กิจการ 16 แลกมาด้วยความยินดี

เปาโล สิลาส กับทิโมธีน้องใหม่

นิมิตเรื่องชาวมาซิโดเนีย

บาดแผลที่นำชีวิตใหม่

เปาโล สิลาส กับทิโมธีน้องใหม่
กิจการ 16:1-3
จำได้ไหมที่เมืองลิสตรา เปาโลเคยถูกหินขว้าง ถูกลากออกมาจากเมือง เปาโลไม่ได้กลัวว่าจะถูกขว้างอีกหรือไม่ และที่นั่นได้พบกับชายคนหนึ่งที่เป็นลูกครึ่งกรีกยิว และดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่รับใช้พระเจ้าได้ แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาโลกแตกของยิวในเรื่องสุหนัต ท่านจึงขอให้ทิโมธีเข้าสุหนัตเสีย เป็นการตัดไฟต้นลม
เพราะทิโมธีจะต้องเป็นผู้นำต่อไป จะได้ไม่มีเรื่องแบบนี้ทำให้คนสับสนอีก คือจริง ๆ ไม่ทำสุหนัตก็ไม่ผิด แต่การป้องกันแบบนี้ก็ไม่ผิดเช่นกัน
ทิโมธี ชื่อของเขาแปลว่า คนที่ให้เกียรติพระเจ้า … และต่อมาเราจะเห็นว่าทิโมธีเป็นผู้รับใช้ร่วมกับเปาโลที่มีความคิดเดียวใจเดียวกัน ดูฟิลิปปี……… 2 ทิโมธี 1:5 เขาเป็นลูกหลานคริสเตียน มีการเลี้ยงดูมาในทางของพระเจ้าเป็นอย่างดี
กิจการ 16:4-5
ต่อมาทั้งเปาโล สิลาสและทิโมธีก็ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียน หนุนใจ สั่งสอนพี่น้อง โดยที่ท่านได้รับรองการตัดสินใจของผู้ปกครองในกรุงเยรูซาเล็ม (ในเรื่องความเชื่อของพี่น้องต่างชาติที่ไม่ต้องมารักษากฎบัญญัติของโมเสส)
คริสตจักรได้เชื่อฟังสิ่งที่บอก และพวกเขาเข้มแข็งขึ้น เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีคนเข้ามาพบพระเจ้า และเปลี่ยนชีวิตมากขึ้นทุกวัน

นิมิตเรื่องชาวมาซิโดเนีย
กิจการ 16:6-8
แล้วพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำพวกเขาไม่ให้ประกาศในแคว้นเอเชียอีกต่อไป
จึงเดินทางไปยังฟรีเจีย กาลาเทีย ..​พวกเขาเดินทางต่อไปมิเซีย และอยากไปต่อบิธิเนียด้านเหนือของแคว้นกาลาเทีย แต่พระเจ้าทรงห้ามเอาไว้ เปาโลกระวนกระวายว่านี่มันเรื่องอะไรกัน พวกเขาอยากที่จะไปให้ทั่ว ๆ ประกาศให้ทุกเมืองในแถบนั้น
กิจการ 16:9-10
แล้วคืนหนึ่งที่เมืองโตรอัส เปาโลก็เห็นนิมิตว่ามีชายคนหนึ่งขอร้องให้ไปมาซิโดเนียซึ่งต้องข้ามทะเลไปทางตะวันตก พระเจ้าทรงปิดทางหลาย ๆ ทางเพื่อให้ทั้งสามมุ่งหน้าไปอีกที่ ซึ่งพระองค์ทรงเตรียมไว้ เมื่อเข้าใจแบบนี้ เปาโลก็ไม่สงสัยอะไรอีก ทั้งสามเห็นพ้องต้องกัน
เมืองโตรอัสเป็นเมืองหน้าด่านของเอเชีย ที่ใกล้ชิดยุโรปมาก
กิจการ 16:11-13
นี่เป็นครั้งแรกที่พระกิตติคุณเข้าไปปลูกและเกิดผลในชายแดนยุโรป และเขาไปถึงเมืองเนอาโปลิส และไปต่อยังเมืองฟีลิปปี
แน่นอนที่เปาโลต้องการเข้าไปศาลาธรรม แต่ดูเหมือนไม่มีศาลาธรรมยิวในเมืองนั้น (เป็นธรรมเนียมในเมืองต่างชาติว่า จะต้องมีชายยิว 10 คนขึ้นไปจึงจะสร้างศาลาธรรมขึ้นมา) ที่เมืองนั้นพวกเขาไปนอกเมืองริมน้ำ ได้เจอพวกผู้หญิงที่มาชุมนุมกัน คนยิวที่อยู่ต่างประเทศมักจะออกไปอธิษฐานกับพระเจ้าริมน้ำ เหมือนในสดุดี 137:1
เอ.. ในนิมิตเห็นผู้ชาย แต่กลับมาเจอผู้หญิงที่มาชุมนุมกันอยู่ ทั้งสามต้องการไปอธิษฐานแต่กลับเจอโอกาสที่จะพูดเรื่องพระเยซู.. แม้โลกโบราณจะเป็นโลกที่ชายเป็นใหญ่ แต่เปาโลรู้อยู่แล้วว่า ในพระเจ้าทุกคนเท่ากัน ไม่มีกรีก ยิว ชายหรือหญิงที่จะโดดเด่นในสายพระเนตรของพระเจ้า
กิจการ 16:14-15
ลิเดียเป็นนักธุรกิจหญิงขายผ้าสีม่วง (เป็นผ้าที่บอกให้รู้ว่า ขายให้กับคนชั้นสูงของอาณาจักรโรม) ที่มาจากเมืองทิยาธิรา ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ เธอมาพร้อมกับคนในครอบครัวด้วย และพระเจ้าทรงเปิดใจของเธอ… ตรงนี้สำคัญ.. เปาโลกล่าวพระคำ ลิเดียตั้งใจฟัง และพระเจ้าทรงเปิดใจ เธอรับเชื่อและรับบัพติศมาริมน้ำนั้นทันที แล้วยังต้อนรับผู้รับใช้ของพระเจ้าให้พักที่บ้านด้วย โดยใช้คำที่สุภาพ น่าฟัง เธอวิงวอนจนขัดไม่ได้ นี่หมายความว่า เปาโล สิลาส ทิโมธีมีที่พักพร้อมที่จะออกประกาศต่อไปในเมืองนี้
คนแรกที่รับเชื่อพระเจ้าในฟีลิปปี จึงเป็นสตรีที่มีครอบครัวใหญ่.. ขอบคุณพระเจ้า
น่าสนใจว่า ลิเดีย เป็นคนที่ทำงานกับชนชั้นสูง และเธอเองมีบ้านของตนเอง เธอไม่ใช่ทาส แต่เป็นบ้านที่มีที่ทางพอที่จะรับแขกได้ด้วย
กิจการ 16:16-18
แล้วในวันหนึ่ง ทั้งสามเดินไปยังที่อธิษฐาน ก็ได้เจอกับทาสหญิงของกลุ่มหมอดู พวกหมอดูใช้เธอทำนายอนาคต และก็เก็บเงินจากผู้คน เธอรบกวนพวกเขาด้วยการพูดความจริง แต่เป็นความจริงที่ทำให้พวกเขาดูเหมือนเป็นพวกเดียวกับหมอดู ทำราวกับว่าซาตานช่วยโฆษณา ประกาศงานของพระเจ้าแทน นี่เป็นการพูดเรื่องพระเจ้าด้วยวิญญาณที่ต่อต้านพระองค์
กิจการ 16:18b-19
ก็ทนกันมาหลายวันจนกระทั่งเปาโลไม่ทนอีกต่อไป เปาโลหันไปไล่ผีออกจากเธอ และมันก็ออกทันที ไม่มีการต่อต้านใด ๆ ทำให้นางทาสผู้นี้กลายเป็นคนปกติ เราไม่ทราบว่า เธอได้มาเชื่อพระเจ้าหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ คือ ไม่ได้มีฤทธิ์เหมือนเคย ไม่สามารถทำนายทายทักได้อย่างที่นายเคยใช้
ดังนั้น จะต้องกำจัดคนที่ทำให้ขาดรายได้! พวกเขาลากตัวเปาโลกับสิลาสออกมาที่ตลาด ให้ผู้นำของเมืองและชาวเมือง ได้เห็นว่า สองคนนี้เป็นตัวอันตราย

บาดแผลที่นำชีวิตใหม่
กิจการ 16:20-22
จากนั้นก็นำไปยังเจ้าหน้าที่ ฟ้องว่าทั้งสองเป็นยิวมาก่อความวุ่นวายในเมือง โดยที่มาชักชวนคนโรมให้นับถือ และรับธรรมเนียมที่ผิดกฎของโรม ซึ่งเป็นคำฟ้องเท็จ พอประชาชนได้ยินอย่างนั้นก็เข้ามารุมทำร้ายทั้งสอง
ชาวเมืองทำร้ายไม่พอ เจ้าหน้าที่สั่งถอดเสื้อ สั่งโบย โบยด้วยความโกรธที่พวกเขาตัดทางทำมาหากิน
กิจการ 16:23-24
หลังจากที่ถูกโบยอย่างทารุณ ก็สั่งเข้าคุก ห้องชั้นใน ใส่ขื่อที่เท้า .. แต่ดูเหมือนทั้งสองยังไม่สลบ
กิจการ 16:25-26
ราวเที่ยงคืน เปาโลและสิลาสกำลังอธิษฐาน ทั้งสองไม่ได้กระซิบพึมพัม แต่ส่งเสียงดังพอควรในความมืด ในความเงียบของคุก .. นักโทษคนอื่น ๆ ก็ฟังทั้งสองเพลิน ๆ อยู่ แล้วก็เกิดแผ่นดินไหวทันทีทันใด รากคุกสะเทือน
บทเพลงยามค่ำคืน ในเวลาที่เจ็บปวด ขณะที่ถูกจับ ถูกขัง … ยังมีเพลงสรรเสริญพระเจ้าจากความมืดมนของชีวิต นี่เป็นบทเรียนสำหรับพวกเรายามที่ต้องเผชิญกับความจนมุมในชีวิตเรา
กิจการ 16:26b-28
ประตูที่ปิดแน่นหนา ก็เปิดออก โซ่ตรวนแตกหักเป็นชิ้น ๆ นี่เป็นโอกาสที่นักโทษจะหนีออกจากคุก! ใครจะไม่หนีบ้าง หากเป็นอย่างนี้? คนที่เป็นทุกข์มากที่สุดคือพัศดี ถ้านักโทษหนี เขานี่แหละจะต้องรับผิดชอบ รับโทษทุกอย่าง แต่เปาโลรีบห้ามไว้ทัน อย่าทำร้ายชีวิตตนเอง …​เปาโลทราบดีว่า นี่เป็นเวลาของความรอดของชีวิตพัศดีคนนี้
กิจการ 16:29-32.
พัศดีเข้าไปตรวจในคุก ตัวสั่นด้วยความกลัวยิ่งนัก เขาถึงกับทรุดตัวลงต่อหน้าเปาโลและสิลาส ถามถึงความรอดว่า ทำอย่างไรจึงจะรอดจากบาปได้?.. ดูเหมือนเขาได้ยินสิ่งที่เปาโลอธิษฐาน หรือได้ข่าวเรื่องที่ประกาศในเมืองแล้ว และรู้เหตุผลของการถูกจับ
และเปาโลก็ตอบชัดเจนทันควันว่า ขอให้เชื่อวางใจพระเยซูจะรอดทั้งครอบครัวด้วย นี่คือเงื่อนไขได้การรับความรอดโดยไม่มีว่าต้องทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ก่อน พระคุณของพระเยซูเท่านั้นที่ทำให้รอด
แล้วประกาศเรื่องราวของพระเยซูให้พัศดีพร้อมคนอื่น ๆ โดยไม่ต้องมีพิธีรีตรองใด ๆ
กิจการ 16:33
แล้วพัศดีก็พาเปาโล สิลาสไปล้างแผล เสร็จแล้วยังไม่ทันเช้า
ภายในเวลาเที่ยงคืนถึงเช้าก็มีครอบครัวใหม่ในฟิลิปปีกลับใจมาเชื่อพระเจ้า รับบัพติศมาด้วย
สิ่งที่เปาโลกล่าวก่อนหน้านี้ว่าครอบครัวจะได้รับความรอด ก็เกิดขึ้นจริง!
กิจการ 16:34-35
เรียกได้ว่าเสร็จภายในครึ่งคืน เปาโลกับสิลาสได้ไปเยี่ยมกินอาหารที่บ้านพัศดีด้วย จากนั้นก็ต้องกลับไปขังอย่างเดิม เช้าตรู่ ด้วยเหตุผลได้ไม่ได้บันทึกไว้ เจ้าหน้าที่ส่งคำสั่งมาให้ปล่อยเปาโลกับสิลาสไป …
กิจการ 16:36-37
ผู้ว่ายอมให้เปาโลกับสิลาสออกจากคุกได้ แต่เปาโลไม่ยอม เพราะว่าพวกเขาเฆี่ยนทั้งสองโดยยังไม่สอบสวน แล้วจะมาให้ออกไปง่าย ๆ ไม่ให้ใครรู้ได้อย่างไร ในเมื่อตัวเปาโลเองเป็นชาวโรม! พวกเขาต้องพาออกไปให้ใคร ๆ ได้เห็นเช่นกัน
มีกฎหมายที่จะทำโทษคนชาวโรมโดยไม่ไต่สวนก่อนไม่ได้.. ดังนั้น เท่ากับผู้ว่าการทำพลาดไปแล้ว
กิจการ 16:38-40
ในที่สุดมีการเจรจากันระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายเมืองขอให้เปาโลออกไป ซึ่งมีการตกลงกัน เปาโลกับสิลาสกลับไปลาลิเดีย พวกเขาหนุนใจลิเดียและครอบครัว …
เปาโล สิลาส ทิโมธี และลูกา (ซึ่งเป็นผู้เขียน) ได้เข้ามาในฟีลิปปี เกิดผล สร้างกลุ่มคริสเตียน และเดินทางต่อไป (ออกจากเมืองไปกันสองคนคือ เปาโลและสิลาส)

พระคำเชื่อมโยง

1*  โรม 16:21; ฟีลิปปี 2:19; 1 เธสะโลนิกา 3:2,6,  2 ทิโมธี 1:5
2*  ฮีบรู 11:2; กิจการ 13:51; 16:40;  2 ทิโมธี 3:11,15 
3* กาลาเทีย 2:3; 5:6; 1 โครินธ์ 9:20
4* กิจการ 15:28-29; 11:30; 15:2,28
5* กิจการ 2:47; 9:31;
6* กิจการ 2:9; 18:23; 1 เปโตร 1:1
7* กิจการ 8:29; โรม 8:9; กาลาเทีย 4:6; ฟีลิปปี 1:19; 1 เปโตร 1:11
8* กิจการ 16:11; 20:5-6; 2 โครินธ์ 2:12; 2 ทิโมธี 4:13
9* กิจการ 9:10; 20:1,3; โรม 15:26
10* 2 โครินธ์ 2:12-13; กิจการ 27:1-28-16
12* กิจการ 20:6; ฟีลิปปี 1:1; 1 เธสะโลนิกา 2:2
13* กิจการ 13:14; โคโลสี 1:23


14* ลูกา 24:45; กิจการ 18:7; วิวรณ์ 1:11; เอเฟซัส 1:17-18
15* ฮีบรู 13:2; ปฐมกาล 19:3; ลูกา 24:29; กิจการ 11:14
16* เลวีนิติ 19:31; เฉลยธรรมบัญญัติ 18:11; 1 ซามูเอล 28:3,7
17* ยอห์น 14:6; 1 เปโตร 2:16; มาระโก 5:7
18*   มาระโก 16:17; ลูกา 10:17-19
19* กิจการ 8:3; 17:6-8; 19:25-26; 21:30; ยากอบ 2:6
20* ยากอบ 4:4; โรม 12:2
21* เอสเธอร์ 3:8; กิจการ 16:12
22* 2 โครินธ์ 6:5; 11:25; 1 เธสะโลนิกา 2:2
24* โยบ 13:27; 33:11; เยเรมีย์ 20:2-3; 29:26
25* 1 เธสะโลนิกา 5:16-18; ยากอบ 1:2
26* 1; กิจการ 4:31; 5:19; 12:7,10

27* กิจการ 12:19
28* 1 เธสะโลนิกา 5:15; ลูกา 23:34
29* วิวรณ์ 3:9; กิจการ 24:25
30* กิจการ 2:37; 22:10; 16:7
31* กิจการ 2:38-39; ยอห์น 3:36
32* 1 ทิโมธี 1:13-16; 1 เธสะโลนิกา 2:8
33* 1 โครินธ์ 1:16; กิจการ 16:15; 16:25
34* โรม 15:13; กิจการ2:46; 1 ยอห์น 3:18
35* กิจการ 5:40; เยเรมีย์ 5:22
36* กิจการ 15:33; ยอห์น 14:27; กิจการ 16:27
37* กิจการ 22:25-29; มัทธิว 10:16
38* กิจการ 22:29; มัทธิว 21:46
39* มัทธิว 8:34; มาระโก 5:17; มีคาห์ 7:9-10
40* 1 เธสะโลนิกา 3:2-3; กิจการ 4:23

2 ทิโมธี 1 จิตใจที่กล้าหาญ

เนื่องจากภาพที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือแตกต่างกัน จึงขออธิบายว่า ในแต่ละข้อแบ่งเป็นสี่ตอน คือ ข้อความในพื้นเทา เป็นข้อพระคัมภีร์ ตัวหนังสือเล็กสีส้ม เป็นพระคำที่เกี่ยวข้อง ภาพประกอบ และคำอธิบายเพิ่มเติม

คำทักทาย เริ่มต้นจดหมาย ความทรงจำดี ๆ ต่อกัน บทนี้ ทำให้เราเห็นหัวใจความห่วงใยของท่านเปาโลที่มีต่อทิโมธีชัดเจนมาก

จดหมายจากข้า เปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์ตาม
พระประสงค์ของพระเจ้า ตามพระสัญญาแห่งชีวิตซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์
ถึงทิโมธี ลูกชายที่รักของข้า
ขอให้พระคุณ พระเมตตา และสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และพระเยซูคริสต์ของเรา จงอยู่กับเจ้าเถิด
2 ทิโมธี 1:1-2

2 โครินธ์ 1:1 ,เอเฟซัส 1:1, โคโลสี 1:1,ทิตัส 1:2

ท่านเปาโลมองว่าตัวเองเป็นผู้สื่อสารข่าวที่นำชีวิตให้กับผู้รับสาร
ในฉบับแรกท่านเรียกทิโมธีว่า ลูกชาย
แท้ในความเชื่อ แต่ในฉบับที่สองท่านใช้คำว่า ทิโมธี ลูกชายที่รักของข้า.. รู้สึกได้เลยว่า ใกล้ชิดขึ้น สนิทมากขึ้น รักมากกว่าเดิม

ข้าขอบคุณพระเจ้าผู้ที่ข้ารับใช้ด้วยจิตสำนึกบริสุทธิ์ ตามอย่างบรรพบุรุษของข้า ข้าระลึกถึงเจ้าเสมอยามที่ข้าอธิษฐานทั้งคืนวันเมื่อคิดถึงน้ำตาของเจ้า ข้าก็อยากมาหาเจ้านัก เพื่อว่าใจข้าจะเต็มด้วยความยินดี
2 ทิโมธี 1:3-4

กิจการ 24:14, 2 ทิโมธี 4:6-17

สิ่งที่ท่านเปาโล ทำไม่ได้คือไปหาทิโมธี แต่คำอธิษฐานของท่านทรงพลังกว่าการพบปะกันเสียอีก เวลาท่านคิดถึงทิโมธี ท่านน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งในพระเจ้าที่ทรงให้มีคนอย่างทิโมธี คิดถึงเขาทีไรท่านก็ มีความชื่นชมยินดี ขอบคุณพระเจ้าที่จดหมายแห่งรักของเปาโลยังคงเกิดผลในทุกวันนี้

ข้าฯ ระลึกถึง ความเชื่อที่จริงใจของเจ้า ซึ่งแต่แรกก็มีอยู่ทั้งในคุณยายโลอีส และคุณแม่ยูนีส และข้าเชื่อว่า ตอนนี้มีอยู่ในเจ้าเช่นกัน
2 ทิโมธี 1:5

1 ทิโมธี 1:5,4:6, กิจการ 16:1

แน่ใจได้เลยว่า ขณะที่ทิโมธีกำลังรับใช้พระเจ้าอยู่ ทั้งสองต้องได้อธิษฐานเผื่อและได้ช่วยเป็นกำลังเท่าที่จะทำได้ การมีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายที่เชื่อพระเจ้า และส่งต่อความเชื่อลงมาให้ลูกหลานจนพวกเขารู้จักพระเจ้าด้วยตัวเองจริง ๆ นับเป็นพระพรใหญ่ยิ่งสำหรับชีวิตคน ๆ หนึ่ง

หนุนใจให้กล้าหาญ

ด้วยเหตุนี้ จึงขอเตือนใจเจ้าว่า จงทำให้ของประทานซึ่งผ่านการวางมือจากข้าให้เจ้านั้น เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพราะพระเจ้ามิได้ประทานให้เรามีใจขลาดกลัว แต่ประทานหัวใจที่เต็มด้วยฤทธิ์อำนาจ ความรัก และการบังคับตนเองให้เรา
2 ทิโมธี 1:6-7 

1 ทิโมธี 4:14,โรม 8:15,กิจการ 1:8

สิ่งที่ท่านเปาโลย้ำคือ การทำให้สิ่งนั้นเจริญขึ้น ไม่ใช่อยู่กับที่ ท่านเตือนให้จุดประกายแห่งของประทานให้ลุกเป็นไฟเสมอในตัวของเรา เราต้องมีความตั้งใจที่จะให้การรับใช้มีประสิทธิภาพ ดีขึ้น ๆ ตลอดชีวิตของเรา
พระวิญญาณเป็นผู้ประทานใจที่จะช่วยให้เราเจริญขึ้น ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่างานจะด้อยลง … คลังปัญญา ความคิด ความเข้าใจมาจากพระองค์

ดังนั้น อย่าอายคำพยานถึงเรื่องพระผู้เป็นเจ้าของเรา อย่าอายเพราะตัวข้าที่เป็นนักโทษของพระองค์ แต่ให้แบกภาระเพื่อพระกิตติคุณร่วมกับข้า ตามฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
2 ทิโมธี 1:8

โรม 1:16, 8:28,16:25

ในสังคมอิสราเอลโบราณนั้น เป็นสังคมที่ เน้นเรื่องเกียรติกับความน่าอาย พูดง่าย ๆ คือ เสียหน้าไม่ได้ เกียรติมาก่อนสิ่งอื่นใด ทิโมธีอาจมีปัญหานี้บ้าง การประกาศพระกิตติคุณนั้น ต้องมีคนไม่พอใจ มีคนด่าว่า ท่านเปาโลเตือนให้ทิโมธีไม่อายเพราะพระกิตติคุณและการที่เกี่ยวพันกับนักโทษอย่างท่าน

แผนการแห่งความรอดของพระเจ้า

ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเราด้วยการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นเพราะการกระทำของเรา แต่เป็นไปตามพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เองที่ประทานให้เราในพระเยซูคริสต์ก่อนกาลเวลาจะเกิดขึ้น
2 ทิโมธี 1:9

โรม 3:20,8:28,16:25, เอเฟซัส 2:8-9, 1:3-4

พระเจ้าทรงเรียกเรา เพื่อให้เราเป็นคนบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์พระองค์
ทรงเรียกมาก่อนชีวิตเราจึงบริสุทธิ์ได้
และการทรงเรียกนี้เกิดขึ้นก่อนกาลเวลา เอเฟซัส 1:4 พระเจ้าทรงเรียกเราก่อนปฐมกาล โรม 16:25 พระเจ้าทรงให้เรามั่นคงได้

ท่านเปาโลมั่นใจในงานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้

มาบัดนี้ ได้มีการสำแดงโดยการปรากฏของพระเยซูคริสต์เจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงปราบความตาย ทรงให้ชีวิตและความเป็นอมตะเป็นที่ประจักษ์ผ่านทางข่าวประเสริฐซึ่งเป็นเรื่องที่ข้าได้รับการแต่งตั้งให้เทศนาให้เป็นอัครทูต และเป็นครู
2 ทิโมธี 1:10-11

เอเฟซัส 1:9,กิจการ 9:15,1 ยอห์น 1:2, 1 ทิโมธี 1:7

พระเจ้าทรงวางแผนข่าวประเสริฐไว้ตั้งแต่ก่อนมี กาลเวลา บัดนี้ พระเยซูคริสต์ทรงทำให้เราเข้าใจแผนการแห่งความรอดนั้น “แม้ว่าเรายังต้องตายฝ่ายร่างกาย แต่ฝ่ายวิญญาณนั้น เราจะไม่ตายแต่จะเป็นอมตะกับ พระเจ้าเพราะพระองค์ทรงปราบความตายแล้ว”
โรม 16: 25-26

ด้วยเหตุนี้ข้าจึงทนทุกข์อย่างที่เป็นอยู่ ถึงกระนั้นข้าก็ไม่ละอาย เพราะข้ารู้จักพระองค์ที่ข้าเชื่อ และข้ามั่นใจว่าพระองค์จะทรงรักษาสิ่งที่ข้าได้ฝากไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้นได้
2 ทิโมธี 1:12

1 เปโตร 4:19, 1 ทิโมธี 6:20,ยูดา 1:24, โรม 1:16

ท่านเปาโลเทศนาสั่งสอนอย่างกล้าหาญและภาคภูมิใจ ทั้งที่เผชิญความลำบาก ถูกจำคุก แต่ท่านไม่ได้กลัวเนื่องจากได้ฝากชีวิตไว้กับพระเจ้าแล้ว
ท่านเชื่อพระผู้ทรงสามารถรักษาทุกสิ่งที่ท่านฝากไว้ได้แน่นอน หากไม่ฝากไว้กับพระเจ้า เก็บชีวิตของตัวเองไว้
มันคงไม่ปลอดภัย อ่านเพิ่มเติมชีวิตท่านเปาโลในกิจการ 20-28

ท่านเปาโลหนุนใจทิโมธีให้ซื่อตรงต่อความจริง

จงยึดมั่นในคำสอนที่ถูกต้องซึ่งเจ้าได้ยินจากข้าด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีในพระเยซูคริสต์
จงรักษาสิ่งที่ล้ำค่าซึ่งเรามอบให้เจ้าโดยพึ่งองค์พระวิญญาณ
ซึ่งประทับในเรา
2 ทิโมธี 1:13-14

ทิตัส 1:9, 2 ทิโมธี 3:14, ฟีลิปปี 4:9,1 ทิโมธี 6:20, 1 โครินธ์ 3:16

เรามีคนที่ยึดมั่นในคำสอนที่ถูกต้องแบบไร้ความรัก และบังคับให้คนอื่นยึดแบบตัวเอง แต่ท่านเปาโลให้เราตั้งมั่นในคำสอนด้วยความเชื่อและความรักที่เรามีต่อพระเยซู ความถ่อมตน ความเห็นแก่ประโยชน์คนอื่นจึงตามมา พระวิญญาณจะทรงช่วยให้เราซื่อตรงต่อพระเจ้า รักษา ทำตามได้โดยแรงของพระวิญญาณ ไม่ใช่แรงน้อย ๆ ของเราเอง

ผู้รับใช้ที่ภักดีกับคนไม่ซื่อ

เจ้ารู้อยู่ว่าคนในเอเชียได้หันหลัง จากข้า ในพวกนั้นมีฟีเจลัสและเฮอร์โมเกเนส รวมอยู่ด้วยขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาต่อครอบครัวโอเนสิโฟรัส เพราะเขาทำให้ข้าชื่นใจเสมอ เขาไม่อับอายในโซ่ตรวนของข้าเลย
2 ทิโมธี 1:15-16

2 ทิโมธี 4:16 , ฟีลิปปี 2:21, 2 ทิโมธี 4:10-11,19, ฟิเลโมน 1:7,20, ฮีบรู 6:10

เอเชียในสมัยนั้น คือเอเชียภายใต้การ
ปกครองของโรม ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในตุรกีปัจจุบัน มีสองคนที่ไม่ได้ยึดมั่น แต่เดินหันหลังให้เปาโลที่ท่านต้องออกชื่อ ก็เพื่อไม่ให้ทั้งสองนี้ไปชวนใคร แต่ขณะเดียวกันยังมีคนที่ซื่อตรง คนที่ไม่อายว่า เปาโลเป็นนักโทษ เป็นคนที่ทำให้สดชื่นเมื่อพบ

แต่เมื่อเขามาถึงโรม เขาก็ตามหาข้าอย่างร้อนใจและได้พบข้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้เขาได้พบพระเมตตาจากพระองค์ในวันนั้น และเจ้าก็รู้ดีว่า เขาได้รับใช้ ข้ามากแค่ไหนตอนที่เขาอยู่เมืองเอเฟซัส ขอองค์พระผู้เจ้าให้เขาได้ รับพระเมตตาในวันพิพากษาด้วย
2 ทิโมธี 1:17-18

กิจการ 28:30-31, ฮีบรู 6:10, วิวรณ์ 2:1, 1 เธสะโลนิกา 2:19

ชื่อของโอเนสิโฟรัส มีความหมายว่า ผู้ที่นำความช่วยเหลือมา เขาใช้ชีวิตอย่างซื่อตรง ภักดีต่อพระวจนะของพระเจ้า ทำโดยการรับใช้ท่านเปาโลอย่างโดดเด่น ท่านเปาโลเองได้อธิษฐานของสิ่งที่พิเศษให้กับเขา และครอบครัว นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของคำอธิษฐานที่มีต่อผู้อื่น

1 ทิโมธี 2 อธิษฐานมีพลัง…

คอลัมน์ซ้ายสุด เป็นพระคัมภีร์ถอดความ คอลัมน์กลางเป็นภาพและพระคัมภีร์เชื่อมโยง ส่วนคอลัมน์ขวาสุดสีครามนั้น เป็นคำอธิบายเพิ่มเติม

อธิษฐานเผื่อใครหรือ?

ดังนั้นก่อนอื่นใด ข้าขอกำชับให้เจ้าได้ทูลคำร้องขอ อธิษฐาน วิงวอนเพื่อผู้อื่น และขอบคุณพระเจ้า เพื่อทุกคน เพื่อกษัตริย์ทั้งปวง และผู้มีสิทธิอำนาจทั้งหลาย เพื่อว่าพวกเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ สันติ อยู่ในทางของพระเจ้า อย่างสง่างาม
1 ทิโมธี 2:1-2

มัทธิว 6:9-10, เอสรา 6:10, โรม 13:1, เยเรมีย์ 29:7, 1 เปโตร 2:9-13

ทูลคำร้องขอ …. คือการขอจากพระเจ้าตามน้ำพระทัย
อธิษฐาน … สนทนา สื่อสาร สัมพันธ์กับพระเจ้า
วิงวอนเพื่อผู้อื่น ทูลขอเพื่อความจำเป็นของผู้อื่น
ขอบคุณพระเจ้า …เพื่อใคร…ทุกคน และผู้มีอำนาจ
ผลที่ได้คือ…..ชีวิตสงบที่เป็นเช่นนี้เพราะในโลกเรามีคริสเตียนที่ทนทุกข์เพื่อพระเจ้ามากมายจริง ๆ เราจำเป็นต้องมีผู้ปกครองที่เป็นธรรม.. ชีวิตจึงจะสงบสุขได้


การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีและเป็นที่พอพระทัย ของพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงประสงค์ที่จะให้ทุกคนได้รับความรอด
และมารู้จักกับความจริง

1 ทิโมธี 2:3-4

ฮีบรู 13:16, โรม 12:2, 2 ทิโมธี 1:9,

การอธิษฐานเพื่อคนอื่นไม่ใช่แค่คนที่เชื่อเท่านั้น แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อด้วย พระเจ้าทรงประสงค์ให้ทุกคนได้พบความจริง คนที่เราคิดว่า ไม่มีทางรอดได้แล้ว เราก็ยังอธิษฐานขอพระเมตตาจากพระเจ้าต่อไป เผื่อว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงเมตตาเขา การอธิษฐานอย่างแรงกล้า ร้อนใจอย่างเอลียาห์จะเกิดผล (ยากอบ 5:17)

เพราะมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และมีคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์ พระองค์ประทานชีวิตของพระองค์เองเป็นค่าไถ่ทุกคน คำยืนยันนี้เกิดขึ้นตาม เวลาอันเหมาะสม
1 ทิโมธี 2:5-6

1 โครินธ์ 8:6, กาลาเทีย 3:21, มาระโก 10:45

จากอิสราเอลโบราณที่ต้องมีปุโรหิตเป็นตัวกลางระหว่างพระเจ้ากับประชาชน แต่บัดนี้ ไม่มีตัวกลางอื่นแล้ว นอกจากพระเยซูเท่านั้น
(ฮีบรู 9:11-15) พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และทรงเป็นมนุษย์ ไม่มีใครมีลักษณะเช่นนี้เลยในจักรวาล ( โรม 8:34)
เรามีพระเจ้าองค์เดียวคือพระบิดา มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวคือพระเยซู (1 โครินธ์ 8:6)

เรื่องของชาย หญิง ในคริสตจักร

และเพราะเหตุนี้ ข้าจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศ และเป็นอัครทูต (ข้าพูดความจริง ไม่โกหก) ข้าเป็นครูสอนความเชื่อแท้จริงแก่บรรดาคนต่างชาติ ดังนั้น ข้าอยากให้ผู้ชายทุกแห่ง ได้ชูมืออันบริสุทธิ์อธิษฐาน โดยไม่โกรธขึ้งหรือโต้เถียงกัน
1 ทิโมธี 2:7-8

เอเฟซัส 3:7-8, 1 ทิโมธี 1:11, 2 ทิโมธี 1:11,

การรับแต่งตั้งเป็นผู้ประกาศข่าวดีของเปาโลนี้ มีการ ยืนยันหลายที่ เอเฟซัส 3:7-8 กาลาเทีย 1:15
ส่วนผู้ชายในที่นี้ หมายถึงผู้นำในการนมัสการ การยกมือขึ้นอธิษฐานเป็นแบบของคนยิว พวกเขาจะต้องมีชีวิต ที่สะอาด และท่านห้ามไม่ให้ พวกเขาโกรธกัน เถียงกัน สงสัยว่า นิสัยใจคอของคนที่นั่นคงจะเลือดร้อนกันไม่น้อย

ส่วนผู้หญิง ข้าขอให้แต่งกาย
สุภาพเรียบร้อย เหมาะสม
ไม่ใช่ถักผมประดับทอง ไข่มุก หรือสวมเสื้อผ้าราคาแพงแต่ประดับตัวด้วยการทำความดี ซึ่งเหมาะกับผู้หญิงที่ประกาศตัวว่าเป็นคนอยู่ในทางของพระเจ้า

1ทิโมธี 2:9-10

1 เปโตร 3:3-4

ท่านเปาโลขอให้สตรีแต่งกายแบบที่บ่งบอก จิตใจที่อ่อนสุภาพ ถ่อมตน การที่เพื่อไม่ให้ดึงสายตา ของผู้คนเมื่อเข้ามานมัสการพระเจ้า ดูเหมือนพระคำข้อนี้จะแตกต่างจากที่เราเห็นกันในคริสตจักรทุกวันนี้

ให้ผู้หญิงเรียนรู้เงียบ ๆ ยอมเชื่อฟัง ข้าไม่อนุญาตให้ผู้หญิงสั่งสอน หรือมีอำนาจเหนือผู้ชาย แต่ให้นิ่งสงบ
1 ทิโมธี 2:11-12

(โคโลสี 3:11) อธิบายเพิ่มเติม 1 ทิโมธี 2:11-12 ,1 โครินธ์ 14:34, ทิตัส 2:5

ที่ท่านเปาโลกล่าวอย่างนี้เพราะในช่วงเวลานั้นมีปัญหาในคริสตจักรเอเฟซัส คือมีกลุ่มผู้หญิงที่เข้ามาแล้วสอนเท็จในคริสตจักร ดังนั้นการที่ขอให้ผู้หญิงนิ่งและฟังคำสอนจึงน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะของคริสตจักรที่ทิโมธีทำงานอยู่โดยตรง
ท่านเปาโล มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้หญิงที่เป็นผู้เชื่อ อย่างเช่นนางนุมฟาที่มีคริสตจักรในบ้าน (โคโลสี 4:15)เฟบี ที่เป็นผู้ดูแลงานในคริสตจักร​(โรม 16:1-2)
และท่านเองก็ใส่ใจเรื่องความเท่าเทียมกันด้วย

ด้วยว่า พระเจ้าทรงสร้างอาดัม ก่อนเอวา และอาดัมไม่ได้ถูกหลอกล่อ ผู้หญิงต่างหากที่ถูกหลอกล่อและได้ทำบาป แต่ผู้หญิงจะรอดได้ ด้วยการคลอดบุตร หากว่าเธอยังดำรงในความเชื่อ ความรัก ความบริสุทธิ์ การควบคุมตนเอง
1 ทิโมธี 2:13-15

1 โครินธ์ 11:8-9, ปฐมกาล 2:18,22, 27, 3:12-13, ทิตัส 2:12

คนที่พ่ายแพ้ต่อการล่อหลอกของมารคือเอวาจากนั้นเธอก็ทำบาปและชักชวนอาดัมให้ทำตาม และนี่ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเชื่อมโยงกับการสอนผิด เป็นไปได้ไหมที่เมื่อมีการสอนผิด พวกผู้หญิงในคริสตจักรเอเฟซัส ก็พากันคล้อยตามไปง่าย ๆ

1 ทิโมธี 1 จดหมายจากท่านเปาโล

ทิโมธีเป็นผู้ช่วยท่านเปาโลพร้อม ๆ กับทิตัส เขาได้รับงานที่สำคัญคือ ดูแลเสริมสร้างคริสตจักรที่ท่านเปาโลได้ก่อตั้งในเมืองเอเฟซัส เขาเป็นลูกครึ่งกรีกยิว และเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับพระเจ้ามาก เปาโลถือว่าเขาเป็นผู้ร่วมงานรับใช้ ท่านรักเขาเหมือนกับลูกชาย

ทิโมธีเป็นคนหนุ่มที่มีโรคประจำตัว (1 ทิโมธี 5:23) และดูเหมือนสมาชิกก็ไม่ได้ให้ความเคารพเขาอย่างที่สมควร ( 1 ทิโมธี 2:2-8) ท่านเปาโลหนุนใจเขามาก ไม่แน่ว่าเขาอาจจะท้อใจง่ายเหมือนกัน

ส่วนเมืองเอเฟซัสนั้น เป็นเมืองใหญ่ที่สนใจกราบไหวเทพีไดอานา เป็นเทพีที่หลงไหลเรื่องเพศ รูปปั้นของเทพีนี้ ก็ชักชวนให้คนหันไปสนใจกิจกรรมทางเพศทุกชนิด ท่านเปาโลทำงานในเมืองนี้ถึงสามปี

ท่านเปาโลได้เขียนทิโมธีฉบับที่หนึ่งเพื่อหนุนใจทิโมธีและแนะนำว่าควรจะดูแลคริสตจักรอย่างไรบ้าง ท่านเน้น
ให้เขาสอนอย่างถูกต้อง (1-11)
ให้ประกาศพระกิตติคุณ (12-17)
และปกป้องความเชื่อ (18-20)

คอลัมน์ซ้ายสุด เป็นพระคัมภีร์ถอดความ คอลัมน์กลางเป็นภาพและพระคัมภีร์เชื่อมโยง ส่วนคอลัมน์ขวาสุดนั้น เป็นคำอธิบายเพิ่มเติม

คำทักทาย

จดหมายจากข้า เปาโล
อัครทูตของพระเยซูคริสต์
ตามคำบัญชาของพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และพระเยซูคริสต์ ความหวังของเรา
1 ทิโมธี 1:1

1 เปโตร 1:3, ทิตัส 2:13

พระผู้ช่วยให้รอด soter คำนี้หมายถึงผู้ช่วยกู้ ผู้รักษา ผู้อุปถัมภ์ ผู้ปลดปล่อย ใช้กับทั้งพระบิดาและพระเยซู

ท่านเปาโลเขียนจดหมายนี้โดยประสงค์จะแนะนำให้ทิโมธีได้รู้ว่าจะบริหารคริสตจักรให้ดีที่สุดอย่างไร จะทำอย่างไรพี่น้องจึงจะเติบโตในทางของพระเจ้าอย่างดี และไม่หลงเชื่อเหล่าครูสอนผิด

ถึง ทิโมธี ลูกชายแท้ในความเชื่อของข้า ขอพระคุณ พระเมตตาและสันติสุขจากพระเจ้า พระบิดา และพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจงอยู่ในตัวเจ้า
1 ทิโมธี 1:2

2 ทิโมธี 1:2, ทิตัส 1:4 ,
กาลาเทีย 1:3

ปกติแล้วท่านเปาโลจะขอพระคุณและสันติสุขให้ผู้รับจดหมายแต่สำหรับฉบับนี้ท่านขอสามประการ พระคุณ พระเมตตาและสันติสุขให้แก่ทิโมธี

ไม่เอาคำสอนอื่น สอนอย่างถูกต้อง

ตอนที่ข้าไปยังแคว้นมาซิโดเนีย ข้าได้ออกคำสั่งให้เจ้าอยู่ในเมืองเอเฟซัสต่อ เพื่อจะได้หยุดบางคนไม่ให้เผยแพร่คำสอนอื่น
1 ทิโมธี 1:3

กิจการ 20:1,3, โรม 16:17,
2 โครินธ์ 11:4, กาลาเทีย 1:6

ออกคำสั่ง: เป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ท่านเปาโลใช้คำทหาร

พันธกิจหลักของทิโมธีคือการหยุดคำสอนผิดที่ระบาดอยู่ในสังคมคริสเตียนในเมืองเอเฟซัส เนื้อหาของสิ่งที่คนเหล่านี้สอนนั้น หนีความเชื่อในพระเจ้า ไปเน้นสิ่งที่ไร้สาระ อื่น ๆ พยายามเอาพระคุณของพระเจ้าเปลี่ยนเป็นกฎเกณฑ์ทางศาสนา

ทั้งไม่ให้หมกมุ่น คลั่งไคล้กับตำนานต่าง ๆ รวมถึงลำดับวงศ์ตระกูลที่ไม่จบสิ้น ทำให้เกิดการทุ่มเถียงกันมากกว่าแผนงานของพระเจ้าซึ่งดำเนินไปด้วยความเชื่อ
1 ทิโมธี 1:4

1ทิโมธี 6:3,4,20, ทิตัส 1:14

ก่อนหน้านี้หลายร้อยปี ธรรมาจารย์ได้เพิ่มเติมกฎและตำนานเข้าไปในพระคัมภีร์เดิม ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวันเรื่องเล็กน้อย มีกฎที่คนต้องทำตามหลายร้อยข้อ พวกเขาสุดโต่ง ต่อต้านความรอดโดยความเชื่อหัวชนฝา

เป้าหมายของคำสั่งกำชับคือ
ความรักจากใจบริสุทธิ์
จากจิตสำนึกดี
และความเชื่อที่จริงใจ
1 ทิโมธี 1:5

โรม 13:8-10,กาลาเทีย5:14, เอเฟซัส 6:24

ความรัก จิตสำนึกดี ความเชื่อ สามอย่างนี้เป็นสิ่งที่ทิโมธีจะต้องปลูกฝังให้พี่น้อง เพื่อทุกคนจะมีมุมมองที่ถูกต้อง เป็นฐานของชีวิตที่สำคัญ .. จิตสำนึกดีคือ ไม่มีความผิดติดค้างในใจ แม้ในที่ไม่มีใครเห็นก็ไม่ทำผิด

บางคนเฉไฉไปจากสิ่งเหล่านี้ หันไปคุยเรื่องไร้สาระ ขนาดว่าเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองพูด ไม่รู้ว่าตัวเองยืนยันเรื่องอะไรอยู่ เขาก็ยังคงใฝ่ฝัน ที่จะเป็นครูสอนบัญญัติ
1 ทิโมธี 1:6-7

1 ทิโมธี 6:4,20 , ทิตัส 3:9, 2 ทิโมธี 2:23-24

หากคนที่เป็นครูสอนฝ่ายวิญญาณ ไม่มีฐานความดีสามอย่างดังกล่าวในชีวิต
แต่ยังอยากเป็นคนสอนพระคำของพระเจ้า เราต้องสงสัย ระวังไว้ว่า เขาจะสอนได้ถูกต้องหรือ ?

เรารู้ว่า บัญญัตินั้นเป็นสิ่งดีหากใช้อย่างถูกต้อง นี่หมายความว่า บัญญัติไม่ได้มีสำหรับผู้ถูกต้องชอบธรรม แต่มีไว้สำหรับคนดื้อด้าน ละเมิดกฎมีไว้สำหรับคนอธรรม กับคนบาป สำหรับคนไร้พระเจ้า ไร้ศาสนา สำหรับคนที่ฆ่าพ่อแม่ของตนและฆาตกร
1 ทิโมธี 1 :8-9

โรม 7:12,5:20, 1 เปโตร 4:18

คนสอนผิด ไม่ได้นำคนเข้าใกล้พระเจ้า แต่จะนำคนออกจากทางของพระเจ้า บัญญัติมีไว้สำหรับคนดื้อ แต่ความเชื่อมีไว้สำหรับคนที่จะวางใจพระเจ้าในทุกส่วนของชีวิต

(บัญญัติมีไว้)สำหรับคนสำส่อน รักร่วมเพศ สำหรับค้นค้ามนุษย์ และคนโกหก สำหรับคนที่ให้การเท็จและสำหรับสิ่งอื่น ๆ ที่ขัดแย้งกับคำสอนถูกต้อง ตามข่าวประเสริฐอันเลื่องลือของพระเจ้าผู้ทรงเป็นที่สรรเสริญ ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐ ที่ทรงมอบให้ข้าประกาศ
1 ทิโมธี 1:10-11

1 ทิโมธี 6:15, 2 ทิโมธี 4:3, 1 โครินธ์ 9:17

ข่าวประเสริฐเลื่องลือของพระเจ้าคือ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ ยุติธรรม ทรงชังความบาป เมื่อมนุษย์ทำผิด ต้องถูกลงโทษ ขณะเดียวกัน พระเจ้าทรงรักมนุษย์ ทรงเปิดทางให้เขาทุกคนกลับมาหาพระองค์ได้ ด้วยการให้พระบุตรมารับโทษบาปแทนทุกคนที่เชื่อในพระองค์

พระคุณที่ท่วมล้นชีวิต ประกาศพระกิตติคุณ

ข้าขอบพระคุณองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ประทานกำลังให้ข้า เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า ข้าซื่อตรง จึงทรงแต่งตั้งให้ข้าได้รับใช้ในราชกิจของพระองค์
1 ทิโมธี 1:12

ฟีลิปปี 4:13 , 1 โครินธ์ 15:10,7:25, โคโลสี 1:25

พระเจ้าทรงเห็นว่า เปาโลซื่อตรง? แม้ว่าในอดีตเขาทำร้ายคนของพระองค์อย่างรุนแรง แต่เมื่อทรงใช้เขา ก็ทรงใช้อย่างถึงที่สุดเช่นกัน

แต่พระคุณของพระผู้เป็นเจ้าของเรานั้น ได้เทลงมาท่วมท้นล้นชีวิตข้า พร้อมกับความเชื่อ และความรักที่มีในองค์พระเยซูคริสต์
1 ทิโมธี 1:14

โรม 5:20, 2 ทิโมธี 1:13,2:22

ท่านเปาโลมั่นใจว่า พระเจ้าทรงเลือกท่านไว้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ (กาลาเทีย 1:13-16) พระคุณของพระเจ้าท่วมชีวิตของท่าน ยิ่งเขาทำร้ายพระองค์มากเท่าไร เขาก็รักและจำนนต่อพระองค์มากเท่านั้น

ข้อความต่อไปนี้ ทั้งสัตย์จริง และสมควรที่ทุกคนจะรับไว้ คือพระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อช่วยคนบาปให้รอด ข้าเป็นคนบาปร้ายสุดในบรรดาคนบาปนั้น
1 ทิโมธี 1:15

2 ทิโมธี 2:11, มัทธิว 1:21, ลูกา 19:10,ยอห์น 3:16-17

คำที่สมควรรับเพราะเป็นความจริงคือ พระเยซูทรงมาเพื่อช่วยคนบาปให้รอด
นี่เป็นคำสำคัญสำหรับคนบาปอย่างเราทุกคน พระองค์ทรงมาเพื่อช่วยฉันให้รอด!

และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงได้รับพระเมตตา เพื่อว่าพระเยซูคริสต์จะทรงอดกลั้นพระทัยอย่างยิ่งในตัวข้า ซึ่งเป็นคนบาปร้ายสุด เป็นตัวอย่างให้คนทั้งปวงที่จะเข้ามาเชื่อเพื่อรับชีวิตนิรันดร์
1 ทิโมธี 1:16

1 ทิโมธี 1:13,ลูกา 7:47,เอเฟซัส 2:7

ท่านเปาโลเอาตัวเองที่ทำร้ายพระเจ้าสุด ๆ เป็นตัวอย่างว่า หากพระเจ้าทรงอดกลั้นพระทัยกับคนอย่างเขาได้ คนในโลกทุกคนก็ไม่เว้น พระเจ้าทรงอดทนต่อเขาทั้ง ๆ ที่พระองค์จะกำจัดเขาเมื่อไรก็ได้ (1โครินธ์ 15:9)

ขอพระเกียรติและพระสิริจงมีแด่จอมราชาองค์นิรันดร์ ผู้ทรงเป็นอมตะ ผู้ที่เราไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าแต่องค์เดียวตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน
1 ทิโมธี 1:17

สดุดี 10:16, โรม 1:23,
วิวรณ์ 19:1, ยูดา 1:25

พระเยซูองค์นี้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ไม่มีผู้อื่นมาเทียบพระองค์ได้ การที่เราไม่เห็นพระองค์ ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาอ้างว่า ไม่มีพระองค์

จงต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ปกป้องความเชื่อ

ทิโมธี ลูกชายของข้า ที่ข้าออกคำสั่งกำชับเจ้าอย่างนี้ ก็สอดคล้องกับคำกล่าวล่วงหน้าจากพระเจ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้า เพื่อว่าคำเหล่านั้นจะช่วยให้เจ้าต่อสู้อย่างเข้มแข็ง
1 ทิโมธี 1:18

1 ทิโมธี 4:14, 6:20,2 ทิโมธี 4:1-3

ทิโมธีได้รับการแต่งตั้งมาทำงานนี้ ( 1 ทิโมธี 4:14 ) ท่านเปาโลหนุนใจให้เขาต่อสู้ไม่ถอย เพราะพระเจ้าทรงเรียกเขามา สู้คนเหล่านั้นที่พยายามทำลายความจริงของพระเจ้า ครั้งนี้ท่านใช้ออกคำสั่ง เหมือนทหารอีก
ก่อนส่งใครไปรับใช้จะมีการอธิษฐาน วางมือและส่งออกไป ( กิจการ 13:1-3 )

จงยึดมั่นในความเชื่อและจิตสำนึกที่ดี บางคนละทิ้งสิ่งนี้ไป ความเชื่อของเขาจึงอับปาง
1 ทิโมธี 1:19

1 ทิโมธี 6:9, 1 ทิโมธี 3:9,
2 เปโตร 2:1-3

การทิ้งความเชื่อ และความรู้ผิดชอบชั่วดี นั้น ส่งผลให้ความเชื่อพบกับหายนะ !

จิตสำนึกที่ดี คือ คนนั้นจะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่

ฮีเมเนอัสกับอเล็กซานเดอร์ ก็เป็นคนแบบนี้ ซึ่งข้าได้มอบพวกเขาไว้กับซาตาน เพื่อพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่า จะต้องไม่หมิ่นประมาทพระเจ้า
1 ทิโมธี 1:20

2 ทิโมธี 2:16-18, 1 โครินธ์ 11:32

การมอบให้กับซาตานคือการให้ออกไปจากคริสตจักร พ้นจากร่มพระคุณของพระเจ้า ไปอยู่ใต้การควบคุมของมาร ไม่ให้มีเนื้อร้ายอยู่ในชุมชนผู้เชื่อ นี่เป็นความเมตตาต่อทั้งสองคน เพื่อให้เขาเรียนรู้ความจริง ว่าอะไรปลอดภัย อะไรไม่ปลอดภัย