โฮเชยา 4 คดีของพระเจ้า 

คดีของพระเจ้าต่ออิสราเอล 
4  จงฟังพระดำรัสของพระยาห์เวห์ 
โอ ประชากรอิสราเอล
เพราะ พระยาห์เวห์ทรงมีข้อกล่าวหา
ต่อผู้ที่อาศัยในแผ่นดิน
“ในแผ่นดินไม่มีความสัตย์จริง
ไร้ความรักมั่นคง
และไร้ความรู้เรื่องพระเจ้าในแผ่นดิน
 
2 มีแต่การสาปแช่ง คำเท็จ ฆาตกรรม
การลักขโมย  และการเล่นชู้อย่างดาษดื่น 
มีการนองเลือดอย่างต่อเนื่อง
 3 ด้วยเหตุนี้เอง แผ่นดินจึงคร่ำครวญ
และทุกคนที่อาศัยในนั้นจะพินาศ
เหล่าสัตว์ป่า และนกในอากาศ
แม้กระทั่งปลาในทะเลก็ถูกเอาออกไป

คดีของพระเจ้าต่ออิสราเอล 
4:1 พระเจ้าทรงให้ทั้งประเทศฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ถ้าในประเทศหนึ่ง ๆ มีความสัตย์ รักมั่นคง ความรู้เรื่องพระเจ้าก็จะส่งผลให้ไม่เกิดหตุการณ์ร้าย พระเจ้าทรงมีข้อกล่าวหาพวกเขา อ้างถึงพันธสัญญาที่พระเจ้าเคยทำไว้กับอิสราเอล โดยที่เมื่อเขาเชื่อฟังจะได้พร เมื่อไม่เชื่อฟังจะได้รับคำแช่งสาป พระเจ้าตรัสว่า ประชาชนไม่พูดจริง ไม่รักกัน ไม่รู้จักพระเจ้า คำว่า ความรู้เรื่องพระเจ้าคือการตระหนักถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าในชีวิต และการที่จะต้องเชื่อฟังพระองค์
4:2 ดังนั้นสถานการณ์ในแผ่นดินจึงเลวร้ายมาก เพราะคนพูดมุสา ไม่รู้จักพระเจ้าไม่รักกัน ต่างใส่ร้ายกัน ฆาตกรรม โจรกรรม การผิดประเวณีเต็มเมือง การนองเลือดที่ว่านี้ในภาษาฮีบรูคือ การนองเลือดแตะการนองเลือด (ทำให้เห็นภาพถึงความถี่ของความชั่วร้ายนี้) พวกเขาละเมิดศีลธรรม ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ
4:3 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แผ่นดินหม่นหมอง สภาพของแผ่นดินอ่านจากอิสยาห์ 3:3-15 คนในแผ่นดิน หมดแรง อ่อนกำลัง ลองคิดสภาพบ้านเมืองที่ผู้คนไม่มีเรี่ยวแรง เดินไปมาเหมือนคนป่วย เป็นแบบเดียวกับเมืองบางเมืองในอเมริกาที่คนติดยาอย่างหนัก แล้วเดินเหมือนผีดิบกันทั่วเมือง ดูตัวอย่างเช่น (https://www.youtube.com/shorts/B1zl1DZTD90)
มีแต่ความทุกข์ ทั้งคนและแม้สัตว์ป่า นก ปลายังหายไปด้วย

พระเจ้าทรงต่อต้านปุโรหิตชั่วร้าย
4 แต่ อย่าให้ใครฟ้องร้องขึ้นมา
อย่าให้ใครกล่าวหาใคร
โอ ปุโรหิตทั้งหลาย
เพราะเรามีเรื่องที่จะฟ้องร้องพวกเจ้า

5  เจ้าจะสะดุดล้มลงกลางวัน
รวมทั้งผู้เผยพระดำรัสก็จะสะดุด
ไปกับเจ้าในเวลากลางคืน
และเราจะทำลายแม่ของเจ้า
(หรือ เจ้าได้ทำลายประชากรของเจ้าเอง)

6 ประชากรของเราถูกทำลาย
เพราะพวกเขาขาดความรู้ (การตระหนักถึงเรา)
เป็นเพราะเจ้าได้ปฏิเสธความรู้ (ที่จะรับรู้ถึงเรา)
เราจึงไม่รับเจ้าเป็นปุโรหิตของเรา
เนื่องจากเจ้าได้ลืม(ละเลย)พระบัญญัติของพระเจ้าของเจ้า
เราเอง ก็จะลืม(ลืมที่จะอวยพร)ลูกหลานของเจ้าด้วย

4:4 อย่าให้มีการโต้เถียงกันและกัน พระเจ้าตรัสกับเหล่าปุโรหิตที่มีหน้าที่ต่อพระเจ้าโดยตรงในการสอนประชาชนให้รู้จักพระเจ้า (มาลาคี 2:6 )

4:5ปุโรหิต ผู้นำฝ่ายวิญญาณ จะล้มลง  รวมทั้งเหล่าผู้เผยพระดำรัสที่เป็นคนกล่าวเท็จ จะล้มลงด้วย เหล่าผู้นำทางฝ่ายวิญญาณกลับกลายเป็นคนที่แพ้ ไม่สามารถนำประชาชนให้ถูกต้องได้
(หน้าที่ของปุโรหิต:: มาลาคี 2:6 ปากของเขาเอ่ยคำสอนแท้และไม่เคยพูดโกหก เขาได้ดำเนินชีวิตไปกับเราด้วยสันติสุขและความเที่ยงธรรม และช่วยหลายคนให้หันจากบาป 7 “วาจาของปุโรหิตควรสงวนความรู้ไว้ และผู้คนพึงแสวงหาคำสั่งสอนจากปุโรหิต เพราะเขาคือทูตของพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ )
เลวีนิติ 10:11  8 แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับอาโรนว่า 9 “เจ้ากับบุตรชายอย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือของมึนเมาเมื่อเจ้าเข้าไปในเต็นท์นัดพบ มิฉะนั้นเจ้าจะตาย นี่เป็นข้อปฏิบัติถาวรสืบไปทุกชั่วอายุ 10 เจ้าต้องแยกแยะระหว่างสิ่งบริสุทธิ์กับสิ่งทั่วไป และสิ่งที่เป็นมลทินกับสิ่งที่ไม่เป็นมลทิน 11 และเจ้าต้องสอนกฎหมายทั้งปวงซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานผ่านทางโมเสสนั้นแก่ชนชาติอิสราเอล”

4:6 สิ่งที่พระเจ้าตรัสในข้อ 6 นี้ แม้จะตรัสกับปุโรหิต แต่เป็นคำที่จี้จุดผู้นำฝ่ายวิญญาณทุกยุคทุกสมัย บอกเราชัดเจนว่า ผู้นำเป็นคนที่สำคัญยิ่งในการทำให้คนรู้จักพระเจ้า ผู้นำ.. จะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบความเป็นอยู่ที่ดีในฝ่ายวิญญาณของพี่น้อง

7  ยิ่งมีปุโรหิตจำนวนมากขึ้นเท่าใด
พวกเขาก็ยิ่งทำบาปต่อเรามากขึ้นเท่านั้น
เราจะ(หรือ เขาได้)เปลี่ยนเกียรติของพวกเขา
ให้กลายเป็นความอัปยศ
8 พวกเขาเลี้ยงตัวเองจากบาปของประชากรของเรา 
พวกเขาจึงอยากให้ประชาชนทำบาป
9 ทั้งประชากรและปุโรหิต
จะต้องเผชิญการลงโทษแบบเดียวกัน
เราจะลงโทษพวกเขาตามการใช้ชีวิตของพวกเขา
และจะตอบสนองตามการกระทำของพวกเขา 
10 พวกเขาจะกิน แต่ไม่เคยอิ่ม
พวกเขาจะทำตัวเหลวแหลก แต่จะไม่มีลูกหลาน
เพราะพวกเขาหยุดฟังองค์พระยาห์เวห์
11 ใช้ชีวิตเสเพล กับทั้งเหล้าองุ่นเก่าและเหล้าองุ่นใหม่
ซึ่งแย่งชิงเอาความเข้าใจไปจากพวกเขา 

4:7-8 จะได้กินเนื้อที่ประชาชนนำมาถวาย เป็นอาหารของพวกเขา ดังนั้น แทนที่จะเข้าใจว่า สิ่งสำคัญคือการไถ่บาป  และต้องรับใช้ประชาชน พวกเขากลับยินดีที่มีคนบาปมาถวายเครื่องบูชาเยอะเพื่อพวกเขาจะได้มีของกิน ทั้งหมดคือชีวิตไร้สาระ ไร้ศีลธรรม ไร้พระเจ้า สนุกกับการเมาเหล้า ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้คน ๆ หนึ่งขาดวิจารณญาณ ขาดความยับยั้งชั่งใจ  คนเหล่านี้จึงจะถูกพระเจ้าทรงลงโทษตามการใช้ชีวิตของพวกเขา 


4:9-11 ภาพที่เห็นนี้คือ พวกเขาใส่ใจกับการมีชีวิตไร้ค่า ติดตามเหล้าองุ่นที่ทำให้พวกเขาขาดสติยับยั้งชั่งใจ การกิน ดื่ม ใหญ่กว่าพระเจ้าของเขาไปแล้ว ชีวิตแบบนี้เองที่ทำให้พวกเขาไม่อาจเข้าใจพระเจ้าได้เลย

พระเจ้าทรงพิพากษา
การกราบไหว้บูชาเทวรูปด้วยกิจกรรมทางเพศ

12 ประชากรของเราไปขอคำปรึกษา
จากเศษไม้และอาศัยคำตอบจากไม้เสี่ยงทาย 
เพราะวิญญาณแห่งความเสเพล
ได้นำให้เขาหลงผิดไป 
พวกเขาทำตัวสำส่อน(หรือล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณ)
ละทิ้งพระเจ้าของพวกเขา 
13 พวกเขาถวายเครื่องสักการะบนยอดเขา
และถวายเครื่องเผาบูชาบนเนินต่าง ๆ 
ใต้ต้นโอ๊ก ต้นปอปลาห์ และต้นเทเลบิน
เพราะร่มเงาของต้นไม้เหล่านี้ร่มรื่นเย็นสบาย
ดังนั้น ลูกสาวของพวกเจ้าทำตัวเสเพล
และลูกสะใภ้ของพวกเจ้าก็คบชู้ด้วย
14  เราจะไม่ลงโทษพวกลูกสาวของเจ้า
เมื่อพวกเธอทำตัวเสเพล
หรือลูกสะใภ้ของเจ้าเมื่อคบชู้
เพราะพวกผู้ชายเองก็ออกไปหาหญิงโสเภณี
และถวายเครื่องสักการะพร้อมกับหญิงโสเภณีประจำวิหาร 
และคนที่ไม่มีความหยั่งรู้นั้น ก็จะต้องพินาศ

12-14  นอกจากคนที่จะต้องรับใช้พระเจ้าโดยตรง ใกล้ชิดอย่างปุโรหิต หรือผู้เผยพระดำรัส ประชาชนก็หันไปขอคำแนะนำแก้ปัญหาชีวิต  ในความเป็นอยู่  การทำธุรกิจ กับรูปเคารพ  แทนที่จะมาหาพระเจ้า แล้วยังไปถวายเครื่องสักการะบูชาบนที่สูง ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าไปทำพิธีกรรมที่น่าเกลียดชัง มีกิจกรรมทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง ณ ที่นั้น 
เยเรมีย์ 2:20 “นานมาแล้วเจ้าได้สลัดแอกของเจ้าทิ้งและหักทำลายเครื่องพันธนาการต่างๆ ของเจ้าเจ้าพูดว่า ‘ข้าพระองค์จะไม่ปรนนิบัติพระองค์!’แท้จริง เจ้าเอนกายลงดั่งหญิงโสเภณีบนภูเขาสูงทุกลูก
และใต้ต้นไม้ใบดกทุกต้น
เฉลยธรรมบัญญัติ 12:2-3 จงทำลายสถานบูชาทั้งปวงที่ชนชาติต่างๆ กราบไหว้อยู่นั้นให้สิ้นซาก ชนชาติเหล่านี้เป็นชนชาติซึ่งท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองดินแดนของเขา ไม่ว่าบนยอดเขา เนินเขา หรือใต้ต้นไม้ใหญ่  จงทุบแท่นบูชา ทุบทำลายหินศักดิ์สิทธิ์ เผาเสาเจ้าแม่อาเชราห์ ทำลายรูปเคารพของเขา และกำจัดให้สิ้นชื่อไปจากที่นั่น ( พระเจ้าทรงสั่งผ่านโมเสสมานานแล้ว)
อิสยาห์ 1:29 “เจ้าจะอับอายขายหน้าเพราะต้นไม้ใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าชื่นชอบ เจ้าจะอัปยศอดสูเพราะสวนต่างๆ ที่เจ้าเลือก

ยอห์น 14:6 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา

คำเตือนต่ออิสราเอลและยูดาห์

15  อิสราเอลเอ๋ย หากเจ้าทำตัวเสเพล
ก็อย่าให้ยูดาห์กลายเป็นคนผิด
อย่าไปที่กิลกาล
อย่าไปยังเบธอาเวน (บ้านแห่งความชั่วร้าย)
และอย่าสาบานโดยกล่าวว่า
‘องค์พระยาห์เวห์ทรงประชนม์อยู่แน่ฉันใด’ (9:15, 12:11)
16 อิสราเอลดึงดันดื้อด้านเหมือนวัวสาวที่ดื้อดึง 
แล้วนี่พระยาห์เวห์จะทรงเลี้ยงดูพวกเขา
เหมือนลูกแกะในทุ่งโล่งได้อย่างไร?
17 เอฟราอิมหลงใหลไปกับรูปเคารพ
ปล่อยเขาไปตามลำพัง! 
18  แม้เครื่องดื่มหมดไปพวกเขาก็ยังหันไปเสเพล
ผู้นำของอิสราเอลนั้น หลงไปกับทางที่อัปยศอดสู
19 พายุที่พัดมาจะอุ้มพวกเขาออกไป
ด้วยปีกของมันและพวกเขาจะอับอาย
เพราะเครื่องสักการะของพวกเขา

 



ข้อ  15-19  ย้อนกลับไปเรื่องที่เกิดขึ้นในกิลกาล เบธอาเวน เป็นที่ ๆ พวกเขาทำผิดต่อคำสั่งของพระเจ้าและในเมื่อพวกเขาดื้อด้าน ดึงดัน พระเจ้าจะไม่อาจจะเลี้ยงดูพวกเขาโดยให้อิสระได้เลย
กิลกาลเป็นศูนย์รวมเรื่องการกราบไหว้รูปเคารพในสมัยโฮเชยา   ส่วนคำว่า เบธอาเวนที่ว่าบ้านของความชั่วร้ายนั้น เป็นคำเสียดสีที่กระทบกับคำว่า เบธเอล ซึ่งแปลว่า บ้านของพระเจ้า  ในเวลานั้นเบธเอลก็เป็นที่ หนึ่งที่พวกเขาไปนมัสการพระเจ้ากัน 
จากคำเตือนตอนนี้เราเห็นชัดเลยว่า ทั้งผู้นำ ทั้งประชาชนต่างหลงทางไปอย่างกู่ไม่กลับ
1  พงศ์กษัตริย์ 12:29
28 หลังจากขอคำแนะนำของที่ปรึกษาแล้ว กษัตริย์เยโรโบอัมจึงทรงสร้างลูกวัวทองคำสองตัว และแจ้งประชากรว่า “เป็นเรื่องยุ่งยากเกินไปที่จะดั้นด้นไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม พี่น้องอิสราเอลทั้งหลาย นี่แหละเทพเจ้าของท่านซึ่งได้นำท่านออกมาจากอียิปต์” 29 พระองค์ทรงตั้งลูกวัวทองคำตัวหนึ่งไว้ที่เบธเอล ส่วนอีกตัวหนึ่งอยู่ที่ดาน 30 สิ่งนี้ได้กลายเป็นบาป เพราะเหล่าประชากรยังอุตส่าห์ไปถึงเมืองดานเพื่อนมัสการลูกวัวทองคำที่นั่น
อาโมส 8:13-14 “ในวันนั้นหญิงสาวน่ารักและชายหนุ่มแข็งแรงจะเป็นลมเพราะความกระหาย 14 ผู้ที่สาบานโดยอ้างรูปเคารพ[b]อันน่าละอายของสะมาเรียหรือพูดว่า ‘ดานเอ๋ย พระของเจ้ามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด’หรือ ‘เทพเจ้า[c]แห่งเบเออร์เชบามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด’พวกเขาจะล้มลงและไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย”
อาโมส 5:4-5 องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่พงศ์พันธุ์อิสราเอลว่า“จงแสวงหาเรา และเจ้าจะมีชีวิตอยู่5  อย่าแสวงหาเบเอล
อย่าไปที่กิลกาล อย่าเดินทางไปยังเบเออร์เชบา เพราะกิลกาลจะต้องตกเป็นเชลยอย่างแน่นอน และเบธเอลจะราบเป็นหน้ากลอง”[a]

โฮเชยา 3 ไถ่ตัวกลับมา

คำบัญชาให้ไถ่โกเมอร์
1 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า 
“จงไปอีกครั้ง
ไปแสดงความรักต่อภรรยาของเจ้า
ที่มีคนอื่นมารักเธออยู่ และเธอเป็นคนมีชู้
ทำเหมือนอย่างที่พระยาห์เวห์ทรงรักชนอิสราเอล
แม้ว่าพวกเขาหันไปหาพระอื่น
และรักขนมลูกเกด
(เอาสักการะเทพเพราะคิดว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลมาก) 
2 ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงซื้อตัวเธอคืนมา
เป็นเงิน 15 เชเขล
และข้าวบาร์เลย์อีก 330 ลิตร
(หรือ 5 บูเชลหรือ 1โฮเมอร์
มี 220 ลิตร กับหนึ่ง เลเทค มี 110  ลิตร)
3 ข้าพเจ้ากล่าวกับเธอว่า
“เธอจะต้องอยู่กับเราอีกหลายวัน
จะต้องไม่ทำตัวเป็นหญิงโสเภณี 
ไม่ไปเป็นของชายใด
และเราจะทำอย่างนั้นกับเธอด้วย”
 
4 เพราะชนอิสราเอลจะต้องอยู่
โดยไม่มีกษัตริย์หรือเจ้านายเป็นเวลาหลายวัน
ไม่มีการถวายเครื่องบูชาหรือเสาหิน
หรือ เสื้อปุโรหิต หรือเทวรูปประจำบ้าน
 

5 หลังจากนั้น ชนอิสราเอลจะกลับมา
และแสวงหาพระยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกเขา
และดาวิด กษัตริย์ของพวกเขา
พวกเขาจะมาด้วยความยำเกรงพระยาห์เวห์
และมารับพระพรพระคุณของพระองค์
ในวาระสุดท้าย

คำบัญชาให้ไถ่โกเมอร์
3:1 เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะไถ่อิสราเอลจากความชั่วร้าย การวิ่งไล่ตามรูปเคารพ และพระเท็จ พระองค์จึงทรงสั่งให้โฮเชยาไปไถ่โกเมอร์ออกจากการเป็นหญิงโสเภณี พระองค์ทรงให้กลับไปรักโกเมอร์อีกครั้ง​
เหมือนกับว่า โฮเชยาไม่ไหวแล้ว แต่พระเจ้าทรงให้เขาทำ เขาจะต้องจ่ายค่าตัวของเธอเพื่อแต่งงานกับเธออีกครั้ง เป็นครั้งที่สอง เพราะดูเหมือนว่าเธอกลับกลายไปเป็นทาสของชายชู้

3:2 “ข้าพเจ้าไปซื้อตัวเธอคืนมา” นี่เป็นการกระทำที่หมิ่นเกียรติของโฮเชยาเอง เมื่อพระเจ้าทรงไถ่พวกเราออกจากความบาป ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่ก็เช่นกัน พระองค์ทรงถ่อมพระทัยเกินที่เราจะเข้าใจได้ในการที่ทรงทำเช่นนั้น “ทรงถ่อมพระองค์ลง” (ฟิลิปปี 2:8)เป็นการถ่อมพระองค์เพื่อมนุษย์ เพื่อพระบิดาจะได้ไถ่มนุษย์กลับคืนมาเป็นครอบครัวของพระองค์

3:3-4 การต้องแยกตัวออกนั้น จะทำให้โกเมอร์ไม่ตามชู้ของเธอไป เธอจะต้องอยู่ในขอบเขต ไม่มีอิสระจะทำอะไรตามใจได้อีก โกเมอร์จะต้องทำตามคำสั่งของสามีที่ไถ่ตัวเธอกลับมา ต้องหยุดความสัมพันธ์กับชายชู้นั้นอย่างสิ้นเชิง
เรื่องนี้สื่อถึงการที่พวกเขาจะต้องตกไปเป็นเชลย ไม่มีอำนาจที่จะปกครองตนเองหรือทำตามใจตัวเอง ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีปุโรหิต ไม่มีพระวิหารในแผ่นดินที่พวกเขาตกไปเป็นเชลย
เครื่องบูชา เป็นของถวาย เสาหิน (อพยพ 23:24)เป็นสิ่งที่พวกเขาตั้งไว้ตามที่สูงเพื่อกราบไหว้ร่ายรำเหมือนกับที่คนคานาอันทำ เสื้อปุโรหิต เป็นดั่งรูปเคารพของพวกเขา ส่วนเทวรูปประจำบ้าน ก็เป็นการใช้เพื่อการทำคาถาอาคม

3:5 การไม่มีปุโรหิต ไม่มีกษัตริย์ แต่ต้องไปเป็นทาสรับใช้คนต่างชาติ คือการดัดหลังคนอิสราเอลที่ลุ่มหลงในเทวรูป หลังจากนั้น อิสราเอลจะกลับมาจากการเป็นเชลย เขาจะเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนทัศนคติ เขาจะแสวงหาพระเจ้า จะยำเกรงพระองค์ และไดัรับพระพร จะแสวงหาพระเมสสิยาห์ซึ่งอยู่ในวงศ์วานดาวิด (เวลาผู้เผยพระดำรัสกล่าวถึงดาวิดมักจะหมายถึงพระเยซู) และเราได้เห็นคำว่า วาระสุดท้ายนี้ ​ชัดเจนว่าโฮเชยากำลังกล่าวถึงอนาคตที่ไกลจากพวกเขาหลายพันปี

คำว่า วาระสุดท้าย มาจากคำรากศัพท์ฮิบรูว่า อะคาริธ אַחֲרִית หมายถึงจุดจบ หรือส่วนสุดท้ายของเวลา เป็นการกล่าวถึงผลสุดท้าย หรือผลของสถานการณ์หนึ่ง ๆ เป็นอนาคต หรือวันสุดท้าย
สำหรับชาวฮีบรูแล้ว คำว่า อะคาริธ สำคัญมากที่ทำให้เข้าใจ แผนการ พระประสงค์ของพระเจ้า ชาวอิสราเอลมักมองประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ในอนาคต ผ่านการจัดเตรียมของพระเจ้า ซึ่งจุดจบ จุดสุดท้ายนี้ เป็นการจบของพระสัญญา หรือการพิพากษาของพระองค์ มุมมองแบบนี้ เราจะเห็นชัดเจนในหนังสือของผู้พยากรณ์ ดังนั้น วาระสุดท้ายหรือวันสุดท้ายนี้จะเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตของโลก
https://biblehub.com/hebrew/319.htm
ในอนาคต พวกเขาจะทำอย่างนี้ (เยเรมีย์ 30:9) พวกเขาจะปรนนิบัติพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา และดาวิดพระราชาของเขาผู้ซึ่งเราจะให้เกิดมาเพื่อเขา เห็นชัดว่า พระคัมภีร์บทนี้กำลังกล่าวถึงองค์พระเยซูคริสต์อย่างชัดเจน
อ่านมาสามบท คิดได้ว่า เรื่องของโกเมอร์ คือเรื่องของชีวิตเราทุกคนนี่นา!

พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ทรงรักมาก ทรงไม่ต้องการให้ใครสักคนพินาศเลย พระองค์จึงทรงทำสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึง!

โฮเชยา 2 พระเมตตาต่อคนทรยศ

การพิพากษาและการรื้อฟื้นชุดที่สอง

เป็นเพราะเล่นชู้ อิสราเอลจะถูกลงโทษ
1 จงกล่าวแก่พี่ชายน้องชายว่า ‘ประชากรของเรา’
และกล่าวแก่พี่สาวน้องสาวว่า‘พวกเธอได้รับพระเมตตา’
2 “จงติเตียน ติเตียน แม่ของเจ้า
เพราะเธอไม่ใช่ภรรยาของเรา
และเราไม่ได้เป็นสามีของเธอ
ให้เธอหยุดทำสีหน้ายั่วยวนใจเสีย
และหยุดการล่วงประเวณีจากหว่างอกของเธอ 
3 มิฉะนั้น เราจะเปลื้องเธอให้เปลือยเปล่า
และเปิดเผยร่างกายของเธอ
เหมือนวันที่เธอเกิดมาในโลก
และให้เธอเป็นเหมือนถิ่นกันดาร
เป็นดินแดนที่แห้งผาก
และเราจะปล่อยให้เธอกระหายน้ำจนสิ้นลม 
4  เราจะไม่สงสารลูก ๆ ของเธอ
เพราะพวกเขาเป็นลูกจากความไม่ซื่อสัตย์
5 เป็นเพราะแม่ของพวกเขาเป็นคนไม่ซื่อสัตย์
ให้กำเนิดพวกเขามาอย่างน่าอับอาย
เพราะเธอคิดว่า “ฉันจะตามชู้รักของฉันไป
เพราะพวกเขาให้อาหารและน้ำ ผ้าขนสัตว์
และผ้าป่าน น้ำมันและเครื่องดื่มแก่ฉัน”

เป็นเพราะเล่นชู้ อิสราเอลจะถูกลงโทษ
2:1-2 ในตอนนี้ ดูเหมือนโฮเชยากล่าวกับโกเมอร์ แต่จริงแล้ว เป็นความหมายถึงอิสราเอล พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว หมายถึงคนอิสราเอล และคนยูดาห์ แม่ของเจ้าคือ ผู้นำอิสราเอลทั้งหลายที่นำพาให้อิสราเอลทำผิด พระเจ้ากำลังบอกอิสราเอลว่า พระองค์ไม่ใช่สามีของพวกเขาอีกต่อไป และให้อิสราเอลเลิกวิ่งตามเทวรูป เลิกการกราบไหว้สิ่งเหล่านั้น ให้หยุด!!
เราเห็นความพยายามของพระเจ้าที่ทรงพยายามให้อิสราเอลได้ตระหนักรู้ว่า ทางของพวกเขานั้นนำสู่หายนะ พระเจ้าทรงเป็นดั่งสามีที่พยายามอย่างมากกับภรรยาที่ไม่ซื่อสัตย์ ยังมีความรัก ความเป็นห่วงเธอเป็นอย่างมาก และพยายามจะทำทุกอย่างทั้งลงโทษและปลอบใจ!

2:3-4 พระเจ้าจะทรงทำให้เขาต้องอับอาย เปิดโปงความชั่วให้ใคร ๆ ได้เห็น จะทรงทำให้แผ่นดินของพวกเขากันดาร ไม่มีฝน ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงการเกษตร พืชผลจะตาย ที่เป็นอย่างนี้เพราะคนของพระเจ้ากลับกลายเป็นวิ่งตามเทวรูปที่ช่วยอะไรไม่ได้ เป็นการดูหมิ่นพระเจ้าอย่างรุนแรง ​​​​​ พวกเขารักที่จะติดตามเทพบาอัลมากกว่าพระเจ้าเที่ยงแท้ ที่พระเจ้าตรัสว่า จะไม่สงสารลูก เพราะพวกเขาเป็นลูกที่ไร้ศีลธรรมไปด้วยเหมือนแม่
2:5 พวกเขาเข้าใจผิด คิดว่า เทพเจ้าต่าง ๆ เป็นผู้ให้ฝน ให้น้ำ ให้อาหารกับพวกเขา ลืมไปว่าใครคือพระผู้สร้าง ใครคือผู้ดำรงรักษาให้พวกเขามีชีวิต และก็ตั้งใจจะตามเทวรูปเหล่านั้น

เวลาเราอ่านพระคำตอนนี้ ต้องนึกเสมอว่า พระเจ้าตรัสเป็นภาพเปรียบเทียบพระองค์เป็นโฮเชยา และอิสราเอลเป็นโกเมอร์

พระเจ้าจะทรงริบสิ่งที่พวกเขามี
6  ดังนั้น เราจึงจะทำอย่างนี้ เราจะจะขวางทางของเธอด้วยพุ่มหนาม เราจะล้อมเธอ ด้วยกำแพงเพื่อว่าเธอจะจนตรอก หาทางไปไม่ได้
7 เธอจะวิ่งตามคนรักของเธอ แต่ไม่อาจจะจับพวกเขาได้ เธอจะตามหาพวกเขา แต่ก็ไม่พบ แล้วเธอจะคิดว่า “ฉันจะกลับไปหาสามีเก่า เพราะตอนนั้นฉันยังใช้ชีวิตดีกว่าตอนนี้”
8 ถึงอย่างนั้น จนกระทั่งตอนนี้ เธอไม่ได้ตระหนักเลยว่า เราคือผู้ที่ให้เมล็ดข้าว เหล้าองุ่นใหม่ และน้ำมันแก่เธอเอง เรามอบทั้งเงินและทองให้ ซึ่งเธอกลับเอาไปใช้สังเวยเทพบาอัล
9  ดังนั้น คราวนี้ เราจะกลับไปริบเมล็ดข้าวของเราคืนมาเมื่อมันสุก และเหล้าองุ่นใหม่เมื่อได้ที่ เราจะเอาคืนทั้งผ้าขนสัตว์ และผ้าลินินของเราที่ใช้ปกปิดร่างเปลือยของเธอ

2:6-9 คำว่าดังนั้น อาจแปลได้ว่า ดูเถิด … ในอนาคตอันใกล้ พระเจ้าจะทรงทำสิ่งที่รูปปั้นทำไม่ได้  พระองค์จะทำให้อิสราเอลจนตรอก  ขวางทางด้วยพุ่มหนาม  ถูกล้อมด้วยกำแพง จะทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่างหากยังกราบไหว้รูปเหล่านั้น ยังไม่กลับใจ ที่พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นก็เพื่อจะได้คิดได้ว่าใครที่ประทานสิ่งดี เขาหารู้ไม่ว่า ที่จริงแล้ว พวกเขาต่างหากที่ปรนเปรอรูปปั้นด้วยอาหารและการกระทำที่น่ารังเกียจ
แล้วในที่สุด อิสราเอลจะคิดกลับมาหาพระเจ้า เพราะเข้าใจแล้วว่า อยู่กับพระองค์ดีกว่า


การลงโทษของพระเจ้า
 10 บัดนี้ เราจะเปิดเผยความเปลือยเปล่าของเธอต่อหน้าชู้รักทั้งหลาย และจะไม่มีใครมาช่วยเธอให้รอดจากมือของเรา 
11 เราจะหยุดงานเลี้ยงฉลองทั้งหมดของเธอ งานเทศกาล วันข้างขึ้น วันสะบาโต.. เทศกาลทั้งสิ้นของเธอ 
12 เราจะทำลายเถาองุ่นและต้นมะเดื่อ
ที่เธอมีจนหมด เธอคิดว่า
‘เหล่านี้เป็นค่าตัวที่คนรักทั้งหลายให้ฉันมา’
เราจะเปลี่ยนให้กลายเป็นพุ่มหนาม
ที่สัตว์ป่าทั้งหลายเข้ามาทึ้งกิน
13 และเราจะลงโทษเธอในวันเหล่านั้น
ที่เธอจุดเครื่องหอมสักการะเหล่าเทพบาอัล 
เธอประดับกายด้วยแหวนและอัญมณีต่าง ๆ
วิ่งตามพวกชู้รักเหล่านั้น แต่กลับลืมเรา” 
พระยาห์เวห์ทรงประกาศดังนั้น 

การลงโทษของพระเจ้า
2:10-13 แล้วพระเจ้าจะทรงลงโทษให้สาสมกับที่พวกเขาทำต่อพระองค์ เวลาไปกราบไหว้เทวรูปบาอัล ในพิธีขอความอุดมสมบูรณ์จากบาอัล พวกเขาจะถอดเสื้อผ้า เปลือยต่อหน้าผู้คน ต่อหน้าเทวรูปเหล่านั้น
พระเจ้าจะทรงให้เขาเปลือย แต่ไม่ใช่แบบที่พวกเขาคาดคิด เพราะพระองค์จะทรงทำให้พวกเขาไม่มีกิน ยากจน อดอยากจนกระทั่งแม้เสื้อผ้าก็ไม่มีใส่

ทรงแจ้งให้ทราบว่า พระองค์จะทรงเอาสิ่งที่ทรงให้พวกเขามาโดยตลอดนั้นคืนไป ไม่ว่าจะเป็นข้าว เหล้าองุ่น เสื้อผ้า  
ด้วยการลงโทษของพระองค์ ใคร ๆ ก็จะได้เห็นว่า พระองค์เป็นผู้ให้และเอาไป ไม่มีพระใด จะมาช่วยได้เลย งานเลี้ยงเทศกาลต่าง ๆ ต้องหยุดลง พืชไร่ต่าง ๆ จะไม่เหลือให้รับประทานต่อไป กลับกลายเป็นพุ่มหนามไปหมด   ทุกอย่างที่คิดว่าได้มาจากรูปเคารพนั้น ไม่มีความจริงเลย…
จะเห็นได้ว่า อิสราเอลไม่ได้มีพระที่เดียวแต่มีบนที่สูงหลาย ๆ แห่ง ใต้ต้นไม้ใหญ่หลายที่  เห็นที่ไหนเหมาะ พวกเขาก็จะตั้งเสา วางเทวรูป
แหวนและอัญมณี ทำให้เราเห็นภาพการไหว้รูปเคารพเพราะสิ่งเหล่านี้จะใช้ประดับในตัวของคนทำพิธี
พวกเขาหลงใหลทั้งเทวรูป และพิธีกรรม ทุกอย่างที่ประกอบกัน เป็นความน่าเกลียดน่าชัง และสามารถลืมพระเจ้าสนิท

อิสราเอลกลับใจในอนาคต รื้อฟื้นความสัมพันธ์
14 ดังนั้น เราจะชวนเธอไป พาเธอไปยังถิ่นกันดาร
และกล่าวกับเธออย่างอ่อนโยน  
15 เราจะคืนสวนองุ่นให้เธอ
และจะทำให้หุบเขาอาโคร์ (ความเดือดร้อน)
กลายเป็นประตูแห่งความหวัง และที่นั่นเอง
เธอจะร้องเพลงตอบรับเหมือนอย่างวันแรกรุ่น 
เหมือนวันที่เธอออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ 
16 ในวันนั้น พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า
เจ้าจะเรียกเราว่า ‘สามีของฉัน’  และไม่เรียกว่า
 ‘เจ้านายของฉัน’ อีกต่อไป
(หรืออีกอย่างคือไม่เรียกว่า เทพบาอัลของฉัน)
17 เพราะเราจะกำจัดชื่อเทพบาอัล
ออกไปจากปากของเธอ
ชื่อนั้นจะไม่เป็นที่จดจำอีกต่อไป
(หรือ ชื่อนั้นจะไม่ออกจากปากของเธออีกต่อไป)


พระเจ้าจะทรงสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับอิสราเอล 
ก่อนหน้านี้ มีแต่พระพิโรธ พระองค์ทรงโกรธพวกเขาอย่างมาก แต่ดูสิ พระเจ้าทรงตั้งพระทัยหันกลับมาที่จะเมตตาอิสราเอลอีกครั้ง ข้อความตอนนี้ในภาษาเดิมบ่งบอกว่า จะเกิดขึ้นในไม่ช้า
2:14-17  พระเจ้าตรัสกับอิสราเอลอย่างอ่อนโยน  พระเจ้าตรัสกับหัวใจของอิสราเอล  ให้กลับมาจากการเป็นเชลย (เหมือนถิ่นกันดารสมัยโมเสส) พระเจ้าทรงพาไปถิ่นกันดารทำไม? … ที่นั่น มีความเงียบ และความอ้างว้าง มีโอกาสให้คิดทบทวนได้ ทรงสัญญาจะให้ความสมบูรณ์กลับมาอีก
ทรงย้อนไปถึงครั้งที่อาคานทำบาป และพระองค์ทรงตีสอนอิสราเอล (โยชูวา 7:24-26)  ที่แห่งนี้จะกลายเป็นความหวังที่จะได้คืนดีกับพระเจ้าอีกครั้ง  อ่านข้อความนี้เราจะเห็นว่า พระเจ้าปรารถนาเหลือเกินที่จะให้อิสราเอลได้สิ่งดี ๆ  แต่พวกเขาจะต้องรู้ว่า สิ่งดีที่ได้มานั้นไม่ได้มาจากเทพบาอัล แต่มาจากพระองค์ผู้เดียว 

เราจะเห็นคำว่า ในวันนั้น ซึ่งบ่งบอกถึงอนาคต   อิสราเอลจะไม่เรียกพระเจ้าว่า เทพบาอัลซึ่งแปลว่า  เจ้านาย อิสราเอลจะมีความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดกับพระเจ้าอีกครั้ง
การกำจัดชื่อบาอัล ออกจากใจ ออกจากปากของอิสราเอลนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ชั่วข้ามคืน แต่เป็นเวลานาน 70 ปีที่พวกเขาต้องถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดิน!



พันธสัญญาใหม่ที่จะทำกับอิสราเอลที่กลับใจแล้ว
18 ในวันนั้น เราจะทำพันธสัญญากับเหล่าสัตว์ป่า
นกในอากาศ และสัตว์ที่เลื้อยคลานบนดิน
เราจะทำลายธนู ดาบและอาวุธสงครามในแผ่นดิน
และจะทำให้ประชากรอยู่อย่างปลอดภัย 
19 เราจะให้เจ้ามาเป็นภรรยาของเราตลอดไป เราจะให้เจ้ามาเป็นภรรยาในความเที่ยงธรรม ความยุติธรรม ความรัก และความเห็นอกเห็นใจ
20 เราจะให้เจ้ามาเป็นภรรยาของเราในความซื่อตรง
แล้วเจ้าจะรู้จักองค์พระยาห์เวห์

ภาพการแต่งงานใหม่ที่งดงาม
2:18-20   เป็นความงดงาม เป็นความซื่อตรง เป็นสุภาพบุรุษ … เหมือนกับชายคนหนึ่งที่จะรับผู้หญิงคนหนึ่งเป็นของเขาตลอดไป โดยที่จะไม่ละทิ้งเธอไม่ว่าเธอจะเป็นเช่นไร เป็นการคืนดีที่งดงามอย่างยิ่ง เพราะครั้งนี้ภรรยาที่ถูกไถ่มา จะไม่มีการเล่นชู้อีกต่อไป
สิ่งที่สำคัญคือ พระองค์ทรงปรารถนาให้อิสราเอลรู้จักพระองค์จริง ๆ โดยที่พวกเขาจะอยู่ในความปลอดภัย พ้นจากสัตว์ร้าย และสงคราม

พระพร ทางการเกษตรที่จะเกิดขึ้นกับอิสราเอลที่กลับใจ
21 องค์พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า
ในวันนั้น เราจะตอบรับฟ้าสวรรค์
และเราจะตอบรับแผ่นดินโลก
22 ผืนแผ่นดินจะตอบรับเมล็ดข้าว  เหล้าองุ่นใหม่ และน้ำมัน และจะตอบรับยิสเรเอล (พระเจ้าทรงหว่าน)
 23  เราจะหว่านเธอไว้ในแผ่นดินนั้นเพื่อเราเอง 
เราจะแสดงความสงสาร ต่อผู้ที่ไม่ได้รับความสงสาร
เราจะเรียกคนที่ไม่ใช่ประชากรของเราว่า
“เจ้าคือประชากรของเรา” และเขาจะกล่าวว่า
“พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า”

2:21-23 ความสัมพันธ์ใหม่นี้ มีลักษณ์คือ ยั่งยืนตลอดไป เที่ยงธรรม ยุติธรรม ความรัก ความเห็นใจ ความซื่อตรง การรู้จักกันอย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย
ฟ้าสวรรค์เป็นพยานในการคืนดีครั้งนี้ จะให้มีฝนเพื่อแผ่นดินจะเกิดผลเป็นอาหารที่สมบูรณ์พูนสุข เป็นเวลาที่ทั้งโลกและสวรรค์ต่างชื่นชมยินดี
พระเจ้าจะทรงหว่านอิสราเอลขึ้นใหม่ในแผ่นดิน
พระเจ้าทรงเอาการแช่งสาปออกไป และครอบครัวกลับคืนดีกันอีก เป็นภาพของคริสตจักรของพระเจ้า
(1 เปโตร 2:9 พระเจ้าทรงให้ผู้เชื่อเป็นพงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์​)
จากชื่อที่ว่า โลอัมมี ไม่ใช่ประชากรของเรา (โลอัมมี עַמִּי לֹ֣א)
พระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่า เจ้าคือประชากรของเรา… (อัมมี עַמִּי)
เขาจะเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าของข้าพเจ้า ( เอโลฮัย אֱלֹהָֽי)

พระคำเชื่อมโยง

2* อิสยาห์ 50:1 ; เอเสเคียล 16:25
3* เยเรมีย์ 13:22, 26; เอเสเคียล 16:4-7;
อาโมส 8:11-13
4* ยอห์น 8:41
5* โฮเชยา 2:8, 12
6* เพลงคร่ำครวญ 3:7, 9

7* ลูกา 15:17-18; เอเสเคียล 16:8; 23:4
8* อิสยาห์ 1:3
10* เอเสเคียล 16:37
11* อาโมส 5:21; 8:10
15* โยชูวา 7:26; เอเสเคียล 16:8-14; อพยพ 15:1

17* อพยพ 23:13
18* โยบ 5:23; อิสยาห์ 2:4; เลวีนิติ 26:5
20* เยเรมีย์ 31:33-34
21* เศคาริยาห์ 8:12
23* เยเรมีย์ 31:27; โฮเชยา 1:6; 1:10

โรม 4 ผ่านได้ด้วยความเชื่อ

โรม 4:1-2
ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่ท่านอับราฮัม บรรพบุรุษของเรามีประสบการณ์เกี่ยวกับความเชื่อนั้นเราจะว่าอย่างไร?
หากอับราฮัมได้รับการประกาศว่าเป็นคนเที่ยงธรรม (ถูกต้องกับพระเจ้า)เนื่องจากความประพฤติของท่าน ท่านก็มีเหตุผลที่จะอวดได้ แต่นั่นไม่ใช่พระดำริของพระเจ้า 

โรม 4:3-4
เพราะพระคัมภีร์บอกเราว่า อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนเที่ยงธรรม(ถูกต้องกับพระเจ้า)
เนื่องจากท่านเชื่อ .. เมื่อคนเราทำงาน ค่าจ้างไม่ใช่
ของขวัญ แต่เป็นสิ่งที่เขาลงมือทำ เพื่อได้ค่าจ้างนั้นมา

โรม 4:5-6
แต่คนที่ถูกนับว่าเป็นคนถูกต้องกับพระเจ้านั้นไม่ได้นับจากการประพฤติของเขา แต่จากการที่ เขาเชื่อในองค์พระเจ้าผู้ทรงอภัยบาปแก่คนบาป ดาวิดเองได้กล่าวถึงความสุขของคนที่ได้รับการนับว่าพ้นผิด (ถูกต้องกับพระเจ้า) โดยไม่อาศัยการประพฤติ


โรม 4:7-8
ความสุขเป็นของคนที่ได้รับการอภัย เนื่องจากการที่เขาได้ล่วงละเมิด คนที่ได้รับการกลบบาปให้พ้นไปความสุขเป็นของคนที่
พระเจ้าจะไม่ทรงถือโทษเขาอีกต่อไป

โรม 4:9-10 
นี่เป็นพระพรสำหรับคนเข้าสุหนัตเท่านั้น หรือสำหรับคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตด้วย? เพราะเรากล่าวว่า อับราฮัมถูกนับว่าเที่ยงธรรมเพราะความเชื่อ พระเจ้าทรงนับท่านเป็นคนเที่ยงธรรมก่อน
หรือหลังการเข้าสุหนัต?
(คำตอบคือ..)  เป็นก่อนการเข้าสุหนัตไม่ใช่หลังจากนั้น


โรม 4:11
อับราฮัมได้เข้าสุหนัตเป็นตราประทับความเที่ยงธรรมที่ท่านได้รับมาเพราะท่านเชื่อก่อนที่จะเข้าสุหนัต ดังนั้น อับราฮัมจึงเป็นบิดาของผู้เชื่อทุกคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัต เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงถือ
ว่าพวกเขาเป็นผู้ที่เที่ยงธรรมเช่นกัน 

โรม 4:14-15
หากคนเราสามารถรับสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาด้วยการทำตามบทบัญญัติความเชื่อก็ไร้ค่า! และพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัมก็ไร้ค่าด้วย เพราะบทบัญญัตินั้น นำพระพิโรธของพระเจ้ามาถึงเรา แต่หากไม่บทบัญญัติ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องละเมิดเลย 

โรม 4:16
ดังนั้น คนเราจึงได้รับพระสัญญาของพระเจ้าด้วยความเชื่อ ที่เป็นเช่นนี้เพื่อว่า พระสัญญาจะขึ้นอยู่กับพระคุณ โดยที่
ลูกหลานของอับราฮัมจะได้รับพระสัญญานั้นทุกคน  ไม่ได้ให้เฉพาะคนที่มีชีวิตใต้บทบัญญัติของโมเสส แต่สำหรับทุกคนที่มีความเชื่อเหมือนอับราฮัมผู้เป็นบิดาของเราทุกคน



โรม 4:17
ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราได้ให้เจ้าเป็นบิดาของชนชาติต่าง ๆ” (ปฐมกาล 17:5)
ต่อพระพักตร์พระเจ้าผู้ที่อับราฮัมเชื่อ
พระเจ้าผู้ประทานชีวิตให้กับคนที่ตายไปแล้วพระองค์ผู้ทรงสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีให้เกิดขึ้นมา  

โรม 4:18
แม้ว่า การที่อับราฮัมจะมีลูกนั้นเป็นเรื่องที่ดูไร้ความหวัง
แต่อับราฮัมก็เชื่อพระเจ้า และยังคงหวังต่อไป และท่านก็ได้เป็นบิดาของชาติต่าง ๆ อย่างที่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า
“ลูกหลานเจ้าจะมีมากมายเกินที่จะนับได้”

โรม 4:19-20
อับราฮัมอายุเกือบร้อยปีแล้ว ผ่านวัยที่จะมีลูก ร่างกายของท่านเป็นเหมือนคนตายแล้ว และครรภ์ของซาราห์ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าท่านจะคิดถึงเรื่องนี้ แต่ความเชื่อก็ไม่ได้ลดลงไปเลย  ท่านไม่ได้สงสัยหรือหยุดที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงรักษาพระสัญญา
ท่านกลับมีความเชื่อมั่นคงยิ่งขึ้น และถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้า


โรม 4:21-22
อับราฮัมแน่ใจว่า พระเจ้าทรงสามารถที่จะทำสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาดังนั้น พระเจ้าทรงรับความเชื่อของอับราฮัม และความเชื่อนั้นทำให้ท่านถูกนับว่า เป็นคนเที่ยงธรรม (ถูกต้องกับพระเจ้า)

โรม 4:23-24 
คำว่า “พระเจ้าทรงรับความเชื่อของอับราฮัม”ไม่ได้เขียนไว้เพื่ออับราฮัมคนเดียว แต่เพื่อพวกเราด้วย พระเจ้าจะทรงรับเราเช่นกัน เพราะเราเชื่อในพระองค์ผู้ทรงทำให้พระเยซูเจ้าของเราคืนพระชนม์จากความตาย

โรม 4:25
พระเยซูทรงถูกยื่นให้กับความตายเพราะความบาปของเรา
และพระองค์ทรงคืนพระชนม์จากความตาย
เพื่อทำให้เราถูกนับว่าเป็นคนเที่ยงธรรม
(ถูกต้องกับพระเจ้า)


โรม 4:1-2
เนื่องจากยิวมองว่า อับราฮัมเป็นตัวอย่างของผู้ที่เที่ยงธรรมเนื่องจากความเชื่อของท่าน  แต่ในขณะเดียวกัน คนยิวทั่วไปก็กำลังสนับสนุนให้คนเป็นผู้เที่ยงธรรม หรือถูกต้องกับพระเจ้าผ่านการกระทำตามธรรมบัญญัติ แสดงว่า ไม่ตรงกันกับท่านอับราฮัม …การเอาอับราฮัมมาเป็นตัวอย่างนี้ นับได้ว่า เป็นสติปัญญาเหนือชั้นของท่านเปาโลจริง ๆ เพราะค้านไม่ออกเลย

โรม 4:3-4
ท่านเปาโลได้อ้างพระคัมภีร์ที่ทั้งยิวและคริสเตียนเชื่อมั่นจาก ปฐมกาล 15:6 คือเมื่ออับราฮัมเชื่อเขาถูกนับว่า เป็นคนถูกต้องกับพระเจ้า ไม่ใช่ความดีที่เขากระทำ การเข้าสุหนัตของอับราฮัมตามคำบัญชาของพระเจ้า ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้เขาถูกต้องกับพระเจ้า แต่เป็นความเชื่อมาก่อน การทำตามต่าง ๆ จึงตามมา แต่หลายคนมองเห็นลำดับขั้นของความเชื่อกลับทาง อับราฮัมเชื่อ จากนั้นทำทุกสิ่งตามพระบัญชา ไม่ใช่ทำแล้วจึงเชื่อ 

โรม 4:5-6
ท่านเปาโลย้ำแล้วย้ำอีก เรื่องการกระทำและความเชื่อซึ่งคนในสมัยปัจจุบันก็ยังมีการโต้เถียงกันในเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน  แล้วท่านเปาโลก็ย้อนกลับไปหลังสมัยอับราฮัม เป็นสมัยของกษัตริย์ดาวิดว่า ความจริงเรื่องนี้ ก็เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเรามีความเข้าใจตรงกัน  แม้กษัตริย์ดาวิดจะเป็นคนที่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นบุรุษที่พระเจ้าทรงพอพระทัย แต่ท่านก็มีบาปใหญ่หลายอย่างทั้งที่บันทึกในพระคัมภีร์ และบาปในใจที่ไม่มีใครเห็น

โรม 4:7-8 
สำหรับกษัตริย์ดาวิด ท่านได้ล่วงละเมิด ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ในช่วงเวลาที่ท่านทำผิดใหญ่หลวงกับอุรียาห์นั้น ชีวิตของท่านไม่ได้ต่อสู้ในสงครามแต่อยู่อย่างเป็นสุขในราชวัง ความบาปคืบคลานเข้ามากษัตริย์ดาวิดทำผิดมหันต์กับพระเจ้าอย่างนั้นทั้ง ๆที่พระเจ้าทรงตั้งให้เป็นกษัตริย์ เมื่อรู้ตัว ดาวิดเป็นเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก การไม่ถือโทษจากพระเจ้าไม่ได้เกิดจากการทำดีของดาวิด แต่จากการกลับใจเชื่อวางใจในการตัดสินพระทัยของพระเจ้า  

โรม 4:9-10 
ตอนนี้ท่านเปาโลตั้งคำถามที่ทุกคนอยากจะถามคือ พระพรที่เชื่อแล้วได้รับความรอดนั้น เป็นของยิวเท่านั้น หรือเป็นของคนต่างชาติด้วยล่ะ เพราะคริสตจักรที่โรมนั้นมีทั้งคนยิวและคนต่างชาติปะปนกันอยู่  แล้วท่านก็ช่วยให้พวกเขาโล่งใจว่า พระเจ้าจะทรงรับคนที่เป็นต่างชาติ ที่ไม่ได้เข้าสุหนัต อย่างแน่นอน เพราะพระเจ้าทรงรับอับราฮัมเป็นคนเที่ยงธรรม ก่อนที่ท่านจะรับสุหนัต  

โรม 4:11
อับราฮัมจะเป็นดั่งบิดาของทั้งคนยิวและคนที่เชื่อซึ่งเป็นคนต่างชาติ ท่านเป็นตัวอย่างของคนที่เชื่อพระเจ้าโดยไม่พึ่งพาการทำพิธีอย่างที่คนยิวส่วน
ใหญ่เชื่อ  การทำสุหนัตของอับราฮัมเป็นการทำตามพระบัญชาของพระเจ้าเพื่อบอกว่า เขาและทั้งครอบครัวจะรักษาพันธสัญญาของพระองค์ตลอดไปทั้งลูกหลานของเขาในอนาคตด้วย (ปฐมกาล 17:9-16)

โรม 4:14-15
ความเชื่อไร้ค่า และบทบัญญัติไร้ค่าถ้าเรายังยึดถือการทำตามบทบัญญัติ มองไปรอบ ๆ ตัวเรา เราเห็นคนที่คิดว่าตนเองชอบธรรมได้โดยการรักษาศีลต่าง ๆ คนที่คิดว่าตนเองจะโอเค เมื่อเข้าไปบวชเรียน พวกเขาเข้าใจว่า เเขาจะได้รับการบรรลุ นั่นเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่งเพราะเป็นการโกหกตนเอง  ศีลธรรมที่มี บทบัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้ก็เพื่อให้เรารู้ว่า ยังไง ๆ เราก็ละเมิดอยู่ดี ที่ความเชื่อสำคัญเพราะทำให้เราเลิกพึ่งตนเอง แต่พึ่งพระคุณเท่านั้น 

โรม 4:16
พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่ออับราฮัม มีพื้นฐานอยู่ที่ความเชื่อจริงจัง เชื่อมั่นคงต่อพระสัญญาที่ดูเหมือนเป็นไปไ่ม่ได้ นี่คือความรอดของเราก็ได้มาโดยความเชื่อ โดยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นที่ว่าพระคุณคือ เราตะเกียกตะกาย พยายามเอามาด้วยตนเองไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับความโปรดปรานของพระเจ้า  ที่ว่าอับราฮัม เป็นบิดาของเราทุกคนที่เชื่อเพราะท่านได้ตามสัญญาโดยไม่ต้องผ่านพิธีกรรม ไม่ผ่านบัญญัติใด ๆ 

โรม 4:17
พระเจ้าประทานชีวิตให้กับคนที่ตายไปแล้ว มีความหมายถึงชายชราที่ไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้ กับหญิงชราที่พ้นวัยการตั้งครรภ์ไปนานมากจนถือได้ว่า การเจริญพันธุ์สูญสิ้นไปเหลือแล้ว คืออับราฮัม อายุ 100 ปีและซาราห์ 90 ปี พระเจ้าผู้ทรงสร้างของเรา ทรงพอพระทัยที่จะทำอะไรเหนือธรรมชาติ พระองค์ก็ทรงทำได้อย่างที่ทรงประสงค์ทุกอย่าง ชนชาติอิสราเอลที่ไม่เคยมีมาก่อนจึงจะได้ถือกำเนิดขึ้นมา 

โรม 4:18
เวลาที่พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัม เป็นเวลาเหมือนสายเกินไป  พระเจ้าไม่ได้มาทันเวลา แต่พระองค์ทรงมาก่อน ตามแผนการของพระองค์ทรงเห็นล่วงหน้าถึงชนชาติอิสราเอลที่จะมีจำนวน ถึงสองล้านกว่าคนตอนที่ออกมาจากอียิปต์ และยิ่งหากเราจะนับคนที่เชื่อในพระองค์ ในเวลานี้ก็เป็นอย่างที่พระเจ้าทรงบอกไว้ว่า ลูกหลานนั้นเกินที่จะนับได้ เพราะเกิดใหม่มากมายทุกวัน ตามที่ต่าง ๆ ของโลกทั่วทุกหัวระแหง

โรม 4:19-20
คนในสมัยโบราณรู้ดีว่า วัยเจริญพันธุ์ทั้งชายและหญิงนั้นอยู่ประมาณไหน จากพระคำข้อนี้เราเห็นว่า อับราฮัมตระหนักในใจว่า ธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีทางที่จะมีลูกได้แน่ เวลาเราจะเชื่อพระเจ้าในเรื่องใด เรามักเชื่อเมื่อเราเห็นความเป็นไปได้ แต่สำหรับอับราฮัม เชื่อ .. เพราะพระสัญญา เชื่อ แม้ว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน  ท่านรู้จักพระเจ้าที่ท่านเชื่อ ได้พบพระองค์ คุยกับพระองค์ ต่อรองเรื่องเมืองโสโดมโกโมราห์ ท่านรู้จักพระเจ้าจริง!!

โรม 4:21-22
ในปฐมกาล 15:2 อับราฮัมคิดว่าบ่าวของท่านจะเป็นคนรับมรดกไป แต่พระเจ้าทรงเตือนในข้อ 5 ว่า ลูกหลานจะมากเหมือนดาว ท่านก็เปลี่ยนความคิดตั้งแต่นั้นทันที ในข้อ 6 บอกชัดเจนว่าท่านเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า  อุปสรรคขวางความเชื่อของท่านคือ ร่างกายของทั้งตัวท่านและภรรยาถึงกระนั้นความเชื่อของท่านมั่นคง ท่านแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าจะทรงทำจริง อย่างที่พระองค์ตรัส เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า!  

โรม 4:23-24 
การเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูคืนพระชนม์จากความตายนั้น คือหัวใจสำคัญของความเชื่อในข่าวประเสริฐ (1 โครินธ์ 15:2-4) เราไม่ได้แค่เชื่อว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปเราเท่านั้น แต่เราเชื่อในการคืนพระชนม์ของพระองค์ด้วยอับราฮัมเป็นตัวอย่างของผู้ที่เชื่อ ทั้งที่ยังมองไม่เห็น เชื่อทั้งที่อะไร ๆ ก็ดูเป็นไปไม่ได้ เชื่ออย่างที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าจริง ๆ

โรม 4:25
การถูกยื่นให้ความตาย คือ การถูกส่งให้ไปรับโทษบาปของมนุษย์ทั้งปวง เป็นการรับโทษบาปที่ไม่ได้ทรงกระทำเองเลยแม้แต่น้อย  และเมื่อทรงสิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าทรงให้คืนพระชนม์ขึ้นมาเพื่อเราจะได้รับชีวิตที่ตายไปแล้วคืนมาเหมือนพระองค์ จะได้รับการประกาศว่า เราเป็นคนเที่ยงธรรม หรืออีกอย่างคือ เป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้าการที่พระเยซูทรงคืนพระชนม์เท่ากับพระเจ้าทรงได้รับเครื่องบูชาไถ่บาปจากพระเยซูแล้ว 

พระคำเชื่อมโยง

1* อิสยาห์ 51:2; ยากอบ 2:21
2* โรม 3:20, 27
3* ปฐมกาล 15:6
4* โรม 11:6
5* เอเฟซัส 2:8-9; โยชูวา 24:2
6* สดุดี 32:1-2
7* สดุดี 32:1-2

11* ปฐมกาล 17:10; ลูกา 19:9
12* โรม 4:18-22
13* ปฐมกาล 17:4-6; 22:17
14* กาลาเทีย 3:18
15* โรม 3:20
16* โรม กาลาเทีย อิสยาห์
17* ปฐมกาล 17:5; โรม 8:11; 9:26


18* ปฐมกาล 15:5
19* ปฐมกาล 17:17; ฮีบรู 11:11
21* ฮีบรู 11:19
22* ปฐมกาล 15:6
23* โรม 15:4
24* กิจการ 2:24
25* อิสยาห์ 53:4-5; โครินธ์ 15:17