ปฐมกาล 37 ฝันของโยเซฟ

 ความฝันที่ทำให้เกลียด
1 ส่วนยาโคบตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินที่พ่อของเขาอาศัยอยู่คือแผ่นดินคานาอัน
2 นี่เป็นเรื่องราวเชื้อสายของยาโคบ เมื่อโยเซฟอายุสิบเจ็ดปี เขาไปเลี้ยงสัตว์กับพี่ชายคนละแม่ พี่ ๆ เป็นลูกชายของบิลฮาห์ และศิลปาห์ และเขามักกลับมารายงานความผิดของพี่ ๆ ให้พ่อฟัง
3 อิสราเอล (ยาโคบ) รักโยเซฟมากกว่าลูกชายคนอื่น ๆ เพราะโยเซฟเกิดมาตอนที่เขาอายุมากแล้ว  ดังนั้น เขาจึงเย็บเสื้อคลุมยาวหลายสีให้โยเซฟ
4 เมื่อพี่ชายเห็นว่า พ่อรักโยเซฟมากกว่า พวกเขาจึงเกลียดชังโยเซฟและไม่ยอมพูดดีกับโยเซฟ
5 แล้วโยเซฟก็ฝัน และเมื่อเขาเล่าความฝันให้กับพวกพี่ ๆ พวกเขาก็ยิ่งเกลียดโยเซฟมากขึ้นไปอีก
6 เขากล่าวกับพี่ ๆ ว่า “มาฟังความฝันของฉันสิ
7 ฉันฝันว่า เรากำลังมัดฟ่อนข้าวในทุ่ง ทันใดนั้นฟ่อนข้าวของฉันก็ตั้งขึ้น ส่วนของพี่ ๆ ก็เข้ามาห้อมล้อมและโค้งคำนับฟ่อนข้าวของฉันด้วย
8“นี่เจ้าตั้งใจจะปกครองเหนือพวกเราอย่างนั้นหรือ?” พี่ ๆ ถาม “เจ้าจะปกครองพวกเราจริง ๆ หรือ?”
ดังนั้น พวกเขาก็ยิ่งเกลียดโยเซฟมากขึ้นอีกเพราะความฝันและคำกล่าวของโยเซฟเอง

9 ต่อมา โยเซฟก็ฝันอีก และเล่าความฝันให้พี่ชายฟัง
“ดูสิ.. ฉันฝันอีก คราวนี้ฉันฝันเห็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ และดาวอีกสิบเอ็ดดวงโค้งคำนับฉัน”
10 เขาเล่าความฝันให้พ่อและพี่ ๆ ฟัง แต่พ่อก็ตำหนิเขาว่า “ความฝันของเจ้านี่ หมายความว่าอย่างไรกัน? นี่หมายความว่า แม่และพี่ ๆ ของเจ้าจะมาโค้งคำนับเจ้าถึงดินอย่างนั้นหรือ?
11 พวกพี่ชายอิจฉาโยเซฟ แต่พ่อเก็บเรื่องนี้ที่เขาพูดไว้ในใจ

ต้องตามหาพี่ให้เจอ
12 ในเวลาต่อมา พี่ชายของโยเซฟพาฝูงสัตว์ของพ่อไปกินหญ้าใกล้เมืองเชเคม
13 อิสราเอลพูดกับโยเซฟว่า “พี่ชายของเจ้ากำลังพาแพะแกะไปเลี้ยงที่เชเคมไม่ใช่หรือ? เตรียมตัวเดี๋ยวนี้ พ่อจะส่งเจ้าไปหาพวกเขา”
“ลูกพร้อมแล้วขอรับ” เขาตอบ

14 แล้วอิสราเอลบอกเขาว่า “จงไปเดี๋ยวนี้ ดูว่า พวกพี่ ๆ กับฝูงสัตว์เป็นอย่างไร และกลับมาบอกพ่อ”เขาจึงส่งลูกชายจากหุบเขาเฮโบรนไป แล้วโยเซฟก็ไปถึงเชเคม 
15 ชายคนหนึ่งเห็นเขาเดินวนไปมาในทุ่งจึงถามว่า“เจ้ากำลังหาอะไรอยู่?”
16 “ฉันกำลังตามหาพวกพี่ชาย” โยเซฟตอบ “ท่านบอกได้ไหมว่า พวกเขากำลังเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ไหน?”
17 “พวกเขาย้ายไปจากที่นี่แล้ว”
ชายคนนั้นตอบ “ข้าได้ยินพวกเขาพูดกันว่าไปโดธานกันเถอะ” ดังนั้นโยเซฟจึงออกไปตามพี่ชาย และพบพวกเขาที่เมืองโดธาน
18 พี่ชายเห็นโยเซฟแต่ไกล และก่อนที่เขาจะเข้ามาถึง พวกเขาก็วางแผนจะฆ่าน้องชาย

พี่ ๆ กำจัดน้อง
19 “นั่น ๆ นักฝันมาแล้ว!” พี่ชายพูดกัน
 20 “มาเถอะ ฆ่ามันแล้วก็โยนศพทิ้งลงไปในบ่อสักบ่อเราไปบอกว่า มีสัตว์ร้ายขย้ำกินไปแล้ว ทีนี้เราก็จะได้เห็นกันว่า ฝันนั้นจะเป็นอย่างไร!”

21 เมื่อรูเบนได้ยินอย่างนั้น เขาก็พยายามช่วยโยเซฟให้พ้นมือพวกพี่ชาย “อย่าไปฆ่าเขาเลย” เขาบอก
22 “อย่าให้ต้องเสียเลือด แค่โยนเขาลงไปในบ่อในที่ร้างก็พอ อย่าแตะต้องเขา” ที่รูเบนพูดอย่างนั้นก็เพื่อจะช่วยให้โยเซฟรอดตาย และพากลับไปหาพ่อได้
23 ดังนั้น เมื่อโยเซฟมาถึงพี่ชาย พวกเขาก็กระชากเสื้อคลุมหลายสีที่เขาสวมอยู่ออกมา
24 จากนั้นก็จับตัวเขาโยนลงไปในบ่อ บ่อนั้นเป็นบ่อแห้ง ไม่มีน้ำ!
 

พี่ชายขายโยเซฟ
ปฐมกาล 37:25-30
25 ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินอาหาร เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นคาราวานของชาวอิชมาเอลที่มาจากกิเลอาดเป็นทัพอูฐที่ขนเครื่องเทศ ยางไม้ และมดยอบไปยังอียิปต์
26แล้วยูดาห์กล่าวกับพี่น้องของเขาว่า
“พวกเราจะได้อะไรขึ้นมา หากเราฆ่าน้องชายและกลบเกลื่อนเลือดของเขา?
27 พวกเรามาขายเขาให้กับคนอิชมาเอล และไม่ต้องฆ่าเขาด้วยมือของเราเอง เพราะเขาเป็นน้องชายของเราเป็นเลือดเนื้อของเรา” พี่น้องต่างก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
 

28 ดังนั้น เมื่อพ่อค้าชาวมีเดียนผ่านมาพวกพี่ชายจึงดึงตัวโยเซฟขึ้นจากบ่อและขายเขาเป็นเงินหนัก 20 เชเขล
คนอิชมาเอลเหล่านี้ก็นำโยเซฟไปยังอียิปต์
29 เมื่อรูเบนกลับมาที่บ่อ และเห็นว่าโยเซฟไม่ได้อยู่ในบ่อนั้น เขาก็ฉีกเสื้อผ้าของตนเอง
30 เขากลับไปหาพวกน้องชาย และกล่าวว่า“เด็กคนนี้ไม่อยู่แล้ว ข้าจะทำอย่างไรดี?”

พ่อถูกหลอก
31 จากนั้น พวกเขาจึงฆ่าลูกแพะตัวหนึ่ง และเอาเสื้อคลุมของโยเซฟมาจุ่มเลือด
32พวกเขาส่งเสื้อคลุมหลายสีไปให้พ่อของพวกเขาและกล่าวว่า
“เราเจอเสื้อคลุมตัวนี้ พ่อลองดูสิว่า เป็นของลูกชายพ่อหรือเปล่า?”
33 พ่อของเขาเห็นเสื้อก็จำได้
และกล่าวว่า “นี่เป็นเสื้อลูกชายของฉัน มีสัตว์ร้ายกินเขาเสียแล้ว โยเซฟคงถูกฉีกเป็นชิ้นแน่!”
34 แล้วยาโคบก็ฉีกเสื้อของตน คาดเอวด้วยผ้ากระสอบ และร้องอาลัยลูกชายหลายวัน
35 ลูกชายทั้งหมดและลูกสาวพยายามที่จะปลอบใจ แต่เขาก็ไม่ฟังคำปลอบใจ “ไม่.. เราจะร้องครวญอาลัยลูกของเราจนถึงวันที่เราจะไปหาลูกของเราในแดน
คนตาย” พ่อจึงร้องไห้อาลัยเขาต่อไป


36 ขณะเดียวกัน ที่อียิปต์ คนมีเดียนก็ขายโยเซฟให้แก่ ข้าราชการของฟาโรห์ ชื่อโปทิฟาร์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์   

อธิบายเพิ่มเติม

 ความฝันที่ทำให้เกลียด
ปฐมกาล 37:1-5
ตอนนี้ ยาโคบมาอยู่ที่คานาอันแล้ว ในขณะที่เอซาวไปอยู่แถบเทือกเขาเสอีร์ และกำลังสร้างอาณาจักรของเขา ดูเหมือนว่าเอซาวก็มีความสุขดีกับครอบครัวและอาณาจักรของเขา  ส่วนยาโคบยังไม่มีเมืองเป็นของตนเอง มีแต่ที่ดินซึ่งซื้อจากคนที่นั่น  ปฐมกาลบทนี้ กำลังหันความสนใจมาที่โยเซฟ ซึ่งเป็นคนสำคัญในเรื่องที่เกิดขึ้นต่อไป  
โยเซฟก็กำลังเป็นวัยรุ่น เมื่อไปเลี้ยงสัตว์กับพี่ ก็มักมีเรื่องราวฟ้องพ่อเป็นประจำ
แน่นอนที่พวกพี่ ๆ ไม่อยากให้โยเซฟไปเลี้ยงสัตว์ด้วย  โยเซฟก็ช่างฟ้องเขาคงเป็นคนที่เห็นอะไรไม่ชอบมาพากล ก็ต้องหาทางจัดการโดยให้พ่อเป็นคนทำ ยิ่งกว่านั้น ยาโคบผู้เป็นพ่อกับโยเซฟมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกว่าพี่ชาย เพราะเกิดจากแม่ที่พ่อรักสุดใจ  เขามาเกิดตอนที่พ่อแก่มากแล้ว  และความลำเอียงก็แสดงออกมาชัดเจนมากจากที่ทำเสื้อหลายสีให้ลูกโยเซฟใส่  เป็นเสื้อที่ไม่เหมือนเสื้อคนเลี้ยงสัตว์ ใครที่ใส่เสื้อแบบที่ยาโคบทำให้โยเซฟก็ดูเหมือนเป็นคนจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าพี่ ๆ  เขาจะได้สิทธิหัวปีหรือเปล่านะ?
โยเซฟขี้ฟ้อง พ่อแสดงออกชัดเจนว่า พ่อรักมากกว่า  และพ่อก็รักราเชลแม่ของโยเซฟให้พวกพี่ ๆ เห็นมาตั้งแต่เด็ก ทำให้พี่ ๆ ไม่อาจจะรักน้องคนนี้ได้  แล้วที่ทำให้พี่เกลียดชังเขามากขึ้นไปอีกเพราะเนื้อหาของฝันที่โยเซฟเพียรเล่าให้พี่ฟัง 

ฟังความฝันกันเถอะ
ปฐมกาล 37:6-11
เนื้อความของฝันแรกทำให้พี่ชายยิ่งโกรธ  ขณะที่ทุกคนกำลังทำงานแบบเดียวกัน กำลังมัดฟ่อนข้าว  อยู่ ๆ ฟ่อนข้าวของโยเซฟตั้งขึ้น และฟ่อนข้าวของพี่ ๆ ก็เข้ามาห้อมล้อม และโค้งคำนับฟ่อนโยเซฟ    เป็นความฝันที่ไม่ต้องแปลความมาก เพราะบอกตรง ๆ ว่า พวกพี่ชายจะเข้ามาเป็นรองน้องชาย

ส่วนความฝันที่สองเป็นการย้ำฝันแรก ว่าดาวอีกสิบเอ็ดดวงพร้อมอาทิตย์และจันทร์แสดงความเคารพเขาด้วย .. ยาโคบเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง เขาไม่พูดอะไรในขณะที่พวกพี่ ๆ โวยวายและโกรธมาก และยังอิจฉาโยเซฟมากด้วย

พระเจ้าเคยตรัสกับยาโคบด้วยการตรัสตรง ๆ กับเขา แต่มาตอนนี้ พระเจ้ากำลังตรัสกับโยเซฟด้วยความฝัน พระองค์ทรงใช้วิธีหลายอย่างที่ติดต่อ สื่อสารกับมนุษย์ (ฮีบรู 1:1)
ฝันของโยเซฟนั้นมาจากพระเจ้าโดยตรง บอกให้เขารู้ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้น อีกไม่กี่สิบปี ทุกอย่างก็เกิดขึ้นตามนั้น ทั้งพ่อและพี่มองไม่เห็นอะไรเลย เพราะพวกเขาไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้าอย่างพระเจ้าได้  (ปฐมกาล 40:8; 41:16, 25,28) แต่โยเซฟเองมองเห็นว่าสำคัญ เขาจึงเล่าให้พี่ ๆ ฟังทั้งที่รู้ว่าจะถูกเกรี้ยวกราด
หลายคนอาจเห็นว่านี่เป็นแค่โยเซฟอยากจะอวด  แต่หากเราติดตามโยเซฟไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นว่า เนื้อแท้แล้ว เขาเป็นคนอย่างไร 

ต้องตามหาพี่ให้เจอ
ปฐมกาล 37:12-18
มีสิ่งที่เราอาจไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นในช่วงนี้  ยาโคบรู้ว่า พี่ชายของโยเซฟไปที่เชเคม
พื้นที่อันตรายที่พวกเขาไม่ควรไป เพราะเคยสังหารหมู่ผู้คนแถบนั้นมาก่อนแล้ว  พื้นที่นี้อยู่ห่างจากเฮโบรนไปทางเหนือ ประมาณ 96  กิโลเมตร ไปไกลมาก เรารู้ว่ายาโคบมีที่ดินอยู่แถบนั้นด้วย (33:19)   
เมื่อไปถึงเชเคมก็ตามหาพี่ชายแต่ไม่พบ ชายคนหนึ่งแถบนั้นบอกเขาว่า พวกพี่ ๆ ย้ายไปแถบเมืองโดธานแล้ว ซึ่งเท่ากับต้องเดินเท้าขึ้นไปทางเหนืออีก 27 กิโลเมตร  เดินไปหาพี่ชายร้อยกว่ากิโลเมตร เพื่อไปดูว่าพี่เป็นอย่างไรบ้างตามคำสั่งของพ่อ  พ่ออาจจะไม่สบายใจที่ลูกชายคนโตหลายคนหายไปนาน ไม่มีข่าวบอกกลับมา เลยสั่งลูกชายคนโปรดไปดูแล ซึ่งถ้าเป็นพ่อคนอื่นอาจไม่ทำอย่างนั้น
ที่น่าสังเกตคือ พี่ชายเห็นน้องมาแต่ไกล … เวลานั้นเอง พวกเขาก็วางแผนฆ่าน้อง
ไม่อย่างนั้นเจ้าน้องคนนี้จะทำเรื่องให้มีปัญหากับพ่อ  และวันหนึ่งอาจจะเป็นใหญ่กว่าพวกเขา ทำให้พวกเขาต้องนบนอบให้อย่างที่ฝันไว้จริง
จัดการกำจัดน้องเสียวันนี้ ทุกอย่างน่าจะจบ


พี่ ๆ  กำจัดน้อง
ปฐมกาล 37:19-24
พี่สิบคน เห็นน้องชายต่างแม่เดินมาหา ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ทุกคนกลับหมั่นใส้ พร้อมที่จะปลิดชีวิต .. พวกเขากล่าวถึงฝันของโยเซฟว่าไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าพวกเขากำจัดน้องไปแล้ว
แต่พี่ชายคนโตคือรูเบนทัดทานเอาไว้ ขอให้แค่ทิ้งลงบ่อเป็นพอ เขาไม่ต้องการให้พ่อมีปัญหา เขาพอจะรู้ว่า พ่อจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรในครอบครัว ใจก็คิดว่าจะแอบกลับมาช่วยน้อง
อย่างแรกที่พวกพี่ทำกับน้องคือ กระชากเสื้อคลุมหลายสีที่ย้ำความรักของพ่อออก แล้วจับตัวน้องชายโยนลงบ่อแห้ง …​

พี่ชายขายโยเซฟ
ปฐมกาล 37:25-30
เวลานั้น รูเบนไปไหน ไม่มีใครรู้ พี่น้องกำลังนั่งกินอาหารกันอยู่ก็เห็นพ่อค้าอิชมาเอลผ่านมา เป็นเวลาเดียวกับที่โยเซฟเอง น่าจะตะโกนขอร้องพวกเขาให้ไว้ชีวิต ขอร้องให้พี่พาเขากลับบ้านจนเสียงแหบแห้ง    พวกเขาเป็นทั้งคนอิชมาเอลและคนมีเดียนผสมกัน เป็นเผ่าที่เร่ร่อน และคนชุดนี้เป็นพ่อค้าขายของทุกชนิด
แม้กระทั่งขายคน
ทันใดนั้นเอง  ยูดาห์ให้ความเห็นว่า การฆ่าโยเซฟไร้ประโยชน์ มีแต่เสีย ถ้าขายไปได้ทั้งเงินและเลือดของน้องก็ไม่ติดมือพวกเขา  ทุกคนก็เห็นด้วย ….

พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ในเวลานี้ ..ทรงไว้ชีวิตโยเซฟ และพระองค์กำลังนำเขาไปในที่ ๆ ทรงเตรียมไว้ให้เขา ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างดูเหมือนจบแล้วสำหรับชีวิตของโยเซฟ แต่พระเจ้าทรงทำการของพระองค์อยู่   นี่เป็นช่วงเวลาในชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่เป็นพยานกับเราว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วยตลอดเวลา พระเจ้าทรงมีแผนต่อไปสำหรับชีวิตเราเสมอ

แล้วโยเซฟก็ถูกขายไปแล้ว พอให้พี่ ๆ แบ่งเงินได้เท่า ๆ กัน แต่รูเบนที่หายไปก่อนหน้ากลับมาเห็นว่าไม่มีโยเซฟในบ่อก็ร้องโวยวาย ฉีกเสื้อผ้า แล้วบอกว่าเด็กไม่อยู่แล้ว จะทำอย่างไรกันดี …​พวกเขาจึงทำตามแผนเดิม (20)

เราจะเห็นรูเบน  พี่ชายคนโตเป็นคนที่เข้าร่วมในการปล้นเชเคม  แม้จะไม่ได้เป็นคนฆ่าสังหาร (34:27-29)  เป็นคนที่ไปนอนกับภรรยาของพ่ออีกคน  (35:21-22) เป็นคนที่พยายามช่วยน้องแต่แล้วก็ไม่สำเร็จ รูเบนเป็นคนดีครึ่ง ๆ กลาง ๆ เขาเป็นพี่คนโต แต่เขาไม่ได้สิทธิของลูกชายคนโต

พ่อถูกหลอก
ปฐมกาล 37:31-36
ยาโคบลืมไปว่า ตนเองเคยหลอกคนอื่นมาทั้งชีวิต ตอนนี้ พวกลูกชายก็มาหลอกเขา  คำพูดของพวกลูกชายนั้นแค่แนะด้วยคำถามนำว่า เราเจอเสื้อคลุมตัวนี้ เสื้อตัวนี้เป็นของโยเซฟหรือเปล่า พวกเขาไม่ได้บอกอะไรแต่ให้พ่อสรุปเอาเอง
ยาโคบเคยหลอกพ่อด้วยหนังแพะ ตอนนี้ลูกหลอกเขาด้วยเลือดของลูกแพะ
และยาโคบก็สรุปเองจริง ๆ ว่า โยเซฟถูกสัตว์ร้ายฉีกเนื้อไปเสียแล้ว
เขาฉีกเสื้อตัวเองเพราะทุกข์โศก เสียใจยิ่งนัก ร้องไห้ถึงโยเซฟไม่หยุดหลายวัน
พี่ชายทุกคนก็ใจแข็งไม่บอกความจริง
การปลอบใจของลูกคนไหนก็ไม่ช่วย พวกเขายิ่งถูกย้ำว่า พ่อรักโยเซฟมากกว่าใคร ๆ  นี่ยิ่งทำให้พวกเขาช้ำใจนัก  พวกเขาอิจฉาโยเซฟมาตลอด ตอนนี้ยิ่งเป็นมากขึ้น แต่ก็สะใจไปพร้อม ๆ กัน 
ส่วนโยเซฟเองถูกขายไปบ้านของโปติฟาร์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์  เขาไม่ได้ถูกขายในตลาดค้าทาส แต่พระเจ้าทรงส่งเขาตรงไปใกล้ฟาโรห์อย่างไม่คาดฝัน …​ แต่ระยะความใกล้นี้ ก็ใช้เวลานานมากทีเดียวกว่าที่เขาจะได้ไปถึงเป้าหมายที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 37
1* ปฐมกาล 17:8; 23:4; 28:4; 36:7
2* 1 ซามูเอล 2:22-24
3* ปฐมกาล 44:20; 37:23, 32
4* ปฐมกาล 27:41; 49:23
7* ปฐมกาล 42:6, 9; 43:26; 44:14
9* ปฐมกาล 46:29; 47:25
10* ปฐมกาล 27:29
11* กิจการ 7:9; ดาเนียล 7:28
12* ปฐมกาล 33:18-20


14* ปฐมกาล 13:18; 23:2, 19; 35:27
16* บทเพลงโซโลมอน 1:7
17* 2 พงศ์กษัตริย์ 6:13
18* มาระโก 14:1
20* สุภาษิต 1:11
21* ปฐมกาล 42:22
23* มัทธิว 27:28
25* สุภาษิต 30:20; ปฐมกาล 16:11-12; 37:28, 36; 39:1; เยเรมีย์ 8:22
26* ปฐมกาล 37:20

27* 1 ซามูเอล 18:17;
28* ผู้วินิจฉัย 6:1-3; 8:22, 24; มัทธิว 27:9
29* โยบ 1:20
30* ปฐมกาล 42:13, 36
31* ปฐมกาล 37:3, 23
33* ปฐมกาล 37:20
34* 2 ซามูเอล 3:31; ปฐมกาล 50:10
35* 2 ซามูเอล 12:17; ปฐมกาล 25:8; 35:29; 42:38; 44:29,31
36* ปฐมกาล 39:1

ปฐมกาล 36 วงศ์วานเอซาว

เอซาวและภรรยาทั้งสามและลูกชาย

ส่วนใหญ่เป็นชาวเอโดม

ลูกชายทั้งห้ากับหลานชายอีกสิบคน

เราจะเห็นชนอามาเลขในสายนี้

ผู้นำเอโดมที่สืบทอดมาจากเอซาว

หัวหน้าของคนโฮรี(โฮไรต์)ที่ชาวโอโดมแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์

กษัตริย์ของเอโดม และรายชื่อหัวหน้าที่เป็นลูกหลานของเอซาว 

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 36:1-5
เราอาจสงสัยว่า เหตุใดผู้เขียนคือโมเสส จึงใส่ลำดับวงศ์วานของเอซาวเอาไว้ด้วย เพื่อให้เห็นความซื่อตรงของพระเจ้าที่มีต่ออับราฮัม ลูกหลานของเอซาวก็มีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอลด้วย แม้ลูกหลานของโลท อิชมาเอล ก็มีเรื่องราวของเขาบันทึกไว้ด้วยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล
ลูกหลานของเอซาวไม่ได้มาจากภรรยาที่เป็นคนนอกเท่านั้น แต่ยังมีหลานสาวของอับราฮัมมาเป็นภรรยาของเอซาวด้วย จำได้ไหมที่เอซาวไปแต่งงานกับลูกสาวของอิชมาเอล

ปฐมกาล 36:6-30
ลูกหลานเอซาวเกิดในคานาอัน แล้วย้ายออกไป ส่วนลูกหลานยาโคบเกิดที่ปัดดานอาราม (ยกเว้นเบนยามิน) แล้วย้ายเข้ามา สองครอบครัวนี้ต้องแยกจากกันเพราะพวกเขาต่างมีฝูงสัตว์ใหญ่โตมาก
เมื่อเราอ่านเรื่องของวงศ์วานเอซาว แม้วงศ์วานของอิชมาเอล เราอาจไม่ได้เรื่องราวละเอียดเหมือนกับวงศ์วานของยาโคบ แต่เราก็เห็นได้ว่า พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเชื่อพระเจ้า พระยาห์เวห์ที่ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้

ปฐมกาล 36:31-43
ลูกหลานของเอซาวก็ได้เป็นกษัตริย์มีหลายชาติเสียด้วย พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าแล้ว และสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริง
ในข้อ 43 เป็นการสรุปชัดเจนว่า พวกเขาต่างแบ่งพื้นที่กันปกครอง ครอบครัวนี้มีอิทธิพลไม่น้อยในพื้นที่แถบนั้น และพวกเขาก็ไม่มายุ่งกับพื้นที่ในคานาอันด้วย

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 36
1* ปฐมกาล 25:30
2* ปฐมกาล 26:34; 28:9; 2 พงศ์กษัตริย์ 7:6; ปฐมกาล 36:25
3* ปฐมกาล 28:9
4* 1 พงศาวดาร 1:35
7* ปฐมกาล 13:6, 11;17:8; 28:4
8* ปฐมกาล 32:3; 36:1, 19

10* 1 พงศาวดาร 1:35
12* กันดารวิถี 24:20
20* 1 พงศาวดาร 1:38-42; ปฐมกาล 1:46
24* เลวีนิติ 19:19
28* โยบ 1:1
31* 1 พงศาวดาร 1:43
32* ปฐมกาล 10:11

ปฐมกาล 35 ราเชลจากไป

“The Death of Rachel” by the Italian artist Antonio Carneo, 1660–1670

ยาโคบขึ้นไปเบธเอล
1 แล้วพระเจ้าตรัสกับยาโคบว่า “จงลุกขึ้นไปยังเบธเอล แล้วตั้งถิ่นฐานที่นั่น ให้สร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเจ้าผู้ทรงปรากฏแก่เจ้าเมื่อเจ้าหนีจากเอซาวพี่ชายของเจ้า”
2 ดังนั้นยาโคบจึงกล่าวกับคนในครอบครัวและคนที่อยู่กับเขาว่า “ให้เจ้าทุกคนกำจัดเทวรูปต่างชาติทั้งสิ้นที่อยู่กับเจ้า ชำระตัวให้บริสุทธิ์ และเปลี่ยนเสื้อผ้าของเจ้าเสีย
3 แล้วให้ลุกขึ้น และขึ้นไปยังเบธเอล เราจะสร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้าที่นั่น พระองค์ทรงตอบเราในวันที่เราพบความทุกข์ใจ ทรงอยู่กับเราไม่ว่าเราไปที่ไหน”
4 ดังนั้นพวกเขาจึงเอาเทวรูปต่างชาติทั้งหมดส่งให้ยาโคบ รวมทั้งต่างหู และยาโคบก็ได้ฝังของเหล่านั้นใต้ต้นโอ๊กใกล้กับเชเคม
5 ตอนที่พวกเขาเริ่มออกเดินทาง  ก็เกิดความกลัวในหมู่คนที่อาศัยแถบนั้น พวกเขาจึงไม่ได้ไล่ตามลูกชายของยาโคบไป
6 แล้วยาโคบกับคนทั้งหมดที่ร่วมทางก็ไปถึงเมืองลูส (คือเมืองเบธเอล)ในแผ่นดินคานาอัน 7 ยาโคบได้สร้างแท่นบูชาขึ้นที่นั่น และเขาเรียกสถานที่นั้นว่า เอล เบธเอล (พระเจ้าของเบธเอล) เพราะเป็น สถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์แก่ยาโคบตอนที่เขาหนีพี่ชายไป
8 ต่อมา พี่เลี้ยงของเรเบคาห์ คือเดโบราห์สิ้นชีวิตและศพของเธอถูกฝังไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่อยู่ทางใต้ของเบธเอล  ยาโคบเรียกสถานที่นั้นว่า อัลโลน บาคูท (ต้นโอ๊กที่ร้องไห้)

พระเจ้าทรงปรากฏอีกครั้ง
9 หลังจากยาโคบกลับมาจากปัดดานอารัม พระเจ้าทรงปรากฏแก่เขาอีกครั้ง และทรงอวยพรเขา
10 พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “เจ้าชื่อยาโคบ (เขาจับส้นเท้า หมายความว่า เขาหลอกลวง) แต่จะไม่มีใครเรียกเจ้าว่ายาโคบอีกต่อไป เจ้าจะได้ชื่อว่า อิสราเอล” ดังนั้น พระองค์ทรงตั้งชื่อเขาว่า อิสราเอล (เขาปล้ำสู้กับพระเจ้า)
11และพระเจ้าตรัสกับเขาว่า “เราคือพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ (เอล ชัดดาย)จงมีลูกหลานมากมาย ทวีจำนวนขึ้นอีก จะมีชาติหนึ่ง และชาติต่าง ๆ เกิดจากเจ้า และจะมีกษัตริย์เกิดมาจากร่างกายของเจ้า
12 แผ่นดินที่เรามอบให้อับราฮัมและอิสอัคนั้น เราจะมอบให้เจ้า และเราจะมอบดินแดนนี้ให้กับลูกหลานที่ตามเจ้ามา”
13 แล้วพระเจ้าก็เสด็จขึ้นจากสถานที่ซึ่งพระองค์ตรัสกับเขา
14 ดังนั้นยาโคบได้ตั้งเสาหินในที่ ๆ พระเจ้าตรัสกับเขา  จากนั้นก็เทเครื่องดื่มบูชาลงบนเสาและเจิมด้วยน้ำมัน
15 ยาโคบเรียกสถานที่ ๆ พระเจ้าตรัสกับเขาว่า เบธเอล (บ้านของพระเจ้า)

เบนยามิน ลูกชายคนสุดท้อง
 16 ต่อมา พวกเขาก็ออกเดินทางจากเบธเอล ขณะที่อยู่ใกล้เอฟราธาห์ ราเชลเริ่มเจ็บท้องจะคลอด  เธอทรมานมาก
17 เป็นการคลอดที่เจ็บปวดเหลือเกินหมอ ตำแยปลอบใจเธอว่า “ไม่ต้องกลัว เพราะเธอกำลังจะได้ลูกชายอีกคน”
18 ขณะที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจ เธอเรียกเขาว่าเบนโอนี (ลูกชายแห่งความทุกข์ของฉัน) แต่ยาโคบเรียกว่าเบนยามิน (ลูกชายที่อยู่มือขวาของเรา)
19 แล้วราเชลก็สิ้นใจ ถูกฝังไว้ระหว่างทางที่จะไปเอฟราธาห์ (คือเบธเลเฮม)
20  ยาโคบได้ตั้งเสาไว้เหนือหลุมฝังศพเป็นอนุสรณ์ถึงเธอ ซึ่งก็ยังอยู่ในทุกวันนี้

21แล้วอิสราเอลก็เดินทางต่อไป ตั้งเต็นท์ถัดจากหอสูงมิกดัลเอเดอร์

รายชื่อลูกชายของยาโคบ
22ขณะที่อิสราเอลอาศัยในท้องที่แถบนั้นรูเบนก็เข้ามาและไปหลับนอนกับบิลฮาห์ซึ่งเป็นภรรยาน้อยของพ่อเขา แล้วอิสราเอลก็ได้รับข่าวเรื่องนี้
ยาโคบมีลูกชายทั้งหมดสิบสองคน
23 ลูกชายที่เกิดจากเลอาห์คือ
รูเบน ลูกชายหัวปีของยาโคบ สิเมโอน เลวี ยูดาห์ อิสสาคาร์ และเศบูลุน
24 ลูกชายราเชลคือโยเซฟ และเบนยาบิน
25 ลูกชายบิลฮาห์สาวใช้ราเชลคือดาน และนัฟทาลี
26 และลูกชายศิลปาห์สาวใช้เลอาห์คือกาดและอาเชอร์
ทั้งหมดนี้เป็นลูกชายของยาโคบซึ่งเกิดในปัดดานอารัม

วาระสุดท้ายของอิสอัค
27 ยาโคบกลับมาพบพ่อของเขาคืออิสอัคที่มัมเร ใกล้กับคีริยาทอารบา (คือเมืองเฮโบรน) ซึ่งเป็นที่ ๆ อับราฮัมและอิสอัคอาศัยอยู่
28  อิสอัคมีอายุถึง 180 ปี
29 แล้วเขาก็สิ้นลมหายใจ เขาถูกรวมไว้กับบรรพบุรุษของเขา เขาสิ้นชีวิตเมื่อชรามาก   เอซาวกับยาโคบลูกชายทั้งสองก็นำร่างของเขาไปบรรจุไว้  
28 อิสอัคมีอายุยาวนาน 180 ปี 
29  และเมื่อเขาสิ้นลมหายใจ ก็ถูกรวมไปกับบรรพบุรุษของเขา เขาสิ้นชีวิตเมื่ออายุชรามาก  เอซาวกับยาโคบลูกชายทั้งสองก็นำร่างของเขาไปบรรจุไว้  

อธิบายเพิ่มเติม

ย้ายถิ่นได้แล้ว !
ปฐมกาล 35:1-8

ความจริงแล้ว เบธเอลอยู่ทางใต้ลงมา  ไม่ได้ห่างจากเชเคมมาก เพียง 24  กิโลเมตร แต่เป็นพื้นที่สูงกว่า ประมาณ​ 1000 ฟุต  การเดินทางอาจยากกว่าปกติ 
ยาโคบต้องให้พระเจ้าตรัสอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงบอกแล้วตั้งแต่ต้น  ที่จริงยาโคบเองเคยสัญญากับพระองค์ว่า จะสร้างแท่นบูชาที่นั่นหากพระองค์ทรงให้เขาประสบความสำเร็จ ยาโคบลืม หรือว่า ไม่สนใจที่จะทำตามสัญญาของตนเอง ไม่ทำทุกอย่างให้สำเร็จตามที่สมควร  จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรารู้แล้วว่า ถ้ายาโคบอยู่ที่เดิมจะมีปัญหากับคนในท้องที่  เขาไม่ได้แก้ปัญหาของดีนาห์ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงเกิดการสังหารหมู่โดยฝีมือลูกชายของเขาเอง  และเขาก็ยังแค่ห่วงตัวเอง ไม่ได้ห่วงคนอื่น แสดงว่า ตัวยาโคบเองหมดเรี่ยวแรงทั้งร่างกายและฝ่ายวิญญาณด้วย 
และแล้ว พระเจ้าทรงสั่งให้พวกเขากำจัดเทวรูปและชำระตัว แสดงว่า ตลอดระยะทางที่ผ่านมา ทั้งเลอาห์และราเชลเองก็ยังมีพระเดิมอยู่ในใจของพวกเธอ  ทั้งสองก็สอนลูก ๆ ตามวิถีแบบที่เธอถูกสอนมา  จะเห็นว่า วิธีการที่ลูกชายจัดการกับปัญหาของครอบครัวนั้นรุนแรงเหมือนกับคนที่ไม่ได้เกรงกลัวพระเจ้าเลย 

การย้ายที่อยู่ครั้งนี้ เป็นการกำจัดความเชื่อเดิม ยาโคบสั่งให้ทุกคนในครอบครัวทำลายเทวรูปต่าง ๆ  เขาเริ่มบอกคนในครอบครัวแล้วว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ประทับอยู่กับเขาเสมอ แล้ววันนั้น ทุกคนยอมสละเทวรูป และฝังเอาไว้  ทุกคนในครอบครัวต้องเชื่อฟังหัวหน้าครอบครัว
การเปลี่ยนเสื้อผ้า... มีความหมายสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแนวคิด กรอบความคิดต่าง ๆ ด้วย มีความหมายรวมไปถึงการกลับใจ พวกเขายอมรับว่า ตนเองไม่สะอาด พวกเขาต้องกลับมาหาพระเจ้าแห่งอับราฮัมอย่างถูกต้อง
จากนั้นยาโคบออกเดินทางลงใต้ไปถึงเมืองลูส ซึ่งยาโคบเองตั้งชื่อให้ใหม่ว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์แห่งบ้านของพระเจ้า คือเบธเอล
ที่นั่นเขาได้สร้างแท่นบูชาตามที่พระเจ้าทรงสั่ง พระเจ้าทรงให้เขาตั้งรกรากที่เบธเอล

ผู้เขียนได้เล่าว่า เดโบราห์ พี่เลี้ยงซึ่งตามเรเบคาห์ไปสร้างครอบครัวกับอิสอัคสิ้นชีวิต
แสดงว่า เดโบราห์ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติเดียวกับเลอาห์ และราเชลได้มาอยู่กับยาโคบพักหนึ่ง เธออาจมาบอกข่าวการเสียชีวิตของเรเบคาห์แล้วก็เลยอยู่กับยาโคบ ไม่ได้กลับไปหาอิสอัคอีก 

พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญากับยาโคบ
ปฐมกาล 35:9-15
ที่เบธเอลนี้เอง พระเจ้าทรงย้ำให้กับยาโคบรู้ว่า เขาไม่ใช่นายหลอกลวงอีกต่อไป แต่เขาคืออิสราเอล ผู้ที่ปล้ำสู้กับพระเจ้า  ยาโคบควรที่จะปักใจใหม่แล้ว เขาจะมีพระนามพระเจ้าคำว่า เอล อยู่ในชื่อของเขา  เขาไม่ใช่คนเดิมต่อไป  และพระเจ้าจะให้มีลูกหลานจำนวนมากเกิดขึ้นมาจากลูกชาย 12 คนในครอบครัวของเขา
ดินแดนที่ตอนนี้ยังไม่เป็นของเขา พระเจ้าจะทรงมอบให้  ตอนนี้เขาแค่อาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว แต่ในอนาคตจะเป็นของลูกหลานอิสราเอล การเน้นย้ำชาติใหม่นั้น เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเตือนสติเขา เขาไม่ใช่เป็นแค่ครอบครัวแล้วจบ แต่จะเป็นชนชาติใหญ่ แล้วยาโคบก็ตั้งเสาหินอีก ณ เบธเอลนี้ และเทเครื่องดื่มบูชาคือเหล้าองุ่นบนหินนั้น  เจิมน้ำมัน  ยาโคบเรียกพระเจ้าแห่งอิสราเอล ในปฐมกาล 49:24 ศิลาแห่งอิสราเอล เขาคงได้ความคิดความเข้าใจมาจากการตั้งเสาหินนี้ 

 เบนยามินลูกชายคนสุดท้องปฐมกาล 35:16-20
การเดินทางที่เราอ่านไม่ใช่เรื่องง่ายเวลาทำจริง มีทั้งการขนเต็นท์ ข้าวของเครื่องใช้ การเตรียมสัตว์ที่เลี้ยงไว้ให้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน เมื่อพวกเขาเดินทางจากเบธเอลต่อไปยังเอฟราธานั้น เป็นพื้นที่สูงขึ้น เวลาเดียวกัน
ราเชลกำลังท้องแก่ พร้อมจะคลอด  แต่เป็นการคลอดที่ไม่ง่ายเลย ไม่เหมือนลูกชายโยเซฟคนแรก แน่นอนว่า เธอต้องกังวลเป็นอันมากว่า ลูกจะตายไหม  

ก่อนสิ้นลม ราเชลเรียกลูกชายว่า เบนโอนี แปว่า ลูกชายแห่งความทุกข์ แต่ยาโคบให้ชื่อลูกชายคนสุดท้ายนี้ว่า เบนยามิน เป็นชื่อที่มีความหมายว่า ลูกชายแห่งมือขวาของเรา เขาให้ชื่อที่มีเกียรติ   ราเชลจึงถูกฝังระหว่างทาง เป็นคนในครอบครัวที่ไม่ได้รับการเก็บศพไว้ในถ้ำของอับราฮัม  นี่ทำให้ยาโคบโศกเศร้ามาก เขาทำหลุมที่ตั้งเสาไว้เพื่อระลึกถึงเธอด้วย  การตั้งเสาครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม
จากครั้งแรกทำกับพระเจ้า (28:18)ครั้งที่สองกับลาบัน (31:45)  การตั้งเสาของยาโคบเป็นสัญลักษณ์ว่าในชีวิตของเขามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  ครั้งนี้ บอกว่า ความทุกข์ใจนั้นใหญ่หลวง

การล่วงละเมิดของลูกชายคนโต
ปฐมกาล 35:21-22
พระคัมภีร์ได้บันทึกถึงความผิดที่ลูกชายมาละเมิดภรรยาของพ่อ บิลฮาห์เป็นพี่เลี้ยงของราเชล
เธอเป็นแม่ของดาน และนัฟทาลี แม้ว่าจะไม่ใช่แม่ของตัวเองก็เป็นสิ่งที่น่าชัง  ยาโคบได้ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ก่อนที่เขาจะสิ้นชีวิต ในปฐมกาล   49:3-4  ยาโคบบอกเขาว่า การที่เขาเป็นคนรุนแรง ฉุดไม่อยู่ เขาจึงไม่อาจได้รับสิทธิลูกชายหัวปี  

ลูกชายของยาโคบ
ปฐมกาล 35:23-26
มีการสรุปชื่อแม่และลูกชายของยาโคบทั้งหมด 12 คน
 มีคนเดียวที่ไม่ได้เกิดในปัดดานอารัม นั่นคือเบนยามิน 

อิสอัคจากไป
ปฐมกาล 35:27-29
ยี่สิบกว่าปีผ่านไป ยาโคบกับพ่อได้พบกันอีกครั้งที่มัมเรแห่งคีริยาทอารบา ซึ่งก็คือเมืองเฮโบรนในเวลาต่อมา เป็นที่ ๆ อับราฮัมกับอิสอัคอาศัยอยู่  และมีแท่นบูชาของอับราฮัมที่นั่น (ปฐมกาล  13:18)
แล้วเมื่อเจอลูกไม่นาน อิสอ้คก็สิ้นชีวิต  ทั้งเอซาวและยาโคบได้พบกันอีกครั้งในการ  การบันทึกว่า เขาถูกรวมไว้กับบรรพบุรุษของเขา เท่ากับว่า ลูกชายทั้งสองบรรจุร่างของพ่อในถ้ำมัคปาเลห์ (อับราฮัม 25:8; อิสอัค เรเบคาห์  ยาโคบ  เลอาห์  49:29-33)

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 35
1* ปฐมกาล 28:19; 31:13; 28:13; 27:43
3* ปฐมกาล 32:7, 24; 28:15, 20; 31:3, 42
4* โฮเชยา 2:13; โยชูวา 24:26
5* อพยพ 15:16; 23:27
6* ปฐมกาล 28:19, 22; 48:3
7* ปัญญาจารย์ 5:4; ปฐมกาล 28:13
8* ปฐมกาล 24:59
9* โยชูวา 5:13;ปฐมกาล 32:29

10* ปฐมกาล 17:5; 32:28
11* อพยพ 6:3; ปฐมกาล 9:1, 7; 17:5-6, 16 28:3; 48:4
12* ปฐมกาล 12:7; 13:15; 26:3-4; 28:13; 48:4
13* ปฐมกาล 17:22; 18:33
14* ปฐมกาล 28:18-19; 31:45
15* ปฐมกาล 28:19
17* ปฐมกาล 30:24

19* ปฐมกาล 48:7; มีคาห์ 5:2
20* 1 ซามูเอล 10:2
21* มีคาห์ 4:8
22* ปฐมกาล 49:4
23* อพยพ 1:1-4
27* ปฐมกาล 13:18; 18:1; 23:19; โยชูวา 14:15
29* ปฐมกาล 15:15; 25:8; 49:33 ;25:9; 49:31

ปฐมกาล 34 การแก้แค้นเพื่อน้องสาว!

James Tissot

ดีนาห์แค่อยากมีเพื่อน
1 มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดีนาห์ ลูกสาวเลอาห์กับยาโคบออกไปเยี่ยมเด็กสาวในท้องที่
2 และเชเคม ลูกชายของฮาโมร์ชาวฮีไวต์ (หรือ ชาวฮีว)ซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่นั้นเห็นเธอเขาก็ฉุดเธอไป ทั้งยังข่มขืนและเหยียดหยามเธอด้วย
3 แต่จริงแล้ว เขารู้สึกผูกพันกับดีนาห์ ลูกสาวของยาโคบ เขาเกิดรักเธอ และพูดอ่อนโยนกับเธอ
4 เชเคมกล่าวกับฮาโมร์พ่อของเขาว่า “ขอพ่อช่วยไปสู่ขอเด็กสาวคนนี้ให้ฉัน เพราะฉันต้องการให้เธอมาเป็นเมีย”
5 ตอนที่ยาโคบได้ข่าวว่าเชเคมย่ำยีลูกสาวของเขานั้น ลูกชายของเขากำลังอยู่กับฝูงสัตว์ในทุ่ง ยาโคบจึงนิ่งอยู่ คอยจนกว่าพวกเขากลับมา
6 พ่อของเชเคมคือฮาโมร์ ได้เข้ามาเจรจากับยาโคบ
 7 เมื่อลูกชายของยาโคบได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็กลับมาจากทุ่ง ทั้งเสียใจทั้งโกรธจัด เพราะเชเคมทำให้เกิดความเสื่อมเสียในอิสราเอล
โดยไปนอนกับลูกสาวของยาโคบ เป็นสิ่งซึ่งไม่ควรทำเลย

ข้อเสนอที่ฮาโมร์ยื่นให้
8 แต่ฮาโมร์กล่าวกับพวกเขาว่า “ลูกชายเชเคมของเรานั้นโหยหาลูกสาวของท่าน ขอท่านยกเธอให้เป็นภรรยาของเขา
9 ให้พวกเรามาแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์กันเถิด ยกลูกสาวของท่านให้เรา และรับลูกสาวของเราไปเป็นภรรยาพวกท่าน
10 แล้วท่านก็จะตั้งถิ่นฐานท่ามกลางพวกเขา แผ่นดินนี้เปิดกว้างให้กับท่านแล้ว ขอท่านเข้ามาอาศัย ไปมาอย่างอิสระ และท่านก็เป็นเจ้าของที่ดินได้ด้วย”

11 แล้วเชเคมก็กล่าวกับพ่อและพี่ชายของดีนาห์ว่า “ขอท่านกรุณาข้าพเจ้าในเรื่องนี้ด้วย และท่านขออะไรข้าพเจ้าจะให้ท่านตามที่ขอทุกอย่าง
12 ท่านจะเรียกค่าสินสอดทองหมั้น
มากเท่าไรก็ได้และข้าพเจ้าจะมอบให้กับท่าน เพียงแต่ขอยกเธอให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า”

แผนการที่ใครก็คาดไม่ถึง
13 แต่ในเมื่อเชเคมได้ทำให้ดีนาห์น้องสาวของพวกเขาเสื่อมเสีย พวกลูกชายของยาโคบจึงตอบเชเคมและพ่อของเขาอย่างมีเลศนัย
14 “พวกเราทำไม่ได้นะเรื่องนั้น” พวกเขาตอบ “ที่จะมอบน้องสาวของเราให้กับคนที่ ไม่เข้าสุหนัต เท่ากับเป็นความอับอายของพวกเรา
15 เราจะยินยอมเรื่องนี้ หากท่านทำตามเงื่อนไขของเรานั่นคือ ให้พวกท่านที่เป็นผู้ชายทุกคนเข้าสุหนัตมาเป็นเหมือนพวกเรา
16 แล้วเราก็จะให้ลูกสาวของเรากับท่าน และรับลูกสาวของท่านมาเป็นภรรยาเรา แล้วเราจะอาศัยกับท่านเป็นชนชาติเดียวกัน
17 แต่หากท่านไม่ยอมที่จะเข้าสุหนัต
เราก็จะเอาตัวน้องสาวของเราไปเสีย”
18 ฮาโมร์กับเชเคมลูกชายเห็นว่าข้อเสนอของพวกเขานั้นดี
 19 ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนสำคัญที่สุดในครอบครัวเขาไม่รีรอที่จะทำตามเงื่อนไขดังกล่าว เพราะเขาอยากได้ลูกสาวยาโคบมาก

ชักชวนชายทั้งเมืองให้เจ็บตัว
20 ดังนั้นฮาโมร์และเชเคมลูกชายของเขาก็ไปยังประตูเมือง
และแจ้งชาวเมืองว่า
21 “คนเหล่านี้เป็นมิตรกับเรา ให้เขามาอาศัยและค้าขายในแผ่นดินของเรา ที่จริงผืนดินนั้นกว้างขวางพอรับพวกเขา ให้เราแต่งงานกับลูกสาวของเขา
และยกลูกสาวของเราให้พวกเขาด้วย

22 แต่พวกเขามีเงื่อนไขคือ เขาจะตกลงมาอยู่ท่ามกลางเรา เป็นชนชาติเดียวกับเราหากพวกผู้ชายของเราทำสุหนัตเหมือนพวกเขา
23 แล้วฝูงสัตว์ของ พวกเขา ทรัพย์สมบัติ และสัตว์ต่าง ๆ จะไม่ตกมา
เป็นของพวกเราหรือ? เพียงเรายอมพวกเขาเรื่องนี้ และพวกเขาก็จะมาอยู่ท่ามกลางเรา”
24 ผู้ชายทั้งหลายที่ประตูเมืองก็เห็นด้วยกับฮาโมร์และเชเคมลูกชายของเขา ดังนั้น ทุกคนในเมืองจึงพากันเข้าสุหนัต!

แก้แค้นตามแผน
25 สามวันต่อมา เมื่อพวกเขายังเจ็บแผลอยู่ ลูกชายสองคนของยาโคบคือ สิเมโอนและเลวีซึ่งเป็นพี่ชายของดีนาห์ ก็ถือดาบเข้าไปในเมืองโดย ที่ใคร ๆ ไม่ทันระวังตัว แล้วสังหารผู้ชายทุกคน
26 พวกเขาฆ่าฮาโมร์และเชเคมลูกชายด้วยดาบ พาดีนาห์ออกจากบ้านของเชเคมและไปจากที่นั่น
27 แล้วลูกชายของยาโคบก็ข้ามศพของคนที่ถูกสังหารเหล่านั้น เข้าปล้นเมืองที่น้องสาวของเขาถูกย่ำยี
 28 พวกเขายึดทั้งฝูงแพะ แกะ วัว ลา และข้าวของทรัพย์สินทั้งในเมืองและในทุ่งนาไป
 29 พวกเขาโกยเอาสมบัติทั้งหมดไป รวมทั้งกวาดเด็ก ๆ และผู้หญิง มาเป็นเชลย

ยาโคบคิดอย่างไร?

 30 แล้วยาโคบกล่าวกับสิเมโอน และเลวีว่า “เจ้าได้นำความเดือดร้อน ให้พ่อเป็นที่น่ารังเกียจกับคนชาวคานาอันและชาวเปริสซี ซึ่งเป็นคนในแผ่นดินนี้ พวกเรามีกันไม่กี่คน ถ้าเขารวมพลมาสู้พ่อ และโจมตีพ่อ ทั้งตัวพ่อและครอบครัวจะหายนะเป็นแน่”
31 แต่พวกเขาตอบว่า “ควรให้เขามาปฏิบัติกับน้องสาวของเราเยี่ยงหญิงขายตัวอย่างนั้นหรือ?

ดีนาห์แค่อยากมีเพื่อน
ปฐมกาล 34:1-7
ยังไม่ทันไร ยังอาศัยแถวนั้นไม่นาน เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้นกับครอบครัวของยาโคบ
ลูกสาวของเลอาห์ซึ่งเธออายุไม่เกินสิบหกปี  แค่ต้องการออกไปหาเพื่อนเล่นที่เป็นเด็กหญิงด้วยกัน   แต่แล้วเธอถูกฉุดไปข่มขืน ไม่ได้มีการควบคุมตนเองจากความรู้สึกต้องการทางเพศ เชเคมได้ ทำให้เธอต้องอับอาย ชุมชนที่พวกเขาอยู่นั้นไร้พระเจ้า ทำอะไรตามใจตนเอง ผู้ชายแข็งแรงกว่าก็ทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่า
จะเห็นว่า การเลือกอยู่ใกล้เมืองเชเคมของยาโคบไม่ได้เป็นผลดีกับครอบครัว ทั้ง ๆ ที่
พระเจ้าทรงเรียกให้เขาไปเบธเอล..31:13

ชายคนที่ล่วงเกินดีนาห์ ชื่อเหมือนเมืองคือ เชเคม เขาเป็นลูกชายของฮาโมร์ และเป็น ชายหนุ่มที่ทำอะไรตามใจตัวเองได้หมด  เป็นที่รักของพ่อ เป็นเด็กเกเร อยากได้อะไรต้องได้   เมื่อข่มขืนดีนาห์แล้ว เขาก็เกิดรักใคร่เธอ แทนที่จะปล่อยให้ดีนาห์กลับบ้าน กลับกักเก็บตัวเธอไว้ และยังพูดดี ๆ กับดีนาห์  แล้วขอให้พ่อไปสู่ขออีก ทั้งที่ทำผิด   ฮาโมร์ผู้เป็นพ่อจึงต้องเป็นคนสะสางปัญหาของลูกชาย

ยาโคบซึ่งเป็นพ่อ เมื่อได้ข่าวทั้งหมดเขาก็ไม่แสดงอาการอะไรแต่นิ่งอยู่ นี่ก็แปลกมาก ถ้าเป็นพ่ออื่นจะต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่ถ้าอ่านไปตอนสุดท้ายของเรื่องจะรู้ว่า เขาคิดอะไรอยู่  ลูกสาวถูกทำร้าย  เธอจะเจ็บปวด อับอาย ตลอดชีวิตของเธอ นี่คือบาปของเชเคมทำร้ายทั้งดีนาห์และครอบครัวใหญ่ของเธอ
และเมื่อพ่อของเชเคมมาเจรจาด้วย  เขายังนิ่งไม่ตอบอะไร
เมื่อพี่ชายมาพวกเขาก็โกรธมาก เป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรง  ในขณะที่สำหรับ
ครอบครัวของเชเคมแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก การที่พวกเขาข่มเหงผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดา ที่แปลกคือ กลับกลายเป็นเขามาขอลูกสาว
พี่ชายสองคนของดีนาห์ซึ่งเป็นพี่ชายแม่เดียวกันรับไม่ได้ และพวกเขาจะไม่ยอม

ข้อเสนอที่ฮาโมร์ยื่นให้
ปฐมกาล 34:8-12
การเข้ามาเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายฮาโมร์มีเชเคมเข้าปฐมกาล 34:8-12
ฮาโมร์ได้อ้างว่า ลูกชายของเขารักดีนาห์มาก แต่นั่นไม่เป็นผู้ชายที่ครอบครัวของยาโคบต้องการ ความรักที่เขาให้นั้นไม่ใช่รัก แต่เป็นความเร่าร้อนเป็นความลุ่มหลงที่ไม่อาจควบคุมได้
 ตอนนี้ยาโคบมีลูกสาวเพียงคนเดียว ลูกชาย 11คนที่ยังจะต้องแต่งงานต่อไป ฮาโมร์เลยเสนอสิ่งที่ดูเหมือนว่า ครอบครัวยาโคบจะได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะลูกสาวของคนในเมืองจะเข้ามาเป็นคนในครอบครัวของยาโคบ
มาเป็นแรงงานให้กับครอบครัว

ตรงนี้ เราเห็นแผนของศัตรูของพระเจ้าที่ต้องการรวมคนอิสราเอลซึ่งยังไม่เป็นชาติเลย ให้ เชื้อชาติของพระเจ้าสูญพันธุ์ไปก่อนที่จะมีชาติเสียด้วยซ้ำ ฮาโมร์เชิญชวนให้ยาโคบมาเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา  เอาที่ดิน เอาการเป็นอยู่อย่างอิสระมาล่อให้หลง
เชเคมยังเสนอให้สินสอดแบบไม่อั้น  (ซึ่งในสมัยโบราณนั้นคือ การให้เงินทดแทนแรงงานของอีกบ้านที่หายไป แทนที่ดีนาห์จะทำงานให้บ้านของเธอ กลับกลายย้ายมาเป็นบ้านของฝ่ายชาย)
หากมีการตกลงยอมเพื่อเห็นแก่เงินของยาโคบ อิสราเอลจะตกต่ำลงไปขนาด ไหน และพวกเขาก็จะไม่มีเชื้อสายของครอบครัวอิสราเอลหรือยาโคบเหลืออยู่เลยแผนการของพระเจ้าจะหยุดลง 
ฮาโมร์และเชเคมไม่รู้ว่า พวกเขากำลังเจรจากับใครอยู่ เราอย่าลืมว่า ครอบครัวของยาโคบนั้น เป็นครอบครัวจอมหลอก เราเห็นจากคุณตาลาบัน คุณยายเรเบคาห์ พ่อยาโคบ แม่เลอาห์และราเชล ทุกคนมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายในตัว  ที่พวกเขาผ่านมาได้ จนเป็นอิสราเอลทุกวันนี้ เพราะความดี และพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะรอดตัวมาได้เอง 
พวกเขาเจอศัตรูมาตั้งแต่ต้น จนวันนี้ยังไม่เลิกรา ต้องการให้อิสราเอลหายไปจากแผนที่โลก

แผนการที่ใครก็คาดไม่ถึง
ปฐมกาล 34:13-19
ในสังคมตะวันออกกลาง เรื่องของความอับอายความเสื่อมเสีย เกียรติ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ พี่ชายของดีนาห์มีน้องสาวคนเดียว แล้วเธอก็ถูกกระทำให้เจ็บปวด เสื่อมเสีย
เป็นอันว่า มีการต่อรองระหว่างพี่ชายของดีนาห์
กับเชเคม แต่ผู้เขียนได้บันทึกว่า พวกเขาตอบ
เชเคมอย่างมีเลศนัย เราจะเห็นว่า เชเคมไม่ได้
สังเกตอะไรเลย พี่ชายขอเพียงให้ผู้ชายทุกคนของ
เชเคมทำตามประเพณีของบ้านยาโคบคือชายทุกคนต้องเข้าสุหนัตเหมือนพวกเขา
ลูกชายกำลังตามืดตามัวอยากได้ดีนาห์มาเป็น
ของตน พ่อเองก็ตามใจลูกคนนี้ ทั้งสองไม่ได้
คิดให้รอบคอบ เห็นว่าข้อเสนอของพี่ชายดีนาห์
นั้นใช้ได้ทีเดียว โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า คน
เหล่านี้กำลังคิดแผนซ้อนแผน
ยิ่งกว่านั้น ฮาโมร์กับเชเคม ยังคิดว่า ไป ๆ มา ๆ ตัวเองจะได้ประโยชน์จากการรวมเผ่าพันธุ์เสียอีก  สองพ่อลูกรีบกลับไปหาทางขายความคิดดี ๆ นี้ให้กับชาวเมืองเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ให้เราได้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นชาตินั้นต้องเจออะไรมาบ้าง


ชักชวนชายทั้งเมืองให้เจ็บตัว
 ปฐมกาล 34:20-24
เชเคม ลูกชายฮาโมร์ผู้นี้ เป็นคนโหดร้ายต่อผู้หญิงเจ้าเล่ห์แสนกล การที่พวกเขาไปขอให้ชาวเมืองเข้าสุหนัตในครั้งนี้ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า เขากำลังเจรจาทำไมตรีกับครอบครัวของยาโคบเพื่อประโยชน์ของชาวเมืองโดยแท้ ไม่ได้กล่าวถึงความผิดของตนที่ทำกับเด็กสาวคนหนึ่งเลย  พวกเขาพูดไม่เหมือนกับที่พูดกับยาโคบ แต่ทำให้ชาวเมืองหลงเชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์มากมายจากครอบครัวของยาโคบที่ใคร ๆ ก็รู้ว่า มั่งมีมาก
ฮาโมร์มีคงเป็นคนที่พูดจาน่าเชื่อถือ ผู้ชายทุกคนในเมืองจึงยอมที่จะเข้าสุหนัตเพราะเห็นแก่ประโยชน์เป็นอย่างแรก 

แก้แค้นตามแผน
ปฐมกาล 34:25-29
ระหว่างที่ชาวเมืองผู้ชายทั้งหลายยังไม่หายเจ็บ
จากแผลทำสุหนัต ขณะที่อาจจะยังฝันว่าจะได้
ครอบครัวยาโคบซึ่งเป็นครอบครัวที่มั่งคั่งเข้ามามีสัมพันธ์ทางการค้า และการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์เวลานั้นเอง ตอนที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็ถูกพี่ชายของดีนาห์เข้ามาบุกสังหารทุกคนในเมือง รวมทั้งพ่อลูกตัวปัญหาด้วย
นึกไม่ถึงเลยว่า การข่มเหงหญิงสาวคนเดียวจะทำให้เกิดการฆ่าล้างได้ขนาดนี้  ความจริงคือพี่ชายไม่ต้องการต่อรองอะไรทั้งสิ้น และพี่ชายทั้งสองก็เป็นพี่ที่มียาโคบและเลอาห์เป็นพ่อแม่
ทั้งสองคือ สิเมโอนและเลวี  ชายสองคนสามารถฆ่าได้ทั้งเมือง พวกเขาได้ทำสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่เชเคมทำ  ตรงนี้เราจะเห็นเลยว่า การที่พระเจ้าได้ทรงให้โมเสสทำการบัญชาเรื่องการลงโทษว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้อิสราเอลนั้น ลงโทษคนอื่นมากเกินกว่าโทษที่ทำครั้งแรก
 
ส่วนลูกชายคนอื่นของยาโคบก็มายังที่ผู้คนนอนตายเกลื่อนกลาดและปล้นเมืองที่น้องสาวถูกทำให้เป็นมลทินพวกเขากวาดเอาฝูงแพะแกะ ฝูงวัวและฝูงลา ตลอดจนข้าวของในเมืองและในทุ่งแล้วยังกวาดเอาทรัพย์สมบัติ ข้าวของทุกอย่างในบ้านของพวกเขา รวมทั้งกวาดต้อนผู้หญิงกับเด็กมาเป็นเชลย  พวกนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอิสราเอลในอนาคตด้วย 

ยาโคบคิดอย่างไร?
ยาโคบคิดอย่างไร?
ปฐมกาล 34:30-31

คนที่ผิดสุดในสายตาของยาโคบก็คือ สิเมโอนกับเลวีนั่นเอง เราจะเห็นชัดในปฐมกาล 49:5-7 เมื่อยาโคบได้พยากรณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกหลานของเขา แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้ตำหนิลูกว่า ทำผิดศีลธรรม ทำร้ายคนอย่างเกินแค้น เขาแค่เป็นห่วงว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาหากว่าผู้คนแถบนั้นรวมตัวกันมาโจมตี เห็นได้ว่า ยาโคบนั้นห่วงตัวเองเป็นที่สุด

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 34
1* ปฐมกาล 30:21
2* ปฐมกาล 20:2
4* ผู้วินิจฉัย 14:2
5* 2 ซามูเอล 13:22
7* ผู้วินิจฉัย 20:6 ; 2 ซามูเอล 13:12
12* อพยพ 22:16-17
13* ปฐมกาล 31:7


14* อพยพ 12:48; โยชูวา 5:2-9
19* 1 พงศ์กษัตริย์ 4:9
20* รูธ 4:1, 11
24* ปฐมกาล 23:10, 18
25* ปฐมกาล 29:33-34; 42:24; 49:5-7
26* ปฐมกาล 49:5-6
30* ปฐมกาล 49:6; โยชูวา 7:25; อพยพ 5:21; เฉลยธรรมบัญญัติ 4:27