มัทธิว 23 บาปที่นำสู่วิบัติ!

1 แล้วพระเยซูตรัสกับประชาชนและศิษย์ของพระองค์ว่า
2 “พวกธรรมาจารย์ และฟาริสีนั่งอยู่บนที่นั่งของโมเสส 
(พวกเขาแปลบทบัญญัติของโมเสส)
3 ดังนั้นพวกเจ้าก็ควรที่จะเชื่อฟัง และรักษาบัญญัติตามที่เขาบอกเจ้า แต่อย่าไปทำตามอย่างการประพฤติของพวกเขา  เพราะเขาไม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองสอน
4 พวกเขาสร้างกฎที่เข้มงวดให้คนทั้งหลายต้องแบก
บังคับให้คนเชื่อฟัง แต่พวกเขากลับไม่ยอมใช้สักนิ้วเดียวที่จะช่วยรับภาระนั้น 

5 “พวกเขาทำสิ่งดีเพื่ออวดให้คนได้เห็น เขาคาดกล่องที่บรรจุบัญญัติขนาดใหญ่ไว้ให้คนเห็น  ติดพู่ห้อยยาวที่เสื้อคลุม 
6 ฟาริสีและธรรมาจารย์เหล่านี้ ชอบที่นั่งที่มีเกียรติ ในงานเลี้ยง และในศาลาธรรม     
 

 

7  และยังชอบให้ผู้คนทักทายพวกเขาอย่างนอบน้อม และชอบให้คนเรียกเขาว่า รับบี (ท่านอาจารย์) 
8 “แต่สำหรับเจ้าแล้ว อย่าให้ใครเรียกว่า รับบีเลย เพราะเจ้ามีพระอาจารย์องค์เดียว และพวกเจ้าต่างก็เป็นพี่น้องกัน
9  และอย่าให้ใครเรียกผู้ใดในโลกว่า ‘คุณพ่อ’ เพราะเจ้ามีพระบิดาเพียงองค์เดียวผู้สถิตในสวรรค์  
10  และอย่าให้ใครมาเรียกว่า ‘พระครู’ เพราะเจ้ามีครูเพียงองค์เดียวคือ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)
11 คนที่เป็นผู้รับใช้ของเจ้า คือผู้ที่ยิ่งใหญ่สุด 
12 ใครก็ตามที่ยกตัวเองขึ้น จะถูกกดให้ต่ำลง และใครที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกย่อง

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
13 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพราะเจ้าปิดทางเข้าแผ่นดินสวรรค์ไม่ให้ผู้คนเข้าไป เจ้าเองไม่เข้าไป และยังขัดขวางคนที่พยายามจะเข้าไปเสียด้วย
14 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าริบบ้านเรือนของพวกหญิงม่าย และอธิษฐานยืดยาว เพื่อว่าคนจะได้เห็น ดังนั้นเจ้าจะได้รับโทษอย่างหนัก 
15 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าเดินทางข้ามดินแดนข้ามทะเลไปเพื่อหาคนกลับใจมาเชื่อศาสนายิว เมื่อเขาเชื่อแล้ว ก็ทำให้เขาลงขุมนรกหนักกว่าเจ้าอีกสองเท่า  

16 “วิบัติแก่พวกเจ้า ! เจ้าเป็นคนนำทางที่ตาบอด เจ้ากล่าวว่า ‘คนที่สาบานโดยอ้างพระวิหาร ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างทองคำที่อยู่ในพระวิหาร ก็ต้องทำตามที่สาบาน’ 
17 เจ้าเป็นคนโง่ที่ตาบอด!  สิ่งใดสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารที่ทำให้ทองคำบริสุทธิ์?
18 และเจ้ากล่าวว่า ‘คนใดที่สาบานโดยอ้างถึงแท่นบูชา ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างของถวายบนแท่นบูชา ก็ต้องทำตามที่สาบาน’
19 เจ้าเป็นคนตาบอด! สิ่งใดสำคัญกว่ากัน ของถวายหรือแท่นบูชาที่ทำให้ของถวายนั้นบริสุทธิ์?
20 ผู้ที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชาเท่ากับเขาอ้างทั้งแท่นบูชาและทุกสิ่งที่อยู่บนแท่นนั้น
21  และคนที่สาบานโดยอ้างพระวิหารก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระวิหารและพระองค์ผู้สถิตในพระวิหารนั้น  
22 ผู้ที่สาบานโดยอ้างฟ้าสวรรค์ก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระบัลลังก์ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้นด้วย

23 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าถวายสิบลดจากเครื่องเทศของเจ้า ทั้งสะระแหน่ ลูกผักชี และยี่หร่า แต่เจ้ากลับเฉยเมยต่อคำสอนในบทบัญญัติที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ ความยุติธรรม  ความเมตตา และความจงรักภักดี (หรือความเชื่อ)  เหล่านี้เจ้าควรจะปฏิบัติโดยไม่ละเลยสิบลดด้วย 
24 เจ้าเป็นผู้นำทางผู้คน แต่เจ้ากลับตาบอด เจ้าเป็นเหมือนคนที่เอาตัวริ้นออกจากน้ำ แต่เจ้ากลับกลืนตัวอูฐเข้าไป  
 


25 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!  เจ้าล้างถ้วยชามแค่ด้านนอก แต่ด้านในกลับเต็มด้วยความโลภ และ การตอบสนองกิเลสของตนเอง 
26 ฟาริสีทั้งหลาย เจ้าเป็นคนตาบอด!  จงล้างถ้วยชามภายในให้สะอาดเสียก่อนเพื่อว่าภายนอกจะได้สะอาดด้วย  

27 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! เจ้าเป็นเหมือนถ้ำเก็บศพที่ฉาบปูนขาวไว้ ทำให้ภายนอกดูดี แต่ภายในเต็มด้วยกระดูกคนตาย และสิ่งที่สกปรกโสโครก  
28 ตัวเจ้าเองก็เช่นกัน เมื่อคนมองมาที่เจ้าก็เห็นว่าเป็นคนดี แต่ภายในใจของเจ้ากลับเต็มด้วยความหน้าซื่อใจคดและความชั่ว
29 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!   เจ้าได้สร้างที่เก็บศพให้กับผู้เผยพระดำรัส และตกแต่งหลุมศพของคนเที่ยงธรรม 
30  เจ้ากล่าวว่า ‘หากเรามีชีวิตอยู่ในสมัยบรรพบุรุษ  เราจะไม่มีส่วนในการฆ่าล้างผู้เผยพระดำรัสเลย’ 
31 แต่นี่เป็นการยืนยันว่า  เจ้าเป็นลูกหลานของคนที่สังหารผู้เผยพระดำรัส   
32 และเจ้าจงทำสิ่งที่บรรพบุรุษของเจ้าได้เริ่มทำ สืบต่อไปจนครบถ้วนเถิด 
33 “เจ้าเป็นงูร้าย! เป็นวงศ์วานงูพิษ!  เจ้าจะหนีจากการพิพากษาสู่นรกได้อย่างไรกันนี่?
34  เราได้ส่งผู้เผยพระดำรัส นักปราชญ์ ครูอาจารย์มาให้เจ้า เจ้าได้ฆ่าบางคน และจับตรึงที่ไม้กางเขน บางคนถูกเจ้าโบยตีในศาลาธรรม และตามล่าพวกเขาไปทั่วทุกเมือง
35 ดังนั้น เจ้าจึงจะความผิดเพราะความตายของคนเที่ยงธรรมที่ถูกสังหารบนโลกนี้ ตั้งแต่เลือดของอาเบลผู้เที่ยงธรรม ไปจนถึงคดีฆาตกรรมเศคาริยาห์ ลูกชายเบเรคิยาห์ ที่เจ้าได้ฆ่าระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชา
36 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นกับคนในชั่วอายุนี้  

 พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
37 “โอ เยรูซาเล็ม เยรูซาเล็ม!  เจ้าได้สังหารผู้เผยพระดำรัส และเอาหินขว้างคนที่ทรงส่งมาหาเจ้า  กี่ครั้งที่เราปรารถนาจะรวบรวมลูก ๆ ของเจ้า เหมือนกับแม่ไก่ที่กกลูกน้อยไว้ใต้ปีกของมัน แต่พวกเจ้าก็ไม่ยอมเลย 

38 ดูเถิด พระนิเวศของเจ้าจะถูกทิ้งร้างเปล่า
39 เพราะเราขอบอกเจ้าว่า เจ้าจะไม่ได้เห็นเราอีกจนกว่าเจ้าจะพูดว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’

อธิบายเพิ่มเติม

บทนี้มีสามสิบหกข้อที่พระเยซูตรัสถึงธรรมาจารย์และฟาริสี คนเหล่านี้ ไม่ใช่ปุโรหิตที่ต้องทำหน้าที่ในพระวิหาร แต่พวกเขาตั้งเป็นกลุ่มธรรมาจารย์ ในช่วงสี่ร้อยปีระหว่างมาลาคีกับมัทธิวนั่นเอง 
แคว้นยูเดีย ศตวรรษที่ 1 พวกสะดูสี และพวกฟาริสีเป็นสองกลุ่มศาสนาและการเมืองที่มีอำนาจและเป็นคู่แข่งกัน
สะดูสีเป็นเศรษฐี ควบคุมพระวิหารเป็นลูกหลานของปุโรหิต และร่วมมือกับโรม ในขณะที่พวกฟาริสีเป็นชนชั้นกลางที่มุ่งเน้นบังคับให้ผู้คนทำตามกฎในชีวิตประจำวันและประเพณีปากเปล่า พวกเขาเชื่อเรื่องการคืนชีพ เรื่องทูตสวรรค์  การพิพากษาของพระเจ้า
ทั้งสองกลุ่มตั้งหน้าตั้งตาต่อต้านพระเยซู ไม่ยอมให้ประชาชนเชื่อฟังพระองค์  อย่างที่พระเยซูตรัสในข้อ 13 และพวกเขายังร่วมมือกันกับปุโรหิตที่ดูแลพระวิหารด้วย

มัทธิว 23:1-4
คราวนี้ พระเยซูได้ตรัสว่า ฟาริสีเป็นคนที่ชัดเจนในเรื่องบัญญัติ​แต่พวกเขาเอาแต่บังคับคนอื่น  ไม่ยอมทำตาม ไม่ยอมช่วย ไม่มีความรักให้กับคนยากจน 
เราเองต้องยอมรับว่า ในชีวิตของเรามีเวลาที่วิญญาณ นิสัย แบบฟาริสีและธรรมาจารย์เข้ามาเป็นตัวเราเป็นจริงมาก จนน่ากลัว!  เราจึงต้องระวัง ตั้งใจฟังคำของพระเยซูให้ดีเพื่อเราจะเปลี่ยนชีวิต  ฟังคำของพระเยซูแล้วมาเปรียบเทียบกันตัวเรา อย่าคิดว่า บทนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน 

ช่วงเวลานี้ใกล้ ๆ กับเวลาที่พระเยซูกำลังจะถูกประหาร  พระองค์ไม่ได้รั้งพระองค์เองกับฟาริสีอีกต่อไป พระองค์ทรงเตือนศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาจะเจอหมาป่าในร่างของแกะ พวกเขาจะต้องระวัง  ในบทนี้ พระเยซูทรงทำให้เห็นตัวอย่างของการที่จะต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดอย่างกล้าหาญ  และพระดำรัสนี้ก็มีมาถึงพวกเราด้วย
ในข้อแรกพระเยซูตรัสว่า พวกเขานั่งในบทบาทของโมเสส (ทั้งที่เขาไม่เหมาะที่จะทำ   เขาได้เป็นใหญ่ทั้งที่ไม่สมควร)  พระเยซูทรงบอกทุกคนว่า ผู้คนควรรักษาบัญญัติ แต่อย่าทำตามพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ได้ทำอย่างที่ตนเองสอน 

มัทธิว 23:5-12
หลังจากที่พระเยซูกับฟาริสี สะดูสี ปุโรหิต คนในพรรคเฮโรด ได้โต้ตอบกันมาหลายยก  เราก็พบว่า พวกเขาสมคบคิดกันที่จะกำจัดพระเยซู  พวกเขาไม่อาจทนพระองค์ได้ เพราะทรงเปิดเผยความจริงในใจ ทรงเปิดโปงความจริงของชีวิตพวกเขา ยังทรงไม่ไว้หน้าทั้งปุโรหิตและใครก็ตามที่มีผลประโยชน์ในพระวิหาร  ทรงเหวี่ยงพวกเขาต่อหน้าต่อตา   ไม่มีทางที่พวกเขาจะทนต่อพระองค์ต่อไป แต่ในวันนี้ พระเยซูทรงบอกอนาคตพวกเขาอย่างที่พวกเขาไม่คาดคิด ไม่น่าเชื่อว่า พระเยซูจะทรงกล้าขนาดนี้ 
จากข้อ 5-12 เป็นภาพของฟาริสีที่ยกตัวขึ้น และพระเยซูทรงแจกแจง
-ทำสิ่งดีเพื่ออวด ใส่เสื้อผ้าดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์
-นั่งในที่มีเกียรติ  คนเห็นชัด  ต้องการให้คนนบนอบ 
-ต้องการให้คนเรียกว่า รับบี หรือท่านอาจารย์นั่นเอง  หรือเรียกอย่างนอบน้อมว่า คุณพ่อ หรือท่านครู  
จากพระคำตอนนี้เราเห็นว่า พระเยซูกำลังบอกกับผู้นำศาสนาว่า
อย่ามาทำตัวเทียบพระเจ้าโดยให้คนเรียกว่า คุณพ่อ  พระครู อาจารย์ (มีศาสนา มีลัทธิ มีนิกายต่าง ๆ ที่เขาทำกันอย่างนี้ …​ระวัง !!)

เราก็เห็นคนที่เป็นอย่างนี้มากมาย  เราอาจจะเป็นคนนั้นด้วยก็ได้  เรามีความรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน  เมื่อคุยกับพี่น้อง เราอยากให้เขาเคารพเรา หรือเรามีน้ำใจที่จะเคารพเขา
เราถ่อมตัวลงหรือยกตัวขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ต้องสำรวจตัวเอง และเปลี่ยนทันทีเมื่อมองเห็นตัวเองไปในทางที่พระเยซูกำลังตำหนิ
ในข้อสิบเอ็ด พระเยซูยังทรงยืนยันชัดว่า คนที่ยิ่งใหญ่คือคนที่รับใช้จากหัวใจจริง 
คนหน้าซื่อใจคด (คำสำคัญของบทนี้)
มัทธิว 23:13-36
แล้วพระเยซูก็ทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่า พวกเขาคือคนหน้าซื่อใจคด ในภาษากรีกเรียกว่า ὑποκριταί    hypokritai คือหน้ากากที่คนเล่นละครกรีกโบราณ จะใช้ เมื่อเขาต้องการ พูดหรือสื่อถึงความทุกข์ ก็จะเอาหน้ากากที่ดูเป็นทุกข์ออกมาใส่ เมื่อต้องการสื่อความสุข ก็จะใช้หน้ากากที่ทำไว้แบบดูร่าเริงมาใส่เพื่อแสดงละคร  ข้างนอกเป็นหน้ากากที่อาจจะกำลังโกรธแต่คนแสดงกำลังขำอยู่ก็ได้

การเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่พระเยซูทรงกล่าวถึงคือ การแสดงออกภายนอกว่าเป็นคนดี เที่ยงธรรม ยุติธรรม แต่ใจกลับซ่อนความชั่วร้ายไว้
 กระทำสิ่งใด ๆ อย่างโอ้อวด เช่น การอธิษฐาน การให้เงินทาน หรือการถือศีลอดอย่างเปิดเผย เพื่อให้คนอื่นสังเกตและยกย่อง การพูดเพื่อถวายเกียรติพระเจ้า แต่คำพูดเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงจิตใจหรือชีวิตเลย  คนดังเด่น จำนวนมากที่ทำตัวเหมือนคนอุปถัมภ์มูลนิธิต่าง ๆ คนที่ออกไปช่วยเหลือคนยากไร้ (แค่เพื่อถ่ายทำวิดิโอ) มีมากมายในโลก  และปรากฏว่า คนที่ควรปกป้องประเทศ ประชาชน กลับกลายเป็นผู้เอาเปรียบอย่างน่าละอายที่สุด

พระเยซูทรงเรียกพวกเขาว่า คนหน้าซื่อใจคดถึงเจ็ดครั้ง ทรงบอกว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด และเป็นงูร้าย วงศ์วานงูพิษ  พระเจ้าทรงชังลักษณะเช่นนี้ในตัวมนุษย์เป็นอย่างมาก

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
23:13-15
วิบัติแรก พวกเคร่งศาสนาบดบังข่าวประเสริฐ
ที่พวกเขาจะพบเป็นเพราะพวกเขากีดกั้นข่าวประเสริฐพยายามก่อหวอด คัดค้านพระเยซูตลอดเวลา หากใครมาเชื่อพระเยซูพวกเขาก็จะตัดสิทธิ์ในการเข้าไปในพระวิหาร  เป็นการตัดขาดพวกเขาจากสังคมที่เขาเคยชิน  พวกเขาไม่เชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซู และยังขัดขวางไม่ให้คนอื่นเชื่อ … นี่เป็นบาปใหญ่


วิบัติที่สอง  ผู้นำศาสนาริบสมบัติคนยากไร้
พวกเขาทำบาปที่ใหญ่สองอย่างคือ การโลภเอาบ้านของหญิงม่ายที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีผู้อุปถัมภ์ ขาดสามี  ไปริบบ้านของแม่ที่มีลูกกำพร้าพ่อ  พวกเขากล้าทำ ไม่อายเลย   แล้วในขณะเดียวกันกลับทำตัวเป็นคนใกล้ชิดพระเจ้า อธิษฐานยาว ๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่หัวใจคือ ต้องการให้คนเห็นว่า ตนเองบริสุทธิ์ … เมื่อมองดูแล้ว เราก็เป็นทุกข์ในใจเพราะว่า
ในคริสตจักรหลายแห่งยังมีอาจารย์ที่ทำตัวอย่างนี้อยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนสอนผิดอยู่แล้วด้วย

วิบัติที่สาม ผู้นำศาสนานำคนไปสู่นรก
พวกเขาเดินทางไปประกาศศาสนายิวให้คนเชื่อ .. แล้วจากนั้นสอนให้คนเชื่อใหม่ทำตามกฎเกณฑ์หยุมหยิมที่ตนเองตั้งขึ้นมา  แทนที่จะมีความสุข กลับกลายเป็นทุกข์หนักของคนที่เข้ามาเชื่อ
พวกเขาไม่ได้ต้องการให้คนรู้จักพระเจ้าจริง แต่ต้องการขยายกลุ่มของตนให้ใหญ่   ดูมีหน้าตา มีพลังมากขึ้น เป็นการซ่องสุมความชั่วช้ามากขึ้นไปอีก เราเห็นแล้วว่า ลัทธิใด ๆ ก็ตาม ต่างต้องการพลังของคนเข้ามารวมกับเงินทองของพวกเขาเพื่อมาปรนเปรอเหล่าผู้นำ

วิบัติที่สี่  (23:16-22)ผู้นำศาสนาสาบานอย่างหลอกลวง
  อพยพ 20:7 ทำให้เข้าใจที่พระเยซูตรัส นั่นคือ พวกเคร่งศาสนาเหล่านี้ ได้ยกพระนามของพระเจ้ามาอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน
“อย่ายกพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควร เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษผู้ที่อ้างพระนามของพระองค์เช่นนั้น

พระเยซูทรงกล่าวว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ไม่รู้อะไร ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด นี่เป็นวิบัติที่เกิดขึ้นจากการสาบาน หรือการให้สัญญาโดยอ้างสิ่งต่าง ๆ เป็นผู้หนุนหลัง  พวกเขาสร้างระบบการสาบานที่บางอย่างต้องทำตาม บางอย่างก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน

 พวกเขาสอนให้คนเอาสิ่งต่าง ๆ มาอ้างในคำสาบานเพื่อประโยชน์ของตนเอง    โดยเอาพระนามพระเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควรเลย พระเยซูทรงชี้แจงให้พวกเขารู้ว่า หากอ้างพระวิหาร เท่ากับอ้างถึงพระเจ้า  หากสาบานอ้างถึงฟ้าสวรรค์ ก็เท่ากับอ้างถึงพระเจ้าเช่นกัน

ดีที่สุดคนไม่สาบาน แล้วทำตามคำพูดของตนเอง จะได้ไม่ผิดต่อพระเจ้าและผู้อื่น

มัทธิว 23:23-24
วิบัติที่ห้า พวกเคร่งศาสนาหมกมุ่นกับเรื่องเล็กน้อย ละเลยเรื่องสำคัญ
ความหน้าซื่อใจคน ความไม่ตรงไปตรงมาของพวกเขาคือ เอาใจใส่เครื่องถวายเครื่องเทศมากกว่า ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ
พวกเขาไม่รักประชาชนที่พวกเขาสอน แต่สนใจจะเอาประโยชน์จากประชาชนเหล่านั้น (และพวกเขาได้ประโยชน์จากคนร่ำรวยที่จะให้เงินกับผู้ที่สอน เป็นธรรมเนียมของโลกโบราณ แต่อาจจะไม่ได้อะไรมากจากคนยากจน)
มีคนยากจนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากมายในสังคมโบราณนั้น แต่พวกเขาละเลยการเอาใจใส่ผู้คน พระเยซูทรงชี้ให้เขาเห็นตัวเองชัดขึ้น  

23:25-26 วิบัติที่หก
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดี  แต่ สกปรกในใจ
พวกเขาทำพิธีต่าง ๆ ให้ดูศักดิ์สิทธิ์ เหมือนว่าตนเองเป็นคนบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงชำระแล้ว
ด้านนอกบอกว่าเชื่อพระเจ้า เป็นคนดูดี แต่ใจกลับเน่าเหม็น โสโครก

แต่เราเอง ก็จำต้องสำรวจใจของตนว่า จริง ๆ แล้ว เราเห็นแก่ตัวไหม โลภไหม  ขโมยหรือเปล่า ใส่ร้ายใครบ้าง พระเยซูทรงเตือนให้ตรวจสอบและล้างใจของตนเองก่อน  ก่อนที่คนอื่นจะเห็น ก่อนที่จะออกไปสอนพระคำ  ไปประกาศ ไปนำนมัสการ ไปรับใช้ในเรื่องใด ๆ

23:27-28  วิบัติที่เจ็ด
ผู้นำศาสนาที่ใจสกปรกแต่ข้างนอกดูบริสุทธิ์
ก่อนเทศกาลปัสกา คนอิสราเอลจะฉาบปูนขาวที่หน้าถ้ำเก็บศพเพื่อไม่ให้ใครไปแตะต้อง จะได้ไม่เป็นมลทิน สามารถเข้าร่วมปัสกาได้  
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดีแต่ข้างในตายไปแล้ว ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า  แถมยังมีสิ่งสกปรก ระเกะระกะอยู่เต็ม  พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่า จริง ๆ แล้ว พระเจ้าทรงเห็นใจของเขาทุกซอกทุกมุม 

23:29-36 วิบัติที่แปด  
พวกเคร่งศาสนาทั้งกดขี่ ทำร้ายและประหารผู้เผยพระดำรัส
แต่ทำเป็นให้เกียรติผู้เผยพระดำรัสที่ตายไปก่อนหน้านี้   พวกเขากล่าวกันว่า ถ้าเป็นพวกเขาในสมัยก่อน จะไม่มีการฆ่าคนของพระเจ้า แต่ความจริงคือ พวกเขานี่แหละ คือคนที่สมคบคิดประหารพระเยซูบนไม้กางเขน  คำของพระองค์ในข้อ 32 เหมือนจะแนะให้เขาทำสิ่งที่เขาจะต้องทำในไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

คนของพระเจ้าคนแรกที่ถูกฆ่าในพระคัมภีร์เดิมคือ อาเบล (ปฐมกาล 4:8)   คนสุดท้ายคือเศคาริยาห์  ( 2 พงศาวดาร 24:21)

มัทธิว 23:37-39
พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
แม้ว่าพระเยซูจะทรงคาดโทษเหล่าธรรมาจารย์และฟาริสีไว้ เพราะบาปของพวกเขานั้นท่วมท้น พวกเขาควรจะเป็นคนนำให้ประชาชนได้พบ พระเจ้า แต่กลับกลายเป็นการนำคนให้ลงสู่ความตาย 
  แล้วพระเยซูกลับทรงคร่ำครวญด้วยพระทัยเป็นทุกข์กับพวกเขาที่ได้ทำร้ายผู้รับใช้ของพระเจ้ามาเนิ่นนาน  พระองค์ไม่ได้ทรงเกลียดชังพวกเขา แม้ว่าจะทรงปราม ตำหนิเขาอย่างรุนแรง ทรงปรารถนาให้พวกเขากลับใจใหม่เพื่อจะไม่ทำลายชีวิตของตนเอง คนเคร่งศาสนาเหล่านี้ เป็นตัวแทนของเราทุกคนที่ไม่ยอมกลับใจ ยังคิดว่าตัวเองดี คนอื่นแย่กว่า   

พระทัยของพระเยซูช่างงดงามล้ำลึก  ทรงปรารถนาที่จะให้พวกเขาได้รวบรวมกันเข้ามาเหมือนกับลูกไก่ตัวเล็ก ๆ ที่กรูกันเข้ามาหาแม่   บาปทั้งหลายของคนหน้าซื่อใจคดนั้น จะได้รับการอภัยหากพวกเขากลับมาหาพระเจ้าด้วยใจจริง

อีกไม่นานพระนิเวศไม่ใช่แค่ถูกทิ้งร้าง แต่จะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเหลือ ถูกโรมเผา…แล้วพระเยซูตรัสถึงการที่จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ในเวลานั้น คือ ยุคของเรานี้ อิสราเอลจะต้องกลับมาหาพระเจ้า  และพวกเขาจะกล่าวว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’! อิสราเอลจะสรรเสริญนมัสการพระเยซูคริสต์ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาปฏิเสธพระองค์มาตลอดสองพันกว่าปี

พระเยซูคริสต์ทรงมีความรู้สึกสงสารและเมตตาต่อคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับความรอด และความลับอันยิ่งใหญ่แห่งความพินาศของมนุษย์คือ เขาไม่มีพลังที่จะหันมาสู่ความเชื่อและอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยตนเอง  แต่กลับมีพลังอำนาจมากมายที่จะทำลายจิตวิญญาณของตนเอง  พระองค์ตรัสว่า แต่พวกเจ้าไม่ยอมเลย เช่นเดียวกับที่ตรัสว่า   “ท่านไม่ยอมมาหาเรา” พระคริสต์ตรัส “เพื่อท่านจะได้มีชีวิต” (ยอห์น 5:40)




 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 23
2* เนหะมีย์ 8:4, 8
3* โรม  2:19
4* ลูกา 11:46
5* มัทธิว 5:1-6 (6-18)
6* ลูกา 11:43; 20:46
8* ยากอบ3:1
9* มาลาคี 1:6
11* มัทธิว 20:26-27
12* ลูกา 14:11; 18:14
13* ลูกา 11:52
14* มาระโก 12:40
16* มัทธิว 15:14; 23:24; 5:33-34
17* อพยพ 30:29
19* อพยพ 29:37




21* 1 พงศ์กษัตริย์ 8:13
22* มัทธิว 5:34
23* ลูกา 11:42; 18:12; โฮเชยา 6:6
25* ลูกา 11:39
27* กิจการ 23:3
29* ลูกา 11:47-48
31* กิจการ 7:51-52
32* 1 เธสะโลนิกา 2:16
33* มัทธิว 3:7; 12:34
34* ลูกา 11:49; กิจการ 7:54-60; 22:19; 2 โครินธ์11:24-25
35* วิวรณ์ 18:24; ปฐมกาล4:8; 2 พงศาวดาร 24
;20-21
37* ลูกา 13:34-35 ;2 พงศาวดาร 24:20-21; 36:15-16; เฉลยธรรมบัญญัติ  32:11-12 สดุดี 17:8; 91:4; อิสยาห์ 49:5
39* เยเรมีย์ 22:5; สดุดี 118:26

มัทธิว 22 แขกที่ไม่ยอมรับเชิญ

งานเลี้ยงฉลองสมรส

1 พระเยซูทรงใช้คำอุปมาเพื่อสอนอีกครั้ง พระองค์ตรัสว่า
2 “แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองพิธีสมรสให้กับพระโอรสของพระองค์” 
3 เมื่อพร้อมที่จะมีงานเลี้ยง องค์กษัตริย์ก็ส่งข้าราชบริพารไปเชิญคนที่ได้รับเชิญมาแต่พวกเขากลับไม่ยอมมา
4 “ ดังนั้น องค์กษัตริย์จึงส่งข้าราชบริพารคนอื่นไปอีก  ตรัสว่า ‘จงไปบอกคนที่เราเชิญไว้ว่า เราได้เตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว  เราได้ฆ่าวัวชั้นดี รวมทั้งลูกวัวอ้วนสำหรับงานเลี้ยง และทุกอย่างพร้อมแล้ว ขอให้ท่านมาในงานเลี้ยงเถิด’ 

5 “แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจคำเชิญของข้าราชบริพาร  ต่างก็ออกไปทำธุระของตนเอง คนหนึ่งไปทำนาในไร่ อีกคนไปทำการค้าขายของตน
 6 ยังมีบางคนที่จับข้าราชบริพารมาทำทารุณ เฆี่ยนตีพวกเขา และฆ่าบางคนด้วย
 7 องค์กษัตริย์ทรงพิโรธมาก และทรงส่งกองทัพไปสังหารเหล่าฆาตกรเหล่านั้น และเผาเมืองของพวกเขาเสีย


8 “ หลังจากนั้น องค์กษัตริย์ตรัสกับข้าราชบริพารว่า ‘งานเลี้ยงสมรสนั้นพร้อมแล้ว เราได้เชิญคนเหล่านี้ แต่พวกเขาไม่สมควรที่จะได้มาในงานนี้
9 ดังนั้น จงออกไปตามถนนสายหลัก เจ้าเจอใครก็ให้เชิญเข้ามายังงานเลี้ยงของเรา 
 10 ดังนั้น ข้าราชบริพารจึงไปตามถนนสายต่าง ๆ และรวบรวมคนทั้งหลายเข้ามาทั้งคนดีและคนชั่ว  และท้องพระโรงก็เต็มด้วยแขกมากมาย
 11 “เมื่อองค์กษัตริย์เสด็จเข้ามาทอดพระเนตรแขกทั้งหลาย
ก็พบว่า คนหนึ่งไม่ได้สวมชุดสำหรับงานแต่งงาน
12 พระองค์ตรัสถามว่า “เพื่อนเอ๋ย เจ้าเข้ามาในที่นี้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าไม่ได้แต่งตัวสำหรับงานแต่งงาน?”  แต่ชายคนนั้นกลับนิ่งเงียบ
13 “ดังนั้นองค์กษัตริย์จึงตรัสกับข้าราชบริพารบางคนว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าของเขา แล้วโยนออกไปในความมืดมิดข้างนอก ซึ่งจะมีแต่การร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความปวด”
 14 “เพราะมีหลายคนได้รับการเชิญ แต่น้อยคนนักที่จะได้รับการเลือก!”

เสียภาษีหรือไม่? ทำอย่างไรจึงถูกต้อง 
15 แล้วฟาริสีก็ออกไปจากที่นั่น และวางแผนเพื่อจะจับผิดพระดำรัสของพระองค์
16 พวกเขาจึงส่งศิษย์ของพวกเขาพร้อมกับคนกลุ่มที่เรียกว่า พรรคเฮโรด  พวกเขาถามว่า “ท่านอาจารย์ เรารู้ว่าท่านเป็นคนจริงใจซื่อตรง และท่านสอนความจริงเรื่องหนทางของพระเจ้า ท่านไม่กลัวว่าใครจะคิดกับท่านอย่างไร  เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด
 17  ของท่านบอกเราว่า ท่านคิดเห็นอย่างไรเรื่องภาษี เป็นการถูกต้องไหมที่เราจะเสียภาษีให้แก่ซีซาร์?  
18 พระเยซูทรงรู้ทันว่า พวกเขาถามเป็นกับดัก จึงทรงตอบว่า “พวกคนหน้าไหว้หลังหลอก ทำไมจึงมาจับผิดเรา?
19  เอาเหรียญที่เจ้าเอาใช้เสียภาษีมาให้เราดูสิ” พวกเขาจึงเอาเหรียญเดนาริอันมาให้พระองค์ 




20 แล้วพระองค์ตรัสถามว่า “รูปนี้เป็นของใคร?  คำจารึกนี้เป็นชื่อของใคร?”
 21 พวกเขาตอบว่า “เป็นของซีซาร์ขอรับ”  
แล้วพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “จงคืนสิ่งที่เป็นของซีซาร์ให้แก่ซีซาร์ และ สิ่งที่เป็นของพระเจ้า ก็ให้ถวายแด่พระองค์
22 เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกทึ่ง แล้วละจากพระองค์ไป

คนสะดูสี กับเรื่องการคืนชีพ
23 วันเดียวกันนั้นเอง มีสะดูสีบางคนมาหาพระเยซู (พวกเขาไม่เชื่อว่ามีการคืนชีพจากตาย )และถามคำถามว่า
 24  “ท่านอาจารย์ ท่านโมเสสได้สั่งพวกเราไว้ว่า หากชายคนใด เสียชีวิตไปโดยไม่มีบุตร  พี่ชายหรือน้องชายของเขาจะต้องแต่งงานกับภรรยาม่ายของเขา เพื่อจะมีบุตร (สืบตระกูล)ให้เขา
25 ครั้งหนึ่งมีพี่น้องชายเจ็ดคน คนพี่แต่งงานไปแล้วก็เสียชีวิตไป เป็นเพราะเขาไม่มีลูก น้องชายจึงแต่งงานกับแม่ม่าย
26 ต่อมา คนที่สอง คนสามก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันจนถึงคนที่เจ็ด
27 ในที่สุดหญิงม่ายก็สิ้นชีวิตด้วย
28 ในเมื่อชายทั้งเจ็ดคนได้แต่งงานกับเธอ เมื่อมีการคืนชีพขึ้นมาแล้ว เธอจะเป็นภรรยาของใครกัน?
29 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านยังไม่เข้าใจ เพราะท่านไม่เข้าใจว่า พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างไร และไม่รู้จักฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าด้วย
 30  เพราะเมื่อเกิดการคืนชีพจากความตาย พวกเขาจะไม่แต่งงานอีก และไม่มีการยกใครให้แต่งงานด้วย พวกเขาจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์ ในฟ้าสวรรค์
 
 


 31  ท่านไม่ได้อ่านสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับท่านเรื่องการคืนชีพหรอกหรือ?


32  พระเจ้าตรัสว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบ’?  พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น   
33 เมื่อประชาชนได้ยินดังนั้น  พวกเขาก็ยิ่งประหลาดใจ ทึ่งในคำสอนของพระองค์

พระบัญญัติข้อที่ใหญ่สุด
34 เมื่อเหล่าฟาริสีรู้ว่า พระเยซูทรงทำให้เหล่าสะดูสีต้องนิ่งอึ้งไป  พวกเขาจึงเรียกประชุมสมคบกัน  
35 ฟาริสีคนหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญบทบัญญัติของโมเสส จึงถามคำถามหนึ่งเพื่อดักพระองค์  
36 “ท่านอาจารย์  พระบัญญัติข้อใดในบทบัญญัติสำคัญที่สุด?”
37  พระเยซูตรัสตอบว่า “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้าอย่างสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของเจ้า 
38 นี่เป็นบทบัญญัติข้อแรก และเป็นข้อที่สำคัญสุด และ
39 ข้อที่สองก็เช่นเดี่ยวกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนรักตนเอง
40 ทั้งบทบัญญัติ และข้อเขียนของผู้เผยพระดำรัสต่างขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองข้อนี้”

ครั้งนี้….พระเยซูทรงถามฟาริสี
41 ขณะที่ฟาริสีมาชุมนุมกัน พระเยซูตรัสถามพวกเขาว่า 
42 “ท่านคิดอย่างไรเรื่องพระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)  ท่านเป็นลูกหลานของใคร?  พวกเขาตอบว่า
“ท่านเป็นลูกหลานของกษัตริย์ดาวิด”
43  แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “แล้วเหตุใดกษัตริย์ดาวิดจึงเรียกพระองค์โดยการดลใจขององค์พระวิญญาณว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ ? กษัตริย์ดาวิดตรัสว่า
44 “‘องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งทางขวามือของเรา จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า 
45 ถ้ากษัตริย์ดาวิดเรียกพระองค์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) จะเป็นบุตรของดาวิดได้อย่างไรเล่า?   
46 ไม่มีใครในหมู่ฟาริสีสามารถตอบคำถามของพระองค์ได้แม้แต่คำเดียว  และตั้งแต่วันนั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาทูลถามพระองค์อีกเลย   

งานเลี้ยงสมรสในแผ่นดินสวรรค์
มัทธิว 22:1-14
พระเยซูตรัสถึงแผ่นดินสวรรค์ … เป็นเหมือน
กษัตริยที่จัดงานเลี้ยงให้โอรส เมื่อเตรียมงานเสร็จ ก็ไปเชิญแขกที่ได้ได้รับการเลือก ได้รับเชิญ… แต่พวกเขากลับไม่ยอมไปงาน
ต่างคนต่างมีธุระของตน  พระโอรสองค์นี้คือพระเมสสิยาห์  (การเลี้ยงของพระเจ้าที่จะให้พระเมสสิยาห์สมรสกับคริสตจักรของพระองค์ มัทธิว 9:15; 25:1 ; ยอห์น  3:29)
อย่าลืมว่า การจัดงานเลี้ยงสมรสที่ยิ่งใหญ่ทุกครั้ง จะต้องใช้เวลาเตรียม เวลาจัด เวลาจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้ครบ และยิ่งในสมัยโบราณ ไม่ได้เลี้ยงแค่สองสามชั่วโมง เป็นงานเลี้ยงประมาณหนึ่งสัปดาห์  
พระเจ้าได้ทรงเลือกอิสราเอลให้เป็นคนของพระองค์ แต่เราพบว่า ชนอิสราเอลจำนวนมาก เลือกที่จะมีศาสนาของตนเอง ศาสนาที่ไม่มีพระเมสสิยาห์  พวกเขาเลือกที่จะมีกฎเกณฑ์ของตนเอง … 400 ปีก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาบังเกิดในโลกนั้น  เหล่าฟาริสี สะดูสี ปุโรหิต
ธรรมาจารย์ทั้งหลาย ต่างได้พากันเพิ่มเติมบทบัญญัติเพิ่มขึ้นอีกมากมาย มีคำสอนของตนเองที่แตกต่างจากที่พระเจ้าทรงให้เอาไว้  พวกเขาไม่เลือกที่จะมีพระบุตรของพระเจ้า พวกเขาไม่เลือกที่จะมางานเลี้ยง

โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงให้คนออกไปเชิญอีกครั้ง  คล้ายกับที่พระเจ้าทรงส่งยอห์นมาก่อน ตามมาด้วยพระเยซู และงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ใช่อาณาจักร แต่เป็นการฉลองก่อนจะเริ่มอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ 
ที่สำคัญ บางคนยังจับข้าราชบริพารของกษัตริย์ทั้งเฆี่ยน ทั้งฆ่า  กษัตริย์พิโรธมาก ทรงจัดการลงโทษ และเผาเมือง  ผู้ที่แปลพระคัมภีร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ในปี ค.ศ. 70 ที่โรมเข้ามาเผาเมืองนั้น เป็นสิ่งที่พระเยซูทรงบอกล่วงหน้าไว้ในอุปมาเรื่องนี้นั่นเอง  เพราะการเผาเมืองในสมัยก่อน จะเกิดขึ้นเมื่อเมืองในอาณัติเกิดการขัดขืนขึ้นมา นี่เป็นการบอกล่วงหน้าครั้งแรกเรื่องการที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย

8-10
แล้วองค์กษัตริย์ก็ส่งคนของพระองค์ออกไปเชิญใครก็ได้ที่จะเข้ามาในงานเลี้ยงนี้  ในเมื่อแขกชุดแรกปฏิเสธพระองค์ พระองค์ก็ส่งพวกเขาไปตามถนนสายหลัก และสายต่าง ๆ ไม่งว่าจะเป็นคนดีหรือชั่ว
ในที่สุดงานเลี้ยงก็มีแขกเต็มงาน 
สิ่งที่น่าดีใจคือ วันนี้ องค์กษัตริย์ก็ยังทรงเชิญแขกของพระองค์อยู่  งานเลี้ยงจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา  คนอิสราเอลจำนวนมากปฏิเสธพระเจ้า แต่คนต่างชาติในโลกกลับได้มีโอกาสเข้ามาในงานเลี้ยง .. รวมทั้งคนที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่รัฐบาลห้ามการเชื่อพระเยซูคริสต์ก็ยังได้เข้ามาในงานเลี้ยงนี้
11-14
แต่แล้วมีชายคนหนึ่งที่ไม่ได้สวมเสื้อสะอาดสำหรับงานเลี้ยง ในที่นี้คือ เสื้อแห่งความชอบธรรมที่ผู้เชื่อได้รับจากพระเยซู ชายคนนี้ได้รับเชิญ เขาต้องการอาหารดี ๆ ในงาน แต่เขาไม่ได้รักองค์กษัตริย์  ไม่ได้สนใจที่จะถวายพระเกียรติแด่องค์กษัตริย์และพระโอรส
ดังนั้น เขาไม่สามารถเข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ได้เพราะไม่มีเสื้อแห่งความชอบธรรม ทุกคนสามารถมีเสื้อนี้ได้เมื่อวางใจในองค์พระเยซู ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติใดก็ตาม

 พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า คนที่จะได้เข้าในอาณาจักรของพระเจ้า เขาต้องเตรียมตัวด้วย เพื่อเจ้าของอาณาจักรจะตอบรับเขา
ในเมื่อเจ้าของงานรับชายคนนี้ไม่ได้ พระองค์ยังทรงส่งเขาออกไปข้างนอก ไปในความมืด  เป็นที่ ๆ จะไม่เจอเสียงเพลงของการฉลองสมรส แต่จะเจอแต่การร้องไห้และการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน !

เสียภาษีให้ซีซาร์ไหม? 
มัทธิว 22:15-22
ต่อมาฟาริสีได้ส่งคนสองกลุ่มมา คือพวกศิษย์ฟาริสี กับคนในพรรคเฮโรดซึ่งสนับสนุนการปกครองของโรม
เมื่อมาถึงพระองค์ก็ใช้วาจายกย่องพระองค์ก่อน  ท่านจริงใจ ท่านสอนความจริง ท่านไม่กลัวคน ท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร จบแล้วก็ดักพระเยซู ถามว่า ควรจะเสียภาษีให้ซีซาร์ไหม?
ตอบควรเสียให้ซีซาร์  ก็ไม่ได้  ฟาริสีก็จะบอกว่า ไม่ซื่อตรงต่อพระวิหาร ต่อพระเจ้า
ตอบไม่ควรเสียภาษีให้ซีซาร์  ก็ไม่ได้  เท่ากับเป็นกบฎ ให้พรรคเฮโรด หาเรื่อง
นี่เป็นคำถามทางการเมืองที่ทำเหมือนเป็นคำถามฝ่ายวิญญาณ

แต่พระเยซูทรงรู้ทันทีว่านี้เป็นการพยายามจับผิดพระองค์ ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพระองค์ทรงรู้ความตั้งใจจริงของพวกเขาแล้วคำตอบของพระองค์ก็ทำให้ทุกคนต้องทึ่ง
ทรงให้เอาเหรียญที่จะใช้เสียภาษีมาให้ดู ปรากฏว่ามีรูปของซีซาร์อยู่ จึงตรัสตอบอย่างไม่คาดฝันว่า เงินใครก็คืนคนนั้นไป
 และสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ก็ถวายแด่พระองค์  (ในพระวิหารก็มีสกุลเงินที่ใช้ในพระวิหาร)   ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเป็นประชากรสองสัญชาติ เป็นคนของสวรรค์ และเป็นคนของประเทศใดประเทศหนึ่งในโลกนี้ด้วย  และที่น่าสนใจคือ เรามีพระฉายา ของพระเจ้าประทับในชีวิตของเรา พวกเราจึงทั้งถวายกับพระเจ้า และเสียภาษีให้กับชาติที่เราอาศัยอยู่
คำตอบอย่างนี้ ไม่สามารถคุยต่อได้ พวกเขาจึงจากพระองค์ไปพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า คำตอบของพระองค์สุดยอดจริง ๆ

คนสะดูสี กับเรื่องการคืนชีพ
มัทธิว 22:23-33
ทั้งฟาริสี พรรคเฮโรดก็จากไปแล้ว แต่ยังมีอีกพวกที่ต้องการลองดีกับพระเยซู พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการคืนชีพ แตกต่างจากพวกฟาริสีที่เชื่อเรื่องนี้   เขาจึงเอาเรื่องที่อาจเกิดขึ้นจริงมาตั้งเป็นเรื่องราวตามคำสั่งของโมเสสในเฉลยธรรมบัญญัติ 25:5 ว่า หากพี่ชายตายไปโดยไม่มีลูก น้องชายคนต่อ ๆ มาก็ต้องแต่งงานกับพี่สะใภ้เพื่อรักษาเชื้อสายของพี่ชาย ด้วยการให้ลูกชายคนโตที่เกิดมานับเป็นลูกชายของพี่ชายที่ตายไป 
ทีนี้คนสะดูสีก็เข้ามาหาพระเยซู ไม่ได้มาอย่างเป็นมิตร แต่มาอย่างเจ้าเล่ห์ เล่าเรื่องดังกล่าวว่าพี่น้องชายเจ็ดคนได้แต่งงานกับผู้หญิงคนเดียวกัน ถ้าฟื้นจากความตาย เธอจะเป็นภรรยาของใคร … ทั้งที่พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการฟื้นจากตาย แต่ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นกับดัก
พระเยซูตรัสชัดเจนว่า
1 มีการคืนชีพแน่นอน
2 การคืนชีพของทุกคนจะมีชีวิตอย่างทูตสวรรค์  ไม่มีการแต่งงาน 
พระเยซูทรงอ้างถึงคำที่พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสเมื่อพระองค์พบเขาที่ต้นไม้ติดไฟแต่ไม่ไหม้  พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” เมื่อได้ฟังดังนั้นโมเสสจึงปิดหน้าตนเอง เพราะเขากลัวที่จะมองดูพระเจ้า  อพยพ 3:6-7แลัวพระองค์ตรัสต่อไปว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของคนมีชีวิต  นี่หมายความอย่างไร ในเมื่อเวลานั้น อับราฮัม อิสอัค และยาโคบก็ตายไปนานแล้ว  ฟังแล้วก็น่าจะงงมากขึ้น    คำที่พระเจ้าตรัส พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า เราเคยเป็น
แต่คำของพระองค์หมายถึง เรากำลังเป็นพระเจ้าของ…..
เรื่องนี้  เจ ซี ไรห์กล่าวว่า แม้ว่าบรรพบุรุษทั้งสามท่าน จะตายไปแล้ว แต่ที่จริงท่านทุกคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ในฝ่ายวิญญาณ
(มนุษย์เราทุกคนเมื่อตายไป  วิญญาณนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกเราไว้ จึงไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีสภาพที่เรียกว่าสูญสิ้น)


สะดูสีที่ไม่เชื่อเรื่องการคืนชีพ แต่ก็ยังมีความเห็นว่า เมื่อคืนชีพชีวิตของทุกคนจะเป็นเหมือนกับที่ยังอยู่ในโลกนี้ แต่พระเยซูทรงบอกว่า โลกหน้า พวกเขาจะมีร่างกาย แต่เป็นร่างกายที่แตกต่างจากโลก ในกรณีนี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉพาะผู้เชื่อเท่านั้น มิได้กล่าวถึงคนที่ไม่เชื่อ
คนทั้งหลายที่ได้ยิน ก็ทึ่งกับคำตอบที่ไม่คาดคิดเช่นนี้

พระบัญญัติข้อที่ใหญ่สุด
มัทธิว 22:34-40
พอสะดูสีไม่สามารถดักให้พระเยซูติดกับของพวกเขา  ฟาริสีก็ยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วย ทั้ง ๆที่สองฝ่ายไม่ถูกคอกันสักเท่าไร แต่พอดีมีพระเยซูเป็นศัตรูเหมือนกัน เลยพอที่จะไปกันได้ 
พวกเขามาถาม ทำเป็นอยากรู้ว่า พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด
พระเยซูทรงสรุปชัดว่า รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ สุดความคิดและรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง …  ไม่ว่าบัญญัติอื่นใดก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองข้อนี้  ถ้าเราหันกลับไปอ่านพระบัญญัติสิบประการเราจะเห็นอย่างนั้น จริง สี่ข้อแรกพูดถึงความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับเรา ส่วนหกข้อหลังก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่เชื่อ
ข้อสรุปของพระเยซูเรียบ ง่าย ชัดเจน ตรงประเด็น! ไม่ยากที่จะเข้าใจ ไม่ซับซ้อนเหมือนกับบทบัญญัติที่ฟาริสีพยายามเขียนขึ้นมาเพื่อบังคับให้ผู้คนทำตาม
เมื่อเรารักพระเจ้า เราจะทำตามทุกอย่าง
เมื่อเรารักพี่น้อง เราจะเอาใจใส่ และไม่ทำร้ายพวกเขา พอแล้ว

ครั้งนี้….พระเยซูทรงถามฟาริสี
มัทธิว 22:41-46 

องค์พระเมสสิยาห์ตัวจริงทรงตั้งคำถามกับ
ฟาริสีว่า คิดอย่างไรเรื่องพระเมสสิยาห์  ฟาริสีไม่ยอมรับว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์อยู่แล้ว  พระองค์ทรงถามว่า พระเมสสิยาห์ในความคิดของพวกเขาคือใคร เขาก็ตอบตาม พระคัมภีร์ชัดเจนว่า เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดแน่นอน  (สิ่งที่ฟาริสีรู้อยู่แล้วจากพระคัมภีร์คือ คือ  “ ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศต่อเจ้าว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะทรงสถาปนาวงศ์วานหนึ่งเพื่อเจ้า 12 เมื่อเจ้าหมดอายุขัยและล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้าแล้ว เราจะตั้งบุตรชายคนหนึ่งของเจ้าขึ้นครองราชย์ต่อจากเจ้า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าเอง เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา 13 เขาจะเป็นผู้สร้างวิหารเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งอาณาจักรของเขาตลอดกาล 14 เราจะเป็นบิดาของเขาและเขาจะเป็นบุตรของเรา เมื่อเขาทำผิด เราจะใช้มนุษย์เป็นไม้เรียวลงโทษเขา โดยให้มนุษย์เฆี่ยนตีเขา  (2 ซามูเอล7:11-14)  นี่เป็นภาพของพระเมสสิยาห์ในแนวคิดของฟาริสี  พระเยซูทรงถามต่อไปว่าทำไมกษัตริย์ดาวิดจึงทรงเรียก เชื้อสายท่านนี้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า?
เมื่อเราแปลตามคำพระคัมภีร์ฮีบรูคือ
องค์พระยาห์เวห์ตรัสกับองค์เจ้านายของข้าพเจ้าว่า
    “จงนั่งทางด้านขวาของเรา
จนกว่าเราจะทำให้พวกศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าดั่งที่วางเท้าของเจ้า”
ทำให้เห็นชัดว่า กษัตริย์ดาวิดเรียกเชื้อสายของพระองค์เองว่า องค์เจ้านาย … ดังนั้น องค์เจ้านายองค์นี้ คือพระเมสสิยาห์ แม้จะมาในเชื้อสายของดาวิดก็จริง แต่พระองค์ท่านทรงเป็นองค์เจ้านายของกษัตริย์ดาวิดเอง
ที่ฟาริสีต้องจำนนต่อพระเยซูเรื่องนี้เพราะหนังสือสดุดีเขียนไว้อย่างนั้นจริง  ไม่มีใครจะค้านได้

 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 22
1* วิวรณ์ 19:7-9
4* สุภาษิต 9:2
7* ดาเนียล 9:26
8* มัทธิว 10:11
10* มัทธิว 13;18, 47-48
11* โคโลสี 3:10, 12
12* โรม 3:19
13* มัทธิว 8:12; 25:30
14* มัทธิว 20:16
15* มาระโก 12:13-17
16* มาระโก 3:6; 8:15; 12:13
21* มัทธิว 17:25; โรม  13:1-7; 1 โครินธ์  3;23, 6;19-20; 12;27
23* ลูกา 20:27-40; กิจการ 23:8



24* เฉลยธรรมบัญญัติ 25:5
29* ยอห์น 20:9
31* 1 ยอห์น 3:2
32* อพยพ 3:6, 15
33* มัทธิว 7:28
34* มาระโก 12:28-31
35* ลูกา 7:30; 10:25; 11:45-46, 52; 14:3
37* เฉลยธรรมบัญญัติ   6:5; 10:12; 30:6
39* เลวีนิติ 19:18
40* มัทธิว 7:12
41* ลูกา 20:41-44
42* มัทธิว 1:1; 21:9
44* สดุดี 110:1
46* ลูกา 14:6; 12:34

มัทธิว 21 เศคาริยาห์เคยบอกไว้

พระเยซูเสด็จเข้านครเยรูซาเล็มในฐานะองค์กษัตริย์
21 ขณะที่พระเยซู และเหล่าศิษย์ของพระองค์เดินทางเข้ามาใกล้นครเยรูซาเล็ม ก็พักที่บ้านเบธฟายี บนภูเขามะกอกเทศ  และพระเยซูทรงส่งศิษย์ของพระองค์ออกไปสองคน
2 ตรัสสั่งเขาว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านข้างหน้าเจ้า  และเมื่อเจ้าเข้าไป เจ้าจะเห็นแม่ลาผูกอยู่กับลูกของมัน จงแก้เชือกมันออกแล้วจูงทั้งสองมาให้เรา
3 ถ้ามีใครถาม ก็จงบอกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการใช้พวกมัน แล้วเขาจะปล่อยมันให้มาทันที”
4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นจริงตามที่ได้กล่าวไว้โดยผู้เผยพระดำรัสว่า (อิสยาห์ และเศคาริยาห์)
“จงบอกธิดาแห่งศิโยนว่า ‘ดูเถิด  องค์กษัตริย์ของเจ้าเสด็จมาหาเจ้า  ทรงอ่อนโยน ประทับบนหลังลา
บนหลังลา ลาหนุ่ม’

6 ดังนั้น ศิษย์ทั้งสองก็ไปทำตามที่พระเยซูตรัสสั่ง
 

7 พวกเขานำทั้งแม่ลาและลูกลามาให้พระเยซู และปูเสื้อคลุมของพวกเขาบนหลังลา  และพระเยซูก็ประทับบนหลังลานั้น
 8 ผู้คนเป็นอันมากได้ปูเสื้อคลุมของตนลงบนทางเดิน บางคนก็ตัดกิ่งไม้มา และปูลงบนทางเดินเช่นกัน
 
9 มีประชาชนที่เดินนำหนัาพระเยซู และมีพวกที่เดินตามหลัง พวกเขาตะโกนกันว่า
“โฮซันนาแด่พระบุตรกษัตริย์ดาวิด!
“สรรเสริญพระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า!”
“โฮซันนาในที่สูงสุด!”
 10 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าสู่นครเยรูซาเล็ม ทั้งเมืองก็แตกตื่น ถามกันว่า  “ท่านผู้นี้เป็นใครกัน?”
11 ประชาชนกล่าวกันว่า “ท่านคือพระเยซู ผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้าจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี”

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร                                                                    12 พระเยซูเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร และทรงขับไล่ประชาชนทั้งหลายที่กำลังซื้อขายของในพระวิหารนั้น  พระองค์ทรงคว่ำโต๊ะของคนที่รับแลกเงินสกุลต่าง ๆ  รวมไปถึงม้ายาวของคนที่กำลังขายนกพิราบด้วย   13 พระเยซูตรัสกับคนที่นั่นว่า “มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า พระนิเวศของเราจะได้ชื่อว่า เป็นพระนิเวศแห่งการอธิษฐาน แต่พวกเจ้ากลับมาทำให้กลายเป็น ‘ถ้ำโจร’”

14 แล้วคนตาบอด คนง่อย ก็เข้ามาเฝ้าพระเยซูในบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงรักษาโรคให้พวกเขา
15 แต่เมื่อหัวหน้าปุโรหิต และธรรมาจารย์เห็นว่าพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์และเด็ก ๆ ก็ร้องสรรเสริญพระองค์ในบริเวณพระวิหารว่า “โฮซันนาแด่พระบุตรของกษัตริย์ดาวิด!” พวกเขาก็โกรธมาก

16 พวกเขาถามพระเยซูว่า “ท่านไม่ได้ยินสิ่งที่เด็ก ๆ กำลังพูดอยู่หรือ?” พระเยซูตรัสตอบว่า “ได้ยินสิ  ท่านไม่เคยอ่านในพระคัมภีร์เลยหรือว่า ‘พระองค์ทรงทำให้คำสรรเสริญออกมาจากปากของเด็กและทารก’ Ps. 8:2
17  แล้วพระเยซูทรงออกจากที่นั่น ออกจากเมืองไปยังหมู่บ้านเบธานี้ และทรงพักค้างคืนที่นั่น 

ต้นมะเดื่อต้องคำสาป
18 เช้าวันต่อมา ขณะที่พระองค์ทรงกลับเข้าไปยังนคร พระองค์ทรงหิว
19 ทรงเห็นต้นมะเดื่อริมทาง ก็ทรงเข้าไปใกล้ แต่กลับพบว่า มะเดื่อนั้นมีแต่ใบ ไม่มีผลเลย  ดังนั้นพระองค์จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า “เจ้าจะไม่ได้ออกผลอีกเลย”
ทันใดนั้น ต้นมะเดื่อก็เหี่ยวแห้งไปทันที !
20 เมื่อศิษย์ของพระองค์เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ประหลาดใจนัก ทูลถามว่า “เหตุใดต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวลงไปเร็วอย่างนี้ขอรับ?”
21 พระเยซูตรัสตอบ “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเจ้ามีความเชื่อ และไม่สงสัย เจ้าก็จะสามารถทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำกับต้นมะเดื่อนี้ และยังจะทำได้มากกว่านั้นอีก  เจ้าจะกล่าวกับภูเขานี้ว่า ‘จงเคลื่อนลงไปในทะเล’ ก็จะเป็นไปตามนั้นถ้าเจ้ามีความเชื่อ 
22 หากเจ้ามีความเชื่อ เจ้าก็จะได้รับทุกอย่างที่เจ้าอธิษฐานทูลขอ”

สงสัยสิทธิอำนาจของพระเยซู
23 พระเยซูเสด็จเข้าไปยังบริเวณพระวิหาร และขณะที่ทรงสอนอยู่ที่นั่น หัวหน้าปุโรหิต และผู้ใหญ่ของประชาชน ก็เข้ามาทูลถามว่า “ท่านทำสิ่งนี้ด้วยสิทธิอำนาจใด? ใครมอบสิทธิอำนาจนี้ให้ท่าน?”
 24 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราก็จะถามท่านอย่างหนึ่งเช่นกัน หากท่านตอบเรา เราก็จะบอกท่านว่า เราทำสิ่งเหล่านี้ด้วยอำนาจใด




25 บอกเรามาสิว่า เมื่อท่านยอห์นให้บัพติศมาแก่ประชาชน ท่านได้สิทธิอำนาจจากพระเจ้า หรือจากมนุษย์?  พวกเขาจึงหาเหตุผลกัน “หากเราตอบว่า บัพติศมาของยอห์นมาจากสวรรค์เบื้องบน  พระเยซูจะพูดว่า แล้วอย่างนั้นทำไมจึงไม่เชื่อท่าน?
26 แต่หากเราตอบว่า สิทธิอำนาจนั้นมาจากมนุษย์  เกรงว่าประชาชนจะลุกฮือ เพราะพวกเขาถือว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัสจากพระเจ้า”
27  ดังนั้นพวกเขาจึงตอบพระเยซูว่า “เราไม่รู้” พระองค์จึงตรัสว่า “เราก็จะไม่บอกพวกท่านเช่นกันว่า เรากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจใด”

คำอุปมาเรื่องลูกชายสองคน 
28 “บอกมาสิว่า เจ้าคิดเห็นอย่างไรเรื่องนี้  ชายคนหนึ่งมีลูกชายสองคน เขาไปหาลูกชายคนโต กล่าวว่า ‘ลูกชายเอ๋ย เจ้าจงออกไปและทำงานในสวนองุ่นของพ่อนะ’ 
29 ลูกชายคนนั้นบอกว่า ‘ผมจะไม่ไป’ แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจ และออกไป
30 แล้วพ่อก็ไปหาลูกชายอีกคน บอกว่า ‘ลูกชายเอ๋ย เจ้าจงออกไปและทำงานในสวนองุ่นของพ่อเถิด’ ลูกชายตอบว่า ‘ได้ขอรับท่านพ่อ’ แต่จริงแล้วเขาไม่ได้ไป 

31 ลูกชายคนไหนที่ทำตามใจของพ่อ?”
ทั้งปุโรหิตและผู้นำตอบว่า “ลูกชายคนโตไง” พระเยซูตรัสกับพวกเขา “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณี จะพากันเข้าไปในอาณาจักรของพระเจ้าก่อนพวกท่าน
32 เพราะท่านยอห์นได้มาชี้ทางแห่งความเที่ยงธรรม
พวกท่านก็ไม่เชื่อ  แต่คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณีกลับเชื่อ  แม้กระทั่งที่ท่านได้เห็นสิ่งนี้แล้ว ท่านก็ยังไม่ยอมกลับใจ และเชื่อท่านยอห์น 

คนเช่าสวนที่ชั่วช้า 
33 “จงฟังเรื่องอุปมาต่อไปนี้  มีเจ้าของสวนองุ่นคนหนึ่งปลูกสวนองุ่น  โดยสร้างกำแพงล้อมรอบและสกัดบ่อย่ำองุ่นไว้   และยังสร้างหอคอยไว้ด้วย  จากนั้นเขาก็ให้ชาวสวนเช่าพื้นที่ แล้วก็เดินทางไปต่างประเทศ 
34 เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวองุ่น เขาก็ส่งคนรับใช้ของเขาไปหาคนเช่าสวนเพื่อรับส่วนแบ่งของเขา
 35 แต่ชาวสวนกลับกระชากคนรับใช้ของเขาไป ทุบตีคนหนึ่ง และฆ่าอีกคนหนึ่ง และยังเอาหินขว้างคนรับใช้คนที่สามจนเสียชีวิต !
36 ดังนั้นเจ้าของสวนจึงส่งคนไปมากกว่าครั้งแรก  แต่ผู้เช่าก็ทำร้ายพวกเขาเหล่านั้นเหมือนที่ได้ทำคราวก่อน
37 ในที่สุด เขาจึงส่งลูกชายไปหาเจ้าของสวนโดยกล่าวว่า ‘เขาคงจะนับถือให้เกียรติลูกชายของเรา’
38 แต่เมื่อชาวสวนทั้งหลายเห็นลูกชายเจ้าของสวน พวกเขาจึงพูดกันว่า ‘เจ้านี่ไงเป็นทายาท พวกเราฆ่าเขาเสีย แล้วเราจะได้สวนนี้เป็นมรดกของเรา’
39  แล้วชาวสวนก็จับตัวลูกชาย โยนเขาออกไปนอกสวนองุ่น แล้วฆ่าเขาเสีย !

40 ดังนั้น เจ้าของสวนองุ่นควรจะทำอย่างไรกับคนเช่าสวนเหล่านี้ดี?”
41 เขาทั้งหลายตอบว่า “ท่านคงจะต้องสังหารคนชั่วเหล่านั้นอย่างสาสม  แล้วท่านก็จะให้คนเช่าสวนคนอื่นที่จะส่งส่วนแบ่งขององุ่นให้แก่ท่านในฤดูเก็บเกี่ยว เช่าสวนนั้นไป
42 พระเยซูตรัสแก่เขา “พวกท่านไม่เคยอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้หรือ ที่ว่า “ศิลาที่ช่างก่อสร้างทิ้งไป ได้กลายเป็นศิลามุมเอก องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำการนี้ และเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งสำหรับเรา”
43 “ดังนั้น เราขอบอกท่านว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะถูกริบไปจากท่าน และมอบให้กับชนชาติที่จะเกิดผล
44 คนที่ล้มทับศิลานี้จะแตกหักไป แต่หากศิลานี้หล่นทับคนใด เขาจะแหลกละเอียดไป”
45 เมื่อหัวหน้าปุโรหิต และฟาริสีได้ยินเรื่องอุปมาเหล่านี้ พวกเขาก็รู้ว่า พระองค์กำลังตรัสถึงพวกเขาเอง
46 พวกเขาจ้องที่จะจับกุมพระองค์ แต่ยังกลัวประชาชนเพราะผู้คนเหล่านั้นเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นผู้เผยพระดำรัส 

อธิบายเพิ่มเติม

พระเยซูเสด็จเข้านครเยรูซาเล็มในฐานะ
พระเมสสิยาห์
มัทธิว 21:1-11
ไม่นานมานี้ พระเยซูตรัสกับสาวกว่า พระองค์จะทรงถูกทรยศ ถูกจับกุม  สอบสวน ส่งไปประหาร และจะทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
พระเยซูทรงเห็นภาพล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ศิษย์ของพระองค์ยังไม่เข้าใจอะไรเลย  พระองค์ทรงรู้ว่า สิ่งที่จะทรงทำต่อไปนี้ จะยิ่งเร่งเร้าให้เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ทนไม่ได้  

พระองค์ทรงสั่งให้ศิษย์เอาแม่ลาตัวหนึ่งจูงมาพร้อมกับลูกของมัน ให้พระองค์   แล้วพระองค์ก็ทรงทำตามที่อิสยาห์ 62:11 และเศคาริยาห์ 9:9 ได้กล่าวล่วงหน้าไว้    
คือการทรงขี่บนหลังลูกลา และเสด็จเข้าประตูเมืองเยรูซาเล็ม น่าแปลกที่ลูกลาตัวนี้ เป็นลูกลาที่ไม่น่าจะมีใครเคยขี่มันมาก่อน แต่มันก็ยอมให้กับพระองค์  วันนี้ พระเยซูทรงเลือกที่จะประกาศพระองค์เองให้ทั้งนครเยรูซาเล็มรู้ว่า พระองค์คือผู้ใด  และคนที่ตอบก็คือ เหล่าประชาชนทั้งหลายที่เคยได้ฟังพระองค์สอน เคยได้รับการรักษาโรคจากพระองค์ พวกเขาจึงร้องสรรเสริญเต็มกำลัง สุดใจของพวกเขา  ไม่แค่นั้น พวกเขายังต้อนรับพระองค์ด้วยการปูเสื้อลงบนทางเดิน ตัดกิ่งปาล์มมาปูต้อนรับ … นี่เป็นการต้อนรับที่ทรงพลังอย่างยิ่ง  และยังเป็นสิ่งที่ทำให้คำกล่าวของอิสยาห์ และเศคาริยาห์สำเร็จด้วย    

ผู้คนแตกตื่นถามว่า นี่เป็นใคร เพราะเวลานั้น ประชาชนต่างโห่ร้อง โฮซันนาแด่พระบุตรของกษัตริย์ดาวิด  พวกเขาสรรเสริญว่า พระองค์เสด็จมาในพระนามขององค์พระเจ้าสูงสุด  เมื่อมีคำถามว่า ท่านผู้นี้เป็นใคร คำตอบคือ พระเยซู เป็นผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้าที่มาจากนาซาเร็ธ

แต่ผู้ที่เดือดดาลเป็นที่สุดกับเหตุการณ์นี้ ก็คือ เหล่าปุโรหิตและธรรมาจารย์นั่นเอง   เราเห็นมาตลอดว่า พวกเขาขัดเคืองใจกับการที่พระเยซูได้รับความนิยมจากประชาชน  ขัดใจที่ได้ตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  ที่ไม่พอใจมากที่สุดคือ พระเยซูทรงทำตามที่อิสยาห์ และเศคาริยาห์ได้กล่าวไว้ว่า พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดจะเข้าเมืองมาในลักษณะเช่นนี้  ทุกอย่างถูกต้องแม้กระทั่งสัตว์ที่พระองค์ทรงขี่เข้ามา  เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะต้องกำจัดพระเยซูให้ได้!

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร
มัทธิว 21:12-17
เมื่อพระเยซูทรงเข้าบริเวณพระวิหาร ก็ทรงพบธุรกิจที่ทำกันซึ่ง ๆ หน้าในพระวิหาร โดยไม่ยำเกรงกฎพระวิหารใด ๆ เป็นขบวนการที่ทั้งปุโรหิต ผู้ดูแลพระวิหารต่างได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า นั่นคือการซื้อขายสัตว์ที่จะถวายเป็นเครื่องบูชา  การแลกเงินเพื่อประชาชนที่มาจากที่ไกล ๆ จะได้ถวายเงินสกุลที่พระวิหารใช้  อย่างเช่นถ้ามาจากโรม ก็จะต้องเปลี่ยนเงินไม่ใช้ของโรมที่มีสัญลักษณ์ของพระต่างชาติเป็นต้น แล้วพวกนี้จะทำราคาแลกเปลี่ยนให้สูงลิ่ว
ในยอห์น 2:14-17  แต่นั่นเป็นครั้งที่พระองค์ทรงเริ่มต้นราชกิจของพระองค์ 
ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ คือ
พระเยซูทรงเข้าไปในพระวิหาร >> ทรงขับไล่คนที่ทำการซื้อขายแลกเงิน >> ทรงคว่ำโต๊ะ  >> ทรงแจ้งให้ทราบว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงจัดการพวกเขาเช่นนี้ (อิสยาห์ 56:7, เยเรมีย์ 7:9-10)   
แต่แล้วไม่ทันไร
คนตาบอด คนง่อย ก็มาหาพระองค์​>>
พระองค์ทรงรักษาโรคให้>>
เด็ก ๆ สรรเสริญพระองค์ในพระวิหาร ต่อหน้าต่อตาเหล่าปุโรหิต ธรรมจารย์   >>
สร้างความไม่พอใจกับพวกเขามาก  แต่พระองค์ทรงบอกว่า พระคัมภีร์สอนว่า คำสรรเสริญพระเจ้าจะมาจากเด็ก ๆ  >>

คิดว่าเกิดอะไรล่ะ ?  แน่นอน หมู่ปุโรหิตและธรรมาจารย์จะไม่อยู่เฉยแล้ว   แต่พระเยซูไม่ได้ทรงเดือดร้อนพระทัยสักนิด  พระองค์กำลังเปิดเผยพระองค์เองกับคนทั้งเมืองว่า พระองค์คือ พระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาตามที่พระเจ้าเคยสัญญาไว้  

มัทธิว 21:18-22
แล้วเช้าวันต่อมา พระองค์ทรงหิว ทรงเห็นต้นมะเดื่อ แทนที่จะได้กินผล กลับมีแต่ใบ ไม่มีผลสักลูก พระองค์จึงตรัสกับมันว่า เจ้าจะไม่มีผล …​อัศจรรย์​ !! >>>  ต้นมะเดื่อเหี่ยวทันที เห็นคาตา ทำให้พวกศิษย์จึงถามเหตุผล..

พระเยซูทรงตอบง่าย ๆ เลยว่า ถ้าเชื่อ ไม่สงสัย ก็จะได้แบบนี้ ซึ่งศิษย์ไม่เข้าใจฤทธิ์เดชเหนือสารพัดสิ่งในจักรวาลอย่างพระองค์ พระเยซูทรงรู้ว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์เหนือสรรพสิ่ง พระองค์เองทรงเป็นพระเจ้าที่จะสั่งสิ่งใดก็ได้  พระองค์ตรัส มะเดื่อก็เชื่อฟัง
แต่แล้ว พระองค์กลับตรัสกับศิษย์ว่า แม้แต่พวกเขา ก็สามารถทำเหมือนกับพระองค์ได้   คำว่า “หากเจ้ามีความเชื่อ และไม่สงสัย เจ้าก็จะสามารถทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำกับต้นมะเดื่อนี้ และยังจะทำได้มากกว่านั้นอีก”
เป็นพระดำรัสที่ท้าทายผู้เชื่อทุกคน     พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า พระองค์เท่านั้นที่จะทำได้ แต่ทุกคนที่เชื่อ ไม่สงสัยจะทำได้เช่นกัน  นี่เป็นคำหนุนใจกับคนที่กำลังอธิษฐานว่า ความเชื่อในฤทธิ์เดชของพระเจ้าเป็นพื้นฐานของคำตอบ

เรื่องต้นมะเดื่อนี้ มีการแปลความหมายตามพระคัมภีร์เดิมด้วยว่า  ต้นมะเดื่อเป็นอิสราเอลที่ดูเหมือนเกิดผล แต่เนื้อแท้แล้วกลับไม่ได้ผลอะไรเลย   เยเรมีย์ 8:13; มีคาห์ 7:1-6; โฮเชยา 9:10, 16-17; มีคาห์ 7:1-6 

สงสัยสิทธิอำนาจของพระเยซู
มัทธิว 21:23-27
นอกจากที่พระเยซูจะทรงสอนประชาชนตามภูเขา ริมทะเล ในบ้านคนแล้ว พระองค์ยังทรงสอนประชาชนให้รู้จักชีวิตที่อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าในพระวิหารด้วย  ทรงทำการอัศจรรย์หลายอย่างในพระวิหาร ทำให้เหล่าผู้ใหญ่และปุโรหิตรู้สึกขัดใจมาก ยิ่งเมื่อพระองค์ตรัสถึงพระบิดาคือองค์พระยาห์เวห์ว่าเป็นพระบิดาของพระองค์ พวกเขายิ่งไม่พอใจ  (หนังสือยอห์นบันทึกไว้มากพอควร)
พวกเขาจึงเข้ามาเผชิญหน้ากับพระองค์ …ถามว่า ที่เข้ามาในเยรูซาเล็ม ที่ทำการอัศจรรย์ทำให้คนหายโรคได้นี้ ได้อำนาจมาจากไหนกัน? อย่าลืมว่า พวกเขาเคยกล่าวหาว่า พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ด้วยอำนาจนายผีมาก่อน (มัทธิว 12:24)
แทนที่พระเยซูจะตอบ… พระองค์ทรงถามกลับว่า พวกเขามีความเห็นเรื่องการที่ยอห์นให้บัพติศมาแก่ประชาชนอย่างไร  ใครเป็นผู้ให้สิทธิอำนาจนั้นแก่ยอห์น?
เมื่อเจอคำถามเช่นนี้ ก็หันมาปรึกษากัน >> ตอบอย่างไรดีนะ ? ถ้าบอกว่ามาจากเบื้องบน ก็ไม่ได้เข้าทางพระเยซู ตอบว่ามาจากมนุษย์ เดี๋ยวคนก็ลุกฮือเพราะพวกเขาชอบยอห์นมาก เอาอย่างนี้ ตอบว่าไม่รู้แล้วกัน … พระเยซูจึงไม่ตอบพวกเขาเช่นกัน ถ้าพระองค์ทรงตอบตามความจริงว่า มาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะจัดการพระองค์เดี๋ยวนั้น ซึ่งพระองค์ทรงทราบดีว่า ยังไม่ถึงเวลาที่พระองค์จะถูกจับกุม   และในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็แสดงให้ประชาชนตรงนั้นรู้ว่า พวกเขาไม่ได้รู้คำตอบของทุกเรื่อง  ไม่น่าถามพระเยซูเลย เสียหน้าเปล่า ๆ 

คำอุปมาเรื่องลูกชายสองคน
มัทธิว 21:28-32
หลังจากนั้น พระเยซูยังคงตรัสถึงยอห์น ในฐานะที่ท่านเป็นคนนำให้ประชาชนได้รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้า  ประชาชนในสังคมโบราณ แบ่งเป็นสองพวกชัดเจน คือ พวกหนึ่งคือเหล่าธรรมาจารย์ ปุโรหิต ผู้ใหญ่ที่คิดว่าตนเองเป็นคนเที่ยงธรรม  ไม่มีผิด แต่คนอื่นเป็นคนผิดบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณี ก็จะเป็นเหมือนตัวแทนของคนบาปในสังคม  พวกเขาถูกดูหมิ่นเหยียดหยามว่าชั่วช้า 
แต่แล้วพระเยซูกลับเล่าเรื่องที่เหมือนตีแสกหน้าเหล่าคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี  แต่ไม่ยอมกลับใจ
ในเรื่องเล่า ลูกคนโตที่ตอนแรกไม่เชื่อฟัง แต่ต่อมาก็ไปทำตามใจของพ่อนั้น คือคนบาปที่กลับใจ  ส่วนลูกคนเล็กที่บอกจะทำตามใจพ่อ กลับไม่ทำตาม  สรุปแล้ว เรื่องนี้ ก็คือ คนต้นเป็นคนท้าย และคนท้ายกลายเป็นคนต้นนั่นเอง

คำอุปมาเรื่องคนเช่าสวนที่ชั่วช้า
มัทธิว 21:33-46
น่าแปลกที่หัวหน้าปุโรหิตและฟาริสีก็ยังคงฟังพระองค์ต่อ เมื่อพระองค์เล่าคำอุปมาอีกเรื่อง  พวกเขาไม่ได้เดินหนีพระองค์ไป แสดงว่า พวกเขาก็ชอบฟังเรื่องของพระองค์อยู่เหมือนกัน หรืออาจจะอยากฟังเพราะจะได้จับผิดพระองค์ 

มาดูความหมายของผู้ที่มีส่วนในเรื่องอุปมา
เจ้าของสวนหมายถึงพระเจ้า อิสยาห์ 5:1-7  เฉลยธรรมบัญญัติ 32:32, สดุดี 80:8, เยเรมีย์ 2:21
คนเช่าสวนนั้นคือ เหล่าผู้นำศาสนายิว ผู้ใหญ่ ธรรมจารย์ที่มีอคติต่อพระเจ้ามาเป็นเวลานาน 
คนรับใช้ของเจ้าของสวนนั้นก็หมายถึงผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้า 
ลูกชายของเจ้าของสวนและศิลามุมเอก (เป็นหินสำคัญที่สุดในการก่อสร้างบ้าน) ศิลาที่ถูกทิ้ง คือองค์พระเยซูคริสต์ 
คนเช่าสวนคนอื่นและชนชาติที่จะเกิดผล นั้นก็คือ คนบาปที่ตอบรับการทรงเรียกให้กลับใจใหม่ รวมทั้งคนต่างชาติที่ต้อนรับพระเยซู

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่า ใครเป็นตัวแทนสื่อถึงใคร เราก็จะเข้าใจคำอุปมาเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน  เพราะว่า พระเจ้าทรงเป็นห่วงอิสราเอล
จึงทรงส่งผู้เผยพระดำรัสของพระองค์มาหลายคน แต่คนอิสราเอลก็ไม่ได้ฟังคำเตือนของพวกเขาเลย พวกเขาต้องตกไปเป็นเชลยเพราะความดื้อด้าน  ต่อมาทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเอง เพื่อเตือนพวกเขาให้กลับใจ แต่แล้วพวกเขาก็ประหารพระองค์   ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงเตือนศิษย์แล้วว่า พระองค์จะถูกประหาร บัดนี้ทรงบอกกับผู้ที่จะประหารพระองค์ซึ่ง ๆ หน้า ที่น่าประหลาดใจ พวกเขารู้ตัวด้วยว่า พระองค์ตรัสถึงพวกเขา นี่ยิ่งทำให้พวกเขาโกรธแค้นมากขึ้นอีก

อีกไม่นาน เหล่าปุโรหิต ธรรมาจารย์ ผู้ใหญ่ของยิวนั้น ก็สมคบกันวางแผนประหารพระเยซู พวกเขากระทำกับพระองค์อย่างโหดเหี้ยม ยืมมือทหารโรมันมาลงมือเฆี่ยน ทรมาน เยาะเย้ย และประหารพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเล่าไว้ในเรื่องนี้

แล้วพระเยซูยังบอกเรื่องสุดท้ายแก่เขาคือ พระเจ้าจะทรงมอบพระพรแห่งแผ่นดินของพระเจ้าให้กับชาวต่างชาติที่จะเกิดผลเพื่อพระองค์​

 คนเราทุกคนสามารถตอบสนองพระเจ้าได้สองแบบ คนหนึ่งอาจจะล้มลงไปหาศิลานี้ จะแตกหัก ชีวิตเดิมแตกสลาย และได้รับการเปลี่ยนแปลง ได้รับชีวิตใหม่
แต่ถ้าคนใดไม่รับเอาพระองค์  ศิลานั้นจะทับเขาจมดิน ไม่มีโอกาสได้เกิดใหม่อีกเลย นั่นคือ เขาจะถูกพระเจ้าพิพากษาลงโทษ   


พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 21
1* ลูกา 19:29-38; เศคาริยาห์ 14:4
5* เศคาริยาห์  9:9
6* มาระโก 11:4
7* 2 พงศ์กษัตริย์ 9:13; เลวีนิติ 23:40
8* ลูกา 23:40
9* สดุดี 118:26; มัทธิว 23:39
10* ยอห์น 2:13,15
11* ยอห์น 6:14;7:40;9:17
12* มาลาคี 3:1; มาระโก 11:15-18; เฉลยธรรมบัญญัติ  14:25
13* อิสยาห์ 56:7; เยเรมีย์ 7:11
15* ยอห์น 7:42

16* สดุดี 8:2
17* ยอห์น 11:1, 18; 12:1
18* มาระโก 11:12-14, 20-24
19* มาระโก 11:13
20* มาระโก 11:20
21* มัทธิว 17:20; ยากอบ 1:6; 1 โครินธ์ 13:2
22* มัทธิว 7:7-11
23* ลูกา 20:1-8; อพยพ 2:14
25* ยอห์น 1:29-34; 1:15-28
26* มัทธิว 14:5; 21:46
28* มัทธิว 20:1; 21:33
31* ลูกา 7:29; 37-50
32* ลูกา 3:1-12; 7:29; 3:12-13

33* ลูกา 20:9-19; มัทธิว 25:14
35* 1 เธสะโลนิกา 2:15
37* ยอห์น 3:16
38* ฮีบรู 1:2; ยอห์น 11:53
39* กิจการ 2:23
41* ลูกา 20:16; 21:24; กิจการ 3:46
42*สดุดี 118:22-23
43* มัทธิว 8:12
44* อิสยาห์ 8:14-15; ดาเนียล 2:24
46* มัทธิว 21:26; 21:11