อพยพ 5 ครั้งแรกที่พบฟาโรห์​

เผชิญหน้าฟาโรห์

1 หลังจากที่โมเสสและอาโรนได้พูดกับคนอิสราเอลแล้ว พวกเขาก็ไปเฝ้าฟาโรห์ ทูลว่า “พระยาห์เวห์ องค์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสว่า ‘จงปล่อยประชากรของเราไป เพื่อพวกเขาจะจัดงานฉลองถวายเกียรติแก่เราในถิ่นกันดาร’” 
2 แต่ฟาโรห์กล่าวว่า “พระยาห์เวห์เป็นใครหรือ ที่เราจะต้องเชื่อฟัง และปล่อยคนอิสราเอลไป? 
เราไม่รู้จักพระยาห์เวห์ และเราจะไม่ปล่อยอิสราเอลไป” 
3 อาโรนกับโมเสสทูลว่า “พระเจ้าของคนฮีบรูได้ปรากฏแก่เรา จึงขอพระราชทานอนุญาตเดินทางสามวันเข้าไปในถิ่นกันดาร เพื่อถวายเครื่องบูชาแก่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกข้าพระบาท หากเราไม่ทำ พระองค์จะทรงลงโทษด้วยโรคระบาดหรือคมดาบ”

 



4 แต่ฟาโรห์ตรัสกับเขาว่า “โมเสสและอาโรน
ไฉนพวกเจ้าจึงชวนให้คนละทิ้งหน้าที่การงาน ? 
ให้พวกเขากลับไปใช้แรงงานต่อไป!”
5 “มีคนฮีบรูอยู่มากมายในแผ่นดิน แล้วตอนนี้พวกเจ้ามาขอให้พวกเขาหยุดงาน!”
6 แล้วในวันนั้นเอง ฟาโรห์บัญชา นายทาสและผู้คุมคนงาน
7 “พวกเจ้าไม่ต้องให้ฟางเพื่อทำอิฐอย่างที่เคยทำมา ให้พวกทาสเหล่านี้ไปหาฟางเอาเอง
8 แต่พวกเขาจะต้องทำอิฐให้ได้จำนวนเท่าเดิม อย่าลดจำนวน ทาสเหล่านี้เกียจคร้าน จึงมาขอว่า ‘โปรดปล่อยเราไปถวายเครื่องบูชาพระเจ้าของเรา’
9 เจ้าจงบังคับให้เขาทำงานหนักขึ้น พวกเขาจะได้ไม่มีเวลามาฟังคำโกหกของโมเสส”

ผลลัพธ์ที่ได้
10 ดังนั้นนายทาสกับผู้คุมคนงานจึงไปหาทาสอิสราเอล สั่งว่า “ฟาโรห์ทรงบัญชาว่า ให้เรางดแจกฟางให้พวกเจ้า
11 ดังนั้น พวกเจ้าจงไปหาฟางกันเอง หาที่ไหนก็ได้ แต่เจ้าจะต้องทำอิฐให้ได้จำนวนเท่าเดิม”
12 พวกเขาจึงต้องออกไปทั่วอียิปต์เพื่อหาฟาง
13  ส่วนพวกนายทาสก็เร่งงาน บังคับให้ทาสทำงานหนักขึ้น กล่าวว่า “พวกเจ้าจะต้องทำอิฐให้ครบตามจำนวน เหมือนตอนที่พวกเจ้าได้รับฟางจากเรา”
14  นายทาสของฟาโรห์ก็บีบให้ผู้คุมงาน รับผิดชอบผลงานของประชากร  นายทาสชาวอียิปต์ก็ได้โบยพวกเขา  และถามว่า “ทำไมหมู่นี้พวกเจ้าจึงทำอิฐไม่ครบตามจำนวน?”
15  ดังนั้นผู้คุมงานชาวอิสราเอลทั้งหลาย ได้เข้าเฝ้าฟาโรห์ ร้องทูลว่า “เหตุใดท่านจึงทำกับพวกเราซึ่งเป็นทาสของท่านเยี่ยงนี้?”
16 ท่านไม่ได้แจกฟางให้พวกเรา แต่กลับถูกสั่งให้ทำอิฐ  นายทาสก็โบยตีเรา แต่นี่เป็นความผิดของคนของท่านต่างหาก”
17 ฟาโรห์ตรัสตอบ “พวกเจ้านี่เกียจคร้านจริง ๆ นี่ไม่ต้องการทำงานใช่ไหม? ถึงขอว่า ปล่อยพวกเราไป เพื่อถวายเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์ 


18  ไป! กลับไปทำงาน  เราจะไม่ให้ฟางกับเจ้า แต่เจ้าจะต้องทำอิฐให้ครบเหมือนอย่างที่พวกเจ้าเคยทำ”
19 ผู้คุมงานชาวอิสราเอลเห็นว่าพวกตนตกที่นั่งลำบากแล้ว เพราะฟาโรห์ยื่นคำขาดให้ ทำอิฐให้ครบเหมือนอย่างที่เคยทำ 
20 เมื่อพวกเขากลับจากการเข้าเฝ้าฟาโรห์ ก็พบโมเสสกับอาโรนที่รอพวกเขาอยู่
21 พวกเขาจึงกล่าวกับทั้งสองว่า “ขอพระยาห์เวห์ทรงดูสิ่งที่ท่านทำ และลงโทษท่านทั้งสอง ท่านทำให้ทั้งฟาโรห์ กับพวกข้ารับใช้มีข้ออ้างที่จะประหารพวกเรา!”


โมเสสตัดพ้อพระเจ้า
22 โมเสสหันไปหาพระยาห์เวห์ทูลว่า “โอ พระยาห์เวห์ เหตุใดพระองค์จึงทรงทำให้คนของพระองค์เป็นทุกข์เช่นนี้?​  ทรงส่งข้าพเจ้ามาเพื่อประโยชน์อันใด?
23 เพราะตั้งแต่ข้าพเจ้าไปหาฟาโรห์เพื่อกล่าวในพระนามของพระองค์ ฟาโรห์ก็จัดการกับคนของพระองค์อย่างเลวร้าย  และพระองค์ไม่ได้ทรงช่วยกู้คนของพระองค์เลย!” 

อธิบายเพิ่มเติม

เผชิญหน้าฟาโรห์
อพยพ 5:1-9
หลังจากที่คุยกันระหว่างผู้นำอิสราเอลแล้ว พวกเขาก็ขอเข้าเฝ้าฟาโรห์ ..​
โดยแนะนำว่า พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งอิสราเอล  พระองค์ทรงขอให้ฟาโรห์ปล่อยประชากรของพระองค์ …เพื่อถวายเกียรติพระองค์ในถิ่นกันดาร 
อย่างที่กล่าวมา ฟาโรห์องค์นี้ น่าจะรู้จักโมเสสมาก่อน  โมเสสเคยเป็นลูกบุญธรรมของราชมารดาของฟาโรห์   แต่ตัวโมเสสเองตัดสินใจที่จะเลือกความเป็นคนของพระเจ้า ไม่เลือกบัลลังก์ฟาโรห์ตามที่ผู้เขียนหนังสือฮีบรู ซึ่งเขียนพันกว่าปีหลังจากเหตุการณ์บอกเราไว้ในฮีบรู 11:24-27  พระเจ้าทรงเห็นความเชื่อของโมเสสตั้งแต่วันนั้นแล้ว
ตัวฟาโรห์เอง ถูกแต่งตั้งให้เป็นเหมือนกับพระของคนอียิปต์อยู่แล้ว ฟาโรห์เข้าใจว่า ทาสอิสราเอลก็เป็นสมบัติของเขา อยู่ดี ๆ พระของอิสราเอลก็มาทวงประชาชนที่เป็นทาส ที่กำลังสร้างเมืองให้กับเขาให้ออกไป นี่เป็นการท้าทายฟาโรห์ และยังกล่าวในเชิงว่า พระเจ้าแห่งอิสราเอลนั้นใหญ่มาก
พูดไปนานเข้า โมเสส อาโรน ก็ยื่นคำขาด ขอออกไปนมัสการพระเจ้าในถิ่นกันดารแค่สามวัน  ถ้าไม่ทำจะเกิดการลงโทษด้วยโรคระบาด หรือคมดาบ นี่เหมือนกับจะเป็นการขู่ฟาโรห์ซึ่ง ๆ หน้า


ฟาโรห์บังคับแรงงานจนอิสราเอลแทบไม่ไหว 

สิ่งที่ฟาโรห์ทำ ถือได้ว่า ฉลาดพอตัว เพราะเขาไม่ให้ฟางทำอิฐเหมือนเคย แต่ กลับให้คนอิสราเอลหาฟางเอง และต้องรักษาจำนวนการทำงานให้ได้เท่าเดิม
เขาทำลายความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อโมเสสได้อย่างทันควัน 
นอกจากฟาโรห์จะทำลายความเชื่อมั่นในตัวโมเสส ฟาโรห์ยังตั้งใจที่จะให้อิสราเอลทำงานมาก ๆ ไม่มีเวลาพัก ไม่มีเวลามาฟังคำของโมเสส 
หากเราคิดในแง่ของฟาโรห์  พระเจ้าของอิสราเอลคือศัตรูที่จะมาเอาทาสของเขาออกไป  เขาต้องการแรงงานจำนวนมาก ถ้าเขาปล่อยทาสไป พวกเขาอาจไม่กลับมาอีกเลย  
นี่เป็นการต่อสู้ยกแรก  ชัดเจนว่า ฟาโรห์ไม่ยอม

ผลลัพธ์ที่ได้
อพยพ 5:10-21
แล้วทาสอิสราเอลก็ได้ยินข่าวร้ายที่คาดไม่ถึง  ฟาโรห์อ้างว่า  พวกเขาเป็นทาสเกียจคร้าน  ดังนั้นนายทาสกับผู้คุมคนงานจึงงดแจกฟางตามคำสั่งฟาโรห์ผู้คุมงานชาวอิสราเอลถึงกับเข้าเฝ้าฟาโรห์   ร้องเรียนแต่ไม่ได้ผลพวกเขารู้แล้วว่าคำสั่งฟาโรห์นั้นไม่มีใครจะต้านได้  พวกเขากลับมาหาอาโรนโมเสสและผู้ใหญ่ของอิสราเอล  และผู้คุมงานมองว่าฟาโรห์พยายามจะฆ่าหมู่พวกเขาความพยายามครั้งแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า  

โมเสสตัดพ้อพระเจ้าอพยพ 5:22-23
พอเหตุการณ์ไม่เป็นใจ  โมเสสกลับมาทูลต่อพระเจ้า เขามองว่า ความคิดทั้งหมดนี้ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการเข้าไปยื่นคำร้องขอจากฟาโรห์ได้รับคำตอบว่า ไม่ และส่งผลเสียให้กับประชาชนด้วย

เนื่องจากการประชุมของพวกเขากับฟาโรห์ส่งผลให้สภาพแย่ลงสําหรับประชาชนและไม่ดีขึ้น ในคําอธิษฐานของเขา เขาตัดพ้อว่า ที่เขามาครั้งนี้ ไม่เกิดประโชน์เลย  พระองค์ไม่ช่วยคนของพระองค์เลย … นี่ทำให้เราเห็นตัวเองบ้างไหม

 

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ 5
1* อพยพ 3:18; 7:16; 10:9
2* 2 พงศ์กษัตริย์ 18:35; อพยพ 3:19; 7:14
3* อพยพ 3:18; 7:16; กันดารวิถี 23:3; อพยพ 9:15
4* อพยพ 1:11; 2:11 6:6
5* อพยพ 1:7,9
6* อพยพ 1:11; 3:7; 5:10, 13, 14
7* อพยพ 1:14
14* อพยพ 5:6; อิสยาห์ 10:24
21* อพยพ 6:9; 14:11; 15:24; 16:2

อพยพ 4 ต้องกลับไปอียิปต์

หมายสำคัญประจำตัวสามอย่าง
4 โมเสสทูลตอบว่า “แต่หากคนอิสราเอล
ไม่เชื่อ ไม่ฟังเสียงของข้าพเจ้าล่ะพระเจ้าข้า? หากพวกเขากล่าวว่า “องค์พระยาห์เวห์ไม่ได้ปรากฏพระองค์แก่ท่านหรอก?”
2 พระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “มีอะไรอยู่ในมือของเจ้าเล่า?” โมเสสทูลตอบว่า “ไม้เท้าพระเจ้าข้า”
3  “จงโยนไม้เท้าลงพื้น” พระยาห์เวห์ตรัส โมเสสจึงโยนไม้เท้าลงไปที่พื้น และไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู เขาจึงวิ่งหนีจากงูนั้น
4 แต่แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “ยื่นมือไปจับหางงูสิ” เขาจึงยื่นมือออกไปจับหางงู  มันก็กลับกลายเป็นไม้เท้าในมือของเขา
 5 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ทำอย่างนี้ แล้วคนอิสราเอลจะเชื่อว่าพระยาห์เวห์ได้ปรากฏแก่เจ้า เราเป็น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ 
6 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงเอามือของเจ้าสอดเข้าไปในเสื้อคลุม” โมเสสก็ทำตามนั้น เมื่อเขาชักมือออกมา ผิวของเขาก็ขาวราวหิมะ เป็นโรคเรื้อน 
7 แล้วพระองค์ตรัสว่า “จงสอดมือกลับเข้าไปในเสื้อคลุมอีกครั้ง” โมเสสก็สอดมือกลับเข้าไป เมื่อเขาชักมือออกมา มือของเขาก็กลับเป็นปกติอีก
8 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “หากพวกเขาไม่เชื่อเจ้า ไม่ใส่ใจฟังหมายสำคัญแรก เขาก็อาจเชื่อเจ้าเมื่อเจ้าทำหมายสำคัญที่สอง
9 หากพวกเขายังไม่เชื่ออีก ไม่ยอมฟังเจ้า ก็จงตักน้ำจากแม่น้ำไนล์ และเทลงบนดิน น้ำนั้นจะหลายเป็นเลือดบนพื้นดิน
 
 

 

คำทัดทาน คำต่อรอง คำแก้ตัวของโมเสส 
10 แต่โมเสสทูลต่อองค์พระยาห์เวห์ว่า “โอ องค์พระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าเป็นคนพูดไม่เก่งเลย ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อน หรือหลังจากที่ได้สนทนากับพระองค์  ข้าพเจ้าพูดไม่คล่อง และยังเป็นคนไม่มีถ้อยคำดี ๆ”
11 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “ใครเป็นผู้สร้างปากของมนุษย์ขึ้นมา ใครล่ะทำให้เขาเป็นใบ้ หรือหูหนวก เป็นคนมองเห็นหรือตาบอด? เป็นเรา องค์พระยาห์เวห์ไม่ใช่หรือ?
 12 ไปได้แล้ว เดี๋ยวนี้ เราจะช่วยเจ้าพูด
และเราจะสอนเจ้าว่า ควรจะพูดอย่างไร”
13 แต่โมเสสยังทูลอีกว่า “โอ พระยาห์เวห์ ขอทรงส่งคนอื่นไปเถิด พระเจ้าข้า”
14 พระยาห์เวห์จึงทรงกริ้วโมเสส ตรัสว่า
“อาโรน คนเลวี เป็นพี่ชายของเจ้า เขาเป็นคนวาจาคมคาย  เขากำลังออกมาหาเจ้า  จะเป็นสุขมากเมื่อเห็นเจ้า
15 เจ้าจะพูดกับเขา และบอกเขาว่า เขาจะต้องพูดอะไร เราจะอยู่กับปากของเจ้า และปากของเขา  และเราจะสอนเจ้าว่า เจ้าควรทำอะไรบ้าง
16 อาโรนจะพูดกับประชาชนแทนเจ้า ส่วนเจ้าจะบอกเขาว่า เขาควรพูดอะไร เขาจะเป็นเหมือนปากให้กับเจ้า ส่วนเจ้าจะเป็นดั่งพระเจ้าสำหรับเขา
17 จงถือไม้เท้านี้ไปกับเจ้า และใช้เพื่อทำหมายสำคัญต่าง ๆ

โมเสสเดินทางกลับไปอียิปต์
18 แล้วโมเสสก็กลับไปหาเยโธรพ่อตาของเขา กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอกลับไปหาพี่น้องของข้าพเจ้าในอียิปต์  เพื่อจะดูว่า พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่” 
เยโธรตอบว่า “เจ้าจงไปด้วยสันติสุขเถิด!
19 ขณะที่โมเสสยังอยู่ในมีเดียน พระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า “จงกลับไปอียิปต์  เพราะคนที่ต้องการจะฆ่าเจ้านั้น ตายไปหมดแล้ว”
20 ดังนั้น โมเสสจึงพาภรรยาและลูกชายของเขา ขึ้นหลังลา  และออกเดินทางไปยังอียิปต์ และเขาก็ถือไม้เท้าของพระเจ้าไปด้วย 

21 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “เมื่อเจ้ากลับไปอียิปต์  เจ้าจะทำการอัศจรรย์ทุกอย่างที่เราให้อำนาจไว้ในมือเจ้า ต่อหน้าฟาโรห์  แต่เราจะทำให้ใจของฟาโรห์นั้นแข็งกระด้าง ไม่ยอมปล่อยประชากรไป
22 แล้วเจ้าจงบอกฟาโรห์ว่า ‘องค์พระยาห์เวห์ตรัสว่า อิสราเอลเป็นลูกชายหัวปีของเรา 
23  เราบอกเจ้าแล้วว่า ให้ปล่อยลูกชายของเราไป เพื่อเขาจะได้นมัสการเรา แต่เจ้ากลับปฏิเสธ ไม่ยอมให้พวกเขาไป ดังนั้น เราจะประหารลูกชายหัวปีของเจ้า’”

ศิปโปราห์ตอบโต้ทันควัน
24 ยามค่ำ ขณะที่โมเสสกำลังพักระหว่างทาง  พระยาห์เวห์เสด็จมาพบโมเสส และจะทรงประหารเขา
 25 แต่ศิปโปราห์ ได้หยิบเอามีดหินคมเฉือนหนังหุ้มปลายองคชาตของลูกชาย และนำไปแตะเท้าของโมเสส กล่าวว่า “ท่านเป็นเจ้าบ่าวที่เปื้อนโลหิตของข้าเจ้า”
26 พระยาห์เวห์จึงทรงปล่อยโมเสสไป เพราะที่เธอกล่าวว่า ท่านเป็นเจ้าบ่าวเปื้อนโลหิตนั้น หมายถึงการเข้าสุหนัต  

 

พบพี่ชายและผู้ใหญ่ของชนอิสราเอล
27 ขณะเดียวกัน พระยาห์เวห์ตรัสกับอาโรนว่า “เจ้าจงออกไปพบโมเสสในถิ่นกันดาร” อาโรนจึงออกไปพบโมเสสที่ภูเขาของพระเจ้า คือภูเขาซีนาย และได้จูบเขา


28 โมเสสเล่าให้อาโรนฟังถึงทุกสิ่งที่พระยาห์เวห์ได้ตรัสบัญชา เมื่อทรงส่งเขาไปอียิปต์  และยังบอกถึงหมายสำคัญทุกอย่างที่พระองค์ทรงบัญชาให้เขาทำ
29 โมเสสและอาโรนได้รวบรวมผู้ใหญ่ของอิสราเอลมาประชุมกัน
30 และอาโรนได้แจ้งทุกอย่างที่พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสส แล้วโมเสสก็ได้ทำหมายสำคัญให้เหล่าประชากรได้เห็น
31 พวกเขาจึงเชื่อ และเมื่อได้รับรู้ว่า พระยาห์เวห์ทรงห่วงใยพวกเขา และทรงเห็นความทุกข์ยากทั้งสิ้น พวกเขาจึงก้มลงกราบนมัสการพระองค์ 

อธิบายเพิ่มเติม

หมายสำคัญประจำตัวสามอย่าง
อพยพ 4:1-9
กลับไปข้อแก้ตัวเดิม  หากอิสราเอลไม่ฟังคำของโมเสส  เขาจะทำอย่างไรดี
พระเจ้าทรงเตรียมการอัศจรรย์ไว้แล้ว  ทรงให้หมายสำคัญสามอย่างที่คนปกติไม่อาจจะทำได้แน่นอน 
นั่นคือ 1 ไม้เท้ากลายเป็นงู และกลับคืนเป็นไม้เท้า ​ พระเจ้าทรงใข้งูเป็นเครื่องมือบอกว่า พระองค์ผู้ทรงใช้โมเสสมา ทรงมีสิทธิอำนาจเหนือมาร  ไม้เท้าของผู้เลี้ยงแกะคนนี้ มีสิทธิอำนาจดั่งคทาของกษัตริย์
งูเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจของฟาโรห์  เราจะเห็นว่าเหล่าฟาโรห์จะมีงูทองคำบนศีรษะของพวกเขา  สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้าแล้ว งูเป็นเครื่องหมายของผู้ที่มาหลอกลวงให้มนุษย์ทำบาป
 2 ผิวหนังกลายเป็นโรคเรื้อนและกลับมาปกติ 
นี่ช่วยบอกให้โมเสสรู้ว่า พระเจ้าจะทรงนำอิสราเอลออกจากบรรยากาศที่เป็นมลทิน และพระเจ้าจะทรงช่วยทำให้พวกเขาสะอาด   อิสราเอลไม่สะอาดเพราะพวกเขาอยู่ในโลกของความชั่วร้าย เป็นเมืองที่มารครอง  การที่ฟาโรห์เห็นอัศจรรย์นี้ เขาจะรู้ว่า พระเจ้าจะทรงทำอะไร เมื่อไรก็ได้  เขาต้องรู้ว่า นี่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้าในตัวโมเสสจริง ๆ 
เราจะเห็นกรอบความคิดเรื่องความสะอาด ไม่สะอาดนี้ชัดเจนในเวลาต่อมา ตอนที่พระเจ้าทรงสั่งให้โมเสสสร้างพลับพลาเพื่อพระองค์จะประทับท่ามกลางพวกเขา 
3 ทำให้น้ำกลายเป็นเลือด
การอัศจรรย์ดังกล่าวจะทำให้ชนอิสราเอลเชื่อ และฟาโรห์ก็จะตระหนักว่า โมเสสไม่ใช่คนธรรมดา โมเสสมีอำนาจของพระเจ้าในตัวเขาจริง ๆ  เขาสามารถทำให้ต้นกำเนิดของชีวิตในอียิปต์กลายเป็นของเน่าเสียทันควันได้   เทพโอสิริสเป็นเทพแห่งแม่น้ำไนล์ไม่มีชัยเหนือเขา พระเจ้าทรงเตรียมให้โมเสสชนกับเทพนี้  การทำน้ำให้เป็นเลือดคือการนำความตายมาสู่อียิปต์ได้อย่างรวดเร็ว
หมายสำคัญนี้เป็นภัยพิบัติแรกที่มาถึงอียิปต์โมเสสจำเป็นต้องมีหมายสำคัญเหล่านี้ เพราะอิสราเอลต้องเชื่อฟังเขา เขาออกไปจากอียิปต์อย่างคนหนีคดี  แล้วคราวนี้จะกลับมาเป็นผู้นำของพวกเขา  โมเสสจำเป็นต้องมีสิทธิอำนาจอย่างสูงทีเดียว สูงเหนือเทพต่าง ๆ ของอียิปต์ด้วย
โมเสสเป็นผู้เผยพระดำรัสคนแรกที่พระเจ้าประทานอำนาจเหนือธรรมชาติให้อย่างมากมายเกินหน้าเกินตาท่านอื่น ๆ
หมายสำคัญเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อให้โมเสสอวดศักดา หรือเพื่อดึงความสนใจของทั้งอียิปต์และอิสราเอล  แต่เป็นต้นแบบของความรอดและการพิพากษาลงโทษของพระเจ้าอย่างช้ดเจน  
หมายสำคัญที่ใหญ่ยิ่งที่สุดคือ การอพยพออกจากการเป็นทาสของชนอิสราเอล  ภัยพิบัติต่าง ๆ ก่อนหน้านั้น เป็นเครื่องเตือนใจว่า พระเจ้ายิ่งใหญ่ และเมื่อพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์จะได้สิ่งนั้นแน่นอน ที่จริง พระเจ้าไม่ต่อรองกับฟาโรห์ก็ได้  แต่การต่อรองครั้งนี้ ทำให้เราเห็นถึงการต่อสู้ของพระเจ้ากับมนุษย์ที่มีมารหนุนหลังอยู่  และเราจะได้เห็นชัยชนะขาดลอยของพระเจ้าในเวลาต่อมา
คำทัดทาน คำต่อรอง คำแก้ตัวของโมเสส 
อพยพ 4:10-17
เหมือนโมเสสจะคิดว่า พระเจ้าทรงเลือกคนผิดเสียแล้ว พระเจ้าทรงประสงค์ทั้งมือและปากของโมเสส ทรงสัญญาว่าจะช่วยให้พูดถูกต้องและควรจะพูดอย่างไร  
ความจริงแล้ว โมเสสเป็นคนที่มีความสามารถสูงมาก แต่การที่เขาต้องมาเลี้ยงแกะนานถึงสี่สิบปีนั้น ทำให้ความมั่นใจเหมือนสมัยยังหนุ่มหายไปหมด

เราคงจำได้ว่า โมเสสเคยฆ่าคนอียิปต์เพื่อช่วยอิสราเอล เขามั่นใจขนาดนั้น แต่แล้ว พระเจ้าทรงนำเขาออกมาเพื่อเปลี่ยนให้เขาเป็นอีกคน  จากการค้นคว้าทางโบราณคดีพบว่า ในราชวงศ์ที่สิบแปด ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่โมเสสเติบโตมานั้นเอง มีเจ้าชายคนโตเป็นคนที่เก่งในการรบ และได้สู้รบกับเอธิโอเปีย แต่แล้ว เรื่องราวของเจ้าชายคนนั้นก็หายไปจากสารบบของการบันทึกของอียิปต์อย่างไร้ร่องรอย  เราจึงพอประมาณได้ว่า โมเสสเก่งทั้งการรบ การพูด การปกครองเมื่อเขาอยู่ในราชวังในฐานะโอรสคนโตของฟาโรห์   แต่เขาหายไปเหมือนกับการหนีหายไปของโมเสสนั่นเอง
(ฟังที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=2bN4uXA0XnU )
สเทเฟนเล่าเรื่องราวของโมเสสสั้น ๆ ว่า 
ในเวลานั้นโมเสสได้กำเนิดขึ้น และเป็นที่เอ็นดูของพระเจ้า หลังจากที่ได้รับการเลี้ยงดูในบ้านของบิดาได้ 3 เดือนก็ถูกทิ้งไว้นอกบ้าน ธิดาของฟาโรห์จึงรับตัวไปเลี้ยงเป็นบุตรของตน แล้วให้โมเสสศึกษาเรียนรู้วิชาการทุกแขนงของชาวอียิปต์ และโมเสสมีอิทธิพลทั้งการพูดและการกระทำ กิจการ 7:20-22 NTV)

น่าแปลกที่โมเสสกล้าต่อปากต่อคำ กล้าต่อรองกับพระเจ้า ตรงนี้ เราเห็นแล้วว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่ขี้กลัวแต่ประการใด  เมื่อพระเจ้าใช้ ยังกล้าปฏิเสธ เขากลัวฟาโรห์ยิ่งกว่าพระเจ้าหรือ?   ฟาโรห์คนที่เขาจะไปพบ ไม่ใช่คนพ่อ แต่น่าจะเป็นคนที่เป็นลูกซึ่งเคยรู้จักกันกับเขาในฐานะน้องชายมาก่อน 

โมเสสไม่ยอมที่จะวางใจพระเจ้าเต็มร้อย  เขาถามพระองค์ว่า ถ้าอิสราเอลไม่เชื่อ ควรจะทำอย่างไร ข้อ 10 แก้ตัวว่า พูดไม่เก่ง
พระเจ้าทรงโกรธ  พระองค์ทรงเตือนว่า ทรงเป็นผู้สร้างเขามานั่นเพียงพอแล้ว  ข้อ 13 โมเสสขอพระเจ้าทรงส่งคนอื่นไป คำแก้ตัวทั้งหมดที่กล่าวมาคือคำแก้ตัว ใจจริงออกมาแล้วตอนนี้ คือ เขาไม่อยากจะกลับไปอียิปต์ เขาไม่เต็มใจที่จะทำตามคำบัญชาของพระเจ้า
แต่พระเจ้าทรงเตรียมอาโรนไว้แล้ว  เขาจะเป็นคนพูดแทนโมเสสก็จริง แต่เมื่อเรามองไปในอนาคต เราจะเห็นว่า อาโรนได้ยอมให้คนอิสราเอลทำผิดต่อพระเจ้าโดยไม่มีการห้าม แต่ทำตามฝูงชนไปทั้ง ๆ ที่ผิด  เป็นคนสั่งให้สร้างวัวทองคำตามที่ประชาชนต้องการ พระเจ้าทรงเห็นล่วงหน้า แต่พระองค์ก็ทรงให้อาโรนมาอยู่เคียงข้างโมเสส   คนเป็นผู้นำคือโมเสส และอาโรนจะต้องทำตาม
สคริปต์มาอย่างไร อาโรนก็ทำตามนั้น
ที่สำคัญ พระเจ้าทรงเลือกโมเสสแล้ว และโมเสสก็ไม่มีทางหนี
 

โมเสสเดินทางกลับไปอียิปต์
อพยพ 4:18-20
ไม่ว่าโมเสสจะเต็มใจหรือไม่ เขาต้องทำตามพระบัญชาของพระเจ้า พระองค์ทรงเตรียมให้เขาเป็นผู้นำมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่ใช่คนไม่รู้ประสา แต่รู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวังของฟาโรห์ รู้วิธีการปกครองคน  รู้จักการต่อสู้ในสงคราม ที่ยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงเตรียมด้วยการให้เขาเป็นคนเลี้ยงแกะ ที่ต้องเจอสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อชีวิตของแกะ ต้องแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของพวกมัน  และยังต้องเจอกับนิสัยแกะแบบต่าง ๆ ที่ทั้งน่ารัก และน่าเป็นห่วง  พระเจ้าทรงเตรียมเขานานมาก แปดสิบปี!
ความกลัวที่จะกลับไปต้องหยุดชะงักลง
โมเสสต้องลืมความเห็นของตนเอง
 

เพราะเขาต้องเชื่อฟังคำบัญชาของพระเจ้า
พระองค์ทรงยืนยันว่า ฟาโรห์ที่ต้องการชีวิตเขานั้นตายแล้ว และในกฎหมายของอียิปต์เวลานั้น เมื่อเปลี่ยนรัชกาล ก็จะมีการให้อภัยโทษกับคดีต่าง ๆ ด้วย
แล้วเขาจึงบอกให้พ่อตารู้ว่า เขาจะทำอะไรต่อไป ไม่ได้เลี้ยงแกะให้แล้ว เพราะต้องกลับไปดูญาติพี่น้องของตน  จากคำของเขา ดูเหมือนยังไม่ได้เล่าให้เยโธรฟังว่า พระเจ้าตรัสอย่างไรกับเขา

พระเจ้าทรงตรัสบางอย่างที่ทำให้โมเสสหนักใจมาก  การอัศจรรย์ที่ทรงมอบให้นั้นจะเกิดขึ้นแน่ แต่ฟาโรห์จะยื้อคนอิสราเอลเอาไว้  เขาจะไม่ยอมปล่อยทาสออกมาง่าย ๆ  ฟาโรห์มองเห็นว่า ทาสเหล่านี้ เป็นของเขา แต่พระเจ้าตรัสว่า อิสราเอลคือลูกชายหัวปีของพระองค์  ถ้าไม่ปล่อยไป ลูกชายหัวปีของฟาโรห์จะต้องตาย!

เรื่องที่ว่าพระเจ้าจะทำให้ใจฟาโรห์แข็งกระด้างนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนด้วย เพราะจะเห็นว่า บางครั้งพระเจ้าทรงทำให้ฟาโรห์ใจแข็ง อพยพ 4:21
บางครั้งฟาโรห์ใจแข็งเอง อพยพ 8:15 บางครั้งใจของฟาโรห์ถูกทำให้แข็งกระด้าง โดยไม่รู้ว่าใครทำ อพยพ 7:13      ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าหรือฟาโรห์เอง  การมีใจแข็งกระด้างนั้น เป็นพื้นฐานใจของฟาโรห์อยู่แล้ว  นั่นคือพระเจ้าทรงปล่อยให้ใจของฟาโรห์เป็นตามที่เขาต้องการจะทำ ในหลายกรณี พระเจ้าทรงปล่อยมนุษย์ให้ทำตามใจชั่วที่เขาต้องการ (โรม 1:18-32)   เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะไม่ปล่อยตัวให้กับบาปจนกระทั่งประเจ้าทรงปล่อยเราไป
(** จาก https://enduringword.com/bible-commentary/exodus-4/)

ศิปโปราห์ตอบโต้ทันควัน
อพยพ 4:24-26
เราอาจไม่เข้าใจว่าเหตุใดโมเสสจึงจะ
โมเสสไม่ได้ทำสุหนัตให้ลูกชายซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกให้อิสราเอลทุกครอบครัวทำ เป็นการย้ำพันธสัญญาของพระองค์ที่มีต่ออิสราเอล (ปฐมกาล
17:10-14)   คนชาวมีเดียนจะทำสุหนัตตอนที่ผู้ชายกำลังจะแต่งงาน ดังนั้นโมเสสจึงละเลย  แล้วทำตามประเพณีมีเดียน
โมเสสจะต้องไปนำชนชาติของพระองค์ออกจากอียิปต์  เขาเป็นผู้นำสำคัญ แต่เขากลับละเลยพันธสัญญานิรันดร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่ศิปโปราห์น่าจะรู้ดี เธอจึงแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว  ทำให้ทุกอย่างก้าวต่อไปได้อย่างราบรื่น

พบพี่ชายและผู้ใหญ่ของชนอิสราเอล
อพยพ 4:27-31
แล้วพระเจ้าก็ทรงนัดหมายอาโรนให้มาพบน้องชายที่ภูเขาซีนาย เท่ากับอาโรนเดินทางมาไกลทีเดียว   พี่น้องทั้งสองไม่ได้พบกันมานานถึง40 ปี น่าจะมีเรื่องราวที่ต้องคุยกันมากมาย โมเสสได้บอกคำบัญชาของพระเจ้าทุกอย่างแก่อาโรน
เล่าถึงการอัศจรรย์ที่พวกเขาจะต้องทำต่อหน้าฟาโรห์  อาโรนก็คงเล่าถึงความยากลำบากของอิสราเอลที่ทำให้พระเจ้าทรงเรียกน้องชายของเขา  
จากนั้น เมื่อเขาไปถึงอียิปต์ ก็ได้รวบรวมผู้ใหญ่ของอิสราเอล มาประชุมกัน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอกันพร้อมหน้า
การประชุมครั้งนี้ ทำให้ผู้ใหญ่อิสราเอลและในข้อสามสิบบอกด้วยว่า มีคนอื่นเข้ามาร่วมประชุมด้วย  โมเสสยืนยันการพบพระเจ้าของเขาด้วยการทำหมายสำคัญให้พวกเขาเห็น นี่ทำให้พวกเขาเชื่อ และยอมที่จะฟังคำของโมเสสจริงจัง   

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ4
5* อพยพ 4:31; 19:9; 3:6, 15
6* กันดารวิถี 12:10
7* เฉลยธรรมบัญญัติ  32:39
8* อพยพ 7:6-13
9* อพยพ 7:19-20
10* อพยพ 3:11; 4:1; 6:12
11* สดุดี 94:9; 146:8
12* อิสยาห์ 50:4
13* ยอห์น 1:3




14* กันดารวิถี 11:1, 33; 26:59; อพยพ 4:27
15* อพยพ 4:12, 30; 7:1, 2;
กันดารวิถี 23:5, 12; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:31
16* อพยพ 7:1-2
18* อพยพ 2:21; 3:1; 4:18; ผู้วินิจฉัย 18:6
19* อพยพ 3:1; 18:1; ปฐมกาล 46:3, 6; อพยพ 2:15, 23

22* อพยพ 5:1; โฮเชยา 11:1;
เยเรมีย์ 31:9
23* อพยพ 11:5; 12:29
24* ปฐมกาล 42:27; กันดารวิถี 22:22;
25* อพยพ 2:21; 18:5; 24:13
29* อพยพ 3:16; 12:21
30* อพยพ 4:15, 16
31* อพยพ 3:18; 4:8-9; 19:9; ปฐมกาล 50:24; อพยพ 2:25; 3:7; ปฐมกาล 24:26

อพยพ 3 ต้นไม้เพลิง

พบพระเจ้าที่ต้นไม้เพลิง
1วันหนึ่งโมเสสกำลังเลี้ยงฝูงแกะของเยโธร พ่อตาของเขาซึ่งเป็นปุโรหิต ชาวมีเดียน เขานำฝูงแกะไปด้านหลังของทะเลทราย และมาจนถึงโฮเรบ ภูเขาของพระเจ้า 

 2 ณ ที่นั้น ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์ก็ปรากฏต่อหน้าเขาในเปลวไฟลุกไหม้พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง โมเสสเห็นว่า มีไฟไหม้พุ่มไม้อยู่ แต่เปลวเพลิงไม่ได้เผาไหม้พุ่มไม้นั้น
 3  โมเสสกล่าวว่า “เราจะเข้าไปใกล้ๆ ดูสิ่งที่แปลกประหลาดนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่เปลวไฟลุกอยู่ แต่กลับไม่เผาไหม้พุ่มไม้
4  เมื่อพระยาห์เวห์ทรงเห็นว่า โมเสสกำลังเข้ามาใกล้เพื่อดูพุ่มไม้ พระองค์ก็ตรัสเรียกเขาจากพุ่มไม้นั้นว่า “โมเสส โมเสสเอ๋ย” และเขาก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า”
 5 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “อย่าเข้ามาใกล้ไปกว่านี้  จงถอดรองเท้าของเจ้าออก เพราะที่ ๆ เจ้ายืนอยู่เป็นพื้นที่บริสุทธิ์
6 เราคือพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ”  โมเสสปิดหน้าของตนเอง เพราะเขากลัว ไม่กล้ามองที่พระเจ้า


พระเจ้าทรงห่วงใย
7 องค์พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราได้เห็นความทุกข์ยากที่ประชากรของเราต้องเผชิญในอียิปต์แล้ว  และเราก็ได้ยินเสียงร้องทูลของพวกเขาเมื่อนายทาสทำร้ายพวกเขา เราห่วงที่พวกเขาต้องทุกข์ทรมานอย่างนั้น
  8 และเราจึงลงมาเพื่อช่วยกู้พวกเขาจากเงื้อมมือชนอียิปต์  เราจะนำพวกเขาออกจากแผ่นดินนั้น และนำไปสู่แผ่นอุดมสมบูรณ์กว้างขวาง เป็นพื้นที่ซึ่งอุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของคนคานาอัน ชนฮิทไทต์ ชนอาโมไรต์ ชนเปรีสซี ชนฮีไวต์ และชนเยบุส 
9 เราได้ยินเสียงร่ำร้องของชนอิสราเอล และเราได้เห็นการบีบบังคับของชนอียิปต์ 
10 บัดนี้ เราจะส่งเจ้าไปยังฟาโรห์ เพื่อเจ้าจะนำประชากรอิสราเอลของเราออกมาจากอียิปต์”

เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น
 11 แต่โมเสสทูลพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าเป็นใคร ที่สมควรจะไปเฝ้าฟาโรห์  และนำชนอิสราเอลออกจากอียิปต์พระเจ้าข้า?”
12 พระเจ้าตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า นี่ไง นี่จะเป็นหมายสำคัญว่า เราเป็นผู้ส่งเจ้าไป คือ เมื่อเจ้านำผู้คนออกมาจากอียิปต์แล้ว เจ้าทุกคนจะได้มานมัสการเราบนภูเขาแห่งนี้”
13 โมเสสทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพเจ้าไปพบกับชนอิสราเอล และบอกพวกเขาว่า ‘พระเจ้าแห่งบรรพบรุษของพวกท่านทรงส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน’ แล้วหากพวกเขาถามว่า ‘พระองค์ทรงพระนามว่าอย่างไรหรือ?’ ข้าพเจ้าจะตอบพวกเขาว่าอย่างไรพระเจ้าข้า?” 

14 แล้วพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า
“เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” (ฮีบรูออกเสียงว่ายาห์เวห์ หมายความถึงพระเจ้าองค์นิรันดร์ที่ประทับท่ามกลางประชากรของพระองค์)   เจ้าจงบอกชนอิสราเอลว่า ‘องค์ผู้ทรงเป็น ได้ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน’”       
 15 พระเจ้าได้ตรัสกับโมเสสด้วยว่า “เจ้าจะต้องบอกพวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกท่าน พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ได้ทรงส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน
“นี่เป็นพระนามของเราเสมอไป  เป็นพระนามที่พวกเจ้าจะเรียกถึงเราตลอดทุกชั่วอายุคน”

พันธกิจของโมเสส
16 “เจ้าจงไปรวบรวมเหล่าผู้ใหญ่ของอิสราเอลเข้ามาประชุม และบอกพวกเขาว่า “พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ทรงมาปรากฏแก่ข้าพเจ้า พระองค์ตรัสว่า เราห่วงใยและได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้าในอียิปต์
 17 เราสัญญาว่า เราจะนำพวกเจ้าออกจากความทุกข์ยากในอียิปต์  เราจะนำเจ้าไปยังดินแดนของคนคานาอัน ชนฮิทไทต์ ชนอาโมไรต์ ชนเปรีสซี ชนฮีไวต์ และชนเยบุส ซึ่งเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง’
 18 “พวกผู้ใหญ่จะฟังเจ้า แล้วจากนั้น ทั้งเจ้าและผู้ใหญ่ของอิสราเอลจะรวมตัวกันไปเฝ้ากษัตริย์แห่งอียิปต์ และแจ้งว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าของชนฮีบรู ทรงปรากฏแก่พวกเรา  ขออนุญาตให้พวกเราเดินทางไปในทะเลทรายสามวันเพื่อถวายเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา’

พระเจ้าทรงแจ้งแผนการของพระองค์
19  “เรารู้ว่า กษัตริย์อียิปต์จะไม่ยอมปล่อยพวกเจ้าไป จนกว่ามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าบังคับเขาให้ปล่อยพวกเจ้าไป
20 ดังนั้น เราจะยื่นมือของเราออกไป จัดการกับอียิปต์ด้วยการอัศจรรย์ต่าง ๆ ซึ่งเราจะทำเองท่ามกลางพวกเขา  หลังจากนั้นแล้ว เขาจะปล่อยพวกเจ้าไป 
21 เราจะทำให้ชนอียิปต์คิดดีกับอิสราเอล เพื่อว่าเมื่อเจ้าออกไป พวกเขาจะมอบของให้แก่พวกเจ้า  
22 ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนจะขอเครื่องประดับซึ่งทำด้วยเงิน ทอง รวมทั้งเสื้อผ้าจากเพื่อนบ้านอียิปต์ และคนอียิปต์ที่อาศัยในบ้านของพวกเธอ โดยเอามาสวมแต่งให้ลูกชาย ลูกสาวของพวกเจ้า  เท่ากับเจ้าริบข้าวของจากอียิปต์โดยวิธีแบบนี้”

อธิบายเพิ่มเติม

พบพระเจ้าที่ต้นไม้เพลิง
อพยพ 3:1-6 

สี่สิบปีแล้วที่โมเสสเลี้ยงฝูงแกะของพ่อตา ไม่ใช่ของตนเอง  จากเจ้าชายอียิปต์กลายเป็นคนเลี้ยงแกะที่ไม่มีใครรู้จัก นี่เป็นชีวิตประจำวันของโมเสส ภาษาฮีบรูเรียกว่าเขาเป็น רָעָה ราอาห์ คือผู้เลี้ยงแกะเป็นอาชีพ   ชีวิตของเขาตอนนี้สอนเราให้รู้ว่า ชีวิตที่ขึ้นหรือลงไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับว่า พระเจ้าทรงมองอยู่หรือไม่
และเราก็พบว่า พระเจ้าทรงรอเขาอยู่ที่ภูเขา โฮเรบ! หรือเรียกอีกอย่างว่า ภูเขาซีนาย (חֹרֵב โคเรบหรือทั่วไปเรียกโฮเรบ แปลว่าที่ร้าง โดดเดี่ยว) ซึ่งในปัจจุบันจากการค้นพบทางโบราณคดี ยืนยัน ว่าอยู่ทางตะวันตกในเขตประเทศซาอุดิอาระเบีย

ขณะที่อยู่กับแกะเป็นฝูง เขาสังเกตว่า มีไฟไหม้ต้นไม้ แต่กลับไม่เผาผลาญต้นไม้นั้น มหัศจรรย์จริง ๆ  ไม่ได้เป็นต้นไม้ใหญ่ แต่เป็นพุ่มไม้  โมเสสเข้าไปดูใกล้  ๆ  พอเขาเข้าไปใกล้ พระเจ้าก็ทรงเรียกเขาจากพุ่มไม้นั้นทันที ทรงเรียกชื่อของเขา สองครั้ง … เมื่อใดที่มีการย้ำอีกครั้ง แสดงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน สำคัญมาก
เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่” (הִנֵּֽנִי  ฮินเนนี) เป็นคำที่อับราฮัม(ปฐมกาล 22:11) ยาโคบ (ปฐมกาล 31:11)  ตอบพระเจ้าอย่างนั้นเมื่อพระองค์ตรัสเรียกเขา

ผู้ที่ปรากฏต่อโมเสสนั้นคือองค์พระยาห์เวห์นั่นเอง หลายคนเชื่อว่านี่คือองค์พระเยซูที่ปรากฏต่อเขา เสด็จมาในรูปของทูตสวรรค์  ทรงมาเพื่อจะช่วยชนอิสราเอล ทรงปรากฏอีกหลายครั้งกับหลายคนเช่น กับโยชูวา ( โยชูวา 5:14) กับกิเดโอน (ผู้วินิจฉัย 6:11) เป็นต้น
แล้วพระองค์ทรงห้ามไม่ให้มาใกล้ และทรงให้ถอดรองเท้า ตรงนี้เป็นที่ ๆ โมเสสต้องรู้จักถ่อมตนต่อพระเจ้า การถอดรองเท้าบอกว่า เขาถ่อมตน ยอมรับเป็นผู้ที่ต่ำต้อย รองเท้าเองผ่านดินฝุ่นความสกปรกมากมาย เมื่อมาเฝ้าพระเจ้า ที่ ๆ พระองค์ประทับ  เป็นที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก จึงต้องตระหนักว่า เราสกปรกเพียงใด เราต้องแสดงความเคารพอย่างเหมาะสม  โมเสสรู้ดีว่า เขาต้องปิดหน้า ไม่กล้ามองที่พระองค์ (อย่าลืมว่า ไม่เคยมีใครเห็นพระเจ้าองค์พระบิดาเลย โอกาสที่จะเห็นพระเจ้าได้คือ เห็นจากพระเยซู)

จากพระคำข้อนี้ ที่นี่เราเห็นว่า พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีระยะห่างจากมนุษย์ คนสมัยใหม่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ เพราะในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูทรงเรียกให้เรามาใกล้พระองค์  “จงมาหาเรา” มัทธิว 11:28  เลยไม่ชินกับท่าทาง ความยำเกรงพระเจ้าแบบของโมเสสนี้

แล้วพระเจ้าทรงแนะนำพระองค์เองว่า ทรงเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของโมเสส
ทรงเป็นพระเจ้าที่แม่ของเขาเคยเล่าถึง สอนเขามาตั้งแต่เด็ก พระองค์นั้นที่เป็นพระเจ้าผู้ทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ

พระเจ้าทรงห่วงใย
อพยพ 3:7-10
พระเจ้าทรงห่วงอิสราเอลอพยพ 3:7-
ตั้งแต่จากอียิปต์มาโมเสสก็แค่ต้องคอยระวังตัวเองไม่ให้อียิปต์ตามเขาจนถึงตัวและนำกลับไปลงโทษ  การที่จะกลับไปพบครอบครัวในอียิปต์เป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดเลยใช้ชีวิตเลี้ยงแกะแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะจบชีวิตโมเสสไม่ทราบว่าพระเจ้าทรงมีแผนอะไร

สำหรับชนอิสราเอล  พวกเขารู้สึกเหมือนว่า พระเจ้าทรงอยู่ไกลเหลือเกิน เขาร้องขอพระองค์มาหลายสิบปีแล้ว  พวกเขาทนทุกข์มานานแล้ว พระเจ้าทรงเห็น ทรงได้ยินพวกเขาหรือเปล่า
จากการที่พระเจ้าทรงมาพบโมเสส ทำให้รู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นห่วง และทรงมีแผนเพื่อช่วยกู้พวกเขา   ไม่ใช่แค่ให้พ้นจากอียิปต์ แต่จะทรงมอบแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่พวกเขาด้วย เป็นแผ่นดินที่พระเจ้าจำต้องเอาคนเหล่านั้นออกไป เพราะพวกเขาทำชั่วจนเกินที่จะรับได้แล้ว ถึงเวลาที่พระองค์จะทรงเอาพวกเขาให้พ้นจากแผ่นดินแสนดีนั้นแล้ว 
คนที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ไปนำประชากรออกมาคือโมเสส อดีตเจ้าชายอียิปต์ที่มีคดีติดตัว
ข้อสิบบอกชัดเจนว่า พระองค์จะทรงส่งโมเสสไป … โอ น่ากลัวจริง ในเมื่อไปแล้วจะต้องเจอกับระบบยุติธรรมของอียิปต์

เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น
อพยพ 3:11-15
ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้บัญชา โมเสสยังกล้าที่จะปฏิเสธพระองค์  เขามีปัญหาที่เราทุกคนก็เห็นชัดว่า ถ้าเป็นความสามารถของเขานั้น ไม่มีทางจะสำเร็จได้เลย  เข้าไปหาฟาโรห์ก็จะต้องแพ้ตั้งแต่ยกแรกแล้ว
แต่พระองค์ก็ทรงยืนยันว่า เราจะอยู่กับเจ้า .. ทรงสัญญาด้วยว่า อิสราเอลจะมานมัสการพระองค์ที่ภูเขานี้  ภูเขาที่พระเจ้ากับโมเสสพบกันครั้งแรก  เป็นภูเขาที่โมเสสเคยชิน พาแกะมากินหญ้าแถวนี้ บ่อย ๆ 
เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาเป็นมั่นว่า จะทรงอยู่กับเขา เขาก็ต้องนิ่ง แต่ยังถามว่า พระองค์จะทรงบอกพวกเขาว่า พระองค์คือผู้ใด ในอียิปต์มีเทพมากมายจนจำแทบไม่ได้  และบรรพบุรุษของอิสราเอลเองได้กล่าวถึงพระนามของพระองค์หลายชื่อ อย่างเช่น


โมเสสต้องการคำชัด ๆ ว่า พระเจ้าของอิสราเอลองค์นี้ จะทรงอ้างถึงพระนามของพระองค์อย่างไร พระองค์ตรัสว่า เราคือ
אֶֽהְיֶ֖ה   אֲשֶׁ֣ר  אֶֽהְיֶ֖ה
เอเยห์ อาเชร์ เอเยห์ 
เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น 

 ทำไมพระองค์ตรัสเช่นนี้ 
พระองค์กำลังสื่อความหมายให้โมเสสทราบว่า ทรงเป็นพระเจ้าที่ไม่มีใครเทียบ
เป็นคำที่โยงเข้ากับพระนามยาห์เวห์  มีผู้ให้ความเห็นว่า ยาห์เวห์เป็นเหมือนพระนามย่อของ  “เอเยห์ อาเชร์ เอเยห์”  และนี่เป็นพระนามที่อิสราเอลรู้จักกันอยู่แล้ว “
พระนามของพระเจ้านี้เป็นนิรันดร์ เป็นพระนามที่มนุษย์จะเรียกถึงพระองค์ตลอดทุกชั่วอายุ” 
นี่มีความหมายสำหรับเรามาก สามพันปีผ่านไป เรายังเรียกพระนามยาห์เวห์อยู่  เป็นพระนามที่บ่งบอกว่า ทรงทำพันธสัญญาไว้กับพวกเขา (และพระเยซูได้ทรงทำพันธสัญญาแห่งรักกับเราด้วย ) เป็นพันธสัญญานิรันดร์ ไม่ใช่เฉพาะช่วงชีวิตของโมเสสเท่านั้น   พระนามยาห์เวห์ไม่มีเปลี่ยนและยังมีพระนามอื่น ๆที่ทำให้เรารู้จักพระองค์ในมุมอื่น ๆ   
พระเจ้าตรัสกับโมเสสเรื่องความทุกข์ยากของอิสราเอล และทรงเสนอทางออกให้พวกเขา คือ นำพวกเขาไปสู่แผ่นดินที่พวกเขาจะเรียกว่า เป็นชาติของพวกเขาเอง 

พันธกิจของโมเสส
อพยพ 3:16-18
 
พระเจ้าทรงให้โมเสสไปรวบรวมผู้ใหญ่อิสราเอล แสดงว่า ในชุมชนอิสราเอลเองก็มีการปกครองเป็นเผ่า แม้จะอยู่ภายใต้อำนาจของอียิปต์  
โมเสสจะต้องบอกพวกเขาว่า พระเจ้าทรงสั่งอะไรบ้าง ที่สำคัญคือ พวกเขาจะต้องเข้าเฝ้าฟาโรห์พร้อมกับโมเสสและอาโรนด้วย  ข้อ18 พระเจ้าทรงยืนยันกับโมเสสว่า พวกเขาจะฟังคำของโมเสสแน่นอน
การที่บอกขอไปสามวันนั้น ฟาโรห์เข้าใจทันทีว่า พวกเขาจะไม่กลับมาอีก  คำขอเป็นเพียงคำสุภาพว่า ไปแค่สามวัน นี่เป็นขั้นแรกของการขอ จะขอออกไปเลยคงไม่ได้แน่   

พระเจ้าทรงแจ้งแผนการของพระองค์
3:19-22
พระเจ้าผู้ทรงรอบรู้ ทรงเห็นอนาคต และทรงบอกเขาตรง ๆ ว่า กษัตริย์อียิปต์จะไม่ยอมปล่อยอิสราเอลออกไปจากการเป็นทาส  และพระองค์ทรงเตรียมข้อต่อรองอย่างเป็นลำดับ พระองค์ทรงเป็นเจ้าของอิสราเอล แต่ฟาโรห์เข้าใจว่า เขาเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล นี่เป็นความเข้าใจผิด ทำให้เขาไม่ยอมต่อพระเจ้า
พระเจ้าทรงบอกในข้อยี่สิบว่า จะแสดงการอัศจรรย์ต่าง ๆ เสียก่อน การนำอิสราเอลออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่จะเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าอย่างที่คนในโลกโบราณนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน

ก่อนที่พวกเขาจะออกไป พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนใจให้ประชาชนอียิปต์ ให้มีความเห็นดี ๆ ต่อชนอิสราเอล  เมื่ออิสราเอลขอเครื่องประดับ เสื้อผ้าให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เขาก็จะได้รับอย่างสบายใจ เพราะคนอียิปต์ให้ด้วยความเต็มใจ  พวกเขาอาจจะยังติดค้าง ค่าแรง หรืออะไร ๆ ที่เอาเปรียบอิสราเอลมาหลายต่อหลายปีก็เป็นได้  อียิปต์เต็มใจให้ เพราะรู้แล้วว่า จะรั้งคนเหล่านี้ให้เป็นทาสต่อไปไม่ได้แน่ เพราะอาจมาวิบัติที่ไม่คาดฝันก็เป็นได้    

สำหรับคนอิสราเอลแล้ว  พระเจ้ายังทรงบัญชาให้พวกเขามีน้ำใจต่อคนที่เป็นทาส ให้ปลดปล่อยทาสเมื่อครบเจ็ดปี พระองค์ทรงเตือนเสมอว่า พวกเขาเคยเป็นทาสในอียิปต์มาก่อน  (เฉลยธรรมบัญญัติ 15:12-15)   

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ 3
1* อพยพ 4:18; 2:16; 17:6; 18:5
2* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:16
3* กิจการ 7:31
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:16
5* โยชูวา 5:15
6* มัทธิว 22:32; 1 พงศ์กษัตริย์ 19:13
7* อพยพ 2:23-25; 1:11; 2:25
8* ปฐมกาล 15:13-16; 46:4; 50:24-25;

อพยพ 6:5-8; 12:51 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 1:25; 8:7-9; เยเรมีย์ 11:5; ปฐมกาล 15:19-21
9* อพยพ 2:23; 1:11, 13-14
10* มีคาห์ 6:4
11* อพยพ 4:10; 6:12
12* ปฐมกาล 31:3; อพยพ 4:8; 19:3
14* ยอห์น 8:24, 28, 58
15* สดุดี 30:4; 97:12; 102:12; 135:13
16* อพยพ 4:29; 2:25; 4:31

17* ปฐมกาล 15:13-21; 46:4; 50:24-25
18* อพยพ 4:31; 5:1, 3; กันดารวิถี 23:3-4, 15-16
19* อพยพ 5:2
20* อพยพ 6:6; 9:15 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 6:22; อพยพ 11:1; 12:31-37
21* อพยพ 11:3; 12:36
22* อพยพ 11:2; 33:6 ;โยบ 27:17

อพยพ 2 40-40-40


ทารกที่ผ่านคำสั่งประหาร
1 ชายคนหนึ่งจากวงศ์วานเลวี แต่งงานกับหญิงคนวงศ์วานเดียวกัน   
2 ภรรยาตั้งครรภ์คลอดลูกชาย  เมื่อเธอเห็นว่าลูกชายนั้นแข็งแรงน่ารัก เธอจึงซ่อนเขาไว้ถึงสามเดือน 
3 หลังจากสามเดือน เธอไม่อาจซ่อนเขาไว้ได้ต่อไป ดังนั้นเธอจึงสานตะกร้าด้วยต้นกก ชันยางมะตอยและยางไม้ เพื่อจะลอยได้ แล้ววางทารกนั้นในตะกร้า นำไปลอยท่ามกลางดงต้นอ้อริมแม่น้ำไนล์ 4 โดยให้พี่สาวของเขาแอบอยู่ไม่ไกล คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องเล็ก
5 แล้วพระธิดาของฟาโรห์เสด็จมาสรงน้ำที่แม่น้ำไนล์  ส่วนเหล่านางกำนัลก็เดินไปตามตลิ่งน้ำ  และเมื่อพระธิดาทรงเห็นตะกร้าในดงอ้อ จึงรับสั่งให้นางกำนัลไปนำตะกร้านั้นมา
6 เมื่อเปิดมาก็เห็นทารกชายที่กำลังร้องไห้ จึงสงสารนัก และตรัสว่า “นี่ต้องเป็นทารกชาวฮีบรูแน่นอน”
7 จากนั้น พี่สาวของทารกจึงทูลพระธิดาว่า
“จะให้หนูไปหาแม่นมชาวฮีบรูมาให้นมเด็กเพื่อพระนางไหมเจ้าคะ?”
8 พระธิดารับสั่งว่า “เอาเลย!” เด็กหญิงก็ไป และนำแม่ของทารกน้อยมา
9 พระธิดาของฟาโรห์ตรัสกับหญิงนั้นว่า “จงเอาเด็กคนนี้ไปเลี้ยงให้ฉัน และฉันจะจ่ายค่าจ้างให้” หญิงคนนั้นจึงนำทารกน้อยไปและเลี้ยงดูเขา
10 เมื่อเขาโตขึ้น เธอก็นำมาเฝ้าพระธิดาฟาโรห์ พระนางทรงรับเขาเป็นโอรส ทรงตั้งชื่อว่า “โมเสส” ตรัสว่า “เพราะเราได้อุ้มเขาขึ้นมาจากน้ำ”

ช่วยคนฮีบรู กลับกลายเป็นต้องหนี
11 โมเสสเติบโตขึ้น เป็นชายหนุ่ม วันหนึ่งเขาออกไปเยี่ยมคนชนชาติเดียวกับเขา  ก็ได้เห็นกับตาว่า พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหนัก และเห็นชาวอียิปต์คนหนึ่งกำลังตีชายฮีบรูซึ่งเป็นชนชาติเดียวกับเขา
12 โมเสสเหลียวมองซ้ายขวา เห็นว่า ไม่มีใครดูอยู่ เขาจึงฆ่าชายอียิปต์คนนั้น และซ่อนศพของเขาไว้ในพื้นทราย

13 วันต่อมา โมเสสก็กลับไปอีก และเห็นชายฮีบรูสองคนกำลังสู้กัน จึงถามคนที่ทำผิดว่า “ทำไมท่านจึงทุบตีพี่น้องฮีบรูด้วยกันอย่างนี้เล่า?”


14 เขาตอบกลับว่า “ใครตั้งให้เจ้าเป็นเจ้านายหรือ คนตัดสินพวกเรา? นี่เจ้าจะฆ่าเราเหมือนกับที่ได้ฆ่าคนอียิปต์อย่างนั้นหรือ?”  โมเสสตกใจและคิดว่า “นี่ใคร ๆ คงรู้เรื่องที่เราทำไปแล้วแน่นอนเลย”
15 เมื่อฟาโรห์ทรงทราบเรื่องเข้า ก็พยายามตามตัวเขาเพื่อจะประหาร
แต่โมเสสได้หนีจากฟาโรห์ไปยังดินแดนมีเดียน 
และเขานั่งลงข้างบ่อน้ำแห่งหนึ่ง

โมเสสในแผ่นดินมีเดียน

16 ปุโรหิตมีเดียนคนหนึ่งชื่อเรอูเอล หรือเยโธร  มีลูกสาวเจ็ดคน  และพวกเธอก็ออกไปยังบ่อน้ำ ใส่รางให้ฝูงสัตว์ของพ่อ
17 มีกลุ่มคนเลี้ยงแกะ มาไล่พวกเธอ แต่โมเสสได้ปกป้องพวกเธอ และช่วยเอาน้ำให้ฝูงสัตว์   
18 เมื่อพวกเธอกลับมาหาพ่อ เรอูเอล เขาถามพวกเธอว่า “ทำไมวันนี้พวกเจ้ากลับบ้านเร็วนัก?”
19 ลูกสาวจึงตอบว่า “คนเลี้ยงแกะมาไล่พวกเรา แต่มีชายอียิปต์คนหนึ่งมาช่วยเราให้พ้นคนพวกนั้น แล้วยังโพงน้ำให้ฝูงสัตว์ของเราด้วย”

  20 เขาถามลูกสาวว่า “ชายคนนั้นอยู่ที่ไหน? ทำไมเจ้าปล่อยให้เขาอยู่อย่างนั้น? ไป ไปเชิญเขามากินอาหารกับเรา” 
21 โมโสสจึงตกลงใจที่จะอยู่กับเยโธร ซึ่งเขาก็ยกลูกสาวชื่อศิปโปราห์ให้เป็นภรรยา
22 เธอคลอดลูกชายให้เขา โดยโมเสสตั้งชื่อเขาเป็นภาษาฮีบรูว่า เกอร์โชม (เสียงเหมือนคำว่าคนแปลกหน้า) เพราะโมเสสกล่าวว่า “เราเป็นคนต่างด้าว ในต่างแดน”
 

เมื่ออิสราเอลร้องทูลพระเจ้า
23 เวลาผ่านไปนานมาก กษัตริย์อียิปต์ก็สิ้นพระชนม์ ประชาชนอิสราเอลคร่ำครวญเพราะพวกเขาถูกขู่เข็ญให้เป็นทาสทำงานหนัก เมื่อพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ  พระเจ้าทรงได้ยิน 
24 พระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องทุกข์ของพวกเขา พระองค์ทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่ทรงให้ไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ยากของพวกเขา และทรงเป็นห่วงพวกเขา 

อธิบายเพิ่มเติม

อุ้มเขาขึ้นมาจากน้ำ
อพยพ 2:1-10
บทที่หนึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นประมาณ 400 ปี มาเน้นช่วงสุดท้าย สำหรับบทที่ 2 นี้ เล่าเรื่องอย่างรวดเร็วตั้งแต่โมเสสเกิดจนเขาต้องย้ายไปมีเดียน ซึ่งพอจบบท โมเสสก็อายุประมาณ 80 ปีแล้ว
เมื่อมีคำสั่งให้โยนเด็กชายลงน้ำ พ่อแม่ทุกคนต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น แต่ละบ้านก็ต้องมีวิธีการของตนเอง
และสำหรับบ้านของอัมราม โยเคเบด พ่อแม่ของเด็กทารกน้อยคนหนึ่ง มีวิธีการที่แยบยลมาก  เธอซ่อนลูกชายไว้สามเดือน แต่แล้วเมื่อไม่อาจซ่อนไว้ได้อีกต่อไป เธอ ตัดสินใจนำลูกน้อยไปลอยน้ำ เพราะเธอรู้ว่า ใกล้ ๆนั้น เป็นที่เจ้าหญิง พระธิดาของฟาโรห์มาอาบน้ำ   เธอทำตามวิธีการที่คิดไว้อย่างดี และให้พี่สาวคอยดูว่า พระธิดาจะเมตตากับลูกชายอายุสามเดือนไหม …​

ในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตใหญ่ของชนอิสราเอล   โยเคเบดตั้งใจช่วยลูกน้อย ด้วยความเชื่อในพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน ด้วยความกล้าหาญที่จะมอบลูกน้อยไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า   และเราเห็นการช่วยเหลือของพระเจ้าผ่านคุณแม่ฮีบรูธรรมดา ที่ทั้งฉลาด กล้าท้าทายกับพระธิดาฟาโรห์
เธอเป็นวีรสตรีตัวอย่างสำหรับเรา สิ่งที่เธอลงมือทำกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชาติอิสราเอล  เรื่องราวของเธอคือตัวอย่างสำหรับผู้เชื่อที่จะเดินไปด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการแค่มองเห็นสถานการณ์เลวร้าย  และยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มสู้

โยเคเบดเห็นว่า ลูกชายของเธอนั้น แข็งแรงน่ารัก  ในภาษาเดิมว่า ดี טוֹב โทฟ  เป็นคำเดียวกับที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งแล้วพระองค์ทรงเป็นว่า ดี  เป็นคุณลักษณะที่เพียบพร้อม ไม่มีตำหนิเลย

ตะกร้าที่แม่สานให้ทารกน้อย เรียก תֵּבָה เทบา และมีคำนี้ก่อนหน้านี้ครั้งเดียวคือ ครั้งที่โนอาห์สร้างนาวา (ปฐมกาล 6) นาวาน้อยของโมเสสได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เหมือนกับนาวาใหญ่ของโนอาห์ที่ช่วยทั้งครอบครัวให้รอดตาย  
เรียบง่าย และมหัศจรรย์
น่าแปลก เจ้าหญิงรู้ทันทีเมื่อเห็นเด็กน้อยว่า ต้องเป็นทารกของทาสที่ต้องการให้ลูกรอดชีวิต  และเธอก็พร้อมที่จะช่วยเด็กคนนี้  เธอตั้งชื่อได้อย่างยอดเยี่ยม โมเสส ความหมายคือ ดึงออกมาจาก
แผนการของพระเจ้านั้นยอดเยี่ยม แม้ทารกจำนวนมากอาจถูกทำลายไป แต่คนนี้ คนที่พระเจ้าทรงหมายพระทัยไว้ ได้รับการช่วยชีวิตจากเจ้าหญิง  เขาได้รับการดูแลจากแม่ของตนเองในฐานะแม่นม  ได้เลี้ยงลูกของตนเอง แล้วยังได้ค่าจ้างอีก!! 
ด้วยโอกาสนี้ เธอ ได้สอนให้ลูกรู้จักพระเจ้า  การเชื่อฟังพระเจ้า  แล้วเขาก็ ได้อยู่ในราชวัง เรียนรู้การปกครอง การเป็นผู้นำ วิทยาการต่าง ๆ ของอียิปต์  ไม่ว่าฟาโรห์จะพยายามกดขี่ชนอิสราเอลมากเพียงใด  แต่แผนการของพระเจ้าก็ยังจะดำเนินต่อไป เงียบ ๆ

แม้เมื่อโมเสสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวังฟาโรห์ เขาก็ยังระลึกถึงความเป็นชนชาติของพระเจ้าไม่มีวันลืม เขารู้เทือกเถาเหล่ากอของตนเอง  รู้ว่า ตนเป็นวงศ์เลวี  เป็นลูกหลานของอับราฮัม    พระคัมภีร์เล่าให้เราฟังเรื่องราวตอนต้นแค่สั้น ๆ และบอกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องหนีไปจากอียปต์
เรื่องที่น่าประหลาดอีกคือ พระเจ้าทรงใช้ครอบครัวของฟาโรห์เป็นผู้เลี้ยง ดูวีรบุรุษที่จะนำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์! … เป็นการกระทำที่ต้านฟาโรห์อย่างเหลือเชื่อ

อยากช่วยเขาแต่เขาไม่เล่นด้วย
อพยพ 2:11-15
ฐานะของโมเสสเมื่อเติบโตขึ้นคือ เขาเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าหญิงฟาโรห์  ได้รับการศึกษาดีที่สุดในโลกโบราณ “โมเสสได้รับการศึกษาในภูมิปัญญาทั้งหมดของชาวอียิปต์และมีอํานาจในการพูดและการกระทํา”  กิจการ 7:22)    เขามีสิทธิพิเศษของเจ้าชาย  รับการฝึกอบรมด้านรัฐศาสตร์ กลยุทธ์ทางทหาร และการบริหาร
โมเสสเป็น ชนชั้นสูงนี้ จนกระทั่งวัยผู้ใหญ่แต่ได้เลือกมรดกฮีบรูของเขาและหนีออกจากอียิปต์
ในข้อสิบเอ็ด โมเสสออกไปเยี่ยมชนชาติเดียวกับเขา เขาเห็นการกดขี่จากชนอียิปต์  นั่น.. คนอียิปต์กำลังตีคนฮีบรูคนหนึ่ง ไม่ได้ …ต้องจัดการ โมเสสกำลังใช้วิธีของอียิปต์จัดการนั่นคือ ฆ่าคนอียิปต์นั้นแล้วหมกศพไว้ในทราย
แต่แล้วอีกวันเมื่อเห็นฮีบรูตีกันเอง เขาจึงเข้าไปถาม และปรากฎว่า ความลับที่เขาได้ฆ่าคนอียิปต์นั้นถูกเปิดเผย ไม่ได้การ ต้องหนี แล้วเขาก็หนีไป ก่อนที่ฟาโรห์จะจับตัวทัน 

บ้านใหม่ในมีเดียน
อพยพ 2:16-22
โมเสสได้พบกับครอบครัวของปุโรหิตมีเดียน ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน  เขาเดินทางหาทุ่งหญ้า บ่อน้ำไปรอบ ๆ คาบสมุทรซีนายและดินแดนคานาอัน—ทุกพื้นที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่สัญญากับอับราฮัม และที่นี่ดูเหมือนเยโธรเจ้าของบ้านจะเป็นคนที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ (อ่าน อพยพ 8:9-12) 
เยโธร เป็นปุโรหิตชาวมีเดียนที่นมัสการพระเจ้า เขาไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างอาโรน แต่เขาเป็นลูกหลานของอับราฮัมผ่านเคธูราห์
เข้าใจว่า เขาน่าจะนมัสการพระเจ้าของอับราฮัม (ปฐมกาล 25:1-6)
โมเสสพบกับลูกสาวของเยโธรก่อน แล้วช่วยเหลือพวกเธอ  พ่อจึงให้ลูกสาวไปตามโมเสสมากินข้าวที่บ้านเป็นการตอบแทน ในที่สุด เขาตกลงใจเป็นลูกเขยเยโธร และมีหลานให้คนหนึ่ง ชื่อเกอร์โชม ..เป็นชื่อที่ทำให้เขาระลึกเสมอว่า เขาเป็นคนทั้งต่างด้าว อยู่ในต่างแดน  และเขาได้อาศัยในครอบครัวนี้ กลายเป็นคนเลี้ยงแกะแถบมีเดียน  จากเจ้าชายในอียิปต์  เขาหันกลับไปทำอาชีพที่คนอียิปต์รังเกียจ ตัวเขาเองคิดอย่างไรบ้างนะ? (ปฐมกาล 46:34)  แต่ในช่วงนี้เป็นเวลาที่โมเสสได้อยู่กับพระเจ้า และเรียนรู้ส่วนของชีวิตคนอิสราเอล

 คาดการณ์ว่ามีเดียนเป็นแถบที่ดินสี่เหลี่ยมตามแนวด้านตะวันออกของอ่าวอากาบา ไอลัต ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตแดนตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดิอาระเบีย






 

 สี่สิบปีผ่านไป
อพยพ 2:23-25
เมื่อฟาโรห์สิ้นไป (น่าจะเป็นฟาโรห์ ทัตโมสที่สาม ซึ่งสิ้นชีวิตในปี 1447 กคศ.)  อิสราเอลอธิษฐานร้องทูลต่อพระเจ้า ตอนนี้ใจของคนส่วนใหญ่ พร้อมที่จะออกจากอียิปต์แล้ว
โมเสสผู้เล่าเรื่องนี้ ได้ย้อนกลับไปถึงพันธสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ (ปฐมกาล 12:1-3) คำสัญญาของพระเจ้าจะนานแค่ไหน กี่ร้อยปี พวกเขายังจำกันได้
พระเจ้าทรงฟังคำร้องทูลของคนที่สิ้นหวัง หมดกำลังใจ คนที่ไม่มีอะไรเหลือ นี่เป็นตัวอย่างที่เราเห็นชัดเจน  ที่จริงพระองค์ไม่ได้มาทันเวลา แต่พระองค์ทรงเตรียมผู้ที่จะนำการปลดจากการเป็นทาสให้พวกเขานานแล้ว  พระเจ้าจะทรงส่งคำตอบมาให้ตามเวลาของพระองค์
ดูเหมือนว่า เมื่อฟาโรห์องค์นี้ตาย ก็มีการยกเลิกคำตัดสิน หรือ คดีต่าง ๆ ที่ทำให้โมเสสจะกลับไปในอียิปต์โดยจะไม่โดนฟ้องร้อง (อพยพ 6:19)

ข้อสังเกตบางอย่างในบทนี้
ฟาโรห์ถูกผู้หญิงห้าคนขัดขวางเขาอย่างที่ไม่น่าเชื่อ
เจ้าหญิง พระธิดาของฟาโรห์เอง
มิเรียม พี่สาวของโมเสส
ชีพราห์ และปูอาห์ หมอตำแยสาวสองคน
โยเคเบด คุณแม่ของโมเสส ….

เรื่องราวของพ่อแม่โมเสสเป็นตัวอย่างกับเรา
เรามาทราบชื่อของพ่อแม่คู่นี้ในอพยพ 6:20 คืออัมรามและโยเคเบด  อัมรามเป็นลูกของโคฮาท ส่วนโยเคเบดเป็นน้องสาวของโคฮาท (ซึ่งเป็นลูกของเลวี ลูกชายยาโคบ)
พวกเขาเป็นญาติใกล้ชิด พวกเขาแต่งงานกันโดยที่ตอนนั้นยังไม่มีข้อห้ามเรื่องนี้  ต่อมาในเลวีนิติ  พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ญาติใกล้ชิดแต่งงานกัน เราจะเห็นว่า ไม่ว่าภูมิหลังในครอบครัวจะเป็นอย่างไร เราเคยทำสิ่งที่ไม่สมควรอย่างไร แต่เมื่อแผนการของพระเจ้าจะใช้คน ๆ นั้น พระองค์จะทรงชำระทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาได้อย่างสะอาดหมดจด
เราทุกคนต้องได้ยินสิ่งเหล่านี้: สิ่งที่บรรพบุรุษทํา  ไม่จํากัดพระเจ้า  พระองค์ทรงสามารถให้เราพ้นจากผลต่าง ๆ ที่เราคิดว่า มีอยู่ ไม่ว่าในอดีตจะเกิดอะไรขึ้น พระเจ้าไม่แค่ปลดปล่อยเราได้เท่านั้น แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนเราให้กลายเป็นภาชนะแห่งการปลดปล่อยเพื่อผู้อื่นhttps://www.oneforisrael.org/the-mysterious-case-of-moses-parents/



 

พระคำเชื่อมโยง

อพยพ 2
1* อพยพ 6:16-20
2* กิจการ 7:20
3* อิสยาห์ 18:2; ปฐมกาล 14:10; 6:14; อิสยาห์ 19:6
4* กันดารวิถี 26:59
5* กิจการ 7:21
10* กิจการ 7:21
11* ฮีบรู 11:24-26
12* กิจการ 7:24-25
13* กิจการ 7:26-28; สุภาษิต 25:8
14* กิจการ 7:27-28; ผู้วินิจฉัย 6:27

15* กิจการ 7:29 ;อพยพ 3:1; ปฐมกาล 24:11,29:2
16* อพยพ 3:1; 4:18; 18:12; ปฐมกาล 24:11, 13, 19; 29:6-10; 30:38
17* ปฐมกาล 47:3; 26:19-21; 29:3, 0
18* กันดารวิถี 10:29; อพยพ 3:1; 4:18
20* ปฐมกาล 31:54; 43:25
21* อพยพ 4:25; 18:2
22* อพยพ 4:20; 18:3,4; กิจการ 7:29
23* กิจการ 7:34; เฉลยธรรมบัญญัติ 26:7; ยากอบ 5:4
24* อพยพ 6:5; ปฐมกาล 15:13; 22:16-18; 26:2-5; 28:13-15; 12:1-3; 15:14; 17:1-14
25* อพยพ 4:31; 3:7