ปฐมกาล 21 อิสอัค vs อิชมาเอล

ซาราห์ได้หัวเราะแล้ว
1 พระยาห์เวห์ทรงระลึกถึงซาราห์ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ และพระยาห์เวห์ทรงทำตามสัญญาที่ประทานไว้ก่อนหน้า
2 ซาราห์จึงตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกชายแก่อับราฮัมซึ่งชราแล้วเป็นไปตามเวลาที่พระองค์ตรัสไว้  อับราฮัมตั้งชื่อลูกชายที่เกิดจากซาราห์นี้ว่า อิสอัค
4 เมื่อลูกชายอิสอัคอายุครบ 8 วัน อับราฮัมก็ให้ลูกชายเข้าสุหนัตตามที่พระเจ้าทรงสั่งไว้
5 ตอนที่อิสอัคเกิดนั้น อับราฮัมอายุ 100 ปี
6 ซาราห์พูดออกมาว่า “พระเจ้าทรงทำให้ฉันได้หัวเราะ ทุกคนที่รู้เรื่องนี้ จะหัวเราะไปกับฉันด้วย”
7 เธอยังกล่าวอีกว่า “ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่า ซาราห์จะมีลูกที่กินนมของเธอเองแต่ฉันได้คลอดลูกชายให้ท่าน ตอนที่ท่านชราแล้ว” 
8 เมื่ออิสอัคเติบโตจนหย่านม ในวันที่เขาหย่านมอับราฮัมก็จัดงานเลี้ยงใหญ่


ซาราห์ไม่พอใจ
9 แต่ซาราห์เกิดเห็นลูกชายของฮาการ์ที่ทาสหญิงชาวอียิปต์ ได้ให้กำเนิดแก่อับราฮัม กำลังเล่น(หัวเราะเยาะ)กับอิสอัคลูกชายของเธอ
10 ซาราห์จึงบอกอับราฮัมว่า “ขอท่านไล่นางทาสคนนี้กับลูกไปเสีย เพราะลูกของนางทาสจะไม่มีวันรับมรดกร่วมกับลูกชายของฉัน”  
11 เรื่องนี้ทำให้อับราฮัมทุกข์ใจมากเพราะเกี่ยวข้องกับบุตรชายของเขา
12 แต่พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “อย่าทุกข์ใจเรื่องเด็กคนนั้นกับเมียทาสของเจ้าเลย จงทำตามที่ซาราห์บอก เพราะเชื้อสาย ของเจ้าจะนับทางอิสอัค 
13 และเราจะให้ชนชาติหนึ่งสืบเชื้อสายจากลูกของทาสหญิงคนนี้ด้วย เพราะเขาก็เป็นเชื้อสายของเจ้าเหมือนกัน”
 

อิชมาเอลกับฮาการ์ในถิ่นกันดาร
14 วันรุ่งขึ้น อับราฮัมตื่นแต่เช้าตรู่ เขาเตรียมขนมปังกับน้ำในถุงหนังยื่นให้ ให้ฮาการ์สะพายบ่าแล้วเขาก็ส่งเธอออกไปพร้อมกับลูกชายเธอก็ระหกระเหินเข้าไปในถิ่นกันดารเบเออร์เชบาห์

15 แล้วน้ำในถุงหนังก็หมด ฮาการ์จึงวางลูกชายไว้ใต้ร่มไม้
16 และเธอก็เดินไปนั่งอยู่ห่างเท่ากับระยะยิงธนูตก เพราะเธอคิดว่า “อย่าให้ฉันเห็นลูกชายตายเลย” ขณะที่นั่งอยู่ตรงนั้นเธอร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง 
17 พระเจ้าทรงยินเสียงของเด็กร้อง และทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้เรียกฮาการ์จากสวรรค์ กล่าวว่า“ฮาการ์เจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือ? ไม่ต้องกลัว เพราะว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงของเด็กชายที่นอนอยู่ตรงนั้น
18 จงลุกขึ้น และพยุงเขาขึ้นมาจับมือให้แน่น เพราะเราจะให้ชาติหนึ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดมาจากเขา”  

19 และแล้วพระเจ้าก็ทรงเปิดตาของเธอ ให้เห็นบ่อน้ำเธอจึงไปเติมน้ำจนเต็มถุงหนัง และให้เขาดื่ม
20 พระเจ้าสถิตอยู่กับเด็กชายคนนั้น เขาเติบโตและอาศัยในถิ่นกันดาร กลายเป็นคนที่ชำนาญการยิงธนู
21 เขาอาศัยในทะเลทรายปาราน  และแม่ของเขาได้หาหญิงสาวชาวอียิปต์ให้เป็นภรรยา

Roffe-Bauerle-1881

พันธสัญญากับอาบีเมเลค
22 เวลานั้น อาบีเมเลคและฟีโคล์ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารของกองทัพของท่าน กล่าวกับอับราฮัมว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับท่านไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตามดังนั้น
23 ขอให้ท่านให้คำมั่นสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้าว่า ท่านจะไม่ทรยศต่อเราหรือลูกหลานเชื้อสายของเรา แต่จะซื่อตรงต่อเราและต่อแผ่นดินที่ท่านอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ดังที่เราได้ซื่อตรงต่อท่าน”
24 อับราฮัมกล่าวว่า “ข้าตกลงสัญญาดังนั้น” 
25 แล้วอับราฮัมจึงร้องทุกข์ต่ออาบีเมเลคเรื่องบ่อน้ำที่เหล่าคนรับใช้ของอาบีเมเลคได้ยึดไป
26 แต่อาบีเมเลคตอบว่า “เอ.. เราไม่รู้ว่า ใครเป็นคนทำอย่างนั้นท่านเองไม่บอกเราก่อนหน้า และเราก็ไม่รู้เรื่องจนวันนี้ ” 
27 อับราฮัมจึงยกแกะและวัวให้อาบีเมเลค และทั้งสองก็ทำพันธสัญญากัน  
28 อับราฮัมได้เลือกลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวจากฝูง  
29 อาบีเมเลคถามอับราฮัมว่า “ที่ท่านเลือกลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวออกมานี้ มีความหมายว่าอย่างไรหรือ?”
30  เขาตอบว่า  “ขอให้ท่านรับลูกแกะเจ็ดตัวนี้จากข้าพเจ้าเพื่อเป็นพยานว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ขุดบ่อน้ำนี้”   
31 พื้นที่ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่า เบเออร์เชบา (แปลว่า บ่อน้ำแห่งคำปฏิญาณ)เพราะทั้งสองได้สาบานต่อกันที่นั่น 
32 เมื่อพวกเขาได้ทำพันธสัญญาต่อกันที่เบเออร์เชบาแล้ว อาบีเมเลคและแม่ทัพฟีโคล์ก็เดินทางกลับแผ่นดินฟีลิสเตีย
33 อับราฮัมปลูกต้นสนแทมริสก์ ในเบเอร์เชบา และนมัสการร้องออกพระนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าองค์นิรันดร์ที่นั่น  34  และอับราฮัมก็ได้อาศัยในแผ่นดิน ของชาวฟีลิสเตียในฐานะคนต่างถิ่นเป็นเวลานาน  

อธิบายเพิ่มเติม


ซาราห์ได้หัวเราะแล้ว
ปฐมกาล 21:1-3
การมาเยี่ยมของพระเจ้านั้นมีความหมายว่าพระเจ้าทรงเข้ามาทำการในชีวิตของคน ๆ หนึ่งแบบเหนือธรรมชาติเป็นพิเศษ อาจเป็นการอวยพรหรือแช่ง แต่ครั้งนี้ เป็นการ
ประทานพรตามที่ทรงสัญญาไว้เมื่อ 25 ปีก่อน และทรงมาย้ำเตือนอีกเมื่อปีก่อน ซาราห์ได้ตั้งครรภ์ตามพระดำรัสของพระเจ้าจริงและคลอดลูกจริง ตามเวลาที่พระองค์ตรัสไว้  พ่อได้ตั้งชื่อให้ว่า “อิสอัค” เขาทำตามพระบัญชาทั้งการตั้งชื่อ (17:19)  และการให้เข้าสุหนัต (17:12)
  

ปฐมกาล 21:4-7
การเข้าสุหนัตของอิสอัคเป็นสิ่งที่อับราฮัมได้ทำ
ตามพระบัญชา และเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วย
อับราฮัมอายุ 100 ปี ซาราห์เองก็ชราเกินวัยเจริญพันธุ์มานานแล้ว พระเจ้าประทานอิสอัคให้กับทั้งสองตามแผนการของพระองค์ที่ทรงสัญญาไว้แม้ว่าพวกเขารอมานานยี่สิบกว่าปี สำหรับซาราห์
เรื่องนี้น่าหัวเราะดัง ๆ ให้ทุกคนได้ยิน พระเจ้าทรงเตรียม การหัวเราะให้เธอ เป็น ชัยชนะ ความสุข ความยินดี ไม่ใช่การหัวเราะของความไม่เชื่อในบทที่ 18 นี่เป็นตัวอย่างว่า เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาอะไร
จะทรงทำตามนั้นแน่นอน

ปฐมกาล 21:8-10
แม้จะได้รับพระพรที่เหนือธรรมชาติ แต่ซาราห์ก็
ยังไม่รู้สึกมั่นคงเลย เธอเห็นเด็กโตลูกชายของ
สามีกับสาวใช้กำลังหยอกล้อกับลูกชายของเธอ แต่ซาราห์มองเห็นเป็นการเยาะเย้ย ในกาลาเทีย 4:29 เปาโลได้กล่าวว่า เด็กที่เกิดแบบมนุษย์ได้ข่มเหงเด็กที่เกิดจากอานุภาพของพระวิญญาณ  ข้อความตอนนี้บ่งบอกว่า อิชมาเอลกำลังเล่นอะไรที่ล้อเลียนอิสอัค สิ่งที่ซาราห์เห็นทำให้ซาราห์ต้องตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม ขอให้อับราฮัมไล่ลูกชายคนโต เชื้อสายอียิปต์ออกจากครอบครัว  อิชมาเอลจะไม่มีส่วนในมรดกใด ๆ ของครอบครัว (ซึ่งลูกแห่งพระสัญญานั้น หมายถึงพระเยซูคริสต์ ส่วนลูกของหญิงทาสนั้นหมายถึง บทบัญญัติโมเสส)

ซาราห์ไม่พอใจ
ปฐมกาล 21:11-13
อับราฮัมเป็นพ่อที่มีความผูกพันกับอิชมาเอลมา
นานพอสมควร  จึงทุกข์ใจมาก แม้อิชมาเอล
เกิดจากความบาป ความไม่เชื่อของซาราห์ แต่
เราก็เห็นพระคุณ พระเมตตาของพระเจ้าในเหตุ
การณ์นี้ ทั้งอิชมาเอล และอิสอัคต่างก็เป็นลูก
ที่พระเจ้าจะทรงอวยพระพรให้มีลูกหลาน
สืบต่อไป (การมีวงศ์วานสืบเนื่องเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในโลกโบราณ) แม้อับราฮัมไม่เห็นด้วยกับซาราห์เรื่องนี้ แต่พระเจ้าทรงให้เขาทำตามที่ภรรยาขอ


อิชมาเอลกับฮาการ์ในถิ่นกันดาร
ปฐมกาล 21:14
แม้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ดูโหดร้าย ใจดำมากอับราฮัมเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะเจอสิ่งที่พระเจ้าทรงให้ทำกับอิสอัคที่โหดกว่าอีก เพื่อพิสูจน์การเชื่อและการเชื่อฟังของเขา 
ขณะที่อับราฮัมส่งภรรยาน้อยและลูกชายที่เขารักออกไปในถิ่นกันดารนั้น แปลกที่เขาเอาอาหารกับน้ำใส่ถุงหนังให้เท่านั้น ไม่ให้อะไรไปมากกว่า ทั้ง ๆ ที่เขามีของบริบูรณ์ แน่นอน เขาต้องอธิษฐานขอพระเจ้าทรงดูแลคนทั้งสอง ฝากไว้กับพระเจ้าพระเจ้าทรงเตรียมที่จะอวยพระพรอิชมาเอลอยู่แล้ว และชีวิตที่ยากเย็นนี้ มักจะมาก่อนสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากพระพร

ปฐมกาล 21:15-16
อาหารน่าจะหมดแล้ว และน้ำก็หมดด้วย ทำไมพ่อให้น้ำมาแค่นี้เอง? ฮาการ์เองก็กระหายน้ำไม่น้อย
เธอรู้ว่า ความตายรออยู่ข้างหน้า เธอน่าจะจำครั้งแรกที่เธอถูกไล่ออกมาจากบ้าน (ปฐมกาล 16) พระเจ้าเองทรงให้เธอกลับไปบ้านที่เธอเป็นทาสอยู่ แล้วมาตอนนี้ ก็ถูกไล่ออกมาอีก การร้องไห้ของ หญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นเพียงทาสคนหนึ่ง ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครฟัง แต่.. พระเจ้าทรงทราบว่าเธออยู่ ที่ไหน ต้องการอะไร…

 ปฐมกาล 21:17-18
พระเจ้าก็ทรงเข้ามาแทรกแซงชีวิตของแม่ลูก
ที่กำลังกระหายน้ำเจียนตาย มีทูตสวรรค์มาหา
ฮาการ์ และกล่าวย้ำว่า ไม่ต้องกลัว คำนี้สำคัญมาก การไม่กลัวและการวางใจพระเจ้าทำให้ก้าวมั่นคง ​พระเจ้าทรงฟังเสียงร้องของเด็ก พระเจ้าทรงได้ยิน
พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะตอบเสียงร้องนั้น! สิ่งที่ฮาการ์ต้องทำคือหยุดท้อถอย หยุดร้องไห้ ลุกขึ้นและพาลูกก้าวต่อไป เพราะมีสิ่งดีรออยู่ข้างหน้าพระเจ้าทรงนำเธอไป ไม่ต้องเดินคนเดียว!
ปฐมกาล 21:19-21
ฮาการ์เป็นผู้หญิงคนเดียวในพระคัมภีร์ที่ได้รับ
คำสัญญาว่า “เราจะทวีจำนวนเชื้อสายของเจ้าให้มากมายจนนับไม่ถ้วน”

ปฐมกาล 16:10
ฮาการ์ เป็นแค่นางทาสในบ้านของอับราฮัม แต่
พระเจ้าไม่ได้ทรงมองข้ามเธอ ความทุกข์ใจที่เธอต้องเผชิญอันเกิดจากความคิดของซาราห์ พระเจ้าทรงพลิกให้เป็นพระพรสำหรับตัวเธอและลูกหลาน
สิ่งที่น่าสนใจจากฮาการ์คือ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำอย่างไร เธอก็ทำตามที่พระองค์ทรงบัญชาทุกอย่าง


พันธสัญญากับอาบีเมเลค
ปฐมกาล 21:22-24
ถ้ามีใครสักคนจะกล่าวกับเราว่า “ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ฉันเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่กับคุณเสมอ”
เราจะรู้สึกขอบคุณพระเจ้าขนาดไหน และสมกับ
ที่พระเจ้าทรงบอกว่า ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล
พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงทำเช่นนี้มา
ตั้งแต่โบราณกาล ที่จริงทรงอยู่กับคนของพระองค์มาไม่หยุดยั้ง ขอพระเจ้าทรงป้องกันไม่ให้เราห่างพระองค์ แต่เป็นคนที่พระองค์ทรงอยู่ด้วยทุกเวลา

ปฐมกาล 21:25-26
บ่อน้ำเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์
ทำไร่ไถนา ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน พื้นที่ตรงนั้นก็ไม่มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน และการขุดบ่อในสมัยโบราณนั้นก็ยากเย็นไม่น้อย บ่อที่อับราฮัมขุดในพื้นที่ของอาบีเมเลค ถูกยึดไปโดยที่ทุกคนเก็บเงียบไม่ได้บอกให้อาบีเมเลครู้ พออับราฮัมได้ทำสัญญาไมตรีกับอาบีเมเลค จึงเป็นโอกาสที่เขาจะได้สิทธิในบ่อน้ำนั้นคืนมา การเรียกร้องของเขาก็ได้ผลด้วย

ปฐมกาล 27-30
มีการใช้แกะและวัวเพื่อทำพันธสัญญาต่อกันและกัน คล้ายกับบทที่ 15:-21 การที่อับราฮัมใช้ลูกแกะเมียจากฝูง 7 ตัวก็เพื่อเป็นการชดใช้คืนการที่คนของอาบีเมเลคจะไม่ได้เข้ามาถึงบ่อน้ำนี้อีก เขาจะไม่ให้แกะนี้กับเอบีเมเลคก็ได้   และมันยังเป็นพยานว่า อับราฮัมเป็นผู้ขุดบ่อนี้เอง เป็นเจ้าของบ่อนี้   ต่อไปลูกแกะทั้งเจ็ดก็จะกลายเป็นแม่แกะที่ทำให้ฝูงแกะของเอบีเมเลคเพิ่มจำนวนขึ้นอีกด้วย 


ปฐมกาล 21:31-34
ต้องเติมข้อ คำว่า เบเออร์เชบา มีความหมายว่า บ่อน้ำจากน้ำใต้ดิน แต่ในพระคัมภีร์ความหมายคือ คำปฏิญาณแห่งเจ็ด หรือ บ่อน้ำแห่งคำปฏิญาณ
การที่อับราฮัมปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ที่นี่ แสดงว่าท่านมีความตั้งใจที่จะอยู่ในแผ่นดินนี้นาน ๆ ต้นไม้นี้มีความหมายถึงพระคุณของพระเจ้าต่อท่าน ตัวแม่ทัพเองก็ยอมรับว่า ท่านมีสิทธิ์อยู่ในแผ่นดินนี้ และยังมีสิทธิในการใช้น้ำด้วย อย่างน้อยตอนนี้อับราฮัมก็มีส่วนเล็ก ๆในแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญา

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 21
1* 1 ซามูเอล  2:21; กาลาเทีย 4:23,28
2* ฮีบรู 11:11-12; ปฐมกาล 17:21; 18:10, 14
3* ปฐมกาล 17:19,21
4* กิจการ 7:8; ปฐมกาล 17:10, 12
5* ปฐมกาล 17:1, 17
6* อิสยาห์ 54:1; ลูกา 1:58
7* ปฐมกาล 18:11, 12
9* ปฐมกาล 16:1, 4, 15; กาลาเทีย 4:29
10* กาลาเทีย 3:18; 4:30

11* ปฐมกาล 17:18
12* โรม  9:7-8
13* ปฐมกาล 16:10; 17:20; 21:18; 25:12-18
14* ยอห์น 8:35
17* อพยพ 3:7; ปฐมกาล 22:11
18* ปฐมกาล 16:10; 21:13 ; 25:12-16
19* กันดารวิถี 22:31
20* ปฐมกาล 28:15; 39:2,3,21
21* ปฐมกาล 24:4

22* ปฐมกาล 20:2, 14:26; 26:26, 28
23* โยชูวา 2:12
25* ปฐมกาล 26:15, 18, 20-22
27* ปฐมกาล 26:31; 31:44
29* ปฐมกาล 33:8
30* ปฐมกาล 31:48, 52
31* ปฐมกาล 21:14; 26:33
33* ปฐมกาล 4:26; 12:8; 13:4; 26:25; เฉลยธรรมบัญญัติ   32:40; 33:27

ปฐมกาล 20 เธอเป็นน้องสาว..

1 อับราฮัมเดินทางจากที่นั่นไปยังเนเกบ และตั้งถิ่นฐาน ระหว่างเมืองคาเดช และเมืองชูร์  ขณะที่เขาอาศัยอย่างคนต่างด้าวในเมืองเกราห์
2 อับราฮัมกล่าวถึงซาราห์ภรรยาของท่านว่า“เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า” ดังนั้นอาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเมืองเกราห์จึงส่งคนมารับตัวซาราห์ไปเฝ้า
3แต่พระเจ้าเสด็จมาหาอาบีเมเลคในความฝัน ตรัสว่า “เจ้าตายแน่.. เพราะหญิงที่เจ้านำตัวมานั้นเป็นคนที่มีสามีแล้ว” 4 แต่ตอนนั้นอาบีเมเลคยังไม่ได้แตะต้องตัวเธอ จึงทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระองค์จะทรงประหารคนที่ไม่มีความผิดหรือพระเจ้าข้า?
5 ก็ตัวสามี บอกข้าพเจ้าว่า ‘เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้าเอง  และตัวเธอก็กล่าวว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของฉัน’ ข้าพเจ้าทำลงไปด้วยใจซื่อและมือนี้ก็ไม่ได้มีความผิด” 
6 แล้วพระเจ้าตรัสกับเขาในความฝันว่า “เรารู้ว่า เจ้าทำไปด้วยใจซื่อ และเราเองเป็นผู้ป้องกันไม่ให้เจ้าทำบาปต่อเรา ดังนั้น เราจึงไม่ปล่อยให้เจ้าแตะต้องหญิงนั้น

7 ตอนนี้ จงคืนภรรยาของเขาไป เพราะเขาเป็นผู้เผยพระดำรัสของเรา แล้วเขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้า และเจ้าจะมีชีวิต แต่ถ้าเจ้าไม่คืนภรรยาให้เขาจงรู้เถิดว่า เจ้าจะต้องตายแน่นอน รวมทั้ง คนของเจ้าทุกคน” 
8 อาบีเมเลคลุกขึ้นมาแต่เช้าและตามข้าราชการทั้งสิ้นมา เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ให้พวกเขาฟัง ทุกคนก็กลัวอย่างยิ่ง
9 อาบีเมเลค  สั่งให้อับราฮัมเข้ามาเฝ้า แล้วกล่าวว่า  “เจ้าทำอย่างนี้กับเราทำไม? เราได้ทำอะไรให้เจ้าหรือ จึงนำบาปใหญ่โตมายังเราและอาณาจักรของเราเช่นนี้?เจ้าไม่ควรทำสิ่งนี้กับเราเลย”  
10 แล้วอาบีเมเลคตรัสกับเขาต่อว่า “เจ้าคิดอะไรจึงทำเช่นนี้?”
11 อับราฮัมตอบว่า “เพราะข้าพเจ้าคิดว่าในเมืองนี้ไม่มีใครยำเกรงพระเจ้าสักคน พวกเขาจะสังหารข้าพเจ้าเนื่องจากภรรยาของข้าพเจ้าเอง
12 ยิ่งกว่านั้น เธอก็เป็นน้องสาวของข้าพเจ้าจริง ๆ คือเป็นน้องสาวคนละแม่และต่อมาเธอได้มาเป็นภรรยาของข้าพเจ้า

13 เมื่อพระเจ้าทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องเดินทางจากบ้านของพ่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบอกเธอไว้ว่า“นี่เป็นน้ำใจที่เธอจะทำให้พวกเราได้คือว่า ทุกแห่งที่เราไป ซาราห์จะต้องกล่าวว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของฉันเอง’”  
14อาบีเมเลค ก็ได้มอบแกะ โค และทาสชายหญิงให้อับราฮัมและคืนซาราห์ ภรรยาให้ด้วย
15 อาบีเมเลคกล่าวกับอับราฮัมว่า “ดูเถิดแผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า จะอาศัย ตั้งถิ่นฐานตรงไหนก็ได้ตามที่เจ้าพอใจ” และกล่าวแก่ซาราห์ว่า “ดูเถิด เราได้ให้เงินหนึ่งพันเหรียญแก่พี่ชายของเจ้า เป็นเครื่องหมายว่าเจ้าไม่ได้ทำผิดสิ่งใดต่อหน้าคนที่อยู่กับเจ้าและเจ้าได้รับการพิสูจน์ว่าเจ้าไร้มลทิน”  17 แล้วอับราฮัมอธิษฐานทูลต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรักษาบำบัด อาบีเมเลครวมทั้งภรรยาของเขา ทาสหญิงของเขาทำให้พวกเธอได้มีลูก
18 เพราะพระยาห์เวห์ทรงปิดครรภ์ของสตรีทุกคนในครอบครัวของ อาบีเมเลคเนื่องจากซาราห์ ภรรยาของอับราฮัม

อธิบายเพิ่มเติม

มีการบันทึกเรื่องราวที่อ่านแล้วไม่สบายใจเลย เพราะอับราฮัมกับซาราห์ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตอนที่ไปอียิปต์  ซาราห์นั้นมีความงามอันเป็นที่ต้องตาต้องใจชายทุกคน   เมื่ออับราฮัมไปยังเมืองเกราห์  เขาก็ยังตกอยู่ในความกลัวแบบเดิม  แต่ความที่อาบีเมเลคเป็นคนที่ฟังเสียงของพระเจ้า เขาจึงไม่ตกลงไปในความบาป  และยังได้พระพรจากพระเจ้าด้วย

ปฐมกาล 20:1-2
หลังจากที่พระเจ้าทรงทำลายเมืองโสโดมโกโมราห์ซากทั้งหลายก็เห็นชัด กลิ่นของความหายนะยังคละคลุ้ง อับราฮัมไม่ได้สร้างบ้านอยู่เหมือนกับโลท  เขาอยู่เต็นท์  ต่อมาเดินทางไปทางใต้ลงมาอีก  จากที่ผ่านมา อับราฮัมน่าจะเห็นคำตอบของพระเจ้าที่ทรงช่วยหลานของเขาไว้จากหายนะ และมีความมั่นใจในพระเจ้าที่เสด็จมาย้ำเตือนพระสัญญาของพระองค์ จนกระทั่งมาถึงเมืองเกราร์ เมื่อเข้าไปในเมืองนั้นก็ทำตามที่ตกลงไว้กับซาราห์เสมอว่า ให้พูดว่าท่านเป็นพี่ชายและเธอเป็นน้องสาวแล้วก็เกิดเหตุอย่างที่อับราฮัมคิดจริง ๆ กษัตริย์ของเมืองติดใจความงามของซาราห์ และนำตัวเธอไปเพื่อจะได้ให้เธอไปอยู่ในฮาเร็ม

ปฐมกาล 20:3-5
นี่เป็นกลอุบายของอับราฮัมกับซาราห์ที่ทำให้อาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเมืองเกราร์เกือบทำผิดไป     กษัตริย์สมัยก่อน อยากได้ผู้หญิงคนไหนก็ไปตามตัวเอามาได้
มองในฝ่ายวิญญาณ นี่คือความตั้งใจที่จะให้ซาราห์มีมลทิน  พระเจ้าทรงเข้ามาจัดการด้วยพระองค์เอง   ทรงเปิดเผยความจริงแก่อาบีเมเลคในความฝัน
กษัตริย์เองก็ฟังและแก้ต่างให้ตัวท่านเองท่านทูลพระเจ้าว่า ทำไปโดยไม่รู้ว่าซาราห์เป็นภรรยาของอับราฮัม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่าผู้เชื่อในพระเจ้ามีโอกาสทำให้คนอื่นทำผิดได้ ! เขาจึงต้องระวังในการใช้ชีวิต

ปฐมกาล 20:6-7
ข้อห้ามที่ไม่ให้เอาภรรยาคนอื่นมาเป็นภรรยาตนนั้น เริ่มต้นตรงไหน ตอนนี้ยังไม่มีบัญญัติสิบของโมเสส แต่ผู้คนในสมัยโบราณก็ทราบดีว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้ กษัตริย์เอบีเมเลคเอง ก็เหมือน ๆ กับผู้ชายทั่วไปที่เห็นคนสวยเป็นไม่ได้ แต่แล้วพระเจ้าทรงเมตตาตรัสแก่ท่านเป็นส่วนตัว ทำให้ท่านไม่ทำผิดต่ออับราฮัม และเมื่อท่านรีบแก้ไข พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของอับราฮัมเพื่อท่านด้วย ใช่.. ตอบสิ่งที่เอบีเมเลคกำลังมีปัญหาอยู่!
ที่จริงอับราฮัมเองสร้างปัญหาให้ทั้งซาราห์ และหญิงทุกคนในครอบครัวของเอบีเมเลค

ปฐมกาล 20:8-9
มันน่าอายไหมที่กษัตริย์ซึ่งไม่ได้เป็นคนของพระเจ้าเป็นฝ่ายที่ได้รับผลจากความไม่วางใจพระเจ้าของอับราฮัม เราจะเห็นจากเรื่องนี้ชัดเจนว่า ในความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครอาจกล่าวได้ว่าตนเองไม่มีความผิด ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงวางใจให้เป็นบิดาแห่งความเชื่อ แต่เขาก็ยังมีข้อบกพร่องให้เห็น เราจึงน่าจะให้เรื่องนี้ช่วยให้เรารู้ว่าเราต้องระวังตัว ฟังเสียงของพระวิญญาณทรงเตือนเสมอ อย่าค้าน อย่าหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง

ปฐมกาล 20:10-12
คำตอบของอับราฮัมบ่งบอกให้รู้ว่า เขาไม่ได้วางใจพระเจ้าไม่พอ ยังห่วงตัวเองมากกว่าภรรยาเสียอีก
ถ้าจะต้องเสียเธอไป แต่ชีวิตของตัวเองรอดก็โอเคนี่ถ้าเราเป็นซาราห์จะทำอย่างไรอับราฮัมมีเหตุผลที่น่าฟัง การโกหกของเขาเป็น
การโกหกแบบที่คิดว่าไม่ผิด แต่เมื่อเราดูแรงจูงใจของเขาแล้ว มันเป็นการตั้งใจเอาชีวิตตัวเองรอด
อย่างไม่น่าดูเลย

ปฐมกาล 20:13-14
และนี่คือข้อตกลงระหว่างอับราฮัมกับซาราห์โดยที่อับราฮัมไม่ต้องเสียอะไร แต่ซาราห์เสี่ยงที่จะเสียตัวเธอเอง … ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงปกป้องซาราห์ไว้ ดูสิ เธอจะเป็นคุณแม่ของบรรดา
ประชาชาติ แต่สามีของเธอเองไม่ได้เป็นห่วงเป็นใย  มองเห็นอุปสรรคจากใจของสามีไหม? เป็นความไม่วางใจพระเจ้า แต่แล้วพระเจ้าก็ทรงทำให้เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาควรจะทำ และควรจะรักษามากยิ่งชีวิตคืออะไร

ปฐมกาล 20:15-16
กษัตริย์ เอบีเมเลคได้ทำสิ่งที่ไม่คาดฝัน ท่านได้ให้แกะ โค และทาสชายหญิงให้อับราฮัมและทรงคืนซาราห์ ภรรยาให้ด้วย ให้เงินอีกพันเหรียญเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า ซาราห์ไม่ได้เป็นคนผิดแต่อย่างใด ท่านได้คืนศักดิ์ศรีให้กับซาราห์ต่อหน้าคนทั้งปวง และท่านเองได้กล่าวคำประชดประชันว่าอับราฮัมเป็นพี่ชายของเธอด้วย ยังไม่จบเพียงนั้นท่านอนุญาตให้อับราฮัมเลือกอาศัยได้ตามใจในแผ่นดินของท่านด้วย

ปฐมกาล 20:17-18
แล้วพระเจ้าก็ทรงให้อับราฮัมทำหน้าที่ ๆ เขาควรทำนั่นคือ เขาได้ทูลต่อพระเจ้าเพื่อพระเจ้าจะทรงรักษาให้ครอบครัวของกษัตริย์อาบีเมเลคได้มีลูกหลาน และพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของ
ท่าน ทำให้ครอบครัวที่พระเจ้าทรงปิดครรภ์ไว้ทุกคนได้สามารถมีบุตรได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเอบีเมเลค กษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นคนของพระองค์ แต่กลับเชื่อฟัง …แล้วพระเจ้าก็ทรงอวยพระพรเหลือล้น

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 20
1* ปฐมกาล 18:1; 12:9; 16:7, 14; 26:1, 6
2* ปฐมกาล 12:11-13; 26:7; 12:5
3* สดุดี 105:14; โยบ 33:5; ปฐมกาล 20:7
4* ปฐมกาล 18:23-25
5* 2 พงศ์กษัตริย์ 20:3
6* 1 ซามูเอล  25:26, 34; ปฐมกาล 39:9
7* ;ปฐมกาล 2:17;
9* ปฐมกาล 26:10; 39:9; 34:7

11* สุภาษิต 16:6 ; ปฐมกาล 12:12; 26:7
12* ปฐมกาล 11:29
13* ปฐมกาล 12:1-9, 11; 12:13; 20:5
14* ปฐมกาล 12:16
15* ปฐมกาล 13:9; 34:10; 47:6
16* ปฐมกาล 26:11; มาลาคี 2:9
17* โยบ 42:9; ปฐมกาล 21:2
18* ปฐมกาล 12:17

ปฐมกาล 19 ทำลายล้างโสโดม โกโมราห์

ชาวเมืองที่น่าอับอาย
1 ทูตสวรรค์ทั้งสองมาถึงเมืองโสโดมเวลาเย็น
ขณะนั้นโลทนั่งอยู่ที่ประตูเมือง เมื่อเขาเห็นทูตทั้งสอง ก็ลุกไปต้อนรับ น้อมตัวลงหน้าติดดิน
2 เขากล่าวว่า “เจ้านายของข้าพเจ้า  ขอเชิญท่านไปที่บ้านบ่าวของท่านและพักผ่อนสักหนึ่งคืน ขอให้ข้าพเจ้าได้ล้างเท้าของท่าน   แล้วท่านค่อยลุกตอนเช้าแล้วเดินทางต่อไปขอรับ” “ไม่เป็นไร เราจะค้างคืนที่ลานเมือง”
3แต่โลทขอร้อง รบเร้าทั้งสองไม่หยุด ในที่สุด  ทั้งสองจึงเข้าไปในบ้านเขา และโลทก็ได้จัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่ มีขนมปังไร้เชื้อปิ้ง ทั้งสองก็รับประทาน

4 แต่ก่อนที่ผู้มาเยือนจะเข้านอน พวกผู้ชายจากทุกมุมเมืองทั้งหนุ่มและชรา พากันมาล้อมบ้านไว้ 
5  พวกเขาร้องบอกโลทว่า “ผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน? จงพาออกมาเพื่อเราจะได้นอนกับพวกเขา” 
6 แต่โลทออกไปพบพวกเขาข้างนอก  แล้วปิดประตู
7 กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ขอร้องล่ะอย่าทำสิ่งชั่วร้ายแบบนี้เลย”
8 ข้ามีลูกสาวอยู่สองคน ที่ยังไม่เคยนอนกับผู้ชาย ข้าจะส่งออกมาให้พวกท่าน แล้วท่านจะทำอย่างไรกับทั้งสองก็ได้ แต่อย่าทำอะไรกับชายทั้งสองนี้ เพราะเขาอยู่ใต้ชายคาของข้าแล้ว”

99 แต่พวกนั้นไม่ยอม “ออกไปให้พ้น ถอยไป  ดูเจ้าโลทคนนี้มาขออาศัยในเมืองแล้วยังมา ตัดสินพวกเราอีก เราจะจัดการเจ้าให้หนักหนากว่าที่จะทำกับคนทั้งสอง”พวกเขาผลักโลท
อย่างแรงและเข้ามาใกล้ กำลังจะพังประตูได้แล้ว….
10 แต่ชายทั้งสองข้างในยื่นมือออกมาดึงโลทเข้าไปในบ้าน และปิดประตู 11เขาทั้งสองทำให้พวกผู้ชายที่อยู่หน้าบ้านทั้งหนุ่มและชราต่างตาพร่ามัวจนมองไม่เห็นพวกเขาจึงคลำหาทางเข้าบ้านไม่ได้

เตรียมพาออกจากเมือง
12ชายทั้งสองถามโลทว่า “เจ้ามีญาติคนอื่นในเมืองอีกบ้างไหม ไม่ว่าจะเป็นลูกเขย ลูกชาย ลูกสาวหรือคนของท่าน? จงพาพวกเขาออกไปจากที่นี่
13 เพราะเรากำลังจะทำลายเมืองนี้  เพราะมีเสียงที่คนร้องทุกข์ต้านเมืองนี้ ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างท่วมท้น จนพระองค์ทรงส่งเรามาทำลายสถานที่นี้เสีย”

14 โลทจึงไปบอกพวกลูกเขยซึ่งใกล้จะแต่งงานกับลูกสาวของเขาว่า“เร็วเข้า รีบออกจากที่นี่เถิดเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าใกล้จะทำลายเมืองนี้!”แต่ลูกเขยคิดว่าโลทแค่พูดเล่น

15เช้าตรู่ ทูตทั้งสองก็เร่งโลท “ลุกขึ้นเร็ว!  เจ้าต้องพาภรรยากับลูกสาวทั้งสองออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นท่านจะตายไปพร้อมกับคนที่ถูกลงโทษทั้งเมือง
16 แต่ขณะที่โลทยังรีรออยู่ ทูตก็คว้ามือของเขารวมทั้งภรรยาและลูกสาวทั้งสองแล้วพาออกมานอกเมืองโดยปลอดภัย เพราะพระยาห์เวห์ทรงเมตตาพวกเขา 
17 เมื่อออกพ้นเมืองมาแล้ว ทูตองค์หนึ่งกล่าวว่า“ต่อไป จงหนีเอาชีวิตรอดเถิด!  อย่าหันกลับมามอง​ อย่าหยุดอยู่ในที่ราบนี้  ท่านจงหนีไปที่ภูเขา ไม่อย่างนั้นแล้วจะถูกกวาดล้างไปด้วย!” 

18 แต่โลทพร่ำว่า “อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย เจ้านายของข้าพเจ้า  โปรดเถิด”
19 “ดูเถิด บ่าวของท่านได้รับความโปรดปรานจากท่าน และท่านได้กรุณามากที่ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ แต่ข้าพเจ้าหนีไปถึงภูเขาไม่ไหวแล้ว หายนะอาจจะมาถึง และข้าพเจ้าก็จะตาย  
20 คือมีเมืองเล็ก ๆ ที่ใกล้พอที่จะหนีไปถึงทัน ขอข้าพเจ้าหนีไปที่นั่น เมืองนี้เล็กมากขอรับและข้าจะรอดชีวิต” 

21 ทูตจึงตอบว่า “ตกลงอย่างนั้น เราจะให้ตามที่เจ้าร้องขอ เราจะไม่ทำลายเมืองที่เจ้าพูดถึงถ้าอย่างนั้นแล้ว
22 จงรีบหนีไปที่นั่น เพราะเราทำอะไรไม่ได้จนกว่าเจ้าจะไปถึงที่นั่นเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่า โศอาร์เพราะเหตุนี้(โศอาร์แปลว่า เล็ก ๆ, ไม่สำคัญ)

23อาทิตย์ขึ้นแล้ว เมื่อโลทมาถึงเมืองโศอาร์
24  แล้วพระยาห์เวห์ทรงส่งไฟกำมะถันจากท้องฟ้ามาเหนือเมืองโสโดมและโกโมราห์
25 เท่ากับว่าพระองค์ทรงทำลายเมืองเหล่านั้นรวมไปถึงที่ราบทั้งหมด รวมทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชที่เกิดขึ้นมาจากดินทั้งหมด 
26 แต่ภรรยาของโลทที่ตามมาเหลียวหลังกลับไปดู เธอจึงกลายเป็นเสาเกลือ


 

27 และแต่เช้าตรู่อับราฮัมก็ออกไปยังสถานที่ ๆ เขาเคยยืนต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์  28 เขามองลงมายังเมืองโสโดมและโกโมราห์ และมองไปยังแผ่นดินทางที่ราบทั้งหมด  ดูเถิด มีควันขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นเหมือนควันของเตาเผา 29    แต่เมื่อพระเจ้าทรงทำลายเมืองทั้งหลายในที่ราบนั้น พระองค์ทรงระลึกถึงอับราฮัม และทรงนำโลทออกมาจากหายนะของเมือง ตอนที่พระองค์ทรงทำลายล้างเมืองต่าง ๆ ที่โลทเคยอาศัยอยู่  

โลทกับลูกสาวทั้งสอง
30 แล้วโลทกับลูกสาวทั้งสองก็ออกจากเมืองโศอาร์ ไปอาศัยตามเนินเขาเพราะกลัวที่จะอยู่ในเมืองโศอาห์  โลทและลูกสาวทั้งสองอาศัยในถ้ำ
 31 ลูกสาวคนโตพูดกับน้องสาวว่า “พ่อของเราแก่แล้ว  ไม่มีผู้ชายคนไหนในโลกที่จะมาหา แต่งงานกับเราเหมือนอย่างที่ใคร ๆ ในโลกเขาทำกัน 32 มาเถอะ มามอมเหล้าพ่อ แล้วนอนกับพ่อเพื่อว่าเราจะรักษาเชื้อสายผ่านพ่อของเรา”
 33 ดังนั้นเธอทั้งสองจึงมอมเหล้าพ่อ (เหล้าองุ่น)  แล้วพี่สาวคนโตก็เข้าไปนอนกับพ่อ โดยที่โลทไม่รู้เลยว่า เธอมานอนด้วยเมื่อไร และลุกไปเมื่อไร  
34 วันต่อมา พี่สาวพูดกับน้องสาวว่า “เมื่อคืนพี่นอนกับพ่อแล้ว วันนี้เรามอมเหล้าพ่ออีก และเธอก็เข้าไปนอนกับพ่อ ทำอย่างนี้ เราจะได้รักษาเชื้อสายผ่านทางพ่อของเรา”
  35 คืนนั้นทั้งสองก็ทำให้พ่อเมาเหมือนคืนก่อน และน้องสาวก็เข้าไปนอนกับพ่อ โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่า  เธอมานอนด้วยเมื่อไร และลุกไปเมื่อไร  
36 ดังนั้น เท่ากับลูกสาวทั้งสองของโลทได้ตั้งครรภ์กับพ่อของตนเอง
37 ลูกสาวคนโตมีลูกชาย เธอตั้งชื่อเขาว่า โมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของชาวโมอับจนทุกวันนี้ 
38 ลูกสาวคนเล็กก็มีลูกชายคนหนึ่ง และเธอเรียกเขาว่า เบนอัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของชาวอัมโมนในทุกวันนี้ 

อธิบายเพิ่มเติม

ถ้าเราอ่านปฐมกาล 19 แค่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น เราจะขาดความเข้าใจถึงเป้าหมายที่พระเจ้าทรงให้บันทึกเรื่องนี้ไว้  โซโดม โกโมราห์เป็นต้นแบบของสังคมปัจจุบันที่ไร้พระเจ้า และทำทุกอย่างตามความเร่าร้อนของตนเอง ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน และมีผู้คนจำนวนมากได้ร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และพระองค์ทรงลงมาเพื่อลงโทษเมืองนี้  อย่าลืมว่า ในวันของพระเจ้านั้น พระองค์จะทรงทำกับโลกแห่งความบาปอย่างเดียวกับเหตุการณ์ในบทนี้   เรามีทางหนีไม่ต้องพบความหายนะ … และเรารู้ว่าทางนั้นมาทางพระเยซูเท่านั้น 

ชาวเมืองที่น่าอับอาย
ปฐมกาล 19:1-2
หลังจากที่คุยกับอับราฮัมไปแล้ว แขกสองคนจากในสามคนก็มุ่งหน้าไปยังโสโดม เมื่อไปถึงพบโลทอยู่ที่ประตูเมือง แสดงว่า เขากำลังทำหน้าที่อย่างผู้ปกครองอยู่ที่หน้าเมืองนั้น แต่เมื่อเขาเห็นท่านทั้งสองก็รีบมาทักทายและพร้อมที่จะต้อนรับอย่างเต็มใจ เขามีใจต้อนรับแขกเหมือนลุงอับราฮัม ผู้มาเยือนทั้งสองทำท่าเหมือนกับว่า จะพักที่ลานเมือง ซึ่งโลทรู้อยู่เต็มอกว่า จะเกิดอะไรขึ้น

ปฐมกาล 19:3
ด้วยการรบเร้าของโลท แขกทั้งสองเข้าไปในบ้าน แล้วเจ้าของบ้านก็ต้อนรับแขกเป็นอย่างดี ราวกับจัดงานเลี้ยงใหญ่ นี่เป็นประเพณีโบราณที่เมื่อแขกมาเจ้าของบ้านจะเลี้ยงแขกดีเยี่ยม เป็นการแสดงไมตรี โลทเองมีความหวังว่าท่านทั้งสองจะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง

ปฐมกาล 19:4-5
แล้วผู้ชายทั้งเมืองได้ข่าวว่ามีแขกมาเยือน พวกเขาต่างพากันมาล้อมบ้าน ขู่บังคับให้โลทส่งชายทั้งสองให้พวกเขา เพราะต้องการรุมโทรมผู้ชายด้วยกัน พวกเขาจะร่วมกันข่มขืนเหยื่อที่มาเป็นแขกของโลท

โลทเองนั้นเป็นคนของพระเจ้าที่เข้าไปอยู่ในเมืองที่ชั่วช้า 2 เปโตร 2:7-8 กล่าวว่า โลทผู้ชอบธรรมผู้มีความทุกข์เพราะการประพฤติลามกของคนชั่ว แต่เขาไม่ยอมให้ผู้มาเยือนต้องรับอันตรายเขาขอปกป้องชายทั้งสองไว้สุดชีวิต
 
ปฐมกาล 19:6-8
นี่ถ้าเราเป็นลูกสาวของโลท คงโกรธพ่อไปจนตายที่พ่อเห็นแก่แขกที่มาเยือนซึ่งไม่รู้จักมากกว่าลูกสาวที่พ่อเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด นี่มันอะไรกัน? ถ้าเราจะแปลความตามสมัยโบราณนั้นคือ เขามองว่าผู้หญิงต่ำต้อยกว่า ชีวิต ความปลอดภัย สวัสดิภาพของผู้มาเยือนสำคัญกว่าคนในครอบครัว รวมไปถึงชีวิตของเจ้าบ้านด้วย นี่เป็นภาพที่น่าสลดหดหู่สำหรับพวกเราแต่สำหรับพวกเขากลับเป็นที่ยอมรับกัน

ปฐมกาล 19:9
โลทเข้าใจว่า หากจะปกป้องแขก เขาจะต่อรองกับชาวเมืองที่กำลังหื่นกระหายอยู่ แต่ชาวเมืองรู้ว่าโลทเป็นคนนอกที่เข้ามาอาศัย และยังเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาด้วย แน่นอน โลทต้องเจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ทุกวัน การทะเลาะเบาะแว้งของชาวเมืองและปัญหาอื่น ๆ ที่มากมาย พวกเขาไม่ได้เคารพโลทในฐานะผู้พิพากษาเลย ถ้ากิเลส ความเร่าร้อนตัณหาในตัวต้องการอะไร พวกเขาจะเอาให้ได้ ตอนนี้ พร้อมที่จะพังประตูเข้ามา !

ปฐมกาล 19:10-11
แล้วผู้มาเยือนทั้งสองก็ช่วยจัดการศึกนี้ให้โลท ทุกคนที่มาขู่เข็ญ กลับกลายเป็นตามืดบอดไปไม่อาจหาประตูเข้าบ้านได้ …
เหตุการณ์คืนนั้นน่าจะชุลมุนสุดขีด การตัดสินใจของโลทที่เข้ามาอยู่ในเมืองนี้ ก็ทำให้เราเห็นว่า คนของพระเจ้าที่เข้าไปอยู่ในที่ ๆ บาปขนาดนั้น อยู่ยากที่จะไม่ทำผิด และคิดผิด
(ก่อนหน้านี้พระคัมภีร์ว่าเขาตั้งเต็นท์นอกเมือง)  ไป ๆ มา ๆ ก็เข้าไปอยู่ในเมือง  ย้อนกลับไปบทที่ 13 14  เราจะเห็นการเคลื่อนย้ายของโลท

เตรียมพาออกจากเมือง
ปฐมกาล 19:12-13
ทูตสวรรค์ที่ถูกส่งมาทำลายเมือง ไม่ได้สนใจแค่โลทและครอบครัว แต่ท่านถามถึงคนอื่นที่เป็นคนของโลท ไม่ว่าจะเป็นคนงาน หรือ
เพื่อนที่โลทสนิทด้วย พวกเขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของเขา  พระเจ้าทรงส่งทูตทั้งสองมาเพื่อทำลาย แต่พระองค์ทรงเมตตาต่อโลท ซึ่งเป็นหลานของอับราฮัม ซึ่งได้รับการอธิษฐานเผื่อจากอับราฮัมอยู่แล้ว
การร้องทุกข์ที่มีเรื่องเมืองโสโดมนั้น เป็นเรื่องที่สอนให้เรารู้ว่า เมื่อเราเห็นคนที่ทุกข์ยาก ตกอยู่ในอันตราย ในหลายเหตุการณ์ เป็นสิ่งเกินความสามารถที่เราจะช่วย เช่นเขาอยู่กันคนละเมือง คนละประเทศ  เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยพวกเขาได้  อย่าคิดว่าเขาอยู่ไกลเรา  เพราะว่า พระเจ้าทรงอยู่ทุกที่ และทรงช่วยได้เสมอ   เมื่อเรามองเหตุการณ์ในโลก เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงส่งคนไปช่วยในที่ ๆ มีคนอธิษฐานเผื่อมาก ๆ  ตอนนี้ ข่าวต่าง ๆ ที่เราได้ยิน ความเดือดร้อนที่เราได้เห็นเป็นสิ่งที่อธิษฐานเผื่อได้..

ปฐมกาล 19:14
ในสมัยโบราณ แค่หมั้นเอาไว้ก็ถือว่าเป็นลูกเขยแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่แต่งงาน น่าแปลกที่เมื่อโลทพูดกับเขาว่า พระเจ้ากำลังจะทำลายเมืองนี้ ลูกเขยกลับไม่เชื่อคิดว่า ว่าที่พ่อตาล้อเล่น ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เราไม่ทราบว่า เขามีความสัมพันธ์กัน
อย่างไร แต่หนุ่ม ๆ เหล่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างคนที่เชื่อพระเจ้า ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่า พวกเขาคิดว่าโลทกำลังล้อเลียนวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาอยู่

ปฐมกาล 19:15-16
ในขณะที่ทูตสวรรค์เร่งให้โลทออกจากเมืองตัวเขาเองกลับยังรีรอ ไม่รีบทำตามคำของทูต (เมื่อพระเจ้าทรงเตือนเรา อย่าผลัดเวลา รีบทำทันที)    เกิดอะไรขึ้นกับใจของโลท?​ เขาเป็นห่วงเมืองห่วงคน หรือห่วงบ้านเรือนที่อาศัยในเมืองนั้น?
เขาน่าจะเป็นห่วงบ้านตัวเอง แต่ก่อนเคยอยู่เต็นท์ แต่ตอนนี้อยู่บ้านแล้ว… ตั้งรกรากแล้ว
แต่ทูตไม่ยอมให้เขาทำตามใจตัวเอง เพราะว่าท่านทั้งสองรับคำสั่งมาให้พาโลทออกมาให้ปลอดภัย  เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงอวยพระพรตอบคำอธิษฐานของอับราฮัมจริงจัง พระองค์ไม่ได้ลืมสิ่งที่อับราฮัมทูลต่อรองไว้

ปฐมกาล 19:17
ต่อจากนั้น โลทจะต้องดูแลตัวเองและครอบครัว เขาต้องไปอย่างรวดเร็ว และจะต้องไม่หันกลับ มาอาลัยอาวรณ์เมืองนี้ ทูตสวรรค์เตือนว่าให้หนีไปไกล ไปบนภูเขา ไม่อย่างนั้นจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย
ทูตสวรรค์บอกเขาชัดเจนมาก ทูตเองเป็นห่วงโลทยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก แต่แล้ว โลทกลับมีการต่อรองกับท่าน ประหลาดจริง….

 ปฐมกาล 19:18-20
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ที่ตนเองได้ออกมาจากเมืองโสโดม
แล้วนั้น เป็นพระเมตตตาคุณของพระเจ้าสูงสุด
แต่โลทก็ยังไม่อยากหนีไปไกลจากโสโดม
เขาขอต่อรองว่า ให้เขาหนีไปถึงแค่เมืองเล็ก ๆ
เมืองหนึ่งเท่านั้น อย่าให้ไปไกลขนาดภูเขาเลย
เราอาจไม่เข้าใจความรู้สึกของโลทตอนนั้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ตัวเขาเองก็เริ่มชินกับวิถีคนเมือง  แต่พระเจ้าไม่ให้เวลาแล้ว

ปฐมกาล 19:21-22
แต่ทูตสวรรค์ไม่อาจทำลายเมืองได้หากโลท
ยังไม่ปลอดภัย ตามที่พระเจ้าทรงสัญญากับ
อับราฮัม ใน 18:32 เพราะเห็นแก่สิบคนเราจะ
ไม่ทำลายเมืองนั้น แต่ครอบครัวของโลทมีแค่
สี่คนเท่านั้น พระเจ้าก็ยังทรงเมตตา สมกับที่
อับราฮัมกล่าวว่า ”ไม่มีวันที่พระองค์จะทรง
ทำลายคนเที่ยงธรรมไปพร้อม ๆ กับคนชั่ว”

ปฐมกาล 19:23-26
พอโลทเข้าเขตเมืองโศอาร์ ดูเหมือนยังไม่ทันเข้าตัวเมืองด้วยซ้ำ คำพิพากษาของพระเจ้าก็เกิดผลต่อเมืองโสโดม โกโมราห์ พระเจ้าทรงทำลายเมืองและผู้คนที่อยู่ในนั้นจริง ๆ แต่แล้วคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงช่วยชีวิตไว้ หันหลังกลับไปดูทั้ง ๆ ที่ถูกห้ามแล้ว มีผู้ให้เหตุผลมากมายว่า ทำไมเธอถึงหันกลับไป ท่านผู้อ่านก็ลองคิดดูเองว่า หากเราเป็นตัวเธอ เราจะทำอย่างนั้นไหม เป็นเพราะอะไร?  เพราะความลังเล เธอยังคงโหยหาชีวิตเดิมของเธอ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น ทั้งเมืองกำลังเผาไหม้ด้วยไฟที่ร้อนจัด…
การหยุดของเธอทำให้เธอกลายเป็นเสาเกลือทันที นั่นคือเป็นผลจากความร้อนและปฏิกริยาเคมีของไฟกำมะถันนั้นเธอกลายเป็นอนุสรณ์ของความปรารถนาชีวิตที่ชั่วร้าย
หากเราไม่เกลียดบาป และยังปรารถนากลับไปทำบาปอีก เรายังจ้องมองไปที่ชีวิตเดิม ย้อนกลับไปยังชีวิตแห่งความตาย นี่เป็นอันตรายที่สุด  พระเจ้าจึงทรงให้เรามีใจอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องบน (โคโลสี 3:1-4)  ให้เราจ้องมองไปยังพระผู้ช่วยของเรา  เมื่อไรที่เราหวนกลับไปคิดร่ำร้องอยากกลับไปยังชีวิตเดิม ให้เราได้กลิ่นฉุนของความตาย กลิ่นแห่งพระพิโรธแบบที่เกิดกับโสโดมนี้อย่างทันควัน 

ปฐมกาล 19:27-29
พระเจ้ามิได้ทรงเมินคำทูลขอของอับราฮัม และคนที่พระองค์ทรงเลือกให้รอดจากหายนะก็มีแค่โลทและครอบครัว แต่แล้วก็ต้องตายไปคนหนึ่งเราเห็นเลยว่า เมื่อมีการอธิษฐานเผื่อ พระเจ้าทรงฟัง ไม่ทรงเฉยเมยต่อคำทูลขอของผู้ที่เป็นมิตรกับพระองค์ ผู้ที่มีหัวใจ
ห่วงคนอื่น ๆ เราเองก็ต้องรู้ว่า การพิพากษาของพระเจ้าน่ากลัวมาก แล้วเราจะช่วยใครได้บ้างอย่างอับราฮัม?

โลทกับลูกสาวทั้งสอง
 ปฐมกาล 19:30-32
โลทเองต่อรองกับทูตสวรรค์ ขอไม่หนีไปบนภูเขา จะไปที่เมืองใกล้ ๆ แต่แล้วเขากลับไม่กล้าอาศัยในเมืองโศอาร์   น่าจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น โลทเป็นคนที่มองเห็นประโยชน์ เป็นหลักตั้งแต่ครั้งที่ต้องแยกกับอับราม คงต้องมีอะไรที่ทำให้เขาเลือกไปอาศัยในถ้ำกับลูกสาว  (ซึ่งอยู่แถบทะเลตาย) แล้วลูกสาวของโลทก็กลัวว่าจะไม่มีสามี และต้องการสืบเชื้อสายทางพ่อเอาไว้ จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้องที่สุด แต่เป็นการตัดสินใจที่ไร้พระเจ้า ความคิดของพวกเธอเป็นแบบเดียวกับคนโสโดมโกโมราห์  แทนที่จะรอให้พระเจ้าทรงนำกลับคิดเอาเอง ตรงกันข้ามกับสุภาษิต 3:5-7 

ปฐมกาล 19:33-35
แล้วทั้งสองก็ทำตามแผนของตนเอง ลูกสาวมอมเหล้าพ่อ ทั้ง ๆ ที่พ่อเองพยายามทำให้ลูกปลอดภัยจากคนที่น่ากลัวในเมืองโศอาร์  พี่สาวน้องสาวทำตามแผน โดยที่พ่อไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไป เธอทั้งสองไม่กลัวที่จะทำสิ่งอันน่าอับอายนี้  พวกเธอคิดทางอื่นไม่ออกเลย แถมมีเหตุผลสนับสนุนตัวเองด้วย  การอยู่กับคนไม่เชื่อพระเจ้ามาตั้งแต่เด็ก พ่อก็คงไม่ได้สอนอะไร ทำให้กล้าทำในสิ่งที่น่าอับอายเป็นที่สุด   เราทุกคนตอนนี้ก็กำลังอยู่ในความคิดอย่างโสโดมในโซเชียลมีเดีย
เราต้องระมัดระวังตัวไม่ไปรับอิทธิพลความคิดทางโลกเข้ามา
ต้องหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด

ปฐมกาล 19:36-38
ลูกสาวทั้งสองของโลทได้ทำให้พ่อกลายเป็นบรรพบุรุษของสองชนชาติ การเข้าไปอยู่ในเมืองโสโดมของโลทนั้น ทำให้ชีวิตของเขาห่างจากพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนของพระองค์ คนรุ่นต่อไปคือลูกสาวทั้งสองยิ่งห่างมากขึ้นไปอีกเชื้อสายของโลทจากลูกสาวของเขา ได้กลายเป็นศัตรูยาวนานของอิสราเอล เหมือนกับลูกหลานของอิชมาเอล เสียดายชีวิตของโลทที่เหลืออยู่จริง ๆ 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 19
1* ปฐมกาล 18:2;, 16, 22; 18:1-5
2* ฮีบรู 13:2ปฐมกาล 18:4; 24:32;
ลูกา 24:28
3* ปฐมกาล 18:6-8; อพยพ 12:8
5 อิสยาห์ 3:9; ผู้วินิจฉัย 19:22; ปฐมกาล 4:1
6* ผู้วินิจฉัย 19:23
8* ผู้วินิจฉัย 19:24; ปฐมกาล 18:5
9* 2 เปโตร 2:7-8; อพยพ 2:14
11* ปฐมกาล 20:17-18
12* 2 เปโตร 2:7, 9


13* ปฐมกาล 18:20; 1 พงศาวดาร 21:15
14* มัทธิว 1:18; กันดารวิถี 16:21, 24, 26, 45; อพยพ 9:21
15* วิวรณ์ 18:4
16* 2 เปโตร 2:7; ลูกา 18:13; สดุดี 34:22
17* เยเรมีย์ 48:6; มัทธิว 24:16-18; ปฐมกาล 14:10
18* กิจการ 10:14
21* โยบ 42:8-9
22* อพยพ 32:10 ; ปฐมกาล 13:10; 14:2
24* เฉลยธรรมบัญญัติ  29:23; เลวีนิติ 10:2

25* สดุดี 107:34
26* ลูกา 17:32
27* ปฐมกาล 18:22
28* วิวรณ์ 9:2; 18:9
29* ปฐมกาล 8:1; 18:23
30* ปฐมกาล 19:17, 19
31* ปฐมกาล 16:2,4; 38:8-9
32* มาระโก 12:9
37* เฉลยธรรมบัญญัติ  2:9
38* เฉลยธรรมบัญญัติ   2:19