ปัญญาจารย์ 11 ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
1 จงโยนขนมปังลงในน้ำทะเล เพราะหลายวันหลังจากนั้นเจ้าจะพบมันกลับมา
2 จงแบ่งส่วนของเจ้าเป็นเจ็ดส่วนหรือแปดส่วนในการลงทุน เพราะเจ้าไม่รู้ว่า จะมีความหายนะใดเกิดขึ้นบนโลกนี้
3 หากก้อนเมฆเต็มด้วยฝน มันก็จะเทน้ำลงมาบนโลก  ไม่ว่าต้นไม้จะล้มลงไปทางใต้หรือทางเหนือ มันก็จะอยู่ตรงที่มันล้มลงนั้น
4 คนที่เฝ้าแต่สังเกตลม จะไม่หว่าน และคนที่เฝ้าแต่ดูเมฆก็จะไม่เก็บเกี่ยว
5  เจ้าเองไม่รู้ทางของลม หรือ ไม่รู้ว่ากระดูกเติบโตในครรภ์ของมารดา ฉันใดฉันนั้น เจ้าก็ไม่รู้ราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง (ไม่หยั่งรู้ว่าชีวิต (หรือวิญญาณ) เข้าสู่ร่างกายที่กำลังถูกปั้นขึ้นมา)
6 จงหว่านเมล็ดในตอนเช้า และอย่าหยุดทำงานจนตกเย็น เพราะเจ้าไม่รู้ว่า งานไหนจะสำเร็จ ชิ้นนี้ หรือชิ้นนั้น หรือว่าจะสำเร็จเท่าๆ กันทั้งสองงาน  

ต้องมีความสุขกับชีวิต
เพราะเราเลี่ยงความตายไม่ได้
7 ความสว่างนั้นทำให้ชีวิตหวานชื่น และการได้เห็นอาทิตย์นั้นก็ดีเหลือเกิน 
8 ดังนั้น หากใครคนหนึ่งจะมีชีวิตได้นาน ก็ให้เขายินดีในช่วงเวลาเหล่านั้นทั้งหมด แต่ ให้เขาจดจำด้วยว่า ในชีวิตยังมีวันคืน มืดมนที่ยาวนานด้วย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนไร้ค่า
 
ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า 
9 เด็กหนุ่มสาวเอ๋ย ขณะที่เจ้ายังอายุน้อย จงมีความสุขในวันเวลาเหล่านั้น  จงทำตามสิ่งที่ใจของเจ้าปรารถนา และทำตามสิ่งที่ตาของเจ้าอยากทำ แต่ให้รู้เถิดว่า พระเจ้าจะทรงตัดสินตามความตั้งใจและการกระทำของเจ้า
 10  จงกำจัดความกังวลใจออกไปจากความคิด และสลัดความเจ็บปวดออกจากร่างกายของเจ้า เพราะชีวิตของคนหนุ่มสาว และเด็ก ๆ ก็เหมือนไล่ตามลม 


อธิบายเพิ่มเติม

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
11:1-2 ผู้อธิบายพระคัมภีร์ส่วนใหญ่เห็นว่า ในสองข้อนี้เป็นการพูดถึงการลงทุนในธุรกิจคำว่าโยนขนมปังลงน้ำทะเล ใน netbible แปลว่า ให้ส่งธัญพืชข้ามทะเลไป หลายวันต่อมาเจ้าจะได้รับผลตอบแทน 
11:2
การลงทุนสำหรับนักธุรกิจอย่างกษัตริย์โซโลมอน คำว่า เจ็ดหรือแปดนั้น ในฮีบรูเป็นสำนวนนั้น เจ็ดมีความหมายว่า มากมาย ส่วนแปดคือ เหนือไปกว่ามากมาย มองเห็นว่า ควรลงทุนในหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ลงไปอย่างเดียว ที่เดียว เรื่องเดียว เพื่อจะได้ผลตอบแทนกลับมาบ้างหากมีบางอย่างล้มเหลว ก็ยังไม่ล้มเหลวทั้งหมด 
11:3 -4 ไม่ต้องรอให้โอกาสเหมาะ ถ้าเราทำงานอะไรได้ เราก็ลงมือทำไปก่อน แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนจะไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ อย่าลืมว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เทพระพรให้ เราต้องทำหน้าที่ส่วนของเราในการทำงานให้ดีที่สุด 

11:5 แม้ว่าเราไม่รู้แผนของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราไม่ทราบดินฟ้าอากาศ ความเข้าใจในเรื่องการเป็นไปของชีวิตมนุษย์เท่าไร แต่การใช้ชีวิตตามกฎของพระเจ้า การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามสุขลักษณะที่เรารู้อยู่ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำให้แผนการของพระเจ้าค่อย ๆ ปรากฏ แก่เรา เพื่อให้เราใช้ชีวิตไปตามที่พระเจ้าทรงวางไว้ให้เรา พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง พระองค์เท่านั้นที่ทรงเห็นลึกเข้าไปทั้งในร่างกายและจิตใจความคิด 
11:6 ข้อความตั้งแต่ต้นบทนี้ เป็นเรื่องการลงทุน การทำงาน โดยที่กษัตริย์โซโลมอนพยายามให้เรา รู้ว่า การทำงานของเรานั้น มีพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งอยู่เบื้องหลัง ท่านให้เราเป็นคน

ขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน และตั้งแต่ที่พูดมาจนถึงข้อหก ท่านยังไม่บ่นว่า มันเป็นสิ่งไร้ค่า หรืออนิจจัง การมีพระเจ้าเป็นผู้อยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังของชีวิต ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นมาก

11:7-8 การมีชีวิตที่มีงานทำ การที่เป็นอิสระ ทำให้ชีวิตหวานกว่าโลกที่มืด หรือโลกในแดนคนตายแน่นอน ทุกคนควรใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ลืมว่า วันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกับคนรุ่นก่อนหน้าเรา การมีชีวิตอยู่นาน หรือ Longivity ในยุคนี้ กลายเป็นความนิยมของคนสูงวัย ทุกคนพยายามที่จะมีชีวิตยืนนาน แต่ลืมไปว่า เมื่อเขาจากโลกนี้ไป เขาจะไปอยู่ในโลกใด  ชีวิตยืนนานน่าจะเป็นโอกาสให้เขาได้เลือกหนทางแห่งความรอด น่าจะเป็นเวลาสุดท้ายที่จะรู้จักองค์พระเยซูคริสต์ในโลกนี้ เพื่อว่าจะได้ไปอยู่กับพระองค์เป็นนิตย์

สิ่งที่จำได้และควรทำคือ ให้มีความสุข แต่ในเวลาเดียวกันก็จดจำด้วยว่า ความตายนั้นนานเป็นนิตย์ ดังนั้น เราสามารถตัดสินใจก่อนที่เราจะตายได้ว่าเราจะไปไหน 

ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า
11:9-10
ปัญญาจารย์สอนให้เด็กหนุ่มสาวได้ทำตามความใฝ่ฝันของตน  ให้มุ่งไป ตั้งใจบางบั่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้เสมอว่า พระเจ้าทรงมองอยู่ เขาจะเลือกทำสิ่งที่งดงาม หรือสิ่งที่ชั่วร้าย พระเจ้าทรงเห็น
พระเจ้าประทานความสามารถให้มนุษย์แตกต่างกัน และพวกเขาก็อยู่ด้วยกันเพื่อช่วยให้ชีวิตดีขึ้น คนในโลกหนาว มีหิมะก็สามารถหาหนทางที่จะใช้ชีวิตแบบหนาวและรุ่งเรืองได้
คนที่อยู่ในป่าเขาก็สามารถใช้ชีวิตล่าสัตว์เพื่อให้ต่อชีวิตและเผ่าพันธุ์ต่อไป ความสามารถก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญญาจารย์ไม่ลืมที่จะเตือนถึงแรงจูงใจในการใช้ชีวิต การกระทำที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย หรือทำร้ายผู้อื่น 

ประโยคสุดท้ายของข้อ 9 เป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องจำใส่ใจไว้ ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสินทุกอย่างในชีวิตของเขา
แล้วท่านกลับมาพูดเหมือนเดิมว่า ชีวิตเหมือนไล่ตามลม แม้จะเป็นวัยรุ่นก็ตาม ให้ระลึกถึงพระเจ้าเสมอ…
เหมือนอย่างที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ใน 1 เธสะโลนิกา  5:16-18 ว่า จงชื่นชมยินดีเสมอ อธิษฐานเสมอ ขอบพระคุณในทุกกรณี นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 11
1* อิสยาห์ 32:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 15:10
2* 1 ทิโมธี 6:18-19 ; มีคาห์ 5:5 ; เอเฟซัส 5:16
5* ยอห์น 3:8 ;สดุดี 139:14

7* ปัญญาจารย์ 7:11
8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39 ; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
10* 2 โครินธ์ 7:1 ; สดุดี 39:5

ปัญญาจารย์ 10 เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
1 ศพแมลงวันทำให้น้ำมันหอมส่งกลิ่นเหม็นหืนเช่นไร ความโง่เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้สติปัญญาและเกียรติยศตกต่ำได้เช่นนั้น 

 ความเอาแต่ใจของผู้ปกครอง ทำลายปัญญา
2 ใจของคนมีปัญญานั้นช่วยปกป้องชีวิตของเขาไว้ แต่คนโง่ขาดสามัญสำนึก ทำให้เขาตกในอันตราย
3 แม้คนโง่เดินอยู่บนถนน เขาก็ยังขาดสติปัญญา และทำให้ทุกคนเห็นความโง่เขลาของเขา
4 หากเจ้านายของเจ้าโกรธจัด ก็อย่าเพิ่งลาออก
เพราะคำตอบที่อ่อนน้อมสามารถสยบความโกรธนั้นลงได้
5 ข้าได้เห็นความไม่ยุติธรรมอีกอย่างในโลก เป็นความผิดที่เกิดจากผู้ปกครอง
6 นั่นคือ คนโง่ได้รับตำแหน่งที่มีสิทธิอำนาจในขณะที่คนมั่งคั่งกลับอยู่ในที่ต่ำต้อย
7 ข้าได้เห็นทาสนั่งบนหลังม้า และเจ้านายเดินเท้าไปราวกับทาส

 ปัญญาช่วยให้พ้นจากอันตรายในชีวิตประจำวัน
 8 คนที่ขุดหลุม อาจตกลงไปในหลุมนั้น และคนที่ทลายกำแพงลงก็อาจจะถูกงูกัดได้
9 คนที่สกัดหิน อาจบาดเจ็บจากหิน​
คนที่ผ่าซุงก็อาจจะได้รับบาดเจ็บจากซุง
10 หากขวานเหล็กทื่อ และคนงานไม่ได้ลับให้มันคม เขาก็จะต้องออกแรงมากขึ้น แต่สติปัญญามีประโยชน์ทำให้เขาสำเร็จผลได้ 
11 หมองูนั้นไร้ประโยชน์หากเขาถูกงูฉกก่อนที่จะสะกดงู

คำพูดและผลงานของคนมีปัญญาและคนโง่
12 ถ้อยคำของคนมีปัญญานั้นทำให้ผู้คนพึงใจ แต่ถ้อยคำของคนโง่ก็ทำลายตัวเขาเอง
13 เมื่อเริ่มต้นพูดก็รู้แล้วว่าโง่ เมื่อจบก็พบว่า เป็นความชั่วร้ายเลวทราม 14 แต่แล้วคนโง่ก็จะยังพูดต่อไม่จบ
ไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น
ใครเล่าจะบอกเขาได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต?
15 การงานของคนโง่นั้นทำให้เขาเหนื่อยอ่อน เพราะเขายังไม่รู้หนทางที่จะเข้าเมืองเลย

ปัญหากับผู้ปกครองที่โง่เขลา 
16 วิบัติแก่เจ้า แผ่นดินที่มีกษัตริย์ที่ทำตัวเหมือนเด็ก  และเจ้าชายก็กินเลี้ยงกันแต่เช้า 
17 ความสุขมีแก่เจ้า แผ่นดินที่กษัตริย์ของเจ้าเป็นโอรสที่มีเกียรติ และเจ้าชายก็กินเลี้ยงในเวลาที่พอเหมาะด้วยการควบคุมตนเอง ไม่ใช่การเมามาย
18 เพราะความเกียจคร้าน หลังคาก็ถูกปล่อยให้พังลงมา และเพราะการงอมือ บ้านจึงมีน้ำรั่ว 
20 อย่าแช่งด่าองค์กษัตริย์ แม้ในความคิด อย่าแช่งด่าคนมั่งคั่งขณะที่เจ้าอยู่ในห้องนอน เพราะนกจะเอาสิ่งที่เจ้าคิดไปรายงาน  และสัตว์มีปีกจะคาบถ้อยคำของเจ้าไป 

อธิบายเพิ่มเติม

เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
10:1
ข้อสุดท้ายของบทที่ 9 บอกว่า คนทำบาปคนเดียวทำให้เสียหายใหญ่ได้ คนเดียวเท่านั้น!! ซึ่งข้อ 1 นี้ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน แมลงวันตัวเล็ก ๆ ที่ตายแล้วในน้ำมันหอมสามารถทำลายกลิ่นดี ๆ ได้ ความโง่เล็กน้อยสามารถ ทำลายปัญญา เกียรติยศของใครบางคนได้ กษัตริย์โซโลมอนเตือนเราว่า สิ่งเล็กน้อยในชีวิตที่ไม่ได้ระวังอาจทำลายเราได้
บางทีเราเห็นอาจารย์แสนดีที่ฉลาด สอนให้เรารู้จักชีวิต รู้จักพระคัมภีร์ แต่แล้ว วันหนึ่งเขาอายุมากแล้ว มาสารภาพว่า เขาไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยามาหลายปีแล้ว … อย่างนี้ ทำลายทั้งคริสตจักร และครอบครัวของตนเอง รวมไปถึงพี่น้องคริสเตียนอื่น ๆ ด้วย
 ความเอาแต่ใจของผู้ปกครอง ทำลายปัญญา 
10:2
ข้อนี้ยังแปลได้ว่า ใจคนมีปัญญาอยู่ทางขวามือ(มีความหมายว่าแข็งแรงและดี) แต่ใจคนโง่อยู่ทางซ้ายมือ (ความหมายคืออ่อนแอและเลว)
การขาดสามัญสำนึกอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาชั่วครู่แต่ทำลายทั้งชีวิตได้  

10:3-4
คนเรานั้น สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความฉลาดหรือโง่ของตนให้คนอื่นเห็นได้ง่าย และสำหรับคนโง่แล้ว เมื่อแสดงความโง่ อวดฉลาดก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังทำให้โลกรู้ว่าตัวเองโง่เพียงใด
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ลำบากก็อย่าหุนหันพลันแล่น  ให้หาทางที่จะแก้ไขสถานการณ์นั้นเพื่อไม่ให้คนทั้งกลุ่มต้องพินาศไปด้วย

10:5-7
ความไม่ยุติธรรมนี้เกิดจากผู้ปกครองได้ และเกิดจากคนที่เลือกพวกเขาขึ้นมาด้วย (หากอยู่ในประเทศมีการเลือกตั้งจริง ๆ  ทุกแห่งจะได้ผู้นำที่อาจเป็นคนดี หรือเป็นคนหลอกลวงให้ตายใจอย่างสนิทก็ได้)
ข้อความตอนนี้ของปัญญาจารย์ช่างตรงกับเหตุการณ์ต่างๆ ในทุกประเทศ เราเห็นคนโง่ได้รับตำแหน่งสูงเสมอ ๆ น่าเสียดายเหลือเกิน 

 ปัญญาช่วยให้พ้นจากอันตรายในชีวิตประจำวัน
10:8-9
เราจะเห็นว่าใครทำอะไร เขาก็จะได้รับผลในสิ่งที่ทำนั้น ขุดหลุม สกัดหิน ผ่าซุง ต่างมีผลตามมาที่ดีและอาจเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

10:10-11
ปัญญาจารย์เตือนสติเรื่องง่าย ๆ หากขวานทื่อ ก็ต้องลับเสียก่อนเอาออกไปตัดต้นไม้
หากเป็นหมองูก็ต้องระวังตัวไม่ให้งูฉกตัวเองจนเป็นอันตรายไปเสียก่อน  จะขับรถทางไกลก็ต้องเตรียมรถให้พร้อม ฯลฯ 

คำพูดและผลงานของคนมีปัญญาและคนโง่
9:12-15  
เวลานักการเมืองที่ไม่รู้อะไรหาเสียง พวกเขาจะถูกประชาชนโห่เอา แต่ประชาชนจะพอใจกับคนที่พูดอย่างถูกต้อง ยกเว้นว่า ประชาชนรุ่นนั้นถูกกล่อมมานานแสนนาน จนไม่รู้ว่าสิ่งดีสำหรับพวกเขาคืออะไร  ดูประเทศจีน รัสเซีย
เกาหลีเหนือ ที่ขาดเสรีภาพในแทบทุกเรื่อง

คนเราสามารถพูดไปได้เรื่อยเปื่อยโดยที่คิดว่า ตัวเองรู้มาก ดังนั้นยิ่งในโลกโซเชียลที่เรากำลังจ้องดูกันทุกวันนี้  เราต้องเลือกฟัง เลือกดู ไม่ใช่ฟังทุกคน ดูทุกเรื่อง เพราะหลายคนยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้ถูกต้อง ล้มเหลวสารพัด แต่พอขึ้นจอก็ทำตัวเหมือนกูรูที่เก่งกล้า ..​ระวังให้ดี

ปัญหากับผู้ปกครองที่โง่เขลา 
9:16-17
ปัญญาจารย์หันกลับมาเรื่องการปกครองอีกครั้ง หากเรามีผู้ปกครองที่เห็นแก่ความสนุกสนาน เท่ากับชีวิตวิบัติแล้ว  เราได้เห็นชาติต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถมีชีวิตอยู่อย่างหรูหรา ลูกหลานซื้อของแบรนด์เนม  ใช้รถนำเข้า  แต่ประชาชนกลับยากจนค่นแค้นมากมายในโลกนี้ 
แต่หากประเทศใดมีผู้ปกครองที่มีคุณธรรม ชาตินั้นก็จะเป็นสุข และสามารถเติบโตไปได้ด้วยดี 

9:18-20
ท่านปัญญาจารย์คงเดินไปในถนนเมืองเยรูซาเล็ม และเห็นบ้าน คฤหาสถ์ที่สะอาด ดูดี และยังเห็นบ้านเรือนที่ทรุดโทรม สมัยเราเรียกสลัมนั่นเอง
ท่านสรุปว่้า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะความเกียจคร้าน ไม่ใช่เพราะความยากจน เพราะคนจนที่บ้านสะอาดดูดีก็มีเยอะ และที่ท่านกล่าวว่า  เงินคือคำตอบสำหรับทุกอย่างในโลก ดูเหมือนจะเป็นแค่คำประชดประชัน เพราะท่านเองรู้ว่า เงินไม่ได้ให้ความสุข มันเป็นแค่เครื่องมือความสะดวกสบาย 
คนที่เชื่อพระเจ้านั้น รู้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบ  แต่การเชื่อฟัง และการรู้จักพระเจ้า การยำเกรงพระเจ้าประกันชีวิตที่ดีกว่า 
ท่านเตือนไม่ให้แช่งด่าผู้ปกครอง เพราะว่า ไม่มีความลับในโลก  ยิ่งในโลกปัจจุบันความเป็นส่วนตัวไม่เหลือ เราจึงต้องระวังตัวเมื่อจะวิจารณ์ใคร
เพราะสิ่งที่จะรายงานเราคือคลิปเสียงที่พูดโดยคิดว่าเป็นความลับ แต่กลับถูกเปิดเผย ทำให้อาจถึงขั้นเข้าคุกได้เลย…

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 10
3* สุภาษิต 13:16; 18:2
4* ปัญญาจารย์ 8:3; 1 ซามูเอล 25:24-33
6* เอสเธอร์ 3:1
7* สุภาษิต 19:10; 30:22
8* สุภาษิต 26:27
11* เยเรมีย์ 8:17

12* สุภาษิต 10:32; 10:14
14* สุภาษิต 15:2; ปัญญาจารย์ 3:22; 8:7
16* อิสยาห์ 3:4; 5:11
17* สุภาษิต 31:4
18* สุภาษิต 24:30-34
19* สดุดี 104:15
20* กิจการ 23:5

ปัญญาจารย์ 9 ปลายทางของทุกคน

ปลายทางเดียวกัน
1 ข้าตรึกตรองเรื่องเหล่านี้ เพื่อจะหาข้อสรุป และข้าก็สรุปได้ว่า ทั้งคนเที่ยงธรรมและคนมีปัญญา รวมทั้งการกระทำของพวกเขา อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า จะมีความรักหรือความเกลียดรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า 
2 ทุกคนมีปลายทางอย่างเดียวกัน ทั้งคนเที่ยงธรรมและคนชั่วร้าย คนดีและคนเลว คนที่สะอาดหรือคนสกปรก คนที่ถวายเครื่องบูชา หรือคนที่ไม่ถวาย สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนดีนั้น ก็เกิดกับคนบาปเช่นกัน  สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ปฏิญาณตน ก็เกิดขึ้นกับคนที่ไม่ยอมปฏิญาณสิ่งใดเลย 
3 นี่เป็นความจริงที่น่าเศร้าเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้  ปลายทางเดียวกันรอทุกคนอยู่ นอกเหนือจากนี้คือ ใจของทุกคนเต็มด้วยความชั่วร้าย และยังมีความไร้สติโง่เง่าในใจระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นพวกเขาก็ตายไป 

จนแต่มีชีวิต ดีกว่ารวยแล้วตายไป
4  คนที่ยังอยู่ท่ามกลางคนมีชีวิตก็ยังมีความหวังเพราะสุนัขที่มีชีวิตก็ยังดีกว่าสิงโตที่ตายไปแล้ว 
5 เพราะคนที่มีชีวิตรู้ว่า เขาจะตาย แต่คนที่ตายไปนั้นไม่รู้อะไรเลย ไม่มีรางวัลต่อไป ไม่มีใครที่จะระลึกถึงเขา 
6 สิ่งที่เขารัก หรือสิ่งที่เขาเกลียด และความอิจฉาของเขานั้นก็ตายไปพร้อมกับพวกเขา และไม่มีส่วนในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกต่อไป 

มีความสุขกับชีวิตเถิดเพราะชีวิตแสนสั้น
7  จงไปเถิด ไปกินอาหารอย่างมีความสุข และดื่มเหล้าองุ่นด้วยหัวใจร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงโปรดปรานรับการงานที่เจ้าทำ
8 จงให้เสื้อผ้าของเจ้าขาวสะอาดเสมอ และใช้น้ำมันมีค่าชโลมศีรษะของเจ้า 
9 จงใช้ชีวิตกับภรรยาที่เจ้ารัก ตลอดเวลาในชีวิตที่แสนสั้นที่พระเจ้าประทานให้เจ้า ในโลกนี้   เพราะนั่นคือรางวัลในชีวิต และในการงานที่เจ้าตรากตรำในโลกนี้  
10 ไม่ว่าเจ้าจะทำงานใดด้วยมือทั้งสองของเจ้า ให้ทำเต็มกำลัง  เพราะในหลุมฝังศพ (แดนตาย)ซึ่ง เป็นที่ ๆ เจ้าจะต้องไปอยู่นั้น ไม่มีงาน การวางแผน หรือความรู้ หรือปัญญา 

เหตุที่ไม่คาดคิด…ปัญญาช่วยได้ไหม?
11 ข้ายังสังเกตเห็นว่า ในโลกนี้ คนที่ว่องไวสุดก็ไม่ชนะเสมอไป คนที่แข็งแรงสุดก็ไม่ได้ชนะศึกเสมอไป  สมบัติไม่ได้เป็นของคนที่มีปัญญาหลักแหลมเสมอไป  ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นของปราชญ์เสมอไป แต่เวลา และโอกาสอาจมาถึงเขาทุกคน
12 ไม่มีใครรู้วาระของตนเอง เหมือนกับปลาที่ถูกจับด้วยแหมรณะ  หรือนกที่ติดกับดัก  มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น ทุกคนติดกับดัก ในเวลาที่เลวร้ายซึ่งเกิดขึ้นกับเขาอย่างฉับพลัน ไม่ทันรู้ตัว 

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำปรึกษาที่ฉลาด 
13 ข้าสังเกตเห็นสติปัญญาในโลกนี้ และทำให้ข้าประทับใจ
14 มีเมือง ๆ หนึ่งซึ่งมีคนอาศัยอยู่ไม่กี่คนและมีกษัตริย์ยิ่งใหญ่เข้ามาโจมตี ล้อมเมือง และก่อเชิงเทินเพื่อนำทัพข้ามกำแพงเข้าไป
15 แต่มีชายยากจนแต่เฉลียวฉลาดอาศัยอยู่ในเมืองนั้น และเขาช่วยเมืองไว้ด้วยสติปัญญาของเขา  แต่กลับไม่มีใครระลึกถึงเขาเลย
16 ข้าสรุปได้ว่า สติปัญญาดีกว่าความแกร่ง แต่สติปัญญาของชายผู้นั้นกลับถูกดูหมิ่น และไม่มีใครยอมฟังคำแนะนำของเขา

ปัญญากับความโง่…เปรียบเทียบกัน
17 คำพูดเสียงเบา ๆ ของคนมีปัญญานั้น ก็น่าฟังยิ่งกว่าเสียงตะโกนของผู้นำท่ามกลางคนโง่ 
18 สติปัญญานั้นดีกว่าอาวุธสงคราม และคนบาปคนเดียวสามารถก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่โตได้ 

อธิบายเพิ่มเติม

บทที่ 9 นี้ ทำให้เรารู้ว่า เรารู้น้อยมาก ๆ แม้ว่าเราจะรู้รายละเอียดของธรรมชาติ เรามีเทคโนโลยีล้ำหน้า แต่เรายังรู้น้อย และบางครั้งก็ไม่อาจจะจัดการกับสถานการณ์ที่เราไม่คาดฝันได้ด้วย  และสิ่งที่ยืนทะมึนรอมนุษย์ทุกคนอยู่คือความตายที่ไม่มีใครหนีพ้น

ปลายทางเดียวกัน
9:1-3 สิ่งที่ปัญญาจารย์สรุปในสามข้อนี้คือ มนุษย์ทุกคนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และพวกเขายังมีความตายรออยู่เหมือน ๆ กัน
สำหรับคนที่มีปัญญาที่ยำเกรงพระเจ้านั้น ชีวิตของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าจึงต้องหวาดกลัว วิตกเหมือนคนอื่น ๆ ที่เป็นคนชั่วร้ายโง่เขลา เวลาของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงห่วงใยเรา และเราต้องมั่นใจ
อิสยาห์ 41:10 “อย่ากลัวเลยเพราะเราอยู่กับเจ้า  อย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า  เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้น และจะช่วยเจ้า  เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา”

จนแต่มีชีวิต ดีกว่ารวยแล้วตายไป
9:4-6
คนมีชีวิต ยังมีความหวัง”  นี่เป็นคำแห่งกำลังใจให้แก่คนที่กำลังเป็นพยาน อธิษฐานเผื่อ ปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ ลุงป้าน้าอาที่อายุมาก แต่ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า เพราะนี่เป็นความหวังเดียวของคนที่เชื่อในพระเจ้า  ดังนั้น อย่าเพิ่งหมดหวังหรือท้อแท้ เมื่อคนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่

การยังดำรงชีวิตอยู่สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้าคือการที่เรายังจะได้อยู่กับพระองค์ในโลกนี้ แต่ถ้าจะตายไปเราก็ได้กำไร เพราะเปลี่ยนจากโลกนี้ไปอยู่ใกล้กับพระเจ้าในอีกมิติ ในสวรรค์ที่ท่านปัญญาจารย์ยังไม่พบ

มีความสุขกับชีวิตเถิดเพราะชีวิตแสนสั้น
9:7-10
 มีความจริงอย่างหนึ่งคือ เราต้องมีความสุขกับชีวิต มีความสุขแต่ไม่ใช่เสียเวลาเปล่า คริสเตียนควรเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในชีวิต 
คนคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องซีเรียสตลอดเวลา อย่าทำบาป แต่มีความสุขกับชีวิต และกับคู่สมรสของตนเองที่พระเจ้าประทานให้
อย่าให้ความซ้ำซากของงาน ของความสัมพันธ์ทำให้เรายุ่งยาก 
ชีวิตที่เดาไม่ได้  แต่พระเจ้าของเราทรงเป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าชีวิตจะพัดไปทางไหน แต่พระเจ้านั้นเป็นที่พึ่งของเรา เป็นที่ ๆ ที่วางใจได้เสมอ  พระองค์ไม่เคยเผลอ ไม่มีความบังเอิญในชีวิต    

เหตุที่ไม่คาดคิด…ปัญญาช่วยได้ไหม?
9:11
เราจะเห็นว่า การเมืองของโลกนี้เป็นอย่างที่ท่านปัญญาจารย์กล่าวเอาไว้ การต่อสู้มีการบุกและการถอย มีการเป็นต่อและมีช่วงของการพ่ายแพ้  
9:12 
แม้ไม่มีใครรู้เวลาของตัวเอง แต่ดาวิดบอกว่า พระเจ้าทรงรู้ และทรงเตรียมทุกอย่างในชีวิตของเราไว้  (อ่าน สดุดี 139:16) จากชีวิตที่ปัญญาจารย์เห็นว่าเราติดกับดัก แต่คนที่รู้จักพระเจ้ากลับมองว่า พระเจ้าทรงกำหนดทุกวันของเราไว้แล้ว 

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำปรึกษาที่ฉลาด 
9:13-16 
สติปัญญาพร้อมกับกำลังย่อมดีที่สุด แต่หากมีกำลังไร้สติปัญญานั้น เป็นสิ่งน่ากลัวยิ่ง  ดังนั้นหากต้องเลือก การมีสติปัญญา แต่มีกำลังน้อยก็ยังดีกว่า อย่างไรก็ดี จากข้อ 15 เราเห็นว่า แม้คนที่มีปัญญาจะช่วยชาติไว้ ช่วยคนจำนวนมาก แต่เขาก็จะไม่ได้รับรางวัล อันนี้ถ้าเขารู้และเข้าใจ ก็จะไม่ส่งผลร้ายใด ๆ กับตัวเขา

ปัญญากับความโง่…เปรียบเทียบกัน
9:17-18
ช่วงนี้ (มค.2026) ในประเทศของเรากำลังเริ่มหาเสียงเลือกตั้ง และเราก็จะเห็นผู้สมัครที่ทั้งมีปัญญา และด้อยปัญญาแต่ส่งเสียงดัง  เราเห็นชัดว่า เพียงคนปากเสีย เข้าใจผิด คิดว่าตนเก่ง ก็อาจทำให้ทั้งพรรคพังพินาศไปได้ 
คำแนะนำโง่ ๆ จากผู้สมัครแม้เพียง ครั้งเดียวก็ส่งผลให้ผู้คนสังเกตได้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร บทต่อไป ท่านปัญญาจารย์จะคุยเรื่องนี้ในรายละเอียด 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 9
1* ปัญญาจารย์ 8:14
2* มาลาคี 3:15
5* อิสยาห์ 63:16; 26:14
7* ปัญญาจารย์ 8:15
9* ปัญญาจารย์ 2:10

10* โคโลสี 3:17 ; โรม 12:11
11* อาโมส 2:14-15; 1 ซามูเอล 6:9
12* ปัญญาจารย์ 8:7; สุภาษิต 29:6
14* 2 ซามูเอล 20:16-22
16* ปัญญาจารย์ 7:12, 19; มาระโก 6:2-3
18* โยชูวา 7:1-26

โรม 13 อาวุธแห่งความสว่าง

โรม 13:1-2
ทุกคนควรยอมเชื่อฟังเจ้าบ้านผ่านเมืองเพราะไม่มีอำนาจใดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าและทุกคนที่มีอำนาจปกครองก็ได้มาจากพระเจ้า ดังนั้นคนที่ขัดขืนอำนาจก็เท่ากับต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ กลับกลายเป็นว่า
เขาจะได้รับการลงโทษเสียเอง 

โรม 13:3-4
เพราะคนที่มีอำนาจนั้นไม่น่ากลัวสำหรับคนที่ประพฤติดี แต่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำชั่ว ท่านต้องการที่จะไม่กลัวคนมีอำนาจใช่ไหม? ก็จงทำดีและเขาจะยกย่องท่าน ผู้ปกครองนั้นเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อช่วยท่าน แต่หากทำผิด ก็จงกลัวเถิดเพราะเขาไม่ได้ถือดาบอย่างไร้ประโยชน์ เขาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อลงโทษคนทำผิด

โรม 13:5
ดังนั้น ท่านจะต้องยอมเชื่อฟังผู้ปกครอง
ไม่ใช่เพราะกลัวถูกทำโทษ
แต่เพราะท่านรู้ว่าเป็นสิ่งที่สมควรถูกต้อง
(ตามมโนธรรม)

โรม 13:6-7
นี่คือเหตุผลที่ท่านเสียภาษี เพราะผู้ปกครองกำลังทำงานของพระเจ้า และเขาอุทิศตนทำหน้าที่ของพวกเขา จงให้แก่ทุกคนที่ท่านติดเขาอยู่ จงเสียภาษีตามที่ควร จงยำเกรงคนที่น่ายำเกรง
และให้เกียรติแก่คนที่ควรได้รับเกียรตินั้น

โรม 13:8-9
อย่าเป็นหนี้อะไรใคร ยกเว้นความรักที่มีต่อกัน เพราะคนที่รักผู้อื่นก็ได้ทำตามบทบัญญัติครบถ้วน บทบัญญัติกล่าวว่า
“อย่าผิดประเวณี  อย่าฆ่าคน อย่าขโมย อย่าโลภ และคำสั่งอื่น ๆ ที่มีนั้น รวมเป็นกฎนี้คือ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”


โรม 13:10 
ความรักไม่ทำร้ายเพื่อนบ้าน
ดังนั้นการรักจึง
เป็นการเชื่อฟังบทบัญญัติ
อย่างครบถ้วน


โรม 13:11-12
จงทำสิ่งนี้ เพราะท่านรู้ถึงช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ว่าเป็นเวลาที่เราควรตื่นจากการหลับไหล เพราะความรอดนั้นเข้ามาใกล้กว่าตอนที่เราเพิ่งรับเชื่อ กลางคืนล่วงไป ใกล้จะเช้าแล้ว  เราควรจะหยุดทำสิ่งที่เป็นงานของความมืดและสวมอาวุธที่จะใช้ต่อสู้ในความสว่าง

โรม 13:13-14
ให้เราเดินในทางที่ถูกต้องเหมือนคนที่เป็นของกลางวัน เราไม่ควรมีส่วนในการเลี้ยงมั่วสุม ดื่มเหล้าเมามาย ไม่ควรมีบาปทางเพศใด ๆ ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่อิจฉาริษยากัน แต่สวมองค์พระเยซูคริสต์เจ้าไว้  อย่าเปิดโอกาสให้กับความต้องการของธรรมชาติบาปของท่านเอง 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 13:1-2
ในมัทธิว 22:21 พระเยซูคริสต์ได้กล่าวถึงการเสียภาษีแก่รัฐ กับการถวายให้กับพระเจ้า เท่ากับคริสเตียนมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งที่เขาอยู่ รวมทั้งมีหน้าที่ในฐานะเป็นคนของแผ่นดินของพระเจ้าด้วย  ในสมัยของพระเยซู ในฐานะที่เป็นพลเมือง พระองค์ยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจของทั้งโรม และทรงสิ้นพระชนม์ภายใต้อำนาจของผู้นำทางศาสนาด้วย  จากตัวอย่างนี้เราพบว่า แม้คนชั่ว
ก็ยังขึ้นอยู่ว่า พระเจ้าอนุญาตให้เขาครองไหม

โรม 13:3-4
ท่านเปาโลกำลังสอนเราให้ทำดี โดยขณะที่ท่านเขียนข้อความนี้ เป็นเวลาที่จักรพรรดิเนโรครอบครองจักรพรรดิเนโรกล่าวหาว่า คริสเตียนเป็นผู้เผาโรมและสั่งฆ่าคริสเตียนเป็นจำนวนมากในสนามกีฬาด้วยการเผาทั้งเป็น สิ่งที่ตามมา คือ คริสเตียนต้องหนีออกไปจากโรม กระจัดกระจายไปทั่วเนโรยังเป็นผู้ที่สั่งสังหารท่านและเปโตรด้วย หลังจากสงครามระหว่างโรมกับยิวในปีคศ. 66 พี่น้องที่อ่านข้อ 1-4 ต้องคิดแยกแยะให้ออก
13:5
การเชื่อฟังกฎหมาย การเชื่อฟังผู้ปกครองที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราอยู่ใต้เขานั้น เป็นสิ่งที่ท่านเปาโลสนับสนุน  การทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะว่ากลัว แต่เป็นเพราะทำให้เราได้ทำตามสิ่งที่สมควร แต่แล้ว ปัญหาในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของมารร้าย และเหตุการณ์ปัจจุบันเราพบว่าทุกอย่างกลับทางความถูกต้องกลับกลายเป็นความผิดภายใต้ผู้นำที่ร้าย คดโกง   

13:6-7
หน้าที่พลเมืองอีกอย่างที่สำคัญคือการเสียภาษีทุกคนเคยทำผิดเรื่องนี้กันมาทั้งหมด ไม่เว้นใครปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการเลี่ยงภาษีจากการค้าขายที่ไม่ได้ลงทะเบียน มีการเลี่ยงภาษีรายได้ต่าง ๆด้วยนักธุรกิจสมองใส แต่ตอนนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ เสียภาษีกันตั้งแต่เด็กเลย ..หากเราเข้าไปซื้อ
ของที่มีใบเสร็จซึ่งต้องยื่นภาษีอย่างในเซเว่นเท่ากับเราเสียภาษีส่วนหนึ่งแล้ว  ถ้าใครยังมีช่องโหว่เรื่องนี้ เราก็แก้ไขได้ ไม่สายเกินไป

โรม 13:8-9
ในโลกความเป็นจริงนั้น ทุกคนย่อมผ่านการเป็นหนี้มาแล้วทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องอุปมาที่พระเยซูเล่า เราก็พบว่า มีการให้ยืม (มัทธิว 25:27)  มีความตั้งใจคืน มีการยกหนี้ให้  การไม่เป็นหนี้ดีที่สุด คนให้ยืมก็ต้องไม่ขูดรีดขูดเนื้อ ผู้ที่ขอยืมต้องซื่อตรง(ซึ่งโลกจริงข้างนอกนั้น ดอกเบี้ยโหดมาก)ท่านเปาโลกล่าวสรุปว่า หากเรารัก เพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เราก็จะไม่ทำผิดบัญญัติต่าง ๆ ของพระเจ้าใด ๆ เพราะเราจะไม่ทำร้ายตนเอง 

โรม 13:10 
ท่านเปาโลได้เอาเคล็ดลับที่จะทำให้เราเชื่อฟัง ทำตามบทบัญญัติมาวางไว้ตรงนี้  การรักพระเจ้าจะทำให้เราเห็นพระองค์เป็นที่หนึ่ง  และไม่ทำผิดบทบัญญัติข้อแรกที่ห้ามมีพระเจ้าอื่น 

การรักเพื่อนบ้าน ทำให้เราไม่ล้ำเส้นชีวิตของใคร จากหนังสือ1 โครินธ์ 13 เราจะเห็นความรักที่ทำคุณความดีให้อย่างครบถ้วน  ในโรม 12 เรารู้ว่าความรักที่จริงใจจะให้ผลดีขนาดไหน ความรักแท้จริงตามมาตรฐานของพระเจ้าคือคำตอบ

โรม 13:11-12
ชีวิตคริสเตียนที่หลับไหลนั้น ก็เป็นพวกเราเอง มีชีวิตอยู่อย่างสบาย เราไม่ได้คิดว่า ชีวิตคริสเตียนจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ง่ายเลย เราต้องต่อสู้กับทั้งตัวและ ศัตรูของพระเจ้า ความรอดที่สมบูรณ์แบบกำลังใกล้เข้ามา แม้ว่าพระเจ้าจะทรงให้เรารอดแล้วส่วนหนึ่ง แต่เราก็ยังรอวันของพระเจ้าเพื่อให้ความรอดของเราสมบูรณ์ เราจึงมีหน้าที่ ในการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ทิ้งการงานของความมืดในชีวิต และสวมอาวุธแห่งความสว่างให้ครบ

โรม 13:13-14
การใช้ชีวิตคริสเตียนนั้น   ต้องพึ่งพลังขององค์พระเยซูคริสต์ พึ่งการช่วยเหลือของพระวิญญาณและที่สำคัญคือ ต้องรู้จักบังคับตัวเองด้วย ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบจนถึงวันที่เราจากโลกนี้ไปการเป็นคนกลางวัน กับคนกลางคืนมีความแตกต่างกันมาก และส่งผลให้ชีวิตทั้งในเรื่องของจิตใจจิตวิญญาณ สุขภาพร่างกาย ความคิดอ่าน และส่งผลต่อคนรอบข้างเราด้วย  เราทุกคนจึงต้องรักษาชีวิตให้เป็นฝ่ายพระเจ้าตลอดเวลา

พระคำเชื่อมโยง

โรม 13
1* 1 เปโตร 2:13
2* ทิตัส 3:1
3* 1 เปโตร 2:14
5* ปัญญาจารย์ 8:2; 1 เปโตร 2:13, 19
7* มัทธิว 22:21
8* กาลาเทีย 5:13-14

9* อพยพ 20:13-17; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:17-21; เลวีนิติ 19:18
10* มัทธิว 7:12;22:39-40
11* 1 โครินธ์ 15:34
12* เอเฟซัส 5:11; 6:11, 13
13* ฟีลิปปี 4:8; สุภาษิต 23:20; 1 โครินธ์  6:9; ยากอบ 3:14
14* กาลาเทีย 3:27; 5:16