เอเฟซัส 4 ชีวิตที่เปลี่ยนจริง

เอเฟซัส 4:1-2
ดังนั้น ข้าซึ่งเป็นนักโทษเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จึงขอร้องให้ท่านใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับมา ด้วยความถ่อมตนความสุภาพอ่อนโยน ด้วยความอดทนต่อกันและกันด้วยความรัก
เอเฟซัส 4:3
ให้มุ่งรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระวิญญาณ ด้วยสันติสุขที่ผูกพันเราไว้

เอเฟซัส 4:4-6
มีเพียงกายเดียว และพระวิญญาณเดียว เหมือนกับที่ทรงเรียกท่านมาสู่ความหวังเดียวกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว มีพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นพระบิดาของมนุษย์ทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือสรรพสิ่งผ่านทะลุทั้งสิ้น และอยู่ในทั้งหมด


เอเฟซัส 4:7-8
แต่ว่า พระเจ้าประทานพระคุณแก่เราแต่ละคนตามที่พระคริสต์ทรงดำริมอบให้
ดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่า เมื่อพระองค์เสด็จสู่ที่สูง พระองค์ทรงนำเหล่าเชลยไปและทรงให้ของประทานแก่มนุษย์

เอเฟซัส 4:9-10
คำว่า“พระองค์เสด็จสู่ที่สูง”นั้นมีความหมายครอบคลุมถึงอะไร ก็คือ ได้เสด็จลงสู่เบื้องล่างของโลกด้วย
พระองค์ผู้ทรงลงไปยังเบื้องล่างคือผู้ทรงขึ้นไปสู่ที่สูงเหนือฟ้าสวรรค์สูงสุด เพื่อจะทรงเติมให้เต็มทั้งจักรวาล

เอเฟซัส 4:11-12
และพระองค์ทรงแต่งตั้งให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเผยพระคำ บางคนประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นผู้เลี้ยงและครูอาจารย์ เพื่อเตรียมวิสุทธิชนของพระเจ้าสำหรับการรับใช้ในการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์
เอเฟซัส 4:13
จนกระทั่งเราทุกคนได้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ
และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า
คือชีวิตเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อ ถึงระดับความบริบูรณ์ของพระคริสต์ 

เอเฟซัส 4:15
แต่พูดความจริงด้วยความรัก ให้เราเติบโตในทุกด้าน
สู่พระคริสต์พระองค์ผู้ทรงเป็นศีรษะ
เอเฟซัส 4:16
จากพระองค์นั้นร่างกายทุกส่วนยึดต่อสานสัมพันธ์กัน
โดยเส้นเอ็นที่พระองค์ทรงมอบให้เพื่อสร้างตัวเองขึ้นในความรัก โดยแต่ละส่วนทำงานอย่างเหมาะสม

เอเฟซัส 4:17
บัดนี้ ข้าขอบอกและยืนยันในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ต่อจากนี้ไป ท่านไม่ควรใช้ชีวิตอย่างคนต่างชาติ ซึ่งคิดแต่สิ่งไร้สาระ
เอเฟซัส 4:18
ความเข้าใจของเขานั้นมืดมัวและแยกออกจากชีวิตของพระเจ้าเพราะว่าพวกเขาไม่รู้อะไรและเพราะจิตใจของ
พวกเขานั้นแข็งกระด้างนัก

เอเฟซัส 4:19
พวกเขาไม่มีความยับยั้งชั่งใจปล่อยตัวให้กับแรงกิเลส
หัวใจเร่าร้อนที่จะทำสิ่งสกปรกทุกอย่าง
เอเฟซัส 4:20-21
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านเรียนรู้จากพระคริสต์
เมื่อท่านได้ยินเรื่องแท้จริงของพระองค์
และได้รับคำสอนตามความจริงในพระเยซู

เอเฟซัส 4:22-23
ขอให้ท่านถอดชีวิตเดิมออก คือตัวเก่าที่คดโกงเสื่อมโทรมจากความใฝ่ต่ำที่หลอกลวงเพื่อรับการสร้าง
ความคิดใหม่จิตใจใหม่
เอเฟซัส 4:24
ให้ท่านสวมตัวตนใหม่ ซึ่งเป็นตัวตนที่รับการสร้างตามอย่างพระเจ้าในความเที่ยงธรรมและความบริสุทธิ์แท้

เอเฟซัส 4:25
ดังนั้น ท่านจะต้องละทิ้งสิ่งที่เป็นความเท็จและให้พูดความจริงต่อเพื่อนบ้านของเราเพราะเราต่างเป็น
อวัยวะของกายเดียวกัน
เอเฟซัส 4:26-27
“ท่านโกรธได้แต่อย่าทำบาป อย่าให้ความโกรธยังคงค้างอยู่เมื่อตะวันตกดิน” อย่าให้โอกาสแก่มาร
เอเฟซัส 4:28
คนที่เคยขโมย ก็อย่าขโมยอีกแต่ต้องทำงานใช้มือของตนทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อว่าจะมีสิ่งที่แบ่งปัน
ให้กับคนที่ขัดสน

เอเฟซัส 4:29
อย่ายอมให้คำหยาบคายออกมาจากปากของท่าน
แต่จงพูดสิ่งที่ดีเพื่อเสริมสร้างคนที่ต้องการเป็นคุณความดีแก่คนที่ได้ยิน
เอเฟซัส 4:30
และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย ท่านได้รับการประทับตราโดยพระองค์
สำหรับวันที่ทรงไถ่

เอเฟซัส 4:31-32
ท่านจะต้องกำจัดทั้งความขมขื่น ความเกรี้ยวกราด
การตะโกนใส่กัน การใส่ร้ายคนอื่น รวมไปถึงการมุ่งร้ายทุกแบบ
จงมีใจเมตตาและสงสาร เห็นใจกันและให้อภัยกันและกันเหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงอภัยท่านในพระคริสต์

เอเฟซัส 4:1-2
แล้วท่านเปาโลที่เน้นว่าตัวท่านเองเป็นนักโทษเพื่อพระเจ้า..​ขอร้องให้พี่น้องในคริสตจักรได้ใช้ชีวิตอย่างดี.. นั่นคือมีการสำรวจชีวิตของตน มีการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นเสมอ ทำตัวให้เหมาะกับที่พระเจ้าได้ทรงเรียก และรับเข้ามาเป็นคนในครอบครัวของพระองค์ ทำอย่างไรหรือ? ท่านบอกง่าย ๆ ถึงการมีความสัมพันธ์ต่อคนอื่นด้วยใจถ่อม
สุภาพ อดทน อดกลั้นต่อกันด้วยความรัก
นี่เป็นชีวิตที่น่าอยู่ด้วย…

เอเฟซัส 4:3
การที่เราจะมีความถ่อมตน ความสุภาพอ่อนโยนและความอดทนที่กล่าวมา ทำให้เราสามารถรักษาให้พี่น้องมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ ความอดทนนั้นสำคัญยิ่ง เพราะนั่นคือการยอมรับว่าทุกคนมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข ช่วยเหลือกันจนเติบโตเป็นเหมือนพระคริสต์ มีสันติต่อกัน ไม่ทำร้ายกันและกัน การมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รู้ไหมว่า…ในพระวิญญาณเป็นความสัมพันธ์ดีที่สุดในโลก

เอเฟซัส 4:4-6
ความเป็นหนึ่งเดียวกันที่ท่านเปาโลกล่าวถึงนั้นล้ำลึก มีมิติที่เราไม่คาดฝัน เพราะเป็นหนึ่งเดียวในพระกาย พระวิญญาณ ความหวัง องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน (พระเยซูคริสต์) รวมไปถึงความเชื่อ บัพติศมา พระบิดาองค์เดียวกันการเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้ ทำให้ผู้เชื่ออยู่ในสถานะที่แตกต่างไปจากคนทั่วไป เพราะพวกเขาเป็นหนึ่งในพระกาย เป็นหนึ่งในพระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพ!

เอเฟซัส 4:7
พระคุณแก่เราที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ความรอดแก่ทุกคนที่เชื่อ พระคุณนี้ผ่านมาทางไม้กางเขน การสิ้นพระชนม์ เพื่อเราทั้งหลายทรงให้เราซึ่งเป็นศัตรูของพระเจ้าได้มาคืนดีกับองค์พระบิดาโดยที่พระเจ้าทรงใช้ท่านเปาโลและผู้รับใช้คนอื่น ๆ ให้ประกาศพระคุณแก่คนต่างชาติ แต่เพิ่มขึ้นจากนั้นคือพระคุณเฉพาะที่พระเจ้าประทานแก่แต่ละคนตามที่พระองค์ทรงดำริ

เอเฟซัส 4:8
พระคำตอนนี้เอามาจาก สดุดี 68:18 กล่าวเรื่องพระคุณของพระเยซูอยู่ แล้วมาพูดเรื่องพระเยซูเสด็จสู่ที่สูง ท่านเปาโลกำลังบอกเราว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่ทรงรบชนะบนไม้กางเขน จากนั้นทรงนำสิ่งที่ริบได้กลับไปยังบ้านเมือง นั่นคือพระองคฺ์ทรงนำเชลยที่ทรงไถ่แล้ว กลับไปยังแผ่นดินสวรรค์ จากนั้นทรงแจกจ่ายสิ่งที่ริบคืนมานั้นให้กับทั้งอาณาจักรของพระองค์นั่นคือ ของประทานฝ่ายวิญญาณที่ทรงให้กับคริสตจักร (John Acarthur’s commentary)

เอเฟซัส 4:9-10
ตรงนี้ท่านเปาโลบอกเราว่า พระเยซูทรงลงมาในโลก และเสด็จสู่สวรรค์ (กิจการ2) พระองค์เป็นผู้เดียวที่ทรงทำเช่นนี้ ชีวิตของพระองค์เป็นจริงตามที่มีคำบอกล่วงหน้าถึงพระองค์ทุกประการ​ทรงเกิด ทำการของพระเจ้า สิ้นชีพและคืนชีพมาจึงทรงมีสิทธิปกครองเหนือคริสตจักรทุกประการ บัดนี้พระองค์ทรงอยู่ทั่วในจักรวาล เต็มด้วยฤทธิ์ สิทธิอำนาจสูงสุด และสิทธิที่จะประทานแก่คริสตจักรตามที่ทรงพอพระทัย

เอเฟซัส 4:11-12
เราน่าจะตั้งคำถามว่า ทำไมของประทานที่กล่าวถึงนี้จึงสำคัญมาก… ร่างกายจะเติบโตได้ต้องมีการกินอาหาร ใช้กำลังพักผ่อน … ร่างกายก็จะเติบโตอย่างที่สมควร ของประทานที่พระเจ้าได้ให้แก่คริสตจักรที่ชัดเจนคือ การที่จะให้มีผู้ให้อาหารฝ่ายวิญญาณที่ดีเป็นอาหารสุขภาพ ไม่ใช่อาหารเน่าเสียที่จะส่งผลร้ายต่อร่างกาย เราต้องรู้ว่า ผู้ที่มีของประทานนี้ก็จะช่วยให้คริสตจักรของพระเจ้าเติบโตไปได้ดี

เอเฟซัส 4:13
อาหารฝ่ายวิญญาณของพี่น้อง จะต้องช่วยให้พวกเขามีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่แตกแยก มีความถ่อมตน สุภาพ ความรักอย่างที่เคยกล่าวมา นอกจากนั้น เป้าหมายที่สำคัญคือ พระกายนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่จะเกิดผล ส่งผลช่วยเหลือชีวิตของผู้อื่นต่อไปอีก ให้ถึงระดับอย่างที่พระคริสต์ทรงประสงค์ นั่นคือผู้เชื่อที่เป็นผู้ใหญ่ มีเหตุผล มีความเชื่อมั่นคง สร้างพระกายให้เข้มแข็ง ไม่ใช่เป็นคนสร้างปัญหา หรือทำลายคนอื่น

เอเฟซัส 4:15
การพูดความจริงนั้น มักมาพร้อมกับความเจ็บปวดของฝ่ายที่ถูกแก้ไข ดังนั้น การพูดความจริงด้วยความถ่อม สุภาพ ความอดทนด้วยความรัก จากเอเฟซัส 4:1-2 จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งและจะพูดความจริงด้วยท่าทีเช่นนี้ ก็ต้องมีการฝึกด้วย พยายามเข้าใจอีกฝ่ายว่า เขาคิดเห็นอย่างไรอยู่ เพราะว่า ทุกคนจะตอบโต้ความจริงต่างกันไป บางคนก็รับฟังได้อย่างรวดเร็ว เป็นคนฉลาดเปิดใจ แต่บางคนก็ใจปิด.. คนพูดความจริงจึงต้องคอยระวัง

เอเฟซัส 4:16
การสร้างคริสตจักรที่แข็งแรง เติบโต มีสุขภาพดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับคน ๆ เดียว ชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นพระกายที่มีอวัยวะหลายส่วน แต่ละส่วนต้องทำงาน ถามหน้าที่ของตน เช่นหากเป็นหัวใจ นึกจะเลิกเต้น ก็เลิกตามใจตัวเองไม่ได้ ดังนั้นพี่น้องในความเชื่อ จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างแผ่นดินของพระเจ้า ถ้าหากว่าเราเข้าใจหน้าที่ของตนเองไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ซึ่งมีคนเห็นหรือไม่ แต่พระบิดาทรงเห็นเสมอว่าเราทำอะไรอยู่

เอเฟซัส 4:17
ในเมื่อผู้เชื่อมีส่วนในพระกายพระคริสต์ การใช้ชีวิตจึงแตกต่าง การคิดจึงแตกต่างจากคนที่ไม่เชื่อในเรื่องฝ่ายวิญญาณ โดยที่จะไม่คิดแต่สิ่งไร้สาระเหมือนคนทั่วไป คำว่าไร้สาระของท่านเปาโลนั้น อาจดูแรง แต่หากเราพิจารณาดี ๆเราจะเห็นความคิดที่โลกพยายามยัดเยียดใส่ให้คนในสังคมคิดเหมือนแม้ว่ามันอันตราย และเป็นคำโกหก ความคิดเหล่านี้ไม่เคยหยุด มีมาตั้งแต่โบราณจนปัจจุบัน ในภาพยนต์ เพลง podcast รายการต่าง ๆ มีทั้งใช้ได้และไร้สาระ ต้องระวัง!

เอเฟซัส 4:18
ลองสังเกตดี ๆ นะว่า ความคิดของคนในโลกที่อยู่ในโซเชียลมีเดียชัดเจนมาก (เราพูดถึงความคิดของคนที่ไร้สาระจริง ๆ เราก็จะเห็นชัด) อย่างแรกคือ คิดกลับทาง ความจริงกลายเป็นเท็จ ความดีกลายเป็นชั่ว ชั่วกลายเป็นดี สองคือ ถ้าใครไม่คิดเหมือนเขา ก็จะลงมือทำลายคนนั้นด้วยวิธีต่าง ๆทั้งชื่อเสียง การงาน และอะไรที่ทำลายได้ พวกนี้ต้องการเป็นผู้นำความคิดทั้งที่ตัวเองไม่สามารถคิดสร้างสรรค์ได้เลย

เอเฟซัส 4:19
ความที่ใจแข็งกระด้าง มีความตั้งใจที่จะฝืนความรักของพระเจ้า ฝืนไม่ยอมรับว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง ทรงเป็นเจ้าเหนือหัวของมนุษย์ทุกคน พวกเขากลับใช้ความชั่วของตนปิดกั้นความจริง โรม 1:18-20 พวกเขาไม่ยอมให้พระเจ้าอยู่เหนือชีวิตเพราะอยากทำตามใจของตน ตามความเร่าร้อนที่มีอยู่ในตัว ไม่ต้องการควบคุมตนเอง บางคนก็ดูเป็นปัญญาชนน่าจะเข้าใจ แต่การที่เขาไม่ต้องการอยู่ใต้พระเจ้าทำให้เขาปฏิเสธพระองค์

เอเฟซัส 4:20-21
ท่านเปาโลเปรียบเทียบว่า คนที่เดินตามทางโลก ใช้ชีวิตตามใจตนเอง เป็นชีวิตที่ไร้ค่า มืดมน ไปตามใจปรารถนาทางเพศอย่างสุด ๆ ซึ่งเป็นจริงในหมู่ชาวเอเฟซัส ไม่มีความละอาย มโนธรรมหายไป ชีวิตไม่มีพระเจ้า ท่านเปาโลย้ำเตือนว่า เมื่อมาเชื่อพระเยซูแล้ว ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม ไม่มีพฤติกรรมเลวร้ายอย่างเดิมอีก และเราทุกคนมีหน้าที่ร่วมมือกับพระเจ้าเพื่อเปลี่ยนชีวิต

เอเฟซัส 4:22-23
ที่จะร่วมมือกับพระเจ้าในการสร้างความคิด ชีวิตใหม่นั้น ท่านเปาโลบอกเราว่า ให้เราถอดชีวิตเดิมออก ใช้คำเหมือนกับถอดเสื้อผ้าเก่า โสโครกออกเราต้องมีความพยายามที่จะเลิกพฤติกรรมเดิมไม่ใช่ปล่อยไปเฉย ๆ ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนชีวิต ก่อนที่จะได้ชีวิตความคิดใหม่ ต้องมีการโละของเก่าทิ้งก่อน จะมีทั้งดีและเลวอยู่ด้วยกันไม่ได้ เวลาของเน่า เอาไว้ในที่ดี ก็จะพาของดีเสียตามกันไป

เอเฟซัส 4:24
เมื่อถอดชีวิตเดิมออกแล้ว ก็ให้สวมชีวิตใหม่ของเก่าที่เน่าเสียของชีวิตต้องทิ้งไป แล้วรับชีวิตใหม่ของพระเจ้าเข้ามา เป็นชีวิตที่ตรงกันข้ามกับของเดิม เพราะเป็นชีวิตที่ได้รับการสร้างด้วยความเที่ยงธรรม และความบริสุทธิ์ของพระเยซูด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อทำให้เราเป็นคนเที่ยงธรรม คำเปรียบเทียบของท่านเปาโลง่าย ชัดเจน และเราคงไม่ลืม เปลี่ยนเสื้อทุกวันก็เปลี่ยนนิสัยใจคอ และชีวิตทุกวันด้วย

เอเฟซัส 4:25
เสื้อตัวหนึ่งที่จะต้องถอดทิ้งคือ เสื้อของการโกหกชีวิตที่ชินกับการพูดโกหกนั้น ก็จะชินกับการโกหกโดยไม่ได้สำนึกเลยว่า ตนเองกำลังกล่าวเท็จอยู่เราอาจไม่ทราบว่า หากในที่ทำงานมีคนหลายชาติทำงานด้วยกันอยู่ พี่ไทยของเรานั้นจะได้ชื่อเสียอย่างหนึ่งคือ พูดอ้อมค้อม ไม่ตรงความจริงบอกว่าจะได้งานวันนี้แน่ แต่ที่จริงเพื่อนยังไม่ได้เริ่มต้นงานเลย บอกว่างานโอเค ดีแล้ว แต่ยังไม่ได้จับสักนิด ทำให้เจ้าของงานเสียหายมาไม่น้อย

เอเฟซัส 4:26-27
มาถึงอารมณ์โกรธบ้าง การโกรธมีหลายแบบพระเจ้าเองทรงโกรธที่มนุษย์โง่เง่า ไม่ฟังพระองค์สิ่งดีที่พระองค์ทรงยื่นให้ พวกเขาก็เมิน แต่ตอนนี้เรากำลังพูดถึงความโกรธของมนุษย์ซึ่งมีทั้งความโกรธที่พลุ่งพล่าน โกรธขมขื่น โกรธแบบแค้นฝังลึก โกรธแบบว่าคนที่เราโกรธตายไปแล้วแต่เราก็ยังไม่เลิกโกรธ เมื่อมีอารมณ์โกรธที่ไม่เลิกราเท่ากับเรากำลังเปิดช่องให้มารเข้ามาทำร้ายชีวิต ท่านเปาโลจึงให้เราระงับความโกรธ

เอเฟซัส 4:28
นอกจากความโกรธที่ต้องถอดออกจากชีวิต ก็ยังมีเรื่องการขโมยด้วย ซึ่งการขโมยสมัยก่อน อาจเป็นการขโมยข้าวของ ทรัพย์สิน วัวควาย ฯลฯแต่สมัยนี้มีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา มีการขโมยข้อมูล เอาข้อมูลที่สำคัญไปขายทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นข้อมูลของตนเอง แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ก็คือรูปแบบการขโมยสมัยใหม่ที่ล้ำยุคขึ้นไปอีก ที่สำคัญท่านเปาโลให้เราทำงานด้วยมือ ด้วยตัวเองเพื่อจะเป็นประโยชน์กับตัวและคนอื่น

เอเฟซัส 4:29
ท่านเปาโลละเอียดมาก รู้ว่า สิ่งสกปรกโสโครกในชีวิตของเรานั้น มันอยู่ชิดตัวเรา ออกจากใจออกจากปากของเรา คำโกหก คำหยาบคายและความโกรธมักไปด้วยกัน คำเหล่านี้รวมไปถึงการใส่ร้ายป้ายสี พยานเท็จ เป็นของที่มักมาเป็นชุดเดียวกัน บางคนเห็นการพูดหยาบคายเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อมาเป็นคนของพระเจ้าแล้ว เราไม่ทำอย่างนั้นอีกต่อไป ทั้งต้องขอพระเจ้าทรงช่วย และมีความตั้งใจ พยายามหลุดจากสิ่งนี้

เอเฟซัส 4:30
จากที่เราอ่านมาและกำลังจะอ่านต่อไป เราน่าจะสรุปได้ว่า สิ่งที่ทำให้พระวิญญาณทรงเสียพระทัยก็คือชีวิตเดิมที่ไม่สะอาด พระองค์ทรงประทับตราเราไว้ ทรงให้เราเป็นพระวิหารที่พระองค์สถิตอยู่ ชีวิตที่สกปรกจึงไม่สมควรที่จะอยู่ในเรา ต้องถอดทิ้ง และสวมชีวิตใหม่ ให้สมกับเป็นคนที่พระเจ้าทรงจองไว้ให้ถึงวันของพระองค์ที่การไถ่จะสมบูรณ์จะเป็นของพระองค์ร้อยเปอร์เซนต์ ช่วงนี้ก็ต้องมีความพยายามต่อไปที่จะก้าวสู่เป้าหมายชีวิตแท้

เอเฟซัส 4:31
นี่ไงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระวิญญาณทรงเสียพระทัย ชีวิตของผู้เชื่อต้องหยุดความข่มขื่นใจที่มีต่อคนอื่น แม้ว่าอีกฝ่ายจะรังควาญไม่เลิกบางครั้งเราจะเห็น คนที่อ้างว่าตนเชื่อพระเจ้า แต่กลับยังมีบาปมลทินทางปากเช่นนี้ หรือว่าถ้าเราเป็นเสียเอง ก็พอจะประเมินได้ว่า ยังไม่ยอมสยบให้กับพระเจ้าจริง ๆ ยังต้องการเก็บนิสัยชั่วร้ายเหล่านี้ไว้คริสเตียนแท้จริงจะต้องหยุดจากพฤติกรรมที่กล่าวมานี้ทั้งหมด

เอเฟซัส 4:32
และการจะหยุดพฤติกรรมร้าย ๆ ทางปาก ใจที่คอยคิดร้ายต่อคนอื่นนั้น แล้วไม่มีสิ่งดีใส่เข้าไปก็เหมือนกับการถอดเสื้อสกปรกออก แต่ยังไม่ได้สวมใส่เสื้อแห่งการยกโทษ การไถ่ของพระเจ้ายังเปลือยอยู่ ดังนั้น เมื่อหยุดนิสัยร้าย ก็ต้องสวมนิสัยดีเข้าไป โดยเอาพระเยซูคริสต์เป็นต้นแบบของตน พระเจ้าทรงอภัยให้เราอย่างไร เราก็ไม่มีสิทธิที่จะถือโทษใครอีกต่อไป เพราะว่าเราได้รับการยกโทษบาปที่หนักหนาจากพระองค์แล้ว

พระคำเชื่อมโยง

1* 1 เธสะโลนิกา 2:12; โคโลสี 1:10; ฟีลิปปี 1:27
2* โคโลสี 3:12-13; 1 โครินธ์ 13:7
3* โคโลสี 3:14; 1 โครินธ์ 1:10
4* โรม 12:5; เอเฟซัส 2:18;
1โครินธ์ 12:2-13
5* 1โครินธ์ 8:6; 1 เปโตร 3:21;
ยูดา 3; ฮีบรู 6:6
6* มาลาคี 2:10; โรม 11:36
7* 1โครินธ์ 12:7, 11; โรม 12:3;
1 เปโตร 4:10
8* สดุดี 68:18; โคโลสี 2:15
9* ยอห์น 3:13; 20:17; มัทธิว 12:40; ยอห์น 6:33
10* กิจการ 1:9; ฮีบรู 7:26
11* เยเรมีย์ 3:15; 1โครินธ์ 12:28-29; เอเฟซัส 2:20

12* 1 เธสะโลนิกา 5:11-14; ; เอเฟซัส 4:16; 1โครินธ์ 12:27
13* โคโลสี 2:2; 1:28; ยอห์น 17:21; 1โครินธ์ 14:20
14* 1โครินธ์ 14:20; ฮีบรู 13:9; โรม 16:17-1815* เอเฟซัส 1:22; 4:25; เศคาริยาห์ 8:16; 2 เปโตร 3:18
16* โคโลสี 2:19; ยอห์น 15:5
17* โรม 1:21; 1 เปโตร 4:3-4; 1 เธสะโลนิกา 4:1-2
18* มัทธิว 13:15; เอเฟซัส 2:12; โรม 1:21-23; ยอห์น 12:40
19* 1 ทิโมธี 4:2; โคโลสี 3:5; โรม 1:24-26
20* ทิตัส 2:11-14; ยอห์น 6:45; มัทธิว 11:29
21* 1 ยอห์น 5:20; เอเฟซัส 1:13; ฮีบรู 3:7-8

22* โรม 6:6; ฮีบรู 12:1; ยากอบ 1:21
23* โรม 12:2; 8:6; สดุดี 51:10; โคโลสี 3:10
24* โคโลสี 3:10-14; 2 โครินธ์ 5:17; โรม 6:4, 7:6; 12:2
25* เศคาริยาห์ 8:16; สุภาษิต 12:22; โคโลสี 3:9
26* ยากอบ 1:19; สดุดี 4:4; 37:8
27* ยากอบ 4:7; 1 เปโตร 5:8;
เอเฟซัส 6:16
28* 1 เธสะโลนิกา 4:11-12; 1 ทิโมธี 6:18; กาลาเทีย 6:1029* โคโลสี 3:8; 1 เธสะโลนิกา 5:11; ปัญญาจารย์ 10:12
30* อิสยาห์ 7:1331* โคโลสี 3:8, 19; ยากอบ 4:11; ทิตัส 3:3
32* 2 โครินธ์ 6:10; มาระโก 11:25


2 โครินธ์ 13 พิสูจน์ตนเอง

2 โครินธ์ 13:1-2
นี่เป็นครั้งที่สามที่ข้ามาเยี่ยมท่าน “ข้อกล่าวหาใด ๆ ต้องมีพยานสองสาม
ปากขึ้นไป” จึงจะเป็นหลักฐานเชื่อถือได้ ตอนที่ข้ามาเยี่ยมท่านครั้งที่สองนั้น
ข้าได้เตือนคนที่ทำบาปก่อนหน้านั้นรวมทั้งพวกที่เหลือ เวลานี้ข้าขอเตือน
ขณะที่ข้าไม่ได้อยู่ด้วยว่า หากข้ากลับมาอีกครั้งข้าจะไม่ งดโทษให้ใครเลย
2 โครินธ์ 13:3
เพราะท่านต้องการได้หลักฐานพิสูจน์ว่า พระคริสต์ตรัสผ่านข้า พระองค์ไม่ได้
ทรงอ่อนแอต่อท่านแต่ทรงมีฤทธิ์เดชมากในหมู่พวกท่าน

2 โครินธ์ 13:4
เพราะแม้ว่า พระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนเพราะทรงยอมอ่อนแอ แต่
พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ในแบบเดียวกัน คือเรา
อ่อนแอด้วยกันกับพระองค์ แต่เพื่อรับใช้พวกท่าน เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยกัน
กับพระองค์ด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า

2 โครินธ์ 13:5-6
จงพิจารณาตนเองว่า พวกท่านมีความเชื่อหรือไม่ จงพิสูจน์ตนเอง พวกท่านไม่ตระหนักเลยหรือว่า พระเยซูคริสต์สถิตในตัวท่าน? นอกจากว่า ท่านจะไม่ผ่านการพิสูจน์ ข้าหวังว่า ท่านจะตระหนักว่า เราผ่านการพิสูจน์แล้ว


2 โครินธ์ 13:7
เราอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อว่า ท่านจะไม่ทำชั่ว มิใช่เพื่อให้เห็นว่าเราผ่านการพิสูจน์แล้วแต่เพื่อให้พวกท่านได้ทำตัวอย่างถูกต้องแม้จะดูราวกับว่า เราเองไม่ผ่านการพิสูจน์ก็ตาม

2 โครินธ์ 13:8-9
เพราะว่า เราไม่อาจทำอะไรที่ขัดกับความจริง แต่ทำเพื่อความจริงเท่านั้น
เพราะเมื่อเราเองอ่อนแอ และพวกท่านเข้มแข็ง เราก็ยินดี เราอธิษฐานเพื่อว่า
พวกท่านจะสมบูรณ์เพียบพร้อม

2 โครินธ์ 13:10
เพราะเป็นอย่างนี้ ข้าจึงเขียนเรื่องต่างๆเหล่านี้ ในระหว่างที่ข้าไม่ได้อยู่กับท่านเพื่อว่า เมื่อมาถึง ข้าจะไม่ต้องเข้มงวดกับท่านในการใช้สิทธิอำนาจที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ เพราะข้าได้รับมอบมาเพื่อสร้างเสริมท่านขึ้น
ไม่ใช่เพื่อทำลาย

2 โครินธ์ 13:11
ในที่สุด พี่น้องเอ๋ย จงยินดี และมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ที่มีความดีพร้อมทุกประการ
ทำตามที่ข้าขอร้อง และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อยู่ด้วยกันอย่างสันติ
แล้ว
พระเจ้าแห่งความรักและสันติสุขจะสถิตกับท่าน


2 โครินธ์ 13:12-14
จงทักทายกันโดยแตะแก้มอย่างบริสุทธิ์พี่น้องในพระเจ้าฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน ขอพระคุณแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ความรักของพระเจ้าและสัมพันธ์สนิทในพระวิญญาณบริสุทธิ์จงอยู่กับท่านทุกคน อาเมน

2 โครินธ์ 13:1-2
การมาสองครั้งแรกของท่านเป็นเหมือนคำพยานสองคน ท่านได้เห็นบาปหลายอย่างเกิดขึ้นในคริสตจักร และท่านเลยเตือนเขาล่วงหน้าว่า ต่อไปนี้ไม่ใช่แค่เตือนแล้ว แต่จะลงมือเอาจริงกับคนที่ไม่ฟังคำเตือนและยังหลงกับการทำบาปไม่มีการกลับใจ ท่านจะไม่ยอมให้คนทำบาปมาทำร้ายชุมชนของพระเจ้าอีกต่อไป จากข้อสุดท้ายที่ผ่านมา ท่านไม่แน่ใจว่าจะเจออะไรในชุมชนนี้

2 โครินธ์ 13:3
พวกเขายังไม่เข้าใจว่า พระเจ้าทรงเอาจริงเช่นกันแม้ว่าพระองค์จะทรงเต็มด้วยพระคุณ ความรักเต็มด้วยการให้อภัย พระองค์ทรงทำการในคริสตจักรผ่านพระดำรัสที่ทรงสอนตักเตือนโดยปากของผู้รับใช้ แต่หากเตือนแล้วยังไม่มีการสำนึก พระเจ้าก็จะทรงจัดการกับพวกเขาอย่างที่ไม่คาดคิด แต่ยังมีคนที่กังขาในสิทธิอำนาจของอัครทูตในตัวท่านเปาโล

2 โครินธ์ 13:4
พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนเรา ทรงกอบเอาความอ่อนแอต่อบาปของเราไปและตายแทนเรา ดังนั้น แม้ว่าท่านเปาโลจะดูว่าอ่อนแอ แต่เมื่อท่านอธิบายความแห่งพระดำรัสของพระเจ้า เวลานั้นท่านเข้มแข็ง บางครั้งคนมองความถ่อมตนของผู้รับใช้ว่าเป็นความอ่อนแอ ไม่เก่ง สู้พวกเขาไม่ได้ แต่อย่าลืมว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดการกับบาป ความอ่อนแอนั้นจะกลายเป็นฤทธิ์เดชที่สู้กับบาปอย่างไม่ถอย

2 โครินธ์ 13:5-6
ท่านเปาโลกำลังบอกให้พี่น้องที่ถูกครูสอนผิดปั่นหัวอยู่ให้รู้จักสำรวจตัวเองว่าเป็นอย่างไรให้นำสิ่งที่ท่านสอนแล้วสอนอีกเข้ามาช่วยวัดว่า ชีวิตฝ่ายวิญญาณของตนอยู่ในสภาพร่อแร่ไหมเชื่อพระเจ้าจริง ๆ หรือเปล่า ให้มองเข้าไปในชีวิตว่ามีการเปลี่ยนแปลงพิสูจน์ให้เห็นว่า พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตหรือไม่ ถ้าเห็นว่าชีวิตไม่เปลี่ยนก็แสดงว่า ยังไม่เชื่อพระเจ้าจริง ยังไม่เกิดใหม่จริงท่านเปาโลพูดทำนองนี้หลายครั้ง

2 โครินธ์ 13:7
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ใครเชื่อจริง ใครเชื่อปลอมอย่างนี้ ท่านเปาโลยังคงอธิษฐานเพื่อว่าพวกเขาจะไม่ทำบาปผิดใด ๆ การสำรวจตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตของเราปลอดภัย เราจะได้รู้ว่า ตัวเองยังอยู่ในความเชื่อไหม ทำสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า บางคนตกอยู่ในความบาป แต่หลงเข้าใจว่าตนเองเชื่ออย่างถูกต้อง การรู้จักตัวเองจะช่วยให้เราได้รู้ว่าใช่ตัวเองหรือเปล่าที่เป็นอุปสรรคไม่ให้เติบโต

2 โครินธ์ 13:8-9
หากพวกเขากลับใจ หากได้สำรวจตัวเองแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เข้มแข็งขึ้น ท่านเปาโลก็จะยินดีมาก เพราะว่าท่านได้อธิษฐานให้พวกเขาคืนสู่สภาพที่เป็นคนของพระเจ้าสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เปลี่ยนความคิดไปมาตามคำสอนของเหล่าครูสอนผิด แม้ว่าพวกเขายังคิดว่าท่านอ่อนแอ ไม่เก่ง เป็นคนไม่ได้ความ ท่านยังไม่ว่าเลย ขอให้เขาใช้ชีวิตถูกต้องกับพระเจ้า.. นั่นคือเป้าหมายของท่าน

2 โครินธ์ 13:10
ท่านเปาโลคาดหวังว่า เมื่อท่านมาเยี่ยมพวกเขาจะไม่มีสิ่งใดที่ต้องแก้ไขอีก หวังว่าพวกเขาจะกลับมาหาความจริงแห่งข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูใช้ชีวิตติดตามพระองค์เต็มร้อย ถูกต้องไม่ใช่หลงไปตามคำสอนของครูสอนผิดที่พยายามชี้นำพวกเขา ท่านอยากเสริมสร้างพวกเขาต่อ
ทำให้พวกเขาเติบโตต่อไปบนรากฐานที่ถูกต้อง แทนที่จะต้องมาใช้เวลากับการปรับชีวิต ความคิดความเชื่อ

2 โครินธ์ 13:11
ทั้งดุ ทั้งเตือน ทั้งปลอบใจ หนุนใจ สอนให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง มาท้ายสุด ท่านเปาโลขอให้เขามีความยินดีในพระเจ้า มีเป้าหมายห้าอย่างที่สำคัญตั้งใจใหม่เป็นคนดีพร้อม ทำตามคำสอน มีใจเดียวกับพี่น้อง มีสันติร่วมกัน ไม่ใช่มีแต่การทะเลาะทุ่มเถียง หากคริสตจักรใดขาดสิ่งเหล่านี้คงต้องมาทบทวนกันใหม่ หากมีการอิจฉาตาร้อนมีการชิงดีชิงเด่น เหล่านี้เป็นสิ่งตรงข้ามที่พระเจ้าแห่งสันติสุขจะอยู่ในหมู่เราไม่ได้ 

2 โครินธ์ 13:12-14
เรายังเห็นการทักทายในตะวันออกกลางที่สองฝ่ายจะแตะแก้มกันและกัน นี่เป็นการทักทายคล้าย ๆ สวัสดี หรือจับมือกัน ที่สำคัญคือเรามีความเป็นมิตรกันในหมู่พี่น้อง นี่เป็นการขอพรที่ครบถ้วนจากองค์ตรีเอกานุภาพในที่อื่นไม่ได้เป็นอย่างนี้ ท่านเปาโลได้ย้ำชัดเจนถึงพระพรที่มาจากองค์พระเจ้า เป็นพระพรที่สมบูรณ์แบบ และทำให้ชีวิตของคนที่ได้รับนั้นเต็มล้นจริง ๆ

พระคำเชื่อมโยง

1* 2 โครินธ์ 12:14;
เฉลยธรรมบัญญัติ 17:6; 19:15
2* 2 โครินธ์ 10:2; 12:21; 1:23; 10:11
3* มัทธิว 10:20; 1โครินธ์ 9:2

4* 1 เปโตร 3:18; โรม1:4; 6:4;
2 โครินธ์ 10:3-4
5* กาลาเทีย 4:19; 1โครินธ์ 9:27
7* 2 โครินธ์ 6:9
9* 1โครินธ์ 4:10; 1 เธสะโลนิกา 3:10

10* 1โครินธ์ 4:21; 2 โครินธ์ 10:8
11* โรม 12:16, 18; 15:33
12* โรม 16:16
14* โรม16:24; ฟีลิปปี 2:1


2 โครินธ์ 12 เข้มแข็งด้วยพระคุณ

2 โครินธ์ 12:1-2
ข้าจำต้องอวดต่อ แม้ว่าไม่เกิดประโยชน์แต่ข้าจะพูดถึงนิมิต และการสำแดงของพระเจ้าต่อไป คือข้ารู้จักชายคนหนึ่งในพระคริสต์ เมื่อสิบสี่ปีมาแล้ว เขาถูกรับขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นสาม ซึ่งเขาไปทั้งร่างหรือไม่ ข้าไม่รู้ แต่พระเจ้าทรงทราบ
2 โครินธ์ 12:3-4
ข้ารู้ว่าเขาคนนี้ถูกรับขึ้นไปสวรรค์ แต่จะไปทั้งร่างหรือไม่ข้าไม่ทราบแต่พระเจ้าทรงทราบ เขาได้ยินถ้อยคำที่บอกคนอื่นไม่ได้ เป็นคำที่ไม่อนุญาตให้มนุษย์พูดถึง

2 โครินธ์ 12:5-6
ข้าจะอวดเรื่องของเขาคนนี้ แต่ข้าจะไม่อวดเรื่องตัวเอง นอกจากจะอวดเรื่องความอ่อนแอของข้า แม้ว่าข้าอยากจะอวด ข้าก็ไม่ใช่คนโง่เพราะ ข้าจะพูดความจริง แต่ข้าจะไม่อวด เพื่อจะไม่มีใครยกข้าเกินกว่าที่เขาได้เห็นสิ่งที่ข้าทำหรือได้ยินสิ่งที่ข้าพูด

2 โครินธ์ 12:7-8
และเพื่อว่าข้าจะไม่ยกตัวจนเกินไป เนื่องจากการสำแดงที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้าในหลาย ๆ สิ่ง ก็ทรงให้มีหนามในเนื้อของข้า เป็นทูตจากซาตานคอยรังควาญ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้ายกตน ข้าวิงวอนขอต่อพระเจ้าถึงสามครั้ง ให้หนามนี้หลุดออกไป

2 โครินธ์ 12:9
แต่พระองค์ตรัสกับข้าว่า “พระคุณที่เรามีให้เจ้านั้นเพียงพอแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน ฤทธิ์เดชของเราก็เต็มบริบูรณ์ ณ ที่นั้น” ดังนั้นข้าจึงจะอวดความอ่อนแอทั้งหลายของข้ามากขึ้น เพื่อว่าฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่กับข้า

2 โครินธ์ 12:10
เพราะเหตุนี้ เพื่อเห็นแก่พระคริสต์ ข้าจึงพอใจกับความอ่อนแอ การถูกดูหมิ่น ความทุกข์ยากลำบากการถูกข่มเหง และในภัยพิบัติ เพราะว่าครั้งใดที่ข้าอ่อนแอ ครั้งนั้น ข้าก็จะเข้มแข็งขึ้น
2 โครินธ์ 12:11
ข้าเป็นคนโง่ไปแล้วสินะที่อวดอย่างนี้ที่เป็นไปเพราะพวกท่านบังคับให้เป็น ข้าสมควรได้รับการยกย่องจากท่าน ข้าไม่ได้ด้อยกว่าพวกอัครทูตพิเศษเหล่านั้น แม้ข้าจะไม่ได้เป็นคนวิเศษมาจากไหน

2 โครินธ์ 12:12
สิ่งที่พิสูจน์ความเป็นอัครทูตแท้ของข้า ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดในหมู่พวกท่านแล้ว นั่นคือ ข้ามีความทรหดอย่างสูง ทำหมายสำคัญต่าง ๆ การอัศจรรย์ และงานแห่งฤทธิ์เดชทั้งหลาย

2 โครินธ์ 12:13
ข้าได้ปฏิบัติต่อท่านอย่างไม่ทัดเทียมคริสตจักรอื่นอย่างไรหรือ? มีสิ่งเดียวคือ ข้าไม่ได้ทำตัวให้เป็นภาระของท่าน ถ้าเป็นความผิดนี้ ข้าก็ขออภัยด้วย
2 โครินธ์ 12:14
ตอนนี้ข้าเตรียมตัวที่จะมาเยี่ยมท่านเป็นครั้งที่สาม และจะไม่ให้เป็นภาระของท่าน เพราะข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากพวกท่าน แต่ที่ต้องการคือตัวท่าน เพราะว่า ไม่สมควรที่ลูกจะจัดหาให้พ่อแม่ แต่พ่อแม่ต่างหากที่ควรจัดหาให้ลูกๆ
2 โครินธ์ 12:15-16
ข้ายินดีที่จะสละทุกสิ่ง และมอบตัวเองจนหมดเพื่อเห็นแก่ท่าน ในเมื่อข้ารักพวกท่านมากขึ้น พวกท่านจะรักข้าน้อยลงหรือ? พวกท่านเห็นว่า ข้าไม่ได้เป็นภาระของท่าน แต่ยังมีคนบางคนพูดว่า ข้าเป็นคนเจ้าเล่ห์
และใช้เล่ห์เหลี่ยมล่อลวงท่าน

2 โครินธ์ 12:17-18
ข้าจะเอาเปรียบพวกท่านผ่านคนที่ข้าส่งไปเยี่ยมพวกท่านหรือ?ข้าขอให้ทิตัสไปพร้อมกับพี่น้องอีกคน
ทิตัสเอาเปรียบท่านหรือ? ทั้งเราและเขาได้ปฏิบัติด้วยจิตใจที่มีเป้าหมายเดียวกัน วิธีการเดียวกันมิใช่หรือ?
2 โครินธ์ 12:19
ท่านอาจคิดอยู่ตลอดมาว่า เราแก้ตัวกับท่าน แต่ที่จริง เราพูดต่อพระพักตร์ของพระเจ้าในฐานะเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ว่า ทุกสิ่งที่เราทำ ก็เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน

2 โครินธ์ 12:20
ข้าเกรงว่า เมื่อข้ามาถึงท่าน อาจพบว่าพวกท่านไม่เป็นอย่างที่ข้าอยากให้เป็นและพวกท่านพบว่า ข้าไม่เป็นอย่างที่ท่านอยากให้เป็น คือ อาจมีการทะเลาะริษยากัน ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด ว่าร้ายนินทา ทั้งหยิ่งจองหอง ก่อความวุ่นวาย
2 โครินธ์ 12:21
ข้ากลัวว่า เมื่อข้ามาอีก พระเจ้าอาจจะทรงทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าพวกท่าน และอาจจะต้องเสียใจที่หลายคนได้ทำผิดและไม่กลับใจจากความสกปรก เรื่องการล่วงประเวณี และความลามกที่พวกเขาจมปลักอยู่นั้น 

2 โครินธ์ 12:1-2
ตอนนี้ท่านเปาโลยังอยู่ในเรื่องของการอวด ยังไม่จบ และถึงแม้รู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร แต่ก็ขออวดต่อไป .. พระคำตอนนี้แปลกมาก เพื่อเห็นแก่ชาวโครินธ์ ท่านจะชี้แจงว่า ท่านแตกต่างจากเหล่าครูสอนผิดที่พวกเขาหลงตามไปอย่างไรที่เคยอวดเรื่องภัยต่าง ๆ ความรักที่ท่านมีต่อพวกเขา คราวนี้ขออวดเรื่องนิมิต การสำแดงที่พระเจ้าทรงให้กับท่าน แล้วแทนที่จะบอกว่าเป็นตัวเอง กลับว่าท่านรู้จักชายคนหนึ่ง สิบสี่ปีมาแล้ว.. 

2 โครินธ์ 12:3-4
ตรงนี้ ท่านน่าจะหมายถึงตนเอง เนื้อหาของนิมิตไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่ท่านเปาโลพยายามบอกคือ พระเจ้าทรงให้ได้ยินคำที่บอกต่อไม่ได้ เป็นความลับ เขาคนนี้ได้ไปถึงสวรรค์ พบกับพระเจ้าตรง ๆ ท่านต้องการสื่ออะไร? ..”อันที่จริง ข้าได้ไปพบพระเจ้าในสวรรค์แล้วด้วย

2 โครินธ์ 12:5-6
เขาคนนี้ คือ ท่านเปาโลเองตอนนี้ สิ่งที่ท่านเปาโลกำลังอธิบายคือ การที่ท่านเห็นนิมิต เห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดง ไม่ได้ทำให้ท่านรู้สึกว่าตัวเองเหนือคนอื่น แต่กลับทำให้ได้เห็นตัวเองว่า อ่อนแอเพียงไรมากขึ้นอีก ประสบการณ์ที่ท่านมีกับพระเจ้า ความใกล้ชิดกับพระองค์นั้นได้ทำให้ท่านเห็นตัวเองว่าจริง ๆ แล้ว เป็นคนที่ยิ่งต้องการพระเจ้ามากกว่าที่เคยอีก นี่เป็นตัวอย่างของคนพบพระเจ้าจริง 

2 โครินธ์ 12:7-8 
และพระเจ้าก็ทรงช่วยให้ท่านไม่เป็นคนที่จะมองคนอื่นต่ำกว่า หรือรู้สึกตนเองเป็นคนพิเศษของพระเจ้า นั่นคือ พระเจ้าทรงให้มีบางอย่างในร่างกายของท่าน ทำให้เจ็บปวด หรือเป็นอุปสรรค แม้ว่าท่านเองขอให้พระเจ้าเองออกไป แต่ก็ไม่ได้พระเจ้ายังทรงให้มีขวากหนามเล็ก ๆ นี้ในตัว ดังนั้น ผู้ที่เชื่อพระเจ้าจึงต้องมองทุกอย่างให้ทะลุว่าบางครั้ง อะไรที่เป็นลบ มันอาจเป็นเครื่องมือช่วยให้เราไม่ทำผิดต่อพระเจ้าก็เป็นได้ 

2 โครินธ์ 12:9
ท่านเปาโลไม่ได้บอกเราว่าหนามที่ท่านมีอยู่ในตัวนั้นคืออะไร แต่มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าอนุญาตให้ซาตานทำในตัวท่านเพื่อเป้าหมายที่สูงกว่านั้น และพระองค์ยังทรงอธิบายด้วยว่า พระคุณที่ทรงให้กับท่านนั้นพอเพียงที่จะทำให้ใช้ชีวิตต่อไปได้. พระคำข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ช่วยคริสเตียนจำนวนมากผ่านความทุกข์ยากต่าง ๆ มาได้

2 โครินธ์ 12:10
พระเจ้าทรงอนุญาตให้ท่านเปาโลเจอกับอุปสรรคบางอย่างในตัวท่าน ที่จะช่วยให้ท่านไม่กลายเป็นคนเย่อหยิ่ง คิดว่าตัวเองยอดกว่าใคร (จากที่ท่านอวดให้พี่น้องได้เห็นเพื่อสู้กับครูสอนผิดทั้งหลาย)
เราเห็นชัดว่า ท่านเหนือชั้นกว่าพวกนั้นมากแต่พระเจ้าทรงใช้หนามนี้ กั้นไม่ให้ท่านยกตัว ให้ท่านมีมุมมองแตกต่างจากคนทั่วไป ท่านพอใจที่จะอ่อนแอ และขอบพระคุณสำหรับสิ่งนั้น นี่เป็นกุญแจแห่งความเข้มแข็ง

2 โครินธ์ 12:11
ท่านเปาโลถูกบังคับให้อวด เนื่องจากพี่น้องไม่เข้าใจว่า ท่านคือผู้รับใช้ตัวจริงที่พระเจ้าทรงส่งมาสิ่งที่ท่านเปาโลกำลังทำคือ การทำเป็นตัวอย่างให้ พวกเราเห็นว่า ปัญญาแห่งไม้กางเขน ไม่ได้อยู่ที่ ความเก่งของผู้รับใช้ ท่านยอมเป็นคนที่ดูโง่ และอ่อนแอ เพื่อพี่น้องจะได้เห็นว่า พระเยซูคริสต์ต่างหากที่ใหญ่สุด 

2 โครินธ์ 12:12
การที่ท่านเปาโลมีความอดทนอย่างสูงต่อความยากลำบาก และยังมีการทำหมายสำคัญ มีฤทธิ์ของพระเจ้าประกอบในคำสอน (ดูจากกิจการ 9 เป็นต้นไป) พิสูจน์ว่าท่านเป็นคนของพระเจ้าตัวจริง

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 12:13
ท่านเปาโลลงท้ายว่า ทุกอย่างที่ทำให้คริสตจักรอื่น ๆ ท่านทำกับพี่น้องในโครินธ์เหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำอย่างเดียวคือการรับเงิน รับความช่วยเหลือจากพวกเขา (เป็นเพราะพวกเขามัวแต่ไปให้เงินกับพวกครูสอนผิดเหล่านั้น โดยไม่รู้ว่าเป็นการส่งเสริมให้ความรู้ผิดเข้ามาในคริสตจักร)ในสมัยโครินธ์ หากใครสอนเก่ง พูดดีมีโวหารน่าฟังก็จะร่ำรวยจากเงินบริจาคของผู้ฟัง

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 12:14
เวลานี้ ท่านเปาโลได้ย้ำความรักความห่วงใยของท่านต่อพี่น้องอีก เตรียมจะมาเยี่ยม และขอไม่เป็นภาระแก่พวกเขาเลย ท่านมองว่า ตนเองเป็นเหมือนพ่อแม่ที่ต้องจัดหาให้ลูก ครั้งแรกที่มาก็คือ การสร้างชุมชนคริสเตียนเป็นคริสตจักรโครินธ์ ครั้งที่สองมาแล้ว มีเรื่องเสียใจ แต่แล้วเตรียมมาครั้งที่สาม ท่านต้องการตัวพวกเขาให้มารู้จักพระเจ้ามาขึ้น กลับมาหาพระองค์ไม่ได้ต้องการสิ่งของใด ๆ

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 12:15-16
ในขณะที่พี่น้องชาวโครินธ์ เชื่อข่าวลือว่าท่านเปาโลไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ตัวท่านเองกลับเลือกที่จะทุ่มเทชีวิตให้กับพวกเขาอย่างที่ไม่มีใครคาดว่าจะมีผู้รับใช้คนหนึ่งยอมเสียหน้า ยอมเสียใจยอมอวดตัวทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องการอวด ยอมเป็นคนโง่ในสายตาของคนทั้งเมือง ท่านยอมสละทุกสิ่ง มอบตัวให้หมดเพื่อจะให้พี่น้องได้รู้จักพระเจ้าจริง ๆ ได้พ้นจากคนที่หลอกลวงพวกเขา นี่คือผู้รับใช้พระเจ้าตัวจริง!

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 12:17-18
แม้แต่คนที่ท่านเปาโลส่งไปคือทิตัสและอีกคนที่จะไปช่วยสอนเรื่องของพระเจ้า และดูแลเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่ได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทน ท่านเปาโลเน้นย้ำเลยว่า ท่านและผู้รับใช้ที่ท่านส่งไปไม่ได้มีเป้าหมายเรื่องการเงินเหมือนคนอื่น ๆ ที่ทำกับพวกเขา แม้จะมีคนกล่าวหาว่าท่านล่อลวงพวกเขา ท่านก็ยังพยายามที่จะให้พวกเขาเข้าใจ
ให้ได้ว่า อะไรเป็นอะไร “รักแท้มีแต่จะให้”

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 12:19
ท่านเปาโลพอจะมองออกว่า พวกเขาจะคิดอะไรบ้าง ท่านก็คิดไปล่วงหน้าให้แล้วเช่นกัน ท่านกำลังบอกชัดเจนว่า นี่ไม่ได้แก้ตัวในเรื่องใดๆแต่ต้องการให้พี่น้องเข้าใจว่า ท่านทำเพื่อประโยชน์ของพวกเขาจริง ๆ น่าแปลกที่ท่านเปาโลถูกมองไร้ค่า ไม่เหมือนกับคนที่มาคิดราคาค่าพูดแบบแพง ๆ บางทีคนเราในโลกโบราณหรือวันนี้เหมือนกัน ตรงที่ว่า เห็นของฟรีเป็นของไม่มีค่า

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 12:20
สิ่งที่อยู่ในหัวใจของท่านเปาโลก็คือ ต้องการสร้างคริสตจักรให้เป็นเจ้าสาวที่ไร้มลทิน ถวายแด่พระเจ้า แต่ความจริงที่อาจเจอคือ ความเละเทะ วุ่นวายในคริสตจักร ท่านกลัวว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ในคริสตจักรอาจจะไม่ได้ดีขึ้น แต่เป็นแย่ลง ที่ท่านเป็นห่วงขนาดนี้เพราะหัวใจของท่านเป็นห่วงเหมือนที่พ่อแม่เป็นห่วงชีวิตของลูก ๆ ที่เดินออกนอกทางดี แต่หันไปทำตามใจตัวเองอย่างที่เขาพอใจและคิดว่าให้ความสุข

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 12:21
ท่านกังวลไปถึงว่า อาจมีหลายคนไม่ได้กลับใจเลยทั้ง ๆ ที่ท่านเองเฝ้าบอกแล้วบอกอีกให้เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนนิสัย เดินตามทางของพระเจ้า ไม่ใช่ตามทางชีวิตเดิม สิ่งที่ท่านเขียนในจดหมายสิ่งที่ท่านเป็นห่วงอาจไม่ได้เกิดผลในชีวิตของพี่น้องเลย แต่กลับกลายเป็นว่า งานที่ท่านทำลงไปนั้น ไม่ส่งผลดี เสียเวลา เสียความรู้สึก ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านจะรู้สึกทั้งอับอายและเสียใจพร้อม ๆ กันไป

พระคำเชื่อมโยง

1* กิจการ 16:9; 18:9; 22:17-18; 23:11; 26:13-15; 27:23; กาลาเทีย 1:12; 2:2
2* โรม 16:7 ; กิจการ 22:17
4* ลูกา 13:43
5* 2 โครินธ์ 11:30
7* เอเสเคียล 28:24; โยบ 2:7
8* มัทธิว 26:44
9* 2 โครินธ์ 11:30 ; 1 เปโตร 4:14

10* โรม 5:3; 8:35; 2 โครินธ์ 13:4
11* 2 โครินธ์ 5:13; 11:1, 16; 12:6; 11:5; 1โครินธ์ 3:7; 13:2; 15:9
12* โรม 15:18; กิจการ 15:12; 14:8-10; 16:16-18; 19:11-12; 20:6-12; 28:1-10
14* 2 โครินธ์ 1:15; 13:1-2; 1โครินธ์ 10:24-33; 4:14

15* 2 ทิโมธี 2:10; 2 โครินธ์ 6:12-13
16* 2 โครินธ์ 11:9
18* 2 โครินธ์ 8:18
19* 2 โครินธ์ 5:12; โรม 9:1-2 ; 1โครินธ์ 10:33
20* 1โครินธ์ 4:21
21* 2 โครินธ์ 2:1, 4; 13:2; 1โครินธ์ 5:1


2 โครินธ์ 11 มาแข่งกันอวด

2 โครินธ์ 11:1-2
ข้าขอให้พวกท่านอดทนต่อความเขลาของข้า แต่ความจริงคือ ท่านกำลังทนให้อยู่แล้ว เพราะข้านั้น หวงท่านอย่างที่พระเจ้าทรงหวง เพราะข้าได้หมั้นหมายท่านไว้กับสามีคนเดียว เพื่อจะถวายพวกท่านเป็นพรหมจารีบริสุทธิ์แด่พระคริสต์

2 โครินธ์ 11:3
แต่ข้ากลัวนักว่า จากที่งูเคยใช้อุบายล่อลวงเอวาอย่างไรความคิดของท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปจากการอุทิศถวายตัวที่จริงใจและบริสุทธิ์ต่อพระคริสต์เช่นกัน


2 โครินธ์ 11:4
ถ้าหากว่า มีใครคนหนึ่งมาและประกาศเรื่องพระเยซูแบบที่เราไม่ได้ประกาศนั้น หรือหากท่านได้รับวิญญาณอื่นซึ่งแตกต่างจากที่ท่านเคยรับหรือหากท่านรับข่าวประเสริฐซึ่งแตกต่างจากที่ท่านเคยรับ ท่านก็ยังอดทนฟังได้ดีจริง ๆ 


2 โครินธ์ 11:5-6
เพราะข้าเองก็รู้ว่า ข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าคนสอนที่ท่านเรียกว่า “อัครทูตเหนือชั้น” เหล่านั้นแม้ว่าข้าไม่ได้มีโวหารดี แต่ข้าก็มีความรู้แน่นตามที่ท่านเองก็เห็นจากเราในทุกเรื่องที่เราทำอยู่แล้ว

2 โครินธ์ 11:7-8
ข้าทำผิดอะไรไปหรือ? ที่ได้ถ่อมตัวลงเพื่อยกท่านขึ้น ในการที่ข้าประกาศ
ข่าวประเสริฐของพระเจ้าโดยไม่คิดเงิน ข้าเองได้ทำตัวเหมือนปล้นคริสตจักรอื่นเพราะข้าได้รับเงินถวายจากเขามาเพื่อรับใช้พวกท่าน


2 โครินธ์ 11:9
เมื่อข้าอยู่กับท่านและขัดสนต้องการความช่วยเหลือ ข้าก็ไม่ได้ทำตัวให้เป็นภาระกับใคร เพื่อพี่น้องจากมาซิโดเนียได้จัดหาสิ่งที่ขาดให้ ข้าทำตัวไม่ให้เป็นภาระของท่านในเรื่องใด ๆ และจะทำตัวอย่างนี้ต่อไป

2 โครินธ์ 11:10-11
เท่าที่ความจริงของพระคริสต์ดำรงในข้าเช่นไร ก็จะไม่มีใครในแคว้นอาคายามาปิดปากไม่ให้ข้าอวดเรื่องนี้เช่นนั้นเป็นเพราะอะไร?
ข้าพเจ้าไม่รักพวกท่านหรือ? พระเจ้าทรงทราบดีว่า ข้ารักพวกท่าน

2 โครินธ์ 11:12-13
งานที่ข้าทำอยู่ ข้าจะทำต่อไป เพื่อไม่เปิดโอกาสให้คนช่างฉวยโอกาส
โอ้อวดว่า เขาก็ทำงานในลักษณะแบบเดียวกับพวกเรา
เพราะคนพวกนี้เป็นอัครทูตปลอม เป็นคนงานที่ไม่ซื่อตรง ปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์

2 โครินธ์ 11:14-15
ที่จริงการทำอย่างนี้ไม่แปลก เพราะซาตานเองยังปลอมตัวเป็นทูตแห่ง
ความสว่าง ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่คนของซาตานจะปลอมตัวเป็นผู้รับใช้ความเที่ยงธรรม ท้ายสุด พวกเขาจะได้รับสนองตามการกระทำของตนเอง

2 โครินธ์ 11:16-17
ข้าขอย้ำเตือนว่า ใครอย่าคิดว่าข้าโง่แต่หากท่านคิดเช่นนั้น ก็ขอให้ยอมรับข้าอย่างคนโง่เถิด เพื่อข้าจะได้อวดบ้างเวลาที่ข้าอวดเช่นนี้ ข้าไม่ได้พูดตามแบบขององค์พระผู้เป็นเจ้าแต่พูดอย่างคนโง่ที่อวดดี

2 โครินธ์ 11:18-19
เพราะคนทั้งหลายมากมายต่างพากันอวดตามเนื้อหนัง ข้าก็จะอวดบ้าง
การที่ท่านยินดีอดทนต่อคนโง่ เป็นเพราะพวกท่านฉลาดสินะ
2 โครินธ์ 11:20
เพราะว่า เมื่อมีใครทำให้ท่านเป็นทาส หรือใครมาทำให้ท่านเป็นเหยื่อ หรือมีใครยกตัวขึ้นเหนือคนอื่น หรือตบหน้าท่าน ท่านช่างยอมอดทนต่อพวกเขาจริง ๆ

2 โครินธ์ 11:21
ข้าเองละอายใจจริง ๆ ว่าพวกเราอ่อนแอเกินไปในเรื่องนี้แต่หากใครกล้าอวดเรื่องใด ข้าก็กล้าอวดเรื่องนั้นเหมือนกัน นี่ข้าพูดในฐานะเป็นคนโง่
2 โครินธ์ 11:22
พวกเขาเป็นคนเชื้อชาติฮีบรูรึ? ข้าก็เป็นเหมือนกัน
พวกเขาเป็นชนชาติอิสราเอลหรือ? ข้าก็เป็นเหมือนกัน
เขาเป็นลูกหลานอับราฮัมหรือ? ข้าก็เป็นเหมือนกัน


2 โครินธ์ 11:23-24
เขารับใช้พระคริสต์หรือ?ข้าทำได้ดีกว่าพวกเขาเสียอีก นี่ข้าพูดเหมือนคนเสียสติ ข้าเองถูกจำคุกมากกว่า ถูกโบยนับครั้งไม่ถ้วนเกือบตายหลายครั้ง พวกยิวเฆี่ยนข้าห้ารอบ รอบละ สามสิบเก้าครั้ง




2 โครินธ์ 11:25-26
ข้าถูกตีด้วยท่อนไม้สามครั้ง ถูกหินขว้างรอบหนึ่ง ต้องเจอกับเรือแตกสามครั้งลอยคอกลางทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่งข้าเดินทางเสมอ เจอภัยในแม่น้ำ จากโจร จากคนชาติเดียวกันเอง แล้วยังเจอภัยจากคนต่างชาติ ข้าเจอกับภัยพิบัติทั้งในเมือง ในป่า ในทะเล รวมถึงพี่น้องจอมปลอม

2 โครินธ์ 11:27-28
ข้าทำงานตรากตรำ ทนต่อความลำบากอดหลับอดนอนเสมอ บ่อยครั้ง ไม่มีกินต้องทนความหนาว เปลือยกาย ยิ่งกว่านั้น ยังมีความกดดันอื่น ๆ คือ
ข้าห่วงใยคริสตจักรเป็นประจำทุกวัน

2 โครินธ์ 11:29-30
แล้วข้าไม่รู้สึกอ่อนแอตามไปด้วย ?ใครบ้างที่ถูกชักชวนให้หลงทาง
แล้วข้าไม่เดือดร้อนใจ?ถ้าข้าจำต้องอวด ข้าก็จะอวดถึงสิ่งที่แสดงว่าข้าอ่อนแอ
2 โครินธ์ 11:31-33
พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ควรแก่การสรรเสริญเป็นนิตย์ทรงทราบว่า ข้าไม่ได้มุสา ผู้ว่า-ราชการเมืองดามัสกัสของกษัตริย์อาเรทัสให้คนเฝ้าเมืองไว้เพื่อจับกุมข้า แต่มีคนเอาข้าใส่กระบุงใหญ่และหย่อนลงทางช่องหน้าต่างกำแพงเมือง ข้าจึงพ้นเงื้อมมือของเขามาได้

อธิบายเพิ่มเติม

2 โครินธ์ 11:1-2
ท่านเปาโลรู้ดีว่า พี่น้องชาวโครินธ์มองท่านอย่าง เหยียดๆ อยู่แล้ว แต่ท่านก็ไม่ได้ย่อท้อที่จะเลิกเตือนสติ สั่งสอนพวกเขา ท่านบอกตรง ๆ ว่า
ท่านหวงแหนพวกเขายิ่งนัก ไม่ต้องการให้เขาตกอยู่ในการล่อลวงใด ๆ จากเหล่าครูสอนผิดทั้งหลาย พวกเขากำลังเผชิญกับคำสอนผิดอย่าง
อย่างไม่รู้ตัว ท่านบอกตรง ๆ ว่าต้องการถวายพวกเขาแด่พระเจ้าอย่างไม่มีมลทินใด ๆ เลยหวังให้พวกเขาอยู่ในคำสอนที่ถูกต้องที่สุด

2 โครินธ์ 11:3
การที่ผู้เชื่อที่เคยถวายตัวอย่างจริงใจในความบริสุทธิ์จะถูกล่อลวงให้หลงไปนั้น ไม่ได้ยาก หากเขาคนนั้นไม่ได้มีพื้นฐานในพระคำของพระเจ้า
อย่างมั่นคง เขาจะมองไม่ออกว่าใครเป็นคนพูดจริง หรือพูดเท็จ คนที่หลอกลวงมักมีโวหารดีน่าเชื่อถือ ทำให้หลงตามไปได้ง่าย ๆ แล้วยุคนี้
ก็มีนักเทศน์ นักพูดให้ติดตามมากมายในแพลทฟอร์มต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดีย ที่จะสังเกตว่าใครเป็นใครยากยิ่งกว่าสมัยก่อนเสียอีก!!

2 โครินธ์ 11:4
ตอนนี้ ท่านเปาโลจะต้องเผชิญกับความโง่เขลาของพี่น้องที่ชอบฟังคนสอนผิด เราจะเห็นว่าท่านก็มักใช้คำประชดประชันแต่ในเวลาเดียวกันก็บอกให้รู้ว่าท่านเป็นห่วงเพียงไร พี่น้องชาวโครินธ์มักถูกหลอกจากคนที่พูดเก่ง โวหารดีแต่ เป็นพวกที่บิดเบือนพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ความที่พวกเขาดูดีนี่เองทำให้พี่น้องตกหลุมพรางทั้ง ๆ ที่พวกเขาสอนแตกต่างไปจากท่านเปาโล


2 โครินธ์ 11:5-6
อย่าลืมว่าวัฒนธรรมพื้นฐานของชาวโครินธ์คือยกย่องคนพูดเก่ง ท่านเปาโลต้องชี้แจงว่าแม้ท่านพูดไม่น่าฟัง พูดตรงไปตรงมา แต่ท่านมีความรู้เรื่องของพระเจ้าอย่างถูกต้อง มั่นคง รู้จริง รักจริง ไม่ใช่เป็นคนหลอกลวง สิ่งที่พิสูจน์คือทุกอย่างที่ท่านทำลงไปเพื่อพวกเขาท่านยืนยันกับพวกเขาว่า ท่านไม่ด้อยไปกว่าคนที่เป็น “อัครทูตที่เหนือชั้น” ดังนั้น เราทุกคนต้องระวังที่จะไม่ตกหลุมพรางอย่างพี่น้องโครินธ์

2 โครินธ์ 11:7-8
ความพยายามของท่านเปาโลที่จะช่วยพี่น้องชาวโครินธ์นี้ดูเหมือนจะพลิกกลับ ทำให้ท่านด้อยค่าทั้ง ๆ ที่ท่านประกาศคำของพระเจ้าโดยไม่ได้ค่าจ้าง เงินถวายใด ๆ จากพวกเขา กลับกลายว่าที่ไม่ต้องเสียเงิน กลายเป็นของตาย ไร้ค่า ( โลกกรีกโรม จะยกย่องและจ่ายเงินให้กับนักพูดเก่งๆ)ซึ่งท่านเปาโลมองว่า พรกิตติคุณเป็นสิ่งที่เราได้มาเปล่า ๆ ต้องให้เปล่า ๆ ความคิดของท่านสวนกระแสนิยมในสมัยนั้น 

2 โครินธ์ 11:9
ท่านเปาโลมีผู้ที่สนับสนุนเป็นอย่างดีคือ พี่น้องจากคริสตจักรในมาซิโดเนียซึ่งอยู่ทางเหนืออย่างเช่นคริสตจักรฟีลิปปี เธสะโลนิกาเป็นต้น (โครินธ์อยู่ในแคว้นอาคายาตอนใต้) ส่วนพี่น้องในโครินธ์กลับมองไม่เห็นความเอื้อเฟื้อของพี่น้องในมาซิโดเนีย และความตั้งใจดีของเปาโล กลับมองเป็นคนไม่มีค่าเสียอย่างนั้น และให้ความสำคัญกับเหล่าคนที่ต้องการประโยชน์จากตนเวลาไม่เข้าใจอะไร คนเราก็ไม่เข้าใจจริง ๆ

2 โครินธ์ 11:10-11
ท่านเปาโลไม่รับเงินจากคนโครินธ์เพื่อช่วยในการเดินทางใช้ชีวิตในการประกาศ เพราะท่านไม่ต้องการเป็นเหมือนพวกที่เข้ามาสอนเพื่อเห็นแก่เงิน เห็นแก่ตัวเอง อีกอย่างการที่ท่านจะรับเงินจากคนบาปทำให้สิทธิอำนาจในการตักเตือนพวกเขานั้นลดลงไป (ความเห็นของ Ambrosoaster จากCommentary on Paul’s Epistles) ท่านกำลังบอกว่า การท่านไม่ได้เอาเงินจากเขา ไม่ได้หมายความว่าท่านขาดความรัก

2 โครินธ์ 11:12-13
คนที่เป็นครูเดินทางเข้าไปสอนในคริสตจักรโครินธ์ เร่ร่อนมาจากที่ต่าง ๆ เป็นพวกที่ไม่ได้มีหลักการเดียวกับท่านเปาโล ท่านจะไม่ปล่อยให้พวกเขาโอ้อวดได้ หลักการในการทำงานรับใช้ของท่านเปาโลนั้นชัดเจนและแตกต่างจากคนเหล่านั้นมาก ท่านจึงกล่าวว่า ท่านจะทำแบบนี้ต่อไปทำไปเรื่อย ๆ จนพี่น้องเห็นว่า ใครเป็นใคร ใครคือผู้รับใช้แท้จริงของพระเจ้า ใครคือคนที่เข้ามาหลอก

2 โครินธ์ 11:14-15
ท่านเปาโลพยายามชี้แจงให้พี่น้องได้เห็นว่าในเมื่อซาตานยังทำตัวเป็นคนดีได้ ทำไมลูกน้องของมันจึงจะทำไม่ได้ แต่คนที่หลอกลวงคนอื่นจะต้องรับผลตอบสนองตามการกระทำของตนเรื่องนี้ คนไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยเชื่อ ซาตานเองไม่ค่อยมาหาเราในหน้าตา ท่าทางแบบอย่างของซาตานหรอก มันมาหาเราด้วยการ
ปลอมตัวเสมอ

2 โครินธ์ 11:16-17
คำพูดของท่านเปาโลตอนนี้ ประหลาดพอควรท่านกำลังต้องการอวดแบบคนโง่เสียด้วย ดูเหมือนว่า ไม่มีทางอื่นแล้วที่จะช่วยให้พี่น้องเข้าใจความจริงนอกจากวิธีนี้ ท่านกำลังบอกว่า หากพวกครูสอนผิดคิดว่าท่านไร้ปัญญา ก็ขอให้รับท่านอย่างนั้น พวกเจ้าเป็นพวกขี้อวด ข้าก็จะอวดให้ฟังสักนิด เราจะมาดูกันว่า การอวดของท่านเป็นอวด หรือเป็นการพูดตามความเป็นจริง

2 โครินธ์ 11:18-19
ที่ท่านเปาโลต้องอวด ก็เป็นเพราะนี่เป็นวัฒนธรรมกลุ่มของพี่น้องโครินธ์ พวกเขาไม่ได้แตกต่างจากผู้คนยุคใหม่ที่ชอบโชว์ ชอบอวดขึ้นไปบน
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าตัวเองจะมีแบบนั้นจริงหรือไม่ ก็ไม่สนใจ เพราะคนอื่นที่ดูเขาจะเชื่อตามที่เราอวด ในเมื่อพวกเขาฟังครูสอนผิดโอ้อวดโน่นนี่ได้ท่านเปาโลก็จะอวดให้ดูสักประเดี๋ยวหนึ่ง

2 โครินธ์ 11:20
แปลกมาก ที่พี่น้องยอมต่อครูสอนผิดเหล่านั้น ทั้งที่ พวกเขาทำตัวเหนือพี่น้อง ทำตัวเป็นคนที่ดีกว่า ถึงกับตบหน้าพวกเขา ต่อว่าพวกเขาอย่างรุนแรง แต่พี่น้องก็ยอมให้อย่างประหลาด ที่จริง โลกทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น มีพวกที่พยายามให้เราคิดตามพวกเขา ข่มขู่ให้พูดเหมือนกัน คิดอย่างเดียวกัน เราเห็นแบบนี้ทั่วโลกเลย

ถอดความจาก 2 โครินธ์ 11:21
สิ่งที่ท่านเปาโลจะกล่าวต่อไป เป็นสิ่งที่ท่านรู้สึกว่าเป็นความโง่เง่าที่ท่านจะพูดอย่างนั้น แต่มันไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้พี่น้องชาวโครินธ์เข้าใจแล้ว ครั้งนี้เป็นการสอนอย่างที่ครูเองรู้สึกโง่เง่ามากไม่อยากทำแต่ก็ต้องทำ เพราะไม่มีทางอื่น ท่านจึงพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ข้าพูดในฐานะคนโง่ท่านรู้สึกละอายใจที่ท่านอ่อนแอเกินไปที่จะเอาเปรียบพี่น้องอย่างที่พวกครูสอนผิดกระทำ เป็นวิธีการที่อันตรายพอสมควรทีเดียว 

2 โครินธ์ 11:22
ไม่ว่าครูสอนผิดจะอวดอ้างว่าเขามีส่วนดี ส่วนสำคัญตรงไหน ท่านเปาโลก็มีเช่นกัน ไ่ม่ด้อยกว่า ท่านเริ่มจากเชื้อชาติ ชนชาติ ความเป็นลูกหลาน
อับราฮัม เราซึ่งอยู่ในยุคใหม่ที่ไม่มีความผูกพันกับตระกูลมากเท่ากับคนสมัยก่อนอาจไม่เข้าใจว่าในสังคมยิวนั้น ที่มา ครอบครัว เชื้อชาติของแต่ละคน เป็นตัวกำหนดสถานะในสังคมของพวกเขาจะรู้จักคนหนึ่งต้องถามว่ามาจากครอบครัวไหนนามสกุลอะไร สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่น

2 โครินธ์ 11:23-24
ถ้าจะพูดถึงการรับใช้ ท่านเปาโลบอกว่าท่านเหนือชั้นกว่ามาก พวกครูสอนผิดไม่ได้เจอการถูกโบย การถูกเฆี่ยนอย่างที่ท่านพบเจอตรงนี้เป็นการอวดแบบว่า ท่านเปาโลเองเจอมามากกว่า (ที่เป็นอย่างนั้นเพราะท่านซื่อตรงต่อพระคำของพระเจ้า ไม่มีการยอมพูดในสิ่งที่ผิดต่อน้ำพระทัย) ส่วนพวกครูสอนผิดนั้นสามารถ
กล่าวคำที่ลื่นไหล ฉธบ. 25:1-3 นี่เป็นจำนวนครั้งที่จะลงโทษสูงสุดในการเฆี่ยน ยิวลดไปหนึ่งเผื่อทำเกิน


2 โครินธ์ 11:25-26
เหตุการณ์ที่ท่านเปาโลกล่าวมานี้ เป็นเรื่องราวที่บันทึกไว้โดยท่านลูกาในหนังสือกิจการ 27 พระเจ้าทรงทำการของพระองค์ผ่านผู้รับใช้ของพระองค์รวมทั้งตัวท่านเปาโลเอง และเราจะเห็นภาพชัดเจนในกิจการว่า ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์จะเป็นที่ต้อนรับของคนจำนวนมาก แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่รับพระคำของพระเจ้าไม่ได้ และต้องตอบโต้กลับมาอย่างรุนแรง การต่อต้านไม่ว่าจะเกิดอย่างไร ท่านเปาโลเจอมาหมด

2 โครินธ์ 11:27-28
ความทุกข์ยากทั้งปวงนั้น ไม่ได้ทำให้ท่านเปาโล เดือดร้อนเป็นส่วนตัวเลย ท่านพร้อมที่จะรับแบกความรุนแรงเหล่านั้น โดยถือว่า เป็นกางเขนที่ต้องแบก เป็นสิ่งที่คู่กันกับการประกาศพระนาม แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์คือ ชีวิตของพี่น้องผู้เชื่อพวกเขาเป็นผู้ที่มีค่าในสายตาของท่าน เป็นผู้ที่ท่านต้องการถวายพระเจ้าอย่างมีเกียรติ นี่เป็นความแตกต่างของท่านกับครูสอนผิดเหล่านั้นไม่ทราบว่าพวกเขาตระหนักสิ่งนี้ไหม

2 โครินธ์ 11:29-30
ข้อความตอนนี้ทำให้เราได้เห็นความห่วงใยของท่านเปาโลที่มีต่อคริสตจักรแบบว่า ยอมทุกอย่าง อย่าลืมว่าท่านเคยเป็นฟาริสีที่เก่งระดับต้น ๆ ของยิวมาก่อน ท่านเคยข่มเหงคนของพระเจ้ามาก่อน แต่ตอนนี้ยอมที่จะให้ใครๆ มองว่า เป็นคนอ่อนแอ ไร้ค่าก็ได้ ขอเพียงให้พี่น้องได้กลับมาคืนดี รักพระเจ้า ติดตามพระองค์ ดำเนินชีวิตเป็นที่พอพระทัยท่านแลกทุกอย่างในชีวิตได้กับชีวิตของพี่น้อง 

2 โครินธ์ 11:31-33
ถ้าเรากลับไปอ่านกิจการบทที่ 9เราจะเห็นว่า ความกระตือรือร้นของท่านเปาโลทั้ง ๆ ที่เป็นผู้เชื่อใหม่นั้น ทำให้ท่านเองต้องเสี่ยงชีวิตมาตั้งแต่แรกที่เข้ามารู้จักพระเจ้า การที่ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้ ท่านยังยืนยันด้วยว่า ท่านพูดตามความจริงที่เกิดขึ้น คงยังไม่มีครูสอนผิดคนไหนที่กำลังสู้กับท่านเปาโลสามารถอวดได้ถึง
ขนาดนี้ เพราะไม่มีคนไหนที่จะยอมให้ตนเองตกในอันตรายเพราะพูดความจริงอย่างท่านเปาโล

พระคำเชื่อมโยง

1* 2 โครินธ์ 11:4, 16, 19
2* กาลาเทีย 4:17; โฮเชยา 2:19; โคโลสี 1:28; เลวีนิติ 21:13
3* ปฐมกาล 3:4, 13; เอเฟซัส 6:24
4* กาลาเทีย 1:6-8
5* 2 โครินธ์ 12:11
6* 1 โครินธ์ 1:17; เอเฟซัส 3:4; 2 โครินธ์ 12:12
7* 1 โครินธ์ 9:18
9* กิจการ 20:33; ฟีลิปปี 4:10
10* โรม 1:9; 9:1;1 โครินธ์ 9:15
11* 2 โครินธ์ 6:11; 12:15
12* 1 โครินธ์ 9:12

13* ฟีลิปปี 1:15; 3:2
14* กาลาเทีย 1:8
15* ฟีลิปปี 3:19
17* 1 โครินธ์ 7:6
19* 1 โครินธ์ 4:10
20* กาลาเทีย 2:4; 4:3, 9; 5:1
21* 2 โครินธ์ 10:10; ฟีลิปปี 3:4
22* ฟีลิปปี 3:4-6
23* 1 โครินธ์ 15:10; กิจการ 9:16; 1 โครินธ์ 15:30
24* เฉลยธรรมบัญญัติ 25:3; 2 โครินธ์ 6:5

25* กิจการ 16:22-23; 21:32; 14:5, 19; 27:1-44
26* กิจการ 9:23-24; 13:45, 50; 17:5, 13; 14:5, 19; 19:23; 27:42
27* กิจการ 20:31; 1 โครินธ์ 4:11; กิจการ 9:9; 13:2-3; 14:23
28* กิจการ 20:1829* 1 โครินธ์ 8:9, 13; 9:22
30* 2 โครินธ์ 12:5,9,1031* 1 เธสะโลนิกา 2:5; โรม 9:5
32* กิจการ 9:19-25