ปฐมกาล 39 ที่บ้านโปติฟาร์

ประจำการงานทาสบ้านโปติฟาร์
1 ส่วนโยเซฟถูกพาตัวลงไปถึงอียิปต์ ข้าราชการชาวอียิปต์ของฟาโรห์ ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ได้ซื้อโยเซฟจากพวกอิชมาเอลที่พาเขาลงไปที่นั่น
2 พระยาห์เวห์สถิตกับโยเซฟ เขากลายเป็นคนทีทำสิ่งใดก็ประสบความสำเร็จ
เขารับใช้ในบ้านของนายชาวอียิปต์
3 เมื่อเจ้านายของเขาเห็นว่า
พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับเขาและทรงทำให้เขาทำทุกสิ่งอย่างสำเร็จด้วยดี
4 โยเซฟจึงกลายเป็นคนโปรดของนาย และได้มารับใช้ใกล้ชิดโปติฟาร์ได้ตั้งให้เขาดูแลการงานในบ้านและในไร่นาของเขา
5 จากเวลาที่นายให้โยเซฟเป็นคนดูแลทั้งครัวเรือนและทุกสิ่งที่เป็นของนาย พระยาห์เวห์ทรงอวยพรครัวเรือนของชาวอียิปต์เพราะทรงเห็นแก่โยเซฟ พระพรของพระยาห์เวห์อยู่เหนือทุกสิ่งที่เป็นของเขาทั้งในบ้าน และในทุ่งนา
6 ดังนั้น นายจึงให้โยเซฟดูแลทุกสิ่งของเขา โดยที่ไม่ต้องเป็นห่วงสิ่งใดยกเว้นอาหารที่เขารับประทาน โยเซฟเป็นชายหนุ่มร่างกายกำยำ หน้าตาดี
ปัญหาที่ต้องวิ่งหนี
7 ไม่นานนัก ภรรยาของเจ้านายก็ มองโยเซฟด้วยใจเร่าร้อนบ่อย ๆ และกล่าวกับเขาว่า“มานอนกับฉันเถอะ”
8 แต่เขาปฏิเสธ “ดูเถิด” เขากล่าวกับภรรยาของนายว่า “สิ่งที่ข้าพเจ้าดูแลอยู่นี้ เจ้านายไม่ต้องกังวลสิ่งหนึ่งสิ่งใดในบ้านของท่าน และท่านก็มอบความรับผิดชอบทุกอย่างให้ ข้าพเจ้าดูแลรับผิดชอบ
9 ไม่มีใครในบ้านนี้ที่มีความรับผิดชอบ
มากเท่ากับข้าพเจ้า นายท่านก็ไม่ได้ห้ามหวงสิ่งใดยกเว้นตัวแม่นาง เพราะแม่นางเป็นภรรยาของท่าน ข้าพเจ้าจะทำสิ่งที่ชั่วร้ายใหญ่หลวงเช่นนี้และทำบาปต่อพระเจ้าได้อย่างไรกัน?”
10 แม้ว่าภรรยาของโปติฟาร์จะชักชวนโยเซฟวันแล้ววันเล่า เขาก็ปฎิเสธที่จะไปนอนกับเธอ หรือแม้แต่จะเข้าใกล้เธอ
11 อย่างไรก็ดี มีอยู่วันหนึ่งที่โยเซฟเข้าไปทำงานในบ้าน และไม่มีคนรับใช้ชายคนอื่น ๆ อยู่ในบ้านสักคน
12 เธอจึงคว้าเสื้อคลุมของโยเซฟไว้ กล่าวว่า “มานอนกับฉัน!!” แต่โยเซฟหนีออกมาข้างนอกบ้าน โดยทิ้งเสื้อคลุมของเขาไว้ในมือของเธอ
13 เมื่อเธอเห็นว่า เขาได้ทิ้งเสื้อคลุมไว้ในมือของเธอและวิ่งออกไปนอกบ้าน
14 เธอจึงเรียกคนรับใช้ชายใน
บ้านมา และกล่าวว่า “ดูสิ สามีของฉันนำชายฮีบรูผู้นี้เข้ามาหยามพวกเรา เขามาหาฉันเพื่อว่าจะได้นอนกับฉัน แต่ฉันร้องเสียงดัง
15 เมื่อเขาเห็นว่าฉันร้องขอความช่วยเหลือ ก็จึงทิ้งเสื้อคลุมไว้กับฉันและวิ่งหนีออกจากบ้านไป”
16 จากนั้นภรรยาของโปติฟาร์ก็เก็บเสื้อคลุมของโยเซฟไว้ข้างตัวจนกระทั่งนายกลับมาบ้าน
17 จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องเหมือนเดิมให้สามีฟังว่า“คนฮีบรูที่นายท่านได้นำมาบ้านเราได้เข้ามาหาฉันเท่ากับเป็นการเหยียดหยามฉัน
18 แต่เมื่อฉันร้องขอความช่วยเหลือ เขาก็ทิ้งเสื้อคลุมไว้ข้างฉันและวิ่งหนีออกจากบ้านไป”
ย้ายจากบ้านไปเข้าคุก
19 เมื่อนายฟังเรื่องที่ภรรยาเล่า ที่
เธอกล่าวว่า “ทาสของท่านทำอย่างนี้กับดิฉัน”เขาจึงโกรธมาก
20 ดังนั้นเจ้านายของโยเซฟจึงจับตัวเขา ไปขังในคุกหลวงซึ่งเป็นที่ ๆ จำจองนักโทษของกษัตริย์
21 แต่พระยาห์เวห์สถิตกับโยเซฟ และทรงเมตตาเขา โดยทรงให้เขาเป็นที่พอใจของพัศดี และพัศดีก็ให้ทุกคนในคุกนั้นอยู่ในความดูแลของโยเซฟ เขาจึงรับผิดชอบงานทุกอย่างในคุกนั้น
23 พัศดีเองไม่ต้องกังวลสิ่งใดที่มอบให้โยเซฟดูแล เพราะพระยาห์เวห์ทรงอยู่กับโยเซฟ และทรงทำให้เขาประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาลงมือทำ
อธิบายเพิ่มเติม
ประจำการงานทาสบ้านโปติฟาร์
ปฐมกาล 39:1-6
โยเซฟถูกนำตัวไปถึงอียิปต์ และพ่อค้าได้ขายเขาให้กับโปติฟาร์ตำแหน่งใกล้ชิดกับฟาโรห์ โยเซฟถูกขายราวกับเป็นของชิ้นหนึ่ง จากลูกชายสุดที่รักของพ่อ เขากลายเป็นสินค้ามนุษย์ที่ถูกขาย โปติฟาร์ ให้โยเซฟรับใช้ในบ้านพร้อมกับทาสคนอื่น ๆ ที่เขามีอยู่… เขากลายเป็นทาส แต่พระเจ้าทรงมีแผนสำหรับเขา
แม้จะเป็นงานในบ้าน เป็นงานของทาส โยเซฟก็โดดเด่นแล้ว เพราะไม่ว่ามีปัญหาอะไรในบ้าน โยเซฟสามารถแก้ไขให้ได้หมด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับเขา
โยเซฟรู้จักพระเจ้ามาจากพ่อ คือยาโคบ เขาไม่ได้ความเชื่อของแม่คือราเชล หรือจากครอบครัวใหญ่ตั้งแต่สมัยที่อยู่กับปู่ลาบัน
เขาแตกต่างจากพี่น้องทั้งหมด เราจะเห็นจากการตัดสินใจของพี่ชายทุกคนที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ว่า พวกพี่ชายไม่ได้แตกต่างจากลาบัน หรือยาโคบตอนเด็กในแง่ความคิดที่เลี้ยวลดคดโกง และมาเห็นว่าพวกเขายังเป็นคนที่สามารถสังหารคนได้อย่างเลือดเย็นตอนที่ดีนาห์ถูกทำร้าย
ยาโคบนั้นได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า จากคนที่มีแผนการแยบยลในสมองไม่หยุด เขาได้พบพระเจ้าตัวต่อตัว สู้กับพระองค์ ไม่ยอมให้พระองค์จากไป จนกว่าพระองค์จะทรงอวยพระพร
ส่วนชีวิตของโยเซฟนั้น เป็นการเผชิญกับโลกคนต่างด้าวเดี่ยว ๆ จะเห็นว่า พระเจ้าทรงติดต่อกับโยเซฟในความฝันมาก่อน เมื่อดูวิธีการพูดของเขาในสถานการณ์ต่าง ๆ เราพบว่า เขาใกล้ชิดพระเจ้าพอควรทีเดียว
สิ่งดีที่เห็นชัดคือ สถานการณ์ร้ายในชีวิตไม่ได้ทำให้โยเซฟบ่น ต่อว่าพระเจ้า แต่เขากลับแสดงให้นายเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย บ้านของโปติฟาร์ต้องมีคนเข้าออก และมีเพื่อนข้าราชการด้วยกันมาคุย กินอาหารด้วยกัน มีทั้งปัญหา สิ่งดี สิ่งร้ายในบ้านเสมอ เราจะเห็นว่า โปติฟาร์ไม่ต้องสนใจเรื่องอะไรในบ้านเลย ทั้งไร่นาที่เขามีอยู่ เขายกให้โยเซฟดูแลหมด เพราะโยเซฟสามารถจัดการได้ทุกเรื่อง
โปติฟาร์ไว้วางใจโยเซฟทั้งสิ้น นี่เป็นเกียรติของทาสคนหนึ่งที่เจ้านายจะวางใจได้ขนาดนี้ แต่ที่เขาสำเร็จได้เพราะ พระพรของพระเจ้าทรงอยู่เหนือทุกสิ่งที่เขาลงมือทำ โปติฟาร์รู้ชัดว่า ทาสฮีบรูคนนี้ แตกต่างจากคนอื่น… เป็นทาสที่มีพระเจ้า
ปัญหาที่ต้องวิ่งหนี
ปฐมกาล 39:7-18
อย่างที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ โยเซฟเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ถ้าจะดูจากบันทึกที่ผ่านมา โยเซฟกำลังอยู่ในวัยประมาณ 18-20 ปี ตอนนี้ เขาต้องเผชิญกับหญิงที่โชกโชนในเรื่องเพศ ..ภรรยาของเจ้านายนั้น ไม่ได้มีใจให้แค่สามี แต่เธอสนใจทาสชายที่หน้าตาหล่อ ร่างกำยำ เธอแอบมองเขาด้วยใจปรารถนา..หลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดก็ชวนเขามานอนด้วย
ถ้าเป็นทาสอื่น นี่คือทางลัดเลื่อนขั้นตัวเอง (หรือไม่ก็โทษหนักไปเลย) แต่จากคำพูดของโยเซฟทำให้เรารู้ว่า เขาอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่งที่เขาทำ
เขาบอกภรรยาโปติฟาร์ถึงเหตุผลที่ทำตามเธอไม่ได้ เธอเป็นสิ่งเดียวที่โปติฟาร์ไม่ได้ให้เขามารับผิดชอบด้วย เธอเป็นภรรยาของเจ้านายที่เขาจะไปแตะต้องไม่ได้
และที่สำคัญ นี่เป็นบาปร้ายที่เขาไม่อาจทำได้เลย เพราะเขามีพระเจ้า
เมื่อคนของพระเจ้าเผชิญกับการทดลองเช่นนี้ จะต้องทำอย่างไร?
เวลามารต้องการทำร้ายคนของพระเจ้า มันสามารถรอได้ มันจะรอโอกาส เหมือนอย่างตอนที่พระเยซูทรงชนะมารในถิ่นกันดาร ลูกา 4:13 บอกว่า มันจากพระองค์ไป จนกว่าจะถึงโอกาสเหมาะ
แล้ววันโอกาสเหมาะก็มาถึง วันนั้นไม่มีทาสชายคนอื่นในบ้าน ภรรยาเจ้านายจึงบีบบังคับโยเซฟให้นอนกับเธอ แต่โยเซฟวิ่งหนีออกมา โดยทิ้งเสื้อคลุมไว้ในมือของเธออย่างที่ไม่ได้คิดจะยื้อกลับมาเสียด้วยซ้ำ แสดงว่า เขาเห็นว่าต้องวิ่งแล้ว อยู่ไม่ได้ อยู่อีกนาทีเดียวก็ไม่ได้
สำหรับหญิงคนนี้แล้ว นี่เป็นโอกาสแก้แค้น เหตุการณ์จริงไม่มีใครรู้เห็น
1.เริ่มจากการมีหลักฐาน คือเสื้อคลุมของโยเซฟ ของกลาง
2.เธอเรียกหาพยานคนอื่นก่อน เพื่อจะได้มีคำพูดที่น่าเชื่อถือ เล่าเรื่องราวเท็จ
3. และใช้คำเหยียดหยามว่าทาสนั้นเป็นคนฮีบรู…สร้างความรู้สึกที่ว่าคนอียิปต์นั้นเป็นชนชาติที่เหนือกว่า
4. เธอพูดโกหกหน้าด้าน ๆ เปลี่ยนเหตุการณ์เป็นการเข้าข้างตนเอง
5. รอเวลาสามีกลับมา แล้วก็เล่าเรื่องเดิม พร้อมกับของกลางคือเสื้อคลุมของโยเซฟ
6.คำกล่าวหาเท็จครั้งนี้ สำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ
ย้ายจากบ้านไปเข้าคุก
ปฐมกาล 39:19-23
พอโปติฟาร์กลับเข้ามา ก็ได้รับฟังเรื่องเท็จจากภรรยา ซึ่งทำให้เขาโกรธ ไม่ต้องถามหาพยานก็โกรธแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำนั้น ทำร้ายเขาเอง เพราะทำให้เขาขาดทาสแสนดี และบ้านของเขาก็กลับไปรูปแบบเดิม เรายังไม่รู้เลยว่า ภรรยาของเขานี้ ทำสิ่งชั่วใดบ้างที่นายไม่รู้ เพราะดูว่าเธอเชี่ยวชาญมากทั้งการยั่วยวน เชิญชวน แก้ตัว กล่าวร้ายผู้อื่นและสร้างพยานเท็จ
จากทาสที่กลายเป็นนักโทษไปเสียแล้ว เขาได้อยู่ในคุกหลวง ไม่ต้องเจอการทดลองจากหญิงชั่ว แต่กลับไปเจอนักโทษทางการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่
การที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทำให้โยเซฟไม่ได้เป็นนักโทษธรรมดา พัศดีทั้งหลายชอบนักโทษคนนี้มาก ทำอะไรแทนพัศดีได้เกือบหมด นี่ทำให้เราเห็นลักษณะความเป็นผู้นำของโยเซฟ ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาจะทำให้ดีที่สุด เมื่อดูแลสิ่งใด
เจ้านายไม่ต้องมากังวล มาจำจี้จ้ำไช
ในสดุดี 139:16-19 ทำให้เราเห็นภาพของการที่พระเจ้าทรงอยู่กับโยเซฟ และพระองค์ทอดพระเนตรดูเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน พระเจ้าไม่เคยห่างจากโยเซฟเลย
จากบ้านของโปติฟาร์ และในคุกนี้ เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงฝึกมือของโยเซฟให้เป็นผู้นำโดยที่ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย …เขาไปที่ไหน อยู่อย่างไร อนาคตดูมืดเพียงใด โยเซฟก็ก้าวไปถึงความเป็นผู้นำผ่านการรับใช้อย่างเต็มใจ
เราเองก็มีพระพรอย่างโยเซฟได้เช่นกัน เพราะพระคุณของพระเจ้ามีเหลือล้นสำหรับคนที่รักพระองค์ …หากเอาชีวิตของโยเซฟ มาเปรียบเทียบกับชีวิตของพระเยซู เราจะเห็นความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ….ลองเปรียบเทียบดูแล้วจะเห็นชัดว่า ชีวิตของเขาเป็นเหมือนเงาทอดยาวส่งมายังอนาคตของอิสราเอล และมายังชีวิตของพวกเราด้วย
เช่นกัน
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 39
1* ปฐมกาล 12:10; 43:15; 37:36; 37:28:45:4
2* กิจการ 7:9
3* สดุดี 1:3
4* ปฐมกาล 18:3; 19:19; 39:21; 24:2, 10; 39:8, 22; 41:10
5* ปฐมกาล 18:26; 30:27
6* 1 ซามูเอล 16:12
7* 2 ซามูเอล 13:11
9* สุภาษิต 6:29, 32; สุภาษิต 51:4
10* สุภาษิต 1:10
12* สุภาษิต 7:13
14* ปฐมกาล 14:13; 41:12
17* อพยพ 23:1
19* สุภาษิต 6:34-35
20* สดุดี 105:18; ปฐมกาล 40:3, 15; 41:14
21* กิจการ 7:9-10
22* ปฐมกาล 39:4; 40:3-4
23* ปฐมกาล 39:2-3
ปฐมกาล 38 ทามาร์กับยูดาห์

พ่อของสามีไม่ทำตามสัญญา
1 ช่วงเวลานั้น ยูดาห์ก็แยกจากพี่น้องของเขา โดยตั้งรกรากใกล้ ๆ กับชายชาวอดุลลัมชื่อฮีราห์
2 ยูดาห์ได้พบลูกสาวของชูอา ชาวคานาอันที่นั่น เขาจึงแต่งงาน กับเธอ และได้เธอเป็นภรรยา
3 เธอตั้งครรภ์และมีลูกชายที่ยูดาห์ให้ชื่อว่าเอร์
4 แล้วต่อมาเธอก็ตั้งครรภ์ มีลูกชายคนหนึ่ง เธอตั้งชื่อเขาว่า โอนัน
5 แล้วเธอก็คลอดลูกชายอีกคน
ตั้งชื่อเขาว่า เชลาห์ เธอให้กำเนิดเขาที่เคซิบ
6 ต่อมา ยูดาห์ได้หาภรรยาให้ลูกชายคนโตคือ เอร์ เธอชื่อทามาร์
7แต่เอร์ ซึ่งเป็นลูกชายหัวปี เป็นคนชั่วร้ายในสายพระเนตรพระยาห์เวห์ ดังนั้น พระยาห์เวห์จึงทรงสังหารเขาเสีย
8 แล้วยูดาห์จึงสั่งโอนันว่า “เจ้าจงไปนอนกับภรรยาของพี่ชายเจ้า และทำหน้าที่ในฐานะน้องเขยให้เธอ และจงมีลูกสืบเชื้อสายให้กับพี่ชายของเจ้า”
9 แต่โอนันรู้ว่า ลูกที่เกิดมาจะไม่เป็นผู้สืบเชื้อสายของตน ดังนั้น เมื่อใดที่เขาไปนอนกับภรรยาพี่ชายเขาก็จะทิ้งน้ำกามของเขาลงดิน เพื่อว่าเขาจะไม่ต้องมีลูกให้กับพี่ชายของเขา
10 สิ่งที่เขาทำนี้ เป็นความชั่ว พระองค์จึงทรงสังหารเขาเช่นกัน
11 ยูดาห์จึงบอกลูกสะใภ้ของเขาว่า “จงอยู่ในฐานะหญิงม่ายในบ้านพ่อของเจ้าไปก่อน จนกว่าลูกชายเชลาห์ของฉันจะโตพอ” เพราะยูดาห์เกรงว่าเชลาห์อาจจะต้องตายเหมือนพี่ชายของเขา ดังนั้นทามาร์จึงไปอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อของเธอ
12 เวลาผ่านไปนานจนภรรยาของยูดาห์ซึ่งเป็นลูกสาวของชูอาสิ้นชีวิตไป เมื่อยูดาห์คลายความเศร้าแล้ว เขากับเพื่อน
คือฮีราห์ชาวอดุลลามก็ขึ้นไปหาคนตัดขนแกะที่ทิมนาห์
ทามาร์ปลอมตัว
13 พอทามาร์ได้รู้เรื่องนี้จากบางคนว่า “พ่อของสามีเจ้ากำลังขึ้นไปยังทิมนาห์เพื่อตัดขนแกะ”
14 เธอก็ถอดเสื้อผ้าของหญิงม่ายที่สวมอยู่ และคลุมหน้าด้วยผ้าคลุมเพื่อปกปิดตัวจริงของเธอ และไปนั่งที่ทางเข้าบ้านเอนาอิม ซึ่งเป็นทางผ่านไปทิมนาห์เพราะเธอเห็นว่า
เชลาห์โตแล้ว แต่ยูดาห์ก็ไม่ได้ให้เธอแต่งงานกับเชลาห์
15 เมื่อยูดาห์เห็นเธอเข้าก็คิดว่า
เธอเป็นหญิงโสเภณีเพราะเธอปกปิดใบหน้า
16 โดยไม่รู้ว่าเธอเป็นลูกสะใภ้ของตนเอง เขาเข้าไปหาเธอ “มาเถอะ ให้เรานอนกับเจ้า”
“นายท่านจะให้อะไรเป็นค่าตอบแทนแก่ดิฉัน?” เธอถาม
ของมัดจำค่าตัว
17 “เราจะส่งลูกแพะตัวหนึ่งจากฝูงมาให้” ยูดาห์ตอบ แต่เธอกล่าวว่า “แล้วนายท่านจะให้ดิฉันเก็บอะไรไว้เป็นของมัดจำจนกว่าท่านจะส่งลูกแพะมาให้เล่า?”
18 “เราควรจะมัดจำด้วยอะไรล่ะ?”เขาถาม เธอจึงตอบว่า “ขอตราประจำตัว กับเชือกคล้องตรา รวมทั้งไม้เท้าในมือของท่านเจ้าค่ะ” ดังนั้นเขาจึงเอาของเหล่านั้นให้ และก็ได้หลับนอนกับเธอ และเธอก็ตั้งครรภ์กับเขา
19 แล้วทามาร์ก็ลุกขึ้น จากไป และเธอก็ปลดผ้าคลุมหน้าออก สวมเสื้อหญิงม่ายอีกครั้ง
ส่งค่าตัวไม่สำเร็จ
20 ต่อมายูดาห์ก็ส่งฮีราห์ ชาวอดุลลามเพื่อนของเขา พร้อมกับลูกแพะ เพื่อรับของ ๆ เขาคืนจากผู้หญิงคนนั้น แต่เขาหาเธอไม่พบ
21 เขาถามพวกผู้ชายแถวนั้นว่า “หญิงโสเภณีประจำวิหารข้างถนนที่เอานาอิมไปไหนกัน?”
พวกเขาตอบว่า “ไม่เคยมีหญิงโสเภณีประจำวิหารอยู่แถวนี้เลย”
22 ดังนั้นฮีราห์จึงกลับไปหายูดาห์ และบอกเขาว่า “ข้าหาเธอไม่พบ ยิ่งกว่านั้นผู้ชายแถวนั้นบอกว่า ‘ไม่เคยมีหญิงโสเภณีประจำวิหารแถวนี้’ ”
23 “ถ้าอย่างนั้นปล่อยให้เธอเก็บของพวกนั้นไว้แล้วกัน คนจะได้ไม่หัวเราะเยาะเรา อย่างน้อย เราก็ได้ส่งลูกแพะนี้ไปแล้ว แต่ท่านก็หาเธอไม่พบ”
หลักฐานมัดตัว
24 ราวสามเดือนต่อมา มีคนมาบอก
ยูดาห์ว่า “ทามาร์ ลูกสะใภ้ของท่าน ทำตัวเป็นหญิงโสเภณี และตอนนี้ เธอกำลังตั้งท้องอยู่”
“ไปเอาตัวมา! และเผาทั้งเป็น!”
25 ขณะที่เธอถูกนำตัวมา ทามาร์ก็ส่งคนไปบอกพ่อสามีของเธอว่า “ดิฉันตั้งท้องกับชายที่เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้” และเธอกล่าวต่อไปว่า “ขอโปรดตรวจสอบดูว่าใครคือเจ้าของตราประจำตัว กับเชือกคล้องและไม้เท้านี้”
26 และยูดาห์จำของพวกนั้นได้ทันที กล่าวว่า
“เธอเป็นคนที่เที่ยงธรรมยิ่งกว่าเรา เพราะเราไม่ได้ยกเธอให้กับเชลาห์ลูกชายของเรา” และเขาไม่ได้หลับนอนกับทามาร์อีก
ลูกชายที่เป็นวงศ์วานของพระเมสสิยาห์
27 เมื่อครบกำหนดคลอด ก็พบว่า มีลูกแฝดชายสองคนในครรภ์ของเธอ
28 ขณะที่กำลังคลอด ทารกคนหนึ่งก็ยื่นมือออกมา หมอตำแยจึงผูกข้อมือเขาด้วยด้ายสีแดงสด “คนนี้ออกมาก่อน”
29 แต่แล้ว เขาดึงมือกลับเข้าไป และทารกชายอีกคนก็คลอดออกมา เธอกล่าวว่า “เจ้าฝ่าออกมาอย่างนี้เลยหรือ?”ดังนั้นเขาจึงได้ชื่อว่า เปเรศ (แหวกออกมา)
30 หลังจากนั้นคนมีด้ายแดงที่ข้อมือก็คลอดออกมา เขาจึงชื่อเศรัค (ยามรุ่งอรุณ หรือแดงเข้ม )
อธิบายเพิ่มเติม
ขณะที่โยเซฟอยู่ในอียิปต์ ผู้เขียนก็เล่าเรื่องราวของยูดาห์ ลูกชายคนหนึ่งของยาโคบกับทามาร์ลูกสะใภ้ของเขา น่าจะเป็นช่วงเวลาที่โยเซฟอยู่ในคุก เรื่องนี้ดูเหมือนฉากในภาพยนต์ที่ตัดไปเล่าเรื่องอีกเรื่องที่เหมือนไม่เกี่ยวข้อง แต่ที่สุดแล้ว เราก็เห็นว่า จำเป็นที่จะต้องมีบทนี้ เพราะเป็นเรื่องราวของพระเยซูคริสต์
และจะเห็นว่า แม้ยูดาห์ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกให้เป็นพี่ชายที่เป็นบรรพบุรุษของพระเยซูได้ทำผิดพลาดไป พระเจ้าก็ทรงนำมาจนให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จจนได้
พ่อของสามีไม่ทำตามสัญญา
ปฐมกาล 38:1-11
ยูดาห์เริ่มมีปัญหา ไม่ทำตามยาโคบ เขาย้ายไปอยู่ไกลบ้าน และตั้งบ้านใกล้ๆ ฮีราห์ซึ่งเป็นชาวอดุลลัม ซึ่งเท่ากับเป็นชาวคานาอัน
ยูดาห์ รู้อยู่แล้วว่า ในครอบครัวของเขา จะต้องไม่แต่งงานกับคนคานาอัน ตั้งแต่ปู่ทวดอับราฮัม ปู่อิสอัค และแม้กระทั่งพ่อของเขา ที่แต่งงานในชนเผ่าของตนเองที่พระเจ้าทรงเลือกให้ แต่แล้วเขาก็ไปแต่งงานกับลูกส าวของคนคานาอัน ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ผิดต่อพระเจ้า ลูกหลานของเขาจะกลายเป็นลูกครึ่งที่พระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับ
ยูดาห์มีลูกชายสามคนกับภรรยาคนนี้ ลูกชายคนแรกคือ เอร์ คนที่สองโอนัน คนที่สามชื่อเชลาห์ ทั้งสามเป็นลูกครึ่งข้ามเผ่าพันธุ์
และแล้ว ยูดาห์ให้ลูกชายแต่งงาน โดยเขาเป็นผู้หาภรรยาให้ลูกชายเอร์ เราไม่ทราบว่า ลูกสะใภ้ผู้นี้ เป็นคนในครอบครัวของยูดาห์ หรือเป็นคนคานาอัน แต่จากวิธีคิดและแผนของเธอในการอ้างสิทธิเพื่อยูดาห์จะได้มีลูกชายสืบตระกูล เธอน่าจะเป็นคนคานาอัน
แต่พระเจ้าทรงเห็นว่า เอร์ชั่วร้ายมาก พระองค์ทรงสังหารเขา นี่เป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์ที่บอกว่า พระเจ้าทรงสังหารใครบางคนเพราะเขาเป็นคนชั่วช้า
ดังนั้น ยูดาห์จึงสั่งในโอนันไปนอนกับภรรยาของพี่ชาย เพื่อว่าลูกที่เกิดมาจะสืบทอดตระกูลของเอร์
ยูดาห์ทำตามกฎเกี่ยวกับการแต่งงาน และการสืบทอดวงศ์วานของผู้คนในเมโสโปโตเมีย ซึ่งโมเสสก็ได้บอกถึงกฎนี้ด้วย ในเฉลยธรรมบัญญัติ 25:5-10 นั่นคือหากพี่ชายตาย น้องชายต้องช่วยสืบตระกูลของผู้ตายโดยการทำหน้าที่เป็นสามีของภรรยาม่าย และลูกที่เกิดมาจะถือว่า เป็นคนในตระกูลของพี่ชาย กฎนี้ทำกันทั่วดินแดนแถบนั้น ไม่เฉพาะคนอิสราเอล
โอนันไม่พอใจ ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมมีลูกกับทามาร์ แต่แล้วเขาก็ถูกพระเจ้าสังหารเช่นกัน
ยูดาห์เห็นดังนั้น ลูกชายตายไปสองคนด้วยฝีพระหัตถ์พระเจ้าเอง อีกใจก็คิดว่าลูกสะใภ้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกชายสองคนตายไป เขาก็กลัวว่า ลูกชายคนที่สามจะตายด้วย จึงเบี่ยงบ่ายไม่ให้เชลาห์ทำหน้าที่สืบสกุลให้พี่ชายเอร์ ยูดาห์กำลังหลีกเลี่ยงไม่ทำตามเพื่อเขาจะมีลูกหลานสืบตระกูล
ทามาร์จึงถูกส่งกลับไปบ้านของตนในฐานะหญิงม่าย โดยยูดาห์สัญญาว่าเมื่อเชลาห์เป็นหนุ่มแล้ว จะยกให้เขาเป็นสามีของเธอเพื่อสืบทอดตระกูลของเอร์ ทามาร์เดาทางได้ว่า พ่อของสามีจะไม่ทำตามสัญญา เธอจึงแค่รอเวลา ช่วงนั้น เธอคงคิดหาหนทางไปพลาง ๆ เธอเป็นคนเดียวที่ใส่ใจในการที่จะปกป้องตระกูลของยูดาห์ แม้จะเป็นคนคานาอัน แต่น่าจะรู้ดีเรื่องของพระเจ้าของยูดาห์ เธอเป็นคนที่คิดทำในสิ่งที่จะช่วยให้ตัวยูดาห์เองได้มีลูกหลานสืบตระกูลต่อไป โดยที่ยูดาห์กลับไม่ได้คิดอะไรเลย
ที่จริงแล้ว หากมองอีกมุม กฎดังกล่าวเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสั่งผ่านโมเสสในเวลาต่อมา เพราะการทำเช่นนี้เป็นการช่วยปกป้องแม่ม่ายที่สามีตาย พวกเธอจะถูกทอดทิ้งกลายเป็นคนไร้ค่า และถูกผู้ชายอื่นในพื้นที่ดูหมิ่น และทำร้ายได้สารพัดแบบ พระเจ้าทรงเป็นห่วงผู้หญิงที่สังคมตะวันออกกลางมองข้าม
พระคัมภีร์บันทึกว่า เวลาผ่านไปนานมาก มากจนภรรยายูดาห์สิ้นชีวิต แล้วเมื่อเขาหายเศร้า เขาก็ไปเที่ยวหาคนตัดขนแกะที่ทิมนาห์ กับเพื่อนที่ชื่อฮีราห์
ทามาร์ปลอมตัว
ปฐมกาล 38:13-16
ตอนนี้เองที่ทามาร์จะได้ทำตามที่เธอวางแผนไว้ การไปยังทิมนาห์เพื่อพิธีตัดขนแกะนั้น เป็นพิธีของคนคานาอันที่มีการไหว้รูปเคารพ มีการล่วงประเวณีในพิธีทางศาสนา มีพิธีกรรมที่ชั่วช้าหลายอย่างเกิดขึ้นในงานประเภทนี้
ทามาร์ปลอมตัวเป็นหญิงโสเภณีเหมือนกับหญิงขายตัวชาวคานาอัน เพื่อรอยูดาห์โดยเฉพาะ เธอไม่ได้ต้องการเป็นหญิงโสเภณีจริง ๆ เธอแค่ต้องการเชื้อสายของยูดาห์เพื่อสืบทอดตระกูล และมียูดาห์กับเชลาห์เท่านั้นที่จะให้ได้ ซึ่งเรื่องของเชลาห์ น่าจะตัดไป ยูดาห์ไม่ได้อนุญาตให้เธอแต่งงานกับเชลาห์ เขาอาจจะมีครอบครัวไปแล้ว ทามาร์จึงไม่คิดจะเซ้าซี้
ทามาร์คลุมหน้า ไม่มีใครจะรู้ได้ว่า เธอคือใคร… เธอรอ และเจอยูดาห์อย่างที่ตั้งใจไว้
ยูดาห์ตอนนี้เป็นพ่อม่าย อยู่ห่างจากพระเจ้ามานาน เขาจึงทำสิ่งที่ชายคานาอันทั่วไปทำกัน เข้าหาโสเภณีก็ง่ายดี ไม่ต้องเลี้ยงดู ไม่ต้องมีลูกเพิ่ม แต่ก่อนที่จะมีอะไรกัน ก็มีการตกลงก่อน
ของมัดจำค่าตัว
ปฐมกาล 38:17-19
ยูดาห์ตั้งใจให้ลูกแพะตัวหนึ่งเป็นค่าตัวของเธอในคืนนี้ แต่เขาไม่ได้จูงแพะมาสักตัว เธอเรียกร้องที่จะมีสิ่งที่มัดจำ สิ่งที่เธอขอนั้น เด็ดขาดมาก เธอเตรียมตัวมาอย่างดี ผู้ชายที่กำลังต้องการปลดปล่อยยอมโดยไม่คิด
เขาจะต้องให้ทั้งตราประจำตัวและเชือกคล้องตรา รวมทั้งไม้เท้าประจำตัวด้วย ทั้งหมดนี้คือบัตรประจำตัวสมัยใหม่นี่เอง
เขายอม และเธอก็ยอมตัวให้เขา และคืนนั้น เธอก็ได้เชื้อสายของเขามาอยู่ในตัว
สิ่งที่ยูดาห์ไม่ยอมให้กับแม่
จากนั้นเธอก็กลับไปสวมเสื้อหญิงม่าย โดยไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย
ส่งค่าตัวไม่สำเร็จ
ปฐมกาล 38:20-23
และแทนที่ยูดาห์จะนำแพะกลับไปให้หญิงโสเภณีคนที่เขาพบในคืนก่อน เขากลับส่งเพื่อนไปพร้อมกับแพะ เดินตามหาหญิงโสเภณีที่ไม่เคยมีตัวตนในวิหารข้างถนนทางเข้าหมู่บ้านเอนาอิม ไม่มีใครเคยเห็นหญิงโสเภณีที่ฮีราห์ตามตัวเลย
ฮีราห์เองเป็นคนคานาอันอยู่แล้ว เรื่องนี้เขาไม่ได้ต้องอับอายอะไร เห็นได้เลยว่า ยูดาห์เองรู้สึกอายถ้าจะต้องเอาแพะไปคืนให้หญิงคนนั้น
ในเมื่อเหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้ ยูดาห์จำต้องปล่อยให้หญิงคนนั้น ยึดของประจำตัวของเขาไป และก็ไม่ได้คิดต่อว่า จริง ๆ แล้วต้องตามของเหล่านั้นคืนมา
หลักฐานมัดตัว จุดเปลี่ยนของยูดาห์
ปฐมกาล 38:24-26
แล้วสามเดือนต่อมา มีคนมาบอกยูดาห์เรื่องที่ทามาร์ทำตัวเสื่อมเสีย เป็นเรื่องน่าอับอายเป็นที่สุด นั่นคือ เธอตั้งท้องทั้ง ๆ ที่ยังเป็นลูกสะใภ้ของเขา ทั้งที่ยังไม่ได้ออกจากครอบครัวของเขา ยูดาห์โกรธจัด อีกใจก็คือได้โอกาสกำจัดลูกสะใภ้ที่เขาสัญญาว่าจะให้ลูกชาย แต่ไม่ได้ให้ ครั้งนี้เชลาห์จะพ้นจากการที่จะต้องเป็นสามีของทามาร์ ปัญหาของเขาจะหมดไป
เขาให้คนไปเอาทามาร์เพื่อเผาเธอทั้งเป็น ไม่มีคำถามว่า ใครเป็นพ่อ ใครจะรับผิดชอบ เขาตั้งศาลเตี้ยครอบครัวขึ้นมาเลย แต่นี่เป็นเวลาที่ทามาร์รออยู่แล้ว
เธอได้เปิดโปงความชั่วร้ายของยูดาห์ให้เขาเองได้เห็น เธอส่งหลักฐานไปให้ยูดาห์ดูว่า คนที่เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นแหละคือพ่อของเด็ก
ยูดาห์ถึงกับสะอึก … เขาเห็นหลักฐานว่า ใครคือพ่อของเด็ก เขาต้องยอมรับว่า ทามาร์ทำในสิ่งที่ถูกต้องกว่าเขา เพราะเขาพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ทามาร์มีลูกกับเชลาห์ ซึ่งความหมายลึกไปกว่านั้นก็คือ เขาไม่ต้องการผู้สืบตระกูลให้กับครอบครัวใหญ่คือ ครอบครัวของอิสราเอล
ตรงนี้ ยูดาห์เห็นแล้วว่า ตัวเขาเป็นคนอย่างไร เขาจำเป็นต้องเงียบ เขากล่าวว่าทามาร์เป็นคนที่เที่ยงธรรมกว่าตัวเขาเอง ยังดีที่ยูดาห์ได้ยอมรับความผิดของตนเอง
ลูกชายที่เป็นบรรพบุรุษของพระเมสสิยาห์
ปฐมกาล 38:27-30
หกเดือนต่อมา ทามาร์ได้ลูกแฝด คนแรกเกือบจะออกมา แต่คนที่สองกลับออกมาก่อน คนที่สองนั้นคือ เปเรศ ตอนนี้ กลายเป็นว่า ยูดาห์ได้ลูกชายที่ต่อมาเป็นผู้สืบตระกูลส่งต่อไปถึงกษัตริย์ดาวิด ซึ่งทรงเป็นบรรพบุรุษของพระเยซูคริสต์ เราอ่านในรูธบทที่ 4:18-22 ว่า
ลำดับวงศ์วานของเปเรศมีดังนี้
เปเรศเป็นพ่อของเฮสโรน เฮสโรนเป็นพ่อของราม รามเป็นพ่อของอัมมีนาดับ
อัมมีนาดับเป็นพ่อของนาห์โชน นาห์โชนเป็นพ่อของสัลโมน
สัลโมนเป็นพ่อของโบอาส โบอาสเป็นพ่อของโอเบด โอเบดเป็นพ่อของเจสซี
และเจสซีเป็นพ่อของดาวิด
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 38
1* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:8
2* ปฐมกาล 34:2; 1 พงศาวดาร 2:3
3* ปฐมกาล 46:12
4* กันดารวิถี 26:19
5* กันดารวิถี 26:20
6* ปฐมกาล 21;21; รูธ 4:12
7* ปฐมกาล 46:12; 1 พงศาวดาร 2:3
8* เฉลยธรรมบัญญัติ 15:5-6
Genesis 38:1-30 “Judah and Tamar” – Dr. Austin Duncan : https://www.youtube.com/watch?v=F78mXd_ffq0
9* เฉลยธรรมบัญญัติ 25:6
10* ปฐมกาล 46:12
11* รูธ 1:12-13; เลวีนิติ 22:1312* 2 ซามูเอล 13:39
13* โยชูวา 15:10, 57
14* สุภาษิต 7:12; ปฐมกาล 38:11, 26
17* เอเสเคียล 16:33; ปฐมกาล 38:20
18* ปฐมกาล 38:25; 41:42
19* ปฐมกาล 38:14
24* ผู้วินิจฉัย 20:14; 21:9; เลวีนิติ 20:14; 21:9
25* ปฐมกาล 37:32; 38:18
26* ปฐมกาล 37:33; 1 ซามูเอล 24:17 ; ปฐมกาล 38:14; โยบ 34:31-32
29* ปฐมกาล 46:12
30* 1 พงศาวดาร 2:4
ปฐมกาล 37 ฝันของโยเซฟ

ความฝันที่ทำให้เกลียด
1 ส่วนยาโคบตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินที่พ่อของเขาอาศัยอยู่คือแผ่นดินคานาอัน
2 นี่เป็นเรื่องราวเชื้อสายของยาโคบ เมื่อโยเซฟอายุสิบเจ็ดปี เขาไปเลี้ยงสัตว์กับพี่ชายคนละแม่ พี่ ๆ เป็นลูกชายของบิลฮาห์ และศิลปาห์ และเขามักกลับมารายงานความผิดของพี่ ๆ ให้พ่อฟัง
3 อิสราเอล (ยาโคบ) รักโยเซฟมากกว่าลูกชายคนอื่น ๆ เพราะโยเซฟเกิดมาตอนที่เขาอายุมากแล้ว ดังนั้น เขาจึงเย็บเสื้อคลุมยาวหลายสีให้โยเซฟ
4 เมื่อพี่ชายเห็นว่า พ่อรักโยเซฟมากกว่า พวกเขาจึงเกลียดชังโยเซฟและไม่ยอมพูดดีกับโยเซฟ
5 แล้วโยเซฟก็ฝัน และเมื่อเขาเล่าความฝันให้กับพวกพี่ ๆ พวกเขาก็ยิ่งเกลียดโยเซฟมากขึ้นไปอีก
6 เขากล่าวกับพี่ ๆ ว่า “มาฟังความฝันของฉันสิ
7 ฉันฝันว่า เรากำลังมัดฟ่อนข้าวในทุ่ง ทันใดนั้นฟ่อนข้าวของฉันก็ตั้งขึ้น ส่วนของพี่ ๆ ก็เข้ามาห้อมล้อมและโค้งคำนับฟ่อนข้าวของฉันด้วย
8“นี่เจ้าตั้งใจจะปกครองเหนือพวกเราอย่างนั้นหรือ?” พี่ ๆ ถาม “เจ้าจะปกครองพวกเราจริง ๆ หรือ?”
ดังนั้น พวกเขาก็ยิ่งเกลียดโยเซฟมากขึ้นอีกเพราะความฝันและคำกล่าวของโยเซฟเอง
9 ต่อมา โยเซฟก็ฝันอีก และเล่าความฝันให้พี่ชายฟัง
“ดูสิ.. ฉันฝันอีก คราวนี้ฉันฝันเห็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ และดาวอีกสิบเอ็ดดวงโค้งคำนับฉัน”
10 เขาเล่าความฝันให้พ่อและพี่ ๆ ฟัง แต่พ่อก็ตำหนิเขาว่า “ความฝันของเจ้านี่ หมายความว่าอย่างไรกัน? นี่หมายความว่า แม่และพี่ ๆ ของเจ้าจะมาโค้งคำนับเจ้าถึงดินอย่างนั้นหรือ?“
11 พวกพี่ชายอิจฉาโยเซฟ แต่พ่อเก็บเรื่องนี้ที่เขาพูดไว้ในใจ
ต้องตามหาพี่ให้เจอ
12 ในเวลาต่อมา พี่ชายของโยเซฟพาฝูงสัตว์ของพ่อไปกินหญ้าใกล้เมืองเชเคม
13 อิสราเอลพูดกับโยเซฟว่า “พี่ชายของเจ้ากำลังพาแพะแกะไปเลี้ยงที่เชเคมไม่ใช่หรือ? เตรียมตัวเดี๋ยวนี้ พ่อจะส่งเจ้าไปหาพวกเขา”
“ลูกพร้อมแล้วขอรับ” เขาตอบ
14 แล้วอิสราเอลบอกเขาว่า “จงไปเดี๋ยวนี้ ดูว่า พวกพี่ ๆ กับฝูงสัตว์เป็นอย่างไร และกลับมาบอกพ่อ”เขาจึงส่งลูกชายจากหุบเขาเฮโบรนไป แล้วโยเซฟก็ไปถึงเชเคม
15 ชายคนหนึ่งเห็นเขาเดินวนไปมาในทุ่งจึงถามว่า“เจ้ากำลังหาอะไรอยู่?”
16 “ฉันกำลังตามหาพวกพี่ชาย” โยเซฟตอบ “ท่านบอกได้ไหมว่า พวกเขากำลังเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ไหน?”
17 “พวกเขาย้ายไปจากที่นี่แล้ว”
ชายคนนั้นตอบ “ข้าได้ยินพวกเขาพูดกันว่าไปโดธานกันเถอะ” ดังนั้นโยเซฟจึงออกไปตามพี่ชาย และพบพวกเขาที่เมืองโดธาน
18 พี่ชายเห็นโยเซฟแต่ไกล และก่อนที่เขาจะเข้ามาถึง พวกเขาก็วางแผนจะฆ่าน้องชาย
พี่ ๆ กำจัดน้อง
19 “นั่น ๆ นักฝันมาแล้ว!” พี่ชายพูดกัน
20 “มาเถอะ ฆ่ามันแล้วก็โยนศพทิ้งลงไปในบ่อสักบ่อเราไปบอกว่า มีสัตว์ร้ายขย้ำกินไปแล้ว ทีนี้เราก็จะได้เห็นกันว่า ฝันนั้นจะเป็นอย่างไร!”
21 เมื่อรูเบนได้ยินอย่างนั้น เขาก็พยายามช่วยโยเซฟให้พ้นมือพวกพี่ชาย “อย่าไปฆ่าเขาเลย” เขาบอก
22 “อย่าให้ต้องเสียเลือด แค่โยนเขาลงไปในบ่อในที่ร้างก็พอ อย่าแตะต้องเขา” ที่รูเบนพูดอย่างนั้นก็เพื่อจะช่วยให้โยเซฟรอดตาย และพากลับไปหาพ่อได้
23 ดังนั้น เมื่อโยเซฟมาถึงพี่ชาย พวกเขาก็กระชากเสื้อคลุมหลายสีที่เขาสวมอยู่ออกมา
24 จากนั้นก็จับตัวเขาโยนลงไปในบ่อ บ่อนั้นเป็นบ่อแห้ง ไม่มีน้ำ!
พี่ชายขายโยเซฟ
ปฐมกาล 37:25-30
25 ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินอาหาร เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นคาราวานของชาวอิชมาเอลที่มาจากกิเลอาดเป็นทัพอูฐที่ขนเครื่องเทศ ยางไม้ และมดยอบไปยังอียิปต์
26แล้วยูดาห์กล่าวกับพี่น้องของเขาว่า
“พวกเราจะได้อะไรขึ้นมา หากเราฆ่าน้องชายและกลบเกลื่อนเลือดของเขา?
27 พวกเรามาขายเขาให้กับคนอิชมาเอล และไม่ต้องฆ่าเขาด้วยมือของเราเอง เพราะเขาเป็นน้องชายของเราเป็นเลือดเนื้อของเรา” พี่น้องต่างก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
28 ดังนั้น เมื่อพ่อค้าชาวมีเดียนผ่านมาพวกพี่ชายจึงดึงตัวโยเซฟขึ้นจากบ่อและขายเขาเป็นเงินหนัก 20 เชเขล
คนอิชมาเอลเหล่านี้ก็นำโยเซฟไปยังอียิปต์
29 เมื่อรูเบนกลับมาที่บ่อ และเห็นว่าโยเซฟไม่ได้อยู่ในบ่อนั้น เขาก็ฉีกเสื้อผ้าของตนเอง
30 เขากลับไปหาพวกน้องชาย และกล่าวว่า“เด็กคนนี้ไม่อยู่แล้ว ข้าจะทำอย่างไรดี?”
พ่อถูกหลอก
31 จากนั้น พวกเขาจึงฆ่าลูกแพะตัวหนึ่ง และเอาเสื้อคลุมของโยเซฟมาจุ่มเลือด
32พวกเขาส่งเสื้อคลุมหลายสีไปให้พ่อของพวกเขาและกล่าวว่า
“เราเจอเสื้อคลุมตัวนี้ พ่อลองดูสิว่า เป็นของลูกชายพ่อหรือเปล่า?”
33 พ่อของเขาเห็นเสื้อก็จำได้
และกล่าวว่า “นี่เป็นเสื้อลูกชายของฉัน มีสัตว์ร้ายกินเขาเสียแล้ว โยเซฟคงถูกฉีกเป็นชิ้นแน่!”
34 แล้วยาโคบก็ฉีกเสื้อของตน คาดเอวด้วยผ้ากระสอบ และร้องอาลัยลูกชายหลายวัน
35 ลูกชายทั้งหมดและลูกสาวพยายามที่จะปลอบใจ แต่เขาก็ไม่ฟังคำปลอบใจ “ไม่.. เราจะร้องครวญอาลัยลูกของเราจนถึงวันที่เราจะไปหาลูกของเราในแดน
คนตาย” พ่อจึงร้องไห้อาลัยเขาต่อไป

36 ขณะเดียวกัน ที่อียิปต์ คนมีเดียนก็ขายโยเซฟให้แก่ ข้าราชการของฟาโรห์ ชื่อโปทิฟาร์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์
อธิบายเพิ่มเติม
ความฝันที่ทำให้เกลียด
ปฐมกาล 37:1-5
ตอนนี้ ยาโคบมาอยู่ที่คานาอันแล้ว ในขณะที่เอซาวไปอยู่แถบเทือกเขาเสอีร์ และกำลังสร้างอาณาจักรของเขา ดูเหมือนว่าเอซาวก็มีความสุขดีกับครอบครัวและอาณาจักรของเขา ส่วนยาโคบยังไม่มีเมืองเป็นของตนเอง มีแต่ที่ดินซึ่งซื้อจากคนที่นั่น ปฐมกาลบทนี้ กำลังหันความสนใจมาที่โยเซฟ ซึ่งเป็นคนสำคัญในเรื่องที่เกิดขึ้นต่อไป
โยเซฟก็กำลังเป็นวัยรุ่น เมื่อไปเลี้ยงสัตว์กับพี่ ก็มักมีเรื่องราวฟ้องพ่อเป็นประจำ
แน่นอนที่พวกพี่ ๆ ไม่อยากให้โยเซฟไปเลี้ยงสัตว์ด้วย โยเซฟก็ช่างฟ้องเขาคงเป็นคนที่เห็นอะไรไม่ชอบมาพากล ก็ต้องหาทางจัดการโดยให้พ่อเป็นคนทำ ยิ่งกว่านั้น ยาโคบผู้เป็นพ่อกับโยเซฟมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกว่าพี่ชาย เพราะเกิดจากแม่ที่พ่อรักสุดใจ เขามาเกิดตอนที่พ่อแก่มากแล้ว และความลำเอียงก็แสดงออกมาชัดเจนมากจากที่ทำเสื้อหลายสีให้ลูกโยเซฟใส่ เป็นเสื้อที่ไม่เหมือนเสื้อคนเลี้ยงสัตว์ ใครที่ใส่เสื้อแบบที่ยาโคบทำให้โยเซฟก็ดูเหมือนเป็นคนจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าพี่ ๆ เขาจะได้สิทธิหัวปีหรือเปล่านะ?
โยเซฟขี้ฟ้อง พ่อแสดงออกชัดเจนว่า พ่อรักมากกว่า และพ่อก็รักราเชลแม่ของโยเซฟให้พวกพี่ ๆ เห็นมาตั้งแต่เด็ก ทำให้พี่ ๆ ไม่อาจจะรักน้องคนนี้ได้ แล้วที่ทำให้พี่เกลียดชังเขามากขึ้นไปอีกเพราะเนื้อหาของฝันที่โยเซฟเพียรเล่าให้พี่ฟัง
ฟังความฝันกันเถอะ
ปฐมกาล 37:6-11
เนื้อความของฝันแรกทำให้พี่ชายยิ่งโกรธ ขณะที่ทุกคนกำลังทำงานแบบเดียวกัน กำลังมัดฟ่อนข้าว อยู่ ๆ ฟ่อนข้าวของโยเซฟตั้งขึ้น และฟ่อนข้าวของพี่ ๆ ก็เข้ามาห้อมล้อม และโค้งคำนับฟ่อนโยเซฟ เป็นความฝันที่ไม่ต้องแปลความมาก เพราะบอกตรง ๆ ว่า พวกพี่ชายจะเข้ามาเป็นรองน้องชาย

ส่วนความฝันที่สองเป็นการย้ำฝันแรก ว่าดาวอีกสิบเอ็ดดวงพร้อมอาทิตย์และจันทร์แสดงความเคารพเขาด้วย .. ยาโคบเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง เขาไม่พูดอะไรในขณะที่พวกพี่ ๆ โวยวายและโกรธมาก และยังอิจฉาโยเซฟมากด้วย
พระเจ้าเคยตรัสกับยาโคบด้วยการตรัสตรง ๆ กับเขา แต่มาตอนนี้ พระเจ้ากำลังตรัสกับโยเซฟด้วยความฝัน พระองค์ทรงใช้วิธีหลายอย่างที่ติดต่อ สื่อสารกับมนุษย์ (ฮีบรู 1:1)
ฝันของโยเซฟนั้นมาจากพระเจ้าโดยตรง บอกให้เขารู้ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้น อีกไม่กี่สิบปี ทุกอย่างก็เกิดขึ้นตามนั้น ทั้งพ่อและพี่มองไม่เห็นอะไรเลย เพราะพวกเขาไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้าอย่างพระเจ้าได้ (ปฐมกาล 40:8; 41:16, 25,28) แต่โยเซฟเองมองเห็นว่าสำคัญ เขาจึงเล่าให้พี่ ๆ ฟังทั้งที่รู้ว่าจะถูกเกรี้ยวกราด
หลายคนอาจเห็นว่านี่เป็นแค่โยเซฟอยากจะอวด แต่หากเราติดตามโยเซฟไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นว่า เนื้อแท้แล้ว เขาเป็นคนอย่างไร
ต้องตามหาพี่ให้เจอ
ปฐมกาล 37:12-18
มีสิ่งที่เราอาจไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ยาโคบรู้ว่า พี่ชายของโยเซฟไปที่เชเคม
พื้นที่อันตรายที่พวกเขาไม่ควรไป เพราะเคยสังหารหมู่ผู้คนแถบนั้นมาก่อนแล้ว พื้นที่นี้อยู่ห่างจากเฮโบรนไปทางเหนือ ประมาณ 96 กิโลเมตร ไปไกลมาก เรารู้ว่ายาโคบมีที่ดินอยู่แถบนั้นด้วย (33:19)
เมื่อไปถึงเชเคมก็ตามหาพี่ชายแต่ไม่พบ ชายคนหนึ่งแถบนั้นบอกเขาว่า พวกพี่ ๆ ย้ายไปแถบเมืองโดธานแล้ว ซึ่งเท่ากับต้องเดินเท้าขึ้นไปทางเหนืออีก 27 กิโลเมตร เดินไปหาพี่ชายร้อยกว่ากิโลเมตร เพื่อไปดูว่าพี่เป็นอย่างไรบ้างตามคำสั่งของพ่อ พ่ออาจจะไม่สบายใจที่ลูกชายคนโตหลายคนหายไปนาน ไม่มีข่าวบอกกลับมา เลยสั่งลูกชายคนโปรดไปดูแล ซึ่งถ้าเป็นพ่อคนอื่นอาจไม่ทำอย่างนั้น
ที่น่าสังเกตคือ พี่ชายเห็นน้องมาแต่ไกล … เวลานั้นเอง พวกเขาก็วางแผนฆ่าน้อง
ไม่อย่างนั้นเจ้าน้องคนนี้จะทำเรื่องให้มีปัญหากับพ่อ และวันหนึ่งอาจจะเป็นใหญ่กว่าพวกเขา ทำให้พวกเขาต้องนบนอบให้อย่างที่ฝันไว้จริง
จัดการกำจัดน้องเสียวันนี้ ทุกอย่างน่าจะจบ
พี่ ๆ กำจัดน้อง
ปฐมกาล 37:19-24
พี่สิบคน เห็นน้องชายต่างแม่เดินมาหา ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ทุกคนกลับหมั่นใส้ พร้อมที่จะปลิดชีวิต .. พวกเขากล่าวถึงฝันของโยเซฟว่าไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าพวกเขากำจัดน้องไปแล้ว
แต่พี่ชายคนโตคือรูเบนทัดทานเอาไว้ ขอให้แค่ทิ้งลงบ่อเป็นพอ เขาไม่ต้องการให้พ่อมีปัญหา เขาพอจะรู้ว่า พ่อจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรในครอบครัว ใจก็คิดว่าจะแอบกลับมาช่วยน้อง
อย่างแรกที่พวกพี่ทำกับน้องคือ กระชากเสื้อคลุมหลายสีที่ย้ำความรักของพ่อออก แล้วจับตัวน้องชายโยนลงบ่อแห้ง …
พี่ชายขายโยเซฟ
ปฐมกาล 37:25-30
เวลานั้น รูเบนไปไหน ไม่มีใครรู้ พี่น้องกำลังนั่งกินอาหารกันอยู่ก็เห็นพ่อค้าอิชมาเอลผ่านมา เป็นเวลาเดียวกับที่โยเซฟเอง น่าจะตะโกนขอร้องพวกเขาให้ไว้ชีวิต ขอร้องให้พี่พาเขากลับบ้านจนเสียงแหบแห้ง พวกเขาเป็นทั้งคนอิชมาเอลและคนมีเดียนผสมกัน เป็นเผ่าที่เร่ร่อน และคนชุดนี้เป็นพ่อค้าขายของทุกชนิด
แม้กระทั่งขายคน
ทันใดนั้นเอง ยูดาห์ให้ความเห็นว่า การฆ่าโยเซฟไร้ประโยชน์ มีแต่เสีย ถ้าขายไปได้ทั้งเงินและเลือดของน้องก็ไม่ติดมือพวกเขา ทุกคนก็เห็นด้วย ….
พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ในเวลานี้ ..ทรงไว้ชีวิตโยเซฟ และพระองค์กำลังนำเขาไปในที่ ๆ ทรงเตรียมไว้ให้เขา ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างดูเหมือนจบแล้วสำหรับชีวิตของโยเซฟ แต่พระเจ้าทรงทำการของพระองค์อยู่ นี่เป็นช่วงเวลาในชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่เป็นพยานกับเราว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วยตลอดเวลา พระเจ้าทรงมีแผนต่อไปสำหรับชีวิตเราเสมอ
แล้วโยเซฟก็ถูกขายไปแล้ว พอให้พี่ ๆ แบ่งเงินได้เท่า ๆ กัน แต่รูเบนที่หายไปก่อนหน้ากลับมาเห็นว่าไม่มีโยเซฟในบ่อก็ร้องโวยวาย ฉีกเสื้อผ้า แล้วบอกว่าเด็กไม่อยู่แล้ว จะทำอย่างไรกันดี …พวกเขาจึงทำตามแผนเดิม (20)
เราจะเห็นรูเบน พี่ชายคนโตเป็นคนที่เข้าร่วมในการปล้นเชเคม แม้จะไม่ได้เป็นคนฆ่าสังหาร (34:27-29) เป็นคนที่ไปนอนกับภรรยาของพ่ออีกคน (35:21-22) เป็นคนที่พยายามช่วยน้องแต่แล้วก็ไม่สำเร็จ รูเบนเป็นคนดีครึ่ง ๆ กลาง ๆ เขาเป็นพี่คนโต แต่เขาไม่ได้สิทธิของลูกชายคนโต
พ่อถูกหลอก
ปฐมกาล 37:31-36
ยาโคบลืมไปว่า ตนเองเคยหลอกคนอื่นมาทั้งชีวิต ตอนนี้ พวกลูกชายก็มาหลอกเขา คำพูดของพวกลูกชายนั้นแค่แนะด้วยคำถามนำว่า เราเจอเสื้อคลุมตัวนี้ เสื้อตัวนี้เป็นของโยเซฟหรือเปล่า พวกเขาไม่ได้บอกอะไรแต่ให้พ่อสรุปเอาเอง
ยาโคบเคยหลอกพ่อด้วยหนังแพะ ตอนนี้ลูกหลอกเขาด้วยเลือดของลูกแพะ
และยาโคบก็สรุปเองจริง ๆ ว่า โยเซฟถูกสัตว์ร้ายฉีกเนื้อไปเสียแล้ว
เขาฉีกเสื้อตัวเองเพราะทุกข์โศก เสียใจยิ่งนัก ร้องไห้ถึงโยเซฟไม่หยุดหลายวัน
พี่ชายทุกคนก็ใจแข็งไม่บอกความจริง
การปลอบใจของลูกคนไหนก็ไม่ช่วย พวกเขายิ่งถูกย้ำว่า พ่อรักโยเซฟมากกว่าใคร ๆ นี่ยิ่งทำให้พวกเขาช้ำใจนัก พวกเขาอิจฉาโยเซฟมาตลอด ตอนนี้ยิ่งเป็นมากขึ้น แต่ก็สะใจไปพร้อม ๆ กัน
ส่วนโยเซฟเองถูกขายไปบ้านของโปติฟาร์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์ เขาไม่ได้ถูกขายในตลาดค้าทาส แต่พระเจ้าทรงส่งเขาตรงไปใกล้ฟาโรห์อย่างไม่คาดฝัน … แต่ระยะความใกล้นี้ ก็ใช้เวลานานมากทีเดียวกว่าที่เขาจะได้ไปถึงเป้าหมายที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 37
1* ปฐมกาล 17:8; 23:4; 28:4; 36:7
2* 1 ซามูเอล 2:22-24
3* ปฐมกาล 44:20; 37:23, 32
4* ปฐมกาล 27:41; 49:23
7* ปฐมกาล 42:6, 9; 43:26; 44:14
9* ปฐมกาล 46:29; 47:25
10* ปฐมกาล 27:29
11* กิจการ 7:9; ดาเนียล 7:28
12* ปฐมกาล 33:18-20
14* ปฐมกาล 13:18; 23:2, 19; 35:27
16* บทเพลงโซโลมอน 1:7
17* 2 พงศ์กษัตริย์ 6:13
18* มาระโก 14:1
20* สุภาษิต 1:11
21* ปฐมกาล 42:22
23* มัทธิว 27:28
25* สุภาษิต 30:20; ปฐมกาล 16:11-12; 37:28, 36; 39:1; เยเรมีย์ 8:22
26* ปฐมกาล 37:20
27* 1 ซามูเอล 18:17;
28* ผู้วินิจฉัย 6:1-3; 8:22, 24; มัทธิว 27:9
29* โยบ 1:20
30* ปฐมกาล 42:13, 36
31* ปฐมกาล 37:3, 23
33* ปฐมกาล 37:20
34* 2 ซามูเอล 3:31; ปฐมกาล 50:10
35* 2 ซามูเอล 12:17; ปฐมกาล 25:8; 35:29; 42:38; 44:29,31
36* ปฐมกาล 39:1








































