ปฐมกาล 23 ซาราห์จากไป

ซาราห์อยู่จน 127 ปี
1 ซาราห์มีชีวิตอยู่จนอายุ 127 ปี  นี่เป็นช่วงชีวิตของซาราห์
 2 ซาราห์สิ้นชีวิตที่คีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ในแผ่นดินคานาอัน และอับราฮัมก็ไว้ทุกข์คร่ำครวญ ร้องไห้ถึงเธอ
 3 จากนั้นเขาลุกขึ้นจากศพของเธอ และกล่าวกับเหล่าลูกชายคนฮิตไทต์ว่า    4 “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างแดน ที่มาอาศัยในหมู่พวกท่านชั่วคราว ขอให้ข้าพเจ้าได้มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นสุสานของพวกท่าน เพื่อใช้เป็นที่เก็บศพเถิด เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้เก็บร่างของภรรยาของข้าพเจ้าที่จากไป”    5  พวกลูกชายของคนฮิตไทต์กล่าวแก่อับราฮัมว่า  6 “นายเจ้าข้า ขอฟังพวกเราเถิด ท่านเป็นดั่งเจ้าชายจากพระเจ้าที่มาอยู่ท่ามกลางพวกเรา  ขอให้ท่านเลือกถ้ำบรรจุศพที่ดีที่สุดจากสุสานของพวกเรา เพื่อเก็บร่างผู้ตายของท่าน  จะไม่มีใครห้ามท่านฝังผู้ตายของท่านในถ้ำของเขา”
 
7 อับราฮัมลุกขึ้น โค้งคำนับลูกชายคนฮิตไทต์ซึ่งเป็นคนแผ่นดินนั้น
8 และกล่าวกับพวกเขาว่า “หากท่านเต็มใจให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้า ก็ขอท่านได้ฟังข้าพเจ้าและช่วยไปขอร้องเอโฟรน ลูกชายโศหาร์แทนข้าพเจ้าด้วย

 9 ขอให้เขาขายถ้ำมัคเปลาห์ซึ่งอยู่ปลายที่ดินของเขาแก่ข้าพเจ้า  และให้ขายเต็มราคาเพื่อข้าพเจ้าจะใช้เป็นที่บรรจุศพของข้าพเจ้าท่ามกลางพวกท่าน”
10 ส่วนเอโฟรน คนฮิตไทต์กำลังนั่งอยู่ในหมู่ผู้คนของเขา และเขาก็ตอบอับราฮัมให้ทุกคนซึ่งเป็นลูกชายคนฮิตไทต์ ที่เป็นคนในสภาผู้ปกครองเมืองได้ยินกันพร้อมหน้า (หรือทุกคนที่เข้าผ่านประตูเมืองเอโฟรน)   
11 “ไม่ได้ นายท่าน ขอโปรดฟังข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าขอยกผืนดินให้แก่ท่าน พร้อมกับถ้ำนั้นด้วย ข้าพเจ้าขอมอบให้ท่านต่อหน้าชาวเมืองของข้าพเจ้า ให้ท่านใช้เป็นที่บรรจุศพของผู้ตายของท่าน”

12 อับราฮัมจึงโค้งคำนับคนในแผ่นดินนั้นอีก
 13 แล้วเขาก็ตอบเอโฟรนโดยให้ชาวเมืองทุกคนได้ยินพร้อมกันว่า  “โปรดฟังข้าพเจ้าเถิด   ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินค่าที่ดินผืนนี้ โปรดรับไว้ด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้บรรจุศพผู้ตายของข้าพเจ้าที่นั่น”
14 แต่เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า 
15 “นายท่าน โปรดฟังข้าพเจ้า ผืนดินนี้ราคา 400 เชเขล แต่นั่นไม่ได้มีความหมายอะไรระหว่างเรากับท่าน ขอให้ท่านบรรจุศพผู้ตายของท่านเถิด

16 อับราฮัมเห็นควรกับราคาของเอโฟรน เขาจึงชั่งเงินจ่ายตามราคาที่เขากล่าวมาต่อหน้าเหล่าลูกชายของคนฮิตไทต์ คือจำนวนเงิน     400 เชเขล
ตามน้ำหนักที่พ่อค้าใช้กันในเวลาช่วงนั้น  

17 ดังนั้นที่ดินของเอโฟรนในมัคปาเลห์ใกล้มัมเร ทั้งผืนดิน และถ้ำรวมทั้งต้นไม้ทั้งหมดที่อยู่ล้อมรอบผืนดินนั้น ก็ถูกโอนกรรมสิทธิ์  
18 มาเป็นสมบัติของอับราฮัมต่อหน้าคนฮิตไทต์ทั้งหมดที่อยู่ในสภาผู้ปกครองเมือง

19 แล้วอับราฮัมก็ได้เก็บศพของซาราห์ภรรยาของเขาในถ้ำบนผืนดินมัคปาเลห์ ใกล้มัมเร ซึ่งรู้จักกันในนามเฮโบรน ในแผ่นดินคานาอัน  
20 อับราฮัมได้ซื้อทั้งผืนดินและถ้ำจากเหล่าลูกชายของคนฮิตไทต์ เพื่อใช้เป็นสุสานซึ่งตอนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาแล้ว 

23:15 1 เชเขล คือเงินหนักประมาณ 11.5 กรัม มีค่าเท่ากับค่าแรงสองเดือน
 

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 23:1-2
พระเจ้าทรงอวยพระพรซาราห์ให้เธอได้ชื่นชมกับลูกชายจนกระทั่งเขาโตเป็นหนุ่ม  และเธอก็สิ้นชีวิตในวัยชรามากคือ127 ปี ในเขตที่เรียกว่า หมู่บ้านแห่งสี่ หรือหมู่บ้านอารบา
อยู่ใกล้เมืองเฮโบรนมาก  แต่แม้ในวัยชราขนาดนี้ แผ่นดินทั้งหมดก็ยังเป็นของคนคานาอัน และชนชาติต่าง ๆ ที่มาอยู่ก่อนหน้านี้ 

ปฐมกาล 23:3-6
เขาอาจไม่ได้คิดเรื่องถ้ำเก็บศพมาก่อน  ดังนั้นเวลานี้เป็นเวลาที่ต้องมีที่ดินอย่างน้อยก็เพื่อเก็บศพของภรรยา และตัวเขาเอง และคนในครอบครัว  เขาลุกขึ้นจากอาการโศกเศร้า จากความเสียใจ และจัดการสิ่งที่สำคัญ
อับราฮัมไปหาลูกชายคนฮิตไทต์เจ้าของที่ดิน  (พระคัมภีร์บางเล่มว่า ชาวฮิต) ก่อนหน้าที่อับราฮัมจะเข้ามา 
ต่อไปเราจะเห็นวิธีการซื้อขายซึ่งดูจากมุมมองคนสมัยใหม่จะเห็นว่า พูดจาอ้อมค้อมมาก แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจเพราะเป็นการแสดงความนับถือกันและกันไม่น้อย
ชาวฮิตรับฟังว่า อับราฮัมต้องการซื้อที่ดิน พวกเขากลับกล่าวว่า อับราฮัมเป็นเหมือนเจ้าชายจากพระเจ้า .. ขอให้เลือกตามใจชอบ  เลือกใช้สุสานใดก็ได้ที่พวกเขามีอยู่แล้ว




ปฐมกาล 23:7-11
ขณะนี้ ทุกคนกำลังนั่งอยู่พร้อมหน้ากัน ทั้งอับราฮัม  เหล่าลูกชายคนฮิตไทต์  แม้กระทั่งเอโฟรน ก็อยู่ตรงนั้น   อับราฮัมโค้งคำนับ และฝากลูกชายคนฮิตไทต์ไปบอกเจ้าของที่ดินคือ เอโฟรน ลูกชายของโศหาร์ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ให้ขายถ้ำมัคเปลาห์แก่เขา  อับราฮัมยินดีจ่ายราคาเต็ม
แต่แล้วเอโฟรนก็บอกว่า เขาจะยกที่ดินพร้อมถ้ำให้อับราฮัมทำเป็นที่เก็บศพของภรรยา  เขาให้มากกว่าที่อับราฮัมกำลังขอซื้อ
อับราฮัมโค้งคำนับอีกครั้ง

ปฐมกาล 23:13-16
พระคัมภีร์บอกเราชัดว่า การเจรจาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า นี่เป็นวิธีการซื้อขายที่มีพยานรู้เห็น

อับราฮัมตอบว่าเขาต้องการซื้อและจะจ่ายค่าที่ดิน ขอเจ้าของที่ดินรับไว้
เอโฟรนบอกราคาเงินหนัก 400 เชเขล แต่ก็พูดเชิงว่า มันเป็นราคาที่ไม่ได้แพงหรือถูกสำหรับเขาทั้งสอง เขายินดีให้อับราฮัมใช้เป็นที่เก็บศพภรรยา
แล้วอับราฮัมก็จ่ายเงินตามนั้น ต่อหน้าทุกคน นี่เป็นสัญญาซื้อขายแรกที่เราเห็นในพระคัมภีร์ น่าสนใจว่า มีการพูดเป็นเชิงรุก รับที่อย่างไร ๆ ผู้ซื้อก็ต้องจ่าย เพื่อประกันสิทธิในเวลาต่อมา ใครจะรู้ว่า ลูกหลานของเอโฟรนอาจจะมาทวงสิทธิในที่ดินคืน หากไม่ได้ซื้อจริง!

ปฐมกาล 23:17-20
ชัดเจนมาก ตอนนี้อับราฮัมมีที่ดินในคานาอันเป็นของตนเองส่วนหนึ่งแล้ว  และมีพยานรู้เห็นชัดด้วย  แม้เขาจะเป็นคนต่างด้าวมาก่อนอย่างที่เขากล่าวในข้อ 4  ผู้เขียนทำให้ลูกหลานของอับราฮัมได้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในยุคของท่าน
เราจะเห็นในข้อสิบเจ็ดชัดเจนว่า เขาได้ทั้งที่ดินใกล้ถ้ำ ตัวถ้ำเก็บศพ และต้นไม้ทั้งหมด … เป็นความชัดเจนมาก อะไรเป็นอะไร  อะไรเป็นของใคร  และผืนดินแรกที่อับราฮัมได้เป็นกรรมสิทธิ์คือตรงไหน
ผู้เขียนได้กล่าวถึงเฮโบรน ซึ่งต่อมา ดาวิดได้ใช้เป็นเมืองหลวงแรกก่อนเยรูซาเล็ม 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 23
2* โยชูวา 14:15; 15:13; 21:11; ปฐมกาล 12:18; 23:19
3* ปฐมกาล 10:15; 15:20
4* ปฐมกาล 13:2; 14:14; 24:35
6* ปฐมกาล 13:2; 14:14; 24:35
9* ปฐมกาล 25:9



10* ปฐมกาล 23:18; 34:20, 24
11* 2 ซามูเอล 24:21-24
15* อพยพ 30:13
16* เยเรมีย์ 32:9-10
17* ปฐมกาล 25:9; 49:29-32; 50:13
20* เยเรมีย์ 32:10-11

ปฐมกาล 22 ทรงลองใจ


1  หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา พระเจ้าทรงทดสอบอับราฮัม พระองค์ตรัสกับเขาว่า “อับราฮัมเอ๋ย”
เขาทูลตอบว่า 
“ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า”  
2 พระเจ้าตรัสว่า “จงพาอิสอัค ลูกชายคนเดียวซึ่งเป็นที่รักของเจ้า และไปยังแผ่นดินโมริยาห์ และเจ้าจะถวายเขาเป็นเครื่องเผาบูชาบนภูเขาแห่งหนึ่งที่เราจะชี้ให้เจ้า!” 
3 วันต่อมา อับราฮัมลุกขึ้นแต่เช้า เตรียมอานลาพาบ่าวสองคนพร้อม กับอิสอัคลูกชายไปด้วย เขาได้ตัดไม้สำหรับเป็นฟืนเผาเครื่องบูชา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังที่ซึ่งพระเจ้าตรัสสั่งไว้  
4 วันที่สาม อับราฮัมเงยหน้าขึ้นดูและเห็นที่นั้นแต่ไกล
5 เขากล่าวกับบ่าวว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่กับลา ตัวข้าและเด็กจะไปที่โน่นและนมัสการพระเจ้า จากนั้นเราจะกลับมาหาเจ้า
6 แล้วอับราฮัมก็ยกไม้ฟืนสำหรับเผาขึ้นบ่าอิสอัคลูกชาย และเขาก็หิ้วเชื้อไฟ

7 อิสอัคกล่าวกับพ่อว่า “ท่านพ่อ” อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย พ่ออยู่นี่” “ที่ลูกเห็นคือไฟกับฟืน แล้วลูกแกะที่จะเผาบูชาอยู่ที่ไหนขอรับ?” อิสอัคถาม
8 อับราฮัมตอบว่า “ลูกรัก พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับเผาบูชาให้เอง” และทั้งสองก็เดินต่อไปด้วยกัน

9 ทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกไว้
และอับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาขึ้นที่นั่น เขาวางฟืนบนแท่นนั้น แล้วก็มัดตัวอิสอัคลูกชาย วางตัวเขาบนกองฟืนบนแท่นบูชานั้น 
10 จากนั้นเขาก็เอื้อมมือหยิบมีดเพื่อฆ่าลูกชายของตนเอง
11 แต่ทูตสวรรค์จากองค์เจ้านายเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า “อับราฮัม อับราฮัม!” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า”
12 ทูตสวรรค์กล่าวว่า “อย่าแตะต้องลูกชาย! อย่าทำอะไรเขา! เพราะบัดนี้ เรารู้แล้วว่า เจ้ายำเกรงพระเจ้า เพราะเจ้าไม่ได้หวงลูกชายคนเดียวของเจ้าไว้จากเรา”
13 อับราฮัมเงยหน้าขึ้น และเห็นแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาทั้งสองของมันติดพุ่มไม้
อับราฮัมจึงจับแกะนั้น มาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนลูกชายของเขา

14  อับราฮัมเรียกสถานที่นั้นว่า “พระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมไว้ให้” อย่างที่กล่าวกันทุกวันนี้ว่า “จะจัดเตรียมไว้ให้บนภูเขาของพระยาห์เวห์”

15 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์ร้องเรียกอับราฮัมเป็นครั้งที่สอง จากสวรรค์เบื้องบน
16ท่านกล่าวว่า “เราปฏิญาณด้วยตัวของเราเอง พระยาห์เวห์ตรัส เป็นเพราะเจ้าทำเช่นนี้ เพราะเจ้าไม่ได้หวงลูกชายคนเดียวของเจ้าจากเรา
17 เราจะอวยพระพรเจ้าอย่างแน่นอน
 และเราจะทวีจำนวนลูกหลานของเจ้าให้มีมากมายเหมือนจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้า เหมือนเม็ดทรายชายทะเล ลูกหลานของเจ้าจะครอบครองเมืองต่าง ๆ ของศัตรูของพวกเขา
18 และชนชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพรผ่านผู้สืบเชื้อสายของเจ้า เพราะเจ้าเชื่อฟังเรา

19  ดังนั้น อับราฮัมกลับมาที่บ่าวรออยู่ และพากันกลับไปยังเมืองเบเออร์เชบา   อับราฮัมตั้งถิ่นฐานที่เมืองเบเออร์เชบา  

ครอบครัวของนาโฮร์
20 ต่อมา มีคนบอกอับราฮัมว่า “มิลคาห์มีลูกให้กับนาโฮร์น้องชายของท่านแล้ว
21 อูสเป็นลูกชายหัวปี น้องชายคือ บูส เคมูเอลเป็นพ่อของอารัม
22 เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟ และเบธูเอล
  23 เบธูเอลเป็นพ่อของเรเบคาห์ มิลคาห์ ให้ลูกชายแปดคนแก่นาโฮร์ น้องชายอับราฮัม
24 นอกจากนี้ นาโฮร์ยังมีลูกชายอีกสี่คน เกิดจากภรรยาน้อยชื่อเรอูมาห์  คือ เทบาห์ กาฮัม ทาหาชและ มาอาคาห์

อธิบายเพิ่มเติม


บทนี้เกิดอะไรขึ้น? พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์ถวายมนุษย์เป็นเครื่องบูชา ที่ผ่านมา พระเจ้าทรงให้ใช้แกะที่ไร้ตำหนิเสมอ เหตุใดพระองค์ทรงสั่งอับราฮัมให้ทำสิ่งที่ดูโหดเหี้ยมเช่นนี้? หลายพันปีต่อมาเราจึงรู้ว่า พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า ทรงซื่อตรงต่อพันธสัญญาของพระองค์ที่มีต่ออับราฮัม และพระบุตรองค์เดียวของพระองค์นั้น ทรงเครื่องบูชาที่จำเป็น มีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทั้งโลก
ปฐมกาล 22:1
พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าทรง ทดสอบอับราฮัม การทดสอบครั้งนี้จะทำให้เห็นว่า หัวใจของอับราฮัมที่มีต่อพระเจ้านั้น เป็นอย่างไร เขาจะผ่านการทดสอบนี้ไหม?
นี่เป็นครั้งที่เจ็ดที่พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าทรงสนทนากับอับราฮัมตรง ๆ และเมื่อพระเจ้าตรัสเรียก เขาก็ตอบรับทันที

ปฐมกาล 22:2
พระเจ้าทรงเน้นว่า ให้เอาอิสอัคไปถวายเป็นเครื่องบูชาที่ภูเขา
พระเจ้าตรัสว่า เป็นลูกชายคนเดียว.. ซึ่งหมายถึงว่าเป็นคนเดียวที่พระเจ้าทรงใช้ให้สืบเชื้อสายของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก แม้ว่าเขาจะมีลูกชายคนอื่น แต่อิสอัคนี้แตกต่าง พิเศษ เป็นที่รักมากที่สุด เขาจะต้องไปยังแผ่นดินชื่อ
โมริยาห์ ซึ่งเป็นคำหมายถึงที่ ๆ พระเจ้าจัดเตรียมให้ หรือ ที่ ๆ พระเจ้าทรงปรากฏ (สถานที่นี้สำคัญมากในเวลาต่อมา)

เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าจะประทานลูกชายแห่งพันธสัญญา แต่ให้ถวายเขาเป็นเครื่องบูชา เหมือนแกะที่จะถูกฆ่าแล้ว เผาบูชา
เราพบใจของอับราฮัมในฮีบรู 11:19 เขาเชื่อในใจว่า พระเจ้าจะทรงทำให้อิสอัคคืนมาจากความตาย เขาจึงกล้าที่จะก้าวออกไป

ปฐมกาล 22:3-4
วันต่อมาเขาลุกขึ้นเตรียมข้าวของ และออกเดินทางพร้อมกับบ่าวอีกสองคน เดินทางได้สามวันก็เห็นภูเขาโมริยาห์แต่ไกล สามวันที่เดินไปนั้น หัวใจอับราฮัมหนักอึ้ง ต้องดำรงความเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงทำการของพระองค์ พันธสัญญาของพระองค์จะเป็นความจริง

ปฐมกาล 22:5-6
อับรามให้ความมั่นใจกับบ่าวว่า เขาทั้งสองจะกลับมาแล้วค่อยกลับบ้านไปด้วยกัน จากนั้นเขาก็เอาฟืนที่ช่วยกันแบกมาด้วยกันนั้น ให้อิสอัคแบกต่อ ส่วนเขาก็ถือเชื้อไฟสำหรับเผาเครื่องบูชา ซึ่งเป็นถ่านที่อยู่ในหม้อดิน


ปฐมกาล 22:7-8
ลูกสงสัยมาตั้งแต่ที่บ้าน ได้โอกาสถามพ่อว่า ลูกแกะอยู่ที่ไหน พ่อตอบด้วยความเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาให้เอง ไม่ได้โกหก แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกลูกว่า พระเจ้าทรงสั่งอะไรไว้
เมื่อได้คำตอบนี้ก็เดินต่อไป ไม่ต้องถามอะไรอีกให้วุ่นวาย

ปฐมกาล 22:9
มาถึงตรงนี้ อิสอัคก็รู้แล้วว่า เขานั่นแหละคือลูกแกะที่จะต้องถูกฆ่า เผา บูชา แต่อิสอ้คผู้นี้ได้ส่งสัญญาณให้เรารู้ถึงองค์พระเยซูคริสต์ที่ทรงยอมทำตามพระทัยของพระบิดาจนถึงความตายบนไม้กางเขน เพราะความรักของพระบิดาที่มีต่อชาวโลก
(ฟีลิปปี 2 :6-8) อิสอัคไม่ได้วิ่งหนีจากพ่อ แต่ไม่มีใครรู้ว่า อับราฮัมพูดอะไรกับอิสอัคบ้างที่ทำให้เขาไม่วิ่งหนี ไม่ต่อต้าน ยอมให้พ่อทำอย่างที่พระเจ้าทรงสั่ง

ปฐมกาล 22:10-11
แต่ขณะที่กำลังคว้ามีดขึ้นมา ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาเรียกเขาเหมือนในข้อที่ 1 แต่ครั้งนี้ พระเจ้าทรงเรียกสองที และอับราฮัมก็ตอบแบบเดียวกันว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่”
อับราฮัมโล่งใจที่พระเจ้าทรงอยู่ด้วยในเวลานั้น

ปฐมกาล 22:12
อย่างที่อับราฮัมคิด พระเจ้าจะทรงทำให้อิสอัคยังมีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็นพระพรของโลกต่อไป
ทูตสวรรค์ของพระเจ้าห้ามเขาไว้ เป็นคำสั่งด่วนมาก
และท่านบอกด้วยว่า เขาสอบผ่าน พระเจ้าทรงให้เห็นเลยว่า อับราฮัมไม่ได้หวงสิ่งรักที่สุดจากพระเจ้า ..​พระเจ้าทรงทำยิ่งกว่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรของพระองค์จากชาวโลกที่ชั่วช้า
พระเจ้าทรงอยู่ข้าง ๆ อับราฮัมตลอดเวลา และพระองค์ทรงชื่นพระทัยในตัวเขามาก พระองค์ทรงเห็นว่า เขายำเกรงพระองค์จริง ๆ ไม่มีการต่อล้อต่อเถียง ต่อรองใด ๆ ออกมาจากปากของเขาเลย

ปฐมกาล 22:13
แล้วเขาก็เห็นการจัดเตรียมของพระเจ้า ทรงเตรียมเครื่องเผาบูชาของพระองค์เอง พระบุตรพระเจ้าที่ทรงมาในแดนประหารนั้น ก็เป็นพระบุตรที่พระเจ้าทรงเตรียมให้ชาวโลก โลกไม่ได้เป็นผู้เตรียมพระบุตร แถมโลกยังได้ทรยศต่อพระเจ้าอีกด้วย


อับราฮัมเรียกที่นั้นว่า พระยาห์เวห์จะทรงจัดเตรียมให้ เมื่อความทุกข์หนักเข้ามา พระเจ้าก็ทรงเตรียมเครื่องเผาบูชา เป็นแกะผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ อับราฮัมนั่นเอง
ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาเป็นแผ่นดินที่สร้างเมืองเยรูซาเล็ม และพระวิหารก็สร้างในจุดนี้ด้วย

ปฐมกาล 22:15-18
นี่เป็นพันธสัญญาที่เรียกกันว่า พันธสัญญากับอับราฮัม (Abrahamic Covenant)
พระคัมภีร์กล่าวว่า ทูตสวรรค์ร้องเรียกอับราฮัม … แต่พอถึงคำพูดกลับเป็นพระยาห์เวห์ตรัสด้วยพระองค์เอง ว่า พระองค์ทรงยอมรับภาระผูกพันในพันธสัญญานี้อย่างเต็มที่ เป็นคำปฏิญาณที่พระองค์จะทรงทำให้สำเร็จอย่างแน่นอน ทรงสัญญาจะ
อวยพระพรอับราฮัม
ทวีจำนวนลูกหลาน ทวีแล้วทวีอีก
ลูกหลานจะเป็นผู้ปกครอง และปราบศัตรู
ทั้งโลกจะได้รับพรผ่านเชื้อสายอับราฮัม

ปฐมกาล 22:19
อับรามกลับมายังบ่าวอย่างมีความสุข และกลายเป็นว่าจากนี้ไป เขาก็เริ่มตั้งถิ่นฐานในเขต เบเออร์เชบา

ครอบครัวของนาโฮร์
ปฐมกาล 22:20-24
ตรงนี้เราแอบเห็นแล้วว่า ผู้เขียนกำลังแนะนำครอบครัว ญาติใกล้ชิดกันกับฮับราฮัม คือครอบครัวของน้องชายอับราฮัมนั่นเอง
และ ผู้เขียนถือโอกาสแนะนำเรเบคาห์ สตรีที่จะมีส่วนสำคัญในชีวิตของอิสอัค แทนซาราห์แม่ของเขา




เวลาใครคนหนึ่งเป็นคนของพระเจ้า เป็นคนที่ทรงเลือกไว้สำหรับงานบางอย่างที่สำคัญ หรือแม้อาจไม่ใช่คนสำคัญ อย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ต้องมีการพิสูจน์ว่า เขาเป็นคนจริงหรือไม
เราพบว่า โยบถูกทดสอบจากพระเจ้า
โยเซฟ ก็ถูกทดสอบมากมายกว่าจะผ่าน
ดาเนียลถูกทดสอบโดยเผชิญกับสิงโตดาวิดต้องเผชิญกับความเกลียดชังสุดขั้วจากซาอูลแม้กระทั่งไม้กางเขนก็เป็นบททดสอบทำให้เรา
รู้ว่า พระเยซูทรงผ่านจนคืนพระชนม์
แล้วเราล่ะ จะไม่ถูกทดสอบหรือ?


พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 22
1* ฮีบรู 11:17
2* ปฐมกาล; ปฐมกาล
5*  ฮีบรู 11:19
6* ยอห์น 19:17
8* ยอห์น 1:29, 36; อพยพ 12:3-6
9*  ฮีบรู 11:17-19
11* ปฐมกาล 16:7-11; 21:17-18; 31:11
12* 1 ซามูเอล 15:22; ยากอบ 2:21-22 ;ปฐมกาล 22:2, 16

16* สดุดี 105:9
17* ปฐมกาล 17:16; 26:3, 24; 15:5; 26:4; 13:16; 32:12; 24:60
18* ปฐมกาล 12:3; 18:18; 26:4; กาลาเทีย 3:16; ปฐมกาล 18:19; 22:3, 10; 26:5
19* ปฐมกาล 21:31
20* ปฐมกาล 11:29; 24:15
21* โยบ 1:1; 32:2
23* ปฐมกาล 24:15

ปฐมกาล 21 อิสอัค vs อิชมาเอล

ซาราห์ได้หัวเราะแล้ว
1 พระยาห์เวห์ทรงระลึกถึงซาราห์ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ และพระยาห์เวห์ทรงทำตามสัญญาที่ประทานไว้ก่อนหน้า
2 ซาราห์จึงตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกชายแก่อับราฮัมซึ่งชราแล้วเป็นไปตามเวลาที่พระองค์ตรัสไว้  อับราฮัมตั้งชื่อลูกชายที่เกิดจากซาราห์นี้ว่า อิสอัค
4 เมื่อลูกชายอิสอัคอายุครบ 8 วัน อับราฮัมก็ให้ลูกชายเข้าสุหนัตตามที่พระเจ้าทรงสั่งไว้
5 ตอนที่อิสอัคเกิดนั้น อับราฮัมอายุ 100 ปี
6 ซาราห์พูดออกมาว่า “พระเจ้าทรงทำให้ฉันได้หัวเราะ ทุกคนที่รู้เรื่องนี้ จะหัวเราะไปกับฉันด้วย”
7 เธอยังกล่าวอีกว่า “ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่า ซาราห์จะมีลูกที่กินนมของเธอเองแต่ฉันได้คลอดลูกชายให้ท่าน ตอนที่ท่านชราแล้ว” 
8 เมื่ออิสอัคเติบโตจนหย่านม ในวันที่เขาหย่านมอับราฮัมก็จัดงานเลี้ยงใหญ่


ซาราห์ไม่พอใจ
9 แต่ซาราห์เกิดเห็นลูกชายของฮาการ์ที่ทาสหญิงชาวอียิปต์ ได้ให้กำเนิดแก่อับราฮัม กำลังเล่น(หัวเราะเยาะ)กับอิสอัคลูกชายของเธอ
10 ซาราห์จึงบอกอับราฮัมว่า “ขอท่านไล่นางทาสคนนี้กับลูกไปเสีย เพราะลูกของนางทาสจะไม่มีวันรับมรดกร่วมกับลูกชายของฉัน”  
11 เรื่องนี้ทำให้อับราฮัมทุกข์ใจมากเพราะเกี่ยวข้องกับบุตรชายของเขา
12 แต่พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “อย่าทุกข์ใจเรื่องเด็กคนนั้นกับเมียทาสของเจ้าเลย จงทำตามที่ซาราห์บอก เพราะเชื้อสาย ของเจ้าจะนับทางอิสอัค 
13 และเราจะให้ชนชาติหนึ่งสืบเชื้อสายจากลูกของทาสหญิงคนนี้ด้วย เพราะเขาก็เป็นเชื้อสายของเจ้าเหมือนกัน”
 

อิชมาเอลกับฮาการ์ในถิ่นกันดาร
14 วันรุ่งขึ้น อับราฮัมตื่นแต่เช้าตรู่ เขาเตรียมขนมปังกับน้ำในถุงหนังยื่นให้ ให้ฮาการ์สะพายบ่าแล้วเขาก็ส่งเธอออกไปพร้อมกับลูกชายเธอก็ระหกระเหินเข้าไปในถิ่นกันดารเบเออร์เชบาห์

15 แล้วน้ำในถุงหนังก็หมด ฮาการ์จึงวางลูกชายไว้ใต้ร่มไม้
16 และเธอก็เดินไปนั่งอยู่ห่างเท่ากับระยะยิงธนูตก เพราะเธอคิดว่า “อย่าให้ฉันเห็นลูกชายตายเลย” ขณะที่นั่งอยู่ตรงนั้นเธอร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง 
17 พระเจ้าทรงยินเสียงของเด็กร้อง และทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้เรียกฮาการ์จากสวรรค์ กล่าวว่า“ฮาการ์เจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือ? ไม่ต้องกลัว เพราะว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงของเด็กชายที่นอนอยู่ตรงนั้น
18 จงลุกขึ้น และพยุงเขาขึ้นมาจับมือให้แน่น เพราะเราจะให้ชาติหนึ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดมาจากเขา”  

19 และแล้วพระเจ้าก็ทรงเปิดตาของเธอ ให้เห็นบ่อน้ำเธอจึงไปเติมน้ำจนเต็มถุงหนัง และให้เขาดื่ม
20 พระเจ้าสถิตอยู่กับเด็กชายคนนั้น เขาเติบโตและอาศัยในถิ่นกันดาร กลายเป็นคนที่ชำนาญการยิงธนู
21 เขาอาศัยในทะเลทรายปาราน  และแม่ของเขาได้หาหญิงสาวชาวอียิปต์ให้เป็นภรรยา

Roffe-Bauerle-1881

พันธสัญญากับอาบีเมเลค
22 เวลานั้น อาบีเมเลคและฟีโคล์ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารของกองทัพของท่าน กล่าวกับอับราฮัมว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับท่านไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตามดังนั้น
23 ขอให้ท่านให้คำมั่นสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้าว่า ท่านจะไม่ทรยศต่อเราหรือลูกหลานเชื้อสายของเรา แต่จะซื่อตรงต่อเราและต่อแผ่นดินที่ท่านอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ดังที่เราได้ซื่อตรงต่อท่าน”
24 อับราฮัมกล่าวว่า “ข้าตกลงสัญญาดังนั้น” 
25 แล้วอับราฮัมจึงร้องทุกข์ต่ออาบีเมเลคเรื่องบ่อน้ำที่เหล่าคนรับใช้ของอาบีเมเลคได้ยึดไป
26 แต่อาบีเมเลคตอบว่า “เอ.. เราไม่รู้ว่า ใครเป็นคนทำอย่างนั้นท่านเองไม่บอกเราก่อนหน้า และเราก็ไม่รู้เรื่องจนวันนี้ ” 
27 อับราฮัมจึงยกแกะและวัวให้อาบีเมเลค และทั้งสองก็ทำพันธสัญญากัน  
28 อับราฮัมได้เลือกลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวจากฝูง  
29 อาบีเมเลคถามอับราฮัมว่า “ที่ท่านเลือกลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวออกมานี้ มีความหมายว่าอย่างไรหรือ?”
30  เขาตอบว่า  “ขอให้ท่านรับลูกแกะเจ็ดตัวนี้จากข้าพเจ้าเพื่อเป็นพยานว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ขุดบ่อน้ำนี้”   
31 พื้นที่ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่า เบเออร์เชบา (แปลว่า บ่อน้ำแห่งคำปฏิญาณ)เพราะทั้งสองได้สาบานต่อกันที่นั่น 
32 เมื่อพวกเขาได้ทำพันธสัญญาต่อกันที่เบเออร์เชบาแล้ว อาบีเมเลคและแม่ทัพฟีโคล์ก็เดินทางกลับแผ่นดินฟีลิสเตีย
33 อับราฮัมปลูกต้นสนแทมริสก์ ในเบเอร์เชบา และนมัสการร้องออกพระนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าองค์นิรันดร์ที่นั่น  34  และอับราฮัมก็ได้อาศัยในแผ่นดิน ของชาวฟีลิสเตียในฐานะคนต่างถิ่นเป็นเวลานาน  

อธิบายเพิ่มเติม


ซาราห์ได้หัวเราะแล้ว
ปฐมกาล 21:1-3
การมาเยี่ยมของพระเจ้านั้นมีความหมายว่าพระเจ้าทรงเข้ามาทำการในชีวิตของคน ๆ หนึ่งแบบเหนือธรรมชาติเป็นพิเศษ อาจเป็นการอวยพรหรือแช่ง แต่ครั้งนี้ เป็นการ
ประทานพรตามที่ทรงสัญญาไว้เมื่อ 25 ปีก่อน และทรงมาย้ำเตือนอีกเมื่อปีก่อน ซาราห์ได้ตั้งครรภ์ตามพระดำรัสของพระเจ้าจริงและคลอดลูกจริง ตามเวลาที่พระองค์ตรัสไว้  พ่อได้ตั้งชื่อให้ว่า “อิสอัค” เขาทำตามพระบัญชาทั้งการตั้งชื่อ (17:19)  และการให้เข้าสุหนัต (17:12)
  

ปฐมกาล 21:4-7
การเข้าสุหนัตของอิสอัคเป็นสิ่งที่อับราฮัมได้ทำ
ตามพระบัญชา และเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วย
อับราฮัมอายุ 100 ปี ซาราห์เองก็ชราเกินวัยเจริญพันธุ์มานานแล้ว พระเจ้าประทานอิสอัคให้กับทั้งสองตามแผนการของพระองค์ที่ทรงสัญญาไว้แม้ว่าพวกเขารอมานานยี่สิบกว่าปี สำหรับซาราห์
เรื่องนี้น่าหัวเราะดัง ๆ ให้ทุกคนได้ยิน พระเจ้าทรงเตรียม การหัวเราะให้เธอ เป็น ชัยชนะ ความสุข ความยินดี ไม่ใช่การหัวเราะของความไม่เชื่อในบทที่ 18 นี่เป็นตัวอย่างว่า เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาอะไร
จะทรงทำตามนั้นแน่นอน

ปฐมกาล 21:8-10
แม้จะได้รับพระพรที่เหนือธรรมชาติ แต่ซาราห์ก็
ยังไม่รู้สึกมั่นคงเลย เธอเห็นเด็กโตลูกชายของ
สามีกับสาวใช้กำลังหยอกล้อกับลูกชายของเธอ แต่ซาราห์มองเห็นเป็นการเยาะเย้ย ในกาลาเทีย 4:29 เปาโลได้กล่าวว่า เด็กที่เกิดแบบมนุษย์ได้ข่มเหงเด็กที่เกิดจากอานุภาพของพระวิญญาณ  ข้อความตอนนี้บ่งบอกว่า อิชมาเอลกำลังเล่นอะไรที่ล้อเลียนอิสอัค สิ่งที่ซาราห์เห็นทำให้ซาราห์ต้องตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม ขอให้อับราฮัมไล่ลูกชายคนโต เชื้อสายอียิปต์ออกจากครอบครัว  อิชมาเอลจะไม่มีส่วนในมรดกใด ๆ ของครอบครัว (ซึ่งลูกแห่งพระสัญญานั้น หมายถึงพระเยซูคริสต์ ส่วนลูกของหญิงทาสนั้นหมายถึง บทบัญญัติโมเสส)

ซาราห์ไม่พอใจ
ปฐมกาล 21:11-13
อับราฮัมเป็นพ่อที่มีความผูกพันกับอิชมาเอลมา
นานพอสมควร  จึงทุกข์ใจมาก แม้อิชมาเอล
เกิดจากความบาป ความไม่เชื่อของซาราห์ แต่
เราก็เห็นพระคุณ พระเมตตาของพระเจ้าในเหตุ
การณ์นี้ ทั้งอิชมาเอล และอิสอัคต่างก็เป็นลูก
ที่พระเจ้าจะทรงอวยพระพรให้มีลูกหลาน
สืบต่อไป (การมีวงศ์วานสืบเนื่องเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในโลกโบราณ) แม้อับราฮัมไม่เห็นด้วยกับซาราห์เรื่องนี้ แต่พระเจ้าทรงให้เขาทำตามที่ภรรยาขอ


อิชมาเอลกับฮาการ์ในถิ่นกันดาร
ปฐมกาล 21:14
แม้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ดูโหดร้าย ใจดำมากอับราฮัมเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะเจอสิ่งที่พระเจ้าทรงให้ทำกับอิสอัคที่โหดกว่าอีก เพื่อพิสูจน์การเชื่อและการเชื่อฟังของเขา 
ขณะที่อับราฮัมส่งภรรยาน้อยและลูกชายที่เขารักออกไปในถิ่นกันดารนั้น แปลกที่เขาเอาอาหารกับน้ำใส่ถุงหนังให้เท่านั้น ไม่ให้อะไรไปมากกว่า ทั้ง ๆ ที่เขามีของบริบูรณ์ แน่นอน เขาต้องอธิษฐานขอพระเจ้าทรงดูแลคนทั้งสอง ฝากไว้กับพระเจ้าพระเจ้าทรงเตรียมที่จะอวยพระพรอิชมาเอลอยู่แล้ว และชีวิตที่ยากเย็นนี้ มักจะมาก่อนสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากพระพร

ปฐมกาล 21:15-16
อาหารน่าจะหมดแล้ว และน้ำก็หมดด้วย ทำไมพ่อให้น้ำมาแค่นี้เอง? ฮาการ์เองก็กระหายน้ำไม่น้อย
เธอรู้ว่า ความตายรออยู่ข้างหน้า เธอน่าจะจำครั้งแรกที่เธอถูกไล่ออกมาจากบ้าน (ปฐมกาล 16) พระเจ้าเองทรงให้เธอกลับไปบ้านที่เธอเป็นทาสอยู่ แล้วมาตอนนี้ ก็ถูกไล่ออกมาอีก การร้องไห้ของ หญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นเพียงทาสคนหนึ่ง ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครฟัง แต่.. พระเจ้าทรงทราบว่าเธออยู่ ที่ไหน ต้องการอะไร…

 ปฐมกาล 21:17-18
พระเจ้าก็ทรงเข้ามาแทรกแซงชีวิตของแม่ลูก
ที่กำลังกระหายน้ำเจียนตาย มีทูตสวรรค์มาหา
ฮาการ์ และกล่าวย้ำว่า ไม่ต้องกลัว คำนี้สำคัญมาก การไม่กลัวและการวางใจพระเจ้าทำให้ก้าวมั่นคง ​พระเจ้าทรงฟังเสียงร้องของเด็ก พระเจ้าทรงได้ยิน
พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะตอบเสียงร้องนั้น! สิ่งที่ฮาการ์ต้องทำคือหยุดท้อถอย หยุดร้องไห้ ลุกขึ้นและพาลูกก้าวต่อไป เพราะมีสิ่งดีรออยู่ข้างหน้าพระเจ้าทรงนำเธอไป ไม่ต้องเดินคนเดียว!
ปฐมกาล 21:19-21
ฮาการ์เป็นผู้หญิงคนเดียวในพระคัมภีร์ที่ได้รับ
คำสัญญาว่า “เราจะทวีจำนวนเชื้อสายของเจ้าให้มากมายจนนับไม่ถ้วน”

ปฐมกาล 16:10
ฮาการ์ เป็นแค่นางทาสในบ้านของอับราฮัม แต่
พระเจ้าไม่ได้ทรงมองข้ามเธอ ความทุกข์ใจที่เธอต้องเผชิญอันเกิดจากความคิดของซาราห์ พระเจ้าทรงพลิกให้เป็นพระพรสำหรับตัวเธอและลูกหลาน
สิ่งที่น่าสนใจจากฮาการ์คือ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำอย่างไร เธอก็ทำตามที่พระองค์ทรงบัญชาทุกอย่าง


พันธสัญญากับอาบีเมเลค
ปฐมกาล 21:22-24
ถ้ามีใครสักคนจะกล่าวกับเราว่า “ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ฉันเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่กับคุณเสมอ”
เราจะรู้สึกขอบคุณพระเจ้าขนาดไหน และสมกับ
ที่พระเจ้าทรงบอกว่า ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล
พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงทำเช่นนี้มา
ตั้งแต่โบราณกาล ที่จริงทรงอยู่กับคนของพระองค์มาไม่หยุดยั้ง ขอพระเจ้าทรงป้องกันไม่ให้เราห่างพระองค์ แต่เป็นคนที่พระองค์ทรงอยู่ด้วยทุกเวลา

ปฐมกาล 21:25-26
บ่อน้ำเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์
ทำไร่ไถนา ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน พื้นที่ตรงนั้นก็ไม่มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน และการขุดบ่อในสมัยโบราณนั้นก็ยากเย็นไม่น้อย บ่อที่อับราฮัมขุดในพื้นที่ของอาบีเมเลค ถูกยึดไปโดยที่ทุกคนเก็บเงียบไม่ได้บอกให้อาบีเมเลครู้ พออับราฮัมได้ทำสัญญาไมตรีกับอาบีเมเลค จึงเป็นโอกาสที่เขาจะได้สิทธิในบ่อน้ำนั้นคืนมา การเรียกร้องของเขาก็ได้ผลด้วย

ปฐมกาล 27-30
มีการใช้แกะและวัวเพื่อทำพันธสัญญาต่อกันและกัน คล้ายกับบทที่ 15:-21 การที่อับราฮัมใช้ลูกแกะเมียจากฝูง 7 ตัวก็เพื่อเป็นการชดใช้คืนการที่คนของอาบีเมเลคจะไม่ได้เข้ามาถึงบ่อน้ำนี้อีก เขาจะไม่ให้แกะนี้กับเอบีเมเลคก็ได้   และมันยังเป็นพยานว่า อับราฮัมเป็นผู้ขุดบ่อนี้เอง เป็นเจ้าของบ่อนี้   ต่อไปลูกแกะทั้งเจ็ดก็จะกลายเป็นแม่แกะที่ทำให้ฝูงแกะของเอบีเมเลคเพิ่มจำนวนขึ้นอีกด้วย 


ปฐมกาล 21:31-34
ต้องเติมข้อ คำว่า เบเออร์เชบา มีความหมายว่า บ่อน้ำจากน้ำใต้ดิน แต่ในพระคัมภีร์ความหมายคือ คำปฏิญาณแห่งเจ็ด หรือ บ่อน้ำแห่งคำปฏิญาณ
การที่อับราฮัมปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ที่นี่ แสดงว่าท่านมีความตั้งใจที่จะอยู่ในแผ่นดินนี้นาน ๆ ต้นไม้นี้มีความหมายถึงพระคุณของพระเจ้าต่อท่าน ตัวแม่ทัพเองก็ยอมรับว่า ท่านมีสิทธิ์อยู่ในแผ่นดินนี้ และยังมีสิทธิในการใช้น้ำด้วย อย่างน้อยตอนนี้อับราฮัมก็มีส่วนเล็ก ๆในแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญา

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 21
1* 1 ซามูเอล  2:21; กาลาเทีย 4:23,28
2* ฮีบรู 11:11-12; ปฐมกาล 17:21; 18:10, 14
3* ปฐมกาล 17:19,21
4* กิจการ 7:8; ปฐมกาล 17:10, 12
5* ปฐมกาล 17:1, 17
6* อิสยาห์ 54:1; ลูกา 1:58
7* ปฐมกาล 18:11, 12
9* ปฐมกาล 16:1, 4, 15; กาลาเทีย 4:29
10* กาลาเทีย 3:18; 4:30

11* ปฐมกาล 17:18
12* โรม  9:7-8
13* ปฐมกาล 16:10; 17:20; 21:18; 25:12-18
14* ยอห์น 8:35
17* อพยพ 3:7; ปฐมกาล 22:11
18* ปฐมกาล 16:10; 21:13 ; 25:12-16
19* กันดารวิถี 22:31
20* ปฐมกาล 28:15; 39:2,3,21
21* ปฐมกาล 24:4

22* ปฐมกาล 20:2, 14:26; 26:26, 28
23* โยชูวา 2:12
25* ปฐมกาล 26:15, 18, 20-22
27* ปฐมกาล 26:31; 31:44
29* ปฐมกาล 33:8
30* ปฐมกาล 31:48, 52
31* ปฐมกาล 21:14; 26:33
33* ปฐมกาล 4:26; 12:8; 13:4; 26:25; เฉลยธรรมบัญญัติ   32:40; 33:27