
gouache on board, 16.9 x 25 cm, Jewish Museum, New York.
แม่ได้ยินความลับ
1 ต่อมาเมื่ออิสอัคชราและตามืดมัว มองไม่เห็น เขาเรียกลูกชายคนโตมาหากล่าวว่า “ลูกชายของข้า” “ลูกอยู่ที่นี่ขอรับ” เอซาวตอบ
2 อิสอัคกล่าวว่า “นี่แน่ะ พ่อนะแก่แล้ว ไม่รู้จะตายเมื่อไร
3 ให้เจ้าเอาอาวุธของเจ้าคือ ธนูและลูกธนูออกไปท้องทุ่ง ล่าเนื้อมาให้พ่อ
4 แล้วเตรียมอาหารรสดีที่พ่อชอบ เอามาให้พ่อกินเพื่อว่าพ่อจะอวยพรเจ้าก่อนที่พ่อจะตายไป”
5 ส่วนเรเบคาห์ก็แอบฟังสิ่งที่อิสอัคสั่งลูกชายเอซาวดังนั้น เมื่อเอซาวออกไปทุ่งกว้างเพื่อล่าสัตว์และนำกลับมานั้นเอง
6 เรเบคาห์บอกยาโคบว่า “ดูสิ แม่ได้ยิน พ่อพูดกับพี่เอซาวว่า
7ให้เอาเนื้อมาให้พ่อและทำอาหารรสดีให้กินเพื่อว่าพ่อจะอวยพรเจ้าต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์ก่อนที่พ่อจะตาย
8 เอาอย่างนี้ลูกชายของแม่ ฟังแม่และทำทุกอย่างตามที่แม่สั่ง
9 ให้เจ้าไปที่ฝูงสัตว์ และคัดเลือกลูกแพะมา และแม่จะเตรียมอาหารที่พ่อชอบให้
10 แล้วเจ้าก็เอาไปให้พ่อเพื่อพ่อจะอวยพรเจ้า ก่อนที่พ่อจะตาย
11 ยาโคบตอบเรเบคาห์แม่ของเขาว่า “แต่ว่าพี่เอซาวนั้นเป็นคนขนดก ตัวลูกเองเป็นคนผิวเกลี้ยงนะ” 11 ถ้าพ่อจับตัวลูก พ่อก็จะรู้ว่าลูกไปหลอกลวงท่าน และลูกจะถูกสาปแช่งแทนที่จะได้พร”
13 แต่แม่ของเขากล่าวว่า “ให้คำสาปนั้นตกอยู่กับแม่ ลูกรัก ไปทำตามที่แม่บอก ไป เอาลูกแพะมาให้แม่”
14 ดังนั้นยาโคบจึงออกไปเลือกแพะและนำมาให้แม่ของเขา ซึ่งเธอก็ได้ทำอาหารรสชาติที่พ่อของเขาชอบ
15 แล้วเรเบคาห์ก็เอาเสื้อดีท่ีสุดในบ้านที่เป็นของลูกชายคนโตคือเอซาว
สวมเสื้อตัวนั้นให้ลูกชายคนเล็กคือ ยาโคบแล้วเธอยังเอาหนังลูกแพะหุ้มที่มือและ
ตรงส่วนคอที่เกลี้ยงเกลาของเขาด้วย 17 จากนั้นเธอก็เอาอาหารรสชาติดีรวมทั้งขนมปังที่เธอทำส่งให้ลูกชาย
ปลอมตัวเข้าหาพ่อ
18 ดังนั้น ยาโคบจึงเข้าไปหาพ่อของเขา พูดว่า “ท่านพ่อ” และยาโคบตอบว่า
“พ่ออยู่นี่.. เจ้าเป็นใครกัน?”
19 ยาโคบตอบพ่อของเขาว่า “เอซาวไงขอรับ ลูกชายหัวปีของท่านพ่อ ลูกทำอย่างที่ท่านพ่อสั่งลูกแล้ว ขอท่านพ่อลุกขึ้นนั่งและกินเนื้อที่ ลูกล่ามาเถิด เพื่อว่าท่านพ่อจะได้อวยพรลูก”
20 แต่อิสอัคถามลูกชายว่า “เหตุใดเจ้าจึงพบมันเร็วนัก? ลูกพ่อ” “เพราะว่าพระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่านพ่อทรงนำมันมาให้ลูกขอรับ” เขาตอบ
21 แล้วอิสอัคจึงพูดกับยาโคบว่า “ลูกเอ๋ย ไหน.. เข้ามาใกล้พ่อสิ เพื่อพ่อจะได้คลำตัวเจ้าดูว่า เจ้าเป็นลูกเอซาวใช่หรือไม่”
โกหกหน้าตายแลกคำอวยพร
22 ดังนั้นยาโคบจึงขยับตัวเข้าไปใกล้พ่ออิสอัคซึ่งเขาก็แตะต้องตัวลูกและกล่าวว่า “เสียงของเจ้าเป็นเสียงยาโคบ แต่มือเป็นมือของเอซาว”
23 แต่อิสอัคจับไม่ได้ว่าใครเป็นใครเพราะมือของเขานั้นขนดกเหมือนเอซาวพี่ชายดังนั้นเขาจึงอวยพรลูกชาย
24 เขาถามขึ้นมา “เจ้าเป็นลูกเอซาวของพ่อจริงหรือ?” ยาโคบตอบว่า “จริงสิท่านพ่อ”
25 แล้วอิสอัคกล่าวว่า “เอาแกงมาให้พ่อเถอะพ่อจะได้กินอาหารที่ลูกล่ามาแล้วพ่อจะให้พรแก่เจ้า” ดังนั้นยาโคบเอาอาหารมาให้อิสอัคก็กินเขาเอาเหล้าองุ่นมาอิสอัคก็ดื่ม
26 จากนั้นอิสอัค พ่อของเขาก็พูดกับเขาว่า“ลูกเอ๋ย ขอเจ้าเข้ามาใกล้ ๆ และจูบพ่อหน่อย”
คำอวยพรนี้ยั่งยืน
27 เขาก็เข้ามาใกล้และจูบพ่อ เมื่ออิสอัคได้กลิ่นเสื้อผ้าของเขา เขาก็อวยพรกล่าวว่า “อา.. กลิ่นของลูกชายข้าเป็นเหมือนกลิ่นของท้องทุ่งที่พระยาเวห์ทรงอวยพระพร
28 ขอพระเจ้าประทานน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์แก่เจ้า รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน คือมีข้าว และน้ำองุ่นใหม่อย่างเหลือเฟือ
29 ขอให้ชาติต่าง ๆ ได้รับใช้เจ้า
และชาติทั้งหลายนอบน้อมต่อเจ้า
จงเป็นเจ้านายเหนือพี่น้องของเจ้า
และให้เหล่าลูกชายของแม่เจ้าได้นอบน้อมต่อเจ้า ใครก็ตามที่สาปแช่งเจ้าจะถูกสาป ทุกคนที่อวยพรเจ้าจะได้รับพร”
เพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก
30 ทันทีที่อิสอัคอวยพรยาโคบเสร็จ และเขาก็ออกไปจากพ่อ ยังไม่ทันพ้นหน้าพ่อพี่ชายก็กลับมาจากการล่าสัตว์
31 เขาก็ทำอาหารรสชาติดี นำมาให้พ่อของเขาและกล่าวว่า “ท่านพ่อขอรับ ขอท่านนั่งและกินอาหารที่ลูกล่ามา เพื่อว่าท่านพ่อจะได้อวยพรลูก”
32 แต่พ่ออิสอัคกลับตอบว่า “เจ้าเป็นใครกันนี่?” เขาตอบว่า “เอซาวขอรับ ลูกชายหัวปีของพ่อไง”
33 อิสอัคได้ยินอย่างนั้น ก็ตัวสั่นระริกขึ้นมาอย่างรุนแรง กล่าวว่า “แล้วใคร ใครที่ไปล่าเนื้อเอามาให้พ่อ? ก่อนเจ้าจะเข้ามา พ่อได้กินมันจนหมด และอวยพรเขาแล้วและเขาก็จะได้รับพรแน่นอน”
34 เมื่อเอซาวได้ยินคำของพ่อดังนั้น เขาก็ร้องออกมาเสียงดังอย่าง
ขมขื่นยิ่งนัก กล่าวกับพ่อว่า “ขอพ่ออวยพรลูกด้วยเถิด โอ ท่านพ่อ!”
35 แต่อิสอัคกล่าวว่า “น้องชายของเจ้า
มาหลอกพ่อ และเอาพรของเจ้าไปเสียแล้ว”
ขอพรที่เหลืออยู่บ้าง
36 ดังนั้นเอซาวจึงกล่าวว่า “เขาทำตัวสมกับชื่อของเขาว่ายาโคบไม่ใช่หรือ? เพราะเขาหลอกลูกสองครั้ง เขาเอาสิทธิบุตรหัวปีของลูกไปและคราวนี้ก็มาแย่งเอาพรของลูกไปด้วย”แล้วเขาก็ถามว่า “พ่อไม่ได้เก็บพรให้ลูกไว้บ้างเลยหรือขอรับ?”
37 แต่อิสอัคตอบเอซาวว่า “ดูเถิด พ่อตั้งเขาให้เป็นนายเหนือเจ้า และมอบญาติพี่น้องทั้งหมดให้เป็นคนรับใช้ของเขา พ่อได้ให้ทั้งข้าวและเหล้าองุ่นใหม่ มีอะไรเหลือที่พ่อจะทำให้เจ้าได้อีกเล่า?”
38 เอซาวกล่าวกับพ่อว่า “พ่อมีพรอย่างเดียวหรือ? ขอพ่ออวยพรลูกด้วยเถิด!”
แล้วเอซาวก็ร้องไห้เสียงดัง
39 พ่อของเขาตอบว่า “ดูเถิด ที่อาศัยของเจ้าจะอยู่ห่างไกลจากความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ห่างไกลจากน้ำค้างจากฟ้าเบื้องบน
40 เจ้าจะดำรงชีวิตด้วยดาบ และรับใช้น้องชายของเจ้า แต่เมื่อเจ้าขัดขืน เจ้าก็จะหักแอกของเขาสลัดหลุดจากคอของเจ้า”
41 เอซาวรู้สึกเคียดแค้นยาโคบ
เนื่องจากพรที่พระเจ้าได้อวยพรแก่เขา
เอซาวพูดกับตัวเองว่า “วันที่ข้าจะไว้ทุกข์ให้พ่อนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีวันนั้นข้าจะสังหารยาโคบน้องของข้า”
ผลของการหลอกลวง
42 เมื่อคำของเอซาวลูกชายคนโตมาเข้าหูเรเบคาห์เธอจึงเรียกให้ยาโคบลูกชายคนรองเข้ามาพบและบอกเขาว่า “ดูสิ พี่เอซาวของเจ้าปลอบใจตัวเองด้วยการจะฆ่าเจ้าเสีย
43 ตอนนี้ ลูกเอ๋ยขอเจ้าฟังเสียงของแม่และให้หนีไปหาลุงลาบานพี่ชายของแม่ในฮาราน 44 ไปอยู่กับเขาสักพักจนกว่าพี่จะหายโกรธ
45 เมื่อพี่หายโกรธ และลืมว่าเจ้า
ได้ทำอะไรกับเขา แม่จะส่งข่าวไปให้รู้ และส่งคนไปรับเจ้ากลับมาจากที่นั่น ทำไมแม่จะต้องเสียลูกทั้งสองคนภายในวันเดียว?”
46 แล้วเรเบคาห์กล่าวกับอิสอัคว่า “ฉันเหนื่อยกับชีวิตเพราะผู้หญิงชาวฮิทไทต์เหล่านี้ยิ่งนัก ถ้ายาโคบไปเอาหญิง
ฮิตไทต์มาเป็นภรรยาอีก ฉันก็ไม่อยากจะมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว?”
อธิบายเพิ่มเติม
แม่ได้ยินความลับ
ปฐมกาล 27:1-4
ครอบครัวอิสอัค-เรเบคาห์ทำให้เราเห็นภาพชัดถึงความรักที่ลำเอียงของทั้งพ่อและแม่ และพร้อมที่จะแย่งสิทธิ์ของอีกคนได้อย่างหน้าตาเฉย และเราจะเห็นการไม่วางใจพระเจ้าในทั้งสี่คนทั้ง ๆที่พระเจ้าได้ตรัสแล้วว่า พระดำริของพระองค์เป็นอย่างไร อิสอัคตั้งใจให้พรของลูกชายหัวปีแก่ลูกชายหัวปีที่เขารักทั้ง ๆ ที่พระเจ้าได้ตรัสแล้วว่าพี่จะรับใช้น้อง เขาไม่เห็นด้วยกับพระดำริ!
อิสอัคอายุประมาณ 137 ปี แล้ว เขาแก่หง่อมแต่ยังมีชีวิตต่อไปอีกนาน อีก 43 ปี จึงสิ้นชีวิต เมื่ออายุ 180 ปี แต่เวลานี้ เขารู้สึกเหมือนว่ากำลังจะจากไป
ส่วนเรเบคาห์เองก็ยึดคำที่พระเจ้าตรัสไว้กับเธอว่าพี่จะรับใช้น้อง ทั้ง พ่อ แม่ พี่ และน้อง ต่างสู้กันเพื่อให้ได้มาถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ดูอายุอิสอัค ที่นี่
ปฐมกาล 27:5-8
จำได้ไหมว่า ยาโคบเองได้แลกแกงกับสิทธิบุตรหัวปีไปแล้ว โดยที่เอซาวไม่ได้เห็นคุณค่าของสิทธินั้น .. ครั้งนี้ เรเบคาห์กำลังจะปิดงาน
ของการยื้อแย่งสิทธิให้จบไปเลย เธอได้ยินสิ่งที่
สามีพูดกับลูกชายคนโต ( ทั้งที่พระเจ้าทรงประสงค์อีกอย่างยาโคบเองพร้อมที่จะทำตามใจของตนเอง) และเธอก็รักยาโคบมากกว่าเอซาวอยู่แล้วด้วย ครอบครัวนี้เต็มด้วยการชิงดี ทั้งแม่และลูกชายคนเล็กมีชั้นเชิงที่เหนือกว่าพ่อและลูกชายคนโต แม้พระเจ้าตรัสแล้วว่าน้องชายจะใหญ่กว่าพี่ แต่เรเบคาห์ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้สำเร็จเสียเองแทนที่จะรอวิธีการของพระเจ้า ในเรื่องนี้ ลูกชายทั้งสองอายุ 77 ปีแล้ว เขาทั้งสองไม่ใช่เด็กหนุ่ม หรือวัยรุ่น
ปฐมกาล 27:9-10
คำสั่งของแม่นั้น เป็นสิ่งที่ยาโคบจะไม่คัดค้าน
แน่นอนที่ว่าเขาถูกเลี้ยงดูมาใกล้ชิดกับแม่มาก
กว่าพ่อ ในขณะที่พ่อสนิทสนมกับเอซาวมากกว่าเรเบคาห์พร้อมที่จะหักหลังลูกชายคนโตด้วยมือของเธอเอง ช่างเป็นคุณแม่ที่น่ากลัวเหลือเกิน เธอเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่ได้วางใจ
พระเจ้าสุด ๆ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แล้ว
ปฐมกาล 27:11-13
เรเบคาห์รักยาโคบมาก พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางที่จะให้ยาโคบได้พรของลูกหัวปี
ส่วนยาโคบก็ยังกลัวว่าพ่อจะจับได้เพราะเป็นคนผิวต่างจากพี่ เสียงก็ไม่เหมือน เขารู้ตัวดีว่าถ้าพ่อจับได้ก็จะกลายเป็นคนลวงโลก (ทั้งที่เขาทำกับพี่มาก่อนเรื่องให้พี่แลกสิทธิหัวปีกับแกงแดง) แต่ถ้าเกิดมีอะไรพลาดขึ้นมา เรเบคาห์เองยอมที่จะให้คำสาปนั้นตกอยู่กับเธอ
ปฐมกาล 27:14-16
ยาโคบทำตามคำสั่งของแม่ แล้วเรเบคาห์ก็รีบ
ทำอาหารให้เสร็จก่อนที่ลูกชายคนโตจะกลับมาเสร็จแล้วก็ปลอมตัวให้กับยาโคบ ใส่เสื้อของพี่และยังเอาขนสัตว์หุ้มที่มือและคอของพี่
เธอปลอมตัวได้เยี่ยมมาก และเธอมั่นใจว่าแผน
ของเธอจะสำเร็จเป็นอย่างดี ที่จริงพี่ชายของเรเบคาห์ต่อมาก็ได้หลอกใช้ยาโคบเป็นเวลาหลายปี แสดงว่าครอบครัวนี้เก่งเอาเปรียบ!
เวลานี้ยาโคบกำลังเรียนรู้กลโกงต่าง ๆ ที่แม่ทำเป็นตัวอย่างและในอนาคตเขาคงได้ใช้กลเม็ดเหล่านี้ในชีวิต
ปลอมตัวเข้าหาพ่อ
ปฐมกาล 27:17-19
ก่อนหน้านี้ ในปฐมกาล 25:23 พระเจ้าตรัสกับ
เรเบคาห์ตรง ๆ แล้วว่า มีสองชนชาติอยู่ในครรภ์ของเธอ และพี่ชายจะเป็นผู้ที่รับใช้น้องชาย ทำไมเรเบคาห์กล้า ทำการล่วงหน้าพระเจ้า.. กล้า รับคำสาปแทนลูกชาย กล้า
และที่สำคัญ อิสอัคก็ยอมเชื่อฟังทำตามแม่ทุก
อย่างทั้งที่รู้ว่า ไม่ควร
อิสอัคเองก็ไม่ได้หมือนกับอับราฮัมในแง่ที่ว่า
ยอมเชื่อพระเจ้าทุกอย่างและรอคอยพระองค์แม้จะนานมาก เขาก็ยังรอ
ปฐมกาล 27:20-21
นี่เป็นการโกหกแบบอ้างพระเจ้าด้วย ทำให้เราคิดว่า เขาน่าจะเคยทำแบบนี้มาก่อนกับพ่อ จนกระทั่งพ่อเองก็ไม่ไว้ใจว่า นี่เป็นลูกชายคนโตจริงหรือไม่ เขาขอจับตัวดูว่า เป็นเอซาวแน่ ดวงตาของอิสอัคนั้นมืดมัวไม่เห็นจริง ๆ ถ้ายาโคบเป็นคนซื่อตรง ก็อาจจะสารภาพผิดตอนนั้น กล่าวคำขอโทษพ่ออย่างละอายใจไปแล้ว
โกหกหน้าตายแลกคำอวยพร
ปฐมกาล 27:22-24
อิสอัคพูดออกมาตรง ๆ ตามความรู้สึกของเขา
ว่า เสียงลูกคนนี้เป็นคนรอง แต่มือมีขนดก
แบบเอซาว เขาจึงพร้อมที่จะอวยพรให้ลูกอย่าง
ที่เหมาะสม แต่แล้วเขาก็ยังไม่แน่ใจ ถามย้ำ ซ้ำ
อีกครั้งว่า เป็นเอซาวแน่หรือ และยาโคบก็ตอบ
หน้าไม่อายว่า เขาเป็นเอซาว มีคนให้ความเห็นว่าเพราะเขาคิดว่าอย่างไรเสีย สิทธิบุตรหัวปีก็ต้องเป็นของเขา ดังนั้น ถ้าเขาโกหกอย่างนี้ ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะมันเป็นของเขาอยู่แล้ว ถ้ายาโคบวางใจพระเจ้า เรื่องราวก็จะไม่เป็นอย่างนี้
ปฐมกาล 27:25
อิสอัคถูกลูกชายต้มตุ๋นจนสุกคาที่ เขาตรวจแล้ว เขาตรวจสอบอีกหลายครั้ง ความไม่แน่ใจที่รู้สึก ในครั้งแรก ก็ลบเลือนไปเพราะความสามารถในการหลอกลวงของยาโคบเอง
พ่อตั้งใจจะกินอาหารที่ลูกล่ามาเพื่อพ่อ และพ่อจะอวยพรให้ โดยที่พ่อไม่รู้ว่าถูกลูกชายคนรองหลอกอยู่!
คำอวยพรนี้ยั่งยืน
ปฐมกาล 27:26-27
กินอาหารเสร็จแล้ว อิสอัคก็ขอตรวจสอบความ
ถูกต้องอีกครั้ง เขาขอให้ลูกมาใกล้ ๆ และจูบ
เขา เขาต้องการได้กลิ่นลูกชายคนโตเป็นกลิ่น
ของทุ่งกว้าง โดยหารู้ไม่ว่า ภรรยานั้นเตรียมทุกอย่างแนบเนียนมาก เพื่อปิดความจริงจนมิด
ปฐมกาล 27:28-29
คำอวยพรของพ่อนั้น ไม่ใช่เป็นการพูดอวยพร
ลอย ๆ แล้วจบไป แต่เป็นมีความหมายสำคัญ
ต่อลูกและจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต พระเจ้าทรง
ให้เกียรติแก่พ่อที่จะอวยพรลูก และเกิดผลตามนั้น นี่เป็นคำอวยพรที่ตั้งใจจะให้เอซาว ไม่ใช่ของยาโคบ อิสอัคขอให้เอซาวมีทั้งทรัพย์สิน
มากมาย ได้มีอำนาจจนคนชาติต่าง ๆ มารับใช้
เขาจะได้เป็นเจ้านาย
เพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก
ปฐมกาล 27:30-32
หลังจากที่ได้พรไปแล้ว ยาโคบก็รีบออกไปเลย เขาน่าจะได้ยินเสียงพี่ชายกลับมา เอซาวกลับมาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็เข้าครัว
ทำแกงอร่อยที่พ่อชอบ จากนั้นก็เอาไปให้
เพื่อว่าพ่อจะได้อวยพร
แต่แล้ว …ด้วยความตกใจ อิสอัคถามว่าเจ้าเป็นใครกัน.. เอซาวตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่
อิสอัครู้ตัวแล้วว่า เขาได้ทำพลาดไปแล้ว ..
ปฐมกาล 27:33-35
อิสอัคผู้เป็นพ่อ รู้สึกตกใจ รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต เขาตัวสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีคนเอา
แกงมาให้แล้ว และอวยพรไปแล้ว! เอซาวรู้ทันทีว่า ถูกน้องชายโกงพรไป เขาร้องไห้เสียงดัง ขอพรจากพ่อ แต่พ่อได้ให้พรดี ๆ ไปกับยาโคบเสียหมด พรจากพ่อ เป็นสิ่งที่มีค่ามาก แต่มาบัดนี้ เอซาวลูกคนโตกลับถูกริบพรไป …
อิสอัคพยายามเอาพรที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้กับเอซาว แต่แล้ว ถูกลูกชายคนรองมาตัดหน้า!
ขอพรที่เหลืออยู่บ้าง
ปฐมกาล 27:36-38
ครั้งแรกที่ยาโคบขโมยสิทธิหัวปีนั้น เป็นการที่
เอซาวร่วมมือด้วย เขายอมแลกสิทธินั้นกับอาหารเพราะในวันนั้นเขาหิวแทบตาย จึงคิดว่า สิทธิหัวปีไม่ได้มีค่าไปกว่าความหิวของเขา (25:32-34) เวลานี้ที่เขาต้องการพรแห่งลูกหัวปี เพราะพรนั้นจะเป็นเครื่องนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้ตัวเอง
เสียดายเหลือเกินที่อิสอัคเองได้มอบพรดี ๆ ให้
กับลูกชายจอมหลอกของเขาไปแล้ว น่าแปลกที่
เขาไม่คิดพรเผื่อลูกชายอีกคนไว้เลย
แล้วเรื่องราวกลับพลิกอย่างไม่คาดฝัน แทนที่จะเป็นเอซาว พรที่อิสอัคได้รับมีทั้งตำแหน่ง ฐานะให้เป็นนายเหนืออีกคน ให้ญาติพี่น้องทั้งหลายเป็นรอง เป็นผู้รับใช้ แล้วยังแถมข้าว เหล้าองุ่นอีก ตัวอิสอัคเองก็อวยพรอย่างล้นเหลือโดยที่ไม่ได้คิดถึงลูกอีกคน
(เขาตั้งใจให้กับเอซาวทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรให้ยาโคบ)
ปฐมกาล 27:39-40
ถ้าเทียบกับพรที่ยาโคบได้ไป สิ่งที่เอซาวรับ เหมือนเศษของพรที่เหลือ เขาจะอยู่อย่างยากลำบาก ไม่มีความสมบูรณ์
แต่ในประโยคหลัง แม้เขาจะต้องต่อสู้กับศัตรูด้วยดาบ ซึ่งเขาก็เป็นคนเก่งอยู่แล้ว น่าจะผ่านได้ แม้ต้องรับใช้น้อง ในที่สุดเขาจะไม่ได้เป็นทาสของน้อง เขาจะเป็นอิสระ ตัวเอซาวเองก็ต้องจำใจพอใจกับพรแบบนี้ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ในที่สุดลูกหลานของเอซาวก็กลายเป็นชาวเอโดมอาศัยในเขต ซึ่งเป็นประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน
ปฐมกาล 27:41
ช่วงเวลานั้น เอซาวยังยั้งมือของตัวเองไว้แม้จะ
โกรธน้องมาก ๆ เขายังรู้สึกเกรงใจพ่อ เพราะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ตั้งใจว่า เมื่อพ่อตายไป ยาโคบต้องกลายเป็นศพแน่นอน เอซาว นายพรานคนเก่ง ได้พรที่เหมาะกับตัวเขา เขายังไม่ได้สังเกตว่า พรนั้นจะปกป้องชีวิตเขา
ในเวลาต่อมา
ผลของการหลอกลวง
ปฐมกาล 27:42-44
ความคิดจะแก้แค้นของเอซาวไม่ได้อยู่แค่ในหัวของเขา เขาคงพูดให้กับคนงานในบ้าน หรือพูดกับเพื่อนของเขา ทำให้เรื่องนี้มาถึงเรเบคาห์ ซึ่งเธอก็รีบแก้ไขสถานการณ์ทันที เธอขอร้องให้ยาโคบไปอยู่กับพี่ชายของเธอในฮารานซึ่งอยู่ไกลมาก ๆ แต่ก็ทำให้พ้นจากอันตรายถึงชีวิตและเหตุการณ์ครั้งนี้ จะทำให้เธอและลูกชายสุดรักต้องจากกันตลอดไป ไม่มีวันได้เจอกันอีก น่าเสียใจเหลือเกินสำหรับเรเบคาห์
ปฐมกาล 27:45-46
ถึงแม้ว่าเรเบคาห์จะรักน้องมากกกว่าพี่ แต่เธอ
ก็ไม่ต้องการให้พี่น้องฆ่ากันเอง เธอยังมีความ
หวังใจว่า วันหนึ่งเอซาวจะหายโกรธน้อง ลืมสิ่งที่น้องได้ทำกับตัวไว้ ทำให้เธอส่งลูกรักออกไปอยู่ในที่แสนไกล
นอกจากนั้น เราจะเห็นความทุกข์ใจของเรเบคาห์ชัด จากลูกสะใภ้ชาวฮิทไทต์ด้วยคงป่วนบ้านพอสมควรทีเดียว เธอจึงต้องการให้อิสอัคได้ภรรยาจากครอบครัวญาติพี่น้องของเธอ
น่าเสียดายกับบ้านที่ไม่ได้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงทำการของพระองค์ แต่พวกเขาต่างตั้งหน้าที่จะสร้างอนาคตของตนเอง ในที่สุดยาโคบเองก็ต้องพบเจอการคดโกงอย่างที่เขาเคยทำให้กับเอซาวเช่นกัน
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 27
1* ปฐมกาล 35:28; 48:10
2* สุภาษิต 27:1
3* ปฐมกาล 25:27-28
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:1
8* ปฐมกาล 27:13, 43
9* ปฐมกาล 27:4
10* ปฐมกาล 27:4; 48:16
11* ปฐมกาล 25:25
12* ปฐมกาล 27:21-22; เฉลยธรรมบัญญัติ 27:18
13* ปฐมกาล 43:9
14* สุภาษิต 23:3
15* ปฐมกาล 27:27
19* ปฐมกาล 27:4
21* ปฐมกาล 27:12
23* ปฐมกาล 27:16
25* ปฐมกาล 27:4, 10, 19, 31
27* ปฐมกาล 29:13; บทเพลงโซโลมอน 4:11
28* ฮีบรู11:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 33:13, 28; ปฐมกาล 45:18; เฉลยธรรมบัญญัติ 7:13 33:28
29* ปฐมกาล 9:25; 25:23; 37:7, 10; 49:8
31* ปฐมกาล 27:4
33* ปฐมกาล 25:23; 28:3-4
36* ปฐมกาล 25:26, 32-34
37* 2 ซามูเอล 8:14 ; ปฐมกาล 27:28-29
38* ฮีบรู 12:17
39* ฮีบรู 11:20
40* ปฐมกาล 25:23; 27:29; 2 พงศ์กษัตริย์ 8:20-22
41* ปฐมกาล 26:27; 32:3-11; 37:4, 5, 8; 50:2-4, 10; โอบาดีย์ 10
42* สดุดี 64:5
43* ปฐมกาล 11:31; 25:20; 28:2, 5
44* ปฐมกาล 31:41
46* ปฐมกาล 26:34-35; 28:8; 24:3
