ปฐมกาล 20 เธอเป็นน้องสาว..

1 อับราฮัมเดินทางจากที่นั่นไปยังเนเกบ และตั้งถิ่นฐาน ระหว่างเมืองคาเดช และเมืองชูร์  ขณะที่เขาอาศัยอย่างคนต่างด้าวในเมืองเกราห์
2 อับราฮัมกล่าวถึงซาราห์ภรรยาของท่านว่า“เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า” ดังนั้นอาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเมืองเกราห์จึงส่งคนมารับตัวซาราห์ไปเฝ้า
3แต่พระเจ้าเสด็จมาหาอาบีเมเลคในความฝัน ตรัสว่า “เจ้าตายแน่.. เพราะหญิงที่เจ้านำตัวมานั้นเป็นคนที่มีสามีแล้ว” 4 แต่ตอนนั้นอาบีเมเลคยังไม่ได้แตะต้องตัวเธอ จึงทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระองค์จะทรงประหารคนที่ไม่มีความผิดหรือพระเจ้าข้า?
5 ก็ตัวสามี บอกข้าพเจ้าว่า ‘เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้าเอง  และตัวเธอก็กล่าวว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของฉัน’ ข้าพเจ้าทำลงไปด้วยใจซื่อและมือนี้ก็ไม่ได้มีความผิด” 
6 แล้วพระเจ้าตรัสกับเขาในความฝันว่า “เรารู้ว่า เจ้าทำไปด้วยใจซื่อ และเราเองเป็นผู้ป้องกันไม่ให้เจ้าทำบาปต่อเรา ดังนั้น เราจึงไม่ปล่อยให้เจ้าแตะต้องหญิงนั้น

7 ตอนนี้ จงคืนภรรยาของเขาไป เพราะเขาเป็นผู้เผยพระดำรัสของเรา แล้วเขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้า และเจ้าจะมีชีวิต แต่ถ้าเจ้าไม่คืนภรรยาให้เขาจงรู้เถิดว่า เจ้าจะต้องตายแน่นอน รวมทั้ง คนของเจ้าทุกคน” 
8 อาบีเมเลคลุกขึ้นมาแต่เช้าและตามข้าราชการทั้งสิ้นมา เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ให้พวกเขาฟัง ทุกคนก็กลัวอย่างยิ่ง
9 อาบีเมเลค  สั่งให้อับราฮัมเข้ามาเฝ้า แล้วกล่าวว่า  “เจ้าทำอย่างนี้กับเราทำไม? เราได้ทำอะไรให้เจ้าหรือ จึงนำบาปใหญ่โตมายังเราและอาณาจักรของเราเช่นนี้?เจ้าไม่ควรทำสิ่งนี้กับเราเลย”  
10 แล้วอาบีเมเลคตรัสกับเขาต่อว่า “เจ้าคิดอะไรจึงทำเช่นนี้?”
11 อับราฮัมตอบว่า “เพราะข้าพเจ้าคิดว่าในเมืองนี้ไม่มีใครยำเกรงพระเจ้าสักคน พวกเขาจะสังหารข้าพเจ้าเนื่องจากภรรยาของข้าพเจ้าเอง
12 ยิ่งกว่านั้น เธอก็เป็นน้องสาวของข้าพเจ้าจริง ๆ คือเป็นน้องสาวคนละแม่และต่อมาเธอได้มาเป็นภรรยาของข้าพเจ้า

13 เมื่อพระเจ้าทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องเดินทางจากบ้านของพ่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบอกเธอไว้ว่า“นี่เป็นน้ำใจที่เธอจะทำให้พวกเราได้คือว่า ทุกแห่งที่เราไป ซาราห์จะต้องกล่าวว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของฉันเอง’”  
14อาบีเมเลค ก็ได้มอบแกะ โค และทาสชายหญิงให้อับราฮัมและคืนซาราห์ ภรรยาให้ด้วย
15 อาบีเมเลคกล่าวกับอับราฮัมว่า “ดูเถิดแผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า จะอาศัย ตั้งถิ่นฐานตรงไหนก็ได้ตามที่เจ้าพอใจ” และกล่าวแก่ซาราห์ว่า “ดูเถิด เราได้ให้เงินหนึ่งพันเหรียญแก่พี่ชายของเจ้า เป็นเครื่องหมายว่าเจ้าไม่ได้ทำผิดสิ่งใดต่อหน้าคนที่อยู่กับเจ้าและเจ้าได้รับการพิสูจน์ว่าเจ้าไร้มลทิน”  17 แล้วอับราฮัมอธิษฐานทูลต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรักษาบำบัด อาบีเมเลครวมทั้งภรรยาของเขา ทาสหญิงของเขาทำให้พวกเธอได้มีลูก
18 เพราะพระยาห์เวห์ทรงปิดครรภ์ของสตรีทุกคนในครอบครัวของ อาบีเมเลคเนื่องจากซาราห์ ภรรยาของอับราฮัม

อธิบายเพิ่มเติม

มีการบันทึกเรื่องราวที่อ่านแล้วไม่สบายใจเลย เพราะอับราฮัมกับซาราห์ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตอนที่ไปอียิปต์  ซาราห์นั้นมีความงามอันเป็นที่ต้องตาต้องใจชายทุกคน   เมื่ออับราฮัมไปยังเมืองเกราห์  เขาก็ยังตกอยู่ในความกลัวแบบเดิม  แต่ความที่อาบีเมเลคเป็นคนที่ฟังเสียงของพระเจ้า เขาจึงไม่ตกลงไปในความบาป  และยังได้พระพรจากพระเจ้าด้วย

ปฐมกาล 20:1-2
หลังจากที่พระเจ้าทรงทำลายเมืองโสโดมโกโมราห์ซากทั้งหลายก็เห็นชัด กลิ่นของความหายนะยังคละคลุ้ง อับราฮัมไม่ได้สร้างบ้านอยู่เหมือนกับโลท  เขาอยู่เต็นท์  ต่อมาเดินทางไปทางใต้ลงมาอีก  จากที่ผ่านมา อับราฮัมน่าจะเห็นคำตอบของพระเจ้าที่ทรงช่วยหลานของเขาไว้จากหายนะ และมีความมั่นใจในพระเจ้าที่เสด็จมาย้ำเตือนพระสัญญาของพระองค์ จนกระทั่งมาถึงเมืองเกราร์ เมื่อเข้าไปในเมืองนั้นก็ทำตามที่ตกลงไว้กับซาราห์เสมอว่า ให้พูดว่าท่านเป็นพี่ชายและเธอเป็นน้องสาวแล้วก็เกิดเหตุอย่างที่อับราฮัมคิดจริง ๆ กษัตริย์ของเมืองติดใจความงามของซาราห์ และนำตัวเธอไปเพื่อจะได้ให้เธอไปอยู่ในฮาเร็ม

ปฐมกาล 20:3-5
นี่เป็นกลอุบายของอับราฮัมกับซาราห์ที่ทำให้อาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเมืองเกราร์เกือบทำผิดไป     กษัตริย์สมัยก่อน อยากได้ผู้หญิงคนไหนก็ไปตามตัวเอามาได้
มองในฝ่ายวิญญาณ นี่คือความตั้งใจที่จะให้ซาราห์มีมลทิน  พระเจ้าทรงเข้ามาจัดการด้วยพระองค์เอง   ทรงเปิดเผยความจริงแก่อาบีเมเลคในความฝัน
กษัตริย์เองก็ฟังและแก้ต่างให้ตัวท่านเองท่านทูลพระเจ้าว่า ทำไปโดยไม่รู้ว่าซาราห์เป็นภรรยาของอับราฮัม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่าผู้เชื่อในพระเจ้ามีโอกาสทำให้คนอื่นทำผิดได้ ! เขาจึงต้องระวังในการใช้ชีวิต

ปฐมกาล 20:6-7
ข้อห้ามที่ไม่ให้เอาภรรยาคนอื่นมาเป็นภรรยาตนนั้น เริ่มต้นตรงไหน ตอนนี้ยังไม่มีบัญญัติสิบของโมเสส แต่ผู้คนในสมัยโบราณก็ทราบดีว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้ กษัตริย์เอบีเมเลคเอง ก็เหมือน ๆ กับผู้ชายทั่วไปที่เห็นคนสวยเป็นไม่ได้ แต่แล้วพระเจ้าทรงเมตตาตรัสแก่ท่านเป็นส่วนตัว ทำให้ท่านไม่ทำผิดต่ออับราฮัม และเมื่อท่านรีบแก้ไข พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของอับราฮัมเพื่อท่านด้วย ใช่.. ตอบสิ่งที่เอบีเมเลคกำลังมีปัญหาอยู่!
ที่จริงอับราฮัมเองสร้างปัญหาให้ทั้งซาราห์ และหญิงทุกคนในครอบครัวของเอบีเมเลค

ปฐมกาล 20:8-9
มันน่าอายไหมที่กษัตริย์ซึ่งไม่ได้เป็นคนของพระเจ้าเป็นฝ่ายที่ได้รับผลจากความไม่วางใจพระเจ้าของอับราฮัม เราจะเห็นจากเรื่องนี้ชัดเจนว่า ในความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครอาจกล่าวได้ว่าตนเองไม่มีความผิด ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงวางใจให้เป็นบิดาแห่งความเชื่อ แต่เขาก็ยังมีข้อบกพร่องให้เห็น เราจึงน่าจะให้เรื่องนี้ช่วยให้เรารู้ว่าเราต้องระวังตัว ฟังเสียงของพระวิญญาณทรงเตือนเสมอ อย่าค้าน อย่าหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง

ปฐมกาล 20:10-12
คำตอบของอับราฮัมบ่งบอกให้รู้ว่า เขาไม่ได้วางใจพระเจ้าไม่พอ ยังห่วงตัวเองมากกว่าภรรยาเสียอีก
ถ้าจะต้องเสียเธอไป แต่ชีวิตของตัวเองรอดก็โอเคนี่ถ้าเราเป็นซาราห์จะทำอย่างไรอับราฮัมมีเหตุผลที่น่าฟัง การโกหกของเขาเป็น
การโกหกแบบที่คิดว่าไม่ผิด แต่เมื่อเราดูแรงจูงใจของเขาแล้ว มันเป็นการตั้งใจเอาชีวิตตัวเองรอด
อย่างไม่น่าดูเลย

ปฐมกาล 20:13-14
และนี่คือข้อตกลงระหว่างอับราฮัมกับซาราห์โดยที่อับราฮัมไม่ต้องเสียอะไร แต่ซาราห์เสี่ยงที่จะเสียตัวเธอเอง … ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงปกป้องซาราห์ไว้ ดูสิ เธอจะเป็นคุณแม่ของบรรดา
ประชาชาติ แต่สามีของเธอเองไม่ได้เป็นห่วงเป็นใย  มองเห็นอุปสรรคจากใจของสามีไหม? เป็นความไม่วางใจพระเจ้า แต่แล้วพระเจ้าก็ทรงทำให้เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาควรจะทำ และควรจะรักษามากยิ่งชีวิตคืออะไร

ปฐมกาล 20:15-16
กษัตริย์ เอบีเมเลคได้ทำสิ่งที่ไม่คาดฝัน ท่านได้ให้แกะ โค และทาสชายหญิงให้อับราฮัมและทรงคืนซาราห์ ภรรยาให้ด้วย ให้เงินอีกพันเหรียญเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า ซาราห์ไม่ได้เป็นคนผิดแต่อย่างใด ท่านได้คืนศักดิ์ศรีให้กับซาราห์ต่อหน้าคนทั้งปวง และท่านเองได้กล่าวคำประชดประชันว่าอับราฮัมเป็นพี่ชายของเธอด้วย ยังไม่จบเพียงนั้นท่านอนุญาตให้อับราฮัมเลือกอาศัยได้ตามใจในแผ่นดินของท่านด้วย

ปฐมกาล 20:17-18
แล้วพระเจ้าก็ทรงให้อับราฮัมทำหน้าที่ ๆ เขาควรทำนั่นคือ เขาได้ทูลต่อพระเจ้าเพื่อพระเจ้าจะทรงรักษาให้ครอบครัวของกษัตริย์อาบีเมเลคได้มีลูกหลาน และพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของ
ท่าน ทำให้ครอบครัวที่พระเจ้าทรงปิดครรภ์ไว้ทุกคนได้สามารถมีบุตรได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเอบีเมเลค กษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นคนของพระองค์ แต่กลับเชื่อฟัง …แล้วพระเจ้าก็ทรงอวยพระพรเหลือล้น

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 20
1* ปฐมกาล 18:1; 12:9; 16:7, 14; 26:1, 6
2* ปฐมกาล 12:11-13; 26:7; 12:5
3* สดุดี 105:14; โยบ 33:5; ปฐมกาล 20:7
4* ปฐมกาล 18:23-25
5* 2 พงศ์กษัตริย์ 20:3
6* 1 ซามูเอล  25:26, 34; ปฐมกาล 39:9
7* ;ปฐมกาล 2:17;
9* ปฐมกาล 26:10; 39:9; 34:7

11* สุภาษิต 16:6 ; ปฐมกาล 12:12; 26:7
12* ปฐมกาล 11:29
13* ปฐมกาล 12:1-9, 11; 12:13; 20:5
14* ปฐมกาล 12:16
15* ปฐมกาล 13:9; 34:10; 47:6
16* ปฐมกาล 26:11; มาลาคี 2:9
17* โยบ 42:9; ปฐมกาล 21:2
18* ปฐมกาล 12:17

ปฐมกาล 19 ทำลายล้างโสโดม โกโมราห์

ชาวเมืองที่น่าอับอาย
1 ทูตสวรรค์ทั้งสองมาถึงเมืองโสโดมเวลาเย็น
ขณะนั้นโลทนั่งอยู่ที่ประตูเมือง เมื่อเขาเห็นทูตทั้งสอง ก็ลุกไปต้อนรับ น้อมตัวลงหน้าติดดิน
2 เขากล่าวว่า “เจ้านายของข้าพเจ้า  ขอเชิญท่านไปที่บ้านบ่าวของท่านและพักผ่อนสักหนึ่งคืน ขอให้ข้าพเจ้าได้ล้างเท้าของท่าน   แล้วท่านค่อยลุกตอนเช้าแล้วเดินทางต่อไปขอรับ” “ไม่เป็นไร เราจะค้างคืนที่ลานเมือง”
3แต่โลทขอร้อง รบเร้าทั้งสองไม่หยุด ในที่สุด  ทั้งสองจึงเข้าไปในบ้านเขา และโลทก็ได้จัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่ มีขนมปังไร้เชื้อปิ้ง ทั้งสองก็รับประทาน

4 แต่ก่อนที่ผู้มาเยือนจะเข้านอน พวกผู้ชายจากทุกมุมเมืองทั้งหนุ่มและชรา พากันมาล้อมบ้านไว้ 
5  พวกเขาร้องบอกโลทว่า “ผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน? จงพาออกมาเพื่อเราจะได้นอนกับพวกเขา” 
6 แต่โลทออกไปพบพวกเขาข้างนอก  แล้วปิดประตู
7 กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ขอร้องล่ะอย่าทำสิ่งชั่วร้ายแบบนี้เลย”
8 ข้ามีลูกสาวอยู่สองคน ที่ยังไม่เคยนอนกับผู้ชาย ข้าจะส่งออกมาให้พวกท่าน แล้วท่านจะทำอย่างไรกับทั้งสองก็ได้ แต่อย่าทำอะไรกับชายทั้งสองนี้ เพราะเขาอยู่ใต้ชายคาของข้าแล้ว”

99 แต่พวกนั้นไม่ยอม “ออกไปให้พ้น ถอยไป  ดูเจ้าโลทคนนี้มาขออาศัยในเมืองแล้วยังมา ตัดสินพวกเราอีก เราจะจัดการเจ้าให้หนักหนากว่าที่จะทำกับคนทั้งสอง”พวกเขาผลักโลท
อย่างแรงและเข้ามาใกล้ กำลังจะพังประตูได้แล้ว….
10 แต่ชายทั้งสองข้างในยื่นมือออกมาดึงโลทเข้าไปในบ้าน และปิดประตู 11เขาทั้งสองทำให้พวกผู้ชายที่อยู่หน้าบ้านทั้งหนุ่มและชราต่างตาพร่ามัวจนมองไม่เห็นพวกเขาจึงคลำหาทางเข้าบ้านไม่ได้

เตรียมพาออกจากเมือง
12ชายทั้งสองถามโลทว่า “เจ้ามีญาติคนอื่นในเมืองอีกบ้างไหม ไม่ว่าจะเป็นลูกเขย ลูกชาย ลูกสาวหรือคนของท่าน? จงพาพวกเขาออกไปจากที่นี่
13 เพราะเรากำลังจะทำลายเมืองนี้  เพราะมีเสียงที่คนร้องทุกข์ต้านเมืองนี้ ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างท่วมท้น จนพระองค์ทรงส่งเรามาทำลายสถานที่นี้เสีย”

14 โลทจึงไปบอกพวกลูกเขยซึ่งใกล้จะแต่งงานกับลูกสาวของเขาว่า“เร็วเข้า รีบออกจากที่นี่เถิดเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าใกล้จะทำลายเมืองนี้!”แต่ลูกเขยคิดว่าโลทแค่พูดเล่น

15เช้าตรู่ ทูตทั้งสองก็เร่งโลท “ลุกขึ้นเร็ว!  เจ้าต้องพาภรรยากับลูกสาวทั้งสองออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นท่านจะตายไปพร้อมกับคนที่ถูกลงโทษทั้งเมือง
16 แต่ขณะที่โลทยังรีรออยู่ ทูตก็คว้ามือของเขารวมทั้งภรรยาและลูกสาวทั้งสองแล้วพาออกมานอกเมืองโดยปลอดภัย เพราะพระยาห์เวห์ทรงเมตตาพวกเขา 
17 เมื่อออกพ้นเมืองมาแล้ว ทูตองค์หนึ่งกล่าวว่า“ต่อไป จงหนีเอาชีวิตรอดเถิด!  อย่าหันกลับมามอง​ อย่าหยุดอยู่ในที่ราบนี้  ท่านจงหนีไปที่ภูเขา ไม่อย่างนั้นแล้วจะถูกกวาดล้างไปด้วย!” 

18 แต่โลทพร่ำว่า “อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย เจ้านายของข้าพเจ้า  โปรดเถิด”
19 “ดูเถิด บ่าวของท่านได้รับความโปรดปรานจากท่าน และท่านได้กรุณามากที่ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ แต่ข้าพเจ้าหนีไปถึงภูเขาไม่ไหวแล้ว หายนะอาจจะมาถึง และข้าพเจ้าก็จะตาย  
20 คือมีเมืองเล็ก ๆ ที่ใกล้พอที่จะหนีไปถึงทัน ขอข้าพเจ้าหนีไปที่นั่น เมืองนี้เล็กมากขอรับและข้าจะรอดชีวิต” 

21 ทูตจึงตอบว่า “ตกลงอย่างนั้น เราจะให้ตามที่เจ้าร้องขอ เราจะไม่ทำลายเมืองที่เจ้าพูดถึงถ้าอย่างนั้นแล้ว
22 จงรีบหนีไปที่นั่น เพราะเราทำอะไรไม่ได้จนกว่าเจ้าจะไปถึงที่นั่นเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่า โศอาร์เพราะเหตุนี้(โศอาร์แปลว่า เล็ก ๆ, ไม่สำคัญ)

23อาทิตย์ขึ้นแล้ว เมื่อโลทมาถึงเมืองโศอาร์
24  แล้วพระยาห์เวห์ทรงส่งไฟกำมะถันจากท้องฟ้ามาเหนือเมืองโสโดมและโกโมราห์
25 เท่ากับว่าพระองค์ทรงทำลายเมืองเหล่านั้นรวมไปถึงที่ราบทั้งหมด รวมทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชที่เกิดขึ้นมาจากดินทั้งหมด 
26 แต่ภรรยาของโลทที่ตามมาเหลียวหลังกลับไปดู เธอจึงกลายเป็นเสาเกลือ


 

27 และแต่เช้าตรู่อับราฮัมก็ออกไปยังสถานที่ ๆ เขาเคยยืนต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์  28 เขามองลงมายังเมืองโสโดมและโกโมราห์ และมองไปยังแผ่นดินทางที่ราบทั้งหมด  ดูเถิด มีควันขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นเหมือนควันของเตาเผา 29    แต่เมื่อพระเจ้าทรงทำลายเมืองทั้งหลายในที่ราบนั้น พระองค์ทรงระลึกถึงอับราฮัม และทรงนำโลทออกมาจากหายนะของเมือง ตอนที่พระองค์ทรงทำลายล้างเมืองต่าง ๆ ที่โลทเคยอาศัยอยู่  

โลทกับลูกสาวทั้งสอง
30 แล้วโลทกับลูกสาวทั้งสองก็ออกจากเมืองโศอาร์ ไปอาศัยตามเนินเขาเพราะกลัวที่จะอยู่ในเมืองโศอาห์  โลทและลูกสาวทั้งสองอาศัยในถ้ำ
 31 ลูกสาวคนโตพูดกับน้องสาวว่า “พ่อของเราแก่แล้ว  ไม่มีผู้ชายคนไหนในโลกที่จะมาหา แต่งงานกับเราเหมือนอย่างที่ใคร ๆ ในโลกเขาทำกัน 32 มาเถอะ มามอมเหล้าพ่อ แล้วนอนกับพ่อเพื่อว่าเราจะรักษาเชื้อสายผ่านพ่อของเรา”
 33 ดังนั้นเธอทั้งสองจึงมอมเหล้าพ่อ (เหล้าองุ่น)  แล้วพี่สาวคนโตก็เข้าไปนอนกับพ่อ โดยที่โลทไม่รู้เลยว่า เธอมานอนด้วยเมื่อไร และลุกไปเมื่อไร  
34 วันต่อมา พี่สาวพูดกับน้องสาวว่า “เมื่อคืนพี่นอนกับพ่อแล้ว วันนี้เรามอมเหล้าพ่ออีก และเธอก็เข้าไปนอนกับพ่อ ทำอย่างนี้ เราจะได้รักษาเชื้อสายผ่านทางพ่อของเรา”
  35 คืนนั้นทั้งสองก็ทำให้พ่อเมาเหมือนคืนก่อน และน้องสาวก็เข้าไปนอนกับพ่อ โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่า  เธอมานอนด้วยเมื่อไร และลุกไปเมื่อไร  
36 ดังนั้น เท่ากับลูกสาวทั้งสองของโลทได้ตั้งครรภ์กับพ่อของตนเอง
37 ลูกสาวคนโตมีลูกชาย เธอตั้งชื่อเขาว่า โมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของชาวโมอับจนทุกวันนี้ 
38 ลูกสาวคนเล็กก็มีลูกชายคนหนึ่ง และเธอเรียกเขาว่า เบนอัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของชาวอัมโมนในทุกวันนี้ 

อธิบายเพิ่มเติม

ถ้าเราอ่านปฐมกาล 19 แค่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น เราจะขาดความเข้าใจถึงเป้าหมายที่พระเจ้าทรงให้บันทึกเรื่องนี้ไว้  โซโดม โกโมราห์เป็นต้นแบบของสังคมปัจจุบันที่ไร้พระเจ้า และทำทุกอย่างตามความเร่าร้อนของตนเอง ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน และมีผู้คนจำนวนมากได้ร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และพระองค์ทรงลงมาเพื่อลงโทษเมืองนี้  อย่าลืมว่า ในวันของพระเจ้านั้น พระองค์จะทรงทำกับโลกแห่งความบาปอย่างเดียวกับเหตุการณ์ในบทนี้   เรามีทางหนีไม่ต้องพบความหายนะ … และเรารู้ว่าทางนั้นมาทางพระเยซูเท่านั้น 

ชาวเมืองที่น่าอับอาย
ปฐมกาล 19:1-2
หลังจากที่คุยกับอับราฮัมไปแล้ว แขกสองคนจากในสามคนก็มุ่งหน้าไปยังโสโดม เมื่อไปถึงพบโลทอยู่ที่ประตูเมือง แสดงว่า เขากำลังทำหน้าที่อย่างผู้ปกครองอยู่ที่หน้าเมืองนั้น แต่เมื่อเขาเห็นท่านทั้งสองก็รีบมาทักทายและพร้อมที่จะต้อนรับอย่างเต็มใจ เขามีใจต้อนรับแขกเหมือนลุงอับราฮัม ผู้มาเยือนทั้งสองทำท่าเหมือนกับว่า จะพักที่ลานเมือง ซึ่งโลทรู้อยู่เต็มอกว่า จะเกิดอะไรขึ้น

ปฐมกาล 19:3
ด้วยการรบเร้าของโลท แขกทั้งสองเข้าไปในบ้าน แล้วเจ้าของบ้านก็ต้อนรับแขกเป็นอย่างดี ราวกับจัดงานเลี้ยงใหญ่ นี่เป็นประเพณีโบราณที่เมื่อแขกมาเจ้าของบ้านจะเลี้ยงแขกดีเยี่ยม เป็นการแสดงไมตรี โลทเองมีความหวังว่าท่านทั้งสองจะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง

ปฐมกาล 19:4-5
แล้วผู้ชายทั้งเมืองได้ข่าวว่ามีแขกมาเยือน พวกเขาต่างพากันมาล้อมบ้าน ขู่บังคับให้โลทส่งชายทั้งสองให้พวกเขา เพราะต้องการรุมโทรมผู้ชายด้วยกัน พวกเขาจะร่วมกันข่มขืนเหยื่อที่มาเป็นแขกของโลท

โลทเองนั้นเป็นคนของพระเจ้าที่เข้าไปอยู่ในเมืองที่ชั่วช้า 2 เปโตร 2:7-8 กล่าวว่า โลทผู้ชอบธรรมผู้มีความทุกข์เพราะการประพฤติลามกของคนชั่ว แต่เขาไม่ยอมให้ผู้มาเยือนต้องรับอันตรายเขาขอปกป้องชายทั้งสองไว้สุดชีวิต
 
ปฐมกาล 19:6-8
นี่ถ้าเราเป็นลูกสาวของโลท คงโกรธพ่อไปจนตายที่พ่อเห็นแก่แขกที่มาเยือนซึ่งไม่รู้จักมากกว่าลูกสาวที่พ่อเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด นี่มันอะไรกัน? ถ้าเราจะแปลความตามสมัยโบราณนั้นคือ เขามองว่าผู้หญิงต่ำต้อยกว่า ชีวิต ความปลอดภัย สวัสดิภาพของผู้มาเยือนสำคัญกว่าคนในครอบครัว รวมไปถึงชีวิตของเจ้าบ้านด้วย นี่เป็นภาพที่น่าสลดหดหู่สำหรับพวกเราแต่สำหรับพวกเขากลับเป็นที่ยอมรับกัน

ปฐมกาล 19:9
โลทเข้าใจว่า หากจะปกป้องแขก เขาจะต่อรองกับชาวเมืองที่กำลังหื่นกระหายอยู่ แต่ชาวเมืองรู้ว่าโลทเป็นคนนอกที่เข้ามาอาศัย และยังเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาด้วย แน่นอน โลทต้องเจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ทุกวัน การทะเลาะเบาะแว้งของชาวเมืองและปัญหาอื่น ๆ ที่มากมาย พวกเขาไม่ได้เคารพโลทในฐานะผู้พิพากษาเลย ถ้ากิเลส ความเร่าร้อนตัณหาในตัวต้องการอะไร พวกเขาจะเอาให้ได้ ตอนนี้ พร้อมที่จะพังประตูเข้ามา !

ปฐมกาล 19:10-11
แล้วผู้มาเยือนทั้งสองก็ช่วยจัดการศึกนี้ให้โลท ทุกคนที่มาขู่เข็ญ กลับกลายเป็นตามืดบอดไปไม่อาจหาประตูเข้าบ้านได้ …
เหตุการณ์คืนนั้นน่าจะชุลมุนสุดขีด การตัดสินใจของโลทที่เข้ามาอยู่ในเมืองนี้ ก็ทำให้เราเห็นว่า คนของพระเจ้าที่เข้าไปอยู่ในที่ ๆ บาปขนาดนั้น อยู่ยากที่จะไม่ทำผิด และคิดผิด
(ก่อนหน้านี้พระคัมภีร์ว่าเขาตั้งเต็นท์นอกเมือง)  ไป ๆ มา ๆ ก็เข้าไปอยู่ในเมือง  ย้อนกลับไปบทที่ 13 14  เราจะเห็นการเคลื่อนย้ายของโลท

เตรียมพาออกจากเมือง
ปฐมกาล 19:12-13
ทูตสวรรค์ที่ถูกส่งมาทำลายเมือง ไม่ได้สนใจแค่โลทและครอบครัว แต่ท่านถามถึงคนอื่นที่เป็นคนของโลท ไม่ว่าจะเป็นคนงาน หรือ
เพื่อนที่โลทสนิทด้วย พวกเขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของเขา  พระเจ้าทรงส่งทูตทั้งสองมาเพื่อทำลาย แต่พระองค์ทรงเมตตาต่อโลท ซึ่งเป็นหลานของอับราฮัม ซึ่งได้รับการอธิษฐานเผื่อจากอับราฮัมอยู่แล้ว
การร้องทุกข์ที่มีเรื่องเมืองโสโดมนั้น เป็นเรื่องที่สอนให้เรารู้ว่า เมื่อเราเห็นคนที่ทุกข์ยาก ตกอยู่ในอันตราย ในหลายเหตุการณ์ เป็นสิ่งเกินความสามารถที่เราจะช่วย เช่นเขาอยู่กันคนละเมือง คนละประเทศ  เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยพวกเขาได้  อย่าคิดว่าเขาอยู่ไกลเรา  เพราะว่า พระเจ้าทรงอยู่ทุกที่ และทรงช่วยได้เสมอ   เมื่อเรามองเหตุการณ์ในโลก เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงส่งคนไปช่วยในที่ ๆ มีคนอธิษฐานเผื่อมาก ๆ  ตอนนี้ ข่าวต่าง ๆ ที่เราได้ยิน ความเดือดร้อนที่เราได้เห็นเป็นสิ่งที่อธิษฐานเผื่อได้..

ปฐมกาล 19:14
ในสมัยโบราณ แค่หมั้นเอาไว้ก็ถือว่าเป็นลูกเขยแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่แต่งงาน น่าแปลกที่เมื่อโลทพูดกับเขาว่า พระเจ้ากำลังจะทำลายเมืองนี้ ลูกเขยกลับไม่เชื่อคิดว่า ว่าที่พ่อตาล้อเล่น ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เราไม่ทราบว่า เขามีความสัมพันธ์กัน
อย่างไร แต่หนุ่ม ๆ เหล่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างคนที่เชื่อพระเจ้า ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่า พวกเขาคิดว่าโลทกำลังล้อเลียนวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาอยู่

ปฐมกาล 19:15-16
ในขณะที่ทูตสวรรค์เร่งให้โลทออกจากเมืองตัวเขาเองกลับยังรีรอ ไม่รีบทำตามคำของทูต (เมื่อพระเจ้าทรงเตือนเรา อย่าผลัดเวลา รีบทำทันที)    เกิดอะไรขึ้นกับใจของโลท?​ เขาเป็นห่วงเมืองห่วงคน หรือห่วงบ้านเรือนที่อาศัยในเมืองนั้น?
เขาน่าจะเป็นห่วงบ้านตัวเอง แต่ก่อนเคยอยู่เต็นท์ แต่ตอนนี้อยู่บ้านแล้ว… ตั้งรกรากแล้ว
แต่ทูตไม่ยอมให้เขาทำตามใจตัวเอง เพราะว่าท่านทั้งสองรับคำสั่งมาให้พาโลทออกมาให้ปลอดภัย  เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงอวยพระพรตอบคำอธิษฐานของอับราฮัมจริงจัง พระองค์ไม่ได้ลืมสิ่งที่อับราฮัมทูลต่อรองไว้

ปฐมกาล 19:17
ต่อจากนั้น โลทจะต้องดูแลตัวเองและครอบครัว เขาต้องไปอย่างรวดเร็ว และจะต้องไม่หันกลับ มาอาลัยอาวรณ์เมืองนี้ ทูตสวรรค์เตือนว่าให้หนีไปไกล ไปบนภูเขา ไม่อย่างนั้นจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย
ทูตสวรรค์บอกเขาชัดเจนมาก ทูตเองเป็นห่วงโลทยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก แต่แล้ว โลทกลับมีการต่อรองกับท่าน ประหลาดจริง….

 ปฐมกาล 19:18-20
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ที่ตนเองได้ออกมาจากเมืองโสโดม
แล้วนั้น เป็นพระเมตตตาคุณของพระเจ้าสูงสุด
แต่โลทก็ยังไม่อยากหนีไปไกลจากโสโดม
เขาขอต่อรองว่า ให้เขาหนีไปถึงแค่เมืองเล็ก ๆ
เมืองหนึ่งเท่านั้น อย่าให้ไปไกลขนาดภูเขาเลย
เราอาจไม่เข้าใจความรู้สึกของโลทตอนนั้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ตัวเขาเองก็เริ่มชินกับวิถีคนเมือง  แต่พระเจ้าไม่ให้เวลาแล้ว

ปฐมกาล 19:21-22
แต่ทูตสวรรค์ไม่อาจทำลายเมืองได้หากโลท
ยังไม่ปลอดภัย ตามที่พระเจ้าทรงสัญญากับ
อับราฮัม ใน 18:32 เพราะเห็นแก่สิบคนเราจะ
ไม่ทำลายเมืองนั้น แต่ครอบครัวของโลทมีแค่
สี่คนเท่านั้น พระเจ้าก็ยังทรงเมตตา สมกับที่
อับราฮัมกล่าวว่า ”ไม่มีวันที่พระองค์จะทรง
ทำลายคนเที่ยงธรรมไปพร้อม ๆ กับคนชั่ว”

ปฐมกาล 19:23-26
พอโลทเข้าเขตเมืองโศอาร์ ดูเหมือนยังไม่ทันเข้าตัวเมืองด้วยซ้ำ คำพิพากษาของพระเจ้าก็เกิดผลต่อเมืองโสโดม โกโมราห์ พระเจ้าทรงทำลายเมืองและผู้คนที่อยู่ในนั้นจริง ๆ แต่แล้วคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงช่วยชีวิตไว้ หันหลังกลับไปดูทั้ง ๆ ที่ถูกห้ามแล้ว มีผู้ให้เหตุผลมากมายว่า ทำไมเธอถึงหันกลับไป ท่านผู้อ่านก็ลองคิดดูเองว่า หากเราเป็นตัวเธอ เราจะทำอย่างนั้นไหม เป็นเพราะอะไร?  เพราะความลังเล เธอยังคงโหยหาชีวิตเดิมของเธอ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น ทั้งเมืองกำลังเผาไหม้ด้วยไฟที่ร้อนจัด…
การหยุดของเธอทำให้เธอกลายเป็นเสาเกลือทันที นั่นคือเป็นผลจากความร้อนและปฏิกริยาเคมีของไฟกำมะถันนั้นเธอกลายเป็นอนุสรณ์ของความปรารถนาชีวิตที่ชั่วร้าย
หากเราไม่เกลียดบาป และยังปรารถนากลับไปทำบาปอีก เรายังจ้องมองไปที่ชีวิตเดิม ย้อนกลับไปยังชีวิตแห่งความตาย นี่เป็นอันตรายที่สุด  พระเจ้าจึงทรงให้เรามีใจอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องบน (โคโลสี 3:1-4)  ให้เราจ้องมองไปยังพระผู้ช่วยของเรา  เมื่อไรที่เราหวนกลับไปคิดร่ำร้องอยากกลับไปยังชีวิตเดิม ให้เราได้กลิ่นฉุนของความตาย กลิ่นแห่งพระพิโรธแบบที่เกิดกับโสโดมนี้อย่างทันควัน 

ปฐมกาล 19:27-29
พระเจ้ามิได้ทรงเมินคำทูลขอของอับราฮัม และคนที่พระองค์ทรงเลือกให้รอดจากหายนะก็มีแค่โลทและครอบครัว แต่แล้วก็ต้องตายไปคนหนึ่งเราเห็นเลยว่า เมื่อมีการอธิษฐานเผื่อ พระเจ้าทรงฟัง ไม่ทรงเฉยเมยต่อคำทูลขอของผู้ที่เป็นมิตรกับพระองค์ ผู้ที่มีหัวใจ
ห่วงคนอื่น ๆ เราเองก็ต้องรู้ว่า การพิพากษาของพระเจ้าน่ากลัวมาก แล้วเราจะช่วยใครได้บ้างอย่างอับราฮัม?

โลทกับลูกสาวทั้งสอง
 ปฐมกาล 19:30-32
โลทเองต่อรองกับทูตสวรรค์ ขอไม่หนีไปบนภูเขา จะไปที่เมืองใกล้ ๆ แต่แล้วเขากลับไม่กล้าอาศัยในเมืองโศอาร์   น่าจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น โลทเป็นคนที่มองเห็นประโยชน์ เป็นหลักตั้งแต่ครั้งที่ต้องแยกกับอับราม คงต้องมีอะไรที่ทำให้เขาเลือกไปอาศัยในถ้ำกับลูกสาว  (ซึ่งอยู่แถบทะเลตาย) แล้วลูกสาวของโลทก็กลัวว่าจะไม่มีสามี และต้องการสืบเชื้อสายทางพ่อเอาไว้ จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้องที่สุด แต่เป็นการตัดสินใจที่ไร้พระเจ้า ความคิดของพวกเธอเป็นแบบเดียวกับคนโสโดมโกโมราห์  แทนที่จะรอให้พระเจ้าทรงนำกลับคิดเอาเอง ตรงกันข้ามกับสุภาษิต 3:5-7 

ปฐมกาล 19:33-35
แล้วทั้งสองก็ทำตามแผนของตนเอง ลูกสาวมอมเหล้าพ่อ ทั้ง ๆ ที่พ่อเองพยายามทำให้ลูกปลอดภัยจากคนที่น่ากลัวในเมืองโศอาร์  พี่สาวน้องสาวทำตามแผน โดยที่พ่อไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไป เธอทั้งสองไม่กลัวที่จะทำสิ่งอันน่าอับอายนี้  พวกเธอคิดทางอื่นไม่ออกเลย แถมมีเหตุผลสนับสนุนตัวเองด้วย  การอยู่กับคนไม่เชื่อพระเจ้ามาตั้งแต่เด็ก พ่อก็คงไม่ได้สอนอะไร ทำให้กล้าทำในสิ่งที่น่าอับอายเป็นที่สุด   เราทุกคนตอนนี้ก็กำลังอยู่ในความคิดอย่างโสโดมในโซเชียลมีเดีย
เราต้องระมัดระวังตัวไม่ไปรับอิทธิพลความคิดทางโลกเข้ามา
ต้องหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด

ปฐมกาล 19:36-38
ลูกสาวทั้งสองของโลทได้ทำให้พ่อกลายเป็นบรรพบุรุษของสองชนชาติ การเข้าไปอยู่ในเมืองโสโดมของโลทนั้น ทำให้ชีวิตของเขาห่างจากพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนของพระองค์ คนรุ่นต่อไปคือลูกสาวทั้งสองยิ่งห่างมากขึ้นไปอีกเชื้อสายของโลทจากลูกสาวของเขา ได้กลายเป็นศัตรูยาวนานของอิสราเอล เหมือนกับลูกหลานของอิชมาเอล เสียดายชีวิตของโลทที่เหลืออยู่จริง ๆ 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 19
1* ปฐมกาล 18:2;, 16, 22; 18:1-5
2* ฮีบรู 13:2ปฐมกาล 18:4; 24:32;
ลูกา 24:28
3* ปฐมกาล 18:6-8; อพยพ 12:8
5 อิสยาห์ 3:9; ผู้วินิจฉัย 19:22; ปฐมกาล 4:1
6* ผู้วินิจฉัย 19:23
8* ผู้วินิจฉัย 19:24; ปฐมกาล 18:5
9* 2 เปโตร 2:7-8; อพยพ 2:14
11* ปฐมกาล 20:17-18
12* 2 เปโตร 2:7, 9


13* ปฐมกาล 18:20; 1 พงศาวดาร 21:15
14* มัทธิว 1:18; กันดารวิถี 16:21, 24, 26, 45; อพยพ 9:21
15* วิวรณ์ 18:4
16* 2 เปโตร 2:7; ลูกา 18:13; สดุดี 34:22
17* เยเรมีย์ 48:6; มัทธิว 24:16-18; ปฐมกาล 14:10
18* กิจการ 10:14
21* โยบ 42:8-9
22* อพยพ 32:10 ; ปฐมกาล 13:10; 14:2
24* เฉลยธรรมบัญญัติ  29:23; เลวีนิติ 10:2

25* สดุดี 107:34
26* ลูกา 17:32
27* ปฐมกาล 18:22
28* วิวรณ์ 9:2; 18:9
29* ปฐมกาล 8:1; 18:23
30* ปฐมกาล 19:17, 19
31* ปฐมกาล 16:2,4; 38:8-9
32* มาระโก 12:9
37* เฉลยธรรมบัญญัติ  2:9
38* เฉลยธรรมบัญญัติ   2:19

ปฐมกาล 18 ผู้มาเยือนทั้งสาม

ภาพทั้งสองโดย James Tissot

แขกสามท่านปรากฏ … 

1 พระยาห์เวห์ได้ปรากฏพระองค์แก่อับราฮัมใกล้หมู่ต้นโอ๊กแห่งมัมเร ขณะที่เขานั่งอยู่ตรงช่องเข้าเต็นท์ ช่วงเวลาที่แดดกำลังร้อนจัด
2เขาเงยหน้าขึ้นมา และมองไป มีชายสามคนยืนอยู่ต่อหน้าเขา  เมื่อเห็นชายทั้งสาม เขาก็วิ่งจากทางเข้าเต็นท์ไปต้อนรับพวกเขา จากนั้นก็ก้มกราบลงถึงพื้น
3 และกล่าวว่า “นายท่าน หากข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว ขออย่าผ่านผู้รับใช้ของท่านไป
4 ขอให้ข้าพเจ้าได้นำน้ำมาเพื่อล้างเท้าพวกท่าน และขอให้ท่านได้พักใต้ร่มเงาไม้นี้เถิด
5  แล้วข้าพเจ้าจะได้หาขนมปังมาให้ท่าน และ ในเมื่อพวกท่านได้มาหาผู้รับใช้ของท่านแล้ว ขอให้ท่านได้สดชื่นขึ้นก่อนที่จะเดินทางต่อไป” พวกเขาตอบว่า “ดีสิ เจ้าจงไปทำตามที่เจ้าพูดเถิด”

6 อับราฮัมรีบเข้าไปในเต็นท์ หาซาราห์ และกล่าวว่า “เอาแป้งละเอียดสามถังมานวดทำขนมปังอย่างเร็วเลย”
7อับราฮัมวิ่งไปหาฝูงสัตว์  เลือกลูกวัวที่เนื้อนุ่ม แล้วส่งให้คนรับใช้ที่รีบไปปรุงเป็นอาหาร
8  แล้วเขาก็นำเอาโยเกิร์ต  นม และลูกวัวที่ปรุงแล้ว มาวางไว้ต่อหน้าชายทั้งสาม และเขาก็ยืนข้าง ๆ ใต้ต้นไม้ขณะที่พวกเขารับประทานอาหารกัน

พระเจ้าจะประทานอีกชีวิตให้อับราฮัม
9  พวกเขาถามว่า “ซาราห์ ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน?” เขาตอบว่า “เธออยู่ในเต็นท์” 
10 แล้วท่านผู้หนึ่งกล่าวว่า “เราจะกลับมาหาเจ้าอีกในปีหน้าราว ๆ ช่วงนี้ และซาราห์ภรรยาห์ของเจ้าจะมีลูกชายคนหนึ่ง” ซาราห์เองกำลังฟังอยู่ด้านหลังเขาตรงทางเข้าเต็นท์ 
11 อับราฮัมและซาราห์อายุมาก และซาราห์ก็ผ่านอายุที่จะมีลูกแล้วด้วย
12 ดังนั้น ซาราห์จึงหัวเราะกับตัวเอง คิดว่า “ฉันอายุขนาดนี้แล้ว และนายของฉันก็เหมือนกัน ฉันยังจะมีเรื่องให้ยินดีอย่างนี้อีกหรือ?”
13 พระยาห์เวห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “
 “เหตุใดซาราห์จึงหัวเราะและถามด้วยว่า ‘คนชราอย่างฉันจะมีลูกได้จริง ๆ หรือ?’  

14 มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับพระยาห์เวห์บ้าง? ปีหน้า เราจะกลับมาหาเจ้าในช่วงเวลานี้ และซาราห์จะมีลูกชาย”
15 แล้วซาราห์ก็ปฏิเสธเพราะกลัว กล่าวว่า “ดิฉันไม่ได้หัวเราะนะเจ้าค่ะ” แต่พระองค์ตรัสว่า “ เจ้า หัวเราะจริง ๆ”


อับราฮัมวิงวอนเพื่อเมืองโสโดม 
16 ชายทั้งสามออกไปจากที่นั่น และมองไปยังเมืองโสโดม  อับราฮัมเดินไปส่งพวกเขาตามทาง  
17 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราควรจะปิดบังสิ่งที่เราจะทำไม่ให้อับราฮัมรู้อย่างนั้นหรือ?  
18 ในเมื่ออับราฮัมจะกลายเป็นชนชาติยิ่งใหญ่และเข้มแข็งมาก และชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพระพรผ่านทางเขา
19 เพราะเราได้เลือกเขา เพื่อว่าเขาจะสั่งสอน กำชับลูกหลานในครอบครัวให้รักษาทางของพระยาห์เวห์ ให้ทำสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม เพื่อว่าพระยาห์เวห์จะทรงมอบสิ่งที่ทรงสัญญาไว้แล้วกับอับราฮัม”
20 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เสียงร้องทุกข์เพราะเหตุเมืองโสโดมและโกโมราห์นั้นดังมาก พวกเขาทำบาปที่ชั่วร้ายเป็นอย่างยิ่ง
 21 บัดนี้ เราจะต้องลงไปดูว่า สิ่งที่พวกเขาทำชั่วร้ายอย่างที่เสียงร้องทุกข์นั้นขึ้นมาถึงเราหรือไม่  ถ้าไม่จริง เราก็จะได้รู้”

 อับราฮัมอธิษฐานขอทรงไว้ชีวิต 
22 จากนั้น พวกเขาจึงออกจากที่นั่น มุ่งหน้าไปยังเมืองโสโดม แต่อับราฮัมยังคงยืนอยู่เบื้องพระพักตร์พระยาห์เวห์
23 แล้วอับราฮัมก็เขาไปใกล้พระองค์ ทูลว่า “พระองค์จะทรงกวาดล้างคนเที่ยงธรรมไปพร้อมกับคนชั่วร้ายอย่างนั้นหรือพระเจ้าข้า?”

24 บางทีอาจจะมีคนเที่ยงธรรมห้าสิบคนในเมืองนั้น พระองค์จะทรงกวาดล้างเมืองนั้นและไม่ทรงยกโทษให้เพื่อเห็นแก่คนเที่ยงธรรมห้าสิบคนที่อยู่ในนั้นหรือพระเจ้าข้า? 
25 พระองค์จะไม่ทรงทำอย่างนั้นแน่ จะไม่ทรงสังหารคนเที่ยงธรรมไปพร้อมกับคนชั่วช้า เพราะเท่ากับปฏิบัติต่อคนทั้งสองแบบเช่นเดียวกัน  ไม่มีวันที่พระองค์จะทรงทำอย่างนั้น   พระผู้พิพากษาทุกคนในโลกจะไม่ทรงรักษาความยุติธรรมไว้หรือพระเจ้าข้า?”
 26 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ถ้าเราพบห้าสิบคนที่เที่ยงธรรมในเมืองโสโดม เราจะยกโทษให้กับทั้งเมืองเพื่อเห็นแก่พวกเขา”
27 อับราฮัมตอบว่า “บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงผงดินและเศษเถ้า  ข้าพเจ้ารู้สึกอาจเอื้อมที่จะทูลต่อองค์พระยาห์เวห์
  28 หากว่ามีคนชอบธรรมน้อยลงไปห้าคนจากห้าสิบล่ะพระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสว่า “หากเราพบสี่สิบห้าคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”    

29 อับราฮัมทูลอีกว่า “พระเจ้าข้า หากพบเพียงสี่สิบคน?”   พระองค์ตรัสว่้า “เพื่อเห็นแก่สี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”

30 เขากล่าวว่า  “ขอพระยาห์เวห์อย่างทรงพิโรธ หากข้าพเจ้าจะทูลว่า หากมีเพียงสามสิบคนที่นั่นล่ะพระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสตอบว่า “หากเราพบสามสิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
 

31 อับราฮัมทูลว่า “บัดนี้ ข้าพเจ้าอาจเอื้อมที่จะกราบทูลต่อพระยาห์เวห์มากไปแล้ว หากพบเพียงยี่สิบคนล่ะ พระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสว่า “เพื่อเห็นแก่ยี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
 32 เขากล่าวว่า  “ขอพระยาห์เวห์อย่างทรงพิโรธ หากข้าพเจ้าจะทูลอีกเพียงครั้งเดียว  หากว่า พบเพียงสิบคนเท่านั้นล่ะ พระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสตอบว่า “เพื่อเห็นแก่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”  ”

33 พระยาห์เวห์เสด็จไปตามทางของพระองค์ทันทีที่ตรัสกับอับราฮัมเสร็จ และอับราฮัมก็กลับไปที่อาศัยของเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 18:1-2
พระเจ้าทรงทำการของพระองค์อย่างลึกลับ ไม่คาดฝันแขกผู้มาเยือนคือองค์พระเจ้าและทูตสวรรค์ที่มาปรากฏแก่อับราฮัมในร่างของมนุษย์ เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดหลังจากการเข้าสุหนัตยกครัวเรือนประมาณสองสามเดือน  ครั้งนี้ พระเจ้าทรงมาย้ำพระสัญญาที่เคยให้มาก่อนหน้า

การต้อนรับแขกของชาวตะวันออกกลางนั้น เป็นการต้อนรับที่ทุ่มเทให้กับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่
เมื่อมีชายแปลกหน้าสามคนมายืนอยู่อย่างนั้น ทำให้อับราฮัมรู้สึกดีมาก ๆ เขายินดีที่จะต้อนรับอย่างเต็มใจ การก้มกราบลงถึงพื้น

ปฐมกาล 18:3-5
สิ่งที่อับราฮัมปรนนิบัติผู้มาเยือนคือหาน้ำมาล้างเท้าจากการเดินทางที่เหนื่อยล้าให้พวกเขาได้พักใต้ร่มไม้ และทำอาหารมาให้พวกเขาด้วย … การทำอาหารครั้งนี้จะใช้เวลานาน
พอควร แขกยินดีที่จะรอ  อย่าลืมว่า ชีวิตสมัยกันนั้นเป็นชีวิตไม่เร่งรีบอย่างที่เราเป็นในทุกวันนี้ ถึงกระนั้นอับราฮัมก็รีบเร่งมากที่จะให้แขกได้พักผ่อนกินอาหารให้สบาย

ปฐมกาล 18:6-8
พอเราเห็นวิธีการเตรียมคร่าวๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่งานเล็กๆ เลย เขาต้องทำขนมปังใช้แป้งสามถังเท่ากับประมาณ 22 ลิตร เป็นขนมปังจำนวนมากโข  ต้องฆ่าลูกโคและนำไปตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วปรุงอีก เขาเลือกสิ่งที่ดีสุดให้กับแขกที่มา   …ดีที่เขามีลูกน้องมากมาย ไม่ได้ทำคนเดียว ทั้งสามีภรรยาก็ไม่ใข่แค่สั่งคนงาน แต่เขาตั้งใจทำไปพร้อม
กับทุกคน   เมื่อทำเสร็จแล้ว เขาก็มายืนรอแขกรับประทานอยู่ข้าง ๆ พร้อมที่จะดูแลสิ่งที่ขาดเหลือ เจ้านายของบ้าน เราจะเห็นความถ่อมตน ความเต็มใจต้อนรับจากใจจริงของอับราฮัมอย่างชัดเจน

ปฐมกาล 18:9-10
ตอนนี้ ผู้มาเยือนถามหาภรรยาเจ้าของบ้านจากนั้น คนหนึ่งก็กล่าวว่า เราจะกลับมาหา ภรรยาจะมีลูก นี่เป็นคำสัญญาที่ท่านให้กับอับราฮัมโดยตรง ต่อหน้าต่อตา คราวที่แล้วในปฐมกาล   17:17-22 พระเจ้าทรงสัญญากับท่านแล้วและคราวนี้ ผู้มาเยือนก็มาย้ำสัญญานั้น     อับราฮัมมั่นใจได้ว่า เขากำลังต้อนรับพระเจ้าในสภาพของมนุษย์อยู่ พระเจ้าทรงสัญญาอีกครั้งว่า ปีหน้าเขาจะมีลูกชาย !!

ปฐมกาล 18:11-13
สำหรับซาราห์ที่แอบฟังแขกกับสามีคุยกันน่าจะเป็นเรื่องน่าดีใจมากว่าเธอกำลังจะมีลูก แต่การที่เธอรอลูกมานานสิบกว่าปีแล้วก็ยังไม่มี  เธอผ่านวัยที่จะมีลูกแล้ว ทั้งสามีของเธอก็อายุมากยากที่จะเชื่อว่าเธอจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น
เธอจึงรู้สึกขำว่าเธอจะมีลูกได้

ปฐมกาล 18:14-15
ผู้เขียนไม่ได้ปิดบังแล้วว่าแขกท่านนั้นเป็นใคร  ท่านเขียนว่า พระยาห์เวห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “เหตุใดซาราห์จึงหัวเราะและพูดว่า คนแก่ขนาดนี้จะมีลูกได้หรือ?”



คำที่ว่า มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับพระยาห์เวห์บ้าง? จะต้องเป็นคำที่เราจำใส่ใจไว้ ว่าทุกสิ่งเป็นได้สำหรับพระเจ้า ตั้งความเชื่อพระเจ้าในพระดำรัสนี้

แขกที่มาเยือนคือ พระยาห์เวห์   และทรงย้ำว่าไม่มีอะไรยากสำหรับพระองค์และสัญญาซ้ำว่า จะมาหาในปีหน้า เหตุการณ์เริ่มน่าหวั่นเพราะคำถามนั้น ซาราห์แอบอยู่และหัวเราะพระเจ้าทรงรู้อยู่และถามขึ้นมาเพื่อให้เธอตอบตาม
ความจริง แต่ซาราห์ก็ยังปฏิเสธพระเจ้าหน้าตาเฉย

ปฐมกาล 18:16-18
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ พระองค์ ทรงพิจารณาเรื่องที่พระองค์กำลังจะพิพากษาลงโทษเมืองโสโดมและโกโมราห์ เราทราบมาจาก 13:13 ว่า โสโดมเป็นเมืองที่ชั่วช้ามาก  เป็นเมืองที่เลียนแบบความชั่วจากมนุษย์สมัยก่อนที่พระเจ้าจะทรงให้น้ำท่วมโลก

ทรงถามพระองค์เอง ทำให้เรารู้ถึงพระดำริของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงคิด พิจารณาอะไรบ้าง  เหตุผลที่พระองค์ทรงเปิดเผยเรื่องโสโดม โกโมราห์สำคัญ…
อับราฮัมจะเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ที่ต้องมีหลักการของพระเจ้าอย่างมั่นคง เขาจะต้องปกครองคนจำนวนมาก และอับราฮัมควรมีโอกาสคิดว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรทำอย่างไร

ปฐมกาล 18:19
ข้อนี้บ่งบอกว่า คนของพระเจ้าควรถูกต้องและยุติธรรม
เรื่องการลงโทษบาปของชาวโสโดมและโกโมราห์เป็นเรื่องสำคัญที่พระคัมภีร์พูดถึงหลายครั้ง   ชีวิตคนเมืองเป็นตัวแทนของคนทั้งโลกที่ทำบาปโดยไม่ยอมกลับใจ  จากเหตุการณ์พิพากษาครั้งนี้ เราจะเห็นหัวใจความเป็นห่วงของอับราฮัมชัดเจน 

ปฐมกาล 18:20-22
เมื่อมีการร้องทุกข์มาถึงพระเจ้า จากคนที่ถูกชาวเมืองโสโดม โกโมราห์ กดขี่ ทำร้าย จากคนที่เห็นความชั่วช้าของชาวเมือง  คล้ายกับการเรียกร้องจากเลือดของอาเบล พระเจ้าจะทรงไปดูและสอบสวนสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์จะทรงดูหลักฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้พระองค์จะทรงรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทรงเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรม และมนุษย์จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และเวลานี้เอง พระเจ้าทรงรอให้อับราฮัมทำสิ่งที่สมควรจะทำ  เขากำลังครุ่นคิดว่า จะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยคนเหล่านี้ 

ปฐมกาล 18:23-24
แล้วเขาก็คิดได้ว่าเขาควรทำอะไรเขาเข้ามาใกล้พระองค์ ทูลถามสิ่งที่เขารู้คำตอบอยู่แล้ว “พระองค์จะไม่ทรงทำลายคนเที่ยงธรรมพร้อมกับคนอธรรมแน่นอน” อับราฮัมทูลถามพระเจ้า แต่จริง ๆ แล้ว เป็นคำร้องทูลในลักษณะของการท้าทายว่าพระองค์จะไม่ทรงทำใช่ไหม?



ปฐมกาล 18:25-26
แล้วอับราฮัมก็ได้คำตอบที่เขาคิดไว้แล้ว ถ้ามีคนของพระเจ้า 50 คนในเมืองนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงทำลายแน่นอน เพื่อเห็นแก่คนทั้งห้าสิบ พระเจ้าทรงยุติธรรมตามที่เขาทูลต่อพระองค์  เมื่อพระเจ้าทรงบอกว่า จะทรงทำอะไรกับคนชั่ว  พระทัยของพระเจ้าทรงประสงค์ให้คนกลับใจอยู่แล้ว ( 2 เปโตร 3:9 )
อับราฮัมก็พยายามที่จะช่วยคนเหล่านั้น โดยหาเรื่องต่อรองกับพระเจ้า เขามั่นใจว่า พระเจ้าจะไม่สังหารคนชอบธรรมไปพร้อมกับคนชั่ว  แต่ความจริงแล้ว เขาไม่แน่ใจหรอกว่าจะมีคนของพระเจ้าถึง 50 คนในเมือง

 ปฐมกาล 18:27-28
ที่เราแน่ใจว่า อับราฮัมรู้ว่าไม่มีทางที่จะมีคนเที่ยงธรรมถึงห้าสิบในเมือง เพราะเขาต่อรองลงมาเหลือ 45 คน ก่อนที่เขาจะขอทุกครั้ง เขาขอโทษพระองค์ เขาบอกพระองค์ว่า พระองค์คือใคร…องค์เจ้านาย และบอกว่า เขาคือใคร…ฝุ่น ผงที่ไม่มีค่า แต่เมื่อพระเจ้าทรงตอบแล้วว่าตกลงจะไม่ทำลายเมืองนั้นตามเงื่อนไขของอับราฮัม เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนเที่ยงธรรมมากถึง 45 คน!

ปฐมกาล 18:29-30
นี่ไง มาสูตรเดิม ขอพระเจ้าอย่าทรงกริ้ว อับราฮัมขอต่อรองลงมาจาก 50 ลงมาทีละห้า ในที่สุดก็เหลือแค่ 30 คน และพระเจ้าก็ทรงตกลงพระทัยที่จะไม่ทำลายถ้าพบ 30 คนนั้น  พระเจ้าทรงยินดีที่จะไม่ทำลายเมืองเพื่อเห็นแก่สามสิบคน 
ตอนนี้ อับราฮัมแน่ใจแล้วว่า ในเมืองโสโดมและโกโมราห์ ไม่ได้มีคนของพระเจ้ามากถึงสามสิบจะทำอย่างไรล่ะทีนี้ ? จะต่อรองกับพระองค์อีกสักหน่อยไหม? นี่เป็นความห่วงใยของอับราฮัมต่อชาวเมืองและโลทหลานชายที่อยู่ในเมืองนั้น  เราจะเห็นว่า อับราฮัมกำลังทำสิ่งที่เป็นเงาของราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นคนกลาง ทูลขอพระเจ้าเพื่อคนบาป และยังทรงมอบชีวิตของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่ของมนุษย์ด้วย   (1 ทิโมธี 2:5)

ปฐมกาล 18:31-32
อับราฮัมยังไม่ย่อท้อ ไม่หยุดง่าย ๆ เขาขอโทษพระเจ้าที่ยังจะขอต่อรองอีก ถ้าพบเพียง 20 คนพระองค์ทรงสัญญาจะไม่ทำลาย และถ้าพบเพียง 10 คน พระองค์ก็จะไม่ทำลาย
ตาสว่างแล้ว … อับราฮัมเข้าใจแล้วว่า ในเมืองทั้งสองไม่มีแม้กระทั่งคนของพระเจ้าเพียง10 คน เขาต้องหยุดเพียงแค่นั้น ความบาปของทั้งสองเมืองใหญ่โต เกินกว่าที่พระเจ้าจะทรงปล่อยเอาไว้ไม่มีใครเป็นคนดีเลยไม่มีสักคนอย่างที่โรม 3:10 ได้กล่าวไว้ปฐมกาล 18:33
เมื่อได้อ่านคำสนทนาของพระยาห์เวห์กับอับราฮัมแล้วเราก็รู้ว่าพระเจ้าทรงยินดีกับการที่คนของพระองค์จะแสดงความห่วงใยและทูลขอร้องพระองค์เพื่อคนที่เขาห่วงอับราฮัมมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดพอที่เขาจะกล้าต่อรองกับพระองค์

พระเยซูเองนอกจากทรงเผชิญกับความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน (ฮีบรู 2:9)บัดนี้ก็ทรงวิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อคนบาปที่พระบัลลังก์พระบิดา (โรม 8:34)

 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 18
1* ปฐมกาล 13:18; 14:13
2*  ฮีบรู 13:2; ปฐมกาล 19:1
4* ปฐมกาล 19:2; 24:32; 43:24
5* ผู้วินิจฉัย 6:18-19; 13:15-16; 19:5; ปฐมกาล 19:8; 33:10
8* ปฐมกาล 19:3
9* ปฐมกาล 24:67
10* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:16; โรม 9:9



11* ปฐมกาล 17:17; 31:35
12* ปฐมกาล 17:17; ลูกา 1:18; 1 เปโตร 3:6
14* เยเรมีย์ 32:17; ปฐมกาล 17:21; 18:10
16* โรม 15:24
17* สดุดี 25:14
18* กิจการ 3:25-26
19* เฉลยธรรมบัญญัติ   4:9-10; 6:6-7
20* ปฐมกาล 4:10; 19:13; 13:13
21* ปฐมกาล 11:5; เฉลยธรรมบัญญัติ   8:2; 13:3

22* ปฐมกาล 18:16; 19:1
23* ฮีบรู 10:22; กันดารวิถี 16:22 ;โยบ 9:22;ปฐมกาล 20:4
25* อิสยาห์ 3:10-11; เฉลยธรรมบัญญัติ   1:16-17; 32:4
26* เยเรมีย์ 5:1
27* ปฐมกาล 3:19
32* ผู้วินิจฉัย 6:39; ยากอบ 5:16

ปฐมกาล 17 พันธสัญญาด้วยสุหนัต

James Tissot

1 เมื่ออับรามอายุได้ 99 ปี พระยาห์เวห์ปรากฏพระองค์แก่เข้า และตรัสว่า “เราคือเอลชัดดาย พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ จงดำเนินชีวิตตามหนทางของเรา และเป็นคนใจบริสุทธิ์
2 เราจะทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า และเราจะเพิ่มจำนวนลูกหลานของเจ้าอย่างมากมาย” 


3 อับรามหมอบก้มหน้าลง และพระเจ้าตรัสต่อไปว่า 
4 “สำหรับแล้วแล้ว นี่เป็นพันธสัญญากับเจ้า เจ้าจะได้เป็นพ่อของหลายชนชาติ   
5  ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับราม (พ่อที่ได้รับการยกย่อง)
แต่เจ้าจะได้ชื่อว่า อับราฮัม
(พ่อของคนมากมาย) เพราะเราได้ทำให้เจ้าเป็นพ่อของหลายชนชาติ   
6 เราจะทำให้ เจ้าเป็นคนมีลูกดก  และจะสร้างชนชาติต่าง ๆ ขึ้นมาจากเจ้า  กษัตริย์หลายองค์จะเป็นเชื้อสายของเจ้า   

“เราจะสถาปนาพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า  และกับเชื้อสายที่ตามเจ้ามา ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า เป็นพันธสัญญานิรันดร์  ที่เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และของผู้ที่สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า   8 เราจะยกแผ่นดินคานาอันทั้งหมดที่ขณะนี้เจ้าอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ให้เป็นกรรมสิทธิ์ยั่งยืน นิรันดร์ของทั้งเจ้าและผู้สืบเชื้อสายของเจ้า  และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา

  9 พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “ส่วนเจ้า เจ้าจะต้องรักษาพันธสัญญาของเรา คือทั้งตัวเจ้าและผู้สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า

10 นี่เป็นพันธสัญญาของเรากับเจ้า และผู้สืบเชื้อสายที่จะตามมาภายหลังเจ้า เจ้าต้องรักษาพันธสัญญานี้  นั่นคือ ชายทุกคนในสายของเจ้าจะต้องเข้าสุหนัต 
11 เจ้าจะต้องเข้าสุหนัตตัดปลายองคชาต นี่จะเป็นเครื่องหมายของพันธสัญญาระหว่างเราและเจ้า 
12 ในทุกชั่วอายุคน เด็กชายในครอบครัวเจ้าที่มีอายุ 8 วัน จะต้องเข้าสุหนัต  รวมทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน หรือชนต่างชาติที่เจ้าซื้อมาด้วยเงิน ซึ่งไม่ได้เป็นลูกหลานของเจ้า 
13 ทาสที่เกิดในครัวเรือนของเจ้า และคนที่เจ้าซื้อมาด้วยเงินจะต้องเข้าสุหนัต พันธสัญญาของเราที่เนื้อหนัง ของเจ้านั้นจะเป็นพันธสัญญานิรันดร์


14 ชายคนใดที่ไม่เข้าสุหนัต คือคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตตัดปลายองคชาตนั้น จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เพราะเขาละเมิดพันธสัญญาของเรา”
15 พระเจ้าตรัสกับฮับราฮัมว่า “ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าจะต้องไม่เรียกเธอว่า ซาราย (เยาะหยัน) อีกต่อไป แต่เธอจะได้ชื่อว่า ซาราห์ (เจ้าหญิง)
16 เราจะอวยพรเธอ ยิ่งกว่านั้น เราจะให้ลูกชายคนหนึ่งแก่เจ้า โดยเกิดจากซาราห์  เราจะอวยพรให้เธอเป็นแม่ของคนชาติต่าง ๆ กษัตริย์ของชนชาติต่าง ๆ จะเกิดมาจากเธอ”


17 พอถึงตรงนี้ อับราฮัมก็หมอบกราบซบหน้ากับพื้นและหัวเราะ เขาคิดในใจว่า “ผู้ชายอายุร้อยปีจะมีลูกได้หรือ ซาราห์จะคลอดลูกตอนอายุเก้าสิบปีอย่างนั้นหรือ?”
18 อับราฮัมทูลพระเจ้าว่า “ขอให้อิชมาเอลอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เถิด”
19 พระเจ้าตรัสตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ซาราห์ ภรรยาของเจ้าจะมีลูกชายให้เจ้า และเจ้าจะเรียกเขาว่า อิสอัค (หัวเราะ) เราจะทำพันธสัญญานิรันดร์กับเข้าเป็นพันธสัญญานิรันดร์กับผู้สืบเชื้อสายรุ่นต่อมา”  

20 แต่ส่วนอิชมาเอล เราจะอวยพรเขา(หรือ เราได้ยินเจ้าแล้ว) เราจะให้เขามีลูกดก และเขาจะมีลูกหลานมากมาย เขาจะเป็นพ่อของเจ้าชายสิบสององค์  และเราจะทำให้เขาเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่

21 แต่เราจะทำพันธสัญญาของเรากับอิสอัคซึ่งเป็นลูกชายที่เกิดจากซาราห์  เขาจะเกิดปีหน้า ในช่วงเวลาประมาณนี้”
22 เมื่อตรัสกับอับราฮัมแล้ว พระองค์ก็เสด็จจากเขาไป 

23 ในวันเดียวกันนั้น อับราฮัมได้นำอิชมาเอล และทาสชายทุกคนที่เกิดในครัวเรือนของเขา และคนที่เขาซื้อมาด้วยเงิน  ชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัมได้มาเข้าสุหนัตตัดหนังปลายองคชาตตามที่พระเจ้าได้ตรัส 

24 วันที่เขาสุหนัตนั้นอับราฮัมอายุ 99 ปี
25 และอิชมาเอลลูกชายของเขาอายุ 13 ปี 
26 อับราฮัมและอิชมาเอลลูกชายก็ได้เข้าสุหนัตในวันเดียวกัน
27  รวมทั้งผู้ชายทุกคนในครัวเรือนของเขา ทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน และคนต่างชาติที่เขาซื้อมาด้วยเงินก็เข้าสุหนัตด้วยกันกับเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 17:1-3 
พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญาครั้งที่สาม

นานสิบสามปีที่อับรามใช้ชีวิตเป็นสุขอยู่กับอิชมาเอล  พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามอีกครั้ง ทรงบอกพระนามว่า ทรงเป็น  เอลชัดดาย אֵ֣לשַׁדַּ֔י  พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ นี่เป็นพระนามที่สำคัญมากยิ่ง  พระนามนี้มักจะปรากฏในบริบทที่บอกว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์ และชีวิต แล้วพระองค์ทรงย้ำให้อับรามใช้ชีวิตตามทางของพระองค์  หรือเดินต่อพระพักตร์พระองค์  คือจะต้องรู้ว่า พระองค์ทรงอยู่ ณ ที่ ๆ เราอยู่  ตระหนักการทรงอยู่ของพระเจ้าทุกเวลา 

ให้มีใจที่บริสุทธิ์  หรือไร้ตำหนิ   อาจจะพูดได้อีกทางหนึ่งว่า จงดำเนินชีวิตต่อหน้าเราแล้วเจ้าจะมีชีวิตที่ไร้ตำหนิ
การปรากฏพระองค์ครั้งนี้ ทรงประสงค์จะบอกเขาว่า พระองค์ทรงตั้งพระทัย จะให้เขาเกิดผล มีลูกหลานมากมาย
ผู้เชื่อควรดำเนินชีวิตด้วยความตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้าและยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ (โรม 12:1; เอเฟซัส 1:4)

ปฐมกาล 17:3-5
ครั้งนี้ เมื่อพระเจ้าตรัส อับรามก้มลงนมัสการพระองค์ทันทีครั้งนี้นับได้ 25 ปีหลังจากที่พระเจ้าทรงทำสัญญาครั้งแรกกับเขา   ทรงสำแดงความตั้งพระทัยเดิม คือประทานพันธสัญญาพร้อมกับชื่อใหม่ให้กับอับราม พันธสัญญานี้มีการทำสุหนัตเป็นเครื่องหมาย (ซึ่งก็กลายเป็นประเพณีต่อมาของคนยิวจนทุกวันนี้)
ชื่อใหม่ของอับราม เป็นการย้ำความตั้งพระทัยของพระองค์ ชื่อเดิมของเขาที่ว่าพ่อที่ได้รับการยกย่องนั้น น่าจะโยงถึงเทราห์พ่อของอับราม แต่ครั้งนี้ อับราฮัม แปลว่า พ่อแห่งคนจำนวนมากมาย ชื่อนี้บ่งบอกพระดำริของพระเจ้าจะทรงทำให้เขามีลูกดก

17:6-7  ภาษาเดิมใช้คำว่ามากมาย มากมายสองครั้งเท่ากับเป็นการย้ำว่า จะได้อย่างนั้นจริง ๆ  พันธสัญญาครั้งนี้ พระเจ้าทรงเน้นไปที่จำนวนของเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา
ในข้อสองพระเจ้าทรงสัญญาจะเพิ่มพูนจำนวนส่วน
ข้อนี้พระเจ้าทรงสัญญาจะเกิดชาติต่าง ๆ จากตัวเขา จะมีกษัตริย์ในเชื้อสายของเขา และพระเจ้าทรงถือว่าสัญญานี้เป็นสัญญาต่อเนื่องยาวนานเป็นนิรันดร์
พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาตลอดไปถึงลูกหลาน ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในวันทำพันธสัญญา  

ปฐมกาล 17:8-9
ในข้อ 8 นี้ พระเจ้าทรงสัญญาจะให้แผ่นดินที่เฉพาะเจาะจง ทรงให้ชื่อชัดคือ คานาอัน  มีพื้นที่ชัดเจนให้กับคนที่เป็นเชื้อสายโดยสายเลือดแก่อับราฮัม ซึ่งก็หมายถึงคนยิวแต่แล้ว ยังมีเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เขาทำตาม   

ข้อสังเกต: การที่พระเจ้าจะประทานลูกชายให้นั้นพระเจ้าทรงสั่งว่าให้เขาดำเนินชีวิตอย่างไร้ที่ติ แต่การประทานแผ่นดินนี่สิกลับมีสิ่งที่อับราฮัมต้องลงมือทำ! รวมไปถึงชายทุกคนในบ้านของเขา 

ปฐมกาล 17:10-12
พันธสัญญากับอับราฮัมและคนในครอบครัว
พันธสัญญานี้จะส่งผลให้กับคนในครอบครัวและคนที่มีความสัมพันธ์กับอับราฮัม พวกเขาต้องมีสัญญลักษณ์ว่า เป็นผู้ร่วมพันธสัญญา คนที่ถูกขลิบ คือชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัม คนที่อับราฮัมเป็นเจ้านาย  คนที่เป็นทาสของเขาด้วย
คนเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมายของการทำพันธสัญญาติดตัวไปเลย  วิธีของพระเจ้านี้เด็ดขาดสำหรับลูกหลานอับราฮัมโดยเฉพาะ
คำว่าพันธสัญญา ในภาษาฮีบรูคือ בְּרִית อ่านเบรีท หมายถึงการตัดผ่านระหว่างชิ้นเนื้อ หรือการขลิบปลายองคชาต ที่เราเรียกว่า สุหนัตนั่นเอง
นี่เป็นสัญญาระหว่างสองฝ่าย เป็นสัญญาที่ทำต่อกัน มีภาระผูกพันต่อกัน การเข้าสุหนัตนี้เป็นคำเตือนที่พวกเขาจะระลึกถึงข้อตกลงที่พระเจ้าจะประทานพระพรในครั้งนี้

ปฐมกาล 17:13-14
ผู้ชายในครัวเรือนของอับราฮัมไม่ใช่แค่สิบยี่สิบคน จำได้ไหมตอนที่เขารวบรวมชายกล้าหาญที่ไปชิงโลทกลับมาก็ 318 คนแล้ว (ปฐมกาล 14:14) เท่ากับเขามีผู้ชายอยู่ในครอบครองหลายร้อยคน และก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ พวกนี้มาตั้งสมัยที่เขาเดินทางมาจากเมืองเออร์ และยังไปได้ทาสรับใช้มาจากอียิปต์ด้วยการที่พวกเขาจะรับสุหนัตเหมือนเจ้านายเท่ากับพวกเขาประกาศว่า ตนเองเป็นชนชาติเดียวกับนาย
ของพวกเขา จึงจะได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามสมควร

ปฐมกาล 17:15-16 
ซารายเป็นซาราห์  ความหมายชีวิตเปลี่ยน
แล้วพระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนชื่อซารายเป็นซาราห์ที่แปลว่า เจ้าหญิงของฉัน หรือราชินี ซึ่งไปกันได้ดีกับชื่อใหม่ของอับราฮัมที่แปลว่าพ่อของชนหลายชาติ
ตอนที่พระเจ้าทรงบอกเรื่องนี้ ทั้งสองก็ชรามากแล้ว
ดูเป็นไปไม่ได้ ดูน่าขันสำหรับคนทั่วไปแต่พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจังกับพระสัญญาที่ดูเป็นไปไม่ได้นี้ ทรงยืนกรานที่จะให้สามีภรรยาอาวุโสได้เป็นพ่อแม่ของเด็กคนหนึ่งที่จะเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายไปถึงผู้ที่สำคัญที่สุดในจักรวาล !

ปฐมกาล 17:17-18
พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจัง อับราฮัมเองกลับขำกับพระสัญญาของพระองค์ การหัวเราะครั้งนี้ บ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อสักเท่าไร  (แต่เมื่อมีอิสอัค การหัวเราะของเขากลายเป็นความยินดี)เขามองไม่ออกว่าคนแก่หง่อมอย่างเขาจะมีทารกน้อยในบ้านได้อย่างไร

 ดังนั้น อับราฮัมจึงเสนอว่า อิชมาเอลนี่แหละน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้สืบต่อชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้ ทั้ง ๆ ที่อิชมาเอลเป็นหลักฐานให้เห็นชัดว่า อับราฮัมไม่เชื่อมั่นตั้งแต่ต้นว่าพระเจ้าจะประทานลูกชายให้ แต่เขาอยู่กับลูกชายคนนี้มานาน รักเขาแล้ว ขอพระเจ้าอวยพรเขาเถอะ…

ปฐมกาล 17:19
แต่พระเจ้าทรงยืนกรานพระประสงค์ของพระองค์ แถมพระองค์ยังบอกด้วยว่า เด็กชายคนนี้จะชื่ออิสอัค เป็นชื่อที่ตอบโต้กับการหัวเราะขำพระสัญญาของอับราฮัม เพราะชื่ออิสอัค แปลว่า หัวเราะและยังเป็นชื่อที่จะทำให้ชายหญิงชราคู่หนึ่งได้ยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเป็นสุข และอิสอัคผู้นี้จะมีความสำคัญมาก เพราะพระเจ้าจะทรงยืนยันจะทรงทำ
พันธสัญญานิรันดร์กับอิสอัคด้วย

ปฐมกาล 17:20
ถึงแม้จะเป็นลูกของอับราฮัม แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เขาเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายพระเมสสิยาห์อย่างไรก็ดี พระเจ้าก็ทรงสัญญาอวยพระพรเขา ตามคำที่อับราฮัมได้ทูลขอทั้งให้เขาเกิดผล มีลูกหลานจำนวนมหาศาล เขาจะยิ่งใหญ่เพราะมีกษัตริย์หรือผู้ปกครองเกิดจากเขาด้วย เขาจะกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่
ชื่ออิชมาเอลมีความหมายว่า พระเจ้าทรงฟัง เป็นชื่อที่มีพลังจริง ๆ

ปฐมกาล 17:21-23
พากันเข้าสุหนัต
พระเจ้าทรงสัญญาว่า พันธสัญญาของพระองค์จะเกิดผลเป็นจริงในปีหน้า พระเจ้าตรัสแล้วก็ทรงจากไป สิ่งที่อับราฮัมทำตามพระบัญชาทันทีคือการให้ทุกคนในบ้านเข้าสุหนัต นี่เป็นเรื่องน่าจะโกลาหลมากในครอบครัว ทำไมการทำพันธสัญญาของพระเจ้าจึงต้องมีการขลิบหนังแบบนี้ด้วย? วิธีนี้ทำให้ครอบครัวของอับราฮัมแตกต่างจากครอบครัวคนโบราณอื่น ๆ ชัดเจนมาก และเขาก็ช่างเชื่อฟังแบบรวดเร็วเกินความคาดหมายเสียจริง

 ปฐมกาล 17:24-27
การเข้าสุหนัตพร้อม ๆ กันในวันเดียวนี้ แสดงว่าเขาเชื่อฟัง  เขาทำตามคำบัญชาของพระเจ้าตรงไปตรงมา
ทำแบบไม่ต้องมีข้อโต้แย้งใด ๆ เป็นตัวอย่างของความเชื่อที่คนสมัยประชาธิปโตยแบบเรา ๆ ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ   ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องมีการโวยวายกันสักตั้ง

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 17
1* ปฐมกาล 12:7; 18:1; 28:3; 35:11 ; 2 พงศ์กษัตริย์ 20:3; เฉลยธรรมบัญญัติ 18:13
2* ปฐมกาล 15:18; 12:2; 13:16; 15:5; 18:18
4* โรม 4:11-12
5* เนหะมีย์ 9:7
6* ปฐมกาล 17:16; 35:11; มัทธิว 1:6
7* กาลาเทีย 3:17; ปฐมกาล 26:24; 28:13; โรม 9:8



8* กิจการ 7:5; ปฐมกาล 23:4; 28:4;
เลวีนิติ 26:12
9* อพยพ 19:5
10* กิจการ 7:8
11* อพยพ 12:13, 48
12* เลวีนิติ 12:3
14* อพยพ 4:24-26
16* ปฐมกาล 18:10; 35:11; 17:6; 36:31

17* ปฐมกาล 17:3; 18:12; 21:6
18* ปฐมกาล 18:23
19* ปฐมกาล 18:10; 21:2; กาลาเทีย 4:28; ปฐมกาล 22:16
20* ปฐมกาล 16:10; 25:12-16; 21:13, 18
21* ปฐมกาล 26:2-5; 21:2; 18:14
27* ปฐมกาล 18:19