ปัญญาจารย์ 10 เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
1 ศพแมลงวันทำให้น้ำมันหอมส่งกลิ่นเหม็นหืนเช่นไร ความโง่เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้สติปัญญาและเกียรติยศตกต่ำได้เช่นนั้น 

 ความเอาแต่ใจของผู้ปกครอง ทำลายปัญญา
2 ใจของคนมีปัญญานั้นช่วยปกป้องชีวิตของเขาไว้ แต่คนโง่ขาดสามัญสำนึก ทำให้เขาตกในอันตราย
3 แม้คนโง่เดินอยู่บนถนน เขาก็ยังขาดสติปัญญา และทำให้ทุกคนเห็นความโง่เขลาของเขา
4 หากเจ้านายของเจ้าโกรธจัด ก็อย่าเพิ่งลาออก
เพราะคำตอบที่อ่อนน้อมสามารถสยบความโกรธนั้นลงได้
5 ข้าได้เห็นความไม่ยุติธรรมอีกอย่างในโลก เป็นความผิดที่เกิดจากผู้ปกครอง
6 นั่นคือ คนโง่ได้รับตำแหน่งที่มีสิทธิอำนาจในขณะที่คนมั่งคั่งกลับอยู่ในที่ต่ำต้อย
7 ข้าได้เห็นทาสนั่งบนหลังม้า และเจ้านายเดินเท้าไปราวกับทาส

 ปัญญาช่วยให้พ้นจากอันตรายในชีวิตประจำวัน
 8 คนที่ขุดหลุม อาจตกลงไปในหลุมนั้น และคนที่ทลายกำแพงลงก็อาจจะถูกงูกัดได้
9 คนที่สกัดหิน อาจบาดเจ็บจากหิน​
คนที่ผ่าซุงก็อาจจะได้รับบาดเจ็บจากซุง
10 หากขวานเหล็กทื่อ และคนงานไม่ได้ลับให้มันคม เขาก็จะต้องออกแรงมากขึ้น แต่สติปัญญามีประโยชน์ทำให้เขาสำเร็จผลได้ 
11 หมองูนั้นไร้ประโยชน์หากเขาถูกงูฉกก่อนที่จะสะกดงู

คำพูดและผลงานของคนมีปัญญาและคนโง่
12 ถ้อยคำของคนมีปัญญานั้นทำให้ผู้คนพึงใจ แต่ถ้อยคำของคนโง่ก็ทำลายตัวเขาเอง
13 เมื่อเริ่มต้นพูดก็รู้แล้วว่าโง่ เมื่อจบก็พบว่า เป็นความชั่วร้ายเลวทราม 14 แต่แล้วคนโง่ก็จะยังพูดต่อไม่จบ
ไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น
ใครเล่าจะบอกเขาได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต?
15 การงานของคนโง่นั้นทำให้เขาเหนื่อยอ่อน เพราะเขายังไม่รู้หนทางที่จะเข้าเมืองเลย

ปัญหากับผู้ปกครองที่โง่เขลา 
16 วิบัติแก่เจ้า แผ่นดินที่มีกษัตริย์ที่ทำตัวเหมือนเด็ก  และเจ้าชายก็กินเลี้ยงกันแต่เช้า 
17 ความสุขมีแก่เจ้า แผ่นดินที่กษัตริย์ของเจ้าเป็นโอรสที่มีเกียรติ และเจ้าชายก็กินเลี้ยงในเวลาที่พอเหมาะด้วยการควบคุมตนเอง ไม่ใช่การเมามาย
18 เพราะความเกียจคร้าน หลังคาก็ถูกปล่อยให้พังลงมา และเพราะการงอมือ บ้านจึงมีน้ำรั่ว 
20 อย่าแช่งด่าองค์กษัตริย์ แม้ในความคิด อย่าแช่งด่าคนมั่งคั่งขณะที่เจ้าอยู่ในห้องนอน เพราะนกจะเอาสิ่งที่เจ้าคิดไปรายงาน  และสัตว์มีปีกจะคาบถ้อยคำของเจ้าไป 

อธิบายเพิ่มเติม

เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
10:1
ข้อสุดท้ายของบทที่ 9 บอกว่า คนทำบาปคนเดียวทำให้เสียหายใหญ่ได้ คนเดียวเท่านั้น!! ซึ่งข้อ 1 นี้ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน แมลงวันตัวเล็ก ๆ ที่ตายแล้วในน้ำมันหอมสามารถทำลายกลิ่นดี ๆ ได้ ความโง่เล็กน้อยสามารถ ทำลายปัญญา เกียรติยศของใครบางคนได้ กษัตริย์โซโลมอนเตือนเราว่า สิ่งเล็กน้อยในชีวิตที่ไม่ได้ระวังอาจทำลายเราได้
บางทีเราเห็นอาจารย์แสนดีที่ฉลาด สอนให้เรารู้จักชีวิต รู้จักพระคัมภีร์ แต่แล้ว วันหนึ่งเขาอายุมากแล้ว มาสารภาพว่า เขาไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยามาหลายปีแล้ว … อย่างนี้ ทำลายทั้งคริสตจักร และครอบครัวของตนเอง รวมไปถึงพี่น้องคริสเตียนอื่น ๆ ด้วย
 ความเอาแต่ใจของผู้ปกครอง ทำลายปัญญา 
10:2
ข้อนี้ยังแปลได้ว่า ใจคนมีปัญญาอยู่ทางขวามือ(มีความหมายว่าแข็งแรงและดี) แต่ใจคนโง่อยู่ทางซ้ายมือ (ความหมายคืออ่อนแอและเลว)
การขาดสามัญสำนึกอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาชั่วครู่แต่ทำลายทั้งชีวิตได้  

10:3-4
คนเรานั้น สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความฉลาดหรือโง่ของตนให้คนอื่นเห็นได้ง่าย และสำหรับคนโง่แล้ว เมื่อแสดงความโง่ อวดฉลาดก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังทำให้โลกรู้ว่าตัวเองโง่เพียงใด
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ลำบากก็อย่าหุนหันพลันแล่น  ให้หาทางที่จะแก้ไขสถานการณ์นั้นเพื่อไม่ให้คนทั้งกลุ่มต้องพินาศไปด้วย

10:5-7
ความไม่ยุติธรรมนี้เกิดจากผู้ปกครองได้ และเกิดจากคนที่เลือกพวกเขาขึ้นมาด้วย (หากอยู่ในประเทศมีการเลือกตั้งจริง ๆ  ทุกแห่งจะได้ผู้นำที่อาจเป็นคนดี หรือเป็นคนหลอกลวงให้ตายใจอย่างสนิทก็ได้)
ข้อความตอนนี้ของปัญญาจารย์ช่างตรงกับเหตุการณ์ต่างๆ ในทุกประเทศ เราเห็นคนโง่ได้รับตำแหน่งสูงเสมอ ๆ น่าเสียดายเหลือเกิน 

 ปัญญาช่วยให้พ้นจากอันตรายในชีวิตประจำวัน
10:8-9
เราจะเห็นว่าใครทำอะไร เขาก็จะได้รับผลในสิ่งที่ทำนั้น ขุดหลุม สกัดหิน ผ่าซุง ต่างมีผลตามมาที่ดีและอาจเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

10:10-11
ปัญญาจารย์เตือนสติเรื่องง่าย ๆ หากขวานทื่อ ก็ต้องลับเสียก่อนเอาออกไปตัดต้นไม้
หากเป็นหมองูก็ต้องระวังตัวไม่ให้งูฉกตัวเองจนเป็นอันตรายไปเสียก่อน  จะขับรถทางไกลก็ต้องเตรียมรถให้พร้อม ฯลฯ 

คำพูดและผลงานของคนมีปัญญาและคนโง่
9:12-15  
เวลานักการเมืองที่ไม่รู้อะไรหาเสียง พวกเขาจะถูกประชาชนโห่เอา แต่ประชาชนจะพอใจกับคนที่พูดอย่างถูกต้อง ยกเว้นว่า ประชาชนรุ่นนั้นถูกกล่อมมานานแสนนาน จนไม่รู้ว่าสิ่งดีสำหรับพวกเขาคืออะไร  ดูประเทศจีน รัสเซีย
เกาหลีเหนือ ที่ขาดเสรีภาพในแทบทุกเรื่อง

คนเราสามารถพูดไปได้เรื่อยเปื่อยโดยที่คิดว่า ตัวเองรู้มาก ดังนั้นยิ่งในโลกโซเชียลที่เรากำลังจ้องดูกันทุกวันนี้  เราต้องเลือกฟัง เลือกดู ไม่ใช่ฟังทุกคน ดูทุกเรื่อง เพราะหลายคนยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้ถูกต้อง ล้มเหลวสารพัด แต่พอขึ้นจอก็ทำตัวเหมือนกูรูที่เก่งกล้า ..​ระวังให้ดี

ปัญหากับผู้ปกครองที่โง่เขลา 
9:16-17
ปัญญาจารย์หันกลับมาเรื่องการปกครองอีกครั้ง หากเรามีผู้ปกครองที่เห็นแก่ความสนุกสนาน เท่ากับชีวิตวิบัติแล้ว  เราได้เห็นชาติต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถมีชีวิตอยู่อย่างหรูหรา ลูกหลานซื้อของแบรนด์เนม  ใช้รถนำเข้า  แต่ประชาชนกลับยากจนค่นแค้นมากมายในโลกนี้ 
แต่หากประเทศใดมีผู้ปกครองที่มีคุณธรรม ชาตินั้นก็จะเป็นสุข และสามารถเติบโตไปได้ด้วยดี 

9:18-20
ท่านปัญญาจารย์คงเดินไปในถนนเมืองเยรูซาเล็ม และเห็นบ้าน คฤหาสถ์ที่สะอาด ดูดี และยังเห็นบ้านเรือนที่ทรุดโทรม สมัยเราเรียกสลัมนั่นเอง
ท่านสรุปว่้า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะความเกียจคร้าน ไม่ใช่เพราะความยากจน เพราะคนจนที่บ้านสะอาดดูดีก็มีเยอะ และที่ท่านกล่าวว่า  เงินคือคำตอบสำหรับทุกอย่างในโลก ดูเหมือนจะเป็นแค่คำประชดประชัน เพราะท่านเองรู้ว่า เงินไม่ได้ให้ความสุข มันเป็นแค่เครื่องมือความสะดวกสบาย 
คนที่เชื่อพระเจ้านั้น รู้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบ  แต่การเชื่อฟัง และการรู้จักพระเจ้า การยำเกรงพระเจ้าประกันชีวิตที่ดีกว่า 
ท่านเตือนไม่ให้แช่งด่าผู้ปกครอง เพราะว่า ไม่มีความลับในโลก  ยิ่งในโลกปัจจุบันความเป็นส่วนตัวไม่เหลือ เราจึงต้องระวังตัวเมื่อจะวิจารณ์ใคร
เพราะสิ่งที่จะรายงานเราคือคลิปเสียงที่พูดโดยคิดว่าเป็นความลับ แต่กลับถูกเปิดเผย ทำให้อาจถึงขั้นเข้าคุกได้เลย…

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 10
3* สุภาษิต 13:16; 18:2
4* ปัญญาจารย์ 8:3; 1 ซามูเอล 25:24-33
6* เอสเธอร์ 3:1
7* สุภาษิต 19:10; 30:22
8* สุภาษิต 26:27
11* เยเรมีย์ 8:17

12* สุภาษิต 10:32; 10:14
14* สุภาษิต 15:2; ปัญญาจารย์ 3:22; 8:7
16* อิสยาห์ 3:4; 5:11
17* สุภาษิต 31:4
18* สุภาษิต 24:30-34
19* สดุดี 104:15
20* กิจการ 23:5

ปัญญาจารย์ 9 ปลายทางของทุกคน

ปลายทางเดียวกัน
1 ข้าตรึกตรองเรื่องเหล่านี้ เพื่อจะหาข้อสรุป และข้าก็สรุปได้ว่า ทั้งคนเที่ยงธรรมและคนมีปัญญา รวมทั้งการกระทำของพวกเขา อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า จะมีความรักหรือความเกลียดรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า 
2 ทุกคนมีปลายทางอย่างเดียวกัน ทั้งคนเที่ยงธรรมและคนชั่วร้าย คนดีและคนเลว คนที่สะอาดหรือคนสกปรก คนที่ถวายเครื่องบูชา หรือคนที่ไม่ถวาย สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนดีนั้น ก็เกิดกับคนบาปเช่นกัน  สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ปฏิญาณตน ก็เกิดขึ้นกับคนที่ไม่ยอมปฏิญาณสิ่งใดเลย 
3 นี่เป็นความจริงที่น่าเศร้าเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้  ปลายทางเดียวกันรอทุกคนอยู่ นอกเหนือจากนี้คือ ใจของทุกคนเต็มด้วยความชั่วร้าย และยังมีความไร้สติโง่เง่าในใจระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นพวกเขาก็ตายไป 

จนแต่มีชีวิต ดีกว่ารวยแล้วตายไป
4  คนที่ยังอยู่ท่ามกลางคนมีชีวิตก็ยังมีความหวังเพราะสุนัขที่มีชีวิตก็ยังดีกว่าสิงโตที่ตายไปแล้ว 
5 เพราะคนที่มีชีวิตรู้ว่า เขาจะตาย แต่คนที่ตายไปนั้นไม่รู้อะไรเลย ไม่มีรางวัลต่อไป ไม่มีใครที่จะระลึกถึงเขา 
6 สิ่งที่เขารัก หรือสิ่งที่เขาเกลียด และความอิจฉาของเขานั้นก็ตายไปพร้อมกับพวกเขา และไม่มีส่วนในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกต่อไป 

มีความสุขกับชีวิตเถิดเพราะชีวิตแสนสั้น
7  จงไปเถิด ไปกินอาหารอย่างมีความสุข และดื่มเหล้าองุ่นด้วยหัวใจร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงโปรดปรานรับการงานที่เจ้าทำ
8 จงให้เสื้อผ้าของเจ้าขาวสะอาดเสมอ และใช้น้ำมันมีค่าชโลมศีรษะของเจ้า 
9 จงใช้ชีวิตกับภรรยาที่เจ้ารัก ตลอดเวลาในชีวิตที่แสนสั้นที่พระเจ้าประทานให้เจ้า ในโลกนี้   เพราะนั่นคือรางวัลในชีวิต และในการงานที่เจ้าตรากตรำในโลกนี้  
10 ไม่ว่าเจ้าจะทำงานใดด้วยมือทั้งสองของเจ้า ให้ทำเต็มกำลัง  เพราะในหลุมฝังศพ (แดนตาย)ซึ่ง เป็นที่ ๆ เจ้าจะต้องไปอยู่นั้น ไม่มีงาน การวางแผน หรือความรู้ หรือปัญญา 

เหตุที่ไม่คาดคิด…ปัญญาช่วยได้ไหม?
11 ข้ายังสังเกตเห็นว่า ในโลกนี้ คนที่ว่องไวสุดก็ไม่ชนะเสมอไป คนที่แข็งแรงสุดก็ไม่ได้ชนะศึกเสมอไป  สมบัติไม่ได้เป็นของคนที่มีปัญญาหลักแหลมเสมอไป  ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นของปราชญ์เสมอไป แต่เวลา และโอกาสอาจมาถึงเขาทุกคน
12 ไม่มีใครรู้วาระของตนเอง เหมือนกับปลาที่ถูกจับด้วยแหมรณะ  หรือนกที่ติดกับดัก  มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น ทุกคนติดกับดัก ในเวลาที่เลวร้ายซึ่งเกิดขึ้นกับเขาอย่างฉับพลัน ไม่ทันรู้ตัว 

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำปรึกษาที่ฉลาด 
13 ข้าสังเกตเห็นสติปัญญาในโลกนี้ และทำให้ข้าประทับใจ
14 มีเมือง ๆ หนึ่งซึ่งมีคนอาศัยอยู่ไม่กี่คนและมีกษัตริย์ยิ่งใหญ่เข้ามาโจมตี ล้อมเมือง และก่อเชิงเทินเพื่อนำทัพข้ามกำแพงเข้าไป
15 แต่มีชายยากจนแต่เฉลียวฉลาดอาศัยอยู่ในเมืองนั้น และเขาช่วยเมืองไว้ด้วยสติปัญญาของเขา  แต่กลับไม่มีใครระลึกถึงเขาเลย
16 ข้าสรุปได้ว่า สติปัญญาดีกว่าความแกร่ง แต่สติปัญญาของชายผู้นั้นกลับถูกดูหมิ่น และไม่มีใครยอมฟังคำแนะนำของเขา

ปัญญากับความโง่…เปรียบเทียบกัน
17 คำพูดเสียงเบา ๆ ของคนมีปัญญานั้น ก็น่าฟังยิ่งกว่าเสียงตะโกนของผู้นำท่ามกลางคนโง่ 
18 สติปัญญานั้นดีกว่าอาวุธสงคราม และคนบาปคนเดียวสามารถก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่โตได้ 

อธิบายเพิ่มเติม

บทที่ 9 นี้ ทำให้เรารู้ว่า เรารู้น้อยมาก ๆ แม้ว่าเราจะรู้รายละเอียดของธรรมชาติ เรามีเทคโนโลยีล้ำหน้า แต่เรายังรู้น้อย และบางครั้งก็ไม่อาจจะจัดการกับสถานการณ์ที่เราไม่คาดฝันได้ด้วย  และสิ่งที่ยืนทะมึนรอมนุษย์ทุกคนอยู่คือความตายที่ไม่มีใครหนีพ้น

ปลายทางเดียวกัน
9:1-3 สิ่งที่ปัญญาจารย์สรุปในสามข้อนี้คือ มนุษย์ทุกคนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และพวกเขายังมีความตายรออยู่เหมือน ๆ กัน
สำหรับคนที่มีปัญญาที่ยำเกรงพระเจ้านั้น ชีวิตของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าจึงต้องหวาดกลัว วิตกเหมือนคนอื่น ๆ ที่เป็นคนชั่วร้ายโง่เขลา เวลาของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงห่วงใยเรา และเราต้องมั่นใจ
อิสยาห์ 41:10 “อย่ากลัวเลยเพราะเราอยู่กับเจ้า  อย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า  เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้น และจะช่วยเจ้า  เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา”

จนแต่มีชีวิต ดีกว่ารวยแล้วตายไป
9:4-6
คนมีชีวิต ยังมีความหวัง”  นี่เป็นคำแห่งกำลังใจให้แก่คนที่กำลังเป็นพยาน อธิษฐานเผื่อ ปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ ลุงป้าน้าอาที่อายุมาก แต่ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า เพราะนี่เป็นความหวังเดียวของคนที่เชื่อในพระเจ้า  ดังนั้น อย่าเพิ่งหมดหวังหรือท้อแท้ เมื่อคนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่

การยังดำรงชีวิตอยู่สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้าคือการที่เรายังจะได้อยู่กับพระองค์ในโลกนี้ แต่ถ้าจะตายไปเราก็ได้กำไร เพราะเปลี่ยนจากโลกนี้ไปอยู่ใกล้กับพระเจ้าในอีกมิติ ในสวรรค์ที่ท่านปัญญาจารย์ยังไม่พบ

มีความสุขกับชีวิตเถิดเพราะชีวิตแสนสั้น
9:7-10
 มีความจริงอย่างหนึ่งคือ เราต้องมีความสุขกับชีวิต มีความสุขแต่ไม่ใช่เสียเวลาเปล่า คริสเตียนควรเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในชีวิต 
คนคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องซีเรียสตลอดเวลา อย่าทำบาป แต่มีความสุขกับชีวิต และกับคู่สมรสของตนเองที่พระเจ้าประทานให้
อย่าให้ความซ้ำซากของงาน ของความสัมพันธ์ทำให้เรายุ่งยาก 
ชีวิตที่เดาไม่ได้  แต่พระเจ้าของเราทรงเป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าชีวิตจะพัดไปทางไหน แต่พระเจ้านั้นเป็นที่พึ่งของเรา เป็นที่ ๆ ที่วางใจได้เสมอ  พระองค์ไม่เคยเผลอ ไม่มีความบังเอิญในชีวิต    

เหตุที่ไม่คาดคิด…ปัญญาช่วยได้ไหม?
9:11
เราจะเห็นว่า การเมืองของโลกนี้เป็นอย่างที่ท่านปัญญาจารย์กล่าวเอาไว้ การต่อสู้มีการบุกและการถอย มีการเป็นต่อและมีช่วงของการพ่ายแพ้  
9:12 
แม้ไม่มีใครรู้เวลาของตัวเอง แต่ดาวิดบอกว่า พระเจ้าทรงรู้ และทรงเตรียมทุกอย่างในชีวิตของเราไว้  (อ่าน สดุดี 139:16) จากชีวิตที่ปัญญาจารย์เห็นว่าเราติดกับดัก แต่คนที่รู้จักพระเจ้ากลับมองว่า พระเจ้าทรงกำหนดทุกวันของเราไว้แล้ว 

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำปรึกษาที่ฉลาด 
9:13-16 
สติปัญญาพร้อมกับกำลังย่อมดีที่สุด แต่หากมีกำลังไร้สติปัญญานั้น เป็นสิ่งน่ากลัวยิ่ง  ดังนั้นหากต้องเลือก การมีสติปัญญา แต่มีกำลังน้อยก็ยังดีกว่า อย่างไรก็ดี จากข้อ 15 เราเห็นว่า แม้คนที่มีปัญญาจะช่วยชาติไว้ ช่วยคนจำนวนมาก แต่เขาก็จะไม่ได้รับรางวัล อันนี้ถ้าเขารู้และเข้าใจ ก็จะไม่ส่งผลร้ายใด ๆ กับตัวเขา

ปัญญากับความโง่…เปรียบเทียบกัน
9:17-18
ช่วงนี้ (มค.2026) ในประเทศของเรากำลังเริ่มหาเสียงเลือกตั้ง และเราก็จะเห็นผู้สมัครที่ทั้งมีปัญญา และด้อยปัญญาแต่ส่งเสียงดัง  เราเห็นชัดว่า เพียงคนปากเสีย เข้าใจผิด คิดว่าตนเก่ง ก็อาจทำให้ทั้งพรรคพังพินาศไปได้ 
คำแนะนำโง่ ๆ จากผู้สมัครแม้เพียง ครั้งเดียวก็ส่งผลให้ผู้คนสังเกตได้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร บทต่อไป ท่านปัญญาจารย์จะคุยเรื่องนี้ในรายละเอียด 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 9
1* ปัญญาจารย์ 8:14
2* มาลาคี 3:15
5* อิสยาห์ 63:16; 26:14
7* ปัญญาจารย์ 8:15
9* ปัญญาจารย์ 2:10

10* โคโลสี 3:17 ; โรม 12:11
11* อาโมส 2:14-15; 1 ซามูเอล 6:9
12* ปัญญาจารย์ 8:7; สุภาษิต 29:6
14* 2 ซามูเอล 20:16-22
16* ปัญญาจารย์ 7:12, 19; มาระโก 6:2-3
18* โยชูวา 7:1-26

โรม 13 อาวุธแห่งความสว่าง

โรม 13:1-2
ทุกคนควรยอมเชื่อฟังเจ้าบ้านผ่านเมืองเพราะไม่มีอำนาจใดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าและทุกคนที่มีอำนาจปกครองก็ได้มาจากพระเจ้า ดังนั้นคนที่ขัดขืนอำนาจก็เท่ากับต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ กลับกลายเป็นว่า
เขาจะได้รับการลงโทษเสียเอง 

โรม 13:3-4
เพราะคนที่มีอำนาจนั้นไม่น่ากลัวสำหรับคนที่ประพฤติดี แต่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำชั่ว ท่านต้องการที่จะไม่กลัวคนมีอำนาจใช่ไหม? ก็จงทำดีและเขาจะยกย่องท่าน ผู้ปกครองนั้นเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อช่วยท่าน แต่หากทำผิด ก็จงกลัวเถิดเพราะเขาไม่ได้ถือดาบอย่างไร้ประโยชน์ เขาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อลงโทษคนทำผิด

โรม 13:5
ดังนั้น ท่านจะต้องยอมเชื่อฟังผู้ปกครอง
ไม่ใช่เพราะกลัวถูกทำโทษ
แต่เพราะท่านรู้ว่าเป็นสิ่งที่สมควรถูกต้อง
(ตามมโนธรรม)

โรม 13:6-7
นี่คือเหตุผลที่ท่านเสียภาษี เพราะผู้ปกครองกำลังทำงานของพระเจ้า และเขาอุทิศตนทำหน้าที่ของพวกเขา จงให้แก่ทุกคนที่ท่านติดเขาอยู่ จงเสียภาษีตามที่ควร จงยำเกรงคนที่น่ายำเกรง
และให้เกียรติแก่คนที่ควรได้รับเกียรตินั้น

โรม 13:8-9
อย่าเป็นหนี้อะไรใคร ยกเว้นความรักที่มีต่อกัน เพราะคนที่รักผู้อื่นก็ได้ทำตามบทบัญญัติครบถ้วน บทบัญญัติกล่าวว่า
“อย่าผิดประเวณี  อย่าฆ่าคน อย่าขโมย อย่าโลภ และคำสั่งอื่น ๆ ที่มีนั้น รวมเป็นกฎนี้คือ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”


โรม 13:10 
ความรักไม่ทำร้ายเพื่อนบ้าน
ดังนั้นการรักจึง
เป็นการเชื่อฟังบทบัญญัติ
อย่างครบถ้วน


โรม 13:11-12
จงทำสิ่งนี้ เพราะท่านรู้ถึงช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ว่าเป็นเวลาที่เราควรตื่นจากการหลับไหล เพราะความรอดนั้นเข้ามาใกล้กว่าตอนที่เราเพิ่งรับเชื่อ กลางคืนล่วงไป ใกล้จะเช้าแล้ว  เราควรจะหยุดทำสิ่งที่เป็นงานของความมืดและสวมอาวุธที่จะใช้ต่อสู้ในความสว่าง

โรม 13:13-14
ให้เราเดินในทางที่ถูกต้องเหมือนคนที่เป็นของกลางวัน เราไม่ควรมีส่วนในการเลี้ยงมั่วสุม ดื่มเหล้าเมามาย ไม่ควรมีบาปทางเพศใด ๆ ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่อิจฉาริษยากัน แต่สวมองค์พระเยซูคริสต์เจ้าไว้  อย่าเปิดโอกาสให้กับความต้องการของธรรมชาติบาปของท่านเอง 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 13:1-2
ในมัทธิว 22:21 พระเยซูคริสต์ได้กล่าวถึงการเสียภาษีแก่รัฐ กับการถวายให้กับพระเจ้า เท่ากับคริสเตียนมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งที่เขาอยู่ รวมทั้งมีหน้าที่ในฐานะเป็นคนของแผ่นดินของพระเจ้าด้วย  ในสมัยของพระเยซู ในฐานะที่เป็นพลเมือง พระองค์ยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจของทั้งโรม และทรงสิ้นพระชนม์ภายใต้อำนาจของผู้นำทางศาสนาด้วย  จากตัวอย่างนี้เราพบว่า แม้คนชั่ว
ก็ยังขึ้นอยู่ว่า พระเจ้าอนุญาตให้เขาครองไหม

โรม 13:3-4
ท่านเปาโลกำลังสอนเราให้ทำดี โดยขณะที่ท่านเขียนข้อความนี้ เป็นเวลาที่จักรพรรดิเนโรครอบครองจักรพรรดิเนโรกล่าวหาว่า คริสเตียนเป็นผู้เผาโรมและสั่งฆ่าคริสเตียนเป็นจำนวนมากในสนามกีฬาด้วยการเผาทั้งเป็น สิ่งที่ตามมา คือ คริสเตียนต้องหนีออกไปจากโรม กระจัดกระจายไปทั่วเนโรยังเป็นผู้ที่สั่งสังหารท่านและเปโตรด้วย หลังจากสงครามระหว่างโรมกับยิวในปีคศ. 66 พี่น้องที่อ่านข้อ 1-4 ต้องคิดแยกแยะให้ออก
13:5
การเชื่อฟังกฎหมาย การเชื่อฟังผู้ปกครองที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราอยู่ใต้เขานั้น เป็นสิ่งที่ท่านเปาโลสนับสนุน  การทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะว่ากลัว แต่เป็นเพราะทำให้เราได้ทำตามสิ่งที่สมควร แต่แล้ว ปัญหาในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของมารร้าย และเหตุการณ์ปัจจุบันเราพบว่าทุกอย่างกลับทางความถูกต้องกลับกลายเป็นความผิดภายใต้ผู้นำที่ร้าย คดโกง   

13:6-7
หน้าที่พลเมืองอีกอย่างที่สำคัญคือการเสียภาษีทุกคนเคยทำผิดเรื่องนี้กันมาทั้งหมด ไม่เว้นใครปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการเลี่ยงภาษีจากการค้าขายที่ไม่ได้ลงทะเบียน มีการเลี่ยงภาษีรายได้ต่าง ๆด้วยนักธุรกิจสมองใส แต่ตอนนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ เสียภาษีกันตั้งแต่เด็กเลย ..หากเราเข้าไปซื้อ
ของที่มีใบเสร็จซึ่งต้องยื่นภาษีอย่างในเซเว่นเท่ากับเราเสียภาษีส่วนหนึ่งแล้ว  ถ้าใครยังมีช่องโหว่เรื่องนี้ เราก็แก้ไขได้ ไม่สายเกินไป

โรม 13:8-9
ในโลกความเป็นจริงนั้น ทุกคนย่อมผ่านการเป็นหนี้มาแล้วทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องอุปมาที่พระเยซูเล่า เราก็พบว่า มีการให้ยืม (มัทธิว 25:27)  มีความตั้งใจคืน มีการยกหนี้ให้  การไม่เป็นหนี้ดีที่สุด คนให้ยืมก็ต้องไม่ขูดรีดขูดเนื้อ ผู้ที่ขอยืมต้องซื่อตรง(ซึ่งโลกจริงข้างนอกนั้น ดอกเบี้ยโหดมาก)ท่านเปาโลกล่าวสรุปว่า หากเรารัก เพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เราก็จะไม่ทำผิดบัญญัติต่าง ๆ ของพระเจ้าใด ๆ เพราะเราจะไม่ทำร้ายตนเอง 

โรม 13:10 
ท่านเปาโลได้เอาเคล็ดลับที่จะทำให้เราเชื่อฟัง ทำตามบทบัญญัติมาวางไว้ตรงนี้  การรักพระเจ้าจะทำให้เราเห็นพระองค์เป็นที่หนึ่ง  และไม่ทำผิดบทบัญญัติข้อแรกที่ห้ามมีพระเจ้าอื่น 

การรักเพื่อนบ้าน ทำให้เราไม่ล้ำเส้นชีวิตของใคร จากหนังสือ1 โครินธ์ 13 เราจะเห็นความรักที่ทำคุณความดีให้อย่างครบถ้วน  ในโรม 12 เรารู้ว่าความรักที่จริงใจจะให้ผลดีขนาดไหน ความรักแท้จริงตามมาตรฐานของพระเจ้าคือคำตอบ

โรม 13:11-12
ชีวิตคริสเตียนที่หลับไหลนั้น ก็เป็นพวกเราเอง มีชีวิตอยู่อย่างสบาย เราไม่ได้คิดว่า ชีวิตคริสเตียนจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ง่ายเลย เราต้องต่อสู้กับทั้งตัวและ ศัตรูของพระเจ้า ความรอดที่สมบูรณ์แบบกำลังใกล้เข้ามา แม้ว่าพระเจ้าจะทรงให้เรารอดแล้วส่วนหนึ่ง แต่เราก็ยังรอวันของพระเจ้าเพื่อให้ความรอดของเราสมบูรณ์ เราจึงมีหน้าที่ ในการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ทิ้งการงานของความมืดในชีวิต และสวมอาวุธแห่งความสว่างให้ครบ

โรม 13:13-14
การใช้ชีวิตคริสเตียนนั้น   ต้องพึ่งพลังขององค์พระเยซูคริสต์ พึ่งการช่วยเหลือของพระวิญญาณและที่สำคัญคือ ต้องรู้จักบังคับตัวเองด้วย ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบจนถึงวันที่เราจากโลกนี้ไปการเป็นคนกลางวัน กับคนกลางคืนมีความแตกต่างกันมาก และส่งผลให้ชีวิตทั้งในเรื่องของจิตใจจิตวิญญาณ สุขภาพร่างกาย ความคิดอ่าน และส่งผลต่อคนรอบข้างเราด้วย  เราทุกคนจึงต้องรักษาชีวิตให้เป็นฝ่ายพระเจ้าตลอดเวลา

พระคำเชื่อมโยง

โรม 13
1* 1 เปโตร 2:13
2* ทิตัส 3:1
3* 1 เปโตร 2:14
5* ปัญญาจารย์ 8:2; 1 เปโตร 2:13, 19
7* มัทธิว 22:21
8* กาลาเทีย 5:13-14

9* อพยพ 20:13-17; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:17-21; เลวีนิติ 19:18
10* มัทธิว 7:12;22:39-40
11* 1 โครินธ์ 15:34
12* เอเฟซัส 5:11; 6:11, 13
13* ฟีลิปปี 4:8; สุภาษิต 23:20; 1 โครินธ์  6:9; ยากอบ 3:14
14* กาลาเทีย 3:27; 5:16

โรม 12 รับการเปลี่ยนจิตใจ

โรม 12:1
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ดังนั้นในเมื่อพระเจ้าทรงแสดงพระเมตตายิ่งใหญ่ของพระองค์แก่เรา ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่านถวาย
ร่างกายของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตและบริสุทธิ์
เป็นที่พอพระทัยแด่พระองค์ซึ่งเป็นการนมัสการฝ่ายวิญญาณของท่าน

โรม 12:2
อย่าทำตามเลียนแบบวิถีโลก แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า โดยการเปลี่ยนจิตใจความคิดใหม่เป็นคนใหม่  แล้วจะรู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อท่านนั้นคืออะไร ท่านจะรู้ว่า อะไรดี และเป็นที่พอพระทัยและอะไรที่ดีสมบูรณ์แบบ  

โรม 12:3
เป็นเพราะพระเจ้าประทานพระคุณแก่ข้า ข้าจึงขอบอกท่านทุกคน คืออย่าคิดว่า  ตัวเองดีเกินกว่าที่ตนเองเป็น(ตามจริง)
แต่จงคิดให้เหมาะสมตามขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ประทานแก่ท่าน

โรม 12:4-5
เราแต่ละคนมีร่างกายเดียวและมีหลายส่วน แต่ละส่วนก็มีหน้าที่แตกต่างกัน พระกายของพระคริสต์ก็เช่นกัน เราเป็นหลายส่วนซึ่งรวมกันเป็นกายเดียวกันแต่ละส่วนก็เป็นของกันและกันด้วย

โรม 12:6-7
เรามีของประทานความสามารถแตกต่างกัน ตามพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่เรา  คนที่มีของประทานในการเผยพระดำรัสก็ให้เขากล่าวออกมาตามขนาดความเชื่อของเขา คนที่มีของประทานในการปรนนิบัติ  ก็ให้เขาปรนนิบัติ คนที่มีของประทานในการสอนก็จงให้เขาสอน

โรม 12:8
คนที่มีของประทานในการสนับสนุนให้กำลังใจ เขาก็ควรให้กำลังใจ คนที่มีของประทานในการให้ ก็ควรให้ด้วยใจกว้างขวาง คนที่มีของประทานในการนำ ก็ให้เขานำด้วยความรับผิดชอบ คนใดที่มีของประทานในการแสดงเมตตาก็ให้เขาทำด้วยความยินดี

โรม 12:9-10
จงรักด้วยใจจริง  จงเกลียดชังความชั่ว 
จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี  จงรักกันอย่างพี่น้องชายหญิง
ให้เกียรติแก่กันและกัน

 

โรม 12:11-12
อย่าเกียจคร้าน แต่ให้ทำงานอย่างกระตือรือร้น รับใช้พระเจ้าด้วยสุดใจของท่าน จงชื่นชมยินดีเพราะท่านมีความหวังจงอดทนเมื่อมีความลำบาก และจงมุ่งอธิษฐานอย่างไม่ท้อถอย 

โรม 12:13-14
ให้แบ่งปันกับคนของพระเจ้าที่ต้องการความช่วยเหลือ   และยินดีมีน้ำใจในการต้อนรับ(คนแปลกหน้า) จงอวยพรเหล่าคนที่ข่มเหงท่านให้อวยพรและอย่าสาปแช่งพวกเขา


 

โรม 12:15-16
จงยินดีกับคนที่มีความชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับคนที่ร้องไห้
จงอยู่ด้วยกันอย่างมีสันติสุข อย่าทำตัวเย่อหยิ่ง แต่ให้เป็นเพื่อนกับคนที่มีสถานะด้อยกว่า อย่าคิดว่าตนเองเป็น
คนฉลาดเหนือคนอื่น

โรม 12:17-18
หากมีใครทำผิดกับท่านก็อย่าตอบแทนเขาด้วยความชั่ว  จงพยายามทำสิ่งที่ทุกคนเห็นว่ามีเกียรติ ถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้ และหากสถานการณ์ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน

 

โรม 12:19
เพื่อนรักเอ๋ย อย่าแก้แค้นเมื่อมีคนทำผิดต่อท่าน แต่รอคอยให้พระเจ้าทรงทำให้ เพราะมีคำเขียนว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘เราจะตอบแทนคนที่ทำผิดเราเป็นผู้ตอบสนอง’” (การแก้แค้นเป็นของเรา)

โรม 12:20-21
แต่สิ่งที่ควรทำก็คือ “ถ้าศัตรูของท่านหิวจงให้เขากิน หากเขากระหาย จงให้น้ำดื่มการทำเช่นนี้จะเป็นเหมือนกันเทถ่านร้อนลงบนหัวของเขา” อย่าให้ความชั่วชนะท่านได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 12:1
จากโรมที่ผ่านมา ท่านเปาโลกล่าวถึงพระเมตตาที่มีต่อยิวและต่อคนต่างชาติ พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ทุกคนได้กลับมาหาพระองค์ บทที่ 12 นี้ ท่านพลิกมาอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่เราจะถวายชีวิตของเราต่อพระเจ้าได้อย่างไร ปกติแล้วในศาสนาของคนกรีก โรมนั้น พวกเขาต้องมีพระวิหาร มีพระหรือปุโรหิต และมีเครื่องบูชา คล้ายกับยิวในสมัยโบราณ มาตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังพูดถึงเครื่องบูชาที่แปลกออกไป คือร่างกายของคริสเตียน

โรม 12:2
ขั้นตอนของการที่จะได้ร่างกายมีชีวิต บริสุทธิ์ เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าอยู่ในข้อสองนี้ สิ่งที่ต้องลงมือทำคือ ไม่เลียนแบบวิถีทางโลก ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำ ซึ่งพวกเราคนไทยอยู่ในสังคมศาสนา ความเชื่อที่แตกต่างจากพระคัมภีร์เป็นอย่างมาก ยิ่งกว่านั้น สมัยใหม่นี้ ก็ยังมีความคิดทางโลกปรากฏให้คิดตามอีกมากมาย เราจึงต้องคิดให้รอบคอบว่า เรากำลังเดินตามโลกหรือตาม
มาตรฐานของพระเจ้า… แล้วสู้ไป..

โรม 12:3
เราแต่ละคนได้รับความเชื่อจากพระเจ้า ได้รับของประทานที่แตกต่าง และต่างระดับตามความสามารถของแต่ละคน นี่เป็นความจริงในโลกที่เราเห็นแต่ละครอบครัว แต่ละคริสตจักรสามารถเติบโตไปได้ตามขนาดของความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ทุกคริสตจักรจะต้องเป็นคริสตจักรมีสมาชิกจำนวนมากเสมอไป เราแต่ละคนได้รับความเชื่อของประทานไม่ใช่เพื่ออวด แต่เพื่อจะได้รับใช้ให้ชุมชนของพระเจ้าเติบโตตามน้ำพระทัย

โรม 12:4-5
ชีวิตคริสเตียนในคริสตจักรนั้น เป็นการสร้างเสริมกันและกัน ไม่ใช่การยกยอตัวเองให้เหนือผู้อื่นแต่ทุกคนมีหน้าที่ต่างกัน เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ ท่านเปาโลได้เปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าในคริสตจักรเราต่างเป็นหลายอวัยวะ แต่อยู่ในกายเดียวกัน  แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกัน เป็นความสวยงามที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ให้ แต่ละคนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม  เติบโตในพระเจ้าไปด้วยกัน

โรม 12:6-7
เมื่อท่านเปาโลว่าอย่างนี้ แล้ว ทุกคนทำตาม คิดเหมือนท่าน ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น  เมื่อทุกคนเข้าใจว่าเราต่างมีความสามารถ ความคิด ทักษะ ความชำนาญต่างกัน และช่วยกันในคริสตจักรตามความสามารถที่มี คริสตจักรก็จะเดินหน้าไปอย่างราบรื่น


แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ เราไม่เข้าใจตัวเอง คิดว่าอยากทำอย่างคนอื่น เปรียบเทียบตัวเอง หรือต้องการเป็นรุ่นพี่ เป็นใหญ่กว่าน้อง ต้องการควบคุม อยากเป็นอาจารย์ทั้ง ๆ ที่เก่งปรนนิบัติมาก อะไรแบบนี้ความยุ่งยากจึงขยายตัวสร้างปัญหามากมาย !!

โรม 12:8
ท่านเปาโลได้แจกแจงรายละเอียดของความชำนาญของแต่ละคนออกมาอย่างชัดเจน ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายแบบ แต่ที่สำคัญคือการไม่ชัดเจนในความสามารถ ลงมือทำในสิ่งที่ไม่ใช่ของประทาน หรือยิ่งกว่านั้นคือ ปล่อยให้คน ๆ เดียวทำทุกอย่าง คนส่วนที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย  มองคริสตจักรเป็นเรื่องของการอาสาสมัครซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะจิตอาสา
เป็นเรื่องของความพึงใจของคนที่จะทำ ไม่ได้ประกันว่าเขาจะทำจนเสร็จหรือไม่ บางทีเลิกกลางคันก็มี ต้องให้เข้าใจว่าการรับใช้จริง ๆ คืออย่างไร

โรม 12:9-10
สำหรับคำสั่งนี้ เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าพี่น้องคริสเตียนไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ (ข้อ 1) ออกจากกรอบความคิดอย่างของคนในโลกนี้ พี่น้องต้องการการเปลี่ยนแปลงที่มาจากพระเจ้าอย่างแท้จริงจึงจะเป็นการเปลี่ยนที่ถาวร ด้วยความยำเกรงพระเจ้า เพราะว่า โลกนี้ไม่ได้มีรักด้วยใจจริง แต่มักเป็นรักปลอม รักความชั่วมากกว่าความดี ไม่สามารถยึดมั่นสิ่งดีอย่างยั่งยืนได้ ความรักอย่างพี่น้องที่เน้นชายหญิงคือรักบริสุทธิ์ไม่ใช่คิดแต่เรื่องผิดศีลธรรม

โรม 12:11-12
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ในเมื่อเราเป็นลูกของพระเจ้า เป็นคนที่ติดตามพระองค์ ชีวิตจะต้องตื่นตัว และทำสิ่งดีถวายพระเจ้าและคนรอบข้าง ความขี้เกียจจะต้องไม่มีอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อ  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทำงานจนเบิร์นเอาท์ท่านเปาโลย้ำความหวังในชีวิต ความหวังว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน ทำให้เราเกิดความอดทนในความลำบากที่เจอในที่ทำงาน ในชีวิครอบครัวการอธิษฐานด้วยความเชื่อเป็นวิถีแบบที่คนอื่นไม่มี 

โรม 12:13-14
ถ้าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาในโลก ถ้าพระองค์ไม่ได้ทรงบัญชาให้ศิษย์ของพระองค์ออกไปทั่วโลกเพื่อประกาศพระนามและสร้างอาณาจักรของพระเจ้าในโลก ป่านนี้ โลกของเราคงจะถูกระเบิดพินาศไปทั้งโลกแล้ว เพราะความชั่วของมนุษย์นั้น มากมายเกินกว่าที่เราจะเข้าถึงได้   พระคำข้างบนนี้ ไม่ยากที่จะเข้าใจ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน เรื่องที่ต้องมีประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ต้องขอความสามารถที่จะทำได้จากพระเจ้า

โรม 12:15-16
สิ่งที่ตอนนี้โลกกำลังขาดแคลนคือ การที่จะมีความเห็นอกเห็นใจทั้งในเวลาที่ทุกข์มาก หรือมีปัญหา คนในโลกเห็นความทุกข์ของคนอื่น ยังสามารถหัวเราะได้ เราเคยเห็นนักข่าวที่เล่าเรื่องโศกสลดด้วยรอยยิ้ม ทำให้สงสัยว่า โลกเราเป็นอะไรไปแล้วพระเจ้าไม่ให้เราเป็นอย่างนั้น แต่ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา  และที่สำคัญคือ อย่าคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น  ที่เราอยู่ในสภาพที่ดีกว่าได้ เป็นเพราะเรามีพระเจ้าที่เรายึดมั่น ไม่อย่างนั้นเราก็ลงนรกเหมือนกันหมด

โรม 12:17-18
คำสั่งจากท่านเปาโลที่ไม่ให้ทำชั่วตอบแทนความชั่วนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกโบราณ แต่พวกเราเจอทุกวันในที่ทำงาน การกลั่นแกล้ง การให้ร้ายหรือความพยายามที่จะจัดการให้คน ๆ หนึ่งต้องเป็นแพะรับบาปกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น  เราเจอกันมากมายจนกระทั่งไม่เห็นความหวังในโลกใบนี้ แต่ความหวังอยู่ที่คริสเตียนที่จะต้องทำตามพระบัญชาของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้เราเป็นคนสร้างสันติท่ามกลางความสับสนใจร้ายเหล่านั้น!

โรม 12:19
ในขณะที่เรามีหน้าที่จะต้องพูดแทนคนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ตัวอย่างเช่น มีคนพยายามที่จะช่วยชีวิตเด็กในครรภ์ที่ถูกผู้ใหญ่ถือว่าตนเองมีสิทธิที่จะทำแท้งเขาได้ แต่เราไม่ได้เป็นคนที่จะต้องเอาคืน เมื่อมีการทำผิดต่อเรา พระเจ้าทรงบอกมานานแล้วถึงเรื่องนี้ว่า พระองค์จะทรงทำให้เอง แต่หลายคนรอไม่ไหว ที่พระองค์ตรัสว่า การแก้แค้นเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงเที่ยงธรรมทรงเป็นผู้พิพากษาสุดท้ายของมนุษย์ทุกคน

โรม 12:20-21
เราต้องระลึกเสมอว่า ศัตรูก็สามารถกลับกลายเป็นมิตร เป็นเพื่อนสนิทได้ เราเห็นตัวอย่างมามาก แต่มันขึ้นอยู่กับคนฝ่ายพระเจ้าที่จะต้องทำตามคำบัญชาของพระองค์ ไม่ใช่การแก้แค้น แต่กลับเป็นการช่วยเหลือ (บางคนอาจมีแรงจูงใจว่า ทำดีให้ศัตรูเท่ากับเราจะได้เทถ่านร้อนบนหัวเขา นั่นคือทำให้เขาเกิดความละอาย) สุภาษิต 25:21-22 ยังบอกว่า พระเจ้าจะประทานรางวัลให้ เรื่องนี้แปลกแต่เมื่อทำจริง ก็ขยายราชอาณาจักรพระเจ้า 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 12
1* 2 โครินธ์ 10:1-4; ฮีบรู 10:18, 20
2* 1 ยอห์น 2:15; เอเฟซัส 4:23;
1 เธสะโลนิกา 4:3
3* กาลาเทีย 2:9; สุภาษิต 25:27; เอเฟซัส 4:7
4* 1 โครินธ์ 12:12-14
5* 1 โครินธ์ 10:17
6* ยอห์น 3:27; กิจการ 11:27



7* เอเฟซัส 4:11
8* กิจการ 15:32; มัทธิว 6:1-3;
กิจการ 20:28; 2 โครินธ์ 9:7
9* 1 ทิโมธี  1:5; สดุดี 34:14
10*  ฮีบรู 13:1; ฟีลิปปี 2:3
12* ลูกา 10:20; 21:19; 8:1
13* 1 โครินธ์  16:1; 1 ทิโมธี 3:2
14* มัทธิว 5:44

15* 1 โครินธ์ 12:26
16* ฟีลิปปี 2:2; 4:2; เยเรมีย์ 45:5
17* มัทธิว 5:39; 2 โครินธ์ 8:21
18* ฮีบรู 12:14
19* เลวีนิติ 19:18; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:35
20* สุภาษิต 25:21-22
21* โรม 12:1-2