ปฐมกาล 44 แผน:ถ้วยเงินหาย

ถ้วยเงินในกระสอบของเบนยามิน
 1 แล้วโยเซฟก็สั่งพ่อบ้านของเขาว่า “จัดอาหารใส่เข้าไปในกระสอบมากเท่าที่พวกเขาจะขนไปไหว และใส่เงินของแต่ละคนไว้ที่ปากกระสอบด้วย
2 ใส่ถ้วยเงินของเราไว้ที่ปากกระสอบของน้องคนสุดท้อง พร้อม กับเงินที่เขาเอามาซื้อข้าว” พ่อบ้านก็ทำตามอย่างที่โยเซฟสั่ง
3 ฟ้าสางวันต่อมา พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางไปกับลาของเขา
4 แต่ไปไม่ไกลนัก โยเซฟก็บอก พ่อบ้านว่า “จงรีบตามคนพวกนั้นไป พอตามจับทันจงพูดว่า ‘เหตุใดท่านจึงทำชั่วตอบแทนความดีเล่า?
5 นี่เป็นถ้วยเงินที่นายของข้าใช้ดื่มนี่นา ที่จริงท่านใช้ในการทำนายด้วย สิ่งที่เจ้าทำลงไปนั้นชั่วร้ายมาก!!”
6 พ่อบ้านของโยเซฟก็ไล่ตามไป และพูดคำที่โยเซฟสั่ง  
7 พวกเขาตอบว่า “เหตุใดนายท่านจึงกล่าวเช่นนี้เล่า?ไม่มีทางที่พวกเราจะทำเช่นนั้น!
8 ทำไมล่ะ เงินที่เราพบที่ปากกระสอบ เราก็นำกลับมาคืนจากแผ่นดินคานาอัน แล้วเราจะขโมยเงิน หรือทองคำจากบ้านของเจ้านายของนายท่านได้อย่างไร?
9 หากถ้วยของ ท่านอยู่กับพวกเราคนใด ก็ขอท่านประหารคนนั้นและเราทุกคนจะยอมเป็นทาสของเจ้านายของนาย ท่าน”
10 เขาตอบว่า “อย่างนั้นก็ดี ขอให้เป็นไปตามที่เจ้าพูดเถิด ถ้าถ้วยใบนั้นอยู่กับใคร คนนั้นจะต้องเป็นทาสของเรา ส่วนคนอื่น ๆ ก็จะพ้นผิดไป”
11 แล้วแต่ละคนจึงขนกระสอบลงมาไว้ที่พื้น ต่างพากันเปิดกระสอบของตน
12 แล้วพ่อบ้านก็เริ่มค้นจากพี่ชายคนโตสุดลงมา จบที่คนสุดท้อง และพบถ้วยทองในกระสอบของเบนยามิน

13 เห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงฉีกเสื้อเพราะทุกข์ใจนัก แล้วพากันขนกระสอบขึ้นลา เดินทางกลับเข้าเมือง
14 เมื่อยูดาห์และพี่น้องของเขามาถึง บ้านของโยเซฟซึ่งเขายังอยู่ที่นั่น พวกเขาทิ้งตัวลง กับพื้น ต่อหน้าโยเซฟ
15  โยเซฟกล่าวกับพวกเขาว่า”พวกเจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร? เจ้าไม่รู้หรือว่า คนอย่างเราจะรู้ความจริงต่าง ๆ ได้จากการทำนาย?”
เป็นทุกข์สุดขีด
16 ยูดาห์กล่าวว่า “เราไม่อาจพูดอย่างใดกับท่านได้เลยเราจะพูดได้อย่างไร? ไม่มีทางที่จะแก้ต่างให้ตัวเราพระเจ้าทรงเปิดเผยให้ท่านได้เห็นความผิดของผู้รับใช้ของท่าน เราอยู่ตรงนี้แล้ว เป็นทาสของท่าน ทั้ง ตัวเราและคนที่ถูกจับได้ว่ามีถ้วยในครอบครอง”
17 แต่โยเซฟตอบว่า “เราจะไม่ทำอย่างนั้นหรอก คนที่มีถ้วยเท่านั้นที่จะเป็นทาสของเรา ส่วนเจ้าทั้งหลายก็กลับขึ้นไปหาพ่อของพวกเจ้าอย่างปลอดภัย”

ยูดาห์ต่อรองกับโยเซฟ
18 ยูดาห์จึงเข้าไปใกล้โยเซฟ กล่าวว่า “โอ นายท่าน ข้าพเจ้าขออนุญาตกล่าวคำกับท่านเป็นส่วนตัว และขอท่านอย่าโกรธผู้รับใช้ของท่าน เพราะท่านก็เป็นดั่งฟาโรห์อยู่แล้ว
19 นายท่านได้ถามพวกเราซึ่งเป็นผู้รับใช้ของ ท่านว่า ‘พวกเจ้ามีพ่อ หรือน้องชายหรือไม่?’
20 พวกเราตอบว่า ‘เรามีพ่ออายุมากและน้องชายที่เกิดเมื่อท่านชราแล้ว เป็นน้องคนที่พี่ชายแม่เดียวกันของเขาเสียชีวิตไป จึงเหลือเขาอยู่คนเดียว และพ่อ ก็รักเขา’
21 แต่ท่านกล่าวกับผู้รับใช้ของท่านว่า ‘จงนำเขามาหาเรา เพื่อว่าเราจะได้เห็นตัวเขา’
22 เราตอบนาย ท่านว่า ‘เด็กคนนี้ละจากพ่อมาไม่ได้ หากเขาละจาก พ่อ พ่อจะตาย’
23 นายท่านก็บอกเราว่า ‘พวกเจ้าจะไม่ได้เห็นหน้าเราอีก ยกเว้นน้องชายจะมากับเจ้า’ 

24 พวกเรากลับไปหาพ่อ และเล่าสิ่งที่ท่านกล่าว
25 แต่ เมื่อพ่อบอกให้เรา  ‘ไปอีกครั้ง และซื้ออาหารมาให้ครอบครัวเรา’
26 พวกเราตอบท่านว่า ‘เราลงไปซื้ออาหารไม่ได้ยกเว้นให้น้องชายไปด้วย เราจึงจะไป เพราะเราจะไม่ได้พบนายท่านนอกจากว่ามีน้องคนเล็กไปกับเรา’
27 พ่อของเรา ผู้รับใช้ของท่านกล่าวกับเราว่า ‘เจ้าก็รู้ว่าภรรยาของเราให้กำเนิดลูกชายสองคน
28 คนหนึ่งจากเราไปแล้ว และเรากล่าวว่าเขาคงถูกสัตว์ร้ายฉีกเป็น ชิ้น ๆ และเราไม่ได้เห็นเขาตั้งแต่นั้น
29 บัดนี้ หากเจ้าเอาน้องคนนี้ไปจากเราอีกแล้วมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาเจ้าจะทำให้เราลงไปสู่แดนคนตายด้วยความทุกข์แสนสาหัส’

ยูดาห์ขอรับโทษแทน
30 ดังนั้นหากข้าพเจ้ากลับไปหาพ่อของเราซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่าน และไม่มีน้องชายกับเรา ในเมื่อหัวใจของพ่อผูกพันกับ น้องมากเช่นนี้
31 เมื่อพ่อเห็นว่า น้องชายไม่ได้กลับมากับเราท่านจะสิ้นชีวิตเป็นแน่ เท่ากับพวกเราได้ทำให้พ่อ ผู้รับใช้ของท่านที่ผมหงอกแล้วลงไปยังแดนคนตายด้วยความทุกข์ระทมยิ่งนัก
32 ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้าผู้เป็นผู้รับใช้ของท่านได้เอาชีวิตของตัวเองเป็นประกันกับพ่อไว้ บอกพ่อว่า หากไม่ได้เอาน้องชายกลับไป ข้าพเจ้าจะเป็นคนบาปผิดไปตลอดชีวิต
33 ดังนั้น ขอท่านโปรดยอมให้ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ แทนตัวน้องชายในฐานะทาสของท่าน และให้เขากลับขึ้นไปหาพ่อพร้อม ๆ กับพี่ชายเถิด 
34 ข้าพเจ้าจะกลับไปหาพ่อได้อย่างไร ถ้าไม่มีน้องชายคนนี้ไปด้วย ข้าพเจ้าไม่อาจเห็นความทุกข์ที่จะครอบงำชีวิตของพ่อได้เลย”

อธิบายเพิ่มเติม

ถ้วยเงินในกระสอบของเบนยามิน
ปฐมกาล 44:1-15
แล้วโยเซฟก็ทำตามแผนที่คิดเอาไว้ต่อ เขาให้คนใส่ถุงเงินเหมือนเดิม แต่เอาถ้วยเงินส่วนตัวของเขาใส่ในกระสอบของเบนยามิน คนรับใช้ไล่ตามทันและ พูดทุกอย่างตามที่โยเซฟสั่ง โยเซฟกำลังตรวจสอบความซื่อตรงของพี่ชายทุกคน  หากเกิดเหตุการณ์ตามที่เขาวางแผนไว้ พี่ ๆ จะแก้ไขปัญหาด้วยวิธี

ฝ่ายหนึ่งทำตามแผนเพื่อให้ทุกคนกลับไปยังอียิปต์อีกครั้ง เพื่อจะดูว่า เขาจะแก้ปัญหาอย่างไร และเพื่อจะได้เปิดเผยความจริง
ส่วนพี่น้องทุกคนต่างผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แต่กลับไม่เฉลียวใจว่าจะเจอคดีเดียวกันอีก พวกเขานึกตายใจว่า ท่านรองฟาโรห์คงจะไม่ทำอย่างนั้นกับเขาเมื่อเอาน้องชายมา

พี่ชายทุกคนมั่นใจว่า พวกเขาไม่ได้เอาอะไรของ อุปราชมาเลย แต่เมื่อค้นกระสอบกลับพบว่า มีถ้วยทองในกระสอบของเบนยามิน พวกเขารู้สึกเป็นทุกข์ใจมาก เพราะได้สัญญากับพ่อไว้แล้ว ถึงขนาดฉีกเสื้อผ้า จะให้เบนยามินเป็นอันตรายใด ๆไม่ได้เป็นอันขาด พวกเขาเคยฉีกเสื้อของโยเซฟและหลอกพ่อว่าน้องถูกสัตว์กัดกินไปแล้ว คราวนี้พวกเขาจะโดนโทษอย่างไร ก็ยอมหมด 

เป็นทุกข์สุดขีด
ปฐมกาล 44:16-17
พี่น้องทุกคนต้องกลับมายังอียิปต์  เมื่อพบกับโยเซฟ เขาก็ไม่มีข้อแก้ตัว  ยอมรับว่า เขาผิดจริง ยูดาห์เองเป็นคนเสนอให้ขายโยเซฟไป แทนที่จะสังหารน้องอย่างที่ พี่ ๆ คนอื่น (ยกเว้นรูเบนตั้งใจไว้ ) เขาตั้งใจไม่แตะต้องชีวิตของน้องเพราะอย่างไรโยเซฟก็เป็นเลือดเนื้อ (ปฐมกาล 37:27)

ยูดาห์ต่อรองกับโยเซฟ
ปฐมกาล 44:18-29
ท่านพ่ออายุมากแล้ว! โปรดเห็นใจท่านระหว่างที่ยูดาห์คุยกับโยเซฟนั้น เป็นช่วงเวลาที่โยเซฟเอง ได้รับข่าวสาร ความเป็นไปของครอบครัวโดยเฉพาะความรู้สึกของพ่ออย่างชัดเจน เราไม่ทราบว่า เขารู้สึกอย่างไรในเวลานั้น
แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่กระแทกความรู้สึกรุนแรงมากทีเดียว เพราะ ยูดาห์เองไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เขามีแต่ความจริงใจ เขาเพียงต้องการแก้ไขปัญหาอันยากเย็นเขาต้องการให้พ่อมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องการไม่ผิดคำพูดที่ให้กับพ่อไว้

จากคำพูดของยูดาห์ ทำให้โยเซฟรู้ว่า พ่อเป็นทุกข์มากเพียงใด ตรงนั้น แทงใจของเขามาก
ยูดาห์พูดความจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยังเด็ก  เรื่อยมาจนถึงที่โยเซฟเองเป็นคนสั่งให้เขาน้องมาพิสูจน์คำพูดของพวกเขา  จนกระทั่งเรื่องถ้วยเงินที่เกิดขึ้น  

ยูดาห์ขอรับโทษแทน
ปฐมกาล 44:30-34
ยูดาห์ได้ใช้คำที่ถ่อมตนเป็นที่สุดกับโยเซฟ แม้จะกล่าวถึงพ่อ ก็ยังบอกว่า พ่อเป็นผู้รับใช้ของโยเซฟ  (27)
พ่อได้กล่าวกับลูกชายทุกคนชัดเจนว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับน้องเบนยามิน เขาจะตายด้วยความทุกข์ยิ่งนัก  ดังนั้น ยูดาห์จึงอ้างว่า ถ้าไม่มีน้องกลับไป คนที่ถูกผลกระทบจากเรื่องนี้รุนแรงที่สุดคือพ่อ …​
ยูดาห์เสนอตัวเองเป็นคนที่จะเป็นทาสของโยเซฟแทนน้องชาย นี่ทำให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของยูดาห์อย่างประหลาดมาก จากคนที่เคยพูดจาไม่จริงกับลูกสะใภ้ทามาร์ เขากลับพร้อมที่จะรับผิดชอบความผิดทุกอย่างเพื่อรักษาใจของพ่อ

สำหรับโยเซฟแล้วคำพูด ความตั้งใจ ความจริงใจของยูดาห์นั้นแตะใจของเขารุนแรงมาก แม้ว่าเขาจะ กลับกลายมาเป็นอุปราชของอียิปต์   เป็นคนใหญ่โต มีทรัพย์สินมากมาย เป็นที่เคารพทั้งประเทศ  แต่คนอียิปต์ทั่วไปก็ดูหมิ่นในใจอยู่ดี (เพราะคนอียิปต์คิดว่าตนเป็นเชื้อชาติสูงส่งกว่าคนฮีบรู)
โยเซฟอยู่ใน ตำแหน่ง สูงอย่างโดดเดี่ยว  ไม่มีใครที่เขาอาจจะปรึกษาได้จริงจังนอกจากองค์พระเจ้าผู้เดียว ที่เขายืนอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะพระเจ้าสถิตกับเขาตลอดเวลา!

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 44
1* ปฐมกาล 43:16; 42:25
4* 1 ซามูเอล 25:21
8* ปฐมกาล 43:21
9* ปฐมกาล 31:32
13* 2 ซามูเอล 1:11
14* ปฐมกาล 37:7
16* กันดารวิถี 32:23; ปฐมกาล 44:9
17* สุภาษิต 17:15
18* อพยพ 32:22

20* ปฐมกาล 37:3; 43:8; 44:30; 42:38; 46:19; 42:4
21* ปฐมกาล 42:15, 20
23* ปฐมกาล 43:3,5
25* ปฐมกาล 43:2
27* ปฐมกาล 30:22-24; 35:16-18; 46:19
28* ปฐมกาล 37:31-35
29* ปฐมกาล 42:36, 38; 44:31
30* 1 ซามูเอล 18:1; 25:29
32* ปฐมกาล 43:9
33* อพยพ 32:32

ปฐมกาล 43 ไปอียิปต์ครั้งที่สอง

ยูดาห์รับประกันความปลอดภัย
1 แต่ความอดอยากนั้นทวีขึ้นอย่างรุนแรงมากในแผ่นดิน
2 เมื่อพวกเขากินข้าวที่มาจากอียิปต์หมดแล้ว พ่อก็กล่าวกับพวกเขาว่า “ไปซื้ออาหารมาให้เราอีกหน่อยเถอะ”
3 ยูดาห์พูดกับเขาว่า “ชายคนนั้นเตือนเราจริงจังว่า ‘เจ้าจะไม่ได้พบเราอีกยกเว้นเจ้าเอาน้องชายของเจ้ามาด้วย’
4 หากพ่อให้น้องชายไปด้วยพวกเราก็จะลงไปซื้ออาหารมาให้
5 แต่หากพ่อไม่ยอม ส่งเขาไป เราก็จะไม่ลงไป เพราะชายผู้นั้นว่า ‘เจ้าจะไม่ได้พบเราอีกยกเว้นเจ้าเอาน้องชายมาด้วย””
6 อิสราเอลกล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงทำให้เรามีปัญหาโดยไปบอกเขาว่า เจ้ามีน้องชายอีกคนเล่า?”
7 พวกเขาตอบว่า “ก็เขาเฝ้าถามพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องของเรา และญาติพี่น้องของเรา เขาถามด้วยว่า’พ่อของเจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?’ ถามว่า ‘เจ้ายังมีน้องอีกคนหรือเปล่า?’ และเราก็ตอบตรงตามคำถามของเขา เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า เขาจะสั่งว่า’จงพาน้องชายของเจ้าลงมาด้วย”?”
8 ยูดาห์กล่าวกับ อิสราเอลพ่อของเขาว่า “ให้น้องไปกับลูกเถิดและเราจะได้เตรียมตัวเดินทาง เพื่อว่าเราจะไม่อดตาย ทั้งพวกเรา พ่อ และลูกเล็ก ๆ ของเรา”
9 “ตัวลูกเองจะเป็นคนประกันว่าเขาจะปลอดภัย ขอให้พ่อถือว่า ลูกเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ หากลูกไม่นำเขากลับมาหาพ่อ ยืนอยู่ตรงหน้าพ่อเท่ากับลูกมีบาปติดตัวตลอดไป
10  ถ้าพวกเราไม่ชักช้า ป่านนี้เราคงไปกลับเป็นครั้งที่สองแล้ว”  

พ่อยอมทุกอย่างแล้ว
11 พ่อของพวกเขาคืออิสราเอลกล่าวว่า “ถ้าจะ ต้องทำอย่างนั้น ก็ขอให้เจ้าทำอย่างนี้ด้วย ให้เรานำของดีในแผ่นดินเราใส่กระสอบของเจ้าไป เป็นของกำนัลให้กับชายผู้นั้น ยางไม้ที่รักษาโรค น้ำผึ้ง เครื่องเทศ ถั่วพิสตาชิโอและถั่วอัลมอนด์ 
12 เอาเงินไปสองเท่า แล้วคืนเงินที่อยู่ในกระสอบของเจ้าตอนที่กลับมา เพราะพวกเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจ


13  เอาน้องชายไปกับเจ้า และเตรียมตัวพร้อมได้แล้วกลับไปหาชายผู้นั้น
14  ขอพระเจ้าองค์เอลชัดดายผู้ทรงฤทธิ์เต็มด้วยพระเมตตาทำให้ชายผู้นี้มีความเมตตาต่อเจ้า เพื่อว่าเขาจะปล่อยพี่ชายของเจ้า รวม ทั้งเบนยามินกลับมา แต่ถ้าเราจะต้องเสียลูกชายไปเราก็จำยอมที่จะให้เป็นอย่างนั้น”
15 แล้วพวกเขาจึงนำของกำนัล เงินจำนวนสองเท่าไป ด้วยพร้อมกับเบนยามิน จากนั้นเดินทางลงไปยังอียิปต์ และเข้าไปพบโยเซฟโดยตรง

ขอปรับความเข้าใจกับพ่อบ้าน
16 เมื่อโยเซฟเห็นเบนยามินมากับพี่ชาย เขาก็กล่าวกับ พ่อบ้านว่า “พาคนเหล่านี้เข้าไปในบ้าน ฆ่าสัตว์และเตรียมเนื้อเป็นอาหาร คนเหล่านี้จะร่วมโต๊ะกับข้าตอนอาหารเที่ยง”
17 ชายผู้นั้นทำตามคำสั่งของโยเซฟและนำพี่น้องทั้งหมดเข้าไปในบ้านของโยเซฟ    
18 เมื่อพวกเขาถูกนำเข้าไปในบ้าน ก็ตกใจมาก กล่าวว่า
“นี่เป็นเพราะเรื่องเงินที่ถูกใส่คืนกลับมาในกระสอบคราวแรกแน่เลย เราจึงถูกพามาที่นี่ เขาคงต้องการใช้เป็นเรื่องที่จะกล่าวหาเรา แล้วเอาเราไปเป็นทาสและริบเอาลาของเรา”
19 ดังนั้นเขาจึงไปหาพ่อบ้านของโยเซฟและกล่าวกับเขาหน้าบ้านว่า
20 “นายท่าน ครั้งแรกที่เรามาซื้ออาหารที่นี่  
21 พอเรากลับไปที่ค้างแรม เราเปิดกระสอบข้าว และ ข้างในก็มีเงินของแต่ละคนเต็มจำนวนที่เราได้จ่ายไป
22 และครั้งนี้ เราก็เอากลับมาคืนด้วย และเราได้เอาเงิน อีกจำนวนติดมาเพื่อซื้ออาหาร เราไม่ทราบเลยว่าใครใส่เงินของเรากลับคืนมาในกระสอบของพวกเรา”
23 “ไม่ต้องเป็นห่วง” เขาตอบ “ไม่ต้องกลัวไป พระเจ้าของเจ้า และพระเจ้าของพ่อเจ้าประทานทรัพย์นั้นไว้ในกระสอบของพวกเจ้าเราเองได้รับเงินของเจ้าแล้ว”แล้วเขาก็นำสิเมโอนมาพบพวกเขา

24 พ่อบ้านผู้นั้น นำทุกคนเข้าไปในบ้านของโยเซฟหาน้ำให้ดื่ม และล้างเท้าพวกเขา แล้วยังให้อาหารลา
25 พวกเขาจึงเตรียมของกำนัลให้พร้อมเพื่อมอบให้แก่โยเซฟที่จะมาช่วงกลางวัน เพราะได้ยินว่าจะได้กินอาหารด้วยกันที่บ้านนั้น

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
26 เมื่อโยเซฟมาถึงบ้าน ก็พาเข้าไปในอาคารบ้าน พวกเขานำของกำนัลที่เตรียมมา มอบให้เขาโดยหมอบตัวราบกับพื้นต่อหน้าโยเซฟ
27 โยเซฟถามถึงความเป็นไปของพวกเขา และถามว่า “พ่อของพวกเจ้าสบายดีหรือ? ชายชราที่เจ้าพูดถึงนั้น ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
28 พวกเขาตอบว่า “พ่อของผู้รับใช้ของท่านเป็นสุขดีและยัง มีชีวิตอยู่ขอรับ” แล้วพวกเขาก็ก้มลงเคารพโยเซฟ 29โยเซฟเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเบนยามินน้องชายของเขา เป็นน้องแม่เดียวกันกับเขา จึงกล่าวว่า”นี่เป็นน้องคนสุดท้องที่เจ้าพูดถึงใช่ไหม? อืม..ลูกชายเอ๋ย ขอพระเจ้าทรงดีต่อเจ้าเถิด”

โยเซฟร้องไห้อีก
30 แล้วโยเซฟ ก็เดินออกไปอย่างรวดเร็วเพราะความรู้สึกต่าง ๆ ที่เขามีต่อน้องชายมากจนเขาอยากจะร้องไห้เขาเข้าไปในห้องนอน และร้องไห้ในนั้น
31 จากนั้นเขา ก็ล้างหน้า และออกมา ควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ในขณะที่ออกคำสั่งให้คนออกมายกอาหาร

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
32 พวกเขาจัดอาหารให้โยเซฟแยกออกมา จากพวก พี่ชาย และชาวอียิปต์ที่มาด้วยก็แยกโต๊ะออกไปเพราะคนอียิปต์ไม่กินอาหารร่วมกับคนฮีบรู เพราะถือว่า พวกเขาเป็นพวกน่ารังเกียจ
33 ดังนั้นพวกเขาจึงนั่งต่อหน้าโยเซฟ โดยที่มีการจัดที่นั่งให้พี่ชายนั่งอย่างมีเกียรติ และน้องชายเป็นที่สุดท้ายพวกเขาหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจ
34 แต่ละคนได้รับอาหารแบ่งมาจากโต๊ะของโยเซฟ แต่เบนยามิน นั้นได้มากกว่าคนอื่นห้าเท่า พวกเขาจึงกินดื่มอย่างมีความสุขกับโยเซฟ

อธิบายเพิ่มเติม

ยูดาห์รับประกันความปลอดภัย

ปฐมกาล 43:1-10
สถานการณ์ความอดอยากไม่ได้ลดลงเลย  ที่จริงแล้ว ยาโคบก็คงจะไม่สบายใจอย่างมากที่การซื้ออาหารครั้งต่อไปเท่ากับเขาต้องปล่อยให้เบนยามินไปด้วย เพราะรองฟาโรห์ท่านนั้น ยืนยันว่าจะไม่ได้พบท่านหากน้องชายไม่ไปพิสูจน์ตนเองว่า ทั้งครอบครัวไม่ใช่สายลับ 
ตอนนี้ข้าวใกล้จะหมดแล้ว ทั้งบ้านมีไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบคน ถ้ารวมคนงานอีกก็น่าจะเป็นร้อย   ยาโคบปล่อยเวลาผ่านไปเผื่อว่าฝนจะตก และสามารถปลูกข้าวได้ แต่ความหวังของเขาก็ไม่สำเร็จ
เขาต้องเผชิญความจริงว่า ต้องส่งลูกชายคนเล็กสุดที่รักไป
คำสนทนาที่เกิดขึ้นคือ ลูกชายทุกคนบอกว่าพ่อต้องยอมให้น้องไป  พ่อก็ยังกล่าวโทษลูกว่าทำไมปากโป้งสร้างปัญหา แต่ความจริงคือ รองฟาโรห์ท่านนี้ถามสืบสวนถี่ถ้วนมาก
แล้วยูดาห์ ลูกชายคนที่สี่ ซึ่งเคยมีปัญหาที่เราเห็นก่อนหน้านี้  ไม่รับผิดชอบเรื่องลูกสะใภ้ แต่ตอนนี้เขาก้าวขึ้นมาขอรับผิดชอบเรื่องนี้เอง
เขารับที่จะเป็นคนประกันความปลอดภัยของเบนยามิน 

พ่อยอมทุกอย่างแล้ว
ปฐมกาล 43:11-15
แล้วยาโคบก็เป็นผู้จัดการให้ลูก ๆ นำของกำนัลไปฝากรองฟาโรห์ พวกเขายังมีสิ่งที่เก็บไว้อยู่ในบ้าน
เป็นของดีที่หายาก เราจะเห็นว่า สิ่งที่พวกเขาขาดจริง ๆ คือธัญพืช ซึ่งเป็นอาหารสำคัญมาก ในขณะที่ยังมีถั่ว เครื่องเทศต่าง ๆ อยู่มากพอที่จะให้เป็นของกำนัล และครอบครัวยาโคบก็ไม่ได้ขัดสนเลย มั่งคั่งพอควร!

ยาโคบจัดการให้เอาเงินไปสองเท่า
ให้เอาน้องชายไป คราวนี้ ยาโคบใช้คำว่า น้องชาย เพื่อให้พี่ทุกคนได้รู้ว่าตนเองต้องรับผิดชอบต่อสายเลือดของตน

ยาโคบกล่าวถึงพระเจ้าโดยเรียกพระองค์ว่า องค์เอลชัดดายผู้ทรงฤทธิ์  พระองค์เต็มด้วยพระเมตตา เป็นคำที่เขากล่าวโดยความเชื่อ ว่าพระเจ้าจะทรงให้ลูกชายกลับมา
แต่แล้วเขาก็พูดว่า หากต้องเสียลูกชาย เขาก็จะยอมรับ   ครั้งนี้ เห็นเลยว่า ยาโคบยอมกับพระเจ้า  เขาจะมารักใคร่ลูกคนเล็กมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำมาตั้งนานแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ คนที่ตื่นเต้นมากที่สุดก็คือ เบนยามิน เขาน่าจะอายุประมาณ​ยี่สิบต้น ๆ  ส่วนพี่ ๆ นั้นอายุมากพอที่จะเป็นพ่อ เป็นลุงของเขาได้

ขอปรับความเข้าใจกับพ่อบ้าน
ปฐมกาล 43:16-25

เมื่อมาถึงอียิปต์ พวกเขาก็ตรงไปที่บ้านของโยเซฟพวกเขาต้องการปรับความเข้าใจเรื่องของเงินที่อยู่ปากกระสอบให้เสร็จก่อน เพราะยังค้างคาใจ ยังไม่ชัดเจน แต่พ่อบ้านก็ไม่คิดจะเอาความกับพวกเขาเรื่องเงินแถมยังบอกว่า พวกเขาได้รับเงินแล้วด้วย นี่เป็นปริศนามากขึ้นไปอีก  นี่เขาจะเอาเราไปเป็นทาสไหม??
แทนที่จะได้ทำตามความคิด พวกเขากลับถูกนำตัวเข้าไปในบ้านของโยเซฟ
สิ่งดีคือ ได้พบสิเมโอนอีกครั้ง 

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
ปฐมกาล 43:26-29
การที่เขาจะได้กินอาหารในบ้านของรองฟาโรห์นั้น เป็นเกียรติอย่างสูงส่ง  ตามวัฒนธรรมของชาวตะวันออกกลาง เจ้าบ้านจะให้เกียรติแขกของพวกเขาเป็นอย่างสูง เกินที่พวกเราจะเข้าใจได้ และบัดนี้ พี่ชาย และน้องชายของโยเซฟกำลังได้รับเกียรติที่พวกเขาคาดไม่ถึง คิดไม่ออกว่าเป็นไปได้อย่างไร
ความกังวลเรื่องถุงเงินก็ยังอยู่เป็นเรื่องน่ากังวล แล้วยังจะได้กินเลี้ยงในบ้านของรองฟาโรห์เป็นเรื่องน่าดีใจ 
โยเซฟช่างสร้างเรื่องราว ทำให้เกิดความสงสัย ความค้างคาใจระดับสูงทีเดียว

โยเซฟร้องไห้อีก
ปฐมกาล 43:30-31
ภาพของพี่น้องทุกคนที่มาพร้อมหน้า ทำให้โยเซฟไม่อาจกลั้นความรู้สึกได้ เขาร้องไห้อีกครั้ง
ทำให้เราเห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา โยเซฟไม่ได้ลืมครอบครัวของเขาเลย แต่คงมีหัวใจที่อยากจะกลับบ้านเกิดตลอดเวลา  แต่แล้ว พระเจ้ากลับทรงส่งคนที่บ้านมาพบเขาในแผ่นดินที่ห่างไกลอย่างประหลาด  นี่เป็นการทรงนำของพระเจ้าอย่างที่เราไม่ต้องสงสัยเลย

แทนที่จะได้เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งสองกลับต้องห่างไกลกันจนไม่รู้จักกันเลย   พี่ชายทุกคนไม่รู้เรื่องอะไร  ไม่รู้ว่าพวกตนได้ทำให้พี่ชายน้องชายแม่เดียวกันต้องห่างไกลกัน
คำแห่งพรของโยเซฟนั้น เป็นคำสั้น ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า เบื้องหลังคำนั้น มีความเจ็บปวดขนาดไหน มีความโหยหามากเท่าไร
แต่..แผนการของโยเซฟที่มีต่อพี่ชายยังไม่จบ เขายังมีอะไรหลายอย่างที่ต้องทำต่อไป จึงออกมาสั่งการให้จัดโต๊ะอาหารทันที

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
ปฐมกาล 43:32-34
การที่คนอียิปต์ไม่กินร่วมกับคนฮีบรู  เป็นเรื่องธรรมดา เพราะพวกเขาเห็นว่า คนเลี้ยงสัตว์เป็นคนชั้นต่ำ โยเซฟเองก็พอใจแล้วที่เป็นเช่นนั้นพวกพี่ ๆ ไม่ทราบเลยว่า ท่านอุปราชผู้นี้จะมีแผนอะไรอีกแต่เวลานี้ ท่านเลี้ยงเราให้อิ่มหมีพีมัน เราก็รับเลี้ยงอย่างมีความสุข น่าประหลาดที่พวกเขาไม่ได้เห็นความคล้ายคลึงของโยเซฟกับพี่น้องเลย อาจเป็นเพราะเสื้อผ้าที่เขาใส่ และ สิทธิอำนาจของอุปราชที่อยู่ในตัวเขา

ในมุมของโยเซฟ เขากำลังพิจารณาพี่น้องทุกคนขณะที่อยู่บนโต๊ะอาหาร พวกเขา พูดอะไรเป็นภาษาฮีบรู โยเซฟเข้าใจทั้งหมด แน่นอนเขาต้อง พูดกันว่าทำไมจัดให้เรานั่งเรียงเป็นลำดับตามพี่น้องอย่าง ถูกต้อง พวกเขาจะต้องสังเกตว่า เบนยามินได้อาหารมากกว่าและคงมีคำพูดที่โยเซฟจะได้เห็นตัวตนของพวกเขาชัดขึ้น
ลองคิดว่าพี่ ๆ จะมีข้อสังเกตเรื่องที่เบนยามินได้มากกว่าใคร มีการล้อเลียนอะไรกันบ้างบนโต๊ะอาหาร 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 43
1* ปฐมกาล 41:54, 57; 42:5; 45:6, 11
2* ปฐมกาล 42:2; 44:25
3* ปฐมกาล 42:20; 43:5; 44:23
8* ปฐมกาล 42:2; 47:19
9* ปฐมกาล 42:37; 44:32
11* ปฐมกาล 32:20; 33:10; 43:25, 26; เยเรมีย์ 8:22
12* ปฐมกาล 42:25, 35; 43:21-22
14* ปฐมกาล 17:1; 28:3; 35:11; 48:3; สดุดี 106:46;เอสเธอร์ 4:16


15* ปฐมกาล 39:1; 46:3, 6
16* ปฐมกาล24:2; 39:4; 44:1
18* ปฐมกาล 42:28
20* ปฐมกาล 42:3, 10
21* ปฐมกาล 42:27, 35
23* ปฐมกาล 42:24
24* ปฐมกาล 18:4; 19:2; 24:32
26* ปฐมกาล 37:7, 10; 42:6; 44:14
27* ปฐมกาล 29:6;42:11, 13; 43:7; 45:3

28* ปฐมกาล 37:7, 10
29* ปฐมกาล 35:17-18;
42:13
30* 1 พงศ์กษัตริย์ 3:26; ปฐมกาล 42:24; 45:2, 14, 15; 46:29
31* ปฐมกาล 43:25
32* ปฐมกาล 41:12; 46:34
33* ปฐมกาล 27:36; 42:7
34* ปฐมกาล 35:24; 45:22

ปฐมกาล 42 พี่ชายแสนอ่อนน้อม

กันดารเกินที่จะรอฝน
1 แล้วยาโคบก็รู้มาว่า มีข้าวในอียิปต์ เขาจึงกล่าว กับพวกลูกชายว่า “พวกเจ้ามานั่งมองหน้ากันอยู่ทำไม? ดูสิ
2 พ่อได้ยินว่า มีข้าวในอียิปต์ ให้ไปที่นั่นและซื้อข้าวมาให้พวกเรา เราจะได้ไม่อดตาย”

3 ดังนั้นลูกชายทั้งสิบจึงเดินทางไปซื้อข้าวในอียิปต์ 
4 ยกเว้นเบนยามิน น้องชายของโยเซฟที่ยาโคบไม่ส่งไป เพราะเขากลัวว่า อาจจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเขา 
5 พวกลูกชายของอิสราเอลจึงเดินทางไปกับคนอื่น ๆเพราะความอดอยากครั้งนี้ขยายไปถึงดินแดนคานาอันด้วย

ฝันที่เป็นจริง
6 เวลานั้น โยเซฟเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เขาเป็นผู้ที่จัดการขายข้าวให้กับประชาชนเมื่อพี่ชายของเขามาถึง ก็กราบลงต่อหน้าเขาถึงพื้น
7 พอโยเซฟเห็นพวกพี่ชาย เขาก็จำได้ แต่เขาทำทีเหมือนกับเขาเป็นคนแปลกหน้าพูดอย่างขมึงทึงกับพวกเขา “พวกเจ้ามาจากไหน?””มาจากแผ่นดินคานาอันเพื่อซื้ออาหารขอรับ”
8 โยเซฟจำพวกเขาได้ แต่พวกเขากลับมองไม่ออกว่าเป็นเขา
9 โยเซฟยังจำความฝันที่เขาฝันเรื่องของพี่เขาจึงกล่าวกับพี่ชายว่า “พวกเจ้าเป็นสายลับเข้ามา สืบดูจุดอ่อนของแผ่นดินเรา!”
10 “มิได้ขอรับ”พวกเขาตอบ”ผู้รับใช้ของท่านมาเพื่อที่จะซื้ออาหาร
11 พวกเราเป็นพี่น้องมีพ่อคนเดียวกันเราเป็นคนสุจริตพวกเราไม่ใช่สายลับ”
12 “ไม่จริง!” โยเซฟตอบเขาพวกเจ้านะมาสืบหาจุดอ่อนของแผ่นดินเรา”
13 พวกเขากล่าวว่า “พวกเราเป็นผู้รับใช้ของท่าน เป็น พี่น้องสิบสองคนมีพ่อเดียวกันในแผ่นดินคานาอัน ลูกชายคนเล็กอยู่กับพ่อของเราแต่อีกคนไม่ได้อยู่กับเราแล้ว” 

จ้านายอียิปต์ให้พิสูจน์คำพูด
14 “อย่างที่เราบอกนั่นแหละ” โยเซฟตอบ “พวกเจ้าเป็นสายสืบเข้ามา
15 ดังนั้นพวกเจ้าจะถูกตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่า เจ้าไม่ได้โกหก ฟาโรห์ทรงพระชนม์อยู่แน่อย่างไร เจ้าจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่จนกว่าเจ้าจะเอาน้องชายคนเล็กมาให้เห็น

คำสั่งให้เอาน้องชายมา
16 จงส่งหนึ่งคนในพวกเจ้ากลับไป และนำน้องชายกลับมา ส่วนคนอื่น ๆ จะถูกกักกันไว้เพื่อพิสูจน์ว่า เจ้าพูดความจริงหรือไม่ มิฉะนั้น ฟาโรห์ทรงพระชนม์อยู่แน่อย่างไร เจ้าเป็นสายสืบแน่นอน”
17 จากนั้น เขาก็กักกันทุกคนไว้ในเรือนจำสามวัน
18 ในวันที่สาม โยเซฟกล่าวกับพวกเขาว่า”จงทำอย่างที่เราบอกเจ้าแล้ว เจ้าจะได้มีชีวิตอยู่เพราะเราเป็นคนเกรงกลัวพระเจ้า
19 หากพวกเจ้าเป็นคนสุจริตล่ะก็จงให้คนหนึ่งในพวกเจ้าถูกกักกันเอาไว้ที่นี่ ส่วนพวกเจ้าก็ไปและนำข้าวกลับไปบรรเทาความอดอยากให้ครอบครัวของเจ้า
20แล้วก็นำน้องชายคนเล็กมาให้เราเห็นเพื่อพิสูจน์คำพูดของเจ้าว่า เป็นจริง แล้วเจ้าจะไม่ตาย” พวกเขาจึงทำตามที่โยเซฟสั่ง
สุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้
21 พวกเขาพูดกันและกันว่า “ความจริงแล้วเรามีความ ผิดเรื่องน้องของเรา ตอนนั้นเขาน่าสงสาร และยังขอร้องเรา เราก็เห็นแต่ไม่ยอมฟังเขาความทุกข์ยากตอนนี้จึงตกมาที่เรา”
22 รูเบนตอบพวกเขาว่า”พี่บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า อย่าทำร้ายน้อง?แต่พวกเจ้าไม่ฟังเลย ตอนนี้ เราต้องรับผิดชดใช้ความตายของเขา!”
23  พวกเขาไม่รู้เลยว่าโยเซฟเข้าใจคำสนทนาของเขา เพราะก่อนหน้านี้ได้ใช้ล่ามแปล  
24  โยเซฟหันหน้าออกไปและร้องไห้ จากนั้นเขาก็กลับมาพูดกับพวกเขาอีก เขาเลือกกักสิเมโอนไว้และส่งเข้าเรือนจำต่อหน้าต่อตาพวกเขา 

ถุงเงินปริศนา
25 จากนั้นโยเซฟก็สั่งให้คนงานบรรจุข้าวใส่กระสอบให้เต็ม และคืนเงินลงในกระสอบของทุกคน ทั้งยังให้อาหารเพื่อกินระหว่างทาง คนรับใช้ก็ทำตามนั้น 26  พวกพี่ชายก็ขนข้าวขึ้นหลังลาพากัน ออกเดินทางไป
27 แต่คืนนั้น เมื่อถึงที่พักแรมพี่ชายคนหนึ่งเปิดกระสอบเพื่อเอาอาหารเลี้ยงลา เขาก็เห็นเงินของเขาอยู่ที่ปากกระสอบ 



28 เขากล่าวกับพี่น้องว่า “ดูสิ มีเงินคืนมา ดูสิอยู่ในกระสอบข้าวของฉัน” เห็นอย่างนั้น พวกเขาตกใจจนตัวสั่น “พระเจ้าทรงทำอะไรกับพวกเรานี่?”

พ่อกับข่าวร้าย 
29 พวกเขากลับไปถึงแผ่นดินคานาอัน ถึงบ้านของยาโคบพ่อของพวกเขา พวกเขาจึงเล่าเรื่องให้พ่อ ฟังว่า
30 “ท่านที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พูดกับเราอย่างขมึงทึง ท่านคิดว่าเราเป็นสายสืบเข้าไปในแผ่นดินของท่าน
31 เราบอกท่านว่าเราเป็นคนสุจริต เราไม่ใช่สายสืบ
32 เราเป็นพี่น้องสิบสองคนเป็นลูกของพ่อ น้องชายคนหนึ่งจากไปแล้ว ส่วนคนเล็กก็อยู่กับพ่อในแผ่นดินคานาอัน 
33 แต่ท่านผู้ว่าราชการกล่าวว่า ‘เราจะรู้ได้ว่าเจ้าเป็นคนสุจริตก็เมื่อเจ้าจะทิ้งคนหนึ่งไว้กับเรา เอาข้าวกลับไปให้ครอบครัวที่อดอยู่ ไปตามทางของเจ้า 
34 แต่ขอให้เจ้าเอาน้องชายคนเล็กมาให้เราเห็นเพื่อ พิสูจน์ว่าเจ้าสุจริตไม่ใช่สายสืบแล้วเราจะคืนพี่ชายกลับไป และเจ้าก็จะทำมาหากินในแผ่นดินนี้ได้”

ถุงเงินปริศนา
35 ต่อมา พวกเขาต่างก็ขนของออกจากกระสอบปรากฏว่า มีถุงเงินของทุกคนในกระสอบของตนเมื่อพวกเขาและพ่อเห็นถุงเงิน ต่างก็ตกใจกลัว
36 ยาโคบ ผู้เป็นพ่อกล่าวกับพวกเขาว่า”พวกเจ้าพรากลูก ๆ ของพ่อไป! โยเซฟจากไปแล้ว สิเมโอนอีกตอนนี้พวกเจ้าจะเอาเบนยามินไปอีกคน พ่อเองต้อง รับความทุกข์ทรมานใจนี้”
37 รูเบนกล่าวกับพ่อว่า “หากลูกไม่ได้พาเบนยามินกลับมาให้พ่อก็ขอพ่อฆ่าลูกชายสองคนของลูกได้เลย ลูกจะดูแลรับผิดชอบเบนยามินเอง ลูกจะพาเขากลับมาหาพ่อแน่ ๆ”
38 แต่ยาโคบตอบว่า “ลูกชายของพ่อจะไม่ไปกับเจ้า พี่ชายของเขาตายไปแล้ว เหลือเพียงเขาคนเดียวหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาขณะที่เดินทางไปกับเจ้าเจ้าจะทำให้คนหัวหงอกอย่างพ่อไปสู่แดนตายด้วยความโศกเศร้า”

อธิบายเพิ่มเติม

กันดารเกินที่จะรอฝน
ปฐมกาล 42:1-5
การกันดารอาหารนั้น หากที่อียิปต์รุนแรง ในแผ่นดินคานาอันจะรุนแรงกว่ามาก เพราะอียิปต์มีน้ำจากแม่น้ำไนล์ไว้ใช้ในการเกษตรตลอดปี ส่วนคานาอันต้องพึ่งน้ำฝนเท่านั้น การใช้ชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้   แต่ในครอบครัวของยาโคบ ลูกชายทุกคนไม่ทำอะไรจนกระทั่งยาโคบสั่งให้ไปอียิปต์เพื่อซื้อข้าว พวกเขาจึงตั้งต้นออกเดินทางไป โดยไม่มีเบนยามิน ซึ่งตรงนี้เราจะเห็นเลยว่า ยาโคบยังคงติดอยู่กับความรู้สึกของตนเอง แทนที่จะให้อีกคนไปช่วยขนมาอีกสักกระสอบสองกระสอบ ยาโคบกลัวว่าเขาอาจเสียเบนยามินไปอีกคน ซึ่งเขาจะยอมไม่ได้

ฝันที่เป็นจริง
ปฐมกาล 42:6-13
เมื่อพี่ชายทุกคนคือ สิบคนมากราบโยเซฟ ทำให้เขาย้อนคิดไปถึงความฝันครั้งยังเด็ก  นี่เป็นเวลาที่รอคอย รอคอยว่าจะได้พบกันอีก โยเซฟเข้ามาในอียิปต์ตอนที่อายุประมาณ 17-18 ปี บัดนี้เขาเป็นรองฟาโรห์ อายุประมาณ 35-37  ปีที่พบพี่ชาย  โยเซฟแต่งตัวเป็นชาวอียิปต์
เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่   ผู้จัดการดูแลการค้าข้าวในยามกันดาร  พูดภาษาอียิปต์  และดูน่าเกรงขาม เพราะพูดจาดุดันกับพวกเขา กล่าวหาว่า เป็นสายลับเข้ามาจากคานาอัน ซึ่ง พวกพี่ชายปฏิเสธอย่างมั่นใจเช่นกัน
แล้วพวกเขาก็ต้องรายงานให้โยเซฟทราบว่าพวกเขาเป็นใคร โดยพูดความจริงทุกอย่าง  รายงานว่าครอบครัวเป็นอย่างไรมีใครบ้าง
วันนี้เองที่ความฝันแรกของโยเซฟเป็นจริง!  วันนั้นโยเซฟพูดกับพี่ว่า ฉันฝันว่า เรากำลังมัดฟ่อนข้าวในทุ่ง ทันใดนั้นฟ่อนข้าวของฉันก็ตั้งขึ้น ส่วนของพี่ ๆ ก็เข้ามาห้อมล้อมและโค้งคำนับฟ่อนข้าวของฉันด้วย
ยี่สิบปีที่ผ่านมา โยเซฟได้ทบทวนทุกอย่างแล้วว่า พระเจ้าจะทรงทำการของพระองค์ในชีวิตของเขา เขาแค่เดินไปตามการทรงนำของพระเจ้า ไม่มีการบ่นว่า ไม่ท้อแท้ เราเห็นชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ว่าไปที่ใดเขาก็ทำหน้าที่ของตนเองไม่ใช่แค่ดีที่สุด แต่เป็นเลิศ โดดเด่น เป็นที่พอใจของคนรอบข้างและเจ้านาย และสิ่งที่สำคัญสุดในบันทึกจากปฐมกาลคือ พระเจ้าสถิตกับโยเซฟ
ใช่แล้ว พระวิญญาณของพระเจ้าประทับภายในโยเซฟ เขาจึงเดินตามแผนการของพระเจ้ามาโดยตลอดทั้ง ๆ ที่เวลานั้นยังไม่เข้าใจอะไรกระจ่าง   เชื่อแน่ว่า แม้โยเซฟจะไม่ได้ตั้งแท่นบูชาเพื่อนมัสการเหมือนอย่างบรรพบุรุษ แต่ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ เขาได้พบพระเจ้าและสนิทกับพระองค์เป็นอย่างมาก  

จ้านายอียิปต์ให้พิสูจน์คำพูด
ปฐมกาล 42:14-20

แล้วรองฟาโรห์ก็ให้โอกาสลูกชายสิบคนของยาโคบพิสูจน์ตนเองว่า เป็นคนสุจริต  โดยยอมให้กลับไปและนำน้องชายคนเล็กที่กล่าวถึงมาให้เห็นตัวจริง  แต่ปัญหาคือ พ่อจะยอมหรือ
 พูดไปแล้วก็น่าหวาดหวั่นเป็นที่สุด พวกเขาเป็นเพียงชาวคานาอันธรรมดา เป็นคนเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชไม่ได้เป็นทหาร หรือข้าราชการ ไม่ได้เป็นคนใหญ่โตแต่แล้วกลับถูกคนยิ่งใหญ่ในประเทศอียิปต์กล่าวหาว่าเป็นสายลับ! อะไรกัน? ไม่มาซื้อข้าวก็จะอดตาย

แต่แล้ว….พอมาซื้อก็เจอปัญหาที่แก้ไม่ตก สามวันที่พี่น้องทั้ง สิบคนถูกจำจองไว้นั้น พวกเขาคงคุยกันจนตกลงกันได้ว่าต้องยอมท่านผู้นี้  การที่โยเซฟให้พวกเขาถูกจำจองไว้สามวันทำให้พวกเขาคิดออก!
แล้วโยเซฟก็โยนเงื่อนงำแรกให้พวกเขา คือ กล่าวกับพี่ชายว่า ให้ทำตามอย่างที่บอก แล้วจะปลอดภัย เพราะ “เราเป็นคนเกรงกลัวพระเจ้า”  คำนี้ทำให้พวกพี่ชายเบาใจแต่ก็ไม่ได้เอะใจ
พวกเขาไว้ใจรองฟาโรห์ท่านนี้ได้เพราะท่านเกรงกลัวพระเจ้า โดยภาษาที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า เรายำเกรงองค์เอโลฮิม..
รองฟาโรห์ยื่นคำขาดว่า ให้นำข้าวกลับไปให้ครอบครัว แล้วนำน้องชายกลับมาในครั้งหน้า
ใจจริงแล้วเขาอยากเห็นน้องชายตอนนี้เลย แต่เขาต้องรอเวลา 

สุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้
ปฐมกาล 42:21-24
จำได้ไหม?น้องขอให้เมตตา แต่เราไม่เมตตาเลย โยเซฟได้เห็นความจริงในใจของพี่ชายแล้วว่า พวกเขารู้ตัวดีว่า สิ่งที่ทำกับโยเซฟนั้นผิดมหันต์ พวกเขา ยังจำได้ว่า น้องขอร้องมากเพียงใดที่จะได้กลับบ้าน น้องขอร้องให้พี่ไว้ชีวิตของเขา น้องได้ขอร้องหลายอย่าง แต่พี่ไม่ได้ฟัง
การสนทนาต่อหน้ารองฟาโรห์  ใช้ภาษาฮีบรูพูดกัน โดยไม่รู้เลยว่า ทุกสิ่งที่ตนพูดนั้น รองฟาโรห์เข้าใจทั้งหมด นี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นบันทึกว่า โยเซฟร้องไห้   เขาร้องไห้น้ำตาไหลเพราะว่า  พี่ชายยอมรับแล้วว่า ตนเองได้ทำผิดต่อน้อง  อีกไม่นานการคืนดีจะเกิดขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่บันทึกว่า โยเซฟร้องไห้
จากนั้นเขาเลือกที่จะเอาสิเมโอน พี่ชายคนที่สองรองจากรูเบนถูกจำจองไว้ในคุกเพื่อรอคนอื่นกลับมา  มีความเห็นว่า ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะตอนที่เขาถูกขายนั้น รูเบนซึ่งเป็นพี่ชายคนโตไม่อยู่ สิเมโอนเป็นพี่คนที่สองซึ่งต้องทำหน้าที่ปกป้องน้อง แต่กลับเห็นด้วยกับการขายน้องชายในเวลานั้น  ให้สิเมโอนถูกจำจองสักพักจะได้คิดออกและกลับใจ 

ถุงเงินปริศนา 
ปฐมกาล 42:25-28

แล้วโยเซฟก็จ่ายเงินค่าข้าวให้เรียบร้อย จากนั้น สั่งคนงานเอาถุงเงินใส่กระสอบคืน และให้อาหารไปกินตามทาง โยเซฟเตรียมเงินสำหรับที่พวกเขาจะมาครั้งหน้าให้ด้วย พวกเขาไม่รู้จนกระทั่งถึงที่พักแรมกลางทางแห่งหนึ่ง เมื่อเปิดปากกระสอบก็ตกใจที่เห็นถุงเงิน
ทั้งหมดนี้พวกเขาเห็นว่า เป็นการกระทำของพระเจ้าทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ไม่คิดเป็นอื่น 
สิ่งที่พวกเขาได้สอนเราก็คือ หากเราเป็นคนของพระเจ้าแล้ว เรา ต้องนึกถึงว่า พระเจ้าทรงสอนอะไร ทรงต้องการอะไรเป็นผลในชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น     เวลานี้พวกเขาแน่ใจแล้วว่า รองฟาโรห์ผู้นี้ เป็นคนจริงจัง พูดอะไรแล้วต้องได้อย่างที่พูดพวกเขาจะทำเล่นกับเขาไม่ได้เลย

พ่อกับข่าวร้าย 
ปฐมกาล 42:29-38
เมื่อกลับถึงบ้าน พวกเขาเล่าทุกอย่างให้พ่อฟัง แต่ข่าวร้ายสำหรับยาโคบคือ ครั้งหน้า เขาจะต้องส่งเบนยามิน ลูกชายสุดที่รักไปอียิปต์ด้วยเพื่อพิสูจน์คำพูดว่าเป็นจริง
สำหรับยาโคบแล้ว นี่เป็นความทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวง ในใจก็ขอพระเจ้าให้หยุดการกันดารอาหารครั้งนี้เร็ว ๆ แต่..ยังมีลูกชายอีกคนจำจองในอียิปต์  หันไปทางไหนก็ทางตัน
ยาโคบไม่ได้ห่วงอะไรมากเท่ากับห่วงหัวใจตัวเอง  ห่วงแม้กระทั่งจะตายตาไม่หลับ!
รูเบนรู้ใจพ่อดี เขาสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะราวกับว่า ตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เป็นคำสาบานที่น่ากลัว แต่เขาก็ต้องยืนหยัดทำให้น่าเชื่อถือมากที่สุด 
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบทนี้ ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงวางแผนการที่จะช่วยชาวอียิปต์และชาติต่าง ๆ รอบข้างให้รอดตาย ยิ่งกว่านั้นยังเป็นแผนการที่จะทำให้ครอบครัวอิสราเอลได้เข้ามาตั้งรากฐานชั่วคราวในอียิปต์ เพื่อที่จะได้มีจำนวนประชากรมากพอที่จะตั้งเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกต่อไป โยเซฟเป็นคนที่ทรงใช้เพื่อให้การต่าง ๆ ลุล่วงไป ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลดีกับคนของพระเจ้าจริง ๆ

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 42
1* กิจการ 7:12
2* ปฐมกาล 43:8
4* ปฐมกาล 42:38
5* กิจการ 7:11
6* ปฐมกาล 41:41, 55; 37:7-10; 41:43
7* ปฐมกาล 45:1-2
9* ปฐมกาล 37:5-9
13* ปฐมกาล 37:30; 42:32; 44:20
15* 1 ซามูเอล 1:26; 17:55



17* ปฐมกาล 40:4, 7, 12
18* เลวีนิติ 25:43
20* ปฐมกาล 42:34; 43:5; 44:23
21* โฮเชยา 5:15; สุภาษิต 21:13
22* ปฐมกาล 37:21-22, 29; 9:5-6
24* ปฐมกาล 43:30; 45:14-15; 34:25, 30; 43:14, 23
25* ปฐมกาล 44:1; 43:12;
โรม  12:17, 20-21

27* ปฐมกาล 43:21-22
30* ปฐมกาล 42:7
33* ปฐมกาล 42:15, 19-20
34* ปฐมกาล 42:20; 43:3, 5; 34:10
35* ปฐมกาล 43:12, 14, 21
36* ปฐมกาล 43:14; โรม 8:28, 31
38* ปฐมกาล 37:22; 42:13; 44:20, 28; 42:4; 44:29; 37:35; 44:31

ปฐมกาล 41 เป็นรองแค่ฟาโรห์

ฝันประหลาดของฟาโรห์
1 เวลาผ่านไปสองปีเต็ม ฟาโรห์ฝันไปว่าท่านกำลังประทับยืนบนฝั่งแม่น้ำไนล์
2 ดูสิ มีวัวอ้วนเจ็ดตัวร่างกายแข็งแรงเดินขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ พวกมันเริ่มเล็มใบอ้อริมฝั่ง
3 หลังจากนั้น ดูสิมีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมารูปร่างน่าเกลียด ผอมโซ
พวกมันมายืนอยู่ข้างกลุ่มวัวอ้วนที่ริมฝั่งแม่น้ำ
4 แล้ววัวรูปร่างน่าเกลียดผอมกระหร่องก็กินวัวอ้วนจนหมด! ถึงตอนนี้ฟาโรห์ก็ตื่นขึ้นมา
5 พอบรรทมต่อ ก็ฝันอีกครั้ง มีรวงข้าวต้นหนึ่งกำลังออกรวงเจ็ดรวง มีเมล็ดงามสมบูรณ์ดี
6 หลังจากนั้น มีรวงลีบอีกเจ็ดรวงงอกออกมา มันถูกลมตะวันออกพัดจนเหี่ยวแห้ง
7 แล้วข้าวรวงลีบเพราะถูกลมตะวันออกพัดกระหน่ำก็กินข้าวทั้งเจ็ดรวงที่อุดมสมบูรณ์จนหมด แล้วฟาโรห์
ก็ตื่นขึ้น จึงเห็นว่าเป็นความฝัน
8 เช้าวันต่อมา ฟาโรห์ รู้สึกหดหู่จนพระองค์ต้องบัญชาให้เหล่าหมอเล่นอาคมและนักปราชญ์ทั้งหลายของอียิปต์มาเข้าเฝ้า ฟาโรห์เล่าสุบินให้พวกเขาฟัง แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครสามารถบอกความหมายของสุบินนั้นได้เลย

ออกจากคุก เฝ้าฟาโรห์
9 แล้วข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ทูลต่อฟาโรห์ว่า “วันนี้ทำให้ข้าพระบาทนึกถึงครั้งที่ตนเองพลาดพลั้งไป
10 ครั้งหนึ่งที่ฝ่าพระบาททรงกริ้วข้าพระบาท ทรงจำคุกข้าพระบาทในบ้านของหัวหน้าองครักษ์ พร้อมทั้งข้าราชบริพารทำขนมปัง 
11 คืนหนึ่งเราทั้งสองต่างฝันไป เป็นฝันที่มีความหมายต่างกัน
12  ที่นั่นมีชายหนุ่มฮีบรูเป็นทาสรับใช้ของหัวหน้าองครักษ์ เราเล่าฝันให้เขาฝัน และเขาแก้ฝันให้ตามความหมายของฝัน
13  และต่อมา สิ่งที่เขาแก้ฝันนั้นก็เป็นจริง ข้าพระบาทได้กลับมาทำหน้าที่ ส่วนอีกคนถูกประหาร”

ฟาโรห์สั่งปล่อยตัว
14ฟาโรห์จึงบัญชาให้นำตัวโยเซฟมาเฝ้า และพวกเขาก็นำตัวโยเซฟจากคุกทันที ให้โกนหนวดเครา เปลี่ยนเสื้อผ้า และเขาก็ได้เข้ามาเฝ้า
15 ฟาโรห์ กล่าวกับโยเซฟว่า “เราฝันไปและไม่มีใครแก้ฝันนั้นได้แต่เราได้ยินคนพูดถึงเจ้าว่า เมื่อเจ้าได้ยินความฝัน เจ้าสามารถแก้ฝันได้”โยเซฟตอบฟาโรห์ว่า
16 “ข้าพระบาทมิได้เป็นคนแก้พระสุบินพะยะค่ะ พระเจ้าจะประทานคำตอบเพื่อให้พระองค์สบายพระทัย”

โยเซฟบอกความหมายฝันให้ฟาโรห์
17 ฟาโรห์กล่าวแก่โยเซฟว่า “เราฝันว่า เรายืนริมฝั่งแม่น้ำ
18 มีวัวอ้วนเจ็ดตัวขึ้นมาจากแม่น้ำและกินหญ้าริมน้ำนั้น
19 ต่อมาก็มีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมา มันดูผอมโซน่าเกลียด ตัวลีบ เราไม่เคยเห็นวัวรูปร่างน่าเกลียด
อย่างนี้มาก่อนในแผ่นดินอียิปต์เลย 
20 แล้ววัวตัวผอมน่าเกลียดนั้น ก็กินวัวอ้วนจนหมด

21 หลังจากที่มันกินวัวอ้วนจนหมด ไม่มีใครบอกได้ว่า มันกินไปหมดแล้วทุกตัว เพราะมันยังดูผอมกระหร่องเหมือนเดิม พอถึงตรงนี้ เราก็ตื่นขึ้นมา
22 แล้วเราก็ฝันอีก เห็นรวงข้าวเจ็ดรวงที่สมบูรณ์งอกขึ้นมาจากต้นข้าวต้นหนึ่ง
23 แล้วหลังจากนั้น ดูสิ ก็มีรวงข้าวที่เมล็ดแห้งเพราะถูกลมตะวันออกพัดงอกขึ้นมา
24 และรวงข้าวแห้งนั้นก็กลืนกินข้าวสมบูรณ์ไปหมด เราบอกเนื้อความแก่คนที่เล่นอาคมฟัง แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้เรารู้ได้

ความหมายแท้ ๆ ของฝัน
25 โยเซฟกล่าวแก่ฟาโรห์ว่า “พระสุบินของฟาโรห์นั้นมีความหมายเหมือนกัน  พระเจ้าทรงบอกให้องค์
ฟาโรห์ทรงทราบว่า ควรจะทำอย่างไร
26  วัวอ้วนเจ็ดตัว และรวงข้าวที่สมบูรณ์เจ็ดรวงหมายถึงเจ็ดปี  ความฝันนั้นหมายถึงสิ่งเดียวกัน
27 วัวผอมรูปร่างน่าเกลียดที่ขึ้นจากน้ำหลังจากวัวอ้วนหมายถึงเจ็ดปี  ข้าวลีบที่ถูกลมตะวันออกพัดก็ หมายถึงว่าจะมีการกันดารอาหาร เจ็ดปีพะยะค่ะ
28 อย่างที่ข้าพระบาททูลองค์ฟาโรห์ พระเจ้าทรงสำแดงให้ ทรงทราบว่า พระองค์จะทรงทำอะไร
29  คือจะมีเจ็ด ปีที่สมบูรณ์ทั่วแผ่นดินอียิปต์ 
30 แต่หลังจากนั้น จะมีเจ็ดปีที่แห้งแล้งตามมา และอียิปต์จะลืมความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดที่เคยมี การกันดารอาหารจะทำลายแผ่นดินนี้
31 จะไม่มีความทรงจำถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีอีกต่อไปเพราะความอดอยากซึ่งตามมานั้น รุนแรงเป็นที่สุด

โยเซฟทูลแนะนำต่อ
32 เหตุใดจึงทรงฝันสองอย่างนี้เล่า? เพราะพระเจ้าทรง ตัดสินพระทัยว่า จะให้เกิดขึ้นในไม่ช้านี้
33 ดังนั้นองค์ฟาโรห์ทรงโปรดเลือกคนที่ทั้งฉลาดหลักแหลมเต็มด้วยสติปัญญาที่จะดูแลทั้งแผ่นดินอียิปต์พะยะค่ะ
34 สิ่งที่องค์ฟาโรห์ควรทำคือ จัดตั้งข้าราชการผู้ดูแลตามเขตต่าง ๆ เพื่อรับเก็บภาษีหนึ่งในห้าของผลผลิต ที่เก็บเกี่ยวได้ ในช่วงเวลาแห่งความอุดม
35 พวกเขาควรเก็บรวบรวมอาหารทั้งหมดที่ผลิตได้ในปีแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่จะมาถึง และเก็บแยกธัญพืชขององค์ฟาโรห์เพื่อเป็นคลังอาหารตามเมืองต่าง ๆ
36 นี่จะเป็นเสบียงสำรองสำหรับเจ็ดปีแห่งการอดอยาก ซึ่งจะมาถึงทั้งแผ่นดินอียิปต์ เพื่อว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะไม่พินาศไปเพราะการกันดารอาหาร

รับตำแหน่งที่ไม่คาดฝัน
39 ฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “ในเมื่อพระเจ้าทรงแจ้ง ทุกอย่างให้เจ้ารู้ ไม่มีคนใดหยั่งรู้และมีสติปัญญาเหมือนอย่างเจ้า 40 ดังนั้น เจ้าจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ กิจการงานในแผ่นดินของเรา ประชาชนของเราจะอยู่ใต้การปกครอง ตามคำสั่งของเจ้า มีเพียงเรา ผู้เดียวที่ปกครองจากบัลลังก์นี้ที่เป็นใหญ่เหนือเจ้า” 41 แล้วฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “นี่แน่ะ เราตั้งเจ้าให้ดูแลทั้งแผ่นดินอียิปต์”

42 จากนั้นฟาโรห์ ถอดแหวนตราประจำพระองค์ สวมให้โยเซฟ และให้เขาได้สวมเสื้อลินินเนื้อดี มีสร้อยทองคำด้วย
43 ยังอนุญาตให้เขาได้ขี่รถศึกส่วนพระองค์คันที่สอง และพวกเขาจะร้องไปล่วงหน้าว่า “จงน้อมตัวลง!” นี่คือฟาโรห์ได้แต่งตั้งให้เขามีอำนาจดูแลทั่วแผ่นดินอียิปต์
44 ทั้งฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “แม้เราเป็นฟาโรห์ แต่หากเจ้าไม่ได้อนุญาต ก็จะไม่มีใครในแผ่นดินอียิปต์ยกมือยกเท้าได้”

งานที่พระเจ้าทรงเตรียมให้โยเซฟ
45 ฟาโรห์ตั้งชื่อให้โยเซฟว่าศาเฟนาท ปาเนอาห์ และทรงยกอาเสนัส ธิดาของโปทิเฟราปุโรหิตแห่งโอนให้เป็นภรรยา แล้วโยเซฟ ก็ออกไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
46 โยเซฟอายุสามสิบปีเมื่อเขายืนเฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ แล้วเขาก็ออกเดินทางไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
47 ระยะเวลาเจ็ดปีของความอุดมสมบูรณ์นั้นผืนดินได้ทำให้มีผลผลิตเหลือเฟือ
48 เขาเก็บรวบรวมอาหารจากเจ็ดปีนั้นโดยเก็บสะสมไว้ในเมือง ส่วนพืชที่ได้มาจากไร่นารอบเมืองใดก็จะเก็บไว้ในตัวเมืองนั้น
49 โยเซฟเก็บสะสมธัญพืชไว้มากมายราวกับทรายริมฝั่งทะเล มากจนกระทั่งพวกเขา ต้องหยุดนับจำนวน เนื่องจากมีมากล้นจนนับไม่ไหว

ลูกชายทั้งสองของโยเซฟ
50 ก่อนจะเกิดการกันดารอาหาร โยเซฟมีลูกชายสองคนที่เกิดจากอาเสนัทซึ่งเป็นลูกสาวของ
โปทิเฟราปุโรหิตแห่งเมืองโอน
51โยเซฟตั้งชื่อลูกชาย หัวปีว่า มนัสเสห์ (แปลว่าช่วยให้ลืม) เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้ข้าพเจ้าลืมความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้น ที่ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์และครอบครัวของข้าพเจ้า”
52 ลูกชายคนที่สองให้ชื่อว่า เอฟราอิม (แปลว่าเกิดผลสองเท่า) “เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้ข้าพเจ้าเกิดผล ในแผ่นดินแห่งความทุกข์ยากของข้าพเจ้า”

ความอดอยากเกิดขึ้นตามฝันของฟาโรห์
53 แล้วความอุดมสมบูรณ์ในอียิปต์เจ็ดปีก็สิ้นสุดลง
54 และเป็นการเริ่มต้นของเจ็ดปีแห่งความอดอยากตามที่โยเซฟได้กล่าวไว้ มีการกันดารอาหารเกิดขึ้น ทั่วทุกประเทศ ยกเว้นในอียิปต์ที่ยังมีอาหารอยู่
55 เมื่อชาวอียิปต์เริ่มรับผลการขาดแคลนอาหารประชาชนก็ร้องขออาหารจากฟาโรห์ และฟาโรห์ตรัสสั่งชาวอียิปต์ทุกคนว่า”จงไปหาโยเซฟ และทำตามที่เขาสั่ง”
56 ช่วงนั้นเอง  การกันดารอาหารขยายไปทั่วโลก โยเซฟก็เปิดยุ้งฉางและขายข้าวให้แก่ชาวอียิปต์เพราะเกิดการอาหารอย่างรุนแรงยิ่งนักทั่วแผ่นดินอียิปต์  
57 ยิ่งกว่านั้น คนจากประเทศทั่วโลกเดินทางมา อียิปต์เพื่อซื้อข้าวจากโยเซฟ เพราะเกิดการกันดารอาหารอย่างรุนแรงทั่วโลกด้วย

อธิบายเพิ่มเติม

ฟาโรห์ที่ครองในช่วงเวลานั้น เกิดฝันไป และเป็นฝันเกี่ยวกับวัวอ้วนเจ็ดตัว วัวผอมเจ็ดตัว และรวงข้าวดีเจ็ดรวง รวงข้าวลีบเจ็ดรวง  เป็นฝันที่ประหลาด มีความหมายแบบเดียวกัน แต่ไม่มีใครในสำนักราชวังสามารถแปลความหมายฝันนั้นได้ และนี่เองเป็นโอกาสของโยเซฟ เป็นเวลาที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้

ฝันประหลาดของฟาโรห์
ปฐมกาล 41:1-8
ผู้เขียนพระคัมภีร์เล่าว่า เวลาผ่านไปสองปีเต็มที่โยเซฟยังอยู่ต่อไปในคุก สำหรับโยเซฟ ก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังไม่น้อย เพราะว่า เขาไม่อาจจะเชื่อใจคนเลย ทั้ง ๆ ที่มีความตั้งใจ แต่ก็ลืมโดยที่ไม่ได้คิดว่าจะลืม แต่พระเจ้าทรงทำให้เราเห็นว่า ทรงอยู่กับโยเซฟเสมอ และเวลาของพระองค์จะเป็นเวลาที่พอเหมาะ  อยู่มาวันหนึ่ง ฟาโรห์ก็ไม่ได้อย่างที่ทรงต้องการ นั่นคือ ความฝันสองเรื่องที่ไม่มีใครสักคนในแผ่นดินที่สามารถทำนายฝันให้ได้!!ปราชญ์ในราชวังยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถบอกความหมายของฝันได้  พวกเขาไม่รู้อนาคตจริง ๆ มีหน้าที่ช่วยให้กษัตริย์ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในการปกครอง แต่ครั้งนี้พระเจ้ากำลังเปิดทางให้โยเซฟ

ออกจากคุก เฝ้าฟาโรห์
ปฐมกาล 41:9-16
ข้าราชบริพารผู้ทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ได้รู้เรื่องนี้ด้วย เพราะเขาใกล้ชิดองค์ฟาโรห์อยู่แล้ว ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า เคยเจอนักโทษหนุ่มผู้หนึ่งในคุกหลวงและเป็นคนที่ทำนายฝันได้ตรงเป๊ะ ไม่พลาดเลย   เขาทูลฟาโรห์ให้รู้ว่า ชายคนนี้เป็นฮีบรู ซึ่งเป็นชนชาติที่อียิปต์ไม่ค่อยชอบสักเท่าไร

แค่นั้นเอง ประตูคุกหลวงก็เปิดออกปล่อยให้โยเซฟออกมา ให้เขาทำความสะอาดร่างกาย โกนหนวดเครา และเข้าเฝ้าอย่างด่วน!
นี่เป็นหนทางของพระเจ้า เมื่อพระองค์จะทรงทำอะไรแล้วจะทรงวางให้พอเหมาะกับเวลา  คนของพระองค์มีหน้าที่คือฟังพระสุรเสียงว่า เวลาใดเป็นเวลาของพระองค์
หากเขาออกมาก่อนหน้านี้ อาจจะมีชีวิตเป็นอย่างอื่นไป  หรือหาทางกลับบ้านเกิด  เวลาของพระเจ้านั้น เป็นของพระองค์  เป็นเหมือนที่ดาวิดบอกไว้ว่า “วันทั้งสิ้นที่กำหนดให้ข้าพระองคนั้น ถูกบันทึกไว้ในหนังสือของพระองค์ ตั้งแต่ยังไม่มีวันนั้นเลย” (สดุดี 139:16)
เมื่อโยเซฟพบกับฟาโรห์  เขายืนยันทันทีโดยไม่กลัวว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานคำตอบให้ฟาโรห์ เพื่อให้องค์ฟาโรห์เองสบายพระทัย โล่งใจ ได้รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป 

โยเซฟไม่ได้คิดว่า จะใช้โอกาสนี้ทำให้ตนเองก้าวไปสู่ตำแหน่งโหรหลวงเลย  เขาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่พบกับฟาโรห์  เขาทำให้ฟาโรห์ตระหนักทันทีว่า มีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่าฟาโรห์เองด้วย 

น่าสนใจที่ฟาโรห์องค์นี้ เป็นคนฉลาดที่ยอมฟังและยอมคิดตาม ฟาโรห์รู้หน้าที่ของตนในแง่ของความเป็นผู้นำประเทศ ท่านยอมฟังแม้กระทั่งชายหนุ่มชาวฮีบรูที่เพิ่งออกมาจากคุกหลวง!

โยเซฟบอกความหมายฝันให้ฟาโรห์
ปฐมกาล 41:17-31
มีการทบทวนความฝันอีกครั้งหนึ่งให้แก่ผู้อ่าน
ฟาโรห์เล่าความฝันอย่างตรงไปตรงมาให้กับโยเซฟ ซึ่งเมื่อเขาฟังอยู่นั้น พระเจ้าก็ทรงบอกเขาทันทีถึงความหมายของความฝัน
ฝันแรกคือวัวผอมเจ็ดตัว กินวัวอ้วนเจ็ดตัว
ถึงอย่างนั้นมันผอมเหมือนเดิม
ฝันที่สองคือ ข้าวลีบเจ็ดรวง กินข้าวดีเจ็ดรวง
ถึงอย่างนั้น ข้าวก็ลีบเหมือนเดิม

โยเซฟฟังแล้วรู้ทันทีว่า ความฝันมีความหมายเช่นเดียวกัน   เวลาพระเจ้าตรัสบอกอะไรกับคนของพระองค์ บางครั้งพระองค์จะตรัสสองคำต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นการเน้นให้รู้ว่า เป็นเรื่องที่สำคัญมากต้องเอาใจใส่ ครั้งนี้ พระเจ้าทรงเตือนฟาโรห์ให้มุ่งความสนใจไปที่ความฝัน เพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนอียิปต์ทั้งประเทศ รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงอียิปต์ด้วย

ความสำคัญที่โยเซฟบอกคือ จะมีความอุดมสมบูรณ์ในอียิปต์เจ็ดปี จากนั้นประเทศจะเผชิญกับความอดอยากแสนสาหัสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นความกันดารที่จะทำลายประเทศได้อย่างราบคาบ 

โยเซฟทูลแนะนำต่อ
ปฐมกาล 41:32-36
โยเซฟบอกอย่างหนึ่งที่สำคัญกับฟาโรห์ให้รู้ว่า พระเจ้าทรงตัดสินว่า จะให้สิ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในไม่ช้านี้เอง  โยเซฟเน้นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเหนือแผ่นดินอียิปต์  โยเซฟทำให้ฟาโรห์ตระหนักว่า เขาไม่ได้เป็นเหมือนผู้ทำนายในราชวังของฟาโรห์ แต่เขาเป็นคนของพระเจ้าแห่งอิสราเอล

จากนั้น เขาก็ขอให้ฟาโรห์เลือกคนเก่งมาก ๆ ที่จะดูแลจัดการเรื่องอาหาร  เตรียมการล่วงหน้าก่อนที่จะไม่ไหว ไม่ให้เกิดมีการตายทั้งประเทศแล้วสิ่งที่โยเซฟแนะนำนั้น กลับกลายเป็นวิธีการทำงานที่เต็มด้วยการจัดระบบระเบียบที่จะทำให้อียิปต์ทั้งประเทศสามารถรับมือกับความอดอยากเจ็ดปีที่จะเกิดขึ้นได้  มีการเตรียมข้าราชการตามเขตต่าง ๆ มีการจัดเก็บภาษี การเก็บอาหารให้ยุ้งฉางทั่วประเทศ ไม่ใช่เป็นการจัดเก็บแบบรวมอำนาจ
ประเทศอียิปต์มีพื้นที่มากมาย และสิ่งที่จะเก็บเหล่านี้ ก็เป็นภาษีที่ประชาชนจะต้องส่งอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการบีบเลือดจากประชาชน  ภาษีดังกล่าวจะกลายเป็นเสบียงสำรองเพื่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนต่อไป

รับตำแหน่งที่ไม่คาดฝัน
ปฐมกาล 41:39-44
เมื่อได้ฟังความหมายของฝัน และวิธีที่จะจัดการกับหายนะที่กำลังจะมาถึง  ฟาโรห์เห็นทันทีว่า ท่านไม่ต้องจัดการเรื่องนี้เอง คนเก่ง มีความสามารถเหลือล้นมายืนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ฟาโรห์แต่งตั้งให้โยเซฟเป็นรองจากฟาโรห์ อะไรกัน เพียงแค่ยังไม่ข้ามคืน โยเซฟกลับกลายเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงยิ่งกว่าชายคนแรกที่ซื้อเขามาเสียอีก เขายิ่งใหญ่กว่าโปติฟาร์แล้ว เป็นรองแค่ฟาโรห์ มีอำนาจดูแลทั้งอียิปต์ ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของโยเซฟ !


เพื่อยืนยันว่า หมายความอย่างนั้นจริง ฟาโรห์ได้ถอดแหวนตราประจำพระองค์ ซึ่งมีความหมายว่า โยเซฟสามารถสั่งการแทนฟาโรห์ได้ สั่งสิ่งใด ก็เหมือนฟาโรห์สั่งเอง  มีรถม้าส่วนตัว มีเกียรติยศที่ใคร ๆ ต้องนอบน้อมให้  จากเด็กหนุ่มที่ถูกขายเป็นทาสในเรือน บัดนี้ เขากลายเป็นผู้ปกครองประเทศไปแล้ว นี่เป็นการเตรียมของพระเจ้าอย่างชัดเจน จากลูกชายสุดที่รักของพ่อ โยเซฟต้องผ่านโรงเรียนแห่งความยากลำบาก การถูกใส่ร้าย การเข้าไปอยู่ในคุก 
วันนี้ วันที่ออกมาบอกความหมายของฝันให้กับฟาโรห์ โยเซฟคิดเพียงว่า เมื่อเสร็จแล้วจะขอให้ตนเองได้ออกจากคุก แต่ว่า พระเจ้าทรงมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่โยเซฟจะคิดได้

งานที่พระเจ้าทรงเตรียมให้โยเซฟ
ปฐมกาล 41:45-49
ฟาโรห์ตั้งชื่อให้ใหม่ “ศาเฟนาท ปาเนอาห์” แปลว่าพระเจ้าตรัส และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ หรือถ้าเป็นคนอียิปต์จะมีความหมายหลายอย่างมาก ตั้งแต่ว่าเป็น ผู้ทำนาย ผู้ไถ่ ผู้เผยพระดำรัส ผู้สนับสนุน ผู้แปลความหมายฝัน คนฉลาด คนสุภาพ และคนมีปัญญา  ยกอาเสนัส ลูกสาวปุโรหิตแห่งโอนให้เพื่อเขาจะมีครอบครัวอยู่ในอียิปต์จากนั้นโยเซฟก็ออกเดินทาง ดูแลทั้งเจ็ดปีแรกและเจ็ดปีช่วงที่สอง
พวกเขาเก็บรวบรวมอาหารจากแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์มาก พระเจ้าทรงอวยพระพรพวกเขาอย่างมากมาย เป็นประโยชน์กับคนอียิปต์อย่างไม่คาดฝัน
ที่เคยทำบัญชีสินค้าเกษตรก็ต้องหยุดทำ เพราะมีมากล้นเกินที่จะทำ!

ลูกชายทั้งสองของโยเซฟ
ปฐมกาล 41:50-57
สำหรับโยเซฟแล้ว ลูกชายทั้งสองเตือนให้เขารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเขาตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้โยเซฟมีอายุประมาณ 30-37 ปี เราไม่ทราบว่าลูกชายเกิดตอนไหน แต่เป็นช่วงที่ก่อนเกิดกันดารอาหาร เป็นช่วงเวลาที่อียิปต์กำลังมีอาหารอย่าง อุดมสมบูรณ์ เป็นครอบครัวที่พ่อ และแม่ต่างเป็นคนที่ใหญ่โตในแผ่นดิน พ่อเป็นชาวฮีบรู และแม่เป็นชาวอียิปต์
เด็กทั้งสองคนนี้ มีเชื้อสายสองชนชาติในตัว
ลูกชายทั้งสองคือ มนัสเสห์ และเอฟราอิม ชื่อของลูกชายบ่งบอกความรู้สึกของโยเซฟที่มีต่อชีวิตของตนเองและความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า


ความอดอยากเกิดขึ้นตามฝันของฟาโรห์
ปฐมกาล 41:53-57
เมื่อเจ็ดปีแห่งความอุดมสมบูรณ์จบลง ฝนเริ่มไม่ตก แม่น้ำไนล์เริ่มเหือดแห้ง  ดินแข็ง ไม่สามารถปลูกพืชได้  ประชาชนต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พวกเขาจึงร้องขออาหารจากผู้ปกครองประเทศคือฟาโรห์ ฟาโรห์เตรียมพร้อมล่วงหน้าแล้ว ท่านสั่งประชาชนให้ไปหาโยเซฟและทำทุกอย่างตามที่สั่ง
โยเซฟเตรียมเสบียงไว้ล้นเหลือ การขาดแคลนจึงบรรเทา และไม่ช่วยแค่อียิปต์เท่านั้น แต่คนชาติต่าง ๆ รอบข้างก็เดินทางมาซื้อข้าวกับโยเซฟเช่นกัน ประชาชนได้รับการบรรเทา และฟาโรห์ก็มั่งคั่งขึ้นด้วย 




พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 41
1* ปฐมกาล 40:5
6* อพยพ 10:13
8* ดาเนียล 2:1, 3; 4:5, 19
9* ปฐมกาล 40:1, 14, 23
10* ปฐมกาล 40:2-3; 39:20
11* ปฐมกาล 40:5
12* ปฐมกาล 39:14; 43:32; 37:36; 40:12
13* ปฐมกาล 40:21-22
14* สดุดี 105:20; ดาเนียล 2:25; 1 ซามูเอล 2:8; 2 พงศ์กษัตริย์25:27-29
15* ดาเนียล 5:16
16* ดาเนียล 2:30;2:22, 28, 47
17* ปฐมกาล 41:1

24* อิสยาห์ 8:19
25* ดาเนียล 2:28-29, 45
27* 2 พงศ์กษัตริย์ 8:1
28* ปฐมกาล 41:25, 32
29*ปฐมกาล 41:47
30* ปฐมกาล 41:54, 56; 47:13
32* กันดารวิถี 23:19
34* สุภาษิต 6:6-8
35* ปฐมกาล 41:48
36* ปฐมกาล 47:15, 19
37* กิจการ 7:10
38* กันดารวิถี 27:18
40* สดุดี 105:21
41* ดาเนียล 6:3

42*เอสเธอร์ 3:10; 8:2, 15;
ดาเนียล 5:7, 16, 29
43* ปฐมกาล 46:29; เอสเธอร์ 6:9 ;
ปฐมกาล 42:6
45* ปฐมกาล 46:20
46* 1 ซามูเอล  16:21
49* ปฐมกาล 22:17
50* ปฐมกาล 46:20; 48:5
51* สดุดี 45:10
52* ปฐมกาล 17:6; 28:3; 49:22
54* กิจการ 7:11; ปฐมกาล 41:30
55* ยอห์น 2:5
56* ปฐมกาล 42:6
57* เอเสเคียล 29:12; ปฐมกาล 27:28, 37; 42:3