ปฐมกาล 15 พันธสัญญากับอับราม

พระพรที่พระเจ้าตั้งพระทัยให้อับราม
1 ในเวลาต่อมา พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามผ่านจินตภาพว่า “อย่ากลัวไปเลย อับรามเอ๋ย เราเป็นโล่ปกป้องเจ้า รางวัลของเจ้าจะยิ่งใหญ่มากทีเดียว”
2 อับรามทูลตอบว่า “โอพระยาห์เวห์ องค์เจ้านายของประทานของพระองค์ จะมีประโยชน์อะไรต่อข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้ายังไม่มีลูกจนป่านนี้?  คนที่จะรับมรดกของข้าพเจ้าก็คือ เอลีเอเซอร์จากดามัสกัส” 
3 เขาทูลต่อไปว่า “พระองค์ยังไม่ได้ประทานเลือดเนื้อเชื้อไขให้ข้าพเจ้า ดังนั้น คนที่เป็นทาสในเรือนเบี้ยของข้าพเจ้าจะเป็นผู้รับมรดกของข้าพเจ้า” 4 แต่พระยาห์เวห์ตรัสกับอับรามว่า “ชายคนนี้ไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า  คนที่รับมรดกจะเป็นคนที่รับมรดกจะเป็นผู้ที่มาจากเลือดเนื้อของเจ้าเอง

5  แล้วพระองค์ทรงนำเขาออกมาข้างนอก ตรัสว่า “จงเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วนับดวงดาวไป  ดูสิว่า เจ้าจะนับดาวครบไหม? ลูกหลานของเจ้าจะมีมากมายขนาดนั้นแหละ”
6 แล้วเขาก็เชื่อวางใจองค์พระยาห์เวห์ และพระองค์จึงทรงถือว่า เขาเป็นคนเที่ยงธรรมเพราะความเชื่อดังกล่าว       

7 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เราคือพระยาห์เวห์  องค์พระเจ้าผู้นำเจ้าออกมาจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะมอบแผ่นดินนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”


8 แต่เขาทูลตอบว่า  “ โอ พระยาห์เวห์ องค์เจ้านาย   ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่า แผ่นดินนี้จะเป็นกรรมสิทธิ์ให้ ข้าพเจ้าครอบครอง?”
7 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เราคือพระยาห์เวห์  องค์พระเจ้าผู้นำเจ้าออกมาจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะมอบแผ่นดินนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”
8 แต่เขาทูลตอบว่า  “ โอ พระยาห์เวห์ องค์เจ้านาย   ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่า แผ่นดินนี้จะเป็นกรรมสิทธิ์ให้ ข้าพเจ้าครอบครอง?”

สัตว์ในพันธสัญญา
 9 พระยาห์เวห์ตรัสตอบเขาว่า “จงนำวัวตัวเมีย แพะเมีย  แกะผู้อายุ 3 ปี นกเขา และนกพิราบรุ่นอย่างละตัวมาให้เรา”
10 อับราฮัมจึงนำสิ่งเหล่านี้มา และผ่าสัตว์แต่ละตัวเป็นสองซีก แต่ละซีกวางไว้ตรงข้ามกัน (เป็นสองแถว)   แต่เขาไม่ได้ผ่านกเป็นสองซีก  
11 มีฝูงแร้งบินโฉบมาที่ซากสัตว์เหล่านั้น  แต่อับรามไล่พวกมันไป 

12 ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตก ลับขอบฟ้า อับรามก็หลับสนิท เวลาเดียวกันนั้นเอง เกิดความมืดมนอนธการหนักอึ้งน่าหวาดกลัวยิ่งลงมาเหนือเขา
13 พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าจงรู้แน่เถิดว่า ผู้สืบเชื้อสายของเจ้าจะกลายเป็นคนต่างด้าวในต่างแดนที่ไม่ใช่แผ่นดินของพวกเขา  และจะเป็นทาส ถูกข่มเหงเป็นแวลาสี่ร้อยปี
 14 แต่เราจะพิพากษาชนชาตินั้น ชนชาติที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทาส
 หลังจากนั้น พวกเขาจะออกมาพร้อมกับทรัพย์สมบัติจำนวนมาก


  15 ส่วนเจ้า เจ้าจะสิ้นชีวิตตามบรรพบุรษของเจ้าไปอย่างสันติ และจะถูกเก็บศพไว้ในเวลาที่แก่หง่อม
16 และผู้สืบเชื้อสายของเจ้าชั่วอายุที่สี่จะกลับมา ณ ที่นี้  เพราะขณะนี้บาปของชาวอาโมไรต์ยังไม่ถึงที่สุดที่เราจะลงโทษพวกเขา

17 เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้าไป และความมืดเข้าปกคลุม ก็เกิดควันไฟจากเตาไฟและมีคบเพลิงที่ไฟลุกปรากฏขึ้น คบเพลิงได้เคลื่อนผ่านซีกสัตว์เหล่านั้น


18 ในวันนั้นเอง องค์พระยาห์เวห์ทรงทำพันธสัญญากับอับรามว่า “เราจะมอบดินแดนนี้แก่ลูกหลานของเจ้า ตั้งแต่ลำน้ำแห่งอียิปต์จดแม่น้ำใหญ่คือยูเฟรติส

19 คือดินแดนของชาวเคไนต์ ชาวเคนัส ชาวคัดโมไนต์
20 ชาวฮิตไทต์ ชาวเปริสซี ชาวเรฟาอิม 21 ชาวอาโมไรต์ ชาวคานาอัน ชาวเกอร์กาชี และชาวเยบุส”

อธิบายเพิ่มเติม

พระพรที่พระเจ้าตั้งพระทัยให้อับราม
15:1-3 แล้วก็มาถึงเหตุการณ์อีกอย่างที่สำคัญต่อชีวิตของอับรามและชนชาติอิสราเอลในเวลาต่อมา  ครั้งนี้ พระเจ้าตรัสกับอับรามในจินตภาพเวลากลางคืน พระเจ้าทรงสัญญาเป็นโล่ให้กับเขา  นั่นคือพระเจ้าทรงเป็นโล่ที่ปกป้อง
อับรามจากอาวุธของศัตรูทั้งหลาย ไม่เฉพาะวันนั้นแต่ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาจนกระทั่งวันนี้ ในสงครามที่เขาต้องการพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง 

รางวัลจะยิ่งใหญ่ นั่นหมายถึงรางวัลนั้นจะมหาศาล พระเจ้าทรงเป็นต้นตอของรางวัลที่มีให้กับมนุษย์ พระเจ้าตรัสอย่างนี้ หลังจากที่อับรามเองปฏิเสธของที่ริบมาได้จากการทำ
สงคราม และแสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างที่เขาครอบครองนั้น มาจากพระเจ้าทั้งสิ้น 
สำหรับอับรามแล้วรางวัลที่เขาต้องการคือลูกที่จะสืบเชื้อสาย  คนในสมัยโบราณเขามีความเข้าใจว่า การที่มีผู้สืบเชื้อสาย เท่ากับชีวิตของพวกเขาส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป เท่ากับตัวเขาเองก็ยังมีชีวิตอยู่ แม้ตายไปแล้ว   

อับรามเสียใจมากที่เขายังไม่มีผู้สืบเชื้อสาย ซึ่งก็ต้องเป็นลูกชายด้วย เพราะวงศ์วานของเขาจะสืบต่อผ่านทางลูกชาย  เห็นได้จากคำที่เขาตัดพ้อพระเจ้าในข้อต่อมา  ที่อับรามต้องยกทุกอย่างให้เอลีเอเซอร์ เพราะเขาเป็นบ่าวคนสนิทที่เขาไว้ใจที่สุด
15:4  เอลีเอเซอร์ไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงเลือก แต่จะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของอับรามจริง ๆ  ทั้ง ๆ ที่เขาอายุมากแต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาเช่นนั้น 
15:5   พระเจ้าทรงสั่งให้เขาออกมานับดาว .. ลูกหลานจากเลือดเนื้อของอับรามจะมีมากมายดั่งดาวบนท้องฟ้า   ทำไมพระเจ้าตรัสสิ่งที่มนุษย์เห็นแล้วว่า เป็นไปไม่ได้.. คำว่าลูกหลานในที่นี้ คือ เมล็ดพันธุ์  (ฮีบรูว่า  זֶרַע เซรา) เป็นคำเดียวกับคำว่า เลือดเนื้อเชื้อไขในข้อ 3 หลายครั้งที่คฮีบรูนี้  หมายถึงองค์พระเมสสิยาห์  (อิสยาห์ 6:13) คำตรัสของพระเจ้าตรงนี้ ได้สำเร็จทำให้เราซึ่งอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้เห็นว่า พระเจ้ากำลังกล่าวถึงลูกคนสำคัญของอับราฮัมคือ องค์พระเยซูคริสต์ที่มีผู้เชื่อมากมายดั่งดวงดาวบนฟ้า

15:6 อับรามเชื่อพระดำรัสของพระเจ้า  ทั้งๆ ที่ตามสายตามนุษย์ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย …​ความเชื่อที่ต้านความเป็นไปไม่ได้นี้ ..พระเจ้าทรงนับว่า เขาเป็นคนเที่ยงธรรม หรือคนชอบธรรมนั่นเอง  แม้อับรามจะมีข้อบกพร่องในชีวิตอย่างที่เราเห็นมา แต่เขาก็เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า จากการเดินทางไกลมาเพื่ออาศัยในแผ่นดินคานาอัน 

15:7-8 เมื่อพระเจ้าทรงให้อับราฮัมมองฟ้า และทรงสัญญาจะให้เขามีลูกหลานมากมาย ทรงย้ำเตือนว่า ทรงเป็นพระองค์นั้นที่ทรงนำเขาออกมาจากเมืองเออร์  จากการไหว้รูปเคารพ มารู้จักและเป็นของพระเจ้าพระผู้สร้าง และพระองค์จะทรงให้เขาครอบครองคานาอัน 
แล้วอับรามก็ขอคำรับประกันจากพระองค์​ !!
ทั้งที่ใจเชื่อเต็มร้อย แต่ขอให้เห็นหลักประกันบางอย่างได้ไหม ประมาณนั้น 

สัตว์ในพันธสัญญา
15:9-11  พระเจ้าไม่ทรงปฏิเสธเขา ทรงสั่งให้เขาเตรียมสัตว์สะอาด คือ วัวตัวเมีย แพะเมีย แกะผู้ 3 ขวบ นกเขา นกพิราบ ทั้งหมดอย่างละตัวเท่านั้น  นี่เป็นการลงมือทำสัญญาระหว่างสองฝ่ายในสมัยโบราณ   การเตรียมสัตว์และวางเรียงกันอย่างนี้ เป็นการเตรียมเพื่อจะให้สองฝ่ายที่ทำสัญญานั้น ได้ยืนยันว่า เขาทั้งสองจะทำตามสัญญา โดยเดินผ่านตรงกลางของซากสัตว์ที่วางไว้ โดยมีความเข้าใจตรงกันว่า หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญา เขาจะต้อง
พบกับเหตุการณ์เดียวกับสัตว์ที่ถูกตัดครึ่งตัวนี้
นี่เป็นโทษสำหรับผู้ที่ผิดสัญญา

ความหมายของฝูงเหยี่ยวที่เข้ามาโฉบเอาซากสัตว์ คือ ศัตรูของพระเจ้าพยายามไม่ให้สัญญานี้เกิดขึ้น แต่อับราไม่ได้ปล่อยให้มันฉกเอาไป เขาไล่มันออกไป   มีผู้ (Torah Class) แปลความหมายตรงนี้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาอะไรให้เรา แต่เมื่อมารพยายามเอาออกไปจากเรา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความมั่นใจในพระเจ้า เราต้องต่อสู้ อย่าให้มันขโมยสิ่งเหล่านั้นไปจากเรา

15:12-15  เมื่ออับรามวางเรียงทุกอย่างตามที่เหมาะสมแล้ว เป็นเวลาช่วงเย็นพอดี แต่แล้ว เกิดความมืดที่หนักอึ้งลงมาเหนือเขา ขณะที่เขากลับ พระเจ้าได้ตรัสบอกล่วงหน้าว่า
ลูกหลานของเขาจะเป็นคนต่างด้าว
ถูกกดขี่ เป็นทาส สี่ร้อยปี  (การเป็นทาสที่ถูกกดขี่นี้ แตกต่างจากทาสในเรือนที่อับราฮัมเลี้ยงดูอยู่)

พระเจ้าจะทรงพิพากษาชนชาติที่กดขีพวกเข
แต่พวกเขาจะออกมาพร้อมทรัพย์สินมากมาย
อับรามจะตายตอนชรามาก ไม่มีสงคราม ตายอย่างสันติ
มีอาโมไรต์ในแผ่นดิน พระเจ้าจะทรงลงโทษด้วย ช่างเป็นคำสัญญาที่น่ากลัวและน่ารับในเวลาเดียวกัน
พระเจ้าทรงยืนยันในขณะที่อับรามหลับอยู่ เท่ากับพระองค์ทรงมาหาเขาในความฝัน  นี่เป็นการบอกให้อับรามรู้ล่วงหน้า
เขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เลย อย่างไรก็ดี ส่วนคำสัญญาที่ทำให้เขาสบายใจคือพวกเขาจะได้ออกมาจากที่นั่น กลับมายังแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้แต่แรก

15:17-21
จากนั้น ดวงอาทิตย์ก็ตกจริง ๆ กลายเป็นยามค่ำสิ่งที่อับรามเห็นคือ มีคบเพลิงลอยไปมาระหว่างซากสัตว์ นี่หมายความว่า เขากำลังเห็นพระเจ้าดำเนินอยู่ระหว่างซากสัตว์ด้วยพระองค์เองในขณะที่เขามองอยู่ เขาไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ไปเดินคู่กันกับพระองค์ พระเจ้าปรากฏเป็นเครื่องหมายสองอย่างคือ เตาที่มีควันพลุ่งอยู่ กับคบเพลิงที่เคลื่อนลอยไปมา  
คบเพลิงที่ลุกโชน คือเปลวไฟที่สว่างจ้าและร้อนจัด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าในความบริสุทธิ์ของพระองค์   ชำระให้บริสุทธิ์  ให้แสงสว่างและความอบอุ่น
พระเจ้าในฐานะองค์กษัตริย์ทรงผูกพันพระองค์เองที่จะทำบางอย่างเพื่ออับรามผู้รับใช้  การปฏิบัติตามพันธสัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเชื่อฟังของอับราม แต่ขึ้นอยู่กับความซื่อตรงของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง

ทำไมพระเจ้าทรงดำเนินระหว่างเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาพระองค์เดียว?   อีกสองพันปีต่อมา เราจึงรู้ว่า มนุษย์ได้ทำผิดสัญญา ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่ผู้ที่ได้สิ้นชีวิตนั้นคือ องค์พระเจ้า ผู้ทรงธรรม พระองค์ ไม่ได้ทำผิดสิ่งใด ทรงตายแทนเชื้อสายของอับราม และเราทุกคน


15:18-21 และพระเจ้าทรงย้ำเตือนพระสัญญาเป็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นแก่อับรามด้วยว่า อาณาเขตที่เขาจะได้รับนั้นคือพื้นที่ใดบ้าง (จาก netbible.org)
ลำน้ำอียิปต์ คือแม่น้ำวาดี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ 
 “ชาวคานาอัน” เป็นทั้งชื่อเรียกโดยรวมของชนเผ่าทั้งหมดเหล่านี้  และในที่นี้ก็เป็นชื่อของชนเผ่าหนึ่งในนั้นด้วย “ชาวฮิตไทต์” เหล่านี้อาศัยอยู่ใกล้เมืองเฮโบรน (23:10)  

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 15
1* ดาเนียล 10:1; ปฐมกาล 21:17; 26:24; เฉลยธรรมบัญญัติ 33:29; สุภาษิต 11:18
2* ปฐมกาล 17:18; กิจการ 7:5
3* ปฐมกาล 14:14
4* 2 ซามูเอล 7:12
5* สดุดี 147:4; เยเรมีย์ 33:22 ; เยเรมีย์ 32:13; ปฐมกาล 17:19
6* โรม 4:3, 9, 22 ; สดุดี 32:2; 106:31
7* ปฐมกาล 12:1; 11:28, 31;
สดุดี 105:42, 44

8* ลูกา 1:18
10* เยเรมีย์ 34:18; เลวีนิติ 1:17
12* ปฐมกาล 2:21; 28:11
13* อพยพ 1:11; 12:40
14* อพยพ 6:6; 12:36
15* โยบ 5:26 ; ปฐมกาล 25:8, 47:30
16* อพยพ 12:41; 1 พงศ์กษัตริย์ 21:26 ; มัทธิว 23:32
17* เยเรมีย์ 34:18-19
18* ปฐมกาล 24:7; 12:7; 17:8

บรรณานุกรม

https://netbible.org/bible/Genesis+15

Torah Class , https://www.youtube.com/watch?v=5xEjh4uhRXI

Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
  
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997

ปฐมกาล 14 ท่านลุงผู้เป็นนักรบ

ต้องจัดการผู้ที่ขัดขืน
เมื่ออัมราเฟล กษัตริย์แห่งชินาร์ (บาบิโลน)อาริโอค กษัตริย์แห่งเอลลาสาร์
เคโดร์ลาโอเมอร์ กษัตริย์แห่งเอลาม และทิดาลกษัตริย์แห่งโกยิม   
2 พากันรวบรวมกองทัพเป็นพันธมิตร เข้าทำสงครามกับกษัตริย์เบราแห่งโสโดม กษัตริย์บริชาแห่งโกโมราห์  กษัตริย์ชินาบแห่งอัดมาห์
กษัตริย์เชเมเบอร์แห่เศโบยิม และ
กษัตริย์เมืองเบลา (คือเมืองโศอาร์)
3 กษัตริย์ทั้งห้านี้ได้รวมกำลังทัพที่หุบเขาสิดดิม (ทะเลเกลือ)
 4 พวกเขาได้เป็นเมืองขึ้นกับกษัตริย์เคโดร์ลามาแล้ว 12 ปี แต่ในปีที่สิบสามพวกเขาก็กบฏขัดขืน
 
5 ในปีที่สิบสี่  เคโดร์ลาโอเมอร์ กับกษัตริย์ที่เป็นพันธมิตร จงยกทัพมา และเอาชนะชาวเรฟาอิม (เป็นมนุษย์ยักษ์ที่อาศัยแถบนั้น )ในอัชเทโรกคารนาอิม
ชาวศูซิมในเขตฮาม
ชาวเอมิมในชาเวห์คีริยาธาอิม
6 ชาวโฮรีในแถบเขาเสอีร์ของพวกเขา
ชนะยาวไปถึงเอลปารานเขตทะเลทราย
7 จากนั้นพวกเขาก็กลับมาตี เอนมิชปัท (เป็นที่เดียวกับคาเดช) และยังเอาชนะดินแดนทั้งหมดของชาวอามาเลข กับชาวอาโมไรต์ที่อาศัยในฮาซาโซนทามาร์ 

8 แล้วกษัตริย์ทั้งห้าแห่งเมืองโสโดม
กษัตริย์แห่งเมืองโกโมราห์ กษัตริย์แห่งเมืองอัดมาห์ กษัตริย์แห่งเมืองเศโบยิม และกษัตริย์แห่งเมืองเบลา (คือโศอาร์) ร่วมกันออกไปต่อสู้ที่บริเวณหุบเขาสิดดิม
9กษัตริย์เหล่านี้ เข้าสู้รบกับ เคโดร์ลาโอเมอร์  กษัตริย์แห่งเอลาม ทิดาลกษัตริย์แห่งโกยิม  อัมราเฟล กษัตริย์แห่งชินาร์ (บาบิโลน)และ อาริโอค กษัตริย์แห่งเอลลาสาร์ รวมเป็นกษัตริย์สี่เมืองเข้ามารบประจัญหน้ากับกษัตริย์อีกห้าองค์



 

10 ที่บริเวณหุบเขาสิดดิมนั้น มีบ่อยางมะตอยกระจายอยู่หลายแห่ง  เมื่อกองทัพของกษัตริย์แห่งโสโดม และกษัตริย์แห่งโกโมราห์แตกพ่ายและหนีมา บ้างก็ตกลงไปในบ่อ บ้างก็หนีไปยังเนินเขาต่าง ๆ
11 ฝ่ายกษัตริย์ทั้งสี่ก็ริบทรัพย์สมบัติและเสบียงของโสโดมและโกโมราห์ แล้วก็ยกทัพกลับไป
12 แต่เมื่อเดินทางกลับไปนั้น ก็ได้จับตัวโลท ลูกชายของน้องชายอับราม พร้อมกับทรัพย์สมบัติของเขาไปด้วย เพราะเขาอาศัยในโสโดม

ข่าวร้ายมาถึงอับราม
13 มีบางคนหนีมาได้ และนำข่าวมาบอกกับอับรามชาวฮีบรูผู้ที่อาศัยใกล้สวนโอ๊กที่เป็นของมัมเร ชาวอาโมไรต์ซึ่งเป็นพี่น้องกับเอชโคล์ และอาเนอร์ พวกเขาเป็นพันธมัตรกับอับราม
14 เมื่ออับรามได้ยินข่าวเรื่องหลานชายที่ถูกจับไปเป็นเชลย เขาก็รวบรวมทาสที่ถูกฝึกแล้ว 318 คนที่เกิดในบ้านของเขาไล่ตามพวกเขาไปถึงเมืองดาน
 15 คืนวันนั้น อับรามและทาสของเขา แบ่งเป็นกอง โจมตีจนได้ชัยชนะ และรุกต่อไปจนถึงเมืองโฮบาห์ ซึ่งอยู่ทางเหนือของดามัสกัส 
16 เขาได้ยึดเอาทุกสิ่งทั้งหมดกลับคืนมาได้ รวมทั้งพาโลท ญาติของเขา รวมทั้งทรัพย์สินของโลทและพวกผู้หญิงและคนอื่น ๆ ก็กลับมา

พบท่านเมลคีเซเดค
17หลังจากที่กลับมาจากการรบชนะเคโดร์ลา โอเมอร์ และกษัตริย์พันธมิตรแล้ว กษัตริย์แห่งโสโดม ก็ออกมาพบกับเขาที่หุบเขาชาเวห์ เรียกอีกชื่อว่าหุบเขากษัตริย์
 18 เมลคีเซเดค กษัตริย์เมืองซาเลม (ต่อมาเรียกว่า เยรูซาเล็ม)   ผู้เป็นปุ โรหิตของพระเจ้าสูงสุด (พระนามเอลเอลโยน ได้นำอาหารและเหล้าองุ่นมามอบให้ 
19 และท่านอวยพรแก่อับรามว่า “ขอให้อับราม ได้รับพรจากองค์พระเจ้าสูงสุด  ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
20 สรรเสริญสาธุการพระเจ้าสูงสุด ผู้ได้ทำให้เหล่าศัตรูตกอยู่ในมือของท่าน”
และอับรามได้มอบหนึ่งในสิบของทุกสิ่งที่ริบมาจากการต่อสู้ให้แก่ท่าน  (ฮีบรู 7:1-2)

21 กษัตริย์แห่งโซโดม กล่าวแก่อับรามว่า “ขอให้ท่านคืนคนของเรา ส่วนทรัพย์สินนั้น ขอท่านเก็บเอาไว้เถิด”
 22 แต่อับรามตอบกษัตริย์แห่งโสโดมว่า “ข้าพเจ้าได้ยกมือของข้าพเจ้าปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์ องค์พระเจ้าสูงสุด 

23  ว่า ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดที่เป็นของท่านแม้แต่ของเล็กน้อย อย่างเส้นด้ายหรือเชือกผูกรองเท้า เพื่อท่านจะไม่อาจกล่าวได้เลยว่า ‘เราทำให้อับรามมั่งคั่ง’
 
 24 ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ผู้คนของข้าพเจ้าได้กินดื่มไปแล้ว และส่วนแบ่งที่พันธมิตรของข้าพเจ้าคือ อาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเร สมควรจะได้รับ”

อธิบายเพิ่มเติม

อย่าเพิ่งตกใจเมื่อเห็นชื่อกษัตริย์มากมายในบทนี้
 นี่เป็นบันทึกเรื่องของสงครามครั้งแรกในพระคัมภีร์  อับราม ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกเป็นพระเอกของเรื่องคืออับราม เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเขา ทรงสอนเขาหลายอย่างด้วยประสบการณ์ชีวิต  และให้เขามีชัยชนะ อับรามคนนี้แตกต่างจากคนที่หลบหลังภรรยาด้วยความกลัวในบทที่ 12

ปฐมกาล 14:1-12 ได้เล่าเรื่องของกษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ 4 เมืองร่วมเป็น พันธมิตรกัน และต่อสู้กับกษัตริย์อีก 5 เมืองที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น นี่เป็นการบันทึกสงครามแบบแบ่งพวก มีพันธมิตรเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์

พวกแรกนี้ดูจากแผนที่ มาจากเมโสโปเตเมีย
1 อัมราเฟล กษัตริย์แห่งชินาร์ (บาบิโลน)
2 อาริโอค กษัตริย์แห่งเอลลาสาร์
3 เคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์แห่งเอลาม และ
4 ทิดาลกษัตริย์แห่งโกยิม

ส่วนพวกหลังเป็นกษัตริย์ตามเมืองเล็ก ๆ ในแผ่นดินคานาอัน พวกเขาน่าจะเป็นเหมือนกับขุนศึก
1 กษัตริย์เบราแห่งโสโดม
2 กษัตริย์บริชาแห่งโกโมราห์ 
3 กษัตริย์ชินาบแห่งอัดมาห์
4 กษัตริย์เชเมเบอร์แห่เศโบยิม และ
5 กษัตริย์เมืองเบลา (คือเมืองโศอาร์)

ทั้งห้านี้ ตัดสินใจขัดขืนหลังจากตกเป็นเบี้ยงล่างมานาน
แต่แล้ว พวกที่มาไกลกลับชนะ และยังริบของไปมากมายเพื่อแบ่งกัน
พวกเขายังรบชนะชนเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่กันกระจัดกระจายในคานาอันด้วย
พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง จากข้อ 5-7 มีรายการเผ่าที่ถูกโจมตีและพ่ายกษัตริย์จากตะวันออกเหล่านี้

คนเรฟาอิมในพื้นที่ อัชเทโรกคารนาอิม
ศูซิมในพื้นที่ฮาม เอมิมในพื้นที่ชาเวห์คีริยาธาอิมปัจจุบันคือ เมืองคูริยาทในจอร์แดน
โฮรีเขตเทือกเขาเสอีร์ …. (เขตไปไกลถึงเอลปาราน) เขตนี้คือ พื้นที่จากทะเลตายไปจนถึงอ่าวอากาบา
เอนมิชปัทที่คาเดชชื่อคาเดชเป็นชื่อที่พบบ่อยในพระคัมภีร์พื้นที่นี้มีน้ำพุซึ่งชนเบดูอินเร่ร่อนเรียกว่า น้ำพุแห่งความยุติธรรม
อามาเลขใน 1 ซามูเอล 5:5 กล่าวถึงเมืองแห่งอามาเลข
อยู่ทางเนเกบ ทิศใต้ของคานาอัน
อาโมไรต์ในพื้นที่ฮาซาโซนทามาร์เป็นที่เดียวกับที่เรียกว่า เอนเกดีเป็นโอเอซิส ในทะเลทราย 

ฝ่ายเมืองขึ้นกลับแพ้ที่หุบเขาสิดดิมซึ่งมีบ่อยาง มะตอยมากมาย ทำให้ฝ่ายชนะได้มีโอกาสปล้นสะดมเมือง ริบสิ่งของต่าง ๆของชาวโสโดมและโกโมราห์โลท และครอบครัวซึ่งไปอาศัยอยู่ที่เมืองโสโดมจึงถูกจับตัวไป พร้อมกับชาวเมืองคนอื่น ๆ

ปฐมกาล 14:13-16
เล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นให้เรารู้ว่า มีคนหนึ่งหนีรอดมาแล้วแจ้งให้อับรามกับญาติของท่านให้ทราบอับรามจึงเลือกคน 318 คนตามล่ากษัตริย์ทั้งสี่ไปถึงเมืองดาน แยกกำลังโจมตีไล่ไปถึงเมืองโฮบาห์ใกล้เมืองดามัสกัส จากนั้นก็ได้ของกลับคืนมา และสำหรับคน เขาไม่ใด้เอาโลทกลับมาเท่านั้น แต่คนอื่น ๆ ที่ถูกจับไปก็ได้กลับมาด้วย คราวนี้ชื่อเสียงของอับราฮัมยิ่งเลื่องลือ
เหตุการณ์นี้ เราพอจะเห็นได้ว่า อับรามเองเป็นคนที่มั่งคั่ง มีอิทธิพลมาก
ทีเดียว การแยกกำลังโจมตี การโจมตีแบบไม่ได้ตั้งตัวทำให้กษัตริย์ทั้งสี่นั้นพ่ายแพ้ อับรามใช้วิธีเหมือนกองโจร จัดการกับกองทัพที่ใหญ่กว่า พวกเขาไม่ได้คาดว่าจะมีใครมาตามเอาคืนแบบนี้ อีกอย่างต้องเหนื่อยกับสงคราม การเดินทางมานาน ส่วนอับรามมั่นใจว่า พระเจ้าเป็นผู้ให้ชัยชนะ เราจะเห็นจากที่ท่านพูดในเวลาต่อมา
อับราฮัม คนที่ติดตามพระเจ้า คนที่ยังไม่มีแผ่นดินเป็นของตน ยังไม่มีชาติ
ไม่มีลูกชายสักคนด้วยซ้ำ พร้อมที่จะรวบรวมกำลังตามไปช่วยโลทหลานชายที่เริ่มใช้ชีวิตกับคนชั่วต่อต้านพระเจ้าในเมืองโสโดม

ปฐมกาล 14:17-20
หลังจากที่รบชนะ กษัตริย์เมืองโสโดมก็เข้ามาพบอับราม
ที่สำคัญกษัตริย์เมลคีเซเดค แห่งซาเลมผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าสูงสุด ก็ทรงนำอาหารและเหล้าองุ่นมาให้อับราม พร้อมอวยพรว่า
“ขอให้อับรามได้พรจากพระเจ้าสูงสุด ผู้ทรงสร้าง
ฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน สรรเสริญพระเจ้าสูงสุด
ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งสิ้นไว้ในมือท่าน”


คำพูดนี้ทำให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายอับรามทำให้เขาได้รับชัยชนะ แม้ว่าจะต้องสู้กับศัตรูที่มากว่า มีพลังเยอะกว่าตัวเขา
อับรามก็ถวายสมบัติที่ริบมาหนึ่งในสิบแก่ท่าน เป็นการถวายเกียรติแด่กษัตริย์ผู้เป็นปุโรหิต เมลคึเซเดคท่านนี้ ท่านผู้นี้ลึกลับพอสมควร!
เราเรียนรู้เรื่องท่านเมลคีเซเดคได้อีกในฮีบรูบทที่ 7-8

ความหมายของชื่อมัลคีเซเดคคือ กษัตริย์ผู้ทรงธรรมของฉัน



ปฐมกาล 14:21-24
อับรามพอใจกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เขา เขาไม่ต้องการของๆ ใคร ไม่ต้องการให้ใครมาอ้างว่าที่เขามีมากขนาดนี้เป็นเพราะมนุษย์คนใดคนหนึ่งอุปถัมภ์ พระเจ้าจะเป็นผู้ประทานสิ่งดีให้แก่เขาไม่ต้องพยายามต่อสู้เพื่อจะได้มา
อับราฮัมมีพันธมิตรที่ไม่ได้เป็นคนของพระเจ้า และไปช่วยชีวิตคนที่ห่างจากพระเจ้าด้วย แล้วเขาก็ทำสิ่งที่ถวายเกียรติกับพระเจ้าโดยการไม่รับสิ่งใดที่คนอื่นอาจอ้างได้ว่า เป็นผู้ให้  เพราะสำหรับอับรามแล้ว  ผู้ที่ทำให้เขาชนะศึกคือพระเจ้า ผู้ที่ทำให้มั่งคั่ง มั่นคงคือพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่นคนใด 

พระเจ้าของอับรามเป็นพระเจ้าสูงสุดพระผู้สร้างที่ไม่มีใครอาจเทียบได้ !

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 14
1* ปฐมกาล 10:10; 11:2; อิสยาห์ 11:11; 21:2
2* เฉลยธรรมบัญญัติ   29:23; ปฐมกาล 13:10; 19:22
5* ปฐมกาล 15:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 2:20; 2:10
6* เฉลยธรรมบัญญัติ 2:12, 22
7* 2 พงศาวดาร 20:2
10* ปฐมกาล 11:3; 19:17, 30
11* ปฐมกาล 14:16, 21
12* ปฐมกาล 11:27; 12:5; 13:12
13* ปฐมกาล 39:14; 40:15; 13:18; 14:24; 21:27, 32

14* ปฐมกาล 19:29; 13:8; 14:12; 12:5; 15:3; 17:27;
เฉลยธรรมบัญญัติ 34:1
15* อิสยาห์ 41:2-3
16* ปฐมกาล 31:18
17* 1 ซามูเอล  18:6; 2 ซามูเอล 18:18; ฮีบรู 7:1
18* ฮีบรู 7:1-19; ปฐมกาล 18:5; สดุดี 110:4; กิจการ 16:17
19* รูธ 3:10 ; ปฐมกาล 14:22
20* ปฐมกาล 24:27; ฮีบรู 7:4
22* ปฐมกาล 14:2, 8, 10; ดาเนียล 12:7; ปฐมกาล 14:9
23* 2 พงศ์กษัตริย์ 5:16

บรรณานุกรม
netbible.org
Torah Class, https://www.youtube.com/watch?v=5xEjh4uhRXI
“Uncovering the Battle That Changed the World” ดูที่  https://armstronginstitute.org/299-uncovering-the-battle-that-changed-the-world

ปฐมกาล 13 เลือกก่อนเลย…หลานชาย!

อับรามออกมาจากอียิปต์

1 อับรามเดินทางขึ้นมาจากอียิปต์   พร้อมกับภรรยา และทรัพย์สินที่มี  รวมทั้งหลานชายโลท เข้าไปยังเนเกบ
 2 อับรามกลายเป็นคนมั่งคั่ง มีฝูงสัตว์หลายชนิดขนาดใหญ่ มีแร่เงินและทองคำมากมาย
 3 ขณะที่เขาเดินทางจากเนเกบขึ้นไปนั้น ก็มาถึงเมืองเบธเอล  เป็นสถานที่ซึ่งเขาเคยตั้งเต็นท์ไว้ครั้งก่อน  เป็นพื้นที่อยู่ระหว่างเมืองเบธเอลกับเมืองอัย
 4 เขาไปยังพื้นที่ที่เคยสร้างแท่นบูชาไว้ และ อับรามร้องออกพระนามพระยาห์เวห์ที่นั่น
  5 โลท ก็เดินทางมาพร้อมกับอับราม เขามีฝูงแพะแกะ ฝูงวัว และยังมีเต็นท์ด้วย
 6 แต่แล้วพื้นที่จึงไม่เพียงพอ เพราะพวกเขาต่างมีทรัพย์สินมากมาย มากเกินกว่าที่จะอยู่ด้วยกันได้ 
 7 ยิ่งกว่านั้น คนเลี้ยงสัตว์ของอับรามกับโลทก็เริ่มทุ่มเถียงกัน
เวลานั้นมีชาวคานาอัน และชาวเปริสซีอาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนั้น 

เลือกที่ดินที่หลานพอใจ 

8 อับรามกล่าวกับโลทว่า “อย่าให้เรากับเจ้า หรือคนของเรากับเจ้ามาทุ่มเถียงกันเลย  เพราะเราก็เป็นญาติพี่น้องกัน”
 9 ที่ดินทั้งหมดนี้อยู่ต่อหน้าเจ้าแล้วมิใช่หรือ?  ขอเจ้าแยกทางไปจากเรา หากเจ้าไปทางซ้ายเราจะไปทางขวา และหากเจ้าเลือกทางขวา เราจะไปทางซ้าย”
10 โลทเงยหน้าขึ้นมองรอบ ๆ และเห็นว่าที่ราบลุ่มน้ำจอร์แดนทั้งหมดมีน้ำอุดมในทิศที่มุ่งไปสู่เมืองโศอาร์  (ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายเมืองโสโดมและโกโมราห์)  เป็นราวกับสวนของพระยาห์เวห์  เหมือนกับพื้นที่ในอียิปต์

11 ดังนั้น โลทจึงเลือกที่ราบลุ่มแถบแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมดให้ตนเอง และ
โลทก็เดินทางออกไปทางทิศตะวันออก  ทั้งสองจึงแยกทางกัน 
12 อับรามตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินคานาอัน ส่วนโลทก็อาศัยท่ามกลางเมืองต่าง ๆ ของที่ราบลุ่มนั้น โดยตั้งเต็นท์ใกล้เมืองโสโดม 
13 ชาวเมืองโสโดมนั้นเป็นคนชั่วช้า ทำบาปมหันต์ต่อองค์พระยาห์เวห์

แผ่นดินที่ประทานให้

 14 พระยาห์เวห์ตรัสกับอับรามหลังจากที่โลทย้ายออกแยกทางกับเขา “จงมองไปรอบ ๆจากที่ ๆ เจ้ายืนอยู่ ทางเหนือ ทางใต้ ตะวันออกและตะวันตก
 15 เราจะมอบแผ่นดินที่เจ้าเห็นนี้แก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าตลอดไป
 16 และเราจะทำให้ลูกหลานของเจ้ามีจำนวนมากดั่งผงดินบนแผ่นดิน หากมีใครนับผงดินได้ครบถ้วน จำนวนเชื้อสายของเจ้าจะนับได้ถ้วนเช่นกัน
  17 จงลุกขึ้น เดินไปให้สุดความกว้างยาวของแผ่นดินนี้ เพราะเราจะยกให้เจ้า”

 18 อับรามได้เคลื่อนเต็นท์ของเขาและมาอาศัยใกล้สวนโอ๊กของมัมเรที่เมืองเฮโบรน เขาได้สร้างแท่นบูชาถวายแด่พระยาห์เวห์ที่นั่น
 

อธิบายเพิ่มเติม

อับรามออกมาจากอียิปต์
13:1-5
ตอนที่เกิดกันดารอาหาร อับรามก็เดินทางจาก
แผ่นดินที่พระเจ้าสัญญาไปยังอียิปต์ แต่แล้วเขาก็ต้องกลับมาที่เดิม ดูเหมือนว่า ไม่ได้มีการสร้าง แท่นบูชาพระเจ้าในอียิปต์ เขาได้กลับมานมัสการ พระเจ้าในดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
แม้ว่าอับรามจะผ่านการตัดสินใจที่ไม่มั่นคงในเรื่องการเดินทาง หรือในเรื่องของซาราย แต่พระเจ้าทรงมั่นคงในพระสัญญาของพระองค์ ทรงช่วยให้เขากลับมาเริ่มต้นในที่ ๆ ควรเริ่มอีกครั้ง
กลับมาจากอียิปต์ อับรามกับโลทก็มีสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งนับได้จากขนาดของฝูงสัตว์ เงินทองที่ต้องขนไปอย่างโกลาหลทุกครั้งที่เดินทาง เขาทั้งหมดกลับไปยังเบธเอลที่เคยอยู่ และนมัสการพระเจ้าที่นั่นอีกด้วย 

13:6-8
พวกเขามีทุกอย่างจำนวนมากจนกระทั่งไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ มีปัญหาที่คนของพวกเขาทะเลาะกันเอง และคนที่หาทางออกให้ก็คืออับราม
อับรามต้องการความสงบ สันติในการใช้ชีวิตของเขา เขาจะแก้ปัญหาด้วยการย้ายออกไป หรือให้โลทย้ายไป ควรทำอย่างไรดี ?

เลือกที่ดินที่หลานพอใจ 
13:9-11
การแยกทางครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว
ของอับราม ทั้ง ๆ ที่เขามีโลทพ่วงไปไหนมาไหน
ด้วยมาโดยตลอด
แล้วโลทก็เลือกที่ราบลุ่มน้ำจอร์แดนที่งดงาม โมเสสผู้เขียนได้บอกว่า เหมือนสวนของพระเจ้า เหมือนอียิปต์ แสดงว่า พื้นที่ซึ่งโลทเลือกนั้นอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์และทำไร่มาก

โลทเลือกที่ราบจอร์แดนทั้งหมด
และโลทก็ไปทางทิศตะวันออก เสียดายที่อยู่ใกล้เมืองโสโดมและโกโมราห์
ครั้งนี้ ลุงกับหลานแยกทางกันชัดเจน ต่างมีชีวิตของตนเอง
การเลือกของโลท เป็นการเลือกที่เห็นแก่ตัวเอง ในขณะที่อับรามวางใจพระเจ้าว่า ตรงไหนก็ได้ ถ้ามีพระเจ้า

ปฐมกาล 13:12-13
ตอนนี้ หลังจากที่แยกทางกัน อับรามก็ได้อยู่ใน
แผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญา ในขณะที่โลทอยู่
ท่ามกลางความเจริญของเมืองโสโดม แต่เป็น
ความเจริญที่ชั่ว ผู้คนทำบาปทางเพศอย่างดาษดื่น
ในเมือง เราจะเห็นว่า อับรามยอมให้พระเจ้าเลือกที่ ๆ เขาจะใช้ชีวิตต่อไป ส่วนโลทได้เลือกทางที่เขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเขาและครอบครัว เลือกสิ่งที่เห็นว่าดีกว่าของอับราม

แผ่นดินที่ประทานให้

13:14-15
เชื้อสายของโลท ไม่ใช่กลุ่มที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นลูกหลานของอับราม ตอนนี้ พระเจ้ากำลังจะทรงเริ่มชนชาติใหม่ หลังจากที่พระองค์ทรงล้างโลกด้วยน้ำท่วม ทรงตั้งพระทัยให้พวกเขาเป็นคนที่จะเป็นพระพรกับชาวโลก และผู้หนึ่งที่จะมาอยู่ในเชื้อสายของอับรามนั้น คือพระบุตรของพระองค์
แต่การเริ่มต้นครั้งนี้ ยังมีอุปสรรคหลายอย่างที่
อับรามก็รู้ ..มีที่ดิน ..แต่ยังไม่มีลูกชายสืบเชื้อสาย!

ปฐมกาล 13:16-17
พระเจ้าทรงบัญชาให้อับรามเดินไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเดินไปได้ ในขณะที่พระเจ้าทรงสัญญานี้ ท่านยังไม่มีลูกสักคน แต่ถึงกระนั้น อับราม
ทำ และเชื่อตามพระบัญชาของพระองค์

วันนี้ อับรามมีลูกหลานที่เป็นเชื้อสายทาง
สายเลือดมากมายในตะวันออกกลาง แม้จะไม่เชื่อองค์พระยาห์เวห์ แต่ท่านก็มีลูกหลานที่มาเชื่อในพระเยซูคริสต์มากมายเต็มโลก ยังนับไม่ถ้วนว่ามีเท่าใด เพราะเพิ่มขึ้นทุกวัน


ปฐมกาล 13:18
เวลานั้น พระเจ้าทรงทำการในชีวิตของอับราม
ผู้ที่ติดตามคำบัญชาของพระองค์มาได้ระยะหนึ่ง
เขาเรียนรู้ที่จะฟังพระสุรเสียง เรียนรู้ที่จะเชื่ออย่างมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ เราเห็นความล้มเหลว เห็นความสำเร็จของเขามาบ้างแล้ว และตอนนี้
พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะยกดินแดนในคานาอัน
นี่แก่เขาและผู้สืบเชื้อสายของเขา เขาย้ายที่มา
อยู่ใกล้เฮโบรน และที่นี้ก็ได้นมัสการพระเจ้า
ดินแดนนี้แหละจะเป็นที่ ๆ เขาและลูกหลาน
จะนมัสการพระองค์​

ถ้าเรามองไปในอนาคต เหตุการณ์ที่เกิดชึ้น ช่วยให้สายของอับราฮ้มไม่ปะปนกับสายของโลท พระเจ้าทรงให้โอกาสอับราฮัมแสดงความเป็นคนที่ยอมเพื่อพระเจ้า และวางใจที่พระเจ้าจะจัดการเรื่องที่ดินของเขา ไม่ต้องไปพยายามยึดเอาสิทธิ์นั้น พระองค์ทรงยื่นให้เอง

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 13
1* ปฐมกาล 12:4; 14:12, 16; 12:9
2* ปฐมกาล 24:35; 26:14
3* ปฐมกาล 12:8-9
4* ปฐมกาล 12:7-8; 21:33; สดุดี 116:17
6* ปฐมกาล 36:7
7* ปฐมกาล 26:20; 12:6; 15:20-21
8* 1 โครินธ์ 6:7

9* ปฐมกาล 20:15; 34:10; 13:11, 14; โรม  12:18
10* ปฐมกาล 19:17-29; 19:24; 2:8, 10; เฉลยธรรมบัญญัติ 34:3
12* ปฐมกาล 19:24-25, 29; 14:12; 19:1
13* ปฐมกาล 18:20-21; ปฐมกาล 6:11; 39:9
14*ปฐมกาล 13:11; 28:14
15* กิจการ 7:5; 2 พงศาวดาร 20:7
16* ปฐมกาล 22:17
18* ปฐมกาล 26:17; 14:13; 23:2; 35:27; 8:20; 22:8-9

ปฐมกาล 12 ซารายในเงื้อมมือฟาโรห์

ออกจากฮารานถึงคานาอัน
1 พระเจ้าตรัสแก่อับราม “จงออกจากเมือง  จากญาติพี่น้อง จากบ้านของพ่อเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกแก่เจ้า2 เราจะให้เจ้าเป็นชาติใหญ่ (1)
เราจะอวยพรเจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงเลื่องลือ แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร(2)
3เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ (3) และเราจะอวยพรเจ้า (4) เราจะทำให้เจ้ามีชื่อเสียงเลื่องลือ (5) และเจ้าจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า และคนที่แช่งเจ้าเราจะแช่งเขา (6) ทุกชาติในโลกจะได้รับพรผ่านทาง (ใน)เจ้า
4. แล้วอับรามจึงเดินทางออกไปตามที่
พระเจ้าทรงบัญชา โดยมีโลทไปกับเขาด้วยอับรามอายุ 75 ปีตอนที่ออกจากเมืองฮาราน
5 อับรามพาซารายภรรยา
และโลทลูกชายของน้องชาย
พร้อมกับทรัพย์สิน และบ่าวไพร่ที่ได้มา
เมื่ออยู่ในเมืองฮาราน เขาเดินทางมาจนถึงคานาอัน เท่ากับพวกเขามาถึงแผ่นดินคานาอัน
6 อับรามเดินทางผ่านเข้าไปจนถึงเมืองเชเคม ณ ที่เรียกว่า ต้นโอ๊กแห่งโมเรห์
ซึ่งเวลานั้นมีคนคานาอันอาศัยอยู่

7 พระยาห์เวห์ทรงปรากฏ
แก่อับรามตรัสว่า “เราจะมอบดินแดนนี้
แก่เชื้อสายของเจ้า” เขาจึงสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระยาห์เวห์ผู้ทรงปรากฏแก่เขา
8 จากนั้น อับรามย้ายจากที่นั่นไปตั้งเต็นท์
ที่ภูเขาทางตะวันออกของเมืองเบธเอล
เขาตั้งเต็นท์โดยให้เบเธลอยู่ทางตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทางตะวันออก เขาสร้างแท่นบูชาพระยาห์เวห์ที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระยาห์เวห์
9 แล้วอับรามเดินทาง
ต่อไปเรื่อย ๆ  มุ่งหน้าไปยังเนเกบ

เข้าไปยังอียิปต์
10 แต่แล้วก็เกิดความอดอยากขึ้นในแผ่นดิน ดังนั้นอับรามจึงเดินทางลงไปอาศัยในอียิปต์ เพราะว่าความอดอยากนั้นรุนแรงมาก 11 เมื่อเดินทางมาใกล้ กำลังจะเข้าแผ่นดินอียิปต์ อับรามกล่าวกับซาราย ภรรยาของเขาว่า “ดูสิ ฉันรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งดงามมาก  12 เมื่อคนอียิปต์เห็นเธอ พวกเขาจะพูดว่า  ’เธอเป็นภรรยาของชายคนนี้’   แล้วพวกเขาก็จะฆ่าฉันเสีย แต่ไว้ชีวิตเธอ 


 13 ขอให้เธอบอกพวกเขาว่าเธอเป็นน้องสาวของฉัน แล้วเขาก็จะปฏิบัติต่อฉันอย่างดีเพราะเห็นแก่เธอ  และฉันก็จะรอดตายได้เพราะเธอ”
 14 เมื่ออับรามเข้าไปในเขตแดนอียิปต์
ชาวอียิปต์เห็นว่า สตรีคนนี้งดงามมาก
15 พวกข้าราชการในราชสำนักของฟาโรห์ ได้เห็นเธอ ก็จึงทูลชมความงามของเธอถวายฟาโรห์  ดังนั้น เธอจึงถูกนำตัวไปยังราชวังของฟาโรห์

16 ฟาโรห์เองจึงดีต่ออับรามเพราะเห็นแก่ซาราห์  ประทานฝูงแกะ ฝูงวัว ลาตัวผู้และตัวเมีย  ทาสชายและหญิง รวมทั้งอูฐด้วย
 17 แต่พระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้เกิดวิบัติร้ายแรงในราชวัง เกิดกับผู้คนในครอบครัวของฟาโรห์เนื่องจากซาราย ภรรยาของอับราฮัม
 18 ฟาโรห์จึงเรียกอับรามมา กล่าวว่า “เจ้าได้ทำอะไรกับเรานี่? เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกว่าเธอเป็นภรรยาของเจ้าเล่า?
19 เหตุใดเจ้าพูดว่า ‘เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า’ เราตั้งใจจะรับตัวเธอมาเป็นภรรยาของเรา ? นี่ ภรรยาของเจ้า จงรับนางคืนไป และออกไปเสียจากที่นี่!” 
 20 ฟาโรห์จึงทรงบัญชาข้าราชการของพระองค์เรื่องอับราม
พวกเขานำส่งอับรามไปตามทางของเขาพร้อมกับภรรยาและทุกสิ่งที่เขาครอบครอง 

คำอธิบายเพิ่มเติม

หมายเหตุ น้องชายของอับรามชื่อฮาราน และมีเมือง ๆ หนึ่งชื่อฮารานด้วย

ย้อนกลับไปบทที่ 11 ผู้เขียนลำดับเชื้อสายเล่าว่า เทราห์ พ่อของอับรามได้พาครอบครัวออกจากเมืองอัยตั้งใจจะไปคานาอัน แต่ไปหยุดและตั้งรากฐานที่เมืองฮารานทางเหนือของเมโสโปเตเมีย และลูกชายคนหนึ่งของเขาก็เสียชีวิตก่อนหน้าเขา  ดังนั้นเท่ากับอับรามก็ต้องเจอความทุกข์ใจที่ไม่คาดคิดมาตั้งแต่หนุ่ม  ตัวเทราห์เองเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับการขายรูปเคารพ  ลูกชายของเขาจึงต้องช่วยพ่อทำกิจการดังกล่าว  ตอนนี้เป็นช่วงเวลาประมาณ 2091/1925 B.C.

12:1 พระเจ้าทรงเริ่มต้นสนทนาจริงจังกับอับรามเรื่องการที่พระองค์จะประทานดินแดนใหม่ให้กับเขา   เหตุใดพระองค์ทรงเลือกชายคนนี้ที่มีข้อด้อยหลายอย่าง
เขามีภรรยาที่ไม่สามารถมีลูกได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าอายสำหรับชายชาวยิวมาก 
เขาเป็นคนที่ไหว้รูปเคารพตามพ่อของเขามาก่อน 
12:2 -3มื่อพระองค์สนทนากับเขา พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงทำอะไรให้เขาหลายอย่าง    ในบทที่ 11:31 ดูเหมือนว่าทั้งพ่อ และตัวอับรามเองตั้งใจไปคานาอันอยู่แล้ว แต่กลับติดอยู่ที่เมืองฮารานเสียจนเทราห์สิ้นชีวิต
เมื่อพระเจ้าทรงบอกว่า อับรามจะมีชื่อเสียงเลื่องลือก็เป็นอย่างนั้นจริง
เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก (13:2)
คนที่รู้จักเขาจะเห็นว่า พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยกับสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาเป็น (21:22)
อับรามรบเก่งมากด้วย สามารถเอาชนะกษัตริย์ที่เข้มแข็งได้  (14:15-16)
เขาเป็นคนมีอำนาจมากในหมู่คนต่างชาติ (23:6)
ทำไมพระเจ้าทรงให้โลกได้รับพรผ่านอับราม
12:4  พระเจ้าจะทรงอวยพรคนที่อวยพรลูกหลานของอับราฮัม และจะทรงแช่งคนที่แช่งลูกหลานอับราฮัม 
ในโลกเวลานี้ เราเห็นคนที่ดีกับประเทศของอับราฮัม และคนที่ด่าแช่งพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระองค์หรือไม่ พระเจ้าทรงบอกไว้ล่วงหน้าแล้ว และเราเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ในประวัติศาสตร์ หลาย ๆ ประเทศที่ดูหมิ่น ก่นด่า ต้องการทำลายล้างอิสราเอล
ก็จะพบปัญหาอย่างที่ไม่คาดฝัน หากเราดูอังกฤษตอนนี้ เราก็จะเห็นความยุ่งยากของพวกเขาเรื่องคนต่างชาติที่ทะลักเข้ามาอย่างผิดกฎหมายและทำให้ประเทศนี้เกือบจะถูกกลืนอยู่แล้ว

12:5 ตอนที่พระเจ้าตรัสสั่งให้อับราฮัมออกจากเมืองฮาราน เขาก็ออกทันที  ขณะที่อยู่ในเมืองฮาราน เขาทำงานเพิ่มพูนทั้งทรัพย์สินและคนงานมากมาย การเดินทางมาถึงคานาอันครั้งนี้ จึงเป็นการย้ายครอบครัวใหญ่มาก   โลทหลานชายก็ติดสอยห้อยตามมาด้วย
ในที่สุดก็เข้ามาในคานาอัน แต่อย่าลืมว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมายึดครองดินแดน พวกเขาเข้ามาอยู่อย่างคนต่างถิ่น  ดินแดนนั้นมีลูกหลานของฮาม คือคนคานาอันอาศัยอยู่ก่อนแล้ว

12:6 การเข้าไปอยู่ที่หมู่ต้นโอ็กแห่งโมเรห์  คำว่าโมเรห์แปลว่าคำสอน  net bible ให้ความเห็นว่า น่าจะเป็นสถานที่ซึ่งคนคานาอันมารวมตัวกันเพื่อจะรับคำสอนจากผู้ใหญ่ของพวกเขา 

12:7  และอย่างไม่คาดฝัน พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่เขาและทรงย้ำว่าจะทรงมอบดินแดนนี้ให้  พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญาของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะไม่ลืมและหลงคิดทำตามใจตัวเอง    อับรามได้สร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้า ซึ่งมีความหมายว่า   เขาทั้งอธิษฐาน และถวายเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าเที่ยงแท้ที่ทรงเลือกเขาให้เป็นต้นครอบครัวที่จะเป็นพรแก่ชาวโลก  จากอับรามที่เป็นคนนอก เดี๋ยวนี้ เขารู้แน่แล้วว่า พระเจ้าผู้ที่เขาสมควรจะนมัสการคือผู้ใด 

12:8 ถึงแม้อับราจะตั้งเต็นท์ระหว่างเบธเอล และเมืองอัยและอาศัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง   เขามีความสัมพันธ์เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากพระเจ้าผ่านการนมัสการ มีความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์  อับรามยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมายในชีวิตที่กำลังเริ่มต้นเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือทำตามพระดำริให้สำเร็จ

12:9  แล้วต่อมาเขาก็เดินทางลงไปยังเนเกบ ซึ่งอยู่ทางใต้การเดินทางนี้ก็เพื่อไปหาทุ่งหญ้าเพื่อเลี้ยงสัตว์  การเดินทางครั้งนี้ เป็นการตั้งเต็นท์อยู่สักพัก หญ้าหมดแล้วก็ย้ายเต็นท์ไปเรื่อย ๆ โดยที่ลงไปทางทะเลทรายทิศใต้ของแผ่นดินคานาอัน 

12:10  แล้วระหว่างนั้นเอง ก็เกิดความอดอยากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ไม่มีฝนเป็นระยะเวลานาน ทำให้พืชพันธ์ุตายหมด  แทนที่เขาจะหันมาหาพระเจ้า และปรึกษาพระองค์เสียก่อน อับรามทำตามที่เขาคิดว่า เขาน่าจะทำคือ เดินทางไปยังที่ มีน้ำลุ่ม (เขาเคยอยู่ในที่ซึ่งมีน้ำอุดมมาก่อนทางเหนือ) ที่ ๆ สัตว์จะมีหญ้าอุดม   ใกล้ที่สุดก็คือ แถบลุ่มน้ำไนล์

12:11-13 ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์หลายท่านมีความเห็นว่า ครั้งนี้อับรามจะต้องเจอกับการทดสอบ เป็นการทดสอบความมั่นคงในพระเจ้า การทดสอบความเชื่อของเขา … และแล้วครั้งนี้ เขาเริ่มต้นแผนการขึ้นก่อนจากความกลัวตาย โดยเอาภรรยามาบังหน้า  หลายท่านเห็นว่า นี่เป็นเงาของสิ่งที่จะมาภายหน้า คือ อิสราเอลจะต้องเข้ามาในอียิปต์ และเป็นทาสแล้วจะได้ออกไปพร้อมกับทรัพย์สิน ครั้งนี้ อับรามเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับความปลอดภัย
ทั้ง ๆ ที่ซารายอายุประมาณ 65  ปีในเวลานั้น  เธอยังงดงามมาก แม้แต่อับรามก็ยังรู้ว่า สวยขนาดนี้อันตรายก็ยิ่งมาก  เขาจึงวางแผนการที่ลูกผู้ชายไม่น่าจะรับได้
ซารายก็แสนดี ทำตามแผนของอับราม คือบอกคนอียิปต์ว่าซารายเป็นแค่น้องสาว  คนอียิปต์จะดีกับซารายแน่นอน และจะไม่มาวอแวกับชีวิตของอับราม เขาจะปลอดภัย  ความจริงอับรามกับซารายก็เป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว คือเป็นพี่น้องต่างแม่

แผนการของเขาอาจทำให้เขามีเวลาคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาและทั้งบริวารได้ปลอดภัยด้วย

12:14-16  ปรากฏว่า เหตุการณ์ที่อับรามคิดไว้ล่วงหน้าเกิดขึ้นจริง เหล่าชายชนชั้นสูงเห็นซารายเข้า ต่างก็ติดใจ แต่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้  เข้าไปทูลเรื่องสตรีงดงามคนหนึ่งเดินทางเข้ามาจากแผ่นดินคานาอัน

ฟาโรห์สั่งพาตัวซารายเข้าวังทันที  ฟาโรห์ก็คิดรวดเร็วตามประสาชายผู้มีอำนาจว่า ซารายคนนี้จะต้องมาเป็นภรรยาอีกคน  การนำตัวเข้าวังนี้ ขั้นต่อไปคือเข้าฮาเร็มของฟาโรห์นั่นเอง   และจึงมอบสมบัติเป็นรางวัลให้อับรามในฐานะพี่ชาย และดูแลเธอมาเพื่อวันนี้  มีการบรรยายว่า อับรามได้อะไรมาครอบครอง … แต่ต้องเสียภรรยาไป  

12:17  ความกลัวตายของอับรามโดยไม่ได้เห็นแก่ซาราย เป็นสิ่งที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อก็มิได้เชื่อทุกครั้งไป  พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่น่าอับอายในใจของเขา  ซึ่งเราทุกคนต้องเข้าใจว่า เราก็มีมุมที่เหมือนกับอับรามเช่นกัน ไม่มีใครถูกยกเว้น  อยู่ที่ว่าเราจะตัดสินใจทำอะไรด้วยความกลัวหรือการวางใจพระเจ้า 
พระเจ้าทรงช่วยซารายไว้ทันเวลา   เกิดวิบัติบางอย่างในครอบครัวของฟาโรห์  พวกเขาจึงตามหาเหตุแห่งวิบัติและก็มาพบว่า ซารายคือตัวปัญหา เป็นผู้สื่อนำวิบัติมาสู่ราชวงศ์ของฟาโรห์เพราะความที่ฟาโรห์กำลังจะไปทำลายสตรีที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับพระเมสสิยาห์! 

12:18-19  แล้วอับรามก็ถูกคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าสั่งสอน  ไม่น่าเลย  ความจริงแล้วฟาโรห์โกรธมากที่อับรามไม่ได้พูดความจริงเต็มร้อยกับเขา น่าแปลกที่เขาก็ไม่ได้เรียกทรัพย์สมบัติที่ให้ไปก่อนหน้านี้กลับคืนมา  สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า การวางใจพระเจ้า และการรอคอยพระองค์นั้นมีเกียรติกว่าที่จะใช้วิธีซึ่งไม่เหมาะสม 
ครั้งนี้ อับรามถูกหมิ่นเป็นอย่างยิ่งจากคำถามของฟาโรห์ ” เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกว่าเธอเป็นภรรยาของเจ้าเล่า?” คำถามนี้บอกตรง ๆ ว่า อับรามเป็นคนพูดไม่จริง
หลายคนอาจมองว่า ทำไมอับรามทำไม่ถูกต้องแต่ยังได้ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนมา พวกเขามองว่าเป็นพระพรจากพระเจ้า   อาจมีหลายความเห็น แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากเรื่องนี้คือ ถึงได้ทรัพย์มามากมาย แต่ทำสิ่งที่ไม่ได้ถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ไม่น่าภูมิใจเลย  
ความมั่งคั่งจึงไม่ใช่ตัววัดพระพรเสมอไป บางครั้งความทุกข์ยากที่เปลี่ยนชีวิตยังกลายเป็นพรมากกว่าความมั่งคั่งเสียอีก

12:20  อับรามต้องออกไปจากอียิปต์อย่างอับอายแม้ว่าจะมีทั้งสัตว์เลี้ยงและทาสบริวารมากขึ้น … แต่แน่ใจไหมว่า ทาสอียิปต์ที่เข้ามาในครัวเรือนจะไม่สร้างปัญหา? 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 12
1* กิจการ 7:2-3 ;ปฐมกาล 13:9
2* เฉลยธรรมบัญญัติ 26:5  ; ปฐมกาล 22:17; 24:35; 28:4
3* กันดารวิถี 24:9; กิจการ 3:25; อิสยาห์ 41:27
5* ปฐมกาล 14:14; 11:31; 13:18

6* ฮีบรู 11:9; เฉลยธรรมบัญญัติ 11:30; ปฐมกาล 10:18-19
7* ปฐมกาล 17:1; 18:1; 13:15; 15:18; 17:8; 13:4, 18; 22:9
8* ปฐมกาล 4:26; 13:4; 21:33
9* ปฐมกาล 13:1, 3; 20:1; 24:62
10* ปฐมกาล 26:1; สดุดี 105:13; ปฐมกาล 43:1

11* ปฐมกาล 12:14; 26:7; 29:17
12* ปฐมกาล 20:11; 26:7
13* ปฐมกาล 20:1-18; 26:6-11; 20:12
16* ปฐมกาล 20:14; 13:2
17* 1 พงศาวดาร 16:21
18* ปฐมกาล 20:9-10; 26:10
20* สุภาษิต 21:1