ปฐมกาล 35 ราเชลจากไป

“The Death of Rachel” by the Italian artist Antonio Carneo, 1660–1670

ยาโคบขึ้นไปเบธเอล
1 แล้วพระเจ้าตรัสกับยาโคบว่า “จงลุกขึ้นไปยังเบธเอล แล้วตั้งถิ่นฐานที่นั่น ให้สร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเจ้าผู้ทรงปรากฏแก่เจ้าเมื่อเจ้าหนีจากเอซาวพี่ชายของเจ้า”
2 ดังนั้นยาโคบจึงกล่าวกับคนในครอบครัวและคนที่อยู่กับเขาว่า “ให้เจ้าทุกคนกำจัดเทวรูปต่างชาติทั้งสิ้นที่อยู่กับเจ้า ชำระตัวให้บริสุทธิ์ และเปลี่ยนเสื้อผ้าของเจ้าเสีย
3 แล้วให้ลุกขึ้น และขึ้นไปยังเบธเอล เราจะสร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้าที่นั่น พระองค์ทรงตอบเราในวันที่เราพบความทุกข์ใจ ทรงอยู่กับเราไม่ว่าเราไปที่ไหน”
4 ดังนั้นพวกเขาจึงเอาเทวรูปต่างชาติทั้งหมดส่งให้ยาโคบ รวมทั้งต่างหู และยาโคบก็ได้ฝังของเหล่านั้นใต้ต้นโอ๊กใกล้กับเชเคม
5 ตอนที่พวกเขาเริ่มออกเดินทาง  ก็เกิดความกลัวในหมู่คนที่อาศัยแถบนั้น พวกเขาจึงไม่ได้ไล่ตามลูกชายของยาโคบไป
6 แล้วยาโคบกับคนทั้งหมดที่ร่วมทางก็ไปถึงเมืองลูส (คือเมืองเบธเอล)ในแผ่นดินคานาอัน 7 ยาโคบได้สร้างแท่นบูชาขึ้นที่นั่น และเขาเรียกสถานที่นั้นว่า เอล เบธเอล (พระเจ้าของเบธเอล) เพราะเป็น สถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์แก่ยาโคบตอนที่เขาหนีพี่ชายไป
8 ต่อมา พี่เลี้ยงของเรเบคาห์ คือเดโบราห์สิ้นชีวิตและศพของเธอถูกฝังไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่อยู่ทางใต้ของเบธเอล  ยาโคบเรียกสถานที่นั้นว่า อัลโลน บาคูท (ต้นโอ๊กที่ร้องไห้)

พระเจ้าทรงปรากฏอีกครั้ง
9 หลังจากยาโคบกลับมาจากปัดดานอารัม พระเจ้าทรงปรากฏแก่เขาอีกครั้ง และทรงอวยพรเขา
10 พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “เจ้าชื่อยาโคบ (เขาจับส้นเท้า หมายความว่า เขาหลอกลวง) แต่จะไม่มีใครเรียกเจ้าว่ายาโคบอีกต่อไป เจ้าจะได้ชื่อว่า อิสราเอล” ดังนั้น พระองค์ทรงตั้งชื่อเขาว่า อิสราเอล (เขาปล้ำสู้กับพระเจ้า)
11และพระเจ้าตรัสกับเขาว่า “เราคือพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ (เอล ชัดดาย)จงมีลูกหลานมากมาย ทวีจำนวนขึ้นอีก จะมีชาติหนึ่ง และชาติต่าง ๆ เกิดจากเจ้า และจะมีกษัตริย์เกิดมาจากร่างกายของเจ้า
12 แผ่นดินที่เรามอบให้อับราฮัมและอิสอัคนั้น เราจะมอบให้เจ้า และเราจะมอบดินแดนนี้ให้กับลูกหลานที่ตามเจ้ามา”
13 แล้วพระเจ้าก็เสด็จขึ้นจากสถานที่ซึ่งพระองค์ตรัสกับเขา
14 ดังนั้นยาโคบได้ตั้งเสาหินในที่ ๆ พระเจ้าตรัสกับเขา  จากนั้นก็เทเครื่องดื่มบูชาลงบนเสาและเจิมด้วยน้ำมัน
15 ยาโคบเรียกสถานที่ ๆ พระเจ้าตรัสกับเขาว่า เบธเอล (บ้านของพระเจ้า)

เบนยามิน ลูกชายคนสุดท้อง
 16 ต่อมา พวกเขาก็ออกเดินทางจากเบธเอล ขณะที่อยู่ใกล้เอฟราธาห์ ราเชลเริ่มเจ็บท้องจะคลอด  เธอทรมานมาก
17 เป็นการคลอดที่เจ็บปวดเหลือเกินหมอ ตำแยปลอบใจเธอว่า “ไม่ต้องกลัว เพราะเธอกำลังจะได้ลูกชายอีกคน”
18 ขณะที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจ เธอเรียกเขาว่าเบนโอนี (ลูกชายแห่งความทุกข์ของฉัน) แต่ยาโคบเรียกว่าเบนยามิน (ลูกชายที่อยู่มือขวาของเรา)
19 แล้วราเชลก็สิ้นใจ ถูกฝังไว้ระหว่างทางที่จะไปเอฟราธาห์ (คือเบธเลเฮม)
20  ยาโคบได้ตั้งเสาไว้เหนือหลุมฝังศพเป็นอนุสรณ์ถึงเธอ ซึ่งก็ยังอยู่ในทุกวันนี้

21แล้วอิสราเอลก็เดินทางต่อไป ตั้งเต็นท์ถัดจากหอสูงมิกดัลเอเดอร์

รายชื่อลูกชายของยาโคบ
22ขณะที่อิสราเอลอาศัยในท้องที่แถบนั้นรูเบนก็เข้ามาและไปหลับนอนกับบิลฮาห์ซึ่งเป็นภรรยาน้อยของพ่อเขา แล้วอิสราเอลก็ได้รับข่าวเรื่องนี้
ยาโคบมีลูกชายทั้งหมดสิบสองคน
23 ลูกชายที่เกิดจากเลอาห์คือ
รูเบน ลูกชายหัวปีของยาโคบ สิเมโอน เลวี ยูดาห์ อิสสาคาร์ และเศบูลุน
24 ลูกชายราเชลคือโยเซฟ และเบนยาบิน
25 ลูกชายบิลฮาห์สาวใช้ราเชลคือดาน และนัฟทาลี
26 และลูกชายศิลปาห์สาวใช้เลอาห์คือกาดและอาเชอร์
ทั้งหมดนี้เป็นลูกชายของยาโคบซึ่งเกิดในปัดดานอารัม

วาระสุดท้ายของอิสอัค
27 ยาโคบกลับมาพบพ่อของเขาคืออิสอัคที่มัมเร ใกล้กับคีริยาทอารบา (คือเมืองเฮโบรน) ซึ่งเป็นที่ ๆ อับราฮัมและอิสอัคอาศัยอยู่
28  อิสอัคมีอายุถึง 180 ปี
29 แล้วเขาก็สิ้นลมหายใจ เขาถูกรวมไว้กับบรรพบุรุษของเขา เขาสิ้นชีวิตเมื่อชรามาก   เอซาวกับยาโคบลูกชายทั้งสองก็นำร่างของเขาไปบรรจุไว้  
28 อิสอัคมีอายุยาวนาน 180 ปี 
29  และเมื่อเขาสิ้นลมหายใจ ก็ถูกรวมไปกับบรรพบุรุษของเขา เขาสิ้นชีวิตเมื่ออายุชรามาก  เอซาวกับยาโคบลูกชายทั้งสองก็นำร่างของเขาไปบรรจุไว้  

อธิบายเพิ่มเติม

ย้ายถิ่นได้แล้ว !
ปฐมกาล 35:1-8

ความจริงแล้ว เบธเอลอยู่ทางใต้ลงมา  ไม่ได้ห่างจากเชเคมมาก เพียง 24  กิโลเมตร แต่เป็นพื้นที่สูงกว่า ประมาณ​ 1000 ฟุต  การเดินทางอาจยากกว่าปกติ 
ยาโคบต้องให้พระเจ้าตรัสอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงบอกแล้วตั้งแต่ต้น  ที่จริงยาโคบเองเคยสัญญากับพระองค์ว่า จะสร้างแท่นบูชาที่นั่นหากพระองค์ทรงให้เขาประสบความสำเร็จ ยาโคบลืม หรือว่า ไม่สนใจที่จะทำตามสัญญาของตนเอง ไม่ทำทุกอย่างให้สำเร็จตามที่สมควร  จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรารู้แล้วว่า ถ้ายาโคบอยู่ที่เดิมจะมีปัญหากับคนในท้องที่  เขาไม่ได้แก้ปัญหาของดีนาห์ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงเกิดการสังหารหมู่โดยฝีมือลูกชายของเขาเอง  และเขาก็ยังแค่ห่วงตัวเอง ไม่ได้ห่วงคนอื่น แสดงว่า ตัวยาโคบเองหมดเรี่ยวแรงทั้งร่างกายและฝ่ายวิญญาณด้วย 
และแล้ว พระเจ้าทรงสั่งให้พวกเขากำจัดเทวรูปและชำระตัว แสดงว่า ตลอดระยะทางที่ผ่านมา ทั้งเลอาห์และราเชลเองก็ยังมีพระเดิมอยู่ในใจของพวกเธอ  ทั้งสองก็สอนลูก ๆ ตามวิถีแบบที่เธอถูกสอนมา  จะเห็นว่า วิธีการที่ลูกชายจัดการกับปัญหาของครอบครัวนั้นรุนแรงเหมือนกับคนที่ไม่ได้เกรงกลัวพระเจ้าเลย 

การย้ายที่อยู่ครั้งนี้ เป็นการกำจัดความเชื่อเดิม ยาโคบสั่งให้ทุกคนในครอบครัวทำลายเทวรูปต่าง ๆ  เขาเริ่มบอกคนในครอบครัวแล้วว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ประทับอยู่กับเขาเสมอ แล้ววันนั้น ทุกคนยอมสละเทวรูป และฝังเอาไว้  ทุกคนในครอบครัวต้องเชื่อฟังหัวหน้าครอบครัว
การเปลี่ยนเสื้อผ้า... มีความหมายสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแนวคิด กรอบความคิดต่าง ๆ ด้วย มีความหมายรวมไปถึงการกลับใจ พวกเขายอมรับว่า ตนเองไม่สะอาด พวกเขาต้องกลับมาหาพระเจ้าแห่งอับราฮัมอย่างถูกต้อง
จากนั้นยาโคบออกเดินทางลงใต้ไปถึงเมืองลูส ซึ่งยาโคบเองตั้งชื่อให้ใหม่ว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์แห่งบ้านของพระเจ้า คือเบธเอล
ที่นั่นเขาได้สร้างแท่นบูชาตามที่พระเจ้าทรงสั่ง พระเจ้าทรงให้เขาตั้งรกรากที่เบธเอล

ผู้เขียนได้เล่าว่า เดโบราห์ พี่เลี้ยงซึ่งตามเรเบคาห์ไปสร้างครอบครัวกับอิสอัคสิ้นชีวิต
แสดงว่า เดโบราห์ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติเดียวกับเลอาห์ และราเชลได้มาอยู่กับยาโคบพักหนึ่ง เธออาจมาบอกข่าวการเสียชีวิตของเรเบคาห์แล้วก็เลยอยู่กับยาโคบ ไม่ได้กลับไปหาอิสอัคอีก 

พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญากับยาโคบ
ปฐมกาล 35:9-15
ที่เบธเอลนี้เอง พระเจ้าทรงย้ำให้กับยาโคบรู้ว่า เขาไม่ใช่นายหลอกลวงอีกต่อไป แต่เขาคืออิสราเอล ผู้ที่ปล้ำสู้กับพระเจ้า  ยาโคบควรที่จะปักใจใหม่แล้ว เขาจะมีพระนามพระเจ้าคำว่า เอล อยู่ในชื่อของเขา  เขาไม่ใช่คนเดิมต่อไป  และพระเจ้าจะให้มีลูกหลานจำนวนมากเกิดขึ้นมาจากลูกชาย 12 คนในครอบครัวของเขา
ดินแดนที่ตอนนี้ยังไม่เป็นของเขา พระเจ้าจะทรงมอบให้  ตอนนี้เขาแค่อาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว แต่ในอนาคตจะเป็นของลูกหลานอิสราเอล การเน้นย้ำชาติใหม่นั้น เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเตือนสติเขา เขาไม่ใช่เป็นแค่ครอบครัวแล้วจบ แต่จะเป็นชนชาติใหญ่ แล้วยาโคบก็ตั้งเสาหินอีก ณ เบธเอลนี้ และเทเครื่องดื่มบูชาคือเหล้าองุ่นบนหินนั้น  เจิมน้ำมัน  ยาโคบเรียกพระเจ้าแห่งอิสราเอล ในปฐมกาล 49:24 ศิลาแห่งอิสราเอล เขาคงได้ความคิดความเข้าใจมาจากการตั้งเสาหินนี้ 

 เบนยามินลูกชายคนสุดท้องปฐมกาล 35:16-20
การเดินทางที่เราอ่านไม่ใช่เรื่องง่ายเวลาทำจริง มีทั้งการขนเต็นท์ ข้าวของเครื่องใช้ การเตรียมสัตว์ที่เลี้ยงไว้ให้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน เมื่อพวกเขาเดินทางจากเบธเอลต่อไปยังเอฟราธานั้น เป็นพื้นที่สูงขึ้น เวลาเดียวกัน
ราเชลกำลังท้องแก่ พร้อมจะคลอด  แต่เป็นการคลอดที่ไม่ง่ายเลย ไม่เหมือนลูกชายโยเซฟคนแรก แน่นอนว่า เธอต้องกังวลเป็นอันมากว่า ลูกจะตายไหม  

ก่อนสิ้นลม ราเชลเรียกลูกชายว่า เบนโอนี แปว่า ลูกชายแห่งความทุกข์ แต่ยาโคบให้ชื่อลูกชายคนสุดท้ายนี้ว่า เบนยามิน เป็นชื่อที่มีความหมายว่า ลูกชายแห่งมือขวาของเรา เขาให้ชื่อที่มีเกียรติ   ราเชลจึงถูกฝังระหว่างทาง เป็นคนในครอบครัวที่ไม่ได้รับการเก็บศพไว้ในถ้ำของอับราฮัม  นี่ทำให้ยาโคบโศกเศร้ามาก เขาทำหลุมที่ตั้งเสาไว้เพื่อระลึกถึงเธอด้วย  การตั้งเสาครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม
จากครั้งแรกทำกับพระเจ้า (28:18)ครั้งที่สองกับลาบัน (31:45)  การตั้งเสาของยาโคบเป็นสัญลักษณ์ว่าในชีวิตของเขามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  ครั้งนี้ บอกว่า ความทุกข์ใจนั้นใหญ่หลวง

การล่วงละเมิดของลูกชายคนโต
ปฐมกาล 35:21-22
พระคัมภีร์ได้บันทึกถึงความผิดที่ลูกชายมาละเมิดภรรยาของพ่อ บิลฮาห์เป็นพี่เลี้ยงของราเชล
เธอเป็นแม่ของดาน และนัฟทาลี แม้ว่าจะไม่ใช่แม่ของตัวเองก็เป็นสิ่งที่น่าชัง  ยาโคบได้ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ก่อนที่เขาจะสิ้นชีวิต ในปฐมกาล   49:3-4  ยาโคบบอกเขาว่า การที่เขาเป็นคนรุนแรง ฉุดไม่อยู่ เขาจึงไม่อาจได้รับสิทธิลูกชายหัวปี  

ลูกชายของยาโคบ
ปฐมกาล 35:23-26
มีการสรุปชื่อแม่และลูกชายของยาโคบทั้งหมด 12 คน
 มีคนเดียวที่ไม่ได้เกิดในปัดดานอารัม นั่นคือเบนยามิน 

อิสอัคจากไป
ปฐมกาล 35:27-29
ยี่สิบกว่าปีผ่านไป ยาโคบกับพ่อได้พบกันอีกครั้งที่มัมเรแห่งคีริยาทอารบา ซึ่งก็คือเมืองเฮโบรนในเวลาต่อมา เป็นที่ ๆ อับราฮัมกับอิสอัคอาศัยอยู่  และมีแท่นบูชาของอับราฮัมที่นั่น (ปฐมกาล  13:18)
แล้วเมื่อเจอลูกไม่นาน อิสอ้คก็สิ้นชีวิต  ทั้งเอซาวและยาโคบได้พบกันอีกครั้งในการ  การบันทึกว่า เขาถูกรวมไว้กับบรรพบุรุษของเขา เท่ากับว่า ลูกชายทั้งสองบรรจุร่างของพ่อในถ้ำมัคปาเลห์ (อับราฮัม 25:8; อิสอัค เรเบคาห์  ยาโคบ  เลอาห์  49:29-33)

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 35
1* ปฐมกาล 28:19; 31:13; 28:13; 27:43
3* ปฐมกาล 32:7, 24; 28:15, 20; 31:3, 42
4* โฮเชยา 2:13; โยชูวา 24:26
5* อพยพ 15:16; 23:27
6* ปฐมกาล 28:19, 22; 48:3
7* ปัญญาจารย์ 5:4; ปฐมกาล 28:13
8* ปฐมกาล 24:59
9* โยชูวา 5:13;ปฐมกาล 32:29

10* ปฐมกาล 17:5; 32:28
11* อพยพ 6:3; ปฐมกาล 9:1, 7; 17:5-6, 16 28:3; 48:4
12* ปฐมกาล 12:7; 13:15; 26:3-4; 28:13; 48:4
13* ปฐมกาล 17:22; 18:33
14* ปฐมกาล 28:18-19; 31:45
15* ปฐมกาล 28:19
17* ปฐมกาล 30:24

19* ปฐมกาล 48:7; มีคาห์ 5:2
20* 1 ซามูเอล 10:2
21* มีคาห์ 4:8
22* ปฐมกาล 49:4
23* อพยพ 1:1-4
27* ปฐมกาล 13:18; 18:1; 23:19; โยชูวา 14:15
29* ปฐมกาล 15:15; 25:8; 49:33 ;25:9; 49:31

ปฐมกาล 34 การแก้แค้นเพื่อน้องสาว!

James Tissot

ดีนาห์แค่อยากมีเพื่อน
1 มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดีนาห์ ลูกสาวเลอาห์กับยาโคบออกไปเยี่ยมเด็กสาวในท้องที่
2 และเชเคม ลูกชายของฮาโมร์ชาวฮีไวต์ (หรือ ชาวฮีว)ซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่นั้นเห็นเธอเขาก็ฉุดเธอไป ทั้งยังข่มขืนและเหยียดหยามเธอด้วย
3 แต่จริงแล้ว เขารู้สึกผูกพันกับดีนาห์ ลูกสาวของยาโคบ เขาเกิดรักเธอ และพูดอ่อนโยนกับเธอ
4 เชเคมกล่าวกับฮาโมร์พ่อของเขาว่า “ขอพ่อช่วยไปสู่ขอเด็กสาวคนนี้ให้ฉัน เพราะฉันต้องการให้เธอมาเป็นเมีย”
5 ตอนที่ยาโคบได้ข่าวว่าเชเคมย่ำยีลูกสาวของเขานั้น ลูกชายของเขากำลังอยู่กับฝูงสัตว์ในทุ่ง ยาโคบจึงนิ่งอยู่ คอยจนกว่าพวกเขากลับมา
6 พ่อของเชเคมคือฮาโมร์ ได้เข้ามาเจรจากับยาโคบ
 7 เมื่อลูกชายของยาโคบได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็กลับมาจากทุ่ง ทั้งเสียใจทั้งโกรธจัด เพราะเชเคมทำให้เกิดความเสื่อมเสียในอิสราเอล
โดยไปนอนกับลูกสาวของยาโคบ เป็นสิ่งซึ่งไม่ควรทำเลย

ข้อเสนอที่ฮาโมร์ยื่นให้
8 แต่ฮาโมร์กล่าวกับพวกเขาว่า “ลูกชายเชเคมของเรานั้นโหยหาลูกสาวของท่าน ขอท่านยกเธอให้เป็นภรรยาของเขา
9 ให้พวกเรามาแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์กันเถิด ยกลูกสาวของท่านให้เรา และรับลูกสาวของเราไปเป็นภรรยาพวกท่าน
10 แล้วท่านก็จะตั้งถิ่นฐานท่ามกลางพวกเขา แผ่นดินนี้เปิดกว้างให้กับท่านแล้ว ขอท่านเข้ามาอาศัย ไปมาอย่างอิสระ และท่านก็เป็นเจ้าของที่ดินได้ด้วย”

11 แล้วเชเคมก็กล่าวกับพ่อและพี่ชายของดีนาห์ว่า “ขอท่านกรุณาข้าพเจ้าในเรื่องนี้ด้วย และท่านขออะไรข้าพเจ้าจะให้ท่านตามที่ขอทุกอย่าง
12 ท่านจะเรียกค่าสินสอดทองหมั้น
มากเท่าไรก็ได้และข้าพเจ้าจะมอบให้กับท่าน เพียงแต่ขอยกเธอให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า”

แผนการที่ใครก็คาดไม่ถึง
13 แต่ในเมื่อเชเคมได้ทำให้ดีนาห์น้องสาวของพวกเขาเสื่อมเสีย พวกลูกชายของยาโคบจึงตอบเชเคมและพ่อของเขาอย่างมีเลศนัย
14 “พวกเราทำไม่ได้นะเรื่องนั้น” พวกเขาตอบ “ที่จะมอบน้องสาวของเราให้กับคนที่ ไม่เข้าสุหนัต เท่ากับเป็นความอับอายของพวกเรา
15 เราจะยินยอมเรื่องนี้ หากท่านทำตามเงื่อนไขของเรานั่นคือ ให้พวกท่านที่เป็นผู้ชายทุกคนเข้าสุหนัตมาเป็นเหมือนพวกเรา
16 แล้วเราก็จะให้ลูกสาวของเรากับท่าน และรับลูกสาวของท่านมาเป็นภรรยาเรา แล้วเราจะอาศัยกับท่านเป็นชนชาติเดียวกัน
17 แต่หากท่านไม่ยอมที่จะเข้าสุหนัต
เราก็จะเอาตัวน้องสาวของเราไปเสีย”
18 ฮาโมร์กับเชเคมลูกชายเห็นว่าข้อเสนอของพวกเขานั้นดี
 19 ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนสำคัญที่สุดในครอบครัวเขาไม่รีรอที่จะทำตามเงื่อนไขดังกล่าว เพราะเขาอยากได้ลูกสาวยาโคบมาก

ชักชวนชายทั้งเมืองให้เจ็บตัว
20 ดังนั้นฮาโมร์และเชเคมลูกชายของเขาก็ไปยังประตูเมือง
และแจ้งชาวเมืองว่า
21 “คนเหล่านี้เป็นมิตรกับเรา ให้เขามาอาศัยและค้าขายในแผ่นดินของเรา ที่จริงผืนดินนั้นกว้างขวางพอรับพวกเขา ให้เราแต่งงานกับลูกสาวของเขา
และยกลูกสาวของเราให้พวกเขาด้วย

22 แต่พวกเขามีเงื่อนไขคือ เขาจะตกลงมาอยู่ท่ามกลางเรา เป็นชนชาติเดียวกับเราหากพวกผู้ชายของเราทำสุหนัตเหมือนพวกเขา
23 แล้วฝูงสัตว์ของ พวกเขา ทรัพย์สมบัติ และสัตว์ต่าง ๆ จะไม่ตกมา
เป็นของพวกเราหรือ? เพียงเรายอมพวกเขาเรื่องนี้ และพวกเขาก็จะมาอยู่ท่ามกลางเรา”
24 ผู้ชายทั้งหลายที่ประตูเมืองก็เห็นด้วยกับฮาโมร์และเชเคมลูกชายของเขา ดังนั้น ทุกคนในเมืองจึงพากันเข้าสุหนัต!

แก้แค้นตามแผน
25 สามวันต่อมา เมื่อพวกเขายังเจ็บแผลอยู่ ลูกชายสองคนของยาโคบคือ สิเมโอนและเลวีซึ่งเป็นพี่ชายของดีนาห์ ก็ถือดาบเข้าไปในเมืองโดย ที่ใคร ๆ ไม่ทันระวังตัว แล้วสังหารผู้ชายทุกคน
26 พวกเขาฆ่าฮาโมร์และเชเคมลูกชายด้วยดาบ พาดีนาห์ออกจากบ้านของเชเคมและไปจากที่นั่น
27 แล้วลูกชายของยาโคบก็ข้ามศพของคนที่ถูกสังหารเหล่านั้น เข้าปล้นเมืองที่น้องสาวของเขาถูกย่ำยี
 28 พวกเขายึดทั้งฝูงแพะ แกะ วัว ลา และข้าวของทรัพย์สินทั้งในเมืองและในทุ่งนาไป
 29 พวกเขาโกยเอาสมบัติทั้งหมดไป รวมทั้งกวาดเด็ก ๆ และผู้หญิง มาเป็นเชลย

ยาโคบคิดอย่างไร?

 30 แล้วยาโคบกล่าวกับสิเมโอน และเลวีว่า “เจ้าได้นำความเดือดร้อน ให้พ่อเป็นที่น่ารังเกียจกับคนชาวคานาอันและชาวเปริสซี ซึ่งเป็นคนในแผ่นดินนี้ พวกเรามีกันไม่กี่คน ถ้าเขารวมพลมาสู้พ่อ และโจมตีพ่อ ทั้งตัวพ่อและครอบครัวจะหายนะเป็นแน่”
31 แต่พวกเขาตอบว่า “ควรให้เขามาปฏิบัติกับน้องสาวของเราเยี่ยงหญิงขายตัวอย่างนั้นหรือ?

ดีนาห์แค่อยากมีเพื่อน
ปฐมกาล 34:1-7
ยังไม่ทันไร ยังอาศัยแถวนั้นไม่นาน เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้นกับครอบครัวของยาโคบ
ลูกสาวของเลอาห์ซึ่งเธออายุไม่เกินสิบหกปี  แค่ต้องการออกไปหาเพื่อนเล่นที่เป็นเด็กหญิงด้วยกัน   แต่แล้วเธอถูกฉุดไปข่มขืน ไม่ได้มีการควบคุมตนเองจากความรู้สึกต้องการทางเพศ เชเคมได้ ทำให้เธอต้องอับอาย ชุมชนที่พวกเขาอยู่นั้นไร้พระเจ้า ทำอะไรตามใจตนเอง ผู้ชายแข็งแรงกว่าก็ทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่า
จะเห็นว่า การเลือกอยู่ใกล้เมืองเชเคมของยาโคบไม่ได้เป็นผลดีกับครอบครัว ทั้ง ๆ ที่
พระเจ้าทรงเรียกให้เขาไปเบธเอล..31:13

ชายคนที่ล่วงเกินดีนาห์ ชื่อเหมือนเมืองคือ เชเคม เขาเป็นลูกชายของฮาโมร์ และเป็น ชายหนุ่มที่ทำอะไรตามใจตัวเองได้หมด  เป็นที่รักของพ่อ เป็นเด็กเกเร อยากได้อะไรต้องได้   เมื่อข่มขืนดีนาห์แล้ว เขาก็เกิดรักใคร่เธอ แทนที่จะปล่อยให้ดีนาห์กลับบ้าน กลับกักเก็บตัวเธอไว้ และยังพูดดี ๆ กับดีนาห์  แล้วขอให้พ่อไปสู่ขออีก ทั้งที่ทำผิด   ฮาโมร์ผู้เป็นพ่อจึงต้องเป็นคนสะสางปัญหาของลูกชาย

ยาโคบซึ่งเป็นพ่อ เมื่อได้ข่าวทั้งหมดเขาก็ไม่แสดงอาการอะไรแต่นิ่งอยู่ นี่ก็แปลกมาก ถ้าเป็นพ่ออื่นจะต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่ถ้าอ่านไปตอนสุดท้ายของเรื่องจะรู้ว่า เขาคิดอะไรอยู่  ลูกสาวถูกทำร้าย  เธอจะเจ็บปวด อับอาย ตลอดชีวิตของเธอ นี่คือบาปของเชเคมทำร้ายทั้งดีนาห์และครอบครัวใหญ่ของเธอ
และเมื่อพ่อของเชเคมมาเจรจาด้วย  เขายังนิ่งไม่ตอบอะไร
เมื่อพี่ชายมาพวกเขาก็โกรธมาก เป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรง  ในขณะที่สำหรับ
ครอบครัวของเชเคมแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก การที่พวกเขาข่มเหงผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดา ที่แปลกคือ กลับกลายเป็นเขามาขอลูกสาว
พี่ชายสองคนของดีนาห์ซึ่งเป็นพี่ชายแม่เดียวกันรับไม่ได้ และพวกเขาจะไม่ยอม

ข้อเสนอที่ฮาโมร์ยื่นให้
ปฐมกาล 34:8-12
การเข้ามาเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายฮาโมร์มีเชเคมเข้าปฐมกาล 34:8-12
ฮาโมร์ได้อ้างว่า ลูกชายของเขารักดีนาห์มาก แต่นั่นไม่เป็นผู้ชายที่ครอบครัวของยาโคบต้องการ ความรักที่เขาให้นั้นไม่ใช่รัก แต่เป็นความเร่าร้อนเป็นความลุ่มหลงที่ไม่อาจควบคุมได้
 ตอนนี้ยาโคบมีลูกสาวเพียงคนเดียว ลูกชาย 11คนที่ยังจะต้องแต่งงานต่อไป ฮาโมร์เลยเสนอสิ่งที่ดูเหมือนว่า ครอบครัวยาโคบจะได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะลูกสาวของคนในเมืองจะเข้ามาเป็นคนในครอบครัวของยาโคบ
มาเป็นแรงงานให้กับครอบครัว

ตรงนี้ เราเห็นแผนของศัตรูของพระเจ้าที่ต้องการรวมคนอิสราเอลซึ่งยังไม่เป็นชาติเลย ให้ เชื้อชาติของพระเจ้าสูญพันธุ์ไปก่อนที่จะมีชาติเสียด้วยซ้ำ ฮาโมร์เชิญชวนให้ยาโคบมาเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา  เอาที่ดิน เอาการเป็นอยู่อย่างอิสระมาล่อให้หลง
เชเคมยังเสนอให้สินสอดแบบไม่อั้น  (ซึ่งในสมัยโบราณนั้นคือ การให้เงินทดแทนแรงงานของอีกบ้านที่หายไป แทนที่ดีนาห์จะทำงานให้บ้านของเธอ กลับกลายย้ายมาเป็นบ้านของฝ่ายชาย)
หากมีการตกลงยอมเพื่อเห็นแก่เงินของยาโคบ อิสราเอลจะตกต่ำลงไปขนาด ไหน และพวกเขาก็จะไม่มีเชื้อสายของครอบครัวอิสราเอลหรือยาโคบเหลืออยู่เลยแผนการของพระเจ้าจะหยุดลง 
ฮาโมร์และเชเคมไม่รู้ว่า พวกเขากำลังเจรจากับใครอยู่ เราอย่าลืมว่า ครอบครัวของยาโคบนั้น เป็นครอบครัวจอมหลอก เราเห็นจากคุณตาลาบัน คุณยายเรเบคาห์ พ่อยาโคบ แม่เลอาห์และราเชล ทุกคนมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายในตัว  ที่พวกเขาผ่านมาได้ จนเป็นอิสราเอลทุกวันนี้ เพราะความดี และพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะรอดตัวมาได้เอง 
พวกเขาเจอศัตรูมาตั้งแต่ต้น จนวันนี้ยังไม่เลิกรา ต้องการให้อิสราเอลหายไปจากแผนที่โลก

แผนการที่ใครก็คาดไม่ถึง
ปฐมกาล 34:13-19
ในสังคมตะวันออกกลาง เรื่องของความอับอายความเสื่อมเสีย เกียรติ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ พี่ชายของดีนาห์มีน้องสาวคนเดียว แล้วเธอก็ถูกกระทำให้เจ็บปวด เสื่อมเสีย
เป็นอันว่า มีการต่อรองระหว่างพี่ชายของดีนาห์
กับเชเคม แต่ผู้เขียนได้บันทึกว่า พวกเขาตอบ
เชเคมอย่างมีเลศนัย เราจะเห็นว่า เชเคมไม่ได้
สังเกตอะไรเลย พี่ชายขอเพียงให้ผู้ชายทุกคนของ
เชเคมทำตามประเพณีของบ้านยาโคบคือชายทุกคนต้องเข้าสุหนัตเหมือนพวกเขา
ลูกชายกำลังตามืดตามัวอยากได้ดีนาห์มาเป็น
ของตน พ่อเองก็ตามใจลูกคนนี้ ทั้งสองไม่ได้
คิดให้รอบคอบ เห็นว่าข้อเสนอของพี่ชายดีนาห์
นั้นใช้ได้ทีเดียว โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า คน
เหล่านี้กำลังคิดแผนซ้อนแผน
ยิ่งกว่านั้น ฮาโมร์กับเชเคม ยังคิดว่า ไป ๆ มา ๆ ตัวเองจะได้ประโยชน์จากการรวมเผ่าพันธุ์เสียอีก  สองพ่อลูกรีบกลับไปหาทางขายความคิดดี ๆ นี้ให้กับชาวเมืองเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ให้เราได้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นชาตินั้นต้องเจออะไรมาบ้าง


ชักชวนชายทั้งเมืองให้เจ็บตัว
 ปฐมกาล 34:20-24
เชเคม ลูกชายฮาโมร์ผู้นี้ เป็นคนโหดร้ายต่อผู้หญิงเจ้าเล่ห์แสนกล การที่พวกเขาไปขอให้ชาวเมืองเข้าสุหนัตในครั้งนี้ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า เขากำลังเจรจาทำไมตรีกับครอบครัวของยาโคบเพื่อประโยชน์ของชาวเมืองโดยแท้ ไม่ได้กล่าวถึงความผิดของตนที่ทำกับเด็กสาวคนหนึ่งเลย  พวกเขาพูดไม่เหมือนกับที่พูดกับยาโคบ แต่ทำให้ชาวเมืองหลงเชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์มากมายจากครอบครัวของยาโคบที่ใคร ๆ ก็รู้ว่า มั่งมีมาก
ฮาโมร์มีคงเป็นคนที่พูดจาน่าเชื่อถือ ผู้ชายทุกคนในเมืองจึงยอมที่จะเข้าสุหนัตเพราะเห็นแก่ประโยชน์เป็นอย่างแรก 

แก้แค้นตามแผน
ปฐมกาล 34:25-29
ระหว่างที่ชาวเมืองผู้ชายทั้งหลายยังไม่หายเจ็บ
จากแผลทำสุหนัต ขณะที่อาจจะยังฝันว่าจะได้
ครอบครัวยาโคบซึ่งเป็นครอบครัวที่มั่งคั่งเข้ามามีสัมพันธ์ทางการค้า และการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์เวลานั้นเอง ตอนที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็ถูกพี่ชายของดีนาห์เข้ามาบุกสังหารทุกคนในเมือง รวมทั้งพ่อลูกตัวปัญหาด้วย
นึกไม่ถึงเลยว่า การข่มเหงหญิงสาวคนเดียวจะทำให้เกิดการฆ่าล้างได้ขนาดนี้  ความจริงคือพี่ชายไม่ต้องการต่อรองอะไรทั้งสิ้น และพี่ชายทั้งสองก็เป็นพี่ที่มียาโคบและเลอาห์เป็นพ่อแม่
ทั้งสองคือ สิเมโอนและเลวี  ชายสองคนสามารถฆ่าได้ทั้งเมือง พวกเขาได้ทำสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่เชเคมทำ  ตรงนี้เราจะเห็นเลยว่า การที่พระเจ้าได้ทรงให้โมเสสทำการบัญชาเรื่องการลงโทษว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้อิสราเอลนั้น ลงโทษคนอื่นมากเกินกว่าโทษที่ทำครั้งแรก
 
ส่วนลูกชายคนอื่นของยาโคบก็มายังที่ผู้คนนอนตายเกลื่อนกลาดและปล้นเมืองที่น้องสาวถูกทำให้เป็นมลทินพวกเขากวาดเอาฝูงแพะแกะ ฝูงวัวและฝูงลา ตลอดจนข้าวของในเมืองและในทุ่งแล้วยังกวาดเอาทรัพย์สมบัติ ข้าวของทุกอย่างในบ้านของพวกเขา รวมทั้งกวาดต้อนผู้หญิงกับเด็กมาเป็นเชลย  พวกนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอิสราเอลในอนาคตด้วย 

ยาโคบคิดอย่างไร?
ยาโคบคิดอย่างไร?
ปฐมกาล 34:30-31

คนที่ผิดสุดในสายตาของยาโคบก็คือ สิเมโอนกับเลวีนั่นเอง เราจะเห็นชัดในปฐมกาล 49:5-7 เมื่อยาโคบได้พยากรณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกหลานของเขา แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้ตำหนิลูกว่า ทำผิดศีลธรรม ทำร้ายคนอย่างเกินแค้น เขาแค่เป็นห่วงว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาหากว่าผู้คนแถบนั้นรวมตัวกันมาโจมตี เห็นได้ว่า ยาโคบนั้นห่วงตัวเองเป็นที่สุด

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 34
1* ปฐมกาล 30:21
2* ปฐมกาล 20:2
4* ผู้วินิจฉัย 14:2
5* 2 ซามูเอล 13:22
7* ผู้วินิจฉัย 20:6 ; 2 ซามูเอล 13:12
12* อพยพ 22:16-17
13* ปฐมกาล 31:7


14* อพยพ 12:48; โยชูวา 5:2-9
19* 1 พงศ์กษัตริย์ 4:9
20* รูธ 4:1, 11
24* ปฐมกาล 23:10, 18
25* ปฐมกาล 29:33-34; 42:24; 49:5-7
26* ปฐมกาล 49:5-6
30* ปฐมกาล 49:6; โยชูวา 7:25; อพยพ 5:21; เฉลยธรรมบัญญัติ 4:27

ปฐมกาล 33 คืนดีกับพี่ชาย

The Meeting of Esau and Jacob, James Tissot, ca. 1896-1902. Wikimedia

คืนดีด้วยพระคุณ
1 แล้วยาโคบเงยหน้าขึ้น เห็นพี่ชายกำลังตรงมาหาเขาพร้อมกับชายสี่ร้อยคน เขาจึงแยกเด็ก ๆ ไว้กับ
เลอาห์ ราเชลและสาวใช้ทั้งสองคน
2 เขาให้สาวใช้และลูก ๆ อยู่ข้างหน้า ต่อมาเป็นเลอาห์และลูก ๆ
ส่วนราเชลกับโยเซฟนั้นอยู่หลังสุด
3 แต่ตัวยาโคบเองนั้น เดินไปข้างหน้า และน้อมคำนับลงถึงพื้นเจ็ดครั้ง ขณะที่เขาเดินเข้าไปหาพี่ชาย


4 แต่เอซาวกลับวิ่งมาหาเขา กอดเขาและโอบคอ ยาโคบ จูบเขาและทั้งสองก็ร้องไห้
5 เมื่อเอซาวมองขึ้นมาเห็นผู้หญิงและเด็ก ๆเขาถามว่า “คนเหล่านี้ที่มากับเจ้าเป็นใครหรือ?”
“เป็นลูก ๆ ที่พระเจ้ากรุณาประทานให้ผู้รับใช้ของพี่ขอรับ”
6 สาวใช้กับลูก ๆ เดินเข้ามา และก้มกราบลง
7 เลอาห์และลูก ๆ เดินเข้ามาด้วยและกราบลงจากนั้น ยาโคบราเชลก็เข้ามาใกล้และกราบลง

8 “ถ้าอย่างนั้น ที่เจ้าส่งฝูงสัตว์มาพบฉันนั้นคืออะไรเล่า?” เอซาวถาม “ก็เพื่อให้เป็นที่พอใจในสายตาของนายท่าน
ขอรับ” ยาโคบตอบ
9 “โอย..ฉันมีพอแล้ว น้องชาย” เอซาวตอบ “เก็บสิ่งที่เจ้ามีเอาไว้เถิด”
10 แต่ยาโคบคะยั้นคะยอ
“ไม่ได้ขอรับ หากข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของนายท่านแล้ว ก็ขอโปรดรับของกำนัล
จากมือของข้าพเจ้า ความจริง เมื่อได้เห็นหน้าของท่านก็เหมือนได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า เพราะ
ท่านรับข้าพเจ้าไว้อย่างเมตตายิ่งนัก
11 โปรดรับของขวัญที่นำมาเพราะพระเจ้าทรงเมตตาข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
เองก็มีพอแล้ว” ยาโคบย้ำแล้วย้ำอีกจนเอซาวยอมรับ

เส้นทางที่ยาโคบหลีกเลี่ยง
12 แล้วเอซาวกล่าวว่า “ออกเดินทางไปกันเถิด ข้าจะไปล่วงหน้าเจ้า”
13 แต่ยาโคบตอบว่า “นายท่านก็ทราบว่า ลูก ๆ ยังเล็กอยู่ และข้าพเจ้าต้องดูแลฝูงแพะแกะและวัวที่ยังเป็นแม่ลูกอ่อน หากฝืนให้มันเดินทางแม้วันเดียว สัตว์ทั้งฝูงอาจจะตายได้

14 ขอนายท่านล่วงหน้าผู้รับใช้ของท่านไปก่อน แล้วข้าพเจ้าจะค่อย ๆ พาพวกเขาไปช้า ๆ ตามกำลังของพวกมันและเด็กๆ ข้าพเจ้าจะไปพบท่านที่เสอีร์
15 “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะทิ้งคนของฉันไว้ให้กับเจ้าบ้าง” เอซาวตอบ
แต่ยาโคบว่า “ทำอย่างนั้นทำไมขอรับ? ที่ท่านเมตตาข้าพเจ้านั้นก็พอแล้ว”
16 ในวันนั้น เอซาวจึงเดินทางกลับไปยังเสอีร์

ที่หมายซึ่งเอซาวไม่รู้
17 แต่ยาโคบเดินทางไปยังสุคคท ที่นั่น เขาสร้างบ้านให้ตนเอง และเพิงสำหรับฝูงสัตว์ ด้วยเหตุนี้เองที่นั้นจึงถูกเรียกว่า สุคคท (หมายถึงเพิงที่พัก พลับพลา)
18 หลังจากที่ยาโคบเดินทางจากปัดดานอารัมเขาก็มาถึงเมืองเชเคมใน
คานาอันอย่างปลอดภัยและเขาก็ตั้งค่ายนอกเมืองนั้น
19 เขาตั้งเต็นท์บนที่ดินซึ่งซื้อจากพวกลูกชายของฮาโมร์ซึ่งเป็นบิดาของเชเคม ราคา 100 เหรียญเงินเคสิทา
20 เขาได้ตั้งแท่นบูชาขึ้นที่นั่น และเรียกว่าเอล เอโลเฮ อิสราเอล
(พระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าแห่งอิสราเอล)

อธิบายเพิ่มเติม

คืนดีด้วยพระคุณ
ปฐมกาล 33:1-11
เราดูการวางตัวของคนทั้งหมด จะเห็นว่า หากเกิดเหตุร้าย ราเชลหนีได้ก่อนเพื่อนเลย สมกับที่เป็นภรรยาสุดที่รักจริง ๆ ส่วนสาวใช้กับลูก ๆ ก็ให้เป็นชุดแรก ที่พบเอซาว
 … และแล้ว ยาโคบก็แสดงให้เอซาวเห็นว่า เขานอบน้อมเพียงไร แต่สิ่งนี้จะเกิดยากถ้ายาโคบเองไม่ได้พบพระเจ้า และพบความเจ็บปวดที่ถูกลาบันเอาเปรียบอย่างมากมายมาก่อน
นับได้ว่า มีการเปลี่ยนนิสัยใจคอหลังจากที่ได้
เผชิญกับพระเจ้า ถูกเปลี่ยนชื่อ ทำให้เขาพร้อมที่จะพบพี่ชายที่เขาเคยทำร้าย เคยขโมยสิทธิไป  การที่เขานอบน้อมคำนับขนาดนั้น ทำให้เอซาวเห็นถึงความเสียใจที่ยาโคบเองแสดงออกมา แต่ในเวลานั้นยาโคบก็กลัวมากด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะมีแต่แพ้…​
 เอซาว เป็นคนที่วิ่งไปหาน้องชายก่อน  แทนที่จะด่าว่า เขากลับกอดจูบน้องชายที่เคยทำร้ายเขา ดูเหมือนเอซาวลืมไปหมดแล้วว่า
ยาโคบเคยทำอะไรกับเขามาบ้าง  พระเจ้าทรงอวยพรเอซาวมากมายเช่นกัน 
ชีวิตที่ต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอดนั้น ไม่ได้ง่ายเลยเอซาวกลายเป็นคนที่มีอิทธิพล เป็นหัวหน้า  เขามีสมุนตามมาหถึง 400 คน เท่ากับใหญ่พอควร ฉากที่เราเห็น
ในเวลานี้เป็นการพบปะที่ยาโคบเป็นคนเริ่มต้นก่อน โดยส่งสัตว์จำนวนมาก มาล่วงหน้า
เอซาวเลยสับสนว่า เป็นเรื่องอะไรหรือ เขาเองมีสัตว์ และคนรับใช้มากมายอยู่แล้ว ทั้งพี่น้องสองคนนี้ต่างได้รับพระพรจากพระเจ้า ต่างกล่าวคำว่า ฉันมีพอ
ดูเหมือนว่า เอซาวไ่ม่ได้ผูกใจเจ็บกับยาโคบ ในขณะที่ยาโคบเป็นเหมือนวัวสันหลังหวะตลอดเวลา การที่น้องได้ให้ของกำนัลกับพี่เป็นการบอกขอโทษ และการที่พี่รับก็เท่ากับได้ให้อภัยน้องในสมัยนั้น การรับของกำนัลคือการรับมิตรภาพ

ยิ่งกว่านั้น การที่ยาโคบกล่าวว่า เห็นเอซาวก็เหมือนเห็นพระพักตร์พระเจ้า เขากำลังมอบของให้พี่ชายเหมือนกับถวายกับพระเจ้า
ทั้งขอโทษที่ทำบาปกับพี่ ทั้งให้เป็นของขวัญ
ที่พระเจ้าเองได้ประทานแก่เขาอย่างมากมาย

นี่เป็นฉากการคืนดีที่น่าชื่นใจฉากหนึ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวของอิสอัคและราเชล หลังจากที่มีการต่อสู้เพื่อสิทธิเมื่อยี่สิบปีก่อน

เส้นทางที่ยาโคบหลีกเลี่ยง
ปฐมกาล 33:12-16
ดูเหมือนเอซาวจะเข้าใจว่า จากนี้ไปคงได้อาศัยอยู่ใกล้ ๆ กัน เขาจึงชวนน้องชายไปด้วย แต่ยาโคบเองก็หวั่นใจมาก เพราะถ้าหากอยู่ใกล้เอซาวคงไม่ดีแน่ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในอนาคต
แต่ตอนนี้เอง ยาโคบก็กำลังวางแผนที่จะอยู่ห่างเอซาวให้มากที่สุด เขาอดไม่ได้ที่จะแก้ตัวเพื่อหาทางที่จะได้ไปยังบ้านเกิดอย่างที่ตั้งใจไว้ เอซาวชวนแล้ว แต่ยาโคบแก้ตัว เขาก็เลยตามใจ ไม่ไปเซ้าซี้อีก นัดว่าจะไปพบกันที่เสอีร์
พี่ชายยังมีน้ำใจที่จะให้คนของเขาช่วยยาโคบ แต่ยาโคบอยากแค่ไม่ต้องสร้างความสัมพันธ์ใด ๆ เพิ่มเติมกับพี่ชาย เขาวางแผนในใจอยู่แล้วว่า จะไม่ไปแถบเสอีร์ทางใต้ เขาตั้งใจจะไปดินแดนคานาอัน เขาแก้ตัว เอซาวก็รับคำแก้ตัวนั้น การที่ยาโคบสัญญาว่า จะไปพบเขาที่เสอีร์อาจใช้เวลายาวนานกว่าที่คิด …
ไม่แน่… เอซาวอาจจะเดาใจยาโคบออกอยู่แล้ว แต่ปล่อยให้น้องชายทำอย่างที่น้องชายต้องการ เขาจึงเดินทางกลับเสอีร์ พร้อมกับของขวัญจำนวนมากจากยาโคบ
ขอบคุณพระเจ้าที่การคืนดีครั้งนี้เกิดขึ้น แต่ต่อไปยาโคบเองก็จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอีกมากมาย ซึ่งต่อไปนี้ เขาน่าจะอายุเกินร้อยปีแล้ว

ที่หมายซึ่งเอซาวไม่รู้
ปฐมกาล 33:17-20
ในที่สุด ยาโคบก็เดินทางมาถึงที่ ๆ หนึ่ง ใกล้คานาอัน ซึ่งเขาได้ตั้งรกรากลงที่นั่น จึงเรียกว่า สุคคท ถึงตอนนั้น ยาโคบด่วนตัดสินใจตั้งรกรากถูกที่หรือเปล่า?
แปลกจริงที่ยาโคบหยุดหยุดที่นี่ ไม่ตรงไปยังบ้านเกิดของตนเอง ดูว่า ครั้งนี้ เขาต้องการอยู่ใกล้เมืองที่มีคน จึงตั้งค่ายนอกเมืองแถมยังซื้อที่ดินจากคนแถบนั้นด้วย ครั้งก่อน อับราฮัมก็เคยซื้อที่สำหรับทำเป็นสุสาน เหมือนกับว่า ค่อย ๆ ซื้อที่ดินเป็นผืน ๆ
เขาเข้าไปอยู่ในเมืองไม่ได้เพราะเมืองมีคนอาศัยอยู่ และเป็นเมืองของคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า
เขาตั้งเต็นท์อยู่บนที่ดินนั้นคงคิดว่าจะอยู่นานพอสมควร เพราะเขาตั้งแท่นบูชาพร้อมตั้งชื่อให้ซึ่งมีความหมายว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของอิสราเอล เขาใช้ชื่ออิสราเอลที่จะกลายเป็นชนชาติใหม่ ที่เข้ามาอยู่ใกล้ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาให้
ยาโคบได้เติบโตในความเชื่อ เขารู้ว่า พระเจ้าที่เขาเชื่อนี้ ทรงเป็นพระเจ้าของเขา ของชนชาติที่จะเกิดจากครอบครัว พระเจ้าทรงทำตามที่ทรงสัญญา และทรงปกป้องเขามาตลอด แม้ว่าเวลานี้ เขายังมองไม่เห็นอะไรข้างหน้ามากนัก
(ปฐมกาล 28:13-15)

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 33
1* ปฐมกาล 32:6
3* ปฐมกาล 18:2; 42:6
4* ปฐมกาล 32:28
5* ปฐมกาล 48:9
8* ปฐมกาล 32:13-16; 32:5
10* ปฐมกาล 43:3



11* 1 ซามูเอล 25:27;30:26; อพยพ 33:19; 2 พงศ์กษัตริย์ 5:23
14* ปฐมกาล 32:3; 36:8
15* รูธ  2:13
17* โยชูวา 13:27
18* ยอห์น 3:23; โยชูวา 24:1
19* ยอห์น 4:5
20* ปฐมกาล 35:7

ปฐมกาล 32 ปล้ำสู้กับพระเจ้า!


พบทูตสวรรค์
1 ส่วนยาโคบนั้นก็ออกเดินทางไปตามทางที่เขาต้องไปนั้น และทูตสวรรค์ของพระเจ้ามาพบกับเขา
2 เมื่อยาโคบเห็นทูตนั้น เขากล่าวว่า
“นี่เป็นค่ายของพระเจ้า”
แล้วเขาก็เรียกที่นั้นว่า มาหะนาอิม

ยาโคบติดต่อพี่ชาย
3 ยาโคบส่งผู้สื่อสารไปหาเอซาว พี่ชายของเขาในเขตเสอีร์ แผ่นดินเอโดม 
4 โดยสั่งว่า “เจ้าต้องพูดกับนายของข้าคือ ท่านเอซาวว่า ‘ยาโคบ ผู้รับใช้ของท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้า ได้อยู่กับลาบันและจนกระทั่งบัดนี้ 
5ข้าพเจ้ามีวัว ลา ฝูงแกะคนใช้ ชายหญิงข้าพเจ้าส่งสาร มาบอกข่าวแก่ท่าน
เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้รับความกรุณาจากท่าน’”
6 เมื่อผู้สื่อสารกลับมาหายาโคบ พวกเขาแจ้งว่า “เราไปพบท่านเอซาว พี่ชายของท่าน และท่านกำลังเดินทางมาพบท่าน โดยมาพร้อมกับชายอีก 400 คน”  
7 นี่ทำให้ยาโคบหวาดกลัวและเป็นทุกข์ยิ่งนัก เขาแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม แบ่งฝูงแพะ แกะ ฝูงวัวและฝูงอูฐด้วย    8 เขากล่าวว่า   “หากพี่เอซาวมาโจมตีพวกหนึ่ง อีกพวกจะได้หนีไปได้”

รีบเข้าเฝ้าพระเจ้า
9  แล้วยาโคบกล่าวว่า “โอ พระเจ้าของอับราฮัม บิดาของข้าพเจ้า พระเจ้าของ
อิสอัค บิดาของข้าพเจ้า  พระยาห์เวห์ผู้ตรัสกับข้าพเจ้า ‘จงกลับไปยังบ้านเมืองของเจ้า ไปยังญาติพี่น้องของเจ้า และเราจะทำให้เจ้าเจริญขึ้น’ 
10 ข้าพเจ้าไม่สมควรได้รับความเมตตา และความรักมั่นคงที่พระองค์ประทานแก่ผู้รับใช้ของพระองค์  ที่จริง ข้าพเจ้าได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนพร้อมกับไม้เท้าอันเดียว แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีผู้คนถึงสองกลุ่ม  


 11 โอ.. ขอทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าจากพี่เอซาวของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ากลัวเขา กลัวว่า เขาจะเข้ามาโจมตีข้าพเจ้าและแม่ของเด็ก ๆ ที่มาด้วย   
12  พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ‘เราจะทำให้เจ้าเจริญขึ้น และทำให้ลูกหลานของเจ้ามีจำนวนมากมายเหมือนเม็ดทรายในทะเล  มากจนไม่อาจนับได้

เตรียมของกำนัล
13 ยาโคบได้ค้างคืนที่นั่น แล้วเขาก็ได้เลือกของขวัญให้พี่เอซาว จากสิ่งที่เขาขนมาด้วย นั่นคือ
 14 ลูกแพะเมีย 200 ตัว
แพะตัวผู้ 20 ตัว
แกะตัวเมีย  200 ตัว 
และแกะตัวผู้  20 ตัว
15 อูฐแม่ลูกอ่อนที่ให้นม   30 ตัว
พร้อมลูกของมัน
วัวตัวเมีย    40  ตัว  วัวตัวผู้   10 ตัว
ลาตัวเมีย   20  ตัว ลาตัวผู้  10  ตัว
16 แล้วเขามอบสัตว์เหล่านั้นให้กับบ่าวรับใช้ เป็นฝูง ๆ แต่ละคนดูแลแต่ละฝูง และกล่าวกับพวกเขาว่า “จงข้ามไปล่วงหน้า และเว้นระยะห่างระหว่างฝูง” 
17  เขาสั่งบ่าวคนข้างหน้าว่า “เมื่อท่านเอซาว พี่ชายของเราพบเจ้าและถามว่า ‘เจ้าเป็นบ่าวของใคร? เจ้ากำลังจะไปไหน? และสัตว์เหล่านี้เป็นของใคร?’
18 ก็ให้เจ้าตอบว่า ‘สัตว์เหล่านี้เป็นของท่านยาโคบ และเป็นของกำนัลเพื่อฝากให้ท่านเอซาว นายท่าน และดูเถิด ท่านยาโคบ ผู้รับใช้ของท่านกำลังเดินทางตามมา’”
19 แล้วเขาก็สั่งบ่าวกลุ่มที่สอง กลุ่มที่สาม รวมทั้งเหล่าคนที่ตามฝูงสัตว์มาทุกกลุ่มว่า “เมื่อเจ้าพบท่านเอซาว เจ้าจะต้องกล่าวกับท่านอย่างเดียวกัน
20  และเจ้ายังต้องกล่าวด้วยว่า ‘ดูเถิด ท่านยาโคบ ผู้รับใช้ของท่านกำลังเดินทางตามหลังเรามา’” เพราะเขากล่าวว่า “เราจะทำให้พี่ชายหายโกรธด้วยของขวัญที่มาล่วงหน้า แล้วหลังจากนั้นเราก็พบท่านเอซาวด้วยตัวเอง และเมื่อนั้น เขาอาจจะยอมรับเราก็ได้”


21 ดังนั้น ของกำนัลจึงไปล่วงหน้าเขา และเขาเองก็ยังค้างคืนอยู่ในค่าย  
22 คืนนั้น เขาตื่นขึ้นมา เอาภรรยาทั้งสอง สาวใช้สองคน และลูก ๆ ทั้งสิบเอ็ดคนข้ามลำธารยับบอกตรงส่วนที่เป็นสันดอน
  23  เขาพาพวกเขาไปและส่งข้ามลำธารพร้อมกับทรัพย์สินต่าง ๆ 

สู้ไม่หยุดกับบุรุษแปลกหน้า
24 และยาโคบก็อยู่คนเดียว  แล้วก็มีบุรุษผู้หนึ่งเข้ามาปล้ำสู้กับเขาจนรุ่งสาง    25  เมื่อท่านผู้นั้นเห็นว่า เขาไม่อาจเอาชนะยาโคบได้  เขาจึงแตะข้อสะโพกของยาโคบขณะที่ปล้ำสู้กัน ทำให้สะโพกของเขาเคลื่อน 
26  บุรุษท่านนั้นกล่าวว่า “ปล่อยเราไป เพราะกำลังจะเช้าแล้ว”  แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยท่านจนกว่าท่านจะอวยพรข้าพเจ้า”
27  บุรุษผู้นั้นถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?” เขาตอบว่า “ชื่อ ยาโคบขอรับ”
 28 แล้วท่านจึงกล่าวว่า “จากนี้ต่อไป เจ้าจะไม่ใช้ชื่อยาโคบอีก แต่เป็นชื่อ อิสราเอล เพราะว่าเจ้าได้ต่อสู้กับพระเจ้า และต่อสู้กับมนุษย์ และเจ้าก็ชนะด้วย (ยาโคบแปลว่า เขาหลอก หรือยึดข้อเท้า ส่วนอิสราเอลแปลว่า ปล้ำสู้กับพระเจ้า)
 29  ยาโคบถามขึ้นว่า “ขอบอกชื่อของท่านมาเถิด” แต่ท่านตอบว่า “เหตุใดเจ้ามาถามชื่อของเรา?”
จากนั้นท่านจึงอวยพรยาโคบที่นั่น

หลังจากการต่อสู้ 
30 ยาโคบเรียกที่นั่นว่า เปนีเอล (แปลว่า พระพักตร์ของพระเจ้า) “เพราะเราได้เห็นพระเจ้าต่อหน้า แต่พระองค์ยังทรงไว้ชีวิตเรา”
  31 ขณะที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือเขานั้น เขาเดินกะโผลกกะเผลกผ่านเปนีเอล เจ็บที่สะโพก
  32 นี่เป็นเหตุผลว่า ทุกวันนี้ คนอิสราเอลจึงไม่กินเส้นเอ็นขาอ่อนที่ข้อต่อสะโพก  เพราะพระเจ้าได้ทรงแตะข้อสะโพกของเขา

อธิบายเพิ่มเติม

พบทูตสวรรค์
ปฐมกาล 32:1-2
พระเจ้าทรงเมตตายาโคบมาก! การเดินทางของยาโคบครั้งนี้ มีทูตสวรรค์มาพบกับเขา ทูตสวรรค์มา นี่เป็นการย้ำเตือนให้ยาโคบรู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา   เขาพบกับทูตสวรรค์เป็นครั้งที่สองแล้ว (ครั้งแรกเมื่อฝันตามทางที่ไปบ้านลาบัน เห็นทูตสวรรค์มากมายขึ้นลงบันไดสวรรค์ 28:12-13) ครั้งนี้เขาก็รู้สึกว่าที่ตรงนั้นพิเศษมาก จึงตั้งชื่อให้สถานที่
มีความหมายว่า สองค่าย  นั่นคงเป็นค่ายของพระเจ้า และค่ายของเขา

ยาโคบติดต่อพี่ชาย
ปฐมกาล 32:3-8
นี่ก็ยี่สิบปีผ่านไปแล้ว   ยาโคบทำในสิ่งที่สมควรทำคือ การคืนดีกับพี่ชายที่เคยสัญญาว่า จะต้องฆ่าน้องชายแน่ ๆ  เขารู้มาว่าพี่ชายอยู่ทางใต้จึงส่งคนไป โดยที่เรียกเอซาวว่า นาย
และเล่าว่าเขาเป็นอย่างไร มีครอบครัว มีฝูงสัตว์ มีบ่าวชายหญิง
เขาขอความกรุณานั่นคือ ขอการคืนดี …​และแล้วคำตอบคือ เอซาวกำลังจะมาหาพร้อมชายสี่ร้อยคน!
อะไรกันนี่ อุตส่าห์เข้ามาขอความเมตตาจากพี่แต่พี่กลับจะเอาคนมาโจมตีเราอย่างนั้นหรือ..ยาโคบตกใจมาก วางแผนรับมืออย่างรอบคอบ
หากพี่โจมตีหนึ่งกลุ่ม อีกกลุ่มจะหนีไปได้ ตอนนั้นยาโคบคงว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก การกระทำของเอซาวนั้น จะคิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลย 
ขนาดว่ายาโคบได้รับการยืนยันจากพระเจ้าว่า ทรงอยู่ด้วย แต่ความที่ยาโคบรู้สึกผิดมาโดยตลอดที่ไปโกงสิทธิลูกหัวปี และความเป็นตัวตนคนเจ้าเล่ห์ เขาจึงวางแผนแบ่งคนของเขาออกเป็นสองกลุ่มทันที

รีบเข้าเฝ้าพระเจ้า
ปฐมกาล 32:9-12
เมื่อเกิดความกลัว สิ่งที่ยาโคบทำดีที่สุดคือการหันมาหาพระเจ้า เขาย้ำพระสัญญาที่พระเจ้าเคยประทานแก่เขา นี่เป็นตัวอย่างสำหรับชีวิตของเรายามที่เกิดความกลัวด้วยเช่นกัน  นี่เป็นการอธิษฐานถึงพระเจ้าของบรรพบุรุษ  เขาย้อนคำสั่งของพระเจ้า ย้อนไปถึงพระสัญญาของพระองค์ทันที  เขาย้อนอดีตทำให้รู้ว่า พระเจ้าทรงอวยพรเขามากขนาดไหน

เขาทูลพระเจ้าว่า เขากลัว กลัว… แล้วก็ย้ำพระสัญญาของพระองค์ไปพร้อม ๆ กัน  เขามีความกลัว แต่ก็มีความหวังใจในพระเจ้า คำอธิษฐานนี้บอกเราว่า เขาเน้นพูดถึงความช่วยเหลือของพระเจ้า พระสัญญา  และก็ย้ำพระสัญญาสำหรับอนาคตอีก และไม่ได้ทำตัวเป็นวีรบุรุษ แต่เข้ามาหาพระเจ้า บอกพระองค์อย่างที่เขารู้สึก 

เตรียมของกำนัล
ปฐมกาล 32:13-23
หลังจากที่อธิษฐานแล้ว เขาก็กลับมาคิดว่า ตัวเองควรทำอย่างไร  เขาก็ไม่ได้อยู่เปล่า ๆ รอพระเจ้า แต่ใช้ปัญญาว่า จะทำให้เอซาวหายโกรธได้อย่างไร
 เอาของขวัญให้กับศัตรูเก่า เผื่อว่าเขาจะหายโกรธ นี่เป็นวิธีดีที่สุดที่ยาโคบจะคิดได้ และเขาไม่ได้ให้ของที่เป็นเศษ หรือคุณภาพไม่ดี เขาเลือกของดีที่สุด
ให้กับพี่ชาย และเชื่อว่า การทำเช่นนี้จะได้ทำให้เกิดการคืนดีขึ้น  บางคนมองว่า ยาโคบไม่ไว้ใจพระเจ้าใช่ไหมจึงต้องเตรียมของขวัญขนาดนี้  ถ้าเขาไม่มีเขาก็ไม่ต้องเตรียม แต่เขามีมากมาย แบ่งให้เอซาวก็ได้ เป็นการแสดงความเคารพ และขอโทษ และถ่อมตนต่อหน้าเอซาว
พอเตรียมของขวัญแล้ว ก็เป็นขบวนการให้ของขวัญ ยาโคบทำสามขั้นโดยแบ่งคนเป็นสามกลุ่มเพื่อแจ้งให้เอซาวได้รู้ว่า เขากำลังจะพบกับอะไรมีการเตรียมตัวทั้งของทั้งคน ทั้งวิธีการรอบด้าน
ยาโคบทำให้เรารู้ว่า เมื่อเรามีความเชื่อในพระเจ้าแล้ว เราก็ยังไม่อยู่เฉย แต่ลงมือทำสิ่งที่เหมาะสมกับความเชื่อนั้น ตอนนี้เขาต้องวางใจว่า พระเจ้าจะทรงโน้มน้าวใจให้เอซาวยกโทษให้เขา จุดนั้นเป็นสิ่งที่ยาโคบทำเองไม่ได้

ยาโคบทำตามแผนทุกอย่างโดยกะว่าไม่ให้พลาดเขาเตรียมคนงานที่จะไปล่วงหน้าไว้อย่างดี เป็นชุด ๆ ต่อเนื่องกัน
คำพูดทุกคำมีการซักซ้อมให้พูดตามที่วางไว้ ทั้งหมดเป็นเพราะเขาเชื่อว่า ของขวัญจะทำให้
พี่ชายหายโกรธ
หากเราลองนึกถึงว่า เหตุการณ์จริงในการเลือกสัตว์ จัดพวกจัดกลุ่ม และเตรียม
ขบวนระหว่างการเดินทาง ไม่ใช่ทำในพื้นที่อาศัย มันเป็นเรื่องโกลาหลไม่น้อย เราต้องยกนิ้วให้กับยาโคบเลยในเรื่องนี้
คืนนั้นเอง เขาส่งภรรยาข้ามแม่น้ำยับบอกซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ลงมาจากทะเลกาลิลี ไปยังทะเลตาย

ส่วนตัวเขาเองยังคงค้างอยู่ในค่าย  เขาต้องการอยู่คนเดียว คิดทุกอย่างให้รอบคอบ แต่แล้ว ….

สู้ไม่หยุดกับบุรุษแปลกหน้า
ปฐมกาล 32:24-32
คืนนั้นเอง มีบุรุษผู้หนึ่งเข้ามาปล้ำสู้กับยาโคบจนเช้า … การสู้ครั้งนี้ ไม่ทราบว่ากี่ชั่วโมง แต่เราจะเห็นว่า ยาโคบแม้อายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่ยังแข็งแรงมาก  บุรุษผู้นั้นเหมือนจะเก่งแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะยาโคบได้ ท่านต้องการให้เขาปล่อย  คนอย่างยาโคบไม่ยอม ถ้าเขาไม่ได้อะไรจากการปล้ำสู้ครั้งนี้
(มีบางคนให้ความเห็นว่า การสู้ครั้งนี้คือการอธิษฐานปล้ำสู้กับพระเจ้า) แต่เราจะเห็นว่า เป็นการสู้ทางร่างกาย เพราะเขาได้แตะต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบและเขาก็เจ็บปวดมาก สะโพกเคลื่อน
ถึงอย่างนั้น ยาโคบก็ไม่ยอมปล่อย และเขาเรียกร้องให้บุรุษผู้นั้นอวยพรเขา
ถึงตรงนี้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพร… เขาถามว่า ชื่ออะไร คำตอบคือชื่อยาโคบ (หรือพูดง่าย ๆ คือ ชื่อหลอกลวง) พรที่บุรุษแปลกหน้าให้กับยาโคบก็คือ ชื่อใหม่ เป็น อิสราเอล ซึ่งแปลว่า ปล้ำสู้กับพระเจ้า เจ้าชายของพระเจ้า
ยาโคบถามชื่อบุรุษผู้นั้นแต่ เขาไม่ได้รับคำตอบ เขายังได้รับพรเพิ่มเติมอีก ตอนนี้
ยาโคบรู้แล้วว่า เขาได้พบกับพระเจ้าแม้จะไม่ได้เห็นพระพักตร์แบบชัด ๆ ตรง ๆ เพราะเวลานั้นยังมืดอยู่  

หลังจากการต่อสู้
ปฐมกาล 32:30- 32
ยาโคบได้ให้ชื่อที่นั้นว่า เปนีเอล เพราะเขาได้พบพระเจ้าที่นั่น และยังมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่
เหลือเชื่อมาก ๆ พระสิริ พลังของพระองค์ที่มนุษย์คนหนึ่งสัมผัสจะทำให้เขาตายแน่นอนเพราะรุนแรง ท่วมท้น จนเราไม่อาจทนได้ เปรียบได้กับเราเข้าไปไกล้ดวงอาทิตย์มากไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ดวงอาทิตย์นั้นมีประโยชน์กับเรามหาศาล
แต่….ยาโคบได้รับการยกเว้นที่จะไม่สิ้นชีวิต และยังเป็นหลักประกันว่า เขาจะปลอดภัยจนถึงที่หมาย

 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 32
1* กันดารวิถี 22:31
2* โยชูวา 5:14
3* ปฐมกาล 14:6; 33:14, 16; 25:30; 36:6-9
4* สุภาษิต 15:1
5* ปฐมกาล 30:43; 33:8, 15
6* ปฐมกาล 33:1
7* ปฐมกาล 32:11; 35:3


9* สดุดี 50:15; ปฐมกาล 28:13;
31:42; 31:3, 13
10* ปฐมกาล 24:27; โยบ 8:7
11* สดุดี 59:1-2
12* ปฐมกาล 28:13-15; 22:17
13* ปฐมกาล 43:11
20* สุภาษิต 21:14
22* เฉลยธรรมบัญญัติ   3:16

24* โฮเชยา 12:2-4
25*   2 โครินธ์ 12:7
26* ลูกา 24:28; โฮเชยา 12:4
28* ปฐมกาล 35:10; โฮเชยา12:3-4;
ปฐมกาล 25:31; 27:33
29* ผู้วินิจฉัย 13:17-18; ปฐมกาล 35:9
30* ปฐมกาล 16:13