เศคาริยาห์ 6 จินตภาพเรื่องรถม้าศึกทั้งสี่

จินตภาพสุดท้าย
1 อีกครั้งที่ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นและเห็นรถม้าศึกสี่คัน(เทียมม้าหลายตัวต่อคัน ไม่ทราบว่า สองหรือสี่)ออกมาจากระหว่างภูเขาทองสัมฤทธิ์สองลูก
2  ม้าศึกคันแรกมีม้าสีแดง คันที่สองเป็นม้าสีดำ
3 คันที่สามเป็นม้าสีขาวและคันที่สี่เป็นม้าสีด่าง 
ม้าทุกตัวมีกำลังแข็งแรง
4 ดังนั้นข้าจึงถามทูตสวรรค์ที่พูดกับข้าพเจ้าอยู่ว่า “นายเจ้าข้า เหล่านี้คืออะไรกัน?”
5 และทูตสวรรค์บอกข้าพเจ้าว่า “นี่คือวิญญาณทั้งสี่แห่งสวรรค์ ซึ่งออกมาจากฐานประจำการเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลกทั้งสิ้น
6 รถม้าศึกที่มีม้าสีดำกำลังมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินทางทิศเหนือ  รถม้าศึกที่มีม้าสีขาวก็ตามไป รถม้าศึกที่มีม้าสีด่างนั้นมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ 
7 เมื่อม้าล่ำสันเหล่านั้นออกมา                                                        มันต่างมุ่งมั่นที่จะออกไปและลาดตระเวนดูทั้งโลก และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “จงไปและตระเวนดูทั้งโลก” พวกมันจึงออกตระเวนไปทั่วโลก
8 แล้วพระยาห์เวห์ทรงเรียกข้าพเจ้าไป ตรัสว่า “ดูเถิด พวกที่เดินทางไปยังแผ่นดินทางทิศเหนือทำให้พระวิญญาณของเราพักสงบในแผ่นดินทิศเหนือ”

มงกุฎ และพระวิหาร
9 พระดำรัสจากพระยาห์เวห์มายังข้าพเจ้าด้วย ตรัสว่า 
10 “จงรับของถวายจากผู้ที่เป็นเชลย จากเฮลดัย จากโทบียาห์ และจากเยดายาห์ พวกเขาเพิ่งมาถึงบาบิโลน และ ในวันเดียวกันนั้นพวกเขาไปยังบ้านของโยสิยาห์บุตรเศฟันยาห์ 
11 จงรับแร่เงินและแร่ทองคำ นำมาทำเป็นมงกุฎ และสวมให้กับมหาปุโรหิตโยชูวาบุตรเยโฮซาดัก   
12 และเจ้าต้องบอกเขาว่าพระยาห์เวห์องค์จอมทัพตรัสว่า “นี่คือบุรุษที่มีชื่อว่า กิ่ง  เขาจะแตกกิ่งออกไปจากที่ของเขา และสร้างพระวิหารของพระยาห์เวห์
13 ใช่แล้ว เขาจะสร้างพระวิหารของพระยาห์เวห์ เขาจะสวมเสื้อที่งดงาม และนั่งบนบัลลังก์ของเขาปกครอง และเขาจะเป็นปุโรหิตบนบัลลังก์ของเขา และหน้าที่สองของเขานั้นจะประสานกลมกลืนกันอย่างสันติ
14 มงกฎนั้นจะอยู่ในพระวิหารของพระยาห์เวห์ เป็นที่ระลึกถึง เฮลดัย โทบิยาห์ เยดายาห์ และ โยสิยาห์บุตรชายของเศฟันยาห์ 
15 แม้คนที่อยู่ห่างไกลก็จะมาและสร้างพระวิหารของพระยาห์เวห์ และเจ้าจะรู้ว่า เราพระยาห์เวห์องค์จอมทัพได้ส่งเรามาหาเจ้า การนี่จะเกิดขึ้นหากเจ้าตั้งใจมั่นที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า

อธิบายเพิ่มเติม

จินตภาพสุดท้าย
เราต้องไม่ลืมว่า พระเจ้าทรงมีแผนที่จะสร้างเยรูซาเล็มใหม่ ให้ชีวิตใหม่กับคนของพระองค์  จินตภาพครั้งนี้คล้ายคลึงกับครั้งที่  1 ซึ่งมีม้าออกมาเช่นกัน  แต่รายละเอียดเรื่องสีของตัวม้านั้น แตกต่างกัน 
ม้าสี่ตัวแรกในบทที่ 1ออกไปลาดตระเวน กลับมารายงานว่า โลกอยู่อย่างสงบ

6:1-3  ครั้งนี้ เศคาริยาห์เห็นภูเขาที่เป็นทองสัมฤทธิ์สองลูกซึ่งมีความหมายถึงการพิพากษาของพระเจ้า (กันดารวิถี 21:9 พูดถึงงูทองสัมฤทธิ์​) น่าจะเป็นภูเขาศิโยน และภูเขามะกอกเทศ และมีรถม้าสี่คัน ม้าสี่สีวิ่งออกตามกันมา เป็นกลุ่มม้าลาดตระเวน ที่ออกมาจากเบื้องพระพักตร์พระเจ้า (พวกเขาออกมาจากการอยู่กับพระเจ้า)โดยที่ไบเบิลโปรเจกต์ ได้ให้ความเห็นว่า ม้าสีแดงหมายถึงสงคราม การนองเลือด ม้าสีดำ หมายถึงความอดอยากและความตาย  ม้าสีขาวหมายถึงชัยชนะ และม้าสีด่างคือความตายที่มาจากการพิพากษา  https://bibleproject.com/bible/amp/zechariah/6/#:~:text=2The 
เมื่อเราเจอรถม้าศึกในบริบทแบบนี้ นั่นหมายถึงการพิพากษาของพระเจ้า ดู เยเรมีย์ 46:9-10, โยเอล 2:4-11, นาฮูม 3:1-7  และที่มีสี่ตัวนั้นครอบคลุมทุกทิศหมายถึงการพิพากษาที่ลงไปถึงทุกมุมโลกที่เกลียดชังพระเจ้า ปฏิเสธพระองค์  

6:4-5 เศคาริยาห์ไม่ทราบความหมายของสิ่งที่เขาเห็น ดังนั้น ทูตสวรรค์อธิบายว่า ม้าศึกทั้งสี่ชุดนี้ เป็นวิญญาณแห่งสวรรค์ที่อยู่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า พวกเขา กำลังจะเดินทางไปยังทิศเหนือ ทิศใต้ ลาดตระเวณดูทั้งโลก ทุกทิศทาง นี่เหมือนกับว่าม้าศึกและรถศึกนี้เขาเป็นตัวแทนของทูตสวรรค์ที่พระเจ้าทรงส่งออกไป
คำว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลกทั้งสิ้น นี้ เป็นคำที่ย้ำเตือนว่า มีพระองค์เท่านั้นที่เป็นองค์ผู้สูงสุด ไม่มีเทพองค์ไหนเหนือพระองค์ 

6:6 การมุ่งไปทางทิศเหนือนั้น คือไปยังบาบิโลน เราอาจคิดว่า บาบิโลนน่าจะเป็นตะวันออกของเยรูซาเล็ม แต่ผู้อธิบายพระคัมภีร์หลายท่านให้ความเห็นว่า เมื่อบาบิโลนเข้ามาโจมตี พวกเขายกทัพขึ้นเหนือก่อน แล้วจึงลงมาเยรูซาเล็ม  นั่นเป็นการเดินทางของกองทัพบาบิโลน  จึงมองว่า ทางเหนือเป็นบาบิโลน 
6:8 การที่พระวิญญาณของพระเจ้าได้พัก นั้นก็คือ พระองค์ทรงพักเมื่อศัตรูถูกจัดการ  ทำให้เห็นว่า ผู้รับใช้ของพระองค์เหล่านี้จะจัดการพิพากษาชาติต่าง ๆ ที่ข่มขู่อิสราเอล  อย่างเช่นการที่ไซรัสมหาราช โจมตีบาบิโลน ก็เป็นหนึ่งในการพิพากษาครั้งนี้ (อ่านอิสยาอห์ 13:1-22; 45:1-6 และยังฮาบากุก 2)

มงกุฎ และพระวิหาร
6:9-12 ย้อนกลับไปที่โยชูวามหาปุโรหิตที่พระเจ้าทรงชำระในบทที่สาม และย้อนกลับไปที่ฮักกัย 2:20-23 พระเจ้าจะทรงรับเศรุบบาเบลเป็นผู้ที่ทรงเลือกสรร
ต่อมาพระเจ้าทรงให้เขารับแร่เงิน ทองเพื่อมาทำเป็นมงกุฎให้กับมหาปุโรหิต เขาไม่ได้ใส่หมวกแบบปุโรหิตแต่กลับได้ใส่มงกุฎ  จะเห็นว่า โยชูวา มหาปุโรหิตผู้นี้ จะกลายเป็นผู้ที่ทำหน้าที่กษัตริย์ด้วย
นี่เป็นคำกล่าวที่เล็งถึงพระเยซูอย่างชัดเจนมาก พระองค์ทรงเป็นกิ่งที่จะขยายต่อไป และเป็นผู้สร้างพระวิหารฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า 
6:13 ท่านผู้นี้จะเป็นผู้สร้างพระวิหารของพระเจ้า เขาจะเป็นทั้งกษัตริย์ผู้ปกครอง และเป็นปุโรหิตในคน ๆ เดียวกัน และจะเป็นใครไม่ได้เลย นอกจากองค์พระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ พระองค์ดำรงสองตำแหน่ง
อ่านแล้วเหมือนในสดุดี 110:4 กล่าวว่า พระยาห์เวห์ทรงปฏิญาณแล้ว และพระองค์จะไม่ทรงเปลี่ยนพระทัย “เจ้าเป็นปุโรหิตนิรันดร์ ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค”

6:14  มงกฎจะอยู่ในพระวิหารที่ซ่อมแล้ว เพื่อเตือนให้ระลึกถึงกลุ่มผู้ชายที่กลับมาจากบาบิโลน พวกเขาเป็นตัวแทนของคนอิสราเอลที่กลับมาทั้งหมด

6: 15 การที่คนต่างชาติจะเข้ามาช่วยกันสร้างพระวิหารของพระเจ้านั้นจะทำให้คนอิสราเอลเองได้รู้ว่า พระเจ้าทรงส่งพระเมสสิยาห์มาแล้ว ไม่ต้องรอคอยผู้อื่น 
สิ่งที่เราเห็นคือ กิ่งที่จะมานั้นมาในสภาพของมนุษย์ ท่านจะเกิดในเบธเลเฮม  จะเป็นผู้สร้างพระวิหารพร้อม ๆ กับคนต่างชาติที่เชื่อ  จะเป็นลูกหลานของดาวิด ท่านจะเป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิตในองค์เดียวกัน  และท่านจะนำสันติภาพมาสู่โลกนี้ 

พระคำเชื่อมโยง

เศคาริยาห์ 6
1* เศคาริยาห์ 1:8; วิวรณ์ 6:5
4* เศคาริยาห์ 5:10
5* ฮีบรู 1:7, 14 ; ดาเนียล 7:10

6* ดาเนียล 1:14
7* เศคาริยาห์ 1:10
8* ปัญญาจารย์ 10:4
11* อพยพ 29:6; ฮักกัย 1:1

เศคาริยาห์ 5 จินตภาพหนังสือม้วนและหญิงในตะกร้า

หนังสือม้วนที่บินได้
1 อีกครั้งที่ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นและเห็นหนังสือม้วนบินไปได้
 2 ทูตสวรรค์ถามว่า “เจ้าเห็นอะไร?”
“ข้าพเจ้าเห็นหนังสือม้วนบินไปขอรับ” ข้าพเจ้าตอบ “ยาวยี่สิบศอก และกว้างสิบศอก” ประมาณ 9 เมตร และกว้างประมาณ 4.5 เมตร
3 แล้วท่านบอกข้าพเจ้าว่า “นี่เป็นคำสาปแช่งที่เคลื่อนไปทั่วแผ่นดิน ตามด้านหนึ่งของหนังสือม้วนนี้ คนที่เป็นโจรทุกคนจะต้องถูกกำจัดไป ส่วนอีกด้านหนึ่งกล่าวว่า ทุกคนที่สาบานเท็จจะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป
4 พระยาห์เวห์องค์จอมทัพทรงประกาศว่า “เราจะส่งมันออกไป และมันจะเข้าไปในบ้านของโจรและคนที่ให้คำสาบานเท็จในนามของเรา มันจะเข้าไปในบ้านของเขาและทำลายบ้านนั้นให้หมดสิ้นไปจนถึงไม้และหินในบ้าน”

จินตภาพของผู้หญิงในตะกร้า
5 แล้วทูตสวรรค์ที่ได้พูดกับข้าพเจ้าเดินมาข้างหน้า และบอกข้าพเจ้าว่า “เงยหน้าขึ้นดูสิว่า อะไรกำลังมาใกล้”
6 ข้าพเจ้าถามว่า “นั่นเป็นอะไรขอรับ?” ท่านตอบว่า “ตะกร้าชั่งกำลังจะออกไป” แล้วท่านกล่าวต่อไปว่า “นี่เป็นบาปของประชาชนทั้งแผ่นดิน”
7 และดูเถิด  แล้วฝาตะกั่วก็เปิดออก ในตะกร้านั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่
8 “นี่คือความชั่วช้า” ท่านกล่าว แล้วท่านก็ดันเธอให้กลับไปในตะกร้าตามเดิม แล้วก็กดฝาปิดปากตะกร้า 
9 แล้วข้าพเจ้าก็เงยหน้ามองดูเห็นผู้หญิงสองคน บินตรงมาทางเรา มีลมพัดปีกของทั้งสอง โดยที่ปีกนั้นเหมือนปีกนกกระสา แล้วทั้งสองก็ยกตะกร้าขึ้นให้อยู่ระหว่างสวรรค์และโลก
10 “เขาจะเอาตะกร้าไปไหนขอรับ?”
ข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์ที่พูดกับข้าพเจ้า
11  “เอาไปยังแผ่นดินชินาร์ เพื่อสร้างบ้านให้ตะกร้า เมื่อสร้างเสร็จ ตะกร้าก็จะวางตะกร้านั้นไว้บนฐานของมัน”

อธิบายเพิ่มเติม

จินตภาพต่อมา พระเจ้าทรงจัดการกับความบาปของอิสราเอล   พระเจ้าทรงบอกชัดเจนว่า คนบาปที่ไม่กลับใจจะถูกกำจัดให้หมด 

5:1-4  เศคาริยาห์เห็นหนังสือม้วนที่บินได้  เป็นคำสาปที่จะไปทั่วแผ่นดิน  ที่หนังสือนี้บินเหมือนโดรนเพื่อจะไปให้ทั่วจริง ๆ   เป็นหนังสือม้วนที่เปิดอยู่ และใหญ่พอที่คนจะอ่านได้  ใหญ่เหมือนบิลบอร์ดเลย   ทำให้คนที่ได้อ่านแล้ว ไม่อาจจะบอกว่า ไม่เห็นนะ ไม่ได้อ่านนะ 
 บาปที่พระเจ้าเจาะจงซึ่งเขียนอยู่ในหนังสือม้วนนี้คือ โจร กับคนสาบานเท็จ และไม่ใช่เท่านั้น แต่เป็นการทำผิดโดยอ้างพระนามพระเจ้า (เฉลยธรรมบัญญัติ 28) 
ข้อเขียนคำสาปนั้นมีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งสำหรับคนที่ละเมิดบทบัญญัติสิบประการข้อ แปด (ดูอพยพ 20 ) อีกด้านสำหรับคนที่ละเมิดข้อที่สาม
สองประเภทนี้เป็นเป้าหมายของพระเจ้า  การปล้นสะดม การขโมยเป็นการทำกับเพื่อนบ้านของตน แต่การสาบานเท็จเป็นการทำกับทั้งพระเจ้า และเพื่อนบ้าน จินตภาพนี้แตกต่างจากอันก่อนที่พระเจ้าทรงอวยพระพร แต่จินตภาพนี้บ่งบอกการทำลายสิ้น
คำสาปดังกล่าวมีการพูดถึงในเฉลยธรรมบัญญัติ 30:7
การลงโทษบาปนั้นก็จะครอบคลุมทั้งแผ่นดิน!
 อิสราเอลจะต้องตระหนักว่า บาปทุกอย่างมีผลลัพธ์อย่างแน่นอน 

จินตภาพนี้ เน้นการลงโทษบาปคนที่ทำผิด ส่วนจินตภาพต่อไปกล่าวถึงการเอาความชั่วออกไปให้พ้นแผ่นดิน 

5:5-6 ต่อมาเศคาริยาห์เห็นตะกร้า กำลังออกไปโดยมีหญิงสองคนที่มีปีก ยกตะกร้าขึ้นในท้องฟ้า คำว่าตะกร้านี้เป็นภาษาฮีบรูว่า เอฟาห์ ซึ่งเป็นการชั่งตวงเท่ากับครึ่งหนึ่งของหนึ่งบูเชล  ดูเหมือนว่า ในช่วงเวลาของเศคาริยาห์นั้น ความชั่วนั้นเต็มแผ่นดินจริง ๆ  
ตะกร้าที่มีผู้หญิงอยู่เป็นเครื่องหมายของความชั่วร้ายของประชาชนทั้งแผ่นดิน และเป็นความชั่วที่แอบอยู่  และสะสมมาเรื่อย ๆ คนทั่วไปที่ได้รับผลของความชั่วก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน  เมื่อแผ่นดินเต็มด้วยความชั่วช้า พระเจ้าก็จะทรงทำลายความชั่วร้าย

5:7-8 หญิงคนนี้ต้องการหนีออกมา แต่ถูกดันให้กลับไป แถมปิดฝาตะกร้าด้วย ผู้หญิงมีปีกนำตะกร้านี้ไปแผ่นดินชินาร์ซึ่งก็คือ บาบิโลน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการต่อต้านพระเจ้า  ผู้หญิงที่มีปีกสองคนเป็นคนที่รับใช้ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า 

5:9-11 ดูเหมือนว่า การที่เอาตะกร้าออกไปยังบาบิโลน บ่งบอกว่า พระเจ้าจะเอาความชั่วร้ายออกไปจากเยรูซาเล็ม และอย่าลืมว่าในบทที่สอง
พระเจ้าทรงสั่งให้คนอิสราเอลออกมาจากบาบิโลน  และพระองค์จะทรงเป็นกำแพงไฟให้กับเยรูซาเล็ม
แผ่นดินชินาร์นี้ ต่อต้านพระเจ้ามาตั้งแต่พวกเขาสร้างหอบาเบล พระเจ้าไม่ทรงยอมให้พวกเขาตั้งรูปเคารพไว้อย่างถาวรในแผ่นดินของพระองค์ มันจะต้องถูกกำจัดออกไป
นี่เป็นการกำจัดบาปเหมือนกับวันแห่งการลบบาปในเลวีนิติบทที่ 16 มีทั้งการรับโทษบาป และการปล่อยออกไปในถิ่นกันดาร

พระคำเชื่อมโยง

เศคาริยาห์ 5
1* เอเสเคียล 2:9
3* มาลาคี 4:6
4* อพยพ 20:15; เลวีนิติ 14:34-35
9* เลวีนิติ 11:13, 19
10* เศคาริยาห์ 5:5
11* เยเรมีย์ 29:5, 28;
ปฐมกาล 10:10

เศคาริยาห์ 4 จินตภาพคันประทีป

นิมิตถึงคันประทีปทองคำ
1 แล้วทูตสวรรค์ที่สนทนากับข้าพเจ้าก็กลับมาและท่านปลุกข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็งัวเงียเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากนอน

2 “เจ้าเห็นอะไร?” ท่านถาม “ข้าพเจ้าเห็นคันประทีปทองคำล้วนขอรับ” ข้าพเจ้าตอบ  “แล้วก็มีอ่างน้ำมันบนยอด และมีตะเกียงเจ็ดดวง โดยมีท่อส่งน้ำมันให้ตะเกียงด้วย”
3 แล้วก็มีต้นมะกอกเทศสองต้นข้าง ๆ ขวาของอ่างน้ำมันด้านหนึ่ง และอีกต้นอยู่ด้านซ้าย
4 “ท่านขอรับ .. สิ่งเหล่านี้คืออะไรกัน?” ข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์ที่พูดกับข้าพเจ้า 
5 “เจ้าไม่รู้หรือว่ามันคืออะไร?”ทูตสวรรค์ตอบ “ไม่ทราบเลยขอรับ ท่านเจ้านาย” ข้าพเจ้าตอบ

6 ดังนั้นท่านจึงกล่าวกับข้าพเจ้าว่า “นี่เป็นพระดำรัสของพระยาห์เวห์ไปถึงเศรุบบาเบล ‘ไม่ใช่ด้วยกำลัง ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์เดช แต่โดยพระวิญญาณของเรา’ พระยาห์เวห์องค์จอมทัพตรัส
7 เจ้าเป็นใครกัน เจ้าภูเขาที่ยิ่งใหญ่เอ๋ย?  เจ้าจะกลายเป็นพื้นราบต่อหน้า เศรุบบาเบล    แล้วท่านจะวางศิลามุมเอก  โดยมีเสียงร้องตามมาด้วยว่า “พระคุณ พระคุณแด่หิน”


8 แล้วพระดำรัสของพระยาห์เวห์มายังข้าพเจ้าว่า
9 “มือทั้งสองของเศรุบบาเบลได้วางรากฐานให้กับบ้านหลังนี้ และมือของท่านจะทำให้สำเร็จ ดังนั้นเจ้าจึงจะรู้ว่า พระยาห์เวห์องค์จอมทัพทรงส่งข้ามาหาเจ้า 
10 ใครดูหมิ่นวันที่มีสิ่งเล็กน้อยเกิดขึ้นคืบหน้าไป?
เพราะพระเนตรเจ็ดดวงของพระยาห์เวห์ ซึ่งมองกวาดไปทั่วโลกจะยินดีเมื่อได้เห็นสายดิ่งในมือของท่านเศรุบบาเบล”

11 แล้วข้าพเจ้าถามทูตสวรรค์ “ต้นมะกอกสองต้นที่อยู่ทางขวาและซ้ายของคันประทีปนั้นหมายถึงอะไรขอรับ?”
12และข้าพเจ้าก็ถามเขาต่อไป “กิ่งทั้งสองของต้นมะกอกข้าง ๆ ท่อทองคำที่ส่งน้ำมันสีทองไปยังตะเกียงนั้น หมายถึงอะไรขอรับ?”
13 “เจ้าไม่รู้หรือว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร?” ท่านถาม “ไม่รู้เลยขอรับ” ข้าพเจ้าตอบ
14 ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า “นี่คือผู้ที่ได้รับการเจิมทั้งสองที่จะยืนข้าง ๆ องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งทั่วทั้งโลกนี้”

อธิบายเพิ่มเติม

จินตภาพที่ห้านี้ ทำให้เศคาริยาห์ได้รับรู้ว่า พระเจ้าทรงเสริมพลังให้กับคนของพระองค์เพื่อทำการที่ทรงสั่งให้พวกเขาทำ เศคาริยาห์ เห็นคันประทีปทองคำที่มีอ่างน้ำมัน มีท่อส่งน้ำมันมาจากต้นมะกอกด้านซ้ายและขวา

4:1-6 สภาพของเศคาริยาห์คือยังไม่ตื่นเต็มที่ สิ่งที่เห็นก็เหมือนฝันทำให้รู้สึกงง  แต่เขาก็อธิบายได้อย่างถูกต้องว่าเห็นอะไรในจินตภาพนั้นบ้าง สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ ไม่ทราบว่ามีความหมายว่าอย่างไร  แล้วเขาก็ถามทูตสวรรค์ตรง ๆ ถึงความหมายของทุกอย่างที่เห็น    
คันประทีปทองคำ เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพยานถึงแผ่นดินของพระเจ้า    ต้นมะกอกนั้นได้ส่งน้ำมันให้กับคันประทีป เท่ากับคันประทีปได้พลังการทำงานมาจากต้นมะกอกนั้นเอง  ภาพนี้ทำให้เศคาริยาห์งงไม่น้อย เขาถามไปเลยว่า นี่หมายความว่าอย่างไรหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ว่าเขาและคนอิสราเอลต้องทำสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชา  ด้วยกำลังความคิดของตนเอง แต่ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสั่งนั้นจะสำเร็จได้ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ที่ทรงเติมพลังให้คนของพระองค์!
คำตอบนี้เป็นคำตอบของผู้เชื่อทั้งโลก ทุกยุคทุกสมัย ไม่เว้นใครเลย 
และในสถานการณ์นี้พระเจ้าทรงยืนยันให้เศคาริยาห์ทราบว่า การซ่อมสร้างพระวิหารนั้น ถึงแม้คนที่กลับมาทำจะรู้สึกกระตือรือร้นอย่างไรก็ตาม แต่จะสำเร็จได้ด้วยฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น 

4:7-9 ภูเขาที่ยิ่งใหญ่ คือ อุปสรรคที่ประชาชนและคนก่อสร้างต้องเผชิญในการสร้างพระวิหาร (เอสรา 5:3-17) ทั้งกำลังแรงงาน ทั้งการต่อต้านจากศัตรู   การได้วางศิลามุมเอกก็คือเสร็จสิ้นการสร้างแล้ว  และอีกประการคือ การตั้งอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ในอนาคต
คำว่าพระคุณสองครั้งเป็นการเน้นย้ำ การสำนึกในพระคุณที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือในการนี้  การที่พระเจ้าทรงเน้นย้ำพลังของพระวิญญาณทำให้เศรุบบาเบลมีกำลังขึ้นมาก  มือทั้งสองของเศรุบบาเบลเป็นมือที่ทำทุกอย่างให้สำเร็จเป็นการย้ำเตือนการช่วยเหลือของพระเจ้า

4:10  วันที่มีสิ่งเล็กน้อย ไม่ใช่เป็นวันที่ใครจะมาดูหมิ่น การสร้างพระวิหาร ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครจะมาดูหมิ่นได้เพราะทุกวันพระเจ้าทรงอยู่ด้วย ทอดพระเนตรดูทั้งโลก 
พระเนตรเจ็ดดวงมีความหมายถึง ความเพียบพร้อม สมบูรณ์  ใครจะมองอย่างไร พวกเรารู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่กับโครงการสร้างพระวิหารครั้งนี้  พระองค์ผู้ทรงรู้ทุกสิ่ง อยู่ทุกหนแห่ง และทรงพลังสูงสุด ทรงสนพระทัยการงานของมนุษย์แม้จะเล็กน้อย ทรงอยู่กับงานนี้
พระเจ้าทรงยินดีเมื่อเห็นสายดิ่งในมือของเศรุบบาเบล  เมื่อเห็นศิลามุมเอกถูกวางในที่ของมัน  บัดนี้ คนของพระองค์กำลังทำการที่พระองค์ทรงมอบให้เขาทำแล้ว 

4:11 คำถามของเศคาริยาห์เป็นคำที่อยากถามเช่นกัน ต้นมะกอกทั้งสองได้ผลิตน้ำมันผ่านกิ่งก้านมายังท่อส่งงน้ำมัน ลงมายังคันประทีปเพื่อให้เกิดแสงสว่าง ทั้งกษัตริย์คือเศรุบบาเบล และทั้งปุโรหิตคือ โยชูวา เป็นสองคนที่ได้รับการเจิม   การงานที่ทั้งสองลงมือทำเพื่อพระเจ้า และประชาชนนั้น 
4:12-13 เอ ทำไมแค่นี้เศคาริยาห์ไม่เข้าใจความหมายนะ?
ถ้าคนของพระเจ้าเข้าใจความหมายทันที ก็ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม  ทูตสวรรค์กล่าวว่า กิ่งทั้งสองของต้นมะกอกนั้น มีความหมายถึงคนที่พระเจ้าทรงเจิม ซึ่งยืนข้าง ๆ พระเจ้า เขาเป็นคนที่ได้รับการเจิมเพื่อทำการที่ได้รับคำสั่งมาเป็นพิเศษ  ทั้งสองก็คือ เศรุบบาเบลและโยชูวานั่นเอง ภายใต้การดูแลของทั้งสอง   อิสราเอลจะได้รับความอุดมสมบูรณ์  อาหารจากผืนดินจะไม่ขาด (3:1-10, 6:9-15)
และทั้งสองนี้ก็เล็งไปถึงพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา ทรงเป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิต ทรงเป็นกิ่งที่เศคาริยาห์เห็นใน 3:8 ; 6:12.  และภาพนี้ยังโยงไปถึงพยานทั้งสองในวิวรณ์  11:3-12 ด้วย
เมื่อพระเจ้าทรงให้คนของพระองค์ ทำราชกิจอันใด ไม่ว่าจะช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าจะทำโครงการใด ไม่ว่าจะสร้างคริสตจักรของพระองค์ … ทุกอย่าง คนของพระเจ้าจะสำเร็จได้ด้วยพลังจากองค์พระวิญญาณทั้งสิ้น

พระคำเชื่อมโยง

เศคาริยาห์  4
1* เศคาริยาห์ 1:9; 2:3
2* วิวรณ์ 1:12; 4:5
3* วิวรณ์ 11:3-4
6* ฮักกัย  1:1; โฮเชยา  1:7

7* เยเรมีย์ 51:25; สดุดี 118:22; เอสรา 3:10-11, 13
9* เอสรา 3:8-10; 5:16; 6:14-15; เศคาริยาห์ 2:9,11; 6:15
10* ฮักกัย  2:3;  2 พงศาวดาร 16:9
11* เศคาริยาห์ 4:3
14*  วิวรณ์ 11:4 ; เศคาริยาห์ 3:1-7

มัทธิว 14 การเลี้ยงครั้งใหญ่

ประหารท่านยอห์น
1 ช่วงเวลานั้น เฮโรด เจ้าผู้ครองแคว้นกาลิลีได้ยินเรื่องของพระเยซู 2  จึงพูดกับเหล่าคนรับใช้ของเขาว่า “เขาผู้นี้น่าจะเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่คืนชีพจากตาย  เขาจึงมีฤทธิ์ทำการอัศจรรย์ได้ 3 ก่อนหน้านี้ เฮโรดได้จับกุมยอห์น และตรวนเขาไว้ในคุก  ที่เฮโรดทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะนางเฮโรเดียสที่เคยเป็นภรรยาของฟีลิป น้องชายของเฮโรดเอง
4 เป็นเพราะยอห์นได้กล่าวกับเฮโรดว่า “ที่ท่านแต่งงานกับนางนั้นเป็นการผิดบทบัญญัติ”
5 เฮโรดเองต้องการประหารยอห์นเสีย แต่ก็กลัวประชาชนเพราะพวกเขาถือว่า ยอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัส
6 ในงานวันเกิดของเฮโรด ลูกสาวของนางเฮโรเดียสได้เต้นรำต่อหน้าเฮโรดและแขกทั้งหลาย เป็นที่พอใจของเฮโรดมาก
7 ดังนั้น ท่านจึงประกาศสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ
8 เธอจึงทูลตามที่แม่ของเธอสั่งเอาไว้ว่า “ขอหัวของท่านยอห์นใส่ถาดมาเพคะ” 


9 แม้ว่าตอนนั้นกษัตริย์เฮโรดรู้สึกเป็นทุกข์ใจมาก แต่เป็นเพราะสัญญาไว้แล้วต่อหน้าแขกทั้งหลาย ท่านจึงบัญชาไปตามที่เธอขอ
10 ท่านส่งทหารเข้าไปตัดหัวยอห์นในคุก
11 และก็วางบนถาดมาให้หญิงสาว  เธอก็ส่งให้แม่ของเธอ 12 ศิษย์ของยอห์นได้มารับศพไปฝัง แล้วจึงไปรายงานเรื่องราวต่อพระเยซู 

พระเยซูทรงเลี้ยงคนมากกว่าห้าพันคน
13 เมื่อพระเยซูทรงทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับยอห์น พระองค์ก็ทรงลงเรือไปและไปยังที่เงียบสงบ เพื่อประทับเพียงผู้เดียว แต่ประชาชนก็ได้ยินอย่างนั้น พวกเขาจึงเดินตามไปหาพระองค์  14  เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ พระองค์ทรงเห็นประชาชนจำนวนมากรอพระองค์อยู่ พระองค์ทรงสงสารพวกเขา และทรงรักษาคนที่เจ็บป่วย 
15 พอถึงเวลาเย็น พวกศิษย์ก็มาหาพระองค์ทูลว่า “แถบนี้ห่างไกล ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย แล้วก็เย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงปล่อยให้ประชาชนกลับไปเถิดเพื่อพวกเขาจะได้ไปซื้ออาหารตามหมู่บ้านกันเอง
16 แต่พระเยซูตรัสตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาไป พวกเจ้าสิ  จงเลี้ยงอาหารเขาเถิด”
 17 พวกเขาทูลว่า “แต่เรามีแค่ขนมปังห้าก้อน กับปลาสองตัวเท่านั้น”
 18 พระเยซูตรัสว่า “เอามาให้เราเถิด”

 

19 แล้วพระองค์ตรัสให้ประชาชนเหล่านั้นนั่งลงบนพื้นหญ้า  ทรงหยิบขนมปังห้าก้อน กับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์มองฟ้าสวรรค์ ตรัสขอบคุณพระเจ้า
แล้วพระองค์ก็หักขนมปังส่งให้พวกศิษย์ พวกเขานำไปแจกให้กับประชาชน

20 คนทั้งหมดก็ได้กินและอิ่มเต็มที่ แล้วศิษย์ก็เก็บเศษที่เหลือได้อีกเต็มสิบสองตะกร้า  21 จำนวนประชาชนที่กินอาหารครั้งนั้นประมาณ  5000  คน โดยยังไม่ได้นับผู้หญิงและเด็ก!

พระเยซูดำเนินบนผิวน้ำ 

22 ทันทีหลังจากนั้น พระเยซูตรัสให้ศิษย์ของพระองค์ลงเรือข้ามทะเลสาบไปล่วงหน้าพระองค์  ส่วนพระองค์ทรงอยู่ต่อเพื่อส่งฝูงชนเดินทางกลับบ้านไป 23 หลังจากที่ทรงส่งพวกเขาแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาตามลำพังเพื่ออธิษฐาน เวลาค่ำ
พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นเพียงพระองค์เดียว 24 ขณะนั้นเรือก็ออกจากฝั่งไปไกลมาก  เรือถูกคลื่นลมซัดไปเพราะมุ่งหน้าต้านลม
25 ในช่วงยามที่สี่ของกลางคืน (ระหว่างตีสามถึงหกโมงเช้า)  พระเยซูดำเนินบนผิวน้ำทะเลสาบไปหาพวกศิษย์
26  เมื่อพวกศิษย์เห็นพระองค์ดำเนินบนผิวน้ำเช่นนั้น พวกเขาก็กลัวมาก ตกใจร้องว่า “เป็นผีนี่นา!”
ต่างร้องกันขรมเพราะกลัว
 27 แต่พระเยซูตรัสทันทีว่า “ใจกล้าเข้าไว้ นี่เป็นเราเอง อย่ากลัวไปเลย” 
28 เปโตรทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์จริง  ขอทรงบัญชาให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำไปหาพระองค์เถิด”
29 พระเยซูตรัสว่า “มาสิ”  เปโตรจึงลงจากเรือและเดินไปบนผิวน้ำ ตรงไปหาพระเยซู
 30 แต่แล้ว เมื่อเขาเห็นลมพัดแรง เขาก็ตกใจและตัวเริ่มจมลง เขาตะโกนว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย!!”


31 พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์จับเขาไว้ได้ทันที พระเยซูตรัสว่า “เจ้ามีความเชื่อน้อยนิด เจ้าสงสัยทำไมกัน?”
32 เมื่อทั้งสองขึ้นเรือแล้ว ลมที่พัดอยู่ก็สงบลง
33 ศิษย์ที่อยู่ในเรือก็ก้มลงกราบนมัสการพระเยซู พูดกันว่า “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแน่นอน!”

การรักษาโรคที่เยนเนซาเรท
34เมื่อข้ามฟากไป พวกเขาก็มาถึงฝั่งที่แคว้นเยนเนซาเรธ
35 พอประชาชนที่นั่นจำพระเยซูได้ ก็ส่งข่าวไปบอกคนอื่น ๆ แถบนั้นว่า พระเยซูเสด็จมา  และพวกเขาก็พาคนเจ็บป่วยมาหาพระองค์ 
36 พวกเขาทูลขอเพียงแตะชายเสื้อคลุมของพระองค์  แล้วทุกคนที่แตะก็หายป่วย (กันดารวิถี 15:38-39)

อธิบายเพิ่มเติม

เรื่องการสั่งตัดหัวท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมามีบันทึกในมาระโก 6:14-29 และลูกา 9:7-9 ด้วย เฮโรดที่ออกคำสั่งผู้นี้ คือ เฮโรด แอนทิพาส ผู้ปกครองแคว้นกาลิลี  ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ปกครองสี่คน (ลูกชายสี่คนของเฮโรดมหาราชคนที่สร้างพระวิหาร)ที่โรมส่งมา  ในข้อ 9 มัทธิวเรียกเฮโรดว่า เป็นกษัตริย์
14:1-2  เฮโรดผู้นี้ สนใจ อยากพบพระเยซูมาก เพราะเขาได้สั่งประหารท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมา และเขาสรุปเอาเองว่า พระเยซูเป็นยอห์นคืนชีพมา… เหตุผลคือ เขาได้ข่าวมาว่า พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์มากมาย  ที่เขาอยากพบพระเยซูอาจเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้  นั่นคือ การที่เขาสั่งประหารท่านยอห์นจากปากของตัวเอง จากนั้นมัทธิวได้ย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวังของเฮโรด
14:3-8 เรื่องของเฮโรเดียสค่อนข้างสับสน  เธอเป็นลูกสาวของลูกชายเฮโรดมหาราช และแต่งงานกับฟิลิปน้องชายเฮโรดซึ่งเป็นเหมือนน้าชายของเธอ      แต่ก็ถูกเฮโรดแอนทิพาส น้าชายคนพี่ชวนมาแต่งงานกับเขา สำหรับยิวแล้วเป็นการผิดทั้งเรื่องการแต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิด และยังเป็นขู้อีกด้วย ยอห์นจึงเตือนเฮโรด ตรงไปตรงมา เฮโรดไม่พอใจแต่ก็ยังรั้งตัวเองไว้ เพราะกลัวไม่เป็นที่พอใจของประชาชนที่นิยมท่านยอห์น  พวกเขาเห็นว่าท่านยอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัสที่เพิ่งมาปรากฏตัวหลังจากที่พระเจ้าไม่ได้ส่งผู้รับใช้อย่างนี้มานานหลายร้อยปี 

สิ่งที่เฮโรดทำได้คือการสั่งจำคุกยอห์น ซึ่งน่าจะเป็นการยุยงจากนางเฮโรเดียสด้วย  จากที่มาระโกบันทึกเอาไว้ พอจะประมาณได้ว่าเป็นอย่างนี้ ที่จริงเธอถึงขนาดต้องการ ฆ่าท่านยอห์น อาฆาตท่านมาก ดูสิว่า ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวขนาดไหน  
วันเกิดของเฮโรด ก็ต้องมีงานเลี้ยง มีผู้ชายเยอะก็ต้องมีผู้หญิงเต้นรำ ซาโลเมคือสาวน้อยที่เป็นลูกสาวนางเฮโรเดียสกับฟีลิป เท่ากับเป็นหลานสาวของเฮโรด ก็มาเต้นรำทำให้ทั้งเฮโรดและแขกเหรื่อพอใจเหลือเกิน ชมกันทั้งงาน  เฮโรดก็ทั้งเมา ทั้งบันเทิง อดไม่ได้ที่จะอวดอ้างในงานว่าจะให้ทุกอย่างที่ต้องการ ถึงครึ่งอาณาจักรที่ครองอยู่ 

ซาโลเมก็เป็นลูกแสนดี ถามท่านแม่ แม่ได้ทีให้ขอหัวท่านยอห์น   … เห็นความโหดของทั้งแม่และลูกคู่นี้ไหม? อะไรทำให้ทั้งสองกล้าได้ขนาดนี้ ?

14:12 ด้วยความโศกเศร้าอย่างมาก พวกเศิษย์ของท่านยอห์นมาขอศพท่านไปเก็บไว้ในถ้ำ (มาระโก 6:29 )  เป็นศพที่ไร้ศีรษะ  นี่คือจุดจบของท่านยอห์น ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาเตรียมทางเพื่อพระเมสสิยาห์  การตายเช่นนี้ เป็นการตายเพราะท่านกล้าที่จะพูดเพื่อให้เฮโรดไม่ทำสิ่งที่ผิด แต่แล้ว ก็ต้องจบชีวิตของท่าน 

ระหว่างสองเหตุการณ์?
14:13 เชื่อว่า พระเยซูทรงทราบเรื่องนี้ก่อนที่ศิษย์จะมาทูลรายงานอยู่แล้ว  และพระองค์ทรงรู้สึกสะเทือนพระทัย ไม่อาจที่จะอยู่กับผู้คนได้  การที่คนของพระเจ้าถูกฆ่าโดยคนทรามเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าเองทรงรู้สึก (แบบที่เรามนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้
สดุดี 116:15 กล่าวว่า ความตายของวิสุทธิชนของพระยาห์เวห์มีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์) พระองค์ทรงแยกไปจากผู้คนเพื่อ ไปอยู่ตามลำพังกับพระบิดา  ทรงลงเรือไป แต่มีบางคนเห็นจึงพากันบอกต่อ  ในช่วงเวลาอย่างนั้น ประชาชนก็ไม่ได้สนใจอะไร พวกเขาต้องการพบพระองค์ ต้องการความช่วยเหลือ  พวกเขาถึงขนาดว่า ไปรอเลยว่า พระองค์จะขึ้นฝั่งตรงไหน
14:14  ถึงจะสะเทือนพระทัย และปรารถนาจะอยู่ผู้เดียวขนาดไหน เมื่อทรงขึ้นฝั่งมา พระองค์ก็ทรงเห็นความทุกข์อยู่ข้างหน้า  ก็ทรงเมตตา สงสาร และทรงรักษาพวกเขาทันที
และเมื่อเราดูในข้อต่อไป พบว่า พระองค์ทรงใช้เวลาอยู่กับพวกเขานานมาก 

งานเลี้ยงมากกว่าห้าพันคน
14:15-16   คนที่หายโรค  คนที่ตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ที่มองเห็น คนเดินได้  คนที่ได้ยิน คนที่พูดได้  คนที่พามาเห็นการอัศจรรย์  พวกเขายังไม่ได้อยากไปไหน แต่ขอฟังพระองค์ผู้ทรงทำการยิ่งใหญ่นี้ บอกเรื่องของแผ่นดินของพระเจ้าอย่างที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน พวกเขาอยู่จนเย็น  ลืมไปว่าตัวเองออกมาไกลบ้านมาก  ศิษย์ของพระเยซูเริ่มกังวลเพราะคนจำนวนมากเหล่านี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย  เขาเสนอพระเยซูว่า ปล่อยให้ประชาชนกลับบ้านได้แล้ว เพราะจะได้ไปหาอาหารตามทาง
แต่พระเยซูกลับทรงให้พวกศิษย์ คิดหาทางเลี้ยงอาหารเขา แทนที่จะปล่อยประชาชนไปอย่างหิวโหย พระเยซูไม่ทรงทำเช่นนั้น แต่ทรงสั่งพวกศิษย์ให้ทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้
14:17-21 จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อมีแค่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว เป็นไปได้เมื่อพระเยซูได้รับขนมปังกับปลาไม่กี่ชิ้น  พระองค์ทรงหยิบมันขึ้นขอบคุณพระบิดา จากนั้นก็ทรงหักขนมปัง และทรงยื่นปลาให้พวกศิษย์
ทรงทำไปเรื่อย ๆ ราวกับว่า ทุกสิ่งออกมาจากพระหัตถ์ที่เป็นเครื่องผลิตอาหาร!! จนกระทั่งทุกคนได้กินจนอิ่ม ชาย 5,000 คนพร้อมผู้หญิงและเด็ก
เราก็คงต้องเดาว่าน่าจะเกินหนึ่งหมื่นคน  ครอบครัวหนึ่ง ๆ น่าจะมีเด็กไม่ต่ำกว่าสองหรือสามคนมาด้วย 

พายุท้าทายความเข้าใจ
14:22- 33 เราจะได้ยินคำเทศนาที่บอกว่า พวกศิษย์กำลังเจอลมแรง  เรือต้านลมอยู่ พระเยซูก็เสด็จเดินบนน้ำมาหาพวกเขา  พวกเขาตกใจประมาณไปเองว่า เป็นผี  แต่เมื่อเปโตรมองพระเยซูเขาขอเดินแบบพระองค์บ้าง เขาก็เดินบนน้ำได้ แต่เมื่อเห็นคลื่นลมแรง เขาก็ตกใจ เหมือนกับเราที่เจอ ไม่ว่าจะเป็นพายุในการทำงาน สุขภาพ ครอบครัว ฯลฯ ดังนั้น ในชีวิตของเรา  เราต้องยึดมั่นในพระเจ้าไม่ว่าพายุของชีวิตจะมาเพียงไหน … และเมื่อพลาด ก็ขอพระเจ้าช่วย เราต้องมีความเชื่อให้มาก 
แต่ตอนนี้ เราขอมาโฟกัสที่ข้อสรุปของศิษย์ 
สำหรับพระคัมภีร์ตอนนี้ที่มัทธิวได้บันทึกไว้ให้เรา  อย่างหนึ่งที่ชัดเจนทำให้พวกศิษย์สรุปว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
เป็นเพราะอะไร ทำไมการดำเนินบนน้ำของพระเยซูทำให้พวกเขาสรุปอย่างนั้น?
…​เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีอำนาจเหนือธรรมชาติได้แบบนี้
และยังมีข้อพระคำที่พวกเขาน่าจะเคยอ่านมาแล้ว
พระองค์แต่ผู้เดียวที่ทรงคลี่ฟ้าสวรรค์ออกและทรงย่ำเหนือคลื่นทะเล โยบ 9:8  พระมรรคาของพระองค์ผ่านทะเลทางของพระองค์ผ่านห้วงน้ำหลากแม้ไม่เห็นรอยพระบาทของพระองค์ สดุดี 77:19

การดำเนินบนน้ำของพระเยซูจึงพิสูจน์ให้พวกเขารู้ว่า ทรงเป็นพระเจ้าแน่นอน  จากข้อสรุปของเขาทำให้เรารู้ว่า ก่อนหน้านี้ พวกเขาน่าจะคิดว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระดำรัสอย่างท่านยอห์น  พวกเขาประเมินพระองค์ต่ำกว่าความเป็นจริง  แม้พระองค์จะทรงบอกพวกเขา ก็ยังมีบางคนสงสัยอยู่  ต่อมาในมัทธิว 16 เราจะเห็นว่า เปโตรยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมมาเพื่อช่วยโลกให้รอด  แต่… ก็ยังเป็นพระเมสสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าแบบที่พวกเขาเข้าใจไปเองว่า จะทรงเป็นนักรบที่ปลดปล่อยเขาจากโรมซึ่งครอบครองอิสราเอลในขณะนั้น

การรักษาโรคที่เยนเนซาเรท
14:34-36 พวกเขาข้ามฟากไปถึงแคว้นเยนเนซาเรธซึ่งเป็นเขตของเฮโรด แอนทีพาสที่สั่งประหารยอห์น  ในหนังสือยอห์น 6:21 กล่าวว่า หลังจากที่ขึ้นเรือไปแล้ว เรือก็ไปถึงฝั่งทันทีเลย
เป็นอัศจรรย์ซ้อนอัศจรรย์   เขตแดนนี้  อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคาเปอรนาอุม 
ผู้คนต่างมาหาพระองค์ และพวกเขาขอเพียงแตะชายเสื้อคลุมของพระองค์  แค่นั้นพวกเขาก็หายป่วย. ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อของประชาชนนั้น ช่างเต็มล้น มากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับศิษย์ของพระองค์ในเช้ามืดวันนั้น
เราจะเห็นการใช้ชีวิตของพระเยซูในช่วงนี้ว่า พระองค์ทั้งทรงอยู่กับศิษย์อย่างใกล้ชิด และพระองค์ก็ทรงอยู่กับประชาชน แต่พระองค์ไม่เคยห่างหายไปจากพระพักตร์พระบิดาและทรงอยู่กันตามลำพังเสมอ

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 14
1* มาระโก 6:14-29
3* ลูกา 3:19-20
4* เลวีนิติ 18:16; 20:21
5* ลูกา 20:6
13* ยอห์น 6:1-2
14* มาระโก 6:36
15* ลูกา 9:12

19* มัทธิว 15:36; 26:26
23* มาระโก 6:46; ยอห์น 6:16
26* โยบ 9:8
27* กิจการ 23:11; 27:22, 25,36
31* มัทธิว6:30; 8:26
33* สดุดี 2:7 
34* มาระโก 6:53
36* มาระโก 6: 5:24-34; ลูกา 6:19