สดุดี 150 บท

บรรพที่หนึ่ง สดุดี 1-41
สดุดี 1 ทางคนเที่ยงธรรมกับคนอธรรม
สดุดี 2 อาณาจักรพระเมสสิยาห์
สดุดี 3 การไว้วางใจที่ให้ชัยชนะ
สดุดี 4 มั่นใจและสงบในพระเจ้า
สดุดี 5 คำอธิษฐานเวลาเช้า
สดุดี 6 ความมั่นคงเมื่อคร่ำครวญต่อพระเจ้า
สดุดี 7 มั่นใจว่าพระเจ้าทรงช่วยกู้แน่นอน
สดุดี 8 พระนามเดียวที่เกรียงไกร
สดุดี 9 พระเจ้าทรงฟังเสียงวิงวอน
สดุดี 10 พระเจ้าทรงชนะเหนือความชั่วแน่นอน
สดุดี 11 โต้คำแนะนำของคนขี้ขลาด
สดุดี 12 คำมนุษย์กับพระดำรัสพระเจ้า
สดุดี 13 ขอทรงทำให้ตาสว่าง
สดุดี 14 ความคิดของคนโง่และชัยชนะของพระเจ้า
สดุดี 15 ใครจะได้พักอยู่ในพลับพลาของพระเจ้า?
สดุดี 16 ท่วงทำนองแห่งความชื่นบาน
สดุดี 17 คำทูลขอให้พ้นจากคนที่มาล้างผลาญ
สดุดี 18 ชนะแล้ว! ขอบคุณพระเจ้า
สดุดี 19 ท้องฟ้าประกาศพระหัตถกิจ
สดุดี 20 การสู้รบเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า
สดุดี 21 ยินดีในชัยชนะจากพระเจ้า


สดุดี 22 คำบอกล่วงหน้าถึงวันสิ้นพระชนม์
สดุดี 23 องค์พระผู้เลี้ยงดู
สดุดี 24 พระเจ้าผู้ทรงพระสิริจะเสด็จมา
สดุดี 25 ทูลขอพระเจ้าหลายอย่าง
สดุดี 26 อธิษฐานขอทรงตรวจสอบและทรงไถ่
สดุดี 27 พระเจ้าทรงเป็นแสงสว่างและความรอด
สดุดี 28 ทูลขอพระเจ้าช่วย และทรงตอบจริง ๆ
สดุดี 29 พระสุรเสียงในธรรมชาติ
สดุดี 30 ทรงฉุดข้าขึ้นมาจากหลุม
สดุดี 31 คำอธิษฐานและคำสรรเสริญพระเจ้า
สดุดี 32 อย่าให้มีบาปที่ไม่สารภาพ
สดุดี 33 แด่พระเจ้าผู้ทรงเต็มด้วยรักมั่นคง
สดุดี 34 คำสรรเสริญจากถ้ำหลบภัย
สดุดี 35 ขอร้องพระเจ้าให้ทรงล่าศัตรู
สดุดี 36 มนุษย์ชั่ว แต่พระเจ้าทรงดีเหลือเกิน
สดุดี 37 ความแตกต่างของชีวิตอธรรม-เที่ยงธรรม
สดุดี 38 ขอพระเจ้าเมตตา สำนึกผิดแล้ว
สดุดี 39 ขอพระเจ้าทรงอภัยและเมตตา
สดุดี 40 คำขอบพระคุณและคำร้องขอความช่วยเหลือ
สดุดี 41 ชัยชนะแม้ถูกทรยศ

บรรพที่สอง สดุดี 42-72
สดุดี 42 เหตุใดจึงท้อแท้นัก
สดุดี 43 หวังใจแม้ในยามลำบาก
สดุดี 44 ขอทรงลุกขึ้นมา ช่วยพวกเรา
สดุดี 45 บทเพลงงานสมรส
สดุดี 46 พระเจ้าทรงเป็นป้อมปราการ
สดุดี 47 ยินดีในองค์กษัตริย์ผู้ทรงครอบครองทั้งโลก
สดุดี 48 นครแห่งพระเจ้าของเรา
สดุดี 49 ชีวิตและความตายของมนุษย์
สดุดี 50 พระเจ้าเองทรงเป็นผู้พิพากษา
สดุดี 51 คำสารภาพจากส่วนลึกในใจ
สดุดี 52 พระเจ้าทรงเป็นผู้กำจัดศัตรู
สดุดี 53 เมื่อคิดว่าไม่มีพระเจ้า
สดุดี 54 ความช่วยเหลือยามถูกทรยศ
สดุดี 55 มอบความทุกข์ใจของท่านไว้กับพระเจ้า
สดุดี 56 เมื่อศัตรูไล่ล่าเหยียบย่ำ

สดุดี 57 ขอให้พระสิริเต็มทั่วแผ่นดิน
สดุดี 58 ขอทรงลงโทษเจ้านายอธรรม
สดุดี 59 พระผู้ทรงช่วยกู้ พระกำลังและป้อมปราการ
สดุดี 60 เราจะปฏิบัติงานอย่างกล้าหาญ
สดุดี 61 คำปฏิญาณจะสรรเสริญพระเจ้าทุกวัน
สดุดี 62 รอคอยพระองค์ผู้เดียว
สดุดี 63 โหยหาพระเจ้ายิ่งนัก
สดุดี 64 พระเจ้าทรงตอบสนองเอง
สดุดี 65 สิ่งดีทุกอย่างมาจากเบื้องบน
สดุดี 66 พระราชกิจอันน่าเกรงขาม
สดุดี 67 ให้ทั้งโลกสรรเสริญพระเจ้า
สดุดี 68 แด่พระเจ้าผู้ประทานชัยชนะ
สดุดี 69 เมื่อต้องเผชิญโลกที่เกลียดชัง
สดุดี 70 ขอพระเจ้าทรงรีบมาช่วย
สดุดี 71 ทูลขอพระเจ้าให้มีชีวิตยืนนาน
สดุดี 72 คำอธิษฐานเพื่อองค์กษัตริย์

บรรพที่สาม สดุดี 73-89
สดุดี 73 คำอธิษฐานของอาสาฟ
สดุดี 74 คร่ำครวญถึงหายนะของพระวิหาร
สดุดี 75 ขอบพระคุณสำหรับพระพิพากษาอันยุติธรรม
สดุดี 76 เมื่อพระเจ้าทรงตัดสินความ ทั้งโลกก็นิ่ง
สดุดี 77 ในวันทุกข์ยาก ข้าแสวงหาพระเจ้า
สดุดี 78 พระเจ้าทรงซื่อตรงต่ออิสราเอลที่ดื้อดึง
สดุดี 79 เพื่อเห็นแก่พระสิริรุ่งโรจน์แห่งพระนาม
สดุดี 80 ขอพระพักตร์ฉายแสง


สดุดี 81 เพียงแค่เจ้าฟังเสียงของเรา
สดุดี 82 ที่ประชุมสภาสวรรค์
สดุดี 83 สิบชนชาติที่คบคิดกันต่อต้านพระเจ้า
สดุดี 84 โหยหาพระวิหารของพระเจ้า
สดุดี 85 ขอพระเจ้าทรงรื้อฟื้นเราอีกครั้ง
สดุดี 86 ความช่วยเหลือจากองค์ทรงฤทธิ์​
สดุดี 87 ศิโยน นครของพระเจ้า
สดุดี 88 คำอธิษฐานจากหลุมลึก
สดุดี 89 พระเจ้าทรงซื่อตรงตลอดไป

บรรพที่สี่ สดุดี 90-106
สดุดี 90 พระเจ้าองค์อมตะกับมนุษย์ที่ต้องตาย
สดุดี 91 ปลอดภัยเมื่ออยู่ในพระเจ้า
สดุดี 92 บทเพลงวันสะบาโต
สดุดี 93 องค์ผู้สูงสุดทรงครอบครอง
สดุดี 94 พระผู้ทรงแก้แค้นแทน
สดุดี 95 ทั้งโลกอยู่ในพระหัตถ์
สดุดี 96 องค์ผู้เสด็จมาพิพากษา
สดุดี 97 ยินดีและระทึกใจในองค์ผู้สูงสุด
สดุดี 98 มาชื่นชมยินดีกับความดีของผู้พิพากษา


สดุดี 99 พระยาห์เวห์ผู้บริสุทธิ์ทรงครองสูงสุด
สดุดี 100 แผ่นดินโลกมาสรรเสริญพระเจ้า
สดุดี 101 คำสัญญาของกษัตริย์ดาวิด
สดุดี 102 พระเจ้าผู้ดำรงนิรันดร์กับมนุษย์ที่หวังใจในพระองค์
สดุดี 103 วิญญาณข้าและสรรพสิ่งถวายพระพรแด่พระเจ้า
สดุดี 104 สรรเสริญพระเจ้าสูงสุดเพราะสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและดูแล
สดุดี 105 การดูแลจากพระหัตถ์ที่มองไม่เห็น
สดุดี 106 คำอธิษฐานเพื่อชนชาติของเขา

บรรพที่ 5 สดุดี 107-150
สดุดี 107 พระเจ้าทรงตอบในทุกสถานการณ์
สดุดี 108 แด่พระเจ้าผู้ทรงให้เราชนะศัตรู
สดุดี 109 ขอพระเจ้าทรงตอบสนองคนชั่วร้าย
สดุดี 110 การปกครองขององค์พระเมสสิยาห์
สดุดี 111 พระราชกิจอัศจรรย์ที่พึงใจ
สดุดี 112 ชีวิตที่มีพระเจ้าเป็นที่หนึ่ง
สดุดี 113 เมื่อพระเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงมา
สดุดี 114 มวลน้ำหนีไปและภูเขากระโดด
สดุดี 115 พระพรมหาศาลจากพระยาห์เวห์
สดุดี 116 พระคุณที่เกินพอสำหรับชีวิต
สดุดี 117 สดุดีที่ยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์
สดุดี 118 พระเจ้าทรงเป็นหลายสิ่งในชีวิต
สดุดี 119 พระดำรัสที่รัก
สดุดี 120 การอยู่ใกล้ผู้เกลียดสันติ
สดุดี 121 พระองค์ผู้ทรงดูแลปกป้อง
สดุดี 122 ไปยังพระวิหารของพระเจ้ากันเถอะ
สดุดี 123 ขอพระเมตตา
สดุดี 124 พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา
สดุดี 125 อิสราเอลมั่นคงเพราะพระเจ้า
สดุดี 126 หว่านน้ำตาและเก็บเกี่ยวอย่างยินดี
สดุดี 127 บ้านเราพระเจ้าทรงสร้างให้
สดุดี 128 ความสุขของคนที่ยำเกรงพระเจ้า


สดุดี 129 ขอทรงตัดเชือกคนชั่วร้ายออกไป
สดุดี 130 รอคำตอบด้วยใจจดจ่อ
สดุดี 131 บทเพลงแห่งความถ่อมตนและไว้วางใจ
สดุดี 132 พระยาห์เวห์ทรงเลือกศิโยนเป็นที่ประทับ
สดุดี 133 เมื่อได้อยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว
สดุดี 134 มาสรรเสริญพระยาห์เวห์กันเถอะ
สดุดี 135 พระนามของพระองค์ดำรงนิรันดร์
สดุดี 136 รักมั่นคงของพระองค์ยืนยงเป็นนิตย์
สดุดี 137 จะร้องเพลงของพระยาห์เวห์ได้อย่างไร
สดุดี 138 องค์ผู้สูงส่งกับคนต่ำต้อย
สดุดี 139 พระดำริที่มากกว่าเม็ดทราย
สดุดี 140 ขอทรงช่วยให้พ้นจากคนปากร้าย
สดุดี 141 ขอทรงฟังเสียงร้องทูล
สดุดี 142 เมื่อข้าหมดเรี่ยวแรง
สดุดี 143 คำทูลขอที่มากมาย
สดุดี 144 พระศิลาและป้อมปราการของชีวิต
สดุดี 145 พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่
สดุดี 146 พระเจ้าแห่งยาโคบ
สดุดี 147 สรรเสริญพระองค์ผู้อยู่เหนือธรรมชาติ
สดุดี 148 มาสรรเสริญพระเจ้าด้วยกัน
สดุดี 149 คำสรรเสริญพร้อมกับการต่อสู้
สดุดี 150 ทุกสิ่งที่หายใจ สรรเสริญพระเจ้าเถิด

อพยพ 2 40-40-40


ทารกที่ผ่านคำสั่งประหาร
1 ชายคนหนึ่งจากวงศ์วานเลวี แต่งงานกับหญิงคนวงศ์วานเดียวกัน   
2 ภรรยาตั้งครรภ์คลอดลูกชาย  เมื่อเธอเห็นว่าลูกชายนั้นแข็งแรงน่ารัก เธอจึงซ่อนเขาไว้ถึงสามเดือน 
3 หลังจากสามเดือน เธอไม่อาจซ่อนเขาไว้ได้ต่อไป ดังนั้นเธอจึงสานตะกร้าด้วยต้นกก ชันยางมะตอยและยางไม้ เพื่อจะลอยได้ แล้ววางทารกนั้นในตะกร้า นำไปลอยท่ามกลางดงต้นอ้อริมแม่น้ำไนล์ 4 โดยให้พี่สาวของเขาแอบอยู่ไม่ไกล คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องเล็ก
5 แล้วพระธิดาของฟาโรห์เสด็จมาสรงน้ำที่แม่น้ำไนล์  ส่วนเหล่านางกำนัลก็เดินไปตามตลิ่งน้ำ  และเมื่อพระธิดาทรงเห็นตะกร้าในดงอ้อ จึงรับสั่งให้นางกำนัลไปนำตะกร้านั้นมา
6 เมื่อเปิดมาก็เห็นทารกชายที่กำลังร้องไห้ จึงสงสารนัก และตรัสว่า “นี่ต้องเป็นทารกชาวฮีบรูแน่นอน”
7 จากนั้น พี่สาวของทารกจึงทูลพระธิดาว่า
“จะให้หนูไปหาแม่นมชาวฮีบรูมาให้นมเด็กเพื่อพระนางไหมเจ้าคะ?”
8 พระธิดารับสั่งว่า “เอาเลย!” เด็กหญิงก็ไป และนำแม่ของทารกน้อยมา
9 พระธิดาของฟาโรห์ตรัสกับหญิงนั้นว่า “จงเอาเด็กคนนี้ไปเลี้ยงให้ฉัน และฉันจะจ่ายค่าจ้างให้” หญิงคนนั้นจึงนำทารกน้อยไปและเลี้ยงดูเขา
10 เมื่อเขาโตขึ้น เธอก็นำมาเฝ้าพระธิดาฟาโรห์ พระนางทรงรับเขาเป็นโอรส ทรงตั้งชื่อว่า “โมเสส” ตรัสว่า “เพราะเราได้อุ้มเขาขึ้นมาจากน้ำ”

ช่วยคนฮีบรู กลับกลายเป็นต้องหนี
11 โมเสสเติบโตขึ้น เป็นชายหนุ่ม วันหนึ่งเขาออกไปเยี่ยมคนชนชาติเดียวกับเขา  ก็ได้เห็นกับตาว่า พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหนัก และเห็นชาวอียิปต์คนหนึ่งกำลังตีชายฮีบรูซึ่งเป็นชนชาติเดียวกับเขา
12 โมเสสเหลียวมองซ้ายขวา เห็นว่า ไม่มีใครดูอยู่ เขาจึงฆ่าชายอียิปต์คนนั้น และซ่อนศพของเขาไว้ในพื้นทราย

13 วันต่อมา โมเสสก็กลับไปอีก และเห็นชายฮีบรูสองคนกำลังสู้กัน จึงถามคนที่ทำผิดว่า “ทำไมท่านจึงทุบตีพี่น้องฮีบรูด้วยกันอย่างนี้เล่า?”


14 เขาตอบกลับว่า “ใครตั้งให้เจ้าเป็นเจ้านายหรือ คนตัดสินพวกเรา? นี่เจ้าจะฆ่าเราเหมือนกับที่ได้ฆ่าคนอียิปต์อย่างนั้นหรือ?”  โมเสสตกใจและคิดว่า “นี่ใคร ๆ คงรู้เรื่องที่เราทำไปแล้วแน่นอนเลย”
15 เมื่อฟาโรห์ทรงทราบเรื่องเข้า ก็พยายามตามตัวเขาเพื่อจะประหาร
แต่โมเสสได้หนีจากฟาโรห์ไปยังดินแดนมีเดียน 
และเขานั่งลงข้างบ่อน้ำแห่งหนึ่ง

โมเสสในแผ่นดินมีเดียน

16 ปุโรหิตมีเดียนคนหนึ่งชื่อเรอูเอล หรือเยโธร  มีลูกสาวเจ็ดคน  และพวกเธอก็ออกไปยังบ่อน้ำ ใส่รางให้ฝูงสัตว์ของพ่อ
17 มีกลุ่มคนเลี้ยงแกะ มาไล่พวกเธอ แต่โมเสสได้ปกป้องพวกเธอ และช่วยเอาน้ำให้ฝูงสัตว์   
18 เมื่อพวกเธอกลับมาหาพ่อ เรอูเอล เขาถามพวกเธอว่า “ทำไมวันนี้พวกเจ้ากลับบ้านเร็วนัก?”
19 ลูกสาวจึงตอบว่า “คนเลี้ยงแกะมาไล่พวกเรา แต่มีชายอียิปต์คนหนึ่งมาช่วยเราให้พ้นคนพวกนั้น แล้วยังโพงน้ำให้ฝูงสัตว์ของเราด้วย”

  20 เขาถามลูกสาวว่า “ชายคนนั้นอยู่ที่ไหน? ทำไมเจ้าปล่อยให้เขาอยู่อย่างนั้น? ไป ไปเชิญเขามากินอาหารกับเรา” 
21 โมโสสจึงตกลงใจที่จะอยู่กับเยโธร ซึ่งเขาก็ยกลูกสาวชื่อศิปโปราห์ให้เป็นภรรยา
22 เธอคลอดลูกชายให้เขา โดยโมเสสตั้งชื่อเขาเป็นภาษาฮีบรูว่า เกอร์โชม (เสียงเหมือนคำว่าคนแปลกหน้า) เพราะโมเสสกล่าวว่า “เราเป็นคนต่างด้าว ในต่างแดน”
 

เมื่ออิสราเอลร้องทูลพระเจ้า
23 เวลาผ่านไปนานมาก กษัตริย์อียิปต์ก็สิ้นพระชนม์ ประชาชนอิสราเอลคร่ำครวญเพราะพวกเขาถูกขู่เข็ญให้เป็นทาสทำงานหนัก เมื่อพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ  พระเจ้าทรงได้ยิน 
24 พระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องทุกข์ของพวกเขา พระองค์ทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่ทรงให้ไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ยากของพวกเขา และทรงเป็นห่วงพวกเขา 

อธิบายเพิ่มเติม

อุ้มเขาขึ้นมาจากน้ำ
อพยพ 2:1-10
บทที่หนึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นประมาณ 400 ปี มาเน้นช่วงสุดท้าย สำหรับบทที่ 2 นี้ เล่าเรื่องอย่างรวดเร็วตั้งแต่โมเสสเกิดจนเขาต้องย้ายไปมีเดียน ซึ่งพอจบบท โมเสสก็อายุประมาณ 80 ปีแล้ว
เมื่อมีคำสั่งให้โยนเด็กชายลงน้ำ พ่อแม่ทุกคนต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น แต่ละบ้านก็ต้องมีวิธีการของตนเอง
และสำหรับบ้านของอัมราม โยเคเบด พ่อแม่ของเด็กทารกน้อยคนหนึ่ง มีวิธีการที่แยบยลมาก  เธอซ่อนลูกชายไว้สามเดือน แต่แล้วเมื่อไม่อาจซ่อนไว้ได้อีกต่อไป เธอ ตัดสินใจนำลูกน้อยไปลอยน้ำ เพราะเธอรู้ว่า ใกล้ ๆนั้น เป็นที่เจ้าหญิง พระธิดาของฟาโรห์มาอาบน้ำ   เธอทำตามวิธีการที่คิดไว้อย่างดี และให้พี่สาวคอยดูว่า พระธิดาจะเมตตากับลูกชายอายุสามเดือนไหม …​

ในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตใหญ่ของชนอิสราเอล   โยเคเบดตั้งใจช่วยลูกน้อย ด้วยความเชื่อในพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน ด้วยความกล้าหาญที่จะมอบลูกน้อยไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า   และเราเห็นการช่วยเหลือของพระเจ้าผ่านคุณแม่ฮีบรูธรรมดา ที่ทั้งฉลาด กล้าท้าทายกับพระธิดาฟาโรห์
เธอเป็นวีรสตรีตัวอย่างสำหรับเรา สิ่งที่เธอลงมือทำกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชาติอิสราเอล  เรื่องราวของเธอคือตัวอย่างสำหรับผู้เชื่อที่จะเดินไปด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการแค่มองเห็นสถานการณ์เลวร้าย  และยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มสู้

โยเคเบดเห็นว่า ลูกชายของเธอนั้น แข็งแรงน่ารัก  ในภาษาเดิมว่า ดี טוֹב โทฟ  เป็นคำเดียวกับที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งแล้วพระองค์ทรงเป็นว่า ดี  เป็นคุณลักษณะที่เพียบพร้อม ไม่มีตำหนิเลย

ตะกร้าที่แม่สานให้ทารกน้อย เรียก תֵּבָה เทบา และมีคำนี้ก่อนหน้านี้ครั้งเดียวคือ ครั้งที่โนอาห์สร้างนาวา (ปฐมกาล 6) นาวาน้อยของโมเสสได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เหมือนกับนาวาใหญ่ของโนอาห์ที่ช่วยทั้งครอบครัวให้รอดตาย  
เรียบง่าย และมหัศจรรย์
น่าแปลก เจ้าหญิงรู้ทันทีเมื่อเห็นเด็กน้อยว่า ต้องเป็นทารกของทาสที่ต้องการให้ลูกรอดชีวิต  และเธอก็พร้อมที่จะช่วยเด็กคนนี้  เธอตั้งชื่อได้อย่างยอดเยี่ยม โมเสส ความหมายคือ ดึงออกมาจาก
แผนการของพระเจ้านั้นยอดเยี่ยม แม้ทารกจำนวนมากอาจถูกทำลายไป แต่คนนี้ คนที่พระเจ้าทรงหมายพระทัยไว้ ได้รับการช่วยชีวิตจากเจ้าหญิง  เขาได้รับการดูแลจากแม่ของตนเองในฐานะแม่นม  ได้เลี้ยงลูกของตนเอง แล้วยังได้ค่าจ้างอีก!! 
ด้วยโอกาสนี้ เธอ ได้สอนให้ลูกรู้จักพระเจ้า  การเชื่อฟังพระเจ้า  แล้วเขาก็ ได้อยู่ในราชวัง เรียนรู้การปกครอง การเป็นผู้นำ วิทยาการต่าง ๆ ของอียิปต์  ไม่ว่าฟาโรห์จะพยายามกดขี่ชนอิสราเอลมากเพียงใด  แต่แผนการของพระเจ้าก็ยังจะดำเนินต่อไป เงียบ ๆ

แม้เมื่อโมเสสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวังฟาโรห์ เขาก็ยังระลึกถึงความเป็นชนชาติของพระเจ้าไม่มีวันลืม เขารู้เทือกเถาเหล่ากอของตนเอง  รู้ว่า ตนเป็นวงศ์เลวี  เป็นลูกหลานของอับราฮัม    พระคัมภีร์เล่าให้เราฟังเรื่องราวตอนต้นแค่สั้น ๆ และบอกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องหนีไปจากอียปต์
เรื่องที่น่าประหลาดอีกคือ พระเจ้าทรงใช้ครอบครัวของฟาโรห์เป็นผู้เลี้ยง ดูวีรบุรุษที่จะนำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์! … เป็นการกระทำที่ต้านฟาโรห์อย่างเหลือเชื่อ

อยากช่วยเขาแต่เขาไม่เล่นด้วย
อพยพ 2:11-15
ฐานะของโมเสสเมื่อเติบโตขึ้นคือ เขาเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าหญิงฟาโรห์  ได้รับการศึกษาดีที่สุดในโลกโบราณ “โมเสสได้รับการศึกษาในภูมิปัญญาทั้งหมดของชาวอียิปต์และมีอํานาจในการพูดและการกระทํา”  กิจการ 7:22)    เขามีสิทธิพิเศษของเจ้าชาย  รับการฝึกอบรมด้านรัฐศาสตร์ กลยุทธ์ทางทหาร และการบริหาร
โมเสสเป็น ชนชั้นสูงนี้ จนกระทั่งวัยผู้ใหญ่แต่ได้เลือกมรดกฮีบรูของเขาและหนีออกจากอียิปต์
ในข้อสิบเอ็ด โมเสสออกไปเยี่ยมชนชาติเดียวกับเขา เขาเห็นการกดขี่จากชนอียิปต์  นั่น.. คนอียิปต์กำลังตีคนฮีบรูคนหนึ่ง ไม่ได้ …ต้องจัดการ โมเสสกำลังใช้วิธีของอียิปต์จัดการนั่นคือ ฆ่าคนอียิปต์นั้นแล้วหมกศพไว้ในทราย
แต่แล้วอีกวันเมื่อเห็นฮีบรูตีกันเอง เขาจึงเข้าไปถาม และปรากฎว่า ความลับที่เขาได้ฆ่าคนอียิปต์นั้นถูกเปิดเผย ไม่ได้การ ต้องหนี แล้วเขาก็หนีไป ก่อนที่ฟาโรห์จะจับตัวทัน 

บ้านใหม่ในมีเดียน
อพยพ 2:16-22
โมเสสได้พบกับครอบครัวของปุโรหิตมีเดียน ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน  เขาเดินทางหาทุ่งหญ้า บ่อน้ำไปรอบ ๆ คาบสมุทรซีนายและดินแดนคานาอัน—ทุกพื้นที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่สัญญากับอับราฮัม และที่นี่ดูเหมือนเยโธรเจ้าของบ้านจะเป็นคนที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ (อ่าน อพยพ 8:9-12) 
เยโธร เป็นปุโรหิตชาวมีเดียนที่นมัสการพระเจ้า เขาไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างอาโรน แต่เขาเป็นลูกหลานของอับราฮัมผ่านเคธูราห์
เข้าใจว่า เขาน่าจะนมัสการพระเจ้าของอับราฮัม (ปฐมกาล 25:1-6)
โมเสสพบกับลูกสาวของเยโธรก่อน แล้วช่วยเหลือพวกเธอ  พ่อจึงให้ลูกสาวไปตามโมเสสมากินข้าวที่บ้านเป็นการตอบแทน ในที่สุด เขาตกลงใจเป็นลูกเขยเยโธร และมีหลานให้คนหนึ่ง ชื่อเกอร์โชม ..เป็นชื่อที่ทำให้เขาระลึกเสมอว่า เขาเป็นคนทั้งต่างด้าว อยู่ในต่างแดน  และเขาได้อาศัยในครอบครัวนี้ กลายเป็นคนเลี้ยงแกะแถบมีเดียน  จากเจ้าชายในอียิปต์  เขาหันกลับไปทำอาชีพที่คนอียิปต์รังเกียจ ตัวเขาเองคิดอย่างไรบ้างนะ? (ปฐมกาล 46:34)  แต่ในช่วงนี้เป็นเวลาที่โมเสสได้อยู่กับพระเจ้า และเรียนรู้ส่วนของชีวิตคนอิสราเอล

 คาดการณ์ว่ามีเดียนเป็นแถบที่ดินสี่เหลี่ยมตามแนวด้านตะวันออกของอ่าวอากาบา ไอลัต ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตแดนตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดิอาระเบีย






 

 สี่สิบปีผ่านไป
อพยพ 2:23-25
เมื่อฟาโรห์สิ้นไป (น่าจะเป็นฟาโรห์ ทัตโมสที่สาม ซึ่งสิ้นชีวิตในปี 1447 กคศ.)  อิสราเอลอธิษฐานร้องทูลต่อพระเจ้า ตอนนี้ใจของคนส่วนใหญ่ พร้อมที่จะออกจากอียิปต์แล้ว
โมเสสผู้เล่าเรื่องนี้ ได้ย้อนกลับไปถึงพันธสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ (ปฐมกาล 12:1-3) คำสัญญาของพระเจ้าจะนานแค่ไหน กี่ร้อยปี พวกเขายังจำกันได้
พระเจ้าทรงฟังคำร้องทูลของคนที่สิ้นหวัง หมดกำลังใจ คนที่ไม่มีอะไรเหลือ นี่เป็นตัวอย่างที่เราเห็นชัดเจน  ที่จริงพระองค์ไม่ได้มาทันเวลา แต่พระองค์ทรงเตรียมผู้ที่จะนำการปลดจากการเป็นทาสให้พวกเขานานแล้ว  พระเจ้าจะทรงส่งคำตอบมาให้ตามเวลาของพระองค์
ดูเหมือนว่า เมื่อฟาโรห์องค์นี้ตาย ก็มีการยกเลิกคำตัดสิน หรือ คดีต่าง ๆ ที่ทำให้โมเสสจะกลับไปในอียิปต์โดยจะไม่โดนฟ้องร้อง (อพยพ 6:19)

ข้อสังเกตบางอย่างในบทนี้
ฟาโรห์ถูกผู้หญิงห้าคนขัดขวางเขาอย่างที่ไม่น่าเชื่อ
เจ้าหญิง พระธิดาของฟาโรห์เอง
มิเรียม พี่สาวของโมเสส
ชีพราห์ และปูอาห์ หมอตำแยสาวสองคน
โยเคเบด คุณแม่ของโมเสส ….

เรื่องราวของพ่อแม่โมเสสเป็นตัวอย่างกับเรา
เรามาทราบชื่อของพ่อแม่คู่นี้ในอพยพ 6:20 คืออัมรามและโยเคเบด  อัมรามเป็นลูกของโคฮาท ส่วนโยเคเบดเป็นน้องสาวของโคฮาท (ซึ่งเป็นลูกของเลวี ลูกชายยาโคบ)
พวกเขาเป็นญาติใกล้ชิด พวกเขาแต่งงานกันโดยที่ตอนนั้นยังไม่มีข้อห้ามเรื่องนี้  ต่อมาในเลวีนิติ  พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ญาติใกล้ชิดแต่งงานกัน เราจะเห็นว่า ไม่ว่าภูมิหลังในครอบครัวจะเป็นอย่างไร เราเคยทำสิ่งที่ไม่สมควรอย่างไร แต่เมื่อแผนการของพระเจ้าจะใช้คน ๆ นั้น พระองค์จะทรงชำระทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาได้อย่างสะอาดหมดจด
เราทุกคนต้องได้ยินสิ่งเหล่านี้: สิ่งที่บรรพบุรุษทํา  ไม่จํากัดพระเจ้า  พระองค์ทรงสามารถให้เราพ้นจากผลต่าง ๆ ที่เราคิดว่า มีอยู่ ไม่ว่าในอดีตจะเกิดอะไรขึ้น พระเจ้าไม่แค่ปลดปล่อยเราได้เท่านั้น แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนเราให้กลายเป็นภาชนะแห่งการปลดปล่อยเพื่อผู้อื่นhttps://www.oneforisrael.org/the-mysterious-case-of-moses-parents/



 

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ 2
1* อพยพ 6:16-20
2* กิจการ 7:20
3* อิสยาห์ 18:2; ปฐมกาล 14:10; 6:14; อิสยาห์ 19:6
4* กันดารวิถี 26:59
5* กิจการ 7:21
10* กิจการ 7:21
11* ฮีบรู 11:24-26
12* กิจการ 7:24-25
13* กิจการ 7:26-28; สุภาษิต 25:8
14* กิจการ 7:27-28; ผู้วินิจฉัย 6:27

15* กิจการ 7:29 ;อพยพ 3:1; ปฐมกาล 24:11,29:2
16* อพยพ 3:1; 4:18; 18:12; ปฐมกาล 24:11, 13, 19; 29:6-10; 30:38
17* ปฐมกาล 47:3; 26:19-21; 29:3, 0
18* กันดารวิถี 10:29; อพยพ 3:1; 4:18
20* ปฐมกาล 31:54; 43:25
21* อพยพ 4:25; 18:2
22* อพยพ 4:20; 18:3,4; กิจการ 7:29
23* กิจการ 7:34; เฉลยธรรมบัญญัติ 26:7; ยากอบ 5:4
24* อพยพ 6:5; ปฐมกาล 15:13; 22:16-18; 26:2-5; 28:13-15; 12:1-3; 15:14; 17:1-14
25* อพยพ 4:31; 3:7

อพยพ 1 อยู่นานจนกลายเป็นทาส

ครอบครัวยาโคบเข้าไปอยู่ในอียิปต์
1 ตอนที่ยาโคบเดินทางไปยังอียิปต์นั้น เขาไปพร้อมกับลูกชาย ซึ่งแต่ละคนก็พาครอบครัวของตนไปด้วย  ต่อไปนี้ เป็นรายชื่อลูกชายของเขา
2 คือ รูเบน สิเมโอน เลวี ยูดาห์
3 อิสสาคาร์ เศบูลุน เบนยามิน
4 ดาน นัฟทาลี กาด และอาเชอร์
5 วงศ์วานของยาโคบที่เข้าไปในอียิปต์นั้น 70  คน 
ส่วนโยเซฟนั้น อาศัยในอียิปต์อยู่แล้ว 
6 เวลาต่อมาโยเซฟและพี่น้องของเขาก็เสียชีวิตไปหมด
7 แต่ชนอิสราเอลกลับทวีจำนวนมากขึ้น มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองกลายเป็นชนชาติใหญ่มีจำนวนมากมายในแผ่นดิน

จำนวนที่น่ากังวล
8 เมื่อมีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นปกครอง ท่านไม่ได้รู้จักว่าโยเซฟเป็นใคร
9 ท่านตรัสกับประชาชนของท่านว่า “ดูเถิด ชนอิสราเอลพวกนี้มีจำนวนมากเกิน พวกเขาเข้มแข็งกว่าเราด้วย
10 หากเราไม่วางแผนอย่างมีชั้นเชิงที่จะจัดการกับพวกเขา พวกเขาก็จะมีจำนวนมากขึ้นไปอีก  ดังนั้นหากมีสงคราม  พวกเขาอาจแปรพักตร์  กลับมาสู้กับเรา แล้วหนีออกนอกแผ่นดิน”

วิธีการจัดการประชากรยิวล้นเมือง
11 ดังนั้น ชนอียิปต์จึงบังคับให้พวกเขาทำงานหนัก โดยมีนายทาสควบคุมพวกเขาให้สร้าง
เมืองปิธม และราเมเสสเป็นเมืองพระคลังสำหรับฟาโรห์
12แต่ยิ่งชนอิสราเอลถูกบังคับให้ทำงานหนักเท่าไร พวกเขาก็ทวีจำนวนมากขึ้น และยังแผ่ขยายออกไปอีกเป็นอย่างมาก ทำให้ชนอียิปต์หวั่นใจกับชนอิสราเอลมาก
13 พวกเขาจึงยิ่งบีบบังคับพวกเขาอย่างทารุณ
14 ชนอียิปต์ทำให้ชีวิตพวกเขาขมขื่นมากโดยการบังคับให้ทำงานหนักเพื่อทำอิฐ ทำปูนสอ และทำงานในทุ่งทุกชนิด 

วิธีการที่โหดร้าย
15  แล้วกษัตริย์ ก็บัญชาหมอตำแยสาว คนฮีบรู คือ ชีฟราห์ และปูอาห์ว่า
16 “เมื่อใดที่เจ้าทำคลอดและดูแล หญิงฮีบรูขณะคลอดนั้น หากทารกเป็นชายก็จงฆ่าเสีย ถ้าเป็นหญิงก็ให้ไว้ชีวิต
17 แต่หมอตำแยทั้งสอง ยำเกรงพระเจ้า เธอจึงไม่ทำตามคำบัญชาของกษัตริย์ แต่ปล่อยให้ทารกชายรอดชีวิต
18 กษัตริย์อียิปต์จึงเรียกทั้งสองมาถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้? ทำไมเจ้าปล่อยให้เด็กชายรอดตาย?”    

19 ทั้งสองจึงตอบว่า “ผู้หญิงฮีบรูนั้นแข็งแรงกว่าผู้หญิงอียิปต์  พวกเธอแข็งแรงและคลอดลูกก่อนที่พวกเราจะไปถึงเพคะ”
20 แล้วพระเจ้าทรงโปรดปรานเธอทั้งสอง  และชนอิสราเอลก็ทวีจำนวนมากขึ้น
21 เป็นเพราะหมอตำแยยำเกรงพระเจ้า พระเจ้าจึงประทานพรให้เธอต่างมีครอบครัวของตนเอง 
22 แล้วองค์กษัตริย์ก็บัญชาประชาชนว่า “เมื่อใดที่คนฮีบรูมีลูกชาย จงโยนเด็กชายนั้นลงแม่น้ำไนล์ ส่วนเด็กหญิงก็ให้ไว้ชีวิต”

อธิบายเพิ่มเติม

SHEMOT ( שֵׁמוֺת เชอโมท)เป็นชื่อหนังสืออพยพ ภาษาฮีบรูแปลว่า ชื่อ (พหูพจน์)

ครอบครัวยาโคบเข้าไปอยู่ในอียิปต์
อพยพ 1:1-7
คราวที่โยเซฟพาพี่น้องของเขาไปอยู่ในอียิปต์นั้น นับได้เจ็ดสิบคน พร้อมกับโยเซฟ และครอบครัวของเขา  ในช่วงแรก พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระในส่วนหนึ่งของอียิปต์ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารและน้ำ รวมถึงทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ (ดินแดนโกเชน – หุบเขาดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ – ทางเหนือ)

พระเจ้าทรงอวยพรพวกเขา  พวกเขาไม่เพียงแต่เพิ่มจำนวนและมั่งคั่งขึ้นเท่านั้น กลายเป็นชนชาติใหญ่ในแผ่นดินอียิปต์  แต่ยังสามารถแข่งขันกับประชากรชาวอียิปต์พื้นเมืองได้ด้วยการกระจายตัวไปอาศัยอยู่ในทุกส่วนของอียิปต์

แล้วฟาโรห์ก็ใช้กลยุทธ์ที่จะทําให้ชนอิสราเอลหมดแรง  อ่อนแอลงและจํากัดการเติบโตของพวกเขา  ตอนแรก เขาบีบบังคับให้เป็นทาสทำงานก่อสร้าง  มีนายทาสเป็นผู้ควบคุมการทำงาน  พวกเขาต้องสร้างเมืองพระคลัง หรือพูดง่าย ๆ คือเมืองที่เป็นโกดังเก็บทรัพย์สมบัติ เสบียงอาหารสำหรับกษัตริย์นั่นเอง

นี่เป็นการทํางานหนักที่พาพวกเขาต้องเลิกเลี้ยงสัตว์ เลิกงานที่เคยทำเป็นประจำ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ผลเนื่องจากพวกเขายังคงทวีจำนวนไม่หยุด

จำนวนที่น่ากังวล
อพยพ 1:8-10 

คำว่า “ไม่รู้จักโยเซฟ”  หมายความว่าไม่ได้ให้เกียรติหรือยกย่องด้วยความเคารพต่อสิ่งที่โยเซฟได้ทำไว้ ความรู้สึกของชนอียิปต์ในขณะนั้นคือ “นั่นคืออดีต และนี่คือปัจจุบัน โยเซฟไม่ได้สำคัญน่าเคารพอีกต่อไป   เวลานี้ ชนอิสราเอลมีจำนวนมากจนน่ากังวล หากร่วมมือกับศัตรูมันหมายถึงหายนะของอียิปต์



มีความเห็นว่า ฟาโรห์องค์นี้ ไม่ได้เป็นคนอียิปต์ แต่เป็นเชื้อชาติฮิกซอส ที่เข้ามาโจมตี และครองอียิปต์ 
แล้วฟาโรห์ก็ใช้วิธีที่จะทําให้ชนอิสราเอลหมดแรง  อ่อนแอลงและจํากัดการเติบโตของพวกเขา  ตอนแรก เขาบีบบังคับให้เป็นทาสทำงานก่อสร้าง  มีนายทาสเป็นผู้ควบคุมการทำงาน  พวกเขาต้องสร้างเมืองพระคลัง หรือพูดง่าย ๆ คือเมืองที่เป็นโกดังเก็บทรัพย์สมบัติ เสบียงอาหารสำหรับกษัตริย์นั่นเอง
 นี่เป็นการทํางานหนักที่พาพวกเขาต้องเลิกเลี้ยงสัตว์ เลิกงานที่เคยทำเป็นประจำ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ผลเนื่องจากพวกเขายังคงทวีจำนวนไม่หยุด

วิธีการจัดการประชากรยิวล้นเมือง
อพยพ 1:11-14

ยิ่งทำงานหนัก  ยิ่งออกแรงมาก แทนที่จะมีประชากรลดลง พวกเขากลับมีลูกมากขึ้น  ชนอียิปต์ไม่มีเมตตาต่อชนอิสราเอลเลย  พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อให้อิสราเอลต้องเกิดความท้อแท้ สิ้นหวัง

คำว่าแผ่ขยายออกไปนี้คือ פרַץ พารัซ มีความหมายว่าขยายออกไปอย่างมากมาย ท่วมท้น กระจายออกไป อิสราเอลก็ไม่แพ้เช่นกัน ออกลูกมามากมาย บ้านแล้วบ้านเล่า

คำว่าหวั่นใจ คือ קוּץ ฆูทส์ นี้มีความหมายว่า รู้สึกกลัวแบบรังเกียจ ขยะแขยง หรือหวาดกลัวจนคลื่นไส้  ชาวอียิปต์ลงมือทำความโหดเหี้ยมกับอิสราเอลแบบไม่ได้คิดหน้าหลัง ทารุณแบบใดได้ก็จะทำไปเรื่อย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเกลียดมาก กลัวมาก
ส่วนผู้หญิงอิสราเอลจะไม่ได้ถูกไปทำงานหนักอย่างผู้ชาย แต่พวกเธอทำงานอื่น ๆ อย่างเช่นเป็นหมอตำแย ทอผ้า โม่แป้ง  ทำอาหาร หรืออาจจะต้องเข้าไปทำงานเยี่ยงทาสในบ้านของชนชั้นสูง   
แต่แปลกว่า ตอนที่จะออกไปเดินเร่ร่อนอยู่ในถิ่นกันดาร พระเจ้าทรงให้เขากินบางสิ่งที่ขมมากพร้อมกับพิธีปัสกา เพื่อให้เขาจำความขมขื่นที่เคยเจอในอียิปต์ (12:8)  เพราะต่อมาเมื่อเขาเดินทางไป ก็รู้สึกท้อแท้ไป อยากกลับไปอียิปต์ง่าย ๆ พระเจ้าทรงเตรียมบางอย่างล่วงหน้าเพราะทรงรู้จักพวกเขาดี

วิธีการที่โหดร้าย
อพยพ 1:15-22

จากนั้นฟาโรห์ ก็เพิ่มการกดขี่รุนแรงขึ้นไปอีก   เกิดเด็กเยอะไม่หยุดใช่ไหม  ได้…​เราจะสั่งประหารลูก ๆ เหล่านั้นเอง   ฟาโรห์ สั่งให้ผดุงครรภ์ชาวฮีบรูทําลายทารกเพศชายตั้งแต่แรกเกิด  เขากลัวว่า ต่อไปเมื่อโตขึ้นก็อาจจะเป็นคนที่เข้ามาโค่นล้มอาณาจักรของเขา

แผนนี้ยังล้มเหลวเนื่องจากผดุงครรภ์ปฏิเสธที่จะทําแท้งประเภทนี้โดยอ้างว่าผู้หญิงชาวยิวแข็งแกร่งมากจนคลอดลูกอย่างรวดเร็วก่อนที่ผดุงครรภ์จะมาถึง
พระเจ้าอวยพรผดุงครรภ์เหล่านี้ด้วยให้เขามีครอบครัวที่ดี
หมอตำแยทั้งสองนี้ยำเกรงพระเจ้า ….นั่นคือพวกเธอยอมเสี่ยงชีวิตไม่ทำตามคำสั่งฟาโรห์ เพื่อรักษาชีวิตของ ทารกอิสราเอลเอาไว้ 
ชื่อชีพราห์ แปลว่า เป็นคนสวย
ส่วนปูอาห์ แปลว่า เปล่งประกาย 

เป็นเพราะทำไม่สำเร็จ ไว้ใจหมอตำแยชาวอิสราเอลไม่ได้แล้ว   กษัตริย์อียิปต์จึงออกกฎหมายที่รุนแรงที่อนุญาตให้โยนทารกชายแรกเกิดให้จมน้ําตายในแม่น้ําไนล์ แต่ไว้ชีวิตทารกหญิง เขายังต้องการแรงงานในบ้านเรือนคนอียิปต์อยู่

เหตุการณ์ที่เกิดนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นความพยายามของมารที่จะทำลายคนอิสราเอลมาแต่ไหนแต่ไร  เราจะเห็นความพยายามนี้ไม่มีสิ้นสุด  ที่ใดมีคนของพระเจ้า มันก็ใช้ทุกวิธีที่จะทำลาย!


พระคำเชื่อมโยง

อพยพบทที่ 1
1* ปฐมกาล 46:8-27
5* ปฐมกาล 46:26, 27
6* ปฐมกาล 50:26
7* กิจการ 7:17
8* กิจการ 7:18-19
9* ปฐมกาล 26:16
10* สดุดี 83:3-4; กิจการ 7:19
11* อพยพ 3:7; 5:6; 1:14; 2:11; 5:4-9; 6:6 ;
1 พงศ์กษัตริย์ 9:19; ปฐมกาล 47:11


13* ปฐมกาล 15:13
14* กันดารวิถี 20:15; สดุดี 81:6
15* อพยพ 2:6
16* กิจการ 7:19
17* สุภาษิต 16:6; ดาเนียล 3:16, 18
19* โยชูวา 2:4
20* สุภาษิต 11:18
21* 1 ซามูเอล 2:35
22* กิจการ 7:19