ปฐมกาล 11 หอสูงเสียดฟ้าบาเบล

สร้างหอสูงบาเบล
1 ในเวลานั้น ผู้คนใช้ภาษาเดียวกัน ใช้คำที่มีความหมายเหมือนกัน 
2 เมื่อพวกเขาย้ายถิ่นไปทางทิศตะวันออก พวกเขาได้พบที่ราบในดินแดนชินาร์ จึงตั้งถิ่นฐานที่นั่น
 3   พวกเขาพูดกันว่า “มาเถิด  เรามาทำอิฐ และเผาให้สุกจนทั่วก้อนกัน” แล้วพวกเขาก็ใช้อิฐแทนหิน ใช้ยางมะตอยแทนปูนก่อ 
4  และพวกเขาพูดกันว่า “มาเถิด
มาสร้างเมืองของเราเอง และก่อหอสูงเสียดฟ้าสวรรค์ เรามาสร้างชื่อเสียงให้ตัวเรา ไม่อย่างนั้นแล้ว เราอาจต้องกระจัดกระจายไปทั่วผืนโลก”


5 แล้วพระยาห์เวห์เสด็จลงมาเพื่อทอดพระเนตรเมืองและหอสูงที่พวกเขา (ลูกหลานของมนุษย์) สร้างขึ้นมา
6 และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “ดูเถิด
พวกเขาเป็นชนชาติเดียวกัน ภาษาเดียวกัน และนี่เป็นเพียงสิ่งที่พวกเขาเริ่มต้นจะทำ  บัดนี้  หากพวกเขาประสงค์จะทำอะไร   จะไม่มีสิ่งใดมายับยั้งขวางพวกเขาได้เลย
 7 มาเถิด พวกเราลงไปทำให้เขาสับสนเรื่องภาษา  เพื่อเขาจะไม่เข้าใจกันและกัน”

8 ดังนั้น พระยาห์เวห์ทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายจากที่นั่นออกไปทั่วแผ่นดินโลก  พวกเขาจึงต้องหยุดสร้างเมืองนั้น
  9 ดังนั้น จึงเรียกชื่อเมืองว่า บาเบล เพราะเป็นที่ ๆ พระยาห์เวห์ทรงทำให้ภาษาของทั้งโลกสับสน จากที่นั่น
พระยาห์เวห์ทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดินโลก  

เชื้อสายของเชม 
10 ต่อไปนี้เป็นลำดับเชื้อสายของเชม  เมื่อเชมอายุได้ 100 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ อารปัคชาด  ช่วงสองปีหลังจากน้ำท่วม 11 และเชมมีอายุอยู่ต่อไปอีก 500 ปี หลังจากมีอาร์ปัคชาด เขาก็มีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน 
12 เมื่ออาร์ปัคชาดอายุได้ 35 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อเชลาห์
13 และอาร์ปัคชาด มีอายุต่อไปอีก 403 ปี เขาก็มีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน 
14 เมื่อเชลาห์ อายุได้ 30 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ เอเบอร์ 
15 และหลังจากที่เขามีเอเบอร์ เชลาห์ก็มีอายุต่อไปอีก  403 ปี และเขามีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน

16 เมื่อเอเบอร์อายุได้ 34 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อเปเลก (สายของเอเบอร์มาเป็นชนชาติอิสราเอล)
17  และหลังจากที่เขามีเปเลก เอเบอร์ก็มีอายุต่อไปอีก 430 ปี  และเขามีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน
18 เมื่อเปเลกอายุได้ 30 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ เรอู
19 และหลังจากที่เขามีเรอู เปเลกก็มีอายุต่อไปอีก  209 ปี และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
20 เมื่อเรอูมีอายุได้ 32  ปี  เขาก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อ เสรุก 
21 หลังจากที่เขามีเสรุก เรอูก็มีอายุต่อไปอีก 207 ปี  และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
22 เมื่อ เสรุกมีอายุได้ 30   ปี ก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อนาโฮร์

23 หลังจากที่เขามีนาโฮร์ เสรุกก็มีอายุต่อไปอีก  200 ปี  และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
24 เมื่อนาโฮร์อายุได้  29  ปี ก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อ เทราห์
25 หลังจากที่เขามีเทราห์ นาโฮร์ก็มีอายุต่อไปอีก  119 ปี และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
26 เมื่อเทราห์     อายุได้ 70  ปี ก็มีลูกชายชื่อ อับราม นาโฮร์ และฮาราน

เชื้อสายของเทราห์
27 ต่อไปนี้เป็นลำดับเชื้อสายของเทราห์ เทราห์มีลูกชายชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน ฮารานมีลูกชายชื่อโลท
28 ฮารานเสียชีวิตในเมืองเออร์ ของชาวเคลเดียซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ขณะที่พ่อคือเทราห์ยังมีชีวิตอยู่   
29  อับรามและนาโฮร์ ต่างได้ภรรยา ภรรยาของอับรามชื่อซาราย ภรรยาของนาโฮร์ชื่อมิลคาห์ซึ่งเป็นลูกสาวของฮารานที่เป็นพ่อของทั้งมิลคาห์ และอิสคาห์
30  และซารายนั้นไม่มีลูก เพราะเธอเป็นหมัน
31 และเทราห์ได้พาลูกชายของเขาชื่ออับราม และหลาน(ปู่ )ชายชื่อโลท หลานชายของเขาซึ่งเป็นลูกชายของฮาราน และลูกสะใภ้ชื่อซาราย ภรรยาของอับราม เดินทางออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดียมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินคานาอัน  แต่เมืองมาถึงเมืองฮาราน พวกเขาก็ ลูกชายของเขา ก็ตั้งถิ่นฐานที่นั่น  
32 เมื่อเทราห์มีอายุได้ 205 ปี เขาก็สิ้นชีวิตในเมืองฮาราน  

อธิบายเพิ่มเติม

สร้างหอสูงบาเบล
เรื่องหอสูงบาเบลเข้ามาแทรกบันทึกเชื้อสายของเชม การบันทึกนี้ จะพาไปถึงอับราฮัมซึ่งเป็นบิดาแห่งความเชื่อ  เขาเป็นต้นวงศ์วานของพระเมสสิยาห์ที่จะนำพระพรของพระเจ้ากลับมาสู่ชนชาติต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายออกไป
11:1-2 คราวนี้ โมเสสย้อนประวัติศาสตร์กลับไปตอนที่ลูกหลานโนอาห์ยังคงใช้ภาษาเดียวกันอยู่  และในบทที่ 10 เล่าว่า ผู้ที่สร้างบาบิโลนนั้นคือนิมโรด
ตอนนั้นพวกเขาพอใจกับแผ่นดินชินาร์ พากันตั้งถิ่นฐานที่นั่น   ตอนนี้ โนอาห์ก็ยังมีชีวิตอยู่ (เขามีชีวิตอยู่จนถึงสมัยอับราฮัม อายุ 950 ปี  แต่เราไม่ทราบว่า รู้จักกันหรือไม่ เพราะลูกหลานเกิดมาล้นบ้านล้นเมือง แต่ผู้คนก็มีอายุน้อยลงไปเรื่อย ๆ )

11:3-4 แล้วพวกเขาก็คิดกันว่า เขาจะสร้างเมือง จะก่อหอสูงมาก ๆ เพื่อจะได้อยู่กันอย่างมีความสุขในที่แห่งนั้น ไม่ต้องอพยพไปที่ไหนอีกอย่างที่พระเจ้าทรงบัญชาให้กระจายไปทั่วแผ่นดิน  การก่อหอสูงนี้ พวกเขาต้องการสร้างชื่อให้ตัวเอง  ต้องให้เป็นที่สูงจะได้ถึงเทพ  เขาต้องการยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จัก ไม่ต้องการทำตามพระบัญชาของพระเจ้าที่ให้แยกกันไปอยู่ทั่วโลก
นี่เป็นความบาป ขัดขืนพระดำริของพระเจ้าอย่างทรนง 

พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่า หอนี้เป็นรูปร่างอย่างไร แต่ มีการค้นพบหอสูงในรูปแบบของซิกกูรัท (Ziggurat) เป็นสิ่งก่อสร้างฐานเป็นสี่เหลี่ยม ในแผ่นดินชินาร์  ที่ไม่มีด้านใน   อาคารทำจากอิฐและยางมะตอย ด้านหน้า จะเป็นอิฐเผา มีทางลาดเป็นบันไดขึ้นไปถึงยอด และมีห้องนอน เครื่องเรือนสำหรับเทพ ตรงส่วนยอดนี้เองที่เป็นประตูสู่โลกของเทพต่าง ๆ พวกเขาเชื่อว่าเทพจะลงมาเยี่ยมและรับของถวายที่วางไว้ให้ 
ซิกกูรัท มีความสูงตั้งแต่ 18 เมตร   ถึง  60 เมตร ผู้คนจะไม่ขึ้นไปกราบไหว้สิ่งใดบนนั้น แต่จะมีวิหารข้าง ๆ ไว้ทำพิธีต่าง ๆแล้วแต่ว่าจะอุทิศ ให้กับเทพใด เทพบางตนก็จะมีซิกกูรัทหลายแห่ง ตามเมืองต่าง ๆ แต่ละเมืองอาจมีหลายอาคาร 
จากการค้นพบทางโบราณคดี พบสิ่งก่อสร้างประเภทนี้ในหลายพื้นที่ในอัฟริกา  ในตะวันออกกลาง  อเมริกาใต้ แม้กระทั่งการสร้างวัดก็ชอบที่จะสร้างบนภูเขา
มนุษย์พยายามสร้างสิ่งที่เชื่อว่า พาพวกเขาไปแตะสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นปิรามิด ซิกกูรัท  รูปร่างของสิ่งก่อสร้างประเภทความเชื่อเหล่านี้ จะมีการชี้นำขึ้นไปยังท้องฟ้า


 


11:5-7 แล้วพระเจ้าก็ลงมา  แต่ไม่ได้มาเพื่ออยู่รับของถวายจากพวกเขา พระองค์ทรงมาทอดพระเนตรทั้งเมืองและหอสูงที่พวกเขาสร้าง (ชื่อเมืองและชื่อหอสูงเป็นชื่อเดียวกัน) และทรงประเมินว่า พวกเขาจะทำสำเร็จได้ทุกอย่างที่คิดจะทำ สิ่งที่ทรงประเมินนั้น ไม่ได้ผิดไปจากที่พระองค์ตรัสเลย
พระเจ้าเสด็จมาทำให้เขาต้องหยุดสร้างเมือง เพราะพูดกันไม่รู้เรื่องอีกต่อไป ดังนั้น พวกที่พูดรู้เรื่องก็จะอยู่รวมกลุ่มกัน และแยกจากพวกที่พูดอีกภาษา ย้ายออกไปอยู่ในที่ ๆ ตนเองเลือก กลายเป็นกลุ่มคน ครอบครัว วงศ์วาน  เผ่า สร้างเป็นประเทศที่แตกต่างกันไป 
พระเจ้าทรงทำลายความตั้งใจของมนุษย์ที่จะต่อต้านพระองค์  คำว่า พวกเขาตรงนี้ ภาษาฮีบรูเดิมว่า ลูกหลานของมนุษย์ หมายถึงคนที่ต้องตาย ไม่ได้อยู่เป็นนิรันดร์

ดูสิว่าในปัจจุบัน  มนุษย์ทำอะไรได้บ้าง พวกเขาไม่สับสนทางภาษาเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป  มนุษย์อ้างอย่างโอหัง มั่นใจว่า เอไอจะกลายเป็นพระเจ้า มนุษย์จะกลายเป็นโง่กว่าเอไอ .. เอไอจะทำได้ทุกอย่าง แรงจูงใจของการค้นพบสิ่งใหม่ ๆก็เพื่อสร้างชื่อ สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองเหมือนกับโลกโบราณ
ดังนั้น เราซึ่งเป็นคนของพระเจ้าต้องรู้ว่าจะตอบโต้ และป้องกันลูกหลานอย่างไรกับสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นจากทั้งความหวังดีและหวังร้าย (นี่เป็นอีกเรื่องที่ควรศึกษาและลงมือต่อสู้กับความเย่อหยิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ )

11:8 พระเจ้าทรงห่วงในสิ่งที่พวกเขาจะทำต่อไป อย่าลืมว่า มนุษย์มีใจโน้มเอียงที่จะทำชั่วเสมอ  … ทรงบังคับให้พวกเขากระจัดกระจายไป  และต่างก็มีภาษาของตนเอง พวกเขาได้ขยายขอบเขตออกไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า (10:5, 32)
พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดเขตแดนให้แต่ละคน ทั้งนี้เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระองค์และมุ่งใจที่จะพบพระองค์ให้ได้ (กิจการ  17:26-27)
เป้าหมายในการดำรงอยู่คือ พวกเขาจะได้เป็นตัวแทนของพระองค์ในการครอบครองโลก แต่กลับกลายเป็นว่า เขาพยายามให้เทพต่าง ๆ เข้ามาครอบครองใจและชีวิตของพวกเขา  พระเจ้าตั้งให้สูง แต่มนุษย์ทำตัวตกต่ำ ( เพราะแม้ว่าพวกเขารู้จักพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ได้ถวายพระเกียรติสิริแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า ทั้งไม่ได้ขอบพระคุณพระองค์ แต่กลับคิดในสิ่งที่ไร้สาระ และจิตใจอันโง่เขลาของพวกเขาก็มืดมัวไป แม้เขาอ้างว่าตนมีปัญญา เขาก็กลับกลายเป็นคนโง่และเอาพระเกียรติสิริของพระเจ้าผู้เป็นอมตะไปแลกกับรูปเคารพ ซึ่งสร้างขึ้นตามแบบของมนุษย์ที่ต้องตาย สัตว์ปีก สัตว์ เลื้อยคลานและสัตว์ต่างๆโรม 1:21-23)

11:9 ชื่อบาเบลในภาษาบาบิโลน หมายถึงประตูสู่เทพ แต่เมื่อพูดเป็นภาษาฮีบรู จะมีความหมายถึงความสับสน  ปัจจุบันคนในโลกใช้ภาษาอังกฤษ สเปน และจีนกันทั่วไป  พวกเขาเข้าใจกันดีผ่านภาษากลางของโลก   เขาไม่สับสนในภาษา แต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณสับสนมาก มีความเชื่อแปลก ๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน  มีการยึดเอาวิทยาศาสตร์เป็นข้ออ้างที่จะไม่เชื่อพระเจ้า (ซึ่งที่จริงเป็นความเขลาโดยไม่รู้ตัว เพราะวิทยาศาสตร์นั้นคือสิ่งที่ค้นพบการทรงสร้าง ค้นพบความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในร่างมนุษย์และสัตว์   ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ  ในท้องทะเล และอวกาศ)
พวกเขาสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียด แต่ยังไม่เชื่อว่ามีองค์พระผู้สร้าง


  

เชื้อสายของเชม 
11: 10-26 
ข้อสังเกตเรื่องบันทึกลำดับเชื้อสาย หลังจากเล่าเรื่องของ บาเบลแล้ว ผู้เขียนก็กลับมาเขียนบันทึกเชื้อสายของเชมต่อ
เชื้อสายนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า พระเจ้าทรงเตรียมการของพระองค์มาตั้งแต่หลายพันปีเพื่อการเสด็จมาของพระบุตรของพระองค์!  บาเบลแสดงถึงความเย่อหยิ่งที่ทำให้ล้มลง  แต่เชื้อสายของเชมทำให้เราได้เห็นพระสัญญาของพระเจ้านั้น มาก่อนความสำเร็จ เป็นเชื้อสายที่มุ่งให้เราพบชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงเลือก ลำดับเชื้อสายเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก ชัดเจนว่า
พวกเขามาจากไหน ไม่ได้เป็นชนชาติที่เกิดขึ้นมาด้วยการรวมตัวของผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกันเพื่อให้อยู่รอดแค่นั้น แต่เป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงอยู่ด้วยตั้งแต่ต้น และทรงให้มีการบันทึก และรักษาสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน นี่คือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของพระคัมภีร์ 
ชีวิตที่ยืนยาวลดลง..คำนวนดี ๆ เราจะพบว่า โนอาห์อยู่ต่อมาจนถึงสมัยของอับราม แต่ทั้งสองคงไม่รู้จักกันเพราะว่า มีการกระจัดกระจายของประชากรตอนที่สร้างหอบาเบล
คราวนี้เขาเล่าถึงอายุของแต่ละคน เราพบว่า รุ่นหลัง ๆ พวกเขาตายเร็วขึ้น จากเชมคนแรกที่มีอายุ  600 ปี  คนสุดท้ายคือเทราห์ มีอายุ 205 ปี ส่วนอับราฮัมนั้นสิ้นชีวิตเมื่ออายุได้   175 ปี   ลูกของยาโคบคือโยเซฟ เสียชีวิตเมื่ออายุ  110 ปี สำหรับคนในโลกปัจจุบัน ใครอายุเท่านี้ก็ถือว่ามากเกินที่จะอยู่ จริง ๆ แล้วนับเป็นพระเมตตาของพระเจ้าที่ทำให้ พวกเราสมัยใหม่นี้มีอายุไม่มากถึงร้อยห้าสิบปี   

บันทึก 11:10-ในตอนนี้ซ้ำกับ 10:21-29  ถึงเปเลก โดยที่ไม่ได้กล่าวถึงโยกทานน้องชายเหมือนกับในบทที่ 10.  ผู้เขียนสนใจสายของเปเลก จนมาถึงอับราม …​

เชื้อสายของเทราห์
11:27-28
เชื้อสายของเทราห์ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะลูกชายคนโตของเขาคืออับราม ซึ่งต่อมา พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อของเขาเป็นอับราฮัม
เมืองเออร์ของชาวเคลเดีย หรือชาวบาบิโลน อยู่ทางใต้ของเมโสโปเตเมีย  เป็นเมืองที่มีความทันสมัย รุ่งเรืองในยุคนั้น  มีซิกกูรัทอยู่กระจายทั่วไป   อับราฮัมเป็นคนที่มาจากเมืองนี้  กษัตริย์บาบิโลนที่ดังมากสุดคือ เนบูคัดเนสซาร์   ผู้เผยพระดำรัสอิสยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคียลต่างคุ้นเคยกับบาบิโลน  ดาเนียลได้กลายเป็นข้าราชการชั้นสูงของบาบิโลนด้วย

11:29 ชื่อซารายแปลว่า เจ้าหญิง ส่วนมิลคาห์หมายถึง ราชินี  ครอบครัวนี้มีความเชื่อในเทพต่าง ๆ ของเมโสโปเตเมีย

11:30 การเป็นหมันของซารายมีความหมายกับคนในโลกโบราณว่า ซารายเป็นคนที่ถูกพระเจ้าลงโทษ  เป็นเรื่องน่าอับอายมาก  และในกรณีของอับรามและซารายนี้ ยังทำให้เห็นว่าทั้งคู่เป็นอุปสรรคต่อการที่จะมีเชื้อสายต่อไป

 ผู้คนมองว่าผู้หญิงเป็นผู้รับเชื้อสายจากชาย  แทนที่จะเป็นผู้เตรียมไข่ไว้สำหรับการปฏิสนธิ์   การแจ้งเรื่อง ซารายเป็นหมันนี้สำคัญมาก เพราะจากความเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าทรงทำให้อับราฮัมมีลูกชายกับซารายได้  พระเจ้าทรงเป็นผู้เปิดครรภ์ของซาราย  เป็นการบ่งบอกว่า แผนการของพระเจ้าจะไม่มีวันถูกทำลายไป 

11:31 เทราห์ตั้งใจพาลูกหลานไปคานาอัน  พวกเขาเดินทางขึ้นเหนือไปยังฮารานก่อน  แล้วจะเดินทางลงมายังคานาอัน แต่ปรากฏว่า ทั้งครอบครัวกลับตั้งถิ่นฐานที่นั่น และเทราห์สิ้นชีวิตที่นั่น 
เทราห์ตัดสินใจจะออกจากเมืองเออร์ซึ่งอยู่ในอิรักปัจจุบันไปยังคานาอันแต่เมื่อถึงเมืองฮารานทางเหนือมาก ๆ ในพื้นที่ตุรกีปัจจุบัน  เขาก็ตั้งรกรากและเสียชีวิตที่นั่น



 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 12
2* ปฐมกาล 10:10; 14:1
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 1:28; 9:1 ;ปฐมกาล 6:4 เฉลยธรรมบัญญัติ 4:27
5* ปฐมกาล 18:21
6* ปฐมกาล 9:19; 11:1; สดุดี 2:1
7* ปฐมกาล 1:26; อพยพ 4:11


8* ลูกา 1:51; ปฐมกาล 10:25; 32
9* 1 โครินธ์  14:23
10* ปฐมกาล 10:22-25
12* ลูกา 3:15
16* 1 พงศาวดาร 1:19; ลูกา 3:35
20* ลูกา 3:35
24* โยชูวา 24:2

26* 1 พงศาวดาร 1:26
27* ปฐมกาล 11:31; 17:5
29* ปฐมกาล 17:15; 20:12; 22:20, 23; 24:15
30* ปฐมกาล 16:1-2
31* ปฐมกาล 12:1; กิจการ 7:4; ปฐมกาล 10:19

บรรณานุกรม 11
 Bethancourt, Phillip, Platt,David, et al.,Exalting Jesus in Genesis (Christ-Centered Exposition Commentary) . Kindle Edition.

Heitzig, Skip  คำเทศนา  https://www.instagram.com/reels/DUBSFPZCe53/

Keener, Craig S.; Walton, John H.. NKJV, Cultural Backgrounds Study Bible: Bringing to Life the Ancient World of Scripture (p. 2). (Function). Kindle Edition. 

https://netbible.org/bible/Genesis+9

NKJV Cultural Backgrounds Study Bible ,2017 by Zondervan. Kindle Edition.

Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
  
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997

ปฐมกาล 10 ต้นตระกูลของชาวโลก

เชื้อสายของยาเฟท 

1 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเชม ฮามและยาเฟท ลูกชายของโนอาห์ และลูกหลานของเขาที่เกิดมาหลังจากน้ำท่วม
2 ลูกชายของ ยาเฟท ชื่อ โกเมอร์ มาโกก มาดัย ยาวาน ทูบัล เมเชค และทิราส (7)
3 ลูกชายของโกเมอร์ชื่อ อัชเคนัส รีฟาท และโทการ์มาห์ (3)
4 ลูกชายของยาวาน  ชื่อ เอลีชาห์ ทาร์ชิช คิทธิม และโดดานิม (4)
5 จากคนที่กล่าวมานี้ พวกเขาเป็นบรรพบุรุษของคนชายฝั่งะเล ที่ออกไปตั้งถิ่นฐานของตน พวกเขาต่างมีภาษาของตนเองตามครอบครัวที่ขยายต่อไปเป็นชาติต่างๆ 



เชื้อสายของฮาม
6 ฮาม มีลูกชายคือ คูช อียิปต์(อีกชื่อว่ามิสราอิม) พูต และคานาอัน
 7 คูช มีลูกชายชื่อ เสบา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา  และราอามาห์นั้นมีลูกชายชื่อ เชบาและเดดาน
 เชื้อสายของฮาม
6  ลูกชายของฮามคือ คูช อียิปต์(อีกชื่อว่ามิสราอิม) พูต และคานาอัน (4)
 7 ลูกชายของคูช คือ เสบา ฮาวิลาห์
สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา  (5)
และราอามาห์นั้นมีลูกชายชื่อ เชบาและเดดาน (2)
 

8 คูชเป็นพ่อของนิมโรดซึ่งเป็นนักรบผู้องอาจในแผ่นดินโลก (1)
9 เขาเป็นนายพรานที่เก่งกาจต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์  จึงมีคำกล่าวกันว่า “เป็นนายพรานผู้อาจหาญต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์”
10 อาณาจักรของเขาเริ่มต้นที่บาบิโลน เอเรก อัคคัด และคาลเนห์ ในแผ่นดินชินาร์  
 11 จากที่นั่น เขาขยายไปอัสซีเรีย สร้างนครนีนะเวห์ และเมืองเรโหโบทอีร์ และนครคาลาห์ 
12 และเมืองเรเสนซึ่งอยู่ระหว่างนครนีนะเวห์ กับเมืองคาลาห์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่
13 มิสราอิม(อียิปต์) มีลูกชื่อ ลูดิม อานานิม เลหะบิมและนาฟทูฮิม 
14 ปัทรุสิม คัสลูฮิม(ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวฟีลิสเตีย) และคัฟโทริม
15 คานาอันเป็นพ่อของไซดอน ลูกชายหัวปี คนรองคือ เฮท (ฮิตไทต์) 
16  ชาวเยบุส ชาวอาโมร์ และชาวเกอร์กาช
17 ชาวฮีไวต์ ชาวอารคี ชาวสินี 
18 ชาวอารวัด ชาวเศเมอร์ และชาว
ฮามัท และต่อมา ลูกหลานของคนวงศ์วานคานาอันก็ขยายถิ่นออกไป 
19 เขตแดนของชาวคานาอันนั้น เริ่มจากเมืองไซดอน ลงไปทางเมืองเกราร์ จนถึงเมืองกาซา และยังไปทางเมืองโสโดม โกโมราห์ อัดมาห์  เศโบยิม ไปจนถึงเมืองลาชา 
20 ที่กล่าวมานี้เป็นลูกชายของฮาม ตามวงศ์วาน ตามภาษา ดินแดน และชาติต่าง ๆ ของพวกเขา



เชื้อสายของเชม
21 ส่วนเชมซึ่งเป็นพี่ชายของยาเฟทนั้น มีลูกชายที่เป็นต้นวงศ์วานเอเบอร์
 22 เชมมีลูกชายชื่อ เอลาม อัชชูร์ อาร์ปัคชาด ลูด และอารัม
23 อารัมมีลูกชายชื่อ อูส ฮูล เกเธอร์ และมัช
24 อาร์ปัคชาด  มีลูกชายชื่อเชลาห์ และเชลาห์ มีลูกชายชื่อ เอเบอร์ 
25 เอเบอร์มีลูกชายสองคน คนหนึ่งชื่อเปเลก  เพราะในสมัยของเขานั้น แผ่นดินโลกมีการแยกดินแดนกัน  น้องชายของเขาชื่อโยกทาน
26 โยกทานมีลูกชายชื่อ ฮัลโมดัด เชเลฟ ฮาซาร์มาเวท เยราห์
27 และฮาโดราม อุซาล ดิคลาห์
28 โอบาล อาบีมาเอล เชบา
29  โอฟีร์ ฮาวิลาห์ โยบับ คนเหล่านี้ต่างเป็นลูกชายของโยกทาน
30 ถิ่นที่อยู่ของพวกเขาขยายจากเมชาไปทางเสฟาร์ทางเนินเขาด้านตะวันออก  31  พวกเขาเป็นลูกชายของเชมตามวงศ์วาน ตามภาษา ตามดินแดนและชาติต่างๆของพวกเขา 
32 นี่คือวงศ์วานของลูกชายของโนอาห์ ตามลำดับเชื้อสาย ตามชาติต่าง ๆ ของพวกเขา   และจากชาติต่างๆ เหล่านี้ ก็ยังมีการขยายถิ่นออกไปทั่วแผ่นดินโลก หลังจากน้ำท่วม  

อธิบายเพิ่มเติม

คำนำ
 ก่อนที่โมเสสจะเล่าเรื่องของชนชาติอิสราเอลต่อไป ก็ได้บันทึกเรื่องราวการเกิดของชนชาติต่าง ๆ   ในโลกซึ่งต่างก็เป็นเชื้อสายของทั้งสามคนนี้เอง ให้เราได้ทราบถึงความสืบเนื่องของลูกหลานโนอาห์ ที่ต่อมากระจัดกระจายไปทั่วโลก  เราไม่ทราบว่านานเท่าไร แต่เมื่อดูจากเชื้อสายที่บันทึกไว้ น่าจะหลายพันปี ในบทที่ 10 และ 11  เป็นเรื่องราวที่สลับไปมาระหว่างบันทึกเชื้อสายกับเหตุผลที่มนุษย์กระจัดกระจายไปทั่วโลก
หนังสือปฐมกาล ได้มีการบันทึกเชื้อสายอยู่ประปราย แต่ทุกครั้งมีความหมายชัดเจน และเป็นวิถีที่จริงจังของคนยิวที่จะบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ในครอบครัว  ข้อความที่โมเสสบันทึกไว้  ชี้ให้เห็นถึงความซื่อตรงของพระเจ้าที่พระองค์ตั้งพระทัยอย่างยิ่งที่จะทำให้พระสัญญาในปฐมกาล 3 สำเร็จ 
ถ้าเรามองแค่ว่าบันทึกเชื้อสายนี้น่าเบื่อ เราจะไม่เห็นอะไร แต่ผู้เขียน เขียนไว้เพื่อให้เราเห็นต้นตอของเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ 
พระเมสสิยาห์จะมาจาก เชมและลูกหลานของเขาเพื่อทำลายศัตรูที่มาจากเชื้อสายของฮาม   พระคัมภีร์ได้บันทึกว่า พระเจ้าทรงปกป้องเชื้อสายเชมนี้อย่างไรบ้าง …เราจะเห็นความพยายามในสมัยอพยพ  สมัยเอสเธอร์ที่จะทำลายเชื้อสายของพระเจ้าให้สิ้นซาก ความตั้งใจของศัตรูของพระเจ้า คือ ไม่ให้มีสายของพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้  แต่แล้ว พระเจ้าทรงมีชัยชนะ พระบุตรของพระองค์ได้มาจริง ๆ และเราพบพระองค์ในพันธสัญญาใหม่

เชื้อสายของยาเฟท 
10:1-4  ลูกชายเจ็ดคนของยาเฟท ต่อมาพวกเขาอพยพขึ้นไปทางเหนือ ซึ่งเป็นยุโรปในเวลาต่อมา  ยาเฟทมีทั้งหมด 14 กลุ่ม
โกเมอร์ พวกเขาขึ้นไปทางยุโรปตะวันออกขยายออกไปอีก เป็นพวกอารยัน และจีนโบราณ  ยังมีพวกที่ย้ายขึ้นไปทางเกาะอังกฤษ ไอร์แลนด์ สกอต์แลนด์ 
มาโกก  จะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏในยุคสุดท้าย (คือเวลาปัจจุบันของพวกเรา) ที่เข้ามาต่อสู้กับอิสราเอล ลูกหลานของเชม  ดูเอเสเคียล 38, 39  มาโกก เชื่อว่าเป็นบรรพบุรษของคนรัสเซียโบราณ สลาฟ บัลแกเรียน โบฮีเมียน และชาวโปแลนด์ แต่บางท่านเชื่อว่าเป็นชาวมองโกล คนจีนเรียกกำแพงเมืองจีนว่า กำแพงแห่งมาโกก เป็นกำแพงกั้นไม่ให้มองโกลบุกเข้ามา พวกเขาเป็นศัตรูกัน
มาดัย  เป็นพวกมีเดียน ที่อยู่ในเปอร์เซีย และคนเปอร์เซีย  อิหร่าน อัฟกานิสถาน อินเดีย และชาวเคิร์ด
ยาวาน คือพวกกรีก มาซิโดเนีย โรม อิตาเลีย
ทูบัล  เมืองในรัสเซียชื่อทูบัล  (เอเสเคียล 38, 39)
เมเชค เมืองในรัสเซีย คือ มอสโคว์ตั้งริมแม่น้ำมูสควา (เอเสเคียล 38, 39)
ทิราส  เป็นพ่อของผู้คนที่อาศัยแถบทะเลอีเจียน ทางเอเชียน้อย

 10:5 การขยายออกไปเป็นชาติต่าง ๆดังกล่าว น่าจะเกิดหลังจากการสร้างหอบาเบล นี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่โมเสสผู้บันทึกได้เขียนก่อนในบทนี้ แล้วในบทที่ 11   มาขมวดปมทีหลังว่าเกิดอะไรขึ้นจากการสร้างบาเบล 

เชื้อสายของฮาม
10:6 จะเห็นว่า ฮามมีลูกชายคนสำคัญสี่คน คูชคือ ชื่อโบราณของเอธิโอเปีย   มิสราอิมกับอียิปต์เป็นชื่อเดียวกัน ปัจจุบันยังมีการเรียกอียิปต์ว่า มิสราอิม   ส่วนพูต เป็นบรรพบุรุษของคนในลิเบีย  เชื้อสายของฮามสนใจการกราบไหว้เทพต่าง ๆ  สร้างรูปเคารพขึ้นมา ทั้งสายคูช และคานาอัน   คนเชื้อสายคานาอันอาศัยในแผ่นดินคานาอันแบ่งเป็นเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ มากมาย  ทั้งหมด 30 กลุ่ม
เยเรมีย์ 13:23  กล่าวถึงเอธิโอเปียกับเสือดาว
อิสยาห์ 45:14  กล่าวถึงอียิปต์ คูช เสบา

10:7-12  ลูกหลานของเอธิโอเปีย  อียิปต์  ลิเบีย  ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันนี้  แต่ ไม่มีคนชาวคานาอันอีกต่อไป  
นิมโรด ซึ่งเป็นลูกชายของคูช  ที่เป็นคนล่าสัตว์ที่เก่งมาก ไม่แค่นั้น เขายังเป็นนักรบ  นิมโรดได้สร้างอาณาจักรบาบิโลนขึ้น  ในแผ่นดินชินาร์ (ชื่อที่อียิปต์เรียก แต่คนท้องที่เรียก ซูเมอร์ ซึ่งกลายเป็นอารยธรรมแรก ๆ ของโลก)  มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องของนิมโรดกันมากมายในช่วงนี้ 
ชื่อ “นิมโรด” สื่อถึงการกบฏ  ทรงพลังและมีอำนาจ ชื่อนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมั่นในตนเอง ต่อต้านการปกครองของพระเจ้า
การค้นคว้าทางโบราณคดีเรื่องของซูเมอร์ และการขุดค้นเอกสารที่อยู่บนแผ่นหิน เป็นภาษาลิ่มทำให้รู้เรืองราวของพวกเขามากขึ้น    สิ่งที่รู้ชัดจากพระคัมภีร์ คือ นิมโรดผู้นี้มาทางสายลูกชายคนโตของฮาม  คำว่าเป็นนายพรานที่เก่งกาจต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์นี้ มีความหมายว่า “เขาเป็นนายพรานที่เก่งที่สุดในโลก”
ที่น่าสนใจคือ  อาณาจักรของนิมโรดเริ่มที่บาบิโลนหรือบาเบลนั่นเอง ! เขาได้สร้างอาณาจักรที่ตั้งใจต่อต้านพระเจ้าที่ให้กระจายไปทั่วโลก และพยายามหาทางขึ้นไปหาพระเจ้าด้วยตัวเอง  ต่อมาจะเห็นว่าทั้งบาบิโลน และอัสซีเรีย ต่างก็เป็นศัตรูของอิสราเอล สู้กันมานานและยังกวาดอิสราเอลไปเป็นเชลยในอาณาจักรของพวกเขา (605–539 ก่อนคริสตศักราช)


ต่อมานิมโรด ได้สร้างเมืองนีนะเวห์ที่ต่อมาเราได้เรื่องราวจากโยนาห์   แม้พวกเขาจะทำบาปผิดมากมาย แต่พระเจ้ายังทรงรักและเรียกเขากลับมาหาพระองค์ โดยทรงส่งโยนาห์ไปประกาศให้กลับใจ  
นิมโรดยังสร้างอีกหลายเมือง ทำให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่เก่ง มีความสามารถมากจริง ๆ น่าเสียดายที่เขาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้า

7:13-14 ชาวฟีลิสเตียดั้งเดิม (ไม่ใช่กลุ่มคนในกาซาที่เรียกตัวเองว่า คนฟิลิสเตีย ) นั้นเป็นคนที่อาศัยในเกาะครีต  ต่อมาเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน สามเหลี่ยมอียิปต์ ระหว่างอียิปต์กับคานาอัน 
 
10:15–20 คานาอันเป็นพ่อของไซดอน ใช้คำว่าหัวปี หมายถึงเขาสำคัญที่สุด ต่อมาชาวฮิตไทต์หรือฮิต ก็มีความสัมพันธ์กับครอบครัวของอับราฮัมไม่น้อย

คนที่สืบเชื้อสายมาจากคานาอัน ตรงนี้ อาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน พระคัมภีร์กล่าวถึงพวกเขาในสมัยอับราฮัม และเมืองต่าง ๆ ก็อยู่มาจนสมัยของพระเยซู บางแห่งก็มาถึงทุกวันนี้   เราเห็นเมืองโสโดม โกโมราห์ที่ชาวเมืองทำชั่วมากจนพระเจ้าทรงส่งไฟลงมาผลาญพวกเขา
เมื่ออ่านพระคัมภีร์ไปเรื่อย ๆ เราจะพบว่า ลูกหลานของเชมกับลูกหลานของคานาอันต้องพบเจอกันบ่อยมาก  และมีการแลกเปลี่ยนค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ทำให้อิสราเอลเอลหลงทางไป  พระเจ้าจะทรงป้องกันให้พวกเขาไม่หลงผิดไปกราบไหว้รูปเคารพซึ่งเป็นทางของศัตรูของพระองค์   ดังนั้นเราเข้าใจได้ว่า เรื่องราวในพระคัมภีร์ก็จะเจาะลึกอยู่ในดินแดนคานาอันที่พระเจ้าทรงตั้งใจจะมอบให้กับเชม  เพื่อนำพระเมสสิยาห์มาสู่ชาวโลก
เชื้อสายของเชม
10:21-29
เชมนี้คือกลุ่มคน เซเมติก มีทั้งหมด 26 กลุ่ม  เชื้อสายอิสราเอลมาจากกลุ่มนี้
ที่ผู้เขียนได้เอารายการเชื้อสายของเชมมาไว้เป็นคนสุดท้าย เพราะเขาต้องการให้เราเห็นจุดเริ่มต้น และความต่อเนื่องของชนชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นลูกหลานอับราฮัมที่พระเจ้าทรงเลือก
คนแรกที่อยู่ดี ๆ ก็แนะนำก่อนที่จะมาเล่าว่าเขาเป็นใครคือ เอเบอร์  ซึ่งมาอีกครั้งในข้อ 25  เป็นรุ่นที่สี่  เอเบอร์เป็นพ่อของเปเลก ซึ่งชื่อมีความหมายว่า แบ่งแยก  มีความหมายถึง
การกระจัดกระจายของพี่น้องเหล่านี้เนื่องจากการสร้างหอสูงบาเบล  ดังนั้น หอสูงบาเบลซึ่งเกิดขึ้นในบาบิโลน จากอาณาจักรของนิมโรดแตกกระจายออกไปในเวลาของเปเลกผู้นี้ 

อ่านล่วงหน้ามาถึงลูกา  3:34-38  จะเห็นชื่อของเอเบอร์ และเปเลก รวมทั้งอีกหลายคนก่อนหน้าเขา  ลูกาแจ้งให้เราทราบว่า พระเยซูทรงเป็นเชื้อสายที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ 
นับเป็น 72 ชาติที่มาจากเชม ฮาม ยาเฟท แล้วพระบุตรของพระเจ้าก็อยู่ในเชื้อสายที่พระเจ้าทรงเลือกตั้งแต่สมัยโนอาห์ 

10:30-32  พระคัมภีร์อธิบายไว้ว่า การขยายตัวออกไปทั่วแผ่นดินของครอบครัวโนอาห์ เป็นตัวบ่งบอกว่าชนชาติต่าง ๆ ในโลกมาจากพวกเขา

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 10
1* ปฐมกาล 9:1, 7, 19
2* 1 พงศาวดาร 1:5-7
5* สดุดี 72:10
6* 1 พงศาวดาร 1:8-16
8* มีคาห์ 5:6

9* เยเรมีย์ 16:16; ปฐมกาล 21:20
10* มีคาห์ 5:6; ปฐมกาล 11:9
11* มีคาห์ 5:6
14* 1 พงศาวดาร 1:12
15* ปฐมกาล 23:3
16* ปฐมกาล 14:7; 15:19-21

19* กันดารวิถี 34:2-12
22* 1 พงศาวดาร 1:17-28 ; ลูกา 3:36
24* ล 11:12
25* 1 พงศาวดาร 1:19
32* ปฐมกาล 10:1; 9:19; 11:8

บรรณานุกรม
 

Bethancourt, Phillip, Platt,David, et al.,Exalting Jesus in Genesis (Christ-Centered Exposition Commentary) . Kindle Edition.

Heitzig, Skip  คำเทศนา  https://www.instagram.com/reels/DUBSFPZCe53/

https://netbible.org/bible/Genesis+9

NKJV Cultural Backgrounds Study Bible ,2017 by Zondervan. Kindle Edition.

Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
  
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997

ปฐมกาล 9 พันธสัญญารุ้ง

เครื่องหมายพันธสัญญา 
1 แล้วพระเจ้าทรงอวยพรโนอาห์ กับลูกชายของเขา และตรัสกับพวกเขาว่า “จงมีลูกดก มีลูกหลานทวีจำนวนจนเต็มแผ่นดินโลก
2 สัตว์ป่าทั้งสิ้นในโลก นกทุกตัวในท้องฟ้า รวมทั้งสัตว์ที่เลื้อยคลานบนพื้นดินทุกตัว  รวมปลาทั้งสิ้นในทะเล จะเกรงกลัวพวกเจ้า  เพราะเราได้มอบพวกมันไว้ใต้การครอบครองของเจ้า
3 ทุกสิ่งที่มีชีวิตซึ่งเคลื่อนไหวไปมานั้นจะเป็นอาหารของเจ้า เช่นเดียวกับพืชสีเขียวที่เราให้แก่เจ้าทั้งหมดแล้ว
 
เรื่องของเลือด
4 แต่อย่างหนึ่งคือ เนื้อพร้อมชีวิตของมัน นั่นคือเลือดของมันนั้น เจ้าจะต้องไม่กิน
5 สำหรับเลือดที่เป็นชีวิตของพวกเจ้านั้น เราจะให้มีการชดใช้เกิดขึ้น
จากสัตว์ที่ฆ่ามนุษย์  และจากคนที่ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน  เพราะคนนั้นเป็นญาติของเขา
6 ใครก็ตามที่ทำให้มนุษย์หลั่งเลือด​ เขาก็ต้องหลั่งเลือดโดยฝีมือมนุษย์เช่นกันเพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาตามพระฉายาของพระองค์
 
ย้ำพระพร
7  แต่ส่วนเจ้า จงมีลูกดกและทวีจำนวนขึ้น ให้คลาคล่ำ ทวีขึ้นเต็มแผ่นดิน”
8 จากนั้น พระเจ้าตรัสกับโนอาห์และลูกชายของเขาว่า

  9 “ดูเถิด เราเอง เราทำพันธสัญญากับเจ้า และเชื้อสายที่สืบต่อมาของเจ้า 
10 รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่กับเจ้า คือ นก  สัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่าทั้งปวงในโลกที่อยู่กับเจ้า และออกมาจากนาวาพร้อมกับเจ้า 
11 เราตั้งพันธสัญญากับเจ้าว่า  เราจะไม่ให้สิ่งมีชีวิตถูกน้ำท่วมตายไปอีก  และจะไม่มีน้ำท่วมที่จะทำลายแผ่นดินโลกอีกต่อไป
12 แล้วพระเจ้าตรัสว่า   “นี่เป็นเครื่องหมายประกันพันธสัญญาที่เราทำไว้ระหว่างเรากับเจ้า และสิ่งมีชีวิตที่อยู่กับเจ้า มีผลตลอดทุกชั่วอายุคน 
13 คือเราได้ตั้งรุ้งของเราไว้ในเมฆ และนี่จะเป็นเครื่องหมายประกันพันธสัญญาระหว่างเรากับโลกนี้ 
14 เมื่อใดก็ตามเมื่อเราให้เมฆคลุมเหนือแผ่นดินโลก และมีรุ้งปรากฏขึ้นบนเมฆ
15  เราก็จะระลึกถึงพันธสัญญายั่งยืน ระหว่างเรากับเจ้า และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด  และจะไม่มีน้ำท่วมเพื่อทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งปวงอีกต่อไป
  16  เมื่อรุ้งปรากฏขึ้นบนเมฆ และเราจะมองดูรุ้งนั้น เพื่อระลึกถึงพันธสัญญานิรันดร์ระหว่างพระเจ้ากับสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งสิ้นบนแผ่นดินโลก”
17 และพระเจ้าตรัสกับโนอาห์ว่า “นี่คือเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้ระหว่างเรากับทุกชีวิตที่อยู่บนแผ่นดินโลก”


คานาอันถูกสาป
18 ลูกชายของโนอาห์ที่ลงมาจากนาวานั้นคือ เชม ฮาม และยาเฟท โดยที่ฮามนั้นเป็นพ่อของคานาอัน
19 พวกเขาเป็นลูกชายทั้งสามคนของโนอาห์ และชาติต่าง ๆ ที่กระจายไปทั่วแผ่นดินโลกนั้น ก็มาจากพวกเขา

20  ต่อมา โนอาห์ก็ทำงานกับผืนดิน และเขาทำไร่องุ่น  
21  และเขาดื่มเหล้าองุ่น เมาค้างและนอนเปลือยกลายในเต็นท์ของเขา
22 แล้วฮาม ซึ่งเป็นพ่อของคานาอัน ได้เห็นความเปลือยเปล่าของพ่อ จึงออกไปบอกพี่น้องทั้งสองซึ่งอยู่ข้างนอก 
23 แต่เชมกับยาเฟท ได้เอาเสื้อคลุมพาดบ่าของพวกเขา และเดินถอยหลังเข้าไป และเอาเสื้อนั้นคลุมร่างเปลือยของพ่อ เขาทั้งสองหันหลังให้พ่อ จึงไม่เห็นความเปลือยเปล่าของพ่อ
24 เมื่อโนอาห์สร่างเมา และรู้ว่า ลูกชายคนเล็กทำอะไรกับตัวเขา 
25 เขาจึงกล่าวว่า “ข้าขอสาปแช่งคานาอัน ให้เขากลายเป็นข้ารับใช้ที่ต่ำต้อยที่สุดของพวกพี่น้อง” 
26 และเขากล่าวว่า “สรรเสริญพระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งเชม  และขอให้คานาอันเป็นทาสรับใช้ของเขา 
27 ขอพระเจ้าทรงขยายเขตแดนของยาเฟท และให้เขาได้อาศัยในเต็นท์ของเชม และขอให้คานาอันเป็นทาสรับใช้ของยาเฟท”
28 และโนอาห์ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 350 ปี
29 โนอาห์จึงมีชีวิตรวมทั้งสิ้น 950 ปี จึงสิ้นชีวิต 

คำอธิบายเพิ่มเติม

เครื่องหมายพันธสัญญา 
9:1  พระเจ้าทรงอวยพระพร ทั้งโนอาห์และลูกชาย  ชัดเจนว่า พวกเขาทุกคนมีหน้าที่ทำให้ครอบครัวมีลูกมากจนเต็มแผ่นดิน  จะเห็นว่าสำหรับพระเจ้าแล้ว ลูกหลานคือพระพรที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์   ในขณะที่อาดัมเป็นคนแรกของมนุษยชาติ  โนอาห์กลายเป็นบิดาของเชื้อชาติต่าง ๆ ที่ต่อมาจะกระจัดกระจายไปทางเหนือ และอยู่ในแถบตะวันออกกลาง รวมถึงย้ายลงไปในอัฟริกาด้วย 

9:2–3 จากนี้เป็นต้นไป …​ย้ำ หลังจากน้ำท่วมโลกแล้ว  สัตว์ป่า สัตว์เลื้อยคลาน นก ปลา จะกลัวมนุษย์ ที่จริงมนุษย์น่ากลัวมากสำหรับพวกมันในทุกวันนี้ มนุษย์สามารถทำให้สัตว์ป่า  ปลาฉลามสูญพันธุ์ไปได้   มนุษย์เป็นผู้ครอง สัตว์ไม่สามารถสร้างอาณาจักรและครองมนุษย์ได้เลย ถึงแม้ว่าบางครั้งมันอาจจะทำลายมนุษย์ได้บางส่วน  เนื้อสัตว์กลายเป็นอาหารของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากครั้งแรกที่พระเจ้าได้ให้แค่พืชเป็นอาหาร
อย่างไรก็ดี พระเจ้าทรงสร้างฟันมนุษย์ให้สามารถกิน กัด ฉีกเนื้อได้ตั้งแต่ต้นแล้ว

เรื่องของเลือด
9:4 เลือดสด ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอาหาร เพราะมันเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงชีวิต  การเสียชีวิตด้วยการเสียเลือด ดังนั้นจึงไม่ให้กินเลือดสัตว์เป็นอาหาร ต่อมาพระเจ้าทรงอธิบายว่า “เพราะชีวิตของสิ่งมีชีวิตอยู่ในเลือด และเราได้ให้เลือดแก่เจ้าเพื่อลบบาปสำหรับตัวเจ้าบนแท่บูชา เลือดนั้นเองที่ได้ลบบาปสำหรับชีวิตของคน ๆ หนึ่ง” เลวีนิติ 17:11
 
9:5-6  ข้อความนี้ เราพบว่า เป็นพื้นฐานของการตัดสินความในคดีฆาตกรรมของประเทศต่าง ๆ   รัฐมีหน้าที่ตัดสินความผิดของประชากรที่ทำต่อกัน (โรม 13:4)
หากมีสัตว์ หรือมนุษย์ได้คร่าชีวิตของผู้ใดไป จะต้องเอาชีวิตของเขาไปชดใช้
แม้แต่วัวไปขวิดคนตาย ก็จะต้องฆ่ามันและต้องไม่กินเนื้อของมัน (อพยพ 21:28)  มนุษย์ฆ่าสัตว์ได้ไม่ได้มีความผิด  (ยกเว้นสมัยใหม่ที่มีการห้ามฆ่าสัตว์อนุรักษ์) แต่จะฆ่าคนแล้วลอยนวลไปไม่ได้ เพราะมนุษย์คือ พระฉายาของพระเจ้า

ย้ำพระพร
9:7 เป็นการกล่าวซ้ำถึงพระบัญชากับครอบครัวโนอาห์ การซ้ำคำสั่งนี้ ทำให้พวกเขารู้ว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่พวกเขาจะละเลยไม่ได้

9:8-10  ตอนนี้ พระเจ้าทรงเริ่มทำพันธสัญญาใหม่กับครอบครัวโนอาห์ และเชื้อสายของพวกเขา พระองค์ทรงใช้คำว่า ดูเถิด ซึ่งมีความหมายให้พวกเขาตั้งใจฟัง  นี่เป็นสิ่งสำคัญ   พระเจ้าทรงทำพันธสัญญานี้พร้อมไปกับนก สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่าที่อยู่กับพวกเขาในนาวา  น่าสนใจว่า พระองค์ไม่ได้แค่ทำกับคน แต่กับสัตว์ทั้งหลายที่มันจะต้องทวีจำนวนเช่นกัน  (6:18)
และนี่เป็นพันธสัญญาที่ไม่ได้มีเงื่อนไขสำหรับมนุษย์  ไม่เหมือนกับพันธสัญญาบางครั้งที่มีเงื่อนไขอย่างเช่นของโมเสส ให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น ถ้าไม่ทำจะมีผลตามมา เป็นต้น

9:11-12 พระเจ้าทรงสัญญาแน่ชัดว่า จะไม่มีการให้เกิดน้ำท่วมโลกอย่างที่เคย (แต่พระเจ้าจะทรงทำลายโลกอีกครั้งด้วยไฟ น่ากลัวจนไม่อยากจะกล่าวถึง  น่ากลัวยิ่งสำหรับคนในยุคสุดท้ายอย่างพวกเรา อ่าน 2 เปโตร 3:10–11; วิวรณ์  20:9; 21:1).

9:13-14  ขณะที่พระองค์ตรัส พระองค์ทรงตั้งรุ้งไว้ในเมฆเรียบร้อยแล้ว รุ้งนี้ฮีบรูว่า קֶשֶׁת  เคเชท หมายถึง คันธนู  รุ้งกินน้ำ       เครื่องหมายแห่งพันธสัญญาของพระองค์ไม่ได้อยู่ที่ ตราประทับ หรือลายเซ็นบนกระดาษ  แต่ลายเซ็นแห่งพันธสัญญาไปปรากฏบนท้องฟ้า  ทำให้เราคิดถึงสดุดี 19:1-2 ที่ว่า “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระเกียรติสิริของพระเจ้า  ท้องฟ้าสำแดงฝีพระหัตถ์ของพระองค์วันแล้ววันเล่ากล่าวถึงพระเจ้า  คืนแล้วคืนเล่าสำแดงความรู้”
พันธสัญญานี้ส่งต่อมาถึงรุ่นเราด้วย เป็นเกียรติสำหรับมนุษย์อย่างสูง
9:15-17  เนื้อหาของพันธสัญญาคือ พระเจ้าทรงมุ่งมั่น ทรงตั้งพระทัยให้เราเห็นว่า พระองค์จะทรงรักษาสัญญา จะทรงระลึกถึงสิ่งที่ได้ตรัสไว้  พระองค์จะทอดพระเนตรเห็นรุ้งกินน้ำบ่อย ๆ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นี่เป็นพันธสัญญานิรันดร์ที่ตกทอดต่อเนื่องมายังทุกชีวิตบนโลกนี้  นี่เป็นพันธสัญญานิรันดร์ที่หนึ่งของพระองค์ และต่อไปจะมีอีกสำหรับคนอิสราเอล และชาวโลก

คานาอันถูกสาป
9:18-19  หลังจากความยินดีที่ได้รับพันธสัญญา ก็กลับมาที่วงศ์วานของลูกชายโนอาห์ คนแรกที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงคือฮาม  เขาคนนี้ เป็นบิดาของชนชาติคานาอัน  ยังไม่ได้บอกชัดว่าใครเป็นใคร เขาต้องการพูดถึงฮามเป็นคนแรก มีปัญหาเกิดขึ้นกับฮาม 
ลูกหลานของฮามกับลูกหลานของเชมนั้น ต่อมากลายเป็นศัตรูต่อกัน เพราะว่า ลูกหลานของเชมาคืออิสราเอล ที่จะเข้ามาครอบครองคานาอัน ที่ลูกหลานฮามอาศัยอยู่ในขณะที่พวกลูกหลานเชมไปเป็นทาสในอียิปต์   ผู้เขียน(โมเสส)ทำโน้ตสั้น ๆ ให้รู้ว่า ลูกหลานของทั้งสามจะกระจายไปทั่วโลกในอนาคต 

9:20-21 หลังจากนั้น โนอาห์และลูกชายก็ทำไร่องุ่น และคงปลูกอาหารชนิดอื่น เลี้ยงสัตว์ด้วย เพราะลูกชายทั้งสามก็น่าจะแบ่งงานกันออกไปทำเพื่อเลี้ยงครอบครัว แล้วสิ่งที่เก่งคือทำเหล้าองุ่น  เอาองุ่นที่เหลือเฟือมาหมักทำเหล้าได้   แทนที่จะดื่มนิดหน่อย เขากลับดื่มจนเมาจนนอนเปลือยในเต็นท์  เขาไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ทำตัวระราน แค่นอนเปลือยในเต็นท์ของตนเอง
 
 9:22-23   แต่แล้ว ฮาม ซึ่งเป็นต้นตระกูลของคานาอัน เดินเข้าไป เห็นพ่อเปลือย ..​เขาออกไปบอกพี่น้องทั้งสองที่อยู่นอกเต็นท์   เกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น เราไม่ทราบ แต่สิ่งที่เชม กับยาเฟททำคือ พยายามปกปิดความเปลือยของพ่ออย่างโดยให้เกียรติพ่อ ไม่มองสิ่งที่พวกเขาเห็นได้ 
 

9:24 เมื่อโนอาห์รู้เรื่องที่เกิดขึ้น  รู้ว่าลูกชายคนเล็กทำเรื่องไม่ดี ซึ่งเราไม่ทราบว่า เป็นอะไร แค่ความคิด หรือมีการกระทำบางอย่างเกิดขึ้น  บางทีผู้บันทึกก็ไม่ต้องการที่จะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น มีหลายความเห็นเช่น อาจมีการแอบดูเพิ่มขึ้น หรือการเอามาเล่าให้พี่ชายฟังแบบไม่เคารพพ่อ  แต่เป็นสิ่งที่ทำให้โนอาห์โกรธมาก
9:25  เรื่องที่เกิดถึงกับทำให้โนอาห์สาปแช่งลูกชายฮาม …ซึ่งเขามีลูกชายที่ชื่ออียิปต์  พูต และคานาอัน  แต่โนอาห์ได้แช่งลูกคนที่ชื่อคานาอัน ให้เป็นคนที่รับใช้พี่น้อง  ฮาม เป็นคนที่พระเจ้าทรงอวยพรพร้อม ๆ กับเขามาตั้งแต่ต้น  เขาจะไม่แช่งคนที่พระเจ้าทรงอวยพระพร
คำสาปแช่งนี้ตกอยู่กับคานาอัน ไม่ใช่ฮาม โนอาห์มองเห็นปัญหาในอุปนิสัยของฮาม   เขาจึงกล่าวคำพยากรณ์เกี่ยวกับลูกหลานในอนาคตที่จะตกเป็นทาสของความผิดทางเพศ และจะต้องรับใช้ผู้อื่น นิสัยใจคอของฮามทำให้เห็นว่า ลูกหลานของเขาจะเป็นเหมือนกัน ในเลวีนิติ 18:3  โมเสสห้ามอิสราเอลทำตามพฤติกรรมของคนคานาอัน และอียิปต์
 หากเรามาดูความเป็นไปของคนคานาอันในเวลาต่อมา เราพบว่า พวกเขาไม่ได้เชื่อพระเจ้าเหมือนกับโนอาห์ แต่กลับกลายเป็นพวกที่กราบไหว้เทพต่าง ๆ และในยุคต่อมาอีกก็พยายามชักชวนให้อิสราเอลทำผิดต่อพระเจ้าเป็นประจำ  **แมคอาเธอร์ได้ให้ความเห็นใน  Study Bible , ESV MacArthur ว่า การเปลี่ยนคำสาปจากฮามมาเป็นคานาอันบุตรชายของเขา ได้สร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ให้กับอิสราเอลเพื่อ พิชิตชาวคานาอัน ในภายหลัง ชาวคานาอันคือชนชาติที่อิสราเอลต้องทำสงครามด้วยหลังจากที่ชนอิสราเอลได้ยินโมเสสอ่านข้อความนี้เป็นครั้งแรก
** ส่วน Constable’s note  ใน netbible บอกว่า ในสังคมชายเป็นใหญ่ในโลกยุคโบราณ  การเห็นผู้อื่นเปลือยกายถือเป็นความผิดร้ายแรง  
*** ฮามเอง อาจได้พูดในสิ่งที่ไม่สมควร กับพี่ชายทั้งสอง
9:26-27  คำอวยพรของโนอาห์ ทำให้เห็นว่า โนอาห์ได้ให้ความสำคัญกับเชม มากกว่ายาเฟทและฮาม ดูจากบทที่ 11 อับรามหรืออับราฮัมมาจากสายของเชม  เท่ากับว่า โนอาห์กำลังอวยพรอิสราเอลอยู่   
ในเวลาต่อมา ลูกหลานของเชมได้เข้ามายึดครองดินแดนที่คานาอันเคยอาศัยอยู่ ส่วนชื่อของยาเฟท มีความหมายถึงการขยายอาณาเขต  โนอาห์ไม่ได้อยู่ในยุคของเขาเท่านั้น แต่เขามองเห็นไกลไปถึงอนาคตอย่างน่าทึ่งจริง ๆ
ชื่อ ของคานาอัน כִּנַעַן คนาอัน หรือ คานาอัน มีความหมายว่า ถูกทำให้ต่ำต้อย เสียด้วย
9:28-29   โนอาห์ยังมีอายุยืนนานเหมือนบรรพบุรุษของเขา อีกสามร้อยห้าสิบปี เขาก็มีลูกหลานมากมายที่ทำให้แผ่นดินเต็มด้วยผู้คน  …. 
หมายเหตุ
ต่อมาสมัยโยชูวา อิสราเอลชนะคานาอัน ซึ่งเป็นชนชาติที่กราบไหว้รูปเคารพ  และคานาอันกลายเป็นผู้แพ้ เป็นทาสรับใช้อิสราเอล
 ราหับเป็นหนึ่งในคนคานาอัน แต่เธอมีความเชื่อในพระเจ้าจริงจัง และจริงใจ เธอได้มาเป็นส่วนหนึ่งในสายเลือดที่ส่งต่อมายังพระเยซู
 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 9
1* ปฐมกาล 1:28-29; 8:17; 9:7; 10:32
2* สดุดี 8:6
3* เฉลยธรรมบัญญัติ   12:15; 14:3, 9, 11; โรม 14:14, 20; ปฐมกาล 1:29
4* 1 ซามูเอล 14:33-34
5* อพยพ 21:28; ปฐมกาล 4:9, 10;
กิจการ 17:26
6* เลวีนิติ 24:17; ปฐมกาล 1:26-27


7* ปฐมกาล 9:1, 19
9* ปฐมกาล 6:18; อิสยาห์ 54:9
10* สดุดี 145:9
11* อิสยาห์ 54:9
12* ปฐมกาล 9:13, 17; 17:11
13* เอเสเคียล 1:28
15* เลวีนิติ 26:42, 45
16* ปฐมกาล 17:13, 19
18* ปฐมกาล 9:25-27; 10:6

19* ปฐมกาล 5:32; 1 พงศาวดาร 1:4
20* ปฐมกาล 3:19, 23; 4:2
21* สุภาษิต 20:1
23* อพยพ 20:12
25* เฉลยธรรมบัญญัติ 27:16; โยชูวา 9:23
26* ปฐมกาล 14:20; 24:27
27* ปฐมกาล 10:2-5; 39:3;
เอเฟซัส 2:13-14; 3:6

บรรณานุกรม
   Heitzig, Skip, คำเทศนาปฐมกาล 9 : https://www.youtube.com/watch?v=IpjRZvK9WAQ
   https://netbible.org/bible/Genesis+9
   Phillip Bethancourt , David Platt , et al.,Exalting Jesus in Genesis (Christ-Centered Exposition Commentary) . Kindle Edition.
   Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and
Old testament ) (Function). Kindle Edition.
   Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997

ปฐมกาล 8 พระสัญญาแก่โลกใหม่

น้ำก็ลด
1  แต่พระเจ้าทรงระลึกถึงโนอาห์ สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่อยู่กับเขาในนาวา  พระองค์ทรงทำให้ลมพัดเหนือพื้นโลก แล้วน้ำก็ลดระดับลง
2 น้ำพุจากตาน้ำบาดาลก็หยุดไหล และประตูน้ำจากฟ้าสวรรค์ถูกปิด ฝนจากท้องฟ้าหยุดลง 
3 น้ำบนพื้นโลกลดระดับลงไปเรื่อย ๆ  จนเวลาผ่านไป 150 วัน น้ำลดระดับลงไปอีก
4 ในวันที่สิบเจ็ด ของเดือนที่เจ็ด นาวาใหญ่ ก็ติดค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต
5 น้ำลดระดับลงไปอีกจนถึงเดือนที่สอง วันแรกของเดือนที่สิบ มียอดเขาเริ่มปรากฏให้เห็น

ประเมินน้ำลด
6 สี่สิบวันต่อมา โนอาห์เปิดหน้าต่างนาวาที่เขาได้ทำไว้
7 และเขาปล่อยนกกาตัวหนึ่งออกไป มันบินวนไปมา จนกระทั่งน้ำแห้งจากผืนดิน



8 แล้วโนอาห์ก็ส่งนกพิราบตัวหนึ่งออกไป เพื่อประเมินว่า น้ำลดถึงพื้นดินแล้วหรือไม่ 
9 แต่นกพิราบไม่มีที่เกาะ มันจึงบินกลับมาหาโนอาห์ที่นาวา  โนอาห์ยื่นแขนออกไปหานก และนำมันกลับมาในนาวาอย่างเดิม
10 เขาคอยอีกเจ็ดวัน แล้วปล่อยนกพิราบออกไปจากนาวาอีกครั้ง
11 เมื่อนกพิราบกลับมาในตอนเย็น มันคาบใบมะกอกเขียวสดมาด้วย  โนอาห์จึงรู้ว่า น้ำลดลงไปแล้ว
12  หลังจากที่รออีกเจ็ดวัน เขาก็ปล่อยนกพิราบออกไปอีก คราวนี้ มันไม่บินกลับมาหาเขาอีก
13 เมื่อโนอาห์อายุได้ 601 ปี ในวันแรกของเดือนที่หนึ่ง น้ำก็แห้งจากผืนดินแล้ว  โนอาห์จึงเปิดหลังคานาวาออกและเห็นว่า ผืนดินแห้งแล้ว

ออกจากนาวา
14 พอถึงวันที่ยี่สิบเจ็ดของเดือนที่สอง ผืนโลกก็แห้งสนิทจริง ๆ
 15 แล้วพระเจ้าตรัสกับโนอาห์ว่า
16 “ให้ทั้งเจ้า ภรรยาและลูกชาย ลูกสะใภ้ของเจ้าออกจากนาวาได้ 

17 จงนำสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับเจ้าออกจากนาวา  ทั้งนก สัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลาน เพื่อว่ามันจะได้มีลูกดก และทวีจำนวนขึ้นในโลก
18 ดังนั้น โนอาห์จึงออกจากนาวาพร้อมกับลูกชาย ภรรยา และลูกสะใภ้ของเขา 
19 สัตว์ทั้งหลาย สัตว์เลื้อยคลาน และนกทั้งหลายก็ออกมาจากนาวาเป็นระเบียบ ตามชนิดของมัน

พระสัญญาแก่โลกใหม่
20 จากนั้น โนอาห์ก็สร้างแท่นบูชาแด่พระยาห์เวห์ และเขาเลือกถวายสัตว์เลี้ยงที่สะอาด และนกเป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเจ้าบนแท่นนั้น
21 พระยาห์เวห์ทรงยินดี(ทรงพอพระทัยกับกลิ่นของมัน)กับเครื่องบูชาเหล่านั้น  ทรงดำริว่า “เราจะไม่สาปแช่งแผ่นดินเนื่องจากมนุษย์อีกต่อไป แม้ว่าพวกเขามีใจโน้มไปทางชั่วตั้งแต่ยังเด็ก และเราจะไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนพื้นโลกอย่างที่เราทำไปในครั้งนี้”
22 “ตราบเท่าที่โลกดำรงอยู่
จะมีฤดูหว่าน และฤดูเก็บเกี่ยว
วันที่หนาวและวันที่ร้อน ฤดูร้อนกับฤดูหนาว วันและคืนจะไม่สิ้นสุด”

อธิบายเพิ่มเติม

น้ำก็ลด
8:1 พระเจ้าทรงกำหนดให้น้ำท่วมนาน แล้วพระองค์ก็ทรงระลึกถึงทั้งคนและสัตว์ที่อยู่ในนาวานั้น  พระองค์ทรงระลึกถึงพันธกิจที่จะต้องทำให้สำเร็จในเร็ววันนี้
ถ้าจะปล่อยให้น้ำลดโดยไม่ทรงช่วยแล้ว น่าจะต้องรออีกนาน พระเจ้าทรงทำให้เกิดลมพัดขึ้น น้ำระเหยขึ้นในอากาศ  ตาน้ำหยุด ฝนหยุดตก
ทุกอย่างกำลังอยู่ในกระบวนการที่ทำให้น้ำลด และน้ำที่ถูกกำหนดให้อยู่ในบรรยากาศของโลกไม่ว่าบนท้องฟ้า หรือบนแผ่นดิน กำลังกลับไปยังที่ทางของมัน
เมื่อโมเสสกล่าวว่า พระเจ้าทรงให้ลมพัดเหนือโลก เหมือนกับว่า พระเจ้าทรงนำ
ชีวิตกลับคืนมาอีก หลังจากที่ชีวิตต้องหมดลมหายใจเป็นอันมาก

8:2-3  ลมพัดเอาน้ำระเหยไป น้ำพุหยุดไหล ฝนหยุด ใช้เวลา 150 วันทำให้น้ำลดลง เป็นเวลาเท่ากับตอนที่น้ำท่วมโลก 150 วัน 

8:4-5  รายละเอียดของวัน คือ วันที่ 17 เดือน 7 นาวาไปติดที่ยอดเขาอารารัตในประเทศตุรกี  แสดงว่า ยังมีน้ำอยู่บ้าง จนกระทั่ง วันที่ 1 เดือน 10   ยอดเขาอื่น ๆ จึงโผล่ให้เห็น  

ประเมินน้ำลด
8:6-7  ไม่ใช่ว่าเห็นยอดเขาแล้วจะออกจากเรือได้ เพราะยังมีน้ำท่วมพื้นราบ  อีก 40 วัน โนอาห์ก็เปิดหน้าต่างออกดูเหตุการณ์ภายนอกเรือ น่าจะลองปล่อย อีการาเวนออกไป เป็นนกอึด อดทน กินอาหารหลากหลาย  มันบินวนจนน้ำแห้ง  ประเมินได้ว่า มันคงลงไปเกาะตามดิน  และมีอาหารที่เป็นซากให้กินได้
8:8-9  นกตัวที่สองคือ นกพิราบ ที่ไม่ได้แข็งแรงและอึดอย่างราเวน  เมื่อไม่มีที่เกาะมันก็กลับมา  โนอาห์ก็ประเมินได้ว่าน้ำลงไปขนาดไหนแล้ว

8:10-12 เจ็ดวันต่อมา น้ำลดลงไปอีก แต่เพื่อให้แน่ใจ โนอาห์ส่งนกพิราบไปอีกครั้ง คราวนี้มันคาบใบมะกอกเขียวสดมาให้ด้วย  เอาล่ะ ตอนนี้มีต้นไม้งอกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง  เท่ากับชี้ว่า ชีวิตใหม่กำลังเกิดในโลกแกล้ว ทั้งครอบครัวคงดีใจกันมาก ที่ใกล้จะได้ออกจากนาวา  น่าจะขอบคุณพระเจ้ากันยกใหญ่ในนาวานั้น
แต่โนอาห์ไม่ได้ผลีผลาม เขารออีกเจ็ดวัน ปล่อยนกพิราบไป คราวนี้ นกมีที่สำหรับทำรังแน่นอน ดังนั้น มันจึงไม่กลับมาอีก
 
ออกจากนาวา
8:13-16  ตกลงว่า โนอาห์อายุ 601 ปี วันที่1  เดือนที่  1  เขาเปิดหลังคานาวาออก คราวนี้พื้นแห้งแบบลงตัว ลงไปไม่แฉะ เดินได้อย่างดี    รอไปอีก วันที่ 27 เดือนที่ 2  สามารถลงไปอยู่อาศัยได้แล้ว สร้างบ้านได้ ทำเกษตร เลี้ยงสัตว์ได้ พระเจ้าทรงสั่งให้พวกเขาออกจากนาวา  เท่ากับโนอาห์ ครอบครัว และสัตว์ อยู่ด้วยกันบนนาวา 

8:17–19 คำอวยพรของพระเจ้าชัดเจน จงมีลูกดก และทวีจำนวนขึ้น ย้ำพระพรที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยไว้แต่ต้นจากปฐมกาล 1:22   พวกเขาทำตามพระบัญชาด้วยความดีใจยิ่ง   คิดดูว่า ถ้าจะต้องอยู่ในเรือกับเหล่าสัตว์ทั้งหลายตลอดชีวิตนั้น มันยากเย็นเพียงใด คราวนี้ พวกเขาและสัตว์ทุกชนิดก็พากันออกมาเป็นคู่ ตามชนิดของมัน อย่างเป็นระเบียบ  
ถ้าจะย้อนกลับไปดูการทรงสร้างที่พระเจ้าทรงสร้างอาดัมและทรงสั่งให้เขาครอบครองโลก เราจะเห็นอาดัมที่ไม่รู้อะไรมาก่อน และต้องเผชิญกับโลก ที่เขาเองต้องเรียนรู้จากที่ไม่รู้อะไรเลย  และเวลานี้ โนอาห์กับครอบครัว ก็ได้รับพระบัญชาเช่นเดียวกัน แต่โนอาห์ได้ผ่านกระบวนการเชื่อฟัง การทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าในการสร้างเรือถึง 100 ปี ชายสองคนนี้ ต่างเป็นผู้เริ่มต้น แต่ก็เริ่มอย่างแตกต่าง

พระสัญญาแก่โลกใหม่
8:20  แล้วโนอาห์ก็สร้างแท่นบูชาขึ้น เขากำลังตอบสนองต่อความดีของพระเจ้า ที่ทรงไว้ชีวิตของเขาและครอบครัว และตอบสนองต่อพันธสัญญาที่ทรงทำกับเขา
 
8:21 กลิ่นอันเป็นที่พอพระทัยต่อพระยาห์เวห์ ที่จริงกลิ่นก็เป็นที่พอใจต่อมนุษย์เช่นกัน  เมื่อพวกเขาได้กลิ่นเนื้อสัตว์ย่างไฟ เราจะพบคำว่า “กลิ่นที่พอพระทัย”อีกในหนังสือเลวีนิติ และพระเจ้าก็ทรงตั้งพระทัยว่า จะไม่สาปแผ่นดินอีก ไม่ทำให้น้ำท่วมและคร่าชีวิตจำนวนมากมายด้วยน้ำเช่นนี้อีก แต่พระเจ้าทรงส่งพระเยซูลงมา เพื่อให้โอกาสกับมนุษย์อีกครั้ง ตลอดสองพันกว่าปีที่ผ่านมา มีคนที่ตอบสนองพระคุณยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และมีคนที่ปฏิเสธพระองค์  
  
8:22 พระเจ้าทรงสัญญาว่า ความร้อนเย็น ฤดูต่าง ๆ วันและคืนจะไม่มีวันสิ้นสุด  เป็นพระสัญญาที่ทำให้มนุษย์สามารถทำไร่ทำนา
และจากนั้นมา จะกี่พันปี พระเจ้าก็ทรงให้โลกส่วนต่าง ๆ มีกลางวัน กลางคืน จากการหมุนรอบตัวเอง   มีฤดู จากการหมุนรอบดวงอาทิตย์ ที่มนุษย์คาด ได้ว่า แต่ละฤดูพวกเขาควรปลูกอะไร   ควรทำอะไรในการเกษตร การที่ฤดูกาลมีระบบที่ชัดเจน เป็นประโยชน์สำหรับโลกนี้
คำในข้อนี้เป็นบทกวีในภาษาเดิม
ต่อมาอิสยาห์ 54:9 ก็ได้ตอบรับพระสัญญานี้ว่า  “สำหรับเราแล้วเรื่องนี้เป็นเหมือนในสมัยโนอาห์เราปฏิญาณไว้ว่าจะไม่ให้น้ำของโนอาห์ท่วมโลกอีกฉันใด
บัดนี้เราก็ปฏิญาณว่าจะไม่โกรธและไม่ตำหนิเจ้าอีกฉันนั้น
  แม้ภูเขาจะถูกเขย่า
และเนินเขาถูกเขยื้อนไปแต่ความรักมั่นคงที่เรามีต่อเจ้าจะไม่คลอนแคลน
และพันธสัญญาแห่งสันติภาพของเราจะไม่สูญสิ้นไป”
องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตาเจ้าตรัสไว้ดังนั้นจะเห็นว่า พระเจ้ายังทรงซื่อตรง และความรักมั่นคงนั้น อยู่ด้วยอย่างไม่สิ้นสุด เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นในสมัยใด

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล  8
1* ปฐมกาล 19:29; อพยพ 14:21; 15:10
2* ปฐมกาล 7:11; เฉลยธรรมบัญญัติ 11:17; โยบ 38:37
3* ปฐมกาล 7:24
6* ปฐมกาล 6:16

16* ปฐมกาล 7:13
17* ปฐมกาล 1:22, 28; 9:1, 7
20* ปฐมกาล 12:7; เลวีนิติ 11; อพยพ 10:25
21* อพยพ 29:18, 25; ปฐมกาล 3:17; 6:7, 13 , 17; 6:5; 11:6; 9:11, 15
22* อิสยาห์ 54:9; เยเรมีย์​ 33:20,25

บรรณานุกรม
Phillip Bethancourt , David Platt , et al.,Exalting Jesus in Genesis (Christ-Centered Exposition Commentary) . Kindle Edition. 
Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997