ปฐมกาล 43 ไปอียิปต์ครั้งที่สอง

ยูดาห์รับประกันความปลอดภัย
1 แต่ความอดอยากนั้นทวีขึ้นอย่างรุนแรงมากในแผ่นดิน
2 เมื่อพวกเขากินข้าวที่มาจากอียิปต์หมดแล้ว พ่อก็กล่าวกับพวกเขาว่า “ไปซื้ออาหารมาให้เราอีกหน่อยเถอะ”
3 ยูดาห์พูดกับเขาว่า “ชายคนนั้นเตือนเราจริงจังว่า ‘เจ้าจะไม่ได้พบเราอีกยกเว้นเจ้าเอาน้องชายของเจ้ามาด้วย’
4 หากพ่อให้น้องชายไปด้วยพวกเราก็จะลงไปซื้ออาหารมาให้
5 แต่หากพ่อไม่ยอม ส่งเขาไป เราก็จะไม่ลงไป เพราะชายผู้นั้นว่า ‘เจ้าจะไม่ได้พบเราอีกยกเว้นเจ้าเอาน้องชายมาด้วย””
6 อิสราเอลกล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงทำให้เรามีปัญหาโดยไปบอกเขาว่า เจ้ามีน้องชายอีกคนเล่า?”
7 พวกเขาตอบว่า “ก็เขาเฝ้าถามพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องของเรา และญาติพี่น้องของเรา เขาถามด้วยว่า’พ่อของเจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?’ ถามว่า ‘เจ้ายังมีน้องอีกคนหรือเปล่า?’ และเราก็ตอบตรงตามคำถามของเขา เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า เขาจะสั่งว่า’จงพาน้องชายของเจ้าลงมาด้วย”?”
8 ยูดาห์กล่าวกับ อิสราเอลพ่อของเขาว่า “ให้น้องไปกับลูกเถิดและเราจะได้เตรียมตัวเดินทาง เพื่อว่าเราจะไม่อดตาย ทั้งพวกเรา พ่อ และลูกเล็ก ๆ ของเรา”
9 “ตัวลูกเองจะเป็นคนประกันว่าเขาจะปลอดภัย ขอให้พ่อถือว่า ลูกเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ หากลูกไม่นำเขากลับมาหาพ่อ ยืนอยู่ตรงหน้าพ่อเท่ากับลูกมีบาปติดตัวตลอดไป
10  ถ้าพวกเราไม่ชักช้า ป่านนี้เราคงไปกลับเป็นครั้งที่สองแล้ว”  

พ่อยอมทุกอย่างแล้ว
11 พ่อของพวกเขาคืออิสราเอลกล่าวว่า “ถ้าจะ ต้องทำอย่างนั้น ก็ขอให้เจ้าทำอย่างนี้ด้วย ให้เรานำของดีในแผ่นดินเราใส่กระสอบของเจ้าไป เป็นของกำนัลให้กับชายผู้นั้น ยางไม้ที่รักษาโรค น้ำผึ้ง เครื่องเทศ ถั่วพิสตาชิโอและถั่วอัลมอนด์ 
12 เอาเงินไปสองเท่า แล้วคืนเงินที่อยู่ในกระสอบของเจ้าตอนที่กลับมา เพราะพวกเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจ


13  เอาน้องชายไปกับเจ้า และเตรียมตัวพร้อมได้แล้วกลับไปหาชายผู้นั้น
14  ขอพระเจ้าองค์เอลชัดดายผู้ทรงฤทธิ์เต็มด้วยพระเมตตาทำให้ชายผู้นี้มีความเมตตาต่อเจ้า เพื่อว่าเขาจะปล่อยพี่ชายของเจ้า รวม ทั้งเบนยามินกลับมา แต่ถ้าเราจะต้องเสียลูกชายไปเราก็จำยอมที่จะให้เป็นอย่างนั้น”
15 แล้วพวกเขาจึงนำของกำนัล เงินจำนวนสองเท่าไป ด้วยพร้อมกับเบนยามิน จากนั้นเดินทางลงไปยังอียิปต์ และเข้าไปพบโยเซฟโดยตรง

ขอปรับความเข้าใจกับพ่อบ้าน
16 เมื่อโยเซฟเห็นเบนยามินมากับพี่ชาย เขาก็กล่าวกับ พ่อบ้านว่า “พาคนเหล่านี้เข้าไปในบ้าน ฆ่าสัตว์และเตรียมเนื้อเป็นอาหาร คนเหล่านี้จะร่วมโต๊ะกับข้าตอนอาหารเที่ยง”
17 ชายผู้นั้นทำตามคำสั่งของโยเซฟและนำพี่น้องทั้งหมดเข้าไปในบ้านของโยเซฟ    
18 เมื่อพวกเขาถูกนำเข้าไปในบ้าน ก็ตกใจมาก กล่าวว่า
“นี่เป็นเพราะเรื่องเงินที่ถูกใส่คืนกลับมาในกระสอบคราวแรกแน่เลย เราจึงถูกพามาที่นี่ เขาคงต้องการใช้เป็นเรื่องที่จะกล่าวหาเรา แล้วเอาเราไปเป็นทาสและริบเอาลาของเรา”
19 ดังนั้นเขาจึงไปหาพ่อบ้านของโยเซฟและกล่าวกับเขาหน้าบ้านว่า
20 “นายท่าน ครั้งแรกที่เรามาซื้ออาหารที่นี่  
21 พอเรากลับไปที่ค้างแรม เราเปิดกระสอบข้าว และ ข้างในก็มีเงินของแต่ละคนเต็มจำนวนที่เราได้จ่ายไป
22 และครั้งนี้ เราก็เอากลับมาคืนด้วย และเราได้เอาเงิน อีกจำนวนติดมาเพื่อซื้ออาหาร เราไม่ทราบเลยว่าใครใส่เงินของเรากลับคืนมาในกระสอบของพวกเรา”
23 “ไม่ต้องเป็นห่วง” เขาตอบ “ไม่ต้องกลัวไป พระเจ้าของเจ้า และพระเจ้าของพ่อเจ้าประทานทรัพย์นั้นไว้ในกระสอบของพวกเจ้าเราเองได้รับเงินของเจ้าแล้ว”แล้วเขาก็นำสิเมโอนมาพบพวกเขา

24 พ่อบ้านผู้นั้น นำทุกคนเข้าไปในบ้านของโยเซฟหาน้ำให้ดื่ม และล้างเท้าพวกเขา แล้วยังให้อาหารลา
25 พวกเขาจึงเตรียมของกำนัลให้พร้อมเพื่อมอบให้แก่โยเซฟที่จะมาช่วงกลางวัน เพราะได้ยินว่าจะได้กินอาหารด้วยกันที่บ้านนั้น

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
26 เมื่อโยเซฟมาถึงบ้าน ก็พาเข้าไปในอาคารบ้าน พวกเขานำของกำนัลที่เตรียมมา มอบให้เขาโดยหมอบตัวราบกับพื้นต่อหน้าโยเซฟ
27 โยเซฟถามถึงความเป็นไปของพวกเขา และถามว่า “พ่อของพวกเจ้าสบายดีหรือ? ชายชราที่เจ้าพูดถึงนั้น ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
28 พวกเขาตอบว่า “พ่อของผู้รับใช้ของท่านเป็นสุขดีและยัง มีชีวิตอยู่ขอรับ” แล้วพวกเขาก็ก้มลงเคารพโยเซฟ 29โยเซฟเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเบนยามินน้องชายของเขา เป็นน้องแม่เดียวกันกับเขา จึงกล่าวว่า”นี่เป็นน้องคนสุดท้องที่เจ้าพูดถึงใช่ไหม? อืม..ลูกชายเอ๋ย ขอพระเจ้าทรงดีต่อเจ้าเถิด”

โยเซฟร้องไห้อีก
30 แล้วโยเซฟ ก็เดินออกไปอย่างรวดเร็วเพราะความรู้สึกต่าง ๆ ที่เขามีต่อน้องชายมากจนเขาอยากจะร้องไห้เขาเข้าไปในห้องนอน และร้องไห้ในนั้น
31 จากนั้นเขา ก็ล้างหน้า และออกมา ควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ในขณะที่ออกคำสั่งให้คนออกมายกอาหาร

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
32 พวกเขาจัดอาหารให้โยเซฟแยกออกมา จากพวก พี่ชาย และชาวอียิปต์ที่มาด้วยก็แยกโต๊ะออกไปเพราะคนอียิปต์ไม่กินอาหารร่วมกับคนฮีบรู เพราะถือว่า พวกเขาเป็นพวกน่ารังเกียจ
33 ดังนั้นพวกเขาจึงนั่งต่อหน้าโยเซฟ โดยที่มีการจัดที่นั่งให้พี่ชายนั่งอย่างมีเกียรติ และน้องชายเป็นที่สุดท้ายพวกเขาหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจ
34 แต่ละคนได้รับอาหารแบ่งมาจากโต๊ะของโยเซฟ แต่เบนยามิน นั้นได้มากกว่าคนอื่นห้าเท่า พวกเขาจึงกินดื่มอย่างมีความสุขกับโยเซฟ

อธิบายเพิ่มเติม

ยูดาห์รับประกันความปลอดภัย

ปฐมกาล 43:1-10
สถานการณ์ความอดอยากไม่ได้ลดลงเลย  ที่จริงแล้ว ยาโคบก็คงจะไม่สบายใจอย่างมากที่การซื้ออาหารครั้งต่อไปเท่ากับเขาต้องปล่อยให้เบนยามินไปด้วย เพราะรองฟาโรห์ท่านนั้น ยืนยันว่าจะไม่ได้พบท่านหากน้องชายไม่ไปพิสูจน์ตนเองว่า ทั้งครอบครัวไม่ใช่สายลับ 
ตอนนี้ข้าวใกล้จะหมดแล้ว ทั้งบ้านมีไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบคน ถ้ารวมคนงานอีกก็น่าจะเป็นร้อย   ยาโคบปล่อยเวลาผ่านไปเผื่อว่าฝนจะตก และสามารถปลูกข้าวได้ แต่ความหวังของเขาก็ไม่สำเร็จ
เขาต้องเผชิญความจริงว่า ต้องส่งลูกชายคนเล็กสุดที่รักไป
คำสนทนาที่เกิดขึ้นคือ ลูกชายทุกคนบอกว่าพ่อต้องยอมให้น้องไป  พ่อก็ยังกล่าวโทษลูกว่าทำไมปากโป้งสร้างปัญหา แต่ความจริงคือ รองฟาโรห์ท่านนี้ถามสืบสวนถี่ถ้วนมาก
แล้วยูดาห์ ลูกชายคนที่สี่ ซึ่งเคยมีปัญหาที่เราเห็นก่อนหน้านี้  ไม่รับผิดชอบเรื่องลูกสะใภ้ แต่ตอนนี้เขาก้าวขึ้นมาขอรับผิดชอบเรื่องนี้เอง
เขารับที่จะเป็นคนประกันความปลอดภัยของเบนยามิน 

พ่อยอมทุกอย่างแล้ว
ปฐมกาล 43:11-15
แล้วยาโคบก็เป็นผู้จัดการให้ลูก ๆ นำของกำนัลไปฝากรองฟาโรห์ พวกเขายังมีสิ่งที่เก็บไว้อยู่ในบ้าน
เป็นของดีที่หายาก เราจะเห็นว่า สิ่งที่พวกเขาขาดจริง ๆ คือธัญพืช ซึ่งเป็นอาหารสำคัญมาก ในขณะที่ยังมีถั่ว เครื่องเทศต่าง ๆ อยู่มากพอที่จะให้เป็นของกำนัล และครอบครัวยาโคบก็ไม่ได้ขัดสนเลย มั่งคั่งพอควร!

ยาโคบจัดการให้เอาเงินไปสองเท่า
ให้เอาน้องชายไป คราวนี้ ยาโคบใช้คำว่า น้องชาย เพื่อให้พี่ทุกคนได้รู้ว่าตนเองต้องรับผิดชอบต่อสายเลือดของตน

ยาโคบกล่าวถึงพระเจ้าโดยเรียกพระองค์ว่า องค์เอลชัดดายผู้ทรงฤทธิ์  พระองค์เต็มด้วยพระเมตตา เป็นคำที่เขากล่าวโดยความเชื่อ ว่าพระเจ้าจะทรงให้ลูกชายกลับมา
แต่แล้วเขาก็พูดว่า หากต้องเสียลูกชาย เขาก็จะยอมรับ   ครั้งนี้ เห็นเลยว่า ยาโคบยอมกับพระเจ้า  เขาจะมารักใคร่ลูกคนเล็กมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำมาตั้งนานแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ คนที่ตื่นเต้นมากที่สุดก็คือ เบนยามิน เขาน่าจะอายุประมาณ​ยี่สิบต้น ๆ  ส่วนพี่ ๆ นั้นอายุมากพอที่จะเป็นพ่อ เป็นลุงของเขาได้

ขอปรับความเข้าใจกับพ่อบ้าน
ปฐมกาล 43:16-25

เมื่อมาถึงอียิปต์ พวกเขาก็ตรงไปที่บ้านของโยเซฟพวกเขาต้องการปรับความเข้าใจเรื่องของเงินที่อยู่ปากกระสอบให้เสร็จก่อน เพราะยังค้างคาใจ ยังไม่ชัดเจน แต่พ่อบ้านก็ไม่คิดจะเอาความกับพวกเขาเรื่องเงินแถมยังบอกว่า พวกเขาได้รับเงินแล้วด้วย นี่เป็นปริศนามากขึ้นไปอีก  นี่เขาจะเอาเราไปเป็นทาสไหม??
แทนที่จะได้ทำตามความคิด พวกเขากลับถูกนำตัวเข้าไปในบ้านของโยเซฟ
สิ่งดีคือ ได้พบสิเมโอนอีกครั้ง 

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
ปฐมกาล 43:26-29
การที่เขาจะได้กินอาหารในบ้านของรองฟาโรห์นั้น เป็นเกียรติอย่างสูงส่ง  ตามวัฒนธรรมของชาวตะวันออกกลาง เจ้าบ้านจะให้เกียรติแขกของพวกเขาเป็นอย่างสูง เกินที่พวกเราจะเข้าใจได้ และบัดนี้ พี่ชาย และน้องชายของโยเซฟกำลังได้รับเกียรติที่พวกเขาคาดไม่ถึง คิดไม่ออกว่าเป็นไปได้อย่างไร
ความกังวลเรื่องถุงเงินก็ยังอยู่เป็นเรื่องน่ากังวล แล้วยังจะได้กินเลี้ยงในบ้านของรองฟาโรห์เป็นเรื่องน่าดีใจ 
โยเซฟช่างสร้างเรื่องราว ทำให้เกิดความสงสัย ความค้างคาใจระดับสูงทีเดียว

โยเซฟร้องไห้อีก
ปฐมกาล 43:30-31
ภาพของพี่น้องทุกคนที่มาพร้อมหน้า ทำให้โยเซฟไม่อาจกลั้นความรู้สึกได้ เขาร้องไห้อีกครั้ง
ทำให้เราเห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา โยเซฟไม่ได้ลืมครอบครัวของเขาเลย แต่คงมีหัวใจที่อยากจะกลับบ้านเกิดตลอดเวลา  แต่แล้ว พระเจ้ากลับทรงส่งคนที่บ้านมาพบเขาในแผ่นดินที่ห่างไกลอย่างประหลาด  นี่เป็นการทรงนำของพระเจ้าอย่างที่เราไม่ต้องสงสัยเลย

แทนที่จะได้เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งสองกลับต้องห่างไกลกันจนไม่รู้จักกันเลย   พี่ชายทุกคนไม่รู้เรื่องอะไร  ไม่รู้ว่าพวกตนได้ทำให้พี่ชายน้องชายแม่เดียวกันต้องห่างไกลกัน
คำแห่งพรของโยเซฟนั้น เป็นคำสั้น ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า เบื้องหลังคำนั้น มีความเจ็บปวดขนาดไหน มีความโหยหามากเท่าไร
แต่..แผนการของโยเซฟที่มีต่อพี่ชายยังไม่จบ เขายังมีอะไรหลายอย่างที่ต้องทำต่อไป จึงออกมาสั่งการให้จัดโต๊ะอาหารทันที

อาหารมื้อใหญ่ที่แปลกมาก
ปฐมกาล 43:32-34
การที่คนอียิปต์ไม่กินร่วมกับคนฮีบรู  เป็นเรื่องธรรมดา เพราะพวกเขาเห็นว่า คนเลี้ยงสัตว์เป็นคนชั้นต่ำ โยเซฟเองก็พอใจแล้วที่เป็นเช่นนั้นพวกพี่ ๆ ไม่ทราบเลยว่า ท่านอุปราชผู้นี้จะมีแผนอะไรอีกแต่เวลานี้ ท่านเลี้ยงเราให้อิ่มหมีพีมัน เราก็รับเลี้ยงอย่างมีความสุข น่าประหลาดที่พวกเขาไม่ได้เห็นความคล้ายคลึงของโยเซฟกับพี่น้องเลย อาจเป็นเพราะเสื้อผ้าที่เขาใส่ และ สิทธิอำนาจของอุปราชที่อยู่ในตัวเขา

ในมุมของโยเซฟ เขากำลังพิจารณาพี่น้องทุกคนขณะที่อยู่บนโต๊ะอาหาร พวกเขา พูดอะไรเป็นภาษาฮีบรู โยเซฟเข้าใจทั้งหมด แน่นอนเขาต้อง พูดกันว่าทำไมจัดให้เรานั่งเรียงเป็นลำดับตามพี่น้องอย่าง ถูกต้อง พวกเขาจะต้องสังเกตว่า เบนยามินได้อาหารมากกว่าและคงมีคำพูดที่โยเซฟจะได้เห็นตัวตนของพวกเขาชัดขึ้น
ลองคิดว่าพี่ ๆ จะมีข้อสังเกตเรื่องที่เบนยามินได้มากกว่าใคร มีการล้อเลียนอะไรกันบ้างบนโต๊ะอาหาร 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 43
1* ปฐมกาล 41:54, 57; 42:5; 45:6, 11
2* ปฐมกาล 42:2; 44:25
3* ปฐมกาล 42:20; 43:5; 44:23
8* ปฐมกาล 42:2; 47:19
9* ปฐมกาล 42:37; 44:32
11* ปฐมกาล 32:20; 33:10; 43:25, 26; เยเรมีย์ 8:22
12* ปฐมกาล 42:25, 35; 43:21-22
14* ปฐมกาล 17:1; 28:3; 35:11; 48:3; สดุดี 106:46;เอสเธอร์ 4:16


15* ปฐมกาล 39:1; 46:3, 6
16* ปฐมกาล24:2; 39:4; 44:1
18* ปฐมกาล 42:28
20* ปฐมกาล 42:3, 10
21* ปฐมกาล 42:27, 35
23* ปฐมกาล 42:24
24* ปฐมกาล 18:4; 19:2; 24:32
26* ปฐมกาล 37:7, 10; 42:6; 44:14
27* ปฐมกาล 29:6;42:11, 13; 43:7; 45:3

28* ปฐมกาล 37:7, 10
29* ปฐมกาล 35:17-18;
42:13
30* 1 พงศ์กษัตริย์ 3:26; ปฐมกาล 42:24; 45:2, 14, 15; 46:29
31* ปฐมกาล 43:25
32* ปฐมกาล 41:12; 46:34
33* ปฐมกาล 27:36; 42:7
34* ปฐมกาล 35:24; 45:22

ปฐมกาล 42 พี่ชายแสนอ่อนน้อม

กันดารเกินที่จะรอฝน
1 แล้วยาโคบก็รู้มาว่า มีข้าวในอียิปต์ เขาจึงกล่าว กับพวกลูกชายว่า “พวกเจ้ามานั่งมองหน้ากันอยู่ทำไม? ดูสิ
2 พ่อได้ยินว่า มีข้าวในอียิปต์ ให้ไปที่นั่นและซื้อข้าวมาให้พวกเรา เราจะได้ไม่อดตาย”

3 ดังนั้นลูกชายทั้งสิบจึงเดินทางไปซื้อข้าวในอียิปต์ 
4 ยกเว้นเบนยามิน น้องชายของโยเซฟที่ยาโคบไม่ส่งไป เพราะเขากลัวว่า อาจจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเขา 
5 พวกลูกชายของอิสราเอลจึงเดินทางไปกับคนอื่น ๆเพราะความอดอยากครั้งนี้ขยายไปถึงดินแดนคานาอันด้วย

ฝันที่เป็นจริง
6 เวลานั้น โยเซฟเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เขาเป็นผู้ที่จัดการขายข้าวให้กับประชาชนเมื่อพี่ชายของเขามาถึง ก็กราบลงต่อหน้าเขาถึงพื้น
7 พอโยเซฟเห็นพวกพี่ชาย เขาก็จำได้ แต่เขาทำทีเหมือนกับเขาเป็นคนแปลกหน้าพูดอย่างขมึงทึงกับพวกเขา “พวกเจ้ามาจากไหน?””มาจากแผ่นดินคานาอันเพื่อซื้ออาหารขอรับ”
8 โยเซฟจำพวกเขาได้ แต่พวกเขากลับมองไม่ออกว่าเป็นเขา
9 โยเซฟยังจำความฝันที่เขาฝันเรื่องของพี่เขาจึงกล่าวกับพี่ชายว่า “พวกเจ้าเป็นสายลับเข้ามา สืบดูจุดอ่อนของแผ่นดินเรา!”
10 “มิได้ขอรับ”พวกเขาตอบ”ผู้รับใช้ของท่านมาเพื่อที่จะซื้ออาหาร
11 พวกเราเป็นพี่น้องมีพ่อคนเดียวกันเราเป็นคนสุจริตพวกเราไม่ใช่สายลับ”
12 “ไม่จริง!” โยเซฟตอบเขาพวกเจ้านะมาสืบหาจุดอ่อนของแผ่นดินเรา”
13 พวกเขากล่าวว่า “พวกเราเป็นผู้รับใช้ของท่าน เป็น พี่น้องสิบสองคนมีพ่อเดียวกันในแผ่นดินคานาอัน ลูกชายคนเล็กอยู่กับพ่อของเราแต่อีกคนไม่ได้อยู่กับเราแล้ว” 

จ้านายอียิปต์ให้พิสูจน์คำพูด
14 “อย่างที่เราบอกนั่นแหละ” โยเซฟตอบ “พวกเจ้าเป็นสายสืบเข้ามา
15 ดังนั้นพวกเจ้าจะถูกตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่า เจ้าไม่ได้โกหก ฟาโรห์ทรงพระชนม์อยู่แน่อย่างไร เจ้าจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่จนกว่าเจ้าจะเอาน้องชายคนเล็กมาให้เห็น

คำสั่งให้เอาน้องชายมา
16 จงส่งหนึ่งคนในพวกเจ้ากลับไป และนำน้องชายกลับมา ส่วนคนอื่น ๆ จะถูกกักกันไว้เพื่อพิสูจน์ว่า เจ้าพูดความจริงหรือไม่ มิฉะนั้น ฟาโรห์ทรงพระชนม์อยู่แน่อย่างไร เจ้าเป็นสายสืบแน่นอน”
17 จากนั้น เขาก็กักกันทุกคนไว้ในเรือนจำสามวัน
18 ในวันที่สาม โยเซฟกล่าวกับพวกเขาว่า”จงทำอย่างที่เราบอกเจ้าแล้ว เจ้าจะได้มีชีวิตอยู่เพราะเราเป็นคนเกรงกลัวพระเจ้า
19 หากพวกเจ้าเป็นคนสุจริตล่ะก็จงให้คนหนึ่งในพวกเจ้าถูกกักกันเอาไว้ที่นี่ ส่วนพวกเจ้าก็ไปและนำข้าวกลับไปบรรเทาความอดอยากให้ครอบครัวของเจ้า
20แล้วก็นำน้องชายคนเล็กมาให้เราเห็นเพื่อพิสูจน์คำพูดของเจ้าว่า เป็นจริง แล้วเจ้าจะไม่ตาย” พวกเขาจึงทำตามที่โยเซฟสั่ง
สุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้
21 พวกเขาพูดกันและกันว่า “ความจริงแล้วเรามีความ ผิดเรื่องน้องของเรา ตอนนั้นเขาน่าสงสาร และยังขอร้องเรา เราก็เห็นแต่ไม่ยอมฟังเขาความทุกข์ยากตอนนี้จึงตกมาที่เรา”
22 รูเบนตอบพวกเขาว่า”พี่บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า อย่าทำร้ายน้อง?แต่พวกเจ้าไม่ฟังเลย ตอนนี้ เราต้องรับผิดชดใช้ความตายของเขา!”
23  พวกเขาไม่รู้เลยว่าโยเซฟเข้าใจคำสนทนาของเขา เพราะก่อนหน้านี้ได้ใช้ล่ามแปล  
24  โยเซฟหันหน้าออกไปและร้องไห้ จากนั้นเขาก็กลับมาพูดกับพวกเขาอีก เขาเลือกกักสิเมโอนไว้และส่งเข้าเรือนจำต่อหน้าต่อตาพวกเขา 

ถุงเงินปริศนา
25 จากนั้นโยเซฟก็สั่งให้คนงานบรรจุข้าวใส่กระสอบให้เต็ม และคืนเงินลงในกระสอบของทุกคน ทั้งยังให้อาหารเพื่อกินระหว่างทาง คนรับใช้ก็ทำตามนั้น 26  พวกพี่ชายก็ขนข้าวขึ้นหลังลาพากัน ออกเดินทางไป
27 แต่คืนนั้น เมื่อถึงที่พักแรมพี่ชายคนหนึ่งเปิดกระสอบเพื่อเอาอาหารเลี้ยงลา เขาก็เห็นเงินของเขาอยู่ที่ปากกระสอบ 



28 เขากล่าวกับพี่น้องว่า “ดูสิ มีเงินคืนมา ดูสิอยู่ในกระสอบข้าวของฉัน” เห็นอย่างนั้น พวกเขาตกใจจนตัวสั่น “พระเจ้าทรงทำอะไรกับพวกเรานี่?”

พ่อกับข่าวร้าย 
29 พวกเขากลับไปถึงแผ่นดินคานาอัน ถึงบ้านของยาโคบพ่อของพวกเขา พวกเขาจึงเล่าเรื่องให้พ่อ ฟังว่า
30 “ท่านที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พูดกับเราอย่างขมึงทึง ท่านคิดว่าเราเป็นสายสืบเข้าไปในแผ่นดินของท่าน
31 เราบอกท่านว่าเราเป็นคนสุจริต เราไม่ใช่สายสืบ
32 เราเป็นพี่น้องสิบสองคนเป็นลูกของพ่อ น้องชายคนหนึ่งจากไปแล้ว ส่วนคนเล็กก็อยู่กับพ่อในแผ่นดินคานาอัน 
33 แต่ท่านผู้ว่าราชการกล่าวว่า ‘เราจะรู้ได้ว่าเจ้าเป็นคนสุจริตก็เมื่อเจ้าจะทิ้งคนหนึ่งไว้กับเรา เอาข้าวกลับไปให้ครอบครัวที่อดอยู่ ไปตามทางของเจ้า 
34 แต่ขอให้เจ้าเอาน้องชายคนเล็กมาให้เราเห็นเพื่อ พิสูจน์ว่าเจ้าสุจริตไม่ใช่สายสืบแล้วเราจะคืนพี่ชายกลับไป และเจ้าก็จะทำมาหากินในแผ่นดินนี้ได้”

ถุงเงินปริศนา
35 ต่อมา พวกเขาต่างก็ขนของออกจากกระสอบปรากฏว่า มีถุงเงินของทุกคนในกระสอบของตนเมื่อพวกเขาและพ่อเห็นถุงเงิน ต่างก็ตกใจกลัว
36 ยาโคบ ผู้เป็นพ่อกล่าวกับพวกเขาว่า”พวกเจ้าพรากลูก ๆ ของพ่อไป! โยเซฟจากไปแล้ว สิเมโอนอีกตอนนี้พวกเจ้าจะเอาเบนยามินไปอีกคน พ่อเองต้อง รับความทุกข์ทรมานใจนี้”
37 รูเบนกล่าวกับพ่อว่า “หากลูกไม่ได้พาเบนยามินกลับมาให้พ่อก็ขอพ่อฆ่าลูกชายสองคนของลูกได้เลย ลูกจะดูแลรับผิดชอบเบนยามินเอง ลูกจะพาเขากลับมาหาพ่อแน่ ๆ”
38 แต่ยาโคบตอบว่า “ลูกชายของพ่อจะไม่ไปกับเจ้า พี่ชายของเขาตายไปแล้ว เหลือเพียงเขาคนเดียวหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาขณะที่เดินทางไปกับเจ้าเจ้าจะทำให้คนหัวหงอกอย่างพ่อไปสู่แดนตายด้วยความโศกเศร้า”

อธิบายเพิ่มเติม

กันดารเกินที่จะรอฝน
ปฐมกาล 42:1-5
การกันดารอาหารนั้น หากที่อียิปต์รุนแรง ในแผ่นดินคานาอันจะรุนแรงกว่ามาก เพราะอียิปต์มีน้ำจากแม่น้ำไนล์ไว้ใช้ในการเกษตรตลอดปี ส่วนคานาอันต้องพึ่งน้ำฝนเท่านั้น การใช้ชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้   แต่ในครอบครัวของยาโคบ ลูกชายทุกคนไม่ทำอะไรจนกระทั่งยาโคบสั่งให้ไปอียิปต์เพื่อซื้อข้าว พวกเขาจึงตั้งต้นออกเดินทางไป โดยไม่มีเบนยามิน ซึ่งตรงนี้เราจะเห็นเลยว่า ยาโคบยังคงติดอยู่กับความรู้สึกของตนเอง แทนที่จะให้อีกคนไปช่วยขนมาอีกสักกระสอบสองกระสอบ ยาโคบกลัวว่าเขาอาจเสียเบนยามินไปอีกคน ซึ่งเขาจะยอมไม่ได้

ฝันที่เป็นจริง
ปฐมกาล 42:6-13
เมื่อพี่ชายทุกคนคือ สิบคนมากราบโยเซฟ ทำให้เขาย้อนคิดไปถึงความฝันครั้งยังเด็ก  นี่เป็นเวลาที่รอคอย รอคอยว่าจะได้พบกันอีก โยเซฟเข้ามาในอียิปต์ตอนที่อายุประมาณ 17-18 ปี บัดนี้เขาเป็นรองฟาโรห์ อายุประมาณ 35-37  ปีที่พบพี่ชาย  โยเซฟแต่งตัวเป็นชาวอียิปต์
เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่   ผู้จัดการดูแลการค้าข้าวในยามกันดาร  พูดภาษาอียิปต์  และดูน่าเกรงขาม เพราะพูดจาดุดันกับพวกเขา กล่าวหาว่า เป็นสายลับเข้ามาจากคานาอัน ซึ่ง พวกพี่ชายปฏิเสธอย่างมั่นใจเช่นกัน
แล้วพวกเขาก็ต้องรายงานให้โยเซฟทราบว่าพวกเขาเป็นใคร โดยพูดความจริงทุกอย่าง  รายงานว่าครอบครัวเป็นอย่างไรมีใครบ้าง
วันนี้เองที่ความฝันแรกของโยเซฟเป็นจริง!  วันนั้นโยเซฟพูดกับพี่ว่า ฉันฝันว่า เรากำลังมัดฟ่อนข้าวในทุ่ง ทันใดนั้นฟ่อนข้าวของฉันก็ตั้งขึ้น ส่วนของพี่ ๆ ก็เข้ามาห้อมล้อมและโค้งคำนับฟ่อนข้าวของฉันด้วย
ยี่สิบปีที่ผ่านมา โยเซฟได้ทบทวนทุกอย่างแล้วว่า พระเจ้าจะทรงทำการของพระองค์ในชีวิตของเขา เขาแค่เดินไปตามการทรงนำของพระเจ้า ไม่มีการบ่นว่า ไม่ท้อแท้ เราเห็นชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ว่าไปที่ใดเขาก็ทำหน้าที่ของตนเองไม่ใช่แค่ดีที่สุด แต่เป็นเลิศ โดดเด่น เป็นที่พอใจของคนรอบข้างและเจ้านาย และสิ่งที่สำคัญสุดในบันทึกจากปฐมกาลคือ พระเจ้าสถิตกับโยเซฟ
ใช่แล้ว พระวิญญาณของพระเจ้าประทับภายในโยเซฟ เขาจึงเดินตามแผนการของพระเจ้ามาโดยตลอดทั้ง ๆ ที่เวลานั้นยังไม่เข้าใจอะไรกระจ่าง   เชื่อแน่ว่า แม้โยเซฟจะไม่ได้ตั้งแท่นบูชาเพื่อนมัสการเหมือนอย่างบรรพบุรุษ แต่ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ เขาได้พบพระเจ้าและสนิทกับพระองค์เป็นอย่างมาก  

จ้านายอียิปต์ให้พิสูจน์คำพูด
ปฐมกาล 42:14-20

แล้วรองฟาโรห์ก็ให้โอกาสลูกชายสิบคนของยาโคบพิสูจน์ตนเองว่า เป็นคนสุจริต  โดยยอมให้กลับไปและนำน้องชายคนเล็กที่กล่าวถึงมาให้เห็นตัวจริง  แต่ปัญหาคือ พ่อจะยอมหรือ
 พูดไปแล้วก็น่าหวาดหวั่นเป็นที่สุด พวกเขาเป็นเพียงชาวคานาอันธรรมดา เป็นคนเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชไม่ได้เป็นทหาร หรือข้าราชการ ไม่ได้เป็นคนใหญ่โตแต่แล้วกลับถูกคนยิ่งใหญ่ในประเทศอียิปต์กล่าวหาว่าเป็นสายลับ! อะไรกัน? ไม่มาซื้อข้าวก็จะอดตาย

แต่แล้ว….พอมาซื้อก็เจอปัญหาที่แก้ไม่ตก สามวันที่พี่น้องทั้ง สิบคนถูกจำจองไว้นั้น พวกเขาคงคุยกันจนตกลงกันได้ว่าต้องยอมท่านผู้นี้  การที่โยเซฟให้พวกเขาถูกจำจองไว้สามวันทำให้พวกเขาคิดออก!
แล้วโยเซฟก็โยนเงื่อนงำแรกให้พวกเขา คือ กล่าวกับพี่ชายว่า ให้ทำตามอย่างที่บอก แล้วจะปลอดภัย เพราะ “เราเป็นคนเกรงกลัวพระเจ้า”  คำนี้ทำให้พวกพี่ชายเบาใจแต่ก็ไม่ได้เอะใจ
พวกเขาไว้ใจรองฟาโรห์ท่านนี้ได้เพราะท่านเกรงกลัวพระเจ้า โดยภาษาที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า เรายำเกรงองค์เอโลฮิม..
รองฟาโรห์ยื่นคำขาดว่า ให้นำข้าวกลับไปให้ครอบครัว แล้วนำน้องชายกลับมาในครั้งหน้า
ใจจริงแล้วเขาอยากเห็นน้องชายตอนนี้เลย แต่เขาต้องรอเวลา 

สุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้
ปฐมกาล 42:21-24
จำได้ไหม?น้องขอให้เมตตา แต่เราไม่เมตตาเลย โยเซฟได้เห็นความจริงในใจของพี่ชายแล้วว่า พวกเขารู้ตัวดีว่า สิ่งที่ทำกับโยเซฟนั้นผิดมหันต์ พวกเขา ยังจำได้ว่า น้องขอร้องมากเพียงใดที่จะได้กลับบ้าน น้องขอร้องให้พี่ไว้ชีวิตของเขา น้องได้ขอร้องหลายอย่าง แต่พี่ไม่ได้ฟัง
การสนทนาต่อหน้ารองฟาโรห์  ใช้ภาษาฮีบรูพูดกัน โดยไม่รู้เลยว่า ทุกสิ่งที่ตนพูดนั้น รองฟาโรห์เข้าใจทั้งหมด นี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นบันทึกว่า โยเซฟร้องไห้   เขาร้องไห้น้ำตาไหลเพราะว่า  พี่ชายยอมรับแล้วว่า ตนเองได้ทำผิดต่อน้อง  อีกไม่นานการคืนดีจะเกิดขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่บันทึกว่า โยเซฟร้องไห้
จากนั้นเขาเลือกที่จะเอาสิเมโอน พี่ชายคนที่สองรองจากรูเบนถูกจำจองไว้ในคุกเพื่อรอคนอื่นกลับมา  มีความเห็นว่า ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะตอนที่เขาถูกขายนั้น รูเบนซึ่งเป็นพี่ชายคนโตไม่อยู่ สิเมโอนเป็นพี่คนที่สองซึ่งต้องทำหน้าที่ปกป้องน้อง แต่กลับเห็นด้วยกับการขายน้องชายในเวลานั้น  ให้สิเมโอนถูกจำจองสักพักจะได้คิดออกและกลับใจ 

ถุงเงินปริศนา 
ปฐมกาล 42:25-28

แล้วโยเซฟก็จ่ายเงินค่าข้าวให้เรียบร้อย จากนั้น สั่งคนงานเอาถุงเงินใส่กระสอบคืน และให้อาหารไปกินตามทาง โยเซฟเตรียมเงินสำหรับที่พวกเขาจะมาครั้งหน้าให้ด้วย พวกเขาไม่รู้จนกระทั่งถึงที่พักแรมกลางทางแห่งหนึ่ง เมื่อเปิดปากกระสอบก็ตกใจที่เห็นถุงเงิน
ทั้งหมดนี้พวกเขาเห็นว่า เป็นการกระทำของพระเจ้าทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ไม่คิดเป็นอื่น 
สิ่งที่พวกเขาได้สอนเราก็คือ หากเราเป็นคนของพระเจ้าแล้ว เรา ต้องนึกถึงว่า พระเจ้าทรงสอนอะไร ทรงต้องการอะไรเป็นผลในชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น     เวลานี้พวกเขาแน่ใจแล้วว่า รองฟาโรห์ผู้นี้ เป็นคนจริงจัง พูดอะไรแล้วต้องได้อย่างที่พูดพวกเขาจะทำเล่นกับเขาไม่ได้เลย

พ่อกับข่าวร้าย 
ปฐมกาล 42:29-38
เมื่อกลับถึงบ้าน พวกเขาเล่าทุกอย่างให้พ่อฟัง แต่ข่าวร้ายสำหรับยาโคบคือ ครั้งหน้า เขาจะต้องส่งเบนยามิน ลูกชายสุดที่รักไปอียิปต์ด้วยเพื่อพิสูจน์คำพูดว่าเป็นจริง
สำหรับยาโคบแล้ว นี่เป็นความทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวง ในใจก็ขอพระเจ้าให้หยุดการกันดารอาหารครั้งนี้เร็ว ๆ แต่..ยังมีลูกชายอีกคนจำจองในอียิปต์  หันไปทางไหนก็ทางตัน
ยาโคบไม่ได้ห่วงอะไรมากเท่ากับห่วงหัวใจตัวเอง  ห่วงแม้กระทั่งจะตายตาไม่หลับ!
รูเบนรู้ใจพ่อดี เขาสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะราวกับว่า ตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เป็นคำสาบานที่น่ากลัว แต่เขาก็ต้องยืนหยัดทำให้น่าเชื่อถือมากที่สุด 
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบทนี้ ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงวางแผนการที่จะช่วยชาวอียิปต์และชาติต่าง ๆ รอบข้างให้รอดตาย ยิ่งกว่านั้นยังเป็นแผนการที่จะทำให้ครอบครัวอิสราเอลได้เข้ามาตั้งรากฐานชั่วคราวในอียิปต์ เพื่อที่จะได้มีจำนวนประชากรมากพอที่จะตั้งเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกต่อไป โยเซฟเป็นคนที่ทรงใช้เพื่อให้การต่าง ๆ ลุล่วงไป ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลดีกับคนของพระเจ้าจริง ๆ

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 42
1* กิจการ 7:12
2* ปฐมกาล 43:8
4* ปฐมกาล 42:38
5* กิจการ 7:11
6* ปฐมกาล 41:41, 55; 37:7-10; 41:43
7* ปฐมกาล 45:1-2
9* ปฐมกาล 37:5-9
13* ปฐมกาล 37:30; 42:32; 44:20
15* 1 ซามูเอล 1:26; 17:55



17* ปฐมกาล 40:4, 7, 12
18* เลวีนิติ 25:43
20* ปฐมกาล 42:34; 43:5; 44:23
21* โฮเชยา 5:15; สุภาษิต 21:13
22* ปฐมกาล 37:21-22, 29; 9:5-6
24* ปฐมกาล 43:30; 45:14-15; 34:25, 30; 43:14, 23
25* ปฐมกาล 44:1; 43:12;
โรม  12:17, 20-21

27* ปฐมกาล 43:21-22
30* ปฐมกาล 42:7
33* ปฐมกาล 42:15, 19-20
34* ปฐมกาล 42:20; 43:3, 5; 34:10
35* ปฐมกาล 43:12, 14, 21
36* ปฐมกาล 43:14; โรม 8:28, 31
38* ปฐมกาล 37:22; 42:13; 44:20, 28; 42:4; 44:29; 37:35; 44:31

ปฐมกาล 41 เป็นรองแค่ฟาโรห์

ฝันประหลาดของฟาโรห์
1 เวลาผ่านไปสองปีเต็ม ฟาโรห์ฝันไปว่าท่านกำลังประทับยืนบนฝั่งแม่น้ำไนล์
2 ดูสิ มีวัวอ้วนเจ็ดตัวร่างกายแข็งแรงเดินขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ พวกมันเริ่มเล็มใบอ้อริมฝั่ง
3 หลังจากนั้น ดูสิมีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมารูปร่างน่าเกลียด ผอมโซ
พวกมันมายืนอยู่ข้างกลุ่มวัวอ้วนที่ริมฝั่งแม่น้ำ
4 แล้ววัวรูปร่างน่าเกลียดผอมกระหร่องก็กินวัวอ้วนจนหมด! ถึงตอนนี้ฟาโรห์ก็ตื่นขึ้นมา
5 พอบรรทมต่อ ก็ฝันอีกครั้ง มีรวงข้าวต้นหนึ่งกำลังออกรวงเจ็ดรวง มีเมล็ดงามสมบูรณ์ดี
6 หลังจากนั้น มีรวงลีบอีกเจ็ดรวงงอกออกมา มันถูกลมตะวันออกพัดจนเหี่ยวแห้ง
7 แล้วข้าวรวงลีบเพราะถูกลมตะวันออกพัดกระหน่ำก็กินข้าวทั้งเจ็ดรวงที่อุดมสมบูรณ์จนหมด แล้วฟาโรห์
ก็ตื่นขึ้น จึงเห็นว่าเป็นความฝัน
8 เช้าวันต่อมา ฟาโรห์ รู้สึกหดหู่จนพระองค์ต้องบัญชาให้เหล่าหมอเล่นอาคมและนักปราชญ์ทั้งหลายของอียิปต์มาเข้าเฝ้า ฟาโรห์เล่าสุบินให้พวกเขาฟัง แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครสามารถบอกความหมายของสุบินนั้นได้เลย

ออกจากคุก เฝ้าฟาโรห์
9 แล้วข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ทูลต่อฟาโรห์ว่า “วันนี้ทำให้ข้าพระบาทนึกถึงครั้งที่ตนเองพลาดพลั้งไป
10 ครั้งหนึ่งที่ฝ่าพระบาททรงกริ้วข้าพระบาท ทรงจำคุกข้าพระบาทในบ้านของหัวหน้าองครักษ์ พร้อมทั้งข้าราชบริพารทำขนมปัง 
11 คืนหนึ่งเราทั้งสองต่างฝันไป เป็นฝันที่มีความหมายต่างกัน
12  ที่นั่นมีชายหนุ่มฮีบรูเป็นทาสรับใช้ของหัวหน้าองครักษ์ เราเล่าฝันให้เขาฝัน และเขาแก้ฝันให้ตามความหมายของฝัน
13  และต่อมา สิ่งที่เขาแก้ฝันนั้นก็เป็นจริง ข้าพระบาทได้กลับมาทำหน้าที่ ส่วนอีกคนถูกประหาร”

ฟาโรห์สั่งปล่อยตัว
14ฟาโรห์จึงบัญชาให้นำตัวโยเซฟมาเฝ้า และพวกเขาก็นำตัวโยเซฟจากคุกทันที ให้โกนหนวดเครา เปลี่ยนเสื้อผ้า และเขาก็ได้เข้ามาเฝ้า
15 ฟาโรห์ กล่าวกับโยเซฟว่า “เราฝันไปและไม่มีใครแก้ฝันนั้นได้แต่เราได้ยินคนพูดถึงเจ้าว่า เมื่อเจ้าได้ยินความฝัน เจ้าสามารถแก้ฝันได้”โยเซฟตอบฟาโรห์ว่า
16 “ข้าพระบาทมิได้เป็นคนแก้พระสุบินพะยะค่ะ พระเจ้าจะประทานคำตอบเพื่อให้พระองค์สบายพระทัย”

โยเซฟบอกความหมายฝันให้ฟาโรห์
17 ฟาโรห์กล่าวแก่โยเซฟว่า “เราฝันว่า เรายืนริมฝั่งแม่น้ำ
18 มีวัวอ้วนเจ็ดตัวขึ้นมาจากแม่น้ำและกินหญ้าริมน้ำนั้น
19 ต่อมาก็มีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมา มันดูผอมโซน่าเกลียด ตัวลีบ เราไม่เคยเห็นวัวรูปร่างน่าเกลียด
อย่างนี้มาก่อนในแผ่นดินอียิปต์เลย 
20 แล้ววัวตัวผอมน่าเกลียดนั้น ก็กินวัวอ้วนจนหมด

21 หลังจากที่มันกินวัวอ้วนจนหมด ไม่มีใครบอกได้ว่า มันกินไปหมดแล้วทุกตัว เพราะมันยังดูผอมกระหร่องเหมือนเดิม พอถึงตรงนี้ เราก็ตื่นขึ้นมา
22 แล้วเราก็ฝันอีก เห็นรวงข้าวเจ็ดรวงที่สมบูรณ์งอกขึ้นมาจากต้นข้าวต้นหนึ่ง
23 แล้วหลังจากนั้น ดูสิ ก็มีรวงข้าวที่เมล็ดแห้งเพราะถูกลมตะวันออกพัดงอกขึ้นมา
24 และรวงข้าวแห้งนั้นก็กลืนกินข้าวสมบูรณ์ไปหมด เราบอกเนื้อความแก่คนที่เล่นอาคมฟัง แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้เรารู้ได้

ความหมายแท้ ๆ ของฝัน
25 โยเซฟกล่าวแก่ฟาโรห์ว่า “พระสุบินของฟาโรห์นั้นมีความหมายเหมือนกัน  พระเจ้าทรงบอกให้องค์
ฟาโรห์ทรงทราบว่า ควรจะทำอย่างไร
26  วัวอ้วนเจ็ดตัว และรวงข้าวที่สมบูรณ์เจ็ดรวงหมายถึงเจ็ดปี  ความฝันนั้นหมายถึงสิ่งเดียวกัน
27 วัวผอมรูปร่างน่าเกลียดที่ขึ้นจากน้ำหลังจากวัวอ้วนหมายถึงเจ็ดปี  ข้าวลีบที่ถูกลมตะวันออกพัดก็ หมายถึงว่าจะมีการกันดารอาหาร เจ็ดปีพะยะค่ะ
28 อย่างที่ข้าพระบาททูลองค์ฟาโรห์ พระเจ้าทรงสำแดงให้ ทรงทราบว่า พระองค์จะทรงทำอะไร
29  คือจะมีเจ็ด ปีที่สมบูรณ์ทั่วแผ่นดินอียิปต์ 
30 แต่หลังจากนั้น จะมีเจ็ดปีที่แห้งแล้งตามมา และอียิปต์จะลืมความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดที่เคยมี การกันดารอาหารจะทำลายแผ่นดินนี้
31 จะไม่มีความทรงจำถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีอีกต่อไปเพราะความอดอยากซึ่งตามมานั้น รุนแรงเป็นที่สุด

โยเซฟทูลแนะนำต่อ
32 เหตุใดจึงทรงฝันสองอย่างนี้เล่า? เพราะพระเจ้าทรง ตัดสินพระทัยว่า จะให้เกิดขึ้นในไม่ช้านี้
33 ดังนั้นองค์ฟาโรห์ทรงโปรดเลือกคนที่ทั้งฉลาดหลักแหลมเต็มด้วยสติปัญญาที่จะดูแลทั้งแผ่นดินอียิปต์พะยะค่ะ
34 สิ่งที่องค์ฟาโรห์ควรทำคือ จัดตั้งข้าราชการผู้ดูแลตามเขตต่าง ๆ เพื่อรับเก็บภาษีหนึ่งในห้าของผลผลิต ที่เก็บเกี่ยวได้ ในช่วงเวลาแห่งความอุดม
35 พวกเขาควรเก็บรวบรวมอาหารทั้งหมดที่ผลิตได้ในปีแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่จะมาถึง และเก็บแยกธัญพืชขององค์ฟาโรห์เพื่อเป็นคลังอาหารตามเมืองต่าง ๆ
36 นี่จะเป็นเสบียงสำรองสำหรับเจ็ดปีแห่งการอดอยาก ซึ่งจะมาถึงทั้งแผ่นดินอียิปต์ เพื่อว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะไม่พินาศไปเพราะการกันดารอาหาร

รับตำแหน่งที่ไม่คาดฝัน
39 ฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “ในเมื่อพระเจ้าทรงแจ้ง ทุกอย่างให้เจ้ารู้ ไม่มีคนใดหยั่งรู้และมีสติปัญญาเหมือนอย่างเจ้า 40 ดังนั้น เจ้าจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ กิจการงานในแผ่นดินของเรา ประชาชนของเราจะอยู่ใต้การปกครอง ตามคำสั่งของเจ้า มีเพียงเรา ผู้เดียวที่ปกครองจากบัลลังก์นี้ที่เป็นใหญ่เหนือเจ้า” 41 แล้วฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “นี่แน่ะ เราตั้งเจ้าให้ดูแลทั้งแผ่นดินอียิปต์”

42 จากนั้นฟาโรห์ ถอดแหวนตราประจำพระองค์ สวมให้โยเซฟ และให้เขาได้สวมเสื้อลินินเนื้อดี มีสร้อยทองคำด้วย
43 ยังอนุญาตให้เขาได้ขี่รถศึกส่วนพระองค์คันที่สอง และพวกเขาจะร้องไปล่วงหน้าว่า “จงน้อมตัวลง!” นี่คือฟาโรห์ได้แต่งตั้งให้เขามีอำนาจดูแลทั่วแผ่นดินอียิปต์
44 ทั้งฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “แม้เราเป็นฟาโรห์ แต่หากเจ้าไม่ได้อนุญาต ก็จะไม่มีใครในแผ่นดินอียิปต์ยกมือยกเท้าได้”

งานที่พระเจ้าทรงเตรียมให้โยเซฟ
45 ฟาโรห์ตั้งชื่อให้โยเซฟว่าศาเฟนาท ปาเนอาห์ และทรงยกอาเสนัส ธิดาของโปทิเฟราปุโรหิตแห่งโอนให้เป็นภรรยา แล้วโยเซฟ ก็ออกไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
46 โยเซฟอายุสามสิบปีเมื่อเขายืนเฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ แล้วเขาก็ออกเดินทางไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
47 ระยะเวลาเจ็ดปีของความอุดมสมบูรณ์นั้นผืนดินได้ทำให้มีผลผลิตเหลือเฟือ
48 เขาเก็บรวบรวมอาหารจากเจ็ดปีนั้นโดยเก็บสะสมไว้ในเมือง ส่วนพืชที่ได้มาจากไร่นารอบเมืองใดก็จะเก็บไว้ในตัวเมืองนั้น
49 โยเซฟเก็บสะสมธัญพืชไว้มากมายราวกับทรายริมฝั่งทะเล มากจนกระทั่งพวกเขา ต้องหยุดนับจำนวน เนื่องจากมีมากล้นจนนับไม่ไหว

ลูกชายทั้งสองของโยเซฟ
50 ก่อนจะเกิดการกันดารอาหาร โยเซฟมีลูกชายสองคนที่เกิดจากอาเสนัทซึ่งเป็นลูกสาวของ
โปทิเฟราปุโรหิตแห่งเมืองโอน
51โยเซฟตั้งชื่อลูกชาย หัวปีว่า มนัสเสห์ (แปลว่าช่วยให้ลืม) เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้ข้าพเจ้าลืมความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้น ที่ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์และครอบครัวของข้าพเจ้า”
52 ลูกชายคนที่สองให้ชื่อว่า เอฟราอิม (แปลว่าเกิดผลสองเท่า) “เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้ข้าพเจ้าเกิดผล ในแผ่นดินแห่งความทุกข์ยากของข้าพเจ้า”

ความอดอยากเกิดขึ้นตามฝันของฟาโรห์
53 แล้วความอุดมสมบูรณ์ในอียิปต์เจ็ดปีก็สิ้นสุดลง
54 และเป็นการเริ่มต้นของเจ็ดปีแห่งความอดอยากตามที่โยเซฟได้กล่าวไว้ มีการกันดารอาหารเกิดขึ้น ทั่วทุกประเทศ ยกเว้นในอียิปต์ที่ยังมีอาหารอยู่
55 เมื่อชาวอียิปต์เริ่มรับผลการขาดแคลนอาหารประชาชนก็ร้องขออาหารจากฟาโรห์ และฟาโรห์ตรัสสั่งชาวอียิปต์ทุกคนว่า”จงไปหาโยเซฟ และทำตามที่เขาสั่ง”
56 ช่วงนั้นเอง  การกันดารอาหารขยายไปทั่วโลก โยเซฟก็เปิดยุ้งฉางและขายข้าวให้แก่ชาวอียิปต์เพราะเกิดการอาหารอย่างรุนแรงยิ่งนักทั่วแผ่นดินอียิปต์  
57 ยิ่งกว่านั้น คนจากประเทศทั่วโลกเดินทางมา อียิปต์เพื่อซื้อข้าวจากโยเซฟ เพราะเกิดการกันดารอาหารอย่างรุนแรงทั่วโลกด้วย

อธิบายเพิ่มเติม

ฟาโรห์ที่ครองในช่วงเวลานั้น เกิดฝันไป และเป็นฝันเกี่ยวกับวัวอ้วนเจ็ดตัว วัวผอมเจ็ดตัว และรวงข้าวดีเจ็ดรวง รวงข้าวลีบเจ็ดรวง  เป็นฝันที่ประหลาด มีความหมายแบบเดียวกัน แต่ไม่มีใครในสำนักราชวังสามารถแปลความหมายฝันนั้นได้ และนี่เองเป็นโอกาสของโยเซฟ เป็นเวลาที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้

ฝันประหลาดของฟาโรห์
ปฐมกาล 41:1-8
ผู้เขียนพระคัมภีร์เล่าว่า เวลาผ่านไปสองปีเต็มที่โยเซฟยังอยู่ต่อไปในคุก สำหรับโยเซฟ ก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังไม่น้อย เพราะว่า เขาไม่อาจจะเชื่อใจคนเลย ทั้ง ๆ ที่มีความตั้งใจ แต่ก็ลืมโดยที่ไม่ได้คิดว่าจะลืม แต่พระเจ้าทรงทำให้เราเห็นว่า ทรงอยู่กับโยเซฟเสมอ และเวลาของพระองค์จะเป็นเวลาที่พอเหมาะ  อยู่มาวันหนึ่ง ฟาโรห์ก็ไม่ได้อย่างที่ทรงต้องการ นั่นคือ ความฝันสองเรื่องที่ไม่มีใครสักคนในแผ่นดินที่สามารถทำนายฝันให้ได้!!ปราชญ์ในราชวังยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถบอกความหมายของฝันได้  พวกเขาไม่รู้อนาคตจริง ๆ มีหน้าที่ช่วยให้กษัตริย์ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในการปกครอง แต่ครั้งนี้พระเจ้ากำลังเปิดทางให้โยเซฟ

ออกจากคุก เฝ้าฟาโรห์
ปฐมกาล 41:9-16
ข้าราชบริพารผู้ทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ได้รู้เรื่องนี้ด้วย เพราะเขาใกล้ชิดองค์ฟาโรห์อยู่แล้ว ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า เคยเจอนักโทษหนุ่มผู้หนึ่งในคุกหลวงและเป็นคนที่ทำนายฝันได้ตรงเป๊ะ ไม่พลาดเลย   เขาทูลฟาโรห์ให้รู้ว่า ชายคนนี้เป็นฮีบรู ซึ่งเป็นชนชาติที่อียิปต์ไม่ค่อยชอบสักเท่าไร

แค่นั้นเอง ประตูคุกหลวงก็เปิดออกปล่อยให้โยเซฟออกมา ให้เขาทำความสะอาดร่างกาย โกนหนวดเครา และเข้าเฝ้าอย่างด่วน!
นี่เป็นหนทางของพระเจ้า เมื่อพระองค์จะทรงทำอะไรแล้วจะทรงวางให้พอเหมาะกับเวลา  คนของพระองค์มีหน้าที่คือฟังพระสุรเสียงว่า เวลาใดเป็นเวลาของพระองค์
หากเขาออกมาก่อนหน้านี้ อาจจะมีชีวิตเป็นอย่างอื่นไป  หรือหาทางกลับบ้านเกิด  เวลาของพระเจ้านั้น เป็นของพระองค์  เป็นเหมือนที่ดาวิดบอกไว้ว่า “วันทั้งสิ้นที่กำหนดให้ข้าพระองคนั้น ถูกบันทึกไว้ในหนังสือของพระองค์ ตั้งแต่ยังไม่มีวันนั้นเลย” (สดุดี 139:16)
เมื่อโยเซฟพบกับฟาโรห์  เขายืนยันทันทีโดยไม่กลัวว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานคำตอบให้ฟาโรห์ เพื่อให้องค์ฟาโรห์เองสบายพระทัย โล่งใจ ได้รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป 

โยเซฟไม่ได้คิดว่า จะใช้โอกาสนี้ทำให้ตนเองก้าวไปสู่ตำแหน่งโหรหลวงเลย  เขาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่พบกับฟาโรห์  เขาทำให้ฟาโรห์ตระหนักทันทีว่า มีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่าฟาโรห์เองด้วย 

น่าสนใจที่ฟาโรห์องค์นี้ เป็นคนฉลาดที่ยอมฟังและยอมคิดตาม ฟาโรห์รู้หน้าที่ของตนในแง่ของความเป็นผู้นำประเทศ ท่านยอมฟังแม้กระทั่งชายหนุ่มชาวฮีบรูที่เพิ่งออกมาจากคุกหลวง!

โยเซฟบอกความหมายฝันให้ฟาโรห์
ปฐมกาล 41:17-31
มีการทบทวนความฝันอีกครั้งหนึ่งให้แก่ผู้อ่าน
ฟาโรห์เล่าความฝันอย่างตรงไปตรงมาให้กับโยเซฟ ซึ่งเมื่อเขาฟังอยู่นั้น พระเจ้าก็ทรงบอกเขาทันทีถึงความหมายของความฝัน
ฝันแรกคือวัวผอมเจ็ดตัว กินวัวอ้วนเจ็ดตัว
ถึงอย่างนั้นมันผอมเหมือนเดิม
ฝันที่สองคือ ข้าวลีบเจ็ดรวง กินข้าวดีเจ็ดรวง
ถึงอย่างนั้น ข้าวก็ลีบเหมือนเดิม

โยเซฟฟังแล้วรู้ทันทีว่า ความฝันมีความหมายเช่นเดียวกัน   เวลาพระเจ้าตรัสบอกอะไรกับคนของพระองค์ บางครั้งพระองค์จะตรัสสองคำต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นการเน้นให้รู้ว่า เป็นเรื่องที่สำคัญมากต้องเอาใจใส่ ครั้งนี้ พระเจ้าทรงเตือนฟาโรห์ให้มุ่งความสนใจไปที่ความฝัน เพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนอียิปต์ทั้งประเทศ รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงอียิปต์ด้วย

ความสำคัญที่โยเซฟบอกคือ จะมีความอุดมสมบูรณ์ในอียิปต์เจ็ดปี จากนั้นประเทศจะเผชิญกับความอดอยากแสนสาหัสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นความกันดารที่จะทำลายประเทศได้อย่างราบคาบ 

โยเซฟทูลแนะนำต่อ
ปฐมกาล 41:32-36
โยเซฟบอกอย่างหนึ่งที่สำคัญกับฟาโรห์ให้รู้ว่า พระเจ้าทรงตัดสินว่า จะให้สิ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในไม่ช้านี้เอง  โยเซฟเน้นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเหนือแผ่นดินอียิปต์  โยเซฟทำให้ฟาโรห์ตระหนักว่า เขาไม่ได้เป็นเหมือนผู้ทำนายในราชวังของฟาโรห์ แต่เขาเป็นคนของพระเจ้าแห่งอิสราเอล

จากนั้น เขาก็ขอให้ฟาโรห์เลือกคนเก่งมาก ๆ ที่จะดูแลจัดการเรื่องอาหาร  เตรียมการล่วงหน้าก่อนที่จะไม่ไหว ไม่ให้เกิดมีการตายทั้งประเทศแล้วสิ่งที่โยเซฟแนะนำนั้น กลับกลายเป็นวิธีการทำงานที่เต็มด้วยการจัดระบบระเบียบที่จะทำให้อียิปต์ทั้งประเทศสามารถรับมือกับความอดอยากเจ็ดปีที่จะเกิดขึ้นได้  มีการเตรียมข้าราชการตามเขตต่าง ๆ มีการจัดเก็บภาษี การเก็บอาหารให้ยุ้งฉางทั่วประเทศ ไม่ใช่เป็นการจัดเก็บแบบรวมอำนาจ
ประเทศอียิปต์มีพื้นที่มากมาย และสิ่งที่จะเก็บเหล่านี้ ก็เป็นภาษีที่ประชาชนจะต้องส่งอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการบีบเลือดจากประชาชน  ภาษีดังกล่าวจะกลายเป็นเสบียงสำรองเพื่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนต่อไป

รับตำแหน่งที่ไม่คาดฝัน
ปฐมกาล 41:39-44
เมื่อได้ฟังความหมายของฝัน และวิธีที่จะจัดการกับหายนะที่กำลังจะมาถึง  ฟาโรห์เห็นทันทีว่า ท่านไม่ต้องจัดการเรื่องนี้เอง คนเก่ง มีความสามารถเหลือล้นมายืนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ฟาโรห์แต่งตั้งให้โยเซฟเป็นรองจากฟาโรห์ อะไรกัน เพียงแค่ยังไม่ข้ามคืน โยเซฟกลับกลายเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงยิ่งกว่าชายคนแรกที่ซื้อเขามาเสียอีก เขายิ่งใหญ่กว่าโปติฟาร์แล้ว เป็นรองแค่ฟาโรห์ มีอำนาจดูแลทั้งอียิปต์ ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของโยเซฟ !


เพื่อยืนยันว่า หมายความอย่างนั้นจริง ฟาโรห์ได้ถอดแหวนตราประจำพระองค์ ซึ่งมีความหมายว่า โยเซฟสามารถสั่งการแทนฟาโรห์ได้ สั่งสิ่งใด ก็เหมือนฟาโรห์สั่งเอง  มีรถม้าส่วนตัว มีเกียรติยศที่ใคร ๆ ต้องนอบน้อมให้  จากเด็กหนุ่มที่ถูกขายเป็นทาสในเรือน บัดนี้ เขากลายเป็นผู้ปกครองประเทศไปแล้ว นี่เป็นการเตรียมของพระเจ้าอย่างชัดเจน จากลูกชายสุดที่รักของพ่อ โยเซฟต้องผ่านโรงเรียนแห่งความยากลำบาก การถูกใส่ร้าย การเข้าไปอยู่ในคุก 
วันนี้ วันที่ออกมาบอกความหมายของฝันให้กับฟาโรห์ โยเซฟคิดเพียงว่า เมื่อเสร็จแล้วจะขอให้ตนเองได้ออกจากคุก แต่ว่า พระเจ้าทรงมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่โยเซฟจะคิดได้

งานที่พระเจ้าทรงเตรียมให้โยเซฟ
ปฐมกาล 41:45-49
ฟาโรห์ตั้งชื่อให้ใหม่ “ศาเฟนาท ปาเนอาห์” แปลว่าพระเจ้าตรัส และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ หรือถ้าเป็นคนอียิปต์จะมีความหมายหลายอย่างมาก ตั้งแต่ว่าเป็น ผู้ทำนาย ผู้ไถ่ ผู้เผยพระดำรัส ผู้สนับสนุน ผู้แปลความหมายฝัน คนฉลาด คนสุภาพ และคนมีปัญญา  ยกอาเสนัส ลูกสาวปุโรหิตแห่งโอนให้เพื่อเขาจะมีครอบครัวอยู่ในอียิปต์จากนั้นโยเซฟก็ออกเดินทาง ดูแลทั้งเจ็ดปีแรกและเจ็ดปีช่วงที่สอง
พวกเขาเก็บรวบรวมอาหารจากแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์มาก พระเจ้าทรงอวยพระพรพวกเขาอย่างมากมาย เป็นประโยชน์กับคนอียิปต์อย่างไม่คาดฝัน
ที่เคยทำบัญชีสินค้าเกษตรก็ต้องหยุดทำ เพราะมีมากล้นเกินที่จะทำ!

ลูกชายทั้งสองของโยเซฟ
ปฐมกาล 41:50-57
สำหรับโยเซฟแล้ว ลูกชายทั้งสองเตือนให้เขารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเขาตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้โยเซฟมีอายุประมาณ 30-37 ปี เราไม่ทราบว่าลูกชายเกิดตอนไหน แต่เป็นช่วงที่ก่อนเกิดกันดารอาหาร เป็นช่วงเวลาที่อียิปต์กำลังมีอาหารอย่าง อุดมสมบูรณ์ เป็นครอบครัวที่พ่อ และแม่ต่างเป็นคนที่ใหญ่โตในแผ่นดิน พ่อเป็นชาวฮีบรู และแม่เป็นชาวอียิปต์
เด็กทั้งสองคนนี้ มีเชื้อสายสองชนชาติในตัว
ลูกชายทั้งสองคือ มนัสเสห์ และเอฟราอิม ชื่อของลูกชายบ่งบอกความรู้สึกของโยเซฟที่มีต่อชีวิตของตนเองและความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า


ความอดอยากเกิดขึ้นตามฝันของฟาโรห์
ปฐมกาล 41:53-57
เมื่อเจ็ดปีแห่งความอุดมสมบูรณ์จบลง ฝนเริ่มไม่ตก แม่น้ำไนล์เริ่มเหือดแห้ง  ดินแข็ง ไม่สามารถปลูกพืชได้  ประชาชนต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พวกเขาจึงร้องขออาหารจากผู้ปกครองประเทศคือฟาโรห์ ฟาโรห์เตรียมพร้อมล่วงหน้าแล้ว ท่านสั่งประชาชนให้ไปหาโยเซฟและทำทุกอย่างตามที่สั่ง
โยเซฟเตรียมเสบียงไว้ล้นเหลือ การขาดแคลนจึงบรรเทา และไม่ช่วยแค่อียิปต์เท่านั้น แต่คนชาติต่าง ๆ รอบข้างก็เดินทางมาซื้อข้าวกับโยเซฟเช่นกัน ประชาชนได้รับการบรรเทา และฟาโรห์ก็มั่งคั่งขึ้นด้วย 




พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 41
1* ปฐมกาล 40:5
6* อพยพ 10:13
8* ดาเนียล 2:1, 3; 4:5, 19
9* ปฐมกาล 40:1, 14, 23
10* ปฐมกาล 40:2-3; 39:20
11* ปฐมกาล 40:5
12* ปฐมกาล 39:14; 43:32; 37:36; 40:12
13* ปฐมกาล 40:21-22
14* สดุดี 105:20; ดาเนียล 2:25; 1 ซามูเอล 2:8; 2 พงศ์กษัตริย์25:27-29
15* ดาเนียล 5:16
16* ดาเนียล 2:30;2:22, 28, 47
17* ปฐมกาล 41:1

24* อิสยาห์ 8:19
25* ดาเนียล 2:28-29, 45
27* 2 พงศ์กษัตริย์ 8:1
28* ปฐมกาล 41:25, 32
29*ปฐมกาล 41:47
30* ปฐมกาล 41:54, 56; 47:13
32* กันดารวิถี 23:19
34* สุภาษิต 6:6-8
35* ปฐมกาล 41:48
36* ปฐมกาล 47:15, 19
37* กิจการ 7:10
38* กันดารวิถี 27:18
40* สดุดี 105:21
41* ดาเนียล 6:3

42*เอสเธอร์ 3:10; 8:2, 15;
ดาเนียล 5:7, 16, 29
43* ปฐมกาล 46:29; เอสเธอร์ 6:9 ;
ปฐมกาล 42:6
45* ปฐมกาล 46:20
46* 1 ซามูเอล  16:21
49* ปฐมกาล 22:17
50* ปฐมกาล 46:20; 48:5
51* สดุดี 45:10
52* ปฐมกาล 17:6; 28:3; 49:22
54* กิจการ 7:11; ปฐมกาล 41:30
55* ยอห์น 2:5
56* ปฐมกาล 42:6
57* เอเสเคียล 29:12; ปฐมกาล 27:28, 37; 42:3

ปฐมกาล 40 ฝันดีฝันร้าย

นักโทษใหม่สองคนที่สำคัญ
1 ต่อมา มีข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่นและข้าราชบริพารที่ทำขนมปังได้ทำให้องค์กษัตริย์แห่งอียิปต์ไม่พอพระทัย
2 ฟาโรห์ทรงกริ้วทั้งสองคือหัวหน้าเหล่าผู้เชิญจอกเหล้าองุ่น และหัวหน้าผู้อบขนมปัง
3 ดังนั้นท่านจึงคุมขังเขาไว้ที่คุกในบ้านหัวหน้าผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์  เป็นที่ ๆ เดียว กับที่โยเซฟถูกขัง
4 ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์สั่งให้โยเซฟดูแลชายทั้งสองดังนั้น ช่วงเวลาที่ทั้งสองอยู่ในคุกเป็นเวลานาน โยเซฟก็เป็นผู้ดูแลเขา

ความฝันที่ทำให้เป็นทุกข์
 5 คืนวันหนึ่งที่ชายทั้งสองคือ ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น และข้าราชบริพารที่ทำขนมปัง ขององค์กษัตริย์ ต่างฝันในคืนเดียวกัน ความฝันของทั้งสองก็มีความหมายแตกต่างกัน
6 เช้าวันต่อมา โยเซฟได้เข้ามาหา และเห็นว่าทั้งสองหน้าตาหม่นหมอง
7  เขาจึงถามข้าราชบริพารของฟาโรห์ที่อยู่ในคุกพร้อมกับเขาว่า “เหตุใดวันนี้ท่านจึงดูหม่นหมองนัก?”
8 ทั้งสองจึงตอบว่า “เราต่างก็ฝันและไม่มีใครที่นี่จะแก้ฝันได้” โยเซฟจึงกล่าวว่า “พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบความหมายของฝัน ขอท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเถิด”

ของคนแรกเนื้อความและความหมายฝันของคนแรก
9 ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่นจึงเล่าความฝันให้โยเซฟฟังว่า “ข้าฝันว่า มีเถาองุ่นอยู่ต่อหน้าข้า
10 และมีสามกิ่ง มันผลิดอกทันที จากนั้น ก็เกิดพวกองุ่นสุกปรากฏขึ้น  
11 ข้าถือจอกของฟาโรห์ในมือ ด้งนั้น ข้าจึงบีบองุ่นใส่จอก และยื่นถวายแก่ฟาโรห์”
12 โยเซฟกล่าวแก่เขาว่า “ความฝันมีความหมายดังนี้ สามกิ่งหมายถึงสามวัน  
13 ในสามวันฟาโรห์จะปล่อยท่านออกไป และคืนตำแหน่งให้ ท่านจะได้เชิญจอกถวายฟาโรห์อย่างที่เคย ตอนที่ท่านทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น  
14 เมื่อทุกสิ่งเป็นไปด้วยดีกับท่านแล้วขอโปรดระลึกถึงข้าพเจ้า และเมตตาต่อข้าพเจ้า โปรดกล่าวถึงข้าพเจ้าต่อฟาโรห์เพื่อว่าท่านจะปล่อยตัวข้าพเจ้าจากคุกนี้
15 เพราะที่จริง ข้าพเจ้าถูกนำตัวจากแผ่นดินชาวฮีบรู และเมื่อมาถึงที่นี่ข้าพเจ้ามิได้ทำผิดอะไรจนจะต้องถูกจำจองเช่นนี้”

เนื้อความและความหมายของฝันของอีกคน
16 เมื่อข้าราชบริพารที่ทำขนมปังเห็นว่า การแก้ฝันออกมาดี เขาจึงกล่าวกับโยเซฟว่า “ข้าก็ฝันว่า มีตะกร้าสานใส่ขนมปังขาวสามใบบนหัวของข้า
17 ตะกร้าบนสุด มีขนมปังหลายชนิดสำหรับฟาโรห์แต่มีนกมาจิกกินขนมปังจากตะกร้าบนหัวข้าจนหมด”  
18 โยเซฟตอบว่า “ความหมายของฝันคือตะกร้าสามใบหมายถึงสามวัน
19 ในสามวัน ฟาโรห์จะตัดหัวของท่านและร่างของท่านจะถูกแขวนบนต้นไม้ แล้วพวกนกจะมาจิกกินเนื้อของท่าน”
20 ในวันที่สามซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดฟาโรห์ พระองค์จัดงานฉลองให้ข้าราชการ และท่านก็ให้ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น และข้าราชบริพารที่ทำขนมปังออกมาจากที่จำจอง ให้มาอยู่ท่ามกลางข้าราชการ 
21 โดยให้ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญ
จอกเหล้าองุ่นกลับเข้ารับตำแหน่งเดิม และเขาก็ได้เชิญจอกเหล้าองุ่นแด่ฟาโรห์อีกครั้ง
22 แต่ข้าราชบริพารที่ทำขนมปังถูกแขวนไว้ ตามที่โยเซฟได้แก้ความหมายของฝันให้ทั้งสองคน

ลืมโยเซฟ!
23 อย่างไรก็ดี ข้าราช-บริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ไม่ได้คิดถึงโยเซฟ กลับลืมเขาไป

อธิบายเพิ่มเติม

นักโทษใหม่สองคนที่สำคัญปฐมกาล 40:1-4
ที่
คุกหลวงซึ่งโยเซฟเข้าไปอยู่หลายปีแล้ว โยเซฟก็ได้พบกับนักโทษใหม่สองคน ซึ่งทั้งสองเป็นคนที่สำคัญมาก  เขาจะต้องไร้ที่ติ จงรักภักดีต่อฟาโรห์สุดใจ  เป็นที่ไว้ใจของฟาโรห์และข้าราชการทั้งหลายมาโดยตลอด   คนแรกเป็นหัวหน้าผู้เชิญจอกเหล้าองุ่น เขาต้องถวายเหล้าองุ่นที่ปลอดภัย เขาต้องทดสอบเสียก่อนว่า เหล้านั้นมียาพิษหรือไม่ ส่วนอีกคนคือหัวหน้าผู้อบขนมปัง คนนี้ก็สำคัญเช่นกัน ขนมปังที่นำไปถวายต้องดีและปลอดภัย

ชายทั้งสองทำให้ฟาโรห์ไม่พอใจอย่างไรเราไม่ทราบได้ แต่ถูกสั่งจำขังในคุกหลวง ที่เดียวกับโยเซฟ   และแทนที่พัศดีจะต้องดูแลชายสองคน โยเซฟกลับได้รับคำสั่งให้ดูแลชายทั้งสองจนกว่าจะมีคำตัดสินโทษออกมา  คนที่ออกคำสั่งนั้นคือ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ซึ่งน่าจะเป็น โปติฟาร์  โปติฟาร์ยังไว้ใจโยเซฟ และพัศดีก็ไว้ใจเช่นกัน  แต่หากไม่ใช่โปติฟาร์ ก็เป็นทหารที่มียศเท่ากับโปติฟาร์ 

ความฝันที่ทำให้เป็นทุกข์
ปฐมกาล 40:5-8
ในโลกอียิปต์ บาบิโลนโบราณ มีความเชื่อว่า ความฝันสำคัญเพราะเป็นตัวบอกอนาคต  ทำให้พวกเขามีนักทำนายฝันอยู่ในราชวัง   แล้วนักโทษใหม่ทั้งสองก็ฝันไป แล้วทำให้เขาต่างเป็นทุกข์ใจยิ่งนัก

โยเซฟเห็นทั้งสองไม่สบายใจจึงไต่ถาม และเมื่อเห็นว่า เป็นทุกข์เพราะความฝัน เขาตอบกับทั้งสองทันทีว่า ผู้เดียวในโลกที่จะรู้ความหมายของฝันคือพระเจ้าของเขา โยเซฟ ไม่มีความสงสัยในพระเจ้าเลย  (สำหรับโยเซฟแล้ว เขารู้ว่า หากฝันนั้นมาจากพระเจ้า อนาคตข้างหน้าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามนั้น เขาเชื่อแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก โดยที่สมัยต่อมา โมเสสได้บอกให้ระวังผู้ที่ทำนายฝันปลอมและนำคนของพระเจ้าออกห่างพระองค์ เฉลยธรรมบัญญัติ 13:1-5)

 
เนื้อความและความหมายฝันของคนแรก
ปฐมกาล 40:9-15

เถาองุ่น> สามกิ่ง> ผลิดอก> องุ่นสุก>​… ถือจอกฟาโรห์> บีบองุ่นใส่จอก> ส่งให้ฟาโรห์    โยเซฟกล่าวว่า สามกิ่งคือสามวัน ภายในสามวัน  เขาจะได้ทำงานเหมือนเดิมทุกประการ  
แล้วโยเซฟก็ขอร้องว่า เมื่อได้ออกไป ขอให้ทูลฟาโรห์เพื่อเขาจะได้ออกจากคุกด้วย  เพื่อฟาโรห์จะได้ปล่อยตัวเขา

เนื้อความและความหมายของฝันของอีกคน
ปฐมกาล 40:16-22
ส่วนคนทำขนมปังเห็นว่าความหมายฝันของเพื่อนนั้นดี ก็เลยเล่าของตัวเองบ้าง   เขาเห็นว่าตัวเองทูนตะกร้าใส่ขนมปังสามใบบนหัว> แต่มีนกมาจิกกินจนหมด
ความหมายคือ ตะกร้าสามใบหมายถึงสามวัน
ฟาโรห์จะประหารเขาด้วยการตัดหัว ร่างถูกแขวนให้นกจิกกิน

แล้ววันที่สามก็มาถึง  เป็นงานวันเกิดฟาโรห์ คนที่เชิญเหล้าองุ่นได้กลับรับตำแหน่งเดิม แต่คนที่ทำขนมปังถูกประหารอย่างที่โยเซฟบอกไว้

ลืมโยเซฟ!
ปฐมกาล 40:2
แต่แล้ว ไม่มีใครพูดถึงโยเซฟกับฟาโรห์เลย …​ถึงแม้โยเซฟจะบอกว่า เขาเข้ามาอย่างไม่ยุติธรรม ไม่มีใครสนใจความเป็นไปของโยเซฟ
ความสามารถในการแก้ความหมายของฝันจึงถูกฝังไว้ในคุกหลวง
พระเจ้าจะทรงเป็นผู้จัดการเรื่องนี้เอง  และเมื่อพระองค์ทรงทำ โยเซฟจะตะลึง!

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 40
1* เนหะมีย์ 1:11
2* สดุดี 16:14
3* ปฐมกาล 39:1, 20, 23; 41:10
5* ปฐมกาล 37:5; 41:1
7* เนหะมีย์ 2:2
8* ปฐมกาล 41:15; ดาเนียล 2:11; 20-22, 27-28, 47
12* ดาเนียล 2:36; 4:18-19; ปฐมกาล 40;18; 42:17
13* 2 พงศ์กษัตริย์ 25:27

14* ลูกา 23:42; โยชูวา 2:12
15* ปฐมกาล 37:26-28; 39:20
18* ปฐมกาล 40:12
19* ปฐมกาล 40:13; เฉลยธรรมบัญญัติ 21:22
20* มัทธิว 14:6-10; มาระโก 6:21; ปฐมกาล 40:13, 19
21* ปฐมกาล 40:13; เนหะมีย์ 2:1
22* ปฐมกาล 40:19
23* ปัญญาจารย์ 9:15-16