ปฐมกาล 4 ฆาตกรรมรายแรกของโลก

 พี่น้องคู่แรก
1 อาดัมเข้าไปรู้จักใกล้ชิด (יָדַ֖ע)กับเอวา ภรรยาของเขา แล้วเธอก็ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดลูกชายชื่อ คาอิน เอวากล่าวว่า “ฉันได้ลูกชายคนนี้มาเพราะพระยาห์เวห์ทรงช่วย ” 
2 ต่อมาเธอก็ให้กำเนิดลูกชาย  เป็นน้องของคาอินชื่อ อาเบล อาเบลเป็นคนเลี้ยงสัตว์ ส่วนคาอินทำไร่ไถนา
3 วันเวลาผ่านไป คาอินนำผลจากผืนแผ่นดินมาถวายพระยาห์เวห์ 
4 ส่วนอาเบลนำสัตว์ลูกหัวปีจากฝูงแพะแกะของเขา มาถวาย
เป็นตัวที่อ้วนเต็มด้วยไขมันมากที่สุด
พระยาห์เวห์ทรงพอพระทัยอาเบลและสัตว์ถวายของเขา
5 แต่ไม่ทรงพอพระทัยคาอินและผลไม้ถวายของเขา
ดังนั้น คาอินจึงโกรธมาก
หน้าตาหดหู่หม่นหมอง
6 พระยาห์เวห์ตรัสกับคาอินว่า
“เจ้าโกรธทำไม?
เหตุใดหน้าตาจึงหดหู่เช่นนั้น ?
7 หากเจ้าทำสิ่งที่ดีแล้ว
เราจะไม่รับเจ้าอย่างนั้นรึ?
แต่ถ้าเจ้าทำอย่างไม่ถูกต้อง
บาปก็หมอบรออยู่ที่ประตู 
มันต้องการ(ควบคุม)เจ้า
เจ้าจึงต้องปราบมันให้ได้”

ฆาตกรรมครั้งแรก
8 คายินพูดกับอาเบลน้องชายว่า “เราออกไปในทุ่งกันเถอะ”เมื่ออยู่ในทุ่งด้วยกัน คาอินโถมตัวเข้าใส่อาเบลน้องชายของตน และฆ่าเขา!  
9 ต่อมา พระยาห์เวห์ตรัสถามคาอินว่า “อาเบล น้องชายเจ้าอยู่ที่ไหน?”
เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลน้องชายหรือ?”

10พระองค์ตรัสว่า
“เจ้าทำอะไรลงไปที่ทำให้เลือดของน้องชายส่งเสียงร้องขึ้นจากผืนดินมาถึงเรา? 
11 บัดนี้ เจ้าถูกสาปจากผืนดินที่ซึมซับรับเลือดของน้องชายเจ้าที่ไหลนองออกมาจากมือของเจ้า 
12 เมื่อเจ้าทำไร่ พรวนดิน มันจะไม่ให้ผลดีแก่เจ้าอีกต่อไป เจ้าจะเป็นคนหลบหนีและพเนจรไปบนผืนโลก”


13คาอินทูลพระยาห์เวห์ว่า “การลงโทษนี้แรงเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะรับไหว
14 ดูสิ วันนี้ ทรงขับ ไล่ข้าพเจ้าออกจากแผ่นดิน และ ข้าพเจ้าต้องไปให้พ้นจากพระพักตร์ ข้าพเจ้าจะเป็นคนที่หลบหนี
พเนจรไปในแผ่นดินโลก ดังนั้น คนที่พบเห็นข้าพเจ้าก็จะฆ่าข้าพเจ้าเสีย”
15 พระยาห์เวห์ตรัสแก่คาอินว่า
“จะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะหากใครฆ่าคาอินเขาจะต้องรับโทษ 7 เท่า” แล้วพระยาห์เวห์ทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวคาอิน เป็นเครื่องหมายเตือนคนที่พบคาอิน ไม่ให้สังหารเขา
16 คาอินได้ออกไปพ้นพระพักตร์พระยาห์เวห์ ไปอยู่ในแผ่นดินโนด ( แปลว่า เร่ร่อน, พเนจร) ทางตะวันออกของสวนเอเดน

เชื้อสายของคาอิน (การเริ่มต้นอารยธรรม)
17แล้วคาอินก็เข้าไปรู้จักใกล้ชิด(יָדַ֖ע) กับภรรยาของเขา เธอตั้งครรภ์ ให้กำเนิดลูกชายชื่อเอโนค 
เวลานั้นเอง  เขาสร้างเมืองขึ้น ตั้งชื่อตามลูกชายคือเมืองเอโนค
18 เอโนคมีลูกชายชื่ออิราด อิราดมีลูกชายชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลมีลูกชายชื่อเมธูชาเอล เมธูชาเอลมีลูกชายชื่อลาเมค

19 ลาเมคมีภรรยาสองคน คนหนึ่งคือ อาดาห์ อีกคนชื่อ ศิลลาห์
20 อาดาห์ให้กำเนิดลูกชายชื่อยาบาล ซึ่งเป็นพ่อของเหล่าคนที่อาศัยในเต็นท์ และเลี้ยงสัตว์
21 ยาบาลมีน้องชายชื่อ ยูบาล ยูบาลมีลูกหลานที่เป็นคนเล่นพิณ และเป่าปี่ 
22 ส่วนศิลลาห์ให้กำเนิดลูกชายชื่อ
ทูบัลคาอิน เขาทำเครื่องมือต่าง  ๆ จาก  ทองสัมฤทธิ์ และ เหล็ก ทูบัลคาอินมีน้องสาวชื่อ นาอามาห์
23 ลาเมคพูดกับภรรยาของตนว่า
“อาดาห์และศิลลาห์ จงฟังคำของข้า
ภรรยาทั้งสองของลาเมคเอ๋ย
จงฟังสิ่งที่ข้ากล่าว  
ข้าจะสังหารชายคนที่ทำให้ข้าบาดเจ็บ  ข้าจะสังหารเด็กหนุ่มที่มาตีข้า
24 หากคนที่สังหารคาอิน
ถูกลงโทษเจ็ดเท่า
คนที่มาสังหารลาเมค
จะถูกลงโทษเจ็ดสิบเจ็ดเท่า!”

อธิบายเพิ่มเติม

พี่น้องคู่แรก
4:1-2  คำว่าอาดัมเข้าไปรู้จักภรรยา(ฮีบรูว่า יָדַ֖ע ยาดา แปลว่ารู้จัก สังเกต รู้ว่า  มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดมาก) เป็นภาษาสุภาพของฮีบรู ที่มีความหมายในบริบทว่า เขามีความสัมพันธ์ทางเพศกับภรรยาของเขา   ไม่นานเอวาก็ตั้งครรภ์ เป็นประสบการณ์แรกของชายหญิงคู่นี้ ทั้งสองมีเรื่องต้องเรียนรู้มากมาย
คาอินเป็นเด็กชายคนแรกในโลกที่เกิดขึ้นจากท้องแม่ คาอินเป็นชื่อที่มีความหมายว่าสร้าง קַיִן, qayin เป็นความมหัศจรรย์สำหรับเอวาเป็นอย่างมาก เธออาจเคยเห็นสัตว์ออกลูกมาบ้าง คราวนี้เป็นเธอเองที่ได้คลอดลูกออกมา
ชื่อของอาเบล คือ הֶבֶל  (เฮเวล hevel) ซึ่งมีความหมายว่า ลมหายใจ ไอน้ำ ไร้ค่า  เหมือนอย่างที่ท่านปัญญาจารย์มักจะพูดบ่อย ๆ  ถ้าเราอ่านข้ามไปบทที่  5 ก็จะรู้ว่าคายินและอาเบลเกิดก่อนที่เขาจะอายุ 130 ปี  ดูเหมือนพี่น้องคู่นี้อายุไม่ต่างกันมาก 
ลูกชายทั้งสองทำงานต่างกัน
4:4-5
แล้ววันหนึ่งทั้งสองก็นำของถวายมาถวายแด่พระเจ้า  ของถวายนั้นต่างกัน และพระเจ้าก็ทรงพอพระทัยของอาเบล แต่ไม่พอพระทัยของคาอิน
ทั้ง ๆ ที่พี่น้องทั้งสองต่างก็มีความตั้งใจที่เหมือนกัน  พ่อ แม่ คงสอนแล้วว่า ถ้าจะถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าต้องทำอย่างไร  อาดัมและเอวา คงได้เรียนรู้จากพระเจ้าว่า เมื่อพวกเขาทำบาป ต้องมีการเสียเลือดของสัตว์แทนตัวเขา  
ที่พระเจ้าไม่รับของถวายของคาอิน เป็นเพราะท่าทีของเขา ทัศนคติของเขาโดยรวมที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเขาไม่ถวายสัตว์ ในการถวายเครื่องบูชานั้นมีหลายอย่างที่จะถวายได้อยู่แล้ว (เลวีนิติบอกเราชัดเจน)
4:6-7
จากฉากนี้ เราเห็นว่า พระเจ้าตรัสกับมนุษย์โดยตรง  พระองค์ทรงถามเพื่อให้เขาบอกความรู้สึกแท้จริงออกมา  เขาโกรธที่พระเจ้ารับของถวายอาเบล แต่ของถวายของเขากลับดูไร้ค่า  ไม่มีการเก็บอารมณ์ รู้สึกอย่างไรก็แสดงภาษาท่าทางออกมาชัดเจน
พระเจ้าทรงแจ้งให้เขารู้ชัดว่า เขาทำสิ่งที่ดี ถูกต้อง พระองค์ทรงรับแน่ แต่การทำไม่ถูกต้อง บาปมันกระหยิ่มรอตะครุบอยู่แล้ว เพราะมันต้องการเป็นเจ้าของ ครองใจมนุษย์  ตอนที่พระเจ้าตรัสนี้ คายินเลือกได้ว่า เขาจะฟังพระสุรเสียงหรือไม่ พระองค์ทรงเตือนแล้วว่า บาปอยากเป็นนายเหนือเขา  สิ่งที่เขาต้องทำคือกำราบบาปนั้น ด้วยการหันมาทำตามพระเจ้า  ข้อความตอนนี้ พระเจ้าทรงสื่อว่า เขาทำได้ เขาอยู่เหนือมารได้

ฮีบรู 11:4  โดยความเชื่ออาแบลถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าซึ่งดีกว่าของคาอิน โดยความเชื่ออาแบลได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ชอบธรรมเมื่อพระเจ้าทรงชมเชยสิ่งที่เขาถวาย และโดยความเชื่อเขาจึงยังพูดอยู่ทั้งๆ ที่เขาตายแล้ว
1 ยอห์น 3:11-12. นี่เป็นข้อความที่ท่านทั้งหลายได้ยินมาตั้งแต่แรกคือ เราควรรักซึ่งกันและกัน อย่าเป็นเหมือนคาอินผู้เป็นฝ่ายมารและฆ่าน้องชายของตน ทำไมเขาจึงฆ่าน้อง? ก็เพราะการกระทำของตนชั่วร้ายและการกระทำของน้องชอบธรรม
 

ฆาตกรรมครั้งแรก
4:8-9  หลังจากที่พระเจ้าทรงเตือนคาอิน เขาก็ชวนน้องไปทุ่งด้วยกัน  เมื่ออยู่ด้วยกัน เขาก็โจมตีน้องอย่างไม่ทันตั้งตัว และถึงกับฆ่าน้องตายคามือ นี่เป็นการฆาตกรรมที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า
เขาคิดว่า ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว  น่าแปลกที่พระเจ้าเพิ่งบอกเขาไปหยก ๆ ว่า ให้เอาชนะบาปที่มันพยายามครอบงำเขา เขากลับทำสิ่งที่ตรงข้าม
จากโกรธพระเจ้า โกรธน้อง กลายเป็นฆาตกรรม ความบาปเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว  คนที่เราคิดว่าควรจะเป็นบรรพบุรุษของเชื้อสายที่พระเจ้าทรงบอกกับงู กลับกลายเป็นฆาตกร คนอีกคนที่น่าจะเป็นได้ กลายเป็นเหยื่อ 
แล้วพระเจ้าทรงถามเหมือนกับตอนที่อาดัมได้ทำผิด พระองค์ประทานโอกาสให้สารภาพ และกลับใจ แต่แล้วคาอินกลับโกหก เขาคิดว่า พระเจ้าไม่ทรงทราบ เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ (ซึ่งเป็นการโกหกและกลบความบาปของตน)  ข้าพเจ้าเป็นคนดูแลน้องชายหรือ?​(เท่ากับพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเขา  ซึ่งความจริง เขานั่นแหละต้องรับผิดชอบต่อการตายของอาเบล เป็นการใช้คำถามยอกย้อนต่อพระเจ้า พูดออกมาได้อย่างไร้ยางอาย คาอินเข้าใจว่าเขาหลอกพระองค์ได้ ) ยูดา 1:11 กล่าวถึง  แนวทางของคาอิน และการทุ่มตัวสู่ความผิดพลาด เป็นอย่างนั้นจริง ๆ 

4:10-12 แล้วเลือดของน้องฟ้องไปถึงสวรรค์…(ฮีบรู 12:24)   หลายคนมีความเห็นว่า การตายของอาเบล สื่อถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู 
ตอนนี้คาอินรู้แล้วว่า พระเจ้าทรงทราบ และพระองค์กำลังประกาศการลงโทษเขา  อาดัมเคยถูกให้ออกจากสวนแห่งเอเดน และเขาต้องทำงานหนักเพื่อจะได้พืชผลมาอยู่กิน  แต่คราวนี้คาอินจะไม่ได้ผลจากแผ่นดินไม่ว่าเขาจะทำงานหนักขนาดไหน
ในสมัยต่อมาโมเสสได้บอกถึงกฎสำคัญในชุมชนคนอิสราเอลว่า ฆาตกรรม เป็นการสร้างมลทินให้กับแผ่นดิน จะชำระแผ่นดินได้ก็ด้วยเลือดของฆาตกร (กันดารวิถี 35:33-34)

4:13-14 สิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับคาอินคือการที่ต้องกลายเป็นคนหลบหนี เร่ร่อน ไม่มีหลักแหล่ง เขาร้องขอพระเจ้าให้เห็นใจกับโทษที่เขาได้รับ เขาไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เขาไม่ขอพระเจ้าทรงยกโทษเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาเริ่มกลัวว่า ใครที่เจอเขาก็จะทำร้าย ซึ่งถ้าคิดให้ดีคือ น่าจะเป็นลูกคนอื่น ๆ ของอาดัมและเอวานั่นเอง

4:15-16 ถ้าคาอินกลับใจ เขาจะยอมเป็นฝ่ายพระเจ้า หันมาหาพระองค์ แต่เขากลับเป็นห่วงตัวเองจะโดนคนทำร้าย เขาจะไม่ได้อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าอีกต่อไป เขาถูกไล่ออกจากบ้านเกิด คล้ายกับพ่อที่ถูกไล่จากสวนแห่งเอเดน  กลายเป็นคนไม่มีพระเจ้า  แต่พระเจ้าทรงพระคุณ  ไม่ทรงประสงค์ให้เขาถูกฆ่าตายเหมือนน้อง ทรงทำเครื่องหมายให้คนทั้งหลายได้รู้ว่า จะแตะต้องชีวิตเขาไม่ได้  เราไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่คนสมัยนั้นเขารู้กัน  น่าจะเป็นอะไรที่ติดตัวเขา พอเห็นรู้ทันที
แผ่นดินโนดที่เขาไปอยู่นั้นมีความหมายว่า เร่ร่อน เตือนสติให้เขารู้ว่า เขาคือใคร คาอินมีเครื่องหมาย ติดตัวเขาอยู่เสมอ เขาควรระลึกว่า ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เพราะพระคุณ  เสียดายที่เขาไม่ได้กลับใจจึงทำให้ชีวิตต้องขาดจากพระเจ้า   




 

ชื้อสายของคาอิน (การเริ่มต้นอารยธรรม)
แม้ว่าคายินดื้อดึงต่อพระเจ้า และเรียกร้องความปลอดภัยจากพระองค์ แต่พระเจ้าก็ทรงมีพระคุณต่อเขา พระองค์จะสังหารเขาก็ได้ แต่พระองค์ทรงให้โอกาสที่เขาจะมีชีวิตอยู่ แล้วลูกหลานของคาอินก็กลายเป็นคนที่สร้างสรรค์แผ่กระจายอารยธรรมออกไป  ส่วนลูกหลานของเสทเป็นชุมชนที่นมัสการพระเจ้า

4:17-18 คาอินมีภรรยา และหลายคนก็สงสัยว่า ผู้หญิงคนนี้มาจากไหน พอจะประเมินได้ว่า อาดัมและเอวายังมีลูกชาย ลูกสาวคนอื่นอีก และเขาก็จะต้องได้น้องสาวมาเป็นภรรยา ซึ่งในช่วงต้น ๆ นั้น พระเจ้ายังไม่ได้ทรงห้ามเรื่องนี้ การแต่งงานระหว่างพี่น้องก็ยังจำเป็นอยู่เพื่อเพิ่มจำนวนมนุษย์  พันธุกรรมของมนุษย์ยังบริสุทธิ์พอที่จะไม่เกิดการเสียหายเนื่องจากการแต่งงานในญาติสนิท  แต่ต่อมา  ในช่วงของโมเสสเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงห้ามการแต่งงานระหว่างพี่น้อง (เลวีนิติ 18:9, 18:11; 20:17 โมเสสได้เขียนไว้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องน่าละอาย)

การสร้างเมืองของคาอินทำให้เราเห็นว่า เขาไม่ได้อยู่แค่ในครอบครัวอีกต่อไป เขาสร้างเมืองเท่ากับมีคนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากลูกหลานของเขาเอง   กลายเป็นหลายครอบครัว กลายเป็นชุมชน จนกลายเป็นเมือง

4:19 ตอนที่คาอินมีลูกเอโนคนั้น เขากำลังสร้างเมือง เมื่อเสร็จเขาก็ตั้งชื่อเมืองตามลูก เท่ากับเขามีความสามารถระดับสูงทีเดียวที่ทำเช่นนี้ได้  ตรงนี้เราเห็นว่า อาดัมกำลังมีลูกหลานเพิ่มในสายของคาอินมากมาย  1อาดัม 2คาอิน  3เอโนค 4อิราด 5เมหุยาเอล 6เมธูชาเอล 7 ลาเมค  โมเสสเล่ามาจนถึงลาเมค พบว่า ลาเมคมีความคิดต่างจากรุ่นพ่อ รุ่นปู่.. เขาเริ่มมีภรรยาสองคน (พระเจ้าทรงวางไว้ว่า สามี1 ภรรยา 1 มัทธิว 19:4-6)   ตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม ลาเมคเป็นคนแรกที่ฝืนแบบอย่างที่พระเจ้าทรงวางไว้ว่าสามีภรรยาคู่กัน ผัวเดียวเมียเดียว

ชื่อของภรรยาทั้งสอง ทำให้เราเห็นภาพการเลือกผู้หญิงของลาเมค แม้แต่ชื่อลูกสาวก็ทำให้เราประเมินได้ว่า ความงดงามของผู้หญิงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลาเมคมาก
ภรรยาคนแรกชื่อ อาดาห์ (עָדָה) แปลว่า  เครื่องประดับ เป็นแม่ของยาบาลที่เป็นต้นกำเนิดคนเลี้ยงสัตว์ที่อาศัยในเต็นท์   และยูบาลที่รักการเล่นดนตรี 
ภรรยาคนที่สองชื่อศิลลาห์ แปลว่า (צִלָּה)  ร่มเงา ทำให้คิดถึงผู้หญิงผมดำ ผิวสีน้ำผึ้ง  เธอคนนี้เป็นแม่ของทูบัลคาอินที่เป็นช่างเหล็ก
ส่วนลูกสาวของเขา เขาตั้งชื่อว่า นาอามาห์ (נַעֲמָה) แปลว่า น่ารัก ร่าเริง  สวย
การที่โมเสสบันทึกเรื่องราวของพวกเธอไว้ ทำให้เราเห็นความสำคัญของผู้หญิงในสังคมยุคแรก พวกเธอทุกคนจะต้องมีความอดทนระดับสูงมากที่จะช่วยให้ครอบครัวไปต่อได้

4:23-24  ลาเมคเป็นคนที่ก้าวร้าว ยะโส วางโตเหนือคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ภรรยาทั้งสองของเขาก็คงกลัวเขามากเช่นกัน  ลาเมคทำให้เราเห็นครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็นคนที่พร้อมจะทำให้เกิดการนองเลือด ไม่ยอมใคร
นิสัยรุนแรงของคาอินส่งผลมายังลูกหลานต่อมาอีกหลายชั่วอายุคน
เขาท้าทายพระดำรัสของพระเจ้าที่ทรงสัญญาจะตอบแทนคนที่ทำร้ายคาอินเจ็ดเท่า  นี่เป็นความอหังการที่ทำตัวใหญ่เหนือพระเจ้าเข้าไปอีก 
ลำดับเชื้อสายของครอบครัว ทำให้เราเห็น ภาพรวมการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปของ อารยธรรมต้น ๆ  ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ ดนตรี และเครื่องเหล็ก ซึ่งเกิดขึ้นภายในครอบครัวขยายของคาอินอย่างชัดเจน  ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางจิตใจที่ไม่ยอมใคร พระเจ้าก็ยังทรงอวยพรให้พวกเขาเติบโตมีวัฒนธรรมที่ชัดเจน   การบันทึกของโมเสส ทำให้เราเห็นพระคุณของพระเจ้าเหนือความคาดหมาย 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 4
2* ลูกา 11:50-51
3*กันดารวิถี 18:12
4* กันดารวิถี 18:17; เลวีนิติ 3:16; ฮีบรู 11:4
8* 1 ยอห์น 3:12-15
9* ยอห์น 8:44; 1 โครินธ์  8:11-13
10*  ฮีบรู 12:24




14* สดุดี 511 ; อิสยาห์ 1:15 ; กันดารวิถี 35:19, 21, 27
15* ปฐมกาล 4:24
19* ปฐมกาล 2:24; 16:3
24* ปฐมกาล 4:15
25* ปฐมกาล 5:3
26* ปฐมกาล 5:6; เศฟันยาห์ 3:9

ปฐมกาล 3 วันเริ่มต้นบาป

 Line Engraving, 19Th Century

ศัตรูหน้างูมาหลอกลวง
1 งู เป็นสัตว์ที่ฉลาดแกมโกง มากกว่าสัตว์ป่าทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา  วันหนึ่งงูกล่าวแก่หญิงนั้นว่า “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสว่า เจ้าจะต้องไม่กินผลไม้จากต้นใด ๆ ในสวนแห่งนี้?” 
2 เธอตอบงูว่า
“เรากินผลไม้จากทุกต้นในสวนได้ 
3 แต่พระเจ้าทรงบอกเราว่า ‘เจ้าจะต้องไม่กินผลไม้จากต้นที่อยู่กลางสวน และเจ้าจะต้องไม่แตะมันด้วย ถ้าเจ้าทำ เจ้าจะตาย’”
4 แต่งูพูดกับเธอว่า “โอย.. เจ้าจะไม่ตายหรอก
5 เพราะพระเจ้าทรงรู้ว่า เมื่อใดที่เจ้ากินผลไม้จากต้นไม้นั้น ตาของเจ้าจะสว่างขึ้น   เจ้าจะเป็นเหมือนกับพระเจ้า เจ้าจะรู้ดีรู้ชั่วเชียวนะ”
6 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นงามน่ากินและผลของมันก็ดูดี แล้วมันยังจะทำให้ฉลาดขึ้นอีก  เธอจึงเด็ดผลไม้จากต้นนั้นมากิน แล้วยังนำไปให้สามีที่อยู่กับเธอด้วย  และเขาก็กินผลไม้นั้น!
7 และแล้ว ทั้งสองก็ตาสว่าง เห็นว่าตนเองเปลือยอยู่  ดังนั้นจึงนำใบมะเดื่อมาเย็บต่อกันเพื่อช่วยปกปิดร่างกายของตน 

พระเจ้าทรงบอกอนาคต
8 เย็นวันนั้น ขณะมีลมเย็น ๆ พัดมา ทั้งสองก็ได้ยินเสียงพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าดำเนินในสวน  และชายนั้นกับภรรยาของเขาก็หลบซ่อนตัวจากพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าท่ามกลางแมกไม้ในสวน 

9 แต่พระยาห์เวห์องค์พระเจ้าทรงเรียกชายนั้น ตรัสว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน?”
10 ชายนั้นทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าได้ยินพระองค์ดำเนินในสวน และข้าพเจ้ากลัวเพราะเปลือยกายอยู่ จึงซ่อนตัวพระเจ้าข้า”
11  พระองค์ตรัสถามว่า “ใครบอกว่าเจ้าเปลือยกายอยู่? นี่เจ้ากินผลไม้จากต้นที่เราสั่งห้ามอย่างนั้นหรือ?” 
12 ชายนั้นกล่าวว่า “พระองค์ประทานหญิงคนนี้ให้ข้าพเจ้า และเธอเอาผลไม้จากต้นนั้นมาให้ ข้าพเจ้าจึงกินเข้าไป”  13 แล้วพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าตรัสถามหญิงนั้นว่า “เจ้าทำอย่างนั้นไปได้อย่างไร?” เธอทูลตอบว่า “เจ้างูได้ล่อลวงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงกินผลไม้นั้นเจ้าค่ะ”
14 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า
จึงตรัสกับงูว่า
“จากสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าทั้งปวงในทุ่ง เจ้าเองเป็นตัวที่ถูกสาปแช่ง
เพราะการกระทำของเจ้าในครั้งนี้  
เจ้าจะต้องใช้ท้องเลื้อยคลานไป
และต้องกินดินไปตลอดชีวิตของเจ้า”
15 เราจะทำให้เจ้ากับหญิงนั้น
เป็นปฎิปักษ์ต่อกัน 
ทั้งเชื้อสายของเจ้าและเชื้อสายของเธอก็จะเป็นอริกัน
เขาจะทำให้หัวของเจ้าแหลก
และเจ้าจะฉกกัดเท้าของเขา


การลงโทษมนุษย์
16 แล้วพระเจ้าตรัสกับหญิงผู้นั้นว่า
“เราจะให้เจ้าต้องพบความเจ็บปวด
อย่างมาก เมื่อเจ้าคลอดบุตรเจ้าจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวดยิ่งนัก
แต่เจ้าก็ยังต้องการสามีของเจ้า
แต่เขาจะปกครองเจ้า” 

17 และพระเจ้าตรัสกับอาดัมว่า
“เพราะเจ้าฟังเสียงของภรรยา และ
กินผลจากต้นไม้ที่เราสั่งห้ามไว้
แผ่นดินจึงถูกสาปเพราะเจ้า
เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินอย่าง
ยากลำบากตลอดชีวิต 
18 ไม้หนาม พืชหนามจะงอกขึ้นแก่เจ้า
และเจ้าจะกินพืชจากทุ่ง 
19 ด้วยงานหนักเหงื่ออาบหน้า เจ้าจึงจะมีกิน ต่อมาเจ้าจะกลับไปเป็นดิน เพราะเจ้ามาจากดิน เพราะเจ้าเป็นผงดิน
เจ้าจะกลับไปเป็นผงดินดังเดิม”

20 อาดัมตั้งชื่อภรรยาว่า เอวา เพราะเธอเป็นแม่ของมนุษยชาติ 

ถูกไล่ออกจากสวนแห่งเอเดน
21พระยาห์เวห์องค์พระเจ้าทรงทำเสื้อ
จากหนังสัตว์ให้อาดัม และภรรยา
ของเขาสวมใส่
22 และแล้วพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าตรัสว่า
มนุษย์ได้กลายมาเป็นเหมือนพวกเราแล้ว  พวกเขามีความรู้ดีรู้ชั่ว
เราต้องไม่ให้เขาไปเด็ดผลจากต้นไม้แห่งชีวิต
ไม่อย่างนั้นเขาจะมีชีวิตตลอดไป
23 ดังนั้น พระยาห์เวห์องค์พระเจ้าทรงไล่เขาออกไปจากสวนแห่งเอเดน ให้ทำการปลูกพืชบนดินซึ่งใช้สร้างเขามา 24 หลังจากที่พระองค์ทรงขับไล่เขาออกไปแล้ว
ก็ทรงตั้งเครูบและตั้งดาบเพลิงที่หมุนได้รอบทิศ ไว้ทางตะวันออกของสวนแห่งเอเดน เพื่อปกป้องทางที่จะไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิต

อธิบายเพิ่มเติม

ศัตรูหน้างูมาหลอกลวง
3:1-3 บทนี้ เราจะพบว่า ผู้หญิงที่พระเจ้าทรงมอบให้อาดัมนั้น เกิดไปพบกับงู ซึ่งเป็นศัตรูของพระเจ้า และผลจากการพบครั้งนั้น ยังคงอยู่สืบต่อมาจนทุกวันนี้ …​
มันเป็นสัตว์ที่ฉลาด โกง เจ้าเล่ห์ที่สุด และวันที่มันพบกับผู้หญิงของอาดัม มันสามารถพูดได้  และดูจากการคุยกัน ดูเหมือนว่าน่าจะเคยเห็นกันมาก่อนทั้งสองฝ่าย

3:4-5 แต่ตรงนี้เองที่งูเอ่ยคำที่ทำให้เธอสงสัยในความเที่ยงตรงของพระเจ้า  เพราะมันกำลังเสนอว่า ที่พระเจ้าทรงห้ามนั้น เพื่อให้เธอไม่ได้ก้าวข้ามไปสู่ความเป็นพระ ที่รู้แจ้งทุกเรื่อง  หากทั้งสองกินผลจากต้นรู้ดีรู้ชั่ว ทั้งสองจะก้าวสู่ความเป็นพระ  นี่เป็นการล่อลวงชวนให้มนุษย์ก้าวข้ามเขตหวงห้ามที่งูเสนอว่า พระเจ้าทรงวางไว้  เป็นเขตที่พระเจ้ากั้นจากพวกเขา  (net)

3:6 สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากคุยกับงู และคิดตามงู  คือ หญิงนั้นมองผลไม้ แล้วมีความเห็นอย่างที่งูแนะ ผลน่ากิน ดูดี แล้วงูยังบอกว่ากินแล้วจะเป็นเหมือนพระเจ้า   จึงเด็ดผลไม้  กินเข้าไป  นำไปให้สามี และเขาก็รับมากินด้วย!  น่าเสียดายเหลือเกิน เขาทั้งสองมีพระลักษณะของพระเจ้าอยู่ในตัวอยู่แล้ว พอกินเข้าไป
จึงได้ลบพระลักษณะของพระเจ้าบางส่วนออกไปจากตัว!  เมื่อไม่เชื่อพระเจ้าโลกที่แสนดี จะกลายเป็นโลกที่ถูกแช่งสาป นี่เป็นวันแรกแห่งความ มืดมิดฝ่ายวิญญาณ!
ข้อนี้ ทำให้เราเห็นตัวเอง หากเรายอมฟังคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ฟังและดูโซเชียลเยอะ ๆ  และคิดตามเขา ตรงข้ามกับพระเจ้า ผลที่ได้ก็จะเหมือนหญิงคนนี้
ท่านเปาโลบอกชัดว่า คนที่ตั้งใจผิดในเรื่องนี้คืออาดัม 1 ทิโมธี 2:13-14 13 ด้วยว่าอาดัมถูกปั้นขึ้นก่อนเอวา 14 และอาดัมไม่ได้เป็นคนที่ถูกหลอกลวง ผู้หญิงต่างหากที่ถูกหลอกลวงและกลายเป็นผู้ทำบาป
3:7 ทันใดนั้น สิ่งที่มารบอกก็เกิดขึ้นจริง เขาเริ่มรู้จักความชั่วแล้ว แต่ก่อนรู้จักแต่ความดี  การหลอกลวงที่เชี่ยวชาญนี้ทำให้ชายหญิงคู่แรกของโลกที่เป็นคนเรียบง่ายไร้เดียงสา กลายเป็นคนบาปที่ผิดต่อพระเจ้าไปแล้ว ตาเปิดออกและพวกเขาก็เห็นว่าตนเองเปลือย น่าอาย  แล้วจึงพยายามหาใบไม้มาปกปิดร่างกาย  โลกแห่งความสุขที่เคยมีนั้น ไม่ได้มีอีกต่อไป เริ่มเป็นทุกข์ใจเพราะรู้อยู่ว่าได้ทำอะไรลงไป  
โรม 5:12 กล่าวว่า บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียว … เราจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ หากเราอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น 
 บาปได้เข้ามา ความตายตามมา ความตายแพร่กระจายไปสู่ทุกคน มันจึงครอบครองคนทั้งโลก ดังนั้น เราจึงต้องการพระเยซูผู้ที่ความตายไม่อาจยึดพระองค์ไว้ได้มาช่วยเราจากความตายอันน่าสะพรึงกลัวนี้    

พระเจ้าทรงบอกอนาคต
3:8 ดูเหมือนเป็นเวลาที่พระเจ้าจะเสด็จเข้ามาในสวนอยู่แล้ว น่าจะเป็นเวลาที่พระองค์ตรัสสนทนากับทั้งอาดัมและภรรยาของเขา  แต่วันนี้มโนธรรมฟ้องในใจว่า ทำผิดต่อพระเจ้า  เขารู้ทั้งดีและชั่วแล้ว   พวกเขาจึงหลบซ่อนตัว

3:9-10   พระเจ้าทรงทราบอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แทนที่พระองค์จะทรงเรียกตัวเขาออกมาลงโทษ  หรือพิโรธใส่เขา  พระองค์กลับทรงถามเขาให้มีโอกาสที่จะตอบพระองค์  ที่ไหน? เป็นคำถามแรก.. เป็นเหมือนสะพานที่จะทำให้เกิดการสนทนาหลังจากที่เขาได้ทำผิด พระองค์ทรงรู้อยู่แล้วว่า เขาแอบตรงไหน

นี่เป็นพระเมตตาของพระเจ้าต่อครอบครัวใหม่ และกับเราที่เป็นคนบาปทุกคนด้วย
อาดัมตอบด้วยความจริงใจว่า เขากลัว เขาซ่อนตัว เพราะเปลือยกายอยู่

3:11-12  คำถามต่อมาคือ ใคร..เป็นคนบอกว่าเขาเปลือยกาย? พระองค์ทรงสรุปให้พวกเขารู้ว่า ทรงรู้ว่าเขากินผลไม้ที่ทรงห้ามไปแล้ว ทรงถามอีกว่า กินผลไม้นั้นไปแล้วหรือ? พระองค์ทรงถามให้เขาตอบและอาดัมก็ปัดความผิดไปให้พระองค์ และภรรยาทันที เขาเป็นคนที่ต้องห้ามภรรยา แต่ก็ไม่ได้ทำกลับกินผลไม้ตามภรรยาเข้าไป   การโยนความผิดไปให้คนอื่นนี้ เกิดมาตั้งแต่โลกเริ่มต้นใหม่ ๆ และยังคงเป็นพฤติกรรมที่มนุษย์ทำอยู่ไม่เคยเลิกเลย 

3:13  ทรงถามผู้หญิงว่า เธอทำอะไร? เธอก็ตอบได้ชัดว่า ตนเองถูกหลอกลวง นี่ก็เป็นพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์คือ  ฉันถูกหลอก ฉันคือเหยื่อ  

3:14 พระเจ้าไม่ได้ทรงถามอะไรงูเลย พระองค์ทรงลงโทษมันในสวนนั่นเอง ทรงสาปแช่งให้มันต้องใช้ท้องเลื้อยไป กินดินไปตลอด ซึ่งมีความหมายถึงชีวิตที่ตกต่ำที่สุด  และทำให้เราพอจะประเมินได้ว่า ก่อนหน้านี้ มันคงมีร่างแบบอื่นคล้ายสัตว์อื่นที่มีขาสี่ขา   และในวันนั้นที่มนุษย์กินผลไม้ที่ต้องห้าม สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่าก็รับผลของบาปนั้นไปด้วย 

3:15 นี่เป็นคำพยากรณ์แรกถึงพระเมสสิยาห์ในพระคัมภีร์ หลังจากที่มนุษย์ได้ทำบาป พระเจ้าก็ทรงให้ผู้หญิงเป็นผู้ที่จะมีเชื้อสาย  จะมีท่านผู้หนึ่งออกมาจากเชื้อสายของหญิง และเชื้อสายผู้นี้จะทำให้หัวงู หัวซาตาน แหลก และมันจะทำให้เท้าของท่านฟกช้ำ
การเป็นศัตรูระหว่างงูกับผู้หญิง (คือมนุษยชาติ)จะมีต่อไป  เป็นศัตรูฝ่ายวิญญาณที่จะพยายามทำลายวิญญาณของมนุษย์ที่จะเกิดมาในโลกทุกคน   
เราจะเห็นว่า มารพยายามทำลายลูกหลาน อาดัมตั้งแต่แรก คายิน ฆ่าเอเบล
มนุษย์ชั่วช้าจนพระเจ้าทรงให้น้ำท่วมโลกตายกันหมด จากนั้น เมื่อเข้าไปอยู่ในอียิปต์ก็ถูกฟาโรห์พยายามฆ่าเด็กผู้ชายทั้งหมด แล้วในสมัยของเอสเธอร์ ก็มีฮามานที่ต้องการฆ่าคนยิวทั้งหมด ฯล ฯ  จนมารได้สมใจอยาก มันได้ประหารพระเมสสิยาห์บนไม้กางเขน แล้วปรากฏว่า มันแพ้
จนวันนี้ อิสราเอลก็ยังถูกจ้องทำร้าย ต้องการให้ชนชาตินี้หมดหายไปจากโลก ไม่มีอิสราเอลบนแผนที่โลกอีกต่อไป ทั้ง ๆ ที่แพ้แล้ว แต่มารก็ไม่ต้องการเห็นพระเยซูเสด็จกลับมาครอง ณ เยรูซาเล็ม มันยังสู้สุดฤทธิ์

การลงโทษมนุษย์
3:16 ผู้หญิงก็ไม่ได้พ้นโทษ  การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรจะเป็นความเจ็บปวดอย่างยิ่ง  คำว่า จะยังปรารถนาสามี มีหลายความหมาย  แต่ความหมายที่ชัดตรงนี้ คืออการที่ต้องการจะควบคุมเขา คำเดียวกันใน 4:7  คำฮีบรูว่าเทชูคา תְּשׁוּקָה  คำนี้ มีความหมายว่า เธอต้องการควบคุมเขา และเขาก็จะเป็นคนที่จะปกครอง เป็นหัวหน้าของเธอ

 

3:17-19 อาดัมป้ายความผิดให้พระเจ้าและภรรยา แต่เขาต้องรับโทษของการไม่เชื่อฟัง  ชีวิตที่สบายกลายเป็นชีวิตที่ลำบาก ต้องหากินแบบหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน นึกถึงเวลาที่ยังไม่มีเครื่องมือใด ๆ วันแรกของอาดัมอาจจะต้องใช้มือขุดดินเสียด้วยซ้ำ พระเจ้าทรงให้เขามีอายุยืนถึง 900 ปี เพราะจำเป็นที่เขาจะต้องเรียนรู้การทำไร่ไถนา และประดิษฐ์เครื่องมือจากไม้ และหิน  แล้ววันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา เขาจะค่อย ๆ โรยรา ร่างกายจะหมดแรง อวัยวะภายในจะหมดอายุ ไม่ทำงานเหมือนเคย เขาจะสิ้นชีวิต และถูกนำไปฝังดิน กลายเป็นดินเหมือนอย่างที่เขาเป็นมาก่อน   และปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับมนุษย์หลังจากเขาทุกคน 

3:20 และแล้ว อาดัมก็ตั้งชื่อภรรยาของเขาว่า เอวา ฮีบรูว่า חַוָּה คาวาห์ หรือ เอวา หรืออีฟในอังกฤษ เป็นคำที่ให้ความหมายถึงชีวิต และการมีชีวิตอยู่ผู้ให้ชีวิต
การที่อาดัมเลือกชื่อนี้เน้นย้ำถึงพระประสงค์ที่จะให้ให้มนุษยชาติ รุ่งเรืองจากชีวิตที่พระเจ้าประทานให้
เอวาเป็นทั้งคู่ชีวิตของอาดัม และเป็นคนแรกที่มีส่วนในการทำบาป เธอถูกสร้างจากข้างตัวอาดัม เธอคุยกับงู และต่อมาเมื่อมีลูก เธอก็ได้กล่าวคำที่ทำให้เรารู้ว่าเธอเข้าใจพระเจ้ามากพอสมควร เธอเป็นแม่คนแรกของโลก ต้องเรียนรู้อะไรมากมาย มีความถูกความผิดเกิดขึ้นในชีวิตมากมายด้วย เธอเป็นคนที่รับหน้าที่ใน
การทวีจำนวนมนุษย์คนแรก แม้ว่าจะยากลำบากเพียงไรก็ตามในการที่ต้องคลอดลูกออกมา  … ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเธอผู้นี้


3:21 ใบไม้ที่ทั้งสามีภรรยาช่วยกันเย็บ ปกปิดได้ชั่วคราว พระเจ้าทรงฆ่าสัตว์ และถลกหนังมันออกมา ทำเสื้อให้พวกเขาสวมใส่ ทรงสวมให้เขาด้วยพระองค์เอง  นี่เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าทรงฆ่าสัตว์เพื่อให้ประโยชน์แก่มนุษย์  จะต้องมีการหลั่งเลือด พวกเขาไม่ได้ตายในเวลานั้น แต่มีสัตว์ที่ตายเพื่อชาย และหญิง  ทั้งสองสวมเสื้อหนังสัตว์ เป็นเสื้อชุดแรกของโลกนี้   พระเจ้าทรงแสดงว่า สัตว์ตัวหนึ่งสามารถมาแทนชีวิตของมนุษย์  และต่อไปพระเจ้าจะค่อย ๆ อธิบายให้มนุษย์เข้าใจมากขึ้น เพราะตอนนี้ ในโลกกลายเป็นโลกที่มีบาปแล้ว พระเจ้าเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้

ถูกไล่ออกจากสวนแห่งเอเดน
3:22 ต้นไม้แห่งชีวิต ปรากฏในวิวรณ์ 22:2 ใบของต้นไม้นี้ รักษาชาติต่าง ๆ ให้หาย
ซึ่งน่าจะหมายถึงการหายโรคต่าง ๆ  และเป็นต้นไม้ที่ให้ชีวิตเพื่อให้ทุกคนที่เข้ามาในเมืองนั้น   
3:23 พระเจ้าทรงไล่อาดัมออกไปจากสวนแห่งเอเดน .. กลายเป็นว่า จากผู้ดูแลสวน ผู้ปกครองธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้างมา เขาจะต้องหากินบนผืนดิน ดินที่พระเจ้าทรงใช้ปั้นเขาขึ้นมา และจะไม่มีมนุษย์คนใดเข้าไปในที่แห่งนี้ได้ จนกว่าถึงวันของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้ 

3:24 พระเจ้าทรงให้เครูบปกป้องสวนแห่เอเดน     เครูบ หรือ คือสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือธรรมชาติที่ทำหน้าที่พิทักษ์ ปกป้อง และจะปรากฏตัวในรูปของสัตว์   อาจเป็นทั้งเดินสี่ขา หรือสองขา  (Cultural) ในสมัยต่อมาเมื่ออิสราเอลเดินทางผ่านถิ่นกันดาร พระเจ้าทรงให้มีเครูบพิทักษ์หีบพันธสัญญาในพลับพลา (อพยพ 25:18–22 )
เครูบใช้ดาบเพลิงหมุนได้รอบทิศเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์เข้าไปในเขตสวนแห่งเอเดน   

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 3
1* 1 พงศาวดาร 21:1; 2 โครินธ์ 11:3
2* ปฐมกาล 2:16-17
3* อพยพ 19:12-13
4* 2 โครินธ์ 19:12-13
6* 1 ยอห์น 2:16; 1 ทิโมธี 2:14
7* ปฐมกาล 2:25
8* โยบ 38:1; 31:33
10* ปฐมกาล 2:25



12* สุภาษิต 28:13
13* 2 โครินธ์ 11:3
14* เฉลยธรรมบัญญัติ 28:15-20
15* ยอห์น 8:44; อิสยาห์ 7:14; โรม  16:20
16* ยอห์น 16:21; ปฐมกาล 4:7; 1 โครินธ์  11:3
17* 1 ซามูเอล  15:23; ปฐมกาล 2:17; โรม  8:20-22; ปัญญาจารย์ 2:23

18* สดุดี 104:14
19* 2 เธสะโลนิกา 3:10; ปฐมกาล 2:7; 5:5 ; โยบ 21:26
20* 2 โครินธ์ 11:3
23* ปฐมกาล 4:2; 9:20
24* เอเสเคียล 31:3, 11;
สดุดี 104:4; ปฐมกาล 2:8-9

ปฐมกาล 2 ชายและชายา

วันที่เจ็ด พระเจ้าทรงพัก
1 ดังนั้น ฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและสรรพสิ่งที่อยู่ในที่เหล่านั้น จึงสร้างสำเร็จครบถ้วน 
2 เมื่อถึงวันที่เจ็ด พระเจ้าทรงเสร็จราชกิจการทรงสร้างทั้งสิ้น  และในวันที่เจ็ดนี้ ทรงหยุดพักจากราชกิจการทรงสร้างทั้งปวง 
3 และพระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ด และทรงตั้งให้เป็นวัน บริสุทธิ์ เพราะในวันนั้น พระองค์ทรงหยุดพักจากราชกิจการทรงสร้างทั้งสิ้น 

การสร้างมนุษย์
4 ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการทรงสร้าง ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก 
ในวันที่พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า (พระยาห์เวห์ เอโลฮิม) ทรงเริ่มสร้างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์นั้น 
5 เวลานั้น ยังไม่มีพืชบนแผ่นดิน ไม่มีอะไรงอกขึ้นมาในทุ่งโลง เพราะว่า พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ยังไม่ได้ทรงให้ฝนตกลงมาบนแผ่นดิน ยังไม่มีใครทำหน้าที่ไถพรวนดิน
6 แต่จะมีละอองไอน้ำพลุ่งขึ้นมาให้ความชุ่มชื้นรดทั้งแผ่นดิน
7 แล้ว พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงปั้นมนุษย์ขึ้นจากผงดิน  พระองค์ทรงระบายลมหายใจแห่งชีวิตเข้าไปทางจมูกของเขา มนุษย์จึงมีชีวิตขึ้นมา (อาดัมแปลว่ามนุษย์ อาดามาแปลว่าพื้นดิน)



สวนที่ทรงปลูก
8 แล้ว พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงปลูก สร้างสวนแห่งหนึ่งทางตะวันออก ในที่ ๆ เรียกว่า เอเดน  (ความหมายว่า โอ่อ่า สบาย)และทรงให้ชายที่ทรงสร้างขึ้นมานั้น ให้อาศัยที่นั่น
  9  พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงทำให้เกิดต้นไม้ที่งดงาม และต้นไม้ทุกชนิดที่เหมาะเป็นอาหาร และงอกขึ้นมาบนแผ่นดิน  ที่กลางสวนนั้น มีต้นไม้แห่งชีวิต และต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว
10 มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านเอเดน และช่วยหล่อเลี้ยงสวนนั้น  และจากนั้นก็แยกออกเป็นแม่น้ำสี่สาย
11 แม่น้ำสายแรกชื่อปิโชน ไหลรอบ ๆ แผ่นดิน ฮาวิลาห์ซึ่งมีแร่ทองคำ 
12 ทองคำของดินแดนนี้เป็นทองชั้นดี มียางไม้หอม และอัญมณีด้วย
13 สายที่สองคือกิโฮน ไหลผ่านรอบแผ่นดินคูช 14 สายที่สามคือ ไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของอัชชูร์ และสายที่สี่คือ ยูเฟรติส (ทั้งหมดนี้อยู่ในเมโสโปเตเมีย)

ผลไม้ต้องห้าม!
15 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงให้ชายผู้นั้น (อาดัม) อยู่ในสวนแห่งเอเดน เพื่อทำงาน และดูแล รักษาสวนนั้น 
16 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงบัญชาเขาว่า “เจ้าจะกินผลไม้จากต้นใดก็ได้ในสวนนี้อย่างอิสระ
17 แต่เจ้าจะต้องไม่กินผลไม้จากต้นแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว เพราะหากเจ้ากินผลของมันเมื่อใด เจ้าจะตายแน่”


อาดัมตั้งชื่อสัตว์ต่าง ๆ
18 แล้วพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าตรัสว่า “ไม่เป็นการดีถ้าชายคนนี้ต้องอยู่เดี่ยวๆ เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะกับเขา”
19 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ได้ทรงปั้นสัตว์ป่าและนกในอากาศทุกชนิดจากดิน  แล้วทรงนำสรรพสัตว์เหล่านั้นมาให้ชายผู้นั้นเพื่อเขาจะได้ตั้งชื่อของมัน  ไม่ว่าเขาจะเรียกมันว่าอย่างไร ชื่อของมันก็เป็นไปตามที่เขาเรียก
20 ชายผู้นั้นได้ตั้งชื่อให้กับทั้งสัตว์เลี้ยง  นกในอากาศ  และสัตว์ป่า สัตว์ทุ่ง แต่เขา (อาดัม) ยังไม่พบผู้ช่วยที่เหมาะสมกับเขา   

การสร้างผู้หญิง
21 ดังนั้นพระยาห์เวห์องค์พระเจ้า จึงทรงทำให้ชายผู้นั้นหลับลึกสนิท และขณะที่หลับอยู่นั้น ทรงชักกระดูกซี่โครงออกมาซี่หนึ่ง และทรงปิดเนื้อหนังของเขาตรงนั้นให้สนิทเหมือนเดิม 
22  พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงใช้กระดูกซี่โครงนั้นสร้างผู้หญิงขึ้นมา แล้วพระองค์ก็ทรงนำหญิงนั้นมาให้เขา   
23 แล้วชายผู้นั้นกล่าวว่า “บัดนี้ นี่คือคนที่มีกระดูกจากกระดูกของเรา  ร่างของเธอมาจากร่างของเรา  เราจะเรียกเธอว่า ชายา เพราะเธอมาจากชาย
[ฮีบรู אִישׁ ‘ish ผู้ชาย]
[ฮีบรู אִשָּׁה ‘ishshah ผู้หญิง]

24 ดังนั้น ผู้ชายจึงละจากพ่อและแม่ และไปผูกพันกับภรรยาของเขา และทั้งสองจะเป็นหนึ่งเนื้อเดียวกัน  
25 ชายผู้นั้นและภรรยา ต่างเปลือยกาย และทั้งสองไม่ได้อายกัน  

อธิบายเพิ่มเติม

วันที่เจ็ด พระเจ้าทรงพัก
2:1 พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งที่ทรงดำริในพระทัยสำเร็จครบแล้ว ทุกอย่างดี สวยงามมาก และต่างทำหน้าที่ในตัวของมันอย่างสมบูรณ์แบบ
ตั้งแต่ดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้าที่เห็นและไกลเกินเห็น ลงมาในบรรยากาศของโลก ลงมายังพื้นโลก และลงไปในมหาสมุทร ผืนน้ำทั้งหลาย พืชเติบโตจากการสังเคราะห์แสง สัตว์และมนุษย์เติบโตจากการกิน ร่างกายภายในทำงานอย่างมหัศจรรย์ … พระองค์ทรงสร้างสำเร็จครบถ้วนจริง ๆ

2:2 วันที่เจ็ด.. เจ็ด มีความหมายถึงการสำเร็จเสร็จสิ้น  เต็มบริบูรณ์  เจ็ดเป็นสัญลักษณ์ของการพัก พระเมตตาและพระคุณ การพักของพระเจ้าคือ ทรงหยุดจากราชกิจทรงสร้าง  พระองค์ไม่ทรงประสงค์สร้างสิ่งใดต่อ ทุกอย่างจะทวีจำนวนอย่างที่ทรงอวยพรไว้ สัตว์ชนิดใดก็จะมีลูกหลานเป็นชนิดนั้น  และพระองค์ไม่ได้ทรงจากโลกที่ทรงสร้างไว้ไป พระองค์ทรงพักราชกิจการสร้างสรรค์ในวันที่เจ็ด เพราะมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว  ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกังวล โลกสามารถดำเนินต่อไปด้วยพระดำรัสที่ทรงฤทธิ์ (ฮีบรู 1:3)

2:3 การที่ทรงตั้งให้เป็นวันบริสุทธิ์นั้น คือ พระเจ้าทรงทำให้วันนี้แตกต่างออกไป  ยังมีความหมายเหนือไปกว่านั้นคือว่า วันนี้เป็นวันของพระเจ้า เป็นวันที่พักจากงานปกติ  เรื่องของการพักจากการงานในวันที่เจ็ดนี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในกลุ่มคนยิว และ คริสเตียน พระเจ้าทรงกำหนดวันนี้ไว้ตั้งแต่ที่ทรงสร้างโลก 

การสร้างมนุษย์
2:4 ตอนต่อไปนี้เป็นรายละเอียดการสร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่หก  แม้จะไม่มีคนเป็นพยานรู้เห็น แต่พระเจ้าผู้ทรงสร้างเป็นผู้ให้รายละเอียดกับโมเสสเขียนคำว่าเรื่องราว หรือคำอธิบาย การทรงสร้างนี้เป็นคำสำคัญในหนังสือปฐมกาล ฮีบรูว่า תוֹלְד֧וֹת โทลโดท หมายถึงการเรื่องราว ประวัติของการเกิด หรือ ประวัติเชื้อสายครอบครัว
และโมเสสยังแนะนำพระนามว่า พระยาห์เวห์เอโลฮิม หรือพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าด้วย  เอโลฮิมเป็นนามเรียกพระเจ้าในการทรงสร้าง ปฐมกาล 1:1
เป็นนามพหูพจน์ แต่เวลาใช้คำกริยา กลับใช้เป็นเอกพจน์ ซึ่งเป็นการแนะให้เรารู้จักพระเจ้าในฐานะองค์ตรีเอกานุภาพมาแต่บรรทัดแรกของปฐมกาล  

2:5-6  ก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างอาดัมนั้น โมเสสบันทึกชัดว่า ยังไม่มีมนุษย์คนใดมาพรวนดิน ไม่มีพืช แต่แผ่นดินได้รับความชุ่มชื่นจากละอองน้ำที่พลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดินเอง ข้อความในบทที่สองนี้ เป็นรายละเอียดที่แตกต่างไปจาก บทที่หนึ่ง และ 2:1-3  ในภาษาเดิมกล่าวว่า ไม่มี อาดัม אָדָ֣ם (มนุษย์) คนใดทำหน้าที่ไถพรวน อาดามา אֲדָמָֽה (ผืนดิน)  ประโยคนี้น่าจะโยงถึงการที่มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาจากดิน
เวลานั้นยังไม่มีฝนตก … แต่โลกก็ไม่ได้ขาดความชื้นเลย


2:7 การสร้างมนุษย์นั้นแตกต่างจากการสร้างสัตว์ทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีระบบทำงานของร่างกายคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นมีตา หู ปาก  มีอวัยวะภายในที่ช่วยระบบหายใจ ระบบการย่อยอาหาร การมีหัวใจปอด ฯลฯ 
พระองค์ทรงปั้นมนุษย์ขึ้นมาจากดิน  คำว่าปั้น (יָצַר ยาทซาร์ ) เป็นคำเดียวกับที่ใช้กับช่างปั้นที่ปั้นดินขึ้นมา  ต้องคิดออกแบบแล้วสร้างขึ้นมา   พวกเขาเป็นสิ่งทรงสร้างที่พระเจ้าทรงปั้นด้วยพระหัตถ์ ไม่ได้แค่ตรัสสั่งให้เกิดขึ้น มนุษย์จึงพิเศษ พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้พวกเขาได้ทวีจำนวน  ดังนั้น ทรงมีการวางแผนอยู่ในดีเอ็นเอเรียบร้อย  เพื่อมนุษย์ลูกหลานยุคต่อ ๆ ไป ไม่ใช่แค่วันนั้น 
ดร.เจมส์ ทัวร์ นักเคมีชั้นนำของโลก ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตคืออะไร สรุปได้ว่า ชีวิตต้องตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม มีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลง มีการเผาผลาญ หายใจ รักษาสภาวะสมดุลในร่างกาย  ประกอบด้วยเซล และส่งต่อลักษณะไปยังลูกหลาน … นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับ พืช มนุษย์ สัตว์   และมนุษย์ก็เป็นระดับสูงสุดที่สัตว์และพืชไม่สามารถทำได้เหมือนเขา https://www.youtube.com/watch?v=I0InjvwBXTg  ที่ 12.44 นาที
 

แล้วลมหายใจของพระองค์ ก็เข้ามาทางจมูกของมนุษย์ มนุษย์จึงมีชีวิตที่แตกต่างมาก พวกเขามีความคล้ายพระเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงประสงค์
ปฐมกาล 1:17  ว่า พระองค์ทรงสร้างพวกเขาตามพระลักษณะของพระองค์   พวกเขามีความคิด สติปัญญา  ภาษา  มีเหตุผล  มีจิตวิญญาณที่ติดต่อกับพระเจ้าได้  พวกเขาสามารถต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์แก่ตนได้  สามารถสร้างอารยธรรมได้ และเราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงให้พวกเขาเก่งขนาดที่พระองค์ตรัสในปฐมกาล 11:6  “ต่อไปถ้าเขาวางแผนจะทำอะไร ก็จะทำได้ทุกอย่าง” 

สวนที่ทรงปลูก
2:8-9 พระเจ้าทรงสร้างสวนทางตะวันออกของพื้นที่ ๆ พระเจ้าทรงเรียกว่า เอเดน  ซึ่งแปลว่า โอ่อ่า สบาย น่าชื่นชม (עֵדֶן เอเดน) เหมือนกับว่า เอเดนเป็นที่ประทับของพระเจ้าแล้วมีสวนข้างๆเอเดนทางตะวันออก  และมีแม่น้ำที่ไหลมาจากเอเดนเลี้ยงสวนนั้น 
ในโลกโบราณ สวนที่พระคัมภีร์หมายถึง ไม่ใช่ไร่ นา แต่เป็นเหมือนสวนที่วางภูมิทัศน์อย่างดี และเป็น ที่ ๆ มีทั้งน้ำ และต้นไม้ที่สูงสวยงาม อาจมีสัตว์อาศัยอยู่บ้าง น่าจะคล้าย ๆ กับสวนของเนบูคัดเนสซาร์ หรือสวนป่าของโซโลมอน
พระองค์ทรงประสงค์ให้อาดัมดูแลสวนนี้แทนพระองค์  ในสวนนี้มีทั้งต้นไม้ที่งามน่าดู  และยังมีต้นไม้ที่ให้ผลเป็นอาหารด้วย 

แล้วมีต้นไม้สองต้นคือต้นไม้แห่งชีวิต  และต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ที่สำคัญมากในสวน เหมือนกับเป็นต้นไม้ที่ให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาว  เป็นต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร์  และต้นไม้แห่งปัญญา ที่ก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายต่อมาซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของมนุษย์ทุกคน (สุภาษิต 3:18 กล่าวว่า ปัญญาเป็นต้นไม้แห่งชีวิต)

ในยุคต่อมา มีผู้เผยพระดำรัสที่มองกลับไปยังเอเดนนี้ โยเอล 2:3, อิสยาห์ 51:3, เอเสเคียล  36:35 แม้แต่ยอห์นในวิวรณ์ 22:1-3  พวกเขามองกลับไปยังเอเดนที่มีความหมายต่อมวลมนุษย์ การเสด็จกลับมาของพระเยซูก็จะเป็นการฟื้นฟูความตระการของเอเดนซึ่งสูญหายไปเพราะมนุษย์ตกในความบาป

 2:10-11  แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงต้นไม้ในสวน น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของน้ำที่พลุ่งจากตาน้ำในพื้นดินขึ้นมา เพราะตอนนั้นยังไม่ได้บันทึกว่ามีฝน  เรายังไม่ทราบว่า แม่น้ำปิโชนอยู่ที่ใด แต่ปรากฎว่า แร่ธาตุต่าง ๆ ในโลกก็มีแล้ว โมเสสบอกเรานอกเหนือจากดิน ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ยังมีแร่ทองคำที่แม่น้ำที่ไหลอยู่รอบ ๆ  เป็นแผ่นดินชื่อ ฮาวิลาห์

2:12-13  
เมื่อเปรียบเทียบตรงนี้กับ วิวรณ์ 21:15–22:2 เราจะเห็นว่า เมื่อถึงวันของพระเจ้า ผู้เชื่อในพระองค์จะได้กลับไปเห็นสภาพแวดล้อมแบบนี้ในอนาคต
คือเป็นแผ่นดินที่เต็มด้วยแร่มีค่า งดงามตระการด้วยอัญมณี  และหอมสดชื่น ความหอมเป็นกลิ่นที่ทำให้เกิดความพอใจ เหมือนกับเครื่องบูชาเผาที่ส่งกลิ่นที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
แม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลผ่านแผ่นดินคูช​​ แม่น้ำไทกริส  ยูเฟรตีสไหลห่างกัน แต่ก็มาบรรจบกัน และไหลงลงสู่อ่าวเปอร์เซีย  

แม้จะเชื่อกันว่า เอเดนอยู่แถบไทกริส ยูเฟรติส แต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกแบบปักหมุดลงไปได้ .. พระเจ้าทรงบอกกว้าง ๆ และทรงปิดบังไว้ ไม่มีมนุษย์คนใดค้นพบได้  

ผลไม้ต้องห้าม!
2:15 สิ่งสำคัญที่ปรากฏในความเป็นมนุษย์  คือ เขาทำงาน เขาถวายเกียรติแด่พระเจ้า  เป็นสิ่งที่มีเกียรติและน่าชื่นชม สะท้อนพระลักษณะของพระเจ้า  พระเจ้าทรงสร้างสรรค์ และมนุษย์ก็ได้รับพระลักษณะนั้นมาเต็ม ๆ 
พระเจ้าทรงกำหนดให้เขาทำงานที่ชัดเจน  พระเจ้าทรงให้มนุษย์ทำงานตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะออกจากสวน งานเป็นส่วนประกอบสำคัญของการเป็นมนุษย์
( มีความเห็นว่า เขาทำงานเหมือนกับปุโรหิต คือมีหน้าที่บำรุงรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้ครบเพื่อนมัสการพระเจ้าตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ ( กันดารวิถี 3:7-8))

2:16-17  อาดัมได้ทั้งงาน และความรับผิดชอบในการเชื่อฟังพระเจ้า
การไม่เชื่อฟังจะส่งผลให้เขาต้องตาย
พระเจ้าทรงอนุญาตให้กินผลไม้ทุกอย่างยกเว้นจากต้นรู้ดีรู้ชั่ว เพราะกินเมื่อไรเขาตายแน่  แม้จะไม่ใช่เป็นการตายทันทีทันควัน  เพียงต้นเดียวเท่านั้น ที่พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้อาดัมกิน นอกนั้น เขาสามารถเลือกได้ว่าจะกินหรือไม่กิน  หากอาดัมไม่เชื่อฟัง ผลก็คือ เขาจะตาย ต้นไม้นี้ เป็นสัญลักษณ์ เป็นเส้นขีดแบ่งว่ามนุษย์จะเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่
จากพระคัมภีร์สองข้อนี้ พระเจ้าทรงให้ทั้งอิสรภาพ และขอบเขต (การบังคับตัวเอง) แก่อาดัมและแก่เราทุกคนด้วย เพื่อให้เรามีชีวิตเต็มด้วยพระเกียรติ

อาดัมตั้งชื่อสัตว์ต่าง ๆ
2:18 ดูเหมือนการสร้างอาดัมยังไม่สำเร็จดี เพราะพระเจ้าตรัสว่า ไม่เป็นการดีที่เขาจะอยู่คนเดียว พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้เขามีผู้ช่วย เหมือนกับที่พระองค์ก็ทรงเป็นสามในหนึ่งเดียว   พระเจ้าทรงเห็นว่า การมีภรรยานั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอาดัมอย่างแน่นอน ทำให้เขาไม่ต้องโดดเดี่ยว และการมีผู้ช่วยคนนี้ ยังทำให้เกิดลูกหลานต่อไปอีกด้วย
คำว่าผู้ช่วยนี้ เหมือนกับที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงส่งผู้ช่วยมาให้เรา พระเจ้าทรงส่งภรรยามาเพื่อช่วยกันทั้งสองฝ่ายให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  พระเจ้าเองทรงเป็นผู้ช่วยเหลือเราด้วย (อ่านเพิ่มเติม ยอห์น 14:16 16:7; สดุดี 33:20)
พระเจ้าทรงตั้งพระทัยจะใช้อาดัมมีผู้ช่วยที่เหมาะกับเขา ที่มีลักษณะเดียวกัน  สื่อสารกัน แสดงความรักต่อกันได้  ทั้งสองจะต้องมีจิตวิญญาณแบบเดียวกัน สามารถช่วยกันและกันให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างงดงาม

2:19  การตั้งชื่อของอาดัมนั้น เป็นการแสดงว่า พระเจ้าทรงให้อาดัมมีอำนาจเหนือสัตว์เหล่านั้น  เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถเป็นผู้ครอบครองได้ การตั้งชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ มีความหมายมาก
การตั้งชื่อยังเป็นการกำหนดหน้าที่ของสิ่งนั้นด้วย    ถ้าเราจะดูชื่ออาดัม(אָדָם) ที่มีความหมายจากคำว่า อาดามา(אֲדָמָה)ที่แปลว่า พื้นโลก  อาดัมก็น่าจะตั้งชื่อสัตว์ที่บอกให้เห็นถึงลักษณะของมันด้วย  แต่ตอนนี้ไม่มีสัตว์ตัวใดที่จะมีชื่อที่เหมาะจะเป็นคู่ชีวิตของเขาเลย

การสร้างผู้หญิง
2:21-23  แล้วพระเจ้าทรงทำให้เขาหลับลึก  อาดัมไม่ได้มีส่วนในการสร้างสรรค์ผู้หญิงขึ้นมาเลย พระองค์ทรงชักกระดูกข้างตัวของเขาออกมา  ผู้หญิงคนที่พระเจ้าทรงสร้าง มาจากข้างตัวของอาดัม  คำว่าซี่โครงนี้มาจากฮีบรูว่า เซลา צֵלָע หมายถึงส่วนที่โค้งของร่างกาย ประตู ใบไม้ มักใช้เป็นคำที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง  ถ้าพูดในเชิงร่างกาย นั้นจะหมายถึงทั้งกระดูกและเนื้อ   เธอถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างเขา  เดินไปด้วยกัน ใช้ชีวิตเคียงข้างกัน ไม่ใช่เป็นเจ้านายเหนือ หรือ เป็นทาสรับใช้ใต้เท้าเขา เธอออกมาจากข้างตัว เขาจะต้องรักและปกป้องเธอที่มาจากกระดูกและเนื้อใกล้หัวใจ
แล้วอาดัม ซึ่งเป็นผู้ชาย (ฮีบรูว่า אִישׁ อีช) ก็ให้ชื่อกับผู้หญิงที่พระเจ้าประทานให้ว่า (ฮีบรูว่า אִשָּׁה อีชชา)  พอดีกับคำไทยชายเป็นชายา (ซึ่งมีความหมายว่าผู้หญิง หรือภรรยา)   เขาได้ตั้งชื่อของเขาเองเป็น “อิช” ที่มีความสัมพันธ์กับอิชชา ในขณะที่โมเสสตั้งชื่อให้เขาว่า “อาดัม” ที่สัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของเขาจากผงคลีดิน (net)

2:24 โมเสสได้วางรากฐานของการเป็นครอบครัวให้ตั้งแต่แรก นั่นคือ สามี ภรรยา จะต้องตั้งต้นชีวิตใหม่ที่รับผิดชอบ ดูแล ปกป้องครอบครัวใหม่  ทั้งสองต่างช่วยกันดูแลคนรุ่นต่อไป แต่แล้วในสังคมของยิว เราก็เห็นว่า พวกเขาเป็นลักษณะของครอบครัวใหญ่ ที่ลูกหลานก็ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปู่ย่าตายาย 

2:25 การที่ทั้งสองเปลือย ไม่อายกันนั้น  บอกถึงความเป็นสามี ภรรยา การที่ทั้งสองจะต้องทวีจำนวนลูกหลานขึ้น โดยที่ไม่อายกันระหว่างสองคนนี้  และยังไม่ได้มีความละอายด้วย ซึ่งผิดจากความรู้สึกหลังจากที่เขาทั้งสองตกในความบาป เป็นความละอายที่แตกต่างไปจากเดิม 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 2
1* สดุดี 33:6
2* อพยพ 20:9-11; 31:17
3* อิสยาห์ 58:13
4* ปฐมกาล 1:1
5* ปฐมกาล 1:11-12; 7:4; 3:23
7* ปฐมกาล 3:19, 23; โยบ 33:4 ; ปฐมกาล 7:22; 1 โครินธ์  15:45


8* อิสยาห์ 51:3; ปฐมกาล 3:23-24; 4:16
9* เอเสเคียล 31:8; ปฐมกาล 3:22; เฉลยธรรมบัญญัติ 1:39
11* ปฐมกาล 25:18
12* กันดารวิถี 11:7
14* ดาเนียล 10:4
17* ปฐมกาล 3:1, 3, 11, 17; 3:3, 19

18* 1 โครินธ์ 11:8-9
19* ปฐมกาล 1:20, สดุดี 24; 8:6
21* 1 ซามูเอล 26:12
22* 1 ทิโมธี  2:13; ฮีบรู 13:4
23* ปฐมกาล 29:14; 1 โครินธ์  11:8-9
24* มัทธิว 19:5 ; มาระโก 10:6-8
25* ปฐมกาล 3:7, 10; อิสยาห์ 47:3