ปัญญาจารย์ 9 ปลายทางของทุกคน

ปลายทางเดียวกัน
1 ข้าตรึกตรองเรื่องเหล่านี้ เพื่อจะหาข้อสรุป และข้าก็สรุปได้ว่า ทั้งคนเที่ยงธรรมและคนมีปัญญา รวมทั้งการกระทำของพวกเขา อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า จะมีความรักหรือความเกลียดรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า 
2 ทุกคนมีปลายทางอย่างเดียวกัน ทั้งคนเที่ยงธรรมและคนชั่วร้าย คนดีและคนเลว คนที่สะอาดหรือคนสกปรก คนที่ถวายเครื่องบูชา หรือคนที่ไม่ถวาย สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนดีนั้น ก็เกิดกับคนบาปเช่นกัน  สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ปฏิญาณตน ก็เกิดขึ้นกับคนที่ไม่ยอมปฏิญาณสิ่งใดเลย 
3 นี่เป็นความจริงที่น่าเศร้าเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้  ปลายทางเดียวกันรอทุกคนอยู่ นอกเหนือจากนี้คือ ใจของทุกคนเต็มด้วยความชั่วร้าย และยังมีความไร้สติโง่เง่าในใจระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นพวกเขาก็ตายไป 

จนแต่มีชีวิต ดีกว่ารวยแล้วตายไป
4  คนที่ยังอยู่ท่ามกลางคนมีชีวิตก็ยังมีความหวังเพราะสุนัขที่มีชีวิตก็ยังดีกว่าสิงโตที่ตายไปแล้ว 
5 เพราะคนที่มีชีวิตรู้ว่า เขาจะตาย แต่คนที่ตายไปนั้นไม่รู้อะไรเลย ไม่มีรางวัลต่อไป ไม่มีใครที่จะระลึกถึงเขา 
6 สิ่งที่เขารัก หรือสิ่งที่เขาเกลียด และความอิจฉาของเขานั้นก็ตายไปพร้อมกับพวกเขา และไม่มีส่วนในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกต่อไป 

มีความสุขกับชีวิตเถิดเพราะชีวิตแสนสั้น
7  จงไปเถิด ไปกินอาหารอย่างมีความสุข และดื่มเหล้าองุ่นด้วยหัวใจร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงโปรดปรานรับการงานที่เจ้าทำ
8 จงให้เสื้อผ้าของเจ้าขาวสะอาดเสมอ และใช้น้ำมันมีค่าชโลมศีรษะของเจ้า 
9 จงใช้ชีวิตกับภรรยาที่เจ้ารัก ตลอดเวลาในชีวิตที่แสนสั้นที่พระเจ้าประทานให้เจ้า ในโลกนี้   เพราะนั่นคือรางวัลในชีวิต และในการงานที่เจ้าตรากตรำในโลกนี้  
10 ไม่ว่าเจ้าจะทำงานใดด้วยมือทั้งสองของเจ้า ให้ทำเต็มกำลัง  เพราะในหลุมฝังศพ (แดนตาย)ซึ่ง เป็นที่ ๆ เจ้าจะต้องไปอยู่นั้น ไม่มีงาน การวางแผน หรือความรู้ หรือปัญญา 

เหตุที่ไม่คาดคิด…ปัญญาช่วยได้ไหม?
11 ข้ายังสังเกตเห็นว่า ในโลกนี้ คนที่ว่องไวสุดก็ไม่ชนะเสมอไป คนที่แข็งแรงสุดก็ไม่ได้ชนะศึกเสมอไป  สมบัติไม่ได้เป็นของคนที่มีปัญญาหลักแหลมเสมอไป  ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นของปราชญ์เสมอไป แต่เวลา และโอกาสอาจมาถึงเขาทุกคน
12 ไม่มีใครรู้วาระของตนเอง เหมือนกับปลาที่ถูกจับด้วยแหมรณะ  หรือนกที่ติดกับดัก  มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น ทุกคนติดกับดัก ในเวลาที่เลวร้ายซึ่งเกิดขึ้นกับเขาอย่างฉับพลัน ไม่ทันรู้ตัว 

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำปรึกษาที่ฉลาด 
13 ข้าสังเกตเห็นสติปัญญาในโลกนี้ และทำให้ข้าประทับใจ
14 มีเมือง ๆ หนึ่งซึ่งมีคนอาศัยอยู่ไม่กี่คนและมีกษัตริย์ยิ่งใหญ่เข้ามาโจมตี ล้อมเมือง และก่อเชิงเทินเพื่อนำทัพข้ามกำแพงเข้าไป
15 แต่มีชายยากจนแต่เฉลียวฉลาดอาศัยอยู่ในเมืองนั้น และเขาช่วยเมืองไว้ด้วยสติปัญญาของเขา  แต่กลับไม่มีใครระลึกถึงเขาเลย
16 ข้าสรุปได้ว่า สติปัญญาดีกว่าความแกร่ง แต่สติปัญญาของชายผู้นั้นกลับถูกดูหมิ่น และไม่มีใครยอมฟังคำแนะนำของเขา

ปัญญากับความโง่…เปรียบเทียบกัน
17 คำพูดเสียงเบา ๆ ของคนมีปัญญานั้น ก็น่าฟังยิ่งกว่าเสียงตะโกนของผู้นำท่ามกลางคนโง่ 
18 สติปัญญานั้นดีกว่าอาวุธสงคราม และคนบาปคนเดียวสามารถก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่โตได้ 

อธิบายเพิ่มเติม

บทที่ 9 นี้ ทำให้เรารู้ว่า เรารู้น้อยมาก ๆ แม้ว่าเราจะรู้รายละเอียดของธรรมชาติ เรามีเทคโนโลยีล้ำหน้า แต่เรายังรู้น้อย และบางครั้งก็ไม่อาจจะจัดการกับสถานการณ์ที่เราไม่คาดฝันได้ด้วย  และสิ่งที่ยืนทะมึนรอมนุษย์ทุกคนอยู่คือความตายที่ไม่มีใครหนีพ้น

ปลายทางเดียวกัน
9:1-3 สิ่งที่ปัญญาจารย์สรุปในสามข้อนี้คือ มนุษย์ทุกคนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และพวกเขายังมีความตายรออยู่เหมือน ๆ กัน
สำหรับคนที่มีปัญญาที่ยำเกรงพระเจ้านั้น ชีวิตของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าจึงต้องหวาดกลัว วิตกเหมือนคนอื่น ๆ ที่เป็นคนชั่วร้ายโง่เขลา เวลาของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงห่วงใยเรา และเราต้องมั่นใจ
อิสยาห์ 41:10 “อย่ากลัวเลยเพราะเราอยู่กับเจ้า  อย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า  เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้น และจะช่วยเจ้า  เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา”

จนแต่มีชีวิต ดีกว่ารวยแล้วตายไป
9:4-6
คนมีชีวิต ยังมีความหวัง”  นี่เป็นคำแห่งกำลังใจให้แก่คนที่กำลังเป็นพยาน อธิษฐานเผื่อ ปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ ลุงป้าน้าอาที่อายุมาก แต่ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า เพราะนี่เป็นความหวังเดียวของคนที่เชื่อในพระเจ้า  ดังนั้น อย่าเพิ่งหมดหวังหรือท้อแท้ เมื่อคนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่

การยังดำรงชีวิตอยู่สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้าคือการที่เรายังจะได้อยู่กับพระองค์ในโลกนี้ แต่ถ้าจะตายไปเราก็ได้กำไร เพราะเปลี่ยนจากโลกนี้ไปอยู่ใกล้กับพระเจ้าในอีกมิติ ในสวรรค์ที่ท่านปัญญาจารย์ยังไม่พบ

มีความสุขกับชีวิตเถิดเพราะชีวิตแสนสั้น
9:7-10
 มีความจริงอย่างหนึ่งคือ เราต้องมีความสุขกับชีวิต มีความสุขแต่ไม่ใช่เสียเวลาเปล่า คริสเตียนควรเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในชีวิต 
คนคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องซีเรียสตลอดเวลา อย่าทำบาป แต่มีความสุขกับชีวิต และกับคู่สมรสของตนเองที่พระเจ้าประทานให้
อย่าให้ความซ้ำซากของงาน ของความสัมพันธ์ทำให้เรายุ่งยาก 
ชีวิตที่เดาไม่ได้  แต่พระเจ้าของเราทรงเป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าชีวิตจะพัดไปทางไหน แต่พระเจ้านั้นเป็นที่พึ่งของเรา เป็นที่ ๆ ที่วางใจได้เสมอ  พระองค์ไม่เคยเผลอ ไม่มีความบังเอิญในชีวิต    

เหตุที่ไม่คาดคิด…ปัญญาช่วยได้ไหม?
9:11
เราจะเห็นว่า การเมืองของโลกนี้เป็นอย่างที่ท่านปัญญาจารย์กล่าวเอาไว้ การต่อสู้มีการบุกและการถอย มีการเป็นต่อและมีช่วงของการพ่ายแพ้  
9:12 
แม้ไม่มีใครรู้เวลาของตัวเอง แต่ดาวิดบอกว่า พระเจ้าทรงรู้ และทรงเตรียมทุกอย่างในชีวิตของเราไว้  (อ่าน สดุดี 139:16) จากชีวิตที่ปัญญาจารย์เห็นว่าเราติดกับดัก แต่คนที่รู้จักพระเจ้ากลับมองว่า พระเจ้าทรงกำหนดทุกวันของเราไว้แล้ว 

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำปรึกษาที่ฉลาด 
9:13-16 
สติปัญญาพร้อมกับกำลังย่อมดีที่สุด แต่หากมีกำลังไร้สติปัญญานั้น เป็นสิ่งน่ากลัวยิ่ง  ดังนั้นหากต้องเลือก การมีสติปัญญา แต่มีกำลังน้อยก็ยังดีกว่า อย่างไรก็ดี จากข้อ 15 เราเห็นว่า แม้คนที่มีปัญญาจะช่วยชาติไว้ ช่วยคนจำนวนมาก แต่เขาก็จะไม่ได้รับรางวัล อันนี้ถ้าเขารู้และเข้าใจ ก็จะไม่ส่งผลร้ายใด ๆ กับตัวเขา

ปัญญากับความโง่…เปรียบเทียบกัน
9:17-18
ช่วงนี้ (มค.2026) ในประเทศของเรากำลังเริ่มหาเสียงเลือกตั้ง และเราก็จะเห็นผู้สมัครที่ทั้งมีปัญญา และด้อยปัญญาแต่ส่งเสียงดัง  เราเห็นชัดว่า เพียงคนปากเสีย เข้าใจผิด คิดว่าตนเก่ง ก็อาจทำให้ทั้งพรรคพังพินาศไปได้ 
คำแนะนำโง่ ๆ จากผู้สมัครแม้เพียง ครั้งเดียวก็ส่งผลให้ผู้คนสังเกตได้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร บทต่อไป ท่านปัญญาจารย์จะคุยเรื่องนี้ในรายละเอียด 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 9
1* ปัญญาจารย์ 8:14
2* มาลาคี 3:15
5* อิสยาห์ 63:16; 26:14
7* ปัญญาจารย์ 8:15
9* ปัญญาจารย์ 2:10

10* โคโลสี 3:17 ; โรม 12:11
11* อาโมส 2:14-15; 1 ซามูเอล 6:9
12* ปัญญาจารย์ 8:7; สุภาษิต 29:6
14* 2 ซามูเอล 20:16-22
16* ปัญญาจารย์ 7:12, 19; มาระโก 6:2-3
18* โยชูวา 7:1-26

โรม 13 อาวุธแห่งความสว่าง

โรม 13:1-2
ทุกคนควรยอมเชื่อฟังเจ้าบ้านผ่านเมืองเพราะไม่มีอำนาจใดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าและทุกคนที่มีอำนาจปกครองก็ได้มาจากพระเจ้า ดังนั้นคนที่ขัดขืนอำนาจก็เท่ากับต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ กลับกลายเป็นว่า
เขาจะได้รับการลงโทษเสียเอง 

โรม 13:3-4
เพราะคนที่มีอำนาจนั้นไม่น่ากลัวสำหรับคนที่ประพฤติดี แต่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำชั่ว ท่านต้องการที่จะไม่กลัวคนมีอำนาจใช่ไหม? ก็จงทำดีและเขาจะยกย่องท่าน ผู้ปกครองนั้นเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อช่วยท่าน แต่หากทำผิด ก็จงกลัวเถิดเพราะเขาไม่ได้ถือดาบอย่างไร้ประโยชน์ เขาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อลงโทษคนทำผิด

โรม 13:5
ดังนั้น ท่านจะต้องยอมเชื่อฟังผู้ปกครอง
ไม่ใช่เพราะกลัวถูกทำโทษ
แต่เพราะท่านรู้ว่าเป็นสิ่งที่สมควรถูกต้อง
(ตามมโนธรรม)

โรม 13:6-7
นี่คือเหตุผลที่ท่านเสียภาษี เพราะผู้ปกครองกำลังทำงานของพระเจ้า และเขาอุทิศตนทำหน้าที่ของพวกเขา จงให้แก่ทุกคนที่ท่านติดเขาอยู่ จงเสียภาษีตามที่ควร จงยำเกรงคนที่น่ายำเกรง
และให้เกียรติแก่คนที่ควรได้รับเกียรตินั้น

โรม 13:8-9
อย่าเป็นหนี้อะไรใคร ยกเว้นความรักที่มีต่อกัน เพราะคนที่รักผู้อื่นก็ได้ทำตามบทบัญญัติครบถ้วน บทบัญญัติกล่าวว่า
“อย่าผิดประเวณี  อย่าฆ่าคน อย่าขโมย อย่าโลภ และคำสั่งอื่น ๆ ที่มีนั้น รวมเป็นกฎนี้คือ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”


โรม 13:10 
ความรักไม่ทำร้ายเพื่อนบ้าน
ดังนั้นการรักจึง
เป็นการเชื่อฟังบทบัญญัติ
อย่างครบถ้วน


โรม 13:11-12
จงทำสิ่งนี้ เพราะท่านรู้ถึงช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ว่าเป็นเวลาที่เราควรตื่นจากการหลับไหล เพราะความรอดนั้นเข้ามาใกล้กว่าตอนที่เราเพิ่งรับเชื่อ กลางคืนล่วงไป ใกล้จะเช้าแล้ว  เราควรจะหยุดทำสิ่งที่เป็นงานของความมืดและสวมอาวุธที่จะใช้ต่อสู้ในความสว่าง

โรม 13:13-14
ให้เราเดินในทางที่ถูกต้องเหมือนคนที่เป็นของกลางวัน เราไม่ควรมีส่วนในการเลี้ยงมั่วสุม ดื่มเหล้าเมามาย ไม่ควรมีบาปทางเพศใด ๆ ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่อิจฉาริษยากัน แต่สวมองค์พระเยซูคริสต์เจ้าไว้  อย่าเปิดโอกาสให้กับความต้องการของธรรมชาติบาปของท่านเอง 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 13:1-2
ในมัทธิว 22:21 พระเยซูคริสต์ได้กล่าวถึงการเสียภาษีแก่รัฐ กับการถวายให้กับพระเจ้า เท่ากับคริสเตียนมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งที่เขาอยู่ รวมทั้งมีหน้าที่ในฐานะเป็นคนของแผ่นดินของพระเจ้าด้วย  ในสมัยของพระเยซู ในฐานะที่เป็นพลเมือง พระองค์ยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจของทั้งโรม และทรงสิ้นพระชนม์ภายใต้อำนาจของผู้นำทางศาสนาด้วย  จากตัวอย่างนี้เราพบว่า แม้คนชั่ว
ก็ยังขึ้นอยู่ว่า พระเจ้าอนุญาตให้เขาครองไหม

โรม 13:3-4
ท่านเปาโลกำลังสอนเราให้ทำดี โดยขณะที่ท่านเขียนข้อความนี้ เป็นเวลาที่จักรพรรดิเนโรครอบครองจักรพรรดิเนโรกล่าวหาว่า คริสเตียนเป็นผู้เผาโรมและสั่งฆ่าคริสเตียนเป็นจำนวนมากในสนามกีฬาด้วยการเผาทั้งเป็น สิ่งที่ตามมา คือ คริสเตียนต้องหนีออกไปจากโรม กระจัดกระจายไปทั่วเนโรยังเป็นผู้ที่สั่งสังหารท่านและเปโตรด้วย หลังจากสงครามระหว่างโรมกับยิวในปีคศ. 66 พี่น้องที่อ่านข้อ 1-4 ต้องคิดแยกแยะให้ออก
13:5
การเชื่อฟังกฎหมาย การเชื่อฟังผู้ปกครองที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราอยู่ใต้เขานั้น เป็นสิ่งที่ท่านเปาโลสนับสนุน  การทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะว่ากลัว แต่เป็นเพราะทำให้เราได้ทำตามสิ่งที่สมควร แต่แล้ว ปัญหาในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของมารร้าย และเหตุการณ์ปัจจุบันเราพบว่าทุกอย่างกลับทางความถูกต้องกลับกลายเป็นความผิดภายใต้ผู้นำที่ร้าย คดโกง   

13:6-7
หน้าที่พลเมืองอีกอย่างที่สำคัญคือการเสียภาษีทุกคนเคยทำผิดเรื่องนี้กันมาทั้งหมด ไม่เว้นใครปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการเลี่ยงภาษีจากการค้าขายที่ไม่ได้ลงทะเบียน มีการเลี่ยงภาษีรายได้ต่าง ๆด้วยนักธุรกิจสมองใส แต่ตอนนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ เสียภาษีกันตั้งแต่เด็กเลย ..หากเราเข้าไปซื้อ
ของที่มีใบเสร็จซึ่งต้องยื่นภาษีอย่างในเซเว่นเท่ากับเราเสียภาษีส่วนหนึ่งแล้ว  ถ้าใครยังมีช่องโหว่เรื่องนี้ เราก็แก้ไขได้ ไม่สายเกินไป

โรม 13:8-9
ในโลกความเป็นจริงนั้น ทุกคนย่อมผ่านการเป็นหนี้มาแล้วทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องอุปมาที่พระเยซูเล่า เราก็พบว่า มีการให้ยืม (มัทธิว 25:27)  มีความตั้งใจคืน มีการยกหนี้ให้  การไม่เป็นหนี้ดีที่สุด คนให้ยืมก็ต้องไม่ขูดรีดขูดเนื้อ ผู้ที่ขอยืมต้องซื่อตรง(ซึ่งโลกจริงข้างนอกนั้น ดอกเบี้ยโหดมาก)ท่านเปาโลกล่าวสรุปว่า หากเรารัก เพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เราก็จะไม่ทำผิดบัญญัติต่าง ๆ ของพระเจ้าใด ๆ เพราะเราจะไม่ทำร้ายตนเอง 

โรม 13:10 
ท่านเปาโลได้เอาเคล็ดลับที่จะทำให้เราเชื่อฟัง ทำตามบทบัญญัติมาวางไว้ตรงนี้  การรักพระเจ้าจะทำให้เราเห็นพระองค์เป็นที่หนึ่ง  และไม่ทำผิดบทบัญญัติข้อแรกที่ห้ามมีพระเจ้าอื่น 

การรักเพื่อนบ้าน ทำให้เราไม่ล้ำเส้นชีวิตของใคร จากหนังสือ1 โครินธ์ 13 เราจะเห็นความรักที่ทำคุณความดีให้อย่างครบถ้วน  ในโรม 12 เรารู้ว่าความรักที่จริงใจจะให้ผลดีขนาดไหน ความรักแท้จริงตามมาตรฐานของพระเจ้าคือคำตอบ

โรม 13:11-12
ชีวิตคริสเตียนที่หลับไหลนั้น ก็เป็นพวกเราเอง มีชีวิตอยู่อย่างสบาย เราไม่ได้คิดว่า ชีวิตคริสเตียนจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ง่ายเลย เราต้องต่อสู้กับทั้งตัวและ ศัตรูของพระเจ้า ความรอดที่สมบูรณ์แบบกำลังใกล้เข้ามา แม้ว่าพระเจ้าจะทรงให้เรารอดแล้วส่วนหนึ่ง แต่เราก็ยังรอวันของพระเจ้าเพื่อให้ความรอดของเราสมบูรณ์ เราจึงมีหน้าที่ ในการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ทิ้งการงานของความมืดในชีวิต และสวมอาวุธแห่งความสว่างให้ครบ

โรม 13:13-14
การใช้ชีวิตคริสเตียนนั้น   ต้องพึ่งพลังขององค์พระเยซูคริสต์ พึ่งการช่วยเหลือของพระวิญญาณและที่สำคัญคือ ต้องรู้จักบังคับตัวเองด้วย ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบจนถึงวันที่เราจากโลกนี้ไปการเป็นคนกลางวัน กับคนกลางคืนมีความแตกต่างกันมาก และส่งผลให้ชีวิตทั้งในเรื่องของจิตใจจิตวิญญาณ สุขภาพร่างกาย ความคิดอ่าน และส่งผลต่อคนรอบข้างเราด้วย  เราทุกคนจึงต้องรักษาชีวิตให้เป็นฝ่ายพระเจ้าตลอดเวลา

พระคำเชื่อมโยง

โรม 13
1* 1 เปโตร 2:13
2* ทิตัส 3:1
3* 1 เปโตร 2:14
5* ปัญญาจารย์ 8:2; 1 เปโตร 2:13, 19
7* มัทธิว 22:21
8* กาลาเทีย 5:13-14

9* อพยพ 20:13-17; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:17-21; เลวีนิติ 19:18
10* มัทธิว 7:12;22:39-40
11* 1 โครินธ์ 15:34
12* เอเฟซัส 5:11; 6:11, 13
13* ฟีลิปปี 4:8; สุภาษิต 23:20; 1 โครินธ์  6:9; ยากอบ 3:14
14* กาลาเทีย 3:27; 5:16

โรม 12 รับการเปลี่ยนจิตใจ

โรม 12:1
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ดังนั้นในเมื่อพระเจ้าทรงแสดงพระเมตตายิ่งใหญ่ของพระองค์แก่เรา ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่านถวาย
ร่างกายของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตและบริสุทธิ์
เป็นที่พอพระทัยแด่พระองค์ซึ่งเป็นการนมัสการฝ่ายวิญญาณของท่าน

โรม 12:2
อย่าทำตามเลียนแบบวิถีโลก แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า โดยการเปลี่ยนจิตใจความคิดใหม่เป็นคนใหม่  แล้วจะรู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อท่านนั้นคืออะไร ท่านจะรู้ว่า อะไรดี และเป็นที่พอพระทัยและอะไรที่ดีสมบูรณ์แบบ  

โรม 12:3
เป็นเพราะพระเจ้าประทานพระคุณแก่ข้า ข้าจึงขอบอกท่านทุกคน คืออย่าคิดว่า  ตัวเองดีเกินกว่าที่ตนเองเป็น(ตามจริง)
แต่จงคิดให้เหมาะสมตามขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ประทานแก่ท่าน

โรม 12:4-5
เราแต่ละคนมีร่างกายเดียวและมีหลายส่วน แต่ละส่วนก็มีหน้าที่แตกต่างกัน พระกายของพระคริสต์ก็เช่นกัน เราเป็นหลายส่วนซึ่งรวมกันเป็นกายเดียวกันแต่ละส่วนก็เป็นของกันและกันด้วย

โรม 12:6-7
เรามีของประทานความสามารถแตกต่างกัน ตามพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่เรา  คนที่มีของประทานในการเผยพระดำรัสก็ให้เขากล่าวออกมาตามขนาดความเชื่อของเขา คนที่มีของประทานในการปรนนิบัติ  ก็ให้เขาปรนนิบัติ คนที่มีของประทานในการสอนก็จงให้เขาสอน

โรม 12:8
คนที่มีของประทานในการสนับสนุนให้กำลังใจ เขาก็ควรให้กำลังใจ คนที่มีของประทานในการให้ ก็ควรให้ด้วยใจกว้างขวาง คนที่มีของประทานในการนำ ก็ให้เขานำด้วยความรับผิดชอบ คนใดที่มีของประทานในการแสดงเมตตาก็ให้เขาทำด้วยความยินดี

โรม 12:9-10
จงรักด้วยใจจริง  จงเกลียดชังความชั่ว 
จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี  จงรักกันอย่างพี่น้องชายหญิง
ให้เกียรติแก่กันและกัน

 

โรม 12:11-12
อย่าเกียจคร้าน แต่ให้ทำงานอย่างกระตือรือร้น รับใช้พระเจ้าด้วยสุดใจของท่าน จงชื่นชมยินดีเพราะท่านมีความหวังจงอดทนเมื่อมีความลำบาก และจงมุ่งอธิษฐานอย่างไม่ท้อถอย 

โรม 12:13-14
ให้แบ่งปันกับคนของพระเจ้าที่ต้องการความช่วยเหลือ   และยินดีมีน้ำใจในการต้อนรับ(คนแปลกหน้า) จงอวยพรเหล่าคนที่ข่มเหงท่านให้อวยพรและอย่าสาปแช่งพวกเขา


 

โรม 12:15-16
จงยินดีกับคนที่มีความชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับคนที่ร้องไห้
จงอยู่ด้วยกันอย่างมีสันติสุข อย่าทำตัวเย่อหยิ่ง แต่ให้เป็นเพื่อนกับคนที่มีสถานะด้อยกว่า อย่าคิดว่าตนเองเป็น
คนฉลาดเหนือคนอื่น

โรม 12:17-18
หากมีใครทำผิดกับท่านก็อย่าตอบแทนเขาด้วยความชั่ว  จงพยายามทำสิ่งที่ทุกคนเห็นว่ามีเกียรติ ถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้ และหากสถานการณ์ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน

 

โรม 12:19
เพื่อนรักเอ๋ย อย่าแก้แค้นเมื่อมีคนทำผิดต่อท่าน แต่รอคอยให้พระเจ้าทรงทำให้ เพราะมีคำเขียนว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘เราจะตอบแทนคนที่ทำผิดเราเป็นผู้ตอบสนอง’” (การแก้แค้นเป็นของเรา)

โรม 12:20-21
แต่สิ่งที่ควรทำก็คือ “ถ้าศัตรูของท่านหิวจงให้เขากิน หากเขากระหาย จงให้น้ำดื่มการทำเช่นนี้จะเป็นเหมือนกันเทถ่านร้อนลงบนหัวของเขา” อย่าให้ความชั่วชนะท่านได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 12:1
จากโรมที่ผ่านมา ท่านเปาโลกล่าวถึงพระเมตตาที่มีต่อยิวและต่อคนต่างชาติ พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ทุกคนได้กลับมาหาพระองค์ บทที่ 12 นี้ ท่านพลิกมาอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่เราจะถวายชีวิตของเราต่อพระเจ้าได้อย่างไร ปกติแล้วในศาสนาของคนกรีก โรมนั้น พวกเขาต้องมีพระวิหาร มีพระหรือปุโรหิต และมีเครื่องบูชา คล้ายกับยิวในสมัยโบราณ มาตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังพูดถึงเครื่องบูชาที่แปลกออกไป คือร่างกายของคริสเตียน

โรม 12:2
ขั้นตอนของการที่จะได้ร่างกายมีชีวิต บริสุทธิ์ เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าอยู่ในข้อสองนี้ สิ่งที่ต้องลงมือทำคือ ไม่เลียนแบบวิถีทางโลก ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำ ซึ่งพวกเราคนไทยอยู่ในสังคมศาสนา ความเชื่อที่แตกต่างจากพระคัมภีร์เป็นอย่างมาก ยิ่งกว่านั้น สมัยใหม่นี้ ก็ยังมีความคิดทางโลกปรากฏให้คิดตามอีกมากมาย เราจึงต้องคิดให้รอบคอบว่า เรากำลังเดินตามโลกหรือตาม
มาตรฐานของพระเจ้า… แล้วสู้ไป..

โรม 12:3
เราแต่ละคนได้รับความเชื่อจากพระเจ้า ได้รับของประทานที่แตกต่าง และต่างระดับตามความสามารถของแต่ละคน นี่เป็นความจริงในโลกที่เราเห็นแต่ละครอบครัว แต่ละคริสตจักรสามารถเติบโตไปได้ตามขนาดของความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ทุกคริสตจักรจะต้องเป็นคริสตจักรมีสมาชิกจำนวนมากเสมอไป เราแต่ละคนได้รับความเชื่อของประทานไม่ใช่เพื่ออวด แต่เพื่อจะได้รับใช้ให้ชุมชนของพระเจ้าเติบโตตามน้ำพระทัย

โรม 12:4-5
ชีวิตคริสเตียนในคริสตจักรนั้น เป็นการสร้างเสริมกันและกัน ไม่ใช่การยกยอตัวเองให้เหนือผู้อื่นแต่ทุกคนมีหน้าที่ต่างกัน เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ ท่านเปาโลได้เปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าในคริสตจักรเราต่างเป็นหลายอวัยวะ แต่อยู่ในกายเดียวกัน  แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกัน เป็นความสวยงามที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ให้ แต่ละคนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม  เติบโตในพระเจ้าไปด้วยกัน

โรม 12:6-7
เมื่อท่านเปาโลว่าอย่างนี้ แล้ว ทุกคนทำตาม คิดเหมือนท่าน ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น  เมื่อทุกคนเข้าใจว่าเราต่างมีความสามารถ ความคิด ทักษะ ความชำนาญต่างกัน และช่วยกันในคริสตจักรตามความสามารถที่มี คริสตจักรก็จะเดินหน้าไปอย่างราบรื่น


แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ เราไม่เข้าใจตัวเอง คิดว่าอยากทำอย่างคนอื่น เปรียบเทียบตัวเอง หรือต้องการเป็นรุ่นพี่ เป็นใหญ่กว่าน้อง ต้องการควบคุม อยากเป็นอาจารย์ทั้ง ๆ ที่เก่งปรนนิบัติมาก อะไรแบบนี้ความยุ่งยากจึงขยายตัวสร้างปัญหามากมาย !!

โรม 12:8
ท่านเปาโลได้แจกแจงรายละเอียดของความชำนาญของแต่ละคนออกมาอย่างชัดเจน ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายแบบ แต่ที่สำคัญคือการไม่ชัดเจนในความสามารถ ลงมือทำในสิ่งที่ไม่ใช่ของประทาน หรือยิ่งกว่านั้นคือ ปล่อยให้คน ๆ เดียวทำทุกอย่าง คนส่วนที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย  มองคริสตจักรเป็นเรื่องของการอาสาสมัครซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะจิตอาสา
เป็นเรื่องของความพึงใจของคนที่จะทำ ไม่ได้ประกันว่าเขาจะทำจนเสร็จหรือไม่ บางทีเลิกกลางคันก็มี ต้องให้เข้าใจว่าการรับใช้จริง ๆ คืออย่างไร

โรม 12:9-10
สำหรับคำสั่งนี้ เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าพี่น้องคริสเตียนไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ (ข้อ 1) ออกจากกรอบความคิดอย่างของคนในโลกนี้ พี่น้องต้องการการเปลี่ยนแปลงที่มาจากพระเจ้าอย่างแท้จริงจึงจะเป็นการเปลี่ยนที่ถาวร ด้วยความยำเกรงพระเจ้า เพราะว่า โลกนี้ไม่ได้มีรักด้วยใจจริง แต่มักเป็นรักปลอม รักความชั่วมากกว่าความดี ไม่สามารถยึดมั่นสิ่งดีอย่างยั่งยืนได้ ความรักอย่างพี่น้องที่เน้นชายหญิงคือรักบริสุทธิ์ไม่ใช่คิดแต่เรื่องผิดศีลธรรม

โรม 12:11-12
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ในเมื่อเราเป็นลูกของพระเจ้า เป็นคนที่ติดตามพระองค์ ชีวิตจะต้องตื่นตัว และทำสิ่งดีถวายพระเจ้าและคนรอบข้าง ความขี้เกียจจะต้องไม่มีอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อ  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทำงานจนเบิร์นเอาท์ท่านเปาโลย้ำความหวังในชีวิต ความหวังว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน ทำให้เราเกิดความอดทนในความลำบากที่เจอในที่ทำงาน ในชีวิครอบครัวการอธิษฐานด้วยความเชื่อเป็นวิถีแบบที่คนอื่นไม่มี 

โรม 12:13-14
ถ้าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาในโลก ถ้าพระองค์ไม่ได้ทรงบัญชาให้ศิษย์ของพระองค์ออกไปทั่วโลกเพื่อประกาศพระนามและสร้างอาณาจักรของพระเจ้าในโลก ป่านนี้ โลกของเราคงจะถูกระเบิดพินาศไปทั้งโลกแล้ว เพราะความชั่วของมนุษย์นั้น มากมายเกินกว่าที่เราจะเข้าถึงได้   พระคำข้างบนนี้ ไม่ยากที่จะเข้าใจ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน เรื่องที่ต้องมีประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ต้องขอความสามารถที่จะทำได้จากพระเจ้า

โรม 12:15-16
สิ่งที่ตอนนี้โลกกำลังขาดแคลนคือ การที่จะมีความเห็นอกเห็นใจทั้งในเวลาที่ทุกข์มาก หรือมีปัญหา คนในโลกเห็นความทุกข์ของคนอื่น ยังสามารถหัวเราะได้ เราเคยเห็นนักข่าวที่เล่าเรื่องโศกสลดด้วยรอยยิ้ม ทำให้สงสัยว่า โลกเราเป็นอะไรไปแล้วพระเจ้าไม่ให้เราเป็นอย่างนั้น แต่ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา  และที่สำคัญคือ อย่าคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น  ที่เราอยู่ในสภาพที่ดีกว่าได้ เป็นเพราะเรามีพระเจ้าที่เรายึดมั่น ไม่อย่างนั้นเราก็ลงนรกเหมือนกันหมด

โรม 12:17-18
คำสั่งจากท่านเปาโลที่ไม่ให้ทำชั่วตอบแทนความชั่วนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกโบราณ แต่พวกเราเจอทุกวันในที่ทำงาน การกลั่นแกล้ง การให้ร้ายหรือความพยายามที่จะจัดการให้คน ๆ หนึ่งต้องเป็นแพะรับบาปกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น  เราเจอกันมากมายจนกระทั่งไม่เห็นความหวังในโลกใบนี้ แต่ความหวังอยู่ที่คริสเตียนที่จะต้องทำตามพระบัญชาของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้เราเป็นคนสร้างสันติท่ามกลางความสับสนใจร้ายเหล่านั้น!

โรม 12:19
ในขณะที่เรามีหน้าที่จะต้องพูดแทนคนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ตัวอย่างเช่น มีคนพยายามที่จะช่วยชีวิตเด็กในครรภ์ที่ถูกผู้ใหญ่ถือว่าตนเองมีสิทธิที่จะทำแท้งเขาได้ แต่เราไม่ได้เป็นคนที่จะต้องเอาคืน เมื่อมีการทำผิดต่อเรา พระเจ้าทรงบอกมานานแล้วถึงเรื่องนี้ว่า พระองค์จะทรงทำให้เอง แต่หลายคนรอไม่ไหว ที่พระองค์ตรัสว่า การแก้แค้นเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงเที่ยงธรรมทรงเป็นผู้พิพากษาสุดท้ายของมนุษย์ทุกคน

โรม 12:20-21
เราต้องระลึกเสมอว่า ศัตรูก็สามารถกลับกลายเป็นมิตร เป็นเพื่อนสนิทได้ เราเห็นตัวอย่างมามาก แต่มันขึ้นอยู่กับคนฝ่ายพระเจ้าที่จะต้องทำตามคำบัญชาของพระองค์ ไม่ใช่การแก้แค้น แต่กลับเป็นการช่วยเหลือ (บางคนอาจมีแรงจูงใจว่า ทำดีให้ศัตรูเท่ากับเราจะได้เทถ่านร้อนบนหัวเขา นั่นคือทำให้เขาเกิดความละอาย) สุภาษิต 25:21-22 ยังบอกว่า พระเจ้าจะประทานรางวัลให้ เรื่องนี้แปลกแต่เมื่อทำจริง ก็ขยายราชอาณาจักรพระเจ้า 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 12
1* 2 โครินธ์ 10:1-4; ฮีบรู 10:18, 20
2* 1 ยอห์น 2:15; เอเฟซัส 4:23;
1 เธสะโลนิกา 4:3
3* กาลาเทีย 2:9; สุภาษิต 25:27; เอเฟซัส 4:7
4* 1 โครินธ์ 12:12-14
5* 1 โครินธ์ 10:17
6* ยอห์น 3:27; กิจการ 11:27



7* เอเฟซัส 4:11
8* กิจการ 15:32; มัทธิว 6:1-3;
กิจการ 20:28; 2 โครินธ์ 9:7
9* 1 ทิโมธี  1:5; สดุดี 34:14
10*  ฮีบรู 13:1; ฟีลิปปี 2:3
12* ลูกา 10:20; 21:19; 8:1
13* 1 โครินธ์  16:1; 1 ทิโมธี 3:2
14* มัทธิว 5:44

15* 1 โครินธ์ 12:26
16* ฟีลิปปี 2:2; 4:2; เยเรมีย์ 45:5
17* มัทธิว 5:39; 2 โครินธ์ 8:21
18* ฮีบรู 12:14
19* เลวีนิติ 19:18; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:35
20* สุภาษิต 25:21-22
21* โรม 12:1-2

ปัญญาจารย์ 8 ไม่อาจเข้าใจได้ครบถ้วน

ความจำกัดของปัญญา
1 ใคร เป็นคนมีสติปัญญา? ใครเป็นคนที่รู้ทางแก้ไขปัญหา? สติปัญญาของมนุษย์นั้น ทำให้ใบหน้าของเขาสดชื่น และช่วยทำให้สีหน้าที่กระด้างนั้นเปลี่ยนไป
2 จงเชื่อฟังทำตามคำบัญชาขององค์กษัตริย์ เพราะว่าพระองค์ท่านได้ปฏิญาณต่อพระเจ้าแล้ว (ว่าจะภักดีต่อพระองค์)
3 อย่ารีบด่วนออกไปจากพระพักตร์ขององค์กษัตริย์  อย่าเป็นฝ่ายข้างที่ชั่วร้าย  เพราะพระองค์ทรงทำสิ่งที่ พอพระทัยได้เสมอ
4 พระราชอำนาจขององค์กษัตริย์นั้นเด็ดขาด ไม่มีใครจะทูลแย้งได้ว่า “พระองค์ทรงทำอะไรลงไป?”
5 คนใดที่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์จะไม่พบอันตราย และคนที่มีสติปัญญาก็จะรู้ทั้งกาลเทศะ วิธีการ  ที่เหมาะสม
6 เพราะมีโอกาส และวิธีการที่เหมาะสำหรับทุก ๆ เรื่อง แม้ว่ามนุษย์จะต้องเผชิญความทุกข์อย่างที่หนักหนาสาหัส
7 แน่นอนที่ไม่มีใครรู้อนาคต และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
8 ในเมื่อไม่มีใครสามารถหยุดยั้งลมหายใจ
ดังนั้น จึงไม่มีใครควบคุมเหนือวันสิ้นชีวิตของเขาได้
 ในเมื่อไม่มีใครปลดประจำการระหว่างการทำสงคราม ดังนั้น ความชั่วร้ายจึงไม่อาจช่วยกู้คนชั่วได้
9 ในขณะที่ข้าพเจ้าสังเกตพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ข้าพเจ้าก็เห็นทั้งหมดว่า​บางครั้งเมื่อใครสักคนพยายามที่จะควบคุมเหนืออีกคน กลับกลายเป็นว่าเป็นการหาเรื่องใส่ตัว 

ความจำกัดของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง
10 ไม่แค่เท่านั้น ข้าพเจ้ายังเห็นคนชั่วเดินเข้าออกพระวิหารหน้าตาเฉย แล้วยังได้รับการยกย่องด้วย  เมื่อเดินออกมาก็ยังกล่าวโอ้อวดในเมืองที่พวกเขาทำชั่วกัน นี่ก็เป็นเรื่องไร้ค่า 
11 เมื่อคนทำผิดไม่ได้ถูกลงโทษทันควัน  จิตใจของมนุษย์จึงพร้อมที่จะทำความชั่วต่อไป 

12 แม้คนชั่วคนหนึ่งจะก่อความชั่วนับร้อยครั้ง แถมยังมีชีวิตยืนยาว ข้าพเจ้าก็ยังมั่นใจว่า ชีวิตของคนที่ยำเกรงพระเจ้านั้นจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่า  เพราะว่าพวกเขายำเกรงพระองค์ 
13 แต่สำหรับคนชั่วแล้ว ใช่ว่าทุกสิ่งจะดีสำหรับชีวิตของเขา ใช่ว่าเขาจะยืดชีวิตให้ยืนยาวต่อไปเหมือนเงา เพราะพวกเขาไม่ยำเกรงพระเจ้า
14 ยังมีสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมายที่เกิดขึ้นในโลกอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ บางครั้งคนเที่ยงธรรมกลับรับผลที่คนชั่วควรได้รับ และบางครั้งคนชั่วได้รับสิ่งที่คนเที่ยงธรรมควรได้รับ 
ข้าพเจ้ากล่าวว่า .. นี่ก็เป็นเรื่องเสียเปล่าเช่นกัน

เป็นสุขกับชีวิตถึงแม้จะเจอความอยุติธรรม
15 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอแนะให้ชื่มชมยินดีกับชีวิต เพราะไม่มีอะไรที่ดีบนโลกนี้มากไปกว่า การที่คนหนึ่งจะได้กิน ดื่ม และชื่นชมกับชีวิต เพราะนี่เป็นสิ่งที่ควรอยู่กับเขา ในเวลาที่ยังทำงานตรากตรำ ในช่วงเวลาของชีวิตบนโลกที่พระเจ้าประทานแก่เขา 

ปัญญาที่จำกัด
16 เมื่อข้าพเจ้าพยายามตั้งใจที่จะได้สติปัญญาและพยายามสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก  แม้มันทำให้ใครที่เห็นสิ่งเหล่านั้นไม่อาจนอนหลับได้ทั้งวันและคืน 
17 แล้วข้าพเจ้าก็ได้ตระหนักถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำทั้งหมด  แต่ไม่มีใครสามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นไปในโลก ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเท พยายามที่จะค้นหามากเท่าไรก็ตาม  แม้ว่าคนฉลาดล้ำจะอ้างว่า เขาเข้าใจแล้ว แต่เขาก็ยังไม่อาจเข้าใจทั้งหมดได้ 


 

อธิบายเพิ่มเติม

ความจำกัดของปัญญา
8:1
ปัญญาจารย์อยู่กับคนมากมาย คนรับใช้ ข้าราชบริพารของท่านมีทั้งฉลาดล้ำและโง่มาก ผู้หญิงที่ท่านอยู่ด้วยมีทั้งฉลาดเอาเปรียบ และซื่อเกิน ท่านเห็นสีหน้า ท่านก็บอกได้ว่าใครเป็นใคร ที่จริงเราไม่ต้องมองไกลว่าใครมีสติปัญญา หรือใครเป็นคนไร้ปัญญา สีหน้าของพวกเขาบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้ว แค่เรามองการพูด การหาเสียงของนักการเมือง เราก็รู้ว่าแต่ละคนนั้น เป็นคนแบบไหน คนธรรมดาก็เช่นกัน  ใบหน้าที่บ่งบอกความมีปัญญา กับความโง่เขลาไม่ได้อยู่ที่สวยหล่อ เพราะสวยหล่อแบบฉลาดก็มี แบบโง่ก็มาก 
8:2-5 
ในฐานะที่ปัญญาจารย์เองเป็นกษัตริย์  ท่านรู้ดีว่า เมื่อท่านเจอคนที่เป็นฝ่ายอื่น ฝ่ายที่บ่อนทำลายท่าน  ท่านก็จะจัดการอย่างเด็ดขาด ท่านจึงเตือนเอาไว้
 

กษัตริย์มีอำนาจมาก เพราะกษัตริย์เป็นเจ้าชีวิตของประชาชน มีอำนาจเหนือชีวิตของทุกคน การขัดแย้งกับพระองค์อาจทำให้คน ๆ นั้นสูญเสียชีวิตของตนไปได้  ดังนั้น คนที่ฉลาด ซื่อตรงก็จะสามารถหลบเลี่ยงพิโรธของกษัตริย์ ยกเว้นว่า อาจเกิดสิ่งที่ท่านบอกในข้อสิบสี่ว่า  “บางครั้งคนเที่ยงธรรมกลับรับผลที่คนชั่วควรได้รับ และบางครั้งคนชั่วได้รับสิ่งที่คนเที่ยงธรรมควรได้รับ”
8:6-7
ข้อหกทำให้เราเข้าใจว่า เมื่อเราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากใด ๆ  จะต้องมีทางออกให้เสมอ
เวลาที่ผ่านจะช่วยให้มีปัญญา และสำหรับผู้เชื่อแล้ว เขาก็ต้องทูลขอความช่วยเหลือของพระเจ้าเพราะเมื่อจนตรอก พระเจ้าจะประทานช่องทางให้ 
8:8-9 
ปัญญาจารย์กำลังบอกว่า ไม่มีใครหนีพ้นผลลัพธ์จากสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และเราเห็นเลยว่า  ถ้าได้โอกาส คนบางคนก็จะฉวยโอกาสนั้นทำตัวเป็นเจ้านายเหนือคนอื่น คอยข่มเหง รังแกเพื่อว่าตนจะได้ประโยชน์สูงสุด  และสภาพแบบนี้เราเห็นอยู่เป็นประจำในทุกระดับชั้นสังคม  และที่ดังสุดในช่วงนี้ก็คือ การจับ ลักพา ซื้อคนมาเป็นแสกมเมอร์ 

ความจำกัดของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง
8:10-14
คนชั่วได้รับการยกย่อง เราเห็นชัดในโลกการเมือง ปัญญาจารย์ทรงเป็นกษัตริย์ และทรงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่ปุโรหิต ผู้รับใช้ในพระวิหาร โดยคนพวกนี้ดูเหมือนจะลอยนวล ไม่ได้ถูกลงโทษ  แล้วยังเป็นที่นับหน้าถือตา พวกเขาจึงย่ามใจที่จะทำชั่วไปเรื่อย ๆ โกงประชาชน บีบบังคับต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นรายละเอียดที่เกิดขึ้นในหนังสือผู้พยากรณ์
ถึงอย่างนั้น แม้คนชั่วอายุยืน แม้เขาไม่ยำเกรงพระเจ้าแล้วชีวิตยังดูดี .. ปัญญาจารย์ก็ยังมั่นใจว่า การยำเกรงพระเจ้าดีกว่าทำตัวเป็นคนชั่ว

ไม่ว่าใครในประเทศเรา ในสื่อต่าง ๆ ที่ยังยกย่องคนชั่ว เราต้องรู้จักสังเกต สอนลูกหลานให้ยึดทางของพระเจ้าไว้    คนที่พยายามยึดอำนาจเอาไว้ทุกวิถีทาง วันหนึ่งพวกเขาจะต้องตายและทุกอย่างก็เสียเปล่า แถมทำให้ประเทศต้องประสบปัญหาหนักด้วย การต่อสู้เพื่ออำนาจในชีวิตของเขาช่างไร้ค่าจริง ๆ  

เป็นสุขกับชีวิตถึงแม้จะเจอความอยุติธรรม
8:15 
หลังจากที่กล่าวถึงคนในวิหาร หรือในราชวังที่ทำชั่ว ท่านกลับมาแนะให้เราชื่นชมกับชีวิต กินดื่ม แม้ว่าในบางเวลาชีวิตก็ต้องตรากตรำ .. แต่เราต้องไม่ลืมมีความสุขกับชีวิต  ท่านส่งเสริมให้เขาได้ชื่นชมกับผลงานที่ได้ทำลงไป กับการเติบโตของครอบครัว  เพราะจะทำให้เขามีความสุขกับการงานนั้นได้   (ไม่ใช่สนุกสนานกับอะไรที่ไร้สาระสุดขั้ว ผิดธรรมชาติและความดีงาม )

ปัญญาที่จำกัด
8:16-17     
เรารับว่าทั้งสองข้อนี้เป็นความจริง ยังไม่มีใครสามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นไปในโลก ในท้องทะเล ในป่าเขา ในร่างกายมนุษย์ สัตว์ พืชได้เต็มร้อย แม้เราจะรู้มากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่อาจเข้าใจทางของพระเจ้าได้ทั้งหมด พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เราได้รู้มากมาย แต่คน ๆ หนึ่งก็ไม่อาจรอบรู้อย่างพระองค์ได้ ต่อให้เป็นสถาบันนักปราชญ์สาขาใด ๆ   ปัญญาจารย์ได้เปรยเรื่องนี้มาตั้งแต่ 6:10  และดูเหมือนมันก็ยังวนเวียนอยู่ในความคิดของท่านไม่หยุด
และสำหรับมนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเรา  ต่อให้เอไอก็เถอะ มันเก่งแค่ไหน ก็ยังต้องเกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์  เอาความรู้ของมนุษย์ที่มีอยู่น้อยนิดมาทำงานที่ดูมหัศจรรย์ แต่เมื่อเทียบกับการทรงสร้างของพระเจ้าแล้ว  ยังห่างไกล 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 8
1* กิจการ 6:15; เฉลยธรรมบัญญัติ 28:50
2* 1 พงศาวดาร 29:24
3* ปัญญาจารย์ 10:4
4* โยบ34:18
5* สดุดี 141:5


6* ปัญญาจารย์ 3:1, 17
7* ปัญญาจารย์ 6:12
8* สดุดี 49:6-7; เฉลยธรรมบัญญัติ 20:5-8
10* ปัญญาจารย์ 2:16; 9:5
11* อิสยาห์ 26:10

12* อิสยาห์ 65:20; 3:10
14* สดุดี 73:14;
ปัญญาจารย์ 2:14;7:15; 9:1-3
15* ปัญญาจารย์ 2:24
17* โรม 11:33