อพยพ 11 กรุณาออกไปเถิด!

พระเจ้าทรงบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า
1 แล้วองค์พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “เราจะส่งภัยพิบัติมาอีกครั้ง เพื่อลงโทษฟาโรห์และประชากรอียิปต์
หลังจากนั้น ฟาโรห์จะปล่อยเจ้าทั้งหมดออกไปจากที่นี่ เขาจะบังคับให้พวกเจ้าออกไปจนหมด

2 จงบอกคนอิสราเอลทั้งชายหญิงให้ขอเครื่องเงิน ทองจากเพื่อนบ้านของตน”
3 พระยาห์เวห์ทรงทำให้ใจคนอียิปต์มีความพอใจคนอิสราเอลและทั้งข้าราชการของฟาโรห์ และประชาชนอียิปต์ก็มองว่า โมเสสเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่นัก

ความแตกต่างของสองชนชาติ
 4 ดังนั้น โมเสสทูลต่อฟาโรห์ว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ คือ คืนนี้ ประมาณเที่ยงคืน เราจะออกไปทั่วพื้นที่อียิปต์
5 แล้วลูกชายหัวปีของทุกครอบครัวในอียิปต์จะสิ้นชีวิต ตั้งแต่โอรสของฟาโรห์ผู้ประทับบนบัลลังก์ ไปจนถึงลูกชายหัวปีของทาสหญิงที่กำลังโม่แป้งอยู่  แม้แต่ลูกหัวปีของสัตว์เลี้ยงก็จะตายด้วย

 6 จะมีเสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วแผ่นดินอียิปต์ ยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ที่เคยเกิดขึ้น และจะไม่มีการเกิดขึ้นแบบนี้อีก
  7 แต่สำหรับส่วนของอิสราเอลแล้ว จะไม่มีอะไรมาแตะต้องผู้คนและสัตว์เลี้ยง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงสุนัขเห่าใส่   แล้วท่านจะได้ทราบว่า พระเจ้าทรงกระทำต่อคนอิสราเอลแตกต่างจากคนอียิปต์  

ขอร้องให้ไปให้พ้น…
8 ข้าราชการของท่านจะมาหาข้าพเจ้า พวกเขาจะก้มกราบลง และกล่าวว่า
‘กรุณาออกไปเถิด  ขอพาคนของท่านทั้งหมดออกไปกับท่านด้วย’  หลังจากนั้นแหละที่ข้าพเจ้าจะออกไป” แล้วโมเสสก็ออกจากฟาโรห์ด้วยความโกรธ
9 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “ฟาโรห์จะไม่ฟังเสียงของเจ้า เพื่อว่า การอัศจรรย์ของเราจะทวีขึ้นในอียิปต์”
10 โมเสสและอาโรนได้ทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ต่อหน้าฟาโรห์ แต่พระยาห์เวห์ทรงทำให้ฟาโรห์มีพระทัยแข็งกระด้างดึงดัน และฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยให้คนอิสราเอลออกจากอียิปต์ 

อธิบายเพิ่มเติม

พระเจ้าทรงบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า
อพยพ 11:1-3

บทที่ 11 นี้ เป็นบทเกริ่นนำเรื่องการสิ้นชีวิตของลูกชายหัวปีของอียิปต์
พระเจ้าทรงบอกโมเสสว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้คนในอียิปต์จะทุกข์โศกขนาดไหน
พวกเขาจะรีบขอให้อิสราเอลที่พวกเขาตระหนักแล้วว่า แตกต่างจากคนอียิปต์อย่างไร อิสราเอลเป็นคนของพระเจ้าที่พวกเขาจะยึดเอาไว้เป็นทาสไม่ได้อีกต่อไป

พวกเขาจะขอร้องให้อิสราเอลรีบออกไปเอง  จะปล่อยอิสราเอลจากอียิปต์  จะบังคับให้ทุกคนออกไปไม่เหลือยิวไว้ในอียิปต์เลย  
ยิ่งกว่านั้น  ข้อสามบอกว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้ใจคนอียิปต์พอใจที่อิสราเอลจะออกไป  พวกเขาจะมอบเครื่องเงิน ทองให้กับอิสราเอลด้วย นี่ไม่ใช่แค่การได้ของมาฟรี ๆ แต่ พระเจ้าทรงให้เป็นการจ่ายค่าจ้างแรงงานที่พวกเขาทำงานมานาน และเงินทองเหล่านี้ ได้นำมาใช้สร้างพลับพลาและเป็นต้นทุนให้การที่อิสราเอลจะได้ตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินใหม่ต่อไป

ตอนนี้ข้าราชการและประชาชนอียิปต์เห็นแล้วว่า พระเจ้าของอิสราเอลเหนือกว่าเทพทั้งปวงของพวกเขาจริง ๆ  โมเสสผู้ที่รับใช้พระเจ้าแห่งอิสราเอลก็ยิ่งใหญ่จริง ๆ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะแอบคิดในใจว่า ครั้งนี้ เจอสิ่งที่ใหญ่กว่าฟาโรห์มากมายนัก
ที่จริงโมเสสเองก็บอกว่าจะไม่พบฟาโรห์อีก แต่ไป ๆ มา ๆ ตัวข้าราชการของอียิปต์เองที่จะมาหาโมเสสและขอร้องให้ออกไป







 
 

ความแตกต่างของสองชนชาติ
อพยพ 11:4-7
ภัยพิบัติครั้งนี้ น่าสะพรึงกว่าทุกครั้ง เพราะพระเจ้าจะเสด็จมายังพื้นที่ด้วยพระองค์เอง
ขณะที่ลูกชายหัวปีของอียิปต์ทุกบ้านตั้งแต่ฟาโรห์มายังทาสโม่แป้ง ซึ่งเป็นชนชั้นที่อียิปต์มองว่าต่ำสุด  จนกระทั่งสัตว์เสียชีวิตไปพร้อม ๆ กัน  ลูกชายหัวปีอิสราเอลยังคงมีชีวิตอยู่ครบทุกคน
พระเจ้าทรงจัดการทั้งคนและสัตว์ไปพร้อมกัน ชนอียิปต์ทุกคนจะได้สำนึกว่านี่เป็นพระหัตถ์ของพระเจ้าแท้จริง และนี่ไม่ใช่ความผิดของพระเจ้าด้วย ฟาโรห์เองที่ไม่ฟังคำเตือนล่วงหน้า ฟาโรห์เองที่ดึงดันต่อต้านพระเจ้า
พระเจ้าจะทรงให้เกิดการร่ำไห้ทั่วอียิปต์ เป็นความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากพบเจอ
ฟาโรห์ได้ข่มเหงคนอิสราเอลมานาน ถึงเวลาที่พระเจ้าแห่งอิสราเอลจะเอาคืนแล้ว  อย่างแรกคือ พระเจ้าทรงทำให้พวกเขาเห็นว่า ผลที่มีต่ออิสราเอลและอียิปต์ต่างกันมาก

ขอร้องให้ไปให้พ้น…
อพยพ 11:8-10
นี่เป็นการเตือนของโมเสส ที่ทำให้โมเสสเองโกรธจัดเนื่องจากความดึงดันของฟาโรห์ เชื่อว่าโมเสสเองไม่ได้อยากให้มีการตายของลูกชายหัวปีเกิดขึ้นเลย
โมเสสมาขอร้องฟาโรห์หลายครั้งแล้ว แต่ครั้งสุดท้ายนี้ พวกเขาจะต้องเข้ามาขอร้องโมเสสเอง
“พวกเขาทำให้ชาวอิสราเอลร้องไห้เป็นทุกข์นัก  และพระเจ้าทรงตอบโต้ด้วยการแก้แค้นแบบตาต่อตา (เอเสเคียล 39:10) จำนวนต่อจำนวน (อิสยาห์ 65:11, 12) การเลือกต่อการเลือก (อิสยาห์ 66:3, 4) การร่ำไห้ต่อการร่ำไห้ (ยากอบ 5:1, 4)” (แทรปป์จาก https://enduringword.com/bible-commentary/exodus-11/)

แล้วพระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าว่าแม้กระทั่งวิบัติที่สิบจะเกิดขึ้น ฟาโรห์ก็ยังใจแข็ง  และพระเจ้าจะช่วยให้เขาใจแข็งต่อไป  ทั้งนี้เพื่อการอัศจรรย์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้น จะทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า 

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ 11
1* อพยพ 12:31, 33, 39; 6:1; 12:39
2* อพยพ 3:22; 12:35-36
3* อพยพ 3:21; 12:36; เฉลยธรรมบัญญัติ 34:10-12
4* อพยพ 12:12, 23, 29

5* อพยพ 4:23; 12:12, 29
6*อพยพ 12:30; 10:14
7* อพยพ 8:22; โยชูวา 10:21
8* อพยพ 12:31-33; ฮีบรู 11:27
9* อพยพ 3:19;7:4; 10:1;7:3; 9:16
10* โรม 2:5

อพยพ 10 8 ฝูงตั๊กแตน 9 ความมืด

เตือนก่อนตั๊กแตนจะมา
1  พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงไปพบฟาโรห์อีก เราได้ทำให้ทั้งเขาและข้าราชการมีใจดื้อด้าน เพื่อว่าเราจะได้แสดงหมายสำคัญของเราท่ามกลางพวกเขา
2 เราทำเช่นนี้เพื่อเจ้าจะได้บอกลูกหลานให้รู้ว่าเราเข้มงวดกับชาวอียิปต์ขนาดไหน  บอกให้พวกเขารู้ถึงการอัศจรรย์ที่เราทำท่ามกลางพวกเขา เพื่อเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือพระยาห์เวห์
“
3 ดังนั้น โมเสสและอาโรนจึงเข้าเฝ้าฟาโรห์ และทูลว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของคนฮีบรูตรัสว่า ‘เจ้าจะไม่ยอมถ่อมตนต่อหน้าเราไปอีกนานแค่ไหน?
จงปล่อยประชากรของเราออกไปนมัสการเราเถิด
4 หากเจ้าปฏิเสธไม่ยอมให้ประชากรของเราไป  พรุ่งนี้ เราจะส่งฝูงตั๊กแตนมายังบ้านเมืองของเจ้า
5 พวกมันจะบินมาเต็มพื้นที่ จนไม่มีใครมองเห็นพื้นดินได้เลย พวกมันจะกัดกินพืชทั้งหมดที่เหลือจากพายุลูกเห็บ รวมทั้งต้นไม้ของเจ้าทุกต้นในทุ่งนา
  6 ฝูงตั๊กแตนจะเข้ามาจนเต็มราชวัง เต็มบ้านข้าราชการ และบ้านประชาชนชาวอียิปต์  นี่เป็นสิ่งที่เหล่าบรรพบุรุษของเจ้าไม่เคยพบเจอมาก่อน  นับตั้งแต่ที่พวกเขาได้เข้ามาอาศัยในแผ่นดินอียิปต์ จนกระทั่งวันนี้’” แล้วโมเสสก็ออกไปจากฟาโรห์
 
7 เหล่าข้าราชการของฟาโรห์ทูลว่า “ชายคนนี้จะเป็นบ่วงดักพวกเราไปอีกนานเท่าใรกัน? ขอท่านปล่อยประชากรอิสราเอลออกไปนมัสการพระยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกเขาเถิด  พระองค์ยังไม่ทรงตระหนักหรือว่า อียิปต์หายนะไปแล้ว?”
8 ดังนั้นโมเสสและอาโรนจึงถูกนำตัวเข้ามาเฝ้าฟาโรห์อีกครั้ง ฟาโรห์กล่าวว่า “ไป เจ้าจะไปนมัสการพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้า แต่บอกมาว่า เจ้าจะให้ใครไปบ้าง?”
9 โมเสสทูลตอบว่า “เราจะไปทั้งคนหนุ่ม คนชรา ลูกชาย ลูกสาว และสัตว์เลี้ยง ฝูงสัตว์ของเรา เพราะพวกเราจะไปจัดการเลี้ยงฉลองเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระยาห์เวห์”


 10 ฟาโรห์กล่าวกับเขาว่า “ขอพระยาห์เวห์สถิตอยู่กับพวกเจ้าเถิด  หากเรายอมให้เจ้าไปพร้อมกับผู้หญิงและเด็ก ๆ ด้วย เห็นได้ชัดเลยว่า พวกเจ้ากำลังวางแผนร้าย
11 ไม่มีทาง ให้ผู้ชายเท่านั้นไปนมัสการพระยาห์เวห์
เพราะเจ้าขอไว้อย่างนั้น”
 แล้วโมเสสกับอาโรนก็ถูกบังคับให้ออกไปจากฟาโรห์
12 พระยาห์เวห์ทูลโมเสสว่า “จงชูมือของเจ้าเหนือแผ่นดินอียิปต์  และฝูงตั๊กแตนจะบินเข้ามาปกคลุมทั่้วแผ่นดินอียิปต์  พวกมันจะกัดกินพืชทุกต้นที่ยังเหลือจากพายุลูกเห็บ” 

13 โมเสสจึงชูไม้เท้าขึ้นเหนือแผ่นดินอียิปต์  และองค์พระยาห์เวห์ทรงให้ลมตะวันออกพัดผ่านเข้ามาในอียิปต์ตลอดทั้งวันและคืน  รุ่งเช้า ลมตะวันออกก็มาพร้อมกับฝูงตั๊กแตน!
14 ฝูงตั๊กแตนปกคลุมทั่วแผ่นดินอียิปต์
และมันเข้าไปเกาะทุกหนทุกแห่ง  มีฝูงตั๊กแตนเข้ามาในอียิปต์มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะไม่มีอย่างนี้อีกในเวลาต่อมา 

15 และฝูงตั๊กแตนปกคลุมแผ่นดินจนมืดไปหมด  พวกมันสวาปาม ขย้ำกินพืชที่หลงเหลือจากพายุลูกเห็บ  ทั้งต้นไม้ในทุ่งและผลไม้บนต้นทั้งหลาย  ไม่มีสีเขียวหลงเหลืออยู่เลย ในอียิปต์ไม่ว่าจะเป็นบนต้นไม้หรือพืชใด ๆ  
16 ฟาโรห์บัญชาให้โมเสสและอาโรนเข้ามาเฝ้าอย่างด่วน  กล่าวว่า “เราได้ทำบาปต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า และทำต่อเจ้าด้วย
17 ตอนนี้ขอยกโทษให้เราอีกครั้ง และอธิษฐานขอต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าให้เราได้พ้นจากความตายครั้งนี้เถิด
18 โมเสสออกจากฟาโรห์ และอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์
19 แล้วพระยาห์เวห์ทรงเปลี่ยนทิศทางของลม ทรงทำให้เกิดลมพัดอย่างแรงมาจากตะวันตก และพัดเอาฝูงตั๊กแตนออกไปยังทะเลแดง จนไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียวในอียิปต์
20 แต่พระยาห์เวห์ทรงทำให้ฟาโรห์มีใจแข็งกระด้างอีก ฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยอิสราเอลไป

ความมืด

21 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “ชูมือของเจ้าขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อว่าความมืดที่มืดจนรู้สึกได้จะปกคลุมทั่วทั้งแผ่นดินอียิปต์”   
22 โมเสสจึงชูมือของเขาขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นจึงมีความมืดปกคลุมทั่วอียิปต์ตลอดสามวัน 
23 ในสามวันนี้ ไม่มีใครมองเห็นกันและกันได้เลย ไม่มีใครไปไหนมาไหน แต่ประชาชนอิสราเอลมีแสงในที่ ๆ
พวกเขาอาศัยอยู่
 24 ฟาโรห์จึงเรียกโมเสสมา “เจ้าทุกคนออกไปได้ ไปนมัสการพระยาห์เวห์ เจ้าเอาทั้งผู้หญิงและเด็กไปได้ แต่จะทิ้งฝูงแพะ แกะ วัว ไว้ที่นี่แล้วกัน”

 25 แต่โมเสสกล่าวว่า “ท่านต้องยอมให้เราเอาฝูงสัตว์ไปด้วยเพื่อเป็นเครื่องบูชา และเครื่องเผาบูชา  เพราะเราต้องถวายพวกมันแด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกเรา

ภาพวาดโดยชากัล 1931


 
26 ดังนั้น เราต้องเอาสัตว์ไปกับเราด้วย จะไม่มีสัตว์เหลือที่นี่แม้แต่ตัวเดียว เพราะเราจำต้องใช้สัตว์เหล่านั้นเพื่อนมัสการพระเจ้า ตอนนี้ เรายังไม่รู้ว่าจะใช้สัตว์ชนิดใดถวายแด่พระยาห์เวห์ จนกว่าพวกเราไปถึงที่นั่น”
 27 แต่พระยาห์เวห์ทรงทำให้ฟาโรห์ดึงดันอีก   ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาออกไป
28 แล้วฟาโรห์กล่าวแก่โมเสสว่า “จงออกไปให้พ้น อย่ากลับมาอีก วันที่เจ้าเห็นหน้าเรา เจ้าตายแน่!”
 29 แล้วโมเสสตอบว่า “ข้าพเจ้าจะทำอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะไม่กลับมาเฝ้าท่านอีกเลย”
 



อธิบายเพิ่มเติม

เตือนก่อนตั๊กแตนจะมา
อพยพ 10:1-7
การเล่าเรื่องฝูงตั๊กแตนนี้ เป็นการเล่ายาวมาก ไม่เหมือนริ้น เหลือบ กบ ฝี
พระเจ้าทรงให้โมเสสกลับไปหาคนที่ดึงดันทั้งกษัตริย์และข้าราชบริพาร
ทั้งนี้ พระเจ้าทรงประสงค์ให้ลูกหลานอิสราเอลรู้ว่า พระองค์ทรงทำกับคนอียิปต์รุนแรงขนาดไหนเพื่อพวกเขา  เป็นการที่พระเจ้าทรงทำให้ประเทศอียิปต์อับอายขายหน้าและดูโง่เขลาในความเย่อหยิ่งและความดื้อรั้นของพวกเขา

เมื่อโมเสสถามแทนพระยาห์เวห์ว่า จะไม่ยอมต่อพระองค์ไปอีกนานเท่าไร ในอนาคต อียิปต์จะต้องเจอกับวิบัติอีกกี่อย่างจึงจะยอม พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าครั้งนี้ว่า ถ้าไม่ยอมพระองค์จะส่งฝูงตั๊กแตนที่พวกเขาก็เคยเจอมาบ้าง แต่ครั้งนี้จะสาหัสกว่าครั้งที่เคย เป็นความสาหัสยุ่งยากแบบที่พวกเขาไม่อาจจะสู้ได้เลย

พวกข้าราชการก็รู้ว่า สิ่งที่โมเสสพูดจะเป็นความจริง แต่แทนที่จะโทษพระเจ้า เขากลับบอกกันว่า โมเสสเป็นบ่วงดักพวกเขา   ข้าราชการเตือนฟาโรห์ว่า เขาควรจะฟังโมเสสได้แล้ว บ้านเมืองหายนะขนาดนี้ทำไมฟาโรห์ยังดึงดัน
การต่อรอง
อพยพ 10:8-11

เมื่อฟาโรห์กล่าวว่า โมเสสจะให้ใครไปบ้าง? เป็นคำที่เตือนโมเสสไว้ว่า ฟาโรห์จะเป็นผู้กำหนดคนที่มีสิทธิไป   โมเสสไม่กลัว เขาเอาคนไปหมดลูกเล็กเด็กแดงและฝูงสัตว์ด้วย เพราะเขาต้องฉลองถวายพระเกียรติพระยาห์เวห์ทุกคน
แต่ฟาโรห์กลัว รู้ว่า ถ้าออกไปแบบนี้คงไม่กลับมาแน่นอน 
น่าแปลกที่ฟาโรห์กล่าวว่า ขอพระยาห์เวห์สถิตอยู่ด้วย ประโยคนี้ ความหมายที่แท้จริงคือ  หากเรายอมให้ผู้หญิงและเด็กไปกับเจ้า เท่ากับเรายอมให้พระยาห์เวห์สถิตกับเจ้า

“ขอให้ความช่วยเหลือจากพระเจ้าของท่านอยู่ห่างไกลจากท่านมากเท่ากับที่ข้าพเจ้าอยู่ห่างไกลจากการอนุญาตให้ท่านพาลูกน้อยของท่านออกไป
ฟาโรห์ต่อรองให้ผู้ชายเท่านั้นออกไปนมัสการ เพราะพวกเขาจะต้องกลับมาหาครอบครัว ฝูงสัตว์และทรัพย์สินของเขา
จากนั้นไล่โมเสสออกมา  นั่นแปลว่าต่อรองแล้ว  จบแล้ว 


ตกลงกันไม่ได้
อพยพ 10:12-14
ในเมื่อฟาโรห์ไม่ยอม พระเจ้าก็ส่งตั๊กแตนมาทันที พระเจ้าทรงให้โมเสสชูไม้เท้าขึ้น และให้ลมตะวันออกพัดมาทั้งวันและคืน โดยหอบเอาตั๊กแตนฝูงใหญ่มหึมาเข้ามาด้วย   มันมาแบบว่า กินพื้นที่หมดจนไม่เห็นว่าอะไรเป็นดิน อะไรเป็นบ้านเรือน ภาษาเดิมมีความหมายว่า มันมากันอย่างหนัก ตั๊กแตนพวกนี้กินใบไม้อย่างรวดเร็ว
พวกมันกินพืชทุกชนิดในแผ่นดินและผลไม้ทั้งหมดบนต้นไม้ที่ลูกเห็บเหลือไว้ให้
 พระยาห์เวห์ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าเทพโอซิริสของอียิปต์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ปกป้องพืชผล
 พระองค์ทรง  เปิดโปงและโค่นล้มเทพเจ้าเท็จทุกองค์ เมื่อเราไว้วางใจในเทพเจ้าเหล่านั้น อียิปต์เห็นแล้วว่า เทพของเขาไม่สามารถมาทัดเทียมกับพระยาห์เวห์ได้เลย  
ไม่ทันไร ความเขียวของต้นไม้ก็ไม่เหลือในอียิปต์!  อียิปต์เคยเจอแบบนี้มาบ้าง แต่ไม่หนักเท่านี้ 

ฟาโรห์รับมือกับตั๊กแตนไม่ไหว
อพยพ 10:16-20
พอเห็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่มาอย่างรวดเร็ว ตั้งตัวไม่ทันเช่นนี้
ฟาโรห์ยอมรับกับโมเสสว่า เขาทำบาปต่อพระเจ้าและต่อโมเสส ขอให้ยกโทษ  (เขาเคยพูดอย่างนี้ใน 9:27-28)และขอให้โมเสสอธิษฐานขอชีวิตจากพระเจ้าอย่างด่วน!
โมเสสเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากโมเสส เขาออกไปอธิษฐาน และพระเจ้าก็ทรงทำให้ลมตะวันตกพัดเอาฝูงตั๊กแตนไปจมในทะเลแดง ไม่เหลือแม้สักตัวเดียว ไม่เหลือแม้ซากของมัน
น่าแปลกว่า ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานให้ฟาโรห์ เขาก็กลับดื้อด้านเหมือนเดิมทั้งที่ตั้งใจว่าจะทำตัวดีขึ้น  นี่เป็นการกลับใจแบบตื้น ๆ ของคนที่ต้องการพรด่วนจากพระเจ้า

ภัยพิบัติที่เก้า ความมืด
อพยพ 10:21-29
ความมืดที่รู้สึกได้ สัมผัสได้ เป็นความมืดที่น่าสะพรึงกลัว เป็นความมืดที่ไม่ธรรมดา เราไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้าง ๆ ข้างหน้าหรือข้างหลัง อยู่ที่พื้นหรือบนหัวของเรา  ไม่มีการบอกล่วงหน้าเรื่องความมืด
พระเจ้าทรงให้โมเสสชูมือของเขาสู่ท้องฟ้า แล้วก็มีความมืดเหนือธรรมชาติเกิดในอียิปต์สามวัน
ดูเหมือนว่า พระเจ้าทรงดึงเอาการประทับอยู่ของพระองค์ในโลกนี้ออกไปจากอียิปต์  และพวกเขาก็ไม่อาจจุดไฟได้ด้วย  นี่เป็นการต่อต้านเทพที่ชื่อรา ซึ่งเป็นความเชื่อว่าเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์
ในขณะที่คนอียิปต์เจอความมืดหนาทึบ  ส่วนที่อาศัยของคนอิสราเอลเป็นปกติ พวกเขาอยู่เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
 
 ไม่ไหวแล้ว ฟาโรห์เรียกโมเสสมาคุยต่อรองอีกครั้ง โดยยอมให้คนไปทั้งหมดแต่ต้องทิ้่งฝูงสัตว์ไว้  อ้าว.. ทำอย่างนั้นไม่ได้ โมเสสบอกว่า พวกสัตว์นั้่นแหละที่จะเป็นเครื่องถวายบูชา  เราต้องเอาไปหมด เพราะยังไม่รู้ว่าจะใช้ตัวไหน แบบไหนบ้าง 

ฟาโรห์คิดว่า เขาต่อรองกับพระเจ้าได้ คิดได้อย่างไร ขนาดพระเจ้าทรงวิบัติหนักหนาสาหัสขนาดนี้ เขายังคิดต่อรองกับพระองค์อีก  ฟาโรห์ยังไม่ยอมให้ใจของเขาสยบ นอบน้อมต่อพระเจ้า

เมื่อต่อรองไม่ได้ เขาไม่อาจจะยอมที่พระเจ้าทรงต้องการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลให้ออกไป    ฟาโรห์ยังดื้อด้านสุด ๆ ไล่โมเสสออกไป …ทันที  และโมเสสก็ไม่กลัว บอกว่า จะไม่กลับมาเฝ้าโมเสสอีกต่อไป

เมื่อพระเจ้าประสงค์สิ่งใด พระองค์จะได้สิ่งนั้นแน่ แต่ระหว่างทาง ระหว่างเส้นทางที่จะไปถึงเป้าหมาย พระองค์จะทรงสำแดงว่า ทรงใหญ่ยิ่งที่สุด พระสิริของพระองค์อยู่เหนือเกียรติใด ๆ ของมนุษย์ อำนาจสูงสุดเป็นของพระองค์

ภัยพิบัติเก้าอย่างยังไม่ทำให้ฟาโรห์สยบต่อพระเจ้า …​
 
 

 

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ 10
1* ยอห์น12:40 ; อพยพ 7:4; 9:16
2* โยเอล 1:3; อพยพ. 7:5, 17; 8:22
3* 1 พงศ์กษัตริย์ 21:29;
อพยพ 4:23; 8:1; 9:1 
4* วิวรณ์ 9:3 
5* อพยพ 9:32 
6* อพยพ 8:3, 21 S 
7* อพยพ 7:5; 8:19; 9:20; 12:33 ; 23:33 


9* อพยพ 5:1; 7:16 
11* อพยพ 10:28
12* อพยพ 7:19;  10:5, 15 14*สดุดี 78:46; 105:34
; โยเอล1:4, 7; 2:1-11 
15* อพยพ 10:5 ;สดุดี 105:35 16 * อพยพ. 8:8 ; 9:27  
17* 1 พงศ์กษัตริย์ 13:6
18* อพยพ 8:30 
19* โยเอล 2:20 

20* อพยพ 4:21; 10:1;  11:10
21* อพยพ 9:22
22* สดุดี 105:28;อพยพ 3:18
23* อพยพ 8:22-23
24* อพยพ 8:8, 25; 10:8; 10:10
26* อพยพ 10:9
27* อพยพ 4:21; 10:1, 20; 144, 8
28* อพยพ 10:11
29* ฮีบรู 11:27

อพยพ 9 5 โรคระบาด 6 ฝี 7 ลูกเห็บ

ภัยพิบัติที่ห้า โรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
1  แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงไปเฝ้าฟาโรห์ และบอกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าของชาวฮีบรูตรัสว่า จงปล่อยประชากรของเราไปเพื่อให้พวกเขานมัสการเรา 2 หากเจ้ายังไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปและยังรั้งพวกเขาไว้ 
3  ดูเถิด พระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ จะลงโทษเจ้าด้วยโรคระบาดที่ร้ายแรง ให้เกิดกับฝูงม้า ลา อูฐ วัว แกะและแพะ  
4  แต่พระยาห์เวห์จะทรงทำต่อฝูงสัตว์ของอิสราเอลแตกต่างจากของอียิปต์  เพราะว่า สัตว์ของอิสราเอลจะไม่ตายแม้แต่ตัวเดียว’”
  5 พระยาห์เวห์ทรงกำหนดเวลาไว้แล้ว ตรัสว่า “พรุ่งนี้ พระยาห์เวห์จะทรงทำเช่นนี้ในแผ่นดินอียิปต์”
 6 ในวันต่อมา พระยาห์เวห์ก็ทรงทำตามที่ได้ตรัสไว้ สัตว์ของชาวอียิปต์ต่างล้มตายเป็นฝูง ส่วนสัตว์ของอิสราเอลไม่ตายแม้แต่ตัวเดียว
 7 ฟาโรห์ได้ส่งคนไปตรวจดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับสัตว์เลี้ยงของอิสราเอล พวกเขาพบว่า ไม่มีสัตว์ตายสักตัว แต่ฟาโรห์ก็ยังมีใจแข็งกระด้าง  ไม่ยอมปล่อยประชากรอิสราเอลไป 



 

ภัยพิบัติที่หก จากฝี  
8 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า “จงกอบขี้เถ้าขึ้นมาจากเตาเผา และโมเสส เจ้าจงซัดขี้เถ้าขึ้นฟ้าต่อหน้าฟาโรห์ 
9 ผงขี้เถ้าจะกลายเป็นฝุ่นเล็ก ๆ ทั่วแผ่นดินอียิปต์ และฝุ่นนั้นทำให้เกิดฝี และแตกเป็นแผลตามผิวหนังของคน และสัตว์ทั้งแผ่นดิน
10 ดังนั้น โมเสสและอาโรนจึงต่างกอบขี้เถ้าจากเตาเผาและไปเฝ้าฟาโรห์ จากนั้นก็ซัดเขม่าขึ้นฟ้า(อย่างแรงและเร็ว) ทำให้เกิดฝี แตกตามผิวหนังของคนและสัตว์
 11 เหล่าคนที่ร่ายเวทมนตร์ของอียิปต์ไม่อาจยืนต่อหน้าโมเสสได้ เพราะพวกเขาทุกคนต่างมีฝีขึ้นตามตัวเหมือนกับชาวอียิปต์ทุกคน
 12 แต่พระยาห์เวห์ทรงทำให้ฟาโรห์ยังคงมีใจแข็งกระด้าง ฟาโรห์จึงไม่ยอมฟังพวกเขา เหมือนอย่างที่พระยาห์เวห์ได้ตรัสไว้แล้ว


 

ภัยพิบัติที่เจ็ด: ลูกเห็บ
13 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า ​“จงลุกขึ้นแต่เช้ามืด และไปเฝ้าฟาโรห์ แจ้งแก่เขาว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสว่า จงปล่อยประชากรของเราไปให้นมัสการเรา  
14 ไม่อย่างนั้นแล้ว ครั้งนี้ เราจะลงโทษเจ้า ข้าราชการ และประชากรของเจ้าด้วยฤทธานุภาพ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า จากทั้งโลกนี้ ไม่มีใครเทียบกับเราได้ 
 15 เพราะเวลานี้ เรา จะยื่นมือของเราออกทำให้เกิดโรคระบาดกับเจ้าและประชากรของเจ้าจนเจ้าถูกทำลายไม่เหลือซากไปจากโลก ก็ย่อมได้ 
16 ที่เรายอมให้เจ้ามีชีวิตอยู่ก็เพราะว่า เพื่อจะแสดงให้เจ้าเห็นฤทธานุภาพของเรา เพื่อว่า ชื่อเสียงของเราจะเป็นที่เลื่องลือทั่วแผ่นดินโลก 
 17 เจ้าเองยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชากรของเรา ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาออกไป

18 ดังนั้น พรุ่งนี้ เวลานี้ เราจะส่งพายุลูกเห็บอย่างหนักแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอียิปต์ ตั้งแต่เริ่มเป็นประเทศจนถึงวันนี้

 

19 บัดนี้เจ้าจงส่งคนไปต้อนฝูงสัตว์ และเอาทุกสิ่งที่อยู่ในทุ่งเก็บเข้าที่ให้ปลอดภัย  เพราะลูกเห็บจะตกลงมาบนทุกคนหรือสัตว์ที่ยังอยู่ในทุ่ง หากไม่ได้พาพวกเขาเข้าที่กำบัง ก็จะตายสิ้น’”

20 มีข้าราชการของฟาโรห์บางคนยำเกรงพระดำรัสของพระยาห์เวห์ พวกเขาก็รีบนำทั้งทาสและสัตว์เข้าไปในที่กำบัง  
21 แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่ใส่ใจพระดำรัสของพระยาห์เวห์ พวกเขาปล่อยทั้งทาสและสัตว์เลี้ยงไว้ในทุ่งโล่ง 
22 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงยกมือขึ้นฟ้า แล้วลูกเห็บจะตกทั่วแผ่นดินอียิปต์  ตกลงบนประชาชน สัตว์เลี้ยง และบนพืชที่ปลูกในไร่นาของอียิปต์

23 เมื่อโมเสสยกไม้เท้าของเขาขึ้นสู่ฟ้า พระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้เกิดทั้งฟ้าผ่าและลูกเห็บ ยังมีฟ้าแลบแปลบปลาบมายังโลก พระองค์ทรงทำให้ลูกเห็บตกลงมาทั่วแผ่นดินอียิปต์ 
24 มีทั้งลูกเห็บ และฟ้าแลบไปพร้อมกับลูกเห็บตก  นี่เป็นพายุลูกเห็บครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สร้างเป็นประเทศอียิปต์ขึ้นมา
25 ลูกเห็บได้ตกลงมาบนผู้คน สัตว์เลี้ยงที่อยู่ในทุ่งโล่งทั่วไปในแผ่นดินอียิปต์  ทั้งยังทำลายทุกสิ่งที่ปลูกเอาไว้ในทุ่ง ได้ทำลายต้นไม้ทุกต้น
26 แต่ดินแดนโกเชนที่ชาวอิสราเอลอาศัยอยู่กลับไม่มีลูกเห็บตกเลย  
27 ฟาโรห์ส่งคนมาตามโมเสสและอาโรน และกล่าวกับเขาว่า “ครั้งนี้ เราบาปไปแล้ว และประชาชนของเราก็เป็นฝ่ายผิดด้วย
28 ขอให้เจ้าอธิษฐานทูลพระยาห์เวห์ เพราะตอนนี้ทั้งฟ้าผ่า ทั้งลูกเห็บที่ตกลงมานั้นมันมากเกินไปแล้ว  เราจะปล่อยพวกเจ้าไป เจ้าไม่ต้องอยู่ในแผ่นดินอีกต่อไป”
 29 โมเสสทูลฟาโรห์ว่า “เมื่อข้าพเจ้าออกจากเมืองและข้าพเจ้าจะชูมืออธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ แล้วฟ้าผ่าพร้อมกับพายุลูกเห็บก็จะหยุดลง  แล้วท่านจะทราบว่า โลกนี้เป็นของพระยาห์เวห์
30  แต่ข้าพเจ้ารู้ว่า องค์ท่านและข้าราชการของท่านก็ยังไม่ยำเกรงพระยาห์เวห์ 
31 ต้นป่านซึ่งกำลังออกดอก และข้าวบาร์เลย์กำลังออกรวง ดังนั้น ทั้งสองพันธุ์จึงถูกทำลายไป
32 แต่ทั้งข้าวสาลีและข้าวสาลีป่า ไม่เสียหายเพราะออกรวงช้ากว่า
33 โมเสสลาจากฟาโรห์และออกไปนอกเมือง  เขาชูมือขึ้นฟ้าต่อพระยาห์เวห์ แล้วพายุลูกเห็บ ฟ้าผ่าก็หยุดลง  ฝนก็หยุดตกด้วย 
34 เมื่อฟาโรห์ทรงเห็นว่า ฝน ลูกเห็บ และฟ้าคึกคะนองได้จบลง ก็ทำบาปอีก ทั้งฟาโรห์และข้าราชการต่างพากันมีใจดื้อดึงแข็งกระด้าง และไม่ยอมปล่อยประชากรอิสราเอลออกไป เหมือนอย่างที่พระยาห์เวห์ได้ตรัสกับโมเสสไว้แล้ว  

อธิบายเพิ่มเติม

ภัยพิบัติที่ห้า โรคระบาดในฝูงสัตว์
อพยพ 9:1-7
สี่วิบัติแล้ว แต่ฟาโรห์ก็ยังไม่ยอม เขาคิดว่า อย่างไรก็ตามเดี๋ยวแต่ละวิบัติก็จะจบลง อัตตาหรือตัวตนของฟาโรห์นั้นแรงมาก เหมือนเขายังคิดไม่ออกว่า หากมีใครที่ยิ่งใหญ่กว่ามาสั่งสิ่งใด เขาควรทำตาม ความที่ฟาโรห์ถูกมองว่าเป็นเทพ
และผู้คนก็ยกย่องให้เขาเป็นเทพ เขาจึงตาบอด มองไม่เห็นความจำกัดของตนเอง ว่าเขาเป็นเพียงแค่คน ๆ หนึ่ง ที่มีความสามารถแค่คน เขาอาจมีเหล่าหมอผี ผู้เล่นคาถาอาคมอยู่ข้าง ๆ แต่นั่นไม่ได้ประกันว่า เขาจะชนะ

ฟาโรห์ซึ่งถือว่าเป็นตนเองเทพเคยพูดกับโมเสสและอาโรนว่า “ใครคือพระเจ้าที่ข้าควรเชื่อฟังพระองค์?” และเราพบว่าพระเจ้าทรงแนะนำพระองค์เองต่อฟาโรห์ผ่านภัยพิบัติหลายครั้ง ดังนั้นฟาโรห์ไม่เพียงแต่จะรู้ว่าพระองค์เป็นใครเท่านั้น แต่ยังรู้ว่าพระยาห์เวห์ทรงยิ่งใหญ่กว่าเทพทั้งหลายของเขามากเพียงใด

นี่เป็นครั้งที่ห้าซึ่งฟาโรห์ได้ถูกย้ำเตือนว่า ฟาโรห์ต้องปล่อยประชากรของพระเจ้าเที่ยงแท้ออกไปนมัสการพระองค์ ครั้งนี้ ทรงบอกล่วงหน้าให้ฟาโรห์มีโอกาสเปลี่ยนใจแล้วยอมปล่อยคนของพระองค์ไป

พระเจ้าทรงย้ำให้ฟาโรห์รู้ว่า สัตว์เลี้ยงของคนอิสราเอลจะไม่ต้องเจอกับโรคระบาดเหมือนคนอียิปต์  เรื่องนี้เหมือนเรื่องของตัวเหลือบ พระเจ้ากำลังบอกฟาโรห์ว่า พระองค์อยู่ฝ่ายอิสราเอล

สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ถูกประหาร แต่สัตว์กลับเจอโรคระบาดที่ทรมานมาก และที่สำคัญ พวกนักบวชของอียิปต์ก็ไม่สามารถถวายเครื่องบูชาประจำของพวกเขาได้ พระองค์กำลังสู้กับทั้งคนและเทพของอียิปต์ 

ฟาโรห์ส่งคนไปดูว่า ในพื้นที่อาศัยของคนอิสราเอลเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าเป็นอย่างที่โมเสสบอกไว้ ไม่มีสัตว์ตัวใดติดโรคระบาดเลย …

แต่ฟาโรห์ก็ยังไม่ยอมพระเจ้าอยู่ดี
 

ภัยพิบัติที่หก จากฝี  
อพยพ 9:8-12
การกอบขี้เถ้าซัดขึ้นฟ้าในธรรมเนียมของอียิปต์  ก็คือเหล่าปุโรหิตของวิหารอียิปต์ทำเพื่อเป็นการอวยพรแก่ประชาชน  แต่การที่โมเสสและอาโรนทำเช่นเดียวกันแต่กลับกลายเป็นฝุ่นเล็ก ๆ ที่เกาะตามตัวคน และทำให้เกิดฝี
ซึ่งลักษณะแบบนี้ ก็เกิดขึ้นประปรายในอียิปต์ เมื่อมีพายุทรายพัดเข้ามา และทำให้ผู้คนกลายเป็นโรคผิวหนัง
เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงใช้สิ่งที่พวกเขาเคยพบเจอ แต่ระดับของความรุนแรงนั้น เป็นแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ครั้งนี้พวกนักบวชและคนร่ายเวทย์มนตร์ของอียิปต์ไม่มีแรงที่จะต้านโมเสสกับอาโรน เพราะพวกเขาก็เป็นฝีเช่นกัน
ข้อสิบสองบอกว่า พระเจ้าทรงทำให้ฟาโรห์ยังคงมีใจแข็งกระด้าง นั่นคือ เขาใจแข็งอยู่แล้ว พระเจ้าก็ทรงตามใจเขา เพิ่มความดื้อด้านให้เขาอีกอย่างที่เขาเป็น

ภัยพิบัติที่เจ็ด: ลูกเห็บ
อพยพ 9:13-26
ครั้งนี้ พระเจ้าทรงให้โอกาสฟาโรห์ตัดสินใจอีกยี่สิบสี่ชั่วโมง
ถ้าไม่ยอมจะได้เจอลูกเห็บขนาดใหญ่แบบที่อียิปต์ไม่เคยเห็นมาก่อน  พระเจ้าทรงสำแดงให้ฟาโรห์รู้ว่า ในโลกนี้ ไม่มีเทพใด กษัตริย์องค์ใด คน ๆ ใดจะมาเทียบกับพระองค์ได้ ทรงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจสูงสุด  พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะให้พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักทั่วแผ่นดิน ที่จริงตอนที่ริ้นขึ้นตัวพวกเขา เหล่านักบวช ผู้ร่ายเวทย์มนตร์ของฟาโรห์ได้แจ้งแล้วว่า วิบัติที่เกิดขึ้นมาจากนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า พวกเขายังกลัว แต่ฟาโรห์ไม่กลัวเลย

ครั้งนี้ทรงแจ้งให้รู้ว่า ที่พระองค์ทรงส่งวิบัติมาเป็นเรื่องเล็ก เพราะพระองค์จะทำลายพวกเขาเสียทันทีย่อมได้ แต่พระองค์ไม่ทรงเลือกวิธีนั้น ทรงเลือกที่จะทำให้คนทั้งหลายได้รู้จักว่าพระองค์ยิ่งใหญ่เพียงใด และชีวิตพวกเขาจะเปลี่ยนเมื่อหันมานับถือติดตามพระองค์ ผู้เป็นแหล่งชีวิต 

ข้อสิบหก น่าสนใจว่า ที่พระเจ้าทรงยอมให้ฟาโรห์มีชีวิตอยู่ หรือความหมายคือให้ยืนอยู่ได้  ให้เป็นกษัตริย์ ก็เพื่อเขาจะได้เห็นฤทธานุภาพของพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเห็นเป็นอย่างมาก ไป ๆ มา ๆ ความดึงดันของฟาโรห์นี่เองที่ทำให้คนทั้งโลกได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และเห็นความไม่สามารถของเขาเอง 

ข้อสิบเจ็ด ฟาโรห์ประกาศความเป็นศัตรูกับประชากรของพระเจ้าด้วยการกักพวกเขาไว้ ไม่ให้มีเสรีภาพที่จะนมัสการพระเจ้า ฟาโรห์ได้ยกตัวเองขึ้นเหนือพระเจ้า

พระเจ้าทรงเตือนให้คนอียิปต์เอาสัตว์เลี้ยงไปไว้ในที่กำบัง มีทั้งคนเชื่อฟัง และคนที่ไม่ใส่ใจ  สุภาษิตบอกว่า คนที่มีปัญญาเห็นภัยก็ไปหลบ แต่คนโง่เดินเซ่อไป แล้วก็พบอันตราย  ไม่ว่าจะมีการเตือนเรื่องใด เป็นการฉลาดที่จะหลบและเตรียมตัวให้พร้อม แต่ฟาโรห์ไม่ได้แสดงความฉลาดเลย เขาตาบอด มองไม่เห็นความทุกข์ยากของประชาชน

วันต่อมาพระเจ้าทรงให้เกิดฟ้าผ่า ฟ้าแลบ เสียงดังที่น่าสะพรึงยิ่งนัก วิบัติครั้งนี้มีเสียงที่ดังสนั่น รุนแรง  นี่เป็นเสียงของพระเจ้าที่กำลังตรัสกับชาวอียิปต์​ (สดุดี 29:3)และลูกเห็บตกลงมามากมาย ครั้งใหญ่ที่สุดในอียิปต์
ลูกเห็บนั้นรุนแรงโถมลงมามากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในแผ่นดินอียิปต์นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมาข้อสามสิบสามบอกเราว่าเป็นพายุลูกเห็บที่มีฝนด้วย
ก้อนลูกเห็บนี้ตกลงมาไม่เลือกคน ทุ่ง ไร่นา  ได้ทำลายต้นไม้ใหญ่ทุกต้น  แต่แล้ว คนอียิปต์ในโกเชนกลับไม่เจอปัญหานี้เลย!

คนที่เคยเจอลูกเห็บแรง ๆ จะรู้ว่า กระเบื้องหลังคาบ้านยังแพ้ลูกเห็บเลย  ครั้งนี้ แรงกว่าที่เราเคยเจอกันในประเทศของเรามากนัก 

อพยพ 9:27- 30
ไม่ว่าฟาโรห์จะพบเจอกับวิบัติหนักขนาดไหน เหมือนเขารู้ว่า เดี๋ยวมันจะจบลง  เขาก็จะใจแข็งกระด้างอีก โมเสสก็รู้ดีว่าฟาโรห์จะไม่ยอมอ่อนข้อ
แต่ถึงแม้ว่า มาเรียกตัวเขาไป และกล่าวยินยอม
คราวนี้ โมเสสมั่นใจแล้วว่า กี่ครั้ง ต่อกี่ครั้งที่ฟาโรห์พบเจอภัยพิบัติ เขาก็จะไม่เปลี่ยนใจที่ดึงดันของเขา  ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าทรงให้โอกาสเขาเปลี่ยนใจครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ พระเจ้าก็ยังทรงเห็นแก่ประชากรอียิปต์ ทรงให้ไร่ข้าวสาลีไม่ต้องเจอกับลูกเห็บเพราะยังไม่ออกรวง

เป็นอย่างที่โมเสสคิด เมื่อโมเสสชูมือขึ้นฟ้าต่อพระยาห์เวห์​ พายุลูกเห็บ ฝน ฟ้าผ่า ฟ้าแลบก็หยุดลง แล้ว ฟาโรห์ก็ใจแข็งดื้อขึ้นมาอีก  เขาทำบาปมากขึ้น ทำใจให้แข็งขึ้นเหมือนจะคิดว่า ถึงมีวิบัติก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวขอให้พระเจ้าหยุดก็ได้  การไม่กลับใจทั้ง ๆ ที่ได้รับพระคุณนั้น ทำให้เรากระด้างต่อพระเจ้ามากขึ้นทุกครั้ง 

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ 9
1* อพยพ 4:23; 8:1; 7:16
2* อพยพ 8:2
3* อพยพ 7:4
4* อพยพ 8:22
6*สดุดี 78:48, 50
7* อพยพ 7:14; 8:32
9* วิวรณ์ 16:2
10* เฉลยธรรมบัญญัติ   28:27
11* อพยพ 8:18, 19; โยบ 2:7

12* อพยพ 7:13; 4:21
13* อพยพ 8:20; 9:1
14* อพยพ 8:10
15* อพยพ 3:20; 7:5; 5:3
16* โรม 9:17, 18; อพยพ 7:4- 5; 10:l; 11:9; 14:17 ; 1 พงศ์กษัตริย์ 8:43
20* สุภาษิต 13:13; อพยพ 8:19; 10:7
22* วิวรณ์ 16:21
23* โยชูวา 10:1
25* สดุดี 78:47-48; 105:32-33

26* อพยพ 8:22- 23; 9:4, 6; 10:23; 11:7; 12:13
27* อพยพ 8:8; 9:34; 10:16-17; 2 พงศาวดาร 12:6
28* อพยพ 8:8, 28; 10:17; 8:25; 10:8, 24
29* อิสยาห์ 1:15; สดุดี 24:1
30* อิสยาห์ 26:10
31* รูธ  1:22; 2:23
33* อพยพ 8:12; 9:29
35* อพยพ 4:2l