กิจการ 14 เจอหินเข้าแล้ว

ที่เมืองอิโคนิยูม

เมื่อประชาชนอยากกราบไหว้

ถูกหินขว้าง.. ไปต่อ

ให้กำลังใจพี่น้อง

กิจการ 14:1-3 ที่เมืองอิโคนิยูม
เมื่อถูกปฏิเสธจากเมืองอันทิโอก ทั้งสองก็ไม่ได้ท้อถอย อย่างน้อยมีคนเชื่อแล้ว และพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นพลังคริสเตียนท้องถิ่นต่อไป เมื่อไปถึงเมืองอิโคนิยูม ก็เริ่มสอนในศาลาธรรมยิวก่อนเป็นอันดับแรก ดูเหมือนว่าเป็นสูตรที่ใช้ได้ทุก ๆ เมือง คำสอนเรื่องพระเยซูคริสต์ทำให้ทั้งยิวและกรีกหันมาเชื่อพระเจ้ามากมาย ทั้งสองเน้นคำแห่งพระคุณ นั่นคือ พระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์คือ ทางแห่งความรอดไม่ใช่กฎบัญญัติ และนี่เองส่งผลให้ยิวที่ไม่เชื่อเริ่มไม่พอใจ
แต่ทั้งสองไม่ได้รีบหนีออกจากเมือง ยังคงสอนต่อและพระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ผ่านมือของเปาโล และบารนาบัส พระเจ้าทรงรับรองงานของเขา ผู้คนได้รับสิ่งดีจากพระเจ้า ก็ยิ่งมีคนมาเชื่อ
กิจการ 14:4-7
ยิวที่เคร่งกฎบัญญัติ ไม่พอใจที่พระกิตติคุณของพระเจ้าไม่ได้สอนให้คนที่เชื่อใหม่ต้องมาแบกภาระทำตามบัญญัติเพื่อให้รอด พวกเขาทั้งเสียหน้า และเสียผู้สนับสนุน จึงไม่มีทางที่จะประนีประนอมได้ แต่ทั้งเปาโลและบารนาบัสก็พยายามที่จะอยู่ในเมืองนี้ให้นานที่สุดเพื่อจะได้วางรากฐานแห่งความเชื่อให้แข็งแรก และต่อมายิวและกรีกที่ไม่พอใจก็พร้อมที่จะสังหารผู้รับใช้ของพระเจ้า
เมื่อถึงขั้นวิกฤติ ทั้งสองก็ต้องหนีอีกครั้ง ไปยังเมืองที่ไม่ห่างไปมากนัก จากคำบันทึกของท่านลูกา ดูเหมือนว่าท่านไปตามเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน
กิจการ 14:8-10 เมื่อประชาชนอยากกราบไหว้
ขณะที่อยู่ในเมืองลิสตรา มีชายง่อยคนหนึ่งตั้งใจฟังพระคำของพระเจ้ามาก และด้วยของประทานในการสังเกตวิญญาณ เปาโลมองเห็นว่า เขามีความเชื่อที่จะหายได้ และเมื่อเขารับคำสั่งให้ยืน เขาก็ยืนและเดินได้ทันที ทั้งๆ ที่ไม่เคยยืนมาตั้งแต่เกิด แน่นอน ประชาชนตื่นเต้นมาก
กิจการ 14:11-13
พอเห็นว่ามีการอัศจรรย์อย่างนั้น ประชาชนก็สรุปเหมาเอาเองว่า ทั้งสองเป็นเทพมาหาพวกเขา เป็นเทพที่มาในร่างของมนุษย์ ซึ่งเคยมีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า มีเทพมาเยี่ยมประชาชนอยู่ในอดีต เขามองว่า เปาโลเป็นเทพเฮอร์เมส เพราะพูดเก่ง และเป็นเหมือนโฆษกส่วนตัวของซุส ส่วนบารนาบัสเป็นเทพซุส เพราะดูนิ่งแต่มีพลัง
เรื่องนี้ไปถึงหูพวกพระในวิหารนอกเมือง พวกเขาก็พากันมาพร้อมที่จะนมัสการทั้งสอง
กิจการ 14:14-15
แทนที่จะรับการนมัสการ ทั้งสองฉีกเสื้อผ้าให้เห็นทันที ในสมัยก่อน การฉีกเสื้อผ้าเช่นนี้ เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจและความปวดร้าวใจอย่างมาก เห็นชัด เข้าใจง่าย นี่ถ้าเป็นพวกครูสอนผิด พวกเขาก็จะรับทันที ตั้งต้นเป็นพระเจ้าให้คนกราบนมัสการทันที แต่ไม่ใช่สำหรับเปาโลและบารนาบัส
แต่คนเมืองนี้ ไม่ชินกับคำสอนของโมเสส ไม่รู้จักพระคัมภีร์อย่างดีเหมือนกับคนในเยรูซาเล็ม มาดูกันว่าเปาโลบอกอะไรบ้าง .…​ทำไมมากราบเรา?….​เราเป็นคนเหมือนท่าน….พระเจ้าทรงพระชนม์.. พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง
กิจการ 14:16-18
ยุคก่อน พระเจ้าทรงปล่อยให้คนเดินตามทางตนซึ่งมีความหมายว่า พระเจ้ากำลังสำแดงพระองค์ให้พวกชาวเมืองได้รู้จักพระองค์ และพระองค์ประทานฝน ให้ฤดู ให้อาหาร ให้ความสุข
แต่ถึงขนาดนั้น ก็ยังมีคนที่ไม่อยากฟัง แต่ดื้อรั้นอยากจะนมัสการทั้งสอง นี่ทำให้เราเห็นว่า ความเชื่อในเรื่องพระต่าง ๆ นี้ฝังแน่นอยู่ในใจชาวลิสตรา
กิจการ 14:19 ถูกหินขว้าง.. ไปต่อ
ในขณะที่ชาวเมืองอยากนมัสการทั้งสอง แต่ยิวที่มาจากอันทิโอก(เหนือ) และเมืองอิโคนิยูม (น่าจะตามมารังควาญการประกาศของทั้งสอง) กลับชักชวน ปลุกปั่นให้ผู้คนเอาหินขว้าง และท่านก็คงเจ็บปวดมากถึงกับแน่นิ่งไป คนยิวที่ไม่พอใจ จะไม่ปล่อยให้เปาโลทำงานสะดวก แถมมีจิตใจที่เคียดแค้นมาก ซึ่งเราไม่ได้เห็นแค่ในอดีตเท่านั้น แม้ทุกวันนี้ ในอิสราเอล คนที่เชื่อในศาสนายิวเคร่งครัดก็จะพยายามขัดขวางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ และพวกเขาก็ทำงานเกิดผลมาก เพราะมีคนยิวจำนวนมากที่ไม่ได้รู้จักชื่อพระเยซูเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ พระเจ้ากำลังทำงานผ่านผู้คนมากมายทำให้คนยิวสมัยใหม่ได้มารู้จักพระองค์มากขึ้นทุกวัน
คนที่เอาหินขว้างก็ลากเปาโลออกไปเพราะคิดว่าตายแล้ว สมใจพวกเขา พวกเขาไม่ได้คิดจะขว้างแค่เพื่อสั่งสอน แต่ต้องการให้ตายไปเลย
กิจการ 14:20
เหล่าศิษย์ที่ตามไปนั้น ไม่ได้ถูกหินขว้างด้วย พวกเขาเข้ามาล้อมตัวเปาโลไว้ ถึงแม้ว่าจะเข้าเมืองไปอีกครั้ง ล้างตัว พักผ่อน รุ่งเช้าท่านออกออกเดินทางต่อไปยังเมืองเดอร์บีกับบารนาบัส พระเจ้าทรงดีต่อเปาโลเพราะ
ยังสามารถเดินทาง ทั้ง ๆ ที่ช้ำชอกขนาดนั้น เปาโลไม่ได้ออกจากเมืองนี้โดยการสลัดฝุ่นจากเท้า เชื่อว่าคงอธิษฐานให้คนทั้งหลายได้พบพระเจ้าโดยฝากเมืองนี้ไว้กับพระองค์
นี่เป็นคำของท่านในเวลาต่อมา กาลาเทีย 6:17 “ข้ามีเครื่องหมายของพระคริสต์บนกายแล้ว” ไม่แน่.. เปาโลอาจคิดถึงวันที่เห็นสเทเฟนโดนเอาหินขว้าง ตอนนี้ตัวเองก็เจอเหมือนกัน ไม่มีอะไรต้องบ่นเลย..สมควรแล้วที่จะเจอแบบสเทเฟน
กิจการ 14:21-22 ให้กำลังใจพี่น้อง
เมื่อเข้าไปในเมืองเดอร์บี ปรากฏว่า ผู้คนตอบรับเรื่องราวของการสิ้นพระชนม์ การคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นอย่างมาก พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดความทุกข์ยาก แต่พระองค์ก็ทรงทำให้พวกเขาได้รับความชื่นชมยินดีเช่นกัน จากนั้น ทั้งสองเดินทางกลับไปเยี่ยมพี่น้องในลิสตราที่ต้องระเห็จออกมา เมืองอิโคนิยูมที่มีคนเกลียดชัง แล้วต่อไปยังอันทิโอกด้วย
จะเห็นว่าการเข้าไปในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่พี่น้องก็ต้องยอมรับว่า จะเกิดการข่มเหงในชีวิตแน่นอน
กิจการ 14:23-25
ในทุกคริสตจักรหรือชุมชนที่ทั้งเปาโลและบารนาบัสไปเยี่ยมนั้น ได้มีการค้นหา และตั้งคนที่ไว้ใจได้ มีความรู้พอสมควรที่จะคอยดูแลฝ่ายจิตวิญญาณ ลูกา ผู้เขียนได้บันทึกชัดเจนว่า ทั้งสองเดินทางไปไหนมาไหนบ้าง เรียกได้ว่า ได้มีการประกาศพระนามพระเยซูในแถบตุรกีตะวันออกอย่างทั่วถึง และมีคริสตจักรเกิดขึ้นหลายแห่งในพื้นที่แถบนั้นด้วย
อัททาลิยาเป็นเมืองท่าอยู่ริมฝั่งทะเล
กิจการ 14:26-28
จากอัททาลิยา ทั้งสองเดินทางลงไปยังเมืองอันทิโอกซึ่งอยู่ในเขตซีเรีย และก็ได้อยู่ในเมืองนั้น ประกาศและสร้างเสริมคริสตจักรอีกนานพอสมควร เพราะที่เมืองนั้น มีคนต่างชาติอาศัยอยู่มากมาย และพระเจ้าก็ทรงนำให้คนเหล่านั้นได้มาพบพระองค์ด้วย ไม่เฉพาะคนยิวเท่านั้น ทั้งเปาโลและบารนาบัสได้พักใจในเมืองนี้ด้วย

พระคำเชื่อมโยง

1* กิจการ 8:4, 13:51,13:46, 19:8
2* กิจการ 13:50, 21:27-30, 17:5
3* ฮีบรู 2:4; เอเฟซัส 6:18-20; กิจการ 4:29-30
4* กิจการ 28:24, ลูกา 11:21-23
5* 2 ทิโมธี 3:11; กิจการ 4:25-29
6* 2 ทิโมธี 3:11; มัทธิว 10:23
7* 2 ทิโมธี 4:2, 1 เธสะโลนิกา 2:2
8* กิจการ 3:2,4:9; ยอห์น 9:1-2
9*กิจการ 3:4; มัทธิว 15:28

10* อิสยาห์ 35:6; ยอห์น 14:12; 5:8-9; กิจการ 9:33-34
11* กิจการ 28:6; 8:10
12* กิจการ 19:35
15* 1 โครินธ์ 8:4; กิจการ 10:26; เยเรมี11ย์ 14:22
16* กิจการ 17:30; สดุดี81:22
17*โรม 1:19-20; โยบ 5:10;
เฉลยธรรมบัญญัติ 11:14
18* อพยพ 32:21-23

19* 2 ทิโมธี 3:11; 2 โครินธ์ 11:25; กิจการ 13:50-51
20* 2 โครินธ์ 6:9; 1:9-10
21* 2 ทิโมธี 3:11
22* 1 เปโตร 5:10; 2 ทิโมธี 3:12; ยอห์น 16:33
23* ทิตัส 1:5; 2 ทิโมธี 2:2
24* กิจการ 13:13-14
26* กิจการ 15:40; 11:19
27* 1 โครินธ์ 16:9; กิจการ 15:12; โคโลสี 4:3
28* กิจการ 11:26; 15:35

กิจการ 11 อันทิโอก…เปิดโลกคริสเตียน

บทนี้เป็นบทสั้น ๆ แต่เราจะเห็นการทำงานของพระวิญญาณในการเริ่มต้นนำคนต่างชาติเข้ามาหาพระองค์สมกับที่ตรัสไว้ในอิสยาห์ 45:6 ว่า “เพื่อจากที่ดวงอาทิตย์ขึ้น จรดที่ดวงอาทิตย์ตก มนุษย์จะรู้ว่า ไม่มีใครอื่นนอกจากเรา..”

คริสตจักรเพื่อคนต่างชาติ

คริสตจักรขยายไปทางซีเรีย

คริสตจักรเพื่อคนต่างชาติ
กิจการ 11:1-3
เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนต่างชาติที่ได้รู้ว่า พระเจ้าทรงห่วงใยและพร้อมที่จะรับเขาอยู่ในอาณาจักรของพระองค์ เป็นชุมชนผู้เชื่อในพระบุตร พระองค์ทรงส่งเปโตรไปประกาศ พวกเขาได้รับพระวิญญาณ และยังได้รับบัพติศมาด้วย แต่… มีคนกลุ่มหนึ่งกลับไม่พอใจ พวกนี้ยังคงยึดถือกฎของยิวอยู่
พวกเขาเป็นยิวที่อยู่ในเยรูซาเล็ม เป็นคนถือสุหนัต และเชื่อชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเลือกคนยิวเท่านั้น ในการที่เขาเข้าไปในบ้านคนต่างชาติกินอาหารร่วมกับพวกเขา แถมยังพักในบ้านพวกเขาด้วย พวกเขาต่อว่าเปโตรอย่างไม่ไว้หน้า
กิจการ 11:4-7
แต่เปโตรเตรียมตัวไว้แล้ว จากที่เห็นเขาเอาพี่น้องไปด้วยอีกหกคน (อย่างไม่เกรงใจโครนิเลอัสเลย)
เปโตรอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้น ว่า พระเจ้าทรงแจ้งให้เขาทราบว่า พระองค์ทรงเปิดทางให้คนต่างชาติแล้ว
กิจการ 11:8-11
แม้ตอนแรกเปโตรไม่ยอมฟังเสียงของพระเจ้า เพราะเขายังยึดถือกฎบัญญัติที่ห้ามอาหารมลทิน แต่พระเจ้าทรงบอกว่าพระองค์ชำระแล้ว อย่าเรื่องมาก ให้เข้าใจตามนี้ เปโตรเล่าเรื่องจนถึงที่ว่า มีคนจากบ้านของโครเนลิอัสมาตามเขา มาถูกบ้าน มาหาถูกคน นี่เป็นการส่งมาจากพระเจ้าจริง ๆ
กิจการ 11:12-14
ท่านเปโตรให้พี่น้องเข้าใจว่า พระวิญญาณเป็นผู้ทรงนำในเรื่องนี้ เขาไม่ได้เริ่มเอง เขาไม่เต็มใจในครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ การที่พวกเขาได้ยินว่า พระเจ้าเองก็เยี่ยมเยียนโครเนลิอัสเหมือนกัน ทำให้เห็นว่า นี่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าจริง ไม่ใช่ว่าเปโตรอยากทำเอง
เปโตรได้กล่าวถึงพี่น้องหกคนที่ไปบ้านโครเนลิอัสด้วย ว่าพวกเขาเห็นเป็นพยานทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นพี่น้องชาวยิวที่รับสุหนัตเช่นเดียวกับพวกนี้
กิจการ 11:15-18
ที่พระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้คนต่างชาติเหมือนกับที่ประทานให้พี่น้องในวันเพนเตคอสต์นั้น (2:4) ทำให้พวกเขาต้องจนมุม พวกเขาได้เห็นแล้วว่า พระเจ้าทรงดีต่อคนต่างชาติเหมือนที่ทรงดีต่อพวกเขา
เป็นสิ่งที่พระเยซูตรัสไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พระองค์จะบัพติศมาผู้เชื่อด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1:5) ต่อมา
เปาโลเองได้กล่าวใน 1 โครินธ์ 12:13 ว่า ไม่ว่าจะเป็นกรีกยิว ทาสหรือเสรีชน ต่างก็ได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณองค์เดียวกันเข้าเป็นกายเดียวกัน พระวิญญาณทรงเป็นเหมือนน้ำที่ประทานให้เราได้ดื่มกันทุกคน

นี่เป็นเหมือนรูปแบบที่เมื่อคนหนึ่งมาเชื่อในพระเจ้า พระวิญญาณของพระองค์ก็ทรงรับเขาเป็นหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า

คริสตจักรขยายไปทางซีเรีย
กิจการ 11:19-21
เรื่องราวในบทที่ 7 ความตายของสเทเฟนจากการถูกหินขว้าง และการข่มขู่ของเซาโล ทำให้พี่น้องหนีไปไกลมาก พี่น้องเหล่านี้ ประกาศเรื่องพระเยซูเฉพาะคนยิว พวกเขายังติดอยู่ในกรอบความคิดเดิม และพบกันในศาลาธรรม แต่ในขณะเดียวกันมีคนไปยังเมืองอันทิโอก ประกาศกับคนกรีก ทำให้มีคนเชื่อมากมาย การถูกข่มเหงกลายเป็นหนทางที่ทำให้คนกลับมาหาพระเจ้าสมกับคำบัญชาของพระเยซูในกิจการ 1:8
เมืองอันทิโอกนี้ อยู่ทางเหนือ เป็นเมืองท่าใหญ่ที่มีผู้คนเดินทางผ่านเข้ามากมาย จากประเทศต่าง ๆ แม้พวกเปอร์เซีย อินเดีย มีแม้กระทั่งจากประเทศจีน เป็นเมืองเปิด ศาสนาต่าง ๆก็มีมากมาย ทำให้คนเปิดใจ ไม่ได้เคร่งครัดอย่างเดียว เป็นหนทางที่พ่อค้าซึ่งผ่านมาจะได้ยินพระคำของพระเจ้าด้วย
กิจการ 11:22-24
แล้วก็มีการส่งบารนาบัส ที่ใคร ๆ มองว่าเขาเป็น “ลูกชายแห่งการหนุนน้ำใจ” (4:36 ) ไปดูว่าเรื่องราวจริง ๆ เป็นอย่างไร ทำไมที่อันทิโอกจึงมีคนกลับใจมากมาย จะเห็นว่า เขาส่งคนที่ดีเป็นผู้นำ ส่งคนดีที่สุด บารนาบัสเป็นคนที่เต็มด้วยพระวิญญาณ
เมื่อบารนาบัสมาถึงอันทิโอก ก็รู้สึกได้รับกำลังใจมาก เพราะพระวิญญาณ ทรงทำการของพระองค์ ทรงสนับสนุนการที่พี่น้องประกาศพระนาม เขากลับกลายเป็นกำลังใจให้พี่น้องใช้ชีวิตติดตามพระเจ้ามากขึ้นไปอีก เราจะเห็นการทำงานร่วมมือกันอย่างเป็นระบบระเบียบในสมัยคริสตจักรยุคแรก คนมาเช่ือพระเจ้าเพิ่มขึ้นแสดงว่า เรากำลังมีคนเกิดใหม่ และมีคริสตจักรเกิดขึ้นในเมืองนี้
กิจการ 11:25-26
บารนาบัสเห็นว่า คริสตจักรต้องการผู้สอน ผู้นำที่ดี และ เขาคิดถึงเพื่อนรักอีกคน เขาได้รับการทรงนำจากพระเจ้าที่จะตามหาเซาโลให้เจอ (ซึ่งยังเป็นคนที่พี่น้องในเยรูซาเล็มไม่ค่อยไว้ใจเท่าไรนัก บารนาบัสเองเป็นคนที่จะปกป้องเปาโลต่อพี่น้องมาตั้งแต่ต้น)
ที่เมืองนี้เองที่ผู้เชื่อได้รับสมญานามว่า “คริสเตียน” เป็นครั้งแรก แต่ก่อนคนเรียกกันว่า พวก “ทางนั้น” นักประวัติศาสตร์สองคนเรียกคริสเตียนต่างกัน โจซีฟุสเรียกว่า เผ่าคริสเตียน อีกคนคือ ทาซิทัสเรียกว่า คริสเตียน ซึ่งเป็นชื่อที่หมายถึงคนที่ตามพระคริสต์
เราเห็นคริสตจักรเกิดใหม่ ผู้นำที่ทำงานเป็นทีมด้วยกัน ทั้งยิวและต่างชาติเกิดใหม่ พระวิญญาณทรงอยู่ท่ามกลางเขา คริสตจักรที่นี่ได้ส่งคนออกไปประกาศพระนามที่อื่นอีก
กิจการ 11:27-30
ผ่านทางองค์พระวิญญาณ อากาบัส ซึ่งเป็นผู้กล่าวพระคำของพระเจ้าได้พยากรณ์ว่า จะเกิดกันดารอาหาร คำของอากาบัส มีความหมายว่า ทั่วอาณาจักรโรม อากาบัสไม่ได้พูดเอาเองแต่เป็นการทรงนำ และต่อมาก็มีการกันดารอาหารเกิดขึ้นจริงประมาณปีค.ศ. 44-48
พี่น้องในคริสตจักรอันทิโอก ก็ได้ส่งความช่วยเหลือไปยังคริสตจักรแม่ที่อยู่ในยูเดีย และในเยรูซาเล็ม เท่ากับว่า พี่น้องที่เมืองนี้ มีทั้งชาวต่างชาติและชาวยิว พวกเขามีน้ำใจให้กับคนอื่นทันที เห็นได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เกิดจากพระวิญญาณ คริสตจักรพร้อมที่จะช่วยเหลือคนที่ยากลำบากมาตั้งแต่ต้น
เมื่อมีการรวบรวมเงินเพื่อพี่น้อง ก็ได้ส่งบารนาบัส และเซาโลกลับไปยังเยรูซาเล็มเพื่อไปช่วยบรรเทาความลำบากของพี่น้อง จะเห็นได้ว่า แม้คริสตจักรมุ่งช่วยชีวิตฝ่ายวิญญาณ แต่ในเรื่องการช่วยเหลือแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่ทำกันเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่พี่น้อง (กาลาเทีย 2:10)

พระคำเชื่อมโยง

2* กิจการ 10:45
3* กิจการ 10:28; กาลาเทีย 2:12
4* ลูกา 1:3
5* กิจการ 10:9
12*. 16:13; กิจการ 10:23
13* กิจการ 10:30
15* กิจการ 2:1-4
16* ยอห์น 1:26,33; อิสยาห์ 44:3

17* กิจการ 15:8-9; 10:47
18* โรม 10:12-13; 15:9, 16
19* กิจการ 8:1, 4
20* กิจการ 6:1; 9:29
21* ลูกา 1:66; กิจการ 9:35; 14:1
22* กิจการ 4:36; 9:27
23* กิจการ 13:43; 14:22

24* กิจการ 6:5; 5:14; 11:21
25* กิจการ 9:11, 30
27* 1 โครินธ์ 12:28
28* กิจการ 21:10; 18:2
29* 1 โครินธ์ 16:1
30* กิจการ 12:25