โรม 11 อิสราเอลที่ยังหลงเหลืออยู่

โรม 11:1-2
ข้าจึงถามว่า“พระเจ้าทรงทอดทิ้งคนของพระองค์อย่างนั้นหรือ?”จะไม่เป็นเช่นนั้น ข้าเองเป็นคนอิสราเอล เป็นผู้สืบเชื้อสายอับราฮัม เผ่าเบนยามิน พระเจ้ามิได้ทรงเขวี้ยงประชากรของพระองค์ไป พระองค์ทรงเลือกพวกเขามาแต่แรก ท่านไม่รู้เรื่องของเอลียาห์หรือ? ท่านกล่าวโทษอิสราเอลต่อพระเจ้า  

โรม 11:3
ท่านกล่าวว่า “โอ พระยาห์เวห์! พวกเขาได้สังหารผู้เผยพระดำรัสของพระองค์ และได้ทำลายแท่นบูชาของพระองค์ด้วย ข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต บัดนี้ พวกเขาก็พยายามที่จะสังหารข้าพเจ้าเช่นกัน” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:10,14)

โรม 11:4-5
แต่พระเจ้าทรงตอบเขาว่าอย่างไรเล่า? พระองค์ตรัสว่า “เราได้ไว้ชีวิตชายในอิสราเอล  7,000  คนที่ไม่ได้ก้มกราบรูปเทพ
บาอัล  (1 พงศ์กษัตริย์ 19:18) บัดนี้ก็เช่นกัน มีคนหลงเหลืออยู่  ที่ทรงเลือกไว้ด้วยพระคุณของพระองค์

โรม 11:6
และหากพระองค์ทรงเลือกพวกเขาด้วยพระคุณ  เท่ากับว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเลือกเขาตามที่เขาประพฤติ
พระคุณจะไม่ใช่พระคุณอีกต่อไป หากพวกเขาได้เป็นคนของพระเจ้าเนื่องจากการประพฤติ

โรม 11:7
ถ้าอย่างนั้น จากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?
ประชากรอิสราเอลไม่ได้พบสิ่งที่พวกเขาตามหา แต่คนที่พระเจ้าทรงเลือกกลับได้รับสิ่งนั้น ส่วนคนที่เหลือก็ถูกทำ
ให้ใจดื้อด้าน ไม่ยอมรับฟังพระเจ้า

โรม 11:8
ตามที่มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าทรงให้พวกเขา
มีจิตใจมึนชา มีตาที่มองไม่เห็น มีหูที่ไม่ได้ยิน
จนกระทั่งทุกวันนี้ 

โรม 11:9-10
และกษัตริย์ดาวิดตรัสว่า
“ให้งานเลี้ยงฉลองของพวกเขา กลายเป็นบ่วง เป็นกับดัก เป็นหินสะดุดเป็นการตอบสนองพวกเขา ให้ตาของพวกเขามืดมัว เพื่อเขาจะมองไม่เห็น และหลังของเขาโก่งงอเสมอไป” 

โรม 11:11
ดังนั้น ข้าจึงถามเมื่อคนยิวล้มลง การล้มลงนั้นทำลายพวกเขาหรือไม่? ไม่เลย จะไม่เป็นเช่นนั้น!! ความล้มเหลวของพวกเขานำความรอดไปสู่คนต่างชาติ เพื่อเร้าให้พวกเขาเกิดความอิจฉาขึ้นมา

โรม 11:12
แต่หากความล้มเหลวของพวกเขานำมาซึ่งพระพรยิ่งใหญ่ให้กับโลก และการสูญเสียของพวกเขานำมาซึ่งพระพรยิ่งใหญ่ให้กับคนต่างชาติ แน่นอน โลกจะได้รับพระพรมากกว่านั้น
เมื่อรวบรวมยิวให้กลับมาจนครบบริบูรณ์

โรม 11:13-14
บัดนี้ข้ากำลังพูดกับท่านผู้เป็นคนต่างชาติในฐานะที่ข้าเป็นอัครทูตที่ถูกส่งไปยังคนต่างชาติ  ข้ารู้ว่า พันธกิจของข้านั้นสำคัญมาก เผื่อว่า ข้าอาจจะทำให้พี่น้องของข้ารู้สึกอิจฉา และเป็นทางที่ช่วยให้บางคนได้รับความรอด

โรม 11:15 
เพราะหากการที่พระเจ้าทรงปฏิเสธอิสราเอลหมายถึง  พระองค์ทรงกลับคืนดีกับโลก การยอมรับอิสราเอลคืนมาหมายความว่าอย่างไร? นั่นเป็นเหมือนการนำคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา (เอเสเคียล 37)

โรม 11:16
หากขนมปังผลแรกถูกนำมาถวายให้กับพระเจ้านั้นบริสุทธิ์   
ทั้งก้อนก็บริสุทธิ์ด้วย 
ถ้ารากของต้นไม้บริสุทธิ์กิ่งก้านของต้นไม้นั้นก็บริสุทธิ์เช่นกัน

โรม 11:17
แต่หากว่าบางกิ่งจากต้นมะกอก(อิสราเอล) ถูกหักออก ท่านซึ่งเป็นคนต่างชาติก็เป็นเหมือนกิ่งมะกอกป่าซึ่งถูกนำมาต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกแรก 
ท่านจึงได้รับอาหารและชีวิตจากต้นนั้น

โรม 11:18-19
ดังนั้นขออย่าให้ท่านโอ้อวดเรื่องกิ่งที่ถูกหักออกไป หากท่านโอ้อวดก็ขอให้จำไว้ว่า ท่านไม่ได้เลี้ยงดูรากแต่รากต่างหากที่เลี้ยงท่านแล้วท่านจะกล่าวว่า “กิ่งก้านถูกหักออกไปเพื่อฉันจะได้ถูกต่อกิ่งเข้ากับต้น

โรม 11:20-21
จริงทีเดียว พวกเขาถูกหักออกไปเพราะพวกเขาไม่เชื่อ และท่านกลับได้มาเป็น ส่วนของต้นไม้เพราะท่านมีความเชื่อ ดังนั้นก็อย่าเย่อหยิ่ง แต่จงเกรงกลัวหากพระเจ้าไม่ทรงเก็บกิ่งเดิมไว้ พระองค์ก็จะไม่ทรงเก็บท่านไว้เช่นกัน

โรม 11:22
ดังนั้น ท่านจงพิจารณาพระเมตตาและความเข้มงวดของพระเจ้าด้วย พระองค์ทรงลงโทษคนที่หลงผิด แต่พระองค์ทรงเมตตาต่อท่าน หากท่านยังคงวางใจในพระเมตตาของพระองค์ ไม่อย่างนั้น ท่านก็จะถูกตัดออกจากต้นเช่นกัน

โรม 11:23
และหากยิวได้กลับมาเชื่อพระเจ้าอีก
พระองค์ก็จะทรงรับพวกเขากลับมา
เพราะพระเจ้าทรงสามารถที่จะต่อกิ่ง
พวกเขาในที่ ๆ เดิม

11:24
เพราะหากท่านผู้เป็นคนต่างชาติถูกตัดออกจากต้นมะกอกป่า และได้รับการต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกบ้านซึ่งเป็นเรื่องผิดธรรมชาติได้ ดังนั้นการที่กิ่งเดิมจะได้รับการต่อกลับเข้ายังต้นเดิมจะง่ายกว่านั้นสักเท่าใด

โรม 11:25
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าอยากให้ท่านได้เข้าใจความลึกลับนี้
เพื่อท่านจะไม่เกิดความทะนงตนขึ้นมา
คือ อิสราเอลบางส่วนนั้นจะมีใจแข็งจนกว่า คนต่างชาติจะเข้ามาจนครบจำนวนที่กำหนดไว้

โรม 11:26-27
เป็นอย่างนี้คือ คนอิสราเอลทั้งปวงจะได้ความรอด ตามที่มีเขียนในพระคัมภีร์ว่า “องค์พระผู้ช่วยกู้จะเสด็จมาจากศิโยน
พระองค์จะทรงนำความชั่วร้ายออกไปจากครอบครัวของยาโคบ และเราจะทำพันธสัญญากับพวกเขาคือ เราจะเอาบาป
ของพวกเขาออกไป

โรม 11:28
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐนั้นก็คือพวกเขาไม่ยอมรับข่าวประเสริฐ เขาจึงเป็นศัตรูของพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของท่าน แต่สำหรับการทรงเลือกของพระเจ้านั้น  พวกเขาเป็นที่รักเพราะพระสัญญาที่ทรงทำกับบรรพบุรุษของพวกเขา  

โรม 11:29-30
พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนพระทัยเรื่องคนที่พระองค์ทรงเรียก และสิ่งที่พระองค์ประทานให้พวกเขา   เหมือนกับท่านที่ครั้งหนึ่งท่านเคยดื้อดึงไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่เมื่อคนอิสราเอลดื้อดึงต่อพระองค์ พระเจ้าก็ทรงเมตตาพวกท่านแทน

โรม 11:31-32
ในเวลานี้ พวกยิวไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าและพวกเขาจะได้รับพระเมตตาจากพระองค์ด้วย เพราะพระเมตตาที่พระเจ้าทรงแสดงต่อท่าน  พระเจ้าทรงปล่อยให้คนทั้งปวงเป็นดั่งนักโทษที่ถูกจำจองเนื่องจากความไม่เชื่อฟัง  เพื่อพระองค์จะได้แสดงพระเมตตาให้แก่ทุกคน 

โรม 11:33
โอ ความมั่งคั่ง พระปัญญาและ
ความรู้ของพระเจ้านั้น ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!

ไม่มีใครสืบค้นได้ 
ไม่อาจหยั่งถึงการตัดสินพระทัย
ไม่อาจเข้าใจวิถีทางของพระองค์ได้

โรม 11:34-35
ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ใครเล่าที่รู้จักพระดำริของพระผู้เป็นเจ้าหรือใครเล่าที่สามารถกราบทูลให้คำปรึกษาแก่พระองค์? (อิสยาห์ 40:13) ไม่มีใครถวายสิ่งใดแก่พระองค์(โยบ 41:11) จนสมควรที่พระองค์จะทรงตอบแทนเขา

โรม 11:35-36
เพราะสรรพสิ่งมาจากพระองค์
โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์
ขอถวายพระสิริตระการแด่พระองค์
เป็นนิตย์!
อาเมน 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 11:1-2
ท่านเปาโลยืนยันให้รู้ว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งยิว(อิสราเอล) ตัวท่านเองก็เป็นยิว ลูกหลานอับราฮัมเผ่าเบนยามิน ชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านมารับใช้พระองค์กับพี่น้องทั้งชาวยิวและคนต่างชาติหากมองย้อนไป พระเจ้าไม่ทอดทิ้งอิสราเอล มีแต่อิสราเอลจะทิ้งพระเจ้า ตอนนี้ ในคริสตจักรที่โรมมีคริสเตียนชาวต่างชาติมากกว่าชาวอิสราเอล (ทั้งที่เชื่อพระเจ้า และไม่เชื่อ)เพราะพวกเขาถูกข่มเหงหนัก ต้องหนีออกไปจากโรม 

โรม 11:3
มีเหตุการณ์หนึ่งที่เอลียาห์ต้องต่อสู้กับราชินีเยเซเบลกับกษัตริย์อาหับ  เอลียาห์ท้อใจมากคิดว่าสู้อยู่คนเดียว  การต่อสู้ของเอลียาห์น่เห็นใจจริงเพราะทำให้เกิดความท้อใจเป็นที่สุด ท่านไปสู้กับเหล่าปุโรหิตของบาอัล ในการถวายเครื่องบูชาให้พระเจ้าทรงส่งไฟลงมา (อ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 18)
เอลียาห์ลงมือประหารปุโรหิตเหล่านั้นด้วยตัวเองแถมยังวิ่งนำหน้ากษัตริย์ไปยังเมืองยิสราเอลทั้งเหนื่อย ทั้งโดดเดี่ยว ทั้งท้อแท้!!

โรม 11:4-5
แต่พระเจ้าทรงยืนยันกับเอลียาห์ว่า ท่านไม่ได้เป็นคนของพระเจ้าที่เหลืออยู่คนเดียว ยังมีอีก 7000คนที่เป็นคนของพระเจ้า ไม่ได้ก้มกราบเทพบาอัลพระเจ้าทรงทำให้เอลียาห์มีกำลังใจขึ้นมาอีก (อ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 19) เรื่องการมีคนที่หลงเหลืออยู่มีการบันทึกไว้หลายครั้งในพระคัมภีร์เดิม และตอนนี้ท่านเปาโลก็พูดถึงคนที่หลงเหลืออยู่ เพื่อพิสูจน์ว่า พระเจ้าทรงซื่อตรงต่อพระสัญญาของพระองค์พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งคนของพระองค์  

โรม 11:6
ย้อนกลับมาที่การทรงเลือกของพระเจ้า อิสราเอลไม่ได้เป็นคนดี หรือเป็นคนเที่ยงธรรมเต็มร้อยไม่มีบาป พวกเขาก็เหมือนคนทั่วไป ที่ต่างคือพระเจ้าทรงเลือกชนชาตินี้เป็นพิเศษเพื่อประกาศพระนามของพระองค์ (ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่กลับปฏิเสธหน้าที่นี้) ข้อ 5 ที่ผ่านมาย้ำว่าพระเจ้าทรงเลือกแต่ละคนด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยการปฏิบัติตนของพวกเขา  แต่อิสราเอลที่เคร่งบทบัญญัติกลับคิดต่าง พวกเขาเชื่อการประพฤติแบบสุดโต่ง

โรม 11:7
คำถามของท่านเปาโลทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า
หมดหวังสำหรับคนอิสราเอลที่พยายามตามหา
ความเที่ยงธรรมให้ตนเอง (9:31-10:3) แต่ถ้าเรามองให้ดี พระเจ้าทรงตอบสนองคนที่มีความเชื่อในการไถ่บาปบนไม้กางเขนของพระเยซูคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะไม่ได้รับพระพรนั้น
การที่ยิวมีใจดื้อด้าน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขาเอง  ใจต่อต้านพระเจ้าสะสมมาหลายรุ่น กลายเป็นการไม่ยอมต่อพระเจ้าสืบมาจนทุกวันนี้

โรม 11:8
เป็นข้อพระคำที่สรุปจากเฉลยธรรมบัญญัติ 29:4 และ อิสยาห์ 29:10 
ทั้ง ๆ ที่คนอิสราเอลเดินทางออกจากอียิปต์ได้ด้วยการอัศจรรย์ตั้งแต่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับชาวอียิปต์ การไล่ล่า การได้เดินข้ามทะเลบนดินแห้ง การที่พระเจ้าทรงนำพวกเขาด้วยเสาเมฆเสาไฟ สี่สิบปีนั้นรองเท้าไม่ขาด เสื้อไม่เก่าถึงอย่างนั้น ก็มีบันทึกว่า
ท่านได้เห็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ หมายสำคัญและปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่เหล่านั้นด้วยตาของท่านเอง แต่จนทุกวันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ยังไม่ได้ประทานจิตใจที่จะเข้าใจ หรือตาที่มองเห็น หรือหูที่ได้ยินแก่ท่าน (เฉลยธรรมบัญญัติ 29:4) 

โรม 11:9-10
ที่จริงแล้ว สิ่งที่ดาวิดได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้าคือ ขอให้ศัตรูได้เจอความย่อย ยับ (สดุดี 69:22-23) แต่แล้วดูเหมือนท่านเปาโลจะอธิบายว่า สิ่งนี้ก็กลับมาเกิดกับคนอิสราเอลที่ไม่ยอมรับองค์พระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา แถมยังดูหมิ่นพระองค์มาตลอด และยังเกลียดชังจนประหารพระองค์ที่ไม้กางเขน  แต่ถึงกระนั้น
พระเจ้าทรงพระคุณยิ่งใหญ่ทรงให้มีคนอิสราเอลหลงเหลืออยู่ที่วางใจพระเยซู!

โรม 11:11
คำตอบของคำถามที่ว่า เมื่อยิวล้ม มันเป็นการทำลายพวกเขาสิ้นเชิงไหม  คำตอบจากท่านเปาโลคือ ไม่ อย่างแน่นอน  ความล้มเหลวของพวกเขาที่ไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ ไม่ได้ทำให้ผู้คนหยุดพูดเรื่องของพระองค์  แต่กลับกลายทำให้คริสตจักร
ออกไปประกาศกับคนต่างชาติทั่วโลกให้กลับมาหาพระเจ้า เป็นที่ถวายพระเกียรติของพระองค์  แล้วน่าอิจฉาไหม ที่พระเยซูซึ่งทรงเป็นยิว กลับเป็นราชาของคนทั้งโลก?

โรม 11:12
ยิวที่กลับมาซึ่งท่านเปาโลกล่าวถึง ไม่ได้เกิดในยุคของท่านแต่จะเกิดในอีกสองพันกว่าปีต่อมา คือยุคของพวกเรานี่เอง ความร้อนแรงของสงครามในประเทศอิสราเอลเวลานี้ (2025) ทำให้เราเห็นความสำเร็จของคำพยากรณ์ล่วงหน้าหลายอย่างและนี่ก็เป็นหนึ่งในคำที่จะต้องสำเร็จด้วย นั่นคือคนอิสราเอลจะกลับมาเชื่อพระเจ้าครบบริบูรณ์ที่จริงแล้ว เราปรารถนาจะเห็น ยิวทุกคน กลับมา 

โรม 11:13-14
ความอิจฉาที่ท่านเปาโลกล่าวถึงนั้นเป็นความอิจฉาในทางบวก ที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งดีในชีวิตฝ่ายวิญญาณของคนอิสราเอล  ในเมื่อพระเยซูทรงเป็นคนเชื้อสายอิสราเอล แล้วทำไมพระพรของพระเจ้าไปตกกับคนต่างชาติทั่วโลก? พวกเราล่ะ จะไม่ได้รับพรอย่างนั้นเลยหรือ? เราอยากได้ เราอยากได้พรแห่งชีวิตนิรันดร์เช่นกัน… นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบความอิจฉาที่จะทำให้คนอิสราเอลกลับมาหาพระเจ้า
ขอให้ความหวังของท่านเปาโลได้สำเร็จเถิด!!

โรม 11:15 
ที่บอกว่า พระเจ้าทรงปฏิเสธอิสราเอลนั้น เรารู้ว่าเป็นการชั่วคราว เพราะว่า พระองค์ได้ตรัสเสมอในพระคัมภีร์เดิม ชวนให้อิสราเอลกลับใจและพระองค์จะทรงรื้อฟื้นพวกเขาอีกครั้ง และนั่นก็เป็นแผนการที่พระองค์จะทรงให้มีขึ้น เมื่ออิสราเอลคืนดีกับพระเจ้า จะเป็นเหตุการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ เหมือนการนำคนตายคืนชีพแม้มีอิสราเอลไม่น้อยที่เชื่อพระเยซูแล้ว แต่ยังมีอีกเกือบทั้งชาติที่กำลังจะกลับมาหาพระองค์ด้วย

โรม 11:16
นี่เป็นคำเปรียบเทียบที่มีหลายความเห็น
ความเห็นของบางท่าน : ขนมปังผลแรกนั้นคือชาวยิวที่มาเชื่อพระเยซูคริสต์ หรือเป็นผู้ที่หลงเหลืออยู่ที่เชื่อ ส่วนก้อนทั้งก้อนคือชาวยิวทั้งชาติ
ส่วนรากของต้นไม้นั้นบางท่านเห็นว่าพวกเขาคือเหล่าบรรพชนของคนอิสราเอลนั่นเอง ก็คือ ตั้งแต่อับราฮัมเรื่อยมา บ้างก็มีความเห็นว่า รากนั้นคือคริสเตียนยิวที่เชื่อมาตั้งแต่ต้น

โรม 11:17
ต่อจากข้อ 16 ท่านเปาโลกล่าวว่า หากรากบริสุทธิ์ กิ่งก็บริสุทธิ์เช่นกัน  และตอนนี้ท่านก็บอกชัดแล้วว่า กิ่งต้นมะกอกคืออิสราเอล ส่วนกิ่งมะกอกป่า คือคนต่างชาติที่เข้ามาเชื่อพระเจ้าจากการประกาศของคนอิสราเอลเองอย่างตัวท่าน และอัครทูตทั้งหลายอิสราเอลที่เชื่อนี้ เป็นผลแรกด้วยกิ่งมะกอกป่าถูกนำมาต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกของพระเจ้า ได้รับน้ำเลี้ยงจากต้น ได้รับอาหารที่ดูดขึ้นมาจากราก ภาพนี้เริ่มชัดเจนขึ้น   

โรม 11:18-19
คนที่เป็นผู้เชื่อชาวต่างชาติได้รับการเตือนว่าอย่าอวดเพราะมีกิ่งที่ถูกหักออกไป การโอ้อวดแบบนี้ทำให้เห็นว่าใจของเขายังคงมีความบาปและความไม่เข้าใจอยู่  ท่านเปาโลชี้ให้เห็นว่า รากฐานแห่งความเชื่อนั้น เรายังต้องรับมาจากพระคัมภีร์ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกยิวนี้ได้รักษาไว้เป็นอย่างดี รากที่เลี้ยงความเชื่อของชนต่างชาติคือ เพราะพระเจ้าทรงซื่อตรงต่อพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัม พวกเราคนต่างชาติจึงได้รับพระคุณนี้

โรม 11:20-21
อิสราเอลเป็นจำนวนมากที่พระเจ้าทรงหักเขาออกไปเป็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า เป็นคนที่ต่อต้านพระองค์ทุกวันนี้ มีคนอิสราเอลที่เป็นอัจฉริยะสายเทคโนโลยีสร้างสรรค์สิ่งที่กระทบกับชีวิตของคนทั้งโลก พวกเขาเป็นคนมีความคิดดี และฉลาดไม่เอาพระเจ้า แต่ในหมู่คนเหล่านี้ ยังมีคนที่กลับมาหาพระเยซู และยืนหยัดในการประกาศพระนามของพระองค์อย่างน่าชื่นชม  ตัวอย่าง Beholdisrael , Dr.James Tour , So be it! และ Oneforisrael ใน youtube

โรม 11:22
ดูเหมือนท่านเปาโลจะรู้ล่วงหน้าว่า อีกสองพันปีจะเกิดอะไรขึ้น  ผู้เชื่อซึ่งไม่ใช่เชื้อสายยิวบางพวกได้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นคนยิวที่เชื่อ ได้สร้างความเชื่อขึ้นใหม่ว่า ความเชื่อนั้นสำคัญกว่าเชื้อชาติที่พระเจ้าทรงเลือกเอาไว้ และได้สอนว่าอิสราเอลที่เชื่อนั้นก็คือคริสตจักรรวมกันกับคริสตจักรทั้งโลกเรียก replacement theology  และกล่าวว่าคริสตจักรมาแทนอิสราเอล เท่ากับพวกเขากำลังหลงไปว่า ความคิดพวกเขาเหนือพระเจ้า 

โรม 11:23
เราทุกคนรู้อยู่ว่า จะเป็นยิวหรือคนต่างชาติต่างมีโอกาสได้รับพระคุณหรือถูกตัดจากพระคุณทั้งนั้น ข้อ 17  บอกว่าบางกิ่งถูกตัด บางกิ่งถูกต่อทั้งการตัดและต่อต่างมีเงื่อนไขคือ รับพระเจ้าหรือปฏิเสธพระองค์ หากมีคนอิสราเอลในวันนี้ หรือในอนาคตตัดสินใจกลับมาหาพระเยซูคริสต์  ต้อนรับพระองค์เป็นพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเขา เขาก็จะได้รับการต่อกิ่งของเขากลับมาที่เดิม จะเห็นว่าสำหรับท่านเปาโล ต้นมะกอกเทศอธิบายดีที่สุด

11:24
มะกอกป่าสามารถต่อกิ่งเข้ากับมะกอกบ้านได้ ยิ่งกว่านั้นยังเกิดผลได้ด้วย หากได้นำมะกอกบ้านด้วยกันเข้ามาต่อ ยิ่งจะง่ายและเกิดผลงดงามกว่านั้นอีก  ที่ท่านเปาโลต้องบอกเรื่องนี้ย้ำ ๆ เพราะมีคนต่างชาติที่เชื่อ และเห็นว่ายิวปฏิเสธพระเจ้า ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็เกิดผลกับคนต่างชาติด้วยกันบางทีความรู้สึกลำพองก็อาจเกิดขึ้น และมีการพูดขึ้นมา ท่านเปาโลจึงต้องปรามไว้ก่อน ให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงพร้อมรับกิ่งเดิมกลับมาแน่นอน  

โรม 11:25
ยังมีความลึกลับซับซ้อนของการที่พระเจ้าทรงหันไปรับเอาคนต่างชาติเข้ามาในแผ่นดินของพระองค์ที่จริงแล้ว พระองค์ก็ทรงเลือกเขาเหล่านั้นมาก่อนที่จะทรงสร้างโลกเสียอีก (เอเฟซัส 1) จำนวนคนต่างชาติที่เข้ามาจะต้องครบจำนวนของพระองค์ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจำนวนนั้นคือเท่าไร แต่ในวันนี้เราเห็นแล้วว่า อิสราเอลได้หันกลับเข้ามาหาพระเจ้ามากขึ้นทุกวัน และแถมว่า พวกเขามีความเข้าใจพระคัมภีร์ง่าย เร็วกว่าพวกเราเยอะเลย!!

โรม 11:26-27
ความลึกลับที่กล่าวถึงในข้อ 25 นั้นคือ แม้ว่าช่วงเวลาหนึ่ง พระเจ้าทรงมุ่งความรอดไปยังคนต่างชาติแต่พระองค์มิได้ทรงทิ้งอิสราเอล พระองค์จะทรงกลับมานำพวกเขากลับสู่ความรอดอีก  ทรงนำความชั่วร้าย ความไม่เชื่อ ความบาปออกไป พระวิญญาณของพระองค์จะอยู่เหนือเขา พระดำรัสของพระองค์จะอยู่ในปากของพวกเขา และลูกหลานตลอดไป(อิสยาห์  59:20-21)
โรม 11:28
เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีพันธสัญญานิรันดร์กับ
อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ อย่างไร ๆ พวกเขาคือคนที่พระเจ้าทรงเลือกพิเศษ และเป็นที่รักด้วย
แต่พวกเขากลายเป็นศัตรูของพระเจ้าเพราะพวกเขาไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาเมื่อสองพัน
ปีก่อน  แต่พระเจ้าก็จะไม่ทรงล้มเลิกที่จะนำคนทั้ง
หลายไม่ว่ายิวหรือต่างชาติกลับมาสู่แผ่นดินของพระองค์ วันนี้พระองค์ยังทรงเปิดทางให้เขาและ
คนต่างชาติอย่างเรากลับสู่อ้อมกอดของพระองค์ 
 

โรม 11:29-30
คนต่างชาติ ไม่ว่าจะชาติไหน แต่ไรมาก็เป็นคนที่ถือว่าไม่ได้เชื่อพระเจ้า กบฏต่อพระองค์ แต่พระเจ้าได้ทรงเมตตา ประทานโอกาสให้กลับใจ โดยผู้ที่ทรงสั่งการเรื่องนี้คือ องค์พระเยซูคริสต์เอง ในวันที่ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  ส่วนหนึ่งที่พวกเราได้รับโอกาสแห่งความรอดนี้ เป็นเพราะอิสราเอลเองที่ดึงดันต่อพระเจ้า  แต่แล้ว เรื่องก็พลิกกลับ คือพระองค์ทรงหันไปหาอิสราเอลอีก เพื่อพวกเขาจะได้รับพรที่ทรงสัญญาไว้แก่อับราฮัม

โรม 11:31-32
เหมือนเป็นเหตุและผลกลับไปกลับมาเนื่องจาก
ความไม่เชื่อ กับ พระเมตตาที่พระเจ้าทรงประสงค์จะประทานกับมนุษย์ ทุกคนในโลก อิสราเอลไม่เชื่อ
คนต่างชาติก็ได้รับพระเมตตา คนต่างชาติไม่เชื่อ
อิสราเอลก็ได้รับพระเมตตา
ทุกคนในโลกล้วนเป็นคนที่เหมือนติดคุกแห่งบาป
เป็นทาสแรงงานที่ถูกซื้อขายอยู่ในตลาดทาสบาป และผู้เดียวที่จะทำให้ทาสเหล่านี้เป็นไทยคือพระเยซูผู้ทรงซื้อทาสคืนด้วยชีวิตของพระองค์ 

โรม 11:33
ไม่มีใครที่จะเข้าใจแผนการตั้งแต่ต้นของพระเจ้า
ได้เลย ศัตรูของพระองค์ไม่อาจจะเข้าใจว่า วันหนึ่งพระองค์จะทรงเปิดทางให้มนุษย์ที่ทำบาปทุกคน
มาถึงพระเจ้าได้โดยไม่ต้องถวายเครื่องบูชาแบบที่คนอิสราเอลเคยผ่าน  เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงสร้างพระกายของพระองค์ขึ้นมาใหม่ ประกอบด้วยชนชาติทั้งโลกที่เชื่อในพระองค์พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มุ่งหน้าที่จะนำผู้คน
มาหาพระเจ้าเหมือนกัน เป็นพระดำริที่คาดไม่ถึง!!

โรม 11:34-35
สำหรับคนที่รู้จักพระเจ้าจริง พวกเขาเข้าใจทันทีว่าสมองเล็ก ๆ คนที่รู้ภาษาแค่นี้ แม้จะรู้เท่ากับคนทั้งหมดโลก ก็ยังไม่สามารถรู้ถึงพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่สามารถรู้พระดำริของพระองค์ได้หมด เพียงแค่ที่พระเจ้าประทานให้เราผ่านธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาเรียนรู้ทั้งชีวิต ก็ยังรู้ไม่หมด เพียงแค่ที่พระเจ้าประทานผ่านพระคัมภีร์  ก็ยังแปลความได้ไม่ถี่ถ้วนไม่เข้าใจอย่างปรุโปร่ง ความลี้ลับของเอกภพ ก็ไม่อาจเข้าใจแจ่มแจ้ง นี่คือพระเจ้าของเรา !!

โรม 11:35-36
มนุษย์เราไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ โดยไม่เริ่มมาจากสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมาก่อน  สรรพสิ่งเป็นมาจากพระองค์ทั้งสิ้น แผนการแห่งความรอด
ก็เป็นมาจากพระองค์ เพื่อพระเกียรติยิ่งใหญ่ของ
องค์พระผู้สร้าง และแผนการนั้นไม่มีใครทำให้ได้
นอกจากโดยองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น  ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการสรรเสริญพระองค์อย่างสูงส่งที่ทรงให้กับมนุษย์ทุกคนโดยไม่คิดค่าใด ๆ  ท่านเปาโลชวนเราถวายพระสิริแด่พระเจ้าเป็นนิตย์ 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 11
1* เยเรมีย์ 46:28; 1 ซามูเอล 12:22; 2 โครินธ์ 11:22
2* โรม 8:29
3* 1 พงศ์กษัตริย์ 19:10, 14
4* 1 พงศ์กษัตริย์ 19:18
5* โรม 9:27
6* โรม 4:4
7* โรม 9:31; 2 โครินธ์ 3:14
8* อิสยาห์ 29:10, 13; เฉลยธรรมบัญญัติ  29:3-4
9* สดุดี 69:22-23
11* อิสยาห์ 42:6-7; โรม 10:19



12* โฮเชยา 1:10: 2:23
13* กิจการ 9:15; 22:21
14* 1 โครินธ์ 9:22
15* อิสยาห์ 26:16-19
16* เลวีนิติ 23:10
17* เยเรมีย์ 11:16; เอเฟซัส 2:12
18* 1 โครินธ์ 10:12
20* ฮีบรู 3:19
22* 1 โครินธ์  15:2;
23* 2 โครินธ์ 3:16
25* โรม 12:16; 2 โครินธ์ 3:14; ลูกา 21:24


26* อิสยาห์ 59:20-21
27* อิสยาห์ 27:9
28* เฉลยธรรมบัญญัติ  7:8; 10:15
29* กันดารวิถี 23:19
30* เอเฟซัส 2:2
32* กาลาเทีย 3:22
34* อิสยาห์ 40:13; เยเรมีย์ 23:18; โยบ 36:22
35* โยบ 41:11
36* ฮีบรู 2:10; 13:21

ปัญญาจารย์ 2 หาความหมายชีวิต

ทั้งความสุขและสมบัติก็อนิจจัง
1 ข้า คิดในใจว่า “มาเลย .. เราจะทดลองเจ้า(ชีวิต)ด้วยความสนุกสนานร่าเริง เพื่อค้นหาสิ่งดี” แต่แล้ว ก็เป็นเรื่องอนิจจัง
2 ข้ามองว่า การหัวเราะเป็นเรื่องโง่ ความสนุกสนานได้ให้ประโยชน์อย่างใดหรือ?”
3 ข้าค้นใจตัวเองว่าจะกระตุ้นร่างกายให้มีความสุขด้วยเหล้าองุ่น และยึดความโง่เง่าเอาไว้  (ในขณะที่ใจของข้า
ก็ได้นำตัวข้าด้วยสติปัญญา)
ข้าอยากเห็นว่า มนุษย์ จะทำอะไรที่มีคุณค่าในโลกได้บ้างในชีวิตอันแสนสั้นของเขาเอง

4 ข้าทำงานที่ออกมายิ่งใหญ่ ข้าสร้างบ้านหลายหลังให้ตัวเอง ข้าปลูกสวนองุ่นให้ตัวเองหลายแห่ง
5 ข้าทำสวนผลไม้ และส่วนหย่อนใจหลายแห่ง ข้าปลูกผลไม้หลากชนิดไว้ในนั้น
6 ข้าสร้างบ่อไว้เพื่อรดน้ำต้นไม้ที่กำลังงอกงาม 
7 ข้าได้ซื้อทั้งทาสชายและทาสหญิง  และยังมีทาสที่เกิดในบ้านของข้าเพิ่มขึ้นมาอีก ข้ามีฝูงวัว และแพะ แกะ  จำนวนมากกว่าใคร ๆ ที่เกิดมาก่อนข้าในเยรูซาเล็ม  
8ยิ่งกว่านั้น ข้ายังสะสมเงิน และทองคำจำนวนมากมายเก็บไว้ในคลัง และยังได้รับบรรณาการจากกษัตริย์ และจากแคว้นต่าง ๆ   ข้ายังมีนักร้องชายหญิง และยังมีเมียน้อยอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชายชอบนัก 
9 ต่อมาข้าก็ยิ่งใหญ่ขึ้น และมีฐานะสูงกว่าทุกคนที่อยู่ในเยรูซาเล็มมาก่อนข้า  และข้ายังมีสติปัญญากับตัวด้วย  
10 ทุกสิ่งที่ดวงตาอยากดู ข้าก็ไม่ห้ามใจตัวเอง ใจต้องการสนุกขนาดไหน ข้าก็ไม่ห้าม  เพราะข้าพอใจกับงานทั้งสิ้นที่ข้าทำลงไป และนี่เป็นรางวัลสำหรับการลงมือทำงานทั้งสิ้น 

11 ถึงอย่างนั้น เมื่อข้าหันมาดูงานทั้งหมดที่มือทำลงไป  และแรงงานที่ตรากตรำทำไป และดูเถิด ทุกอย่างก็เป็นอนิจจัง  เป็นการไล่ตามลม และไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาภายใต้ดวงอาทิตย์

สติปัญญาดีกว่าความโง่
12  ดังนั้น ข้าจึงหันไปพิจารณาสติปัญญา  ความไร้สติ และความโง่เขลา   ผู้ใดที่ขึ้นครองราชย์หลังจากกษัตริย์องค์ก่อน
จะทำอะไรได้อีก นอกจากสิ่งที่องค์ก่อน ๆ ทำมาแล้ว?
13 และข้าก็เห็นว่า สติปัญญามีประโยชน์มากกว่าความเขลา   เปรียบได้กับความสว่างมีประโยชน์กว่าความมืด 
14 คนที่มีสติปัญญามีตาอยู่ในความคิดของเขา แต่คนโง่เดินในความมืด ถึงอย่างนั้น แล้วข้าก็มาตระหนักว่า พวกเขาทั้งสองก็ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน
15 ข้าจึงคิดในใจว่า “สิ่งที่คนโง่ต้องเผชิญ ก็จะเกิดกับเราด้วย แล้วเราจะฉลาดเกินไปทำไมเล่า?” ข้าจึงคิดในใจว่า “นี่ก็อนิจจังเช่นกัน”
16 ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนฉลาดหรือเป็นคนโง่ ก็จะไม่มีใครระลึกถึงพวกเขาตลอดไป  ในที่สุด ทุกคนจะถูกลืม  คนฉลาดก็ตายเหมือนคนโง่! 
ความไร้ค่าของแรงงานที่ลงไป
17  ข้าจึงเกลียดชีวิต เพราะงานที่ทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์นั้น ทำให้ข้าเศร้าใจนัก เพราะทุกสิ่งอนิจจัง และเป็นแค่การวิ่งไล่ตามลม
18ข้าพเจ้าเกลียดผลงานที่ได้ตรากตรำทำไปภายใต้ดวงอาทิตย์  เพราะข้าพเจ้าจะต้องละวางไว้ให้กับคนที่มาภายหลัง

19 แล้วใครจะรู้ได้ว่า เขาเป็นคนฉลาดหรือโง่เขลา ถึงอย่างนั้น เขาก็จะเป็นเจ้าของผลจากแรงงานของข้าพเจ้า และเป็นงานที่ข้าพเจ้าใช้สติปัญญา ความเข้าใจภายใต้ดวงอาทิตย์ นี่ก็เป็นความว่างเปล่าด้วย
20 ดังนั้นใจของข้าพเจ้าจึงสิ้นหวังกับทุกชิ้นงานที่ได้ตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์
21เมื่อมีใครคนหนึ่งลงมือทำงานออกแรงด้วยสติปัญญา ความรู้ ความชำนาญ แต่แล้ว ก็ต้องละวางสิ่งเหล่านั้นให้กับคนที่ไม่ได้ลงแรงทำขึ้นมา นี่เองก็เป็นความว่างเปล่าและน่าเสียดายอย่างยิ่ง
22  คนเราได้ประโยชน์อะไรจากแรงงานทั้งหมด การที่ต่อสู้ ด้วยหัวใจกับสิ่งที่เขาทำภายใต้ดวงอาทิตย์?
23  เพราะตลอดชีวิตของเขานั้น ความพยายามของเขานั้นเจ็บปวดและน่ากังวล  แม้ยามค่ำ เขาก็ยังไม่พัก นี่เองก็เป็นความว่างเปล่า
24  ดังนั้นจึงไม่มีอะไรดีสำหรับมนุษย์ยิ่งไปกว่าการกิน และดื่ม และได้รับความสุขจากแรงงานของเขา นี่เป็นสิ่งที่ข้าเห็นว่า มาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า

25 เพราะมีใครเล่าที่จะกิน และได้รับความยินดีได้หากปราศจากพระองค์?
26 เพราะพระเจ้าได้ประทานสติปัญญา ความรู้ และความยินดีให้แก่คนที่พระองค์ทรงพอพระทัย  สำหรับคนบาป พระองค์ได้มอบงานที่พวกเขาจะต้องเก็บรวบรวม และสะสมไว้เพื่อมอบให้กับคนที่พระองค์ทรงพอพระทัย
นี่ก็ว่างเปล่าเช่นกัน เหมือนวิ่งไล่ตามสายลม 

อธิบายเพิ่มเติม

คำอนิจจัง มาจากฮีบรูที่ว่า הֶבֶל (เฮเวล) หมายถึง ไอ ควัน หมอกซึ่งเป็นภาพของสิ่งที่ อยู่ไม่นาน อยู่ประเดี๋ยวเดียว ล่องลอยไป ไม่เป็นที่พอใจอย่างยั่งยืน
ไม่ได้หมายความว่าชีวิตไร้ค่าไปเสียทีเดียว แต่คือชีวิตและทุกสิ่งของชีวิตไม่ยั่งยืน

2:1-11 ทั้งความสุขและสมบัติก็อนิจจัง
ตอนนี้ปัญญาจารย์มีความคิดว่า จะมาทำการทดลองเรื่องความร่าเริง (1-3)
การสร้างสิ่งต่าง ๆ (4-6) และการสะสมสารพัดสิ่ง (7-9) ท่านสรุปตั้งแต่ต้นให้เรารู้ว่า ทั้งหมดนี้ กลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่า อนิจจังสำหรับท่าน!

2:1-3 อย่างแรกที่ปัญญาจารย์ตามหาคือ เสียงหัวเราะ ท่านคงเรียกเหล่าคนเล่าเรื่องตลก ตัวตลก มาแสดง มาเล่าเรื่อง ให้หัวเราะมากที่สุด ทุกคนตามหาความสนุกในการหัวเราะ โลกเรามีเรื่องทุกข์มาก ฉะนั้นให้เราหัวเราะกันเถอะ ในยุคของเราก็มีอาชีพที่คนชอบมากคือการทำให้คนหัวเราะ เป็นตลกที่เป็นทีมบ้าง ที่ยืนพูดเดี่ยวบ้าง** (ในเวลาเดียวกัน ปัญญาจารย์ได้บอกว่า การหัวเราะเป็นยาอย่างดีในหนังสือสุภาษิต )

แต่แล้ว ปัญญาจารย์พบว่า นั่นไม่ได้ช่วย ก็เลยไปหาเครื่องดื่มเพื่อสร้างความสุข เพื่อเอาความรู้สึกอนิจจังออกไปจากความคิด คราวนี้ขอใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้ความทุกข์ใจออกไป แต่เมื่อสร่างเมาแล้วก็รู้ว่า มันช่วยไม่ได้อย่างถาวร มันช่วยได้ชั่วครู่ชั่วยาม ข้อนี้แปลกที่ปัญญาจารย์ได้เลือกทำสิ่งที่คิดว่าจะหาความสุขได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังใช้สติปัญญารั้งตัวเองเอาไว้

2:4-7 ปัญญาจารย์ ยังมีความสุขกับการก่อสร้าง การทำสวนมากมาย ที่ทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข ถ้าเรามีโอกาสได้ทำก็จะพบความสุขในการทำไร่เหล่านี้ ทั้งหมดนี้ปัญญาจารย์ได้สร้าง ปลูก ซื้อ เป็นเจ้าของสารพัดสิ่ง ตอนนี้ปัญญาจารย์ (ย้อนกลับไปอ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 4-10) เป็นเหมือนเศรษฐีพันล้านที่เราเห็นในปัจจุบัน





2:8 ปัญญาจารย์ยังพยายามหาความสุขกับการสะสม ทั้งเงิน ทองคำ นักร้องที่จะสร้างความสำราญ และผู้หญิงอีกมากมาย ท่านพยายามหาความสุขทางเพศ แบบ สุดขั้ว แบบที่ผู้ชายชอบ คิดถึงเหตุการณ์ตอนกลางคืนที่มีการกินอย่างฟุ่มเฟือย มีนักร้อง นักเต้นรำแบบตะวันออกกลางในงาน และความร่าเริงที่เน้นเรื่องเพศเป็นหลัก ปัญญาจารย์ก็ไม่ได้หลบเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้ กลับอยู่ในโลกของความชั่วช้านี้ด้วย เวลามั่งคั่ง ต้องการอะไรก็ได้ ความชั่วก็รออยู่ที่จะทำลายชีวิตของเจ้าของสมบัตินั้น ความสุขที่ปัญญาจารย์ ตามหาตอนนี้ ไม่มีพระเจ้าอยู่เลย เป็นวัตถุ ความสุขชั่วครู่ชั่วยามล้วน ๆ

2:9 ยิ่งกว่านั้นปัญญาจารย์ ยังหาความสำเร็จในชีวิต ท่านใหญ่กว่าใคร ร่ำรวยกว่าใคร ๆ ฉลาด กว่าใคร ๆ

2:10 ถ้าเราวัดความสุข ความพอใจจากความสำเร็จในชีวิต .. เราจะพบความรู้สึกเดียวกันปัญญาจารย์ คือไม่ต้องมีความยับยั้งชั่งใจเลย ท่านมองว่า ความสำเร็จที่ได้มาเป็นรางวัลของผลงานที่ทำลงไป ท่านประสบความสำเร็จจนพระราชินีประเทศทางใต้ได้มาชมความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ณ ( 1 พงศ์กษัตริย์ 10:66-67)
2:11 เมื่อมาประเมินผลของงานทั้งสิ้น แรงทั้งหมด ความสุข เสียงหัวเราะ และความสำเร็จทั้งสิ้น ท่านกลับท้อแท้หรือเกิน ท่านได้พบว่า ทั้งหมดมีคำตอบอันเดียวกันคือ הֶבֶל คือทุกสิ่งนั้นไม่ยั่งยืน ทั้ง ๆ ที่ในข้อ 10 บอกว่า พอใจกับงานที่ทำ ความสำเร็จทั้งสิ้น ชีวิตแสนสั้นแม้ดูเหมือนประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังอนิจจัง ปัญญาจารย์ทำงานเยอะ แต่ไม่ได้ภาคภูมิใจจริง ๆ แตกต่างจากตอนที่พระเจ้าทรงสร้างโลกที่พระองค์ทรงเห็นว่าทุกอย่างที่ทรงสร้างนั้นดี!

สติปัญญาดีกว่าความโง่
2:12-16 แล้วท่านก็มานั่งเปรียบเทียบชีวิตของคนที่มีปัญญากับคนที่โง่เขลา การมีปัญญานั้นดีกว่าแน่นนอนในการใช้ชีวิต แต่แล้ว เมื่อมองไปให้จนสุด ท่านก็มาตระหนักว่า ทั้งสองก็ต้องตายเหมือนกัน (14) เมื่อตายไป ก็จะไม่มีใครคิดถึงพวกเขาอีกต่อไป (16)
เราจะเห็นได้ว่า ท่านไม่ได้มองชีวิตนิรันดร์แบบพระคัมภีร์ใหม่ ท่านยังไม่เข้าใจพระคำที่ว่า การทำงานรับใช้พระเจ้าไม่มีชิ้นใดที่ ที่พระเยซูประทานให้ แต่มองแค่ว่า ชีวิตจบลงที่ความตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง

2:17-19
การที่กษัตริย์ซาโลมอนกล่าวว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์” มีความหมายถึงช่วงชีวิตที่มีอยู่บนโลกนี้ ท่านมองว่า ไป ๆ มาๆ ทุกอย่างที่ทุ่มเททำลงไป ก็ต้องทิ้งให้คนอื่นรับไป คน ๆ นั้นจะกลายเป็นเจ้าของสิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมด
มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย หากมองได้อย่างซาโลมอน พวกเราก็คงไม่ทำอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่ สู้ไปจนกระทั่งสิ้นชีวิต พอตายไปแล้ว ก็ไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย น่าหนักใจเสียจริง

2:20-23 สังเกตคำว่า ภายใต้ดวงอาทิตย์ นั่นคือ ชีวิตที่เห็นอยู่ขณะที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ตายไปแล้ว ไม่ใช่โลกหน้า แต่เป็นเรื่องของชีวิตปัจจุบันที่ทุกคนกำลังใช้ชีวิต ออกแรงทำงาน ปัญญาจารย์ไม่เห็นความหวังนอกเหนือไปจากชีวิตในโลกนี้ ท่านเองมีลูกหลานมากมายเพราะมีภรรยามากมายเหลือเกิน ท่านก็เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งที่จะตามมา มันน่าจะโกลาหลยิ่งนัก ภรรยาทั้งหมดก็ต้องสู้กันเพื่อได้สมบัติ ลูก ๆ ก็ไม่ได้รักกัน ต่างต้องชิงดีชิงเด่นกัน
จะเห็นว่ายามนอนหลับยังไม่หยุดที่จะคิดโน่นนี่ คิดงาน นอนไม่หลับ ตื่นมาก็อยากจะนอน แต่ต้องไปทำงานแล้ว คนในโลกโบราณไม่ได้ต่างอะไรกับคนโลกปัจจุบัน

2:24-26 ความพึงพอใจที่ได้มาจากพระเจ้า (สุดยอดของชีวิต) แต่แล้ว ก็เกิดการหักมุมความคิด ที่ปัญญาจารย์คิดมาตั้งแต่ต้น ไม่มีพระเจ้าอยู่ในสมการความสุขของท่าน เราลองอ่านข้อ 22-23 เปรียบเทียบกับข้อ 24-26 จะเห็นว่า ความเห็นของท่านเริ่มเปลี่ยนเมื่อท่านนำพระเจ้าเข้ามาในชีวิต การที่ท่านเชื่อในพระเจ้า แต่ยังมีความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นอนิจจังนั้น ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นสิ่งที่ท่านต้องตามหาคำตอบ ท่านยังไม่ได้เจอคำสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์จากพระเยซูคริสต์เหมือนคนในสมัยนี้ ชีวิตจึงน่าท้อแท้ แต่อย่างไร ท่านก็ยังมีกำลังใจขึ้นเมื่อคิดถึงว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานความยินดี อาหาร น้ำ ปัญญาให้กับคนที่พระองค์ทรงพอพระทัย

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 2
1* ลูกา 12:19; ปัญญาจารย์ 7:4; 8:15; 1:2
3* ปัญญาจารย์ 1:17; 3:12-13; 5:18; 6:12
4* 1 พงศ์กษัตริย์ 7:1-12
8* 1 พงศ์กษัตริย์ 9:28; 10:10, 14, 21
9* ปัญญาจารย์ 1:16; 2 พงศาวดาร 9:22
11* ปัญญาจารย์ 1:3, 14
12* ปัญญาจารย์ 1:17; 7:25; 1:9

13* ปัญญาจารย์ 7:11, 14, 19; 9:18; 10:10
14* สุภาษิต 17:24; สดุดี 49:10
16* ปัญญาจารย์ 1:11; 4:16
18* สดุดี 49:10
22* ปัญญาจารย์ 1:3; 3:9
23* โยบ 5:7; 14:1
24* ปัญญาจารย์ 3:12-13, 22
26* สุภาษิต 2:6; 28:8