ปฐมกาล 22 ทรงลองใจ


1  หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา พระเจ้าทรงทดสอบอับราฮัม พระองค์ตรัสกับเขาว่า “อับราฮัมเอ๋ย”
เขาทูลตอบว่า 
“ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า”  
2 พระเจ้าตรัสว่า “จงพาอิสอัค ลูกชายคนเดียวซึ่งเป็นที่รักของเจ้า และไปยังแผ่นดินโมริยาห์ และเจ้าจะถวายเขาเป็นเครื่องเผาบูชาบนภูเขาแห่งหนึ่งที่เราจะชี้ให้เจ้า!” 
3 วันต่อมา อับราฮัมลุกขึ้นแต่เช้า เตรียมอานลาพาบ่าวสองคนพร้อม กับอิสอัคลูกชายไปด้วย เขาได้ตัดไม้สำหรับเป็นฟืนเผาเครื่องบูชา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังที่ซึ่งพระเจ้าตรัสสั่งไว้  
4 วันที่สาม อับราฮัมเงยหน้าขึ้นดูและเห็นที่นั้นแต่ไกล
5 เขากล่าวกับบ่าวว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่กับลา ตัวข้าและเด็กจะไปที่โน่นและนมัสการพระเจ้า จากนั้นเราจะกลับมาหาเจ้า
6 แล้วอับราฮัมก็ยกไม้ฟืนสำหรับเผาขึ้นบ่าอิสอัคลูกชาย และเขาก็หิ้วเชื้อไฟ

7 อิสอัคกล่าวกับพ่อว่า “ท่านพ่อ” อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย พ่ออยู่นี่” “ที่ลูกเห็นคือไฟกับฟืน แล้วลูกแกะที่จะเผาบูชาอยู่ที่ไหนขอรับ?” อิสอัคถาม
8 อับราฮัมตอบว่า “ลูกรัก พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับเผาบูชาให้เอง” และทั้งสองก็เดินต่อไปด้วยกัน

9 ทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกไว้
และอับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาขึ้นที่นั่น เขาวางฟืนบนแท่นนั้น แล้วก็มัดตัวอิสอัคลูกชาย วางตัวเขาบนกองฟืนบนแท่นบูชานั้น 
10 จากนั้นเขาก็เอื้อมมือหยิบมีดเพื่อฆ่าลูกชายของตนเอง
11 แต่ทูตสวรรค์จากองค์เจ้านายเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า “อับราฮัม อับราฮัม!” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า”
12 ทูตสวรรค์กล่าวว่า “อย่าแตะต้องลูกชาย! อย่าทำอะไรเขา! เพราะบัดนี้ เรารู้แล้วว่า เจ้ายำเกรงพระเจ้า เพราะเจ้าไม่ได้หวงลูกชายคนเดียวของเจ้าไว้จากเรา”
13 อับราฮัมเงยหน้าขึ้น และเห็นแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาทั้งสองของมันติดพุ่มไม้
อับราฮัมจึงจับแกะนั้น มาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนลูกชายของเขา

14  อับราฮัมเรียกสถานที่นั้นว่า “พระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมไว้ให้” อย่างที่กล่าวกันทุกวันนี้ว่า “จะจัดเตรียมไว้ให้บนภูเขาของพระยาห์เวห์”

15 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์ร้องเรียกอับราฮัมเป็นครั้งที่สอง จากสวรรค์เบื้องบน
16ท่านกล่าวว่า “เราปฏิญาณด้วยตัวของเราเอง พระยาห์เวห์ตรัส เป็นเพราะเจ้าทำเช่นนี้ เพราะเจ้าไม่ได้หวงลูกชายคนเดียวของเจ้าจากเรา
17 เราจะอวยพระพรเจ้าอย่างแน่นอน
 และเราจะทวีจำนวนลูกหลานของเจ้าให้มีมากมายเหมือนจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้า เหมือนเม็ดทรายชายทะเล ลูกหลานของเจ้าจะครอบครองเมืองต่าง ๆ ของศัตรูของพวกเขา
18 และชนชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพรผ่านผู้สืบเชื้อสายของเจ้า เพราะเจ้าเชื่อฟังเรา

19  ดังนั้น อับราฮัมกลับมาที่บ่าวรออยู่ และพากันกลับไปยังเมืองเบเออร์เชบา   อับราฮัมตั้งถิ่นฐานที่เมืองเบเออร์เชบา  

ครอบครัวของนาโฮร์
20 ต่อมา มีคนบอกอับราฮัมว่า “มิลคาห์มีลูกให้กับนาโฮร์น้องชายของท่านแล้ว
21 อูสเป็นลูกชายหัวปี น้องชายคือ บูส เคมูเอลเป็นพ่อของอารัม
22 เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟ และเบธูเอล
  23 เบธูเอลเป็นพ่อของเรเบคาห์ มิลคาห์ ให้ลูกชายแปดคนแก่นาโฮร์ น้องชายอับราฮัม
24 นอกจากนี้ นาโฮร์ยังมีลูกชายอีกสี่คน เกิดจากภรรยาน้อยชื่อเรอูมาห์  คือ เทบาห์ กาฮัม ทาหาชและ มาอาคาห์

อธิบายเพิ่มเติม


บทนี้เกิดอะไรขึ้น? พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์ถวายมนุษย์เป็นเครื่องบูชา ที่ผ่านมา พระเจ้าทรงให้ใช้แกะที่ไร้ตำหนิเสมอ เหตุใดพระองค์ทรงสั่งอับราฮัมให้ทำสิ่งที่ดูโหดเหี้ยมเช่นนี้? หลายพันปีต่อมาเราจึงรู้ว่า พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า ทรงซื่อตรงต่อพันธสัญญาของพระองค์ที่มีต่ออับราฮัม และพระบุตรองค์เดียวของพระองค์นั้น ทรงเครื่องบูชาที่จำเป็น มีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทั้งโลก
ปฐมกาล 22:1
พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าทรง ทดสอบอับราฮัม การทดสอบครั้งนี้จะทำให้เห็นว่า หัวใจของอับราฮัมที่มีต่อพระเจ้านั้น เป็นอย่างไร เขาจะผ่านการทดสอบนี้ไหม?
นี่เป็นครั้งที่เจ็ดที่พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าทรงสนทนากับอับราฮัมตรง ๆ และเมื่อพระเจ้าตรัสเรียก เขาก็ตอบรับทันที

ปฐมกาล 22:2
พระเจ้าทรงเน้นว่า ให้เอาอิสอัคไปถวายเป็นเครื่องบูชาที่ภูเขา
พระเจ้าตรัสว่า เป็นลูกชายคนเดียว.. ซึ่งหมายถึงว่าเป็นคนเดียวที่พระเจ้าทรงใช้ให้สืบเชื้อสายของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก แม้ว่าเขาจะมีลูกชายคนอื่น แต่อิสอัคนี้แตกต่าง พิเศษ เป็นที่รักมากที่สุด เขาจะต้องไปยังแผ่นดินชื่อ
โมริยาห์ ซึ่งเป็นคำหมายถึงที่ ๆ พระเจ้าจัดเตรียมให้ หรือ ที่ ๆ พระเจ้าทรงปรากฏ (สถานที่นี้สำคัญมากในเวลาต่อมา)

เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าจะประทานลูกชายแห่งพันธสัญญา แต่ให้ถวายเขาเป็นเครื่องบูชา เหมือนแกะที่จะถูกฆ่าแล้ว เผาบูชา
เราพบใจของอับราฮัมในฮีบรู 11:19 เขาเชื่อในใจว่า พระเจ้าจะทรงทำให้อิสอัคคืนมาจากความตาย เขาจึงกล้าที่จะก้าวออกไป

ปฐมกาล 22:3-4
วันต่อมาเขาลุกขึ้นเตรียมข้าวของ และออกเดินทางพร้อมกับบ่าวอีกสองคน เดินทางได้สามวันก็เห็นภูเขาโมริยาห์แต่ไกล สามวันที่เดินไปนั้น หัวใจอับราฮัมหนักอึ้ง ต้องดำรงความเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงทำการของพระองค์ พันธสัญญาของพระองค์จะเป็นความจริง

ปฐมกาล 22:5-6
อับรามให้ความมั่นใจกับบ่าวว่า เขาทั้งสองจะกลับมาแล้วค่อยกลับบ้านไปด้วยกัน จากนั้นเขาก็เอาฟืนที่ช่วยกันแบกมาด้วยกันนั้น ให้อิสอัคแบกต่อ ส่วนเขาก็ถือเชื้อไฟสำหรับเผาเครื่องบูชา ซึ่งเป็นถ่านที่อยู่ในหม้อดิน


ปฐมกาล 22:7-8
ลูกสงสัยมาตั้งแต่ที่บ้าน ได้โอกาสถามพ่อว่า ลูกแกะอยู่ที่ไหน พ่อตอบด้วยความเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาให้เอง ไม่ได้โกหก แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกลูกว่า พระเจ้าทรงสั่งอะไรไว้
เมื่อได้คำตอบนี้ก็เดินต่อไป ไม่ต้องถามอะไรอีกให้วุ่นวาย

ปฐมกาล 22:9
มาถึงตรงนี้ อิสอัคก็รู้แล้วว่า เขานั่นแหละคือลูกแกะที่จะต้องถูกฆ่า เผา บูชา แต่อิสอ้คผู้นี้ได้ส่งสัญญาณให้เรารู้ถึงองค์พระเยซูคริสต์ที่ทรงยอมทำตามพระทัยของพระบิดาจนถึงความตายบนไม้กางเขน เพราะความรักของพระบิดาที่มีต่อชาวโลก
(ฟีลิปปี 2 :6-8) อิสอัคไม่ได้วิ่งหนีจากพ่อ แต่ไม่มีใครรู้ว่า อับราฮัมพูดอะไรกับอิสอัคบ้างที่ทำให้เขาไม่วิ่งหนี ไม่ต่อต้าน ยอมให้พ่อทำอย่างที่พระเจ้าทรงสั่ง

ปฐมกาล 22:10-11
แต่ขณะที่กำลังคว้ามีดขึ้นมา ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาเรียกเขาเหมือนในข้อที่ 1 แต่ครั้งนี้ พระเจ้าทรงเรียกสองที และอับราฮัมก็ตอบแบบเดียวกันว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่”
อับราฮัมโล่งใจที่พระเจ้าทรงอยู่ด้วยในเวลานั้น

ปฐมกาล 22:12
อย่างที่อับราฮัมคิด พระเจ้าจะทรงทำให้อิสอัคยังมีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็นพระพรของโลกต่อไป
ทูตสวรรค์ของพระเจ้าห้ามเขาไว้ เป็นคำสั่งด่วนมาก
และท่านบอกด้วยว่า เขาสอบผ่าน พระเจ้าทรงให้เห็นเลยว่า อับราฮัมไม่ได้หวงสิ่งรักที่สุดจากพระเจ้า ..​พระเจ้าทรงทำยิ่งกว่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรของพระองค์จากชาวโลกที่ชั่วช้า
พระเจ้าทรงอยู่ข้าง ๆ อับราฮัมตลอดเวลา และพระองค์ทรงชื่นพระทัยในตัวเขามาก พระองค์ทรงเห็นว่า เขายำเกรงพระองค์จริง ๆ ไม่มีการต่อล้อต่อเถียง ต่อรองใด ๆ ออกมาจากปากของเขาเลย

ปฐมกาล 22:13
แล้วเขาก็เห็นการจัดเตรียมของพระเจ้า ทรงเตรียมเครื่องเผาบูชาของพระองค์เอง พระบุตรพระเจ้าที่ทรงมาในแดนประหารนั้น ก็เป็นพระบุตรที่พระเจ้าทรงเตรียมให้ชาวโลก โลกไม่ได้เป็นผู้เตรียมพระบุตร แถมโลกยังได้ทรยศต่อพระเจ้าอีกด้วย


อับราฮัมเรียกที่นั้นว่า พระยาห์เวห์จะทรงจัดเตรียมให้ เมื่อความทุกข์หนักเข้ามา พระเจ้าก็ทรงเตรียมเครื่องเผาบูชา เป็นแกะผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ อับราฮัมนั่นเอง
ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาเป็นแผ่นดินที่สร้างเมืองเยรูซาเล็ม และพระวิหารก็สร้างในจุดนี้ด้วย

ปฐมกาล 22:15-18
นี่เป็นพันธสัญญาที่เรียกกันว่า พันธสัญญากับอับราฮัม (Abrahamic Covenant)
พระคัมภีร์กล่าวว่า ทูตสวรรค์ร้องเรียกอับราฮัม … แต่พอถึงคำพูดกลับเป็นพระยาห์เวห์ตรัสด้วยพระองค์เอง ว่า พระองค์ทรงยอมรับภาระผูกพันในพันธสัญญานี้อย่างเต็มที่ เป็นคำปฏิญาณที่พระองค์จะทรงทำให้สำเร็จอย่างแน่นอน ทรงสัญญาจะ
อวยพระพรอับราฮัม
ทวีจำนวนลูกหลาน ทวีแล้วทวีอีก
ลูกหลานจะเป็นผู้ปกครอง และปราบศัตรู
ทั้งโลกจะได้รับพรผ่านเชื้อสายอับราฮัม

ปฐมกาล 22:19
อับรามกลับมายังบ่าวอย่างมีความสุข และกลายเป็นว่าจากนี้ไป เขาก็เริ่มตั้งถิ่นฐานในเขต เบเออร์เชบา

ครอบครัวของนาโฮร์
ปฐมกาล 22:20-24
ตรงนี้เราแอบเห็นแล้วว่า ผู้เขียนกำลังแนะนำครอบครัว ญาติใกล้ชิดกันกับฮับราฮัม คือครอบครัวของน้องชายอับราฮัมนั่นเอง
และ ผู้เขียนถือโอกาสแนะนำเรเบคาห์ สตรีที่จะมีส่วนสำคัญในชีวิตของอิสอัค แทนซาราห์แม่ของเขา




เวลาใครคนหนึ่งเป็นคนของพระเจ้า เป็นคนที่ทรงเลือกไว้สำหรับงานบางอย่างที่สำคัญ หรือแม้อาจไม่ใช่คนสำคัญ อย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ต้องมีการพิสูจน์ว่า เขาเป็นคนจริงหรือไม
เราพบว่า โยบถูกทดสอบจากพระเจ้า
โยเซฟ ก็ถูกทดสอบมากมายกว่าจะผ่าน
ดาเนียลถูกทดสอบโดยเผชิญกับสิงโตดาวิดต้องเผชิญกับความเกลียดชังสุดขั้วจากซาอูลแม้กระทั่งไม้กางเขนก็เป็นบททดสอบทำให้เรา
รู้ว่า พระเยซูทรงผ่านจนคืนพระชนม์
แล้วเราล่ะ จะไม่ถูกทดสอบหรือ?


พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 22
1* ฮีบรู 11:17
2* ปฐมกาล; ปฐมกาล
5*  ฮีบรู 11:19
6* ยอห์น 19:17
8* ยอห์น 1:29, 36; อพยพ 12:3-6
9*  ฮีบรู 11:17-19
11* ปฐมกาล 16:7-11; 21:17-18; 31:11
12* 1 ซามูเอล 15:22; ยากอบ 2:21-22 ;ปฐมกาล 22:2, 16

16* สดุดี 105:9
17* ปฐมกาล 17:16; 26:3, 24; 15:5; 26:4; 13:16; 32:12; 24:60
18* ปฐมกาล 12:3; 18:18; 26:4; กาลาเทีย 3:16; ปฐมกาล 18:19; 22:3, 10; 26:5
19* ปฐมกาล 21:31
20* ปฐมกาล 11:29; 24:15
21* โยบ 1:1; 32:2
23* ปฐมกาล 24:15

ปฐมกาล 21 อิสอัค vs อิชมาเอล

ซาราห์ได้หัวเราะแล้ว
1 พระยาห์เวห์ทรงระลึกถึงซาราห์ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ และพระยาห์เวห์ทรงทำตามสัญญาที่ประทานไว้ก่อนหน้า
2 ซาราห์จึงตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกชายแก่อับราฮัมซึ่งชราแล้วเป็นไปตามเวลาที่พระองค์ตรัสไว้  อับราฮัมตั้งชื่อลูกชายที่เกิดจากซาราห์นี้ว่า อิสอัค
4 เมื่อลูกชายอิสอัคอายุครบ 8 วัน อับราฮัมก็ให้ลูกชายเข้าสุหนัตตามที่พระเจ้าทรงสั่งไว้
5 ตอนที่อิสอัคเกิดนั้น อับราฮัมอายุ 100 ปี
6 ซาราห์พูดออกมาว่า “พระเจ้าทรงทำให้ฉันได้หัวเราะ ทุกคนที่รู้เรื่องนี้ จะหัวเราะไปกับฉันด้วย”
7 เธอยังกล่าวอีกว่า “ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่า ซาราห์จะมีลูกที่กินนมของเธอเองแต่ฉันได้คลอดลูกชายให้ท่าน ตอนที่ท่านชราแล้ว” 
8 เมื่ออิสอัคเติบโตจนหย่านม ในวันที่เขาหย่านมอับราฮัมก็จัดงานเลี้ยงใหญ่


ซาราห์ไม่พอใจ
9 แต่ซาราห์เกิดเห็นลูกชายของฮาการ์ที่ทาสหญิงชาวอียิปต์ ได้ให้กำเนิดแก่อับราฮัม กำลังเล่น(หัวเราะเยาะ)กับอิสอัคลูกชายของเธอ
10 ซาราห์จึงบอกอับราฮัมว่า “ขอท่านไล่นางทาสคนนี้กับลูกไปเสีย เพราะลูกของนางทาสจะไม่มีวันรับมรดกร่วมกับลูกชายของฉัน”  
11 เรื่องนี้ทำให้อับราฮัมทุกข์ใจมากเพราะเกี่ยวข้องกับบุตรชายของเขา
12 แต่พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “อย่าทุกข์ใจเรื่องเด็กคนนั้นกับเมียทาสของเจ้าเลย จงทำตามที่ซาราห์บอก เพราะเชื้อสาย ของเจ้าจะนับทางอิสอัค 
13 และเราจะให้ชนชาติหนึ่งสืบเชื้อสายจากลูกของทาสหญิงคนนี้ด้วย เพราะเขาก็เป็นเชื้อสายของเจ้าเหมือนกัน”
 

อิชมาเอลกับฮาการ์ในถิ่นกันดาร
14 วันรุ่งขึ้น อับราฮัมตื่นแต่เช้าตรู่ เขาเตรียมขนมปังกับน้ำในถุงหนังยื่นให้ ให้ฮาการ์สะพายบ่าแล้วเขาก็ส่งเธอออกไปพร้อมกับลูกชายเธอก็ระหกระเหินเข้าไปในถิ่นกันดารเบเออร์เชบาห์

15 แล้วน้ำในถุงหนังก็หมด ฮาการ์จึงวางลูกชายไว้ใต้ร่มไม้
16 และเธอก็เดินไปนั่งอยู่ห่างเท่ากับระยะยิงธนูตก เพราะเธอคิดว่า “อย่าให้ฉันเห็นลูกชายตายเลย” ขณะที่นั่งอยู่ตรงนั้นเธอร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง 
17 พระเจ้าทรงยินเสียงของเด็กร้อง และทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้เรียกฮาการ์จากสวรรค์ กล่าวว่า“ฮาการ์เจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือ? ไม่ต้องกลัว เพราะว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงของเด็กชายที่นอนอยู่ตรงนั้น
18 จงลุกขึ้น และพยุงเขาขึ้นมาจับมือให้แน่น เพราะเราจะให้ชาติหนึ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดมาจากเขา”  

19 และแล้วพระเจ้าก็ทรงเปิดตาของเธอ ให้เห็นบ่อน้ำเธอจึงไปเติมน้ำจนเต็มถุงหนัง และให้เขาดื่ม
20 พระเจ้าสถิตอยู่กับเด็กชายคนนั้น เขาเติบโตและอาศัยในถิ่นกันดาร กลายเป็นคนที่ชำนาญการยิงธนู
21 เขาอาศัยในทะเลทรายปาราน  และแม่ของเขาได้หาหญิงสาวชาวอียิปต์ให้เป็นภรรยา

Roffe-Bauerle-1881

พันธสัญญากับอาบีเมเลค
22 เวลานั้น อาบีเมเลคและฟีโคล์ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารของกองทัพของท่าน กล่าวกับอับราฮัมว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับท่านไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตามดังนั้น
23 ขอให้ท่านให้คำมั่นสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้าว่า ท่านจะไม่ทรยศต่อเราหรือลูกหลานเชื้อสายของเรา แต่จะซื่อตรงต่อเราและต่อแผ่นดินที่ท่านอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ดังที่เราได้ซื่อตรงต่อท่าน”
24 อับราฮัมกล่าวว่า “ข้าตกลงสัญญาดังนั้น” 
25 แล้วอับราฮัมจึงร้องทุกข์ต่ออาบีเมเลคเรื่องบ่อน้ำที่เหล่าคนรับใช้ของอาบีเมเลคได้ยึดไป
26 แต่อาบีเมเลคตอบว่า “เอ.. เราไม่รู้ว่า ใครเป็นคนทำอย่างนั้นท่านเองไม่บอกเราก่อนหน้า และเราก็ไม่รู้เรื่องจนวันนี้ ” 
27 อับราฮัมจึงยกแกะและวัวให้อาบีเมเลค และทั้งสองก็ทำพันธสัญญากัน  
28 อับราฮัมได้เลือกลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวจากฝูง  
29 อาบีเมเลคถามอับราฮัมว่า “ที่ท่านเลือกลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวออกมานี้ มีความหมายว่าอย่างไรหรือ?”
30  เขาตอบว่า  “ขอให้ท่านรับลูกแกะเจ็ดตัวนี้จากข้าพเจ้าเพื่อเป็นพยานว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ขุดบ่อน้ำนี้”   
31 พื้นที่ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่า เบเออร์เชบา (แปลว่า บ่อน้ำแห่งคำปฏิญาณ)เพราะทั้งสองได้สาบานต่อกันที่นั่น 
32 เมื่อพวกเขาได้ทำพันธสัญญาต่อกันที่เบเออร์เชบาแล้ว อาบีเมเลคและแม่ทัพฟีโคล์ก็เดินทางกลับแผ่นดินฟีลิสเตีย
33 อับราฮัมปลูกต้นสนแทมริสก์ ในเบเอร์เชบา และนมัสการร้องออกพระนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าองค์นิรันดร์ที่นั่น  34  และอับราฮัมก็ได้อาศัยในแผ่นดิน ของชาวฟีลิสเตียในฐานะคนต่างถิ่นเป็นเวลานาน  

อธิบายเพิ่มเติม


ซาราห์ได้หัวเราะแล้ว
ปฐมกาล 21:1-3
การมาเยี่ยมของพระเจ้านั้นมีความหมายว่าพระเจ้าทรงเข้ามาทำการในชีวิตของคน ๆ หนึ่งแบบเหนือธรรมชาติเป็นพิเศษ อาจเป็นการอวยพรหรือแช่ง แต่ครั้งนี้ เป็นการ
ประทานพรตามที่ทรงสัญญาไว้เมื่อ 25 ปีก่อน และทรงมาย้ำเตือนอีกเมื่อปีก่อน ซาราห์ได้ตั้งครรภ์ตามพระดำรัสของพระเจ้าจริงและคลอดลูกจริง ตามเวลาที่พระองค์ตรัสไว้  พ่อได้ตั้งชื่อให้ว่า “อิสอัค” เขาทำตามพระบัญชาทั้งการตั้งชื่อ (17:19)  และการให้เข้าสุหนัต (17:12)
  

ปฐมกาล 21:4-7
การเข้าสุหนัตของอิสอัคเป็นสิ่งที่อับราฮัมได้ทำ
ตามพระบัญชา และเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วย
อับราฮัมอายุ 100 ปี ซาราห์เองก็ชราเกินวัยเจริญพันธุ์มานานแล้ว พระเจ้าประทานอิสอัคให้กับทั้งสองตามแผนการของพระองค์ที่ทรงสัญญาไว้แม้ว่าพวกเขารอมานานยี่สิบกว่าปี สำหรับซาราห์
เรื่องนี้น่าหัวเราะดัง ๆ ให้ทุกคนได้ยิน พระเจ้าทรงเตรียม การหัวเราะให้เธอ เป็น ชัยชนะ ความสุข ความยินดี ไม่ใช่การหัวเราะของความไม่เชื่อในบทที่ 18 นี่เป็นตัวอย่างว่า เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาอะไร
จะทรงทำตามนั้นแน่นอน

ปฐมกาล 21:8-10
แม้จะได้รับพระพรที่เหนือธรรมชาติ แต่ซาราห์ก็
ยังไม่รู้สึกมั่นคงเลย เธอเห็นเด็กโตลูกชายของ
สามีกับสาวใช้กำลังหยอกล้อกับลูกชายของเธอ แต่ซาราห์มองเห็นเป็นการเยาะเย้ย ในกาลาเทีย 4:29 เปาโลได้กล่าวว่า เด็กที่เกิดแบบมนุษย์ได้ข่มเหงเด็กที่เกิดจากอานุภาพของพระวิญญาณ  ข้อความตอนนี้บ่งบอกว่า อิชมาเอลกำลังเล่นอะไรที่ล้อเลียนอิสอัค สิ่งที่ซาราห์เห็นทำให้ซาราห์ต้องตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม ขอให้อับราฮัมไล่ลูกชายคนโต เชื้อสายอียิปต์ออกจากครอบครัว  อิชมาเอลจะไม่มีส่วนในมรดกใด ๆ ของครอบครัว (ซึ่งลูกแห่งพระสัญญานั้น หมายถึงพระเยซูคริสต์ ส่วนลูกของหญิงทาสนั้นหมายถึง บทบัญญัติโมเสส)

ซาราห์ไม่พอใจ
ปฐมกาล 21:11-13
อับราฮัมเป็นพ่อที่มีความผูกพันกับอิชมาเอลมา
นานพอสมควร  จึงทุกข์ใจมาก แม้อิชมาเอล
เกิดจากความบาป ความไม่เชื่อของซาราห์ แต่
เราก็เห็นพระคุณ พระเมตตาของพระเจ้าในเหตุ
การณ์นี้ ทั้งอิชมาเอล และอิสอัคต่างก็เป็นลูก
ที่พระเจ้าจะทรงอวยพระพรให้มีลูกหลาน
สืบต่อไป (การมีวงศ์วานสืบเนื่องเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในโลกโบราณ) แม้อับราฮัมไม่เห็นด้วยกับซาราห์เรื่องนี้ แต่พระเจ้าทรงให้เขาทำตามที่ภรรยาขอ


อิชมาเอลกับฮาการ์ในถิ่นกันดาร
ปฐมกาล 21:14
แม้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ดูโหดร้าย ใจดำมากอับราฮัมเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะเจอสิ่งที่พระเจ้าทรงให้ทำกับอิสอัคที่โหดกว่าอีก เพื่อพิสูจน์การเชื่อและการเชื่อฟังของเขา 
ขณะที่อับราฮัมส่งภรรยาน้อยและลูกชายที่เขารักออกไปในถิ่นกันดารนั้น แปลกที่เขาเอาอาหารกับน้ำใส่ถุงหนังให้เท่านั้น ไม่ให้อะไรไปมากกว่า ทั้ง ๆ ที่เขามีของบริบูรณ์ แน่นอน เขาต้องอธิษฐานขอพระเจ้าทรงดูแลคนทั้งสอง ฝากไว้กับพระเจ้าพระเจ้าทรงเตรียมที่จะอวยพระพรอิชมาเอลอยู่แล้ว และชีวิตที่ยากเย็นนี้ มักจะมาก่อนสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากพระพร

ปฐมกาล 21:15-16
อาหารน่าจะหมดแล้ว และน้ำก็หมดด้วย ทำไมพ่อให้น้ำมาแค่นี้เอง? ฮาการ์เองก็กระหายน้ำไม่น้อย
เธอรู้ว่า ความตายรออยู่ข้างหน้า เธอน่าจะจำครั้งแรกที่เธอถูกไล่ออกมาจากบ้าน (ปฐมกาล 16) พระเจ้าเองทรงให้เธอกลับไปบ้านที่เธอเป็นทาสอยู่ แล้วมาตอนนี้ ก็ถูกไล่ออกมาอีก การร้องไห้ของ หญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นเพียงทาสคนหนึ่ง ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครฟัง แต่.. พระเจ้าทรงทราบว่าเธออยู่ ที่ไหน ต้องการอะไร…

 ปฐมกาล 21:17-18
พระเจ้าก็ทรงเข้ามาแทรกแซงชีวิตของแม่ลูก
ที่กำลังกระหายน้ำเจียนตาย มีทูตสวรรค์มาหา
ฮาการ์ และกล่าวย้ำว่า ไม่ต้องกลัว คำนี้สำคัญมาก การไม่กลัวและการวางใจพระเจ้าทำให้ก้าวมั่นคง ​พระเจ้าทรงฟังเสียงร้องของเด็ก พระเจ้าทรงได้ยิน
พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะตอบเสียงร้องนั้น! สิ่งที่ฮาการ์ต้องทำคือหยุดท้อถอย หยุดร้องไห้ ลุกขึ้นและพาลูกก้าวต่อไป เพราะมีสิ่งดีรออยู่ข้างหน้าพระเจ้าทรงนำเธอไป ไม่ต้องเดินคนเดียว!
ปฐมกาล 21:19-21
ฮาการ์เป็นผู้หญิงคนเดียวในพระคัมภีร์ที่ได้รับ
คำสัญญาว่า “เราจะทวีจำนวนเชื้อสายของเจ้าให้มากมายจนนับไม่ถ้วน”

ปฐมกาล 16:10
ฮาการ์ เป็นแค่นางทาสในบ้านของอับราฮัม แต่
พระเจ้าไม่ได้ทรงมองข้ามเธอ ความทุกข์ใจที่เธอต้องเผชิญอันเกิดจากความคิดของซาราห์ พระเจ้าทรงพลิกให้เป็นพระพรสำหรับตัวเธอและลูกหลาน
สิ่งที่น่าสนใจจากฮาการ์คือ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำอย่างไร เธอก็ทำตามที่พระองค์ทรงบัญชาทุกอย่าง


พันธสัญญากับอาบีเมเลค
ปฐมกาล 21:22-24
ถ้ามีใครสักคนจะกล่าวกับเราว่า “ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ฉันเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่กับคุณเสมอ”
เราจะรู้สึกขอบคุณพระเจ้าขนาดไหน และสมกับ
ที่พระเจ้าทรงบอกว่า ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล
พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงทำเช่นนี้มา
ตั้งแต่โบราณกาล ที่จริงทรงอยู่กับคนของพระองค์มาไม่หยุดยั้ง ขอพระเจ้าทรงป้องกันไม่ให้เราห่างพระองค์ แต่เป็นคนที่พระองค์ทรงอยู่ด้วยทุกเวลา

ปฐมกาล 21:25-26
บ่อน้ำเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์
ทำไร่ไถนา ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน พื้นที่ตรงนั้นก็ไม่มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน และการขุดบ่อในสมัยโบราณนั้นก็ยากเย็นไม่น้อย บ่อที่อับราฮัมขุดในพื้นที่ของอาบีเมเลค ถูกยึดไปโดยที่ทุกคนเก็บเงียบไม่ได้บอกให้อาบีเมเลครู้ พออับราฮัมได้ทำสัญญาไมตรีกับอาบีเมเลค จึงเป็นโอกาสที่เขาจะได้สิทธิในบ่อน้ำนั้นคืนมา การเรียกร้องของเขาก็ได้ผลด้วย

ปฐมกาล 27-30
มีการใช้แกะและวัวเพื่อทำพันธสัญญาต่อกันและกัน คล้ายกับบทที่ 15:-21 การที่อับราฮัมใช้ลูกแกะเมียจากฝูง 7 ตัวก็เพื่อเป็นการชดใช้คืนการที่คนของอาบีเมเลคจะไม่ได้เข้ามาถึงบ่อน้ำนี้อีก เขาจะไม่ให้แกะนี้กับเอบีเมเลคก็ได้   และมันยังเป็นพยานว่า อับราฮัมเป็นผู้ขุดบ่อนี้เอง เป็นเจ้าของบ่อนี้   ต่อไปลูกแกะทั้งเจ็ดก็จะกลายเป็นแม่แกะที่ทำให้ฝูงแกะของเอบีเมเลคเพิ่มจำนวนขึ้นอีกด้วย 


ปฐมกาล 21:31-34
ต้องเติมข้อ คำว่า เบเออร์เชบา มีความหมายว่า บ่อน้ำจากน้ำใต้ดิน แต่ในพระคัมภีร์ความหมายคือ คำปฏิญาณแห่งเจ็ด หรือ บ่อน้ำแห่งคำปฏิญาณ
การที่อับราฮัมปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ที่นี่ แสดงว่าท่านมีความตั้งใจที่จะอยู่ในแผ่นดินนี้นาน ๆ ต้นไม้นี้มีความหมายถึงพระคุณของพระเจ้าต่อท่าน ตัวแม่ทัพเองก็ยอมรับว่า ท่านมีสิทธิ์อยู่ในแผ่นดินนี้ และยังมีสิทธิในการใช้น้ำด้วย อย่างน้อยตอนนี้อับราฮัมก็มีส่วนเล็ก ๆในแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญา

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 21
1* 1 ซามูเอล  2:21; กาลาเทีย 4:23,28
2* ฮีบรู 11:11-12; ปฐมกาล 17:21; 18:10, 14
3* ปฐมกาล 17:19,21
4* กิจการ 7:8; ปฐมกาล 17:10, 12
5* ปฐมกาล 17:1, 17
6* อิสยาห์ 54:1; ลูกา 1:58
7* ปฐมกาล 18:11, 12
9* ปฐมกาล 16:1, 4, 15; กาลาเทีย 4:29
10* กาลาเทีย 3:18; 4:30

11* ปฐมกาล 17:18
12* โรม  9:7-8
13* ปฐมกาล 16:10; 17:20; 21:18; 25:12-18
14* ยอห์น 8:35
17* อพยพ 3:7; ปฐมกาล 22:11
18* ปฐมกาล 16:10; 21:13 ; 25:12-16
19* กันดารวิถี 22:31
20* ปฐมกาล 28:15; 39:2,3,21
21* ปฐมกาล 24:4

22* ปฐมกาล 20:2, 14:26; 26:26, 28
23* โยชูวา 2:12
25* ปฐมกาล 26:15, 18, 20-22
27* ปฐมกาล 26:31; 31:44
29* ปฐมกาล 33:8
30* ปฐมกาล 31:48, 52
31* ปฐมกาล 21:14; 26:33
33* ปฐมกาล 4:26; 12:8; 13:4; 26:25; เฉลยธรรมบัญญัติ   32:40; 33:27

ปฐมกาล 20 เธอเป็นน้องสาว..

1 อับราฮัมเดินทางจากที่นั่นไปยังเนเกบ และตั้งถิ่นฐาน ระหว่างเมืองคาเดช และเมืองชูร์  ขณะที่เขาอาศัยอย่างคนต่างด้าวในเมืองเกราห์
2 อับราฮัมกล่าวถึงซาราห์ภรรยาของท่านว่า“เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า” ดังนั้นอาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเมืองเกราห์จึงส่งคนมารับตัวซาราห์ไปเฝ้า
3แต่พระเจ้าเสด็จมาหาอาบีเมเลคในความฝัน ตรัสว่า “เจ้าตายแน่.. เพราะหญิงที่เจ้านำตัวมานั้นเป็นคนที่มีสามีแล้ว” 4 แต่ตอนนั้นอาบีเมเลคยังไม่ได้แตะต้องตัวเธอ จึงทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระองค์จะทรงประหารคนที่ไม่มีความผิดหรือพระเจ้าข้า?
5 ก็ตัวสามี บอกข้าพเจ้าว่า ‘เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้าเอง  และตัวเธอก็กล่าวว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของฉัน’ ข้าพเจ้าทำลงไปด้วยใจซื่อและมือนี้ก็ไม่ได้มีความผิด” 
6 แล้วพระเจ้าตรัสกับเขาในความฝันว่า “เรารู้ว่า เจ้าทำไปด้วยใจซื่อ และเราเองเป็นผู้ป้องกันไม่ให้เจ้าทำบาปต่อเรา ดังนั้น เราจึงไม่ปล่อยให้เจ้าแตะต้องหญิงนั้น

7 ตอนนี้ จงคืนภรรยาของเขาไป เพราะเขาเป็นผู้เผยพระดำรัสของเรา แล้วเขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้า และเจ้าจะมีชีวิต แต่ถ้าเจ้าไม่คืนภรรยาให้เขาจงรู้เถิดว่า เจ้าจะต้องตายแน่นอน รวมทั้ง คนของเจ้าทุกคน” 
8 อาบีเมเลคลุกขึ้นมาแต่เช้าและตามข้าราชการทั้งสิ้นมา เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ให้พวกเขาฟัง ทุกคนก็กลัวอย่างยิ่ง
9 อาบีเมเลค  สั่งให้อับราฮัมเข้ามาเฝ้า แล้วกล่าวว่า  “เจ้าทำอย่างนี้กับเราทำไม? เราได้ทำอะไรให้เจ้าหรือ จึงนำบาปใหญ่โตมายังเราและอาณาจักรของเราเช่นนี้?เจ้าไม่ควรทำสิ่งนี้กับเราเลย”  
10 แล้วอาบีเมเลคตรัสกับเขาต่อว่า “เจ้าคิดอะไรจึงทำเช่นนี้?”
11 อับราฮัมตอบว่า “เพราะข้าพเจ้าคิดว่าในเมืองนี้ไม่มีใครยำเกรงพระเจ้าสักคน พวกเขาจะสังหารข้าพเจ้าเนื่องจากภรรยาของข้าพเจ้าเอง
12 ยิ่งกว่านั้น เธอก็เป็นน้องสาวของข้าพเจ้าจริง ๆ คือเป็นน้องสาวคนละแม่และต่อมาเธอได้มาเป็นภรรยาของข้าพเจ้า

13 เมื่อพระเจ้าทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องเดินทางจากบ้านของพ่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบอกเธอไว้ว่า“นี่เป็นน้ำใจที่เธอจะทำให้พวกเราได้คือว่า ทุกแห่งที่เราไป ซาราห์จะต้องกล่าวว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของฉันเอง’”  
14อาบีเมเลค ก็ได้มอบแกะ โค และทาสชายหญิงให้อับราฮัมและคืนซาราห์ ภรรยาให้ด้วย
15 อาบีเมเลคกล่าวกับอับราฮัมว่า “ดูเถิดแผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า จะอาศัย ตั้งถิ่นฐานตรงไหนก็ได้ตามที่เจ้าพอใจ” และกล่าวแก่ซาราห์ว่า “ดูเถิด เราได้ให้เงินหนึ่งพันเหรียญแก่พี่ชายของเจ้า เป็นเครื่องหมายว่าเจ้าไม่ได้ทำผิดสิ่งใดต่อหน้าคนที่อยู่กับเจ้าและเจ้าได้รับการพิสูจน์ว่าเจ้าไร้มลทิน”  17 แล้วอับราฮัมอธิษฐานทูลต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรักษาบำบัด อาบีเมเลครวมทั้งภรรยาของเขา ทาสหญิงของเขาทำให้พวกเธอได้มีลูก
18 เพราะพระยาห์เวห์ทรงปิดครรภ์ของสตรีทุกคนในครอบครัวของ อาบีเมเลคเนื่องจากซาราห์ ภรรยาของอับราฮัม

อธิบายเพิ่มเติม

มีการบันทึกเรื่องราวที่อ่านแล้วไม่สบายใจเลย เพราะอับราฮัมกับซาราห์ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตอนที่ไปอียิปต์  ซาราห์นั้นมีความงามอันเป็นที่ต้องตาต้องใจชายทุกคน   เมื่ออับราฮัมไปยังเมืองเกราห์  เขาก็ยังตกอยู่ในความกลัวแบบเดิม  แต่ความที่อาบีเมเลคเป็นคนที่ฟังเสียงของพระเจ้า เขาจึงไม่ตกลงไปในความบาป  และยังได้พระพรจากพระเจ้าด้วย

ปฐมกาล 20:1-2
หลังจากที่พระเจ้าทรงทำลายเมืองโสโดมโกโมราห์ซากทั้งหลายก็เห็นชัด กลิ่นของความหายนะยังคละคลุ้ง อับราฮัมไม่ได้สร้างบ้านอยู่เหมือนกับโลท  เขาอยู่เต็นท์  ต่อมาเดินทางไปทางใต้ลงมาอีก  จากที่ผ่านมา อับราฮัมน่าจะเห็นคำตอบของพระเจ้าที่ทรงช่วยหลานของเขาไว้จากหายนะ และมีความมั่นใจในพระเจ้าที่เสด็จมาย้ำเตือนพระสัญญาของพระองค์ จนกระทั่งมาถึงเมืองเกราร์ เมื่อเข้าไปในเมืองนั้นก็ทำตามที่ตกลงไว้กับซาราห์เสมอว่า ให้พูดว่าท่านเป็นพี่ชายและเธอเป็นน้องสาวแล้วก็เกิดเหตุอย่างที่อับราฮัมคิดจริง ๆ กษัตริย์ของเมืองติดใจความงามของซาราห์ และนำตัวเธอไปเพื่อจะได้ให้เธอไปอยู่ในฮาเร็ม

ปฐมกาล 20:3-5
นี่เป็นกลอุบายของอับราฮัมกับซาราห์ที่ทำให้อาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเมืองเกราร์เกือบทำผิดไป     กษัตริย์สมัยก่อน อยากได้ผู้หญิงคนไหนก็ไปตามตัวเอามาได้
มองในฝ่ายวิญญาณ นี่คือความตั้งใจที่จะให้ซาราห์มีมลทิน  พระเจ้าทรงเข้ามาจัดการด้วยพระองค์เอง   ทรงเปิดเผยความจริงแก่อาบีเมเลคในความฝัน
กษัตริย์เองก็ฟังและแก้ต่างให้ตัวท่านเองท่านทูลพระเจ้าว่า ทำไปโดยไม่รู้ว่าซาราห์เป็นภรรยาของอับราฮัม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่าผู้เชื่อในพระเจ้ามีโอกาสทำให้คนอื่นทำผิดได้ ! เขาจึงต้องระวังในการใช้ชีวิต

ปฐมกาล 20:6-7
ข้อห้ามที่ไม่ให้เอาภรรยาคนอื่นมาเป็นภรรยาตนนั้น เริ่มต้นตรงไหน ตอนนี้ยังไม่มีบัญญัติสิบของโมเสส แต่ผู้คนในสมัยโบราณก็ทราบดีว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้ กษัตริย์เอบีเมเลคเอง ก็เหมือน ๆ กับผู้ชายทั่วไปที่เห็นคนสวยเป็นไม่ได้ แต่แล้วพระเจ้าทรงเมตตาตรัสแก่ท่านเป็นส่วนตัว ทำให้ท่านไม่ทำผิดต่ออับราฮัม และเมื่อท่านรีบแก้ไข พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของอับราฮัมเพื่อท่านด้วย ใช่.. ตอบสิ่งที่เอบีเมเลคกำลังมีปัญหาอยู่!
ที่จริงอับราฮัมเองสร้างปัญหาให้ทั้งซาราห์ และหญิงทุกคนในครอบครัวของเอบีเมเลค

ปฐมกาล 20:8-9
มันน่าอายไหมที่กษัตริย์ซึ่งไม่ได้เป็นคนของพระเจ้าเป็นฝ่ายที่ได้รับผลจากความไม่วางใจพระเจ้าของอับราฮัม เราจะเห็นจากเรื่องนี้ชัดเจนว่า ในความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครอาจกล่าวได้ว่าตนเองไม่มีความผิด ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงวางใจให้เป็นบิดาแห่งความเชื่อ แต่เขาก็ยังมีข้อบกพร่องให้เห็น เราจึงน่าจะให้เรื่องนี้ช่วยให้เรารู้ว่าเราต้องระวังตัว ฟังเสียงของพระวิญญาณทรงเตือนเสมอ อย่าค้าน อย่าหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง

ปฐมกาล 20:10-12
คำตอบของอับราฮัมบ่งบอกให้รู้ว่า เขาไม่ได้วางใจพระเจ้าไม่พอ ยังห่วงตัวเองมากกว่าภรรยาเสียอีก
ถ้าจะต้องเสียเธอไป แต่ชีวิตของตัวเองรอดก็โอเคนี่ถ้าเราเป็นซาราห์จะทำอย่างไรอับราฮัมมีเหตุผลที่น่าฟัง การโกหกของเขาเป็น
การโกหกแบบที่คิดว่าไม่ผิด แต่เมื่อเราดูแรงจูงใจของเขาแล้ว มันเป็นการตั้งใจเอาชีวิตตัวเองรอด
อย่างไม่น่าดูเลย

ปฐมกาล 20:13-14
และนี่คือข้อตกลงระหว่างอับราฮัมกับซาราห์โดยที่อับราฮัมไม่ต้องเสียอะไร แต่ซาราห์เสี่ยงที่จะเสียตัวเธอเอง … ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงปกป้องซาราห์ไว้ ดูสิ เธอจะเป็นคุณแม่ของบรรดา
ประชาชาติ แต่สามีของเธอเองไม่ได้เป็นห่วงเป็นใย  มองเห็นอุปสรรคจากใจของสามีไหม? เป็นความไม่วางใจพระเจ้า แต่แล้วพระเจ้าก็ทรงทำให้เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาควรจะทำ และควรจะรักษามากยิ่งชีวิตคืออะไร

ปฐมกาล 20:15-16
กษัตริย์ เอบีเมเลคได้ทำสิ่งที่ไม่คาดฝัน ท่านได้ให้แกะ โค และทาสชายหญิงให้อับราฮัมและทรงคืนซาราห์ ภรรยาให้ด้วย ให้เงินอีกพันเหรียญเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า ซาราห์ไม่ได้เป็นคนผิดแต่อย่างใด ท่านได้คืนศักดิ์ศรีให้กับซาราห์ต่อหน้าคนทั้งปวง และท่านเองได้กล่าวคำประชดประชันว่าอับราฮัมเป็นพี่ชายของเธอด้วย ยังไม่จบเพียงนั้นท่านอนุญาตให้อับราฮัมเลือกอาศัยได้ตามใจในแผ่นดินของท่านด้วย

ปฐมกาล 20:17-18
แล้วพระเจ้าก็ทรงให้อับราฮัมทำหน้าที่ ๆ เขาควรทำนั่นคือ เขาได้ทูลต่อพระเจ้าเพื่อพระเจ้าจะทรงรักษาให้ครอบครัวของกษัตริย์อาบีเมเลคได้มีลูกหลาน และพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของ
ท่าน ทำให้ครอบครัวที่พระเจ้าทรงปิดครรภ์ไว้ทุกคนได้สามารถมีบุตรได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเอบีเมเลค กษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นคนของพระองค์ แต่กลับเชื่อฟัง …แล้วพระเจ้าก็ทรงอวยพระพรเหลือล้น

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 20
1* ปฐมกาล 18:1; 12:9; 16:7, 14; 26:1, 6
2* ปฐมกาล 12:11-13; 26:7; 12:5
3* สดุดี 105:14; โยบ 33:5; ปฐมกาล 20:7
4* ปฐมกาล 18:23-25
5* 2 พงศ์กษัตริย์ 20:3
6* 1 ซามูเอล  25:26, 34; ปฐมกาล 39:9
7* ;ปฐมกาล 2:17;
9* ปฐมกาล 26:10; 39:9; 34:7

11* สุภาษิต 16:6 ; ปฐมกาล 12:12; 26:7
12* ปฐมกาล 11:29
13* ปฐมกาล 12:1-9, 11; 12:13; 20:5
14* ปฐมกาล 12:16
15* ปฐมกาล 13:9; 34:10; 47:6
16* ปฐมกาล 26:11; มาลาคี 2:9
17* โยบ 42:9; ปฐมกาล 21:2
18* ปฐมกาล 12:17

ปฐมกาล 19 ทำลายล้างโสโดม โกโมราห์

ชาวเมืองที่น่าอับอาย
1 ทูตสวรรค์ทั้งสองมาถึงเมืองโสโดมเวลาเย็น
ขณะนั้นโลทนั่งอยู่ที่ประตูเมือง เมื่อเขาเห็นทูตทั้งสอง ก็ลุกไปต้อนรับ น้อมตัวลงหน้าติดดิน
2 เขากล่าวว่า “เจ้านายของข้าพเจ้า  ขอเชิญท่านไปที่บ้านบ่าวของท่านและพักผ่อนสักหนึ่งคืน ขอให้ข้าพเจ้าได้ล้างเท้าของท่าน   แล้วท่านค่อยลุกตอนเช้าแล้วเดินทางต่อไปขอรับ” “ไม่เป็นไร เราจะค้างคืนที่ลานเมือง”
3แต่โลทขอร้อง รบเร้าทั้งสองไม่หยุด ในที่สุด  ทั้งสองจึงเข้าไปในบ้านเขา และโลทก็ได้จัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่ มีขนมปังไร้เชื้อปิ้ง ทั้งสองก็รับประทาน

4 แต่ก่อนที่ผู้มาเยือนจะเข้านอน พวกผู้ชายจากทุกมุมเมืองทั้งหนุ่มและชรา พากันมาล้อมบ้านไว้ 
5  พวกเขาร้องบอกโลทว่า “ผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน? จงพาออกมาเพื่อเราจะได้นอนกับพวกเขา” 
6 แต่โลทออกไปพบพวกเขาข้างนอก  แล้วปิดประตู
7 กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ขอร้องล่ะอย่าทำสิ่งชั่วร้ายแบบนี้เลย”
8 ข้ามีลูกสาวอยู่สองคน ที่ยังไม่เคยนอนกับผู้ชาย ข้าจะส่งออกมาให้พวกท่าน แล้วท่านจะทำอย่างไรกับทั้งสองก็ได้ แต่อย่าทำอะไรกับชายทั้งสองนี้ เพราะเขาอยู่ใต้ชายคาของข้าแล้ว”

99 แต่พวกนั้นไม่ยอม “ออกไปให้พ้น ถอยไป  ดูเจ้าโลทคนนี้มาขออาศัยในเมืองแล้วยังมา ตัดสินพวกเราอีก เราจะจัดการเจ้าให้หนักหนากว่าที่จะทำกับคนทั้งสอง”พวกเขาผลักโลท
อย่างแรงและเข้ามาใกล้ กำลังจะพังประตูได้แล้ว….
10 แต่ชายทั้งสองข้างในยื่นมือออกมาดึงโลทเข้าไปในบ้าน และปิดประตู 11เขาทั้งสองทำให้พวกผู้ชายที่อยู่หน้าบ้านทั้งหนุ่มและชราต่างตาพร่ามัวจนมองไม่เห็นพวกเขาจึงคลำหาทางเข้าบ้านไม่ได้

เตรียมพาออกจากเมือง
12ชายทั้งสองถามโลทว่า “เจ้ามีญาติคนอื่นในเมืองอีกบ้างไหม ไม่ว่าจะเป็นลูกเขย ลูกชาย ลูกสาวหรือคนของท่าน? จงพาพวกเขาออกไปจากที่นี่
13 เพราะเรากำลังจะทำลายเมืองนี้  เพราะมีเสียงที่คนร้องทุกข์ต้านเมืองนี้ ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างท่วมท้น จนพระองค์ทรงส่งเรามาทำลายสถานที่นี้เสีย”

14 โลทจึงไปบอกพวกลูกเขยซึ่งใกล้จะแต่งงานกับลูกสาวของเขาว่า“เร็วเข้า รีบออกจากที่นี่เถิดเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าใกล้จะทำลายเมืองนี้!”แต่ลูกเขยคิดว่าโลทแค่พูดเล่น

15เช้าตรู่ ทูตทั้งสองก็เร่งโลท “ลุกขึ้นเร็ว!  เจ้าต้องพาภรรยากับลูกสาวทั้งสองออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นท่านจะตายไปพร้อมกับคนที่ถูกลงโทษทั้งเมือง
16 แต่ขณะที่โลทยังรีรออยู่ ทูตก็คว้ามือของเขารวมทั้งภรรยาและลูกสาวทั้งสองแล้วพาออกมานอกเมืองโดยปลอดภัย เพราะพระยาห์เวห์ทรงเมตตาพวกเขา 
17 เมื่อออกพ้นเมืองมาแล้ว ทูตองค์หนึ่งกล่าวว่า“ต่อไป จงหนีเอาชีวิตรอดเถิด!  อย่าหันกลับมามอง​ อย่าหยุดอยู่ในที่ราบนี้  ท่านจงหนีไปที่ภูเขา ไม่อย่างนั้นแล้วจะถูกกวาดล้างไปด้วย!” 

18 แต่โลทพร่ำว่า “อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย เจ้านายของข้าพเจ้า  โปรดเถิด”
19 “ดูเถิด บ่าวของท่านได้รับความโปรดปรานจากท่าน และท่านได้กรุณามากที่ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ แต่ข้าพเจ้าหนีไปถึงภูเขาไม่ไหวแล้ว หายนะอาจจะมาถึง และข้าพเจ้าก็จะตาย  
20 คือมีเมืองเล็ก ๆ ที่ใกล้พอที่จะหนีไปถึงทัน ขอข้าพเจ้าหนีไปที่นั่น เมืองนี้เล็กมากขอรับและข้าจะรอดชีวิต” 

21 ทูตจึงตอบว่า “ตกลงอย่างนั้น เราจะให้ตามที่เจ้าร้องขอ เราจะไม่ทำลายเมืองที่เจ้าพูดถึงถ้าอย่างนั้นแล้ว
22 จงรีบหนีไปที่นั่น เพราะเราทำอะไรไม่ได้จนกว่าเจ้าจะไปถึงที่นั่นเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่า โศอาร์เพราะเหตุนี้(โศอาร์แปลว่า เล็ก ๆ, ไม่สำคัญ)

23อาทิตย์ขึ้นแล้ว เมื่อโลทมาถึงเมืองโศอาร์
24  แล้วพระยาห์เวห์ทรงส่งไฟกำมะถันจากท้องฟ้ามาเหนือเมืองโสโดมและโกโมราห์
25 เท่ากับว่าพระองค์ทรงทำลายเมืองเหล่านั้นรวมไปถึงที่ราบทั้งหมด รวมทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชที่เกิดขึ้นมาจากดินทั้งหมด 
26 แต่ภรรยาของโลทที่ตามมาเหลียวหลังกลับไปดู เธอจึงกลายเป็นเสาเกลือ


 

27 และแต่เช้าตรู่อับราฮัมก็ออกไปยังสถานที่ ๆ เขาเคยยืนต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์  28 เขามองลงมายังเมืองโสโดมและโกโมราห์ และมองไปยังแผ่นดินทางที่ราบทั้งหมด  ดูเถิด มีควันขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นเหมือนควันของเตาเผา 29    แต่เมื่อพระเจ้าทรงทำลายเมืองทั้งหลายในที่ราบนั้น พระองค์ทรงระลึกถึงอับราฮัม และทรงนำโลทออกมาจากหายนะของเมือง ตอนที่พระองค์ทรงทำลายล้างเมืองต่าง ๆ ที่โลทเคยอาศัยอยู่  

โลทกับลูกสาวทั้งสอง
30 แล้วโลทกับลูกสาวทั้งสองก็ออกจากเมืองโศอาร์ ไปอาศัยตามเนินเขาเพราะกลัวที่จะอยู่ในเมืองโศอาห์  โลทและลูกสาวทั้งสองอาศัยในถ้ำ
 31 ลูกสาวคนโตพูดกับน้องสาวว่า “พ่อของเราแก่แล้ว  ไม่มีผู้ชายคนไหนในโลกที่จะมาหา แต่งงานกับเราเหมือนอย่างที่ใคร ๆ ในโลกเขาทำกัน 32 มาเถอะ มามอมเหล้าพ่อ แล้วนอนกับพ่อเพื่อว่าเราจะรักษาเชื้อสายผ่านพ่อของเรา”
 33 ดังนั้นเธอทั้งสองจึงมอมเหล้าพ่อ (เหล้าองุ่น)  แล้วพี่สาวคนโตก็เข้าไปนอนกับพ่อ โดยที่โลทไม่รู้เลยว่า เธอมานอนด้วยเมื่อไร และลุกไปเมื่อไร  
34 วันต่อมา พี่สาวพูดกับน้องสาวว่า “เมื่อคืนพี่นอนกับพ่อแล้ว วันนี้เรามอมเหล้าพ่ออีก และเธอก็เข้าไปนอนกับพ่อ ทำอย่างนี้ เราจะได้รักษาเชื้อสายผ่านทางพ่อของเรา”
  35 คืนนั้นทั้งสองก็ทำให้พ่อเมาเหมือนคืนก่อน และน้องสาวก็เข้าไปนอนกับพ่อ โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่า  เธอมานอนด้วยเมื่อไร และลุกไปเมื่อไร  
36 ดังนั้น เท่ากับลูกสาวทั้งสองของโลทได้ตั้งครรภ์กับพ่อของตนเอง
37 ลูกสาวคนโตมีลูกชาย เธอตั้งชื่อเขาว่า โมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของชาวโมอับจนทุกวันนี้ 
38 ลูกสาวคนเล็กก็มีลูกชายคนหนึ่ง และเธอเรียกเขาว่า เบนอัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของชาวอัมโมนในทุกวันนี้ 

อธิบายเพิ่มเติม

ถ้าเราอ่านปฐมกาล 19 แค่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น เราจะขาดความเข้าใจถึงเป้าหมายที่พระเจ้าทรงให้บันทึกเรื่องนี้ไว้  โซโดม โกโมราห์เป็นต้นแบบของสังคมปัจจุบันที่ไร้พระเจ้า และทำทุกอย่างตามความเร่าร้อนของตนเอง ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน และมีผู้คนจำนวนมากได้ร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และพระองค์ทรงลงมาเพื่อลงโทษเมืองนี้  อย่าลืมว่า ในวันของพระเจ้านั้น พระองค์จะทรงทำกับโลกแห่งความบาปอย่างเดียวกับเหตุการณ์ในบทนี้   เรามีทางหนีไม่ต้องพบความหายนะ … และเรารู้ว่าทางนั้นมาทางพระเยซูเท่านั้น 

ชาวเมืองที่น่าอับอาย
ปฐมกาล 19:1-2
หลังจากที่คุยกับอับราฮัมไปแล้ว แขกสองคนจากในสามคนก็มุ่งหน้าไปยังโสโดม เมื่อไปถึงพบโลทอยู่ที่ประตูเมือง แสดงว่า เขากำลังทำหน้าที่อย่างผู้ปกครองอยู่ที่หน้าเมืองนั้น แต่เมื่อเขาเห็นท่านทั้งสองก็รีบมาทักทายและพร้อมที่จะต้อนรับอย่างเต็มใจ เขามีใจต้อนรับแขกเหมือนลุงอับราฮัม ผู้มาเยือนทั้งสองทำท่าเหมือนกับว่า จะพักที่ลานเมือง ซึ่งโลทรู้อยู่เต็มอกว่า จะเกิดอะไรขึ้น

ปฐมกาล 19:3
ด้วยการรบเร้าของโลท แขกทั้งสองเข้าไปในบ้าน แล้วเจ้าของบ้านก็ต้อนรับแขกเป็นอย่างดี ราวกับจัดงานเลี้ยงใหญ่ นี่เป็นประเพณีโบราณที่เมื่อแขกมาเจ้าของบ้านจะเลี้ยงแขกดีเยี่ยม เป็นการแสดงไมตรี โลทเองมีความหวังว่าท่านทั้งสองจะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง

ปฐมกาล 19:4-5
แล้วผู้ชายทั้งเมืองได้ข่าวว่ามีแขกมาเยือน พวกเขาต่างพากันมาล้อมบ้าน ขู่บังคับให้โลทส่งชายทั้งสองให้พวกเขา เพราะต้องการรุมโทรมผู้ชายด้วยกัน พวกเขาจะร่วมกันข่มขืนเหยื่อที่มาเป็นแขกของโลท

โลทเองนั้นเป็นคนของพระเจ้าที่เข้าไปอยู่ในเมืองที่ชั่วช้า 2 เปโตร 2:7-8 กล่าวว่า โลทผู้ชอบธรรมผู้มีความทุกข์เพราะการประพฤติลามกของคนชั่ว แต่เขาไม่ยอมให้ผู้มาเยือนต้องรับอันตรายเขาขอปกป้องชายทั้งสองไว้สุดชีวิต
 
ปฐมกาล 19:6-8
นี่ถ้าเราเป็นลูกสาวของโลท คงโกรธพ่อไปจนตายที่พ่อเห็นแก่แขกที่มาเยือนซึ่งไม่รู้จักมากกว่าลูกสาวที่พ่อเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด นี่มันอะไรกัน? ถ้าเราจะแปลความตามสมัยโบราณนั้นคือ เขามองว่าผู้หญิงต่ำต้อยกว่า ชีวิต ความปลอดภัย สวัสดิภาพของผู้มาเยือนสำคัญกว่าคนในครอบครัว รวมไปถึงชีวิตของเจ้าบ้านด้วย นี่เป็นภาพที่น่าสลดหดหู่สำหรับพวกเราแต่สำหรับพวกเขากลับเป็นที่ยอมรับกัน

ปฐมกาล 19:9
โลทเข้าใจว่า หากจะปกป้องแขก เขาจะต่อรองกับชาวเมืองที่กำลังหื่นกระหายอยู่ แต่ชาวเมืองรู้ว่าโลทเป็นคนนอกที่เข้ามาอาศัย และยังเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาด้วย แน่นอน โลทต้องเจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ทุกวัน การทะเลาะเบาะแว้งของชาวเมืองและปัญหาอื่น ๆ ที่มากมาย พวกเขาไม่ได้เคารพโลทในฐานะผู้พิพากษาเลย ถ้ากิเลส ความเร่าร้อนตัณหาในตัวต้องการอะไร พวกเขาจะเอาให้ได้ ตอนนี้ พร้อมที่จะพังประตูเข้ามา !

ปฐมกาล 19:10-11
แล้วผู้มาเยือนทั้งสองก็ช่วยจัดการศึกนี้ให้โลท ทุกคนที่มาขู่เข็ญ กลับกลายเป็นตามืดบอดไปไม่อาจหาประตูเข้าบ้านได้ …
เหตุการณ์คืนนั้นน่าจะชุลมุนสุดขีด การตัดสินใจของโลทที่เข้ามาอยู่ในเมืองนี้ ก็ทำให้เราเห็นว่า คนของพระเจ้าที่เข้าไปอยู่ในที่ ๆ บาปขนาดนั้น อยู่ยากที่จะไม่ทำผิด และคิดผิด
(ก่อนหน้านี้พระคัมภีร์ว่าเขาตั้งเต็นท์นอกเมือง)  ไป ๆ มา ๆ ก็เข้าไปอยู่ในเมือง  ย้อนกลับไปบทที่ 13 14  เราจะเห็นการเคลื่อนย้ายของโลท

เตรียมพาออกจากเมือง
ปฐมกาล 19:12-13
ทูตสวรรค์ที่ถูกส่งมาทำลายเมือง ไม่ได้สนใจแค่โลทและครอบครัว แต่ท่านถามถึงคนอื่นที่เป็นคนของโลท ไม่ว่าจะเป็นคนงาน หรือ
เพื่อนที่โลทสนิทด้วย พวกเขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของเขา  พระเจ้าทรงส่งทูตทั้งสองมาเพื่อทำลาย แต่พระองค์ทรงเมตตาต่อโลท ซึ่งเป็นหลานของอับราฮัม ซึ่งได้รับการอธิษฐานเผื่อจากอับราฮัมอยู่แล้ว
การร้องทุกข์ที่มีเรื่องเมืองโสโดมนั้น เป็นเรื่องที่สอนให้เรารู้ว่า เมื่อเราเห็นคนที่ทุกข์ยาก ตกอยู่ในอันตราย ในหลายเหตุการณ์ เป็นสิ่งเกินความสามารถที่เราจะช่วย เช่นเขาอยู่กันคนละเมือง คนละประเทศ  เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยพวกเขาได้  อย่าคิดว่าเขาอยู่ไกลเรา  เพราะว่า พระเจ้าทรงอยู่ทุกที่ และทรงช่วยได้เสมอ   เมื่อเรามองเหตุการณ์ในโลก เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงส่งคนไปช่วยในที่ ๆ มีคนอธิษฐานเผื่อมาก ๆ  ตอนนี้ ข่าวต่าง ๆ ที่เราได้ยิน ความเดือดร้อนที่เราได้เห็นเป็นสิ่งที่อธิษฐานเผื่อได้..

ปฐมกาล 19:14
ในสมัยโบราณ แค่หมั้นเอาไว้ก็ถือว่าเป็นลูกเขยแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่แต่งงาน น่าแปลกที่เมื่อโลทพูดกับเขาว่า พระเจ้ากำลังจะทำลายเมืองนี้ ลูกเขยกลับไม่เชื่อคิดว่า ว่าที่พ่อตาล้อเล่น ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เราไม่ทราบว่า เขามีความสัมพันธ์กัน
อย่างไร แต่หนุ่ม ๆ เหล่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างคนที่เชื่อพระเจ้า ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่า พวกเขาคิดว่าโลทกำลังล้อเลียนวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาอยู่

ปฐมกาล 19:15-16
ในขณะที่ทูตสวรรค์เร่งให้โลทออกจากเมืองตัวเขาเองกลับยังรีรอ ไม่รีบทำตามคำของทูต (เมื่อพระเจ้าทรงเตือนเรา อย่าผลัดเวลา รีบทำทันที)    เกิดอะไรขึ้นกับใจของโลท?​ เขาเป็นห่วงเมืองห่วงคน หรือห่วงบ้านเรือนที่อาศัยในเมืองนั้น?
เขาน่าจะเป็นห่วงบ้านตัวเอง แต่ก่อนเคยอยู่เต็นท์ แต่ตอนนี้อยู่บ้านแล้ว… ตั้งรกรากแล้ว
แต่ทูตไม่ยอมให้เขาทำตามใจตัวเอง เพราะว่าท่านทั้งสองรับคำสั่งมาให้พาโลทออกมาให้ปลอดภัย  เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงอวยพระพรตอบคำอธิษฐานของอับราฮัมจริงจัง พระองค์ไม่ได้ลืมสิ่งที่อับราฮัมทูลต่อรองไว้

ปฐมกาล 19:17
ต่อจากนั้น โลทจะต้องดูแลตัวเองและครอบครัว เขาต้องไปอย่างรวดเร็ว และจะต้องไม่หันกลับ มาอาลัยอาวรณ์เมืองนี้ ทูตสวรรค์เตือนว่าให้หนีไปไกล ไปบนภูเขา ไม่อย่างนั้นจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย
ทูตสวรรค์บอกเขาชัดเจนมาก ทูตเองเป็นห่วงโลทยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก แต่แล้ว โลทกลับมีการต่อรองกับท่าน ประหลาดจริง….

 ปฐมกาล 19:18-20
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ที่ตนเองได้ออกมาจากเมืองโสโดม
แล้วนั้น เป็นพระเมตตตาคุณของพระเจ้าสูงสุด
แต่โลทก็ยังไม่อยากหนีไปไกลจากโสโดม
เขาขอต่อรองว่า ให้เขาหนีไปถึงแค่เมืองเล็ก ๆ
เมืองหนึ่งเท่านั้น อย่าให้ไปไกลขนาดภูเขาเลย
เราอาจไม่เข้าใจความรู้สึกของโลทตอนนั้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ตัวเขาเองก็เริ่มชินกับวิถีคนเมือง  แต่พระเจ้าไม่ให้เวลาแล้ว

ปฐมกาล 19:21-22
แต่ทูตสวรรค์ไม่อาจทำลายเมืองได้หากโลท
ยังไม่ปลอดภัย ตามที่พระเจ้าทรงสัญญากับ
อับราฮัม ใน 18:32 เพราะเห็นแก่สิบคนเราจะ
ไม่ทำลายเมืองนั้น แต่ครอบครัวของโลทมีแค่
สี่คนเท่านั้น พระเจ้าก็ยังทรงเมตตา สมกับที่
อับราฮัมกล่าวว่า ”ไม่มีวันที่พระองค์จะทรง
ทำลายคนเที่ยงธรรมไปพร้อม ๆ กับคนชั่ว”

ปฐมกาล 19:23-26
พอโลทเข้าเขตเมืองโศอาร์ ดูเหมือนยังไม่ทันเข้าตัวเมืองด้วยซ้ำ คำพิพากษาของพระเจ้าก็เกิดผลต่อเมืองโสโดม โกโมราห์ พระเจ้าทรงทำลายเมืองและผู้คนที่อยู่ในนั้นจริง ๆ แต่แล้วคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงช่วยชีวิตไว้ หันหลังกลับไปดูทั้ง ๆ ที่ถูกห้ามแล้ว มีผู้ให้เหตุผลมากมายว่า ทำไมเธอถึงหันกลับไป ท่านผู้อ่านก็ลองคิดดูเองว่า หากเราเป็นตัวเธอ เราจะทำอย่างนั้นไหม เป็นเพราะอะไร?  เพราะความลังเล เธอยังคงโหยหาชีวิตเดิมของเธอ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น ทั้งเมืองกำลังเผาไหม้ด้วยไฟที่ร้อนจัด…
การหยุดของเธอทำให้เธอกลายเป็นเสาเกลือทันที นั่นคือเป็นผลจากความร้อนและปฏิกริยาเคมีของไฟกำมะถันนั้นเธอกลายเป็นอนุสรณ์ของความปรารถนาชีวิตที่ชั่วร้าย
หากเราไม่เกลียดบาป และยังปรารถนากลับไปทำบาปอีก เรายังจ้องมองไปที่ชีวิตเดิม ย้อนกลับไปยังชีวิตแห่งความตาย นี่เป็นอันตรายที่สุด  พระเจ้าจึงทรงให้เรามีใจอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องบน (โคโลสี 3:1-4)  ให้เราจ้องมองไปยังพระผู้ช่วยของเรา  เมื่อไรที่เราหวนกลับไปคิดร่ำร้องอยากกลับไปยังชีวิตเดิม ให้เราได้กลิ่นฉุนของความตาย กลิ่นแห่งพระพิโรธแบบที่เกิดกับโสโดมนี้อย่างทันควัน 

ปฐมกาล 19:27-29
พระเจ้ามิได้ทรงเมินคำทูลขอของอับราฮัม และคนที่พระองค์ทรงเลือกให้รอดจากหายนะก็มีแค่โลทและครอบครัว แต่แล้วก็ต้องตายไปคนหนึ่งเราเห็นเลยว่า เมื่อมีการอธิษฐานเผื่อ พระเจ้าทรงฟัง ไม่ทรงเฉยเมยต่อคำทูลขอของผู้ที่เป็นมิตรกับพระองค์ ผู้ที่มีหัวใจ
ห่วงคนอื่น ๆ เราเองก็ต้องรู้ว่า การพิพากษาของพระเจ้าน่ากลัวมาก แล้วเราจะช่วยใครได้บ้างอย่างอับราฮัม?

โลทกับลูกสาวทั้งสอง
 ปฐมกาล 19:30-32
โลทเองต่อรองกับทูตสวรรค์ ขอไม่หนีไปบนภูเขา จะไปที่เมืองใกล้ ๆ แต่แล้วเขากลับไม่กล้าอาศัยในเมืองโศอาร์   น่าจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น โลทเป็นคนที่มองเห็นประโยชน์ เป็นหลักตั้งแต่ครั้งที่ต้องแยกกับอับราม คงต้องมีอะไรที่ทำให้เขาเลือกไปอาศัยในถ้ำกับลูกสาว  (ซึ่งอยู่แถบทะเลตาย) แล้วลูกสาวของโลทก็กลัวว่าจะไม่มีสามี และต้องการสืบเชื้อสายทางพ่อเอาไว้ จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้องที่สุด แต่เป็นการตัดสินใจที่ไร้พระเจ้า ความคิดของพวกเธอเป็นแบบเดียวกับคนโสโดมโกโมราห์  แทนที่จะรอให้พระเจ้าทรงนำกลับคิดเอาเอง ตรงกันข้ามกับสุภาษิต 3:5-7 

ปฐมกาล 19:33-35
แล้วทั้งสองก็ทำตามแผนของตนเอง ลูกสาวมอมเหล้าพ่อ ทั้ง ๆ ที่พ่อเองพยายามทำให้ลูกปลอดภัยจากคนที่น่ากลัวในเมืองโศอาร์  พี่สาวน้องสาวทำตามแผน โดยที่พ่อไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไป เธอทั้งสองไม่กลัวที่จะทำสิ่งอันน่าอับอายนี้  พวกเธอคิดทางอื่นไม่ออกเลย แถมมีเหตุผลสนับสนุนตัวเองด้วย  การอยู่กับคนไม่เชื่อพระเจ้ามาตั้งแต่เด็ก พ่อก็คงไม่ได้สอนอะไร ทำให้กล้าทำในสิ่งที่น่าอับอายเป็นที่สุด   เราทุกคนตอนนี้ก็กำลังอยู่ในความคิดอย่างโสโดมในโซเชียลมีเดีย
เราต้องระมัดระวังตัวไม่ไปรับอิทธิพลความคิดทางโลกเข้ามา
ต้องหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด

ปฐมกาล 19:36-38
ลูกสาวทั้งสองของโลทได้ทำให้พ่อกลายเป็นบรรพบุรุษของสองชนชาติ การเข้าไปอยู่ในเมืองโสโดมของโลทนั้น ทำให้ชีวิตของเขาห่างจากพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนของพระองค์ คนรุ่นต่อไปคือลูกสาวทั้งสองยิ่งห่างมากขึ้นไปอีกเชื้อสายของโลทจากลูกสาวของเขา ได้กลายเป็นศัตรูยาวนานของอิสราเอล เหมือนกับลูกหลานของอิชมาเอล เสียดายชีวิตของโลทที่เหลืออยู่จริง ๆ 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 19
1* ปฐมกาล 18:2;, 16, 22; 18:1-5
2* ฮีบรู 13:2ปฐมกาล 18:4; 24:32;
ลูกา 24:28
3* ปฐมกาล 18:6-8; อพยพ 12:8
5 อิสยาห์ 3:9; ผู้วินิจฉัย 19:22; ปฐมกาล 4:1
6* ผู้วินิจฉัย 19:23
8* ผู้วินิจฉัย 19:24; ปฐมกาล 18:5
9* 2 เปโตร 2:7-8; อพยพ 2:14
11* ปฐมกาล 20:17-18
12* 2 เปโตร 2:7, 9


13* ปฐมกาล 18:20; 1 พงศาวดาร 21:15
14* มัทธิว 1:18; กันดารวิถี 16:21, 24, 26, 45; อพยพ 9:21
15* วิวรณ์ 18:4
16* 2 เปโตร 2:7; ลูกา 18:13; สดุดี 34:22
17* เยเรมีย์ 48:6; มัทธิว 24:16-18; ปฐมกาล 14:10
18* กิจการ 10:14
21* โยบ 42:8-9
22* อพยพ 32:10 ; ปฐมกาล 13:10; 14:2
24* เฉลยธรรมบัญญัติ  29:23; เลวีนิติ 10:2

25* สดุดี 107:34
26* ลูกา 17:32
27* ปฐมกาล 18:22
28* วิวรณ์ 9:2; 18:9
29* ปฐมกาล 8:1; 18:23
30* ปฐมกาล 19:17, 19
31* ปฐมกาล 16:2,4; 38:8-9
32* มาระโก 12:9
37* เฉลยธรรมบัญญัติ  2:9
38* เฉลยธรรมบัญญัติ   2:19