โรม 14 อย่าให้เพื่อนล้ม

โรม 14:1-2
จงต้อนรับคนที่ยังอ่อนแอในความเชื่อ อย่าไปโต้เถียงกันในเรื่องความเห็นต่างๆ คนหนึ่งเชื่อว่าเขากินอาหารได้ทุกอย่าง
แต่คนที่ยังมีความเชื่ออ่อนกว่า ก็กินแค่ผักเท่านั้น 

โรม 14:3
คนที่รู้ว่าเรากินทุกอย่างได้ก็อย่าดูหมิ่นคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างและคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างจะต้องไม่กล่าวโทษคนที่กินอาหารทุกชนิด เพราะว่าพระเจ้าทรงรับเขาไว้แล้ว

โรม 14:4
ท่านเป็นใครหรือที่จะกล่าวโทษผู้รับใช้ของคนอื่น? 
เขาจะยืนหยัดหรือล้มลงก็เป็นเรื่องของนายของเขา
และเขาจะยืนอย่างมั่นคงเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วย
ให้เขายืนหยัดได้

โรม 14:5
มีคนที่เห็นว่า บางวันมีความสำคัญกว่าอีกวัน  มีคนที่คิดว่า
ทุกวันก็มีความสำคัญเท่ากัน  ดังนั้นให้ทุกคนแน่ใจใน
ความคิดเห็นของตนเองเถิด

โรม 14:6
คนที่ถือวันใดสำคัญเป็นพิเศษก็เพื่อเป็นเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและคนที่กินอาหารต่าง ๆ ก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขากินด้วยใจขอบพระคุณ ส่วนคนที่งดกินบางอย่างก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และเขาทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
เพราะไม่มีใครในพวกเรามีชีวิตอยู่หรือตายเพื่อตนเองเท่านั้น  หากเรามีชีวิต เราก็มีชีวิตเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   หากเราตาย เราก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตาย เราเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 14:9
เพราะเหตุนี้ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) 
ทรงสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ขึ้นมา  
เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
ของทั้งคนตายและคนที่มีชีวิต

โรม 14:11-12
ตามที่มีคำเขียนไว้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า  เรามีชีวิตอยู่แน่นอนอย่างไรทุกเข่าจะกราบลงต่อหน้าเรา ทุกลิ้นจะยอมรับว่าเราเป็นองค์พระเจ้า (อิสยาห์ 45:23)    ดังนั้น เราทุกคนจึงจะ
ต้องทูลรายงานเรื่องราวของตนเองต่อองค์พระเจ้า


โรม 14:13 
ด้วยเหตุนั้น เราจึงควรหยุดที่จะตัดสิน กล่าวโทษกันและกัน
จงตั้งใจแน่วแน่ว่าเราจะไม่วางหินสะดุดหรือวางสิ่งกีดขวาง
ทางที่ทำให้พี่น้องต้องล้มลง

โรม 14:14
เพราะข้าพเจ้าอยู่ในองค์พระเยซูเจ้าข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่า ไม่มีอาหารใดที่เป็นมลทินในตัวของมันเอง  แต่หากคนหนึ่ง
เชื่อว่า สิ่งใดเป็นมลทิน สิ่งนั้นก็เป็นมลทินสำหรับตัวเขา 

โรม 14:15-16
หากพี่น้องรู้สึกไม่สบายใจเพราะเรื่องอาหารที่ท่านกิน  ท่านก็ไม่ได้เดินในความรัก  อย่าทำลายความเชื่อของคนที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเขาแล้วอย่ายอมให้สิ่งที่ท่านคิดว่าดี กลายเป็น
สิ่งที่ใคร ๆ ตำหนิว่าเป็นสิ่งเลวร้าย 

โรม 14:17
เพราะอาณาจักรของพระเจ้านั้น
ไม่ใช่เป็นเรื่องการกินดื่ม แต่เป็นความ
เที่ยงธรรม สันติสุข และความยินดีใน
พระวิญญาณบริสุทธิ์  

โรม 14:18-19
คนใดที่รับใช้องค์พระคริสต์ในแบบอย่างที่กล่าวมานี้ 
ก็เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าและมนุษย์
ดังนั้น เราจึงควรพยายามทำสิ่งที่ทำให้เกิดสันติสุข
และสร้างเสริมซึ่งกันและกัน 

โรม 14:20-21
อย่าทำลายราชกิจของพระเจ้าเพราะเห็นแก่อาหารเลย  อาหารทุกอย่างนั้นไม่มีมลทิน แต่เป็นสิ่งผิดหากการกินอาหารนั้นทำให้บางคนทำบาปหรือสะดุดล้ม เป็นการดีกว่าที่จะไม่กินเนื้อหรือดื่มเหล้าองุ่น หรือ ทำสิ่งใด ๆ ที่เป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดล้ม

   

โรม 14:22-23
ความเชื่อของท่านในเรื่องต่าง ๆ นี้ ควรเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างท่านกับพระเจ้าความสุขเป็นคนที่ไม่ต้องกล่าวโทษตนเอง
เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แต่คนที่กินแล้วยังมีความสงสัย ก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามความเชื่อ การกระทำที่
ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาป

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 14:1-2
ท่านเปาโลกำลังหันมาสนใจปัญหาเรื่องเสรีภาพของคริสเตียนที่มีต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อเจอคำถามที่พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนไว้อย่างเช่น คริสเตียนดื่มเหล้าได้ไหม? โรม 14 จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ให้โดยที่เสรีภาพนี้จะมีได้ครบถ้วนก็ต้องประกอบด้วยความรัก คริสเตียนต่างมีความเห็นในเรื่องการกินอยู่ การแต่งตัว การศึกษา การทำงานที่ต่างกันไป เราจะต้องเติบโตในพระเจ้าไปด้วยกันทั้ง ๆที่มีความเห็นต่างแต่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม

โรม 14:3
ไม่ว่าใครจะมีพื้นเพมาอย่างไร เราต้องไม่ดูหมิ่นคนที่ละเว้นบางอย่าง บางคนเคยไม่กินเนื้อวัวมาตั้งแต่เด็ก บางคนไม่กินหมูมาแต่เด็ก เขาก็ชินแบบนั้นมาเราจะไปบังคับหรือดูถูกที่เขาไม่กินอย่างเรานั้นเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงรัก ทรงรับทุกคนที่รักพระองค์ แต่เขาอาจไม่กินเนื้อหรือไม่กินผักหรือไม่กินหมู นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพระเจ้าเลย ทรงรับทุกคนเหมือนกัน สิ่งที่ใหญ่คือ การหลีกเลี่ยงบาปอย่างที่บท 13 ข้อสุดท้ายได้เตือนไว้ 

โรม 14:4
ท่านเปาโลเตือนให้เรารู้ว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปตัดสินคนอื่นเรื่องการกินเนื้อหรือไม่ เพราะถ้าเขากินอาหารทุกชนิด หรือละเว้นอาหารบ้างอย่างสำคัญคือ พระเจ้าทรงรับเขาแล้ว และพระองค์จะทรงให้เขายืนมั่นในความเชื่อได้ จะเห็นว่าในช่วงคริสตจักรยุคแรก จะมีความเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆที่ทำให้ผู้เชื่อแตกออกจากกัน  ท่านเปาโลเอาเรื่องอาหารนี้มาเป็นอุทาหรณ์เพื่อจัดการกับยิวที่มัก
จะจู้จี้กับเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน

โรม 14:5
นั่นคือ มีหลายคนที่เอาใจใส่เรื่องวันเวลา เทศกาลและจะจัดงานสำหรับวันเหล่านั้น หรืออาจจะทำพิธีที่ทำให้ระลึกถึง อย่างประเทศเราก็เช่นวันพ่อ วันแม่ ในประเทศอิสราเอล  วันสะบาโต และวันเทศกาลต่าง ๆ คนยิวจะมาฉลองด้วยกันเช่นเทศกาลอยู่เพิงเป็นต้น  ซึ่งคนที่เป็นคริสเตียนก็ไม่ค่อยได้คิดถึงเท่าไรนัก  แต่คริสเตียนจะใส่ใจวันที่แตกต่างจากยิว ดังนั้น ท่านเปาโลให้แต่ละคนแน่ใจว่าตัวเองจะคิดอย่างไร เอาให้ชัดเจน 

โรม 14:6
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือเรื่องของวันพิเศษในใจของใครก็ตาม ท่านเปาโลได้บอกชัดว่า ขึ้นอยู่กับมโนธรรมของแต่ละคน  โดยที่ไม่ต้องไปบังคับคนอื่นให้เป็นเหมือนตน สิ่งสำคัญคือ ถ้าใครจะถือว่าวันหนึ่งสำคัญ ต้องทำพิธี หรือชวนกันมาระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง ระลึกถึงใครบางคนที่จากเราไป ก็ทำได้ โดยไม่ให้ผิดต่อพระเจ้า ไม่ให้
มีการกราบไหว้ใด ๆ ให้ทำเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
ชีวิตผู้เชื่อทุกคนไม่สามารถเป็นฤาษีที่แยกตัวไปแต่ชีวิตเราเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ อยู่แล้ว ยิ่งในชุมชนของพระเจ้า เรามีชีวิตเพื่อพระเจ้า เพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่น ไม่ว่าเราเป็นหรือตาย เราเป็นของพระเจ้าอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร คิดอะไรเราต้องรู้เสมอว่า มีพระเจ้าทรงอยู่ตรงหน้าเราและที่เหนือไปกว่านั้น หากเราตายไปเรายังมีโอกาสทำสิ่งที่พอน้ำพระทัยในโลกหน้าด้วย  ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์

โรม 14:9
พี่น้องคริสเตียนชาวโรม ต่างต้องการบอกเพื่อนผู้เชื่อด้วยกันว่า เธอต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า  แต่ท่านเปาโลได้ขอร้องให้พวกเขายอมให้แต่ละคนมีอิสรภาพที่จะทำสิ่งที่ไม่ได้ผิดต่อพระเจ้าแม้จะแตกต่างกันในเรื่องการกินอาหาร  การถือว่าวันโน้นวันนี้ พิเศษกว่าอีกวันเป็นต้น  ท่านขอให้แต่ละคนได้อยู่ภายใต้ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ และยอมให้พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน

โรม 14:11-12
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามที่พระเจ้าทรงบอกเอาไว้ในพระคัมภีร์
เราหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษซึ่งกันและกัน
สิ่งที่ทุกคนจะต้องทำเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครคือการคุกเข่าต่อพระพักตร์พระเจ้า
ยอมรับด้วยปากว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะต่อต้านและปฏิเสธพระองค์ขนาดไหน ไม่มีใครหลีกเหตุการณ์นี้ไปได้เลย 

โรม 14:13 
หากเรารักพี่น้อง เรื่องการที่จะทำให้พี่น้องหยุดก้าวหน้าในการเดินกับพระเจ้าคงไม่มี หรือถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ตั้งใจ สิ่งแรกที่ทำได้คือ หยุดกล่าวโทษกันและกัน  ไม่วางสิ่งที่ทำให้พี่น้องสงสัยในการดำเนินชีวิตคริสเตียน  การกระทำของเราบางอย่าง อาจทำให้อีกคนสะดุดโดยที่เราไม่รู้ตัวการระวังตัวจึงสำคัญมาก  เมื่อเรารักพี่น้องของเราก็จะไม่ทำสิ่งที่ทำลายความเชื่อของเขา 

โรม 14:14
หากผู้ที่มีความเชื่อมั่นคงกว่าไปกินอาหารที่คนที่มีความเชื่ออ่อนกว่าเห็นว่าไม่ควรกิน เท่ากับทำให้เขาสงสัย เสียใจ หรือ เกิดความงุนงงในวิธีปฏิบัติหากผู้มีความเชื่อมั่นคง ไม่ใส่ใจการกระทำของตนอาจเป็นเหตุให้ผู้ที่เชื่ออ่อนกว่าเดินออกจากทางของพระเจ้าก็เป็นได้  ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ หลายอย่างที่ไม่ผิด แต่คนที่เชื่ออ่อนเห็นว่าผิดมากยังมีตัวอย่างอีกมากมายเช่นการดูรายการต่าง ๆ ในทีวีที่ไม่เหมาะ ก็สมควรที่จะเลิกไปเลย

โรม 14:15-16
ทั้งหมดที่ท่านเปาโลกล่าวมานั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของศีลธรรม ความดี ความชั่วแต่อย่างใด เป็นเพียงความเห็นต่าง ๆ ในเรื่องสัพเพเหระของชีวิตที่เราทุกคนมีความชอบ ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเท่านั้น  ดังนั้น ถ้ามีอะไรที่ทำให้พี่น้องเกิดไม่สบายใจ …จนทำให้ถึงกับสูญเสียความเชื่อ ก็ให้ระวังตัว บางอย่างนั้น แค่ความเข้าใจผิดก็อาจส่งผลทำให้พี่น้องสะดุดได้ เราต้องเข้าใจว่าคนที่เชื่อเป็นคนที่พระเจ้าทรงไถ่แล้ว อย่าทำลายเขา !

โรม 14:17
ดังนั้น การกินดื่ม การถือวันไม่ควรเป็นเรื่องทำ
ให้เกิดการสะดุด   เราต้องหันไปให้ความใส่ใจกับชีวิตที่เที่ยงธรรม เต็มด้วยสันติสุขกับคนรอบข้างเต็มด้วยพระวิญญาณซึ่งทรงนำความยินดีมาให้ชีวิต อย่าไปคิดว่า ที่เขาสะดุดนั้น ก็เรื่องของเขาเพราะหากเรามีส่วนในเรื่องนั้น เราก็ผิดด้วยบางครั้งแค่คำพูดที่ไม่น่าฟังบางอย่าง ก็ทำให้พี่น้องไขว้เขวในความเชื่อไปได้ การไม่ยอมยกโทษให้การไม่ยอมกันและกัน ก็กลายเป็นหินสะดุดได้

โรม 14:18-19
การรับใช้พระเจ้าด้วยการมุ่งมั่นในทางแห่งความเที่ยงธรรม ในการสร้างสันติระหว่างพี่น้อง ในการที่ทุกคนจะสัมผัสความยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการรับใช้แบบที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
ย้ำอีกครั้ง… ให้เราค้นหาดูว่า รับใช้พระเจ้าแบบใดเป็นแบบที่ทั้งพระเจ้าทรงเห็นด้วย และคนของพระเจ้าก็เห็นด้วยเช่นกัน  
สิ่งสำคัญในการรับใช้คือการสร้างเสริม
กันและกันในพระเจ้าพร้อมกับสันติสุขในพี่น้อง

โรม 14:20-21
ความเห็นสุดท้ายของท่านเปาโลก็คือ เราเป็นผู้ที่เริ่มละเว้นสิ่งที่ทำให้เพื่อนสะดุด  เราเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของพี่น้องไปพร้อมๆ กับที่เขารับผิดชอบดูแลเรา ท่านเองยินดีที่จะทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการเสริมสร้าง คริสตจักรของในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสองพันปีนี้ พบว่าเรื่องการกินดื่มก็ยังเป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดอย่างไม่หยุด  บางทีพี่น้องไปเห็นผู้รับใช้ดื่มเหล้าเมาค้าง เห็นพ่นควันไม่หยุดจะให้คิดอย่างไร?

โรม 14:22-23
นี่เป็นคำกล่าวที่แรงมาก :การกระทำที่ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาปทั้งสิ้น! หลายอย่างที่เราทำลงไปบางอย่างไม่มีคนเห็น แต่ทำไปโดยคิดว่าโอเค เรื่องของเรื่องคือ หากเราทำไปโดยไม่มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเห็นชอบกับการกระทำนั้น ๆ ก็คือ การทำไป โดยขาดความเชื่อ  ความไม่มั่นใจ ความกังขากับสิ่งที่ตนเองประพฤติ จำเป็นต้องมีการเอามาคิดสรุปให้ชัดเจนว่า เราทำลงไปโดยแน่ใจว่าพระเจ้าทรงเห็นด้วย… 

โรม 14
1* 1 โครินธ์  8:9; 9:22
2* ทิตัส 1:15
3* โคโลสี 2:16
4* ยากอบ 4:11-12
5* กาลาเทีย 4:10
6* กาลาเทีย 4:10; 1 ทิโมธี 4:3
7* กาลาเทีย 2:20
8* 2 โครินธ์ 5:14-15

9* 2 โครินธ์ 5:15; กิจการ 10:36
10* 2 โครินธ์ 5:10
11* อิสยาห์ 45:23
12* 1 เปโตร 4:5
13* 1 โครินธ์  8:9
14* 1 โครินธ์  10:25
15* 1 โครินธ์  8:11
16* โรม  12:17

17* 1 โครินธ์  8:8; โรม 8:6
18* 2 โครินธ์ 8:21
19* โรม  12:18; 1 โครินธ์ 14:12
20* โรม  14:15; กิจการ 10:15; 1 โครินธ์  8:9-12
21* 1 โครินธ์  8:13
22* 1 ยอห์น 3:21
23* ทิตัส 1:15


ปัญญาจารย์ 12 ชีวิตตอนปลาย

 จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว 
1 จงระลึกถึงองค์พระผู้สร้างของเจ้าเมื่อเจ้ายังเด็ก ก่อนเวลาแห่งความลำบากจะมาถึง  ก่อนที่ปีเดือนย่างเข้ามาใกล้ และเจ้าจะกล่าวว่า “ชีวิตนี้ไม่เห็นมีความชื่นบานเลย”
2 ก่อนที่ดวงอาทิตย์และแสงแห่งดวงจันทร์และดวงดาวจะมัวมืด และก้อนเมฆจะกลับมาอีกหลังสายฝน
3 เมื่อคนที่เฝ้ายามเริ่มตัวสั่นเทา และชายที่แข็งแรงกลับโน้มตัวลง และคนโม่แป้งก็หยุดโม่เนื่องจากพวกเขาเหลือน้อยคน และคนที่มองผ่านหน้าต่างก็มองเห็นมัว ๆ 
4 และประตูตามถนนก็ปิดแน่น เมื่อเสียงโม่ค่อย ๆ เบาลง  เมื่อคนที่ตื่นมาเพราะเสียงนกร้องพบว่า เสียงของนกนั้นแผ่วเบาลงไป 
5  และเขาก็เริ่มกลัวความสูง กลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นบนถนน  ดอกอัลมอนด์ผลิออกมาเป็นสีขาว(สีผมกลายเป็นสีดอกเลย) และตั๊กแตนลากตัวมันเองไปข้างหน้า  ความปราถนาที่เคยก็ไม่มีอีกต่อไป แล้วเขาก็เดินทางไปสู่บ้านถาวรนิรันดร์ของเขา  แล้วมีคนร้องคร่ำครวญไว้ทุกข์ไปตามถนน 
6 ก่อนที่สายเงินจะขาด หรือชามทองคำจะแตก หรือไหแหลกละเอียดที่บ่อน้ำ หรือล้อรถขนน้ำเกิดหักที่บ่อเก็บน้ำ 
7 และผงดินจะกลับคืนสู่ผืนดินที่มันจากมา และจิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต
8 “ไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง” ปัญญาจารย์คร่ำครวญ  “ทุกสิ่งเหล่านี้ต่างไร้ค่า”

บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
9  นอกเหนือจากที่ปัญญาจารย์ทรงปัญญานัก ท่านยังสอนความรู้ให้กับประชาชน และท่านได้ใคร่ครวญ ประเมิน และเรียบเรียงสุภาษิตต่าง ๆ เป็นระเบียบ
10 ท่านเสาะหาถ้อยคำที่สร้างความยินดี และเขียนสิ่งที่เที่ยงตรงเป็นจริง 
11 คำพูดของปราชญ์เป็นเหมือนประตัก  และการรวบรวมคำคมไว้ก็เหมือนตะปูตอกแน่น เหล่านี้ พระผู้เลี้ยงองค์เดียวประทานให้ 

บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12  ลูกชายของข้า  จงระวัง สิ่งที่นอกเหนือไปจากที่กล่าวมานี้   การสร้างสรรค์หนังสือนั้นไม่มีวันสิ้นสุด และการเรียนมาก ก็ทำให้ร่างกายเหนื่อยอ่อน 
13 เมื่อได้ยินทั้งหมดเช่นนี้แล้ว ข้าก็มาถึงข้อสรุปว่า จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่คือหน้าที่ทั้งสิ้นของมนุษย์
14 เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาการกระทำทุกอย่างรวมทั้งการกระทำที่ปกปิดไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว 

อธิบายเพิ่มเติม

 จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว 
12:1-2  บทสุดท้ายนี้ ปัญญาจารย์ให้เราหันกลับมาคิดถึงชีวิต  รู้จักพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง  ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งวัยชรา (อย่าลืมว่าปัญญาจารย์กำลังสอนประชาชนของท่านในบริบทของคนอิสราเอลที่รู้พระบัญญัติของพระเจ้า) ท่านเตือนให้ระลึกถึงพระเจ้า เพราะจะเกิดเวลาในชีวิตที่เรารู้สึกหดหู่   และจะเกิดเวลาที่ยากลำบากอย่างที่ไม่คาดคิด  
การระลึกถึงพระเจ้า ไม่ใช่แค่คิดถึง แต่เป็นการระลึกถึงราชกิจของพระองค์ พระบัญชา  พระสัญญาของพระองค์ที่ทรงมีต่อมนุษย์  สำหรับท่านเป็นการคิดถึงองค์พระยาห์เวห์ แต่สำหรับเราที่รู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้รู้จักทั้งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ … พระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพ!!

12:3-8
จากนั้น ปัญญาจารย์ได้บรรยายภาพของชีวิตคนที่ค่อย ๆ จะจากโลกนี้ไป คนที่เคยเด็ก เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นคนชราที่อ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ  ร่างกายค่อมลงมา หยุดการทำงาน มองเห็นไม่ชัด ฟังเสียงอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน  รู้สึกกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน คนวัยนี้กำลังก้าวเข้าไปสู่บ้านนิรันดร์ซึ่งก็หมายถึงความตายนั้นเอง 
เราจะเห็นถึงการทำงานชั่วชีวิต จากนั้นร่างกายก็โรยรา  เขากำลังจะกลับไปสู่ความเป็นดินเหมือนอย่างก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างเขามา (ปฐมกาล 2:7; 6:17)  แล้วท่านก็สรุปอย่างที่เคยกล่าว
ทุกอย่างไร้ค่า อนิจจัง ไม่มีความหมายแต่….บัดนี้ท่านยังมีความหวังใจ เพราะท่านกล่าวว่า ร่างไปเป็นดินก็จริง แต่จิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต …กลับไปให้พระองค์พิพากษาตัดสินว่าชีวิตหลังความตายนั้นจะเป็นอย่างไร(11:9)  และเปลี่ยนความคิดจาก 3:19-21 ที่ไร้ความหวังเห็นคนกับสัตว์เหมือนกัน ท่านเตือนให้เราระลึกถึงการพิพากษาของพระเจ้า ทำให้เรามีชีวิตที่ยำเกรงพระองค์
เราพบว่า ปัญญาจารย์ที่ทรงเริ่มต้นด้วยพระเจ้า และ จบที่การกลับไปพบพระเจ้าอีกครั้ง นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีความหวัง  แม้ทุกสิ่งไร้ค่า แต่จิตวิญญาณก็จะได้กลับไปหาพระเจ้าผู้ประทานชีวิต!

บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
12:9-11
การค้นหาความหมายของปัญญาจารย์ใกล้จะจบลง ท่านได้เขียนทุกสิ่งที่ท่านคิด ลงมาให้ประชาชนของท่านอย่างที่ท่านคิดว่าดีที่สุด เพราะท่านได้จัดระบบ ระเบียบความคิดมาอย่างดี รอบคอบแล้ว  และเชื่อว่าได้บอกวิถึทางที่ดีที่สุดแก่ประชาชนของท่าน

แม้ว่าท่านจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าทุกอย่างไร้ค่า ไม่มีความหมาย แต่บัดนี้ท่านสรุปชัดเจนว่า เราทุกคนเริ่มต้นที่พระเจ้า และจะจบลงที่พระองค์ พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ประทานสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์ได้ยินดีกับชีวิต และพวกเขาควรใช้ชีวิตด้วยการระลึกถึงพระเจ้า แม้จะมีความยากลำบากในชีวิตก็ตาม เมื่อจากไปก็ควรที่จะจบที่พระองค์   
ท่านปัญญาจารย์ ไม่อาจบอกสิ่งดีที่สุดคือชีวิตนิรันดร์ผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะนั่นต้องรอเวลาให้พระเยซูซึ่งเป็นเชื้อสายของซาโลมอนเอง มาในโลกนี้เสียก่อน 
ปัญญาจารย์แนะให้ประชาชนของท่านได้รวบรวมความคิดเหล่านี้ไว้  ตอกแน่นในความคิด ให้ทบทวนคุณค่าต่าง ๆที่ท่านเสนอไว้

12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อย และบางครั้งสำหรับท่านมันก็คือ อนิจจังเช่นกัน ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์
 สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์  ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต  ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง… 

บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อยมาก ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หยุดทำสิ่งเหล่านั้น

พระเจ้าทรงให้มนุษย์ตั้งคำถาม คิดค้น โต้แย้ง ค้นหาคำตอบ  แม้กระทั่งบ่น คร่ำครวญ ต่อว่าได้ พระเจ้าทรงให้เราเห็นตัวอย่างจากปัญญาจารย์  การสืบคน ถามหา เคาะหาพระเจ้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงยินดีให้เราทำ และเมื่อเราตามหาพระองค์จริง ๆ ตามหาด้วยความเชื่อมั่น  เราจะพบพระองค์  
สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์  ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต  ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง… ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายพระเนตรของพระองค์ไปได้เลย
และจากข้อนี้เอง ทำให้เรารู้ว่า ไม่มีใครสักคนจะรอดพ้นไปได้ ไม่มีใครผ่านการพิพากษาและได้รับว่าเป็นคนถูกต้องกับพระเจ้าได้  ไม่มีใครลอยนวลไปได้  
ปัญญาจารย์ทำให้เรารู้ว่า หากพระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ ไม่ได้สิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ขึ้นมาเพื่อเราที่เป็นคนบาปแล้ว เราก็ยิ่งกว่าไร้ค่า  และอนิจจังเป็นที่สุด!

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 12
1* เพลงคร่ำครวญ 3:27; 2 ซามูเอล 19:35
4* 2 ซามูเอล 19:35
5* โยบ 17:13; เยเรมีย์ 9:17
7* ปัญญาจารย์ 7:11

8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
12* ปัญญาจารย์ 1:18
13* เฉลยธรรมบัญญัติ 6:2; 10:12
14* มัทธิว 12:36

ปัญญาจารย์ 11 ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
1 จงโยนขนมปังลงในน้ำทะเล เพราะหลายวันหลังจากนั้นเจ้าจะพบมันกลับมา
2 จงแบ่งส่วนของเจ้าเป็นเจ็ดส่วนหรือแปดส่วนในการลงทุน เพราะเจ้าไม่รู้ว่า จะมีความหายนะใดเกิดขึ้นบนโลกนี้
3 หากก้อนเมฆเต็มด้วยฝน มันก็จะเทน้ำลงมาบนโลก  ไม่ว่าต้นไม้จะล้มลงไปทางใต้หรือทางเหนือ มันก็จะอยู่ตรงที่มันล้มลงนั้น
4 คนที่เฝ้าแต่สังเกตลม จะไม่หว่าน และคนที่เฝ้าแต่ดูเมฆก็จะไม่เก็บเกี่ยว
5  เจ้าเองไม่รู้ทางของลม หรือ ไม่รู้ว่ากระดูกเติบโตในครรภ์ของมารดา ฉันใดฉันนั้น เจ้าก็ไม่รู้ราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง (ไม่หยั่งรู้ว่าชีวิต (หรือวิญญาณ) เข้าสู่ร่างกายที่กำลังถูกปั้นขึ้นมา)
6 จงหว่านเมล็ดในตอนเช้า และอย่าหยุดทำงานจนตกเย็น เพราะเจ้าไม่รู้ว่า งานไหนจะสำเร็จ ชิ้นนี้ หรือชิ้นนั้น หรือว่าจะสำเร็จเท่าๆ กันทั้งสองงาน  

ต้องมีความสุขกับชีวิต
เพราะเราเลี่ยงความตายไม่ได้
7 ความสว่างนั้นทำให้ชีวิตหวานชื่น และการได้เห็นอาทิตย์นั้นก็ดีเหลือเกิน 
8 ดังนั้น หากใครคนหนึ่งจะมีชีวิตได้นาน ก็ให้เขายินดีในช่วงเวลาเหล่านั้นทั้งหมด แต่ ให้เขาจดจำด้วยว่า ในชีวิตยังมีวันคืน มืดมนที่ยาวนานด้วย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนไร้ค่า
 
ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า 
9 เด็กหนุ่มสาวเอ๋ย ขณะที่เจ้ายังอายุน้อย จงมีความสุขในวันเวลาเหล่านั้น  จงทำตามสิ่งที่ใจของเจ้าปรารถนา และทำตามสิ่งที่ตาของเจ้าอยากทำ แต่ให้รู้เถิดว่า พระเจ้าจะทรงตัดสินตามความตั้งใจและการกระทำของเจ้า
 10  จงกำจัดความกังวลใจออกไปจากความคิด และสลัดความเจ็บปวดออกจากร่างกายของเจ้า เพราะชีวิตของคนหนุ่มสาว และเด็ก ๆ ก็เหมือนไล่ตามลม 


อธิบายเพิ่มเติม

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
11:1-2 ผู้อธิบายพระคัมภีร์ส่วนใหญ่เห็นว่า ในสองข้อนี้เป็นการพูดถึงการลงทุนในธุรกิจคำว่าโยนขนมปังลงน้ำทะเล ใน netbible แปลว่า ให้ส่งธัญพืชข้ามทะเลไป หลายวันต่อมาเจ้าจะได้รับผลตอบแทน 
11:2
การลงทุนสำหรับนักธุรกิจอย่างกษัตริย์โซโลมอน คำว่า เจ็ดหรือแปดนั้น ในฮีบรูเป็นสำนวนนั้น เจ็ดมีความหมายว่า มากมาย ส่วนแปดคือ เหนือไปกว่ามากมาย มองเห็นว่า ควรลงทุนในหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ลงไปอย่างเดียว ที่เดียว เรื่องเดียว เพื่อจะได้ผลตอบแทนกลับมาบ้างหากมีบางอย่างล้มเหลว ก็ยังไม่ล้มเหลวทั้งหมด 
11:3 -4 ไม่ต้องรอให้โอกาสเหมาะ ถ้าเราทำงานอะไรได้ เราก็ลงมือทำไปก่อน แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนจะไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ อย่าลืมว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เทพระพรให้ เราต้องทำหน้าที่ส่วนของเราในการทำงานให้ดีที่สุด 

11:5 แม้ว่าเราไม่รู้แผนของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราไม่ทราบดินฟ้าอากาศ ความเข้าใจในเรื่องการเป็นไปของชีวิตมนุษย์เท่าไร แต่การใช้ชีวิตตามกฎของพระเจ้า การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามสุขลักษณะที่เรารู้อยู่ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำให้แผนการของพระเจ้าค่อย ๆ ปรากฏ แก่เรา เพื่อให้เราใช้ชีวิตไปตามที่พระเจ้าทรงวางไว้ให้เรา พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง พระองค์เท่านั้นที่ทรงเห็นลึกเข้าไปทั้งในร่างกายและจิตใจความคิด 
11:6 ข้อความตั้งแต่ต้นบทนี้ เป็นเรื่องการลงทุน การทำงาน โดยที่กษัตริย์โซโลมอนพยายามให้เรา รู้ว่า การทำงานของเรานั้น มีพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งอยู่เบื้องหลัง ท่านให้เราเป็นคน

ขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน และตั้งแต่ที่พูดมาจนถึงข้อหก ท่านยังไม่บ่นว่า มันเป็นสิ่งไร้ค่า หรืออนิจจัง การมีพระเจ้าเป็นผู้อยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังของชีวิต ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นมาก

11:7-8 การมีชีวิตที่มีงานทำ การที่เป็นอิสระ ทำให้ชีวิตหวานกว่าโลกที่มืด หรือโลกในแดนคนตายแน่นอน ทุกคนควรใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ลืมว่า วันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกับคนรุ่นก่อนหน้าเรา การมีชีวิตอยู่นาน หรือ Longivity ในยุคนี้ กลายเป็นความนิยมของคนสูงวัย ทุกคนพยายามที่จะมีชีวิตยืนนาน แต่ลืมไปว่า เมื่อเขาจากโลกนี้ไป เขาจะไปอยู่ในโลกใด  ชีวิตยืนนานน่าจะเป็นโอกาสให้เขาได้เลือกหนทางแห่งความรอด น่าจะเป็นเวลาสุดท้ายที่จะรู้จักองค์พระเยซูคริสต์ในโลกนี้ เพื่อว่าจะได้ไปอยู่กับพระองค์เป็นนิตย์

สิ่งที่จำได้และควรทำคือ ให้มีความสุข แต่ในเวลาเดียวกันก็จดจำด้วยว่า ความตายนั้นนานเป็นนิตย์ ดังนั้น เราสามารถตัดสินใจก่อนที่เราจะตายได้ว่าเราจะไปไหน 

ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า
11:9-10
ปัญญาจารย์สอนให้เด็กหนุ่มสาวได้ทำตามความใฝ่ฝันของตน  ให้มุ่งไป ตั้งใจบางบั่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้เสมอว่า พระเจ้าทรงมองอยู่ เขาจะเลือกทำสิ่งที่งดงาม หรือสิ่งที่ชั่วร้าย พระเจ้าทรงเห็น
พระเจ้าประทานความสามารถให้มนุษย์แตกต่างกัน และพวกเขาก็อยู่ด้วยกันเพื่อช่วยให้ชีวิตดีขึ้น คนในโลกหนาว มีหิมะก็สามารถหาหนทางที่จะใช้ชีวิตแบบหนาวและรุ่งเรืองได้
คนที่อยู่ในป่าเขาก็สามารถใช้ชีวิตล่าสัตว์เพื่อให้ต่อชีวิตและเผ่าพันธุ์ต่อไป ความสามารถก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญญาจารย์ไม่ลืมที่จะเตือนถึงแรงจูงใจในการใช้ชีวิต การกระทำที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย หรือทำร้ายผู้อื่น 

ประโยคสุดท้ายของข้อ 9 เป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องจำใส่ใจไว้ ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสินทุกอย่างในชีวิตของเขา
แล้วท่านกลับมาพูดเหมือนเดิมว่า ชีวิตเหมือนไล่ตามลม แม้จะเป็นวัยรุ่นก็ตาม ให้ระลึกถึงพระเจ้าเสมอ…
เหมือนอย่างที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ใน 1 เธสะโลนิกา  5:16-18 ว่า จงชื่นชมยินดีเสมอ อธิษฐานเสมอ ขอบพระคุณในทุกกรณี นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 11
1* อิสยาห์ 32:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 15:10
2* 1 ทิโมธี 6:18-19 ; มีคาห์ 5:5 ; เอเฟซัส 5:16
5* ยอห์น 3:8 ;สดุดี 139:14

7* ปัญญาจารย์ 7:11
8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39 ; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
10* 2 โครินธ์ 7:1 ; สดุดี 39:5

ปัญญาจารย์ 10 เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
1 ศพแมลงวันทำให้น้ำมันหอมส่งกลิ่นเหม็นหืนเช่นไร ความโง่เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้สติปัญญาและเกียรติยศตกต่ำได้เช่นนั้น 

 ความเอาแต่ใจของผู้ปกครอง ทำลายปัญญา
2 ใจของคนมีปัญญานั้นช่วยปกป้องชีวิตของเขาไว้ แต่คนโง่ขาดสามัญสำนึก ทำให้เขาตกในอันตราย
3 แม้คนโง่เดินอยู่บนถนน เขาก็ยังขาดสติปัญญา และทำให้ทุกคนเห็นความโง่เขลาของเขา
4 หากเจ้านายของเจ้าโกรธจัด ก็อย่าเพิ่งลาออก
เพราะคำตอบที่อ่อนน้อมสามารถสยบความโกรธนั้นลงได้
5 ข้าได้เห็นความไม่ยุติธรรมอีกอย่างในโลก เป็นความผิดที่เกิดจากผู้ปกครอง
6 นั่นคือ คนโง่ได้รับตำแหน่งที่มีสิทธิอำนาจในขณะที่คนมั่งคั่งกลับอยู่ในที่ต่ำต้อย
7 ข้าได้เห็นทาสนั่งบนหลังม้า และเจ้านายเดินเท้าไปราวกับทาส

 ปัญญาช่วยให้พ้นจากอันตรายในชีวิตประจำวัน
 8 คนที่ขุดหลุม อาจตกลงไปในหลุมนั้น และคนที่ทลายกำแพงลงก็อาจจะถูกงูกัดได้
9 คนที่สกัดหิน อาจบาดเจ็บจากหิน​
คนที่ผ่าซุงก็อาจจะได้รับบาดเจ็บจากซุง
10 หากขวานเหล็กทื่อ และคนงานไม่ได้ลับให้มันคม เขาก็จะต้องออกแรงมากขึ้น แต่สติปัญญามีประโยชน์ทำให้เขาสำเร็จผลได้ 
11 หมองูนั้นไร้ประโยชน์หากเขาถูกงูฉกก่อนที่จะสะกดงู

คำพูดและผลงานของคนมีปัญญาและคนโง่
12 ถ้อยคำของคนมีปัญญานั้นทำให้ผู้คนพึงใจ แต่ถ้อยคำของคนโง่ก็ทำลายตัวเขาเอง
13 เมื่อเริ่มต้นพูดก็รู้แล้วว่าโง่ เมื่อจบก็พบว่า เป็นความชั่วร้ายเลวทราม 14 แต่แล้วคนโง่ก็จะยังพูดต่อไม่จบ
ไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น
ใครเล่าจะบอกเขาได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต?
15 การงานของคนโง่นั้นทำให้เขาเหนื่อยอ่อน เพราะเขายังไม่รู้หนทางที่จะเข้าเมืองเลย

ปัญหากับผู้ปกครองที่โง่เขลา 
16 วิบัติแก่เจ้า แผ่นดินที่มีกษัตริย์ที่ทำตัวเหมือนเด็ก  และเจ้าชายก็กินเลี้ยงกันแต่เช้า 
17 ความสุขมีแก่เจ้า แผ่นดินที่กษัตริย์ของเจ้าเป็นโอรสที่มีเกียรติ และเจ้าชายก็กินเลี้ยงในเวลาที่พอเหมาะด้วยการควบคุมตนเอง ไม่ใช่การเมามาย
18 เพราะความเกียจคร้าน หลังคาก็ถูกปล่อยให้พังลงมา และเพราะการงอมือ บ้านจึงมีน้ำรั่ว 
20 อย่าแช่งด่าองค์กษัตริย์ แม้ในความคิด อย่าแช่งด่าคนมั่งคั่งขณะที่เจ้าอยู่ในห้องนอน เพราะนกจะเอาสิ่งที่เจ้าคิดไปรายงาน  และสัตว์มีปีกจะคาบถ้อยคำของเจ้าไป 

อธิบายเพิ่มเติม

เมื่อคนโง่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
10:1
ข้อสุดท้ายของบทที่ 9 บอกว่า คนทำบาปคนเดียวทำให้เสียหายใหญ่ได้ คนเดียวเท่านั้น!! ซึ่งข้อ 1 นี้ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน แมลงวันตัวเล็ก ๆ ที่ตายแล้วในน้ำมันหอมสามารถทำลายกลิ่นดี ๆ ได้ ความโง่เล็กน้อยสามารถ ทำลายปัญญา เกียรติยศของใครบางคนได้ กษัตริย์โซโลมอนเตือนเราว่า สิ่งเล็กน้อยในชีวิตที่ไม่ได้ระวังอาจทำลายเราได้
บางทีเราเห็นอาจารย์แสนดีที่ฉลาด สอนให้เรารู้จักชีวิต รู้จักพระคัมภีร์ แต่แล้ว วันหนึ่งเขาอายุมากแล้ว มาสารภาพว่า เขาไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยามาหลายปีแล้ว … อย่างนี้ ทำลายทั้งคริสตจักร และครอบครัวของตนเอง รวมไปถึงพี่น้องคริสเตียนอื่น ๆ ด้วย
 ความเอาแต่ใจของผู้ปกครอง ทำลายปัญญา 
10:2
ข้อนี้ยังแปลได้ว่า ใจคนมีปัญญาอยู่ทางขวามือ(มีความหมายว่าแข็งแรงและดี) แต่ใจคนโง่อยู่ทางซ้ายมือ (ความหมายคืออ่อนแอและเลว)
การขาดสามัญสำนึกอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาชั่วครู่แต่ทำลายทั้งชีวิตได้  

10:3-4
คนเรานั้น สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความฉลาดหรือโง่ของตนให้คนอื่นเห็นได้ง่าย และสำหรับคนโง่แล้ว เมื่อแสดงความโง่ อวดฉลาดก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังทำให้โลกรู้ว่าตัวเองโง่เพียงใด
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ลำบากก็อย่าหุนหันพลันแล่น  ให้หาทางที่จะแก้ไขสถานการณ์นั้นเพื่อไม่ให้คนทั้งกลุ่มต้องพินาศไปด้วย

10:5-7
ความไม่ยุติธรรมนี้เกิดจากผู้ปกครองได้ และเกิดจากคนที่เลือกพวกเขาขึ้นมาด้วย (หากอยู่ในประเทศมีการเลือกตั้งจริง ๆ  ทุกแห่งจะได้ผู้นำที่อาจเป็นคนดี หรือเป็นคนหลอกลวงให้ตายใจอย่างสนิทก็ได้)
ข้อความตอนนี้ของปัญญาจารย์ช่างตรงกับเหตุการณ์ต่างๆ ในทุกประเทศ เราเห็นคนโง่ได้รับตำแหน่งสูงเสมอ ๆ น่าเสียดายเหลือเกิน 

 ปัญญาช่วยให้พ้นจากอันตรายในชีวิตประจำวัน
10:8-9
เราจะเห็นว่าใครทำอะไร เขาก็จะได้รับผลในสิ่งที่ทำนั้น ขุดหลุม สกัดหิน ผ่าซุง ต่างมีผลตามมาที่ดีและอาจเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

10:10-11
ปัญญาจารย์เตือนสติเรื่องง่าย ๆ หากขวานทื่อ ก็ต้องลับเสียก่อนเอาออกไปตัดต้นไม้
หากเป็นหมองูก็ต้องระวังตัวไม่ให้งูฉกตัวเองจนเป็นอันตรายไปเสียก่อน  จะขับรถทางไกลก็ต้องเตรียมรถให้พร้อม ฯลฯ 

คำพูดและผลงานของคนมีปัญญาและคนโง่
9:12-15  
เวลานักการเมืองที่ไม่รู้อะไรหาเสียง พวกเขาจะถูกประชาชนโห่เอา แต่ประชาชนจะพอใจกับคนที่พูดอย่างถูกต้อง ยกเว้นว่า ประชาชนรุ่นนั้นถูกกล่อมมานานแสนนาน จนไม่รู้ว่าสิ่งดีสำหรับพวกเขาคืออะไร  ดูประเทศจีน รัสเซีย
เกาหลีเหนือ ที่ขาดเสรีภาพในแทบทุกเรื่อง

คนเราสามารถพูดไปได้เรื่อยเปื่อยโดยที่คิดว่า ตัวเองรู้มาก ดังนั้นยิ่งในโลกโซเชียลที่เรากำลังจ้องดูกันทุกวันนี้  เราต้องเลือกฟัง เลือกดู ไม่ใช่ฟังทุกคน ดูทุกเรื่อง เพราะหลายคนยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้ถูกต้อง ล้มเหลวสารพัด แต่พอขึ้นจอก็ทำตัวเหมือนกูรูที่เก่งกล้า ..​ระวังให้ดี

ปัญหากับผู้ปกครองที่โง่เขลา 
9:16-17
ปัญญาจารย์หันกลับมาเรื่องการปกครองอีกครั้ง หากเรามีผู้ปกครองที่เห็นแก่ความสนุกสนาน เท่ากับชีวิตวิบัติแล้ว  เราได้เห็นชาติต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถมีชีวิตอยู่อย่างหรูหรา ลูกหลานซื้อของแบรนด์เนม  ใช้รถนำเข้า  แต่ประชาชนกลับยากจนค่นแค้นมากมายในโลกนี้ 
แต่หากประเทศใดมีผู้ปกครองที่มีคุณธรรม ชาตินั้นก็จะเป็นสุข และสามารถเติบโตไปได้ด้วยดี 

9:18-20
ท่านปัญญาจารย์คงเดินไปในถนนเมืองเยรูซาเล็ม และเห็นบ้าน คฤหาสถ์ที่สะอาด ดูดี และยังเห็นบ้านเรือนที่ทรุดโทรม สมัยเราเรียกสลัมนั่นเอง
ท่านสรุปว่้า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะความเกียจคร้าน ไม่ใช่เพราะความยากจน เพราะคนจนที่บ้านสะอาดดูดีก็มีเยอะ และที่ท่านกล่าวว่า  เงินคือคำตอบสำหรับทุกอย่างในโลก ดูเหมือนจะเป็นแค่คำประชดประชัน เพราะท่านเองรู้ว่า เงินไม่ได้ให้ความสุข มันเป็นแค่เครื่องมือความสะดวกสบาย 
คนที่เชื่อพระเจ้านั้น รู้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบ  แต่การเชื่อฟัง และการรู้จักพระเจ้า การยำเกรงพระเจ้าประกันชีวิตที่ดีกว่า 
ท่านเตือนไม่ให้แช่งด่าผู้ปกครอง เพราะว่า ไม่มีความลับในโลก  ยิ่งในโลกปัจจุบันความเป็นส่วนตัวไม่เหลือ เราจึงต้องระวังตัวเมื่อจะวิจารณ์ใคร
เพราะสิ่งที่จะรายงานเราคือคลิปเสียงที่พูดโดยคิดว่าเป็นความลับ แต่กลับถูกเปิดเผย ทำให้อาจถึงขั้นเข้าคุกได้เลย…

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 10
3* สุภาษิต 13:16; 18:2
4* ปัญญาจารย์ 8:3; 1 ซามูเอล 25:24-33
6* เอสเธอร์ 3:1
7* สุภาษิต 19:10; 30:22
8* สุภาษิต 26:27
11* เยเรมีย์ 8:17

12* สุภาษิต 10:32; 10:14
14* สุภาษิต 15:2; ปัญญาจารย์ 3:22; 8:7
16* อิสยาห์ 3:4; 5:11
17* สุภาษิต 31:4
18* สุภาษิต 24:30-34
19* สดุดี 104:15
20* กิจการ 23:5