ปฐมกาล 18 ผู้มาเยือนทั้งสาม

ภาพทั้งสองโดย James Tissot

แขกสามท่านปรากฏ … 

1 พระยาห์เวห์ได้ปรากฏพระองค์แก่อับราฮัมใกล้หมู่ต้นโอ๊กแห่งมัมเร ขณะที่เขานั่งอยู่ตรงช่องเข้าเต็นท์ ช่วงเวลาที่แดดกำลังร้อนจัด
2เขาเงยหน้าขึ้นมา และมองไป มีชายสามคนยืนอยู่ต่อหน้าเขา  เมื่อเห็นชายทั้งสาม เขาก็วิ่งจากทางเข้าเต็นท์ไปต้อนรับพวกเขา จากนั้นก็ก้มกราบลงถึงพื้น
3 และกล่าวว่า “นายท่าน หากข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว ขออย่าผ่านผู้รับใช้ของท่านไป
4 ขอให้ข้าพเจ้าได้นำน้ำมาเพื่อล้างเท้าพวกท่าน และขอให้ท่านได้พักใต้ร่มเงาไม้นี้เถิด
5  แล้วข้าพเจ้าจะได้หาขนมปังมาให้ท่าน และ ในเมื่อพวกท่านได้มาหาผู้รับใช้ของท่านแล้ว ขอให้ท่านได้สดชื่นขึ้นก่อนที่จะเดินทางต่อไป” พวกเขาตอบว่า “ดีสิ เจ้าจงไปทำตามที่เจ้าพูดเถิด”

6 อับราฮัมรีบเข้าไปในเต็นท์ หาซาราห์ และกล่าวว่า “เอาแป้งละเอียดสามถังมานวดทำขนมปังอย่างเร็วเลย”
7อับราฮัมวิ่งไปหาฝูงสัตว์  เลือกลูกวัวที่เนื้อนุ่ม แล้วส่งให้คนรับใช้ที่รีบไปปรุงเป็นอาหาร
8  แล้วเขาก็นำเอาโยเกิร์ต  นม และลูกวัวที่ปรุงแล้ว มาวางไว้ต่อหน้าชายทั้งสาม และเขาก็ยืนข้าง ๆ ใต้ต้นไม้ขณะที่พวกเขารับประทานอาหารกัน

พระเจ้าจะประทานอีกชีวิตให้อับราฮัม
9  พวกเขาถามว่า “ซาราห์ ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน?” เขาตอบว่า “เธออยู่ในเต็นท์” 
10 แล้วท่านผู้หนึ่งกล่าวว่า “เราจะกลับมาหาเจ้าอีกในปีหน้าราว ๆ ช่วงนี้ และซาราห์ภรรยาห์ของเจ้าจะมีลูกชายคนหนึ่ง” ซาราห์เองกำลังฟังอยู่ด้านหลังเขาตรงทางเข้าเต็นท์ 
11 อับราฮัมและซาราห์อายุมาก และซาราห์ก็ผ่านอายุที่จะมีลูกแล้วด้วย
12 ดังนั้น ซาราห์จึงหัวเราะกับตัวเอง คิดว่า “ฉันอายุขนาดนี้แล้ว และนายของฉันก็เหมือนกัน ฉันยังจะมีเรื่องให้ยินดีอย่างนี้อีกหรือ?”
13 พระยาห์เวห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “
 “เหตุใดซาราห์จึงหัวเราะและถามด้วยว่า ‘คนชราอย่างฉันจะมีลูกได้จริง ๆ หรือ?’  

14 มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับพระยาห์เวห์บ้าง? ปีหน้า เราจะกลับมาหาเจ้าในช่วงเวลานี้ และซาราห์จะมีลูกชาย”
15 แล้วซาราห์ก็ปฏิเสธเพราะกลัว กล่าวว่า “ดิฉันไม่ได้หัวเราะนะเจ้าค่ะ” แต่พระองค์ตรัสว่า “ เจ้า หัวเราะจริง ๆ”


อับราฮัมวิงวอนเพื่อเมืองโสโดม 
16 ชายทั้งสามออกไปจากที่นั่น และมองไปยังเมืองโสโดม  อับราฮัมเดินไปส่งพวกเขาตามทาง  
17 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราควรจะปิดบังสิ่งที่เราจะทำไม่ให้อับราฮัมรู้อย่างนั้นหรือ?  
18 ในเมื่ออับราฮัมจะกลายเป็นชนชาติยิ่งใหญ่และเข้มแข็งมาก และชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพระพรผ่านทางเขา
19 เพราะเราได้เลือกเขา เพื่อว่าเขาจะสั่งสอน กำชับลูกหลานในครอบครัวให้รักษาทางของพระยาห์เวห์ ให้ทำสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม เพื่อว่าพระยาห์เวห์จะทรงมอบสิ่งที่ทรงสัญญาไว้แล้วกับอับราฮัม”
20 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เสียงร้องทุกข์เพราะเหตุเมืองโสโดมและโกโมราห์นั้นดังมาก พวกเขาทำบาปที่ชั่วร้ายเป็นอย่างยิ่ง
 21 บัดนี้ เราจะต้องลงไปดูว่า สิ่งที่พวกเขาทำชั่วร้ายอย่างที่เสียงร้องทุกข์นั้นขึ้นมาถึงเราหรือไม่  ถ้าไม่จริง เราก็จะได้รู้”

 อับราฮัมอธิษฐานขอทรงไว้ชีวิต 
22 จากนั้น พวกเขาจึงออกจากที่นั่น มุ่งหน้าไปยังเมืองโสโดม แต่อับราฮัมยังคงยืนอยู่เบื้องพระพักตร์พระยาห์เวห์
23 แล้วอับราฮัมก็เขาไปใกล้พระองค์ ทูลว่า “พระองค์จะทรงกวาดล้างคนเที่ยงธรรมไปพร้อมกับคนชั่วร้ายอย่างนั้นหรือพระเจ้าข้า?”

24 บางทีอาจจะมีคนเที่ยงธรรมห้าสิบคนในเมืองนั้น พระองค์จะทรงกวาดล้างเมืองนั้นและไม่ทรงยกโทษให้เพื่อเห็นแก่คนเที่ยงธรรมห้าสิบคนที่อยู่ในนั้นหรือพระเจ้าข้า? 
25 พระองค์จะไม่ทรงทำอย่างนั้นแน่ จะไม่ทรงสังหารคนเที่ยงธรรมไปพร้อมกับคนชั่วช้า เพราะเท่ากับปฏิบัติต่อคนทั้งสองแบบเช่นเดียวกัน  ไม่มีวันที่พระองค์จะทรงทำอย่างนั้น   พระผู้พิพากษาทุกคนในโลกจะไม่ทรงรักษาความยุติธรรมไว้หรือพระเจ้าข้า?”
 26 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ถ้าเราพบห้าสิบคนที่เที่ยงธรรมในเมืองโสโดม เราจะยกโทษให้กับทั้งเมืองเพื่อเห็นแก่พวกเขา”
27 อับราฮัมตอบว่า “บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงผงดินและเศษเถ้า  ข้าพเจ้ารู้สึกอาจเอื้อมที่จะทูลต่อองค์พระยาห์เวห์
  28 หากว่ามีคนชอบธรรมน้อยลงไปห้าคนจากห้าสิบล่ะพระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสว่า “หากเราพบสี่สิบห้าคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”    

29 อับราฮัมทูลอีกว่า “พระเจ้าข้า หากพบเพียงสี่สิบคน?”   พระองค์ตรัสว่้า “เพื่อเห็นแก่สี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”

30 เขากล่าวว่า  “ขอพระยาห์เวห์อย่างทรงพิโรธ หากข้าพเจ้าจะทูลว่า หากมีเพียงสามสิบคนที่นั่นล่ะพระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสตอบว่า “หากเราพบสามสิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
 

31 อับราฮัมทูลว่า “บัดนี้ ข้าพเจ้าอาจเอื้อมที่จะกราบทูลต่อพระยาห์เวห์มากไปแล้ว หากพบเพียงยี่สิบคนล่ะ พระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสว่า “เพื่อเห็นแก่ยี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
 32 เขากล่าวว่า  “ขอพระยาห์เวห์อย่างทรงพิโรธ หากข้าพเจ้าจะทูลอีกเพียงครั้งเดียว  หากว่า พบเพียงสิบคนเท่านั้นล่ะ พระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสตอบว่า “เพื่อเห็นแก่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”  ”

33 พระยาห์เวห์เสด็จไปตามทางของพระองค์ทันทีที่ตรัสกับอับราฮัมเสร็จ และอับราฮัมก็กลับไปที่อาศัยของเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 18:1-2
พระเจ้าทรงทำการของพระองค์อย่างลึกลับ ไม่คาดฝันแขกผู้มาเยือนคือองค์พระเจ้าและทูตสวรรค์ที่มาปรากฏแก่อับราฮัมในร่างของมนุษย์ เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดหลังจากการเข้าสุหนัตยกครัวเรือนประมาณสองสามเดือน  ครั้งนี้ พระเจ้าทรงมาย้ำพระสัญญาที่เคยให้มาก่อนหน้า

การต้อนรับแขกของชาวตะวันออกกลางนั้น เป็นการต้อนรับที่ทุ่มเทให้กับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่
เมื่อมีชายแปลกหน้าสามคนมายืนอยู่อย่างนั้น ทำให้อับราฮัมรู้สึกดีมาก ๆ เขายินดีที่จะต้อนรับอย่างเต็มใจ การก้มกราบลงถึงพื้น

ปฐมกาล 18:3-5
สิ่งที่อับราฮัมปรนนิบัติผู้มาเยือนคือหาน้ำมาล้างเท้าจากการเดินทางที่เหนื่อยล้าให้พวกเขาได้พักใต้ร่มไม้ และทำอาหารมาให้พวกเขาด้วย … การทำอาหารครั้งนี้จะใช้เวลานาน
พอควร แขกยินดีที่จะรอ  อย่าลืมว่า ชีวิตสมัยกันนั้นเป็นชีวิตไม่เร่งรีบอย่างที่เราเป็นในทุกวันนี้ ถึงกระนั้นอับราฮัมก็รีบเร่งมากที่จะให้แขกได้พักผ่อนกินอาหารให้สบาย

ปฐมกาล 18:6-8
พอเราเห็นวิธีการเตรียมคร่าวๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่งานเล็กๆ เลย เขาต้องทำขนมปังใช้แป้งสามถังเท่ากับประมาณ 22 ลิตร เป็นขนมปังจำนวนมากโข  ต้องฆ่าลูกโคและนำไปตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วปรุงอีก เขาเลือกสิ่งที่ดีสุดให้กับแขกที่มา   …ดีที่เขามีลูกน้องมากมาย ไม่ได้ทำคนเดียว ทั้งสามีภรรยาก็ไม่ใข่แค่สั่งคนงาน แต่เขาตั้งใจทำไปพร้อม
กับทุกคน   เมื่อทำเสร็จแล้ว เขาก็มายืนรอแขกรับประทานอยู่ข้าง ๆ พร้อมที่จะดูแลสิ่งที่ขาดเหลือ เจ้านายของบ้าน เราจะเห็นความถ่อมตน ความเต็มใจต้อนรับจากใจจริงของอับราฮัมอย่างชัดเจน

ปฐมกาล 18:9-10
ตอนนี้ ผู้มาเยือนถามหาภรรยาเจ้าของบ้านจากนั้น คนหนึ่งก็กล่าวว่า เราจะกลับมาหา ภรรยาจะมีลูก นี่เป็นคำสัญญาที่ท่านให้กับอับราฮัมโดยตรง ต่อหน้าต่อตา คราวที่แล้วในปฐมกาล   17:17-22 พระเจ้าทรงสัญญากับท่านแล้วและคราวนี้ ผู้มาเยือนก็มาย้ำสัญญานั้น     อับราฮัมมั่นใจได้ว่า เขากำลังต้อนรับพระเจ้าในสภาพของมนุษย์อยู่ พระเจ้าทรงสัญญาอีกครั้งว่า ปีหน้าเขาจะมีลูกชาย !!

ปฐมกาล 18:11-13
สำหรับซาราห์ที่แอบฟังแขกกับสามีคุยกันน่าจะเป็นเรื่องน่าดีใจมากว่าเธอกำลังจะมีลูก แต่การที่เธอรอลูกมานานสิบกว่าปีแล้วก็ยังไม่มี  เธอผ่านวัยที่จะมีลูกแล้ว ทั้งสามีของเธอก็อายุมากยากที่จะเชื่อว่าเธอจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น
เธอจึงรู้สึกขำว่าเธอจะมีลูกได้

ปฐมกาล 18:14-15
ผู้เขียนไม่ได้ปิดบังแล้วว่าแขกท่านนั้นเป็นใคร  ท่านเขียนว่า พระยาห์เวห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “เหตุใดซาราห์จึงหัวเราะและพูดว่า คนแก่ขนาดนี้จะมีลูกได้หรือ?”



คำที่ว่า มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับพระยาห์เวห์บ้าง? จะต้องเป็นคำที่เราจำใส่ใจไว้ ว่าทุกสิ่งเป็นได้สำหรับพระเจ้า ตั้งความเชื่อพระเจ้าในพระดำรัสนี้

แขกที่มาเยือนคือ พระยาห์เวห์   และทรงย้ำว่าไม่มีอะไรยากสำหรับพระองค์และสัญญาซ้ำว่า จะมาหาในปีหน้า เหตุการณ์เริ่มน่าหวั่นเพราะคำถามนั้น ซาราห์แอบอยู่และหัวเราะพระเจ้าทรงรู้อยู่และถามขึ้นมาเพื่อให้เธอตอบตาม
ความจริง แต่ซาราห์ก็ยังปฏิเสธพระเจ้าหน้าตาเฉย

ปฐมกาล 18:16-18
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ พระองค์ ทรงพิจารณาเรื่องที่พระองค์กำลังจะพิพากษาลงโทษเมืองโสโดมและโกโมราห์ เราทราบมาจาก 13:13 ว่า โสโดมเป็นเมืองที่ชั่วช้ามาก  เป็นเมืองที่เลียนแบบความชั่วจากมนุษย์สมัยก่อนที่พระเจ้าจะทรงให้น้ำท่วมโลก

ทรงถามพระองค์เอง ทำให้เรารู้ถึงพระดำริของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงคิด พิจารณาอะไรบ้าง  เหตุผลที่พระองค์ทรงเปิดเผยเรื่องโสโดม โกโมราห์สำคัญ…
อับราฮัมจะเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ที่ต้องมีหลักการของพระเจ้าอย่างมั่นคง เขาจะต้องปกครองคนจำนวนมาก และอับราฮัมควรมีโอกาสคิดว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรทำอย่างไร

ปฐมกาล 18:19
ข้อนี้บ่งบอกว่า คนของพระเจ้าควรถูกต้องและยุติธรรม
เรื่องการลงโทษบาปของชาวโสโดมและโกโมราห์เป็นเรื่องสำคัญที่พระคัมภีร์พูดถึงหลายครั้ง   ชีวิตคนเมืองเป็นตัวแทนของคนทั้งโลกที่ทำบาปโดยไม่ยอมกลับใจ  จากเหตุการณ์พิพากษาครั้งนี้ เราจะเห็นหัวใจความเป็นห่วงของอับราฮัมชัดเจน 

ปฐมกาล 18:20-22
เมื่อมีการร้องทุกข์มาถึงพระเจ้า จากคนที่ถูกชาวเมืองโสโดม โกโมราห์ กดขี่ ทำร้าย จากคนที่เห็นความชั่วช้าของชาวเมือง  คล้ายกับการเรียกร้องจากเลือดของอาเบล พระเจ้าจะทรงไปดูและสอบสวนสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์จะทรงดูหลักฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้พระองค์จะทรงรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทรงเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรม และมนุษย์จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และเวลานี้เอง พระเจ้าทรงรอให้อับราฮัมทำสิ่งที่สมควรจะทำ  เขากำลังครุ่นคิดว่า จะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยคนเหล่านี้ 

ปฐมกาล 18:23-24
แล้วเขาก็คิดได้ว่าเขาควรทำอะไรเขาเข้ามาใกล้พระองค์ ทูลถามสิ่งที่เขารู้คำตอบอยู่แล้ว “พระองค์จะไม่ทรงทำลายคนเที่ยงธรรมพร้อมกับคนอธรรมแน่นอน” อับราฮัมทูลถามพระเจ้า แต่จริง ๆ แล้ว เป็นคำร้องทูลในลักษณะของการท้าทายว่าพระองค์จะไม่ทรงทำใช่ไหม?



ปฐมกาล 18:25-26
แล้วอับราฮัมก็ได้คำตอบที่เขาคิดไว้แล้ว ถ้ามีคนของพระเจ้า 50 คนในเมืองนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงทำลายแน่นอน เพื่อเห็นแก่คนทั้งห้าสิบ พระเจ้าทรงยุติธรรมตามที่เขาทูลต่อพระองค์  เมื่อพระเจ้าทรงบอกว่า จะทรงทำอะไรกับคนชั่ว  พระทัยของพระเจ้าทรงประสงค์ให้คนกลับใจอยู่แล้ว ( 2 เปโตร 3:9 )
อับราฮัมก็พยายามที่จะช่วยคนเหล่านั้น โดยหาเรื่องต่อรองกับพระเจ้า เขามั่นใจว่า พระเจ้าจะไม่สังหารคนชอบธรรมไปพร้อมกับคนชั่ว  แต่ความจริงแล้ว เขาไม่แน่ใจหรอกว่าจะมีคนของพระเจ้าถึง 50 คนในเมือง

 ปฐมกาล 18:27-28
ที่เราแน่ใจว่า อับราฮัมรู้ว่าไม่มีทางที่จะมีคนเที่ยงธรรมถึงห้าสิบในเมือง เพราะเขาต่อรองลงมาเหลือ 45 คน ก่อนที่เขาจะขอทุกครั้ง เขาขอโทษพระองค์ เขาบอกพระองค์ว่า พระองค์คือใคร…องค์เจ้านาย และบอกว่า เขาคือใคร…ฝุ่น ผงที่ไม่มีค่า แต่เมื่อพระเจ้าทรงตอบแล้วว่าตกลงจะไม่ทำลายเมืองนั้นตามเงื่อนไขของอับราฮัม เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนเที่ยงธรรมมากถึง 45 คน!

ปฐมกาล 18:29-30
นี่ไง มาสูตรเดิม ขอพระเจ้าอย่าทรงกริ้ว อับราฮัมขอต่อรองลงมาจาก 50 ลงมาทีละห้า ในที่สุดก็เหลือแค่ 30 คน และพระเจ้าก็ทรงตกลงพระทัยที่จะไม่ทำลายถ้าพบ 30 คนนั้น  พระเจ้าทรงยินดีที่จะไม่ทำลายเมืองเพื่อเห็นแก่สามสิบคน 
ตอนนี้ อับราฮัมแน่ใจแล้วว่า ในเมืองโสโดมและโกโมราห์ ไม่ได้มีคนของพระเจ้ามากถึงสามสิบจะทำอย่างไรล่ะทีนี้ ? จะต่อรองกับพระองค์อีกสักหน่อยไหม? นี่เป็นความห่วงใยของอับราฮัมต่อชาวเมืองและโลทหลานชายที่อยู่ในเมืองนั้น  เราจะเห็นว่า อับราฮัมกำลังทำสิ่งที่เป็นเงาของราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นคนกลาง ทูลขอพระเจ้าเพื่อคนบาป และยังทรงมอบชีวิตของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่ของมนุษย์ด้วย   (1 ทิโมธี 2:5)

ปฐมกาล 18:31-32
อับราฮัมยังไม่ย่อท้อ ไม่หยุดง่าย ๆ เขาขอโทษพระเจ้าที่ยังจะขอต่อรองอีก ถ้าพบเพียง 20 คนพระองค์ทรงสัญญาจะไม่ทำลาย และถ้าพบเพียง 10 คน พระองค์ก็จะไม่ทำลาย
ตาสว่างแล้ว … อับราฮัมเข้าใจแล้วว่า ในเมืองทั้งสองไม่มีแม้กระทั่งคนของพระเจ้าเพียง10 คน เขาต้องหยุดเพียงแค่นั้น ความบาปของทั้งสองเมืองใหญ่โต เกินกว่าที่พระเจ้าจะทรงปล่อยเอาไว้ไม่มีใครเป็นคนดีเลยไม่มีสักคนอย่างที่โรม 3:10 ได้กล่าวไว้ปฐมกาล 18:33
เมื่อได้อ่านคำสนทนาของพระยาห์เวห์กับอับราฮัมแล้วเราก็รู้ว่าพระเจ้าทรงยินดีกับการที่คนของพระองค์จะแสดงความห่วงใยและทูลขอร้องพระองค์เพื่อคนที่เขาห่วงอับราฮัมมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดพอที่เขาจะกล้าต่อรองกับพระองค์

พระเยซูเองนอกจากทรงเผชิญกับความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน (ฮีบรู 2:9)บัดนี้ก็ทรงวิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อคนบาปที่พระบัลลังก์พระบิดา (โรม 8:34)

 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 18
1* ปฐมกาล 13:18; 14:13
2*  ฮีบรู 13:2; ปฐมกาล 19:1
4* ปฐมกาล 19:2; 24:32; 43:24
5* ผู้วินิจฉัย 6:18-19; 13:15-16; 19:5; ปฐมกาล 19:8; 33:10
8* ปฐมกาล 19:3
9* ปฐมกาล 24:67
10* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:16; โรม 9:9



11* ปฐมกาล 17:17; 31:35
12* ปฐมกาล 17:17; ลูกา 1:18; 1 เปโตร 3:6
14* เยเรมีย์ 32:17; ปฐมกาล 17:21; 18:10
16* โรม 15:24
17* สดุดี 25:14
18* กิจการ 3:25-26
19* เฉลยธรรมบัญญัติ   4:9-10; 6:6-7
20* ปฐมกาล 4:10; 19:13; 13:13
21* ปฐมกาล 11:5; เฉลยธรรมบัญญัติ   8:2; 13:3

22* ปฐมกาล 18:16; 19:1
23* ฮีบรู 10:22; กันดารวิถี 16:22 ;โยบ 9:22;ปฐมกาล 20:4
25* อิสยาห์ 3:10-11; เฉลยธรรมบัญญัติ   1:16-17; 32:4
26* เยเรมีย์ 5:1
27* ปฐมกาล 3:19
32* ผู้วินิจฉัย 6:39; ยากอบ 5:16