โรม 1 ข่าวประเสริฐมีฤทธิ์!

โรม 1:1-2
จากข้า เปาโลผู้เป็นทาสรับใช้ของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงเรียกข้าให้เป็นอัครทูตและทรงเลือกให้ข้าประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า เป็นข่าวประเสริฐที่พระเจ้าได้ทรงสัญญานานมาแล้ว ผ่านเหล่าผู้เผยพระดำรัสของพระองค์ ซึ่งบันทึกไว้ในพระคัมภีร์บริสุทธิ์

โรม 1:3-4
เป็นข่าวประเสริฐเรื่องของพระบุตรของพระองค์ ซึ่งในฐานะมนุษย์ ทรงเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด พระเจ้าทรงประกาศผ่านองค์พระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์ว่า ทรงเป็นพระบุตรที่ทรงฤทธานุภาพของพระเจ้า โดยการที่ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย 

โรม 1:5-6
โดยพระคุณ เราได้รับมอบหมายให้เป็นอัครทูต ผ่านองค์พระคริสต์ เพื่อนำประชาชนจากชาติต่าง ๆ ให้มาเชื่อฟังจนถึงเชื่อวางใจ และท่านทั้งหลายที่อยู่ในโรมนั้น ก็เป็นผู้ที่อยู่ในหมู่คนที่พระเจ้าทรงเรียกให้มาเป็นคนของพระเยซูคริสต์

โรม 1:7
ถึง ท่านทุกคนซึ่งพระเจ้าทรงรักและทรงเรียกให้เป็นวิสุทธิชนของพระองค์ที่อยู่ในโรม ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด


โรม 1:8
ก่อนอื่นใด ข้าขอขอบพระคุณพระเจ้า
ของข้าผ่านองค์พระเยซูคริสต์
สำหรับพวกท่านทุกคน
เพราะคนทั้งหลายในโลกต่างกล่าวถึง
ความเชื่อของพวกท่าน


โรม 1:9-10
องค์พระเจ้าผู้ที่ข้ารับใช้ด้วยสุดจิตสุดใจด้วยการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระบุตรของพระองค์ ทรงเป็นพยานได้ว่า ข้าไม่เคยหยุดที่จะเอ่ยถึงพวกท่าน ทุกครั้งที่ข้าอธิษฐาน
ข้าอธิษฐานว่าที่สุดแล้ว หากพระองค์ทรงประสงค์ ข้าจะไดัมาเยี่ยมพวกท่าน


โรม 1:11-12
ข้าปรารถนาที่จะพบพวกท่านเป็นอย่างมากเพื่อจะได้แบ่งปันของประทานแห่งพระวิญญาณ เพื่อว่าพวกท่านจะเข้มแข็ง
ข้าหมายถึงว่า อยากจะให้เราทั้งสองฝ่ายต่างหนุนใจซึ่งกันและกัน ด้วยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย ความเชื่อของพวกท่านช่วยข้า และความเชื่อของข้าก็ช่วยท่าน

โรม 1:13
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าอยากให้พวกท่านทราบว่า ข้าวางแผนเพื่อจะมาหาพวกท่านหลายครั้ง แต่มีอุปสรรคจนกระทั่งเวลานี้
ข้าต้องการที่จะมาเพื่อจะได้ช่วยพวกท่านให้เติบโตฝ่ายวิญญาณ ได้เกี่ยวเก็บผลท่ามกลางพี่น้อง เหมือนอย่างที่ข้าได้ทำในหมู่คนต่างชาติ

โรม 1:14-15
ข้าเอง เป็นหนี้คนทั้งหลาย ทั้งชาวกรีก และชนชาติอื่น ๆ (ที่ถูกมองว่า เป็นคนที่ไม่มีอารยะ) ทั้งคนที่มีสติปัญญา และคนที่รู้น้อย ดังนั้นข้าเองจึงร้อนใจที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกท่านที่อยู่ในกรุงโรมด้วย

โรม 1:16
เพราะข้าพเจ้าไม่อายเรื่องข่าวประเสริฐ
เพราะข่าวประเสริฐนี้เป็นฤทธิ์เดชที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อช่วยทุกคนที่เชื่อช่วยคนยิวก่อน และจากนั้นก็ช่วยคนต่างชาติด้วย


โรม 1:17
ข่าวประเสริฐนี้ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์เรามีความถูกต้องอย่างเที่ยงธรรมกับพระองค์โดยเริ่มต้นที่
ความเชื่อ และจบลงด้วยความเชื่อ
ตามที่พระคัมภีร์บันทึกว่า
“คนเที่ยงธรรมจะมีชีวิตได้โดยความเชื่อ”(ฮาบากุก 2:4)

โรม 1:18
พระพิโรธของพระเจ้า ได้แสดงออกมาจากสวรรค์ต่อต้านการอธรรม และความชั่วร้ายที่มนุษย์ได้ลงมือกระทำ
พวกเขาได้เหยียบย่ำ บิดเบือนความจริง
ด้วยความชั่วร้ายของพวกเขาเอง

โรม 1:19
เพราะว่า สิ่งที่มนุษย์จะรู้เกี่ยวกับ
พระเจ้านั้น ก็ปรากฏชัดเจนแก่พวกเขา
เพราะพระเจ้าทรงสำแดง
ให้ประจักษ์ชัดแก่พวกเขา

โรม 1:20
เพราะตั้งแต่การสร้างโลกนี้มา พระลักษณะของพระเจ้าที่มองไม่เห็นด้วยตา นั่นก็คือ ฤทธิ์เดชนิรันดร์ และสถานะความเป็นพระเจ้าของพระองค์นั้น เป็นที่สัมผัสรู้ และเข้าใจได้จากสิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีข้อแก้ตัว

โรม 1:21
พวกเขารู้จักพระเจ้า แต่ไม่ยอมถวายพระเกียรติแด่พระองค์ หรือขอบพระคุณพระองค์ ความคิดของพวกเขาจึงกลายเป็นความไร้ประโยชน์ (ไร้เหตุผล) ความคิดอันโง่เขลาของพวกเขาจึงถูกเติมเต็มด้วยความมืด

โรม 1:22-23
พวกเขาอ้างว่าตนเองฉลาดแต่กลับกลายเป็นคนโง่เขลา
และได้แลกพระสิริตระการของพระเจ้าผู้ทรงดำรงนิรันดร์ กับรูปเคารพที่ถูกสร้างให้เหมือนกับมนุษย์ นก สัตว์ต่าง ๆ รวมไปถึงสัตว์เลื้อยคลาน!

โรม 1:24
เพราะเขากระทำเช่นนั้น
พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้พวกเขาทำตาม
ความเร่าร้อนที่จะทำบาป
ทำให้เขาได้กระทำความอัปยศ
อดสูต่อร่างกายของกันและกัน

โรม 1:25
พวกเขาเอาความจริงของพระเจ้าแลกกับความเท็จ และกราบไหว้ รับใช้สรรพสิ่งที่ถูกสร้างแทน
องค์พระผู้สร้างผู้ทรงสมควรที่จะได้รับการสรรเสริญตลอด
ไปเป็นนิตย์ อาเมน

โรม 1:26
เพราะพวกเขาทำเช่นนี้ 
พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้พวกเขาตามติดตัณหาที่ต่ำทราม
พวกผู้หญิงก็หยุดความสัมพันธ์ตาม
ธรรมชาติ และไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง



โรม 1:27
ฝ่ายผู้ชายก็ทำเช่นกัน คือ หยุดมี
ความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง ต่างกระสันกันและกัน
ผู้ชายได้ทำสิ่งที่น่าละอายกับผู้ชายด้วยกัน
และพวกเขาจึงได้รับการลงโทษในร่างกาย
สมกับความผิดที่เขาได้กระทำไปนั้น 

โรม 1:28
นอกเหนือไปจากนั้น เมื่อพวกเขาไม่เห็นว่า การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงเป็นสิ่งที่สมควร
พระเจ้าจะทรงละทิ้ง ปล่อยให้เขาทำตามความคิดเสื่อมทรามที่ไร้ค่า ซึ่งนำไปสู่การกระทำที่ไม่ควรทำ


โรม 1:29
ดังนั้น ในตัวพวกเขาจึงเต็มด้วยความอธรรม ความชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัวและความเกลียดชัง พวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา ฆาตกรรม การทะเลาะวิวาท
โกหกหลอกลวง และคิดร้ายต่อกันและกันและยังนินทากัน

โรม 1:30-31
พวกเขากล่าวร้ายกันและกัน เกลียดพระเจ้า หยาบคาย และโอหัง อวดตัว คิดแผนชั่วไม่ให้เกียรติพ่อแม่
พวกเขาโง่งม ไม่เคยรักษาสัญญา
ไร้ความเมตตา ไร้ความสงสารผู้อื่น

โรม 1:32
แม้พวกเขารู้ว่า พระเจ้าทรงสั่งว่า
คนที่ทำสิ่งเหล่านี้สมควรตาย
แต่พวกเขายังคงทำการชั่วเหล่านี้ต่อไป
และยังสนับสนุนคนที่ทำเช่นนั้น


อธิบายเพิ่มเติม

โรม 1:1-2
ท่านเปาโล แนะนำตัวเองว่า เป็นทาสรับใช้ขององค์พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นทาสแบบสมัครใจ ไม่ใช่ทาสที่ถูกบังคับให้เป็น (อพยพ 21:1-6) และพระเจ้าก็
ทรงเลือกให้ท่านเป็นอัครทูต ซึ่งมีความหมายว่า คนที่ถูกส่งออกไป หน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตของท่านเปาโลคือการประกาศข่าวประเสริฐ เรื่องที่พระเจ้า
ทรงรักโลก และประทานพระเยซูมารับโทษบาปแทนมนุษย์ทั้งหลายที่พระเจ้าทรงรัก ในหนังสือโรมจะบอกเราว่า ขอบเขตข่าวประเสริฐมีกว้างขนาดไหน
โรม 1:3-4
การที่พี่น้องมาจากหลายที่หลายแห่ง ยังไม่มีคริสตจักรที่แน่นอน เป็นการประชุมตามบ้าน ทำให้ท่านเปาโลเขียนจดหมายนี้ อธิบายแผนการแห่งความรอดให้ชัดเจนเริ่มต้นที่พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าซึ่งมาทางสายของดาวิด พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์โดยฤทธิ์แห่งพระวิญญาณ​(ลูกา 1:35 อิสยาห์ 7:14) ไม่ว่าพระองค์จะทำสิ่งใด ทรงทำตามพระบิดาโดยการทรงนำ พลัง และอำนาจแห่งพระวิญญาณ (มัทธิว 3:16; ยอห์น 3:34) ยิ่งกว่านั้น ทรงฟื้นขึ้นจากความตายอย่างที่พวกเขาได้ทราบแล้ว
โรม 1:5-6
คำว่าอัครทูต มีความหมายกว้าง ๆ ถึงคนที่ถูกส่งไปเพื่อประกาศความรอด (กิจการ 14:14) พระเยซูก็ทรงเป็นอัครทูตด้วย (ฮีบรู 3:1) การเชื่อฟังข่าวประเสริฐมาก่อน การวางใจและการจำนนต่อพระเยซูคริสต์จึงตามมา (โรม 10:9-10) พระเจ้าจะทรงเรียกให้ทุกคนมาหาพระองค์ ไม่ประสงค์ให้ใครพินาศเลย (2 เปโตร 3:9) และพี่น้องชาวโรมเหล่านี้ทั้งยิวและคนต่างชาติตอบรับการทรงเรียกของพระองค์
โรม 1:7
ในโรมสมัยของท่านเปาโล เป็นเมืองที่นับได้เป็นมหาอำนาจเวลานั้น ตอนนั้นยังไม่มีคริสตจักรในโรม แต่พวกเขานมัสการในบ้านเป็นส่วนใหญ่ เราเห็นว่า ท่านเปาโลบอกถึงฐานะของท่านว่าเป็นทาสของพระเยซูคริสต์ พี่น้องก็จะเข้าใจว่าท่านภักดีต่อพระองค์อย่างไร โรมช่วงเวลานั้นเป็นมหาอำนาจ และคริสเตียนก็จะถูกกดขี่ข่มเหงเพราะพวกเขาไม่ยอมที่จะก้มหัวนมัสการซีซาร์ว่าเป็นพระเจ้า
โรม 1:8
ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า หัวใจของท่านเปาโลอยู่ที่ข่าวประเสริฐที่เปลี่ยนชีวิตของพี่น้อง ไม่เฉพาะยิว แต่เป็นคนชาติต่าง ๆ ทั่วโลก ในจดหมายนี้ท่านเน้น
คนที่อยู่ในโรมก็จริง ข่าวเรื่องความเชื่อของคนในโรมนั้น โด่งดังไปทั่วดินแดนยุโรปตอนใต้ เอเชียน้อย ท่านขอบคุณพระเจ้าเพราะการประกาศได้รับการตอบรับมีคนเชื่อ มีคนเปลี่ยนชีวิต นั่นเป็นที่สุดในหัวใจของท่านเปาโลแล้ว
โรม 1:9-10
ท่านเปาโลอธิษฐานเผื่อพี่น้องในโรมเสมอ ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วท่านไม่รู้จักเป็นส่วนตัว ท่านรู้ดีว่าจะเกิดผลได้ ต้องพึ่งพาพระเจ้า ใจของท่านเปาโลอยากพบพี่น้อง และท่านก็อธิษฐานขอพระเจ้าโปรดเปิดทางให้ มีบางครั้งพระเจ้าก็ไม่ได้ให้ตามที่ท่านขอ และท่านก็ต้องยอมกับน้ำพระทัยของพระเจ้าทุกครั้งไป (ดู 2 โครินธ์ 12:7-10)
โรม 1:11-12
เหตุผลที่อยากมาพบก็คือ อยากจะให้ทั้งสองฝ่ายได้แบ่งปันสิ่งที่เป็นพระพรให้กันและกัน ครูแท้จริงทุกคนได้รับสิ่งดี ๆ จากนักเรียนของเขา นักเรียน
สามารถที่จะทำให้ครูเก่งขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อท่านเปาโลเป็นเช่นนั้น ท่านรู้ว่า พี่น้องมีสิ่งดีที่จะแบ่งปันให้ท่าน ต่างจากสิ่งดีที่ท่านกำลังจะแบ่งปันให้เขา ต่างฝ่ายต่างช่วยกันและกัน ดังนั้นพี่น้องทุกคนอย่างคิดว่าตนไม่มีประโยชน์ เราทุกคนมีสิ่งดีที่จะให้กันและกัน
โรม 1:13
ท่านเปาโลตั้งใจ วางแผนที่จะมาหาพี่น้องชาวโรมแต่พระเจ้าทรงกั้นไว้ การเติบโตฝ่ายวิญญาณต้องมีการดูแล เอาใจใส่ ให้อาหารเหมือนอย่างต้นไม้ที่เราปลูก ต้องดูแลสม่ำเสมอ เติมปุ๋ยท่านเปาโลต้องการแบ่งปันทุกสิ่งที่ท่านเข้าใจจากพระเจ้าให้กับพี่น้อง เพื่อเขาจะเติบโตอย่างดี แข็งแรงและสามารถส่งต่อความเข้าใจนั้นให้ผู้อื่นประโยคสุดท้ายของท่านนั้น ทำให้รู้ว่าท่านเปาโลทำงานท่ามกลางคนต่างชาติไม่น้อยเลยทีเดียว
โรม 1:14-15
ทำไมจึงรู้สึกเป็นหนี้คนทุกคนเช่นนี้? ความรู้สึกอย่างนี้มาจากไหน? พระเจ้าทรงมอบงานประกาศเรื่องราวแห่งแผ่นดินสวรรค์ เรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ไว้ให้ท่าน งานที่พระเจ้าทรงมอบให้นี้ เป็นสิ่งที่ยังทำไม่เสร็จ ท่านเปาโลรู้สึกเป็นหนี้ในฐานะที่ยังจ่ายความรู้ ความเข้าใจในพระเจ้าไม่ครบ
จึงร้อนใจมากที่จะคืนสิ่งดีนี้ให้กับผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นใคร ชนชั้นใด ไม่ว่าจะมีความรู้หรือไม่ จะร่ำรวยหรือยากจน ท่านก็เป็นหนี้อยู่
โรม 1:16
สำหรับท่านเปาโลแล้ว เรื่องข่าวประเสริฐ (ที่รัฐบาลโรม ผู้นำศาสนายิวพยายามกำจัด) คือความภูมิใจที่สุดในชีวิต แม้ว่ามีความพยายามที่จะทำลายข่าวประเสริฐด้วยสารพัดวิธี แต่ข่าวประเสริฐนั้น เต็มด้วยฤทธิ์เดชที่พระเจ้าทรงทำการพร้อมกับผู้รับใช้ของพระองค์โดยการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างมหัศจรรย์ ข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูนี้ ช่วยชีวิตคนทุกคนในโลก ไม่ได้เว้นใครเลย
โรม 1:17
ข่าวประเสริฐ ทำให้คนที่บาปกลับกลายเป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้า วิธีคือ คนบาปนั้นต้องกลับใจสำนึกผิด และเชื่อในวิธีการที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อทำ
ให้เขาถูกต้องกับพระองค์ เป็นความเชื่อในพระเยซูสิ่งที่พระองค์ทรงทำบนไม้กางเขน จนคืนพระชนม์ ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะทำให้เราถูกต้องกับพระเจ้าได้นอกจากเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่ลงมาเพื่อให้เราได้กลับไปอยู่กับพระองค์
โรม 1:18
ผู้เชื่อในพระเจ้านั้น ครั้งหนึ่งก็คือคนที่ได้เหยียบย่ำและบิดเบือนความจริง แต่พระเจ้าได้ทรงเมตตา ผ่านองค์พระเยซู พระเจ้าทรงยกโทษให้กับคนที่กลับใจ
และไม่ทำเช่นนั้นอีก เราจะเห็นความพยายามของคนที่ทำผิดแล้วอ้างว่าตนไม่ผิดมากมาย และเรื่องที่จะอ้างว่า ไม่มีพระเจ้าก็ไม่ต่างกัน ถ้าเขาไม่อยาก
ให้มีพระเจ้า เขาก็จะอ้างสารพัดอย่าง จะพยายามพิสูจน์ให้ได้เพื่อจะบอกว่า ไม่มีพระเจ้า
โรม 1:19
ไม่ใช่ว่าทุกคนในโลกได้ยินเรื่องของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีพระคัมภีร์ ยังมีคนอีกมากมายในโลกที่ไม่เคยสัมผัสเรื่องของพระเจ้าเที่ยงแท้
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตำตาของพวกเขาคือตัวมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวของเขา ท่านเปาโลได้บอกว่า พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้แมนุษย์ได้รู้ว่า มีพระเจ้าผู้ทรงสร้างอยู่จริง ๆพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่มองไม่เห็น แต่ทรงสร้างสิ่งที่มองเห็นมาให้เป็นพยานถึงพระองค์เอง
โรม 1:20
จากธรรมชาติที่เราเห็นรอบตัว เราจะเห็นพระเจ้าได้หากเราไม่ปิดใจไปเสียก่อน ทุกอย่างในจักรวาลต้องมีผู้สร้าง สิ่งต่าง ๆที่เราใช้อยู่ทุกวัน มีการผลิต
ออกมาจากโรงงานบ้าง จากการสร้างสรรค์ด้วยมือคน ธรรมชาติที่เราเห็นในต้นไม้ ในแม่น้ำ ทะเล ต่างมีทั้งความงาม มีประโยชน์ มีความซับซ้อนมีระบบระเบียบการทำงานเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ยิ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นแพทย์ ที่เห็นระบบของร่างกาย ต้นไม้อวกาศ ยิ่งอดไม่ได้ที่จะสรุปว่า มีองค์ผู้ทรงสร้างแน่!
โรม 1:21
แต่ก่อนเราก็เป็นอย่างนั้น เราไม่เชื่อพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง เราเคยเชื่อในวิวัฒนาการซึ่งวันนี้ เริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลย เพราะทุกอย่างมีแต่จะด้อย
ลง ไม่ใช่จากสัตว์เซลเดียวแล้วขยายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น แต่คนที่ไม่ต้องการรับพระเจ้าก็ยังยืนยันที่จะเชื่อทฤษฎีซึ่งเปลี่ยนสมมติฐานไปเรื่อย ๆ น่าเสียดาย
ที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้เสียเวลาของชีวิตอันแสนสั้น เพื่อพิสูจน์ว่า ในจักรวาลนี้ไม่มีพระเจ้าใจของเขามืดไป ไม่อาจรับความสว่างได้…
โรม 1:22-23
เวลาเราย้อนกลับไปตอนที่เรายังไม่เชื่อพระเจ้า และกราบไหว้รูปปั้นใด ๆ ที่เป็นรูปคน สัตว์ เราก็จะรู้สึกแย่เอามาก ๆ ว่า ทำลงไปได้อย่างไรกัน เมื่อ
ก่อนทำไมจึงมืดบอดได้ขนาดนี้ จำได้ไหมถึงวันที่เราวางใจในสร้อยตะกรุดของเราที่คิดว่าจะกันไม่ให้ผีเข้ามาสิงเรา ตอนนั้นเราคิดว่า ตัวเองเก่งและรู้
จักผู้ที่มีฤทธิ์อำนาจจะช่วยได้ โดยไม่ได้รู้เลยว่าเป็นแค่มารปลอมตัวมาให้เราหลงทาง หลงกราบหลงไหว้และหลงให้ความไว้วางใจ
โรม 1:24
มีการเอามาทำเป็นภาพยนต์โดยมีบทให้ตัวเอกในหนังหลายเรื่อง มีพฤติกรรมที่พระคัมภีร์บอกว่าเป็นบาป พยายามทำให้เป็นพฤติกรรมธรรมดาที่รับได้ ความจริงคนที่กระทำการเช่นนี้เขารู้ตัวว่ามันผิดธรรมชาติ แต่ก็พอใจที่จะทำและเกลียดชังคนที่ไม่รับพฤติกรรมเช่นนี้ไปด้วย มันเป็นบาปที่มีการทำให้กลายเป็นถูกกฎหมาย แต่ยังฝืนกฎธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้างพวกเขามาอยู่ดี
โรม 1:25
พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง สมควรที่เราจะนมัสการเป็นผู้ที่มนุษย์ทั้งหลายควรตามหาเพื่อขออยู่ใต้ร่มพระคุณ การที่เอาความจริงของพระเจ้าแลกความ
เท็จนั่นก็คือ แทนที่จะเลือกนมัสการพระเจ้าผู้คนกลับเลือกชื่นชมกับไอดอล รูปปั้นต่าง ๆสิ่งที่นิยมกันในช่วงเวลานั้น แทนที่จะยึดมั่นในพระเจ้า ก็กลับเชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่คนโอ้อวดว่าเป็นผู้มีฤทธิ์ ทำให้รวย ทำให้สวย ทำให้ประสบความสำเร็จ ฯลฯ
โรม 1:26
นี่เป็นครั้งที่สองที่ท่านเปาโลกล่าวว่า พระเจ้าทรงปล่อยให้คนกระทำตามความต้องการทางชั่วของเขาเอง เรารู้ว่า ถ้าพระเจ้าไม่ปล่อย พระองค์จะทรงทำอะไรก็ได้ จะลงโทษอย่างทันทีทันควันก็ได้ แต่เรารู้ว่า พระเจ้าทรงดี ทรงอดกลั้น และอดทนนานมาก เพื่อให้เขาคิดใหม่ กลับใจใหม่ (โรม 2:2-3)
โรม 1:27
ท่านเปาโลได้เขียนจดหมายฉบับนี้เป็นการชี้ให้ผู้เชื่อในโรมได้รู้ว่า การนิยมความสนุกทางเพศแบบนี้อย่างดาษดื่น เป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาจะต้องถวายเกียรติพระเจ้าด้วยการไม่ทำตาม ละเว้นจากสิ่งที่สังคมโรมกำลังนิยมชมชอบ ดังนั้นจะเห็นว่า ความเชื่อของคริสเตียนนั้นตรงข้ามกับโลกอย่างสิ้นเชิง สังคมโรมเกลียดชังคริสเตียนเพราะพวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นต่ำทรามเพียงใด
โรม 1:28
ข้อนี้เป็นความคิดที่ต่อเนื่องมาจากข้อก่อน ๆ ในเรื่องที่ว่า พระเจ้าทรงปล่อยให้คนที่ไม่สนใจ ไม่ติดตาม คนที่ไม่เห็นว่าการรู้จักพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญ
สำหรับชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่ พระเจ้าทรงปล่อยและตรงนี้เอง ทำให้พวกเขาจะรู้สึกว่า อะไรก็โอเคไม่ต้องรับผิดชอบกับใคร จากความคิดที่ทำให้เกิด
ความสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาติ ต่อมาก็เป็นความคิดที่เสื่อมทรามทำให้คนเราสามารถทำได้ทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตของตนตกต่ำลงไปอีก
โรม 1:29
พระคำข้อนี้ ท่านเปาโลอธิบายว่า เกิดอะไรขึ้นกับคนที่หันเหไปจากความจริงจากพระเจ้า แต่หากเราคิดในระดับชาติ เราจะพบว่า ในสังคมของเรานั้น คนที่
ต้องการควบคุมคนอื่น คนมีอำนาจ จะควบคุมให้คนอื่นทำตามอย่างเขาต้องการ ให้ใช้ชีวิตแบบที่เอื้อประโยชน์กับพรรคพวกของเขา จึงเกิดความทุกข์
ไม่ใช่สันติสุข เราเห็นความพยายามที่จะแก้กฎหมายให้พวกตนเองได้รับประโยชน์ ผู้คนจะทุกข์ยากขนาดไหน พวกเขาก็ไม่สนใจ
โรม 1:30-31
คนที่มุ่งมั่นใช้ชีวิตบาป ไม่อาจรักพระเจ้าได้ เพราะน้ำพระทัยพระเจ้าไม่ตรงกับความต้องการของเขาและเขาตกอยู่ใต้อำนาจมารที่ทำลายชีวิตตนเอง
เวลาเดียวกัน เขาต้องการพวกพ้อง จึงต้องทำทีว่ารัก และเห็นใจคนอื่น ชักชวนคนอื่นให้ทำบาปอย่างเขา ตรงนี้ที่ทำให้โลกยิ่งไม่น่าอยู่เข้าไปอีก คนที่
น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ถูกหลอก ถูกทำลายคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเป็นเหมือนปลาที่ถูกจับเป็นฝูง
โรม 1:32
การที่คนเราเกลียดพระเจ้าทำให้เขาทำทุกอย่างที่จะให้คนเกลียดชังกัน ทำทุกอย่างที่จะชักชวนให้คนทำชั่วต่อกัน ชวนให้ผู้คนทำร้ายตัวเอง ในโลก
ของยาเสพติด โลกของการค้ามนุษย์ การล่อลวงให้ร่ำรวยอย่างแก๊งค์คอลเซนเตอร์ เป็นการล่อให้คนมีความสุขที่ไม่จริง ทั้งอันตรายผสมอยู่กับความทุกข์ทรมานเพราะการหลงเชื่อคนที่ทำชั่ว คนเหล่านี้ ไม่ได้ทำชั่วคนเดียวแต่ยังช่วยกันทำเพื่อทำร้ายคนอื่นอีกด้วย

พระคำเชื่อมโยง

1* 1 ทิโมธี 1:11; กิจการ 9:15; 13:2
2* กิจการ 26:6; กาลาเทีย 3:8
3* กาลาเทีย 4:4
4* สดุดี 2:7; 16:10-11; กิจการ 9:20; 13:33; ฮีบรู 9:14
5* เอเฟซัส 3:8; กิจการ 6:7; 9:15
6* 1 เปโตร 2:9
7* 1โครินธ์ 1:2, 24; 1:3
8* 1โครินธ์ 1:4; โรม 16:19
9* โรม 9:1; กิจการ 27:23;
1 เธสะโลนิกา 3:10
11* โรม 15:29

12* ทิตัส 1:4
13* 1 เธสะโลนิกา 2:18; ฟีลิปปี 4:17
14* 1โครินธ์ 9:16-23
15* โรม 15:20
16* สดุดี 40:9-10; 1โครินธ์ 1:18,24; กิจการ 3:26
17* โรม 3:21; 9:30; ฮาบากุก 2:4
18* กิจการ  17:30; 2 เธสะโลนิกา 14:17
19* กิจการ 14:17;17:24; ยอห์น 1:9
20* สดุดี 19:1-6
21* เยเรมีย์ 2:5

22* เยเรมีย์ 10:1423* 1 ทิโมธี 1:17; เฉลยธรรมบัญญัติ 4:16-1
24* เอเฟซัส 4:18-19; 1โครินธ์ 6:18; เลวีนิติ 18:22
25* 1 เธสะโลนิกา 1:9; อิสยาห์ 44:20
26* เลวีนิติ 18:22
27* เลวีนิติ 20:13; 18:22
28* เอเฟซัส 5:4
29* 2 โครินธ์ 12:20
30* 2 ทิโมธี 3:2; ยูดา 1:16
31* 2 ทิโมธี 3:3; สุภาษิต 18:2

ฮาบากุก 3 พระเจ้าผู้ทรงเป็นกำลัง

คำอธิษฐานของฮาบากุก มองไปในอนาคต และเกิดความเชื่อวางใจสรรเสริญพระเจ้า ตามที่เขามองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ
1 คำอธิษฐานของฮาบากุก ผู้เผยพระคำของพระเจ้าตามทำนอง ชิกิโอโนท
2 โอ พระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าได้ยินพระดำรัสถึงพระเกียรติเลื่องลือของพระองค์ และข้าพเจ้าก็ครั่นคร้าม
โอ พระยาห์เวห์ ขอทรงรื้อฟื้นพระราชกิจนั้นให้คนได้รู้กัน ในช่วงเวลากลางปีนี้ ในยามที่ทรงพระพิโรธ ขอทรงระลึกถึงพระเมตตาด้วย

3 พระเจ้าเสด็จมาจากเทมาน องค์ผู้บริสุทธิ์เสด็จมาจากภูเขาปาราน
เซ-ลาห์
ความงามตระการของพระองค์ปกคลุมฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินก็เต็มไปด้วยคำสรรเสริญ
4 ความเจิดจ้าของพระองค์เป็นเหมือนแสงสว่าง
เป็นรังสีที่แปลบปลาบจากพระหัตถ์ และพระองค์ทรงซ่อนฤทธานุภาพของพระองค์ไว้ ณ ที่นั้น
5 ภัยพิบัตินำหน้าพระองค์ไปและโรคระบาดตามย่างพระบาทของพระองค์

6 เมื่อพระองค์ประทับยืน ทรงวัดแผ่นดิน พระองค์ทอดพระเนตร และชาติ
ต่าง ๆ ก็สั่นสะเทือน 
แล้วภูเขาที่มั่นคงนิรันดร์ ก็พังทลาย
เนินเขาที่ยั่งยืนก็จมลงไป
วิถีของพระองค์นั้นดำรงเป็นนิตย์
7 ข้าเห็นเต็นท์ของชาวคูชันกำลังเจอความยากลำบาก
และที่อาศัยของดินแดนมีเดียน
ก็กำลังสั่นไหว
8 โอ พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงโกรธกริ้วแม่น้ำทั้งหลายหรือ?
ขณะที่พระองค์ทรงม้าบนรถรบแห่งความรอดของพระองค์นั้น
พระองค์กำลังทรงกริ้วแม่น้ำ และทรงโกรธทะเลอย่างนั้นหรือ?

9 พระองค์ทรงหยิบคันธนูจากแล่ง ทรงเรียกหาลูกธนูมากมาย
เซ ลาห์
พระองค์ทรงแยกแผ่นดินโลกด้วยแม่น้ำทั้งหลาย 
10 ทิวเขามองเห็นพระองค์และมันบิดตัว. กระแสน้ำโถมซัดเข้ามา  ห้วงลึก
ส่งเสียงคำรามลั่น คลื่นซัดโหมสูงยิ่ง
11 ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ต่างหยุดนิ่งในที่ของมัน
เมื่อลูกธนูของพระองค์ส่องแสงขณะพุ่งออกไป 
เมื่อหอกของพระองค์ส่องแสงแปลบปลาบดั่งฟ้าแลบ
12 พระองค์ทรงก้าวผ่านไปทั่วทั้งแผ่นดินด้วยพระพิโรธ
พระองค์ทรงเหยียบย่ำชาติต่าง ๆ ในความกริ้ว

13 พระองค์เสด็จออกไปเพื่อช่วยประชากรของพระองค์ให้รอด
เพื่อความรอดของผู้ที่พระองค์ทรงเจิม 
พระองค์ทรงบดขยี้หัวหน้าของวงศ์วานคนชั่วร้าย ทรงทำให้เขาเปลือยตั้งแต่ขาอ่อนถึงคอ (หัวจรดเท้า) เส-ลาห์
14 พระองค์ทรงแทงศีรษะของหัวหน้านักรบด้วยลูกธนูของเขาเอง
เมื่อนักรบเหล่านั้นบุกเข้ามาเพื่อทำให้พวกเรากระจัดกระจายไป
พวกเขาร่าเริงเหมือนกับได้เข้า
มาปล้นสะดมคนยากไร้อย่างลับ ๆ
 

15 พระองค์ทรงย่ำทะเลด้วยฝูงม้าของพระองค์
ห้วงน้ำมหึมาจึงเกิดคลื่นปั่นป่วน
16  ข้าพเจ้าได้ยิน และร่างของข้าพเจ้าก็สั่นระรัว
 ริมฝีปากของข้าพเจ้าสั่นระริกเมื่อได้ยินเสียง
กระดูกของข้าพเจ้ากลับอ่อนแรงลงไปขาของข้าพเจ้าก็สั่น
แต่ถึงอย่างนั้นข้าพเจ้าจะอดทนรอวันแห่งความลำบาก
ที่จะมาถึงคนที่เข้ามาโจมตีเรา

บทเพลงแห่งความเชื่อ
17 แม้ว่าต้นมะเดื่อจะไม่ผลิดอก
หรือเถาองุ่นไม่ออกผล
ผลผลิตจากมะกอกก็แห้งไป
และทุ่งนาก็ไม่เกิดอาหาร
ฝูงแพะแกะไม่เหลือในคอก
ไม่มีวัวในโรงวัว
18 ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะยินดีในองค์พระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าจะยกย่ององค์พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า (พระเจ้าผู้ทรงช่วยกู้)

19 พระเจ้า พระยาห์เวห์องค์เจ้านายทรงเป็นกำลังของข้าพเจ้า
(ผู้ปกป้อง กำแพง)
พระองค์ทรงทำให้เท้าของข้าเป็นเหมือนเท้าของกวาง 
พระองค์ทรงทำให้ข้าพเจ้า
ไต่ขึ้นไปบนที่สูง 
ถึงหัวหน้าวงดนตรี โดยใช้เครื่องสายของข้าพเจ้า

อธิบายเพิ่มเติม

ฮาบากุก 3:1-5
3:1 ถึงเวลานี้ ฮาบากุกรู้แล้วว่า พระเจ้าทรงส่งบาบิโลนมาสั่งสอนอิสราเอลก็จริง แต่พระองค์ไม่ได้ทรงประสงค์ให้เขาทำร้ายประชาชนเกินเลยขนาดที่พวกเขาทำ และบาบิโลนเองก็มีคดีติดตัวที่จะต้องรับการลงโทษด้วย เขาเห็นแล้วว่า ความทุกข์ใจที่เขามีต่อคนอิสราเอลที่ทำผิดแล้วทูลถามพระเจ้า พระเจ้าทรงตอบให้เขารู้ว่า พระองค์ไม่ได้ทรงเมินเฉย อิสราเอลจะต้องรับโทษ และเมื่อคนที่พระองค์ทรงใช้ทำเกินหน้าที่ เขาก็ต้องรับโทษเช่นกัน
คำว่า ชิกิโอโนท มีบันทึกสองครั้งในพระคัมภีร์ น่าจะหมายถึงทำนองแบบหนึ่งในการร้องสรรเสริญ
3:2 พระดำรัสของพระเจ้าที่ฮาบากุกได้ยินมาก่อนหน้านี้คือ ราชกิจที่ทรงนำชนอิสราเอลออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ด้วยฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่ น่าจะเป็นสดุดีของโมเสส อพยพ 15:1-21 เมื่อเขาทบทวนเปรียบเทียบราชกิจของพระเจ้า และการงานของมนุษย์เขาก็รู้สึกครั่นคร้าม และเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เขาทูลขอให้ผู้คนได้รับรู้ถึงอานุภาพของราชกิจนั้นในกลางปี แปลว่า ขอทรงทำอย่างรวดเร็ว เขากลัวพระเจ้ามากจนต้องอธิษฐานให้พระเจ้าทรงเมตตาในยามที่ทรงพิโรธคนของพระองค์
3:3 เทมานแปลว่า ใต้ กล่าวถึงพร้อมภูเขาปาราน ฮาบากุกกล่าวถึงสถานที่นี้เพื่อให้คนอ่านได้ระลึกถึงราชกิจยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอันน่ากลัว เฉลยธรรมบัญญัติ 33:2 เล่าถึงการที่พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ที่ภูเขาซีนาย
(คำว่า เซ ลาห์ เป็นคำที่ใช้เหมือนสร้อยในบทเพลง เป็นช่วงให้หยุดพักนิดหนึ่ง ความหมายคล้ายอาเมน) ฮาบากุกย้อนไปถึงวันนั้นว่า ประชาชนอิสราเอลได้เห็นพระสิริของพระเจ้าเต็มท้องฟ้า และพวกเขาได้สรรเสริญพระองค์ในบรรยากาศนั้น
3:4 ฮาบากุกเปรียบเทียบการประทับอยู่ของพระเจ้าว่ามาพร้อมกับ ฟ้าแลบ ฟ้าคำราม ความมืด (อพยพ 19:18-20 ) ที่ชาวอิสราเอลได้เห็นนั้น เป็นเพียงเล็กน้อยของฤทธานุภาพของพระองค์ หากพระองค์ปล่อยมาหมด คนทั้งโลกคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้
3:5 ภัยพิบัติ และโรคระบาดนี้ สื่อถึงการพิพากษาของพระเจ้า (อพยพ 7:14-12:30; เฉลยธรรมบัญญัติ 28:21-22 )

ฮาบากุก 3:6-12
3:6 ทรงวัดแผ่นดิน หมายถึง….แผ่นดินที่สั่นสะเทือน เหล่านี้ บอกผู้รับใช้ของพระเจ้าว่า พระองค์กำลังเสด็จมา คนอิสราเอลโบรานมองว่า ภูเขาเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานโลก การสั่นสะเทือน การพังทลายของภูเขาถือเป็นการพิพากษาลงโทษของพระเจ้า (เยเรมีย์​4:24-26; 10:10) พระเจ้าจะทรงทำให้ภูเขาทั้งหลายเปลี่ยนแปลง เนินเขาก็ต้องน้อมตัวลง
3:7 ชาวคูชัน (เอธิโอเปีย อัฟริกา)และชาวมีเดียน เป็นตัวแทนของชนชาติที่มีอำนาจ ต้องเจอกับฤทธิ์ของพระเจ้า พวกเขาสั่นไหวเมื่อเผชิญพระพิโรธของพระเจ้า พระเจ้าจะเปลี่ยนพวกเขา เพราะพวกเขาอยู่ใต้อำนาจชั่วร้าย
3:8 แม่น้ำ.. พระเจ้าทรงโกรธกริ้วแม่น้ำหรือ? ถ้าเราเปลี่ยนแม่น้ำเป็นทะเลล่ะ การโกรธนี้เพื่อช่วยรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ทรงรถม้าแห่งความรอดเพื่อนำมาซึ่งความรอด … พระเจ้าต้องการให้เกิดสิ่งดีขึ้น
รถรบแห่งความรอดนี้คือ ความรอดที่พระเจ้าทรงเตรียมช่วยกู้คนของพระองค์ พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ เหนือ แม่น้ำไนล์ (อพยพ 7:14-24) ทะเลแดง (อพยพ 14:2-15:5) แม่น้ำจอร์แดน (โยชูวา 3:14-17) ให้คนอิสราเอลได้ประจักษ์ในฤทธานุภาพของพระองค์ พวกเขาไม่ได้ขาดการอัศจรรย์ของพระเจ้าเลย
3:9 แผ่นดินโลกถูกแยก จึงทำให้มองเห็นความชั่วช้าของโลกนี้ เป็นการเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ .. การพิพากษาของพระองค์เพื่อ ให้เกิดสิ่งดี เปลี่ยนแปลงสิ่งร้ายกลายเป็นดี
3:10 ภูเขาเห็นพระองค์ บิดตัวกำลังพูดถึง ผู้ปกครองชาติต่าง ๆ เห็นพระองค์ ก็กลัวพระเจ้าจะยกพระหัตถ์ขึ้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เที่ยงธรรม
3:11 แสงสว่างมีไว้เพื่อเปิดเผยบางอย่าง มันนิ่งในที่ของมัน แต่ยังสว่าง เน้นการเปิดเผย
ลูกธนู หอก พระเจ้าจะเปิดเผยการพิพากษาของพระองค์อย่างให้ชัดเจน สว่างจ้า ฟ้าแลบออกมา เป็นแสงที่เข้มข้นเคลื่อนไหวอย่างเร็วที่ไม่อาจเดาได้ ฮาบากุกกำลังกล่าวถึงสงครามเกิดขึ้นที่กิเบโอน (โยชูวา 10:12-13) ซึ่งอาทิตย์ จันทร์หยุดนิ่ง เขามองว่า พระเจ้าทรงเป็นนักรบที่ส่งลูกธนูและหอกออกไปทำลายศัตรู (สดุดี 18:14)
3:12 พระเจ้าเสด็จไปทั่ว และพระองค์ทรงจัดการกับทุกชาติ พระพิโรธของพระองค์จะมาถึงทุกชาติ
ถ้าไม่มีพระพิโรธจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มี

ฮาบากุก 3:13-16
3:13 ผู้ที่พระองค์ทรงเจิมจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากองค์พระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าทรงส่งมาในโลกนี้ และทรงบดขยี้ มาคัสตา (מָחַ֤צְתָּ)หัวหน้าวงศ์วานคนชั่วร้ายก็คือซาตานด้วย ทรงประจานซาตานโดยกางเขน (โคโลสี 2:15) หัวหน้าวงศ์วานคนชั่วร้ายต้องพ่ายแพ้ต่อพระองค์ การเปลือยแบบนี้คือ การพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้พังพินาศหมดไป แต่ต้องการให้มีการกลับใจ เปลี่ยนแปลง
3:14 ที่น่าสนใจ มีคนแปลข้อความนี้ว่า…​ลูกธนูของเขาแทงหัวเขาเอง ใช่แล้วหอกที่แทงสีข้างของพระเยซูบนกางเขนนั้น ได้หันมาประหารซาตาน นักรบที่บุกมาเพื่อทำให้เรากระจัดกระจายไปก็คือ เหล่าคนที่มาเยาะเย้ยพระเยซูที่ไม้กางเขน ทำให้ศิษย์และผู้เชื่อต้องแอบไปอยู่ในที่ห้องชั้นบนนั้น คนดีใจที่อิสราเอลลำบาก
3:15 ตอนนี้พูดถึงการข้ามทะเลแดง และพระเจ้าทรงทำลายกองทัพฟาโรห์ ??
3:16 ฮาบากุกสรุปให้กับตัวเองว่า เขาเองนั่นแหละที่ต้องรอวันพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอล ใช่.. เป็นการรอที่กลัวจริง ๆ รอคนที่เข้ามาโจมตี  และนำพวกเขาไปเป็นเชลยก็คือ ชาวบาบิโลน 

ฮาบากุก 3:1-5 บทเพลงแห่งความเชื่อ
3:17 ตอนนี้ ฮาบากุกรู้ว่า จะเกิดหายนะกับคนอิสราเอล พวกเขาจะตกในเงื้อมมือของศัตรูที่โหดร้ายมาก เขาเปลี่ยนไป เขาตระหนักแล้วว่า พระเจ้าเท่านั้น ที่ทรงครองโลกสูงสุด ไม่ใช่ตัวเขาที่จะมาต่อต้านว่า พระเจ้าน่าจะทำอย่างนี้หรืออย่างนั้น ข้อสิบเจ็ดนี้ เป็นภาพที่ฮาบากุกมองเห็นอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อถูกศัตรูเข้ามาทำร้ายยับเยิน ดังนั้น เมื่อขาดอาหาร ขาดแพะแกะคือประชาชนไม่เหลือในอิสราเอล ไม่มีวัวในโรงวัว คือ ประชาชนไม่อยู่ในแผ่นดินอีกแล้ว
แม้ฮาบากุกจะต้องเจอ เจ็ดสิบปี กับความทุกข์ยากสาหัส เพราะพระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลง
3:18 ฮาบากุกรู้ว่า เขาวางใจพระเจ้าได้ และเชื่อว่า พระองค์จะทรงทำกับพวกเขา กับศัตรูของพวกเขาอย่างยุติธรรม สิ่งดีที่สุดสำหรับเขาเวลานี้ คือ การยินดีทั้งในพระเจ้า ในหนทาง และในแผนการของพระองค์ พระเจ้ากลายมาเป็นความรอดของเขาทั้งที่อนาคตดูมืดมน
ข้าจะยินดีในพระยาห์เวห์
3:19 จากมุมมองที่เห็นว่า พระเจ้าทรงนิ่งเฉยในบทที่ 1 บัดนี้ เขาเรียกพระเจ้าว่า ทรงเป็นองค์เจ้านายที่ทำให้เขาว่องไว มั่นคง สามารถก้าวขึ้นไปในที่สูงเหมือนกับกวางที่สามารถก้าวขึ้นไปยังภูเขาสูงที่ขรุขระโดยไม่เป็นอันตราย (มาลาคี 4:2)เขาส่งเพลงนี้ให้กับหัวหน้าวงดนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลนักดนตรีในพระวิหาร เขาใช้เครื่องสายในการทำเพลง เห็นได้ชัดว่า ฮาบากุกใช้ข้อความตอนนี้เพื่อร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยกัน
หมายเหตุ ปราชญ์ฮีบรูที่แปลภาษาฮีบรูไปกรีก ได้แปลตอนนี้เพื่อให้กำลังใจว่า
พระยาห์เวห์องค์เจ้านายทรงเป็นกำลังของข้าพเจ้า และพระองค์จะทรงจัดให้เท้าของข้าไปจนจบ (สำเร็จเสร็จสิ้น) พระองค์ทรงทำให้ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปยังที่สูง เพื่อว่าข้าพเจ้าจะชนะได้โดยบทเพลงของพระองค์

พระคำเชื่อมโยง

1* สดุดี 90:1-17
2* สดุดี 85:6; โฮเชยา 6:2-3
3* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:2; โอบาดีย์ 1:9
4* มัทธิว 17:2; อิสยาห์ 60:19-20
5* อพยพ 12:29-30; กันดารวิถี 16:46-49
6* ปฐมกาล 49:26; นาฮูม 1:5
7* อพยพ 15:14-16; สดุดี 83:5-10

8* สดุดี 68:17; เฉลยธรรมบัญญัติ 33:26-27
9* สดุดี 7:12-13; 105:41
10* สดุดี 93:3; ฮีบรู 11:29
11* สดุดี 144:5-6; 18:12-14
12* มีคาห์ 4:12-13; เยเรมีย์ 51:33
13* สดุดี 110:6; 105:15

14* เศคาริยาห์ 9:14; ดาเนียล 11:40
15* สดุดี 77:19
16* เยเรมีย์ 23:9; ดาเนียล 10:8
17* เยเรมีย์ 5:17; โยเอล 1:16-18
18* โยบ 13:15; ฟีลิปปี 4:4
19* 2 ซามูเอล 22:34; สดุดี 18:33



ฮาบากุก 2 วิบัติทั้งห้า

2 ฮาบากุกรอคอยการตอบของพระเจ้า
คำถามของฮาบากุก
คำตอบจากพระยาห์เวห์คำบัญชาของพระเจ้าให้เขียน
2 พระยาห์เวห์ทรงตอบข้าพเจ้าว่า
จงเขียนนิมิตนี้ลงไป จารึกลงบนแผ่นศิลาให้เห็นชัดเจน
เพื่อว่าคนที่อ่าน ยังจะอ่านได้ชัดเจน
3 เพราะการเปิดเผยในนิมิตกำลังรอให้ถึงเวลากำหนด เป็นเรื่องของวาระสุดท้าย และพิสูจน์ได้ว่า ไม่ใช่คำเท็จ

แม้จะดูเนิ่นช้า ก็ขอให้รอต่อไป
เพราะมันจะมาถึงแน่และไม่ล่าช้า
ดูเถิด เขากำลังพองตัวขึ้น เขาไม่มีความถูกต้อง
แต่คนเที่ยงธรรมจะมีชีวิตได้โดยความเชื่อ
5 ความจริงคือ เหล้าองุ่นนั้นทรยศเขา บุคคลที่หยิ่งยะโสไม่เคยนิ่งสงบได้ ความอยากของเขานั้นขยายกว้างออกราวกับแดนตาย เขาเป็นเหมือนความตายที่ไม่เคยอิ่ม เขารวบรวมชาติต่าง ๆ มาเป็นของตน และกวาดคนมากมายไปเป็นเชลย

วิบัติทั้งห้าที่คนชั่วร้ายต้องเผชิญ
6 คนทั้งหลายจะไม่ร้องเยาะเย้ยด้วยวาจาเสียดสี กระทบกระเทียบเปรียบเปรยเกี่ยวกับเขาหรือว่า “วิบัติแก่คนที่สะสมกักตุนสิ่งที่ไม่ใช่ของตน และกอบโกยความมั่งคั่งด้วยการขู่เข็ญ.. จะเป็นอย่างนี้อีกนานเท่าไรหรือ?
7 แล้วเจ้าหนี้ของเจ้าจะไม่ลุกฮือขึ้นมาอย่างทันควันหรือ?
เขาจะไม่ตื่นขึ้นมา ทำให้เจ้าต้องตัวสั่นด้วยความกลัวหรือ?
แล้วเวลานั้น เจ้าจะกลายเป็นเหยื่อของเขา
8 เนื่องจากเจ้าได้ปล้นสะดมชาติต่าง ๆ มากมาย
ชาติที่เหลืออยู่จะกลับมาปล้นเจ้า
และเป็นเพราะเจ้าทำให้คนต้องหลั่งเลือด
เกิดความรุนแรงในแผ่นดิน ในเมืองต่าง ๆ
และกับผู้คนที่อาศัยในนั้น

9 วิบัติมีแก่คนที่สร้างบ้านเรือนของตนจากสิ่งที่ได้มาจากการคดโกง เพื่อสร้างรังไว้บนที่สูง เพื่อหลบหนีเงื้อมมือของความหายนะ
10 แผนของเจ้าจะทำให้ครอบครัวเจ้าต้องอัปยศอดสู เพราะเจ้าได้ทำลายชาติต่าง ๆ มากมาย เจ้าจะทำลายตัวเจ้าเอง
11  เพราะก้อนหินบนผนังจะส่งเสียงร้องออกมาจากผนัง และไม้คานก็จะร้องตอบกลับมา
12  วิบัติมีแก่คนที่สร้างเมืองด้วยการนองเลือด และวางรากฐานของเมืองด้วยความอยุติธรรม !
13  พระยาห์เวห์องค์จอมทัพได้กำหนดไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า แรงงานของประชาชนนั้นจะกลายเป็นเชื้อไฟ
และงานที่แสนเหน็ดเหนื่อยกลับไร้ประโยชน์?
14  เพราะว่า โลกนี้จะเต็มด้วยความรู้
ถึงพระสิริของพระยาห์เวห์ ดั่งมวลน้ำที่ปกคลุมท้องทะเล

15 วิบัติแก่คนที่ให้เพื่อนบ้านดื่ม โดยเทเหล้าจากถุงหนังให้เขาจนเมา เพียงเพื่อต้องการดูร่างเปลือยของพวกเขา
16  เจ้าเองจะมีความอับอายแทนเกียรติยศ
และเจ้าเองก็ดื่มเช่นกัน และก็เปลือยอย่างคนไม่ได้เข้าสุหนัต ถ้วยจากพระหัตถ์ขวาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
กำลังเวียนมาต่อต้านเจ้า
แล้วความอัปยศจะเข้ามาปกคลุมเหนือเกียรติยศของเจ้า
17 เพราะความรุนแรงที่เจ้าทำต่อเลบานอนจะท่วมท้นตัวเจ้า การที่เจ้าทำร้ายสัตว์ต่าง ๆ โดยทำให้มันหวาดกลัว เพราะการที่เจ้าทำให้คนต้องหลั่งเลือด เพราะความรุนแรงต่อแผ่นดิน เมืองต่าง ๆ และคนที่อาศัยในนั้น

18 รูปเคารพมีค่าอะไรในเมื่อมีคนแกะสลักมันขึ้นมา
 หรือรูปบูชาที่สอนความเท็จ
เพราะคนที่ทำมันขึ้นมาวางใจในสิ่งที่ตนสร้างขึ้น
 เขาทำรูปเคารพซึ่งไม่สามารถพูดได้
19 วิบัติแก่คนที่พูดกับสิ่งที่เป็นไม้ว่า ‘จงมีชีวิตขึ้นมา’หรือพูดกับหินซึ่งไม่มีชีวิตว่า ‘จงลุกขึ้นเถิด’
มันให้คำแนะนำได้หรือ มันถูกแปะด้วยทองคำ
และแร่เงินไม่มีลมหายใจ
20 แต่พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่ในพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์ให้ทั่วทั้งแผ่นดินโลก
นิ่งเงียบ ณ เบื้องพระพักตร์พระองค์”

อธิบายเพิ่มเติม

ฮาบากุก 2:1-5
2:1 เมื่อได้คำตอบจากพระเจ้าครั้งแรก เข้าใจแล้วว่า พระองค์จะใช้บาบิโลนมาสั่งสอนคนของพระองค์ ฮาบากุกก็ขึ้นไปประจำการเป็นยามบนกำแพงเมือง และเฝ้ายามอยู่ นี่คือ ยิ่งมองออกไปไกล ยิ่งหนักใจ เขาไม่อยากให้คำตอบที่ได้มานั้น เกิดขึ้นจริง เวลานี้เขาขึ้นมาบนกำแพงเมืองเพื่อจะฟังคำตอบของพระเจ้า
2:2 คราวก่อน พระเจ้าทรงตอบโดยการให้เขามองออกไปท่ามกลางชาติต่าง ๆ เขาต้องคอยพิจารณาดูว่า แต่ละชาติล้อมรอบนั้นเป็นอย่างไร แต่ครั้งนี้ พระเจ้าทรงสั่งเขียนนิมิตลงไปบนแผ่นหิน ในภาษาเดิมชัดว่าเป็นหลายแผ่น เมื่อเขียนก็เขียนให้ชัด ตัวโต อ่านง่าย ใครเห็นก็อ่านออกทันที แม้จะมองอย่างรวดเร็วก็อ่านได้ ไม่มีใครจะพลาดข่าวที่บอกอนาคตครั้งนี้ พระเจ้าทรงให้เขารักษาคำพยากรณ์นี้ไว้ เพื่อผู้คนจะได้รับรู้กันไปทั่ว 
2:3 พระเจ้าทรงท้าทายเลยว่า คำที่พระองค์ให้เขียนลงไป ไม่เป็นเท็จ จะเกิดขึ้นแน่ตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
 2:4 เห็นชัดว่า คนเย่อหยิ่งพึ่งตนเอง แต่คนที่ถ่อมตนจะวางใจพระเจ้า คนที่เที่ยงธรรมจะอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในพระองค์ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สถานการณ์จะดูกู้ไม่ได้ อาจถึงชีวิต แต่เขาก็ยังดำเนินในความเชื่อ อย่างเช่น เพื่อนทั้งสามของดานิเอลที่ถูกทิ้งในกองไฟ หรือดานิเอลเองที่ถูกทิ้งลงในถ้ำสิงโต (ดาเนียล 3, 6)
2:5 ข้อนี้ ฮาบากุกกำลังกล่าวถึง คนที่หยิ่งยะโส นั่นก็หมายถึงบาบิโลนนั่นเอง  พระยาห์เวห์ทรงบอกเลยว่า ที่เขาชั่วช้า ไม่หยุดที่จะทำร้ายคนอื่นนั้นเป็นเพราะเหล้าองุ่นที่พวกเขาดื่มไม่ยั้ง ทำให้ขาดสติ ไม่นิ่งสงบ ความต้องการของเขาเป็นเหมือนแดนตายที่ไม่เคยพอใจ ต้องการให้มีคนตายมากขึ้น ๆ (สุภาษิต 30:15)  พวกเขาพยายามกวาดคนทุกชาติมาเป็นข้ารับใช้ของตนเอง และสร้างความยิ่งใหญ่ของตนด้วยแรงงานของคนเหล่านี้ 

ฮาบากุก 2:6-11
บาบิโลนจะพบกับวิบัติห้าอย่าง … เพราะบาปทั้งห้าเวลาจะประกาศวิบัติ จะมีสองตอนคือ บอกว่าบาปนั้นคืออะไร และโทษคืออะไร
2:6 พระเจ้าทรงอธิบายกับฮาบากุกให้ทราบว่า คนที่ถูกพวกเขาทำร้าย จะไม่อยู่นิ่ง แต่โกรธแค้นและประกาศถึงสิ่งที่บาบิโลนทำ ความผิดแรกคือ การที่บาบิโลนไปปล้น เอาทรัพย์สมบัติจากประเทศต่าง ๆ มา รวมทั้งจากอิสราเอลด้วย แล้วก็เอาไปเก็บไว้ในคลังของตน นี่เป็นบาปแรกที่จะทำให้เกิดวิบัติแก่เขา
2:7 จากที่บาบิโลนเคยไปปล้นคนอื่น แล้ววันหนึ่งเขาจะถูกปล้นเช่นกัน สิ่งที่เขาเคยทำกับยูดาห์ จะกลับมาหาพวกเขา คำว่าเจ้าหนี้ มีความหมายที่รวมไปถึงคำว่า กัด คนที่เคยถูกบาบิโลนทำร้าย ชาติที่เคยถูกเรียกภาษีอย่างหนัก เป็นชาติที่จะกลับมาโจมตีอย่างรวดเร็ว
2:8 การที่เคลเดียหรือบาบิโลนปล้นชาติต่าง ๆ ทำให้เกิดการนองเลือด ความรุนแรง กับประชาชน ยังมีชาติที่เหลือ..จะเข้ามาปล้นบาบิโลน นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้า
2:9 ชาวเคลเดียได้สร้างบ้านเรือนด้วยเงิน ด้วยวัสดุต่าง ๆ ที่ยึดคนอื่นเขามา แล้วแถมยังพยายามสร้างบ้านให้สูง เพื่อป้องกันการบุกรุกเอาคืนจากผู้ที่พวกเขาปล้นมา คนเหล่านี้ทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งร้าย หายนะกับพวกเขา ไม่ว่าจากสัตว์ร้ายหรือศัตรู
2:10 ความผิดที่สองคือการโกงเอาทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นทุนสร้างเมืองของตนเอง การที่พวกเขาทำลายคนอื่นมาก่อน สิ่งที่เขาทำเพื่อตัวเองนั้น กลับกลายทำให้ตนเองอัปยศ และทำลายตัวเขาเอง พระเจ้าจะทรงให้บาบิโลนได้รับผิดชอบต่อการที่เขาสังหารคนจำนวนมาก
2:11 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้น เป็นหลักฐานให้เห็นว่า เขาได้กระทำผิดอย่างไรบ้าง เป็นหลักฐานที่เด่นชัด ไม่มีทางปฏิเสธได้
นี่เป็นเหมือนบทกวี

ฮาบากุก 2:12-14
2:12 บาบิโลนยังได้สร้างเมืองของพวกเขาจากการนองเลือดในประเทศต่าง ๆ พวกเขาบังคับแรงงาน จากเชลยศึกให้สร้างเมืองสร้างบ้านเรือนให้กับพวกเขา พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขาเข้มแข็ง แต่ความจริงนั้นตรงข้าม
2:13 แต่พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าว่า ถึงอย่างนั้น แรงงานที่ลงไป ก็จะเหมือนไฟที่ไหม้ทุกอย่างทั้งหมด เป็นแรงงานที่พวกเขาจะไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะในที่สุด มันจะถูกทำลายไปหมด คำถามนี้ต้องการคำตอบว่า ไม่
2:14 แล้วพระเจ้าทรงย้อนกลับมากล่าวถึงพระสิริของพระองค์ที่ในยุคต่อมานั้นผู้คนจะจับต้อง รู้จักพระเจ้าได้ง่าย ความรู้ในพระองค์จะท่วมท้นโลกนี้ เราเองก็สัมผัสเรื่องนี้ในยุคเราที่สามารถเข้าถึงพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างง่ายดายไม่เหมือนในอดีต
พระเจ้าทรงให้เห็นความแตกต่างของเทพของบาบิโลนกับพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ …​ พระเจ้าทรงสัญญาว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักรู้ทุก ๆ วัน

ฮาบากุก 2:15-17
2:15 ความผิดที่สี่ซึ่งจะทำให้ได้รับวิบัติคือ การหมกมุ่น ทำร้ายคน ทำทารุณกรรมในเรื่องเพศ พวกเขามอมเมาคนเพื่อให้คนนั้นขาดสติ ทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาสั่งตามต้องการ (ร่างเปลือยมีความหมายถึงความอับอาย) ต้องการเปิดเผยคน ๆ นั้น ทำให้พวกเขาเป็นเหยื่อทางเพศ ทำสิ่งวิตถารต่าง ๆ ที่พวกเขาพอใจ และได้หัวเราะเยาะเหยื่อเหล่านั้นอย่างไร้ความปรานี
2:16 ผลที่จะได้รับจากการทำเช่นนั้นคือ เขาจะได้รับความอับอายเช่นกัน จะถูกทำให้เปลือยอย่างคนไม่ได้เข้าสุหนัต (ไม่มีพันธสัญญากับพระเจ้า) ไม่มีการเชื่อมโยงใด ๆ กับพระเจ้า พระเจ้าจะใช้ถ้วยของพระองค์มาจากพระหัตถ์ขวานั้นที่น่าจะเป็นสิ่งดีให้กับเขากลับกลายเป็นความอัปยศ
2:17 เลบานอน อาจมีความหมายในภาษาฮีบรูเพิ่มเติมจากประเทศเลบานอน คือมีความหมายว่า สีขาว หมายถึงความบริสุทธิ์ ชี้ไปถึงนครเยรูซาเล็ม ซึ่งมีพระวิหารของพระเจ้าอยู่ ข้อนี้มีความเชื่อมโยงกับข้อ 11 ด้วย การทำร้ายสัตว์ต่าง ๆ นี้คือ สัตว์ที่เขาเตรียมไว้ถวายพระเจ้า ชาวบาบิโลนก็เอาไปฆ่าสังเวยเทพของพวกเขา พวกเขาทำให้ชาวเยรูซาเล็มต้องตายไปมากมาย ดังนั้น พระเจ้าจะทรงเอาคืน ..เราอาจถามว่า พระเจ้าทรงส่งเขามาไม่ใช่หรือ คำตอบคือใช่ แต่บาบิโลนได้ทำเกินไปกว่าที่ควรจะทำ พวกเขาจึงต้องถูกพิพากษา

ฮาบากุก 2:18-20
2:18 แล้วพระเจ้าทรงบอกถึงความผิดชุดสุดท้ายนั่นคือ การสร้าง และกราบไหว้รูปเคารพ คนได้สร้างรูปปั้นขึ้นมากจากวัสดุต่าง ๆ ตั้งแต่ไม้ จนไปถึงทอง แล้วจากนั้นเขาก็ยกให้มันอยู่เหนือตัวของเขา ให้มันกลายเป็นสิ่งที่จะปกป้องเขาให้พ้นจากสิ่งร้าย
2:19 ความผิดสุดท้าย เป็นความผิดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยตรง
พระเจ้าทรงประกาศวิบัติแก่คนที่สั่งให้รูปปั้นเหล่านั้นมีชีวิต ลุกขึ้นมา แต่ความจริงคือ สิ่งเหล่านั้นไม่อาจพูดได้ .. พวกเขาทำให้ไม้ หินเหล่านี้กลายเป็นเทพเพียงเพื่อพวกเขาจะกราบไหว้ แล้วพระเจ้าทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้…. ผู้ประทับในพระวิหาร และมนุษย์จะต้องนิ่ง และทบทวนว่า พระองค์ทรงสั่งอะไร ทรงทำสิ่งใดเพื่อมนุษย์ ….
2:20 โลก ต้องนิ่งสงบต่อองค์พระเจ้า ต่อพระพักตร์ของพระองค์ ตอนนี้โลกไม่เคยสงบ ทุกคนต่างใช้วาจาปะทะตอบโต้ รองลงมาจากการทำสงครามโดยใช้อาวุธจริง แต่การสั่งให้นิ่งนั้นไม่ได้มีแค่ที่นี่ ในสดุดี 46:10 บอกว่า จงนิ่งสงบและรู้ว่า เราคือพระเจ้า เราจะได้รับการยกย่องท่ามกลางประชาชาติ เราจะได้รับการยกย่องในโลกพระเจ้าไม่ได้ทรงให้อิสราเอลเท่านั้นที่จะเข้ามานมัสการพระองค์ แต่คนทั้งโลกด้วย
การไหว้รูปเคารพ คือสั่งให้รูปเคารพเป็นอย่างที่เราต้องการ แต่การนมัสการพระเจ้าคือ เราจำนนต่อพระองค์ และการสำแดงของพระองค์ทุกประการ
เราต้องการฟังจากพระเจ้าเพื่อเราจะเชื่อและเชื่อฟังคำของพระองค์ไหม?​

พระคำเชื่อมโยง

1* อิสยาห์ 21:8, 11
2* อิสยาห์ 8:1
3* ดาเนียล 8:17, 19; เอเสเคียล 12:24-25;
ฮีบรู 10:37-38; 2 เปโตร 3:9
4* ยอห์น 3:36; โรม 1:17
5* อิสยาห์ 5:11-15
6* มีคาห์ 2:4
8* อิสยาห์ 33:1
9* โอบาดีย์ 4
10* นาฮูม 1:14

11* ลูกา 19:40
12* มีคาห์ 3:10
13* เยเรมีย์ 51:58
14* อิสยาห์ 11:915* โฮเชยา 7:5
16* อิสยาห์ 47:3; นาฮูม 3:5-6
17* เศคาริยาห์ 11:1; ฮาบากุก 2:8
18* เยเรมีย์ 10:8; 1โครินธ์ 12:2
19* สดุดี 135:17
20* เศฟันยาห์ 1:7