
พระเจ้าตรัสอีก
1 แล้วยาโคบได้ยินลูกชายของลาบันพูดกันว่า “ยาโคบเอาทุกสิ่งที่เคยเป็นของพ่อเราไป ที่เขารวยขนาดนี้ ก็มาจากสิ่งที่เป็นของพ่อเราทั้งหมด” 2 และยาโคบก็เห็นว่า สีหน้าท่าทีของลาบันก็เปลี่ยนไปด้วย 3 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับยาโคบว่า “จงกลับไปยังแผ่นดินของบรรพบุรุษ ญาติพี่น้อง เราจะอยู่กับเจ้า”
4 ดังนั้น ยาโคบจึงให้คนไปตามราเชลและเลอาห์ ออกมาพบเขาที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีฝูงสัตว์ของเขา
5 เขากล่าวกับเธอทั้งสองว่า “ฉันเห็นว่า สีหน้าท่าทีของพ่อเธอต่อฉันนั้นเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม แต่พระเจ้าของพ่อฉัน ทรงอยู่กับฉัน
6 เธอรู้ดีว่า ฉันได้รับใช้พ่อของเธอสุดกำลัง 7 และพ่อของเธอยังโกงฉัน และผิดสัญญาจ้างนับสิบครั้ง แต่พระเจ้าทรงปกป้องไม่ให้เขาทำอันตรายฉันได้
8 หากเขากล่าวว่า ‘สัตว์ตัวด่างจะเป็นค่าจ้างของเจ้า’ สัตว์ทั้งฝูงก็จะออกลูกเป็นตัวด่าง หากเขากล่าวว่า ‘สัตว์ลายทางจะเป็นค่าจ้างของเจ้า’ สัตว์ทั้งฝูงก็จะออกลูกเป็นลายทาง
9 เท่ากับว่า พระเจ้าทรงส่งสัตว์ของพ่อพวกเธอมาให้ฉัน
10 ครั้งหนึ่ง ในฤดูที่ฝูงสัตว์ผสมพันธุ์ ฉันฝันเห็นแพะตัวผู้ กำลังผสมกับแพะตัวเมีย มีลายทาง ลายด่าง และลายจุด 11 แล้วในความฝันนั้น ทูตสวรรค์ขององค์พระยาห์เวห์เรียกฉันว่า ‘ยาโคบ’ และฉันตอบว่า ‘ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่’
12 ท่านกล่าวว่า ‘จงเงยหน้าขึ้นดูสิ เจ้าเห็นไหม แพะผู้ทุกตัวที่กำลังผสมพันธุ์กับตัวเมียนั้น ต่างเป็นแพะที่มีลายทาง ลายด่าง และลายจุด เพราะเราได้เห็นทุกสิ่งที่ลาบันปฏิบัติต่อเจ้า’
13 เราคือพระเจ้าแห่งเบธเอล ที่ ๆ เจ้าได้เจิมเสาหินและกล่าวคำปฎิญาณต่อเรา เอาล่ะ ตอนนี้ขอให้เจ้าเตรียมพร้อมที่จะออกจากแผ่นดินนี้ และกลับไปยังบ้านเกิดของเจ้า’ ”
การตัดสินใจของเลอาห์และราเชล
14 ราเชล และเลอาห์ตอบเขาว่า “เรามีส่วนแบ่งในมรดกของพ่ออย่างนั้นหรือ? 15 พ่อมองว่าเราเป็นคนต่างชาติ เพราะเขาขายเรา และยังใช้เงินที่เป็นค่าตัวของเราไปจนหมดแล้ว 16 ที่จริงแล้วทรัพย์สินที่พระเจ้าทรงเอาไปจากพ่อนั้น ก็เป็นของพวกเราและลูก ๆ ของเราอยู่ดี ดังนั้น ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงบัญชานั้น ขอให้ท่านทำเถิด”
17 จากนั้น ยาโคบจึงลุกขึ้น ให้ลูก ๆ กับภรรยาขี้นหลังอูฐ
18 ส่วนตัวเขาต้อนสัตว์ทั้งหมดไป พร้อมกับทรัพย์สินที่เขาได้สะสมมา คือฝูงสัตว์ส่วนของเขาที่ได้มาจากปัดดานอาราม เพื่อเดินทางไปหาอิสอัคพ่อของเขาในแผ่นดินคานาอัน
19 ตอนที่ลาบันออกไปตัดขนแกะ ราเชลได้ขโมยเอาเทวรูปประจำบ้านของบ้านพ่อไปด้วย
ไล่ล่าลูกเขย
20 และยาโคบจึงได้หลอกลาบันชาวอารัมโดยการไม่ได้บอกให้รู้ว่า เขาตั้งใจที่จะหนีออกไป
21 เขาจึงหนีไปพร้อมกับทุกสิ่งที่เขามี โดยข้ามแม่น้ำยูเฟรติส แล้วมุ่งหน้าไปยังเทือกเขากิเลอาด
22 สามวันต่อมา จึงมีคนไปบอกลาบันว่า ยาโคบหนีไปแล้ว
23 ลาบันจึงพาญาติ ๆ ออกไปไล่ล่ายาโคบใช้เวลาเจ็ดวัน และเขาตามยาโคบทันที่เทือกเขากิเลอาด
24 แต่พระเจ้าทรงมาหาลาบันชาวอารัมในความฝัน ตรัสว่า “เจ้าจงระวังที่จะไม่พูดอะไรกับยาโคบเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย”
ตามมาทัน
25 เมื่อลาบันตามมาจนทันยาโคบนั้น เขากำลังตั้งเต็นท์แถบเทือกเขา ดังนั้นลาบันกับญาติ ๆ จึงตั้งค่ายในแถบเทือกเขากิเลอาดด้วย
26 ลาบันกล่าวกับยาโคบว่า “ทำไมเจ้าจึงทำเช่นนี้ ? เจ้าลวงเรา แล้วยังพาลูกสาวของเราหนีมาเหมือนกับเป็นเชลยศึก”
27 ทำไมเจ้าต้องแอบหนีมาเงียบ ๆ และลวงเรา ไม่บอกเรา? เราจะได้ส่งเจ้าไปอย่างยินดี ทั้งร้องเพลง เล่นพิณและรำมะนา
28 เจ้าไม่ยอมให้เราแม้แต่จะจูบลาหลาน ๆ และลูกสาวของเรา เจ้าทำสิ่งที่โง่เขลาเสียจริง! 29 เราเองมีกำลังที่จะทำร้ายเจ้าได้ง่าย ๆ แต่เมื่อคืนพระเจ้าของพ่อเจ้าตรัสกับเราว่า ‘จงระวังอย่ากล่าวอะไรกับยาโคบไม่ว่าจะดีหรือร้าย’
คำกล่าวหาที่สองฝ่ายต่างไม่รู้เรื่อง
30 ในเมื่อตอนนี้เจ้าก็จากบ้านเรามาแล้ว เพราะเจ้าคิดถึงครอบครัวของพ่อเจ้า แต่ทำไมเจ้าจึงต้องขโมยเทวรูปของเราไปด้วย?”
31 ยาโคบตอบลาบันว่า “เพราะฉันกลัวว่า ลุงจะใช้กำลังพรากลูกสาวของลุงไปจากฉันนะสิ”
32 แต่หากว่าลุงได้พบเทวรูปอยู่กับใคร คนนั้นต้องตาย ขอให้ค้นดูต่อหน้าญาติพี่น้อง หากเห็นว่ามีสิ่งใดที่เป็นของลุง ก็เอากลับไปได้เลย” ยาโคบไม่รู้ว่า ราเชลเป็นคนขโมยเทวรูปมา
33ลาบันจึงเข้าไปในเต็นท์ของยาโคบ เต็นท์ของเลอาห์ และเต็นท์ของสาวใช้ทั้งสอง แต่เขาก็ไม่เจออะไร เมื่อเข้าไปในเต็นท์ของราเชล
34 ส่วนราเชลนั้นเป็นคนขโมยเทวรูปของลาบันไป และเอาทั้งหมดเก็บไว้ใต้อานของอูฐ แล้วเธอก็นั่งบนอานนั้น ลาบันค้นจนทั่ว ก็ไม่พบอะไร
35 ราเชลกล่าวกับพ่อของเธอว่า “พ่ออย่าโกรธหนูเลยที่หนูไม่ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับพ่อ เพราะตอนนี้หนูกำลังมีประจำเดือน” ดังนั้น แม้เขาจะค้น แต่ก็ไม่พบเทวรูปประจำบ้าน
ทบทวนความสัมพันธ์ที่ผ่านมา
36 ส่วนยาโคบนั้นก็โกรธ และต่อว่าลาบัน “ฉันทำอะไรผิดหรือ?” เขาถาม “ฉันทำอะไรร้ายแรงจนกระทั่งลุงต้องมาตามไล่ล่าฉันแบบนี้ด้วย?
37 ที่ลุงค้นข้าวของทั้งหมดของฉันอย่างนี้ ลุงเจออะไรที่เป็นของลุงบ้างเล่า? เอามันมาวางต่อหน้าญาติ ๆ ของลุง และของฉันสิ ให้พวกเขาตัดสินระหว่างเราทั้งสอง
38 ฉันอยู่กับลุงมายี่สิบปี ก็ยังไม่มีแกะหรือแพะตัวเมียที่แท้งลูกเลย และฉันก็ไม่เคยกินสัตว์ตัวผู้จากฝูงของลุงเลย
39 เวลาแกะของลุงถูกสัตว์ร้ายมากัดกิน ฉันก็ไม่เคยเอาซากไปให้ลุง แต่ฉันกลับรับความเสียหายด้วยตัวเอง ลุงเรียกร้องให้ฉันใช้คืนสัตว์ทุกตัวที่ถูกขโมยไปไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน
40 ที่เป็นมาก็คือ กลางวันฉันร้อนแทบตาย กลางคืนก็หนาวเหน็บจนหลับตาไม่ลง
41 เป็นอย่างนี้มาตลอดยี่สิบปีที่ฉันรับใช้ลุง ฉันทำงานให้ลุงสิบสี่ปีเพื่อจะได้ลูกสาวของลุงสองคน และอีกหกปีเพื่อจะได้ฝูงสัตว์ แล้วลุงก็เปลี่ยนค่าจ้างของฉันตั้งสิบครั้ง!
42 นี่ถ้าหากพระเจ้าของพ่อ พระเจ้าของอับราฮัม พระองค์ที่อิสอัคเกรงกลัวไม่ได้อยู่กับฉัน ป่านนี้ ลุงก็คงส่งฉันกลับไปตัวเปล่าแน่นอน พระเจ้าทรงเห็นความยากลำบาก และ ทรงเห็นว่าฉันทำงานหนักขนาดไหน และเมื่อคืนพระองค์จึงทรง ห้ามลุงเอาไว้” 43 ลาบันจึงตอบยาโคบว่า “ลูกสาวเป็นของเรา เด็ก ๆ ก็เป็นของเราด้วย ฝูงสัตว์ก็ของเรา และทุกอย่างที่เจ้าเห็นอยู่ก็เป็นของเราทั้งหมด แต่ตอนนี้ เราจะทำอะไรให้กับลูกสาวและเด็ก ๆ ที่เกิดมาได้เล่า?”
สัญญาระหว่างลาบันและยาโคบ
44 เอาอย่างนี้ ให้เจ้ากับเรามาทำสัญญากัน เป็นพยานระหว่างเราทั้งสอง 45 ยาโคบจึงเอาหินก้อนหนึ่งตั้งเป็นเสา
46 แล้วเขาก็บอกกับญาติ ๆ ว่า “ให้พวกท่านไปเอาก้อนหินมา” ดังนั้นพวกเขาจึงเอาหินมารวมกองกันไว้ แล้วกินอาหารร่วมกันข้างกองหินนั้น
45 ลาบันเรียกกองหินนั้นว่า เยกา สหดูธา (แปลว่ากองพยานเป็นภาษาอาราเมค) ส่วนยาโคบเรียกว่า กาเลเอด (แปลว่ากองพยานเป็นภาษาฮีบรู)
48 ลาบันกล่าวว่า “ในวันนี้ กองหินนี้จะเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า” ดังนั้นกองหินจึงได้ชื่อว่า กาเลเอด
49 ทั้งยังมีชื่อว่า มิสปาห์ด้วย เพราะเขากล่าวว่า “ ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้านายทรงเฝ้าดูเรากับเจ้าเมื่อเราจากกันไป
50 หากเจ้าทำให้ลูกสาวของเราเสียใจหรือเจ้าไปมีเมียใหม่นอกเหนือไปจากลูกสาวของเรา ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้เรื่อง แต่ขอให้จำไว้ว่า พระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า”
51 ลาบันกล่าวกับยาโคบว่า “นี่เป็นกองหินและเสาหินซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับเจ้า
52 ขอให้กองหินนี้เป็นพยาน และให้เสาหินนี้เป็นพยานว่า เราจะไม่ข้ามล่วงล้ำเข้าไปในเขตแดนของเจ้าเพื่อทำร้ายเจ้าและเจ้าก็จะไม่ข้ามล่วงล้ำเข้าไปในเขตแดนของเราเพื่อทำร้ายเรา
53 ขอให้พระเจ้าแห่งอับราฮัมและเทพแห่งนาโฮร์ ซึ่งเป็นพระแห่งบรรพบุรุษได้ตัดสินความระหว่างเรา” แต่ยาโคบสาบานในพระนามพระเจ้าองค์ที่อิสอัคเกรงกลัว
54 ยาโคบได้ถวายเครื่องบูชาบนภูเขา และเชิญญาติ ๆ มากินอาหารด้วยกัน หลังจากกินอาหารแล้ว พวกเขาก็พักค้างคืนกันที่นั่น
54 เช้าวันต่อมาลาบันตื่นขึ้น และจูบลาหลาน ๆ และลูกสาว หลังจากอวยพรพวกเขาแล้ว ลาบันก็เดินทางกลับไปบ้านของเขา
แต่ยาโคบสาบานในพระนามพระเจ้าองค์ที่
อิสอัคเกรงกลัว
อธิบายเพิ่มเติม
พระเจ้าตรัสอีก
ปฐมกาล 31:1-13
หลังจากที่มีการตกลงกันว่า ต่อไป สัตว์ตัวที่เป็นจุด เป็นริ้ว สีคล้ำ จะเป็นของยาโคบ ตัวที่สีสะอาดสะอ้านจะเป็นของลาบัน เหตุการณ์ก็เริ่มแปลกออกไป เพราะขนาดที่ว่าลาบันได้เอาสัตว์ด่างมีตำหนิเหล่านั้นออกไปเลี้ยงไกลถึงขนาดเดินทางสามวัน ฝูงสัตว์ที่ยาโคบดูแล
กลับมีสัตว์ด่างเกิดขึ้น ทั้งยังเป็นตัวที่แข็งแรง
ลาบันเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองเสียรู้ เพลี่ยงพล้ำที่ตกลงกับยาโคบอย่างนั้น แต่มาตอนนี้ ลูกชายของลาบัน คุยกันว่า ยาโคบร่ำรวย มีมากขึ้นก็เพราะมาเอาของพ่อ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พอใจและมีท่าทีเปลี่ยนไปมากนี่เป็นเหตุผลแรก และเหตุผลที่สองสำคัญกว่า คือ พระเจ้าตรัส สั่งให้ยาโคบกลับไปบ้านเกิด แต่ก่อนจะไปก็ต้อง ตกลงกับภรรยาที่เป็นลูกสาวลาบันเสียก่อน
เขาอธิบายให้เธอทั้งสอง ซึ่งยังไม่ได้เชื่อพระเจ้าแบบยาโคบให้รู้ชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองต้องตัดสินใจ โดยที่เขาเล่าเรื่อง
และเน้นย้ำการทรงอยู่ด้วยของพระเจ้าตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมานั่นคือ…
พระเจ้าทรงอยู่กับเขา (5)
พระเจ้าทรงปกป้องไม่ให้ลาบันทำอันตรายเขา (7)
พระเจ้าทรงส่งสัตว์ทั้งหลายมาให้เขาด้วยพระองค์เอง (9)
พระเจ้าทรงเห็นทุกอย่างที่ลาบันข่มเหง กลั่นแกล้งยาโคบ (12)
พระเจ้าทรงสั่งให้เขากลับบ้านเกิด (14)
การตัดสินใจของเลอาห์และราเชล
ปฐมกาล 31:14-19
ในโลกโบราณ ลูกสาวไม่มีส่วนใดๆ ในสมบัติของครอบครัว เมื่อเธอแต่งงานไป เธอจะได้รับการเลี้ยงดูจากสามี ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของพ่ออีกต่อไป
สิ่งที่เธอทั้งสองพูดออกมานั้นก็น่าเศร้า ลาบันได้ขายลูกสาวโดยให้ลูกเขาทำงานใช้ถึง 14 ปี แถมยังใช้เงินที่ได้มาจากยาโคบหมดด้วย
เธอทั้งสองมองแล้วว่า อยู่กับพ่อไปก็ไร้ความหมาย พ่อไม่ให้อะไร แต่ยาโคบสิ จะมอบทรัพย์สินเงินทองให้กับลูกชายของพวกเธอทุกคนอย่างแน่นอน
แม้จะไม่ได้เชื่อพระเจ้าอย่างยาโคบ เธอตัดสินใจให้ยาโคบทำอย่างที่พระเจ้าทรงบัญชา
เธอทั้งสองก็รู้ว่า ยาโคบเป็นคนที่จะเลี้ยงดูเธอและลูก ๆ ต่อไป ขืนอยู่กับพ่อ ก็รู้อนาคตแล้วว่า ลูก ๆ ของพวกเธอจะเป็นรองลูก ๆ ของพี่ชายน้องชายแน่นอน
เมื่อได้ความเห็นเช่นนั้น ยาโคบไม่รอช้า ทุกคนมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว เขาจึงออกเดินทางพร้อมกับทรัพย์สินสำคัญ นั่นคือ สัตว์ที่เป็นส่วนของเขาซึ่งเป็นฝูงใหญ่มาก เขาพาครอบครัวออกไปในขณะที่ลาบันออกไปตัดขนแกะ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้กำลัง เวลามาก ….แล้วราเชลได้ขโมยเทวรูปประจำบ้านของพ่อไป เราไม่ทราบเหตุผล อาจจะเป็นว่า ราเชลยังเชื่อสองทาง การเป็นเจ้าของเทวรูปมีความหมายอย่างหนึ่งคือ คน ๆ นั้นจะเป็นเจ้าบ้าน เป็นหัวหน้าวงศ์ตระกูล หรือเธออาจต้องการสิ่งนั้นก็เป็นได้ เพื่อจะถือว่ายาโคบเป็นหัวหน้าวงศ์ตระกูลของเขา
ไล่ล่าลูกเขย
ปฐมกาล 31:20-24
หลอกกันไปมาตลอด ชายสองคนที่มีความฉลาด เล่ห์เหลี่ยมทันกัน ทั้งลาบัน และยาโคบต่างไม่ไว้ใจกันมา ยาโคบเองรู้รสของการถูกหลอกครั้งแรกก็ตอนที่ลาบันส่งเจ้าสาวผิดตัว หรือที่จริงน่าจะรู้ก่อนหน้านั้น เวลาลาบันเปลี่ยนค่าจ้างให้ต่ำลงจากที่ตกลงกันไว้
ยาโคบพาภรรยา ลูก บ่าวไพร่และฝูงสัตว์ข้ามแม่น้ำยูเฟรตีส ซึ่งไม่ง่ายเลย สำหรับเขา
เดินทางไปได้สามวัน ลาบันจึงรู้เรื่อง
ลาบันที่มีชายฉกรรจ์ซึ่งเป็นทั้งคนงาน และญาติพี่น้องตามไล่ล่ายาโคบทันที
ใจของเขาคิดสารพัด ทั้งโกรธที่จะขาดคนงาน ทั้งโกรธที่ถูกหลอก แน่นอนเขาคิดร้าย และพร้อมที่จะจัดการยาโคบ
แต่…พระเจ้าทรงมาพบเขาในความฝัน ลาบันไม่เคยพบพระเจ้าของยาโคบมาก่อน ครั้งนี้ ทรงทำให้เขาหวาดหวั่น พระองค์ตรัสห้ามไม่ให้พูดสิ่งใดกับยาโคบ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย …พระเจ้าทรงห้ามลาบันในสิ่งที่ง่าย ๆ แต่สามารถยับยั้งลาบันจากการทำร้ายยาโคบและครอบครัว!
ตามมาทัน
ปฐมกาล 31:25-29
แล้วลาบันก็ตามทัน ก็ควรจะทันเพราะยาโคบมีภาระใหญ่ที่ไปด้วยกับเขา ทั้งฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ เด็ก ๆ และผู้หญิง ตอนที่เขามานั้น มีแต่ตัวคนเดียวกับพระสัญญาของพระเจ้า แต่ตอน
กลับนี่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นคนที่พระเจ้าจะทรงใช้ให้ก่อกำเนิดชนชาติใหม่
เมื่อพบกัน ลาบันก็ตัดพ้อต่อว่า ทำเป็นเหมือนเป็นชายแก่น่าสงสาร ทำเป็นว่าตัวเองจะปล่อยยาโคบออกไปด้วยการเลี้ยงส่ง
แต่แล้ว ข้อ 29 เราเห็นใจจริงของลาบัน เขาพร้อมที่จะทำร้ายยาโคบเพื่อชิงสมบัติ และลูกหลานคืนมา แต่.. พระเจ้าทรงมาขวางไว้ ลาบันจึงไม่กล้า เขาน่าจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามาหลายครั้ง
คำกล่าวหาที่สองฝ่ายต่างไม่รู้เรื่อง
ปฐมกาล 31:30-35
ด้วยความที่ยาโคบไม่รู้เรื่อง ลาบันกล่าวหาว่าเขาขโมยเทวรูปประจำบ้านมา
ยาโคบพร้อมที่จะสังหารคนที่ทำผิดอย่างนั้น โดยหารู้ไม่ว่า ราเชลสุดที่รัก
ของเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนขโมยมา
ลาบันจึงค้นในเต็นท์ของยาโคบ เลอาห์ สาวใช้ เขาก็ไม่เจอเทวรูปเหล่านั้น
ในที่สุดจึงเข้าไปในเต็นท์ของราเชล .. ลูกสาวแสนสวยที่มีเล่ห์ไม่แพ้พ่อ
ลาบันค้นทุกแห่ง แต่เวลานั้น ราเชลขอโทษพ่อที่ไม่ลุกขึ้นจากอานอูฐ กล่าวคำที่น่าฟังกับพ่อว่าเหตุใดจึงลุกขึ้นไม่ได้ เป็นเหตุผลที่ลาบันเชื่อ..ดังนั้น เขาจึงไม่พบเทวรูปที่แอบในอานอูฐ
เราจะพบความไม่สมบูรณ์แบบของทุกคนในเรื่องราวเหล่านี้ พระเจ้าจะต้องทรงใช้มนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบเพื่อทำให้ราชกิจของพระองค์สำเร็จ
ทบทวนความสัมพันธ์ที่ผ่านมา
ปฐมกาล 31:36-43
ยาโคบรู้ใจลาบันแล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไร แต่ที่โกรธขึ้นมามากก็คือ การที่ลาบันแสดงความไม่ไว้วางใจในความซื่อตรงของเขา เขาบอกว่าไม่ได้เอาเทวรูปมา ก็ยังไม่เชื่อทั้ง ๆ ที่ความซื่อตรงในเรื่องข้าวของนี้ เขาก็แสดงให้ลาบันรู้เห็นมาโดยตลอด
ในการเลี้ยงสัตว์ยี่สิบปีของยาโคบ….
ยาโคบไม่เคยละเลยจนสัตว์แท้งลูก
เขาไม่เคยเอาสัตว์ในฝูงไปทำอาหารกิน
หากมีสัตว์ร้ายมากินสัตว์ เขาชดใช้ให้หมด
เขาดูแลสัตว์ทั้งกลางวันกลางคืน
แต่กระนั้น ยาโคบถูกลาบันลดค่าจ้างสิบครั้ง
(เขานับไว้หมด)
แสดงว่าในเวลาที่ยาโคบอยู่กับลาบันนั้น
เขาเจอเล่ห์เหลี่ยมของลาบันจนชิน
ยาโคบชี้ให้ลาบันเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา
พระองค์มาห้ามเขาเอาไว้ และเขาต้องเกรงกลัวพระองค์และแล้วใจจริงของลาบันก็ปรากฏ
ข้อ 43 ลาบันกล่าวว่าทุกอย่างที่ยาโคบเอามานั้น เป็นของเขาทั้งหมด
แต่ตอนนี้เขารู้ว่า ตัวเองทำอะไรไม่ได้จริง ๆ
ถ้าอย่างนั้น ลาบันเอาตัวรอดด้วยการขอทำสัญญากับยาโคบเขาไม่แน่ใจว่า เมื่อเวลาผ่านไป ยาโคบจะกลับมาทำร้ายเขาหรือไม่
ไม่มีวันที่จะไว้ใจ…
สิ่งที่แน่ใจคือ ถ้าเขาเป็นยาโคบ เขากลับมาแก้แค้นแน่นอน!
สัญญาระหว่างลาบันและยาโคบ
ปฐมกาล 31:44-54
ลาบันเป็นผู้ชักชวนให้ยาโคบทำสัญญา เพื่อว่ายาโคบจะไม่ทำร้ายเขา และลูกสาว หลาน ๆ ของเขาด้วยการมีหินเสาหลักวางไว้ และคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้วยก็ไปหาก้อนหินมาเป็นตัวแทนว่าตนเองเป็นพยานในการทำสัญญาครั้งนี้
ลาบันกับยาโคบต่างให้ชื่อของกองหินพยาน เป็นทั้งภาษาอาราเมค(เยกา สหธูดา ) และภาษาฮีบรู (กาเลเอด)… แถมยังให้ชื่อว่า มิสปาห์ เพื่อขอให้พระเจ้าทรงเฝ้าดูทั้งสองฝ่ายเมื่อจากกันไป
และดูเหมือนว่า ลาบันจะเป็นคนร่างคำสัญญานั้นเอง เขาห้ามยาโคบไปมีภรรยาใหม่
จะไม่ก้าวล้ำเขตแดนของกันและกัน
เพื่อไม่ทำร้ายกัน
ขอพระเจ้าของอิสอัคและนาโฮร์ตัดสินความระหว่างเรา
แต่…ตรงนี้ ยาโคบไม่เอาด้วย เขาสาบานในพระนามของพระเจ้าของเขาเท่านั้น เราจะเห็นว่า มีการแทรกแซงความเชื่อมาโดยตลอด ตั้งแต่เรื่องเทวรูป และเรื่องนี้ด้วย
ในที่สุดก็มีการกินอาหารเป็นพยานด้วยกัน แล้วจากกันไปด้วยดี
ดูเหมือนลาบันแพ้ แต่ความจริงแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้ลูกสาวของเขาให้อยู่ในแผนการของพระองค์ที่จะสร้างชนชาติใหม่ขึ้นมา เขาจึงเป็น
ส่วนสำคัญในแผนการนี้
ขอบคุณพระเจ้าที่ยาโคบไม่ได้ถอดใจตั้งแต่วันแรกที่ลาบันหักดิบเขาเรื่องเลอาห์ เพราะเขายังสู้ทนมา ไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งกลายเป็นคนที่มีฐานะ พร้อมที่จะสร้างครอบครัวใหญ่ต่อไป
เรื่องราวที่เต็มด้วยความผิดพลาดของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นกับเราทุกคน ไม่มีใครอ้างได้เลยว่า ตนเองดี และบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำผิดแต่พระเจ้าทรงอดทนและพระเมตตาเสมอ ตอนนี้ยาโคบน่าจะมีอายุประมาณ 97 ปี ไม่ใช่น้อย แต่ยังมีกำลังมาก เป็นที่น่าอิจฉาของคนสมัยใหม่อย่างพวกเรา
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 31
1*สดุดี 49:16
2* ปฐมกาล 4:5 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 28:54
3* ปฐมกาล 28:15,20-21; 32:9; 46:4
5* ปฐมกาล 31:2-3; อิสยาห์ 41:10
6* ปฐมกาล 30:29; 31:38-41
7* ปฐมกาล 29:25; 31:41; กันดารวิถี 14:22; โยบ 1:10
8* ปฐมกาล 30:32
9* ปฐมกาล 31:1, 16
11* ปฐมกาล 16:7-11; 22:11, 15; 31:13; 48:16
12* อพยพ 3:7
13* ปฐมกาล 28:16-22; 35:1, 6, 15; 31:3 ; 32:9
14* ปฐมกาล 2:24
15* ปฐมกาล 29:15, 20, 23, 27
18* ปฐมกาล 17:8; 33:18; 35:27
19* ผู้วินิจฉัย 17:5
21* 2 พงศ์กษัตริย์ 12:17
23* ปฐมกาล 13:8
24* ปฐมกาล 20:3; 31:29; 46:2-4; 24:50; 31:7, 29
26* 1 ซามูเอล 30:2
28* ปฐมกาล 31:55; 1 ซามูเอล 13:13
29* ปฐมกาล 28:13; 31:5,24, 42, 53; 31:24
30* ผู้วินิจฉัย 17:5; 18:24
31* ปฐมกาล 26:7; 32:7, 11
32* ปฐมกาล 44:9
35* เลวีนิติ 19:32
39* อพยพ 22:10-13
41* ปฐมกาล 29:20; 27-30; 31:7
42*สดุดี 124:1-2; อิสยาห์ 8:13; อพยพ 3:7; 1 พงศาวดาร 12:17
