ปฐมกาล 17 พันธสัญญาด้วยสุหนัต

James Tissot

1 เมื่ออับรามอายุได้ 99 ปี พระยาห์เวห์ปรากฏพระองค์แก่เข้า และตรัสว่า “เราคือเอลชัดดาย พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ จงดำเนินชีวิตตามหนทางของเรา และเป็นคนใจบริสุทธิ์
2 เราจะทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า และเราจะเพิ่มจำนวนลูกหลานของเจ้าอย่างมากมาย” 


3 อับรามหมอบก้มหน้าลง และพระเจ้าตรัสต่อไปว่า 
4 “สำหรับแล้วแล้ว นี่เป็นพันธสัญญากับเจ้า เจ้าจะได้เป็นพ่อของหลายชนชาติ   
5  ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับราม (พ่อที่ได้รับการยกย่อง)
แต่เจ้าจะได้ชื่อว่า อับราฮัม
(พ่อของคนมากมาย) เพราะเราได้ทำให้เจ้าเป็นพ่อของหลายชนชาติ   
6 เราจะทำให้ เจ้าเป็นคนมีลูกดก  และจะสร้างชนชาติต่าง ๆ ขึ้นมาจากเจ้า  กษัตริย์หลายองค์จะเป็นเชื้อสายของเจ้า   

“เราจะสถาปนาพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า  และกับเชื้อสายที่ตามเจ้ามา ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า เป็นพันธสัญญานิรันดร์  ที่เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และของผู้ที่สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า   8 เราจะยกแผ่นดินคานาอันทั้งหมดที่ขณะนี้เจ้าอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ให้เป็นกรรมสิทธิ์ยั่งยืน นิรันดร์ของทั้งเจ้าและผู้สืบเชื้อสายของเจ้า  และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา

  9 พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “ส่วนเจ้า เจ้าจะต้องรักษาพันธสัญญาของเรา คือทั้งตัวเจ้าและผู้สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า

10 นี่เป็นพันธสัญญาของเรากับเจ้า และผู้สืบเชื้อสายที่จะตามมาภายหลังเจ้า เจ้าต้องรักษาพันธสัญญานี้  นั่นคือ ชายทุกคนในสายของเจ้าจะต้องเข้าสุหนัต 
11 เจ้าจะต้องเข้าสุหนัตตัดปลายองคชาต นี่จะเป็นเครื่องหมายของพันธสัญญาระหว่างเราและเจ้า 
12 ในทุกชั่วอายุคน เด็กชายในครอบครัวเจ้าที่มีอายุ 8 วัน จะต้องเข้าสุหนัต  รวมทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน หรือชนต่างชาติที่เจ้าซื้อมาด้วยเงิน ซึ่งไม่ได้เป็นลูกหลานของเจ้า 
13 ทาสที่เกิดในครัวเรือนของเจ้า และคนที่เจ้าซื้อมาด้วยเงินจะต้องเข้าสุหนัต พันธสัญญาของเราที่เนื้อหนัง ของเจ้านั้นจะเป็นพันธสัญญานิรันดร์


14 ชายคนใดที่ไม่เข้าสุหนัต คือคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตตัดปลายองคชาตนั้น จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เพราะเขาละเมิดพันธสัญญาของเรา”
15 พระเจ้าตรัสกับฮับราฮัมว่า “ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าจะต้องไม่เรียกเธอว่า ซาราย (เยาะหยัน) อีกต่อไป แต่เธอจะได้ชื่อว่า ซาราห์ (เจ้าหญิง)
16 เราจะอวยพรเธอ ยิ่งกว่านั้น เราจะให้ลูกชายคนหนึ่งแก่เจ้า โดยเกิดจากซาราห์  เราจะอวยพรให้เธอเป็นแม่ของคนชาติต่าง ๆ กษัตริย์ของชนชาติต่าง ๆ จะเกิดมาจากเธอ”


17 พอถึงตรงนี้ อับราฮัมก็หมอบกราบซบหน้ากับพื้นและหัวเราะ เขาคิดในใจว่า “ผู้ชายอายุร้อยปีจะมีลูกได้หรือ ซาราห์จะคลอดลูกตอนอายุเก้าสิบปีอย่างนั้นหรือ?”
18 อับราฮัมทูลพระเจ้าว่า “ขอให้อิชมาเอลอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เถิด”
19 พระเจ้าตรัสตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ซาราห์ ภรรยาของเจ้าจะมีลูกชายให้เจ้า และเจ้าจะเรียกเขาว่า อิสอัค (หัวเราะ) เราจะทำพันธสัญญานิรันดร์กับเข้าเป็นพันธสัญญานิรันดร์กับผู้สืบเชื้อสายรุ่นต่อมา”  

20 แต่ส่วนอิชมาเอล เราจะอวยพรเขา(หรือ เราได้ยินเจ้าแล้ว) เราจะให้เขามีลูกดก และเขาจะมีลูกหลานมากมาย เขาจะเป็นพ่อของเจ้าชายสิบสององค์  และเราจะทำให้เขาเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่

21 แต่เราจะทำพันธสัญญาของเรากับอิสอัคซึ่งเป็นลูกชายที่เกิดจากซาราห์  เขาจะเกิดปีหน้า ในช่วงเวลาประมาณนี้”
22 เมื่อตรัสกับอับราฮัมแล้ว พระองค์ก็เสด็จจากเขาไป 

23 ในวันเดียวกันนั้น อับราฮัมได้นำอิชมาเอล และทาสชายทุกคนที่เกิดในครัวเรือนของเขา และคนที่เขาซื้อมาด้วยเงิน  ชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัมได้มาเข้าสุหนัตตัดหนังปลายองคชาตตามที่พระเจ้าได้ตรัส 

24 วันที่เขาสุหนัตนั้นอับราฮัมอายุ 99 ปี
25 และอิชมาเอลลูกชายของเขาอายุ 13 ปี 
26 อับราฮัมและอิชมาเอลลูกชายก็ได้เข้าสุหนัตในวันเดียวกัน
27  รวมทั้งผู้ชายทุกคนในครัวเรือนของเขา ทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน และคนต่างชาติที่เขาซื้อมาด้วยเงินก็เข้าสุหนัตด้วยกันกับเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 17:1-3 
พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญาครั้งที่สาม

นานสิบสามปีที่อับรามใช้ชีวิตเป็นสุขอยู่กับอิชมาเอล  พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามอีกครั้ง ทรงบอกพระนามว่า ทรงเป็น  เอลชัดดาย אֵ֣לשַׁדַּ֔י  พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ นี่เป็นพระนามที่สำคัญมากยิ่ง  พระนามนี้มักจะปรากฏในบริบทที่บอกว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์ และชีวิต แล้วพระองค์ทรงย้ำให้อับรามใช้ชีวิตตามทางของพระองค์  หรือเดินต่อพระพักตร์พระองค์  คือจะต้องรู้ว่า พระองค์ทรงอยู่ ณ ที่ ๆ เราอยู่  ตระหนักการทรงอยู่ของพระเจ้าทุกเวลา 

ให้มีใจที่บริสุทธิ์  หรือไร้ตำหนิ   อาจจะพูดได้อีกทางหนึ่งว่า จงดำเนินชีวิตต่อหน้าเราแล้วเจ้าจะมีชีวิตที่ไร้ตำหนิ
การปรากฏพระองค์ครั้งนี้ ทรงประสงค์จะบอกเขาว่า พระองค์ทรงตั้งพระทัย จะให้เขาเกิดผล มีลูกหลานมากมาย
ผู้เชื่อควรดำเนินชีวิตด้วยความตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้าและยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ (โรม 12:1; เอเฟซัส 1:4)

ปฐมกาล 17:3-5
ครั้งนี้ เมื่อพระเจ้าตรัส อับรามก้มลงนมัสการพระองค์ทันทีครั้งนี้นับได้ 25 ปีหลังจากที่พระเจ้าทรงทำสัญญาครั้งแรกกับเขา   ทรงสำแดงความตั้งพระทัยเดิม คือประทานพันธสัญญาพร้อมกับชื่อใหม่ให้กับอับราม พันธสัญญานี้มีการทำสุหนัตเป็นเครื่องหมาย (ซึ่งก็กลายเป็นประเพณีต่อมาของคนยิวจนทุกวันนี้)
ชื่อใหม่ของอับราม เป็นการย้ำความตั้งพระทัยของพระองค์ ชื่อเดิมของเขาที่ว่าพ่อที่ได้รับการยกย่องนั้น น่าจะโยงถึงเทราห์พ่อของอับราม แต่ครั้งนี้ อับราฮัม แปลว่า พ่อแห่งคนจำนวนมากมาย ชื่อนี้บ่งบอกพระดำริของพระเจ้าจะทรงทำให้เขามีลูกดก

17:6-7  ภาษาเดิมใช้คำว่ามากมาย มากมายสองครั้งเท่ากับเป็นการย้ำว่า จะได้อย่างนั้นจริง ๆ  พันธสัญญาครั้งนี้ พระเจ้าทรงเน้นไปที่จำนวนของเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา
ในข้อสองพระเจ้าทรงสัญญาจะเพิ่มพูนจำนวนส่วน
ข้อนี้พระเจ้าทรงสัญญาจะเกิดชาติต่าง ๆ จากตัวเขา จะมีกษัตริย์ในเชื้อสายของเขา และพระเจ้าทรงถือว่าสัญญานี้เป็นสัญญาต่อเนื่องยาวนานเป็นนิรันดร์
พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาตลอดไปถึงลูกหลาน ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในวันทำพันธสัญญา  

ปฐมกาล 17:8-9
ในข้อ 8 นี้ พระเจ้าทรงสัญญาจะให้แผ่นดินที่เฉพาะเจาะจง ทรงให้ชื่อชัดคือ คานาอัน  มีพื้นที่ชัดเจนให้กับคนที่เป็นเชื้อสายโดยสายเลือดแก่อับราฮัม ซึ่งก็หมายถึงคนยิวแต่แล้ว ยังมีเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เขาทำตาม   

ข้อสังเกต: การที่พระเจ้าจะประทานลูกชายให้นั้นพระเจ้าทรงสั่งว่าให้เขาดำเนินชีวิตอย่างไร้ที่ติ แต่การประทานแผ่นดินนี่สิกลับมีสิ่งที่อับราฮัมต้องลงมือทำ! รวมไปถึงชายทุกคนในบ้านของเขา 

ปฐมกาล 17:10-12
พันธสัญญากับอับราฮัมและคนในครอบครัว
พันธสัญญานี้จะส่งผลให้กับคนในครอบครัวและคนที่มีความสัมพันธ์กับอับราฮัม พวกเขาต้องมีสัญญลักษณ์ว่า เป็นผู้ร่วมพันธสัญญา คนที่ถูกขลิบ คือชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัม คนที่อับราฮัมเป็นเจ้านาย  คนที่เป็นทาสของเขาด้วย
คนเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมายของการทำพันธสัญญาติดตัวไปเลย  วิธีของพระเจ้านี้เด็ดขาดสำหรับลูกหลานอับราฮัมโดยเฉพาะ
คำว่าพันธสัญญา ในภาษาฮีบรูคือ בְּרִית อ่านเบรีท หมายถึงการตัดผ่านระหว่างชิ้นเนื้อ หรือการขลิบปลายองคชาต ที่เราเรียกว่า สุหนัตนั่นเอง
นี่เป็นสัญญาระหว่างสองฝ่าย เป็นสัญญาที่ทำต่อกัน มีภาระผูกพันต่อกัน การเข้าสุหนัตนี้เป็นคำเตือนที่พวกเขาจะระลึกถึงข้อตกลงที่พระเจ้าจะประทานพระพรในครั้งนี้

ปฐมกาล 17:13-14
ผู้ชายในครัวเรือนของอับราฮัมไม่ใช่แค่สิบยี่สิบคน จำได้ไหมตอนที่เขารวบรวมชายกล้าหาญที่ไปชิงโลทกลับมาก็ 318 คนแล้ว (ปฐมกาล 14:14) เท่ากับเขามีผู้ชายอยู่ในครอบครองหลายร้อยคน และก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ พวกนี้มาตั้งสมัยที่เขาเดินทางมาจากเมืองเออร์ และยังไปได้ทาสรับใช้มาจากอียิปต์ด้วยการที่พวกเขาจะรับสุหนัตเหมือนเจ้านายเท่ากับพวกเขาประกาศว่า ตนเองเป็นชนชาติเดียวกับนาย
ของพวกเขา จึงจะได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามสมควร

ปฐมกาล 17:15-16 
ซารายเป็นซาราห์  ความหมายชีวิตเปลี่ยน
แล้วพระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนชื่อซารายเป็นซาราห์ที่แปลว่า เจ้าหญิงของฉัน หรือราชินี ซึ่งไปกันได้ดีกับชื่อใหม่ของอับราฮัมที่แปลว่าพ่อของชนหลายชาติ
ตอนที่พระเจ้าทรงบอกเรื่องนี้ ทั้งสองก็ชรามากแล้ว
ดูเป็นไปไม่ได้ ดูน่าขันสำหรับคนทั่วไปแต่พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจังกับพระสัญญาที่ดูเป็นไปไม่ได้นี้ ทรงยืนกรานที่จะให้สามีภรรยาอาวุโสได้เป็นพ่อแม่ของเด็กคนหนึ่งที่จะเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายไปถึงผู้ที่สำคัญที่สุดในจักรวาล !

ปฐมกาล 17:17-18
พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจัง อับราฮัมเองกลับขำกับพระสัญญาของพระองค์ การหัวเราะครั้งนี้ บ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อสักเท่าไร  (แต่เมื่อมีอิสอัค การหัวเราะของเขากลายเป็นความยินดี)เขามองไม่ออกว่าคนแก่หง่อมอย่างเขาจะมีทารกน้อยในบ้านได้อย่างไร

 ดังนั้น อับราฮัมจึงเสนอว่า อิชมาเอลนี่แหละน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้สืบต่อชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้ ทั้ง ๆ ที่อิชมาเอลเป็นหลักฐานให้เห็นชัดว่า อับราฮัมไม่เชื่อมั่นตั้งแต่ต้นว่าพระเจ้าจะประทานลูกชายให้ แต่เขาอยู่กับลูกชายคนนี้มานาน รักเขาแล้ว ขอพระเจ้าอวยพรเขาเถอะ…

ปฐมกาล 17:19
แต่พระเจ้าทรงยืนกรานพระประสงค์ของพระองค์ แถมพระองค์ยังบอกด้วยว่า เด็กชายคนนี้จะชื่ออิสอัค เป็นชื่อที่ตอบโต้กับการหัวเราะขำพระสัญญาของอับราฮัม เพราะชื่ออิสอัค แปลว่า หัวเราะและยังเป็นชื่อที่จะทำให้ชายหญิงชราคู่หนึ่งได้ยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเป็นสุข และอิสอัคผู้นี้จะมีความสำคัญมาก เพราะพระเจ้าจะทรงยืนยันจะทรงทำ
พันธสัญญานิรันดร์กับอิสอัคด้วย

ปฐมกาล 17:20
ถึงแม้จะเป็นลูกของอับราฮัม แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เขาเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายพระเมสสิยาห์อย่างไรก็ดี พระเจ้าก็ทรงสัญญาอวยพระพรเขา ตามคำที่อับราฮัมได้ทูลขอทั้งให้เขาเกิดผล มีลูกหลานจำนวนมหาศาล เขาจะยิ่งใหญ่เพราะมีกษัตริย์หรือผู้ปกครองเกิดจากเขาด้วย เขาจะกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่
ชื่ออิชมาเอลมีความหมายว่า พระเจ้าทรงฟัง เป็นชื่อที่มีพลังจริง ๆ

ปฐมกาล 17:21-23
พากันเข้าสุหนัต
พระเจ้าทรงสัญญาว่า พันธสัญญาของพระองค์จะเกิดผลเป็นจริงในปีหน้า พระเจ้าตรัสแล้วก็ทรงจากไป สิ่งที่อับราฮัมทำตามพระบัญชาทันทีคือการให้ทุกคนในบ้านเข้าสุหนัต นี่เป็นเรื่องน่าจะโกลาหลมากในครอบครัว ทำไมการทำพันธสัญญาของพระเจ้าจึงต้องมีการขลิบหนังแบบนี้ด้วย? วิธีนี้ทำให้ครอบครัวของอับราฮัมแตกต่างจากครอบครัวคนโบราณอื่น ๆ ชัดเจนมาก และเขาก็ช่างเชื่อฟังแบบรวดเร็วเกินความคาดหมายเสียจริง

 ปฐมกาล 17:24-27
การเข้าสุหนัตพร้อม ๆ กันในวันเดียวนี้ แสดงว่าเขาเชื่อฟัง  เขาทำตามคำบัญชาของพระเจ้าตรงไปตรงมา
ทำแบบไม่ต้องมีข้อโต้แย้งใด ๆ เป็นตัวอย่างของความเชื่อที่คนสมัยประชาธิปโตยแบบเรา ๆ ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ   ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องมีการโวยวายกันสักตั้ง

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 17
1* ปฐมกาล 12:7; 18:1; 28:3; 35:11 ; 2 พงศ์กษัตริย์ 20:3; เฉลยธรรมบัญญัติ 18:13
2* ปฐมกาล 15:18; 12:2; 13:16; 15:5; 18:18
4* โรม 4:11-12
5* เนหะมีย์ 9:7
6* ปฐมกาล 17:16; 35:11; มัทธิว 1:6
7* กาลาเทีย 3:17; ปฐมกาล 26:24; 28:13; โรม 9:8



8* กิจการ 7:5; ปฐมกาล 23:4; 28:4;
เลวีนิติ 26:12
9* อพยพ 19:5
10* กิจการ 7:8
11* อพยพ 12:13, 48
12* เลวีนิติ 12:3
14* อพยพ 4:24-26
16* ปฐมกาล 18:10; 35:11; 17:6; 36:31

17* ปฐมกาล 17:3; 18:12; 21:6
18* ปฐมกาล 18:23
19* ปฐมกาล 18:10; 21:2; กาลาเทีย 4:28; ปฐมกาล 22:16
20* ปฐมกาล 16:10; 25:12-16; 21:13, 18
21* ปฐมกาล 26:2-5; 21:2; 18:14
27* ปฐมกาล 18:19