มัทธิว 20 คนสุดท้ายกับคนต้น

คำอุปมาเรื่องคนงานรับจ้าง

1“แผ่นดินสวรรค์นั้นเปรียบเหมือนเจ้าของที่ดินคนหนึ่งที่ออกไปแต่เช้าเพื่อจ้างคนงานเข้ามาทำงานในสวนองุ่นของเขา
2 เขาตกลงกับคนงานว่า จะจ่ายค่าจ้างให้ วันละหนึ่งเดนาริอัน  แล้วเขาก็ส่งคนงานเหล่านั้นเข้าไปทำงานในสวนองุ่น
 3ประมาณสามโมงเช้า เขาออกไป ก็เห็นชายหลายคนยืนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร   
4 เขาจึงกล่าวกับพวกเขาว่า ‘หากเจ้าไปทำงานในสวนองุ่นของเรา เราจะให้ค่าจ้างอย่างเหมาะสม  
5  ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าไปทำงานในสวนองุ่น  เจ้าของสวนออกไปอีกประมาณเที่ยงวัน และบ่ายสามโมง เขาทำเหมือนอย่างที่ทำมาก่อนหน้านี้
6 ประมาณห้าโมงเย็น เขาก็ออกไปที่ตลาดอีก เห็นบางคนยืนอยู่ตรงนั้น เขาถามพวกนั้นว่า ‘เหตุใดพวกเจ้ายืนอยู่ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร?’  
7 พวกเขาตอบว่า ‘ก็เป็นเพราะไม่มีใครจ้างเราขอรับ’
เจ้าของสวนจึงกล่าวกับพวกเขาว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ก็ให้เจ้าไปทำงานในสวนองุ่นของเราแล้วกัน’ 

8  ตกเย็น  เจ้าของสวนก็สั่งหัวหน้าคนงานว่า ‘ไปตามคนงานมารับค่าแรง  ให้คนสุดท้ายมาก่อน เรียงไปจนถึงคนที่เราจ้างมาคนแรก’
9 เมื่อคนที่รับจ้างช่วงห้าโมงเย็นมาก่อน
เขาทุกคนได้รับหนึ่งเหรียญเดนาริอัน 
10 เมื่อคนที่มาทำงานก่อนมารับค่าจ้าง เขาคิดว่า เขาจะได้รับเงินมากกว่า แต่แล้ว ก็ได้รับคนละหนึ่งเหรียญเดนาริอันเช่นกัน
11 เมื่อพวกเขาได้รับเงินไป เขาจึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวน  
12 พวกเขากล่าวว่า ‘คนมาทีหลังนี้ทำงานแค่ชั่วโมงเดียว แต่กลับได้ค่าจ้างเท่า ๆ กับเราที่ตรากตรำในแดดร้อน ๆ ทั้งวัน’
13 แต่เจ้าของสวนตอบคนหนึ่งในพวกเขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราไม่ได้โกงเจ้าเลย  เราตกลงกันไว้ที่หนึ่งเหรียญเดนาริอันไม่ใช่หรือ?
14 ขอให้รับค่าจ้างของเจ้าและกลับไปเถิด  เราพอใจที่จะให้ค่าจ้างกับคนที่มาทีหลังเท่ากับเจ้า

15 เราไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้เงินตามใจของเราหรือ? หรือว่า เจ้าอิจฉาเพราะเราใจดี?
16 “ดังนั้น คนสุดท้ายจะเป็นคนต้น และคนต้น จะเป็นคนสุดท้าย” 

พระเยซูตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ 
17 ขณะที่พระเยซูเสด็จขึ้นไปยังนครเยรูซาเล็ม  พระองค์ทรงพาศิษย์สิบสองคนแยกออกมาต่างหาก และตรัสกับพวกเขาตามลำพังว่า  
18 “ดูเถิด  พวกเรากำลังขึ้นไปยังนครเยรูซาเล็ม บุตรมนุษย์จะถูกทรยศ ถูกส่งตัวให้กับปุโรหิตและธรรมาจารย์  พวกเขาจะกล่าวคำตัดสินโทษประหารท่าน
 

 

19 พวกเขาจะมอบบุตรมนุษย์ให้คนต่างชาติเยาะเย้ย  ลงแส้  และตรึงพระองค์จนสิ้นชีพบนไม้กางเขน  แต่ในวันที่สาม พระองค์จะทรงฟื้นคืนชีพขึ้นมา!”   

ความหวังดีของแม่
20 แล้วมารดาของลูกชายเศบีดี ก็มาเฝ้าพระเยซูพร้อมกับลูกชาย เธอมาคุกเข่าเพื่อขอความโปรดปรานจากพระองค์
21 พระเยซูตรัสถามว่า “เจ้าต้องการอะไรหรือ?”
เธอตอบว่า “ขอพระองค์ทรงสัญญาว่า ลูกชายคนหนึ่งของดิฉันจะได้นั่งข้างขวาในอาณาจักรของพระองค์ และอีกคนได้นั่งข้างซ้ายพระเจ้าข้า”
22 แต่พระเยซูตรัสว่า “เจ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้ากำลังขอ  เจ้าจะดื่มถ้วยที่เรากำลังจะดื่มได้หรือ?”
พวกเขาทูลตอบว่า “ได้ พระเจ้าข้า”
23 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เจ้าจะได้ดื่มจากถ้วยของเราแน่นอน  แต่เราไม่อาจจะจัดให้ใครได้นั่งทางขวามือหรือซ้ายมือของเรา  ที่นั้น เป็นที่ของคนที่พระบิดาของเราทรงเตรียมไว้ให้”

24 เมื่อศิษย์คนอื่นอีกสิบคนได้ยินเรื่องนี้  ต่างก็ไม่พอใจพี่น้องทั้งสองคนนั้น
25 พระเยซูทรงเรียกพวกศิษย์มาพร้อมหน้ากัน และตรัสว่า  “เจ้าทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ปกครองของคนต่างชาตินั้น  แสดงความเป็นใหญ่เหนือประชาชน  และผู้นำชั้นผู้ใหญ่ก็มักจะใช้อำนาจบาทใหญ่เหนือพวกเขา 
26 แต่สำหรับพวกเจ้าจะต้องไม่เป็นเช่นนั้น ที่สมควรคือ ใครก็ตามที่อยากเป็นใหญ่ในหมู่พวกเจ้าจะต้องรับใช้พวกเจ้าเหมือนคนรับใช้ 
27 คนใดที่ต้องการเป็นคนแรกในพวกเจ้า  จะต้องรับใช้พวกเจ้าราวกับเป็นทาสของพวกเจ้า
28 เช่นเดียวกัน บุตรมนุษย์ ไม่ได้มาเพื่อจะรับการปรนนิบัติ  พระองค์ทรงมาเพื่อรับใช้คนทั้งหลาย และประทานชีวิตเป็นค่าไถ่สำหรับคนเป็นจำนวนมาก

อยากให้ทำอะไรให้หรือ?
29 เมื่อพระเยซูและศิษย์กำลังจะออกจากเมืองเยรีโค
มีฝูงชนกลุ่มใหญ่ตามพระองค์ไปด้วย 
30 มีชายตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทาง ได้ยินว่า พระเยซูกำลังผ่านไป จึงร้องตะโกนขึ้นมาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า
บุตรดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาเราเถิด”

31 ผู้คนก็ติพวกเขาและบอกให้เงียบ แต่ทั้งสองยิ่งร้องดังขึ้นว่า
 

“องค์พระผู้เป็นเจ้า บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาพวกเราด้วยเถิด!” 
32 พระเยซูทรงหยุด และตรัสกับชายตาบอดทั้งสองว่า “เจ้าต้องการให้เราทำอะไรให้?”
 33 พวกเขาทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกเราอยากมองเห็นได้”
34 พระเยซูทรงสงสารชายตาบอดทั้งสอง  ทรงแตะต้องดวงตาของพวกเขา 
ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็มองเห็นได้ แล้วจึงตามพระองค์ไป

อธิบายเพิ่มเติม

คนงานรับจ้างในสวนองุ่น
มัทธิว 20:1-16
พระเยซูตรัสถึงแผ่นดินสวรรค์ เป็นคำตอบให้กับเปโตรจาก ข้อที่ 27   เปโตรทูลพระเยซูว่า “ดูเถิด เราทั้งหลายได้ละทิ้งทุกอย่างเพื่อตามพระองค์มา แล้วพวกเราจะได้รับอะไรบ้างขอรับ?”   พระองค์ตรัสบอกเขาว่า มีรางวัลแน่… แต่รางวัลนั้น ไม่ได้ตามมาตรฐานของมนุษย์ !

 ทรงสรุปว่า  พระองค์จะประทานพระพรแก่ใคร อย่างไร มากน้อยเท่าไรนั้น เป็นเรื่องของพระองค์ การอิจฉาเพื่อนที่ได้มากกว่า ไม่ได้ช่วยอะไร พระองค์ทรงเป็นเจ้าของพระพรและทุกอย่างในโลก  สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าทำตัวให้กลายเป็นคนสุดท้าย …ถ้าเจ้าของสวนจ้างก็ดีอยู่แล้ว มีงานทำสมกับเป็นคน แทนที่จะยืนแกร่วรองาน …..เจ้าของสวนออกไปแต่เช้าตรู่(ประมาณหกโมงเช้า)  สามโมงเช้า เที่ยงวัน บ่ายสาม และห้าโมงเย็น  ดูเหมือนงานหนึ่งวันเท่ากับสิบสองชั่วโมง
มัทธิวกำลังบอกอะไรจากคำอุปมานี้ คนสวนที่ทำงานชุดแรกนั้น ได้บอกว่า มีข้อตกลงการทำงานที่ชัดเจน ทำหนึ่งวัน ได้หนึ่งเดนาริอัน  ส่วนคนอื่นไม่ได้มีข้อตกลง แน่นอนว่า ก็ต้องขึ้นกับน้ำใจ และการทำงานของคนงาน  และพวกเขาก็เชื่อว่า เจ้าของที่ดินยินดีจ่ายให้อย่างยุติธรรม

ถึงเวลาเลิกงาน หัวหน้าคนงานไปตามคนงานมารับค่าแรง โดยให้คนสุดท้ายรับหนึ่งเหรียญ  พวกเขาก็มีความสุขกลับบ้านไป
แต่แล้ว คนที่มาทำแต่เช้า ก็ได้หนึ่งเหรียญเช่นกัน พวกเขาจึงต่อว่าเจ้าของสวนที่ทำเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาก็ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะแต่เช้าว่าจะได้หนึ่งเหรียญ 
เจ้าของสวนยืนยันว่า ไม่ได้โกง .. เขาพอใจจะให้ใครเท่าไรก็ได้
 เอ๊ะ แล้วทำไมพระเยซูตรัสว่า คนสุดท้ายกลายเป็นคนต้น  คนต้นกลายเป็นคนท้าย ตรัสเหมือนตอนที่พระองค์ตอบเปโตรเลย

วิธีการของพระเจ้าในการประทานพระคุณแก่มนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับพระองค์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำดีของคนใด   การที่พระเจ้าจะให้มากหรือน้อย ก็ตามพระดำริ ไม่เหมือนที่มนุษย์คิด เราจึงไม่ยอมคุ้นกับพระคุณของพระเจ้า 


บางท่านมองอุปมาเรื่องนี้ว่า …ถ้าเรามองในแง่อิสราเอลได้ก่อน …
 อิสราเอลได้รับมอบหมายให้รักษาพระดำรัสของพระเจ้าไว้ (โรม 3:1-2)   และยังได้ผลประโยชน์มากมายคือ ได้เป็นบุตรของพระเจ้า ได้รับพระเกียรติสิริ ได้พันธสัญญา บทบัญญัติ พิธีนมัสการ พระสัญญาต่าง ๆ พระเยซูได้เข้ามาในโลกผ่านพวกเขา (โรม 9:4-5)

 แต่แล้ว คนต่างชาติก็ได้รับพระคุณ หลังจากพวกเขา กลับรับพระเยซู  รักรับใช้พระองค์ก่อน อิสราเอลเองก็ยังมัวแต่หาเหตุผลที่จะรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ชักช้าอยู่นั่น แล้วยังต้องให้คนต่างชาติมาประกาศพระนามของพระองค์ให้เสียด้วย ต้นจึงกลายเป็นปลาย ปลายจึงเป็นต้น

เว็บ  Gotquestions มีความเห็นว่า ไม่ว่าผู้เชื่อจะทำงานหนักหรือใช้เวลานานเพียงใด  รางวัลแห่งชีวิตนิรันดร์ก็จะเป็นสิ่งเดียวกันที่มอบให้แก่ทุกคน   โจรบนไม้กางเขน (ลูกา 23:39-43)  เมื่อยอมรับ เชื่อในพระคริสต์ ก็ได้รับรางวัลแห่งชีวิตนิรันดร์เช่นเดียวกับอัครทูตเปาโลที่ทนทุกข์แสนสาหัสเพื่อพระเจ้า  แน่นอน ถึงมีรางวัลที่แตกต่างกันในสวรรค์สำหรับการรับใช้ที่แตกต่างกัน แต่รางวัลสูงสุดแห่งชีวิตนิรันดร์นั้นจะได้รับโดยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
บางคนมองว่า เจ้าของที่ดินออกไปหาคนงานไม่หยุดหย่อนทั้งวัน เขามีงานมากมาย และยินดีให้คนร่วมทำงานกับเขา   ขณะที่เรา รอคอยการเสด็จกลับมาของพระองค์ เราควร กตัญญูที่ได้รับการทรงเรียกให้ทำงานในสวนองุ่นของพระองค์ บางคนอาจได้รับการทรงเรียกเร็วกว่าคนอื่น   เรามีภารกิจที่ได้รับมอบหมาย คือการทำงานในสวนองุ่น และเราจะได้รับค่าจ้างเหมือนกัน ยินดีร่วมกัน ถวายพระเกียรติพระองค์ด้วยกัน

พระเยซูตรัสถึงการสิ้นพระชนม์
มัทธิว 29:17-19พระเยซูทรงแยกศิษย์ออกมาและบอกเหตุการณ์หนึ่งล่วงหน้า …
พระองค์จะถูกจับกุม ถูกสอบสวน ถูกตัดสินประหาร  จะทรงถูกทำร้าย และนี่เป็นครั้งแรกของหลาย ๆ ครั้ง ที่ตรัสว่า จะถูกตรึง แต่จะทรงฟื้นคืนพระชนม์ (พระเยซูตรัสเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วจากบันทึกของมัทธิว (16:21; 17:9) และยังตรัสอีกใน 22:23
ดูเหมือนพวกเขาแค่ฟังอย่างงง ๆ ไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสเลย
ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่มีใครต้องการเจอเหตุการณ์นี้

แม่ที่ขอเพื่อลูกชายสองคน
มัทธิว 29:20-28
ยากอบและยอห์น เป็นลูกชายของเศบีดี  แม่ของเขาก็ติดตามพระเยซูมาอย่างใกล้ชิด
แล้ววันหนึ่งเธอก็เข้ามาเฝ้าพระเยซูทูลขอ…บางสิ่งที่เป็นความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง
เธอขอให้วันหนึ่งข้างหน้า ลูกชายจะได้นั่งข้างขวาและซ้ายของพระเยซูในราชอาณาจักรนิรันดร์ของพระองค์  นั่นคือทั้งสองจะได้เป็นใหญ่ อยู่เคียงข้างพระเยซู
เธอไม่ทราบว่า พระเยซูจะต้องเสียพระเกียรติ และมีความทุกข์ขนาดไหน จนกว่าพระองค์จะชนะเหล่าศัตรู  หัวใจของแม่ที่อยากให้ลูกได้ดี และกล้าที่จะมาขอ แต่แล้วพระองค์ก็ทรงแจ้งให้ทราบว่า พวกเขาไม่อาจจะดื่มหรือเผชิญสิ่งที่พระองค์เผชิญได้  พวกเขาลืมไปว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์อย่างพวกเขา

แล้วก็ทรงแจ้งทันทีว่า พระบิดาเป็นผู้เตรียมทุกอย่างบนสวรรค์ไว้ในแง่ว่า ใครจะมีตำแหน่งอย่างไร  สิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมในสวรรค์สำหรับผู้เชื่อคือที่สำหรับเราทุกคนตามที่ตรัสไว้ในยอห์น 14
เป็นอันว่า คุณแม่หวังดีต่อลูกชายผู้นี้ ไม่อาจได้ตามที่ขอ เป็นคำขอที่ไม่น่าขอเลย เพราะทำให้เพื่อน ๆ ศิษย์ด้วยกันกลับไม่พอใจยากอบและยอห์น ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขอ ในทุกสังคม คนที่เป็นใหญ่มักจะใช้ประโยชน์จากประชาชนที่ไร้อำนาจ และเราก็เห็นเต็มโลก  แต่พระเยซูทรงสอนผู้นำว่า การจะเป็นผู้นำที่ถูกต้องนั้น คือคนที่ต้องรับใช้ผู้อื่น

การสร้างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิสราเอลใหม่ ก่อนที่จะประกาศประเทศในปี 1948  ทุกคนทำงานอย่างไม่ท้อถอย ผู้นำต้องรับใช้มากที่สุด   ทุกคนเรียนรู้ที่จะไม่ทำตัวเป็นใหญ่ แต่รับใช้ประเทศถูกสร้างขึ้นมาโดยทุกคนรับใช้ แตกต่างจากประเทศที่มีศักดินา ชนชั้นที่เป็นใหญ่สืบทอดกันมานาน ๆ  เมื่อผู้นำเป็นผู้รับใช้จิตใจของประชาชนก็ผนึกเป็นหนึ่งเดียว
พระเยซูทรงทำตัวอย่างไว้สำหรับคริสตจักร ทรงรับใช้ ทรงให้ทั้งชีวิต   เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามพระองค์  (อิสยาห์ 53:12 ; ยอห์น 11:49-50)


ชายตาบอดสองคนเห็นได้เพราะพระเยซู
มัทธิว 29:29-34

เรื่องราวที่มัทธิวเล่าเรื่องชายตาบอดสองคน ที่รู้ว่า พระเยซูกำลังจะออกจากเมืองเยรีโค นี่เป็นโอกาสอาจจะสุดท้าย.. ชายตาบอดสองคนร้องตะโกนสุดเสียงของพระเมตตาจากพระเยซู  ไม่มีใครช่วยเขาได้นอกจากพระองค์   ไม่ว่าใครจะห้าม เขาไม่ฟัง เป้าหมายของทั้งสองคือ มองเห็น!  
พระเยซูไม่ทรงผ่านเขาไป แต่พระองค์ทรงหยุด ทรงถามความต้องการทั้ง ๆ ที่ทรงรู้แล้ว  พระองค์ให้เขาบอกความต้องการมาให้ชัด
เขาบอกพระองค์ไปด้วยความเชื่อ  ขอเน้นย้ำว่้า  ทั้งสองทูลด้วยความเชื่อว่าจะกลายเป็นคนตาดีแน่ ๆ !     พระเยซูได้ตรัสมาก่อนหน้านี้ว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้  ชายสองคนนี้ได้ทำตาม  ไม่มีใครจะช่วยเขาได้นอกจากพระองค์ ในสถานการณ์ชีวิตทุกวัน มีหลายอย่างมากมายที่เราไม่อาจได้มาด้วยความสามารถของตนเอง .. แต่พระเจ้าจะทรงช่วยเราได้ ด้วยการขอ ด้วยความเชื่อ ด้วยการวางใจพระเจ้าของเรา
เราจะเห็นคำขอที่ตรงตามน้ำพระทัยพระเจ้า กับคำขอของแม่ยากอบและยอห์นที่ไม่ใช่น้ำพระทัยว่า ผลลัพธ์ต่างกัน!
ทั้งสองไม่ได้กลับบ้านไป แต่กลับตามพระเยซูไป แน่นอนที่ว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ประกาศพระนามของพระเจ้าให้คนทั้งหลายในเวลาต่อมา 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 20
15* โรม  9:20-21; เฉลยธรรมบัญญัติ 15:9
16* มัทธิว 19:30; 22:14
17* มาระโก 10:32-34
18* มัทธิว 16:21; 26:47-51, 66
19* มัทธิว 27:2; กิจการ 2:23-24 ; มัทธิว 26:67-68; 27:29, 41; 27:26; กิจการ 3:13-15; มัทธิว 28:5-6
20* มาระโก 10:35-45;มัทธิว 4:21; 10:2
21* มัทธิว 19:28
22* ลูกา 22:42; 12:50

23* กิจการ 12:2
24* มาระโก 10:4
26* 1 เปโตร 5:3; มัทธิว 23:11
27* มัทธิว 18:4
28* ยอห์น 13:4; ฟีลิปปี 2:6-7; ลูกา 22:27; อิสยาห์ 53:10-12; โรม  5:15, 19
29* มาระโก 10:45-52
30* มัทธิว 9:27; เอเสเคียล 37:21-25
31* มัทธิว 19:13
34* มัทธิว 9:36; 14:14; 15:32; 18:27

ปฐมกาล 50 ยืนยันการให้อภัย

การทำศพยาโคบ
1โยเซฟซบหน้าลงที่ใบหน้าของพ่อ ร้องไห้ และจูบเขาจากนั้น
2 โยเซฟก็สั่งให้เหล่าแพทย์ใต้บัญชา ทำการอาบยาศพพ่อของเขา ดังนั้น พวกแพทย์จึงอาบยา รักษาศพของอิสราเอล
3 พวกเขาใช้เวลาสี่สิบวันเต็ม ซึ่งใช้เวลาตามขั้นตอนของการอาบศพ จากนั้นชาวอียิปต์ก็ไว้ทุกข์ให้เขาอีกเจ็ดสิบวัน
4 เมื่อเวลาไว้ทุกข์เสร็จสิ้น โยเซฟจึงกล่าวแก่ข้าราชสำนักฟาโรห์ว่า”หากข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านโปรดทูลฟาโรห์แทนข้าพเจ้าด้วยว่า
5 ‘บิดาของโยเซฟให้ข้าพเจ้าสาบานกับท่านว่า พ่อกำลังจะตายแล้วจงเก็บศพของเราไว้ในสุสานที่เราเตรียมไว้เพื่อตนเองในคานาอัน บัดนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตที่จะไปจัดการศพบิดาของข้าพเจ้า แล้วจะกลับมา'”
6 ฟาโรห์ตอบว่า “จงขึ้นไปจัดการศพของบิดาเจ้าตามที่ท่านได้ให้เจ้าสาบานไว้เถิด” 

ขบวนศพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
7 ดังนั้นโยเซฟจึงเดินทางไปจัดการศพพ่อของเขา มีคนรับใช้ของฟาโรห์ ข้าราชสำนักของฟาโรห์ผู้ปกครองของอียิปต์ร่วมเดินทางไปด้วย
8 รวมถึงคนในครอบครัวทุกคนของโยเซฟครอบครัว ของพี่น้องและครอบครัวของยาโคบ เหลือแต่เด็ก ๆ และฝูง สัตว์ที่ยังคงอยู่ในแผ่นดินโกเชน

9 เป็นขบวนใหญ่โตมาก เพราะมีรถศึกและพลม้าร่วมขบวนไปด้วย
10 เมื่อพวกเขามาถึงลานนวดข้าวในที่อาทาด ใกล้แม่น้ำจอร์แดน พวกเขาก็ส่งเสียงร้องไห้เสียงดังคร่ำครวญอย่างขมขื่นเป็นการไว้ทุกข์อีกเจ็ดวัน
11 ชาวคานาอันซึ่งอยู่ในพื้นที่เห็นการไว้ทุกข์ที่ลานอาทาดก็พูดกันว่า “ชาวอียิปต์พวกนี้ไว้ทุกข์ดูโศก-โศร้ายิ่งนัก”เขาจึงเรียกสถานที่ใกล้แม่น้ำจอร์แดนนั้นว่า อาเบลมิสราอิม (แปลว่าการไว้อาลัยของชาวอียิปต์)
12 ลูกชายทั้งหลายของยาโคบก็ทำตามอย่างที่พ่อได้สั่งไว้
13พวกเขานำศพของยาโคบไปยังคานาอันและบรรจุศพไว้ในถ้ำซึ่งอยู่ในทุ่งมัคเปลาห์ ใกล้มัมเรซึ่งอับราฮัมได้ซื้อไว้พร้อมกับทุ่งนาเป็นที่เก็บศพ จากเอโฟรน ชาวฮิทไทต์
14 หลังจากบรรจุศพของพ่อแล้ว โยเซฟจึงกลับไปยังอียิปต์พร้อมกับพี่น้องและทุกคนที่ติดตามไป

ให้อภัยก่อนหน้านี้นานแล้ว
15 เมื่อเห็นว่า พ่อเสียชีวิตไปแล้วพี่ชายของโยเซฟพูดกันว่า “จะทำอย่างไรหากโยเซฟยังเกลียดซังเราและเอาคืนเต็มที่กับความเลวต่าง ๆ ที่เราทำ กับเขา?”
16 ดังนั้นพวกเขาจึงส่งคนไปหาโยเซฟกล่าวว่า “พ่อของท่านได้สั่งตามนี้ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตว่า
17 ‘จงบอกกับโยเซฟว่า เราขอร้องให้เจ้ายกโทษสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ที่พี่ๆ ได้ทำไว้กับเจ้า’และมาวันนี้ ขอท่านยกโทษให้กับบาปเลวร้ายที่เราซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าของพ่อท่านได้ทำไว้”เมื่อโยเซฟได้ยินเช่นนั้น ก็ร้องไห้

18 พวกพี่ชายมาและคุกเข่ากราบลงต่อหน้าเขาและกล่าวว่า “พวกเราเป็นทาสของท่าน”
19 แต่โยเซฟกล่าวกับพวกเขาว่า “อย่ากลัวเลยเราเป็นพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?20 พวกพี่มุ่งร้ายกับเรา แต่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เกิดสิ่งดีอย่างที่เห็นในวันนี้ ได้ช่วยชีวิตคนเป็นอันมากเอาไว้
21 ดังนั้น อย่ากลัวไปเลย
เราจะ ดูแล จัดหาอาหาร ให้พี่และลูกหลานตัวเล็ก ๆ ของพี่ด้วย” โยเซฟปลอบใจพวกเขาและพูดกับเขา ด้วยเมตตา

โยเซฟจากไป
22แล้วโยเซฟและครอบครัวของพ่อยังคงอาศัยใน อียิปต์ จนเขาอายุถึง 110 ปี
23 เขาได้เห็นหลานของเอฟราอิมซึ่งเป็นรุ่นที่สาม ลูก ๆ ของมาคีร์ซึ่งเป็นลูกชายของมนัสเสห์นั้นก็เกิดบนเข่าของโยเซฟ
24 โยเซฟกล่าวกับพี่ชายว่า “เราใกล้ตายแล้ว แต่ พระเจ้าจะระลึกถึงพวกพี่จะทรงนำพวกพี่ออกแผ่นดินนี้ไปยังแผ่นดินที่ทรงปฏิญาณไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ
25 จากนั้นโยเซฟขอให้ลูกหลานอิสราเอลกล่าว คำปฏิญาณเขากล่าวต่อไปว่า “พระเจ้าจะทรงมาช่วยพวกท่านแน่นอนและขอเอากระดูกเขาเราออกจากที่นี่ด้วย”

26 โยเซฟสิ้นชีวิตเมื่ออายุ 110 ปี พวกเขาได้อาบยาศพและบรรจุร่างของเขาไว้ในโลงที่อียิปต์

อธิบายเพิ่มเติม

พิธีศพของยาโคบ
ปฐมกาล 50:1-14
อีกครั้งที่เราเห็นโยเซฟ ผู้ปกครองอียิปต์ เป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ให้รักษาชนชาติต่าง ๆ ในแถบนั้นไว้อย่างยิ่งใหญ่  ร้องไห้เพราะพ่อจากไป … เขารู้ว่า วันนี้จะมาถึงแน่นอน แต่ก็อดที่จะใจหายไม่ได้
เป็นครั้งแรกที่คนอิสราเอลได้รับการอาบยาศพ อีกคนในเวลาต่อมาก็คือโยเซฟ
ใช้เวลาทั้งสิ้น 40 วัน มีการไว้ทุกข์อีก 70 วันเป็นเกียรติแก่โยเซฟซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดรองจากฟาโรห์ และยาโคบผู้เสียชีวิต
และก็เป็นครั้งแรกหลังจากที่จากคานาอันไป โยเซฟกำลังจะกลับไปเก็บศพของพ่อไว้ที่นั่น ทั้ง ๆ ที่ต่อไปจะไม่มีลูกหลาน พี่น้องอยู่ในดินแดนนั้นเลยอีกเป็นเวลาหลายร้อยปี!
เขาได้ขอให้ข้าราชการคนอื่นไปทูลฟาโรห์ให้ว่า ขอลาไปเพื่อจัดการศพของพ่อ
เมื่อได้รับคำอนุญาต เขาก็เดินทางไปพร้อมกับคนในครอบครัวยกเว้นเด็ก ๆ กับฝูงสัตว์
และยังมีข้าราชการของอียิปต์ไปด้วย นี่เป็นขบวนศพที่ชาวโลกไม่เคยเห็นมาก่อน

พวกเขายังไปร้องไห้ไว้ทุกข์ที่ลานนวดข้าวอีก เจ็ดวัน  ลานนวดข้าวอาทาดเป็นทางที่จะเข้าสู่แผ่นดินคานาอัน   คนคานาอันที่เห็นขบวนศพ และการร้องไห้ไว้ทุกข์นั้นประทับใจมากจนเรียกที่นั้นว่า อาเบลมิสราอิม (แปลว่าการไว้อาลัยของชาวอียิปต์)
เพื่อระลึกถึงคนอียิปต์ที่มาอาลัยยาโคบ

เท่ากับว่า โยเซฟและพี่ชายได้ทำตามอย่างที่พ่อขอร้องได้สำเร็จ  พวกเขาต้องเก็บศพของพ่อไว้ที่นั้น แต่พวกเขาก็ต้องกลับไปอียิปต์ด้วย ตามสัญญาที่โยเซฟให้ไว้กับฟาโรห์
เรื่องราวของโยเซฟที่เป็นผู้ปกครองอียิปต์นั้น ทางโบราณคดีได้ขุดค้นพบแล้วว่า มีโยเซฟจริง และมีบ้านใหญ่ที่น่าจะเป็นของโยเซฟอยู่ในแผ่นดินนั้น ถ้าสนใจขอให้ดูสารคดีชุดนี้
Genesis is true. We found the receipts.

ให้อภัยก่อนหน้านี้นานแล้ว
ปฐมกาล 50:15-21
พระคัมภีร์ท่อนสั้น ๆ นี้ เป็นเรื่องราวก่อนที่จะจบปฐมกาล   เป็นข้อสรุปที่ชี้ให้เห็นนิสัยใจคอของพี่ชาย ความคิดชั่วร้ายที่เคยมี  ความผิดที่ติดตัวอยู่นับตั้งแต่วันที่ขายน้องชายให้กับพ่อค้าชาวมีเดียน
และยังเป็นข้อสรุปให้เห็นแผนการของพระเจ้าที่มีมาตั้งแต่ต้น จากลูกชายสิบสองคนของยาโคบ พระเจ้าได้ทรงเลือกโยเซฟให้เป็นผู้ที่ลงมือทำการของพระองค์
โดยที่พระเจ้าไม่ได้ทรงปล่อยพระหัตถ์จากโยเซฟ พระองค์ทรงอนุญาตให้เขาเจอความทุกข์แสนสาหัสตลอดทาง โดยที่เราไม่เห็นการโวยวาย ตัดพ้อพระเจ้าเลย  จนกระทั่งมาถึงวันที่ได้เข้าเฝ้าฟาโรห์ 
จากนั้น เขายังต้องทำงานหนักเพื่อรักษาชีวิตของผู้คนไม่ให้ตายไป  สิ่งที่เราพบคือ ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด พระเจ้าทรงอยู่กับโยเซฟเสมอ  และโยเซฟเองก็รักษาตัวเองให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าอย่างมั่นคง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน พระคัมภีร์ไม่เคยได้บันทึกว่า ยาโคบขอร้องให้โยเซฟยกโทษให้กับพี่ชาย   เราได้เห็นเรื่องราวของการให้อภัยมาตั้งแต่วันที่โยเซฟบอกพี่ชายว่า เขาคือโยเซฟที่พี่ชายได้ขายมา  แต่ความที่พี่ชายเหล่านี้เป็นคนนิสัยเสียมากกว่าดี พวกเขาไม่ไว้ใจว่าโยเซฟจะทำร้ายพวกเขาหรือเปล่า จึงได้อ้างว่า พ่อขอให้โยเซฟยกโทษให้พี่ ๆ 

โยเซฟร้องไห้อีกครั้ง เป็นความทุกข์ใจ เสียใจที่พี่ชายไม่ได้เข้าใจหัวใจของเขาเลย
โยเซฟรู้ตัวเองดีว่า ที่เขายิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะตัวเอง แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้ทำการทั้งสิ้น แม้ว่าพี่ ๆ มุ่งร้าย แต่พระเจ้าพลิกให้เกิดสิ่งดี หรือมองอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าทรงวางแผนให้โยเซฟมาอยู่ในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว  การมุ่งร้ายของพี่ ความทุกข์ยากที่โยเซฟเผชิญพร้อมไปกับพระเจ้าทำให้เขาก้าวไปสู่ที่สูงสุด

นี่เป็นบทเรียนชีวิตของเราทุกคนที่จะรู้ว่า ความจริงคือ พระเจ้าทรงประสงค์สิ่งดีในชีวิตของเรา  และสิ่งใดที่ยากเย็น ดูมืด ไม่เห็นทางออก พระเจ้าทรงมีทางออกเสมอ
โยเซฟกล่าวคำที่ทำให้พี่ ๆ มั่นใจว่า เขาไม่กลับคำแน่นอน อีกครั้งที่โยเซฟกล่าวถึงลูกหลานตัวเล็ก ๆ ซึ่งเป็นความห่วงใยของโยเซฟจริง ๆ 

โยเซฟจากไป
ปฐมกาล 50:22-26
เกือบร้อยปีที่โยเซฟอยู่ในอียิปต์จนสิ้นชีวิต  ในช่วงชีวิตของเขาไม่มีโอกาสกลับไปอยู่ในคานาอัน  แต่เขารู้ดีว่า เวลานั้นยังไม่มาถึง  เขามีโอกาสเห็นหลาน เหลนด้วยและแม้จะตายไปก่อน โยเซฟยังมีความเชื่อ มีความหวังว่า พระเจ้าจะทรงพาลูกหลานอิสราเอลออกไปแน่นอน (ฮีบรู 11:22)  นี่คือความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เชื่อ เป็นความเชื่อแบบที่เราต้องมีเช่นกัน  พระสัญญาของพระเจ้าจะเสด็จกลับมา เป็นความเชื่อของคริสเตียนที่จะต้องมี
 หลายร้อยปีต่อมา เมื่อโมเสสนำลูกหลานอิสราเอลออกจากอียิปต์ ก็ได้นำศพที่อาบยาของโยเซฟไปพร้อมกับประชาชนนับล้าน (อพยพ 13:19) โดยที่โยชูวาได้นำร่างนั้นไปเก็บไว้ที่เชเคมเมื่อพวกเขาชนะยึดดินแดนได้ (โยชูวา 24:32)

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 50
1* ปฐมกาล 46:4, 29; 2 พงศ์กษัตริย์ 13:14
2* ปฐมกาล 50:26
3* เฉลยธรรมบัญญัติ 34:8
4* เอสเธอร์ 4:2
5* ปฐมกาล 49:29-31;
10* กิจการ 8:2; 1 ซามูเอล 31:13
13* กิจการ 7:16; ปฐมกาล 23:16-20
15* โยบ 15:21
x

15* โยบ 15:21
17* สุภาษิต 28:13; ปฐมกาล 49:25
18* ปฐมกาล 37:7-10; 41:43; 44:14
19* ปฐมกาล 45:5; 2 พงศ์กษัตริย์ 5:7
20* สดุดี 56:5; กิจการ3:13-15
21* มัทธิว 5:44
23* โยบ42:16 ; กันดารวิถี 26:29; 32:39; ปฐมกาล 30:3
24* อพยพ3:16-17;ปฐมกาล 26:3; 35:12; 46:4
25* อพยพ 13:19; เฉลยธรรมบัญญัติ 1:8; 30:1-8; อพยพ 13:19

ปฐมกาล 49 ยาโคบเอ่ยคำอำลา

ภาพวาดโดย Thomas Dalziel (1823–1906)

คำพรของพ่อ
1 แล้วยาโคบก็เรียกลูกชายทั้งหลายมา กล่าวว่า
2 “จงเข้ามารวมกันเถิด และพ่อจะบอกพวกเจ้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้าในวันข้างหน้าจงรวมตัวกันเข้ามาฟัง ลูกชายของยาโคบจงใส่ใจฟังอิสราเอลพ่อของเจ้า
3 รูเบนเอ๋ย เจ้าเป็นลูกหัวปีของเรา เป็นกำลัง เป็นผลแรกแห่งวัยหนุ่มของพ่อถึงแม้ เจ้าจะกระตือรือร้นและมีกำลังมากกว่า
4 แต่เจ้าก็ไหลไปมาเหมือนแม่น้ำเจ้าจึงไม่อาจเป็นคนต้นอีกต่อไป เพราะเจ้าได้ล่วงล้ำไปยังเตียงนอนของพ่อ และทำให้เป็นมลทิน
5 สิโมโอนกับเลวีเป็นพี่น้องกัน ดาบของเขานั้นเป็นเครื่องมือความโหดร้าย
6 พ่อจะไม่เข้าร่วมวงกับกลุ่มของเขา ไม่ยอมให้ศักดิ์ศรีของพ่อไปเกี่ยวข้องกับเขาเพราะเขาฆ่าคนด้วยความโกรธเกรี้ยว และพวกเขา ตัดแข้งขาของฝูงวัวเล่นตามใจ
7 ขอสาปแช่งความโกรธอันรุนแรงของพวกเขา ทั้งความเดือดดาลที่โหดร้ายนัก เราจะทำให้เขาปะปนไปในแผ่นดินยาโคบ เราจะทำให้เขากระจัดกระจายไปในอิสราเอล

8 ยูดาห์เอ๋ย พี่น้องจะยกย่องเจ้า มือของเจ้าจะขย้ำคอของศัตรู พี่น้องของเจ้าจะก้มลงกราบเจ้า
9 ยูดาห์เป็นลูกสิงห์หนุ่ม ลูกชายของเราเอ๋ย เจ้ากลับมาจากการขย้ำเหยื่อ เขาหมอบลงเหมือนสิงโตดั่งสิงโตตัวเมีย ใครจะกล้าไปแหย่เขา?
10 คทาจะไม่ไปจาก มือของยูดาห์ การปกครองจะไม่พ้นจากเชื้อสายของเขา จนกว่าชิโลห์ (ผู้ที่มีอำนาจสูงสุด) จะมาถึง และชาติต่าง ๆ จะเชื่อฟังผู้นั้น
11 เขาผูกลาของเขาไว้ที่เถาองุ่น ผูกลูกลาของเขาไว้ที่เถาองุ่นที่งามที่สุด เขาจะซักเสื้อผ้าของเขาในเหล้าองุ่น และซักเสื้อคลุมของเขาในน้ำองุ่นสีเลือด
12 ดวงตาของเขาจะแดงด้วยเหล้าองุ่นฟันของเขาขาวยิ่งกว่าน้ำนม 


13 เศบูลุนจะอาศัยแถบชายฝั่งทะเล เขากลายเป็นท่าเทียบเรือ เขตแดนของเขา ขยายไปถึงไซดอน
14 อิสสาคาร์เป็นเหมือนลาที่กระดูกแกร่งนัก นอนอยู่ระหว่างถุงสัมภาระทั้งสอง
15เมื่อเขามองเห็นที่พักแรมที่เหมาะ เป็นแผ่นดินดีเขาก็จะก้มลงรับภาระไว้บนบ่าและยอมเป็นผู้รับใช้ ทำงานหนัก
16 ส่วนดานจะปกครองคนของเขาอย่างเผ่าอื่น ๆ ของ อิสราเอล
17 ขอให้ดานเป็นเหมือนงูตามข้างทางเป็นงูพิษที่คอยแว้งกัดส้นเท้าม้า ทำให้คนที่ขี่อยู่ตกหงายหลังลง 
18 โอ้ พระยาห์เวห์ องค์เจ้านาย ข้าพเจ้ารอคอยการช่วยกู้ของพระองค์
19 กาดจะถูกกองโจรเข้าปล้นแต่เขาจะตอบโต้ด้วยการฟาดส้นเท้าของเขาเหล่านั้น
20 อาเชอร์มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เขาจะมีผลผลิตเป็นอาหารชั้นดีที่เหมาะสมกับกษัตริย์
21 นัฟทาลีเป็นเหมือนกวางตัวเมียที่ถูกปล่อยเป็นอิสระให้กำเนิดลูกอ่อนที่น่ารัก
22 โยเซฟ เป็นเถาองุ่นที่ออกผลดกเป็นเถาไม้สมบูรณ์ริมนำพุ กิ่งก้านเลื้อยข้ามกำแพง
23 พลธนูได้โจมตีเขาอย่างดุเดือด ยิงธนูใส่เขาอย่างรุนแรง
24 แต่ธนูของเขายังคงไม่สะท้าน แขนของเขาแข็งแรงโดยพระหัตถ์ขององค์ผู้ทรงอานุภาพของยาโคบโดยพระผู้เลี้ยงฝูงแกะโดยพระศิลาของอิสราเอล
25 โดยพระเจ้าแห่งบิดาของเจ้า ผู้จะทรงช่วยเจ้าโดยองค์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ทรงอวยพรเจ้า ด้วยพระพรจากฟ้าสวรรค์เบื้องบนพระพรจากที่ลึกเบื้องล่างพระพรจากอกแม่และครรภ์

26 คำอวยพรของพ่อนั้นมีพลังยิ่งกว่าพรแห่งทิวเขาที่ยืนยง เหนือกว่าความ

อุดมสมบูรณ์ของ ภูเขานิรันดร์ ขอพรเหล่านี้จงอยู่เหนือหัวของโยเซฟ อยู่บนหน้าผากของผู้ปกครองท่ามกลางพี่น้องของเจ้า 


27เบนยามินเป็นเหมือนหมาป่าที่หิวจัดซึ่งขย้ำกินเหยื่อเวลาเช้าและแบ่งของที่ชิงมาได้ในเวลาเย็น
28 ทั้งหมดนี้คือ สิบสองเผ่าของอิสราเอลและนี่คือคำกล่าวสั่งเสีย และคำอวยพรของพ่อโดยที่ได้ให้คำอวยพรเฉพาะแต่ละคน





สั่งเสียเรื่องที่เก็บศพ
29 จากนั้นยาโคบจึงสั่งพวกเขาว่า “เรากำลังถูกรวบรวมไปอยู่กับคนของเรา เจ้าจงวางศพของเราไว้กับบรรพบุรุษในถ้ำซึ่งอยู่ในทุ่งของเอโฟรนชาวฮิตไทต์  30 ถ้ำนี้อยู่ในทุ่งมัคเปลาห์ ใกล้มัมเร ในแผ่นดินคานาอันซึ่งอับราฮัมได้ซื้อพร้อมทุ่งนาจากเอโฟรนชาวฮิตไทต์เอาไว้เป็นสุสาน 
31 ที่นั่นเขาเก็บร่างอับราฮัมและซาราห์ภรรยา ทั้งร่างของอิสอัคและเรเบคาห์ภรรยา และเราเก็บร่างของเลอาห์ไว้ที่นั่นด้วย
32 ทุ่งนาและถ้ำนั้นเป็นทรัพย์สินที่เราซื้อมาจากคนฮิตไทต์ 
33 เมื่อยาโคบสั่งเสียลูกชายเสร็จแล้ว เขาก็ยกเท้าขึ้นบนที่นอน แล้วก็สิ้นใจ และมีการบรรจุศพของเขารวมไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขา 

อธิบายเพิ่มเติม

รวบรวมลูกชายเพื่ออำลา
ปฐมกาล 49:1-4

การอวยพรลูกชายทั้งสิบสองของยาโคบทำให้เห็นภาพในอนาคตของลูกหลานของแต่ละคน  ยาโคบทำหน้าที่สุดท้ายของเขา คือการให้พร และยังบอกอนาคตของพวกเขา   เขาขอให้ทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่จะพูด ครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการต่อสู้ในครอบครัว แต่เป็นการรวมตัวต่อหน้าพ่อที่กำลังจะจากไป 
ยาโคบเริ่มจากรูเบน  เขาชมลูกชายก่อน (29:31-32) รูเบนเป็นลูกชายคนแรกที่เกิดมาตอนยาโคบยังมีกำลัง แต่ก็มีอายุมากพอควร  แต่รูเบนเองได้ไปยุ่งกับบิลฮาห์ ซึ่งเป็นภรรยาอีกคนของพ่อ
(35:22) การที่จะได้พรของลูกชายคนโตจึงถูกตัดไป น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พรนี้
ปฐมกาล 49:5-7
ต่อมายาโคบกล่าวถึงสิเมโอนกับเลวี ไปพร้อม ๆ กัน จะเห็นว่า ยาโคบรู้ว่าลูกชายสองคนนี้มีนิสัยอย่างไรมาตั้งแต่เล็ก   เมื่อโตขึ้น ทั้งสองร่วมมือกันฆ่าล้างคนทั้งเมืองเชเคม เนื่องจากลูกชายของเจ้าเมืองมาข่มขืนดีนาห์ น้องสาวของเขา  การแก้แค้นนั้นรุนแรงเกินกว่าบาปที่คน ๆ เดียวได้ทำลงไปมากมาย ส่งผลให้ชายทั้งเมืองต้องตาย และยังใช้การเข้าสุหนัตมาเป็นกับดักล่อให้ชายในเมืองต้องตายทั้งหมด (บท 34) การแก้แค้นอย่างรุนแรงเช่นนี้ ทำให้เห็นถึงกฎที่ว่า ตาแทนตา ฟันแทนฟัน ก็เพื่อไม่ให้ฝ่ายที่ถูกทำร้ายกลับไปล้างแค้นเกินกว่าเหตุนั่นเอง ยาโคบเรียกเขาทั้งสองว่า เป็นเครื่องมือความโหดร้าย นับเป็นชื่อที่น่าสะพรึงมาก  ตอนนั้น ยาโคบก็ไม่ได้ทัดทานอะไรลูกเลย อาจเป็นเพราะลูกสองคนนี้ อารมณ์แรงจนไม่สามารถจัดการได้

ภายหลัง เลวีเป็นเผ่าที่พระเจ้าทรงกำหนดให้รับใช้พระองค์เรื่องพลับพลา พวกเขาจึงอยู่กระจายกันไปในแผ่นดินที่ทรงสัญญา  ส่วนสิเมโอนก็ได้ที่ดินเพียงเล็กน้อย กระจัดกระจายในแผ่นดินของยูดาห์ 

ปฐมกาล 49:8-12
ขอบคุณพระเจ้า!  พรของพ่อยาวและดีเหลือเกิน ยูดาห์ผ่านอะไรมามาก เขาเป็นคนที่ขอให้พี่ชายขายโยเซฟไป   ชื่อยูดาห์ ความหมายว่า ขอให้พระเจ้าเป็นผู้รับการสรรเสริญ (29:35)   การที่บอกว่า ยูดาห์เป็นลูกสิงห์หนุ่มเป็นความหมายถึงการปกครองเหนือผู้อื่น 
 แม้ยูดาห์เป็นลูกชายคนที่สี่ แต่เขาก็มีความรับผิดชอบในคำพูด ครั้งที่เขาสัญญากับพ่อเรื่องความปลอดภัยของเบนยามิน  เขายอมเป็นผู้รับผิดแทนเบนยามิน (44:18-34) เพื่อช่วยให้เบนยามินไม่ต้องเข้าคุก  และได้กลับไปหาพ่อ 

แม้ว่ายูดาห์เป็นคนไม่ได้ดูว่าเหมาะสมกับการที่จะได้มีลูกหลานที่เป็นองค์พระเยซูคริสต์ เพราะเขาได้ทำ ผิดหลายอย่างทั้งเรื่องขายโยเซฟ เรื่องทามาร์  ยาโคบเองมองเห็นล่วงหน้าไปไกลมากหลายพันปี 
เขากล่าวว่าคทา คือการปกครอง จะไม่ขาดไปจากมือของยูดาห์  ยาโคบกำลังบอกยูดาห์ว่า  เขาจะเป็นต้นตระกูลของกษัตริย์ทั้งหลายของอิสราเอล และเชื้อสายผู้ที่สำคัญที่สุดคือ ชิโลห์ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดมาถึง  เป็นใครไปไม่ได้นอกจากพระเยซูคริสต์ !
ที่พระเจ้าก็ทรงเมตตาใช้ให้เขาเป็นต้นตระกูลของกษัตริย์ดาวิดและพระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ นี่เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ต่อคนที่ไม่สมควรจะได้รับ 
ข้อ 11 เป็นภาพที่บอกถึงการที่พระเยซูจะทรงต่อสู้เพื่อว่าพระองค์จะทรงครอบครอง ดวงตาสีแดง แสดงถึงความมีชีวิตพลัง  ฟันที่ขาว แสดงถึงชัยชนะ  

ปฐมกาล 49:13-15
ยาโคบก้าวข้ามไปลูกคนที่เก้ากับสิบซึ่งเป็นลูกของเลอาห์ ต่อมานั้นเศบูลุน(30:19-20)ได้ที่ดินอยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทะเลกาลิลี บริเวณนี้เป็นพื้นที่การค้าที่เจริญรุ่งเรือง ลูกหลานของเขาเป็นเผ่าที่มีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ดาวิดอย่างสูง  (1 พงศาวดาร 12:33) และยังเป็นทหารที่กล้าหาญเป็นพ่อค้า เพราะอยู่ในเส้นทางการค้า ส่วนอิสสาคาร์เป็นเผ่าใหญ่อันดับสาม แต่มีนิสัยง่ายอยู่สบาย ไม่ขยัน แผ่นดินของเขาเป็นพื้นที่ ๆ อุดมสมบูรณ์ พวกเขา (โยชูวา 19:17-23)จึงมักถูกศัตรูกวาดไปเป็นทาส
 
 
ปฐมกาล 49:16-21
ดานกับกาด อยู่ในเส้นแผ่นดินใกล้ ๆ กัน ดานอยู่ริมทะเลส่วนเอฟราอิมซึ่งมีคนจำนวนมากอยู่เข้ามาด้านใน ขณะที่อวยพรดานอยู่ เขาก็พูดถึงความเป็นไปของดาน ที่จะเป็นเหมือนงูพิษทำร้ายผู้อื่น  ยาโคบอธิษฐานขึ้นมาว่า เขารอคอยการช่วยกู้ของพระองค์ (17:18 เป็นคำอธิษฐานคล้ายกันของอับราฮัมเพื่ออิชมาเอล)
กาดนั้นอยู่ใกล้กับพวกอัมโมน โมอับ และชาวอาหรับทางด้านคาบสมุทรอาราเบีย จึงเป็นด่านหน้าเจอโจรประจำ แต่เขาจะเป็นนักรบที่เก่งกล้า 
อาเชอร์นั้นอยู่ทางเหนือ และพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก มีสวนองุ่นที่ราบคารเมล เป็นพื้นที่ทางเหนือ พวกเขาอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย การค้าของเขาคล่องและสบาย นัฟทาลี (30:7-8 )ได้พรที่ทำให้รู้สึกไม่เครียดเลย
ส่วนนัฟทาลี จะเป็นที่รัก ของเผ่าต่าง ๆ มีเรื่องราวของบาราคจากเผ่านัฟทาลีจาก ดูผู้วินิจฉัย 4 และ 5 

ปฐมกาล 49:22-26
โยเซฟได้รับพระพรดั่งว่าเขาเป็นลูกชายคนโต พระพรของเขาเทียบเท่ากับของยูดาห์เลยทีเดียว ยูดาห์ได้รับเป็นหัวหน้าของเผ่าทั้งสิบสอง โยเซฟได้พระพรสองเท่าเหมือนกับลูกชายคนโต  เขาได้รับพรว่าจะมีทุกสิ่งอย่างอุดมสมบูรณ์ นั่นหมายถึงสองเผ่าคือ นัฟทาลีและเอฟราอิม  1 พงศาวดาร 5:2 กล่าวว่า โยเซฟได้รับสิทธิบุตรหัวปี ส่วนยูดาห์ เป็นตระกูลที่เข้มแข็งที่สุด
ข้อ  24 ยาโคบกล่าวว่า สองเผ่าต่อไปนี้ จะแข็งแรงด้วยองค์อานุภาพของยาโคบ ผู้ทรงเป็นพระผู้เลี้ยง เป็นพระศิลาของอิสราเอลด้วย
เมื่อเราอ่านมาถึงตรงนี้ เราทบทวนกลับไปจะพบว่า คำอวยพรจากพระเจ้า และจากพ่อ มีโดดเด่นมากในหนังสือที่เล่าเรื่องราวของการเริ่มต้นชนชาติอิสราเอล  
เป็นคำอวยพรที่ยังดำรงถึงอิสราเอลในปัจจุบัน 

ปฐมกาล 49:27-28
พ่อกล่าวว่า เบนยามิน น้องสุดท้องเป็นเหมือนหมาป่าที่หิวจัดเป็นเผ่าที่ได้ชื่อว่า คนโหด น่ากลัว ผู้นำที่มาจากเผ่าเบนยามิน ก็คือ ผู้วินิจฉัยชื่อเอฮูด (ผู้วินิจฉัย3:15-23)
ยังมีกษัตริย์ซาอูลเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล
และคนสำคัญมากที่มีชื่อเสียง และช่วยให้เราเข้าใจแผนการของพระเจ้าต่อมนุษย์ คือท่านเปาโล ท่านเป็นคนมาจากเผ่าเบนยามิน   ท่านพ่อได้สั่งเสียให้ครบถ้วน เป็นคำอวยพรที่เกิดขึ้นจริงในสมัยต่อมา คนอิสราเอลรู้ว่า พรของพ่อนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อ ชีวิตของพวกเขา ถ้าจะอธิบายไปแล้วก็เหมือนกับเป็นเป้าหมายให้ลูก ๆ เดินไปตามทางนั้น

สั่งเสียเรื่องที่เก็บศพ
ปฐมกาล 49:29-33
ยาโคบขอให้ไม่เก็บศพไว้ในอียิปต์ แน่นอนที่ลูกหลานของเขาเป็นจำนวนมากจะไม่มีโอกาสกลับไปยังคานาอัน เขาจึงขอตรงนี้ไว้อย่างชัดเจน
จากนั้น เขาก็ขึ้นเตียงและจากไปอย่างสงบ เรื่องต่อมาคือโยเซฟต้องจัดการงานศพให้สำเร็จอย่างดี นั่นคือเอากลับไปยังแผ่นดินที่พ่อจากมา

ในถ้ำของยาโคบ มีแค่ศพของยาโคบเท่านั้นที่ถูกอาบยาไว้!!​​ ในถ้ำของบรรพบุรุษมี
อับราฮัม ซาราห์
อิสอัค เรเบคาห์
ยาโคบ เลอาห์
ยาโคบสั่งเสียให้ศพของเขาถูกเก็บกับศพของ
เลอาห์
ในถ้ำท้ายทุ่งมัคเปลาห์ทั้ง ๆ ที่เขารัก
ราเซลมาก และเก็บศพเธอไว้อีกที่หนึ่ง(ใกล้เบธเลเฮม) เขาคงคิดเรื่องนี้มานานแล้ว สิ่งที่เขาทำก็คือ ให้เกียรติแก่เลอาห์หลังจากที่ต่างคนต่างออกไปจากโลกนี้แล้ว หรือเขาจะรู้ว่า พระเมสสิยาห์ที่จะมานั้นเป็นเชื้อสายของลูกชายเลอาห์ ไม่ใช่ราเชล?

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 49
1* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:1, 6-25  ; อิสยาห์ 2:2; 39:6
3* ปฐมกาล 29:32
4* ปฐมกาล 35:22
6* สุภาษิต 1:15-16; สดุดี 26:9; ปฐมกาล 34:26
7* โยชูวา 19:1, 9; 21:1-42
8* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:7  ; สดุดี 18:40; 1 พงศาวดาร 5:2
9* วิวรณ์ 5:5; กันดารวิถี 23:24; 24:9
10* กันดารวิถี 24:17; วิวรณ์ 5:5 ; สดุดี 60:7; อิสยาห์ 11:1;สดุดี 2:6-9; 72:8-11




13* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:18-19; ปฐมกาล 10:19
14* 1 พงศาวดาร 12:32
15* 1 ซามูเอล 10:9
16* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:22
17* ผู้วินิจฉัย 18:27
18* อิสยาห์ 15:9
19* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:20
20* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:24
21* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:23
23* ปฐมกาล 37:4, 24


24* โยบ 29:20; สดุดี 132:2, 5; ปฐมกาล 45:11; 47:12; สดุดี 23:1; 80:1; อิสยาห์ 28:16
25* ปฐมกาล 28:13; 32:9; 35:3; 43:23; 50:17; 17:1; 35:11; เฉลยธรรมบัญญัติ 33:13
26* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:15; 33:16
27* ผู้วินิจฉัย 20:21, 25; เศคาริยาห์ 14:1
29* ปฐมกาล 15:15; 25:8; 35:29; 47:30; 23:16-20; 50:13
30* ปฐมกาล 23:3-20
31* ปฐมกาล 23:19-20; 25:9; 35:29; 50:13

ปฐมกาล 48 พรจากคุณปู่ยาโคบ

ยาโคบรับมนัสเสห์และเอฟราอิมเป็นลูกชาย
1 ไม่นานนัก มีคนไปรายงานโยเซฟว่า “บิดาของท่านกำลังป่วย” เขาจึงพาลูกชายทั้งสองคือ มนัสเสห์และเอฟราอิมไปเยี่ยม
2 มีคนบอกยาโคบว่า “โยเซฟลูกชายของท่านมาหาแน่ะ” อิสราเอลจึงรวบรวมกำลัง พยุงตัวนั่งบนเตียงนอน
3 ยาโคบกล่าวกับโยเซฟว่า “องค์เอลชัดดายพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ได้ปรากฏพระองค์กับพ่อที่ลูสในแผ่นดินคานาอัน
4 และพระองค์ทรงอวยพรพ่อพระองค์ตรัสว่า ‘เราจะทำให้เจ้ามีลูกหลานทวีขึ้นมากมาย เราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติกลุ่มใหญ่และเราจะมอบแผ่นดินนี้ให้กับลูกหลานของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ให้เขาครอบครองเป็นนิตย์’

5 มาบัดนี้ ลูกชายของเจ้าซึ่งเกิดในอียิปต์ก่อนที่พ่อจะเข้ามาหาเจ้าในอียิปต์ก็นับเป็นลูกของพ่อด้วย
เอฟราอิมและมนัสเสห์ เป็นของพ่อ เท่า ๆ กับที่รูเบนและสิโมโอนเป็นลูกชายของพ่อ 

6 ส่วนลูกคนอื่นที่เกิดมาหลังจากสองคนนั้น จะเป็นทายาทของเจ้า และพวกเขาจะรับมรดกที่มาจากเอฟราอิมและมนัสเสห์ 
7ที่พ่อทำเช่นนี้เพราะ เมื่อเรามาจากปัดดานนั้น พ่อเสียใจมากที่ราเชลเสียชีวิตในแผ่นดินคานาอันขณะที่เดินทางไปไม่ไกลจากเอฟราธาห์ พ่อฝังร่างของแม่ไว้ที่นั่นระหว่างทางไปเอฟราธาห์” (เบธเลเฮม)

ยาโคบให้พรหลานชาย
8 แล้วอิสราเอลก็สังเกตเห็นลูกชายทั้งสองของโยเซฟ จึงถามว่า “นี่ใครกันเล่า?”
9  “นี่คือลูกชายที่พระเจ้าประทานให้กับเราที่นี่” โยเซฟตอบ  แล้วอิสราเอลจึงกล่าวว่า “พาเขามาหาพ่อใกล้ ๆ พ่อจะได้อวยพรเขา”

10  เวลานี้ สายตาของอิสราเอลนั้นมัวลงตามอายุ จึงมองไม่เห็น โยเซฟพาลูกชายมาใกล้เขา เขาจูบและกอดหลานชายทั้งสอง
11อิสราเอลกล่าวกับโยเซฟว่า “พ่อไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นหน้าเจ้าอีก แต่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ได้เห็นลูก ๆ ของเจ้าด้วย!”
12โยเซฟนำตัวลูกชายทั้งสองออกจากตักของ อิสราเอล แล้วเขาก็หมอบราบซบหน้าลงกับพื้น 
13แล้วโยเซฟก็นำทั้งสองมาใกล้พ่อโดยให้เอฟราอิมยืนทางขวามือของเขา(ซ้ายมือของปู่) ส่วนมนัสเสห์อยู่ทางซ้ายของเขา (ขวามือของปู่)
14 แต่อิสราเอลก็ยืนมือขวาออกไปวางบนศีรษะของเอฟราอิมทั้งที่เขาเป็นน้อง และเอามือซ้ายวางที่มนัสเสห์ซึ่งเป็นพี่ เขาตั้งใจไขว้มือยื่นออกมา ทั้ง ๆ ที่มนัสเสห์เป็นลูกชายหัวปี

พรเพื่อหลานที่ยาโคบรับเป็นลูก 
15 แล้วเขาก็อวยพรโยเซฟว่า “ขอองค์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของข้าพเจ้า คือองค์ที่อับราฮัมและอิสอัคได้ใช้ชีวิตต่อพระพักตร์นั้น พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้เลี้ยงดูแลตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ยาวนานมาจนทุกวันนี้ 

16  รวมทั้งองค์ทูตสวรรค์ที่ทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าจากภัยอันตรายทุกอย่าง โปรดทรงอวยพระพรแก่เด็กทั้งสองคนนี้  ขอให้คนระลึกถึงชื่อข้าพเจ้า ชื่ออับราฮัมและอิสอัค ผ่านเขาทั้งสอง (หมายความว่าให้เขาเป็นผู้สืบสกุลของเขา) และขอให้เขาทั้งสอง มีลูกหลานทวีขึ้นมากมายบนแผ่นดิน”
17เมื่อโยเซฟเห็นว่าพ่อได้วางมือขวาไว้บนเอฟราอิมเขารู้สึกไม่พอใจ จึงเอามือของพ่อออกจากศีรษะเอฟราอิม และวางไว้บนศีรษะของมนัสเสห์
18 โยเซฟกล่าวกับพ่อว่า “ไม่นะขอรับท่านพ่อ เพราะ ลูกชายคนนี้เป็นหัวปี ขอท่านพ่อวางมือบนลูกหัวปีเถิด”
19 แต่พ่อปฏิเสธกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย พ่อรู้ว่า เขาจะกลายเป็นชนชาติหนึ่งและยิ่งใหญ่ด้วย แต่น้องชายของเขาจะยิ่งใหญ่กว่า ลูกหลานของเขาจะกลายเป็นชนหลายชาติ”
20 แล้วเขาจึงอวยพรทั้งสองเพิ่มอีกว่า “ชนอิสราเอลจะกล่าวคำอวยพรในนามของเจ้าว่า ขอพระเจ้าทรงโปรดปรานเจ้าเหมือนอย่างเอฟราอิมและมนัสเสห์เถิด”  แสดงว่า ยาโคบให้เอฟราอิมรับการเอ่ยชื่อก่อนมนัสเสห์

หน้าที่และมรดกเพิ่มเติมของโยเซฟ
21 แล้วอิสราเอลกล่าวกับโยเซฟว่า “เจ้าก็เห็นแล้วว่า พ่อใกล้จะตายแล้ว แต่พระเจ้าจะทรงอยู่กับเจ้าและนำเจ้ากลับไปยังดินแดนของบรรพบุรุษ
 22 ยิ่งกว่านั้น พ่อจะมอบดินแดนเซเคม ซึ่งพ่อได้มาด้วยดาบและธนูจากมือของชาวอาโมไรต์ ให้แก่เจ้าในฐานะที่เจ้าเป็นผู้ที่อยู่เหนือพี่น้องของเจ้า

อธิบายเพิ่มเติม

ยาโคบรับมนัสเสห์และเอฟราอิมเป็นลูกชาย
ปฐมกาล 48:1-7 
ผู้บันทึกเรื่องราวจะสลับชื่อไปมา ระหว่างอิสราเอลกับยาโคบ ซึ่งมีความหมายถึงคน ๆ เดียวกัน   ส่วนลูส นั้นก็คือเบธเอล

ในวันที่โยเซฟนำลูกชายสองคนไปพบปู่
วันนั้น ยาโคบป่วย ซึ่งน่าจะเป็นความอ่อนกำลังของคนชราที่อายุมาก แก่หง่อม แต่เมื่อลูกชายกับหลานมาหา เขาก็มีกำลังพอที่จะพยุงตัวเองให้นั่ง เพื่อต้อนรับลูกและหลาน

ยาโคบได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ทั้งสามได้รับรู้ ว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ (เขาตั้งใจใช้พระนามนี้โดยเฉพาะ) เป็นผู้ปรากฏและตรัสกับเขาว่า พระเจ้าจะทรงให้มีลูกหลานทวีขึ้น
เป็นชาติใหญ่ และมอบแผ่นดินคานาอันตรงนั้นให้ครอบครองตลอดไป 
และสิ่งต่อไปที่สำคัญมาก ๆ ในข้อนี้ก็คือ ยาโคบรับลูกชายทั้งมนัสเสห์และเอฟราอิมเป็นลูกเทียบเท่ากับลูกชายคนอื่น ๆ  ดังนั้น  แทนที่จะเป็นลูกชายสิบสองคน เขากลับมีลูกชายสิบสามคน    การแบ่งที่ดินในเวลาต่อมา พระเจ้าให้เผ่าเลวีเป็นผู้ที่รับผิดชอบฝ่ายวิญญาณของชนอิสราเอล พวกเขาจึงไม่มีที่ดิน มนัสเสห์ และเอฟราอิมกลายเป็นเผ่าที่จะรับส่วนแบ่งของแผ่นดินในอิสราเอล
โยเซฟ และลูกชายทั้งสอง ต้องรู้ว่า พระเจ้าได้ตรัสอะไรบ้างคำของยาโคบเหมือนกับที่อับราฮัมได้รับในบทที่ 17  

ยาโคบให้พรหลานชาย
ปฐมกาล 48:8-14
สนทนากันมาตั้งนาน ยาโคบเพิ่งจะสังเกตว่า มีเด็กชายอีกสองคน(ซึ่งเราไม่ทราบว่าอายุประมาณเท่าไร)  นั่งอยู่ในห้องด้วย  เมื่อรู้ว่าเป็นลูกของโยเซฟ เขาจึงเรียกให้มาใกล้ ๆ เพื่อจะได้รับพร 
เวลานั้นยาโคบมีความสุขล้นขึ้นมา เพราะว่า พระเจ้าทรงอวยพระพรให้เขาได้กลับมาพบกับโยเซฟ และยังได้เห็นหลานด้วย คนที่อายุมาก จนมีหลานจะเข้าใจว่าความสุขแบบนั้น
เป็นอย่างไร .. ยุคของเขาก็กำลังจะหมดลง  แต่พระเจ้าได้ประทานพระพรให้มีลูกหลานต่อไปในโลกนี้

แล้วโยเซฟก็จัดให้หลานชายคนโตอยู่ทางขวามือ คนเล็กอยู่ทางซ้าย เพราะคนโตสมควรที่จะได้รับพระพรสองเท่าตามประเพณีของคนอิสราเอล แต่แล้วยาโคบกลับไขว้มือเพื่อให้พรลูกหัวปีแก่คนรอง!  นี่ทำให้โยเซฟไม่สบายใจ ทักท้วงพ่อ แต่แล้วยาโคบก็ชัดเจนว่า เขาต้องการทำอะไร  เขารู้ในจิตวิญญาณของเขาว่า น้องจะใหญ่กว่าพี่ เอฟราอิมจะเป็นเผ่าที่สำคัญกว่า ขวามือนั้นมีความหมายถึง พลัง ความโปรดปราน และการช่วยเหลือของพระเจ้า ขวามือเป็นตำแหน่งของการยกชูขึ้น ตัวยาโคบเองรู้ดีว่า เขากำลังทำอะไรอยู่ การอวยพรครั้งนี้แตกต่างออกไปจากประเพณีที่ให้พี่ชายหัวปีได้พรมากกว่าใครในครอบครัว

พรเพื่อหลานที่ยาโคบรับเป็นลูก 
ปฐมกาล 48:15-20
ที่พระคัมภีร์บันทึกว่าเขาอวยพรโยเซฟนั้น ก็คือหมายถึงอวยพรลูกหลานของโยเซฟนั่นเอง ยาโคบเดินมากับพระเจ้าทั้งชีวิตเขารู้ว่า พระพรที่จะให้กับลูกหลานจะเกิดขึ้นจริงการอวยพรของยาโคบ ไม่ใช่พรจากยาโคบเองแต่เป็นพรที่ยาโคบอธิษฐานขอเพื่อลูกหลานของเขา  พระเจ้าที่ทรงเลี้ยงดูเขามาแต่เล็กจนชรายาวนานจนเกือบจะจากโลกนี้ไป  ก็คือพระเจ้าแห่งปู่และพ่อของเขา คืออับราฮัม และ อิสอัคที่เขากล่าวถึงทูตสวรรค์ ก็คือ ทูตสวรรค์ที่เขาได้พบซึ่งน่าจะเป็นองค์พระเจ้าเอง
(16:7; 22:11; 24:7)
พระพรที่เขาขอพระเจ้าให้เอฟราอิมและมนัสเสห์คือ เมื่อคนได้ยินชื่อของพวกเขาเมื่อคนในโลกมาสัมผัสลูกหลานของคนเหล่านี้ พวกเขาจะระลึกถึงอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ พวกเขาจะระลึกถึงพระเจ้าเที่ยงแท้
เมื่อโยเซฟเห็นพ่อทำเช่นนั้น รู้สึกไม่พอใจจึงพยายามที่จะบอกให้พ่อทำอย่างถูกต้องตามประเพณี แต่ยาโคบไม่ยอม เพราะเขารู้ในใจว่า ต่อไปเอฟราอิมผู้น้องจะเป็นใหญ่กว่ามนัสเสห์ผู้พี่อย่างแน่นอน 

ถ้าเราจะย้อนกลับไปดูประวัติครอบครัวนี้ ก็พบว่า  อิสอัคได้รับพรมากกว่าพี่อิชมาเอล
ยาโคบได้รับพรหัวปีแทนเอซาว
คราวนี้ เอฟราอิมได้รับพรเหนือมนัสเสห์ ยาโคบเรียกเอฟราอิมก่อนมนัสเสห์ และต่อมาก็มีการเรียกเช่นนั้น 
ในข้อ 22 โยเซฟได้รับพรเหนือรูเบน

แม้ว่าจะดูแปลกสำหรับโยเซฟ เพราะเขาเห็นว่า ลูกชายหัวปีควรได้รับพรสองเท่าตามประเพณี แต่ถ้าย้อนกลับไปที่ชีวิตของยาโคบ เราจะเห็นว่า เขาเป็นลูกรองที่ได้พรของบุตรหัวปีมาทั้ง ๆ ที่เขาไม่น่าจะต้องใช้วิธีกลลวง ตอนนี้ เขาให้พรแบบเดียวกัน คือ ให้พรน้องเอฟราอิม มากกว่าพี่ชายมนัสเสห์ในเวลาต่อมาเราพบว่า เอฟราอิมนั้นมีจำนวนประชากรและความเข้มแข็งมากกว่าเผ่ามนัสเสห์ และเผ่าอื่น ๆ จนหลายครั้งในพระคัมภีร์เรียกอิสราเอลว่า เอฟราอิม!

หน้าที่และมรดกเพิ่มเติมของโยเซฟ
ปฐมกาล 48:21-22
การที่โยเซฟถูกกำหนดให้เป็นผู้ฝังศพของพ่อแทนพี่ชายคนโตเท่ากับเขาได้รับเกียรติอย่างสูง (47:30) และยังได้รับดินแดนเชเคม (48:22) นับเป็นเกียรติ เป็นพรสองเท่าแบบพี่ชายหัวปี
ที่ดินนี้เป็นเหมือนที่ดินชิ้นแรก เป็นที่ดินเริ่มต้นของการที่ลูกหลานอิสราเอล ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ครอบครองแผ่นดิน ที่ใหญ่กว่า ในเวลาต่อมา
ข้อความตอนนี้บอกว่า ในสายตาของพ่อ  โยเซฟเป็นผู้ที่อยู่เหนือพี่น้องอย่างชัดเจน   เขาเหมาะที่จะเป็นพี่ชายคนโต เพราะได้ดูแลทุกคนให้รอดตายและตั้งถิ่นฐานใหม่ให้พวกเขาได้รุ่งเรือง มีที่ดิน มีไร่นา ฝูงสัตว์เพิ่มเติมอย่างมากมาย เขาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่เป็นรองของฟาโรห์ด้วยซ้ำ
โยเซฟได้ที่ดินใกล้ ๆ เมืองสิคาร์ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินทางเหนือให้กับโยเซฟ (ยอห์น 4:5) เป็นที่ดินซึ่งเขาซื้อมาจากลูกชายของฮาโมร์ (ปฐมกาล 33:19)  ต่อมาเมื่ออิสราเอลครอบครองคานาอัน พวกเขาก็ได้แผ่นดินนี้มาครองด้วย  อ่านปฐมกาล 15:18  เป็นดินแดนที่พระเจ้าจะทรงมอบให้ โดยพวกเขาต้องยึดจากคนท้องที่นั้น 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 48
1* ปฐมกาล 41:51, 56; 46:20; 50:23
3* ปฐมกาล 43:14; 49:25; 28:13, 19; 35:6, 9
4* ปฐมกาล 46:3; อพยพ 6:8; ปฐมกาล 17:8
5* โยชูวา 13:7; 14:4
7* ปฐมกาล 35:9, 16, 19-20
9* ปฐมกาล 27:4; 47:15
10* ปฐมกาล 27:1, 27; 45:15; 50:1


14* มัทธิว 19:15; ปฐมกาล 48:19; โยชูวา 17:1
15* ฮีบรู 11:21 ;ปฐมกาล 17:1; 24:40
16* ปฐมกาล 22:11, 15-18; 28:13-15; 31:11
17* ปฐมกาล 48:14
19* ปฐมกาล 48:14; กันดารวิถี 1:33, 35
20* รูธ4:11-12
21* ปฐมกาล 28:15; 46:4; 50:24
22* โยชูวา 24:32;ปฐมกาล