มัทธิว 18 การยกโทษจากใจจริง

ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
1 เวลานั้น ศิษย์ของพระองค์มาทูลถามว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ พระเจ้าข้า?” 
2 พระเยซูทรงเรียกเด็กเล็กคนหนึ่งมาหาพระองค์ และทรงให้เด็กยืนต่อหน้าพวกศิษย์ของพระองค์
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
3 แล้วพระองค์ตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ถ้าเจ้าไม่หันกลับไปเป็นเหมือนเด็กเล็กแล้วละก็ เจ้าไม่อาจจะเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ได้เลย
4 คนที่ใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์นั้น คือคนที่ถ่อมตนเหมือนเด็กเล็กคนนี้
5 และผู้ใดที่ต้อนรับเด็กคนหนึ่งในนามของเรา เท่ากับว่าได้ต้อนรับเราด้วย

คนที่เป็นหินสะดุด
6 หากผู้ใดเป็นต้นเหตุให้คนหนึ่งในหมู่เด็กเล็ก ๆ ที่เชื่อในเราให้หลงผิด สะดุดไป ก็ให้เอาหินโม่ผูกคอผู้นั้นแล้วโยนเขาลงในทะเลลึก นั่นจะเป็นการดีกว่า”
7 วิบัติจงมีแก่คนในโลก เนื่องจากสิ่งที่เป็นเหตุให้พวกเขาทำบาป แม้สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น  แต่วิบัติมีแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น (คนที่เป็นหินสะดุดให้คนอื่น )
8 หากมือหรือเท้าของเจ้าเป็นเหตุให้เจ้าทำบาป ก็จงตัดมันทิ้งไป เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะเสียบางส่วนของร่างกายแต่ได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีมือเท้าทั้งสองข้างแต่กลับถูกโยนลงในบึงไฟที่เผาไหม้เป้นนิตย์
9 หากตาของเจ้าทำให้เจ้าหลงทำบาป จงควักออกทิ้งเสีย เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะมีเพียงตาดวงเดียวและได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีตาสองข้างแต่ถูกโยนลงในบึงไฟ 

แกะหลงหาย
10 “จงระวังตัวว่าเจ้าจะไม่ดูหมิ่นดูแคลนคนเล็กน้อยเหล่านี้สักคน เพราะเราบอกเจ้าว่า พวกเขามีทูตสวรรค์ประจำตัวที่เฝ้าอยู่ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์
(11 เพราะบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อช่วยคนที่หลงหายไปให้รอด)
12 เจ้าคิดเห็นอย่างไรหรือ? หากชายคนหนึ่งมีแกะหนึ่งร้อยตัว แต่ตัวหนึ่งหายไป  เขาจะไม่ทิ้งเก้าสิบเก้าตัวไว้บนเนินเขา และออกไปตามหาตัวที่หายไปนั้นหรือ?
 13 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเขาได้พบมัน เขาก็มีความยินดีกับแกะหายที่กลับมา มากกว่าเก้าสิบเก้าตัวที่ไม่เคยหายไปไหน
14 เช่นเดียวกัน พระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหลงหายไป

เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา

15 “หากพี่น้องของเจ้าทำบาปต่อเจ้า ก็จงไปแจ้งเขาว่าเขาทำผิดอะไรเป็นการส่วนตัว หากเขาฟังเจ้า เจ้าก็ได้ช่วยให้ผู้นั้นกลับคืนมาเป็นพี่น้องของเจ้าอีก
16 แต่หากเขาไม่รับฟัง ก็กลับไปหาเขาอีกและนำอีกคนสองคนไปด้วย เพราะ ‘ทุกข้อกล่าวหาจะต้องมีพยานยืนยันสองสามปาก’
  17 หากเขายังไม่ยอมรับฟังอีก ก็ให้แจ้งแก่ชุมชนผู้เชื่อ  หากเขาไม่ฟังชุมชนผู้เชื่อ ก็ให้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับคนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือเหมือนกับคนเก็บภาษี

18 “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งใดที่เจ้าห้ามในโลก ก็จะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามในสวรรค์ และสิ่งที่เจ้าอนุญาตในโลก จะเป็นสิ่งที่เจ้าอนุญาตในสวรรค์ด้วย
19 “และขอบอกด้วยว่า หากเจ้าสองสามคนเห็นชอบพร้อมใจในสิ่งใด และอธิษฐานขอ พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงกระทำสิ่งนั้นให้เจ้า 
20 นี่เป็นความจริงเพราะว่า หากสองสามคนมารวมตัวกันในนามของเรา เราก็จะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น



ผู้รับใช้ใจร้าย
21 แล้วเปโตรเข้ามาหาพระเยซู ทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า เมื่อพี่น้องทำบาปต่อข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าควรจะยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง ควรจะยกโทษให้เขาเจ็ดครั้งหรือ?”
22 พระเยซูตรัสว่า “เราขอบอกเจ้านะว่า ไม่ใช่แค่เจ็ดครั้ง แต่เป็นเจ็ดสิบ เจ็ดครั้ง  (มีความหมายว่าไม่มีการจำกัด)
23 ดังนั้น แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่ทรงประสงค์จะตรวจบัญชี สะสางหนี้ที่ทาสรับใช้เป็นหนี้พระองค์ 
24  เมื่อเริ่มตรวจบัญชี ก็พบคนหนึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์ 
(เงินเป็นจำนวนมากขนาดหลายสิบล้านบาท แค่หนึ่งตะลันท์มีค่าเท่ากับค่าจ้างการทำงานหกพันวัน นี่เป็นหนี้ที่ไม่อาจใช้หมดได้) จึงนำตัวมาเฝ้า
 25 เป็นเพราะเขาไม่อาจใช้หนี้คืนได้ องค์กษัตริย์จึงทรงบัญชาให้เอาตัวเขาและภรรยา พร้อมลูก ๆ และสมบัติทั้งสิ้นที่มีไปขาย เพื่อนำมาใช้หนี้
26 ทาสคนนั้น คุกเข่าลง ทูลวิงวอนว่า ‘ขอทรงเมตตาด้วยพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะใช้หนี้ให้จนครบ’
27 องค์กษัตริย์ก็ทรงมีพระทัยสงสารทาสคนนี้ จึงทรงปล่อยเขาไป และยังยกหนี้ให้หมดด้วย
28 เมื่อออกมา ทาสคนนี้ก็ไปเจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้เป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเหรียญเดนาริอัน (เท่ากับค่าแรงทำงานหนึ่งร้อยวัน) เขาจึงกระชากเพื่อนที่คอ และกล่าวว่า   ‘เอาเงินที่เจ้าเป็นหนี้ คืนข้ามา!’
29 ชายที่เป็นหนี้ ก็คุกเข่าลงและขอร้องเขา “ขอเพื่อนเห็นใจด้วย ยังไง ๆ เราก็จะคืนให้เพื่อนทั้งหมด”
30 แต่ทาสคนแรกนั้นไม่ยอม กลับนำเพื่อนทาสของเขาไปจำ
คุกจนกว่าจะใช้หนี้จนครบ


31  เมื่อทาสคนอื่น ๆ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างรู้สึกเศร้าสลดกัน จึงพากันไปเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์  ทูลรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
32  องค์กษัตริย์จึงทรงเรียกทาสคนแรกนั้นมา ตรัสว่า “เจ้าทาสชั่ว  เพราะเจ้าได้อ้อนวอนขอร้องเรา เราก็ยกหนี้ให้เจ้าทั้งหมด
33 เจ้าควรจะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนทาสด้วยกัน  เหมือนอย่างที่เราได้เมตตาต่อเจ้า
34 องค์กษัตริย์ทรงพิโรธมาก และส่งทาสคนนั้นเข้าคุกให้เจ้าพัศดีไปทรมานจนกว่าเขาจะใช้หนี้สินจนครบ
35พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ของเราจะทรงทำแก่เจ้าแบบนั้น หากเจ้าไม่ยกโทษพี่น้องจากใจจริง”

อธิบายเพิ่มเติม

มัทธิวบทนี้ มีหลายเรื่องที่เราเองต้องเรียนรู้ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องระวังมาก
ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
มัทธิว 18:1-2
ศิษย์ของพระเยซูยังสนใจสิ่งหนึ่ง ทั้งที่ยังเพิ่งเสียใจอยู่หยก ๆ ว่า พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ อาจเป็นเพราะเห็นว่า พระเยซูมักเอาสามคนไปด้วยเป็นส่วนตัว คือ เปโตร ยอห์น ยากอบ ดังนั้นต้องถามให้แน่ใจว่า ใครเป็นใหญ่ในสวรรค์? พวกเขาไม่ค่อยมีความมั่นคงสักเท่าไร แต่คำตอบของพระเยซูกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดในใจ พระองค์ทรงเอาเด็กเล็กคนหนึ่งมายืนต่อหน้าพวกเขา
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
มัทธิว 18:3-4
“จงหันกลับไปเป็นเหมือนเด็ก” เมื่อใครคนหนึ่งจะกลับใจมาหาพระเจ้า เขาจะต้องเข้าใจว่า ทุกอย่างที่เขามี ทุกอย่างที่เขาเป็นยังด้อยกว่าองค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่มากนัก การกลับใจมาพร้อมกับการถ่อมใจ
พระเยซูทรงเอาเด็กมาเป็นตัวอย่างซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่เราจะเข้าใจได้ เด็กต้องพึ่งความช่วยเหลือจากพ่อแม่ เหมือนกับที่เราต้องพึ่งพระเจ้า เด็กถ่อมตน รู้ว่าตัวเองรู้ไม่เท่าผู้ใหญ่ เด็กไม่สนใจว่าฉันจะต้องเป็นใหญ่ในสังคม
ทรงกล่าวถึงการถ่อมใจแบบเด็ก ไม่ใช่การทำตัวไม่รู้ประสีประสาแบบเด็ก เด็กมีความไว้วางใจและพึ่งพาพ่อแม่ ผู้ใหญ่เต็มที่ เราจึงควรที่จะวางใจพระเจ้า พึ่งพาพระองค์เต็มที่เช่นกัน

คนที่เป็นหินสะดุด
มัทธิว 18:5-7
การเป็นเหตุให้หลงผิดที่พระเยซูตรัส คือการวางกับดักให้คนอื่นต้องหลงทาง ทำผิดต่อตัวเอง ต่อพระเจ้า เป็นความต้ังใจอันเลวร้าย
คำว่าเด็กเล็กที่เชื่อในเรา รวมไปถึงผู้ที่เชื่อแล้วยังไม่แข็งแรง เพิ่งเกิดใหม่ อย่าให้มีใครไปกดขี่ ทำร้าย หรือหลอกลวงเขา เขาจนเขาต้องเลิกเชื่อ หรือหลงไปทำบาป ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะโดนโทษจากพระเจ้าอย่างที่พระเยซูตรัสไว้ นี่ทำให้เราทุกคนต้องสำรวจตัวเองด้วยว่า เราทำเช่นนั้นกับใครมาบ้าง ถ้ามี ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขด่วน
ม้ทธิว 18:8-9
การทำบาป ในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะบาปของเรานั่นเอง ที่พระบุตรของพระเจ้าทรงลงมารับโทษบาปเหล่านั้น
หลายคนอาจไม่เชื่อเรื่องนรก แต่พระเยซูทรงชัดเจนว่า นรกมีจริง!

แกะหลงหาย
มัทธิว 18:10-14
พระเยซูทรงบอกให้รู้ว่า เราไม่ควรดูหมิ่นใครก็ตาม แต่นิสัยที่ช่างดูถูกคนอื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครนี้ มันเป็นนิสัยที่ระบาดในโลกใหม่นี้มากกว่าสมัยก่อนมากมายนัก การที่คนหนึ่งรู้วิธีหาความรู้โดยใช่เอไอ ทำให้เขาคิดว่า เขามีทักษะในเรื่องเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่การปฏิบัติจริงอาจจะไม่เป็นเลย แต่ก็ทำให้หลงตัวคิดว่าตัวเองเก่งได้..
พระเยซูทรงบอกเราชัดเจนว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อย คนต่ำต้อย คนที่โลกไม่เห็นคุณค่า พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครสักคนต้องหลงหายไปจากทางของพระองค์เลย
คนใดก็ตามที่พระบิดาประทานให้กับพระองค์แล้ว พระองค์จะทรงตามหาเขาและรักษาเขาไว้ (ยอห์น 18:9) อุปมาเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อยซึ่งหลงทางไปมากเพียงใด

เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา
มัทธิว 18:15-17
พระเยซูทรงวางหลักการในการคืนดี และการอยู่ร่วมกัน พระเยซูทรงใช้คำว่าพี่น้อง… เป็นการจัดการปัญหาระหว่างพี่น้องในหมู่ผู้เชื่อ
เป็นระเบียบที่หากมีปัญหาจะได้ใช้วิธีนี้แก้ปัญหา
1 หากนายพจน์ (ชื่อสมมติ) ทำผิดต่อนายกริช นายกริชจะต้องไปคุยให้รู้เรื่องกันเป็นส่วนตัว และให้อภัยนายพจน์ให้เรียบร้อย มีการคืนดีกัน และเริ่มต้นกันใหม่อย่างที่ผู้เชื่อควรทำต่อกัน (พระเยซูไม่ได้ทรงบอกว่าเป็นความผิดใด แต่เรารู้ว่า ในโลกความเป็นจริงนั้น มีผิดที่เล็กน้อย และผิดที่หนักหนาสาหัส เรื่องนี้ต้องใหญ่มากเพราะสุดท้ายแล้วหากไม่มีการกลับใจ ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ใกล้กันไม่ได้เลย)
2 แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับผิด ไม่รับฟัง ยังดึงดันว่าตัวเองถูกต้อง นายกริชก็ต้องหาเพื่อนสองสามคนไปเพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน พยานก็น่าจะช่วยพูดให้เกิดการยอมรับ ขอโทษ คืนดี
3แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับฟังอีก ก็ต้องไปแจ้งชุมชนผู้เชื่อให้พิจารณาที่จะปฎิบัติต่อนายพจน์เหมือนกับเขายังไม่เชื่อ
ทั้งหมดนี้ พระเยซูให้ทำส่วนตัวก่อน ยังไม่ต้องไปแจ้งให้ทุกคนรู้ ไม่ต้องไปซุบซิบนินทา แต่พยายามแก้ปัญหาให้เสร็จระหว่างสองคน
แต่ในที่สุด หากทำแล้วไม่ได้ผล ชุมชนผู้เชื่อก็ต้องรับรู้และปฏิบัติต่อเขาอย่างสมควร ซึ่งถ้าเป็นบาปที่ส่งผลร้ายมาก อาจหมายถึงการลงโทษ หรือการตัดขาดไปเลย ชุมชนผู้เชื่อต้องมีมาตรฐานที่สูงในเรื่องการจัดการกับบาป และข้อต่อไปก็ยังอยู่ในบริบทนี้
มัทธิว 18:18
พระคำตอนนี้เหมือนกับ มัทธิว 16:19 พระเยซูทรงกล่าวถึงอาณาจักรสวรรค์ ชุมชนของพระเจ้าต้องมีความถ่อมใจ แม้ว่าจำต้องตัดสินใจถอดบางคนออกจากชุมชน พวกเขาจะต้องทำอย่างระมัดระวัง พวกเขาต้องแน่ใจว่า พระเจ้าทรงให้ทำเช่นนั้น เราจะเห็นว่า พระคำตอนนี้มีความจำเป็นมาก เพราะคริสตจักรจะต้องไม่แปดเปื้อนด้วยบาปต่าง ๆ จะยอมให้บาปตั้งเด่นในชุมชนของพระเจ้าไม่ได้ เราพบว่า ในปัจจุบัน มีผู้นำที่ทำผิดต่อพี่น้องและไม่ยอมรับ ไม่ยอมขอโทษ ยังมีการให้คนที่ถูกกระทำออกไปจากคริสตจักรอีก เป็นการทำผิดซ้อนผิดต่อพี่น้อง

สองสามคนในพระนาม
มัทธิว 18:18-20
การที่สองคนรวมตัวกันในพระนามพระเยซูนั้น มีความหมายว่า เห็นด้วยอย่างเดียวกัน เหมือนกับเล่นดนตรีในเพลงเดียวกัน คีย์เดียวกัน ​
พระคำตอนนี้มีความหมายถึงเรื่องที่พระเยซูกำลังกล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ คำว่า พร้อมใจกันขอสิ่งใด เป็นการขอเรื่องความเข้าใจ เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะทรงทำการชำระชุมชนผู้เชื่อให้กับผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์



พระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการตัดสินลักษณะนี้ เมื่อคนของพระองค์ต้องตัดสินใจ พระองค์จะทรงนั่งบนบัลลังก์เพื่อตัดสินความ (สดุดี 82:1)
สำหรับคนยิวโดยทั่วไป กว่าจะตั้งศาลาธรรมได้สักแห่งต้องมีสิบคนขึ้นไป พระเยซูทรงวางพื้นฐานการอธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องความไม่เป็นธรรม หรือความผิดในหมู่ผู้เชื่อด้วยคนจำนวนสองสามคนขึ้นไปที่มีใจเดียวกัน
ในข้อยี่สิบ พระเยซูทรงเป็นองค์อิมมานูเอล ทรงอยู่ด้วยกับคนของพระองค์ แม้ว่าพระองค์สถิตในสวรรค์ พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงอยู่กับเราเสมอ

ผู้รับใช้ใจร้าย
มัทธิว 18:21-35
แล้วเปโตรก็มาหาพระเยซู เขาสงสัยจริง ๆ ว่าควรจะยกโทษให้สักเจ็ดครั้งใช่ไหม เพราะนั่นก็มากอยู่แล้ว ในศาสนายิวเดิมแค่ยกโทษสักสามครั้งก็เป็นสิ่งที่สมควรจะทำ ไม่ต้องเกินไปกว่านั้น
แต่พระเยซูกลับบอกเขาว่า การยกโทษนั้นไม่ได้จำกัดแค่จำนวน แต่ไม่มีการจำกัดจำนวน ด้วยการตรัสว่า ให้ยกโทษ​ขนาด 70 เจ็ดครั้ง !!
แล้วพระองค์ก็เล่าเรื่องอุปมาที่เราจะย่อว่า
กษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงสะสางหนี้ให้กับคนหนึ่งที่เป็นหนี้มากมาย ชายคนนี้อาจเป็นเจ้าเมือง อาจจะไม่ได้ส่งภาษี อาจจะมาขอยืมเอาไปพัฒนาเมืองก็เป็นได้ เพราะเป็นหนี้มากมายเหลือเกิน เราจะให้ชื่อว่านายบุรี
แล้วนายบุรีขอองค์กษัตริย์ผ่อนผัน โดยสัญญาว่าจะใช้หนี้จนครบ
แต่ยิ่งกว่านั้นทรงปล่อยเขาเป็นอิสระ และยกหนี้ให้ทั้งหมด (เหมือนกับที่พระเยซูได้ทรงชำระหนี้บาปเราทั้งสิ้น และทรงปล่อยเราให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสมาร)
นายบุรีออกมา เจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้น่าจะเป็นคนธรรมดาที่มาขอยืมเงินไปใช้ในครอบครัว ชื่อว่านายหมู่
นายบุรีคาดคั้นให้นายหมู่คืนเงินทั้งหมด แม้ว่านายหมู่จะสัญญาว่าจะคืนเงิน นายบุรีกลับไม่ยอม เอานายหมู่ไปจำคุกจนกว่าจะใช้หนี้ให้ครบ
(ช่างเหมือนกับเราที่ไม่ยอมยกโทษให้คนอื่น ขนาดเขาขอร้องก็ยังไม่อาจทำใจยกโทษให้ได้ และยังทำให้เขารู้ว่า โทษนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องชดใช้คืนเสียด้วย )
ทาสทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ ทำอะไรไม่ได้ จึงเข้าไปรายงานกษัตรย์
นายบุรีถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง และองค์กษัตริย์ทรงส่งไปทรมาน จนกว่าเขาจะหาทางใช้หนี้ให้ครบ (เมื่อเราไม่ยกโทษให้ใคร พระเจ้าจะไม่ทรงยกโทษให้เราเช่นกัน)
เรื่องราวนี้ เมื่อปรับนำมาเข้ากับตัวเราแล้ว เราก็ไม่มีข้อแก้ตัวที่จะถือโทษใครเลย เรามีโอกาสที่ทำตัวเป็นนายบุรี นายหมู่ หรือทาสคนอื่น ๆ ที่ไปรายงานได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 18
1* ลูกา 9:46-48; 22:24-27
2* มัทธิว 19:14
3* ลูกา 18:16
4* มัทธิว 20:27; 23:11
5* มัทธิว 10:42
6* มาระโก 9:42
7* 1 โครินธ์ 11:19 ; มัทธิว 26:24;27:4-5








8* มัทธิว 5:29-30
10* ฮีบรู 1:14; ลูกา 1:19
11* ลูกา 9:56
12* ลูกา 15:4-7
14* 1 ทิโมธี 2:4
15* เลวีนิติ 19:17; ยากอบ 5:20
16*เฉลยธรรมบัญญัติ 17:6; 19:15
17* 2 เธสะโลนิกา 3:6, 14

18* ยอห์น 20:22-23
19* 1 โครินธ์ 1:10; 1 ยอห์น 3:22; 5:14
20* กิจการ 20:7
21* ลูกา 17:4
22* โคโลสี 3:13
25* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:1
32* ลูกา 7:41-43
35* ยากอบ 2:13

ปฐมกาล 24 ตามหาเธอเพื่ออิสอัค

ภาพวาดโดยเจมส์ ทิสสอท (1836 – 1902)

คำสาบานต่อนาย
1 เวลานี้ อับราฮัมชรามาก และพระยาห์เวห์ทรงอวยพระพรเขาทุกอย่าง
  2 อับราฮัมกล่าวกับบ่าวที่อาวุโสที่สุดในบ้าน และเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินทุกอย่างของเขา “จงวางมือของเจ้าไว้ที่ใต้ขาอ่อนของเรา
 3 เพราะเราต้องการให้เจ้าสาบานในพระนามแห่งองค์เจ้านาย พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินว่า เจ้าจะไม่เลือกเอาลูกสาวชาวคานาอันซึ่งเราเอง ได้อาศัยในหมู่พวกเขามาให้ลูกชายของเรา
4 แต่เจ้าจะเดินทางไปยังบ้านเกิดของเรา ไปหาญาติพี่น้องของเรา เพื่อเลือกภรรยาให้อิสอัคลูกชายของเรา”
  5 บ่าวผู้นั้นตอบท่านว่า “หากหญิงสาวผู้นั้นไม่ยอมติดตามข้าพเจ้ามายังแผ่นดินนี้ ข้าพเจ้าจะต้องนำลูกชายของท่านกลับไปยังบ้านเมืองที่ท่านละจากมาอย่างนั้นหรือ?”
  6 อับราฮัมตอบเขาว่า “เจ้าจะต้องไม่นำลูกชายของเรากลับไปที่นั่น
7 องค์พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงนำข้าออกมาจากบ้านของพ่อ และจากแผ่นดินบ้านเกิด พระองค์ตรัสกับข้าและทรงปฏิญาณว่า ‘เราจะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่ผู้สืบเชื้อสายของเจ้า’ พระองค์จะทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์ล่วงหน้าเจ้า และเจ้าจะหาภรรยาให้ลูกชายของเราจากที่แห่งนั้น
  8 แต่หากผู้หญิงคนนั้นไม่เต็มใจที่จะตามเจ้ามา เจ้าก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เจ้าพ้นคำสาบานนี้ แต่อย่าพาลูกชายของเรากลับไปที่นั่น”
9 ดังนั้นบ่าวจึงวางมือของเขาไว้ที่ใต้ขาอ่อนของอับราฮัมเจ้านายของเขา และสาบานต่ออับราฮัมในเรื่องนี้

ออกเดินทาง
10 แล้วบ่าวก็นำอูฐของนายสิบตัว รวมทั้งของขวัญอันมีค่าจากนายของเขา ลุกขึ้นและเดินทางไปยังอารัมนาหะราอิม มุ่งไปยังเมืองของนาโฮร์
 11 พอตกเย็น เมื่อเหล่าหญิงสาวพากันออกมาตักน้ำ เขาก็ให้อูฐหมอบลงพักนอกเมือง  ใกล้บ่อน้ำ

คำอธิษฐาน
12 เขาอธิษฐานว่า “โอ พระยาห์เวห์ พระเจ้าของอับราฮัม นายของข้าพเจ้า
วันนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้รับความสำเร็จด้วยเถิด  ขอพระองค์สำแดงรักมั่นคงที่ทรงมีต่ออับราฮัม นายของข้าพเจ้า
 13 โอ.. ข้าพเจ้ายืนอยู่ตรงนี้ข้างบ่อน้ำพุ  และเหล่าลูกสาวของคนในเมืองก็กำลังออกมาตักน้ำ

14 ข้าพเจ้าจะพูดกับหญิงสาวคนหนึ่งว่า ‘ขอวางโถน้ำของเธอลง เพื่อข้าจะได้ดื่ม’ หากเธอตอบว่า  ‘เชิญท่านดื่มน้ำ และข้าเจ้าจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วยเจ้าค่ะ’ก็นับว่า เธอเป็นคนที่พระองค์ทรงเลือกไว้ให้อิสอัคผู้รับใช้ของพระองค์ และถ้าเหตุการณ์
เกิดขึ้นตามนี้ ข้าพเจ้าจะได้มั่นใจว่า พระองค์ทรงแสดงความรักมั่นคงต่อเจ้านายของข้าพเจ้าแล้ว”
15 ก่อนที่เขาจะอธิษฐานจบ   ดูสิ เรเบคาห์ลูกสาวของเบธูเอลซึ่งเป็นลูกชายของมิลคาห์ ภรรยานาโฮร์น้องชาย
ของอับราฮัม ก็แบกโถน้ำใส่บ่าเดินออกมา
คำตอบจากพระเจ้า
16 เธอเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามมากเป็นสาวพรหมจารี ไม่มีชายใดแตะต้องเธอมาก่อน
เธอเดินไปที่บ่อน้ำ เติมน้ำเต็มโถแล้วก็กลับขึ้นมา
17 บ่าวผู้นั้นก็ปราดวิ่งไปหาเธอ พูดว่า “ขอน้ำในโถของเธอให้ฉันสักนิดเถอะ”
18 เธอตอบว่า “นายเจ้าคะ ขอเชิญดื่มเถิด” และเธอก็รีบเอาโถลง ให้เขาดื่มน้ำทันที
19 เมื่อให้เขาดื่มเสร็จแล้ว เธอกล่าวว่า “ข้าเจ้าจะตักน้ำให้อูฐของท่านกินจนอิ่มด้วยเจ้าค่ะ”
20 จากนั้น เธอรีบเทน้ำจากโถลงในรางน้ำแล้ววิ่งไปที่บ่ออีก ตักน้ำมาให้อูฐครบทุกตัว
21 เขาเฝ้าจ้องดูเธอเงียบๆ เพื่อพิจารณาว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้การเดินทางของเขาประสบความสำเร็จหรือไม่
ของขวัญให้หญิงสาว
22 เมื่ออูฐอิ่มน้ำแล้ว เขาก็ล้วงเอาแหวนทองคำหนักครึ่งเชเขล (หนักประมาณ 2 สลึงหรือ 6 กรัม) กำไลมือทองคำคู่หนึ่งหนัก 10 เชเขล​(หนักประมาณ 7 บาท หรือ 120 กรัม) ออกมามอบให้เรเบคาห์
23 เขากล่าวว่า “บอกหน่อย เธอเป็นลูกสาวใครกัน? พ่อของเธอมีห้องพักให้พวกเราได้ค้างคืนได้ไหม?”


 

ของขวัญให้หญิงสาว
24“ข้าเจ้าเป็นลูกสาวของพ่อเบธูเอล
ลูกชายของย่ามิลคาห์กับปู่นาโฮร์” เธอตอบยังกล่าวต่อไปว่า “บ้านเรามีฟาง และอาหารพอให้สัตว์ รวมทั้งห้องให้พวกท่านค้างคืนด้วยเจ้าค่ะ”
26 เขาจึงก้มหัวลง กราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า
 27กล่าวทูลว่า “สรรเสริญองค์พระยาห์เวห์พระเจ้าของอับราฮัม นายของข้าพเจ้าพระองค์ไม่ทรงลืมความเมตตาและความซื่อตรงของพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้านายของข้าพเจ้าพระองค์ทรงนำให้ข้ามาถึงบ้านของญาติพี่น้องของเจ้านายของข้าพเจ้า”

ครอบครัวเข้าใจทันที
28 ส่วนหญิงสาวก็วิ่งกลับไปบอกคนในบ้านของมารดาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 
29พี่ชายของเรเบคาห์คือลาบัน จึงรีบมาพบชายคนนั้นที่บ่อน้ำ
30 เพราะเขาเห็นแหวนและกำไลที่ข้อมือน้องสาวและเมื่อเขาได้ยินเรเบคาห์เล่าสิ่งที่ชายคนนั้นกล่าวกับเธอ เขาจึงออกไปหาชายคนนั้น และพบเขายืนอยู่ข้าง ๆ บ่อน้ำกับฝูงอูฐ
31 “ขอเชิญท่านเข้าไปข้างใน”เขากล่าว “ท่านที่พระยาห์เวห์ทรงอวยพระพร  เหตุใดจึงยืนอยู่ข้างนอกเล่า ในเมื่อข้าพเจ้าได้จัดเตรียมบ้านให้เรียบร้อยแล้ว และยังมีที่สำหรับอูฐของท่านด้วย?” 
32  เขาจึงเข้าไปในบ้าน และมีคนมาช่วยยกของลงจากหลังอูฐ  และจัดฟาง อาหารให้พวกมัน  มีน้ำล้างเท้าให้กับเขาและคนที่มา   
33แต่เมื่อมีอาหารตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว เขากลับพูดว่า “ข้าพเจ้ายังไม่รับประทานจนกว่าจะได้พูดสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องพูดเสียก่อน”  “เชิญท่านพูดมาเลย” ลาบันกล่าว  

บอกเล่าธุระที่เดินทางไกลมา
34 เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นบ่าวของท่านอับราฮัม
35 พระยาห์เวห์ทรงอวยพระพรแก่นายของข้าพเจ้า
มากมาย จนมั่งมีมาก พระองค์ประทานฝูงสัตว์ทั้ง แพะแกะ โค รวมทั้งเงินทอง ผู้รับใช้ชายหญิง รวมทั้งอูฐ และลา 
36   ต่อมา นายหญิงซาราห์ภรรยาของนายก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อเธอมีอายุมากแล้ว และ นายก็ยกทรัพย์สินทั้งสิ้นที่มีอยู่ให้บุตรชายคนนี้ 
37 นายท่านให้ข้าพเจ้าสาบานว่า “เจ้าจะต้องไม่หาลูกสาวชาวคานาอันมาให้เป็นภรรยาของลูกชายเราแม้ว่าเราอยู่ท่ามกลางพวกเขา
38 แต่ให้ไปยังบ้านบิดาของเรา ไปยังหมู่ญาติและหาภรรยาให้บุตรชายของเรา”
39 ข้าพเจ้าจึงตอบนายว่า ‘เธอคนนั้นอาจไม่ตามข้าพเจ้ามา’  
40 แต่ท่านก็พูดกับข้าพเจ้าว่า ‘ข้าดำเนินชีวิตอยู่ในทางของพระยาห์เวห์ พระองค์จะทรงส่งทูตของพระองค์ไปกับเจ้า จะทำให้เจ้าได้พบความสำเร็จ เจ้าจะต้องหาภรรยาให้ลูกชายจากหมู่ญาติของเราจากบ้านบิดาของเรา 
41 เมื่อเจ้าไปหาคนในครอบครัวของเรา  เจ้าก็จะพ้นจากคำสาบานที่ให้กับเราไว้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมยกเธอให้กับเจ้าก็ตาม’
 42 “ดังนั้นวันนี้เมื่อข้าพเจ้ามาถึงบ่อน้ำพุและอธิษฐานว่า “โอ พระยาห์เวห์พระเจ้าของนายของข้าพเจ้า ขอทรงโปรดให้การเดินทางประสบผลตามที่ตั้งใจ






 

 43 บัดนี้ ข้าพเจ้ายืนอยู่ข้างสระน้ำพุ ข้าพเจ้าจะพูดกับหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มที่ออกมาตักน้ำว่า “ขอให้ฉันได้ดื่มน้ำจากโถของเธอสักหน่อยเถิด    
44 และให้เป็นคนที่พูดกับข้าพเจ้าว่า  “เชิญท่านดื่มน้ำและฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วย” เท่ากับเธอคนนั้นเป็นคนที่พระยาห์เวห์ทรงเลือกให้เป็นภรรยาลูกชายของของนายของข้าพระองค์
45 แล้วก่อนที่ข้าจะอธิษฐานจบ ดูสิ เรเบคาห์ก็เดินออกมาพร้อมแบกโถน้ำบนบ่า และเธอเดินไปที่บ่อน้ำ ตักนั้น และข้าพเจ้าพูดกับเธอว่า“ขอน้ำให้ฉันดื่มหน่อย”
46 เธอก็รีบยกโถน้ำจากบ่า และบอกข้าพเจ้าว่า“เชิญดื่มเถิด และดิฉันจะให้น้ำกับฝูงอูฐของท่านด้วย” ข้าพเจ้าจึงได้ดื่มน้ำ และเธอก็ตักน้ำให้อูฐ 
47 ข้าพเจ้าถามเธอว่า “เธอเป็นลูกสาวของใคร?”
เธอตอบว่า “เป็นลูกสาวของพ่อเบธูเอล ซึ่งเป็นลูกชายของปู่นาโฮร์ และ ย่ามิลคาห์”ข้าพเจ้าจึงใส่ห่วงที่จมูกของเธอ และสวมกำไลข้อมือให้
48 แล้วข้าพเจ้าก็ก้มลงนมัสการกราบองค์พระยาห์เวห์ซึ่งทรงเป็นพระเจ้าของอับราฮัม นายของข้าพเจ้าที่ทรงนำข้าพเจ้ามาถูกทาง ให้ได้พบลูกสาวของญาตินาย และพาไปให้ลูกชายของท่าน

ขอลูกสาว
49 บัดนี้ ถ้าท่านจะแสดงความกรุณาและความจริงใจต่อนายของข้าพเจ้าแล้ว ก็ขอให้ท่านบอกข้าพเจ้า หากท่านจะปฏิเสธก็ขอบอกข้าพเจ้าด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้ว่า ควรทำอย่างไรต่อไป
50 ลาบันและเบธูเอลจึงตอบว่า “เรื่องนี้มาจากพระยาห์เวห์ทีเดียวเราจะว่าอะไรได้เล่า ..”
51 “ดูสิ เรเบคาห์ก็อยู่ต่อหน้าท่าน พาเธอไปเถิด    
ให้เธอได้ไปเป็นภรรยาลูกชายของเจ้านายท่าน ดังที่พระยาห์เวห์ทรงนำ”
52 เมื่อผู้รับใช้ของอับราฮัมได้ยินเช่นนั้น
เขาก็ก้มกราบลงถึงดินเพื่อนมัสการพระยาห์เวห์
53 แล้วก็นำเครื่องประดับ แก้วแหวนเงินทอง
รวมทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์มอบให้เรเบคาห์ และยัง
มอบของมีค่าให้แก่พี่ชายและมารดาของเธอด้วย

คำตอบของเรเบคาห์
54 จากนั้น เขาและคนที่มากับเขาก็กินดื่ม และค้างคืนที่นั่น เมื่อพวกเขาตื่นมา คนรับใช้ผู้นั้นกล่าวว่า“ให้ข้าพเจ้ากลับไปหานายของข้าพเจ้าเถิด” แต่
55 พี่ชายและแม่ของเธอว่า “ขอให้เธออยู่กับเราสักสิบวันแล้วเธอค่อยไป”
56 แต่เขาตอบว่า“อย่ารั้งข้าพเจ้าไว้เลย เพราะพระยาห์เวห์ทรงให้ข้าพเจ้าบรรลุตามเป้าหมายแล้วขอให้ข้าพเจ้ากลับไปหานายเถิด”
57 ทั้งสองจึงกล่าวว่า “เราจะเรียกหญิงสาวมาถามดู เธอจะตัดสินใจอย่างไร”58 พวกเขาเรียกเรเบคาห์มาถามว่า “เธอจะไปกับชายผู้นี้หรือไม่?” เธอตอบว่า “ฉันจะไป”  
59 พวกเขาจึงส่งน้องสาวเรเบคาห์ กับพี่เลี้ยงของเธอไปกับบ่าวของอับราฮัมและคนของเขา 
60 พวกเขาอวยพรเรเบคาห์กล่าวว่า “น้องเอ๋ย.. ขอให้เจ้าได้เป็นแม่ของคนจำนวนมากนับแสนและขอให้เชื้อสายของเจ้าได้ครอบครองเมืองของเหล่าศัตรู”
61 แล้วเรเบคาห์กับสาวใช้ของเธอก็ลุกขึ้น ขี่อูฐตามชายผู้นั้น บ่าวของอับราฮัมก็พาเรเบคาห์จากไปพร้อมกับเขา

พบชายหนุ่มที่รออยู่
62 ส่วนอิสอัค กลับมาจากเบเออร์ลาไฮรอย เพราะเขาอาศัยอยู่ที่เนเกบ (ทางใต้)  
63 เวลาเย็น เขาออกไปใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ ในท้องทุ่ง  เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นขบวนอูฐเดินมาทางเขา 
64 เรเบคาห์ ก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเธอเห็นอิสอัค จึงรีบลงมาจากหลังอูฐ
  65 เธอถามบ่าวว่า “ชายคนที่เดินในทุ่งมาหาเราคือใครเจ้าค่ะ?” เขาตอบว่า “เป็นนายของข้าพเจ้าเองขอรับ” เธอจึงหยิบผ้ามาคลุมหน้า
 66 บ่าวจึงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาทำ ให้อิสอัครับทราบ
67 แล้วอิสอัคจึงนำเธอเข้าไปในเต็นท์ของซาราห์ แม่ของเขา และเขารับเธอเป็นภรรยา  เขารักเธอ และอิสอัคก็คลายจากความทุกข์ใจที่สูญเสียแม่ไป 

อธิบายเพิ่มเติม

ความตั้งใจของอับราฮัม
ปฐมกาล 24:1-9
เราจะเห็นความตั้งใจแน่วแน่ของอับราฮัม ที่ลูกชายของเขาจะไม่แต่งงานกับผู้หญิงชาวคานาอันในพื้นที่  พระเจ้าทรงอวยพระพรอับราฮัมทุกด้าน  ตอนนี้ เหลืออยู่อย่างเดียวคือ
ลูกชายต้องมีลูกหลานสืบต่อเชื้อสายของอับราฮัมและตัวลูกชายก็ต้องไม่ออกจากพื้นที่ด้วย เพราะเป็นการเสี่ยงที่เขาจะไม่กลับมา ดังนั้น อับราฮัมซึ่งชรามาก ไม่อาจเดินทางไปไหนไกล ๆ ได้ จึงเลือกบ่าวที่เขาไว้ใจให้ทำงานสำคัญ  น่าแปลกที่เขาไม่ได้ให้ทำงานนี้ตอนที่ซาราห์ยังมีชีวิตอยู่ 
ทูตสวรรค์นำทาง
บ่าวผู้นี้เป็นผู้อาวุโสในครัวเรือน เป็นผู้ดูแลงานในบ้านเหนือบ่าวหรือทาสคนอื่น ๆ เป็นคนที่อับราฮัมไว้ใจมาก (อาจเป็นเอลีเอเซอร์ใน 15:2)ดังนั้น เขาจึงเป็นตัวแทนของอับราฮัมที่จะไปหาภรรยาให้ลูกชาย  เขาจะต้องรับผิดชอบที่จะหาภรรยาที่พระเจ้าทรงเลือกให้อิสอัค  แต่จริงแล้ว เขาไม่ต้องกังวลเลย เพราะทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะนำเขาไป  ทูตสวรรค์จะจัดการให้เขาได้พบหญิงสาวที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้  งานชิ้นนี้สำคัญนัก  ซาราห์สิ้นไปแล้ว และอับราฮัมก็ชรามากแล้วด้วย
คำสาบานของบ่าวเป็นในพระนามแห่งองค์เจ้านาย พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน 
สาระสำคัญของสัญญานี้
*ห้ามนำลูกชายออกจากพื้นที่
*ห้ามหาหญิงสาวจากพื้นที่คานาอัน
*ไปหาหญิงสาวจากบ้านเกิดของอับราฮัมให้พบโดยการนำของทูตสวรรค์ของพระองค์ ซึ่งมีความหมายถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้า (16:7; 22:11)
*ถ้าหญิงสาวไม่ตามเขามา เขาพ้นคำสาบาน
วิธีการสาบานคือ วางมือใต้ขาอ่อน ซึ่งในสมัยโบราณ คำนี้ ใต้ขาอ่อนอาจเป็นคำที่ใช้แทนอวัยวะเพศ (ข้อ 2) คนโบราณถือว่า “ใต้ขาอ่อน” เป็นแหล่งกำเนิดของลูกหลานและเป็นฐานของอำนาจ (CONSTABLE’S NOTES)

สำหรับอับราฮัมแล้ว อิสอัคจะต้องไม่ร่วมชีวิตกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะเขารู้ดีว่า การทำเช่นนั้นจะนำความยากลำบากมาให้ 
ผู้หญิงที่ไม่เชื่อพระเจ้านั่นแหละที่จะชักชวนให้ลูกชายของเขาไปกราบไหว้เทพที่เธอนับถือ   กลายเป็นว่าลูกชายทำผิดต่อพระเจ้าและพระสัญญาจะไม่สำเร็จ 

ปฐมกาล 24:10-21
หลังจากที่ให้สัญญากันเป็นมั่นเป็นเหมาะ บ่าวผู้นี้ก็เดินทางไปพร้อมกับอูฐสิบตัว พร้อมของขวัญมากมายสำหรับครอบครัวเจ้าสาว
ไม่ได้มีบันทึกการเดินทางของเขาว่า ต้องเจอความยากเย็นอะไรบ้าง แต่เล่าถึงตอนที่เขาไปถึงเมืองของนาโฮร์เลย
เขาไปถึงในเวลาที่สาว ๆออกมาตักน้ำเสียด้วย เราจะเห็นฉากของเรื่องราวต่าง ๆ ที่บ่อน้ำหลายแห่งในพระคัมภีร์ และที่นี่ก็เป็นฉากที่สำคัญไม่น้อย  เป็นที่ ๆ อธิษฐานขอพระเจ้าให้เขาทำงานสำเร็จ 
คำอธิษฐาน
คำอธิษฐานของบ่าวนิรนามผู้นี้  ได้บ่งบอกว่า เขากำลังทูลต่อใคร  เขาอธิษฐานอย่างเฉพาะเจาะจง เรารู้แน่ว่า ตลอดการเดินทางเป็นเวลานานนั้น เขาก็อธิษฐานมาอยู่แล้ว และเมื่อถึงที่หมาย เขาก็มีความมั่นใจทันทีว่า หนึ่งในกลุ่มสาว ๆ ที่มาตักน้ำนั้น จะมีคนหนึ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นเจ้าสาวของอิสอัคแน่นอน
นี่เป็นคำอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้าที่พระคัมภีร์บันทึกไว้เป็นครั้งแรก  เป็นคำที่มีความเข้าใจ
และเฉียบแหลมไม่น้อย คำอธิษฐานของเขานั้นเป็นการทูลขอการทรงนำของพระเจ้าอย่างเฉพาะเจาะจงแบบเหลือเชื่อ    และเราจะได้เห็นคำตอบของพระเจ้าอย่างชัดเจน ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย เขาขอให้หญิงสาวคนนั้น พูดและทำอย่างที่เขาขอจากพระเจ้าไว้

คำตอบจากพระเจ้า
เขาขอว่าจะขอน้ำจากหญิงสาว
เธอจะต้องเชิญให้เขาดื่มและตักน้ำให้อูฐด้วย
เป็นคำขอแค่สองประการ และเรเบคาห์ก็แบกโถน้ำออกมา เธอเติมน้ำจนเต็มแล้วกลับขึ้นมา
เขาวิ่งไปหาเธอ ขอน้ำ  แล้วเธอเชิญให้ดื่ม  แถมยังดูแลให้อูฐได้น้ำด้วย เธอทำให้มันทุกตัวด้วยเต็มใจ อูฐหนึ่งตัวจะกินน้ำได้ถึง 25-40 แกลลอน มากัน 10 ตัว เท่ากับน้ำประมาณ 250 แกลลอนที่เรเบคาห์จะต้องช่วยให้อูฐทุกตัวได้น้ำ เธอน่าจะเป็นคนแข็งแรงมาก และมีน้ำใจเป็นที่สุด

บ่าวของอับราฮัมค่อย ๆ ดูคำตอบจากพระเจ้าอย่างใจเย็น เพื่อจะตัดสินใจว่านี่เป็นคำตอบของพระเจ้า
และแล้วเขาก็มั่นใจว่า เธอเป็นคนที่ใช่แน่นอน! ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่า เธอเป็นลูกสาวของใคร

ปฐมกาล 24:22-27
ของขวัญให้หญิงสาว
การที่เขาของอับราฮัมได้ตอบแทนเรเบคาห์ด้วยแหวน(จมูก)กับกำไลทองคำ     ของขวัญมีค่าขนาดนี้ เป็นการบอกว่า เขาเป็นตัวแทนของใครอีกคนที่มีฐานะพอตัวเลยทีเดียว
การถามว่า เธอเป็นลูกสาวใคร? นั้น เพราะในสมัยโบราณ ความเป็นลูกสาวคือตัวตนของเธอ แต่เมื่อแต่งงานไป เธอจะละความเป็นลูกสาวกลายเป็นภรรยา ตัวตนของเธอผูกกับสามี ไม่ใช่กับบิดาอีกต่อไป เมื่อเธอบอกว่าเธอเป็นลูกหลานของใครแล้ว
เรเบคาห์ก็พร้อมที่จะให้แขกได้เข้ามาพักที่บ้าน
ของเธอ ซึ่งฟังแล้ว เป็นบ้านที่มั่งคั่งพอสมควร
เลยทีเดียว

ขณะที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไปนั้น ผู้รับใช้ของ
อับราฮัมไม่ได้ลืมเลยว่า ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเพราะ
พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้แล้ว เขาไม่ได้รอว่า
ไปที่พักก่อน แล้วค่อยขอบพระคุณ แต่มีโอกาส
ทำตอนไหนได้ก็ทำเลย 

ครอบครัวเข้าใจทันที
ปฐมกาล 24:28-33
พระคัมภีร์แนะนำตัวลาบันให้เรา เขาเห็นว่าน้องสาวได้ทองคำติดตัวกลับมา ต้องมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นแน่ เขารีบออกไปหาบ่าวผู้นั้น  เขาคงอยากจะได้สมบัติอย่างน้องสาว และรู้ว่า การให้สมบัติขนาดนี้มีความหมายถึงการมาสู่ขอด้วย
ลาบันรีบออกไปพบเขา และพร้อมที่จะต้อนรับชายแปลกหน้าผู้นี้  จากนั้นก็เป็นการต้อนรับอย่างเอื้อเฟื้อของชาวตะวันออกกลาง
แต่ชายแปลกหน้าผู้นี้กลับไม่ยอมกินอาหารใด ๆ ก่อน  เขาขอพูดถึงเหตุผลที่เขามาถึงบ้านนี้ เขาต้องการสู่ขอทันที ไม่รีรอ

บอกเล่าธุระที่เดินทางไกลมา
ปฐมกาล 24:34-48
บ่าวของอับราฮัมเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ครอบครัวของเรเบคาห์ฟัง โดยบอกอย่างแรกคือ เขาเป็นบ่าวของท่านอับราฮัม (ซึ่งเป็นพี่ชายของนาโฮร์ ปู่ของลาบันและเรเบคาห์ ปฐมกาล 22:20-24)
อับราฮัมนั้นได้พรจากพระเจ้ามาก และทั้งเขาและซาราห์มีลูกเมื่ออายุมากแล้ว แสดงว่า อิสอัคไม่ได้เป็นชายแก่แต่เป็นชายหนุ่ม!  และเขายังได้รับมรดกของพ่อมาด้วย เท่ากับอิสอัคเป็นคนที่มีฐานะ
ไม่ต้องกังวล
ท่านอับราฮัมตั้งใจได้ลูกสะใภ้จากหมู่ญาติของท่านเอง เขาจึงต้องเดินทางมาที่นี่ โดยเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงให้พบภรรยาแน่นอน
บ่าวผู้นี้ได้ยืนยันการที่อับราฮัมเป็นผู้เชื่อพระยาห์เวห์  เชื่อเรื่องทูตสวรรค์ 
เขาเล่าในรายละเอียด ไม่มีบทย่อเลย ทุกอย่างเปิดเผย  และชัดเจนว่า เขาต้องการเธอไปเป็นเจ้าสาวของอิสอัค ลูกชายของอับราฮัม ซึ่ง เราไม่ทราบว่า ลาบันเคยเจอกับอับราฮัมหรือไม่บ่าวผู้นี้ ได้แนะนำพระเจ้าผู้ที่อับราฮัมนับถือให้ครอบครัวได้รับทราบ แน่นอนว่า ครอบครัวนี้ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้าพระยาห์เวห์
หน้าที่ของเขาคือ หาภรรยาให้ลูกชายจากคนที่เป็นลูกหลานของพี่น้องอับราฮัมเอง 
เขาจะต้องไปหาคนในครอบครัวของอับราฮัมให้ได้ (พระเจ้ายังไม่ได้ทรงห้ามเรื่องการแต่งงานของคนในครอบครัว เรื่องนี้มาทีหลัง  เมื่อมีจำนวนประชากรมากขึ้น และมีการผ่าเหล่าที่เป็นอันตรายไม่เหมือนช่วงแรกที่มนุษย์ยังมีจำนวนน้อย )
สำหรับครอบครัวในตะวันออกกลาง หากสามีซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวเชื่อพระเจ้าใด  คนในครอบครัวก็จะเชื่อแบบเดียวกัน  
บ่าวผู้นี้ก็มีความเชื่อพระเจ้าเหมือนอย่างอับราฮัมนายของเขา  ความจริงแล้ว นาโฮร์ก็น่าจะได้รู้เรื่องของพระเจ้ามาบ้างเช่นกันเนื่องจากเขาเป็นลูกหลานของโนอาห์ด้วย
เขาเชื่อมั่นว่า เรเบคาห์เป็นหญิงสาวที่จะมาเป็นสะใภ้ของอับราฮัมอย่างแน่นอน  และเขาก็ได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเธอผู้นี้แล้วด้วย 

ขอลูกสาว ขอคำตอบ
ปฐมกาล 24:49-53
บ่าวของอับราฮัมได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด จากคานาอันจนถึงแผ่นดินบ้านเกิดอับราฮัม และเขาก็ได้กล่าวชัดเจนว่า พระเจ้าของอับราฮัมคือพระยาห์เวห์ทรงนำเขามาถูกทาง แบบไม่ต้องสงสัยอะไรเลย    ข้อ 48 เขาได้มาพบหลานสาวของน้องชายอับราฮัมตัวจริง  หน้าที่ของเขาก็เป็นเหมือนเถ้าแก่ที่จะขอให้ครอบครัวของเธอ ยกหลานสาวของอับราฮัมนี้ให้แก่อิสอัค
พี่ชายและพ่อของเรเบคาห์ก็คงทั้งโล่งใจ และสบายใจที่ลูกสาวจะได้ครอบครัวในสายเลือดของพวกเขาเอง และยอมรับด้วยว่า เรื่องนี้เป็นมาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่ขัดขวางแต่ประการใด  คำในข้อห้าสิบ มีความหมายว่า “เราไม่มีทางเลือก เราจะพูดอะไรทั้งดีและชั่วได้เล่า” ประมาณนั้น ทั้งสองยินดียกเรเบคาห์ให้กับอิสอัค
ทันทีที่ได้รับคำตอบว่า ได้ … บ่าวของอับราฮัมก็นมัสการพระเจ้าทันที  หลังจากนั้นก็ส่งของขวัญมีค่าเป็นสินสอดทองหมั้นให้กับฝ่ายเจ้าสาวอย่างมากมาย  ให้ทั้งกับเจ้าสาย
พี่ชาย และมารดาของเจ้าสาว

คำตอบของเรเบคาห์
ปฐมกาล 24:54-61
เช้าวันต่อมา บ่าวของอับราฮัมต้องการกลับไปคานาอันทันที
แต่มีการชักชวนให้อยู่    ลาบัน และแม่ของยังไม่อยากให้เรเบคาห์ไปทั้งที่ยินยอมรับสินสอดแล้ว  แต่เรเบคาห์เองพร้อมที่จะไปจากบ้านเกิด  แล้วเธอก็ออกเดินทางไปกับเขาโดยที่ได้รับพรจากลาบันขอให้เธอเป็นแม่ของคนหลายชาติ
จะเห็นว่าเรเบคาห์เองก็ตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าโดยไม่ได้ต่อต้านเลย  บ่าวของอับราฮัมเดินทางไปด้วยความเชื่อ และเรเบคาห์เองก็ตอบรับและเดินไปกับเขาด้วยความเชื่อเช่นกัน  เราจะเห็นแผนการของพระเจ้าที่ทดลองใจอับราฮัมเรื่องการถวายอิสอัค และแผนการของพระเจ้าที่จะให้บ่าวของอับราฮัมได้ค้นพบหญิงสาวที่พระองค์ทรงเตรียมไว้
งานของบ่าวผู้นี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพระเจ้าที่จะส่งพระเยซูลงมาในโลก เพื่อมาพบเจ้าสาวของพระองค์คือคริสตจักร นั่นคือพวกเราทุกคนที่เชื่อในพระองค์!

พบชายหนุ่มที่รออยู่
ปฐมกาล 24:62-64
หลังจากที่เรารู้เรื่องของอิสอัคตอนที่จะถูกพ่อ
ถวายเป็นเครื่องบูชา เราก็ไม่ได้ยินถึงเขาอีกเลยจนกระทั่งตอนนี้ การที่เขาเพิ่งกลับมาจากเนเกบเขาก็คงได้ไปทำการเลี้ยงสัตว์หรือทำไร่แต่เมื่อกลับมา ก็มีการออกไปคิดไตร่ตรองเรื่อง
ต่าง ๆ  Henry Matthew เห็นว่า อิสอัคออกไปคุยกับพระเจ้าตามลำพัง หลังจากที่เขากลับมาจากการทำงาน นี่น่าจะเป็นเวลาประมาณ สามปีหลังจากที่ซาราห์จากไป  อิสอัคเงยหน้าขึ้น เห็นขบวนอูฐ ส่วนเรเบคาห์เงยหน้าของเธอขึ้นก็เห็นอิสอัค เธอลงจากหลังอูฐทันทีที่เห็นเขา
 
ปฐมกาล 24:65-67
เมื่อเธอรู้จากบ่าวว่า เขาคือสามีในอนาคตของเธอ  เธอจึงหยิบผ้ามาคลุมหน้า แสดงความถ่อมตน นอบน้อม การยอมตนต่อผู้ที่จะเป็นสามี ตามประเพณี   แม้ว่าตอนนั้นเธอคงใจเต้นแรงมากที่จะได้พบอิสอัค

บ่าวได้รายงาน เรื่องทุกอย่างให้อิสอัคฟัง แน่นอนที่เขาจะเล่าถึงการทรงนำของพระเจ้าอย่างมั่นใจ และมีความสุขจริงๆ ที่พระองค์ทรงนำเขาให้ทำงาน สำเร็จโดยดี  เขาเป็นบ่าวที่ซื่อตรง และทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำให้สำเร็จ แม้เราจะไม่รู้จักชื่อของเขา แต่ต้องยอมรับว่า เขาแน่มากที่กล้าอธิษฐานอย่างที่เราต้องเลียนแบบ

พระเจ้าทรงทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งหลังจากที่ได้อิสอัคมาจากพ่อแม่ที่ชรามาก

ทั้งสองได้อาศัยในเต็นท์ของซาราห์ เริ่มต้นชีวิตครอบครัวด้วยกันอย่างงดงาม 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 24
1* ปฐมกาล 18:11; 21:5; 12:2; 13:2; 24:35
2* ปฐมกาล 15:2; 24:10; 39:4-6
3* ปฐมกาล 14:19, 22; เฉลยธรรมบัญญัติ 7:3
4* ปฐมกาล 28:2; 12:1
7* ปฐมกาล 12:1; 24:3; 12:7; 13:15; 15:18; 17:8; อพยพ 23:20, 23; 33:2
8* โยชูวา 2:17-20
10* ปฐมกาล 24:2, 22; 11:31-32; 22:20; 27:43; 29:5
11* อพยพ 2:16
12* อพยพ 3:6, 15; เนหะมีย์ 1:11
13* ปฐมกาล 24:43; อพยพ 2:16
14* ผู้วินิจฉัย 6:17, 37
15* อิสยาห์ 65:24; ปฐมกาล 24:45; 25:20; 22:20, 23
16* ปฐมกาล 12:11; 26:7; 29:17

18* 1 เปโตร 3:8-9
21* ปฐมกาล 24:12-14, 27, 52
22* อพยพ 32:2-3
24* ปฐมกาล 22:23; 24:15
26* อพยพ 4:31
27* อพยพ 18:10; ปฐมกาล 32:10; 24:21, 48
29* ปฐมกาล 29:5, 13
31* ผู้วินิจฉัย 17:2
32* ปฐมกาล 43:24; 19:2
33* ยอห์น 4:34
35* ปฐมกาล 13:2; 24:1
36* ปฐมกาล 21:1-7; 21:10; 25:5
37* ปฐมกาล 21:10; 25:5
38* ปฐมกาล 24:4
39* ปฐมกาล 24:5
40* ปฐมกาล 24:7; 5:22, 24; 17:1
41* ปฐมกาล 24:8


42* ปฐมกาล 24:12
43* ปฐมกาล 24:13
45* ปฐมกาล 24:15; 1 ซามูเอล 1:13
48* ปฐมกาล 24:26, 52; 22:23; 24:27
49* โยชูวา 2:14
50* สดุดี 118:23; ปฐมกาล 31:24, 29
51* ปฐมกาล 20:15
52* ปฐมกาล 24:26, 48
53* อพยพ 3:22; 11:2; 12:35; 2 พงศาวดาร 21:3
54* ปฐมกาล 24:56, 59; 30:25
59* ปฐมกาล 35:8
60* ปฐมกาล 17:16; 22:17; 28:14
62* ปฐมกาล 16:14; 25:11
63* โยชูวา 1:8
64* โยชูวา 15:18
67* ปฐมกาล 25:20; 29:20; 23:1-2; 38:12

ปฐมกาล 23 ซาราห์จากไป

ซาราห์อยู่จน 127 ปี
1 ซาราห์มีชีวิตอยู่จนอายุ 127 ปี  นี่เป็นช่วงชีวิตของซาราห์
 2 ซาราห์สิ้นชีวิตที่คีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ในแผ่นดินคานาอัน และอับราฮัมก็ไว้ทุกข์คร่ำครวญ ร้องไห้ถึงเธอ
 3 จากนั้นเขาลุกขึ้นจากศพของเธอ และกล่าวกับเหล่าลูกชายคนฮิตไทต์ว่า    4 “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างแดน ที่มาอาศัยในหมู่พวกท่านชั่วคราว ขอให้ข้าพเจ้าได้มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นสุสานของพวกท่าน เพื่อใช้เป็นที่เก็บศพเถิด เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้เก็บร่างของภรรยาของข้าพเจ้าที่จากไป”    5  พวกลูกชายของคนฮิตไทต์กล่าวแก่อับราฮัมว่า  6 “นายเจ้าข้า ขอฟังพวกเราเถิด ท่านเป็นดั่งเจ้าชายจากพระเจ้าที่มาอยู่ท่ามกลางพวกเรา  ขอให้ท่านเลือกถ้ำบรรจุศพที่ดีที่สุดจากสุสานของพวกเรา เพื่อเก็บร่างผู้ตายของท่าน  จะไม่มีใครห้ามท่านฝังผู้ตายของท่านในถ้ำของเขา”
 
7 อับราฮัมลุกขึ้น โค้งคำนับลูกชายคนฮิตไทต์ซึ่งเป็นคนแผ่นดินนั้น
8 และกล่าวกับพวกเขาว่า “หากท่านเต็มใจให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้า ก็ขอท่านได้ฟังข้าพเจ้าและช่วยไปขอร้องเอโฟรน ลูกชายโศหาร์แทนข้าพเจ้าด้วย

 9 ขอให้เขาขายถ้ำมัคเปลาห์ซึ่งอยู่ปลายที่ดินของเขาแก่ข้าพเจ้า  และให้ขายเต็มราคาเพื่อข้าพเจ้าจะใช้เป็นที่บรรจุศพของข้าพเจ้าท่ามกลางพวกท่าน”
10 ส่วนเอโฟรน คนฮิตไทต์กำลังนั่งอยู่ในหมู่ผู้คนของเขา และเขาก็ตอบอับราฮัมให้ทุกคนซึ่งเป็นลูกชายคนฮิตไทต์ ที่เป็นคนในสภาผู้ปกครองเมืองได้ยินกันพร้อมหน้า (หรือทุกคนที่เข้าผ่านประตูเมืองเอโฟรน)   
11 “ไม่ได้ นายท่าน ขอโปรดฟังข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าขอยกผืนดินให้แก่ท่าน พร้อมกับถ้ำนั้นด้วย ข้าพเจ้าขอมอบให้ท่านต่อหน้าชาวเมืองของข้าพเจ้า ให้ท่านใช้เป็นที่บรรจุศพของผู้ตายของท่าน”

12 อับราฮัมจึงโค้งคำนับคนในแผ่นดินนั้นอีก
 13 แล้วเขาก็ตอบเอโฟรนโดยให้ชาวเมืองทุกคนได้ยินพร้อมกันว่า  “โปรดฟังข้าพเจ้าเถิด   ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินค่าที่ดินผืนนี้ โปรดรับไว้ด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้บรรจุศพผู้ตายของข้าพเจ้าที่นั่น”
14 แต่เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า 
15 “นายท่าน โปรดฟังข้าพเจ้า ผืนดินนี้ราคา 400 เชเขล แต่นั่นไม่ได้มีความหมายอะไรระหว่างเรากับท่าน ขอให้ท่านบรรจุศพผู้ตายของท่านเถิด

16 อับราฮัมเห็นควรกับราคาของเอโฟรน เขาจึงชั่งเงินจ่ายตามราคาที่เขากล่าวมาต่อหน้าเหล่าลูกชายของคนฮิตไทต์ คือจำนวนเงิน     400 เชเขล
ตามน้ำหนักที่พ่อค้าใช้กันในเวลาช่วงนั้น  

17 ดังนั้นที่ดินของเอโฟรนในมัคปาเลห์ใกล้มัมเร ทั้งผืนดิน และถ้ำรวมทั้งต้นไม้ทั้งหมดที่อยู่ล้อมรอบผืนดินนั้น ก็ถูกโอนกรรมสิทธิ์  
18 มาเป็นสมบัติของอับราฮัมต่อหน้าคนฮิตไทต์ทั้งหมดที่อยู่ในสภาผู้ปกครองเมือง

19 แล้วอับราฮัมก็ได้เก็บศพของซาราห์ภรรยาของเขาในถ้ำบนผืนดินมัคปาเลห์ ใกล้มัมเร ซึ่งรู้จักกันในนามเฮโบรน ในแผ่นดินคานาอัน  
20 อับราฮัมได้ซื้อทั้งผืนดินและถ้ำจากเหล่าลูกชายของคนฮิตไทต์ เพื่อใช้เป็นสุสานซึ่งตอนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาแล้ว 

23:15 1 เชเขล คือเงินหนักประมาณ 11.5 กรัม มีค่าเท่ากับค่าแรงสองเดือน
 

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 23:1-2
พระเจ้าทรงอวยพระพรซาราห์ให้เธอได้ชื่นชมกับลูกชายจนกระทั่งเขาโตเป็นหนุ่ม  และเธอก็สิ้นชีวิตในวัยชรามากคือ127 ปี ในเขตที่เรียกว่า หมู่บ้านแห่งสี่ หรือหมู่บ้านอารบา
อยู่ใกล้เมืองเฮโบรนมาก  แต่แม้ในวัยชราขนาดนี้ แผ่นดินทั้งหมดก็ยังเป็นของคนคานาอัน และชนชาติต่าง ๆ ที่มาอยู่ก่อนหน้านี้ 

ปฐมกาล 23:3-6
เขาอาจไม่ได้คิดเรื่องถ้ำเก็บศพมาก่อน  ดังนั้นเวลานี้เป็นเวลาที่ต้องมีที่ดินอย่างน้อยก็เพื่อเก็บศพของภรรยา และตัวเขาเอง และคนในครอบครัว  เขาลุกขึ้นจากอาการโศกเศร้า จากความเสียใจ และจัดการสิ่งที่สำคัญ
อับราฮัมไปหาลูกชายคนฮิตไทต์เจ้าของที่ดิน  (พระคัมภีร์บางเล่มว่า ชาวฮิต) ก่อนหน้าที่อับราฮัมจะเข้ามา 
ต่อไปเราจะเห็นวิธีการซื้อขายซึ่งดูจากมุมมองคนสมัยใหม่จะเห็นว่า พูดจาอ้อมค้อมมาก แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจเพราะเป็นการแสดงความนับถือกันและกันไม่น้อย
ชาวฮิตรับฟังว่า อับราฮัมต้องการซื้อที่ดิน พวกเขากลับกล่าวว่า อับราฮัมเป็นเหมือนเจ้าชายจากพระเจ้า .. ขอให้เลือกตามใจชอบ  เลือกใช้สุสานใดก็ได้ที่พวกเขามีอยู่แล้ว




ปฐมกาล 23:7-11
ขณะนี้ ทุกคนกำลังนั่งอยู่พร้อมหน้ากัน ทั้งอับราฮัม  เหล่าลูกชายคนฮิตไทต์  แม้กระทั่งเอโฟรน ก็อยู่ตรงนั้น   อับราฮัมโค้งคำนับ และฝากลูกชายคนฮิตไทต์ไปบอกเจ้าของที่ดินคือ เอโฟรน ลูกชายของโศหาร์ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ให้ขายถ้ำมัคเปลาห์แก่เขา  อับราฮัมยินดีจ่ายราคาเต็ม
แต่แล้วเอโฟรนก็บอกว่า เขาจะยกที่ดินพร้อมถ้ำให้อับราฮัมทำเป็นที่เก็บศพของภรรยา  เขาให้มากกว่าที่อับราฮัมกำลังขอซื้อ
อับราฮัมโค้งคำนับอีกครั้ง

ปฐมกาล 23:13-16
พระคัมภีร์บอกเราชัดว่า การเจรจาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า นี่เป็นวิธีการซื้อขายที่มีพยานรู้เห็น

อับราฮัมตอบว่าเขาต้องการซื้อและจะจ่ายค่าที่ดิน ขอเจ้าของที่ดินรับไว้
เอโฟรนบอกราคาเงินหนัก 400 เชเขล แต่ก็พูดเชิงว่า มันเป็นราคาที่ไม่ได้แพงหรือถูกสำหรับเขาทั้งสอง เขายินดีให้อับราฮัมใช้เป็นที่เก็บศพภรรยา
แล้วอับราฮัมก็จ่ายเงินตามนั้น ต่อหน้าทุกคน นี่เป็นสัญญาซื้อขายแรกที่เราเห็นในพระคัมภีร์ น่าสนใจว่า มีการพูดเป็นเชิงรุก รับที่อย่างไร ๆ ผู้ซื้อก็ต้องจ่าย เพื่อประกันสิทธิในเวลาต่อมา ใครจะรู้ว่า ลูกหลานของเอโฟรนอาจจะมาทวงสิทธิในที่ดินคืน หากไม่ได้ซื้อจริง!

ปฐมกาล 23:17-20
ชัดเจนมาก ตอนนี้อับราฮัมมีที่ดินในคานาอันเป็นของตนเองส่วนหนึ่งแล้ว  และมีพยานรู้เห็นชัดด้วย  แม้เขาจะเป็นคนต่างด้าวมาก่อนอย่างที่เขากล่าวในข้อ 4  ผู้เขียนทำให้ลูกหลานของอับราฮัมได้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในยุคของท่าน
เราจะเห็นในข้อสิบเจ็ดชัดเจนว่า เขาได้ทั้งที่ดินใกล้ถ้ำ ตัวถ้ำเก็บศพ และต้นไม้ทั้งหมด … เป็นความชัดเจนมาก อะไรเป็นอะไร  อะไรเป็นของใคร  และผืนดินแรกที่อับราฮัมได้เป็นกรรมสิทธิ์คือตรงไหน
ผู้เขียนได้กล่าวถึงเฮโบรน ซึ่งต่อมา ดาวิดได้ใช้เป็นเมืองหลวงแรกก่อนเยรูซาเล็ม 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 23
2* โยชูวา 14:15; 15:13; 21:11; ปฐมกาล 12:18; 23:19
3* ปฐมกาล 10:15; 15:20
4* ปฐมกาล 13:2; 14:14; 24:35
6* ปฐมกาล 13:2; 14:14; 24:35
9* ปฐมกาล 25:9



10* ปฐมกาล 23:18; 34:20, 24
11* 2 ซามูเอล 24:21-24
15* อพยพ 30:13
16* เยเรมีย์ 32:9-10
17* ปฐมกาล 25:9; 49:29-32; 50:13
20* เยเรมีย์ 32:10-11

ปฐมกาล 22 ทรงลองใจ


1  หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา พระเจ้าทรงทดสอบอับราฮัม พระองค์ตรัสกับเขาว่า “อับราฮัมเอ๋ย”
เขาทูลตอบว่า 
“ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า”  
2 พระเจ้าตรัสว่า “จงพาอิสอัค ลูกชายคนเดียวซึ่งเป็นที่รักของเจ้า และไปยังแผ่นดินโมริยาห์ และเจ้าจะถวายเขาเป็นเครื่องเผาบูชาบนภูเขาแห่งหนึ่งที่เราจะชี้ให้เจ้า!” 
3 วันต่อมา อับราฮัมลุกขึ้นแต่เช้า เตรียมอานลาพาบ่าวสองคนพร้อม กับอิสอัคลูกชายไปด้วย เขาได้ตัดไม้สำหรับเป็นฟืนเผาเครื่องบูชา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังที่ซึ่งพระเจ้าตรัสสั่งไว้  
4 วันที่สาม อับราฮัมเงยหน้าขึ้นดูและเห็นที่นั้นแต่ไกล
5 เขากล่าวกับบ่าวว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่กับลา ตัวข้าและเด็กจะไปที่โน่นและนมัสการพระเจ้า จากนั้นเราจะกลับมาหาเจ้า
6 แล้วอับราฮัมก็ยกไม้ฟืนสำหรับเผาขึ้นบ่าอิสอัคลูกชาย และเขาก็หิ้วเชื้อไฟ

7 อิสอัคกล่าวกับพ่อว่า “ท่านพ่อ” อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย พ่ออยู่นี่” “ที่ลูกเห็นคือไฟกับฟืน แล้วลูกแกะที่จะเผาบูชาอยู่ที่ไหนขอรับ?” อิสอัคถาม
8 อับราฮัมตอบว่า “ลูกรัก พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับเผาบูชาให้เอง” และทั้งสองก็เดินต่อไปด้วยกัน

9 ทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกไว้
และอับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาขึ้นที่นั่น เขาวางฟืนบนแท่นนั้น แล้วก็มัดตัวอิสอัคลูกชาย วางตัวเขาบนกองฟืนบนแท่นบูชานั้น 
10 จากนั้นเขาก็เอื้อมมือหยิบมีดเพื่อฆ่าลูกชายของตนเอง
11 แต่ทูตสวรรค์จากองค์เจ้านายเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า “อับราฮัม อับราฮัม!” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า”
12 ทูตสวรรค์กล่าวว่า “อย่าแตะต้องลูกชาย! อย่าทำอะไรเขา! เพราะบัดนี้ เรารู้แล้วว่า เจ้ายำเกรงพระเจ้า เพราะเจ้าไม่ได้หวงลูกชายคนเดียวของเจ้าไว้จากเรา”
13 อับราฮัมเงยหน้าขึ้น และเห็นแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาทั้งสองของมันติดพุ่มไม้
อับราฮัมจึงจับแกะนั้น มาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนลูกชายของเขา

14  อับราฮัมเรียกสถานที่นั้นว่า “พระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมไว้ให้” อย่างที่กล่าวกันทุกวันนี้ว่า “จะจัดเตรียมไว้ให้บนภูเขาของพระยาห์เวห์”

15 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์ร้องเรียกอับราฮัมเป็นครั้งที่สอง จากสวรรค์เบื้องบน
16ท่านกล่าวว่า “เราปฏิญาณด้วยตัวของเราเอง พระยาห์เวห์ตรัส เป็นเพราะเจ้าทำเช่นนี้ เพราะเจ้าไม่ได้หวงลูกชายคนเดียวของเจ้าจากเรา
17 เราจะอวยพระพรเจ้าอย่างแน่นอน
 และเราจะทวีจำนวนลูกหลานของเจ้าให้มีมากมายเหมือนจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้า เหมือนเม็ดทรายชายทะเล ลูกหลานของเจ้าจะครอบครองเมืองต่าง ๆ ของศัตรูของพวกเขา
18 และชนชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพรผ่านผู้สืบเชื้อสายของเจ้า เพราะเจ้าเชื่อฟังเรา

19  ดังนั้น อับราฮัมกลับมาที่บ่าวรออยู่ และพากันกลับไปยังเมืองเบเออร์เชบา   อับราฮัมตั้งถิ่นฐานที่เมืองเบเออร์เชบา  

ครอบครัวของนาโฮร์
20 ต่อมา มีคนบอกอับราฮัมว่า “มิลคาห์มีลูกให้กับนาโฮร์น้องชายของท่านแล้ว
21 อูสเป็นลูกชายหัวปี น้องชายคือ บูส เคมูเอลเป็นพ่อของอารัม
22 เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟ และเบธูเอล
  23 เบธูเอลเป็นพ่อของเรเบคาห์ มิลคาห์ ให้ลูกชายแปดคนแก่นาโฮร์ น้องชายอับราฮัม
24 นอกจากนี้ นาโฮร์ยังมีลูกชายอีกสี่คน เกิดจากภรรยาน้อยชื่อเรอูมาห์  คือ เทบาห์ กาฮัม ทาหาชและ มาอาคาห์

อธิบายเพิ่มเติม


บทนี้เกิดอะไรขึ้น? พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์ถวายมนุษย์เป็นเครื่องบูชา ที่ผ่านมา พระเจ้าทรงให้ใช้แกะที่ไร้ตำหนิเสมอ เหตุใดพระองค์ทรงสั่งอับราฮัมให้ทำสิ่งที่ดูโหดเหี้ยมเช่นนี้? หลายพันปีต่อมาเราจึงรู้ว่า พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า ทรงซื่อตรงต่อพันธสัญญาของพระองค์ที่มีต่ออับราฮัม และพระบุตรองค์เดียวของพระองค์นั้น ทรงเครื่องบูชาที่จำเป็น มีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทั้งโลก
ปฐมกาล 22:1
พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าทรง ทดสอบอับราฮัม การทดสอบครั้งนี้จะทำให้เห็นว่า หัวใจของอับราฮัมที่มีต่อพระเจ้านั้น เป็นอย่างไร เขาจะผ่านการทดสอบนี้ไหม?
นี่เป็นครั้งที่เจ็ดที่พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าทรงสนทนากับอับราฮัมตรง ๆ และเมื่อพระเจ้าตรัสเรียก เขาก็ตอบรับทันที

ปฐมกาล 22:2
พระเจ้าทรงเน้นว่า ให้เอาอิสอัคไปถวายเป็นเครื่องบูชาที่ภูเขา
พระเจ้าตรัสว่า เป็นลูกชายคนเดียว.. ซึ่งหมายถึงว่าเป็นคนเดียวที่พระเจ้าทรงใช้ให้สืบเชื้อสายของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก แม้ว่าเขาจะมีลูกชายคนอื่น แต่อิสอัคนี้แตกต่าง พิเศษ เป็นที่รักมากที่สุด เขาจะต้องไปยังแผ่นดินชื่อ
โมริยาห์ ซึ่งเป็นคำหมายถึงที่ ๆ พระเจ้าจัดเตรียมให้ หรือ ที่ ๆ พระเจ้าทรงปรากฏ (สถานที่นี้สำคัญมากในเวลาต่อมา)

เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าจะประทานลูกชายแห่งพันธสัญญา แต่ให้ถวายเขาเป็นเครื่องบูชา เหมือนแกะที่จะถูกฆ่าแล้ว เผาบูชา
เราพบใจของอับราฮัมในฮีบรู 11:19 เขาเชื่อในใจว่า พระเจ้าจะทรงทำให้อิสอัคคืนมาจากความตาย เขาจึงกล้าที่จะก้าวออกไป

ปฐมกาล 22:3-4
วันต่อมาเขาลุกขึ้นเตรียมข้าวของ และออกเดินทางพร้อมกับบ่าวอีกสองคน เดินทางได้สามวันก็เห็นภูเขาโมริยาห์แต่ไกล สามวันที่เดินไปนั้น หัวใจอับราฮัมหนักอึ้ง ต้องดำรงความเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงทำการของพระองค์ พันธสัญญาของพระองค์จะเป็นความจริง

ปฐมกาล 22:5-6
อับรามให้ความมั่นใจกับบ่าวว่า เขาทั้งสองจะกลับมาแล้วค่อยกลับบ้านไปด้วยกัน จากนั้นเขาก็เอาฟืนที่ช่วยกันแบกมาด้วยกันนั้น ให้อิสอัคแบกต่อ ส่วนเขาก็ถือเชื้อไฟสำหรับเผาเครื่องบูชา ซึ่งเป็นถ่านที่อยู่ในหม้อดิน


ปฐมกาล 22:7-8
ลูกสงสัยมาตั้งแต่ที่บ้าน ได้โอกาสถามพ่อว่า ลูกแกะอยู่ที่ไหน พ่อตอบด้วยความเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาให้เอง ไม่ได้โกหก แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกลูกว่า พระเจ้าทรงสั่งอะไรไว้
เมื่อได้คำตอบนี้ก็เดินต่อไป ไม่ต้องถามอะไรอีกให้วุ่นวาย

ปฐมกาล 22:9
มาถึงตรงนี้ อิสอัคก็รู้แล้วว่า เขานั่นแหละคือลูกแกะที่จะต้องถูกฆ่า เผา บูชา แต่อิสอ้คผู้นี้ได้ส่งสัญญาณให้เรารู้ถึงองค์พระเยซูคริสต์ที่ทรงยอมทำตามพระทัยของพระบิดาจนถึงความตายบนไม้กางเขน เพราะความรักของพระบิดาที่มีต่อชาวโลก
(ฟีลิปปี 2 :6-8) อิสอัคไม่ได้วิ่งหนีจากพ่อ แต่ไม่มีใครรู้ว่า อับราฮัมพูดอะไรกับอิสอัคบ้างที่ทำให้เขาไม่วิ่งหนี ไม่ต่อต้าน ยอมให้พ่อทำอย่างที่พระเจ้าทรงสั่ง

ปฐมกาล 22:10-11
แต่ขณะที่กำลังคว้ามีดขึ้นมา ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาเรียกเขาเหมือนในข้อที่ 1 แต่ครั้งนี้ พระเจ้าทรงเรียกสองที และอับราฮัมก็ตอบแบบเดียวกันว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่”
อับราฮัมโล่งใจที่พระเจ้าทรงอยู่ด้วยในเวลานั้น

ปฐมกาล 22:12
อย่างที่อับราฮัมคิด พระเจ้าจะทรงทำให้อิสอัคยังมีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็นพระพรของโลกต่อไป
ทูตสวรรค์ของพระเจ้าห้ามเขาไว้ เป็นคำสั่งด่วนมาก
และท่านบอกด้วยว่า เขาสอบผ่าน พระเจ้าทรงให้เห็นเลยว่า อับราฮัมไม่ได้หวงสิ่งรักที่สุดจากพระเจ้า ..​พระเจ้าทรงทำยิ่งกว่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรของพระองค์จากชาวโลกที่ชั่วช้า
พระเจ้าทรงอยู่ข้าง ๆ อับราฮัมตลอดเวลา และพระองค์ทรงชื่นพระทัยในตัวเขามาก พระองค์ทรงเห็นว่า เขายำเกรงพระองค์จริง ๆ ไม่มีการต่อล้อต่อเถียง ต่อรองใด ๆ ออกมาจากปากของเขาเลย

ปฐมกาล 22:13
แล้วเขาก็เห็นการจัดเตรียมของพระเจ้า ทรงเตรียมเครื่องเผาบูชาของพระองค์เอง พระบุตรพระเจ้าที่ทรงมาในแดนประหารนั้น ก็เป็นพระบุตรที่พระเจ้าทรงเตรียมให้ชาวโลก โลกไม่ได้เป็นผู้เตรียมพระบุตร แถมโลกยังได้ทรยศต่อพระเจ้าอีกด้วย


อับราฮัมเรียกที่นั้นว่า พระยาห์เวห์จะทรงจัดเตรียมให้ เมื่อความทุกข์หนักเข้ามา พระเจ้าก็ทรงเตรียมเครื่องเผาบูชา เป็นแกะผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ อับราฮัมนั่นเอง
ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาเป็นแผ่นดินที่สร้างเมืองเยรูซาเล็ม และพระวิหารก็สร้างในจุดนี้ด้วย

ปฐมกาล 22:15-18
นี่เป็นพันธสัญญาที่เรียกกันว่า พันธสัญญากับอับราฮัม (Abrahamic Covenant)
พระคัมภีร์กล่าวว่า ทูตสวรรค์ร้องเรียกอับราฮัม … แต่พอถึงคำพูดกลับเป็นพระยาห์เวห์ตรัสด้วยพระองค์เอง ว่า พระองค์ทรงยอมรับภาระผูกพันในพันธสัญญานี้อย่างเต็มที่ เป็นคำปฏิญาณที่พระองค์จะทรงทำให้สำเร็จอย่างแน่นอน ทรงสัญญาจะ
อวยพระพรอับราฮัม
ทวีจำนวนลูกหลาน ทวีแล้วทวีอีก
ลูกหลานจะเป็นผู้ปกครอง และปราบศัตรู
ทั้งโลกจะได้รับพรผ่านเชื้อสายอับราฮัม

ปฐมกาล 22:19
อับรามกลับมายังบ่าวอย่างมีความสุข และกลายเป็นว่าจากนี้ไป เขาก็เริ่มตั้งถิ่นฐานในเขต เบเออร์เชบา

ครอบครัวของนาโฮร์
ปฐมกาล 22:20-24
ตรงนี้เราแอบเห็นแล้วว่า ผู้เขียนกำลังแนะนำครอบครัว ญาติใกล้ชิดกันกับฮับราฮัม คือครอบครัวของน้องชายอับราฮัมนั่นเอง
และ ผู้เขียนถือโอกาสแนะนำเรเบคาห์ สตรีที่จะมีส่วนสำคัญในชีวิตของอิสอัค แทนซาราห์แม่ของเขา




เวลาใครคนหนึ่งเป็นคนของพระเจ้า เป็นคนที่ทรงเลือกไว้สำหรับงานบางอย่างที่สำคัญ หรือแม้อาจไม่ใช่คนสำคัญ อย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ต้องมีการพิสูจน์ว่า เขาเป็นคนจริงหรือไม
เราพบว่า โยบถูกทดสอบจากพระเจ้า
โยเซฟ ก็ถูกทดสอบมากมายกว่าจะผ่าน
ดาเนียลถูกทดสอบโดยเผชิญกับสิงโตดาวิดต้องเผชิญกับความเกลียดชังสุดขั้วจากซาอูลแม้กระทั่งไม้กางเขนก็เป็นบททดสอบทำให้เรา
รู้ว่า พระเยซูทรงผ่านจนคืนพระชนม์
แล้วเราล่ะ จะไม่ถูกทดสอบหรือ?


พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 22
1* ฮีบรู 11:17
2* ปฐมกาล; ปฐมกาล
5*  ฮีบรู 11:19
6* ยอห์น 19:17
8* ยอห์น 1:29, 36; อพยพ 12:3-6
9*  ฮีบรู 11:17-19
11* ปฐมกาล 16:7-11; 21:17-18; 31:11
12* 1 ซามูเอล 15:22; ยากอบ 2:21-22 ;ปฐมกาล 22:2, 16

16* สดุดี 105:9
17* ปฐมกาล 17:16; 26:3, 24; 15:5; 26:4; 13:16; 32:12; 24:60
18* ปฐมกาล 12:3; 18:18; 26:4; กาลาเทีย 3:16; ปฐมกาล 18:19; 22:3, 10; 26:5
19* ปฐมกาล 21:31
20* ปฐมกาล 11:29; 24:15
21* โยบ 1:1; 32:2
23* ปฐมกาล 24:15