ปฐมกาล 1 สร้างอย่างมหัศจรรย์

1 ในปฐมกาล เมื่อพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก
2
แผ่นดินโลกยังไร้รูปร่าง และว่างเปล่า  ความมืดปกคลุมเหนือมวลน้ำลึก และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนพระองค์อยู่เหนือผืนน้ำนั้น 

3 แล้วพระเจ้าตรัสขึ้นมาว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็เกิดขึ้น
4 พระเจ้าทรงเห็นว่า ความสว่างนั้นดี พระองค์จึงทรงแยกความสว่างออกจากความมืด
5 พระเจ้าทรงเรียกความสว่างว่า “วัน” ทรงเรียกความมืดว่า “คืน”
เวลาเย็นผ่านไป และเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่หนึ่ง (ในพันธสัญญาเดิมนั้น นับวันจากเวลาเย็นเป็นต้นไป)

6แล้วพระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดแผ่นฟ้าเป็นโดมกว้างระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน”
7 พระเจ้าทรงสร้างแผ่นฟ้ากว้างและทรงให้น้ำอยู่ส่วนบน และมวลน้ำด้านล่าง
8 พระเจ้าทรงเรียกแผ่นฟ้ากว้างนั้นว่าท้องฟ้า เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่สอง

9 แล้วพระเจ้าตรัสว่า 
“จงให้มวลน้ำใต้ฟ้านั้นรวมอยู่ในที่เดียวกัน และให้พื้นที่แห้งปรากฏขึ้น” และก็เป็นไปตามนั้น 
10 พระเจ้าทรงเรียกพื้นที่แห้งว่า “แผ่นดิน” ทรงเรียกมวลน้ำที่รวมในที่เดียวกันว่า “ทะเล”
และพระเจ้าทรงเห็นว่า ดี
11 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืชพันธุ์ต่าง ๆ ขึ้น  ทั้งที่เป็นธัญพืชเป็นเมล็ด และต้นไม้ที่ให้ผลซึ่งมีเมล็ดในผล เพื่อจะให้ผลตามชนิดต่าง ๆ ของมัน ก็เป็นไปตามนั้น
12 แผ่นดินเกิดพืชพันธุ์ คือธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ที่ให้ผลไม้ที่มีเมล็ดในผล เมล็ดต่างก็เกิดผลตามชนิดของมัน
และ พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
13 เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่สาม

14 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดดวงสว่างหลากหลายขึ้นในท้องฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน   ดวงสว่างเหล่านี้เป็นเครื่องหมายที่กำหนดฤดู วัน และปี
15 ดวงสว่างเหล่านี้จะอยู่บนแผ่นฟ้ากว้าง เพื่อส่องสว่างให้กับแผ่นดินโลก”
แล้วก็เป็นไปตามนั้น

16 ดังนั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่สองดวง ทรงให้ดวงใหญ่ครองกลางวัน และดวงเล็กครองกลางคืน  พระองค์ยังทรงสร้างดวงดาวทั้งหลาย
 17 พระเจ้าทรงจัดตำแหน่งของดวงสว่างนี้ไว้บนแผ่นฟ้าเพื่อให้ส่องแสงลงมายังแผ่นดินโลก
18 เพื่อครองกลางวัน และครองกลางคืน และเพื่อแยกความสว่างออกจากความมืด
และพระเจ้าทรงเห็นว่า ดี   
19  เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่สี่ 

20
แล้วพระเจ้าตรัสว่า “จงให้ห้วงน้ำ เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่แหวกว่าย
ให้มีฝูงนกบินในแผ่นฟ้ากว้าง

เหนือแผ่นดิน”
21 ดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสิ่งมีชีวิตที่แหวกว่ายคลาคล่ำในทะเล ทะเลจึงเต็มไปด้วยสิ่งที่มีชีวิตแตกต่างไปตามชนิดของมัน  พระองค์ยังทรงสร้างนกที่มีปีกแตกต่างไปตามชนิดของมัน    และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี 

22 พระเจ้าทรงอวยพรแก่สรรพสัตว์เหล่านั้น ตรัสว่า “จงเกิดลูกหลานทวีจำนวนขึ้นจนเต็มท้องทะเล และให้นกทั้งหลายทวีจำนวนขึ้นบนแผ่นดินโลก”
 23 เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่ห้า

24 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้แผ่นดินโลกเต็มด้วยสัตว์มีชีวิต เป็นไปตามชนิดของมัน จงเกิดมีสัตว์เลี้ยง และสัตว์ที่เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าโดยให้มีลูกหลานเกิดขึ้นตามชนิดของมัน” แล้วก็เป็นไปตามนั้น
25 ดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานตามชนิดของมัน  
และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

26 แล้วพระเจ้าตรัสว่า
“ให้เราสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบเรา และ มีลักษณะเหมือนเรากันเถอะ 
และให้พวกเขาครองฝูงปลาในทะเล
ฝูงนกในอากาศ  สัตว์เลี้ยง  สัตว์ป่าทั้งหลายรวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน
บนแผ่นดิน
27 ดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้น 
ตามพระลักษณะของพระองค์ 
ตามพระลักษณะของพระเจ้า
พระองค์ทรงสร้างเขาขี้น
เป็นผู้ชาย และผู้หญิง 

28 พระเจ้าทรงอวยพรพวกเขาและตรัสแก่พวกเขาว่า
“จงมีลูกหลานทวีจำนวนขึ้น
 จนเต็มแผ่นดิน
และจงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน 
ครอบครองฝูงปลาในทะเล
และฝูงนกในอากาศ   
และครอบครองสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน”

29 พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด เราได้มอบธัญพืชบนแผ่นดินให้แก่เจ้ารวมทั้งต้นไม้ที่มีเมล็ดในผลของมัน เหล่านี้จะเป็นอาหารของเจ้า
 30 เราได้ให้พืชใบเขียวเป็นอาหารแก่สัตว์ป่า แก่นกในอากาศ  และสัตว์เลื้อยคลานทุกตัว”
ทุกสิ่งก็เป็นไปตามนั้น
31 พระเจ้าทอดพระเนตรดูสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง และทรงเห็นว่าดียิ่งนัก  เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่หก 

อธิบายเพิ่มเติม

คำอธิบายต่อไปนี้เป็นเพียงคำอธิบายเบื้องต้น พระธรรมปฐมกาล เป็นหนังสือที่น่าศึกษา ค้นคว้าต่อไปให้ลึกซึ้ง
พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองให้เราทราบว่า พระองค์ทรงมหัศจรรย์เพียงไร และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ก็ยิ่งย้ำความจริงว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสร้างทั้งโลกและจักรวาลตามที่ได้ตรัสไว้ในข้อหนึ่งของบทนี้

ปฐมกาล 1:1
หนังสือปฐมกาล 1 คือบันทึกที่เป็นรากฐานของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม  เป็นบันทึกประวัติศาสตร์การเกิดของโลกและจักรวาลที่พระเจ้าทรงบันดาลใจให้โมเสสได้เขียนไว้     พระเจ้าทรงสร้างเหล่านี้ขึ้นมาให้เป็นอาณาจักรของพระองค์ และพระองค์ทรงประสงค์ที่จะประทับท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  สิ่งที่สำคัญสำหรับเราผู้เชื่อคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกนี้ แม้จะมีคนมากมายปฏิเสธการทรงสร้าง และพยายามหาเหตุผลว่า โลกเกิดขึ้นมาเอง แต่จนวันนี้ ยังไม่มีใครหาข้อพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีพระเจ้าไม่ว่าพวกเขาจะยืนยันแข็งขันอย่างไรก็ตาม    และปรากฏว่า การค้นพบใหม่ ๆ กลับยืนยันการทรงอยู่ของพระเจ้า ระเบียบต่าง ๆ ในจักรวาลและโลก ได้ทำให้มนุษย์ได้ค้นพบความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เรื่องนี้ เราคงต้องคุยกันอีกยาว
อีกประการ เราไม่ทราบว่า ในปฐมกาลนั้นยาวนานแค่ไหนชัดเจน ถ้าเราจะนับจาก
อายุของคนที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์มาตั้งแต่อาดัม ก็น่าจะอยู่ประมาณ หกพันกว่าปี

การทรงสร้างของพระเจ้าเป็นการสร้างจากสิ่งที่ไม่มีมาก่อน สรรพสิ่งที่ไม่เคยมีก็เกิดขึ้นมาด้วยพระดำรัสของพระเจ้า ในสดุดี 33:9 กล่าวว่า เพราะพระองค์ตรัส โลกก็เกิดขึ้นมา .. พระองค์ทรงสั่ง มันก็ตั้งมั่นคง  และผู้ที่ผดุงสรรพสิ่งไว้ก็คือ พระบุตร (ฮีบรู 1:4)   โลกของเราถูกแขวนไว้บนความว่างเปล่าเวิ้งว้าง แกไ/!  ( โยบ 26:7) 
ที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งที่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ ทรงทำผ่านการตรัสบัญชา ยกเว้นครั้งเดียวที่ทรงวางพระหัตถ์บนผู้ป่วย (ลูกา  8:25) 
1:2 พระวิญญาณของพระเจ้าที่เคลื่อนอยู่เหนือน้ำลึกนั้น  มวลน้ำยังมีความหมายถึงความสับสนวุ่นวาย และพระคำข้อนี้ก็บอกชัดว่าโลกยังไร้รูปร่าง ว่างเปล่า มีแต่มวลน้ำลึก  และความมืด ซึ่งในพระคัมภีร์มักมีความหมายถึงความชั่วร้าย (โยบ 3:4; โยเอล 2:2)
เวลานั้นยังไม่เห็นแผ่นดิน   พระวิญญาณผู้ทรงอยู่เหนือน้ำมิได้ทรงอยู่แบบล่องลอย แต่พระองค์ทรงเตรียมที่จะทำการยิ่งใหญ่  การปกคลุมเหนือของพระวิญญาณแบบนี้ เรายังเห็นในลูกา 1:35 เมื่อเสด็จลงมาเหนือมารีย์ก่อนพระเยซูจะปฏิสนธิ์   

1:3  พระเจ้าตรัส … เราจะเห็นคำตรัสของพระเจ้านี้อยู่กับพระองค์มาตั้งแต่ปฐมกาล คำตรัสนี้คือ  พระดำรัส หรือพระวจนะ  (ยอห์น  1:1-3)  ตอนนี้เราเห็นพระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพชัดเจนในการทรงสร้าง  พระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงอยู่ในปฐมกาล ในการทรงสร้างนั้น!  
ข้อนี้บอกว่า พระเจ้าตรัสให้สว่างเกิดขึ้นมา ไล่ความมืดไป ยอห์น 1:5 กล่าวด้วยว่า ความสว่างส่องมาในความมืด และความมืดไม่ชนะความสว่างนั้น วิวรณ์ 21:23  พระเจ้าทรงเป็นความสว่างนิรันดร์
ความสว่างนี้ไม่ใช่สว่างที่มาจากดวงอาทิตย์ เป็นความสว่างแรกที่พระเจ้าทรงให้อยู่คู่กับโลก  สว่างนี้เป็นสิ่งที่ทำให้มองเห็นทุกอย่างได้ 
เรื่องของความสว่างเป็นเรื่องน่าเรียนรู้ทั้งจากพระคัมภีร์เป็นสว่างฝ่ายวิญญาณ และจากวิชาฟิสิกส์เป็นสว่างของสสาร  คนที่สนใจก็หาต่อไป จะยิ่งตื่นเต้นกับพระเจ้ามากขึ้น
 
  1:4  พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างดี ..​ก็ทรงแยกความสว่างออกจากความมืดทมึนที่มีอยู่ตั้งแต่ต้นนั้น  บัดนี้  โครงสร้างของโลกที่พระเจ้าทรงสร้างชัดเจน มีความสว่างเกิดขึ้น และมีขอบเขตสว่างและมืด
โลกถูกแบ่งเป็นสองด้านมีสว่างและมืด​… พระเจ้าทรงเรียกความสว่างว่า “วัน” ทรงเรียกความมืดว่า “คืน”
เวลาเย็นผ่านไป และเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่หนึ่ง (ในพันธสัญญาเดิมนั้น นับวันจากเวลาเย็นเป็นต้นไป)

1:5 จากนั้นพระเจ้าทรงตั้งชื่อสว่างกับมืดว่า วันกับคืน การตั้งชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการที่เราจะให้ความหมาย บ่งบอกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีการตั้งชื่อ เพื่อจะใช้อ้างอิง ใช้กล่าวถึง ทุกวันนี้ เราล้วนพูดถึงสิ่งที่มีชื่อของมัน หากไม่มีชื่อ ก็คงสับสนมากทีเดียว   สำหรับศาสตร์ทุกแขนง การตั้งชื่อ การมีชื่อเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ศึกษาสิ่งนั้นต่อไปได้  และตรงนี้ ความหมายจากพระคัมภีร์นั้นชัดเจน ผู้ที่ตั้งชื่อคือผู้ที่ครอบครอง ผู้ที่อยู่เหนือสิ่งที่ผู้นั้นสร้างสรรค์ขึ้นมา (พอเวลาพระเจ้าให้อาดัมครอบครอง พระองค์ทรงให้เขาตั้งชื่อสิ่งนั้นในบทที่ 2)
เราอย่าลืมว่า สำหรับเรื่องการทรงสร้างนี้ เราไม่อาจแยกพระคัมภีร์ออกจากวิทยาศาสตร์ได้เลย เพราะทั้งสองต่างพยายามค้นหาพระเจ้าองค์นี้ แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์มากมายที่พยายามเอาวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ว่าไม่มีพระเจ้า แต่จนแล้วจนรอด ก็มักจะกลายมาเป็นคนที่เชื่อพระเจ้าเพราะต้องจนมุมต่อหลักฐานที่เขาค้นพบเอง …. (เรายกตัวอย่างขึ้นมาได้)

แล้ววันที่หนึ่งก็ผ่านไป   มีน้ำ  อากาศ  ความมืด ความสว่าง  น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตที่พระเจ้ากำลังจะทรงสร้างต่อไปดำรงอยู่ได้ …
1:6 เราต้องทราบว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้ด้วยพระปัญญาและความเข้าใจที่มนุษย์เองไม่อาจจะเข้าใจได้  (สุภาษิต 3:19-20) เพราะทุกวันนี้เรายังขยันขันแข็ง มุ่งมั่น ค้นคว้าสิ่งที่พระเจ้าสร้างในท้องฟ้ากว้างไม่หยุด 
จากความสว่างที่เกิดขึ้น พระองค์ทรงบัญชาให้เกิดช่องว่างกว้างใหญ่ (רָקִיעַ ราคิอา) แยกน้ำออกจากกัน ทรงเรียกมันว่า ฟ้า
(שָׁמַיִם ชามายิม = ฟ้าสวรรค์) 

1:7 พระเจ้าทรงแยกน้ำให้อยู่บนพื้นผิวโลก กับอยู่บนท้องฟ้า ในบรรยากาศ ซึ่งปัจจุบัน เราได้แบ่งชั้นบรรยากาศออกห้าชั้น แต่ละชั้นมีหนัาที่สำคัญในการปกป้องโลกไว้   ทำให้โลกมีอุณหภูมิที่เหมาะสม  มีการควบคุมกระแสลม เหมาะกับการมีชีวิต และในท้องฟ้านี้เองยังมีคลื่นต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ค้นพบ และใช้ประโยชน์อย่างมากมาย
1:8 แยกน้ำบนล่าง เสร็จ พระเจ้าทรงเรียกชื่อของมันว่าท้องฟ้า
พระเจ้าทรงประกาศการครอบครองเหนือบรรยากาศ ท้องฟ้า มวลน้ำ จะทำให้คนตั้งแต่เริ่มต้นโลกจนจบโลกได้ดื่มใช้  และดำรงชีวิตอยู่ได้ เราจะพบว่าในวิวรณ์ 22:1 พระเจ้าได้ให้มีแม่น้ำแห่งชีวิตไหลมาจากพระบัลลังก์ของพระเจ้า     น้ำมีความสำคัญ เราเห็นแม่นำ้แห่งชีวิต เห็นความสำคัญของน้ำแม้ในนิรันดรกาล!
นี่เป็นวันที่สองของการทรงสร้าง 

1:9-13  ความมหัศจรรย์ในวันที่สาม มีมากมาย  แผ่นดินปรากฏขึ้น  ทะเลมีขอบเขตแน่นอน  มีพืชพันธ์ุต่าง ๆ ทั้งธัญพืชที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ และต้นไม้ผล
มีการค้นพบว่า ภายในมวลโลกยังแบ่งเป็น แก่นโลก เนื้อโลก และเปลือกโลก ถ้าเปรียบโลกกับแอบเปิ้ล น้ำทะเลกินพื้นที่มากก็จริง แต่ปรากฎว่า มีความลึกได้ประมาณเปลือกของแอปเปิ้ลเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเลย ..
พระเจ้าทรงเห็นว่า แผ่นดิน ทะเลที่แยกออกมาจากกันนั้นดี ภายใต้ทะเลยังมีธรณีภาค (เปลือกโลกทวีป เปลือกโลกมหาสมุทร และเนื้อโลกชั้นบนสุด) ที่เหมือนกับแผ่นดินที่เราเห็นด้วย
อ่านโยบ 38:4-11 จะเห็นภาพของการที่น้ำจึงเข้าไปรวมตัวในที่เดียวกัน (อาจจะเกิดจากการที่แผ่นดินดันตัวสูงขึ้นมา ทำให้มีสภาพสูง ๆ ต่ำ ๆ )  ทรงสร้างให้มีขอบเขตที่น้ำทะเลจะไม่ท่วมขึ้นมา

พระเจ้าทรงสร้างอาณาจักรพืชขึ้นมาก่อน และให้มีทุกอย่างตามชนิดของมัน
การเกิดพืชทำให้เราเห็นชีวิต มีการสืบพันธุ์ของชนิดต่าง ๆ ต่อไป ในอาณาจักรพืช แบบของพืชที่จะกลายเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งเป็นอาหาร และเป็นต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้มนุษย์ ต่อชีวิต สร้างที่อยู่อาศัย สร้างสิ่งต่าง ๆ จากพืชได้มหาศาล  

จากพระคัมภีร์ เราพบว่า พืชไม่ได้เกิดจากเซลเดียวแล้วกลายพันธุ์เป็นหลาย ๆ ชนิด พระคัมภีร์บอกชัดเจนเรื่องนี้  แต่คนเราก็พยายามหาเหตุผลมาหักล้างสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้  เพื่อจะบอกโลกว่า ไม่มีพระเจ้า!  การต่อสู้เรื่องนี้ยังไม่หยุด แต่วิทยาศาสตร์เองกำลังพิสูจน์ความจริงของการทรงสร้างมากขึ้น ๆ ทุกวัน 

1:14-19 วันที่สี่ พระเจ้าทรงสร้างดวงสว่างบนท้องฟ้า แม้จะมีแสงในสามวันแรกนั้น วันที่สี่เป็นดวงสว่างที่จะกำหนด วัน เดือน ปี ฤดูกาลที่ทำให้โลกมีความหลากหลาย ทั้งมีประโยชน์ และงดงามมากขึ้น  เทหวัตถุในท้องฟ้ามีประโยชน์ในเรื่องนี้  การเคลื่อนไหวหมุนรอบตัวเอง และหมุนโคจรรอบดวงอาทิตย์ของทั้งโลกและดวงจันทร์ ทำให้เกิดทั้งฤดูกาล น้ำขึ้น น้ำลง การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เรื่องพายุ ลม และภูเขาไฟ   ดวงดาวทำให้คนโบราณรู้ทิศทางเป็นตัวบอกเส้นทางที่ต้องการ ฯลฯ 
พระเจ้าทรงสอนคนอิสราเอลให้รู้ว่า ดวงดาวเหล่านั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พวกมันไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่เทพที่ต้องกราบไหว้ เรื่องนี้ สำคัญมากสำหรับชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกให้ติดตามพระองค์ 
แค่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และโลก รวมทั้งดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะ เป็นความมหัศจรรย์ที่ยังเรียนรู้ไม่หมด ที่แน่คือ การโคจรรอบดวงอาทิตย์ และรอบตัวเองของโลกทำให้เรามีทั้งกลางวันและกลางคืนสลับกันมาแต่ไหนแต่ไร  แต่พระเจ้าทรงมีดวงดาวมากกว่านั้น ในสดุดี 147:4   กล่าวว่า พระเจ้าทรงกำหนดจำนวนดวงดาว และทรงตั้งชื่อให้มันทุกดวง   สดุดี 33:6 ทรงสร้างมันขึ้นมาด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์  และยิ่งเราค้นคว้าสูงขึ้นไปในอวกาศมากเท่าไร  ความอนันต์ของดวงดาวนั้นที่ค้นพบใหม่ขึ้นทุกวัน ทำให้เรายิ่งรู้ว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจ
ดังนั้นเราจึงเห็นชัดจากวันที่สี่ว่า พระเจ้าทรงให้ดาวต่าง ๆ มีหน้าที่อะไรเพื่อโลกบ้าง 

1:20-23  วันที่ห้า พระเจ้าทรงสร้างสัตว์สองชนิดชัดเจน คือ ปลาในน้ำ และนกในอากาศ   จากแพลงตอนเล็กสุด ไปจนปลาวาฬใหญ่ที่กินแพลงตอนเป็นอาหาร
นกมีปีกที่ทั้งบินได้และบินไม่ได้  พระเจ้าทรงเห็นว่าปลานกเหล่านี้ดูดีเป็นที่พอพระทัยของพระองค์
เราจะเห็นการย้ำของพระเจ้าให้รู้ว่า  ปลา นก แต่ละชนิดก็ออกลูกหลานแตกต่างกัน ไม่ได้มีการเปลี่ยนลูกหลานหรือวิวัฒนาการไปเป็นอย่างอื่น  ข้อ 11,20 บอกชัดว่า พระเจ้าทรงสร้างสิ่งที่มีชีวิต
สัตว์ที่กล่าวถึงนี้ (รวมถึงในข้อ 24 )ในภาษาฮีบรูว่า เนเฟช נֶפֶשׁ หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต วิญญาณ ใจ ความคิด คำ ๆ นี้ โยงไปถึงความมีชีวิตด้วยร่างกาย-ความคิด ลมหายใจ ความปรารถนา ความต้องการ การตายได้ 
 สัตว์ทะเลขนาดใหญ่นี้ พระเจ้าทรงเน้นย้ำ เพื่อให้อิสเราเอลเข้าใจชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าเหนือสิ่งเหล่านี้  อิสราเอลจะต้องไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาทำเป็นพระเจ้าเหมือนกับชนชาติที่อยู่ล้อมรอบพวกเขา

ข้อ 22  คำว่า พระพร ปรากฎเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์ พระพรนี้คือการทวีจำนวนให้เต็มทะเลและท้องฟ้า! ฮีบรูว่า บาราค בָרַךְ หมายถึง การคุกเข่าลง สรรเสริญ ขอบคุณ การถวายการยกย่องแด่พระเจ้า  การที่พระเจ้าอวยพรให้ผลดีในชีวิตมนุษย์  ยังมีความหมายรวมถึงการมีอย่างเต็มล้น  (และยังมีความหมายว่ากบฎต่อพระเจ้าหรือกษัตริย์ในบางบริบท)
แม้มีสัตว์หลายชนิดที่สูญพันธุ์จากโลก แต่ในโลกก็ยังมีสัตว์ต่าง ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่อยู่จนถึงทุกวันนี้ แปลกที่พระเจ้าทรงอวยพรให้ทวีจำนวน แต่ยังมีคนบางพวกที่พยายามสร้างเนื้อปลอมมาให้มนุษย์กิน โดยวางแผนว่าในอนาคตจะไม่มีเนื้อสัตว์จริงให้กิน  

1:24-25  แล้วในวันที่หก พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ทรงเห็นว่าดี นั่นคือ สรรพสัตว์ที่เป็นสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่า ซึ่งต่างก็มีลูกหลานตามชนิดของมัน  สัตว์เหล่านี้เรียกในภาษาฮีบรูว่า เนเฟช เช่นเดียวกัน คือ หมายถึงสิ่งที่มีความคิดจิตใจ  ที่จริงน่าจะหมายถึงการมีบุคลิกภาพด้วย 
หากเราเลี้ยงสัตว์จะเห็นว่า แม้เป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน นก ปลา หรือ หมา แมว พวกมันต่างมีบุคลิกแตกต่างกันไปบ้าง ไม่มากก็น้อย นี่เป็นเสน่ห์ของสัตว์ที่พระเจ้าประทานให้ 
น่าสนใจที่พระเจ้าทรงแยกสัตว์เลี้ยงกับสัตว์ป่าออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น  และนิสัยใจคอของสัตว์เหล่านี้ พวกสัตว์เลี้ยงก็เหมาะอยู่กับคน พวกสัตว์ป่า ก็เหมาะที่จะอยู่ในที่ของมัน สำหรับสัตว์ป่า ความดุร้าย ความไม่สามารถเข้ากับคนได้ก็ฝังอยู่ในตัวพวกมันชัดเจน 

พระเจ้าไม่ได้ทรงบันทึกว่าตัวใหญ่เล็กขนาดไหน  แต่เราพบว่า ในโยบได้บอกถึงสัตว์ที่เป็นอันดับแรก ของผลงานการทรงสร้าง นั่นคือ ตัวเบเฮโมท ซึ่งอ่านแล้วก็น่าจะคล้ายไดโนเสาร์มากเลย (โยบ 40:15-24)

1:26  แล้วในวันที่หกนี้เอง พระเจ้าตรัสชวนกันสร้างมนุษย์ (อาดัม אָדָ֛ם)ตามพระฉายาของพระองค์ ถ้าเราเข้าใจว่า พระองค์ทรงเป็นตรีเอกานุภาพอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก พระเจ้าทรงสนทนาระหว่าง พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ​์ ว่าจะทรงสร้างมนุษย์ให้เหมือนพระองค์ ซึ่งจะต้องไม่เหมือนสัตว์ใด ๆ ที่ทรงสร้างมา แม้พระองค์จะประทาน เนเฟช ให้กับพวกมัน แต่สิ่งที่เรียกว่า มนุษย์ ซึ่งพระองค์จะทรงสร้างนั้น เป็นเหมือนพระองค์ แตกต่างจากสัตว์ทั้งปวง

(เพราะมีคำอธิบายในข้อนี้หลาย ๆ แบบ เช่นอธิบายจากคำว่าพระเจ้า
ที่ฮีบรูว่า เอโลฮิม ( אֱלֹהִ֗ים) ซึ่งมีความหมายเป็นพหูพจน์ในคำนั้น  หรือมีบางท่านอธิบายว่า เอโลฮิม มีความหมายว่าพระเจ้าตรัสกับทูตสวรรค์ที่อยู่รอบข้างพระองค์  ขอให้ท่านที่สนใจค้นคว้าต่อเพื่อหาข้อสรุป )

1:27-28  พระเจ้าทรงประสงค์ให้มนุษย์นี้ มีลักษณะอย่างพระองค์ และจะทรงให้พวกเขาครองฝูงสัตว์ทั้งหลายที่ทรงสร้างมาก่อนหน้านี้  และทรงสร้างให้เขาเป็นชายและหญิง  ตรงนี้ก็ชัดเจนว่า มีชายกับหญิง
ข้อนี้ ในภาษาเดิม เป็นข้อความที่เป็นบทกวี

ทรงประสงค์ให้พวกเขาออกลูกหลานมากมาย
ทรงประสงค์ให้พวกเขาครอบครองสัตว์ทั้งปวง
ทรงให้พืชต่าง ๆ เป็นอาหารของพวกเขา และสัตว์ทั้งหลาย 
เมื่อทรงสร้างสรรพสิ่งสำเร็จแล้ว พระองค์ทรงพอพระทัย ทรงอวยพระพร นี่เป็นครั้งที่สองที่กล่าวถึงการอวยพรของพระเจ้า และทรงเล็งเห็นว่า ทุกอย่างดีมาก ๆ 
จะเห็นว่า เขามี มีภาษา มีความคิด สติปัญญา มีเจตจำนง มีอารมณ์  สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ต่อยอดออกไปเรื่อย ๆ แตกต่างจากสัตว์ที่ทำตามสัญชาติญาณของมัน  ไม่มีภาษาเป็นประโยคแบบมนุษย์  มันอาจมีการทำรัง อยู่เป็นชุมชน อย่างเช่นฝูงผึ้ง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรแตกต่างไปจากที่เคยตั้งแต่การสร้างโลกมา

การที่พระเจ้าทรงให้ครอบครองคือ ให้ดูแล เป็นผู้จัดการโลก เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการดำเนินการกับต้นไม้ สัตว์ทั้งหลายตามที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้
นี่เป็นการแยกมนุษย์ออกมาจากสัตว์อย่างชัดเจน  พระเจ้าทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  

1:29-30  พระเจ้าทรงให้พืชเป็นอาหารกับทั้งคนและสัตว์ 

1:31 นี่เป็นคำว่าดียิ่ง ดีครบเจ็ดครั้งในบทนี้  (4,10,12,18,21,25,31)





พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 1
1* ยอห์น 1:1-3; กิจการ 17:24
2*เยเรมีย์ 4:32; อิสยาห์ 40:13-14
3* สดุดี 33:6,9; 2 โครินธ์ 4:6; ฮีบรู 11:3
5* สดุดี 19:2;33:6; 74:16; 104:20; 136:5
6* เยเรมีย์ 10:12
7* สุภาษิต 8:27-29; สดุดี 148:4


9* โยบ 26:10; สดุดี 24:1-2; 33:7; 95:5
11* ฮีบรู 6:7; 2 ซามูเอล 16:1
14* สดุดี 74:16; 136:5-9; 104:19
16* สดุดี 136:8; 8:3; โยบ 38:7
17* ปฐมกาล 15:5
18* เยเรมีย์ 31:35
21* สดุดี 104:25-28

22* ปฐมกาล 8:17
26* เอเฟซัส 4:24; ปฐมกาล 9:2
27* ปฐมกาล 5:2; มัทธิว 19:4
28* ปฐมกาล 9:1,7; 1 โครินธ์ 9:27
29* ปฐมกาล 9:3
30* สดุดี 145:15; โยบ 38:41
31* สดุดี 104:24

มัทธิว 16 แบกกางเขน ตามเรามา!

ขอหมายสำคัญ

1  พวกฟาริสีและสะดูสีมาหาพระเยซู เพราะต้องการทดสอบเพื่อกับดักพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์แสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ (จากพระเจ้า) 
2 พระเยซูตรัสตอบว่า “ในเวลาเย็นพวกเจ้าพูดว่า ‘อากาศจะปลอดโปร่งเพราะฟ้าเป็นสีแดง’
3 และเวลาเช้าก็ว่า ‘วันนี้จะมีพายุ เพราะฟ้าเป็นสีแดงครึ้มฟ้าครึ้มฝน’ พวกเจ้าสามารถบอกได้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรแค่ดูสภาพของท้องฟ้า  และยังรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับหมายสำคัญที่เราทำนั้น พวกเจ้ากลับแปลความหมายไม่ออก

4 คนในยุคที่ชั่วร้ายและทรยศต่อพระเจ้า ตามหา ขอหมายสำคัญ  แต่จะไม่ได้รับหมายสำคัญใด ๆ นอกจากหมายสำคัญของโยนาห์” แล้วพระเยซูก็ทรงจากพวกเขาไป 

 ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
5 เหล่าศิษย์ของพระเยซูลงเรือข้ามไปอีกฟาก และพบว่า พวกเขาลืมเอาขนมปังมาด้วย
6 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้า จงระวังเชื้อของฟวกฟาริสีและสะดูสีด้วย”
7 พวกเขาก็คุยกันว่า ที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นเพราะ”พวกเราลืมเอาขนมปังมา”
8 พระเยซูทรงทราบว่า เขาพูดอะไรกัน ทรงถามว่า
“เหตุใดเจ้าจึงพูดกันเรื่องไม่มีขนมปัง พวกเจ้านี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง

9 เจ้ายังไม่เข้าใจหรือ? จำไม่ได้หรือว่า ตอนที่เลี้ยงห้าพันคนนั้น เก็บขนมปังที่เหลือได้เต็มกี่ตะกร้า?
10 หรือตอนที่เลี้ยงคนสี่พันคน พวกเจ้าเก็บขนมปังเหลือได้กี่ตะกร้าใหญ่?
11  เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือว่า เราไม่ได้พูดกับเจ้าเรื่องตัวขนมปัง? แต่เรากำลังบอกให้เจ้าระวังเชื้อของพวกฟาริสีและสะดูสี”

12  แล้วพวกเขาจึงเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้กล่าวถึงการต้องระวังเชื้อขนมแต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและสะดูสี

เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
 13  เมื่อพระเยซูทรงเข้ามาถึงเขตซีซาริยาฟิลิปปี ​พระองค์ตรัสถามพวกศิษย์ว่า “ประชาชนเขากล่าวกันว่า บุตรมนุษย์เป็นใคร?”
14 พวกเขาตอบว่า “บางคนว่า ท่านเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บางคนว่า ท่านเป็นเอลียาห์ และยังมีคนที่ว่าท่านเป็นเยเรมีย์ หรือ ผู้เผยพระดำรัสคนใดคนหนึ่งขอรับ”
15 แล้วพระเยซูตรัสถามเข้าว่า “แต่เจ้าล่ะ ว่าเราเป็นใคร?”
16 ซีโมน เปโตรตอบว่า “พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ขอร้บ”
 
17  พระเยซูตรัสตอบว่า “ซีโมน ลูกชายโยนาห์เอ๋ย
เจ้าเป็นสุขจริง  เพราะไม่มีมนุษย์คนใดบอกเรื่องนี้แก่เจ้า  แต่เป็นพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า เราเป็นใคร

18  เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าคือเปโตร (กรีกว่า เพทรอส หมายถึงหิน) บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราขึ้น และประตูแห่งแดนตายไม่อาจจะเอาชนะคริสตจักรนี้ได้ 

19 เราจะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่เจ้า  เจ้าผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดในแผ่นดินสวรรค์  ท่านอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกอนุญาตในแผ่นดินสวรรค์” 
20 แล้วพระเยซูทรงเตือนกำชับพวกเขาไม่ให้บอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
21 จากนั้นเป็นต้นมา พระเยซูก็ทรงเริ่มทำให้ศิษย์เข้าใจชัดว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปยังนครเยรูซาเล็ม 
ณ ที่นั้น พระองค์จะต้องทนทุกข์หลายอย่างจากพวกผู้ใหญ่ยิว  มหาปุโรหิต และธรรมาจารย์  จะทรงถูกประหาร และจากนั้นคืนชีพจากความตายในวันที่สาม
22 เปโตรเลี่ยงเอาพระองค์ออกไป และทูลติพระองค์ว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพระองค์นะขอรับ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นกับพระองค์” 

23 พระเยซูทรงหันมาตรัสกับเปโตรว่า “จงถอยออกไป เจ้าซาตาน! เจ้าคือหินสะดุด เพราะเจ้าไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์!”

รับกางเขนของตนเอง
24 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการตามเรามา  เขาต้องล้มเลิกสิ่งที่ตนเองต้องการ (คือปฏิเสธตัวเอง)  เขาต้องเต็มใจที่จะรับกางเขนของตน แบก และตามเรามา
25 คนที่ต้องการเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต  แต่คนใดที่ยอมเสียชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่เรา ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้ได้
26 เป็นการเสียเปล่าที่จะได้ทั้งโลกมาเป็นของตน แต่กลับเสียจิตวิญญาณของตนไป ใครคนหนึ่งจะเอาสิ่งใดมาแลกจิตวิญญาณของตนเอง(คืนไป)ได้เล่า?


27 ด้วยว่า บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกด้วยพระเกียรติยิ่งใหญ่ของพระบิดา  พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์  เวลานั้น พระองค์จะทรงให้รางวัลแก่ทุกคนตามการกระทำของเขา
28 เราขอบอกความจริงแก่เจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ จะยังไม่ตายจนกว่าเขา ได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์” (ดาเนียล 17:1-8)

ขอหมายสำคัญ
16:1-4
เหล่าฟาริสีกับสะดูสี เป็นธรรมาจารย์ที่อยู่กันคนละสำนัก มีความเชื่อแตกต่างกัน แต่ร่วมมือกันเพื่อจะจับผิดพระเยซู จึงมาขอให้พระองค์ทรงทำหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ซึ่งน่าจะเป็นการอัศจรรย์อย่างเอลียาห์  หรือโมเสส แต่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญมากมายอยู่แล้ว พวกเขาไม่สนใจ การอัศจรรย์เหล่านั้น แต่ต้องการอัศจรรย์แบบที่เขาวางกับดักเอาไว้ 
พระเยซูทรงรู้ใจพวกเขาดี  ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพวกเขาชั่วร้าย ต่อต้านพระเจ้า  แต่พระองค์จะไม่ทรงให้หมายสำคัญแก่เขาเลย  ไม่ทำการอัศจรรย์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามที่พวกเขาขอ  หมายสำคัญของโยนาห์ที่พระองค์จะทรงให้คือ การคืนพระชนม์นั่นเอง และพวกเขาก็ต้องรอ แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงสนทนาต่อความ หรือแก้ความเข้าใจผิด แต่ดำเนินออกจากพวกเขา เหมือนอย่างที่ทรงทำใน 12:15; 14:13; 15:21 

ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
16:5-10  เมื่อก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงอยู่ที่แคว้น มักดาลา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี ดังนั้น คำว่าอีกฟากในที่นี้ หมายถึง ด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ

16:11-12  เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงเชื้อ ก็มีความหมายถึงสิ่งไม่ดี ดังนั้น เชื้อของฟาริสีและสะดูสี ก็คือ ความเกลียดชัง  หน้าซื่อใจคด  ยึดถือกฎบัญญัติอย่างเคร่งครัด   ความดื้อด้านฝ่ายวิญญาณ  ฉวยโอกาสเพื่ออำนาจทางการเมือง  ที่พระเยซูทรงเตือนพวกศิษย์ก็เพราะพวกเขาท้าทายขอหมายสำคัญที่ไม่ได้จำเป็น แต่เป็นเพียงเพื่อต้องการจับผิดพระเยซูเท่านั้น
พระเยซูไม่ทรงอธิบายซ้ำ แต่ทรงย้ำให้พวกศิษย์ได้คิดเรื่องเชื้อเลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง และในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่า ที่ทรงกล่าวถึงเชื้อนั้นคือ คำสอน วิถีชีวิต การควบคุมผู้คนด้วยกฎต่าง ๆ ของพวกฟาริสี และสะดูสีนั่นเอง   



เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
16:13-14  เขตซีซาริยา ฟีลิปปี ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เป็นพื้นที่ทางเหนือของทะเลสาปกาลิลี  ผู้ที่สร้างชุมชนนี้ คือเฮโรด ฟิลิป ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พยายามฆ่าพระเยซูตอนที่ยังเป็นทารกอยู่  พื้นที่แถบนี้ เป็นทางราบลงมาจากภูเขาเฮอร์โมน  คนสมัยก่อนหน้านั้น จะเข้าไปกราบนมัสการเทวรูปต่าง ๆ  ทำให้มีกองหิน วางอยู่เป็นระเบียบเพื่อทำพิธีของพวกเขา  ทำให้พระเยซูทรงใช้คำว่า ศิลา เมื่อตรัสถึงการสร้างคริสตจักรของพระองค์  
แล้วพระเยซูทรงถามศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาคิดว่า พระองค์คือใคร  แทนที่จะตอบตรง ๆ กลับบอกพระองค์ว่า คนนั้นคิดอย่างนั้น คนนี้คิดอย่างนี้  

16:15-17 พระองค์ทรงถามศิษย์ทุกคน มีคนเดียวตอบถูกคือเปโตร เขาบอกว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ซึ่งหมายถึงพระองค์ที่พระเจ้าทรงเจิมให้มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด 

พวกเขามีความเห็นที่เกิดจากความเข้าใจมากขึ้นจากประสบการณ์ที่อยู่กับพระเยซู จำได้ไหม พวกเขาถูกเรียกว่า คนมีความเชื่อน้อย (ข้อ 8  ) และ พระเยซูทรงตำหนิพวกเขา เนื่องจากความที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ (16:21-23)  

ใน 14:33 พวกศิษย์กล่าวกันว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความเกรงกลัว)
16:17 เปโตรว่า พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”  (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความมั่นใจ)  และแล้ว ในที่สุดพระเยซูทรงเปิดเผยว่า พระบิดาเป็นผู้ทรงบอกความจริงนี้แก่เปโตร


16:18 
คริสตจักรในที่นี้ พระเยซูทรงหมายถึง ผู้ที่ถูกเรียกออกมา  เป็นชุมชนผู้ติดตามพระคริสต์ ที่ได้รับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์  พวกเขาเป็นชุมชนแห่ง พันธสัญญาใหม่ของพระเยซูคริสต์ (26:28)    ตอนนี้ยังไม่มีคริสตจักร แต่พระเยซูทรงสัญญาจะสร้างขึ้นมา พวกศิษย์ยังไม่เข้าใจว่า คริสตจักรนี้จะเป็นชุมชนที่คนยิวหรือคนต่างชาติมีความเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีอคติของเชื้อชาติอีกต่อไป และคนที่อยู่ในชุมชนนี้คือคนที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ความตายจะไม่ชนะพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซู  

16:19-20
พระเยซูทรงมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่คนที่ทรงเรียกออกมาเป็นคนของพระองค์ เป็นชุมชนของพระองค์ที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์บนโลก 
ผู้คนเหล่านี้ เป็นผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงไว้ใจให้ถือกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ เขามีสิทธิจะปิด หรือเปิดประตูของอาณาจักรนี้
ศิษย์ของพระองค์ทุกคน ได้รับคำสั่งให้ออกไปประกาศพระนามทั่วแผ่นดิน  ให้มนุษย์ได้รับรู้ว่า โดยการรับด้วยปาก เชื่อด้วยใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์
เมื่อศิษย์ของพระองค์ประกาศผูกมัด หรือปลดปล่อยสิ่งใดในพระนามพระเยซูคริสต์ สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดหรือปลดปล่อยในสวรรค์เช่นกัน   ณ ที่นี้ พระเยซูกำลังประทานทั้งความรับผิดชอบ หน้าที่ สิทธิอำนาจ และฤทธิ์ทำการอัศจรรย์เพื่อขยาย และทำให้อาณาจักรของพระองค์เติบโต
16:20  ที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้พวกเขาไปบอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระคริสต์เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา  ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ เวลาของพระองค์ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
16:21พระเยซูทรงเตือนศิษย์ให้รู้ว่า พระองค์จะทรงไปเยรูซาเล็ม และจะต้องเผชิญกับศัตรูร้ายคือ ยิว ปุโรหิต ธรรมาจารย์
สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือจะทรงถูกประหารและคืนชีพในวันที่สาม  แต่ดูเหมือนเปโตรไม่ได้ยินคำว่า จะทรงคืนชีพ จึงห้ามพระองค์ว่า สิ่งร้าย ๆ นี้จะไม่เกิดกับพระองค์  ยิ่งรู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เขายิ่งไม่ต้องการให้พระองค์ถูกประหาร  ส่วนพระเยซูเองทรงรู้แน่ว่า การสิ้นพระชนม์นั้นเพื่อลบบาปของมนุษย์ และพระองค์จะไม่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าในเรื่องนี้ (อ่านยอห์น 12:32-34; 23-28 ทรงกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ที่จะทำให้ทุกคนมาหาพระองค์ และการที่ทรงเป็นดั่งเมล็ดที่ต้องเน่าเปื่อยเพื่อจะเกิดผลงดงาม)

16:22-23
แต่เปโตรรับเรื่องนี้ไม่ได้ กลับติเตียนพระองค์ (ภาษากรีกว่า epitimaō ซึ่งหมายถึงการติว่าอย่างรุนแรง)  พระองค์ทรงหันมาและกล่าวว่าเขาเป็นซาตาน เป็นหินสะดุดที่ไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์  
เปโตรกลายเป็นอุปสรรคของพระเยซู ไม่ช่วยแต่ยังขวาง เมื่อสักครู่เขายังตอบได้ชัดด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าว่า พระเยซูคือผู้ใด  แต่ตอนนี้เขากลับคิดแบบคน ไม่คิดอย่างพระเจ้า  เห็นตัวอย่างนี้ ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังในความคิด การกระทำ คำพูดเสมอ   เพราะเราอาจจะเดี๋ยวอยู่ฝ่ายพระเจ้า เดี๋ยวอยู่ฝ่ายตัวเอง พลิกไปพลิกมาได้ 

รับกางเขนของตนเอง
16:24-26 หลังจากที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงสิ้นพระชนม์  ซึ่งเป้าหมายของพระบิดาและพระองค์คือเพื่อโลกจะไม่พินาศ พระองค์ ก็ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า  จะตามพระองค์มาก็ต้องรับกางเขนของตน แบก และตามพระองค์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำ) 
เห็นไหม พระเยซูทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน   การปฏิเสธตัวเองตรงนี้คือ การยอมให้กับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา 
การแบกกางเขนในโลกโบราณนั้น รวมไปถึงการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ความอับอาย  ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูตรัส ก็ไม่มีใครอยากที่จะต้องพบกับประสบการณ์เช่นนั้น  การปฏิเสธตัวเองเป็นวินัยของคนที่ต้องต่อสู้ในสงครามอย่างทหาร แต่หากรวมไปถึงความตาย มันก็น่ากลัวขึ้นอีกระดับเลย
คนที่จะติดตามพระเยซูจึงต้องยอมต่อพระองค์ทุกอย่างเพื่อจะตามพระองค์ได้จริง…

16:27-28
แล้วพระเยซูทรงสัญญาว่า จะเสด็จกลับมาด้วยสง่าราศียิ่งใหญ่ของพระบิดา (มัทธิว 26:64 พระองค์ตรัสในบ้านของมหาปุโรหิต ; ยอห์น 17:1-5 ทรงอธิษฐานก่อนถูกจับกุม) และประทานรางวัลแก่ทุกคน ตามการกระทำ 

16:28 มีหลายคนให้ความเห็นว่า  คนที่ได้เห็นพระเยซูเสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์ คือสามคนที่ได้เห็นพระองค์จำแลงพระกายในบทต่อไป  แต่ก็ยังมีความเห็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ลงตัว บางคนถึงกับคิดว่า ท่านยอห์นเป็นคนที่ยังอยู่ในโลกจนทุกวันนี้ แต่เราไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน …
เรื่องบางอย่างในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นความลึกลับที่เราสรุปไม่ได้

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 16
1* มาระโก 8:11
4* มัทธิว 12:39
5* มาระโก 8:14
6* ลูกา 12:1
9* มัทธิว 14:15-21
10* มัทธิว 15:32-38
13* ลูกา 9:18


14* มัทธิว 1:42; 21:11
15* ยอห์น 6:67
16* กิจการ 8:37; 9:20
17* เอเฟซัส 2:8; กาลาเทีย 1:16
18* ยอห์น 1:42; กิจการ 2:41, 47; เอเฟซัส 2:20; อิสยาห์ 38:10
19* มัทธิว 18:18
20* ลูกา 9:21

21* ลูกา 9:22; 18:31; 24:46;
กิจการ 10:40; 1โครินธ์ 15:4
23* มัทธิว 4:10; โรม  8:7
24* 2 ทิโมธี 3:12; 1 เปโตร 2:21
25* ยอห์น 12:25
26* ลูกา 12:20-21; สดุดี 49:7-8
27* มาระโก 8:38; ดาเนียล 7:10; โรม 2:6
28* ลูกา 9:27

โรม 16 ฝากความคิดถึง

โรม 16:1-2 
ข้าขอแนะนำน้องสาวของเราคือ เฟบี เธอเป็นผู้ดูแลจัดการงานในคริสตจักรเมืองเคนเครีย ขอให้ท่านได้ต้อนรับเธอไว้ในฐานะที่เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามที่วิสุทธิชนของพระเจ้าควรได้รับ ขอให้ท่านช่วยเหลือเธอในสิ่งที่จำเป็นเพราะเธอได้ช่วยคนมากมายรวมทั้งตัวข้า

โรม 16:3-4
ขอฝากความคิดถึงมายังปริสคาและอาควิลลา ผู้ทำงานร่วมกับข้าในองค์พระเยซูคริสต์  ทั้งสองได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยชีวิตข้า ข้ารู้สึกขอบคุณทั้งสองมากไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้น แต่รวมถึงคริสตจักรต่างชาติก็ขอบคุณเขาเช่นกัน

โรม 16:5-6
ขอฝากความคิดถึงไปยังคริสตจักรที่ประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ฝากคิดถึงเพื่อนรักคือ เอเปนทัสซึ่งเป็นคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อพระคริสต์  ขอฝากความคิดถึงมายังมารีย์
ผู้ที่ทำงานหนักเพื่อท่าน

โรม 16:7-8
ฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสและยูเนีย เพื่อนยิวของข้าซึ่งเคยถูกจำจองด้วยกัน พวกเขาเป็นที่รู้จักดีในหมู่อัครทูต  และเป็นผู้เชื่อมาก่อนข้า ขอฝากความคิดถึงมายังอัมพลีอาทัส
เพื่อนที่รักในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:9-10
ฝากความคิดถึงมายังอูรบานัส ผู้ทำงานเพื่อพระคริสต์ร่วมกับเรา และฝากความคิดถึงมายังเพื่อนรักคือ สทาคิส ฝากความคิดถึงมายังอาเปลเลสผู้ที่ได้รับการทดสอบและพิสูจน์ตนว่า เขารักพระคริสต์อย่างแท้จริง ฝากความคิดถึงมายังทุกคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัส

โรม 16:11-12
ขอฝากความคิดถึงมายังเพื่อนชาวยิวของข้าคือเฮโรดิอิน  และฝากทักทายมายังครอบครัวของนาซิลสัสซึ่งอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอฝากความคิดถึงมายังตรีเฟนา และตรีโฟสาเพื่อนร่วมงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า  ขอฝากความคิดถึงมายังเปอร์ซิสเพื่อนรัก ผู้ที่ทำงานรับใช้พระเจ้าอย่างบากบั่น

โรม 16:13-14
ฝากความคิดถึงมายังรูฟัส ซึ่งเป็นคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือก  และคุณแม่ของเขาซึ่งเป็นเหมือนแม่ของข้าด้วย 
ขอฝากความคิดถึงมายัง อาสินครีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส
ปัทโทรบาสเฮอร์มาสและพี่น้องชายหญิงที่อยู่ด้วยกัน

โรม 16:15-16
ขอฝากความคิดถึงมายังฟีโลโลกัสและยูเลีย เนเรอัสกับน้องสาวของเขา และโอลิมปัสกับเหล่าพี่น้องชายหญิงผู้เชื่อที่อยู่กับเขา จงทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ คริสตจักรทุกแห่งของพระคริสต์ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายด้วย 

โรม 16:17
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าขอให้ท่านระมัดระวังคนที่พยายามก่อให้เกิดการแตกแยก และคนที่ทำให้พี่น้องหลงไปจากความเชื่อ พวกเขาต่อต้านคำสอนแท้จริงที่ท่านได้เรียนรู้มา ดังนั้นขออยู่
ห่างจากพวกเขา

โรม 16:18
เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้รับใช้พระคริสต์เจ้าของเรา แต่ทำสิ่งที่ตนเองพอใจเพื่อปากท้องตนเองเท่านั้น  พวกเขาใช้คำหวานและคำประจบประแจงเพื่อหลอกล่อคนอ่อนต่อโลก

โรม 16:19
ผู้เชื่อทั้งหลายได้ยินมาว่าท่านเชื่อฟังเป็นอย่างดี 
และข้าเองก็ยินดีเพราะพวกท่านแต่ข้าอยากให้ท่านเป็นคนฉลาดทำดีและไร้ตำหนิจากสิ่งที่ชั่วร้าย

โรม 16:20 
พระเจ้าผู้ทรงนำสันติสุขมาจะทรงปราบซาตานโดย
ขยี้มันให้อยู่ใต้เท้าของท่าน! 
ขอพระคุณของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราอยู่กับท่านเถิด

โรม 16:21-22
ทิโมธี ผู้ร่วมงานของข้า ส่งความคิดถึงมาด้วย รวมทั้งลูสิอัส ยาโสน และโสสิปาเทอร์ซึ่งเป็นเพื่อนชาวยิวของข้าก็ฝากความคิดถึงมาเช่นกัน ข้าเทร์ทิอัส ผู้เขียนจดหมายตามคำบอกของท่านเปาโล ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:23-24
กายอัส ได้ให้ข้าพเจ้าและทั้งคริสตจักรใช้บ้านของเขาประชุม เขาก็ส่งความคิดถึงมายังท่าน รวมทั้งเอรัสทัส เจ้าหน้าที่คลังของเมือง และควาร์ทัส พี่น้องของเราฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย(ขอพระคุณแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าทรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน)

โรม 16:25 
แด่พระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้ท่านมีความเชื่อเข้มแข็งในข่าวประเสริฐของข้า และเรื่องพระเยซูคริสต์ที่ได้ประกาศออกไป เป็นการเปิดเผยความลี้ลับที่ถูกปิดบังมานานตั้งแต่ก่อนโลกเริ่มต้น


โรม 16:26
แต่มาบัดนี้ได้เปิดเผยแก่ชาติต่าง ๆทั้งสิ้นผ่านคำเขียนของผู้เผยพระดำรัสตามพระบัญชาของพระเจ้าองค์นิรันดร์ เพื่อคนทุกชาติจะได้เชื่อและปฏิบัติตามพระคำของพระองค์

โรม 16:27
ขอถวายพระเกียรตินิรันดร์ แด่องค์
พระเจ้าผู้ทรงปัญญาแต่เพียงผู้เดียว
ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์! อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 16:1-2 
จดหมายของท่านเปาโลจบอย่างงดงามในบทสุดท้ายนี้ แม้จะมีความเห็นว่าเป็นจดหมายอีกฉบับ แต่เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของท่านเปาโลกับพี่น้องชายหญิงที่ร่วมกันรับใช้พระเจ้า คนแรกที่ท่านกล่าวถึงคือเฟบี ซึ่งชื่อของเธอนั้นทำให้รู้ว่าเธอน่าจะเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเชื่อพระเจ้า  ท่านเปาโลแจ้งให้พี่น้องทราบว่าเธอเป็นคนที่ช่วยเหลือคนอื่น และดูแลพี่น้อง ดังนั้น พี่น้องในคริสตจักรโรมควรต้อนรับ ดูแลเธอให้สมเกียรติ

โรม 16:3-4
ปริสคาและอาควิลลา เป็นคู่สามีภรรยาที่ทำงานร่วมกับท่านเปาโลในการดูแลพี่น้องคริสเตียน โดยที่ท่านพบทั้งสองในเมืองโครินธ์ และท่านพาทั้งคู่ไปยังเมืองเอเฟซัส และรับใช้ที่นั่น มีการเดินทางกลับไปโรม ซึ่งเป็นบ้านเดิมของทั้งสอง และต่อมาก็กลับมายังเอเฟซัสอีก   ปริสคาและอาควิลลาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ในการรับใช้เป็นที่พึ่งของคนจำนวนมาก  ท่านเปาโลแจ้งให้ทุกคนรู้ว่าทั้งสองเสี่ยงชีวิตเพื่อท่านมาก่อน

โรม 16:5-6
คริสตจักรยุคแรกนั้น ประชุมกันตามบ้านเป็นหลัก การตั้งเป็นคริสตจักรแยกออกจากบ้านนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง   แล้วท่านยังจำได้ถึงคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อ เป็นชายชื่อเอเปนทัส  ท่านยังจำได้ถึงมารีย์ที่รับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ทำงานหนักมาก ท่านเปาโลไม่ได้มีใจที่จะแบ่งแยกชายหญิงเลย ท่านมีความรู้สึกดี ๆ กับผู้รับใช้ ไม่เหมือนคนในสมัยของท่าน
ที่เหยียดผู้หญิงเป็นเพศที่ต่ำกว่า 

โรม 16:7-8
ถ้าเราอ่านชีวิตของท่านเปาโลในหนังสือกิจการเราจะพบว่า ท่านถูกทำร้าย ถูกให้ร้ายป้ายสี และถูกจำจอง ถูกคนจ้องฆ่าด้วย และในช่วงเวลาเหล่านั้นที่ท่านได้พบเพื่อนดี ๆ หลายคน  ท่านได้ไปพบเจอกับเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำจองในคุก ซึ่งเรื่องนี้แทนที่จะเป็นเรื่องที่เอามาเล่าแบบเจ็บใจ ท่านกลับดีใจที่มีเพื่อนจากเรือนจำด้วย   เวลาท่านกล่าวถึงเพื่อนคริสเตียนด้วยกัน เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมิตรภาพนั้นจริง ๆ 

โรม 16:9-10
อูรบานัส เป็นคนที่ทำงานรับใช้ด้วยกัน ส่วนสทาคิสเป็นเพื่อนรัก อาเปลเลสคงจะโดนการทดสอบแบบหนักหน่วง ทำให้ท่านเปาโลได้กล่าวว่า เขาได้พิสูจน์ตนว่ารักพระคริสต์จริง ๆ ด้วยความอดทนอย่างสูง ส่วนคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัสนั้น เป็นคนที่ท่านเปาโลรู้จักแทบทุกคน  แต่ท่านไม่ได้กล่าวคำคิดถึงชายคนนี้โดยตรง ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าเขาอาจเป็นแค่นายไม่ได้เป็นผู้เชื่อ ถึงอย่างนั้น คน
ในครอบครัว คงจะอธิษฐานเผื่อเขาจนเปาโลรู้จัก
โรม 16:11-12
แม้จะเขียนถึงชาวต่างชาติ แต่ยังคิดถึงเพื่อนชาวยิวที่อยู่ในโรมคือเฮโรดิอิน ครอบครัวคริสเตียนของนาซิลสัส ส่วนตรีเฟนา ตรีโฟสาน่าจะเป็นพี่น้องหญิง  ท่านยังจำได้ถึงเปอร์ซิสที่ทำงานรับใช้อย่างตั้งอกตั้งใจ สิ่งที่เราเห็นจากรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้แม้ว่าเราจะไม่รู้จักเขาเลย เราได้เห็นความเอาใจใส่ของเปาโลที่มีต่อพี่น้อง การรับใช้พระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเอาแค่สอน เทศนา แต่นี่เป็นการรับใช้อย่างใกล้ชิด และรู้จักกันเป็นส่วนตัว

โรม 16:13-14
ความสนิทสนมของพี่น้องกับท่านเปาโลมีชัดขึ้นตรงที่ท่านบอกว่า ฝากคิดถึงคุณแม่ของรูฟัส ซึ่งท่านนับเป็นเหมือนคุณแม่ของท่านด้วย  นี่เป็นภาพของคนที่รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง รูฟัสเป็นห่วงแม่ของเขาอย่างไร ท่านเปโตรก็เป็นเช่นนั้นรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งในการอธิษฐานของท่านเปาโล ท่านน่าจะอธิษฐานเผื่อพี่น้องตามรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ และยังมีพี่น้องในคริสตจักรเมืองอื่น ๆ ที่ท่านอธิษฐานเผื่อเป็นรายตัว

โรม 16:15-16
สองคนแรกน่าจะเป็นสามีภรรยาเพราะท่านเปาโลพูดถึงคู่กัน  ส่วนเนเรอัสมีน้องสาวที่เชื่อพระเจ้าโอลิมปัสก็ยังมีพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้เชื่อซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน  ท่านขอให้พวกเขาทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการทักทายแบบตะวันออกกลางจะมีการเอาแก้มชนกันทีละข้างคริสตจักรที่ท่านเปาโลอยู่ได้ฝากความคิดถึงมาด้วยแสดงว่ามีการรู้จักกันบ้างบางส่วนในหมู่พี่น้อง

โรม 16:17
เนื่องจากในโลกโบราณ มักจะมีคนเดินทางท่องไปในที่ต่าง ๆ และอ้างว่าตนเป็นครู อาจารย์ เข้ามาขอสอนในคริสตจักร หรือแม้แต่พี่น้องในหมู่ผู้เชื่อมีบางคนที่สอนไม่ตรงกับที่ท่านเปาโล หรือเหล่าอัครทูตได้สอนไว้ พวกนั้น พยายามให้เกิดการแตกแยก เพื่อจะได้แย่งพี่น้องเหล่านั้นไป   จึงต้องระวัง และอยู่ให้ห่าง ๆ ไม่เป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้พวกเขาพยายามทำลายความสามัคคีในหมู่พี่น้อง
(กาลาเทีย 1:8-9)

โรม 16:18
เหตุผลที่คนเหล่านี้ขอเข้ามาสอน และแย่งพี่น้องไปก็เพราะพวกเขาต้องการเงินนั่นเอง  คนพวกนี้เป็นคนที่พูดเก่ง สามารถล่อลวงผู้เชื่อใหม่ ๆ ที่ยังไม่ค่อยรู้พระคำหรือวิถีคริสเตียนเท่าไรนักตามประเพณีสมัยก่อนของตะวันออก กลางนั้น เมื่อมีคนเข้ามาสอนผู้เรียนก็จะให้เงินกับคนที่สอนยิ่งรู้สึกว่าสอนดี เป็นที่พอใจก็จะยิ่งให้มาก  ดังนั้นคนเหล่านี้จะใช้คำที่เรียกภาษาเราว่าอวย คือยกย่องพี่น้องเกินจริงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง  

โรม 16:19
แล้วท่านเปาโลก็จบด้วยว่า ได้ยินถึงการเชื่อฟังในเรื่องเหล่านี้ แสดงว่าพี่น้องคริสตจักรโรมก็รู้ตัวและมีการระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้พอสมควรทำให้ท่านเปาโลรู้สึกสบายใจ ยินดีกับพวกเขา สิ่งที่ท่านขอเพิ่มเติมจากพวกเขาก็คือ  พวกเขาต้องยืนหยัด และสามารถต่อสู้กับความชั่วร้ายที่คืบคลานเข้ามาในคริสตจักรได้ ท่านปรารถนาให้เขาทั้งเก่งทำดี ไร้มลทินจากบาปทั้งปวง 


โรม 16:20 
จากนั้น ท่านกล่าวถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำเพื่อ
พี่น้องซึ่งไม่ใช่กับพวกเขาในสมัยก่อนเท่านั้น แต่สำหรับเราในสมัยนี้ด้วยอ  พระเจ้าทรงปราบซาตานใต้พระบาทพระเยซูที่ไม้กางเขนตามที่ทรงสัญญาไว้ในปฐมกาล 3:15  ดังนั้น จะทรงปราบเหล่าครูที่เข้ามาหลอกลวงคนของพระองค์ และทุกคนที่ไม่เชื่อฟังและยอมตามพวกเขา  อย่าลืมว่า ไม่ใช่เราที่ปราบ แต่เป็นพระเจ้าทรงกระทำการที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยพระองค์เอง  

โรม 16:21-22
พบแล้ว! เราได้รู้แล้วว่า ท่านเปาโลเป็นผู้บอกคำเขียนในจดหมายให้เทร์ทิอัสเป็นผู้เขียน ซึ่งเขาก็ขอฝากความคิดถึงมายังพี่น้องพร้อมกับทิโมธีซึ่งเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของท่านเปาโล
เราเคยได้ยินเรื่องของยาโสนในหนังสือกิจการเป็นคนนำท่านเปาโลเข้าไปในเมืองเธสะโลนิกา ลองกลับไปอ่านดู เขาเป็นคนที่ซื่อตรงต่อพระราชกิจของพระเจ้า ค้นหาคนเหล่านี้ได้ใน กิจการ16:1; 13:1: 17:5: 20:4 

โรม 16:23-24
กายอัสผู้นี้ เป็นคนจากเมืองโครินธ์ 1 โครินธ์ 1:14 เป็นคนที่ต้อนรับท่านเปาโลในบ้านของเขา และยังให้พี่น้องได้มาร่วมประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ส่วนเอรัสทัสนั้น น่าจะเป็นคนที่ท่านเปาโลได้เลือกส่งไปรับใช้พระเจ้าพร้อมกับทิโมธีในมาซิโดเนีย(กิจการ 19:22)ส่วนควาร์ทัสนั้น เราไม่ได้พบชื่อของเขาในที่อื่นใด  เราได้เห็นว่า คนของพระเจ้ารักการรับใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นคริสตจักร 

โรม 16:25 แผนการแห่งความรอดของพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์นั้น ถูกปิดบังมานานหลายพันปี พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้ท่านเปาโลได้ทราบถึงแผนการนี้อย่างชัดเจนมากกว่าใคร ๆ  ท่านได้รับหน้าที่อธิบายความหมายของความรอดโดยพระเยซูคริสต์ ความหมายของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกาย เจ้าสาวของพระคริสต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่มีใครรู้ชัด จดหมายต่าง ๆ ของท่านเปาโลช่วยให้เราเข้าใจทุกอย่าง

โรม 16:26
ผู้เผยพระดำรัสในสมัยโบราณ ได้กล่าวคำของ
พระเจ้าตามที่พระองค์ทรงบัญชา แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างที่พวกเราเข้าใจกันในสมัยนี้  หลายอย่างยังเป็นปริศนาสำหรับพวกเขา การกลับไปอ่านพระคัมภีร์เดิม จะทำให้เรามีความเข้าใจในแผนการของพระเจ้าชัดขึ้นเพราะพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาทำให้ทุกอย่างที่พวกเขาได้กล่าวล่วงหน้าตามที่พระเจ้าทรงสั่งนั้นเกิดขึ้นจริง 

โรม 16:27
สุดท้ายของจดหมายทั้งเล่มถึงคริสตจักรโรม จบลงด้วยการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์  แผนงานของความรอดโดยส่งพระบุตรไปสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ดูเหมือนความพ่ายแพ้ แต่แล้วความตายไม่อาจยึดพระองค์ไว้ได้ พระเยซูทรงเอาชนะศัตรู ทรงประจานและพิชิตศัตรูด้วยไม้กางเขน ทรงคืนพระชนม์ซึ่งเป็นสิ่งที่ศัตรูคาดไม่ถึง นี่เป็นชัยชนะที่หักมุมโดยพระปัญญาของพระเจ้าที่ท่านเปาโลยกย่องสุดใจ

พระคำเชื่อมโยง

โรม 16
1* กิจการ 18:18
2* ฟีลิปปี 2:29; 1:27
3* กิจการ 18:2, 18, 26
5* 1 โครินธ์ 16:19; 15
7* กิจการ 1:13, 26; กาลาเทีย 1:22
13* 2 ยอห์น 1




16* 1 โครินธ์  16:20
17* กิจการ 15:1; 1 โครินธ์  5:9
18* ฟีลิปปี 3:19; โคโลสี 2:4
19* โรม 1:8; มัทธิว 10:16
20* โรม 15:33; ปฐมกาล 3:15; 1 โครินธ์  16:23

21* กิจการ 16:1; 13:1; 17:5; 20:4
23* 1 โครินธ์  1:14; กิจการ 19:22
24* 1 เธสะโลนิกา 5:28
25* เอเฟซัส 3:20; โรม 2:16; เอเฟซัส 1:9; โคโลสี 1:26; 2:2; 4:3
26* เอเฟซัส 1:9; โรม 1:5
27* ยูดา 25

โรม 15 ทรงครองเหนือชาติทั้งปวง

โรม 15:1-2
เราทั้งหลายที่มีความเชื่อแข็งแรงควรจะอดทนต่อความล้มเหลวของผู้ที่อ่อนแอกว่าและไม่ทำตามความพอใจของตนเอง เราแต่ละคนควรจะทำให้เพื่อนบ้านเป็นสุขเพื่อประโยชน์ของพวกเขา ช่วยให้พวกเขาเข้มแข็งในความเชื่อมากขึ้น

โรม 15:3
แม้พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงทำตามพระทัยของพระองค์เอง  ตามที่พระคัมภีร์เขียนว่า
“การที่พวกเขาสบประมาทพระองค์
นั้น เป็นการสบประมาทข้าพเจ้าโดยตรง”

โรม 15:4
ทุกสิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ เขียนไว้เพื่อสอนเรา เพื่อให้เรามีความหวังจากการที่เรามีความอดทน และรับ
กำลังใจจากพระคัมภีร์ 

โรม 15:5-6
ขอให้องค์พระเจ้าแห่งความอดทนและกำลังใจ ทรงช่วยให้ท่านมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกันตามพระประสงค์
ขององค์พระเยซูคริสต์ แล้วท่านจะได้มีใจเดียวกัน

โรม 15:7 
ขอให้ยอมรับกันและกัน
เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา
ซึ่งเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า 

โรม 15:8
ข้าพเจ้ากล่าวว่า พระคริสต์ได้มารับใช้คนที่เข้าสุหนัต  (คือคนอิสราเอล)เพื่อให้เห็นความซื่อตรงของพระเจ้าเพื่อให้เห็นว่า พระองค์ทรงรักษาคำสัญญาที่ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษทั้งหลาย

โรม 15:9
เพื่อคนต่างชาติจะได้สรรเสริญพระเจ้าเนื่องจากพระเมตตาของพระองค์  ตามที่มีเขียนไว้ว่า 
“ดังนั้นข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
ท่ามกลางคนต่างชาติ และร้องเพลง
สรรเสริญพระนามของพระองค์”(สดุดี 18:49)

โรม 15:10-11
พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“จงยินดีเถิดเหล่าคนต่างชาติ พร้อมกับประชากรของพระองค์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:43) พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“ชนชาติทั้งปวง จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ มนุษย์ทั้งหลาย จงยกย่องพระองค์เถิด  ” (สดุดี 117:1)

โรม 15:12
และอิสยาห์กล่าวด้วยว่า“รากแห่งเจสซี จะงอกขึ้น
พระองค์คือผู้ที่ขึ้นมาปกครองเหนือชาติต่าง ๆ  
และชนชาติทั้งหลายจะหวังใจในพระองค์

(อิสยาห์ 11:1,10)

โรม 15:13
ข้าอธิษฐานขอพระเจ้าผู้ประทานความหวังทรงเติมท่านด้วยความยินดีและสันติสุขอย่างบริบูรณ์  เพราะท่านวางใจในพระองค์แล้วท่านจะเต็มด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

โรม 15:14-15
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าเชื่อว่า ท่านเองเต็มด้วยความดี  และความรู้ทั้งสิ้น ท่านสามารถสอน ตักเตือนกันและกันได้ ถึง
อย่างนั้น ข้าได้เขียนมาถึงท่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเตือนถึงสิ่งที่ข้าอยากให้ท่านระลึกถึงเพราะพระเจ้าได้ประทาน
พระคุณแก่ข้า

โรม 15:16
โดยให้ข้าเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์สำหรับคนต่างชาติ ข้าได้รับใช้หน้าที่ปุโรหิตโดยสอนข่าวประเสริฐเรื่องพระเจ้า เพื่อว่าคนต่างชาตินั้นจะเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงรับ ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงชำระแล้ว

โรม 15:17-18
ดังนั้นข้าจึงภูมิใจในการงานที่ข้าได้รับใช้เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ข้าไม่กล้าพูดถึงสิ่งใดนอกจากพูดถึงสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำสำเร็จผ่านข้าในการนำคนต่างชาติมาเชื่อฟังพระเจ้า
พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าจากคำพูดและการกระทำของข้า

โรม 15:19 
เพราะพวกเขาได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ซึ่งสำเร็จโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า
ข้าได้ประกาศข่าวประเสริฐอย่างครบถ้วนตั้งแต่นครเยรูซาเล็ม
ไปจนถึงแคว้นอิลลีริคุม


โรม 15:20-21
ข้าปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศข่าวประเสริฐในสถานที่ซึ่งผู้คนไม่เคยได้ยินเรื่องของพระคริสต์ เพราะข้าไม่ต้องการ
ที่จะสร้างงานบนรากฐานที่ผู้อื่นได้วางไว้
ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  “เหล่าคนที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ยินถึงพระองค์ก็จะได้เข้าใจ”

โรม 15:22-23
นี่เป็นเหตุผลที่หยุดยั้งข้าหลายครั้ง
ที่ทำให้ข้ามาหาท่านไม่ได้ 
แต่บัดนี้ ข้าทำงานในแคว้นเหล่านี้สำเร็จแล้ว
เป็นเวลานานหลายปีทีเดียวที่ข้าเองตั้งใจจะมาหาท่าน


โรม 15:24-25
ข้าหวังว่าจะเยี่ยมท่านระหว่างที่เดินทางไปเสปน และเมื่อได้อยู่กับท่านสักพักอย่างสบายใจแล้ว ข้าก็หวังว่าท่านจะช่วยส่งให้ข้าเดินทางต่อไปด้วยแต่เวลานี้ ข้าจะไปยังนครเยรูซาเล็มเพื่อรับใช้วิสุทธิชนของพระเจ้า


    

โรม 15:26-27
ผู้เชื่อในแคว้นมาซิโดเนียและอาคายายินดีที่จะถวายเงินช่วยคนยากไร้ในหมู่วิสุทธิชนของพระเจ้าในนครเยรูซาเล็ม  พวกเขายินดีทำการดังกล่าว และยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพวกเขา คนต่างชาติที่ได้รับแบ่งพระพรฝ่ายวิญญาณจากยิว พวกเขาจึงจะแบ่งปันสิ่งของกลับไปเพื่อช่วยเหลือยิว

โรม 15:28-29
หลังจากที่ข้าพเจ้าทำงานนี้เสร็จและนำเงินถวายไปให้พวกเขาอย่างปลอดภัยแล้ว ข้าก็จะไปยังสเปนและแวะเยี่ยม
ท่านระหว่างทาง ข้ารู้ว่า เมื่อข้ามาหาท่าน
ข้าจะมาพร้อมกับพระพรของพระคริสต์อย่างเต็มบริบูรณ์

โรม 15:30
พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอร้องให้ท่านร่วมต่อสู้ รับใช้ด้วยกันกับข้า โดยการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อข้า
ขอให้ทำเช่นนี้  เพราะองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราและความรักที่พระวิญญาณประทานให้

โรม 15:31
ขอท่านอธิษฐานเพื่อข้าจะได้รับการช่วยกู้ให้พ้นจากคนที่ไม่เชื่อในยูเดียและการรับใช้ที่ข้านำมายังนครเยรูซาเล็ม
จะเป็นที่ยอมรับท่ามกลางคนของพระเจ้า ณ ที่นั่น

โรม 15:32-33
ข้าจะได้มาหาท่านด้วยความยินดีมาก ตามพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งท่านและข้าก็จะได้มีความสดชื่นไปด้วยกัน ขอองค์พระเจ้าแห่งสันติสุข ทรงประทับกับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 15:1-2
ความอดทนในที่นี้ของท่านเปาโล เป็นความรักอันจริงใจที่อดทนนาน เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ในโรม 12:9-13  และ โครินธฺ์ 13:4  การถ่อมตนนั้นมาพร้อมกับความรัก แต่ไม่ได้หมาย ความ ว่าปล่อยให้คนที่อ่อนแอมาควบคุมความเชื่อในพระเจ้าของเรา  ข้อนี้เป็นคำสั่งที่ตรงไปตรงมา แต่มีความซับซ้อนอีกหลายประการ ก่อนที่เราจะอดทน เราต้องรักก่อน ต้องเข้าใจว่า เราก็มีโอกาสผิดได้เหมือนเขา ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้โอกาสองค์พระวิญญาณทำการในใจทั้งสองฝ่าย

โรม 15:3
พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างของคนที่เข้มแข็งและทรงอดทนต่อมนุษย์ที่ทำบาป และอ่อนแอมาก พระองค์ทรงทำให้พระบิดาพอพระทัย ไม่ได้ทำตามพระทัยของพระองค์เองเลย  คริสเตียนทุกคนจึงมีหน้าที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าเพื่อสร้างพระกายของพระคริสต์ที่เต็มด้วยความรักเห็นใจ ไม่ทำตามใจของตน อดทนต่อเรื่องที่เป็นความเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้ผิดศีลธรรมของคนอื่น กุญแจคือ ทำตามพระคริสต์ !

โรม 15:4
ท่านเปาโลกำลังเขียนจดหมายให้พี่น้องใส่ใจอ่านพระคัมภีร์เดิมซึ่งชาวยิวยึดถือเป็นพระดำรัสของพระเจ้าเพื่อเขา ตอนนั้น ท่านยังไม่ทราบเลยว่าจดหมายของท่านจะได้มาเป็นส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ที่เราใช้กันอยู่  ในพระคัมภีร์เดิมเราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ใหม่ เราเห็นพระเจ้าผ่านองค์พระเยซูพระเยซูทรงทำให้มนุษย์ได้รู้จักว่า พระเจ้าทรงเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้ลบล้างพระคัมภีร์เดิม

โรม 15:5-6
การที่จะมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เสียงเดียวกันในการนมัสการพระเจ้า ถวายพระเกียรติพระองค์นั้นมีพื้นฐานอยู่ที่ความรักของพระเจ้า และความรักกันฉันพี่น้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเปาโลย้ำแล้วย้ำอีก ความอดทนที่จะเผชิญความทุกข์ยากซึ่งคริสเตียน
ยุคแรกต้องเจอนั้น ต่างต้องการกำลังใจจากกัน
และกันเป็นอย่างมาก … ชีวิตของชุมชนคริสเตียนแตกต่างจากชุมชนอื่นที่ไม่มีพระเจ้าอย่างชัดเจนถึงจะทุกข์ยาก แต่ก็อดทนและถวายพระเกียรติ!
โรม 15:7 
คำว่ายอมรับ นั้นอาจใช้ได้ในความหมายยินดีต้อนรับ ตอบรับ  ยอมรับอีกคนเข้าไปในใจ  ยอมฟังการมีมิตรภาพ ต้อนรับ ทั้งหมดนี้ไม่เท่ากับคำต่อไปที่ว่า เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา(ทั้งที่เราเป็นคนนิสัยแบบนี้ ไม่น่าคบแบบนี้) ท่านเปาโลไม่ได้เอาคนอื่นมาเป็นต้นแบบ แต่กลับเอาพระเยซูที่ทรงยอมรับเราทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนบาป พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา … ไม่มีอะไรจะพูดต่อ เพราะอึ้งกับคำสั่งนี้ … ทำได้ไหม??

โรม 15:8
พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อช่วยคนอิสราเอลที่หลงหายก่อนทรงยืนยันกับหญิงชาวคานาอันที่มาขอความช่วยเหลือในมัทธิว 15:24  นี่แสดงให้เห็นว่า พระเยซูทรงมาเพื่อคนอิสราเอล ..แต่เราอย่าลืมว่า ในแผนการของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงพอพระทัยให้อิสราเอลเป็นพระพรสำหรับคนทั้งโลก แต่เมื่อพวกเขาไม่รับพระองค์ ก็ทรงส่งคนของพระองค์ไปประกาศพระนามทั่วทั้งโลก คนที่มาเชื่อกลับกลายเป็นหนามยอกอกของอิสราเอลที่ทำให้พวกเขาอิจฉา และกลับมาหาพระองค์ในที่สุด

โรม 15:9
ใช่แล้ว พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของคนยิวว่า พวกเขาจะเป็นพระพรให้กับทุกครอบครัวในโลกนี้ แต่เขากลับเป็นพระพรแบบที่ไม่คาดฝันแทนที่จะเป็นพระพรตรง ๆ กลับกลายเป็นว่า พวกเขาไม่เชื่อพระองค์ พระเจ้าจึงทรงส่งพระเมตตาของพระองค์ไปยังคนต่างชาติ (โรม 11:11-12)คนต่างชาติทำให้อิสราเอลรู้สึกอิจฉา และกลับมาหาพระเจ้า ดังนั้น ทั้งยิวและคนต่างชาติที่เชื่อพระองค์จะได้ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ด้วยกัน 


โรม 15:10-11
ตอนที่เริ่มต้นคริสตจักรในโรมครั้งแรก ๆ นั้น
ผู้เชื่อส่วนใหญ่คือ คนอิสราเอลที่หนีออกมาจากบ้านเกิดและมาตั้งรกรากใหม่ในโรม คริสตจักรจึงมีพี่น้องยิวเป็นส่วนใหญ่ แต่แล้ว เมื่อมีการประกาศ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกคนต่างชาติในโรมมาเชื่อพระองค์ก็จึงเกิดความขัดแย้งในความคิดอย่างที่เราได้อ่านมาโดยตลอด แต่จากพระคัมภีร์เดิมทั้งสองข้อที่ท่านเปาโลอ้างถึง เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงมีแผนการเพื่อให้คนต่างชาติรอดมาตั้งแต่ต้น

โรม 15:12
ไม่พอ ท่านเปาโลยังอ้างถึงท่านอิสยาห์ที่กล่าวว่ารากแห่งเจสซี ซึ่งหมายถึงผู้หนึ่งในวงศ์วานของ ดาวิดที่จะมาครอบครองหัวใจของมนุษย์ทั้งหลายไม่เฉพาะคนอิสราเอลเท่านั้น และรากแห่งเจสซีผู้นี้ ก็คือ พระเมสสิยาห์ องค์ที่พระเจ้าทรงเจิมมาเพื่อเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ..พระเยซูคริสต์นั่นเอง! ในวันนี้ เราเห็นชัดว่า พระเจ้าทรงเมตตาต่อชนทุกชาติไม่เว้นชาติใดเลย แม้กระทั่งคนในชาติที่เป็นศัตรูกับพระองค์ ก็ไม่ได้พลาดพระเมตตานั้น

โรม 15:13
พระเจ้าแห่งความหวัง คือพระนามหนึ่งของพระเจ้าคนที่ไม่มีความหวังนั้นชีวิตหดหู่และเศร้ามาก ตรงข้ามกับชีวิตที่เต็มด้วยความยินดี และสันติสุขที่ได้มาจากพระองค์ ท่านเปาโลขอพระเจ้าให้พี่น้องวางใจพระองค์ … เพื่อว่าเมื่อวางใจแล้วจะมีความหวังว่าจะอยู่กับพระเจ้าทั้งวันนี้ และตลอดไป  เป็นความหวังที่ปรารถนาให้คนอื่น ได้มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน   คนที่รู้จักพระเจ้าจึงไม่หยุดที่จะเป็นพยานเพราะอดไม่ได้จริง ๆ 

โรม 15:14-15
ตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้เราเข้าใจสภาพของคริสตจักรโรม พวกเขามีความเข้าใจในเรื่องของพระเจ้า มีความประพฤติที่แตกต่างจากคนภายนอก  พวกเขาฟังกันและกันได้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่ควรเกิดขึ้นในคริสตจักรทุกแห่งท่านเปาโลไม่ได้แค่เตือนสติเหมือนกับที่เราได้อ่านมาเท่านั้น แต่ท่านมีคำชมเชยให้กำลังใจกับพวกเขาด้วย ครั้งนี้ท่านใช้คำ พี่น้องชายหญิงอย่างชัดเจนและท่านกำลังจะแจ้งบางเรื่องที่พระเจ้าทรงใช้ท่าน..

โรม 15:16
สิ่งที่ท่านเปาโลกำลังบอกพี่น้องคือ ท่านไม่ได้เป็นแค่ผู้รับใช้เพื่อพี่น้องชาวยิวหรืออิสราเอลเท่านั้แต่ท่านมีเป้าหมายสำคัญมากคือ การประกาศพระนามพระเจ้าให้กับคนต่างชาติ ท่านมองตัวเองว่าเป็นดั่งปุโรหิตที่สอนข่าวประเสริฐให้คนต่างชาติด้วย พี่น้องต้องเข้าใจว่า พระเจ้าทรงรับพวกเขาเช่นเดียวกัน  พวกเขาได้รับการช่วยเหลือ การชำระชีวิตจากองค์พระวิญญาณเช่นเดียวกับพี่น้องชนชาติอิสราเอล!

โรม 15:17-18
ความภูมิใจที่ท่านได้รับใช้พระเจ้าเพื่อคนต่างชาติเป็นสิ่งที่น่ายินดีด้วย เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียกให้รับใช้นั่นเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดในโลกเลย ..แล้วท่านเปาโลก็ได้บอกถึงความสำเร็จที่มีคนต่างชาติได้มาเชื่อพระเจ้า ทั้งจากคำพูดและการกระทำซึ่งทำให้เราเห็นตัวอย่างชัดเจนว่า การรับใช้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแค่พูด หรือแค่ทำ ต้องประกอบด้วยทั้งสองอย่าง ยิ่งกว่านั้น ท่านได้ยกความสำเร็จทั้งหมดว่าเป็นเพราะพระคริสต์ทรงทำผ่านท่าน

โรม 15:19
เมื่อเราอาจหนังสือกิจการ  เราจะเห็นราชกิจของพระเจ้าผ่านท่านเปาโลอย่างชัดเจน จากคนที่กดขี่ข่มเหงพระนามพระเยซู กลับกลายเป็นคนที่ต้องทนคนอื่นกดขี่ข่มเหงเพื่อพระนามนั้น ท่านได้ทำการอัศจรรย์ ทำหมายสำคัญ ด้วยฤทธิ์พระวิญญาณท่านทำทั้งในศาลาธรรมตามย่านตลาด แม้กระทั่งในศาลยุติธรรมของโรม  ความมั่นคงและความเข้าใจในข่าวประเสริฐของท่านนั้น ช่วยให้เราเข้าใจพระราช กิจทั้งสิ้นของพระเยซูคริสต์อย่างเหลือเชื่อ

โรม 15:20-21
ความปรารถนาที่จะประกาศเพื่อให้คนได้รับความรอดนั้น รุนแรง เต็มล้นในชีวิตของท่านเปาโลเหมือนครั้งที่ท่านมีความเร่าร้อนในการทำลายคริสตจักรของพระเยซูคริสต์  พระเจ้าได้ประทานปัญญา ความเข้าใจในสิ่งล้ำลึกซึ่งคนอื่นเข้าไม่ถึงแก่ท่านเปาโล  ความปรารถนาให้คนเชื่อไม่พอ ท่านปรารถนาให้คนเติบโตในพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงใช้ท่านและให้เกิดผลอย่างมากตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิตจนกระทั่งวันนี้ 

โรม 15:22-23
การไปประกาศตามที่ต่าง ๆ ที่คนยังไม่ได้ยินเรื่องของพระเยซูของท่านเปาโลนั้นท่านเองกล่าวว่าสำเร็จแล้ว ท่านได้ตั้งคริสตจักรหลายแห่งในเอเชียน้อย และถึงเวลาที่ท่านจะได้ไปเยี่ยมคริสตจักรโรมที่ยังไม่เคยไป เราจะเห็นว่า ท่านเปาโลเป็นคนรักพี่น้องคริสเตียนเอามาก ๆ ขณะที่ทำงานอยู่ในสถานที่หนึ่ง หรือขณะที่ถูกจำคุกอยู่ ก็ไม่วายที่จะคิดถึงพี่น้องในอีกพื้นที่  ท่านเป็นผู้นำการประกาศและการสร้างชีวิต ที่ผู้รับใช้ปัจจุบันทำแทบไม่ไหว!

โรม 15:24-25
แผนการเดินทางนั้นชัดเจน เพราะต้องการไปประกาศในพื้นที่ไกลออกไปคือประเทศสเปนซึ่งในขณะนั้นอยู่ในเขตปกครองของโรม  สองอย่างที่ท่านวาดฝันไว้คือ การพบพี่น้องในโรม ได้พักผ่อนหย่อนใจอยู่ด้วยกัน สามัคคีธรรมด้วยกัน แล้วจากนั้นก็จะเดินทางต่อ ซึ่งท่านก็ได้แจ้งถึงความตั้งใจว่าจะให้พี่น้องในโรม เป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนการเงินให้ท่านได้ไปประกาศ  แต่ก่อนที่จะไปโรม ยังมีภาระจะต้องไปเยรูซาเล็มเสียก่อน ไปรับใช้ผู้เชื่อ!!

โรม 15:26-27
ที่ท่านกลับไปเยรูซาเล็มเพราะว่าพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้ถวายเงินช่วยเหลือคนของพระเจ้าที่ยากจนซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม นี่ทำให้พี่น้องคริสเตียนที่เป็นชาวต่างชาติและชาวยิวมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และที่สำคัญคือ เป็นสิ่งที่คริสเตียนในยุคต่อมาได้ทำตามอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ ของโลก ไม่ใช่แค่เพื่อให้มีชีวิตอยู่ แต่มีการสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อรับใช้ชุมชนที่ห่างไกล สร้างชุมชนของพระเจ้าขึ้นมาอีก  2 โครินธ์ 8:1-5

โรม 15:28-29
พี่น้องต่างชาติที่ถวายกลับคืนมานั้น ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอย่างเดียว แต่ยังมีความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพี่น้องคริสเตียนชาวยิวด้วย เป็นผลของการที่ผู้คนได้กลับใจเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง พอพวกเขารู้จักพระเจ้า ชีวิตอย่างพระเจ้าจะปรากฏขึ้นในคนที่เชื่ออย่างแท้จริง เป็นชีวิตในพระวิญญาณ  การให้จึงไม่ได้เป็นปัญหา แต่เป็นความสุขใจที่ได้แบ่งปัน
เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้เชื่อใหม่ได้หลายทาง การแบ่งปันก็เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนชีวิต

โรม 15:30
คำว่าขอให้ต่อสู้รับใช้ บ่งบองถึงนักกีฬาที่ต่อสู้
แข่งขันอย่างสุดตัวในการแข่งขัน  การต่อสู้แบบนี้เป็นการสู้แบบทีม เช่นทีมฟุตบอล การวิ่งผลัดเราไม่ได้อธิษฐานสู้เพื่อเราจะได้สิ่งที่เราต้องการเป็นส่วนตัว  ท่านเปาโลขอให้อธิษฐานเป็นการแบกภาระร่วมกันในการรับใช้พระเจ้า  ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานแบบลำลอง สบาย ๆ แต่เป็นการต่อสู้เป็นทีม เพื่อจะได้นำวิญญาณ เพื่อการหายโรคเพื่อการเติบโต เพื่อน้ำพระทัยพระเจ้าจะสำเร็จ

โรม 15:31
ถ้าเราอ่านกิจการอย่างทะลุปรุโปร่ง เราก็จะเห็นว่าท่านเปาโลเจอทั้งศึกนอกศึกใน เนื่องจากท่านเป็นคนที่ข่มเหงคริสตจักรมาก่อน ท่านต้องเผชิญกับคนที่ไม่เชื่อ ซึ่งก็จะทำกับท่านเหมือนกับที่ท่านเคยทำกับผู้เชื่อ ยิ่งกว่านั้น คนของพระเจ้าก็ยังไม่ค่อยไว้ใจท่านเปาโล ท่านต้องพิสูจน์ตนเองว่า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก และเลือกให้ไปประกาศกับคนต่างชาติรอบ ๆ อิสราเอลจริง ๆ ท่านจึงต้องการคำอธิษฐานรองรับและเป็นพลังการรับใช้นี้

โรม 15:32-33
ตั้งแต่ข้อที่สิบสี่เป็นต้นมา ทำให้เราเห็นเป้าหมายการรับใชัของท่านเปาโลอย่างละเอียดชัดเจนท่านต้องการให้คนต่างชาติกลายเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงยอมรับ เป็นผู้ที่พระวิญญาณทรงชำระให้บริสุทธิ์ หลังจากที่ได้ทำงานในหมู่คนต่างชาติ ตอนนี้ท่านพร้อมที่จะกลับมาพบพี่น้องชาวยิวด้วยกัน และทั้งสองฝ่ายจะได้ชื่นชมกับการรับใช้ที่แตกต่างกันแต่ที่ได้เหมือนกันคือผู้คนที่ออกจากมืดมาสู่สว่าง!

พระคำเชื่อมโยง

โรม 15
1* กาลาเทีย 6:1-2
2* 1 โครินธ์ 9:22; 10:24, 33
3* มัทธิว 26:39; สดุดี 69:9
4* 1 โครินธ์ 10:11
5* 1 โครินธ์ 1:10
6* กิจการ 4:24
7* โรม 14:1,3; 5:2
8* มัทธิว 15:24; 2 โครินธ์ 1:20
9* ยอห์น 10:16;  2 ซามูเอล 22:50; 18:49
10* เฉลยธรรมบัญญัติ   32:43
11* สดุดี 117:1


12* อิสยาห์ 11:1, 10
13* โรม  12:12; 14:7
14* 2 เปโตร 1:12 ; 1 โครินธ์ 1:5; 8:1,7,10
15* โรม  1:5; 12:3
16* โรม  11:13; อิสยาห์ 66:20
17*  ฮีบรู 2:17; 5:1
18* กิจการ 15:12; 21:19; โรม  1:5
19* กิจการ 19:11
20* 2 โครินธ์ 10:13, 15-16
21* อิสยาห์ 52:15
22* โรม  1:13

23* กิจการ 19:21; 23:11
24* กิจการ 15:3; โรม  1:12
25* กิจการ 19:21
26* 1 โครินธ์ 16:1
27* โรม  11:17; 1 โครินธ์ 9:11
28* ฟีลิปปี 4:17
29* โรม  1:11
30* ฟีลิปปี 2:1; 2 โครินธ์ 1:11
31* 2 ทิโมธี 3:11; 4:17; 2 โครินธ์ 8:4
32* โรม  1:10; กิจการ 18:21 ;1 โครินธ์ 16:18
33* 1 โครินธ์ 14:33