวนลูกหลานของเจ้าอย่างมากมาย” 


3 อับรามหมอบก้มหน้าลง และพระเจ้าตรัสต่อไปว่า 
4 “สำหรับแล้วแล้ว นี่เป็นพันธสัญญากับเจ้า เจ้าจะได้เป็นพ่อของหลายชนชาติ   
5  ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับราม (พ่อที่ได้รับการยกย่อง)
แต่เจ้าจะได้ชื่อว่า อับราฮัม
(พ่อของคนมากมาย) เพราะเราได้ทำให้เจ้าเป็นพ่อของหลายชนชาติ   
6 เราจะทำให้ เจ้าเป็นคนมีลูกดก  และจะสร้างชนชาติต่าง ๆ ขึ้นมาจากเจ้า  กษัตริย์หลายองค์จะเป็นเชื้อสายของเจ้า   

“เราจะสถาปนาพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า  และกับเชื้อสายที่ตามเจ้ามา ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า เป็นพันธสัญญานิรันดร์  ที่เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และของผู้ที่สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า   8 เราจะยกแผ่นดินคานาอันทั้งหมดที่ขณะนี้เจ้าอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ให้เป็นกรรมสิทธิ์ยั่งยืน นิรันดร์ของทั้งเจ้าและผู้สืบเชื้อสายของเจ้า  และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา

  9 พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “ส่วนเจ้า เจ้าจะต้องรักษาพันธสัญญาของเรา คือทั้งตัวเจ้าและผู้สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า

10 นี่เป็นพันธสัญญาของเรากับเจ้า และผู้สืบเชื้อสายที่จะตามมาภายหลังเจ้า เจ้าต้องรักษาพันธสัญญานี้  นั่นคือ ชายทุกคนในสายของเจ้าจะต้องเข้าสุหนัต 
11 เจ้าจะต้องเข้าสุหนัตตัดปลายองคชาต นี่จะเป็นเครื่องหมายของพันธสัญญาระหว่างเราและเจ้า 
12 ในทุกชั่วอายุคน เด็กชายในครอบครัวเจ้าที่มีอายุ 8 วัน จะต้องเข้าสุหนัต  รวมทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน หรือชนต่างชาติที่เจ้าซื้อมาด้วยเงิน ซึ่งไม่ได้เป็นลูกหลานของเจ้า 
13 ทาสที่เกิดในครัวเรือนของเจ้า และคนที่เจ้าซื้อมาด้วยเงินจะต้องเข้าสุหนัต พันธสัญญาของเราที่เนื้อหนัง ของเจ้านั้นจะเป็นพันธสัญญานิรันดร์


14 ชายคนใดที่ไม่เข้าสุหนัต คือคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตตัดปลายองคชาตนั้น จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เพราะเขาละเมิดพันธสัญญาของเรา”
15 พระเจ้าตรัสกับฮับราฮัมว่า “ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าจะต้องไม่เรียกเธอว่า ซาราย (เยาะหยัน) อีกต่อไป แต่เธอจะได้ชื่อว่า ซาราห์ (เจ้าหญิง)
16 เราจะอวยพรเธอ ยิ่งกว่านั้น เราจะให้ลูกชายคนหนึ่งแก่เจ้า โดยเกิดจากซาราห์  เราจะอวยพรให้เธอเป็นแม่ของคนชาติต่าง ๆ กษัตริย์ของชนชาติต่าง ๆ จะเกิดมาจากเธอ”


17 พอถึงตรงนี้ อับราฮัมก็หมอบกราบซบหน้ากับพื้นและหัวเราะ เขาคิดในใจว่า “ผู้ชายอายุร้อยปีจะมีลูกได้หรือ ซาราห์จะคลอดลูกตอนอายุเก้าสิบปีอย่างนั้นหรือ?”
18 อับราฮัมทูลพระเจ้าว่า “ขอให้อิชมาเอลอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เถิด”
19 พระเจ้าตรัสตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ซาราห์ ภรรยาของเจ้าจะมีลูกชายให้เจ้า และเจ้าจะเรียกเขาว่า อิสอัค (หัวเราะ) เราจะทำพันธสัญญานิรันดร์กับเข้าเป็นพันธสัญญานิรันดร์กับผู้สืบเชื้อสายรุ่นต่อมา”  

20 แต่ส่วนอิชมาเอล เราจะอวยพรเขา(หรือ เราได้ยินเจ้าแล้ว) เราจะให้เขามีลูกดก และเขาจะมีลูกหลานมากมาย เขาจะเป็นพ่อของเจ้าชายสิบสององค์  และเราจะทำให้เขาเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่

21 แต่เราจะทำพันธสัญญาของเรากับอิสอัคซึ่งเป็นลูกชายที่เกิดจากซาราห์  เขาจะเกิดปีหน้า ในช่วงเวลาประมาณนี้”
22 เมื่อตรัสกับอับราฮัมแล้ว พระองค์ก็เสด็จจากเขาไป 

23 ในวันเดียวกันนั้น อับราฮัมได้นำอิชมาเอล และทาสชายทุกคนที่เกิดในครัวเรือนของเขา และคนที่เขาซื้อมาด้วยเงิน  ชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัมได้มาเข้าสุหนัตตัดหนังปลายองคชาตตามที่พระเจ้าได้ตรัส 

24 วันที่เขาสุหนัตนั้นอับราฮัมอายุ 99 ปี
25 และอิชมาเอลลูกชายของเขาอายุ 13 ปี 
26 อับราฮัมและอิชมาเอลลูกชายก็ได้เข้าสุหนัตในวันเดียวกัน
27  รวมทั้งผู้ชายทุกคนในครัวเรือนของเขา ทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน และคนต่างชาติที่เขาซื้อมาด้วยเงินก็เข้าสุหนัตด้วยกันกับเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 17:1-3 
พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญาครั้งที่สาม

นานสิบสามปีที่อับรามใช้ชีวิตเป็นสุขอยู่กับอิชมาเอล  พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามอีกครั้ง ทรงบอกพระนามว่า ทรงเป็น  เอลชัดดาย אֵ֣לשַׁדַּ֔י  พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ นี่เป็นพระนามที่สำคัญมากยิ่ง  พระนามนี้มักจะปรากฏในบริบทที่บอกว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์ และชีวิต แล้วพระองค์ทรงย้ำให้อับรามใช้ชีวิตตามทางของพระองค์  หรือเดินต่อพระพักตร์พระองค์  คือจะต้องรู้ว่า พระองค์ทรงอยู่ ณ ที่ ๆ เราอยู่  ตระหนักการทรงอยู่ของพระเจ้าทุกเวลา 

ให้มีใจที่บริสุทธิ์  หรือไร้ตำหนิ   อาจจะพูดได้อีกทางหนึ่งว่า จงดำเนินชีวิตต่อหน้าเราแล้วเจ้าจะมีชีวิตที่ไร้ตำหนิ
การปรากฏพระองค์ครั้งนี้ ทรงประสงค์จะบอกเขาว่า พระองค์ทรงตั้งพระทัย จะให้เขาเกิดผล มีลูกหลานมากมาย
ผู้เชื่อควรดำเนินชีวิตด้วยความตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้าและยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ (โรม 12:1; เอเฟซัส 1:4)

ปฐมกาล 17:3-5
ครั้งนี้ เมื่อพระเจ้าตรัส อับรามก้มลงนมัสการพระองค์ทันทีครั้งนี้นับได้ 25 ปีหลังจากที่พระเจ้าทรงทำสัญญาครั้งแรกกับเขา   ทรงสำแดงความตั้งพระทัยเดิม คือประทานพันธสัญญาพร้อมกับชื่อใหม่ให้กับอับราม พันธสัญญานี้มีการทำสุหนัตเป็นเครื่องหมาย (ซึ่งก็กลายเป็นประเพณีต่อมาของคนยิวจนทุกวันนี้)
ชื่อใหม่ของอับราม เป็นการย้ำความตั้งพระทัยของพระองค์ ชื่อเดิมของเขาที่ว่าพ่อที่ได้รับการยกย่องนั้น น่าจะโยงถึงเทราห์พ่อของอับราม แต่ครั้งนี้ อับราฮัม แปลว่า พ่อแห่งคนจำนวนมากมาย ชื่อนี้บ่งบอกพระดำริของพระเจ้าจะทรงทำให้เขามีลูกดก

17:6-7  ภาษาเดิมใช้คำว่ามากมาย มากมายสองครั้งเท่ากับเป็นการย้ำว่า จะได้อย่างนั้นจริง ๆ  พันธสัญญาครั้งนี้ พระเจ้าทรงเน้นไปที่จำนวนของเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา
ในข้อสองพระเจ้าทรงสัญญาจะเพิ่มพูนจำนวนส่วน
ข้อนี้พระเจ้าทรงสัญญาจะเกิดชาติต่าง ๆ จากตัวเขา จะมีกษัตริย์ในเชื้อสายของเขา และพระเจ้าทรงถือว่าสัญญานี้เป็นสัญญาต่อเนื่องยาวนานเป็นนิรันดร์
พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาตลอดไปถึงลูกหลาน ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในวันทำพันธสัญญา  

ปฐมกาล 17:8-9
ในข้อ 8 นี้ พระเจ้าทรงสัญญาจะให้แผ่นดินที่เฉพาะเจาะจง ทรงให้ชื่อชัดคือ คานาอัน  มีพื้นที่ชัดเจนให้กับคนที่เป็นเชื้อสายโดยสายเลือดแก่อับราฮัม ซึ่งก็หมายถึงคนยิวแต่แล้ว ยังมีเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เขาทำตาม   

ข้อสังเกต: การที่พระเจ้าจะประทานลูกชายให้นั้นพระเจ้าทรงสั่งว่าให้เขาดำเนินชีวิตอย่างไร้ที่ติ แต่การประทานแผ่นดินนี่สิกลับมีสิ่งที่อับราฮัมต้องลงมือทำ! รวมไปถึงชายทุกคนในบ้านของเขา 

ปฐมกาล 17:10-12
พันธสัญญากับอับราฮัมและคนในครอบครัว
พันธสัญญานี้จะส่งผลให้กับคนในครอบครัวและคนที่มีความสัมพันธ์กับอับราฮัม พวกเขาต้องมีสัญญลักษณ์ว่า เป็นผู้ร่วมพันธสัญญา คนที่ถูกขลิบ คือชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัม คนที่อับราฮัมเป็นเจ้านาย  คนที่เป็นทาสของเขาด้วย
คนเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมายของการทำพันธสัญญาติดตัวไปเลย  วิธีของพระเจ้านี้เด็ดขาดสำหรับลูกหลานอับราฮัมโดยเฉพาะ
คำว่าพันธสัญญา ในภาษาฮีบรูคือ בְּרִית อ่านเบรีท หมายถึงการตัดผ่านระหว่างชิ้นเนื้อ หรือการขลิบปลายองคชาต ที่เราเรียกว่า สุหนัตนั่นเอง
นี่เป็นสัญญาระหว่างสองฝ่าย เป็นสัญญาที่ทำต่อกัน มีภาระผูกพันต่อกัน การเข้าสุหนัตนี้เป็นคำเตือนที่พวกเขาจะระลึกถึงข้อตกลงที่พระเจ้าจะประทานพระพรในครั้งนี้

ปฐมกาล 17:13-14
ผู้ชายในครัวเรือนของอับราฮัมไม่ใช่แค่สิบยี่สิบคน จำได้ไหมตอนที่เขารวบรวมชายกล้าหาญที่ไปชิงโลทกลับมาก็ 318 คนแล้ว (ปฐมกาล 14:14) เท่ากับเขามีผู้ชายอยู่ในครอบครองหลายร้อยคน และก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ พวกนี้มาตั้งสมัยที่เขาเดินทางมาจากเมืองเออร์ และยังไปได้ทาสรับใช้มาจากอียิปต์ด้วยการที่พวกเขาจะรับสุหนัตเหมือนเจ้านายเท่ากับพวกเขาประกาศว่า ตนเองเป็นชนชาติเดียวกับนาย
ของพวกเขา จึงจะได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามสมควร

ปฐมกาล 17:15-16 
ซารายเป็นซาราห์  ความหมายชีวิตเปลี่ยน
แล้วพระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนชื่อซารายเป็นซาราห์ที่แปลว่า เจ้าหญิงของฉัน หรือราชินี ซึ่งไปกันได้ดีกับชื่อใหม่ของอับราฮัมที่แปลว่าพ่อของชนหลายชาติ
ตอนที่พระเจ้าทรงบอกเรื่องนี้ ทั้งสองก็ชรามากแล้ว
ดูเป็นไปไม่ได้ ดูน่าขันสำหรับคนทั่วไปแต่พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจังกับพระสัญญาที่ดูเป็นไปไม่ได้นี้ ทรงยืนกรานที่จะให้สามีภรรยาอาวุโสได้เป็นพ่อแม่ของเด็กคนหนึ่งที่จะเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายไปถึงผู้ที่สำคัญที่สุดในจักรวาล !

ปฐมกาล 17:17-18
พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจัง อับราฮัมเองกลับขำกับพระสัญญาของพระองค์ การหัวเราะครั้งนี้ บ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อสักเท่าไร  (แต่เมื่อมีอิสอัค การหัวเราะของเขากลายเป็นความยินดี)เขามองไม่ออกว่าคนแก่หง่อมอย่างเขาจะมีทารกน้อยในบ้านได้อย่างไร

 ดังนั้น อับราฮัมจึงเสนอว่า อิชมาเอลนี่แหละน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้สืบต่อชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้ ทั้ง ๆ ที่อิชมาเอลเป็นหลักฐานให้เห็นชัดว่า อับราฮัมไม่เชื่อมั่นตั้งแต่ต้นว่าพระเจ้าจะประทานลูกชายให้ แต่เขาอยู่กับลูกชายคนนี้มานาน รักเขาแล้ว ขอพระเจ้าอวยพรเขาเถอะ…

ปฐมกาล 17:19
แต่พระเจ้าทรงยืนกรานพระประสงค์ของพระองค์ แถมพระองค์ยังบอกด้วยว่า เด็กชายคนนี้จะชื่ออิสอัค เป็นชื่อที่ตอบโต้กับการหัวเราะขำพระสัญญาของอับราฮัม เพราะชื่ออิสอัค แปลว่า หัวเราะและยังเป็นชื่อที่จะทำให้ชายหญิงชราคู่หนึ่งได้ยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเป็นสุข และอิสอัคผู้นี้จะมีความสำคัญมาก เพราะพระเจ้าจะทรงยืนยันจะทรงทำ
พันธสัญญานิรันดร์กับอิสอัคด้วย

ปฐมกาล 17:20
ถึงแม้จะเป็นลูกของอับราฮัม แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เขาเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายพระเมสสิยาห์อย่างไรก็ดี พระเจ้าก็ทรงสัญญาอวยพระพรเขา ตามคำที่อับราฮัมได้ทูลขอทั้งให้เขาเกิดผล มีลูกหลานจำนวนมหาศาล เขาจะยิ่งใหญ่เพราะมีกษัตริย์หรือผู้ปกครองเกิดจากเขาด้วย เขาจะกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่
ชื่ออิชมาเอลมีความหมายว่า พระเจ้าทรงฟัง เป็นชื่อที่มีพลังจริง ๆ

ปฐมกาล 17:21-23
พากันเข้าสุหนัต
พระเจ้าทรงสัญญาว่า พันธสัญญาของพระองค์จะเกิดผลเป็นจริงในปีหน้า พระเจ้าตรัสแล้วก็ทรงจากไป สิ่งที่อับราฮัมทำตามพระบัญชาทันทีคือการให้ทุกคนในบ้านเข้าสุหนัต นี่เป็นเรื่องน่าจะโกลาหลมากในครอบครัว ทำไมการทำพันธสัญญาของพระเจ้าจึงต้องมีการขลิบหนังแบบนี้ด้วย? วิธีนี้ทำให้ครอบครัวของอับราฮัมแตกต่างจากครอบครัวคนโบราณอื่น ๆ ชัดเจนมาก และเขาก็ช่างเชื่อฟังแบบรวดเร็วเกินความคาดหมายเสียจริง

 ปฐมกาล 17:24-27
การเข้าสุหนัตพร้อม ๆ กันในวันเดียวนี้ แสดงว่าเขาเชื่อฟัง  เขาทำตามคำบัญชาของพระเจ้าตรงไปตรงมา
ทำแบบไม่ต้องมีข้อโต้แย้งใด ๆ เป็นตัวอย่างของความเชื่อที่คนสมัยประชาธิปโตยแบบเรา ๆ ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ   ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องมีการโวยวายกันสักตั้ง

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 17
1* ปฐมกาล 12:7; 18:1; 28:3; 35:11 ; 2 พงศ์กษัตริย์ 20:3; เฉลยธรรมบัญญัติ 18:13
2* ปฐมกาล 15:18; 12:2; 13:16; 15:5; 18:18
4* โรม 4:11-12
5* เนหะมีย์ 9:7
6* ปฐมกาล 17:16; 35:11; มัทธิว 1:6
7* กาลาเทีย 3:17; ปฐมกาล 26:24; 28:13; โรม 9:8



8* กิจการ 7:5; ปฐมกาล 23:4; 28:4;
เลวีนิติ 26:12
9* อพยพ 19:5
10* กิจการ 7:8
11* อพยพ 12:13, 48
12* เลวีนิติ 12:3
14* อพยพ 4:24-26
16* ปฐมกาล 18:10; 35:11; 17:6; 36:31

17* ปฐมกาล 17:3; 18:12; 21:6
18* ปฐมกาล 18:23
19* ปฐมกาล 18:10; 21:2; กาลาเทีย 4:28; ปฐมกาล 22:16
20* ปฐมกาล 16:10; 25:12-16; 21:13, 18
21* ปฐมกาล 26:2-5; 21:2; 18:14
27* ปฐมกาล 18:19

ปฐมกาล 16 พระคุณต่อฮาการ์​

ซารายแก้ปัญหาการไม่มีลูก
1  เวลานี้ ซารายภรรยาของอับราม ยังไม่มีลูกชายให้เขา แต่เธอมีทาสสาวส่วนตัวชาวอียิปต์ชื่อว่า ฮาการ์
 2 ดังนั้นซารายจึงกล่าวแก่อับรามว่า “เห็นไหม พระยาห์เวห์ทรงยั้งไม่ให้ฉันมีลูก ดังนั้น ท่านไปนอนกับนางทาสของฉัน บางทีฉันอาจจะมีลูกได้ผ่านทางตัวเธอ” อับรามก็ฟังคำที่ซารายกล่าว 

ถูกดูหมิ่นจากทาส
3 หลังจากที่อับรามได้อาศัยอยู่ในคานาอันได้ สิบปี ซารายภรรยาของอับรามก็ได้ยกฮาการ์ทาสสาวชาวอียิปต์ให้เป็นภรรยาของอับรามสามีของเธอ 
4 อับรามจึงมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับฮาการ์ และเธอก็ตั้งครรภ์ แต่เมื่อเธอรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ เธอก็มองนายสาวของเธอด้วยความเหยียดหยาม

ปัดความผิดให้สามี
5 ซารายจึงพูดกับอับรามว่า “เป็นความผิดของท่านที่ทำให้ฉันถูกมองแบบนี้  ก็จริงที่ฉันยกนางทาสให้ท่านหลับนอนด้วย แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งท้อง นางทาสก็มองฉันอย่างเหยียดหยาม  ขอให้พระยาห์เวห์ทรงตัดสินความระหว่างท่านกับฉันเถิดว่าใครเป็นคนผิด”
6 แต่อับรามกล่าวตอบซารายว่า “ดูสิ นางทาสของเธอก็อยู่ในมือของเธอ เธอจะทำอย่างไรก็ได้ที่เธอเห็นว่าเหมาะสม”  ดังนั้นซารายจึงข่มเหงฮาการ์อย่างรุนแรงจนฮาการ์ต้องหนีไป  

7 ทูตของพระยาห์เวห์พบเธอใกล้บ่อน้ำพุแห่งหนึ่งในถิ่นกันดาร  บ่อน้ำพุนั้นอยู่ริมทางที่ไปยังเมืองชูร์

 8 ทูตนั้นกล่าวว่า “ฮาการ์! ทาสสาวของซาราย  เจ้ามาจากไหน และกำลังจะไปที่ไหน?”  เธอตอบว่า “ดิฉันกำลังหนีนายหญิงซารายของดิฉันเจ้าค่ะ” 
9 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์จึงกล่าวกับเธอว่า   “จงกลับไปหานายหญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้คำสั่งของเธอเถิด”

ทูตหรือพระยาห์เวห์กันแน่?
10 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์กล่าวกับเธอว่า “เราจะทวีจำนวนผู้สืบเชื้อสายของเจ้าให้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน”
11  ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์กล่าวกับเธออีกว่า “ดูเถิด เจ้านะกำลังตั้งครรภ์ เจ้าจะมีลูกชาย จงตั้งชื่อเขาว่า อิชมาเอล (יִשְׁמָעֵ֔אל  ฮีบรูแปลว่า พระเจ้าทรงได้ยิน)เพราะองค์พระยาห์เวห์ทรงได้ยินความทุกข์ใจของเจ้า
12 เขาจะเป็นเหมือนลาป่า
เขาจะต่อต้านทุกคนด้วยมือของเขา
และมือของทุกคนก็จะต่อสู้กับเขา  เขาจะใช้ชีวิตตรงกันข้ามกับพี่น้องทั้งหลายของเขา 

พระเจ้าผู้ทรงมองเห็น
13 ดังนั้นเธอจึงเรียกพระนามพระยาห์เวห์ผู้ตรัสกับเธอว่า
เอลโรอิ (אֵ֣ל  רֳאִ֑י)
(พระเจ้าผู้ทรงมองเห็น) เธอกล่าวว่า “ฉันได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเห็นฉัน แล้วยังมีชีวิตอยู่อีกได้หรือ?”  
14 นี่เป็นเหตุผลที่ว่าบ่อน้ำนั้นจึงได้ชื่อว่า เบเออร์ลาไฮรอย เป็นบ่อที่อยู่ระหว่างคาเดชกับเบเรด  

15 ฮาการ์คลอดลูกชายของอับราม และอับรามตั้งชื่อให้ลูกชายที่เธอคลอดมานั้นว่า อิชมาเอล
16 อับรามอายุ 86 ปี เมื่อฮาการ์ได้ให้กำเนิดอิชมาเอลแก่อับราม  

อธิบายเพิ่มเติม

16:1-2  ซารายแก้ปัญหาการไม่มีลูก
การไม่มีลูก การเป็นหมันในสมัยก่อนนั้น  ทรมานมาก ทั้งที่พระเจ้าทรงสัญญากับอับรามไว้แล้วว่า เขาจะมีลูกชาย แต่สำหรับซารายเหมือนกับการถูกสาป เธอจึงคิดจะช่วยโดยใช้ประเพณีที่นิยมทำกันในสมัยนั้น คือยกทาสสาวให้สามี และจะมีลูกผ่านทางตัวทาสสาวคนนั้น   ซารายไม่ได้มองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น เธอแค่คับข้องใจกับการไม่มีลูกชาย ปัญหาของซารายคือการเป็นหมัน
เธอพยายามหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง เมินพระสัญญาไปก่อน 
เสียดายที่ซารายไม่ได้เห็นว่า การเป็นหมันของเธอ ทำให้เธอต้องพึ่งพาพระองค์มาก
ความเป็นไปไม่ได้หลายอย่างในชีวิตของเรา น่าจะทำให้เราต้องพึ่งพระองค์ พึ่งจนได้เห็นพระคุณของพระองค์ปรากฏในชีวิตเรา 

ปฐมกาล 16:3-4  ถูกดูหมิ่นจากทาส
แล้วปัญหาหนักกว่าก็เกิดขึ้น เพราะเมื่อทาสสาวรู้ว่าตนเองตั้งท้อง โดยที่นายหญิงไม่อาจมีลูกได้เท่ากับว่า เธอจะเหนือกว่าซารายแล้ว  แทนที่ฮาการ์จะสงบเสงี่ยม  เธอกลับดูหมิ่นซารายด้วยทั้งท่าที ทั้งคำพูด  มองด้วยสายตาที่เยาะเย้ยเหยียดหยาม จากที่เป็นแค่ผู้หญิงที่ถูกใช้ให้ตั้งครรภ์ทายาท เธอจะกลายเป็นนายหญิงอีกคน   เมื่อซารายไม่รอพระเจ้า พยายามทำเป้าหมายของพระเจ้าให้สำเร็จด้วยตัวเอง  เธอก็ต้องเผชิญกับความลำบากใจที่ไม่คาดฝัน
:: เรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พระเจ้าทรงพอพระทัยให้คู่สมรสเป็นชายหญิง ไม่ใช่ชายและหญิงหลายคนอย่างที่ซาราห์เริ่ม  เราพบว่าบุคคลในประวัติศาสตร์พระคัมภีร์ไม่น้อยที่มีภรรยาหลายคน นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง พระเจ้าไม่ทรงให้ปิดบังในการบันทึก แต่ก็ไม่ได้สื่อว่า พระเจ้าทรงยอมรับการใช้ชีวิตคู่ลักษณะนี้  …

ปฐมกาล 16:5-6 ปัดความผิดให้สามี
ทีนี้ เหตุการณ์ผันไป คนที่ตั้งท้องเกิดคิดได้ว่าจะได้เป็นคุณนายของบ้านนี้แทน ใคร ๆ ก็จะเชิดชูเธอ คุณผู้หญิงตัวจริงก็จะตกอับ ซารายทนไม่ได้  เธอไม่คิดว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้น จึงโยน

ความผิดของเรื่องนี้ให้อับราม   อับรามก็คงไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร นั่นก็เมีย นี่ก็ลูกในท้อง เขาก็เลยบอกให้ซารายแก้ปัญหาเสียเอง จะทำอะไรก็ได้ที่เหมาะสม นางทาสคนนี้อยู่ในมือของซารายอยู่แล้ว
ซารายก็เริ่มต้นทำร้ายฮาการ์  น่าจะทั้งด้วยวาจาและด้วยกำลัง!
เหตุการณ์ในบ้าน อับรามต้องรู้เห็น แต่ก็ไม่ทำอะไรให้ชัดเจน

ปฐมกาล 16:7-9 ฮาการ์พบทูตของพระยาห์เวห์
แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงละทิ้งฮาการ์และลูกในท้องของเธอ ทูตสวรรค์ของพระองค์มาพบฮาการ์
ท่านถามเธอว่า มาจากไหน? จะไปไหน? เป็นคำถามที่ทำให้เธอต้องฉุกคิดถึงอดีตและอนาคตของตัวเอง เป็นคำถามสำหรับเราทุกคนเช่นกันที่กำลังจนตรอกอย่างฮาการ์

ทูตสวรรค์สั่งให้เธอยอมต่อซาราย ทั้ง ๆ ที่ซารายข่มเหงเธอจนต้องออกมาพระเจ้าทรงดูแล ปกป้องลูกชายคนแรกของอับราม  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นลูกแห่งพันธสัญญาแต่พระองค์ทรงปกป้องเขาไว้ 
นี่คือพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อฮาการ์และลูกหลานของเธอ  ไม่ได้ขึ้นกับอับราม ซาราย หรือฮาการ์เอง  แม้ว่าฮาการ์ตั้งใจจะไปเมืองชูร์ซึ่งเป็นเมืองชายแดนอยู่ทางตะวันออกของอียิปต์  ความจริงคือ  ฮาการ์ต้องได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่ใช่จากคนในเมืองชูร์ ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำร้ายเธอต่ออีกแค่ไหน  ฮาการ์เป็นต้นแบบของคนในโลกทุกคน   ต้องพบพระเจ้า ต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์ยามลำบาก


พระเจ้าทรงให้ฮาการ์กลับไปอยู่ในครอบครัวที่เธอควรอยู่ให้ยอมอยู่ใต้คำสั่งของซาราย
การที่ฮาการ์จะกลับไปแบบนี้คงไม่ง่ายเลยแต่พระเจ้าเองจะทรงเป็นผู้ปกป้องเธอ พระเจ้าทรงอยู่ด้วยก็พอแล้ว
สิ่งที่ฮาการ์ทำคือ  เชื่อฟังพระเจ้า!  

16:10-12  ทูตหรือพระยาห์เวห์กันแน่?
แลัวทูตก็กล่าวคำราวกับว่าท่านเองเป็นพระยาห์เวห์
ไม่แค่เพียงปกป้อง แต่ท่านยัง สัญญาว่า ลูกชายของฮาการ์จะมีลูกหลานมากมาย  ทาสสาวของซารายจะได้รับพระพร มีผู้สืบเชื้อสายมากมายจนนับไม่ถ้วน !เขาเป็นเด็กคนแรกที่พระเจ้าทรงตั้งชื่อให้ก่อนที่จะเกิดมา ชื่ออิชมาเอลแปลว่า พระเจ้าทรงได้ยิน พระเจ้าทรงฟัง ทรงให้ความสนใจกับคำคร่ำครวญ ร้องไห้ของฮาการ์

การที่บอกว่าเขาเป็นเหมือนลาป่า นั่นคือ คนที่ไม่อาจจะทำให้สงบได้ง่าย ๆ  จะท้าทาย รุนแรง มีความเป็นอิสระ คล้ายกับคนชาวเบดูอินที่เร่ร่อนไป ไม่มีบ้านเมืองเป็นของตน ชีวิตของอิชมาเอลไม่ได้เป็นชีวิตง่าย ๆ เขาอยู่อย่างยากเย็น และต่อสู้กับพี่น้องของเขาเสมอ ที่ใช้คำว่ามือ มีความหมายถึงกำลัง พลังของร่างกาย
เขาใช้ชีวิตตรงข้ามกับพี่น้องคือ เขาเหมือนกับจะอยู่ชายขอบของสังคม ไม่ได้เข้าร่วมกับใครง่าย ๆ เลย

16:13-16 พระเจ้าผู้ทรงมองเห็น
พระเจ้าทรงดีต่อฮาการ์ เธอมองเห็นพระเจ้าผู้ทรงเห็น และได้ยินเสียงของเธอ แล้วฮาการ์เองก็ได้กลับมาอยู่ภายใต้ซารายตามคำของทูตสวรรค์โดยดี   สิ่งที่ฮาการ์ได้รับที่บ่อน้ำพุ ในถิ่นกันดารนั้นเป็นพระพรมหาศาลของชีวิต พระยาห์เวห์ตรัสกับเธอโดยตรง  มีไม่กี่คนที่จะได้พบพระเจ้าตรง ๆ แบบนี้
ชื่อของบ่อน้ำนั้น คือ เบเออร์ลาไฮโรอี (อ่านตามตัวฮีบรู)
(בְּאֵ֥ר לַחַ֖י רֹאִ֑י แปลว่า บ่อน้ำของพระองค์ผู้ทรงดำรงชีวิต ผู้ทรงเห็นฉัน )
การที่อับรามตั้งชื่อลูกว่า อิชมาเอล แสดงว่า ฮาการ์คงเล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟัง  อับรามต้องรู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา แม้ว่าลูกคนนี้จะไม่ใช่คนที่จะสืบเชื้อสายที่พระเจ้าทรงประสงค์
ตอนที่อับรามออกจากฮาราน เขาอายุ 75 ปี ได้ลูกชายอิชมาเอลนั้น เขาอายุ 86 แล้ว แต่พระเจ้าก็ยังไม่ได้ประทานลูก
ชายกับซาราย พวกเขาต้องรอไปอีก ตามเวลาของพระองค์ เท่ากับมีเวลาอยู่กับอิชมาเอลคนเดียวนานพอสมควร และแน่นอนที่อิชมาเอลต้องผูกพันกับพ่ออับรามไม่น้อยเลย อย่างน้อยช่วงนี้ อับรามก็มีความสุขกับลูกชายคนแรก

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 16
1* ปฐมกาล 11:30; 15:2-3; 12:16; 21:9; กาลาเทีย 4:24
2* ปฐมกาล 30:3; 20:18; 30:3, 9; 3:17
3* ปฐมกาล 12:4-5
4* สุภาษิต 30:21, 23
5* ปฐมกาล 31:53
6* 1 เปโตร 3:7; อพยพ 2:15
7* ปฐมกาล 21:17-18; 22:11, 15; 31:11; 20:1; 25:18; อพยพ 15:22

9* ทิตัส 2:9
10* ปฐมกาล 17:20
11* ลูกา 1:13, 31
12* ปฐมกาล 21:20; 25:18
13* ปฐมกาล 31:42
14* ปฐมกาล 24:62; กันดารวิถี 13:26
15* กาลาเทีย 4:22

ปฐมกาล 15 พันธสัญญากับอับราม

พระพรที่พระเจ้าตั้งพระทัยให้อับราม
1 ในเวลาต่อมา พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามผ่านจินตภาพว่า “อย่ากลัวไปเลย อับรามเอ๋ย เราเป็นโล่ปกป้องเจ้า รางวัลของเจ้าจะยิ่งใหญ่มากทีเดียว”
2 อับรามทูลตอบว่า “โอพระยาห์เวห์ องค์เจ้านายของประทานของพระองค์ จะมีประโยชน์อะไรต่อข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้ายังไม่มีลูกจนป่านนี้?  คนที่จะรับมรดกของข้าพเจ้าก็คือ เอลีเอเซอร์จากดามัสกัส” 
3 เขาทูลต่อไปว่า “พระองค์ยังไม่ได้ประทานเลือดเนื้อเชื้อไขให้ข้าพเจ้า ดังนั้น คนที่เป็นทาสในเรือนเบี้ยของข้าพเจ้าจะเป็นผู้รับมรดกของข้าพเจ้า” 4 แต่พระยาห์เวห์ตรัสกับอับรามว่า “ชายคนนี้ไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า  คนที่รับมรดกจะเป็นคนที่รับมรดกจะเป็นผู้ที่มาจากเลือดเนื้อของเจ้าเอง

5  แล้วพระองค์ทรงนำเขาออกมาข้างนอก ตรัสว่า “จงเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วนับดวงดาวไป  ดูสิว่า เจ้าจะนับดาวครบไหม? ลูกหลานของเจ้าจะมีมากมายขนาดนั้นแหละ”
6 แล้วเขาก็เชื่อวางใจองค์พระยาห์เวห์ และพระองค์จึงทรงถือว่า เขาเป็นคนเที่ยงธรรมเพราะความเชื่อดังกล่าว       

7 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เราคือพระยาห์เวห์  องค์พระเจ้าผู้นำเจ้าออกมาจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะมอบแผ่นดินนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”


8 แต่เขาทูลตอบว่า  “ โอ พระยาห์เวห์ องค์เจ้านาย   ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่า แผ่นดินนี้จะเป็นกรรมสิทธิ์ให้ ข้าพเจ้าครอบครอง?”
7 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เราคือพระยาห์เวห์  องค์พระเจ้าผู้นำเจ้าออกมาจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะมอบแผ่นดินนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”
8 แต่เขาทูลตอบว่า  “ โอ พระยาห์เวห์ องค์เจ้านาย   ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่า แผ่นดินนี้จะเป็นกรรมสิทธิ์ให้ ข้าพเจ้าครอบครอง?”

สัตว์ในพันธสัญญา
 9 พระยาห์เวห์ตรัสตอบเขาว่า “จงนำวัวตัวเมีย แพะเมีย  แกะผู้อายุ 3 ปี นกเขา และนกพิราบรุ่นอย่างละตัวมาให้เรา”
10 อับราฮัมจึงนำสิ่งเหล่านี้มา และผ่าสัตว์แต่ละตัวเป็นสองซีก แต่ละซีกวางไว้ตรงข้ามกัน (เป็นสองแถว)   แต่เขาไม่ได้ผ่านกเป็นสองซีก  
11 มีฝูงแร้งบินโฉบมาที่ซากสัตว์เหล่านั้น  แต่อับรามไล่พวกมันไป 

12 ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตก ลับขอบฟ้า อับรามก็หลับสนิท เวลาเดียวกันนั้นเอง เกิดความมืดมนอนธการหนักอึ้งน่าหวาดกลัวยิ่งลงมาเหนือเขา
13 พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าจงรู้แน่เถิดว่า ผู้สืบเชื้อสายของเจ้าจะกลายเป็นคนต่างด้าวในต่างแดนที่ไม่ใช่แผ่นดินของพวกเขา  และจะเป็นทาส ถูกข่มเหงเป็นแวลาสี่ร้อยปี
 14 แต่เราจะพิพากษาชนชาตินั้น ชนชาติที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทาส
 หลังจากนั้น พวกเขาจะออกมาพร้อมกับทรัพย์สมบัติจำนวนมาก


  15 ส่วนเจ้า เจ้าจะสิ้นชีวิตตามบรรพบุรษของเจ้าไปอย่างสันติ และจะถูกเก็บศพไว้ในเวลาที่แก่หง่อม
16 และผู้สืบเชื้อสายของเจ้าชั่วอายุที่สี่จะกลับมา ณ ที่นี้  เพราะขณะนี้บาปของชาวอาโมไรต์ยังไม่ถึงที่สุดที่เราจะลงโทษพวกเขา

17 เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้าไป และความมืดเข้าปกคลุม ก็เกิดควันไฟจากเตาไฟและมีคบเพลิงที่ไฟลุกปรากฏขึ้น คบเพลิงได้เคลื่อนผ่านซีกสัตว์เหล่านั้น


18 ในวันนั้นเอง องค์พระยาห์เวห์ทรงทำพันธสัญญากับอับรามว่า “เราจะมอบดินแดนนี้แก่ลูกหลานของเจ้า ตั้งแต่ลำน้ำแห่งอียิปต์จดแม่น้ำใหญ่คือยูเฟรติส

19 คือดินแดนของชาวเคไนต์ ชาวเคนัส ชาวคัดโมไนต์
20 ชาวฮิตไทต์ ชาวเปริสซี ชาวเรฟาอิม 21 ชาวอาโมไรต์ ชาวคานาอัน ชาวเกอร์กาชี และชาวเยบุส”

อธิบายเพิ่มเติม

พระพรที่พระเจ้าตั้งพระทัยให้อับราม
15:1-3 แล้วก็มาถึงเหตุการณ์อีกอย่างที่สำคัญต่อชีวิตของอับรามและชนชาติอิสราเอลในเวลาต่อมา  ครั้งนี้ พระเจ้าตรัสกับอับรามในจินตภาพเวลากลางคืน พระเจ้าทรงสัญญาเป็นโล่ให้กับเขา  นั่นคือพระเจ้าทรงเป็นโล่ที่ปกป้อง
อับรามจากอาวุธของศัตรูทั้งหลาย ไม่เฉพาะวันนั้นแต่ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาจนกระทั่งวันนี้ ในสงครามที่เขาต้องการพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง 

รางวัลจะยิ่งใหญ่ นั่นหมายถึงรางวัลนั้นจะมหาศาล พระเจ้าทรงเป็นต้นตอของรางวัลที่มีให้กับมนุษย์ พระเจ้าตรัสอย่างนี้ หลังจากที่อับรามเองปฏิเสธของที่ริบมาได้จากการทำ
สงคราม และแสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างที่เขาครอบครองนั้น มาจากพระเจ้าทั้งสิ้น 
สำหรับอับรามแล้วรางวัลที่เขาต้องการคือลูกที่จะสืบเชื้อสาย  คนในสมัยโบราณเขามีความเข้าใจว่า การที่มีผู้สืบเชื้อสาย เท่ากับชีวิตของพวกเขาส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป เท่ากับตัวเขาเองก็ยังมีชีวิตอยู่ แม้ตายไปแล้ว   

อับรามเสียใจมากที่เขายังไม่มีผู้สืบเชื้อสาย ซึ่งก็ต้องเป็นลูกชายด้วย เพราะวงศ์วานของเขาจะสืบต่อผ่านทางลูกชาย  เห็นได้จากคำที่เขาตัดพ้อพระเจ้าในข้อต่อมา  ที่อับรามต้องยกทุกอย่างให้เอลีเอเซอร์ เพราะเขาเป็นบ่าวคนสนิทที่เขาไว้ใจที่สุด
15:4  เอลีเอเซอร์ไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงเลือก แต่จะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของอับรามจริง ๆ  ทั้ง ๆ ที่เขาอายุมากแต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาเช่นนั้น 
15:5   พระเจ้าทรงสั่งให้เขาออกมานับดาว .. ลูกหลานจากเลือดเนื้อของอับรามจะมีมากมายดั่งดาวบนท้องฟ้า   ทำไมพระเจ้าตรัสสิ่งที่มนุษย์เห็นแล้วว่า เป็นไปไม่ได้.. คำว่าลูกหลานในที่นี้ คือ เมล็ดพันธุ์  (ฮีบรูว่า  זֶרַע เซรา) เป็นคำเดียวกับคำว่า เลือดเนื้อเชื้อไขในข้อ 3 หลายครั้งที่คฮีบรูนี้  หมายถึงองค์พระเมสสิยาห์  (อิสยาห์ 6:13) คำตรัสของพระเจ้าตรงนี้ ได้สำเร็จทำให้เราซึ่งอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้เห็นว่า พระเจ้ากำลังกล่าวถึงลูกคนสำคัญของอับราฮัมคือ องค์พระเยซูคริสต์ที่มีผู้เชื่อมากมายดั่งดวงดาวบนฟ้า

15:6 อับรามเชื่อพระดำรัสของพระเจ้า  ทั้งๆ ที่ตามสายตามนุษย์ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย …​ความเชื่อที่ต้านความเป็นไปไม่ได้นี้ ..พระเจ้าทรงนับว่า เขาเป็นคนเที่ยงธรรม หรือคนชอบธรรมนั่นเอง  แม้อับรามจะมีข้อบกพร่องในชีวิตอย่างที่เราเห็นมา แต่เขาก็เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า จากการเดินทางไกลมาเพื่ออาศัยในแผ่นดินคานาอัน 

15:7-8 เมื่อพระเจ้าทรงให้อับราฮัมมองฟ้า และทรงสัญญาจะให้เขามีลูกหลานมากมาย ทรงย้ำเตือนว่า ทรงเป็นพระองค์นั้นที่ทรงนำเขาออกมาจากเมืองเออร์  จากการไหว้รูปเคารพ มารู้จักและเป็นของพระเจ้าพระผู้สร้าง และพระองค์จะทรงให้เขาครอบครองคานาอัน 
แล้วอับรามก็ขอคำรับประกันจากพระองค์​ !!
ทั้งที่ใจเชื่อเต็มร้อย แต่ขอให้เห็นหลักประกันบางอย่างได้ไหม ประมาณนั้น 

สัตว์ในพันธสัญญา
15:9-11  พระเจ้าไม่ทรงปฏิเสธเขา ทรงสั่งให้เขาเตรียมสัตว์สะอาด คือ วัวตัวเมีย แพะเมีย แกะผู้ 3 ขวบ นกเขา นกพิราบ ทั้งหมดอย่างละตัวเท่านั้น  นี่เป็นการลงมือทำสัญญาระหว่างสองฝ่ายในสมัยโบราณ   การเตรียมสัตว์และวางเรียงกันอย่างนี้ เป็นการเตรียมเพื่อจะให้สองฝ่ายที่ทำสัญญานั้น ได้ยืนยันว่า เขาทั้งสองจะทำตามสัญญา โดยเดินผ่านตรงกลางของซากสัตว์ที่วางไว้ โดยมีความเข้าใจตรงกันว่า หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญา เขาจะต้อง
พบกับเหตุการณ์เดียวกับสัตว์ที่ถูกตัดครึ่งตัวนี้
นี่เป็นโทษสำหรับผู้ที่ผิดสัญญา

ความหมายของฝูงเหยี่ยวที่เข้ามาโฉบเอาซากสัตว์ คือ ศัตรูของพระเจ้าพยายามไม่ให้สัญญานี้เกิดขึ้น แต่อับราไม่ได้ปล่อยให้มันฉกเอาไป เขาไล่มันออกไป   มีผู้ (Torah Class) แปลความหมายตรงนี้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาอะไรให้เรา แต่เมื่อมารพยายามเอาออกไปจากเรา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความมั่นใจในพระเจ้า เราต้องต่อสู้ อย่าให้มันขโมยสิ่งเหล่านั้นไปจากเรา

15:12-15  เมื่ออับรามวางเรียงทุกอย่างตามที่เหมาะสมแล้ว เป็นเวลาช่วงเย็นพอดี แต่แล้ว เกิดความมืดที่หนักอึ้งลงมาเหนือเขา ขณะที่เขากลับ พระเจ้าได้ตรัสบอกล่วงหน้าว่า
ลูกหลานของเขาจะเป็นคนต่างด้าว
ถูกกดขี่ เป็นทาส สี่ร้อยปี  (การเป็นทาสที่ถูกกดขี่นี้ แตกต่างจากทาสในเรือนที่อับราฮัมเลี้ยงดูอยู่)

พระเจ้าจะทรงพิพากษาชนชาติที่กดขีพวกเข
แต่พวกเขาจะออกมาพร้อมทรัพย์สินมากมาย
อับรามจะตายตอนชรามาก ไม่มีสงคราม ตายอย่างสันติ
มีอาโมไรต์ในแผ่นดิน พระเจ้าจะทรงลงโทษด้วย ช่างเป็นคำสัญญาที่น่ากลัวและน่ารับในเวลาเดียวกัน
พระเจ้าทรงยืนยันในขณะที่อับรามหลับอยู่ เท่ากับพระองค์ทรงมาหาเขาในความฝัน  นี่เป็นการบอกให้อับรามรู้ล่วงหน้า
เขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เลย อย่างไรก็ดี ส่วนคำสัญญาที่ทำให้เขาสบายใจคือพวกเขาจะได้ออกมาจากที่นั่น กลับมายังแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้แต่แรก

15:17-21
จากนั้น ดวงอาทิตย์ก็ตกจริง ๆ กลายเป็นยามค่ำสิ่งที่อับรามเห็นคือ มีคบเพลิงลอยไปมาระหว่างซากสัตว์ นี่หมายความว่า เขากำลังเห็นพระเจ้าดำเนินอยู่ระหว่างซากสัตว์ด้วยพระองค์เองในขณะที่เขามองอยู่ เขาไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ไปเดินคู่กันกับพระองค์ พระเจ้าปรากฏเป็นเครื่องหมายสองอย่างคือ เตาที่มีควันพลุ่งอยู่ กับคบเพลิงที่เคลื่อนลอยไปมา  
คบเพลิงที่ลุกโชน คือเปลวไฟที่สว่างจ้าและร้อนจัด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าในความบริสุทธิ์ของพระองค์   ชำระให้บริสุทธิ์  ให้แสงสว่างและความอบอุ่น
พระเจ้าในฐานะองค์กษัตริย์ทรงผูกพันพระองค์เองที่จะทำบางอย่างเพื่ออับรามผู้รับใช้  การปฏิบัติตามพันธสัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเชื่อฟังของอับราม แต่ขึ้นอยู่กับความซื่อตรงของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง

ทำไมพระเจ้าทรงดำเนินระหว่างเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาพระองค์เดียว?   อีกสองพันปีต่อมา เราจึงรู้ว่า มนุษย์ได้ทำผิดสัญญา ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่ผู้ที่ได้สิ้นชีวิตนั้นคือ องค์พระเจ้า ผู้ทรงธรรม พระองค์ ไม่ได้ทำผิดสิ่งใด ทรงตายแทนเชื้อสายของอับราม และเราทุกคน


15:18-21 และพระเจ้าทรงย้ำเตือนพระสัญญาเป็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นแก่อับรามด้วยว่า อาณาเขตที่เขาจะได้รับนั้นคือพื้นที่ใดบ้าง (จาก netbible.org)
ลำน้ำอียิปต์ คือแม่น้ำวาดี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ 
 “ชาวคานาอัน” เป็นทั้งชื่อเรียกโดยรวมของชนเผ่าทั้งหมดเหล่านี้  และในที่นี้ก็เป็นชื่อของชนเผ่าหนึ่งในนั้นด้วย “ชาวฮิตไทต์” เหล่านี้อาศัยอยู่ใกล้เมืองเฮโบรน (23:10)  

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 15
1* ดาเนียล 10:1; ปฐมกาล 21:17; 26:24; เฉลยธรรมบัญญัติ 33:29; สุภาษิต 11:18
2* ปฐมกาล 17:18; กิจการ 7:5
3* ปฐมกาล 14:14
4* 2 ซามูเอล 7:12
5* สดุดี 147:4; เยเรมีย์ 33:22 ; เยเรมีย์ 32:13; ปฐมกาล 17:19
6* โรม 4:3, 9, 22 ; สดุดี 32:2; 106:31
7* ปฐมกาล 12:1; 11:28, 31;
สดุดี 105:42, 44

8* ลูกา 1:18
10* เยเรมีย์ 34:18; เลวีนิติ 1:17
12* ปฐมกาล 2:21; 28:11
13* อพยพ 1:11; 12:40
14* อพยพ 6:6; 12:36
15* โยบ 5:26 ; ปฐมกาล 25:8, 47:30
16* อพยพ 12:41; 1 พงศ์กษัตริย์ 21:26 ; มัทธิว 23:32
17* เยเรมีย์ 34:18-19
18* ปฐมกาล 24:7; 12:7; 17:8

บรรณานุกรม

https://netbible.org/bible/Genesis+15

Torah Class , https://www.youtube.com/watch?v=5xEjh4uhRXI

Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
  
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997

ปฐมกาล 14 ท่านลุงผู้เป็นนักรบ

ต้องจัดการผู้ที่ขัดขืน
เมื่ออัมราเฟล กษัตริย์แห่งชินาร์ (บาบิโลน)อาริโอค กษัตริย์แห่งเอลลาสาร์
เคโดร์ลาโอเมอร์ กษัตริย์แห่งเอลาม และทิดาลกษัตริย์แห่งโกยิม   
2 พากันรวบรวมกองทัพเป็นพันธมิตร เข้าทำสงครามกับกษัตริย์เบราแห่งโสโดม กษัตริย์บริชาแห่งโกโมราห์  กษัตริย์ชินาบแห่งอัดมาห์
กษัตริย์เชเมเบอร์แห่เศโบยิม และ
กษัตริย์เมืองเบลา (คือเมืองโศอาร์)
3 กษัตริย์ทั้งห้านี้ได้รวมกำลังทัพที่หุบเขาสิดดิม (ทะเลเกลือ)
 4 พวกเขาได้เป็นเมืองขึ้นกับกษัตริย์เคโดร์ลามาแล้ว 12 ปี แต่ในปีที่สิบสามพวกเขาก็กบฏขัดขืน
 
5 ในปีที่สิบสี่  เคโดร์ลาโอเมอร์ กับกษัตริย์ที่เป็นพันธมิตร จงยกทัพมา และเอาชนะชาวเรฟาอิม (เป็นมนุษย์ยักษ์ที่อาศัยแถบนั้น )ในอัชเทโรกคารนาอิม
ชาวศูซิมในเขตฮาม
ชาวเอมิมในชาเวห์คีริยาธาอิม
6 ชาวโฮรีในแถบเขาเสอีร์ของพวกเขา
ชนะยาวไปถึงเอลปารานเขตทะเลทราย
7 จากนั้นพวกเขาก็กลับมาตี เอนมิชปัท (เป็นที่เดียวกับคาเดช) และยังเอาชนะดินแดนทั้งหมดของชาวอามาเลข กับชาวอาโมไรต์ที่อาศัยในฮาซาโซนทามาร์ 

8 แล้วกษัตริย์ทั้งห้าแห่งเมืองโสโดม
กษัตริย์แห่งเมืองโกโมราห์ กษัตริย์แห่งเมืองอัดมาห์ กษัตริย์แห่งเมืองเศโบยิม และกษัตริย์แห่งเมืองเบลา (คือโศอาร์) ร่วมกันออกไปต่อสู้ที่บริเวณหุบเขาสิดดิม
9กษัตริย์เหล่านี้ เข้าสู้รบกับ เคโดร์ลาโอเมอร์  กษัตริย์แห่งเอลาม ทิดาลกษัตริย์แห่งโกยิม  อัมราเฟล กษัตริย์แห่งชินาร์ (บาบิโลน)และ อาริโอค กษัตริย์แห่งเอลลาสาร์ รวมเป็นกษัตริย์สี่เมืองเข้ามารบประจัญหน้ากับกษัตริย์อีกห้าองค์



 

10 ที่บริเวณหุบเขาสิดดิมนั้น มีบ่อยางมะตอยกระจายอยู่หลายแห่ง  เมื่อกองทัพของกษัตริย์แห่งโสโดม และกษัตริย์แห่งโกโมราห์แตกพ่ายและหนีมา บ้างก็ตกลงไปในบ่อ บ้างก็หนีไปยังเนินเขาต่าง ๆ
11 ฝ่ายกษัตริย์ทั้งสี่ก็ริบทรัพย์สมบัติและเสบียงของโสโดมและโกโมราห์ แล้วก็ยกทัพกลับไป
12 แต่เมื่อเดินทางกลับไปนั้น ก็ได้จับตัวโลท ลูกชายของน้องชายอับราม พร้อมกับทรัพย์สมบัติของเขาไปด้วย เพราะเขาอาศัยในโสโดม

ข่าวร้ายมาถึงอับราม
13 มีบางคนหนีมาได้ และนำข่าวมาบอกกับอับรามชาวฮีบรูผู้ที่อาศัยใกล้สวนโอ๊กที่เป็นของมัมเร ชาวอาโมไรต์ซึ่งเป็นพี่น้องกับเอชโคล์ และอาเนอร์ พวกเขาเป็นพันธมัตรกับอับราม
14 เมื่ออับรามได้ยินข่าวเรื่องหลานชายที่ถูกจับไปเป็นเชลย เขาก็รวบรวมทาสที่ถูกฝึกแล้ว 318 คนที่เกิดในบ้านของเขาไล่ตามพวกเขาไปถึงเมืองดาน
 15 คืนวันนั้น อับรามและทาสของเขา แบ่งเป็นกอง โจมตีจนได้ชัยชนะ และรุกต่อไปจนถึงเมืองโฮบาห์ ซึ่งอยู่ทางเหนือของดามัสกัส 
16 เขาได้ยึดเอาทุกสิ่งทั้งหมดกลับคืนมาได้ รวมทั้งพาโลท ญาติของเขา รวมทั้งทรัพย์สินของโลทและพวกผู้หญิงและคนอื่น ๆ ก็กลับมา

พบท่านเมลคีเซเดค
17หลังจากที่กลับมาจากการรบชนะเคโดร์ลา โอเมอร์ และกษัตริย์พันธมิตรแล้ว กษัตริย์แห่งโสโดม ก็ออกมาพบกับเขาที่หุบเขาชาเวห์ เรียกอีกชื่อว่าหุบเขากษัตริย์
 18 เมลคีเซเดค กษัตริย์เมืองซาเลม (ต่อมาเรียกว่า เยรูซาเล็ม)   ผู้เป็นปุ โรหิตของพระเจ้าสูงสุด (พระนามเอลเอลโยน ได้นำอาหารและเหล้าองุ่นมามอบให้ 
19 และท่านอวยพรแก่อับรามว่า “ขอให้อับราม ได้รับพรจากองค์พระเจ้าสูงสุด  ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
20 สรรเสริญสาธุการพระเจ้าสูงสุด ผู้ได้ทำให้เหล่าศัตรูตกอยู่ในมือของท่าน”
และอับรามได้มอบหนึ่งในสิบของทุกสิ่งที่ริบมาจากการต่อสู้ให้แก่ท่าน  (ฮีบรู 7:1-2)

21 กษัตริย์แห่งโซโดม กล่าวแก่อับรามว่า “ขอให้ท่านคืนคนของเรา ส่วนทรัพย์สินนั้น ขอท่านเก็บเอาไว้เถิด”
 22 แต่อับรามตอบกษัตริย์แห่งโสโดมว่า “ข้าพเจ้าได้ยกมือของข้าพเจ้าปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์ องค์พระเจ้าสูงสุด 

23  ว่า ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดที่เป็นของท่านแม้แต่ของเล็กน้อย อย่างเส้นด้ายหรือเชือกผูกรองเท้า เพื่อท่านจะไม่อาจกล่าวได้เลยว่า ‘เราทำให้อับรามมั่งคั่ง’
 
 24 ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ผู้คนของข้าพเจ้าได้กินดื่มไปแล้ว และส่วนแบ่งที่พันธมิตรของข้าพเจ้าคือ อาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเร สมควรจะได้รับ”

อธิบายเพิ่มเติม

อย่าเพิ่งตกใจเมื่อเห็นชื่อกษัตริย์มากมายในบทนี้
 นี่เป็นบันทึกเรื่องของสงครามครั้งแรกในพระคัมภีร์  อับราม ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกเป็นพระเอกของเรื่องคืออับราม เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเขา ทรงสอนเขาหลายอย่างด้วยประสบการณ์ชีวิต  และให้เขามีชัยชนะ อับรามคนนี้แตกต่างจากคนที่หลบหลังภรรยาด้วยความกลัวในบทที่ 12

ปฐมกาล 14:1-12 ได้เล่าเรื่องของกษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ 4 เมืองร่วมเป็น พันธมิตรกัน และต่อสู้กับกษัตริย์อีก 5 เมืองที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น นี่เป็นการบันทึกสงครามแบบแบ่งพวก มีพันธมิตรเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์

พวกแรกนี้ดูจากแผนที่ มาจากเมโสโปเตเมีย
1 อัมราเฟล กษัตริย์แห่งชินาร์ (บาบิโลน)
2 อาริโอค กษัตริย์แห่งเอลลาสาร์
3 เคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์แห่งเอลาม และ
4 ทิดาลกษัตริย์แห่งโกยิม

ส่วนพวกหลังเป็นกษัตริย์ตามเมืองเล็ก ๆ ในแผ่นดินคานาอัน พวกเขาน่าจะเป็นเหมือนกับขุนศึก
1 กษัตริย์เบราแห่งโสโดม
2 กษัตริย์บริชาแห่งโกโมราห์ 
3 กษัตริย์ชินาบแห่งอัดมาห์
4 กษัตริย์เชเมเบอร์แห่เศโบยิม และ
5 กษัตริย์เมืองเบลา (คือเมืองโศอาร์)

ทั้งห้านี้ ตัดสินใจขัดขืนหลังจากตกเป็นเบี้ยงล่างมานาน
แต่แล้ว พวกที่มาไกลกลับชนะ และยังริบของไปมากมายเพื่อแบ่งกัน
พวกเขายังรบชนะชนเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่กันกระจัดกระจายในคานาอันด้วย
พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง จากข้อ 5-7 มีรายการเผ่าที่ถูกโจมตีและพ่ายกษัตริย์จากตะวันออกเหล่านี้

คนเรฟาอิมในพื้นที่ อัชเทโรกคารนาอิม
ศูซิมในพื้นที่ฮาม เอมิมในพื้นที่ชาเวห์คีริยาธาอิมปัจจุบันคือ เมืองคูริยาทในจอร์แดน
โฮรีเขตเทือกเขาเสอีร์ …. (เขตไปไกลถึงเอลปาราน) เขตนี้คือ พื้นที่จากทะเลตายไปจนถึงอ่าวอากาบา
เอนมิชปัทที่คาเดชชื่อคาเดชเป็นชื่อที่พบบ่อยในพระคัมภีร์พื้นที่นี้มีน้ำพุซึ่งชนเบดูอินเร่ร่อนเรียกว่า น้ำพุแห่งความยุติธรรม
อามาเลขใน 1 ซามูเอล 5:5 กล่าวถึงเมืองแห่งอามาเลข
อยู่ทางเนเกบ ทิศใต้ของคานาอัน
อาโมไรต์ในพื้นที่ฮาซาโซนทามาร์เป็นที่เดียวกับที่เรียกว่า เอนเกดีเป็นโอเอซิส ในทะเลทราย 

ฝ่ายเมืองขึ้นกลับแพ้ที่หุบเขาสิดดิมซึ่งมีบ่อยาง มะตอยมากมาย ทำให้ฝ่ายชนะได้มีโอกาสปล้นสะดมเมือง ริบสิ่งของต่าง ๆของชาวโสโดมและโกโมราห์โลท และครอบครัวซึ่งไปอาศัยอยู่ที่เมืองโสโดมจึงถูกจับตัวไป พร้อมกับชาวเมืองคนอื่น ๆ

ปฐมกาล 14:13-16
เล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นให้เรารู้ว่า มีคนหนึ่งหนีรอดมาแล้วแจ้งให้อับรามกับญาติของท่านให้ทราบอับรามจึงเลือกคน 318 คนตามล่ากษัตริย์ทั้งสี่ไปถึงเมืองดาน แยกกำลังโจมตีไล่ไปถึงเมืองโฮบาห์ใกล้เมืองดามัสกัส จากนั้นก็ได้ของกลับคืนมา และสำหรับคน เขาไม่ใด้เอาโลทกลับมาเท่านั้น แต่คนอื่น ๆ ที่ถูกจับไปก็ได้กลับมาด้วย คราวนี้ชื่อเสียงของอับราฮัมยิ่งเลื่องลือ
เหตุการณ์นี้ เราพอจะเห็นได้ว่า อับรามเองเป็นคนที่มั่งคั่ง มีอิทธิพลมาก
ทีเดียว การแยกกำลังโจมตี การโจมตีแบบไม่ได้ตั้งตัวทำให้กษัตริย์ทั้งสี่นั้นพ่ายแพ้ อับรามใช้วิธีเหมือนกองโจร จัดการกับกองทัพที่ใหญ่กว่า พวกเขาไม่ได้คาดว่าจะมีใครมาตามเอาคืนแบบนี้ อีกอย่างต้องเหนื่อยกับสงคราม การเดินทางมานาน ส่วนอับรามมั่นใจว่า พระเจ้าเป็นผู้ให้ชัยชนะ เราจะเห็นจากที่ท่านพูดในเวลาต่อมา
อับราฮัม คนที่ติดตามพระเจ้า คนที่ยังไม่มีแผ่นดินเป็นของตน ยังไม่มีชาติ
ไม่มีลูกชายสักคนด้วยซ้ำ พร้อมที่จะรวบรวมกำลังตามไปช่วยโลทหลานชายที่เริ่มใช้ชีวิตกับคนชั่วต่อต้านพระเจ้าในเมืองโสโดม

ปฐมกาล 14:17-20
หลังจากที่รบชนะ กษัตริย์เมืองโสโดมก็เข้ามาพบอับราม
ที่สำคัญกษัตริย์เมลคีเซเดค แห่งซาเลมผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าสูงสุด ก็ทรงนำอาหารและเหล้าองุ่นมาให้อับราม พร้อมอวยพรว่า
“ขอให้อับรามได้พรจากพระเจ้าสูงสุด ผู้ทรงสร้าง
ฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน สรรเสริญพระเจ้าสูงสุด
ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งสิ้นไว้ในมือท่าน”


คำพูดนี้ทำให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายอับรามทำให้เขาได้รับชัยชนะ แม้ว่าจะต้องสู้กับศัตรูที่มากว่า มีพลังเยอะกว่าตัวเขา
อับรามก็ถวายสมบัติที่ริบมาหนึ่งในสิบแก่ท่าน เป็นการถวายเกียรติแด่กษัตริย์ผู้เป็นปุโรหิต เมลคึเซเดคท่านนี้ ท่านผู้นี้ลึกลับพอสมควร!
เราเรียนรู้เรื่องท่านเมลคีเซเดคได้อีกในฮีบรูบทที่ 7-8

ความหมายของชื่อมัลคีเซเดคคือ กษัตริย์ผู้ทรงธรรมของฉัน



ปฐมกาล 14:21-24
อับรามพอใจกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เขา เขาไม่ต้องการของๆ ใคร ไม่ต้องการให้ใครมาอ้างว่าที่เขามีมากขนาดนี้เป็นเพราะมนุษย์คนใดคนหนึ่งอุปถัมภ์ พระเจ้าจะเป็นผู้ประทานสิ่งดีให้แก่เขาไม่ต้องพยายามต่อสู้เพื่อจะได้มา
อับราฮัมมีพันธมิตรที่ไม่ได้เป็นคนของพระเจ้า และไปช่วยชีวิตคนที่ห่างจากพระเจ้าด้วย แล้วเขาก็ทำสิ่งที่ถวายเกียรติกับพระเจ้าโดยการไม่รับสิ่งใดที่คนอื่นอาจอ้างได้ว่า เป็นผู้ให้  เพราะสำหรับอับรามแล้ว  ผู้ที่ทำให้เขาชนะศึกคือพระเจ้า ผู้ที่ทำให้มั่งคั่ง มั่นคงคือพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่นคนใด 

พระเจ้าของอับรามเป็นพระเจ้าสูงสุดพระผู้สร้างที่ไม่มีใครอาจเทียบได้ !

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 14
1* ปฐมกาล 10:10; 11:2; อิสยาห์ 11:11; 21:2
2* เฉลยธรรมบัญญัติ   29:23; ปฐมกาล 13:10; 19:22
5* ปฐมกาล 15:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 2:20; 2:10
6* เฉลยธรรมบัญญัติ 2:12, 22
7* 2 พงศาวดาร 20:2
10* ปฐมกาล 11:3; 19:17, 30
11* ปฐมกาล 14:16, 21
12* ปฐมกาล 11:27; 12:5; 13:12
13* ปฐมกาล 39:14; 40:15; 13:18; 14:24; 21:27, 32

14* ปฐมกาล 19:29; 13:8; 14:12; 12:5; 15:3; 17:27;
เฉลยธรรมบัญญัติ 34:1
15* อิสยาห์ 41:2-3
16* ปฐมกาล 31:18
17* 1 ซามูเอล  18:6; 2 ซามูเอล 18:18; ฮีบรู 7:1
18* ฮีบรู 7:1-19; ปฐมกาล 18:5; สดุดี 110:4; กิจการ 16:17
19* รูธ 3:10 ; ปฐมกาล 14:22
20* ปฐมกาล 24:27; ฮีบรู 7:4
22* ปฐมกาล 14:2, 8, 10; ดาเนียล 12:7; ปฐมกาล 14:9
23* 2 พงศ์กษัตริย์ 5:16

บรรณานุกรม
netbible.org
Torah Class, https://www.youtube.com/watch?v=5xEjh4uhRXI
“Uncovering the Battle That Changed the World” ดูที่  https://armstronginstitute.org/299-uncovering-the-battle-that-changed-the-world