ปฐมกาล 26 อิสอัคกับอาบีเมเลค

พระยาห์เวห์ทรงปฏิญาณกับอิสอัค
1 แล้วต่อมา เกิด ความอดอยากทั่วแผ่นดินอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดในสมัยของอับราฮัม  อิสอัคจึงเดินทางไปยังเมืองเกราร์ ซึ่งมีกษัตริย์อาบีเมเลค ชาวฟีลิสเตียครองอยู่
2 พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่อิสอัค ตรัสกับเขาว่า“อย่าไปอียิปต์ แต่ให้อยู่ในแผ่นดินซึ่งเราจะบอกให้เจ้ารู้
3 จงอาศัยในแผ่นดินนี้  แล้วเราจะอยู่กับเจ้า จะอวยพรเจ้า เพราะว่าเราจะยกแผ่นดินเหล่านี้ทั้งหมดให้แก่เจ้าและลูกหลานของเจ้า และจะทำให้คำสัญญา ที่เรามีให้กับอับราฮัมพ่อของเจ้าบรรลุผลสำเร็จ
4 และเราจะทวีจำนวนลูกหลานของเจ้าให้มากมายเหมือนดาวบนท้องฟ้า และจะยกดินแดนทั้งหมดนี้แก่พวกเขา ชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพรผ่านเชื้อสายของเจ้า
5 นี่เป็นเพราะอับราฮัมได้เชื่อฟัง
เรา และทำตามคำสั่ง คำบัญชา ข้อบังคับ และบทบัญญัติของเรา

อิสอัคกับกษัตริย์อาบีเมเลค
6 อิสอัคจึงยังคงอาศัยในเมืองเกราร์
7 เมื่อชาวเมืองถามเรื่องภรรยาของเขา อิสอัคตอบว่า “เธอเป็นน้องสาวของข้าเอง” เพราะเขากลัวที่จะบอกว่า เธอเป็นภรรยาของเขา เพราะคิดว่า “เพราะเรเบคาห์งามมากก็อาจทำให้พวกผู้ชายในเมืองมาฆ่าข้า”
8 อิสอัคอยู่ที่นั่นนานพอสมควร กษัตริย์อาบีเมเลคของชาวฟีลิสเตียมองออกมาในช่องหน้าต่างเห็นอิสอัคหยอกล้อคลอดเคลียกับเรเบคาห์ ภรรยาของเขา
9 กษัตริย์อาบีเมเลคจึงให้คนนำตัวอิสอัคมาเฝ้าตรัสว่า “นี่แน่ะ เธอเป็นภรรยาของเจ้านี่นา ทำไมเจ้าจึงบอกว่าเธอเป็นน้องสาว?” อิสอัคจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าอาจจะต้องตายเพราะเธอ”
 10 กษัตริย์อาบีเมเลคตรัสว่า
“ทำไมเจ้าจึงทำกับเราอย่างนี้? อาจมีใครคนหนึ่งไปนอนกับภรรยาเจ้า เท่ากับนำความผิดมาให้พวกเรา”
11 แล้วกษัตริย์อาบีเมเลคจึงออกคำสั่งแก่ประชาชนว่า “หากใครแตะต้องชายคนนี้หรือภรรยาของเขา จะต้องถูกประหารแน่นอน” 


ใครๆก็อิจฉา
12 แล้วอิสอัคก็หว่านพืชลงและเก็บเกี่ยวร้อยเท่าในปีเดียวกัน เพราะพระยาห์เวห์ทรงอวยพระพรเขา
13 เขาจึงมั่งมีขึ้น และมีฐานะดีขึ้นเรื่อยจึงกลายเป็นคนที่ร่ำรวยมาก
14 มีทั้งฝูงแกะ วัว และคนรับใช้มากมายจนชาวฟีลิสเตียเกิดความอิจฉา 
15 (สมัยที่อับราฮัมอยู่ที่นี่ คนใช้ของเขาได้ขุดบ่อน้ำไว้ บัดนี้ คนฟีลิสเตียจึงเอาดินถมบ่อน้ำทั้งหมดที่มีอยู่)
16 กษัตริย์อาบีเมเลคตรัสกับอิสอัคว่า “ขอเจ้าย้ายไปจากที่นี่เถิด เพราะเจ้าเข้มแข็งกว่าพวกเราแล้ว”
17 อิสอัคจึงออกไปจากที่นั่น และตั้งเต็นท์อยู่ที่หุบเขาเกราร์ ตั้งถิ่นฐานที่นั่น
18 บ่อน้ำต่าง ๆ ที่อับราฮัมเคยขุดไว้ แล้วถูกชาวฟีลิสเตียถมไปหลังจากที่เขาสิ้นชีวิตไปนั้น อิสอัคก็ขุดขึ้นมาใหม่ และตั้งชื่อบ่อตามที่พ่อได้ตั้งไว้ก่อนหน้านั้น

สู้กันเรื่องบ่อน้ำ
19 แต่แล้ว เมื่อคนรับใช้ของอิสอัคขุดบ่อในหุบเขา พวกเขาพบตาน้ำที่นั่น
20 คนเลี้ยงสัตว์เมืองเกราร์ จึงทะเลาะกับคนเลี้ยงสัตว์ของอิสอัค กล่าวว่า
“น้ำนี้เป็นของเรา” อิสอัคจึงตั้งชื่อบ่อน้ำนั้นว่าเอเสก (ทะเลาะ)เพราะพวกเขามาทะเลาะกัน
21จากนั้นมาเขาก็ขุดบ่อน้ำอีกบ่อ และก็มีเรื่องวิวาทกันอีก จึงตั้งชื่อบ่อนั้นว่า สิตนาห์ (เป็นศัตรูกัน)
22 แล้วเขาก็ย้ายจากที่ตรงนั้นไปขุดอีกบ่อ คราวนี้ไม่มีการมาทุ่มเถียงกันอีกแล้ว เขาจึงเรียกบ่อนั้นว่า เรโหโบท (แปลว่าที่ว่าง)
เขากล่าวว่า“ตอนนี้ พระยาห์เวห์ประทานที่ทางให้เรามากพอ และเราก็จะเก็บเกี่ยวผลดกในแผ่นดินนี้”
23 จากที่นั่น
อิสอัคเดินทางไปเบเออร์เชบา



24 พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่เขาในคืนนั้น ตรัสว่า  “เราคือพระเจ้าของอับราฮัม พ่อของเจ้า อย่ากลัวเลย เพราะว่า เราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้าจะทวีจำนวนลูกหลานของเจ้าเพื่อเห็นแก่อับราฮัม”
25 เขาจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่น และเรียกพระนามของพระยาห์เวห์ และตั้งเต็นท์ขึ้นที่นั่น และคนรับใช้ของอิสอัคก็ขุดบ่อน้ำหนึ่งบ่อ

คำปฏิญาณต่อกัน
26 ช่วงเวลานั้นเอง กษัตริย์อาบีเมเลคเดินทางจากเกราร์มาพร้อมกับอาหุสซัทที่ปรึกษา และแม่ทัพฟีโคล์มาพบอิสอัค
27 อิสอัคถามพวกเขาว่า “ท่านมาหาข้าพเจ้าทำไมหรือ? ท่านเองเกลียดชังข้าพเจ้าและไล่ข้าพเจ้าออกจากท่าน”
28 พวกเขาตอบว่า “เราเห็นชัดว่า พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับเจ้า ดังนั้นเราปรึกษากันว่า เราควรทำสัญญาสันติระหว่างเจ้ากับเรา พวกเรามาทำพันธสัญญาด้วยกันเถิด”
29 เพื่อว่าเจ้าจะไม่ทำอันตรายพวกเรา และเราก็จะไม่แตะต้องท่าน จะไม่ทำสิ่งร้ายทำแต่สิ่งดี และส่งเจ้าไปอย่างสันติ มาวันนี้ เจ้าเป็นคนที่พระยาห์เวห์ทรงอวยพระพร”
30 อิสอัคจึงจัดงานเลี้ยงพวกเขา และพวกเขาก็ได้กินดื่มด้วยกัน 31 เช้าวันต่อมา ทั้งสองฝ่ายก็ตื่นขึ้นมา และทำสัตย์สาบานต่อกัน และอิสอัคได้ส่งพวกเขาให้เดินทาง พวกเขาจึงจากไปอย่างสันติ
32 ในวันเดียวกันนั้นเอง คนรับใช้ของอิสอัค
เข้ามาแจ้งข่าวเรื่องบ่อน้ำที่พวกเขาขุดกันและกล่าวกับเขาว่า “เราพบน้ำแล้ว”  เขาจึงตั้งชื่อบ่อน้ำว่า ชิบาห์ (แปลว่า บ่อแห่งคำสัญญาหรือบ่อแห่งเจ็ด) ดังนั้น เมืองที่เขาอยู่จึงมีชื่อว่า
เบเออร์เชบามาจนทุกวันนี้
34
ต่อมาเมื่อเอซาวอายุได้ 40 ปี เขาก็แต่งงานกับยูดิธ   บุตรสาวของเบเออรีชาวฮิตไทต์
และบาเสมัท ลูกสาวของเอโลนชาวฮิทไทต์เช่นกันพวกเขาทำให้ชีวิตของอิสอัคและเรเบคาห์
ขมขื่นเหลือเกิน

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 26:1-5
ตอนที่อับราฮัมพยายามหาภรรยาให้กับอิสอัคท่านได้กำชับไม่ให้อิสอัคออกไปที่ไหน แต่ให้อาศัยในดินแดนที่พระเจ้าทรงเลือก และเมื่อเกิดการกันดารอาหาร พระเจ้าก็ทรงห้ามไม่ให้เขาออกไปตั้งถิ่นฐาน หรือออกไปไกลจากแผ่นดินนี้ เพราะว่า ถ้าไปแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้กลับมาอีกแต่ไปอยู่ในที่ ๆ พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกให้ไปติดกับดักของชีวิตที่ไม่ใช่ทางของพระเจ้า

อิสอัคได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญาแล้ว
แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีความอดอยาก
เกิดขึ้น .. ดูเหมือนว่า อียิปต์จะเป็นคำตอบ
สำหรับปัญหานี้ แม่น้ำไนล์เป็นคำตอบ แต่พระเจ้าทรงยับยั้งไม่ให้ อิสอัคเดินทางไปนอกแผ่นดินคานาอันซึ่งต้องพึ่งแต่น้ำฝน ไม่ได้มีแหล่งน้ำเป็นสายยาวเหมือนกับแม่น้ำไนล์  
แทนที่พระเจ้าจะทรงโกรธอิสอัค พระองค์กลับทรงย้ำพันธสัญญาที่ทรงทำกับ
อับราฮัมซึ่งเมื่อเขาเชื่อฟังพระองค์ พระองค์จึงจะทรงอวยพระพรอิสอัค
ลูกชายตามนี้
1 ทวีจำนวนลูกหลาน
2 ให้ดินแดนนี้แก่เขา
3 ทั้งโลกจะได้พรผ่านพวกเขาพระพรของอับราฮัมเป็นพระพรสืบเนื่อง เป็น
พระพรทางเชื้อสาย ที่พระบุตรของพระเจ้าจะมาบังเกิดในสายของอับราฮัมด้วย มหัศจรรย์!

ปฐมกาล 26:6-11
ครั้งหนึ่ง อับราฮัมมาที่เมืองนี้ พบกษัตริย์ของ
เมือง และบอกว่าซาราห์เป็นน้องสาวของตน ซึ่งก็เป็นความจริง ส่วนลูกชายอิสอัคก็ทำตาม
พ่ออย่างเดียวกัน เรียกได้ว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น  เขาบอกว่าเรเบคาห์เป็นน้องสาว แม้จะเป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพราะเธอเป็นเหมือน
ลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่ทำให้เราเห็นว่า ทั้งพ่อและลูกต่างสนใจว่าตนเองจะต้องรอดโดยไม่ได้คิดถึงภรรยาตนเลย
ว่าจะลำบากแค่ไหน หากมีชายอื่นเอาไป!
แล้วมีวันหนึ่งที่อาบีเมเลคได้เห็นด้วยตาของท่านเองว่า อิสอัคไม่ได้เป็นแค่พี่ชาย เพราะภาษาท่าทางบอกให้รู้ว่า ทั้งสองเป็นคู่รักกัน  เมื่อมาคาดคั้นความจริงจากอิสอัค จึงได้คำตอบซึ่งเป็นคำตอบเดียวกับอับราฮัมที่เคยตอบกษัตริย์อาบีเมเลคอีกคน (คำว่าอาบีเมเลคแปลว่า  บิดาขององค์กษัตริย์ เป็นตำแหน่งคล้ายกับคำฟาโรห์)  พ่อกับลูกไม่ได้ต่างกันเลย ห่วงชีวิตของตนเองมากกว่าภรรยา ได้ยินคำตอบอย่างนั้น อาบีเมเลคก็ต้องจัดการตามสมควร  คือทั้งตักเตือนและช่วยประกาศให้ประชาชนไม่ทำผิดต่อเขาทั้งสอง    คำพูดของกษัตริย์อาบีเมเลคช่วยให้เรารู้ว่า  ท่านเป็นคนที่รู้ดีชั่ว รู้ว่าถ้าทำผิดแล้ว พระเจ้าจะทรงลงโทษคนที่ทำผิด
อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า พระเจ้าทรงปกป้องเรเบคาห์ และอิสอัคไว้ ทั้งที่เขาจะไม่รับผิดชอบในเรื่องนี้สักเท่าไร


1 ปฐมกาล 26:12-18
ภาพคนฟีลิสเตียอิจฉาตาร้อนมองขึ้นไป
แน่นอนที่ว่าอิสอัคได้รับทรัพย์สมบัติมาจาก
อับราฮัมมากมาย แต่เขาก็ยังคงทำอาชีพเดียวกับพ่อของเขา และปรากฏว่า เขาได้ผลมากมายเป็นร้อยเท่า ซึ่งทำให้เขามั่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชาวฟีลิสเตียในเกราห์เห็น ก็รู้สึกอิจฉามาก
มีอย่างที่ไหน เป็นคนมาจากทางเหนือ เข้ามาขออาศัยเรา แต่กลับร่ำรวยกว่า ทำงานได้ผลมากกว่า พระเจ้าทรงอวยพรให้เห็นชัด ๆ แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้ได้พระพร น่าจะเป็นเพราะขยันด้วย
 
ชาวเมืองคงไปร้องเรียนกับอาบีเมเลค ทำให้ท่านต้องมาเจรจาขอร้องให้อิสอัคออกไปจากพื้นที่ของท่าน นี่เป็นเรื่องของการเมืองโดยตรง เพราะหากอิสอัคแข็งแรงมากขึ้น อาจจะเป็นอันตรายต่อเมืองของพวกเขาก็เป็นได้
การกล่าวถึงบ่อน้ำสำคัญ.. เพราะบ่อน้ำคือหัวใจ
ของการทำเกษตรกรรม ขุดยาก ขุดไปแล้วจะ
เจอน้ำหรือไม่ก็เดาไม่ออก สิ่งที่อิสอัคทำนั้นช่วยให้ประหยัดเพราะขุดตามรอยเดิมที่เคยใช้มาก่อน


ปฐมกาล 26:19-22
บ่อน้ำคือความเป็นความตายของผู้คนในสมัยโบราณ การขุดบ่อใช่ว่าจะได้น้ำทุกครั้ง บางทีถ้าไม่เจอตาน้ำก็เท่ากับขุดไปเปล่า ๆ เสียเวลาแต่พระเจ้าได้ทรงอวยพระพรอิสอัค เมื่อคนของเขาขุดบ่อทีไร ก็มักจะเจอตาน้ำ คนชาวฟีลิสเตียที่อยู่ใกล้ ๆ อิสอัคเข้าใจแล้วว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเขา เพราะเขาเจริญขึ้น มั่งคั่งขึ้นเรื่อย ๆ

 ที่จริง เขาก็น่าจะกลับขึ้นไปทางเหนือได้แล้ว ที่มาอยู่แถวนี้ก็เป็นเพราะเกิดการอดอยากขึ้น ตอนนี้สภาพครอบครัวก็ดีพระเจ้าทรงอวยพระพรให้เขามีกินมีใช้บริบูรณ์ไม่จำเป็นต้องไปให้ชาวเกราร์มาตามราวีอีกเขาจึงย้ายไปขุดบ่ออีกที่ ซึ่งไม่มีใครมาวอแวเหมือนเดิม ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างสงบ อิสอัคตระหนักดีว่า พระพร ความเจริญที่เกิดขึ้นเป็นมาจากพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา

อิสอัครักสันติ




ปฐมกาล 26:23-25
จากนั้น อิสอัคเดินทางขึ้นไปยังเบเออร์เชบาซึ่งเป็นที่ ๆ พ่อเคยอยู่ แล้วพระเจ้าทรงมาหาตรัสอวยพรแก่เขาว่าจะให้ลูกหลานมากมาย เมื่อเขาพบพระเจ้า เขาก็ตั้งแท่นบูชาขึ้นก่อนอื่นใด  จากนั้นตั้งเต็นท์และขุด บ่อ จริง ๆ แล้วดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่บรรยาย จะเล่าเรื่องก่อนที่ลูกชายทั้งสองจะเกิด การบรรยายแบบย้อนไปมาแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยในบันทึกสมัยโบราณ
 
ปฐมกาล 26:26-28
จากการที่อิสอัคไม่ได้ต่อสู้กับอาบีเมเลคตั้งแต่ต้นทั้ง ๆ ที่เขามีกำลังมากกว่า และพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเขาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้อาบีเมเลคเองรู้สึกกลัวอิสอัค  และเมื่อปรึกษากัน เขาจึงเห็นว่าควรทำสัญญาสันติภาพเอาไว้ ไม่งั้นอาจเป็น
อันตรายในวันข้างหน้า สิ่งที่เราเห็นได้ชัดตรงนี้คือ ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย เราเองก็อยากให้คนอื่นได้เห็นพระเจ้าในเราอย่างนี้

ปฐมกาล 26:29-31
อาบีเมเลคเป็นผู้ปกครองที่มองไกล และเขาเองคงมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับชนชาติอื่น ๆที่อยู่ใกล้เคียง จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอดนั้นพวกคนงานของเขาเป็นคนใจร้อนและหาเรื่องได้เสมอ ที่จริงอาบีเมเลคน่าจะจัดการคนของเขามากกว่า แต่อาจเป็นเพราะเขาเห็นชัดว่า พระเจ้าทรงอวยพระพรอิสอัคมากมาย และเดาไม่ได้ว่าใครจะเป็นคนเริ่ม
ศึกชิงแผ่นดินในครั้งหน้า เขาจึงรีบมาทำพันธสัญญาเอาไว้เลย อิสอัคเองก็ได้ประโยชน์ด้วย

ปฐมกาล 26:32-33
เราจะเห็นพระพรของพระเจ้า ซ้ำแล้วซ้ำอีกให้กับอิสอัค ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรโดดเด่น ผู้ที่เด่นคือพระเจ้า .. พระองค์ประทานน้ำที่จำเป็นให้กับเขาอีก เรื่องนี้สำคัญมากเพราะที่ดินในปาเลสไตน์ส่วนใหญ่จะแห้งแล้ง เต็มด้วยกรวด หิน จะทำการปลูกพืชก็ต้องเตรียมดิน เอาหินออก และต้องมีน้ำเพียงพอ
Spurgeon กล่าวว่า เป็นบ่อน้ำที่แม้กระทั่ง
ศัตรูยังมาแสวงหาความร่วมมือ และถวายเกียรติพระเจ้าของอิสอัค..
 
ปฐมกาล 26:34-35
อับราฮัมได้บอกกับคนรับใช้ของท่าน
ไว้แล้วว่า ไม่ให้หาภรรยาให้ลูกชายจากหมู่คนคานาอัน (ปฐมกาล 24:3-4) แต่หลานปู่คือเอซาวกลับไปมีภรรยาเป็นชาวเมืองที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้าเป็นคนฮิทไทต์ แล้วแถมไม่ได้มีคนเดียวแต่มีสองคนรวดเลย เราน่าจะเดาได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในบ้านของพวกเขา ภรรยาสองคนนำเอาพระอื่นเข้าบ้าน ทั้งสองต้องคอยแย่งความรักสามี เมื่อมีลูกก็ต้องสอนลูกให้แข่งกันอีก​…สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งอิสอัคและเรเบคาห์เป็นทุกข์ทุกวัน 


พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 26
1* ปฐมกาล 12:10; 20:1-2
2* ปฐมกาล 12:7; 17:1; 18:1; 35:9; 12:1
3* ฮีบรู 11:9; ปฐมกาล 28:13, 15; 12:2; 12:7; 13:15; 15:18; 22:16
4* ปฐมกาล 15:5; 22:17; 12:3; 22:18; กาลาเทีย 3:8
5* ปฐมกาล 22:16, 18
7* ปฐมกาล 12:13; 20:2, 12, 13; สุภาษิต 29:25;
ปฐมกาล 12:11; 24:16; 29:17
10* ปฐมกาล 20:9



11* สดุดี 105:25
12* มัทธิว 13:8, 23; ปฐมกาล 24:1; 25:8, 11; 26:3
13* สุภาษิต 10:22
14* ปฐมกาล 37:11
15* ปฐมกาล 21:25, 30
16* อพยพ 1:9
18* ปฐมกาล 21:31
20* ปฐมกาล 21:25
22* ปฐมกาล 17:6; 28:3; 41:52

24* ปฐมกาล 26:2; 17: 7-8; 24:12; 15:1; 26:3-4
25* ปฐมกาล 12:7-8; 13:4, 18; 22:927* ผู้วินิจฉัย 11:7 ;ปฐมกาล 26:16
28* ปฐมกาล 21:22-23
29* ปฐมกาล 24:31
30* ปฐมกาล 19:3
31* ปฐมกาล 21:31
33* ปฐมกาล 21:31; 28:10
34* ปฐมกาล 28:8; 36:2
35* ปฐมกาล 27:46; 28:1,8

ปฐมกาล 25 อับราฮัมถึงเอซาวและยาโคบ

ภาพวาดโดย James Tissot

อับราฮัมจากไป
1 อับราฮัมมีภรรยาอีกคนชื่อเคทูราห์
2 เธอคลอดลูกชายให้เขาหลายคน คือศิมราน โยกชาน เมดาน มีเดียน อิชบากและชูอาห์
3 โยกชานมีลูกชายชื่อเชบาและเดดาน ลูกหลานของเดดานคือพวกอัสชูริม เลทูชิมและเลอุมมิม
4 ลูกชายของมีเดียนคือ เอฟาห์
เอเฟอร์ ฮาโนค อาบีดา และเอลดาอาห์
ทั้งหมดนี้คือลูกหลานของนางเคทูราห์
5 อับราฮัมยกสมบัติให้แก่อิสอัคทั้งหมด
6 แต่ขณะที่ยังมีชีวิตก็ได้ให้สมบัติบางอย่างกับลูกชายที่เกิดจากภรรยาน้อยเหล่านี้ เขาให้พวกเขาออกไปอยู่แผ่นดินทางทิศตะวันออก ห่างไกลจากอิสอัคลูกชายของเขา   7 อับราฮัมอายุรวม 175 ปี ก็หายใจเป็นครั้งสุดท้าย และสิ้นชีวิตเมื่อชรามาก
8 เขาเป็นคนที่มีอายุยืนนานและร่างของเขาถูกรวมไปเก็บไว้กับบรรพบุรุษของเขา
9 อิสอัคกับอิชมาเอลลูกชาย
ได้ฝังเขาไว้ในถ้ำมัคเปลาห์ใกล้มัมเร ในทุ่งของเอเฟรน
10 เป็นทุ่งที่อับราฮัมซื้อจากชาวฮิตไทต์ อับราฮัมจึงถูกเก็บศพไว้กับ
ซาราห์ภรรยาของเขาที่นั่น
11 หลังจากที่อับราฮัมสิ้นชีวิตไป พระเจ้าทรงอวยพรอิสอัคลูกชายของเขา ซึ่งขณะนั้น อาศัยที่ เบเออลาไฮรอย

เชื้อสายของอิชมาเอล
12 ต่อไปเป็นลำดับวงศ์ของอิชมาเอล ลูกชายอับราฮัมซึ่งเกิดกับฮาการ์สาวใช้ชาวอียิปต์ของซาราห์

13 อิชมาเอลมีลูกชายเรียงตามลำดับเกิดคือ เนบาโยธ บุตรหัวปีของอิชมาเอล เคดาร์ อัดบีเอล มิบสัม
14 มิชมา ดูมาห์ มัสสา
15 ฮาดัด เทมา เยทูร์ นาฟิช และเคเดมาห์
16 เขาเหล่านี้เป็นบุตรชายของ
อิชมาเอล ชื่อที่กล่าวมาเป็นชื่อของพวกเขาตามการตั้งถิ่นฐาน และตามค่ายของพวกเขา ทั้งสิบสองคนเป็นหัวหน้าเผ่าของเขา
17 อิชมาเอลมีอายุถึง 137 ปีก็สิ้นชีวิต และถูกรวมไว้กับบรรพบุรุษของเขา
18 ส่วนลูกหลานทั้งหลายอาศัยอยู่ตั้งแต่ ฮาวิลาห์ และ ชูร์ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศ อียิปต์ บนเส้นทางไป
ทางอัชชูร์ และเขาเหล่านั้นต่างเผชิญหน้ากับพี่น้องทั้งหมด

ยาโคบและเอซาว
การแก่งแย่งตั้งแต่ในครรภ์
19 จากนี้เป็นลำดับวงศ์ของอิสอัค ลูกชายอับราฮัม อับราฮัมเป็นพ่อ
ของอิสอัค
20 อิสอัคอายุ 40 ปี ตอนที่เขา แต่งงาน กับเรเบคาห์ลูกสาวเบธูเอลชาวอารัมจากปัดดาน-อารัม เธอเป็นน้องสาวลาบัน ชาวอารัม (ซีเรีย) นั้น
21 อิสอัคอธิษฐานเพื่อภรรยาของเขา เพราะเธอเป็นหมัน และพระยาห์เวห์ทรงตอบคำอธิษฐาน เรเบคาห์ภรรยาของเขาก็ตั้งครรภ์
22 ทารกในครรภ์ต่างสู้กันอยู่ในครรภ์และเธอกล่าวว่า “ทำไมเรื่องอย่างนี้ต้องเกิดกับฉันด้วย?” เธอจึงไปทูลถามพระยาห์เวห์ 
23 และพระยาห์เวห์ ตรัสกับเธอว่า “มีสองชนชาติอยู่ในตัวของเจ้า ทั้งสองชนชาติที่เกิดจากตัวเจ้าจะแยกออกจากกัน ฝ่ายหนึ่งจะแข็งแรงกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง คนพี่จะรับใช้คนน้อง”

 24 เมื่อครบกำหนดคลอด ดูสิ มีลูกแฝดอยู่ในครรภ์ของเธอ
25 คนแรกที่คลอดออกมานั้น ตัวแดง มีขนทั้งตัวเหมือนเสื้อขนสัตว์ พวกเขาจึงตั้งชื่อว่าเอซาว
26 แล้วน้องชายก็คลอดออกมา มือของน้องจับส้นเท้าของเอซาวไว้ เขาจึงได้ชื่อว่ายาโคบ (แปลว่าจับส้นเท้าหรือ เขาเป็นคนหลอกลวง) ตอนที่เธอคลอดลูกแฝดนั้น อิสอัคอายุ 60 ปี

27 เมื่อเด็กชายทั้งสองโตขึ้น
เอซาวเป็นนายพรานที่ช่ำชอง ชอบใช้ชีวิตในท้องทุ่ง ส่วนยาโคบเป็นคนเงียบสงบ ชอบอยู่ในเต็นท์
28 อิสอัคเองรักเอซาวเพราะเขาชอบกินเนื้อสัตว์ที่ลูกล่ามาได้ ส่วนเรบาคาห์รักยาโคบ

เริ่มที่แกงถั่วแดง
29  วันหนึ่ง ขณะที่ยาโคบกำลังต้มเนื้ออยู่ เอซาวก็กลับมาจากทุ่งกว้าง และหิวจัด
 30 เขากล่าวกับเอซาวว่า “ขอกินแกงถั่วแดงนั่นหน่อย ฉันเหนื่อย หิวมาก (เขาจึงมีอีกชื่อว่าเอโดมที่แปลว่า แดง) 
31 ยาโคบตอบว่า “ขายสิทธิ์หัวปีของพี่ให้ฉันก่อนสิ”
32 เอซาวจึงกล่าวว่า “นี่ ฉัน
กำลังหิวจะตายอยู่แล้ว สิทธิบุตรหัวปีจะมีประโยชน์อะไรกันนักหนา?”
 33 แต่ยาโคบกลับโต้กลับมาว่า “สาบานให้ฉันวันนี้ก่อนแล้วกัน”
เอซาวจึงสาบาน และโอนสิทธิบุตรหัวปีของเขาให้แก่ยาโคบ
34 ยาโคบจึงแบ่งขนมปังและแกง ถั่วแดงต้มให้เอซาว เขากิน และดื่มเสร็จก็ลุกจากไป นี่เท่ากับว่า เอซาวดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของเขาเอง 
 

25:25 คำว่าเอซาวอาจจะมีความหมายว่าขนดกเขามีอีกชื่อหนึ่งว่าเอโดมซึ่งแปลว่าแดง
25:26 คำว่ายาโคบมีความหมายว่าเขาจับส้นเท้า(เป็นสำนวนแปลว่าเขาหลอกลวง)

อธิบายเพิ่มเติม

อับราฮัมจากไป
ปฐมกาล 25:1-4
ต่อมาอับราฮัมมีภรรยาอีก และพระคัมภีร์ได้บันทึกชื่อของลูกหลานของนางเคทูราห์ เธอมีลูกชาย 6 คน ผู้เขียนก็เลือกที่จะบันทึกชื่อ บางคนเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคน เพื่อจะให้เห็นว่าชนบางกลุ่มในตะวันออกกลางเป็นเชื้อสายของอับราฮัมเอง ลูกหลานของเคทูราห์ เป็นบรรพบุรุษของคนมีเดียนและเชบา คนมีเดียนกับอิสราเอลก็จะมีเรื่องกันเสมอ (ตัวอย่างในผู้วินิจฉัย 6:3)
ส่วนเชบานั้น เป็นแผ่นดินที่ราชินีแห่งเชบาได้เดินทางมาฟังสติปัญญาของโซโลมอน (1 พงศ์กษัตริย์ 10:10)Bethancourt, Phillip. Exalting Jesus in Genesis (Christ-Centered Exposition Commentary) (p. 169).
ปฐมกาล 25:5-6
ไม่ว่าอับราฮัมจะมีลูกกี่คน  เชื้อสายที่เป็นอิสราเอล ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก จะนับผ่านอิสอัคเท่านั้นเป็นคำตรัสของพระเจ้าเมื่อมีปัญหาเรื่องอิสอัคกับอิชมาเอลในปฐมกาล 21:12   และเขาก็ยกสมบัติทั้งสิ้นให้กับอิสอัคทั้งหมด ถึงกระนั้น อับราฮัม  ยังมีคนอื่นนอกจากเคทูราห์ด้วย เขาได้รับผิดชอบต่อลูกทุกคนโดยให้มรดกเพื่อเริ่มต้นชีวิตให้กับพวกเขา แต่เขาก็ยัง
ให้อิสอัคมาเป็นที่หนึ่งในใจ เพราะอิสอัคเป็นลูกชายแห่งพันธสัญญา ลูกชายคนอื่น
จึงถูกกันออกไปให้อยู่ทางตะวันออก เราคงจำกันได้ว่า ตอนที่เขาให้อิชมาเอลออกไป ก็ด้วยวางใจพระดำรัสของพระเจ้าที่ตรัสว่า ไม่ต้องห่วง เพราะจะทรงให้อิชมาเอลเป็นชนชาติหนึ่งแน่นอน 21:12-13  เราเห็นความชัดเจนของการที่อับราฮัมจัดเตรียมทางให้กับอิสอัคตามพระสัญญาของพระเจ้า
 
ปฐมกาล 25:7-11
ในวันที่พ่อเสียชีวิต (ผู้เขียนใช้คำว่า หายใจครั้งสุดท้าย ) พระเจ้าทรงอวยพระพรให้อับราฮัมเป็นคนชรามีชีวิตที่ยืนนาน   และดูเหมือนจะมีสุขภาพดีด้วย พระเจ้าทรงอวยพระพรเขาไว้ใน ปฐมกาล 15:15
(ทั้งอิสอัคและยาโคบก็ได้พรของชีวิตชราที่ดีแบบนี้เช่นกัน ดูปฐมกาล 35:29 และ 49:33) 
อิชมาเอลก็ได้กลับมาดูหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ศพของเขาถูกเก็บไว้ในถ้ำที่ซาราห์ ภรรยาคนแรกของเขาถูกเก็บไว้
มีคำที่น่าสนใจอยู่ในข้อความตอนนี้ คือ พระเจ้าทรงอวยพรอิสอัคลูกชายที่อาศัยอยู่ทางด้านใต้ของเฮโบรน ในขณะที่ลูกชายคนอื่น ๆ กำลังไปสร้างถิ่นฐานทางตะวันออก อิสอัคจะเป็นคนที่สร้างชาติใหม่ขึ้นคือ เชื้อสายอิสราเอล
ส่วนอิชมาเอลก็เป็นคนนักธนูที่กล้าหาญ อาศัยริมทะเลทราย  

เชื้อสายของอิชมาเอล
ปฐมกาล 25:12-16
ก่อนที่ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกไว้  ก็ได้บันทึกเรื่องราวของอิชมาเอล ลูกชายอีกคนที่พระเจ้าก็ทรงห่วงใยอิชมาเอล มีลูกชายถึงสิบสองคน เขาเป็นคนที่ได้รับพรจากพระเจ้า แม้จะไม่ได้เป็นลูกชายแห่งพันธสัญญาเหมือนกับอิสอัค
อิชมาเอลกลายเป็นหัวหน้าเผ่า เป็นเจ้านาย ตามที่พระเจ้าทรงอวยพระพรฮาการ์ไว้ แน่นอนว่า ครอบครัวของอิชมาเอลจะขยายออกไปมากมาย โดยที่เขาขยายออกไปทางตะวันออกของแผ่นดินที่พ่อเขาอาศัยอยู่ ดู ปฐมกาล 16:11-12 ผู้เขียนยืนยันว่า พระเจ้าทรงอวยพระพรอิชมาเอลเช่นกัน

ปฐมกาล 25:17-18
จะเห็นได้ว่า อิชมาเอลมีอายุยืนนานมากทีเดียว แม้ว่าจะไม่ยืนยาวเหมือนกับอับราฮัม
อย่างที่เราเห็นแล้วว่า ลูกชายของเขามีถึง 12 คนซึ่งแน่นอนว่าจะมีลูกหลานเต็มไปหมด ต่อมาลูกสาวคนหนึ่งของเขาได้แต่งงานกับเอซาวซึ่งเป็นหลานชายของอับราฮัม (ลูกอิสอัค)แต่จากพระคำข้อนี้  พวกเขาย้ายไปอยู่ทางชายแดนของอียิปต์  (อัชชูร์เป็นชนเผ่าที่อยู่ในคาบสมุทรซีนาย) เราได้เห็นว่า ลูก ๆ ที่กระจัดกระจายไปต่างไม่ได้รักกัน แต่เผชิญหน้าพร้อมที่รบกันทุกเมื่อ  

ยาโคบและเอซาว
การแก่งแย่งตั้งแต่ในครรภ์
 ปฐมกาล 25:19-21
ถึงแม้อิสอัคจะเป็นลูกชายของอับราฮัมที่เป็นบิดาแห่งประชาชาติ แต่แล้วกลับพบว่า ภรรรยาของเขาเป็นหมัน ดังนั้น เขาจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า คำนี้ในภาษาเดิมใช้ว่า อาตาร์  עָתַר (ʿatar)ซึ่งมีความหมายว่า มีการถวายเครื่องบูชาไปกับการอธิษฐานด้วยเขาขอให้มีลูก จะเห็นได้ว่า ทั้งสองจะต้องได้รับการอัศจรรย์ของพระเจ้าด้วย ไม่ใช่คิดว่าจะได้ลูกเองมาง่าย ๆ ทุกเดือนตลอดยี่สิบปีที่อยู่ด้วยกัน เรเบคาห์จะพบ ว่า เธอไม่ได้ตั้งครรภ์ สำหรับทั้งสอง การตั้งครรภ์ครั้งนี้บอกว่าพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานจริง ๆ    แม้พระเจ้าจะทรงสัญญาว่าจะให้ แต่พระองค์ก็ทรงประสงค์ความร่วมมือจากมนุษย์เช่นกัน เราจึงไม่ต้องถามว่า ทำไมเราต้องอธิษฐาน ข้อความตอนนี้พูดกับเราทุกคนชัดเจนมาก

ปฐมกาล 25:22-23
พอตั้งครรภ์แล้วก็มีเรื่องกวนใจอีก ทารกทั้งสองสู้กันตั้งแต่นั้นมา ความทุกข์จากการตั้งครรภ์ครั้งนี้  น่ามีอาการอาเจียนที่รุนแรง  หายใจไม่ออก เจ็บปวด นอนไม่หลับ ฯลฯ สารพัดอาการที่จะเกิด
ขึ้นกับคนตั้งครรภ์ แถมลูกยังหนักมากด้วยเพราะเป็นทารกสองคน เธอถึงกลับคิดว่า ทำไมจึงทรมานเช่นนี้
เธอทนแทบไม่ได้ถึงกับถามเหตุผลจากพระเจ้า ทารกสองคนนี้สู้กันตั้งแต่อยู่ในท้อง ทั้งสองกำลังบอกพ่อแม่ว่า ต่อให้โตขึ้นมา ก็จะยังสู้กันต่อไป  เขาจะเป็นสองชนชาติที่สู้กันในอนาคตพระเจ้าประทานลูกชายสองคน เพื่อว่าพระประสงค์ของพระองค์จะปรากฏแม้ว่า มนุษย์ไม่ดีพอ แม้ว่าลูกชายทั้งสองที่เกิดมา จะสร้างปัญหากับพ่อแม่หลายอย่าง  พระพร บางครั้งก็มาพร้อมกับความยุ่งยาก

ปฐมกาล 25:24-28
เด็กทารกทั้งสองเกิดมาก็เป็นคู่แข่งกันแล้ว พ่อกับแม่จะเลือกรักไม่เท่ากันแน่นอนลูกคนโตมีขน ตัวแดงจึงมีชื่อว่า เอซาว(ต่อมาเอซาวเป็นต้นตระกูลคนชาวเอโดม ซึ่ง
กลายเป็นศัตรูสำคัญของอิสราเอล)
มือของน้องจับพี่เอาไว้ตั้งแต่เกิด … ชี้ให้เห็นว่าเขาจะเอาบางอย่างของพี่ไป เป็นคนที่จะแย่งทุกสิ่งจากพี่ที่จริง ยาโคบคนนี้จะหลอกทั้งพี่ พ่อ และลุงในอนาคต 
พระเจ้าได้ตรัสกับเรเบคาห์ชัดเจนว่า พี่จะรับใช้น้อง และเมื่อเด็กทั้งสองโตขึ้นมา เราจะเห็นความลำเอียงของพ่อกับแม่ชัดเจน อิสอัคน่าจะเป็นคนชอบกินด้วย เพราะบันทึกว่า เขาชอบกินของที่เอซาวล่ามาได้ ส่วนยาโคบนั้น คงเป็นคนที่ช่วยแม่ทำงานในบ้านมากหน่อย แม่จึงรักมาก

เริ่มที่แกงถั่วแดง
ปฐมกาล 25:29-32
แล้ววันหนึ่ง เมื่อเอซาวกลับมาแบบเหนื่อยจัดทั้งหิว ร้อน เขาจึงขอแกงจากน้อง ยาโคบคงอยากได้สิทธิหัวปีมานานแล้ว และคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้มา เมื่อโอกาสเปิด เขาก็พูดเลยว่า เขาต้องการสิทธิหัวปีแลกอาหารมือนี้   
สิทธิหัวปีคือการที่ลูกชายคนโตจะได้ทรัพย์สมบัติมากกว่าคนอื่น ๆ เท่าตัว และจะเป็นคนที่สืบตระกูลต่อจากพ่อ ตอนนั้น เอซาวหน้ามืด เขารู้สึกเหมือนจะตาย
สิทธิบุตรหัวปีจึงไม่มีความหมาย  

ปฐมกาล 25:33-34
ยาโคบให้พี่ชายสาบานว่าจะให้สิทธินั้นจริง ๆ และก็ส่งอาหารให้พี่ชาย ที่กิน
อย่างไม่ยั้ง แทนที่ยาโคบจะให้อาหารกับพี่ชายดี ๆ ให้ง่าย ๆ และมีน้ำใจกับพี่ เขากลับเอาเปรียบ
ในขณะเดียวกัน เอซาวก็หุนหันพลันแล่น ไม่คิดอะไรมาก น้องชายซื้อสิทธิบุตรหัวปีด้วยแค่ขนมปังกับแกงถั่วแดง! มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำกันได้ขนาดนี้
ฉากนี้เองทำให้ใคร ๆ ได้เห็นว่า ยาโคบไตร่ตรองมานานแล้ว และฉวยโอกาสทันที เขาให้พี่ชายสาบานว่าจะให้ และก็ส่งอาหารให้พี่ชายที่กินอย่างไม่ยั้ง แทนที่ยาโคบจะให้อาหารกับพี่ชายดี ๆ ให้ง่าย ๆ และมีน้ำใจกับพี่ เขากลับเอาเปรียบ
ในขณะเดียวกัน เอซาวก็หุนหันพลันแล่น ไม่คิดอะไรมาก น้องชายซื้อสิทธิบุตรหัวปีด้วยแค่ขนมปังกับแกงถั่วแดง! มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำกันได้ขนาดนี้
เรื่องของเอซาวและยาโคบ ยังมีการพูดถึงอีกในมาลาคี 1:1-5 บ่งบอกว่า พระเจ้าทรงเลือกลูกหลานของยาโคบ ไม่ใช่ลูกหลานของเอซาว  พระองค์ทรงเลือกน้องชาย ไม่ได้เลือกพี่ชาย แต่การทำเช่นนั้น
พระเจ้าทรงเลือกมาก่อนที่ทั้งสองจะเกิดเสียอีก (โรม  9:6-16) พระองค์ทรง
ยืนยันชัดเจนว่า ทรงเลือกน้องคนนี้เพื่อที่จะให้สืบต่อพันธสัญญาของพระองค์ที่มี ต่ออับราฮัม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนในเชื้อสายอิสราเอลเชื่อในพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงส่งมาภายหลัง   อย่างไรก็ดี พวกเขายังคงเป็นชนชาติที่ประกาศให้โลก
รู้ว่า พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชาวโลกผ่านทางพวกเขานั้น ยังคงเป็นจริง พระผู้ช่วยให้รอดทรงมาบังเกิดในโลกผ่านชนชาติอิสราเอลและพระองค์ทรงให้ทั้งโลกได้รับพระพรแห่งความรอดผ่านพระเยซูผู้ทรงเป็นชนชาตินี้ 
เรื่องราวของโลกในปัจจุบันทำให้เราเห็นว่า พระประสงค์ของพระเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทรงรื้อฟื้นชนชาติอิสราเอลที่หายไปจากการเป็นประเทศกลับมาใหม่
และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงให้บันทึกไว้นั้นจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 25
1* 1 พงศาวดาร 1:32-33
2* 1 พงศาวดาร 1:32-33
5* ปฐมกาล 24:35-36
6* ปฐมกาล 21:14; ผู้วินิจฉัย 6:3
8* ปฐมกาล 15:15, 47:8-9; 25:17; 35:29; 49:29, 33
9* ปฐมกาล 35:29; 50:13; 23:9, 17; 49:30
10* ปฐมกาล 23:3-16; 49:31
11* ปฐมกาล 16:14
12* ปฐมกาล 11:10, 27; 16:15
13* 1 พงศาวดาร 1:29-31
16* ปฐมกาล 17:20
17* ปฐมกาล 25:8; 49:33

18* 1 ซามูเอล 15:7; ปฐมกาล 16:12
19* ปฐมกาล 36:1, 9; มัทธิว 1:2
20* ปฐมกาล 22:23; 24:15, 29, 67; 24:29
21* 1 พงศาวดาร 5:20; โรม  9:10-13
22* 1 ซามูเอล 1:15; 9:9; 10:22
23* ปฐมกาล 17:4-6, 16; 24:60; 2 ซามูเอล 8:14; โรม 9:12
25* ปฐมกาล 27:11, 16. 23
26* โฮเชยา 12:3; ปฐมกาล 27:36
27* ปฐมกาล 27:3, 5; โยบ 1:1, 8 ; ฮีบรู 11:9
28* ปฐมกาล 27:4, 19, 25, 31; 27:6-10
32* มาระโก 8:36-37
33* ฮีบรู 12:16
34* ปัญญาจารย์ 8:15; ฮีบรู 12:16-17

ปฐมกาล 24 ตามหาเธอเพื่ออิสอัค

ภาพวาดโดยเจมส์ ทิสสอท (1836 – 1902)

คำสาบานต่อนาย
1 เวลานี้ อับราฮัมชรามาก และพระยาห์เวห์ทรงอวยพระพรเขาทุกอย่าง
  2 อับราฮัมกล่าวกับบ่าวที่อาวุโสที่สุดในบ้าน และเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินทุกอย่างของเขา “จงวางมือของเจ้าไว้ที่ใต้ขาอ่อนของเรา
 3 เพราะเราต้องการให้เจ้าสาบานในพระนามแห่งองค์เจ้านาย พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินว่า เจ้าจะไม่เลือกเอาลูกสาวชาวคานาอันซึ่งเราเอง ได้อาศัยในหมู่พวกเขามาให้ลูกชายของเรา
4 แต่เจ้าจะเดินทางไปยังบ้านเกิดของเรา ไปหาญาติพี่น้องของเรา เพื่อเลือกภรรยาให้อิสอัคลูกชายของเรา”
  5 บ่าวผู้นั้นตอบท่านว่า “หากหญิงสาวผู้นั้นไม่ยอมติดตามข้าพเจ้ามายังแผ่นดินนี้ ข้าพเจ้าจะต้องนำลูกชายของท่านกลับไปยังบ้านเมืองที่ท่านละจากมาอย่างนั้นหรือ?”
  6 อับราฮัมตอบเขาว่า “เจ้าจะต้องไม่นำลูกชายของเรากลับไปที่นั่น
7 องค์พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงนำข้าออกมาจากบ้านของพ่อ และจากแผ่นดินบ้านเกิด พระองค์ตรัสกับข้าและทรงปฏิญาณว่า ‘เราจะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่ผู้สืบเชื้อสายของเจ้า’ พระองค์จะทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์ล่วงหน้าเจ้า และเจ้าจะหาภรรยาให้ลูกชายของเราจากที่แห่งนั้น
  8 แต่หากผู้หญิงคนนั้นไม่เต็มใจที่จะตามเจ้ามา เจ้าก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เจ้าพ้นคำสาบานนี้ แต่อย่าพาลูกชายของเรากลับไปที่นั่น”
9 ดังนั้นบ่าวจึงวางมือของเขาไว้ที่ใต้ขาอ่อนของอับราฮัมเจ้านายของเขา และสาบานต่ออับราฮัมในเรื่องนี้

ออกเดินทาง
10 แล้วบ่าวก็นำอูฐของนายสิบตัว รวมทั้งของขวัญอันมีค่าจากนายของเขา ลุกขึ้นและเดินทางไปยังอารัมนาหะราอิม มุ่งไปยังเมืองของนาโฮร์
 11 พอตกเย็น เมื่อเหล่าหญิงสาวพากันออกมาตักน้ำ เขาก็ให้อูฐหมอบลงพักนอกเมือง  ใกล้บ่อน้ำ

คำอธิษฐาน
12 เขาอธิษฐานว่า “โอ พระยาห์เวห์ พระเจ้าของอับราฮัม นายของข้าพเจ้า
วันนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้รับความสำเร็จด้วยเถิด  ขอพระองค์สำแดงรักมั่นคงที่ทรงมีต่ออับราฮัม นายของข้าพเจ้า
 13 โอ.. ข้าพเจ้ายืนอยู่ตรงนี้ข้างบ่อน้ำพุ  และเหล่าลูกสาวของคนในเมืองก็กำลังออกมาตักน้ำ

14 ข้าพเจ้าจะพูดกับหญิงสาวคนหนึ่งว่า ‘ขอวางโถน้ำของเธอลง เพื่อข้าจะได้ดื่ม’ หากเธอตอบว่า  ‘เชิญท่านดื่มน้ำ และข้าเจ้าจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วยเจ้าค่ะ’ก็นับว่า เธอเป็นคนที่พระองค์ทรงเลือกไว้ให้อิสอัคผู้รับใช้ของพระองค์ และถ้าเหตุการณ์
เกิดขึ้นตามนี้ ข้าพเจ้าจะได้มั่นใจว่า พระองค์ทรงแสดงความรักมั่นคงต่อเจ้านายของข้าพเจ้าแล้ว”
15 ก่อนที่เขาจะอธิษฐานจบ   ดูสิ เรเบคาห์ลูกสาวของเบธูเอลซึ่งเป็นลูกชายของมิลคาห์ ภรรยานาโฮร์น้องชาย
ของอับราฮัม ก็แบกโถน้ำใส่บ่าเดินออกมา
คำตอบจากพระเจ้า
16 เธอเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามมากเป็นสาวพรหมจารี ไม่มีชายใดแตะต้องเธอมาก่อน
เธอเดินไปที่บ่อน้ำ เติมน้ำเต็มโถแล้วก็กลับขึ้นมา
17 บ่าวผู้นั้นก็ปราดวิ่งไปหาเธอ พูดว่า “ขอน้ำในโถของเธอให้ฉันสักนิดเถอะ”
18 เธอตอบว่า “นายเจ้าคะ ขอเชิญดื่มเถิด” และเธอก็รีบเอาโถลง ให้เขาดื่มน้ำทันที
19 เมื่อให้เขาดื่มเสร็จแล้ว เธอกล่าวว่า “ข้าเจ้าจะตักน้ำให้อูฐของท่านกินจนอิ่มด้วยเจ้าค่ะ”
20 จากนั้น เธอรีบเทน้ำจากโถลงในรางน้ำแล้ววิ่งไปที่บ่ออีก ตักน้ำมาให้อูฐครบทุกตัว
21 เขาเฝ้าจ้องดูเธอเงียบๆ เพื่อพิจารณาว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้การเดินทางของเขาประสบความสำเร็จหรือไม่
ของขวัญให้หญิงสาว
22 เมื่ออูฐอิ่มน้ำแล้ว เขาก็ล้วงเอาแหวนทองคำหนักครึ่งเชเขล (หนักประมาณ 2 สลึงหรือ 6 กรัม) กำไลมือทองคำคู่หนึ่งหนัก 10 เชเขล​(หนักประมาณ 7 บาท หรือ 120 กรัม) ออกมามอบให้เรเบคาห์
23 เขากล่าวว่า “บอกหน่อย เธอเป็นลูกสาวใครกัน? พ่อของเธอมีห้องพักให้พวกเราได้ค้างคืนได้ไหม?”


 

ของขวัญให้หญิงสาว
24“ข้าเจ้าเป็นลูกสาวของพ่อเบธูเอล
ลูกชายของย่ามิลคาห์กับปู่นาโฮร์” เธอตอบยังกล่าวต่อไปว่า “บ้านเรามีฟาง และอาหารพอให้สัตว์ รวมทั้งห้องให้พวกท่านค้างคืนด้วยเจ้าค่ะ”
26 เขาจึงก้มหัวลง กราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า
 27กล่าวทูลว่า “สรรเสริญองค์พระยาห์เวห์พระเจ้าของอับราฮัม นายของข้าพเจ้าพระองค์ไม่ทรงลืมความเมตตาและความซื่อตรงของพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้านายของข้าพเจ้าพระองค์ทรงนำให้ข้ามาถึงบ้านของญาติพี่น้องของเจ้านายของข้าพเจ้า”

ครอบครัวเข้าใจทันที
28 ส่วนหญิงสาวก็วิ่งกลับไปบอกคนในบ้านของมารดาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 
29พี่ชายของเรเบคาห์คือลาบัน จึงรีบมาพบชายคนนั้นที่บ่อน้ำ
30 เพราะเขาเห็นแหวนและกำไลที่ข้อมือน้องสาวและเมื่อเขาได้ยินเรเบคาห์เล่าสิ่งที่ชายคนนั้นกล่าวกับเธอ เขาจึงออกไปหาชายคนนั้น และพบเขายืนอยู่ข้าง ๆ บ่อน้ำกับฝูงอูฐ
31 “ขอเชิญท่านเข้าไปข้างใน”เขากล่าว “ท่านที่พระยาห์เวห์ทรงอวยพระพร  เหตุใดจึงยืนอยู่ข้างนอกเล่า ในเมื่อข้าพเจ้าได้จัดเตรียมบ้านให้เรียบร้อยแล้ว และยังมีที่สำหรับอูฐของท่านด้วย?” 
32  เขาจึงเข้าไปในบ้าน และมีคนมาช่วยยกของลงจากหลังอูฐ  และจัดฟาง อาหารให้พวกมัน  มีน้ำล้างเท้าให้กับเขาและคนที่มา   
33แต่เมื่อมีอาหารตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว เขากลับพูดว่า “ข้าพเจ้ายังไม่รับประทานจนกว่าจะได้พูดสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องพูดเสียก่อน”  “เชิญท่านพูดมาเลย” ลาบันกล่าว  

บอกเล่าธุระที่เดินทางไกลมา
34 เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นบ่าวของท่านอับราฮัม
35 พระยาห์เวห์ทรงอวยพระพรแก่นายของข้าพเจ้า
มากมาย จนมั่งมีมาก พระองค์ประทานฝูงสัตว์ทั้ง แพะแกะ โค รวมทั้งเงินทอง ผู้รับใช้ชายหญิง รวมทั้งอูฐ และลา 
36   ต่อมา นายหญิงซาราห์ภรรยาของนายก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อเธอมีอายุมากแล้ว และ นายก็ยกทรัพย์สินทั้งสิ้นที่มีอยู่ให้บุตรชายคนนี้ 
37 นายท่านให้ข้าพเจ้าสาบานว่า “เจ้าจะต้องไม่หาลูกสาวชาวคานาอันมาให้เป็นภรรยาของลูกชายเราแม้ว่าเราอยู่ท่ามกลางพวกเขา
38 แต่ให้ไปยังบ้านบิดาของเรา ไปยังหมู่ญาติและหาภรรยาให้บุตรชายของเรา”
39 ข้าพเจ้าจึงตอบนายว่า ‘เธอคนนั้นอาจไม่ตามข้าพเจ้ามา’  
40 แต่ท่านก็พูดกับข้าพเจ้าว่า ‘ข้าดำเนินชีวิตอยู่ในทางของพระยาห์เวห์ พระองค์จะทรงส่งทูตของพระองค์ไปกับเจ้า จะทำให้เจ้าได้พบความสำเร็จ เจ้าจะต้องหาภรรยาให้ลูกชายจากหมู่ญาติของเราจากบ้านบิดาของเรา 
41 เมื่อเจ้าไปหาคนในครอบครัวของเรา  เจ้าก็จะพ้นจากคำสาบานที่ให้กับเราไว้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมยกเธอให้กับเจ้าก็ตาม’
 42 “ดังนั้นวันนี้เมื่อข้าพเจ้ามาถึงบ่อน้ำพุและอธิษฐานว่า “โอ พระยาห์เวห์พระเจ้าของนายของข้าพเจ้า ขอทรงโปรดให้การเดินทางประสบผลตามที่ตั้งใจ






 

 43 บัดนี้ ข้าพเจ้ายืนอยู่ข้างสระน้ำพุ ข้าพเจ้าจะพูดกับหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มที่ออกมาตักน้ำว่า “ขอให้ฉันได้ดื่มน้ำจากโถของเธอสักหน่อยเถิด    
44 และให้เป็นคนที่พูดกับข้าพเจ้าว่า  “เชิญท่านดื่มน้ำและฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วย” เท่ากับเธอคนนั้นเป็นคนที่พระยาห์เวห์ทรงเลือกให้เป็นภรรยาลูกชายของของนายของข้าพระองค์
45 แล้วก่อนที่ข้าจะอธิษฐานจบ ดูสิ เรเบคาห์ก็เดินออกมาพร้อมแบกโถน้ำบนบ่า และเธอเดินไปที่บ่อน้ำ ตักนั้น และข้าพเจ้าพูดกับเธอว่า“ขอน้ำให้ฉันดื่มหน่อย”
46 เธอก็รีบยกโถน้ำจากบ่า และบอกข้าพเจ้าว่า“เชิญดื่มเถิด และดิฉันจะให้น้ำกับฝูงอูฐของท่านด้วย” ข้าพเจ้าจึงได้ดื่มน้ำ และเธอก็ตักน้ำให้อูฐ 
47 ข้าพเจ้าถามเธอว่า “เธอเป็นลูกสาวของใคร?”
เธอตอบว่า “เป็นลูกสาวของพ่อเบธูเอล ซึ่งเป็นลูกชายของปู่นาโฮร์ และ ย่ามิลคาห์”ข้าพเจ้าจึงใส่ห่วงที่จมูกของเธอ และสวมกำไลข้อมือให้
48 แล้วข้าพเจ้าก็ก้มลงนมัสการกราบองค์พระยาห์เวห์ซึ่งทรงเป็นพระเจ้าของอับราฮัม นายของข้าพเจ้าที่ทรงนำข้าพเจ้ามาถูกทาง ให้ได้พบลูกสาวของญาตินาย และพาไปให้ลูกชายของท่าน

ขอลูกสาว
49 บัดนี้ ถ้าท่านจะแสดงความกรุณาและความจริงใจต่อนายของข้าพเจ้าแล้ว ก็ขอให้ท่านบอกข้าพเจ้า หากท่านจะปฏิเสธก็ขอบอกข้าพเจ้าด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้ว่า ควรทำอย่างไรต่อไป
50 ลาบันและเบธูเอลจึงตอบว่า “เรื่องนี้มาจากพระยาห์เวห์ทีเดียวเราจะว่าอะไรได้เล่า ..”
51 “ดูสิ เรเบคาห์ก็อยู่ต่อหน้าท่าน พาเธอไปเถิด    
ให้เธอได้ไปเป็นภรรยาลูกชายของเจ้านายท่าน ดังที่พระยาห์เวห์ทรงนำ”
52 เมื่อผู้รับใช้ของอับราฮัมได้ยินเช่นนั้น
เขาก็ก้มกราบลงถึงดินเพื่อนมัสการพระยาห์เวห์
53 แล้วก็นำเครื่องประดับ แก้วแหวนเงินทอง
รวมทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์มอบให้เรเบคาห์ และยัง
มอบของมีค่าให้แก่พี่ชายและมารดาของเธอด้วย

คำตอบของเรเบคาห์
54 จากนั้น เขาและคนที่มากับเขาก็กินดื่ม และค้างคืนที่นั่น เมื่อพวกเขาตื่นมา คนรับใช้ผู้นั้นกล่าวว่า“ให้ข้าพเจ้ากลับไปหานายของข้าพเจ้าเถิด” แต่
55 พี่ชายและแม่ของเธอว่า “ขอให้เธออยู่กับเราสักสิบวันแล้วเธอค่อยไป”
56 แต่เขาตอบว่า“อย่ารั้งข้าพเจ้าไว้เลย เพราะพระยาห์เวห์ทรงให้ข้าพเจ้าบรรลุตามเป้าหมายแล้วขอให้ข้าพเจ้ากลับไปหานายเถิด”
57 ทั้งสองจึงกล่าวว่า “เราจะเรียกหญิงสาวมาถามดู เธอจะตัดสินใจอย่างไร”58 พวกเขาเรียกเรเบคาห์มาถามว่า “เธอจะไปกับชายผู้นี้หรือไม่?” เธอตอบว่า “ฉันจะไป”  
59 พวกเขาจึงส่งน้องสาวเรเบคาห์ กับพี่เลี้ยงของเธอไปกับบ่าวของอับราฮัมและคนของเขา 
60 พวกเขาอวยพรเรเบคาห์กล่าวว่า “น้องเอ๋ย.. ขอให้เจ้าได้เป็นแม่ของคนจำนวนมากนับแสนและขอให้เชื้อสายของเจ้าได้ครอบครองเมืองของเหล่าศัตรู”
61 แล้วเรเบคาห์กับสาวใช้ของเธอก็ลุกขึ้น ขี่อูฐตามชายผู้นั้น บ่าวของอับราฮัมก็พาเรเบคาห์จากไปพร้อมกับเขา

พบชายหนุ่มที่รออยู่
62 ส่วนอิสอัค กลับมาจากเบเออร์ลาไฮรอย เพราะเขาอาศัยอยู่ที่เนเกบ (ทางใต้)  
63 เวลาเย็น เขาออกไปใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ ในท้องทุ่ง  เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นขบวนอูฐเดินมาทางเขา 
64 เรเบคาห์ ก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเธอเห็นอิสอัค จึงรีบลงมาจากหลังอูฐ
  65 เธอถามบ่าวว่า “ชายคนที่เดินในทุ่งมาหาเราคือใครเจ้าค่ะ?” เขาตอบว่า “เป็นนายของข้าพเจ้าเองขอรับ” เธอจึงหยิบผ้ามาคลุมหน้า
 66 บ่าวจึงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาทำ ให้อิสอัครับทราบ
67 แล้วอิสอัคจึงนำเธอเข้าไปในเต็นท์ของซาราห์ แม่ของเขา และเขารับเธอเป็นภรรยา  เขารักเธอ และอิสอัคก็คลายจากความทุกข์ใจที่สูญเสียแม่ไป 

อธิบายเพิ่มเติม

ความตั้งใจของอับราฮัม
ปฐมกาล 24:1-9
เราจะเห็นความตั้งใจแน่วแน่ของอับราฮัม ที่ลูกชายของเขาจะไม่แต่งงานกับผู้หญิงชาวคานาอันในพื้นที่  พระเจ้าทรงอวยพระพรอับราฮัมทุกด้าน  ตอนนี้ เหลืออยู่อย่างเดียวคือ
ลูกชายต้องมีลูกหลานสืบต่อเชื้อสายของอับราฮัมและตัวลูกชายก็ต้องไม่ออกจากพื้นที่ด้วย เพราะเป็นการเสี่ยงที่เขาจะไม่กลับมา ดังนั้น อับราฮัมซึ่งชรามาก ไม่อาจเดินทางไปไหนไกล ๆ ได้ จึงเลือกบ่าวที่เขาไว้ใจให้ทำงานสำคัญ  น่าแปลกที่เขาไม่ได้ให้ทำงานนี้ตอนที่ซาราห์ยังมีชีวิตอยู่ 
ทูตสวรรค์นำทาง
บ่าวผู้นี้เป็นผู้อาวุโสในครัวเรือน เป็นผู้ดูแลงานในบ้านเหนือบ่าวหรือทาสคนอื่น ๆ เป็นคนที่อับราฮัมไว้ใจมาก (อาจเป็นเอลีเอเซอร์ใน 15:2)ดังนั้น เขาจึงเป็นตัวแทนของอับราฮัมที่จะไปหาภรรยาให้ลูกชาย  เขาจะต้องรับผิดชอบที่จะหาภรรยาที่พระเจ้าทรงเลือกให้อิสอัค  แต่จริงแล้ว เขาไม่ต้องกังวลเลย เพราะทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะนำเขาไป  ทูตสวรรค์จะจัดการให้เขาได้พบหญิงสาวที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้  งานชิ้นนี้สำคัญนัก  ซาราห์สิ้นไปแล้ว และอับราฮัมก็ชรามากแล้วด้วย
คำสาบานของบ่าวเป็นในพระนามแห่งองค์เจ้านาย พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน 
สาระสำคัญของสัญญานี้
*ห้ามนำลูกชายออกจากพื้นที่
*ห้ามหาหญิงสาวจากพื้นที่คานาอัน
*ไปหาหญิงสาวจากบ้านเกิดของอับราฮัมให้พบโดยการนำของทูตสวรรค์ของพระองค์ ซึ่งมีความหมายถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้า (16:7; 22:11)
*ถ้าหญิงสาวไม่ตามเขามา เขาพ้นคำสาบาน
วิธีการสาบานคือ วางมือใต้ขาอ่อน ซึ่งในสมัยโบราณ คำนี้ ใต้ขาอ่อนอาจเป็นคำที่ใช้แทนอวัยวะเพศ (ข้อ 2) คนโบราณถือว่า “ใต้ขาอ่อน” เป็นแหล่งกำเนิดของลูกหลานและเป็นฐานของอำนาจ (CONSTABLE’S NOTES)

สำหรับอับราฮัมแล้ว อิสอัคจะต้องไม่ร่วมชีวิตกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะเขารู้ดีว่า การทำเช่นนั้นจะนำความยากลำบากมาให้ 
ผู้หญิงที่ไม่เชื่อพระเจ้านั่นแหละที่จะชักชวนให้ลูกชายของเขาไปกราบไหว้เทพที่เธอนับถือ   กลายเป็นว่าลูกชายทำผิดต่อพระเจ้าและพระสัญญาจะไม่สำเร็จ 

ปฐมกาล 24:10-21
หลังจากที่ให้สัญญากันเป็นมั่นเป็นเหมาะ บ่าวผู้นี้ก็เดินทางไปพร้อมกับอูฐสิบตัว พร้อมของขวัญมากมายสำหรับครอบครัวเจ้าสาว
ไม่ได้มีบันทึกการเดินทางของเขาว่า ต้องเจอความยากเย็นอะไรบ้าง แต่เล่าถึงตอนที่เขาไปถึงเมืองของนาโฮร์เลย
เขาไปถึงในเวลาที่สาว ๆออกมาตักน้ำเสียด้วย เราจะเห็นฉากของเรื่องราวต่าง ๆ ที่บ่อน้ำหลายแห่งในพระคัมภีร์ และที่นี่ก็เป็นฉากที่สำคัญไม่น้อย  เป็นที่ ๆ อธิษฐานขอพระเจ้าให้เขาทำงานสำเร็จ 
คำอธิษฐาน
คำอธิษฐานของบ่าวนิรนามผู้นี้  ได้บ่งบอกว่า เขากำลังทูลต่อใคร  เขาอธิษฐานอย่างเฉพาะเจาะจง เรารู้แน่ว่า ตลอดการเดินทางเป็นเวลานานนั้น เขาก็อธิษฐานมาอยู่แล้ว และเมื่อถึงที่หมาย เขาก็มีความมั่นใจทันทีว่า หนึ่งในกลุ่มสาว ๆ ที่มาตักน้ำนั้น จะมีคนหนึ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นเจ้าสาวของอิสอัคแน่นอน
นี่เป็นคำอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้าที่พระคัมภีร์บันทึกไว้เป็นครั้งแรก  เป็นคำที่มีความเข้าใจ
และเฉียบแหลมไม่น้อย คำอธิษฐานของเขานั้นเป็นการทูลขอการทรงนำของพระเจ้าอย่างเฉพาะเจาะจงแบบเหลือเชื่อ    และเราจะได้เห็นคำตอบของพระเจ้าอย่างชัดเจน ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย เขาขอให้หญิงสาวคนนั้น พูดและทำอย่างที่เขาขอจากพระเจ้าไว้

คำตอบจากพระเจ้า
เขาขอว่าจะขอน้ำจากหญิงสาว
เธอจะต้องเชิญให้เขาดื่มและตักน้ำให้อูฐด้วย
เป็นคำขอแค่สองประการ และเรเบคาห์ก็แบกโถน้ำออกมา เธอเติมน้ำจนเต็มแล้วกลับขึ้นมา
เขาวิ่งไปหาเธอ ขอน้ำ  แล้วเธอเชิญให้ดื่ม  แถมยังดูแลให้อูฐได้น้ำด้วย เธอทำให้มันทุกตัวด้วยเต็มใจ อูฐหนึ่งตัวจะกินน้ำได้ถึง 25-40 แกลลอน มากัน 10 ตัว เท่ากับน้ำประมาณ 250 แกลลอนที่เรเบคาห์จะต้องช่วยให้อูฐทุกตัวได้น้ำ เธอน่าจะเป็นคนแข็งแรงมาก และมีน้ำใจเป็นที่สุด

บ่าวของอับราฮัมค่อย ๆ ดูคำตอบจากพระเจ้าอย่างใจเย็น เพื่อจะตัดสินใจว่านี่เป็นคำตอบของพระเจ้า
และแล้วเขาก็มั่นใจว่า เธอเป็นคนที่ใช่แน่นอน! ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่า เธอเป็นลูกสาวของใคร

ปฐมกาล 24:22-27
ของขวัญให้หญิงสาว
การที่เขาของอับราฮัมได้ตอบแทนเรเบคาห์ด้วยแหวน(จมูก)กับกำไลทองคำ     ของขวัญมีค่าขนาดนี้ เป็นการบอกว่า เขาเป็นตัวแทนของใครอีกคนที่มีฐานะพอตัวเลยทีเดียว
การถามว่า เธอเป็นลูกสาวใคร? นั้น เพราะในสมัยโบราณ ความเป็นลูกสาวคือตัวตนของเธอ แต่เมื่อแต่งงานไป เธอจะละความเป็นลูกสาวกลายเป็นภรรยา ตัวตนของเธอผูกกับสามี ไม่ใช่กับบิดาอีกต่อไป เมื่อเธอบอกว่าเธอเป็นลูกหลานของใครแล้ว
เรเบคาห์ก็พร้อมที่จะให้แขกได้เข้ามาพักที่บ้าน
ของเธอ ซึ่งฟังแล้ว เป็นบ้านที่มั่งคั่งพอสมควร
เลยทีเดียว

ขณะที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไปนั้น ผู้รับใช้ของ
อับราฮัมไม่ได้ลืมเลยว่า ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเพราะ
พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้แล้ว เขาไม่ได้รอว่า
ไปที่พักก่อน แล้วค่อยขอบพระคุณ แต่มีโอกาส
ทำตอนไหนได้ก็ทำเลย 

ครอบครัวเข้าใจทันที
ปฐมกาล 24:28-33
พระคัมภีร์แนะนำตัวลาบันให้เรา เขาเห็นว่าน้องสาวได้ทองคำติดตัวกลับมา ต้องมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นแน่ เขารีบออกไปหาบ่าวผู้นั้น  เขาคงอยากจะได้สมบัติอย่างน้องสาว และรู้ว่า การให้สมบัติขนาดนี้มีความหมายถึงการมาสู่ขอด้วย
ลาบันรีบออกไปพบเขา และพร้อมที่จะต้อนรับชายแปลกหน้าผู้นี้  จากนั้นก็เป็นการต้อนรับอย่างเอื้อเฟื้อของชาวตะวันออกกลาง
แต่ชายแปลกหน้าผู้นี้กลับไม่ยอมกินอาหารใด ๆ ก่อน  เขาขอพูดถึงเหตุผลที่เขามาถึงบ้านนี้ เขาต้องการสู่ขอทันที ไม่รีรอ

บอกเล่าธุระที่เดินทางไกลมา
ปฐมกาล 24:34-48
บ่าวของอับราฮัมเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ครอบครัวของเรเบคาห์ฟัง โดยบอกอย่างแรกคือ เขาเป็นบ่าวของท่านอับราฮัม (ซึ่งเป็นพี่ชายของนาโฮร์ ปู่ของลาบันและเรเบคาห์ ปฐมกาล 22:20-24)
อับราฮัมนั้นได้พรจากพระเจ้ามาก และทั้งเขาและซาราห์มีลูกเมื่ออายุมากแล้ว แสดงว่า อิสอัคไม่ได้เป็นชายแก่แต่เป็นชายหนุ่ม!  และเขายังได้รับมรดกของพ่อมาด้วย เท่ากับอิสอัคเป็นคนที่มีฐานะ
ไม่ต้องกังวล
ท่านอับราฮัมตั้งใจได้ลูกสะใภ้จากหมู่ญาติของท่านเอง เขาจึงต้องเดินทางมาที่นี่ โดยเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงให้พบภรรยาแน่นอน
บ่าวผู้นี้ได้ยืนยันการที่อับราฮัมเป็นผู้เชื่อพระยาห์เวห์  เชื่อเรื่องทูตสวรรค์ 
เขาเล่าในรายละเอียด ไม่มีบทย่อเลย ทุกอย่างเปิดเผย  และชัดเจนว่า เขาต้องการเธอไปเป็นเจ้าสาวของอิสอัค ลูกชายของอับราฮัม ซึ่ง เราไม่ทราบว่า ลาบันเคยเจอกับอับราฮัมหรือไม่บ่าวผู้นี้ ได้แนะนำพระเจ้าผู้ที่อับราฮัมนับถือให้ครอบครัวได้รับทราบ แน่นอนว่า ครอบครัวนี้ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้าพระยาห์เวห์
หน้าที่ของเขาคือ หาภรรยาให้ลูกชายจากคนที่เป็นลูกหลานของพี่น้องอับราฮัมเอง 
เขาจะต้องไปหาคนในครอบครัวของอับราฮัมให้ได้ (พระเจ้ายังไม่ได้ทรงห้ามเรื่องการแต่งงานของคนในครอบครัว เรื่องนี้มาทีหลัง  เมื่อมีจำนวนประชากรมากขึ้น และมีการผ่าเหล่าที่เป็นอันตรายไม่เหมือนช่วงแรกที่มนุษย์ยังมีจำนวนน้อย )
สำหรับครอบครัวในตะวันออกกลาง หากสามีซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวเชื่อพระเจ้าใด  คนในครอบครัวก็จะเชื่อแบบเดียวกัน  
บ่าวผู้นี้ก็มีความเชื่อพระเจ้าเหมือนอย่างอับราฮัมนายของเขา  ความจริงแล้ว นาโฮร์ก็น่าจะได้รู้เรื่องของพระเจ้ามาบ้างเช่นกันเนื่องจากเขาเป็นลูกหลานของโนอาห์ด้วย
เขาเชื่อมั่นว่า เรเบคาห์เป็นหญิงสาวที่จะมาเป็นสะใภ้ของอับราฮัมอย่างแน่นอน  และเขาก็ได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเธอผู้นี้แล้วด้วย 

ขอลูกสาว ขอคำตอบ
ปฐมกาล 24:49-53
บ่าวของอับราฮัมได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด จากคานาอันจนถึงแผ่นดินบ้านเกิดอับราฮัม และเขาก็ได้กล่าวชัดเจนว่า พระเจ้าของอับราฮัมคือพระยาห์เวห์ทรงนำเขามาถูกทาง แบบไม่ต้องสงสัยอะไรเลย    ข้อ 48 เขาได้มาพบหลานสาวของน้องชายอับราฮัมตัวจริง  หน้าที่ของเขาก็เป็นเหมือนเถ้าแก่ที่จะขอให้ครอบครัวของเธอ ยกหลานสาวของอับราฮัมนี้ให้แก่อิสอัค
พี่ชายและพ่อของเรเบคาห์ก็คงทั้งโล่งใจ และสบายใจที่ลูกสาวจะได้ครอบครัวในสายเลือดของพวกเขาเอง และยอมรับด้วยว่า เรื่องนี้เป็นมาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่ขัดขวางแต่ประการใด  คำในข้อห้าสิบ มีความหมายว่า “เราไม่มีทางเลือก เราจะพูดอะไรทั้งดีและชั่วได้เล่า” ประมาณนั้น ทั้งสองยินดียกเรเบคาห์ให้กับอิสอัค
ทันทีที่ได้รับคำตอบว่า ได้ … บ่าวของอับราฮัมก็นมัสการพระเจ้าทันที  หลังจากนั้นก็ส่งของขวัญมีค่าเป็นสินสอดทองหมั้นให้กับฝ่ายเจ้าสาวอย่างมากมาย  ให้ทั้งกับเจ้าสาย
พี่ชาย และมารดาของเจ้าสาว

คำตอบของเรเบคาห์
ปฐมกาล 24:54-61
เช้าวันต่อมา บ่าวของอับราฮัมต้องการกลับไปคานาอันทันที
แต่มีการชักชวนให้อยู่    ลาบัน และแม่ของยังไม่อยากให้เรเบคาห์ไปทั้งที่ยินยอมรับสินสอดแล้ว  แต่เรเบคาห์เองพร้อมที่จะไปจากบ้านเกิด  แล้วเธอก็ออกเดินทางไปกับเขาโดยที่ได้รับพรจากลาบันขอให้เธอเป็นแม่ของคนหลายชาติ
จะเห็นว่าเรเบคาห์เองก็ตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าโดยไม่ได้ต่อต้านเลย  บ่าวของอับราฮัมเดินทางไปด้วยความเชื่อ และเรเบคาห์เองก็ตอบรับและเดินไปกับเขาด้วยความเชื่อเช่นกัน  เราจะเห็นแผนการของพระเจ้าที่ทดลองใจอับราฮัมเรื่องการถวายอิสอัค และแผนการของพระเจ้าที่จะให้บ่าวของอับราฮัมได้ค้นพบหญิงสาวที่พระองค์ทรงเตรียมไว้
งานของบ่าวผู้นี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพระเจ้าที่จะส่งพระเยซูลงมาในโลก เพื่อมาพบเจ้าสาวของพระองค์คือคริสตจักร นั่นคือพวกเราทุกคนที่เชื่อในพระองค์!

พบชายหนุ่มที่รออยู่
ปฐมกาล 24:62-64
หลังจากที่เรารู้เรื่องของอิสอัคตอนที่จะถูกพ่อ
ถวายเป็นเครื่องบูชา เราก็ไม่ได้ยินถึงเขาอีกเลยจนกระทั่งตอนนี้ การที่เขาเพิ่งกลับมาจากเนเกบเขาก็คงได้ไปทำการเลี้ยงสัตว์หรือทำไร่แต่เมื่อกลับมา ก็มีการออกไปคิดไตร่ตรองเรื่อง
ต่าง ๆ  Henry Matthew เห็นว่า อิสอัคออกไปคุยกับพระเจ้าตามลำพัง หลังจากที่เขากลับมาจากการทำงาน นี่น่าจะเป็นเวลาประมาณ สามปีหลังจากที่ซาราห์จากไป  อิสอัคเงยหน้าขึ้น เห็นขบวนอูฐ ส่วนเรเบคาห์เงยหน้าของเธอขึ้นก็เห็นอิสอัค เธอลงจากหลังอูฐทันทีที่เห็นเขา
 
ปฐมกาล 24:65-67
เมื่อเธอรู้จากบ่าวว่า เขาคือสามีในอนาคตของเธอ  เธอจึงหยิบผ้ามาคลุมหน้า แสดงความถ่อมตน นอบน้อม การยอมตนต่อผู้ที่จะเป็นสามี ตามประเพณี   แม้ว่าตอนนั้นเธอคงใจเต้นแรงมากที่จะได้พบอิสอัค

บ่าวได้รายงาน เรื่องทุกอย่างให้อิสอัคฟัง แน่นอนที่เขาจะเล่าถึงการทรงนำของพระเจ้าอย่างมั่นใจ และมีความสุขจริงๆ ที่พระองค์ทรงนำเขาให้ทำงาน สำเร็จโดยดี  เขาเป็นบ่าวที่ซื่อตรง และทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำให้สำเร็จ แม้เราจะไม่รู้จักชื่อของเขา แต่ต้องยอมรับว่า เขาแน่มากที่กล้าอธิษฐานอย่างที่เราต้องเลียนแบบ

พระเจ้าทรงทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งหลังจากที่ได้อิสอัคมาจากพ่อแม่ที่ชรามาก

ทั้งสองได้อาศัยในเต็นท์ของซาราห์ เริ่มต้นชีวิตครอบครัวด้วยกันอย่างงดงาม 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 24
1* ปฐมกาล 18:11; 21:5; 12:2; 13:2; 24:35
2* ปฐมกาล 15:2; 24:10; 39:4-6
3* ปฐมกาล 14:19, 22; เฉลยธรรมบัญญัติ 7:3
4* ปฐมกาล 28:2; 12:1
7* ปฐมกาล 12:1; 24:3; 12:7; 13:15; 15:18; 17:8; อพยพ 23:20, 23; 33:2
8* โยชูวา 2:17-20
10* ปฐมกาล 24:2, 22; 11:31-32; 22:20; 27:43; 29:5
11* อพยพ 2:16
12* อพยพ 3:6, 15; เนหะมีย์ 1:11
13* ปฐมกาล 24:43; อพยพ 2:16
14* ผู้วินิจฉัย 6:17, 37
15* อิสยาห์ 65:24; ปฐมกาล 24:45; 25:20; 22:20, 23
16* ปฐมกาล 12:11; 26:7; 29:17

18* 1 เปโตร 3:8-9
21* ปฐมกาล 24:12-14, 27, 52
22* อพยพ 32:2-3
24* ปฐมกาล 22:23; 24:15
26* อพยพ 4:31
27* อพยพ 18:10; ปฐมกาล 32:10; 24:21, 48
29* ปฐมกาล 29:5, 13
31* ผู้วินิจฉัย 17:2
32* ปฐมกาล 43:24; 19:2
33* ยอห์น 4:34
35* ปฐมกาล 13:2; 24:1
36* ปฐมกาล 21:1-7; 21:10; 25:5
37* ปฐมกาล 21:10; 25:5
38* ปฐมกาล 24:4
39* ปฐมกาล 24:5
40* ปฐมกาล 24:7; 5:22, 24; 17:1
41* ปฐมกาล 24:8


42* ปฐมกาล 24:12
43* ปฐมกาล 24:13
45* ปฐมกาล 24:15; 1 ซามูเอล 1:13
48* ปฐมกาล 24:26, 52; 22:23; 24:27
49* โยชูวา 2:14
50* สดุดี 118:23; ปฐมกาล 31:24, 29
51* ปฐมกาล 20:15
52* ปฐมกาล 24:26, 48
53* อพยพ 3:22; 11:2; 12:35; 2 พงศาวดาร 21:3
54* ปฐมกาล 24:56, 59; 30:25
59* ปฐมกาล 35:8
60* ปฐมกาล 17:16; 22:17; 28:14
62* ปฐมกาล 16:14; 25:11
63* โยชูวา 1:8
64* โยชูวา 15:18
67* ปฐมกาล 25:20; 29:20; 23:1-2; 38:12

ปฐมกาล 23 ซาราห์จากไป

ซาราห์อยู่จน 127 ปี
1 ซาราห์มีชีวิตอยู่จนอายุ 127 ปี  นี่เป็นช่วงชีวิตของซาราห์
 2 ซาราห์สิ้นชีวิตที่คีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ในแผ่นดินคานาอัน และอับราฮัมก็ไว้ทุกข์คร่ำครวญ ร้องไห้ถึงเธอ
 3 จากนั้นเขาลุกขึ้นจากศพของเธอ และกล่าวกับเหล่าลูกชายคนฮิตไทต์ว่า    4 “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างแดน ที่มาอาศัยในหมู่พวกท่านชั่วคราว ขอให้ข้าพเจ้าได้มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นสุสานของพวกท่าน เพื่อใช้เป็นที่เก็บศพเถิด เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้เก็บร่างของภรรยาของข้าพเจ้าที่จากไป”    5  พวกลูกชายของคนฮิตไทต์กล่าวแก่อับราฮัมว่า  6 “นายเจ้าข้า ขอฟังพวกเราเถิด ท่านเป็นดั่งเจ้าชายจากพระเจ้าที่มาอยู่ท่ามกลางพวกเรา  ขอให้ท่านเลือกถ้ำบรรจุศพที่ดีที่สุดจากสุสานของพวกเรา เพื่อเก็บร่างผู้ตายของท่าน  จะไม่มีใครห้ามท่านฝังผู้ตายของท่านในถ้ำของเขา”
 
7 อับราฮัมลุกขึ้น โค้งคำนับลูกชายคนฮิตไทต์ซึ่งเป็นคนแผ่นดินนั้น
8 และกล่าวกับพวกเขาว่า “หากท่านเต็มใจให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้า ก็ขอท่านได้ฟังข้าพเจ้าและช่วยไปขอร้องเอโฟรน ลูกชายโศหาร์แทนข้าพเจ้าด้วย

 9 ขอให้เขาขายถ้ำมัคเปลาห์ซึ่งอยู่ปลายที่ดินของเขาแก่ข้าพเจ้า  และให้ขายเต็มราคาเพื่อข้าพเจ้าจะใช้เป็นที่บรรจุศพของข้าพเจ้าท่ามกลางพวกท่าน”
10 ส่วนเอโฟรน คนฮิตไทต์กำลังนั่งอยู่ในหมู่ผู้คนของเขา และเขาก็ตอบอับราฮัมให้ทุกคนซึ่งเป็นลูกชายคนฮิตไทต์ ที่เป็นคนในสภาผู้ปกครองเมืองได้ยินกันพร้อมหน้า (หรือทุกคนที่เข้าผ่านประตูเมืองเอโฟรน)   
11 “ไม่ได้ นายท่าน ขอโปรดฟังข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าขอยกผืนดินให้แก่ท่าน พร้อมกับถ้ำนั้นด้วย ข้าพเจ้าขอมอบให้ท่านต่อหน้าชาวเมืองของข้าพเจ้า ให้ท่านใช้เป็นที่บรรจุศพของผู้ตายของท่าน”

12 อับราฮัมจึงโค้งคำนับคนในแผ่นดินนั้นอีก
 13 แล้วเขาก็ตอบเอโฟรนโดยให้ชาวเมืองทุกคนได้ยินพร้อมกันว่า  “โปรดฟังข้าพเจ้าเถิด   ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินค่าที่ดินผืนนี้ โปรดรับไว้ด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้บรรจุศพผู้ตายของข้าพเจ้าที่นั่น”
14 แต่เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า 
15 “นายท่าน โปรดฟังข้าพเจ้า ผืนดินนี้ราคา 400 เชเขล แต่นั่นไม่ได้มีความหมายอะไรระหว่างเรากับท่าน ขอให้ท่านบรรจุศพผู้ตายของท่านเถิด

16 อับราฮัมเห็นควรกับราคาของเอโฟรน เขาจึงชั่งเงินจ่ายตามราคาที่เขากล่าวมาต่อหน้าเหล่าลูกชายของคนฮิตไทต์ คือจำนวนเงิน     400 เชเขล
ตามน้ำหนักที่พ่อค้าใช้กันในเวลาช่วงนั้น  

17 ดังนั้นที่ดินของเอโฟรนในมัคปาเลห์ใกล้มัมเร ทั้งผืนดิน และถ้ำรวมทั้งต้นไม้ทั้งหมดที่อยู่ล้อมรอบผืนดินนั้น ก็ถูกโอนกรรมสิทธิ์  
18 มาเป็นสมบัติของอับราฮัมต่อหน้าคนฮิตไทต์ทั้งหมดที่อยู่ในสภาผู้ปกครองเมือง

19 แล้วอับราฮัมก็ได้เก็บศพของซาราห์ภรรยาของเขาในถ้ำบนผืนดินมัคปาเลห์ ใกล้มัมเร ซึ่งรู้จักกันในนามเฮโบรน ในแผ่นดินคานาอัน  
20 อับราฮัมได้ซื้อทั้งผืนดินและถ้ำจากเหล่าลูกชายของคนฮิตไทต์ เพื่อใช้เป็นสุสานซึ่งตอนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาแล้ว 

23:15 1 เชเขล คือเงินหนักประมาณ 11.5 กรัม มีค่าเท่ากับค่าแรงสองเดือน
 

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 23:1-2
พระเจ้าทรงอวยพระพรซาราห์ให้เธอได้ชื่นชมกับลูกชายจนกระทั่งเขาโตเป็นหนุ่ม  และเธอก็สิ้นชีวิตในวัยชรามากคือ127 ปี ในเขตที่เรียกว่า หมู่บ้านแห่งสี่ หรือหมู่บ้านอารบา
อยู่ใกล้เมืองเฮโบรนมาก  แต่แม้ในวัยชราขนาดนี้ แผ่นดินทั้งหมดก็ยังเป็นของคนคานาอัน และชนชาติต่าง ๆ ที่มาอยู่ก่อนหน้านี้ 

ปฐมกาล 23:3-6
เขาอาจไม่ได้คิดเรื่องถ้ำเก็บศพมาก่อน  ดังนั้นเวลานี้เป็นเวลาที่ต้องมีที่ดินอย่างน้อยก็เพื่อเก็บศพของภรรยา และตัวเขาเอง และคนในครอบครัว  เขาลุกขึ้นจากอาการโศกเศร้า จากความเสียใจ และจัดการสิ่งที่สำคัญ
อับราฮัมไปหาลูกชายคนฮิตไทต์เจ้าของที่ดิน  (พระคัมภีร์บางเล่มว่า ชาวฮิต) ก่อนหน้าที่อับราฮัมจะเข้ามา 
ต่อไปเราจะเห็นวิธีการซื้อขายซึ่งดูจากมุมมองคนสมัยใหม่จะเห็นว่า พูดจาอ้อมค้อมมาก แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจเพราะเป็นการแสดงความนับถือกันและกันไม่น้อย
ชาวฮิตรับฟังว่า อับราฮัมต้องการซื้อที่ดิน พวกเขากลับกล่าวว่า อับราฮัมเป็นเหมือนเจ้าชายจากพระเจ้า .. ขอให้เลือกตามใจชอบ  เลือกใช้สุสานใดก็ได้ที่พวกเขามีอยู่แล้ว




ปฐมกาล 23:7-11
ขณะนี้ ทุกคนกำลังนั่งอยู่พร้อมหน้ากัน ทั้งอับราฮัม  เหล่าลูกชายคนฮิตไทต์  แม้กระทั่งเอโฟรน ก็อยู่ตรงนั้น   อับราฮัมโค้งคำนับ และฝากลูกชายคนฮิตไทต์ไปบอกเจ้าของที่ดินคือ เอโฟรน ลูกชายของโศหาร์ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ให้ขายถ้ำมัคเปลาห์แก่เขา  อับราฮัมยินดีจ่ายราคาเต็ม
แต่แล้วเอโฟรนก็บอกว่า เขาจะยกที่ดินพร้อมถ้ำให้อับราฮัมทำเป็นที่เก็บศพของภรรยา  เขาให้มากกว่าที่อับราฮัมกำลังขอซื้อ
อับราฮัมโค้งคำนับอีกครั้ง

ปฐมกาล 23:13-16
พระคัมภีร์บอกเราชัดว่า การเจรจาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า นี่เป็นวิธีการซื้อขายที่มีพยานรู้เห็น

อับราฮัมตอบว่าเขาต้องการซื้อและจะจ่ายค่าที่ดิน ขอเจ้าของที่ดินรับไว้
เอโฟรนบอกราคาเงินหนัก 400 เชเขล แต่ก็พูดเชิงว่า มันเป็นราคาที่ไม่ได้แพงหรือถูกสำหรับเขาทั้งสอง เขายินดีให้อับราฮัมใช้เป็นที่เก็บศพภรรยา
แล้วอับราฮัมก็จ่ายเงินตามนั้น ต่อหน้าทุกคน นี่เป็นสัญญาซื้อขายแรกที่เราเห็นในพระคัมภีร์ น่าสนใจว่า มีการพูดเป็นเชิงรุก รับที่อย่างไร ๆ ผู้ซื้อก็ต้องจ่าย เพื่อประกันสิทธิในเวลาต่อมา ใครจะรู้ว่า ลูกหลานของเอโฟรนอาจจะมาทวงสิทธิในที่ดินคืน หากไม่ได้ซื้อจริง!

ปฐมกาล 23:17-20
ชัดเจนมาก ตอนนี้อับราฮัมมีที่ดินในคานาอันเป็นของตนเองส่วนหนึ่งแล้ว  และมีพยานรู้เห็นชัดด้วย  แม้เขาจะเป็นคนต่างด้าวมาก่อนอย่างที่เขากล่าวในข้อ 4  ผู้เขียนทำให้ลูกหลานของอับราฮัมได้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในยุคของท่าน
เราจะเห็นในข้อสิบเจ็ดชัดเจนว่า เขาได้ทั้งที่ดินใกล้ถ้ำ ตัวถ้ำเก็บศพ และต้นไม้ทั้งหมด … เป็นความชัดเจนมาก อะไรเป็นอะไร  อะไรเป็นของใคร  และผืนดินแรกที่อับราฮัมได้เป็นกรรมสิทธิ์คือตรงไหน
ผู้เขียนได้กล่าวถึงเฮโบรน ซึ่งต่อมา ดาวิดได้ใช้เป็นเมืองหลวงแรกก่อนเยรูซาเล็ม 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 23
2* โยชูวา 14:15; 15:13; 21:11; ปฐมกาล 12:18; 23:19
3* ปฐมกาล 10:15; 15:20
4* ปฐมกาล 13:2; 14:14; 24:35
6* ปฐมกาล 13:2; 14:14; 24:35
9* ปฐมกาล 25:9



10* ปฐมกาล 23:18; 34:20, 24
11* 2 ซามูเอล 24:21-24
15* อพยพ 30:13
16* เยเรมีย์ 32:9-10
17* ปฐมกาล 25:9; 49:29-32; 50:13
20* เยเรมีย์ 32:10-11