ปฐมกาล 12 ซารายในเงื้อมมือฟาโรห์

ออกจากฮารานถึงคานาอัน
1 พระเจ้าตรัสแก่อับราม “จงออกจากเมือง  จากญาติพี่น้อง จากบ้านของพ่อเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกแก่เจ้า2 เราจะให้เจ้าเป็นชาติใหญ่ (1)
เราจะอวยพรเจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงเลื่องลือ แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร(2)
3เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ (3) และเราจะอวยพรเจ้า (4) เราจะทำให้เจ้ามีชื่อเสียงเลื่องลือ (5) และเจ้าจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า และคนที่แช่งเจ้าเราจะแช่งเขา (6) ทุกชาติในโลกจะได้รับพรผ่านทาง (ใน)เจ้า
4. แล้วอับรามจึงเดินทางออกไปตามที่
พระเจ้าทรงบัญชา โดยมีโลทไปกับเขาด้วยอับรามอายุ 75 ปีตอนที่ออกจากเมืองฮาราน
5 อับรามพาซารายภรรยา
และโลทลูกชายของน้องชาย
พร้อมกับทรัพย์สิน และบ่าวไพร่ที่ได้มา
เมื่ออยู่ในเมืองฮาราน เขาเดินทางมาจนถึงคานาอัน เท่ากับพวกเขามาถึงแผ่นดินคานาอัน
6 อับรามเดินทางผ่านเข้าไปจนถึงเมืองเชเคม ณ ที่เรียกว่า ต้นโอ๊กแห่งโมเรห์
ซึ่งเวลานั้นมีคนคานาอันอาศัยอยู่

7 พระยาห์เวห์ทรงปรากฏ
แก่อับรามตรัสว่า “เราจะมอบดินแดนนี้
แก่เชื้อสายของเจ้า” เขาจึงสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระยาห์เวห์ผู้ทรงปรากฏแก่เขา
8 จากนั้น อับรามย้ายจากที่นั่นไปตั้งเต็นท์
ที่ภูเขาทางตะวันออกของเมืองเบธเอล
เขาตั้งเต็นท์โดยให้เบเธลอยู่ทางตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทางตะวันออก เขาสร้างแท่นบูชาพระยาห์เวห์ที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระยาห์เวห์
9 แล้วอับรามเดินทาง
ต่อไปเรื่อย ๆ  มุ่งหน้าไปยังเนเกบ

เข้าไปยังอียิปต์
10 แต่แล้วก็เกิดความอดอยากขึ้นในแผ่นดิน ดังนั้นอับรามจึงเดินทางลงไปอาศัยในอียิปต์ เพราะว่าความอดอยากนั้นรุนแรงมาก 11 เมื่อเดินทางมาใกล้ กำลังจะเข้าแผ่นดินอียิปต์ อับรามกล่าวกับซาราย ภรรยาของเขาว่า “ดูสิ ฉันรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งดงามมาก  12 เมื่อคนอียิปต์เห็นเธอ พวกเขาจะพูดว่า  ’เธอเป็นภรรยาของชายคนนี้’   แล้วพวกเขาก็จะฆ่าฉันเสีย แต่ไว้ชีวิตเธอ 


 13 ขอให้เธอบอกพวกเขาว่าเธอเป็นน้องสาวของฉัน แล้วเขาก็จะปฏิบัติต่อฉันอย่างดีเพราะเห็นแก่เธอ  และฉันก็จะรอดตายได้เพราะเธอ”
 14 เมื่ออับรามเข้าไปในเขตแดนอียิปต์
ชาวอียิปต์เห็นว่า สตรีคนนี้งดงามมาก
15 พวกข้าราชการในราชสำนักของฟาโรห์ ได้เห็นเธอ ก็จึงทูลชมความงามของเธอถวายฟาโรห์  ดังนั้น เธอจึงถูกนำตัวไปยังราชวังของฟาโรห์

16 ฟาโรห์เองจึงดีต่ออับรามเพราะเห็นแก่ซาราห์  ประทานฝูงแกะ ฝูงวัว ลาตัวผู้และตัวเมีย  ทาสชายและหญิง รวมทั้งอูฐด้วย
 17 แต่พระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้เกิดวิบัติร้ายแรงในราชวัง เกิดกับผู้คนในครอบครัวของฟาโรห์เนื่องจากซาราย ภรรยาของอับราฮัม
 18 ฟาโรห์จึงเรียกอับรามมา กล่าวว่า “เจ้าได้ทำอะไรกับเรานี่? เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกว่าเธอเป็นภรรยาของเจ้าเล่า?
19 เหตุใดเจ้าพูดว่า ‘เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า’ เราตั้งใจจะรับตัวเธอมาเป็นภรรยาของเรา ? นี่ ภรรยาของเจ้า จงรับนางคืนไป และออกไปเสียจากที่นี่!” 
 20 ฟาโรห์จึงทรงบัญชาข้าราชการของพระองค์เรื่องอับราม
พวกเขานำส่งอับรามไปตามทางของเขาพร้อมกับภรรยาและทุกสิ่งที่เขาครอบครอง 

คำอธิบายเพิ่มเติม

หมายเหตุ น้องชายของอับรามชื่อฮาราน และมีเมือง ๆ หนึ่งชื่อฮารานด้วย

ย้อนกลับไปบทที่ 11 ผู้เขียนลำดับเชื้อสายเล่าว่า เทราห์ พ่อของอับรามได้พาครอบครัวออกจากเมืองอัยตั้งใจจะไปคานาอัน แต่ไปหยุดและตั้งรากฐานที่เมืองฮารานทางเหนือของเมโสโปเตเมีย และลูกชายคนหนึ่งของเขาก็เสียชีวิตก่อนหน้าเขา  ดังนั้นเท่ากับอับรามก็ต้องเจอความทุกข์ใจที่ไม่คาดคิดมาตั้งแต่หนุ่ม  ตัวเทราห์เองเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับการขายรูปเคารพ  ลูกชายของเขาจึงต้องช่วยพ่อทำกิจการดังกล่าว  ตอนนี้เป็นช่วงเวลาประมาณ 2091/1925 B.C.

12:1 พระเจ้าทรงเริ่มต้นสนทนาจริงจังกับอับรามเรื่องการที่พระองค์จะประทานดินแดนใหม่ให้กับเขา   เหตุใดพระองค์ทรงเลือกชายคนนี้ที่มีข้อด้อยหลายอย่าง
เขามีภรรยาที่ไม่สามารถมีลูกได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าอายสำหรับชายชาวยิวมาก 
เขาเป็นคนที่ไหว้รูปเคารพตามพ่อของเขามาก่อน 
12:2 -3มื่อพระองค์สนทนากับเขา พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงทำอะไรให้เขาหลายอย่าง    ในบทที่ 11:31 ดูเหมือนว่าทั้งพ่อ และตัวอับรามเองตั้งใจไปคานาอันอยู่แล้ว แต่กลับติดอยู่ที่เมืองฮารานเสียจนเทราห์สิ้นชีวิต
เมื่อพระเจ้าทรงบอกว่า อับรามจะมีชื่อเสียงเลื่องลือก็เป็นอย่างนั้นจริง
เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก (13:2)
คนที่รู้จักเขาจะเห็นว่า พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยกับสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาเป็น (21:22)
อับรามรบเก่งมากด้วย สามารถเอาชนะกษัตริย์ที่เข้มแข็งได้  (14:15-16)
เขาเป็นคนมีอำนาจมากในหมู่คนต่างชาติ (23:6)
ทำไมพระเจ้าทรงให้โลกได้รับพรผ่านอับราม
12:4  พระเจ้าจะทรงอวยพรคนที่อวยพรลูกหลานของอับราฮัม และจะทรงแช่งคนที่แช่งลูกหลานอับราฮัม 
ในโลกเวลานี้ เราเห็นคนที่ดีกับประเทศของอับราฮัม และคนที่ด่าแช่งพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระองค์หรือไม่ พระเจ้าทรงบอกไว้ล่วงหน้าแล้ว และเราเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ในประวัติศาสตร์ หลาย ๆ ประเทศที่ดูหมิ่น ก่นด่า ต้องการทำลายล้างอิสราเอล
ก็จะพบปัญหาอย่างที่ไม่คาดฝัน หากเราดูอังกฤษตอนนี้ เราก็จะเห็นความยุ่งยากของพวกเขาเรื่องคนต่างชาติที่ทะลักเข้ามาอย่างผิดกฎหมายและทำให้ประเทศนี้เกือบจะถูกกลืนอยู่แล้ว

12:5 ตอนที่พระเจ้าตรัสสั่งให้อับราฮัมออกจากเมืองฮาราน เขาก็ออกทันที  ขณะที่อยู่ในเมืองฮาราน เขาทำงานเพิ่มพูนทั้งทรัพย์สินและคนงานมากมาย การเดินทางมาถึงคานาอันครั้งนี้ จึงเป็นการย้ายครอบครัวใหญ่มาก   โลทหลานชายก็ติดสอยห้อยตามมาด้วย
ในที่สุดก็เข้ามาในคานาอัน แต่อย่าลืมว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมายึดครองดินแดน พวกเขาเข้ามาอยู่อย่างคนต่างถิ่น  ดินแดนนั้นมีลูกหลานของฮาม คือคนคานาอันอาศัยอยู่ก่อนแล้ว

12:6 การเข้าไปอยู่ที่หมู่ต้นโอ็กแห่งโมเรห์  คำว่าโมเรห์แปลว่าคำสอน  net bible ให้ความเห็นว่า น่าจะเป็นสถานที่ซึ่งคนคานาอันมารวมตัวกันเพื่อจะรับคำสอนจากผู้ใหญ่ของพวกเขา 

12:7  และอย่างไม่คาดฝัน พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่เขาและทรงย้ำว่าจะทรงมอบดินแดนนี้ให้  พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญาของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะไม่ลืมและหลงคิดทำตามใจตัวเอง    อับรามได้สร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้า ซึ่งมีความหมายว่า   เขาทั้งอธิษฐาน และถวายเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าเที่ยงแท้ที่ทรงเลือกเขาให้เป็นต้นครอบครัวที่จะเป็นพรแก่ชาวโลก  จากอับรามที่เป็นคนนอก เดี๋ยวนี้ เขารู้แน่แล้วว่า พระเจ้าผู้ที่เขาสมควรจะนมัสการคือผู้ใด 

12:8 ถึงแม้อับราจะตั้งเต็นท์ระหว่างเบธเอล และเมืองอัยและอาศัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง   เขามีความสัมพันธ์เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากพระเจ้าผ่านการนมัสการ มีความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์  อับรามยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมายในชีวิตที่กำลังเริ่มต้นเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือทำตามพระดำริให้สำเร็จ

12:9  แล้วต่อมาเขาก็เดินทางลงไปยังเนเกบ ซึ่งอยู่ทางใต้การเดินทางนี้ก็เพื่อไปหาทุ่งหญ้าเพื่อเลี้ยงสัตว์  การเดินทางครั้งนี้ เป็นการตั้งเต็นท์อยู่สักพัก หญ้าหมดแล้วก็ย้ายเต็นท์ไปเรื่อย ๆ โดยที่ลงไปทางทะเลทรายทิศใต้ของแผ่นดินคานาอัน 

12:10  แล้วระหว่างนั้นเอง ก็เกิดความอดอยากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ไม่มีฝนเป็นระยะเวลานาน ทำให้พืชพันธ์ุตายหมด  แทนที่เขาจะหันมาหาพระเจ้า และปรึกษาพระองค์เสียก่อน อับรามทำตามที่เขาคิดว่า เขาน่าจะทำคือ เดินทางไปยังที่ มีน้ำลุ่ม (เขาเคยอยู่ในที่ซึ่งมีน้ำอุดมมาก่อนทางเหนือ) ที่ ๆ สัตว์จะมีหญ้าอุดม   ใกล้ที่สุดก็คือ แถบลุ่มน้ำไนล์

12:11-13 ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์หลายท่านมีความเห็นว่า ครั้งนี้อับรามจะต้องเจอกับการทดสอบ เป็นการทดสอบความมั่นคงในพระเจ้า การทดสอบความเชื่อของเขา … และแล้วครั้งนี้ เขาเริ่มต้นแผนการขึ้นก่อนจากความกลัวตาย โดยเอาภรรยามาบังหน้า  หลายท่านเห็นว่า นี่เป็นเงาของสิ่งที่จะมาภายหน้า คือ อิสราเอลจะต้องเข้ามาในอียิปต์ และเป็นทาสแล้วจะได้ออกไปพร้อมกับทรัพย์สิน ครั้งนี้ อับรามเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับความปลอดภัย
ทั้ง ๆ ที่ซารายอายุประมาณ 65  ปีในเวลานั้น  เธอยังงดงามมาก แม้แต่อับรามก็ยังรู้ว่า สวยขนาดนี้อันตรายก็ยิ่งมาก  เขาจึงวางแผนการที่ลูกผู้ชายไม่น่าจะรับได้
ซารายก็แสนดี ทำตามแผนของอับราม คือบอกคนอียิปต์ว่าซารายเป็นแค่น้องสาว  คนอียิปต์จะดีกับซารายแน่นอน และจะไม่มาวอแวกับชีวิตของอับราม เขาจะปลอดภัย  ความจริงอับรามกับซารายก็เป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว คือเป็นพี่น้องต่างแม่

แผนการของเขาอาจทำให้เขามีเวลาคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาและทั้งบริวารได้ปลอดภัยด้วย

12:14-16  ปรากฏว่า เหตุการณ์ที่อับรามคิดไว้ล่วงหน้าเกิดขึ้นจริง เหล่าชายชนชั้นสูงเห็นซารายเข้า ต่างก็ติดใจ แต่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้  เข้าไปทูลเรื่องสตรีงดงามคนหนึ่งเดินทางเข้ามาจากแผ่นดินคานาอัน

ฟาโรห์สั่งพาตัวซารายเข้าวังทันที  ฟาโรห์ก็คิดรวดเร็วตามประสาชายผู้มีอำนาจว่า ซารายคนนี้จะต้องมาเป็นภรรยาอีกคน  การนำตัวเข้าวังนี้ ขั้นต่อไปคือเข้าฮาเร็มของฟาโรห์นั่นเอง   และจึงมอบสมบัติเป็นรางวัลให้อับรามในฐานะพี่ชาย และดูแลเธอมาเพื่อวันนี้  มีการบรรยายว่า อับรามได้อะไรมาครอบครอง … แต่ต้องเสียภรรยาไป  

12:17  ความกลัวตายของอับรามโดยไม่ได้เห็นแก่ซาราย เป็นสิ่งที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อก็มิได้เชื่อทุกครั้งไป  พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่น่าอับอายในใจของเขา  ซึ่งเราทุกคนต้องเข้าใจว่า เราก็มีมุมที่เหมือนกับอับรามเช่นกัน ไม่มีใครถูกยกเว้น  อยู่ที่ว่าเราจะตัดสินใจทำอะไรด้วยความกลัวหรือการวางใจพระเจ้า 
พระเจ้าทรงช่วยซารายไว้ทันเวลา   เกิดวิบัติบางอย่างในครอบครัวของฟาโรห์  พวกเขาจึงตามหาเหตุแห่งวิบัติและก็มาพบว่า ซารายคือตัวปัญหา เป็นผู้สื่อนำวิบัติมาสู่ราชวงศ์ของฟาโรห์เพราะความที่ฟาโรห์กำลังจะไปทำลายสตรีที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับพระเมสสิยาห์! 

12:18-19  แล้วอับรามก็ถูกคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าสั่งสอน  ไม่น่าเลย  ความจริงแล้วฟาโรห์โกรธมากที่อับรามไม่ได้พูดความจริงเต็มร้อยกับเขา น่าแปลกที่เขาก็ไม่ได้เรียกทรัพย์สมบัติที่ให้ไปก่อนหน้านี้กลับคืนมา  สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า การวางใจพระเจ้า และการรอคอยพระองค์นั้นมีเกียรติกว่าที่จะใช้วิธีซึ่งไม่เหมาะสม 
ครั้งนี้ อับรามถูกหมิ่นเป็นอย่างยิ่งจากคำถามของฟาโรห์ ” เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกว่าเธอเป็นภรรยาของเจ้าเล่า?” คำถามนี้บอกตรง ๆ ว่า อับรามเป็นคนพูดไม่จริง
หลายคนอาจมองว่า ทำไมอับรามทำไม่ถูกต้องแต่ยังได้ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนมา พวกเขามองว่าเป็นพระพรจากพระเจ้า   อาจมีหลายความเห็น แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากเรื่องนี้คือ ถึงได้ทรัพย์มามากมาย แต่ทำสิ่งที่ไม่ได้ถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ไม่น่าภูมิใจเลย  
ความมั่งคั่งจึงไม่ใช่ตัววัดพระพรเสมอไป บางครั้งความทุกข์ยากที่เปลี่ยนชีวิตยังกลายเป็นพรมากกว่าความมั่งคั่งเสียอีก

12:20  อับรามต้องออกไปจากอียิปต์อย่างอับอายแม้ว่าจะมีทั้งสัตว์เลี้ยงและทาสบริวารมากขึ้น … แต่แน่ใจไหมว่า ทาสอียิปต์ที่เข้ามาในครัวเรือนจะไม่สร้างปัญหา? 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 12
1* กิจการ 7:2-3 ;ปฐมกาล 13:9
2* เฉลยธรรมบัญญัติ 26:5  ; ปฐมกาล 22:17; 24:35; 28:4
3* กันดารวิถี 24:9; กิจการ 3:25; อิสยาห์ 41:27
5* ปฐมกาล 14:14; 11:31; 13:18

6* ฮีบรู 11:9; เฉลยธรรมบัญญัติ 11:30; ปฐมกาล 10:18-19
7* ปฐมกาล 17:1; 18:1; 13:15; 15:18; 17:8; 13:4, 18; 22:9
8* ปฐมกาล 4:26; 13:4; 21:33
9* ปฐมกาล 13:1, 3; 20:1; 24:62
10* ปฐมกาล 26:1; สดุดี 105:13; ปฐมกาล 43:1

11* ปฐมกาล 12:14; 26:7; 29:17
12* ปฐมกาล 20:11; 26:7
13* ปฐมกาล 20:1-18; 26:6-11; 20:12
16* ปฐมกาล 20:14; 13:2
17* 1 พงศาวดาร 16:21
18* ปฐมกาล 20:9-10; 26:10
20* สุภาษิต 21:1

ปฐมกาล 11 หอสูงเสียดฟ้าบาเบล

สร้างหอสูงบาเบล
1 ในเวลานั้น ผู้คนใช้ภาษาเดียวกัน ใช้คำที่มีความหมายเหมือนกัน 
2 เมื่อพวกเขาย้ายถิ่นไปทางทิศตะวันออก พวกเขาได้พบที่ราบในดินแดนชินาร์ จึงตั้งถิ่นฐานที่นั่น
 3   พวกเขาพูดกันว่า “มาเถิด  เรามาทำอิฐ และเผาให้สุกจนทั่วก้อนกัน” แล้วพวกเขาก็ใช้อิฐแทนหิน ใช้ยางมะตอยแทนปูนก่อ 
4  และพวกเขาพูดกันว่า “มาเถิด
มาสร้างเมืองของเราเอง และก่อหอสูงเสียดฟ้าสวรรค์ เรามาสร้างชื่อเสียงให้ตัวเรา ไม่อย่างนั้นแล้ว เราอาจต้องกระจัดกระจายไปทั่วผืนโลก”


5 แล้วพระยาห์เวห์เสด็จลงมาเพื่อทอดพระเนตรเมืองและหอสูงที่พวกเขา (ลูกหลานของมนุษย์) สร้างขึ้นมา
6 และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “ดูเถิด
พวกเขาเป็นชนชาติเดียวกัน ภาษาเดียวกัน และนี่เป็นเพียงสิ่งที่พวกเขาเริ่มต้นจะทำ  บัดนี้  หากพวกเขาประสงค์จะทำอะไร   จะไม่มีสิ่งใดมายับยั้งขวางพวกเขาได้เลย
 7 มาเถิด พวกเราลงไปทำให้เขาสับสนเรื่องภาษา  เพื่อเขาจะไม่เข้าใจกันและกัน”

8 ดังนั้น พระยาห์เวห์ทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายจากที่นั่นออกไปทั่วแผ่นดินโลก  พวกเขาจึงต้องหยุดสร้างเมืองนั้น
  9 ดังนั้น จึงเรียกชื่อเมืองว่า บาเบล เพราะเป็นที่ ๆ พระยาห์เวห์ทรงทำให้ภาษาของทั้งโลกสับสน จากที่นั่น
พระยาห์เวห์ทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดินโลก  

เชื้อสายของเชม 
10 ต่อไปนี้เป็นลำดับเชื้อสายของเชม  เมื่อเชมอายุได้ 100 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ อารปัคชาด  ช่วงสองปีหลังจากน้ำท่วม 11 และเชมมีอายุอยู่ต่อไปอีก 500 ปี หลังจากมีอาร์ปัคชาด เขาก็มีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน 
12 เมื่ออาร์ปัคชาดอายุได้ 35 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อเชลาห์
13 และอาร์ปัคชาด มีอายุต่อไปอีก 403 ปี เขาก็มีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน 
14 เมื่อเชลาห์ อายุได้ 30 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ เอเบอร์ 
15 และหลังจากที่เขามีเอเบอร์ เชลาห์ก็มีอายุต่อไปอีก  403 ปี และเขามีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน

16 เมื่อเอเบอร์อายุได้ 34 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อเปเลก (สายของเอเบอร์มาเป็นชนชาติอิสราเอล)
17  และหลังจากที่เขามีเปเลก เอเบอร์ก็มีอายุต่อไปอีก 430 ปี  และเขามีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน
18 เมื่อเปเลกอายุได้ 30 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ เรอู
19 และหลังจากที่เขามีเรอู เปเลกก็มีอายุต่อไปอีก  209 ปี และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
20 เมื่อเรอูมีอายุได้ 32  ปี  เขาก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อ เสรุก 
21 หลังจากที่เขามีเสรุก เรอูก็มีอายุต่อไปอีก 207 ปี  และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
22 เมื่อ เสรุกมีอายุได้ 30   ปี ก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อนาโฮร์

23 หลังจากที่เขามีนาโฮร์ เสรุกก็มีอายุต่อไปอีก  200 ปี  และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
24 เมื่อนาโฮร์อายุได้  29  ปี ก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อ เทราห์
25 หลังจากที่เขามีเทราห์ นาโฮร์ก็มีอายุต่อไปอีก  119 ปี และเขามีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน
26 เมื่อเทราห์     อายุได้ 70  ปี ก็มีลูกชายชื่อ อับราม นาโฮร์ และฮาราน

เชื้อสายของเทราห์
27 ต่อไปนี้เป็นลำดับเชื้อสายของเทราห์ เทราห์มีลูกชายชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน ฮารานมีลูกชายชื่อโลท
28 ฮารานเสียชีวิตในเมืองเออร์ ของชาวเคลเดียซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ขณะที่พ่อคือเทราห์ยังมีชีวิตอยู่   
29  อับรามและนาโฮร์ ต่างได้ภรรยา ภรรยาของอับรามชื่อซาราย ภรรยาของนาโฮร์ชื่อมิลคาห์ซึ่งเป็นลูกสาวของฮารานที่เป็นพ่อของทั้งมิลคาห์ และอิสคาห์
30  และซารายนั้นไม่มีลูก เพราะเธอเป็นหมัน
31 และเทราห์ได้พาลูกชายของเขาชื่ออับราม และหลาน(ปู่ )ชายชื่อโลท หลานชายของเขาซึ่งเป็นลูกชายของฮาราน และลูกสะใภ้ชื่อซาราย ภรรยาของอับราม เดินทางออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดียมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินคานาอัน  แต่เมืองมาถึงเมืองฮาราน พวกเขาก็ ลูกชายของเขา ก็ตั้งถิ่นฐานที่นั่น  
32 เมื่อเทราห์มีอายุได้ 205 ปี เขาก็สิ้นชีวิตในเมืองฮาราน  

อธิบายเพิ่มเติม

สร้างหอสูงบาเบล
เรื่องหอสูงบาเบลเข้ามาแทรกบันทึกเชื้อสายของเชม การบันทึกนี้ จะพาไปถึงอับราฮัมซึ่งเป็นบิดาแห่งความเชื่อ  เขาเป็นต้นวงศ์วานของพระเมสสิยาห์ที่จะนำพระพรของพระเจ้ากลับมาสู่ชนชาติต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายออกไป
11:1-2 คราวนี้ โมเสสย้อนประวัติศาสตร์กลับไปตอนที่ลูกหลานโนอาห์ยังคงใช้ภาษาเดียวกันอยู่  และในบทที่ 10 เล่าว่า ผู้ที่สร้างบาบิโลนนั้นคือนิมโรด
ตอนนั้นพวกเขาพอใจกับแผ่นดินชินาร์ พากันตั้งถิ่นฐานที่นั่น   ตอนนี้ โนอาห์ก็ยังมีชีวิตอยู่ (เขามีชีวิตอยู่จนถึงสมัยอับราฮัม อายุ 950 ปี  แต่เราไม่ทราบว่า รู้จักกันหรือไม่ เพราะลูกหลานเกิดมาล้นบ้านล้นเมือง แต่ผู้คนก็มีอายุน้อยลงไปเรื่อย ๆ )

11:3-4 แล้วพวกเขาก็คิดกันว่า เขาจะสร้างเมือง จะก่อหอสูงมาก ๆ เพื่อจะได้อยู่กันอย่างมีความสุขในที่แห่งนั้น ไม่ต้องอพยพไปที่ไหนอีกอย่างที่พระเจ้าทรงบัญชาให้กระจายไปทั่วแผ่นดิน  การก่อหอสูงนี้ พวกเขาต้องการสร้างชื่อให้ตัวเอง  ต้องให้เป็นที่สูงจะได้ถึงเทพ  เขาต้องการยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จัก ไม่ต้องการทำตามพระบัญชาของพระเจ้าที่ให้แยกกันไปอยู่ทั่วโลก
นี่เป็นความบาป ขัดขืนพระดำริของพระเจ้าอย่างทรนง 

พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่า หอนี้เป็นรูปร่างอย่างไร แต่ มีการค้นพบหอสูงในรูปแบบของซิกกูรัท (Ziggurat) เป็นสิ่งก่อสร้างฐานเป็นสี่เหลี่ยม ในแผ่นดินชินาร์  ที่ไม่มีด้านใน   อาคารทำจากอิฐและยางมะตอย ด้านหน้า จะเป็นอิฐเผา มีทางลาดเป็นบันไดขึ้นไปถึงยอด และมีห้องนอน เครื่องเรือนสำหรับเทพ ตรงส่วนยอดนี้เองที่เป็นประตูสู่โลกของเทพต่าง ๆ พวกเขาเชื่อว่าเทพจะลงมาเยี่ยมและรับของถวายที่วางไว้ให้ 
ซิกกูรัท มีความสูงตั้งแต่ 18 เมตร   ถึง  60 เมตร ผู้คนจะไม่ขึ้นไปกราบไหว้สิ่งใดบนนั้น แต่จะมีวิหารข้าง ๆ ไว้ทำพิธีต่าง ๆแล้วแต่ว่าจะอุทิศ ให้กับเทพใด เทพบางตนก็จะมีซิกกูรัทหลายแห่ง ตามเมืองต่าง ๆ แต่ละเมืองอาจมีหลายอาคาร 
จากการค้นพบทางโบราณคดี พบสิ่งก่อสร้างประเภทนี้ในหลายพื้นที่ในอัฟริกา  ในตะวันออกกลาง  อเมริกาใต้ แม้กระทั่งการสร้างวัดก็ชอบที่จะสร้างบนภูเขา
มนุษย์พยายามสร้างสิ่งที่เชื่อว่า พาพวกเขาไปแตะสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นปิรามิด ซิกกูรัท  รูปร่างของสิ่งก่อสร้างประเภทความเชื่อเหล่านี้ จะมีการชี้นำขึ้นไปยังท้องฟ้า


 


11:5-7 แล้วพระเจ้าก็ลงมา  แต่ไม่ได้มาเพื่ออยู่รับของถวายจากพวกเขา พระองค์ทรงมาทอดพระเนตรทั้งเมืองและหอสูงที่พวกเขาสร้าง (ชื่อเมืองและชื่อหอสูงเป็นชื่อเดียวกัน) และทรงประเมินว่า พวกเขาจะทำสำเร็จได้ทุกอย่างที่คิดจะทำ สิ่งที่ทรงประเมินนั้น ไม่ได้ผิดไปจากที่พระองค์ตรัสเลย
พระเจ้าเสด็จมาทำให้เขาต้องหยุดสร้างเมือง เพราะพูดกันไม่รู้เรื่องอีกต่อไป ดังนั้น พวกที่พูดรู้เรื่องก็จะอยู่รวมกลุ่มกัน และแยกจากพวกที่พูดอีกภาษา ย้ายออกไปอยู่ในที่ ๆ ตนเองเลือก กลายเป็นกลุ่มคน ครอบครัว วงศ์วาน  เผ่า สร้างเป็นประเทศที่แตกต่างกันไป 
พระเจ้าทรงทำลายความตั้งใจของมนุษย์ที่จะต่อต้านพระองค์  คำว่า พวกเขาตรงนี้ ภาษาฮีบรูเดิมว่า ลูกหลานของมนุษย์ หมายถึงคนที่ต้องตาย ไม่ได้อยู่เป็นนิรันดร์

ดูสิว่าในปัจจุบัน  มนุษย์ทำอะไรได้บ้าง พวกเขาไม่สับสนทางภาษาเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป  มนุษย์อ้างอย่างโอหัง มั่นใจว่า เอไอจะกลายเป็นพระเจ้า มนุษย์จะกลายเป็นโง่กว่าเอไอ .. เอไอจะทำได้ทุกอย่าง แรงจูงใจของการค้นพบสิ่งใหม่ ๆก็เพื่อสร้างชื่อ สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองเหมือนกับโลกโบราณ
ดังนั้น เราซึ่งเป็นคนของพระเจ้าต้องรู้ว่าจะตอบโต้ และป้องกันลูกหลานอย่างไรกับสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นจากทั้งความหวังดีและหวังร้าย (นี่เป็นอีกเรื่องที่ควรศึกษาและลงมือต่อสู้กับความเย่อหยิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ )

11:8 พระเจ้าทรงห่วงในสิ่งที่พวกเขาจะทำต่อไป อย่าลืมว่า มนุษย์มีใจโน้มเอียงที่จะทำชั่วเสมอ  … ทรงบังคับให้พวกเขากระจัดกระจายไป  และต่างก็มีภาษาของตนเอง พวกเขาได้ขยายขอบเขตออกไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า (10:5, 32)
พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดเขตแดนให้แต่ละคน ทั้งนี้เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระองค์และมุ่งใจที่จะพบพระองค์ให้ได้ (กิจการ  17:26-27)
เป้าหมายในการดำรงอยู่คือ พวกเขาจะได้เป็นตัวแทนของพระองค์ในการครอบครองโลก แต่กลับกลายเป็นว่า เขาพยายามให้เทพต่าง ๆ เข้ามาครอบครองใจและชีวิตของพวกเขา  พระเจ้าตั้งให้สูง แต่มนุษย์ทำตัวตกต่ำ ( เพราะแม้ว่าพวกเขารู้จักพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ได้ถวายพระเกียรติสิริแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า ทั้งไม่ได้ขอบพระคุณพระองค์ แต่กลับคิดในสิ่งที่ไร้สาระ และจิตใจอันโง่เขลาของพวกเขาก็มืดมัวไป แม้เขาอ้างว่าตนมีปัญญา เขาก็กลับกลายเป็นคนโง่และเอาพระเกียรติสิริของพระเจ้าผู้เป็นอมตะไปแลกกับรูปเคารพ ซึ่งสร้างขึ้นตามแบบของมนุษย์ที่ต้องตาย สัตว์ปีก สัตว์ เลื้อยคลานและสัตว์ต่างๆโรม 1:21-23)

11:9 ชื่อบาเบลในภาษาบาบิโลน หมายถึงประตูสู่เทพ แต่เมื่อพูดเป็นภาษาฮีบรู จะมีความหมายถึงความสับสน  ปัจจุบันคนในโลกใช้ภาษาอังกฤษ สเปน และจีนกันทั่วไป  พวกเขาเข้าใจกันดีผ่านภาษากลางของโลก   เขาไม่สับสนในภาษา แต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณสับสนมาก มีความเชื่อแปลก ๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน  มีการยึดเอาวิทยาศาสตร์เป็นข้ออ้างที่จะไม่เชื่อพระเจ้า (ซึ่งที่จริงเป็นความเขลาโดยไม่รู้ตัว เพราะวิทยาศาสตร์นั้นคือสิ่งที่ค้นพบการทรงสร้าง ค้นพบความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในร่างมนุษย์และสัตว์   ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ  ในท้องทะเล และอวกาศ)
พวกเขาสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียด แต่ยังไม่เชื่อว่ามีองค์พระผู้สร้าง


  

เชื้อสายของเชม 
11: 10-26 
ข้อสังเกตเรื่องบันทึกลำดับเชื้อสาย หลังจากเล่าเรื่องของ บาเบลแล้ว ผู้เขียนก็กลับมาเขียนบันทึกเชื้อสายของเชมต่อ
เชื้อสายนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า พระเจ้าทรงเตรียมการของพระองค์มาตั้งแต่หลายพันปีเพื่อการเสด็จมาของพระบุตรของพระองค์!  บาเบลแสดงถึงความเย่อหยิ่งที่ทำให้ล้มลง  แต่เชื้อสายของเชมทำให้เราได้เห็นพระสัญญาของพระเจ้านั้น มาก่อนความสำเร็จ เป็นเชื้อสายที่มุ่งให้เราพบชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงเลือก ลำดับเชื้อสายเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก ชัดเจนว่า
พวกเขามาจากไหน ไม่ได้เป็นชนชาติที่เกิดขึ้นมาด้วยการรวมตัวของผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกันเพื่อให้อยู่รอดแค่นั้น แต่เป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงอยู่ด้วยตั้งแต่ต้น และทรงให้มีการบันทึก และรักษาสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน นี่คือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของพระคัมภีร์ 
ชีวิตที่ยืนยาวลดลง..คำนวนดี ๆ เราจะพบว่า โนอาห์อยู่ต่อมาจนถึงสมัยของอับราม แต่ทั้งสองคงไม่รู้จักกันเพราะว่า มีการกระจัดกระจายของประชากรตอนที่สร้างหอบาเบล
คราวนี้เขาเล่าถึงอายุของแต่ละคน เราพบว่า รุ่นหลัง ๆ พวกเขาตายเร็วขึ้น จากเชมคนแรกที่มีอายุ  600 ปี  คนสุดท้ายคือเทราห์ มีอายุ 205 ปี ส่วนอับราฮัมนั้นสิ้นชีวิตเมื่ออายุได้   175 ปี   ลูกของยาโคบคือโยเซฟ เสียชีวิตเมื่ออายุ  110 ปี สำหรับคนในโลกปัจจุบัน ใครอายุเท่านี้ก็ถือว่ามากเกินที่จะอยู่ จริง ๆ แล้วนับเป็นพระเมตตาของพระเจ้าที่ทำให้ พวกเราสมัยใหม่นี้มีอายุไม่มากถึงร้อยห้าสิบปี   

บันทึก 11:10-ในตอนนี้ซ้ำกับ 10:21-29  ถึงเปเลก โดยที่ไม่ได้กล่าวถึงโยกทานน้องชายเหมือนกับในบทที่ 10.  ผู้เขียนสนใจสายของเปเลก จนมาถึงอับราม …​

เชื้อสายของเทราห์
11:27-28
เชื้อสายของเทราห์ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะลูกชายคนโตของเขาคืออับราม ซึ่งต่อมา พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อของเขาเป็นอับราฮัม
เมืองเออร์ของชาวเคลเดีย หรือชาวบาบิโลน อยู่ทางใต้ของเมโสโปเตเมีย  เป็นเมืองที่มีความทันสมัย รุ่งเรืองในยุคนั้น  มีซิกกูรัทอยู่กระจายทั่วไป   อับราฮัมเป็นคนที่มาจากเมืองนี้  กษัตริย์บาบิโลนที่ดังมากสุดคือ เนบูคัดเนสซาร์   ผู้เผยพระดำรัสอิสยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคียลต่างคุ้นเคยกับบาบิโลน  ดาเนียลได้กลายเป็นข้าราชการชั้นสูงของบาบิโลนด้วย

11:29 ชื่อซารายแปลว่า เจ้าหญิง ส่วนมิลคาห์หมายถึง ราชินี  ครอบครัวนี้มีความเชื่อในเทพต่าง ๆ ของเมโสโปเตเมีย

11:30 การเป็นหมันของซารายมีความหมายกับคนในโลกโบราณว่า ซารายเป็นคนที่ถูกพระเจ้าลงโทษ  เป็นเรื่องน่าอับอายมาก  และในกรณีของอับรามและซารายนี้ ยังทำให้เห็นว่าทั้งคู่เป็นอุปสรรคต่อการที่จะมีเชื้อสายต่อไป

 ผู้คนมองว่าผู้หญิงเป็นผู้รับเชื้อสายจากชาย  แทนที่จะเป็นผู้เตรียมไข่ไว้สำหรับการปฏิสนธิ์   การแจ้งเรื่อง ซารายเป็นหมันนี้สำคัญมาก เพราะจากความเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าทรงทำให้อับราฮัมมีลูกชายกับซารายได้  พระเจ้าทรงเป็นผู้เปิดครรภ์ของซาราย  เป็นการบ่งบอกว่า แผนการของพระเจ้าจะไม่มีวันถูกทำลายไป 

11:31 เทราห์ตั้งใจพาลูกหลานไปคานาอัน  พวกเขาเดินทางขึ้นเหนือไปยังฮารานก่อน  แล้วจะเดินทางลงมายังคานาอัน แต่ปรากฏว่า ทั้งครอบครัวกลับตั้งถิ่นฐานที่นั่น และเทราห์สิ้นชีวิตที่นั่น 
เทราห์ตัดสินใจจะออกจากเมืองเออร์ซึ่งอยู่ในอิรักปัจจุบันไปยังคานาอันแต่เมื่อถึงเมืองฮารานทางเหนือมาก ๆ ในพื้นที่ตุรกีปัจจุบัน  เขาก็ตั้งรกรากและเสียชีวิตที่นั่น



 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 12
2* ปฐมกาล 10:10; 14:1
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 1:28; 9:1 ;ปฐมกาล 6:4 เฉลยธรรมบัญญัติ 4:27
5* ปฐมกาล 18:21
6* ปฐมกาล 9:19; 11:1; สดุดี 2:1
7* ปฐมกาล 1:26; อพยพ 4:11


8* ลูกา 1:51; ปฐมกาล 10:25; 32
9* 1 โครินธ์  14:23
10* ปฐมกาล 10:22-25
12* ลูกา 3:15
16* 1 พงศาวดาร 1:19; ลูกา 3:35
20* ลูกา 3:35
24* โยชูวา 24:2

26* 1 พงศาวดาร 1:26
27* ปฐมกาล 11:31; 17:5
29* ปฐมกาล 17:15; 20:12; 22:20, 23; 24:15
30* ปฐมกาล 16:1-2
31* ปฐมกาล 12:1; กิจการ 7:4; ปฐมกาล 10:19

บรรณานุกรม 11
 Bethancourt, Phillip, Platt,David, et al.,Exalting Jesus in Genesis (Christ-Centered Exposition Commentary) . Kindle Edition.

Heitzig, Skip  คำเทศนา  https://www.instagram.com/reels/DUBSFPZCe53/

Keener, Craig S.; Walton, John H.. NKJV, Cultural Backgrounds Study Bible: Bringing to Life the Ancient World of Scripture (p. 2). (Function). Kindle Edition. 

https://netbible.org/bible/Genesis+9

NKJV Cultural Backgrounds Study Bible ,2017 by Zondervan. Kindle Edition.

Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
  
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997

ปฐมกาล 10 ต้นตระกูลของชาวโลก

เชื้อสายของยาเฟท 

1 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเชม ฮามและยาเฟท ลูกชายของโนอาห์ และลูกหลานของเขาที่เกิดมาหลังจากน้ำท่วม
2 ลูกชายของ ยาเฟท ชื่อ โกเมอร์ มาโกก มาดัย ยาวาน ทูบัล เมเชค และทิราส (7)
3 ลูกชายของโกเมอร์ชื่อ อัชเคนัส รีฟาท และโทการ์มาห์ (3)
4 ลูกชายของยาวาน  ชื่อ เอลีชาห์ ทาร์ชิช คิทธิม และโดดานิม (4)
5 จากคนที่กล่าวมานี้ พวกเขาเป็นบรรพบุรุษของคนชายฝั่งะเล ที่ออกไปตั้งถิ่นฐานของตน พวกเขาต่างมีภาษาของตนเองตามครอบครัวที่ขยายต่อไปเป็นชาติต่างๆ 



เชื้อสายของฮาม
6 ฮาม มีลูกชายคือ คูช อียิปต์(อีกชื่อว่ามิสราอิม) พูต และคานาอัน
 7 คูช มีลูกชายชื่อ เสบา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา  และราอามาห์นั้นมีลูกชายชื่อ เชบาและเดดาน
 เชื้อสายของฮาม
6  ลูกชายของฮามคือ คูช อียิปต์(อีกชื่อว่ามิสราอิม) พูต และคานาอัน (4)
 7 ลูกชายของคูช คือ เสบา ฮาวิลาห์
สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา  (5)
และราอามาห์นั้นมีลูกชายชื่อ เชบาและเดดาน (2)
 

8 คูชเป็นพ่อของนิมโรดซึ่งเป็นนักรบผู้องอาจในแผ่นดินโลก (1)
9 เขาเป็นนายพรานที่เก่งกาจต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์  จึงมีคำกล่าวกันว่า “เป็นนายพรานผู้อาจหาญต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์”
10 อาณาจักรของเขาเริ่มต้นที่บาบิโลน เอเรก อัคคัด และคาลเนห์ ในแผ่นดินชินาร์  
 11 จากที่นั่น เขาขยายไปอัสซีเรีย สร้างนครนีนะเวห์ และเมืองเรโหโบทอีร์ และนครคาลาห์ 
12 และเมืองเรเสนซึ่งอยู่ระหว่างนครนีนะเวห์ กับเมืองคาลาห์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่
13 มิสราอิม(อียิปต์) มีลูกชื่อ ลูดิม อานานิม เลหะบิมและนาฟทูฮิม 
14 ปัทรุสิม คัสลูฮิม(ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวฟีลิสเตีย) และคัฟโทริม
15 คานาอันเป็นพ่อของไซดอน ลูกชายหัวปี คนรองคือ เฮท (ฮิตไทต์) 
16  ชาวเยบุส ชาวอาโมร์ และชาวเกอร์กาช
17 ชาวฮีไวต์ ชาวอารคี ชาวสินี 
18 ชาวอารวัด ชาวเศเมอร์ และชาว
ฮามัท และต่อมา ลูกหลานของคนวงศ์วานคานาอันก็ขยายถิ่นออกไป 
19 เขตแดนของชาวคานาอันนั้น เริ่มจากเมืองไซดอน ลงไปทางเมืองเกราร์ จนถึงเมืองกาซา และยังไปทางเมืองโสโดม โกโมราห์ อัดมาห์  เศโบยิม ไปจนถึงเมืองลาชา 
20 ที่กล่าวมานี้เป็นลูกชายของฮาม ตามวงศ์วาน ตามภาษา ดินแดน และชาติต่าง ๆ ของพวกเขา



เชื้อสายของเชม
21 ส่วนเชมซึ่งเป็นพี่ชายของยาเฟทนั้น มีลูกชายที่เป็นต้นวงศ์วานเอเบอร์
 22 เชมมีลูกชายชื่อ เอลาม อัชชูร์ อาร์ปัคชาด ลูด และอารัม
23 อารัมมีลูกชายชื่อ อูส ฮูล เกเธอร์ และมัช
24 อาร์ปัคชาด  มีลูกชายชื่อเชลาห์ และเชลาห์ มีลูกชายชื่อ เอเบอร์ 
25 เอเบอร์มีลูกชายสองคน คนหนึ่งชื่อเปเลก  เพราะในสมัยของเขานั้น แผ่นดินโลกมีการแยกดินแดนกัน  น้องชายของเขาชื่อโยกทาน
26 โยกทานมีลูกชายชื่อ ฮัลโมดัด เชเลฟ ฮาซาร์มาเวท เยราห์
27 และฮาโดราม อุซาล ดิคลาห์
28 โอบาล อาบีมาเอล เชบา
29  โอฟีร์ ฮาวิลาห์ โยบับ คนเหล่านี้ต่างเป็นลูกชายของโยกทาน
30 ถิ่นที่อยู่ของพวกเขาขยายจากเมชาไปทางเสฟาร์ทางเนินเขาด้านตะวันออก  31  พวกเขาเป็นลูกชายของเชมตามวงศ์วาน ตามภาษา ตามดินแดนและชาติต่างๆของพวกเขา 
32 นี่คือวงศ์วานของลูกชายของโนอาห์ ตามลำดับเชื้อสาย ตามชาติต่าง ๆ ของพวกเขา   และจากชาติต่างๆ เหล่านี้ ก็ยังมีการขยายถิ่นออกไปทั่วแผ่นดินโลก หลังจากน้ำท่วม  

อธิบายเพิ่มเติม

คำนำ
 ก่อนที่โมเสสจะเล่าเรื่องของชนชาติอิสราเอลต่อไป ก็ได้บันทึกเรื่องราวการเกิดของชนชาติต่าง ๆ   ในโลกซึ่งต่างก็เป็นเชื้อสายของทั้งสามคนนี้เอง ให้เราได้ทราบถึงความสืบเนื่องของลูกหลานโนอาห์ ที่ต่อมากระจัดกระจายไปทั่วโลก  เราไม่ทราบว่านานเท่าไร แต่เมื่อดูจากเชื้อสายที่บันทึกไว้ น่าจะหลายพันปี ในบทที่ 10 และ 11  เป็นเรื่องราวที่สลับไปมาระหว่างบันทึกเชื้อสายกับเหตุผลที่มนุษย์กระจัดกระจายไปทั่วโลก
หนังสือปฐมกาล ได้มีการบันทึกเชื้อสายอยู่ประปราย แต่ทุกครั้งมีความหมายชัดเจน และเป็นวิถีที่จริงจังของคนยิวที่จะบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ในครอบครัว  ข้อความที่โมเสสบันทึกไว้  ชี้ให้เห็นถึงความซื่อตรงของพระเจ้าที่พระองค์ตั้งพระทัยอย่างยิ่งที่จะทำให้พระสัญญาในปฐมกาล 3 สำเร็จ 
ถ้าเรามองแค่ว่าบันทึกเชื้อสายนี้น่าเบื่อ เราจะไม่เห็นอะไร แต่ผู้เขียน เขียนไว้เพื่อให้เราเห็นต้นตอของเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ 
พระเมสสิยาห์จะมาจาก เชมและลูกหลานของเขาเพื่อทำลายศัตรูที่มาจากเชื้อสายของฮาม   พระคัมภีร์ได้บันทึกว่า พระเจ้าทรงปกป้องเชื้อสายเชมนี้อย่างไรบ้าง …เราจะเห็นความพยายามในสมัยอพยพ  สมัยเอสเธอร์ที่จะทำลายเชื้อสายของพระเจ้าให้สิ้นซาก ความตั้งใจของศัตรูของพระเจ้า คือ ไม่ให้มีสายของพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้  แต่แล้ว พระเจ้าทรงมีชัยชนะ พระบุตรของพระองค์ได้มาจริง ๆ และเราพบพระองค์ในพันธสัญญาใหม่

เชื้อสายของยาเฟท 
10:1-4  ลูกชายเจ็ดคนของยาเฟท ต่อมาพวกเขาอพยพขึ้นไปทางเหนือ ซึ่งเป็นยุโรปในเวลาต่อมา  ยาเฟทมีทั้งหมด 14 กลุ่ม
โกเมอร์ พวกเขาขึ้นไปทางยุโรปตะวันออกขยายออกไปอีก เป็นพวกอารยัน และจีนโบราณ  ยังมีพวกที่ย้ายขึ้นไปทางเกาะอังกฤษ ไอร์แลนด์ สกอต์แลนด์ 
มาโกก  จะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏในยุคสุดท้าย (คือเวลาปัจจุบันของพวกเรา) ที่เข้ามาต่อสู้กับอิสราเอล ลูกหลานของเชม  ดูเอเสเคียล 38, 39  มาโกก เชื่อว่าเป็นบรรพบุรษของคนรัสเซียโบราณ สลาฟ บัลแกเรียน โบฮีเมียน และชาวโปแลนด์ แต่บางท่านเชื่อว่าเป็นชาวมองโกล คนจีนเรียกกำแพงเมืองจีนว่า กำแพงแห่งมาโกก เป็นกำแพงกั้นไม่ให้มองโกลบุกเข้ามา พวกเขาเป็นศัตรูกัน
มาดัย  เป็นพวกมีเดียน ที่อยู่ในเปอร์เซีย และคนเปอร์เซีย  อิหร่าน อัฟกานิสถาน อินเดีย และชาวเคิร์ด
ยาวาน คือพวกกรีก มาซิโดเนีย โรม อิตาเลีย
ทูบัล  เมืองในรัสเซียชื่อทูบัล  (เอเสเคียล 38, 39)
เมเชค เมืองในรัสเซีย คือ มอสโคว์ตั้งริมแม่น้ำมูสควา (เอเสเคียล 38, 39)
ทิราส  เป็นพ่อของผู้คนที่อาศัยแถบทะเลอีเจียน ทางเอเชียน้อย

 10:5 การขยายออกไปเป็นชาติต่าง ๆดังกล่าว น่าจะเกิดหลังจากการสร้างหอบาเบล นี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่โมเสสผู้บันทึกได้เขียนก่อนในบทนี้ แล้วในบทที่ 11   มาขมวดปมทีหลังว่าเกิดอะไรขึ้นจากการสร้างบาเบล 

เชื้อสายของฮาม
10:6 จะเห็นว่า ฮามมีลูกชายคนสำคัญสี่คน คูชคือ ชื่อโบราณของเอธิโอเปีย   มิสราอิมกับอียิปต์เป็นชื่อเดียวกัน ปัจจุบันยังมีการเรียกอียิปต์ว่า มิสราอิม   ส่วนพูต เป็นบรรพบุรุษของคนในลิเบีย  เชื้อสายของฮามสนใจการกราบไหว้เทพต่าง ๆ  สร้างรูปเคารพขึ้นมา ทั้งสายคูช และคานาอัน   คนเชื้อสายคานาอันอาศัยในแผ่นดินคานาอันแบ่งเป็นเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ มากมาย  ทั้งหมด 30 กลุ่ม
เยเรมีย์ 13:23  กล่าวถึงเอธิโอเปียกับเสือดาว
อิสยาห์ 45:14  กล่าวถึงอียิปต์ คูช เสบา

10:7-12  ลูกหลานของเอธิโอเปีย  อียิปต์  ลิเบีย  ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันนี้  แต่ ไม่มีคนชาวคานาอันอีกต่อไป  
นิมโรด ซึ่งเป็นลูกชายของคูช  ที่เป็นคนล่าสัตว์ที่เก่งมาก ไม่แค่นั้น เขายังเป็นนักรบ  นิมโรดได้สร้างอาณาจักรบาบิโลนขึ้น  ในแผ่นดินชินาร์ (ชื่อที่อียิปต์เรียก แต่คนท้องที่เรียก ซูเมอร์ ซึ่งกลายเป็นอารยธรรมแรก ๆ ของโลก)  มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องของนิมโรดกันมากมายในช่วงนี้ 
ชื่อ “นิมโรด” สื่อถึงการกบฏ  ทรงพลังและมีอำนาจ ชื่อนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมั่นในตนเอง ต่อต้านการปกครองของพระเจ้า
การค้นคว้าทางโบราณคดีเรื่องของซูเมอร์ และการขุดค้นเอกสารที่อยู่บนแผ่นหิน เป็นภาษาลิ่มทำให้รู้เรืองราวของพวกเขามากขึ้น    สิ่งที่รู้ชัดจากพระคัมภีร์ คือ นิมโรดผู้นี้มาทางสายลูกชายคนโตของฮาม  คำว่าเป็นนายพรานที่เก่งกาจต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์นี้ มีความหมายว่า “เขาเป็นนายพรานที่เก่งที่สุดในโลก”
ที่น่าสนใจคือ  อาณาจักรของนิมโรดเริ่มที่บาบิโลนหรือบาเบลนั่นเอง ! เขาได้สร้างอาณาจักรที่ตั้งใจต่อต้านพระเจ้าที่ให้กระจายไปทั่วโลก และพยายามหาทางขึ้นไปหาพระเจ้าด้วยตัวเอง  ต่อมาจะเห็นว่าทั้งบาบิโลน และอัสซีเรีย ต่างก็เป็นศัตรูของอิสราเอล สู้กันมานานและยังกวาดอิสราเอลไปเป็นเชลยในอาณาจักรของพวกเขา (605–539 ก่อนคริสตศักราช)


ต่อมานิมโรด ได้สร้างเมืองนีนะเวห์ที่ต่อมาเราได้เรื่องราวจากโยนาห์   แม้พวกเขาจะทำบาปผิดมากมาย แต่พระเจ้ายังทรงรักและเรียกเขากลับมาหาพระองค์ โดยทรงส่งโยนาห์ไปประกาศให้กลับใจ  
นิมโรดยังสร้างอีกหลายเมือง ทำให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่เก่ง มีความสามารถมากจริง ๆ น่าเสียดายที่เขาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้า

7:13-14 ชาวฟีลิสเตียดั้งเดิม (ไม่ใช่กลุ่มคนในกาซาที่เรียกตัวเองว่า คนฟิลิสเตีย ) นั้นเป็นคนที่อาศัยในเกาะครีต  ต่อมาเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน สามเหลี่ยมอียิปต์ ระหว่างอียิปต์กับคานาอัน 
 
10:15–20 คานาอันเป็นพ่อของไซดอน ใช้คำว่าหัวปี หมายถึงเขาสำคัญที่สุด ต่อมาชาวฮิตไทต์หรือฮิต ก็มีความสัมพันธ์กับครอบครัวของอับราฮัมไม่น้อย

คนที่สืบเชื้อสายมาจากคานาอัน ตรงนี้ อาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน พระคัมภีร์กล่าวถึงพวกเขาในสมัยอับราฮัม และเมืองต่าง ๆ ก็อยู่มาจนสมัยของพระเยซู บางแห่งก็มาถึงทุกวันนี้   เราเห็นเมืองโสโดม โกโมราห์ที่ชาวเมืองทำชั่วมากจนพระเจ้าทรงส่งไฟลงมาผลาญพวกเขา
เมื่ออ่านพระคัมภีร์ไปเรื่อย ๆ เราจะพบว่า ลูกหลานของเชมกับลูกหลานของคานาอันต้องพบเจอกันบ่อยมาก  และมีการแลกเปลี่ยนค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ทำให้อิสราเอลเอลหลงทางไป  พระเจ้าจะทรงป้องกันให้พวกเขาไม่หลงผิดไปกราบไหว้รูปเคารพซึ่งเป็นทางของศัตรูของพระองค์   ดังนั้นเราเข้าใจได้ว่า เรื่องราวในพระคัมภีร์ก็จะเจาะลึกอยู่ในดินแดนคานาอันที่พระเจ้าทรงตั้งใจจะมอบให้กับเชม  เพื่อนำพระเมสสิยาห์มาสู่ชาวโลก
เชื้อสายของเชม
10:21-29
เชมนี้คือกลุ่มคน เซเมติก มีทั้งหมด 26 กลุ่ม  เชื้อสายอิสราเอลมาจากกลุ่มนี้
ที่ผู้เขียนได้เอารายการเชื้อสายของเชมมาไว้เป็นคนสุดท้าย เพราะเขาต้องการให้เราเห็นจุดเริ่มต้น และความต่อเนื่องของชนชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นลูกหลานอับราฮัมที่พระเจ้าทรงเลือก
คนแรกที่อยู่ดี ๆ ก็แนะนำก่อนที่จะมาเล่าว่าเขาเป็นใครคือ เอเบอร์  ซึ่งมาอีกครั้งในข้อ 25  เป็นรุ่นที่สี่  เอเบอร์เป็นพ่อของเปเลก ซึ่งชื่อมีความหมายว่า แบ่งแยก  มีความหมายถึง
การกระจัดกระจายของพี่น้องเหล่านี้เนื่องจากการสร้างหอสูงบาเบล  ดังนั้น หอสูงบาเบลซึ่งเกิดขึ้นในบาบิโลน จากอาณาจักรของนิมโรดแตกกระจายออกไปในเวลาของเปเลกผู้นี้ 

อ่านล่วงหน้ามาถึงลูกา  3:34-38  จะเห็นชื่อของเอเบอร์ และเปเลก รวมทั้งอีกหลายคนก่อนหน้าเขา  ลูกาแจ้งให้เราทราบว่า พระเยซูทรงเป็นเชื้อสายที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ 
นับเป็น 72 ชาติที่มาจากเชม ฮาม ยาเฟท แล้วพระบุตรของพระเจ้าก็อยู่ในเชื้อสายที่พระเจ้าทรงเลือกตั้งแต่สมัยโนอาห์ 

10:30-32  พระคัมภีร์อธิบายไว้ว่า การขยายตัวออกไปทั่วแผ่นดินของครอบครัวโนอาห์ เป็นตัวบ่งบอกว่าชนชาติต่าง ๆ ในโลกมาจากพวกเขา

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 10
1* ปฐมกาล 9:1, 7, 19
2* 1 พงศาวดาร 1:5-7
5* สดุดี 72:10
6* 1 พงศาวดาร 1:8-16
8* มีคาห์ 5:6

9* เยเรมีย์ 16:16; ปฐมกาล 21:20
10* มีคาห์ 5:6; ปฐมกาล 11:9
11* มีคาห์ 5:6
14* 1 พงศาวดาร 1:12
15* ปฐมกาล 23:3
16* ปฐมกาล 14:7; 15:19-21

19* กันดารวิถี 34:2-12
22* 1 พงศาวดาร 1:17-28 ; ลูกา 3:36
24* ล 11:12
25* 1 พงศาวดาร 1:19
32* ปฐมกาล 10:1; 9:19; 11:8

บรรณานุกรม
 

Bethancourt, Phillip, Platt,David, et al.,Exalting Jesus in Genesis (Christ-Centered Exposition Commentary) . Kindle Edition.

Heitzig, Skip  คำเทศนา  https://www.instagram.com/reels/DUBSFPZCe53/

https://netbible.org/bible/Genesis+9

NKJV Cultural Backgrounds Study Bible ,2017 by Zondervan. Kindle Edition.

Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
  
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997