โรม 15 ทรงครองเหนือชาติทั้งปวง

โรม 15:1-2
เราทั้งหลายที่มีความเชื่อแข็งแรงควรจะอดทนต่อความล้มเหลวของผู้ที่อ่อนแอกว่าและไม่ทำตามความพอใจของตนเอง เราแต่ละคนควรจะทำให้เพื่อนบ้านเป็นสุขเพื่อประโยชน์ของพวกเขา ช่วยให้พวกเขาเข้มแข็งในความเชื่อมากขึ้น

โรม 15:3
แม้พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงทำตามพระทัยของพระองค์เอง  ตามที่พระคัมภีร์เขียนว่า
“การที่พวกเขาสบประมาทพระองค์
นั้น เป็นการสบประมาทข้าพเจ้าโดยตรง”

โรม 15:4
ทุกสิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ เขียนไว้เพื่อสอนเรา เพื่อให้เรามีความหวังจากการที่เรามีความอดทน และรับ
กำลังใจจากพระคัมภีร์ 

โรม 15:5-6
ขอให้องค์พระเจ้าแห่งความอดทนและกำลังใจ ทรงช่วยให้ท่านมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกันตามพระประสงค์
ขององค์พระเยซูคริสต์ แล้วท่านจะได้มีใจเดียวกัน

โรม 15:7 
ขอให้ยอมรับกันและกัน
เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา
ซึ่งเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า 

โรม 15:8
ข้าพเจ้ากล่าวว่า พระคริสต์ได้มารับใช้คนที่เข้าสุหนัต  (คือคนอิสราเอล)เพื่อให้เห็นความซื่อตรงของพระเจ้าเพื่อให้เห็นว่า พระองค์ทรงรักษาคำสัญญาที่ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษทั้งหลาย

โรม 15:9
เพื่อคนต่างชาติจะได้สรรเสริญพระเจ้าเนื่องจากพระเมตตาของพระองค์  ตามที่มีเขียนไว้ว่า 
“ดังนั้นข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
ท่ามกลางคนต่างชาติ และร้องเพลง
สรรเสริญพระนามของพระองค์”(สดุดี 18:49)

โรม 15:10-11
พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“จงยินดีเถิดเหล่าคนต่างชาติ พร้อมกับประชากรของพระองค์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:43) พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“ชนชาติทั้งปวง จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ มนุษย์ทั้งหลาย จงยกย่องพระองค์เถิด  ” (สดุดี 117:1)

โรม 15:12
และอิสยาห์กล่าวด้วยว่า“รากแห่งเจสซี จะงอกขึ้น
พระองค์คือผู้ที่ขึ้นมาปกครองเหนือชาติต่าง ๆ  
และชนชาติทั้งหลายจะหวังใจในพระองค์

(อิสยาห์ 11:1,10)

โรม 15:13
ข้าอธิษฐานขอพระเจ้าผู้ประทานความหวังทรงเติมท่านด้วยความยินดีและสันติสุขอย่างบริบูรณ์  เพราะท่านวางใจในพระองค์แล้วท่านจะเต็มด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

โรม 15:14-15
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าเชื่อว่า ท่านเองเต็มด้วยความดี  และความรู้ทั้งสิ้น ท่านสามารถสอน ตักเตือนกันและกันได้ ถึง
อย่างนั้น ข้าได้เขียนมาถึงท่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเตือนถึงสิ่งที่ข้าอยากให้ท่านระลึกถึงเพราะพระเจ้าได้ประทาน
พระคุณแก่ข้า

โรม 15:16
โดยให้ข้าเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์สำหรับคนต่างชาติ ข้าได้รับใช้หน้าที่ปุโรหิตโดยสอนข่าวประเสริฐเรื่องพระเจ้า เพื่อว่าคนต่างชาตินั้นจะเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงรับ ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงชำระแล้ว

โรม 15:17-18
ดังนั้นข้าจึงภูมิใจในการงานที่ข้าได้รับใช้เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ข้าไม่กล้าพูดถึงสิ่งใดนอกจากพูดถึงสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำสำเร็จผ่านข้าในการนำคนต่างชาติมาเชื่อฟังพระเจ้า
พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าจากคำพูดและการกระทำของข้า

โรม 15:19 
เพราะพวกเขาได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ซึ่งสำเร็จโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า
ข้าได้ประกาศข่าวประเสริฐอย่างครบถ้วนตั้งแต่นครเยรูซาเล็ม
ไปจนถึงแคว้นอิลลีริคุม


โรม 15:20-21
ข้าปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศข่าวประเสริฐในสถานที่ซึ่งผู้คนไม่เคยได้ยินเรื่องของพระคริสต์ เพราะข้าไม่ต้องการ
ที่จะสร้างงานบนรากฐานที่ผู้อื่นได้วางไว้
ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  “เหล่าคนที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ยินถึงพระองค์ก็จะได้เข้าใจ”

โรม 15:22-23
นี่เป็นเหตุผลที่หยุดยั้งข้าหลายครั้ง
ที่ทำให้ข้ามาหาท่านไม่ได้ 
แต่บัดนี้ ข้าทำงานในแคว้นเหล่านี้สำเร็จแล้ว
เป็นเวลานานหลายปีทีเดียวที่ข้าเองตั้งใจจะมาหาท่าน


โรม 15:24-25
ข้าหวังว่าจะเยี่ยมท่านระหว่างที่เดินทางไปเสปน และเมื่อได้อยู่กับท่านสักพักอย่างสบายใจแล้ว ข้าก็หวังว่าท่านจะช่วยส่งให้ข้าเดินทางต่อไปด้วยแต่เวลานี้ ข้าจะไปยังนครเยรูซาเล็มเพื่อรับใช้วิสุทธิชนของพระเจ้า


    

โรม 15:26-27
ผู้เชื่อในแคว้นมาซิโดเนียและอาคายายินดีที่จะถวายเงินช่วยคนยากไร้ในหมู่วิสุทธิชนของพระเจ้าในนครเยรูซาเล็ม  พวกเขายินดีทำการดังกล่าว และยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพวกเขา คนต่างชาติที่ได้รับแบ่งพระพรฝ่ายวิญญาณจากยิว พวกเขาจึงจะแบ่งปันสิ่งของกลับไปเพื่อช่วยเหลือยิว

โรม 15:28-29
หลังจากที่ข้าพเจ้าทำงานนี้เสร็จและนำเงินถวายไปให้พวกเขาอย่างปลอดภัยแล้ว ข้าก็จะไปยังสเปนและแวะเยี่ยม
ท่านระหว่างทาง ข้ารู้ว่า เมื่อข้ามาหาท่าน
ข้าจะมาพร้อมกับพระพรของพระคริสต์อย่างเต็มบริบูรณ์

โรม 15:30
พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอร้องให้ท่านร่วมต่อสู้ รับใช้ด้วยกันกับข้า โดยการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อข้า
ขอให้ทำเช่นนี้  เพราะองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราและความรักที่พระวิญญาณประทานให้

โรม 15:31
ขอท่านอธิษฐานเพื่อข้าจะได้รับการช่วยกู้ให้พ้นจากคนที่ไม่เชื่อในยูเดียและการรับใช้ที่ข้านำมายังนครเยรูซาเล็ม
จะเป็นที่ยอมรับท่ามกลางคนของพระเจ้า ณ ที่นั่น

โรม 15:32-33
ข้าจะได้มาหาท่านด้วยความยินดีมาก ตามพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งท่านและข้าก็จะได้มีความสดชื่นไปด้วยกัน ขอองค์พระเจ้าแห่งสันติสุข ทรงประทับกับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 15:1-2
ความอดทนในที่นี้ของท่านเปาโล เป็นความรักอันจริงใจที่อดทนนาน เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ในโรม 12:9-13  และ โครินธฺ์ 13:4  การถ่อมตนนั้นมาพร้อมกับความรัก แต่ไม่ได้หมาย ความ ว่าปล่อยให้คนที่อ่อนแอมาควบคุมความเชื่อในพระเจ้าของเรา  ข้อนี้เป็นคำสั่งที่ตรงไปตรงมา แต่มีความซับซ้อนอีกหลายประการ ก่อนที่เราจะอดทน เราต้องรักก่อน ต้องเข้าใจว่า เราก็มีโอกาสผิดได้เหมือนเขา ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้โอกาสองค์พระวิญญาณทำการในใจทั้งสองฝ่าย

โรม 15:3
พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างของคนที่เข้มแข็งและทรงอดทนต่อมนุษย์ที่ทำบาป และอ่อนแอมาก พระองค์ทรงทำให้พระบิดาพอพระทัย ไม่ได้ทำตามพระทัยของพระองค์เองเลย  คริสเตียนทุกคนจึงมีหน้าที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าเพื่อสร้างพระกายของพระคริสต์ที่เต็มด้วยความรักเห็นใจ ไม่ทำตามใจของตน อดทนต่อเรื่องที่เป็นความเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้ผิดศีลธรรมของคนอื่น กุญแจคือ ทำตามพระคริสต์ !

โรม 15:4
ท่านเปาโลกำลังเขียนจดหมายให้พี่น้องใส่ใจอ่านพระคัมภีร์เดิมซึ่งชาวยิวยึดถือเป็นพระดำรัสของพระเจ้าเพื่อเขา ตอนนั้น ท่านยังไม่ทราบเลยว่าจดหมายของท่านจะได้มาเป็นส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ที่เราใช้กันอยู่  ในพระคัมภีร์เดิมเราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ใหม่ เราเห็นพระเจ้าผ่านองค์พระเยซูพระเยซูทรงทำให้มนุษย์ได้รู้จักว่า พระเจ้าทรงเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้ลบล้างพระคัมภีร์เดิม

โรม 15:5-6
การที่จะมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เสียงเดียวกันในการนมัสการพระเจ้า ถวายพระเกียรติพระองค์นั้นมีพื้นฐานอยู่ที่ความรักของพระเจ้า และความรักกันฉันพี่น้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเปาโลย้ำแล้วย้ำอีก ความอดทนที่จะเผชิญความทุกข์ยากซึ่งคริสเตียน
ยุคแรกต้องเจอนั้น ต่างต้องการกำลังใจจากกัน
และกันเป็นอย่างมาก … ชีวิตของชุมชนคริสเตียนแตกต่างจากชุมชนอื่นที่ไม่มีพระเจ้าอย่างชัดเจนถึงจะทุกข์ยาก แต่ก็อดทนและถวายพระเกียรติ!
โรม 15:7 
คำว่ายอมรับ นั้นอาจใช้ได้ในความหมายยินดีต้อนรับ ตอบรับ  ยอมรับอีกคนเข้าไปในใจ  ยอมฟังการมีมิตรภาพ ต้อนรับ ทั้งหมดนี้ไม่เท่ากับคำต่อไปที่ว่า เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา(ทั้งที่เราเป็นคนนิสัยแบบนี้ ไม่น่าคบแบบนี้) ท่านเปาโลไม่ได้เอาคนอื่นมาเป็นต้นแบบ แต่กลับเอาพระเยซูที่ทรงยอมรับเราทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนบาป พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา … ไม่มีอะไรจะพูดต่อ เพราะอึ้งกับคำสั่งนี้ … ทำได้ไหม??

โรม 15:8
พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อช่วยคนอิสราเอลที่หลงหายก่อนทรงยืนยันกับหญิงชาวคานาอันที่มาขอความช่วยเหลือในมัทธิว 15:24  นี่แสดงให้เห็นว่า พระเยซูทรงมาเพื่อคนอิสราเอล ..แต่เราอย่าลืมว่า ในแผนการของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงพอพระทัยให้อิสราเอลเป็นพระพรสำหรับคนทั้งโลก แต่เมื่อพวกเขาไม่รับพระองค์ ก็ทรงส่งคนของพระองค์ไปประกาศพระนามทั่วทั้งโลก คนที่มาเชื่อกลับกลายเป็นหนามยอกอกของอิสราเอลที่ทำให้พวกเขาอิจฉา และกลับมาหาพระองค์ในที่สุด

โรม 15:9
ใช่แล้ว พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของคนยิวว่า พวกเขาจะเป็นพระพรให้กับทุกครอบครัวในโลกนี้ แต่เขากลับเป็นพระพรแบบที่ไม่คาดฝันแทนที่จะเป็นพระพรตรง ๆ กลับกลายเป็นว่า พวกเขาไม่เชื่อพระองค์ พระเจ้าจึงทรงส่งพระเมตตาของพระองค์ไปยังคนต่างชาติ (โรม 11:11-12)คนต่างชาติทำให้อิสราเอลรู้สึกอิจฉา และกลับมาหาพระเจ้า ดังนั้น ทั้งยิวและคนต่างชาติที่เชื่อพระองค์จะได้ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ด้วยกัน 


โรม 15:10-11
ตอนที่เริ่มต้นคริสตจักรในโรมครั้งแรก ๆ นั้น
ผู้เชื่อส่วนใหญ่คือ คนอิสราเอลที่หนีออกมาจากบ้านเกิดและมาตั้งรกรากใหม่ในโรม คริสตจักรจึงมีพี่น้องยิวเป็นส่วนใหญ่ แต่แล้ว เมื่อมีการประกาศ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกคนต่างชาติในโรมมาเชื่อพระองค์ก็จึงเกิดความขัดแย้งในความคิดอย่างที่เราได้อ่านมาโดยตลอด แต่จากพระคัมภีร์เดิมทั้งสองข้อที่ท่านเปาโลอ้างถึง เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงมีแผนการเพื่อให้คนต่างชาติรอดมาตั้งแต่ต้น

โรม 15:12
ไม่พอ ท่านเปาโลยังอ้างถึงท่านอิสยาห์ที่กล่าวว่ารากแห่งเจสซี ซึ่งหมายถึงผู้หนึ่งในวงศ์วานของ ดาวิดที่จะมาครอบครองหัวใจของมนุษย์ทั้งหลายไม่เฉพาะคนอิสราเอลเท่านั้น และรากแห่งเจสซีผู้นี้ ก็คือ พระเมสสิยาห์ องค์ที่พระเจ้าทรงเจิมมาเพื่อเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ..พระเยซูคริสต์นั่นเอง! ในวันนี้ เราเห็นชัดว่า พระเจ้าทรงเมตตาต่อชนทุกชาติไม่เว้นชาติใดเลย แม้กระทั่งคนในชาติที่เป็นศัตรูกับพระองค์ ก็ไม่ได้พลาดพระเมตตานั้น

โรม 15:13
พระเจ้าแห่งความหวัง คือพระนามหนึ่งของพระเจ้าคนที่ไม่มีความหวังนั้นชีวิตหดหู่และเศร้ามาก ตรงข้ามกับชีวิตที่เต็มด้วยความยินดี และสันติสุขที่ได้มาจากพระองค์ ท่านเปาโลขอพระเจ้าให้พี่น้องวางใจพระองค์ … เพื่อว่าเมื่อวางใจแล้วจะมีความหวังว่าจะอยู่กับพระเจ้าทั้งวันนี้ และตลอดไป  เป็นความหวังที่ปรารถนาให้คนอื่น ได้มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน   คนที่รู้จักพระเจ้าจึงไม่หยุดที่จะเป็นพยานเพราะอดไม่ได้จริง ๆ 

โรม 15:14-15
ตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้เราเข้าใจสภาพของคริสตจักรโรม พวกเขามีความเข้าใจในเรื่องของพระเจ้า มีความประพฤติที่แตกต่างจากคนภายนอก  พวกเขาฟังกันและกันได้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่ควรเกิดขึ้นในคริสตจักรทุกแห่งท่านเปาโลไม่ได้แค่เตือนสติเหมือนกับที่เราได้อ่านมาเท่านั้น แต่ท่านมีคำชมเชยให้กำลังใจกับพวกเขาด้วย ครั้งนี้ท่านใช้คำ พี่น้องชายหญิงอย่างชัดเจนและท่านกำลังจะแจ้งบางเรื่องที่พระเจ้าทรงใช้ท่าน..

โรม 15:16
สิ่งที่ท่านเปาโลกำลังบอกพี่น้องคือ ท่านไม่ได้เป็นแค่ผู้รับใช้เพื่อพี่น้องชาวยิวหรืออิสราเอลเท่านั้แต่ท่านมีเป้าหมายสำคัญมากคือ การประกาศพระนามพระเจ้าให้กับคนต่างชาติ ท่านมองตัวเองว่าเป็นดั่งปุโรหิตที่สอนข่าวประเสริฐให้คนต่างชาติด้วย พี่น้องต้องเข้าใจว่า พระเจ้าทรงรับพวกเขาเช่นเดียวกัน  พวกเขาได้รับการช่วยเหลือ การชำระชีวิตจากองค์พระวิญญาณเช่นเดียวกับพี่น้องชนชาติอิสราเอล!

โรม 15:17-18
ความภูมิใจที่ท่านได้รับใช้พระเจ้าเพื่อคนต่างชาติเป็นสิ่งที่น่ายินดีด้วย เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียกให้รับใช้นั่นเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดในโลกเลย ..แล้วท่านเปาโลก็ได้บอกถึงความสำเร็จที่มีคนต่างชาติได้มาเชื่อพระเจ้า ทั้งจากคำพูดและการกระทำซึ่งทำให้เราเห็นตัวอย่างชัดเจนว่า การรับใช้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแค่พูด หรือแค่ทำ ต้องประกอบด้วยทั้งสองอย่าง ยิ่งกว่านั้น ท่านได้ยกความสำเร็จทั้งหมดว่าเป็นเพราะพระคริสต์ทรงทำผ่านท่าน

โรม 15:19
เมื่อเราอาจหนังสือกิจการ  เราจะเห็นราชกิจของพระเจ้าผ่านท่านเปาโลอย่างชัดเจน จากคนที่กดขี่ข่มเหงพระนามพระเยซู กลับกลายเป็นคนที่ต้องทนคนอื่นกดขี่ข่มเหงเพื่อพระนามนั้น ท่านได้ทำการอัศจรรย์ ทำหมายสำคัญ ด้วยฤทธิ์พระวิญญาณท่านทำทั้งในศาลาธรรมตามย่านตลาด แม้กระทั่งในศาลยุติธรรมของโรม  ความมั่นคงและความเข้าใจในข่าวประเสริฐของท่านนั้น ช่วยให้เราเข้าใจพระราช กิจทั้งสิ้นของพระเยซูคริสต์อย่างเหลือเชื่อ

โรม 15:20-21
ความปรารถนาที่จะประกาศเพื่อให้คนได้รับความรอดนั้น รุนแรง เต็มล้นในชีวิตของท่านเปาโลเหมือนครั้งที่ท่านมีความเร่าร้อนในการทำลายคริสตจักรของพระเยซูคริสต์  พระเจ้าได้ประทานปัญญา ความเข้าใจในสิ่งล้ำลึกซึ่งคนอื่นเข้าไม่ถึงแก่ท่านเปาโล  ความปรารถนาให้คนเชื่อไม่พอ ท่านปรารถนาให้คนเติบโตในพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงใช้ท่านและให้เกิดผลอย่างมากตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิตจนกระทั่งวันนี้ 

โรม 15:22-23
การไปประกาศตามที่ต่าง ๆ ที่คนยังไม่ได้ยินเรื่องของพระเยซูของท่านเปาโลนั้นท่านเองกล่าวว่าสำเร็จแล้ว ท่านได้ตั้งคริสตจักรหลายแห่งในเอเชียน้อย และถึงเวลาที่ท่านจะได้ไปเยี่ยมคริสตจักรโรมที่ยังไม่เคยไป เราจะเห็นว่า ท่านเปาโลเป็นคนรักพี่น้องคริสเตียนเอามาก ๆ ขณะที่ทำงานอยู่ในสถานที่หนึ่ง หรือขณะที่ถูกจำคุกอยู่ ก็ไม่วายที่จะคิดถึงพี่น้องในอีกพื้นที่  ท่านเป็นผู้นำการประกาศและการสร้างชีวิต ที่ผู้รับใช้ปัจจุบันทำแทบไม่ไหว!

โรม 15:24-25
แผนการเดินทางนั้นชัดเจน เพราะต้องการไปประกาศในพื้นที่ไกลออกไปคือประเทศสเปนซึ่งในขณะนั้นอยู่ในเขตปกครองของโรม  สองอย่างที่ท่านวาดฝันไว้คือ การพบพี่น้องในโรม ได้พักผ่อนหย่อนใจอยู่ด้วยกัน สามัคคีธรรมด้วยกัน แล้วจากนั้นก็จะเดินทางต่อ ซึ่งท่านก็ได้แจ้งถึงความตั้งใจว่าจะให้พี่น้องในโรม เป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนการเงินให้ท่านได้ไปประกาศ  แต่ก่อนที่จะไปโรม ยังมีภาระจะต้องไปเยรูซาเล็มเสียก่อน ไปรับใช้ผู้เชื่อ!!

โรม 15:26-27
ที่ท่านกลับไปเยรูซาเล็มเพราะว่าพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้ถวายเงินช่วยเหลือคนของพระเจ้าที่ยากจนซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม นี่ทำให้พี่น้องคริสเตียนที่เป็นชาวต่างชาติและชาวยิวมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และที่สำคัญคือ เป็นสิ่งที่คริสเตียนในยุคต่อมาได้ทำตามอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ ของโลก ไม่ใช่แค่เพื่อให้มีชีวิตอยู่ แต่มีการสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อรับใช้ชุมชนที่ห่างไกล สร้างชุมชนของพระเจ้าขึ้นมาอีก  2 โครินธ์ 8:1-5

โรม 15:28-29
พี่น้องต่างชาติที่ถวายกลับคืนมานั้น ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอย่างเดียว แต่ยังมีความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพี่น้องคริสเตียนชาวยิวด้วย เป็นผลของการที่ผู้คนได้กลับใจเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง พอพวกเขารู้จักพระเจ้า ชีวิตอย่างพระเจ้าจะปรากฏขึ้นในคนที่เชื่ออย่างแท้จริง เป็นชีวิตในพระวิญญาณ  การให้จึงไม่ได้เป็นปัญหา แต่เป็นความสุขใจที่ได้แบ่งปัน
เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้เชื่อใหม่ได้หลายทาง การแบ่งปันก็เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนชีวิต

โรม 15:30
คำว่าขอให้ต่อสู้รับใช้ บ่งบองถึงนักกีฬาที่ต่อสู้
แข่งขันอย่างสุดตัวในการแข่งขัน  การต่อสู้แบบนี้เป็นการสู้แบบทีม เช่นทีมฟุตบอล การวิ่งผลัดเราไม่ได้อธิษฐานสู้เพื่อเราจะได้สิ่งที่เราต้องการเป็นส่วนตัว  ท่านเปาโลขอให้อธิษฐานเป็นการแบกภาระร่วมกันในการรับใช้พระเจ้า  ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานแบบลำลอง สบาย ๆ แต่เป็นการต่อสู้เป็นทีม เพื่อจะได้นำวิญญาณ เพื่อการหายโรคเพื่อการเติบโต เพื่อน้ำพระทัยพระเจ้าจะสำเร็จ

โรม 15:31
ถ้าเราอ่านกิจการอย่างทะลุปรุโปร่ง เราก็จะเห็นว่าท่านเปาโลเจอทั้งศึกนอกศึกใน เนื่องจากท่านเป็นคนที่ข่มเหงคริสตจักรมาก่อน ท่านต้องเผชิญกับคนที่ไม่เชื่อ ซึ่งก็จะทำกับท่านเหมือนกับที่ท่านเคยทำกับผู้เชื่อ ยิ่งกว่านั้น คนของพระเจ้าก็ยังไม่ค่อยไว้ใจท่านเปาโล ท่านต้องพิสูจน์ตนเองว่า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก และเลือกให้ไปประกาศกับคนต่างชาติรอบ ๆ อิสราเอลจริง ๆ ท่านจึงต้องการคำอธิษฐานรองรับและเป็นพลังการรับใช้นี้

โรม 15:32-33
ตั้งแต่ข้อที่สิบสี่เป็นต้นมา ทำให้เราเห็นเป้าหมายการรับใชัของท่านเปาโลอย่างละเอียดชัดเจนท่านต้องการให้คนต่างชาติกลายเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงยอมรับ เป็นผู้ที่พระวิญญาณทรงชำระให้บริสุทธิ์ หลังจากที่ได้ทำงานในหมู่คนต่างชาติ ตอนนี้ท่านพร้อมที่จะกลับมาพบพี่น้องชาวยิวด้วยกัน และทั้งสองฝ่ายจะได้ชื่นชมกับการรับใช้ที่แตกต่างกันแต่ที่ได้เหมือนกันคือผู้คนที่ออกจากมืดมาสู่สว่าง!

พระคำเชื่อมโยง

โรม 15
1* กาลาเทีย 6:1-2
2* 1 โครินธ์ 9:22; 10:24, 33
3* มัทธิว 26:39; สดุดี 69:9
4* 1 โครินธ์ 10:11
5* 1 โครินธ์ 1:10
6* กิจการ 4:24
7* โรม 14:1,3; 5:2
8* มัทธิว 15:24; 2 โครินธ์ 1:20
9* ยอห์น 10:16;  2 ซามูเอล 22:50; 18:49
10* เฉลยธรรมบัญญัติ   32:43
11* สดุดี 117:1


12* อิสยาห์ 11:1, 10
13* โรม  12:12; 14:7
14* 2 เปโตร 1:12 ; 1 โครินธ์ 1:5; 8:1,7,10
15* โรม  1:5; 12:3
16* โรม  11:13; อิสยาห์ 66:20
17*  ฮีบรู 2:17; 5:1
18* กิจการ 15:12; 21:19; โรม  1:5
19* กิจการ 19:11
20* 2 โครินธ์ 10:13, 15-16
21* อิสยาห์ 52:15
22* โรม  1:13

23* กิจการ 19:21; 23:11
24* กิจการ 15:3; โรม  1:12
25* กิจการ 19:21
26* 1 โครินธ์ 16:1
27* โรม  11:17; 1 โครินธ์ 9:11
28* ฟีลิปปี 4:17
29* โรม  1:11
30* ฟีลิปปี 2:1; 2 โครินธ์ 1:11
31* 2 ทิโมธี 3:11; 4:17; 2 โครินธ์ 8:4
32* โรม  1:10; กิจการ 18:21 ;1 โครินธ์ 16:18
33* 1 โครินธ์ 14:33

โรม 14 อย่าให้เพื่อนล้ม

โรม 14:1-2
จงต้อนรับคนที่ยังอ่อนแอในความเชื่อ อย่าไปโต้เถียงกันในเรื่องความเห็นต่างๆ คนหนึ่งเชื่อว่าเขากินอาหารได้ทุกอย่าง
แต่คนที่ยังมีความเชื่ออ่อนกว่า ก็กินแค่ผักเท่านั้น 

โรม 14:3
คนที่รู้ว่าเรากินทุกอย่างได้ก็อย่าดูหมิ่นคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างและคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างจะต้องไม่กล่าวโทษคนที่กินอาหารทุกชนิด เพราะว่าพระเจ้าทรงรับเขาไว้แล้ว

โรม 14:4
ท่านเป็นใครหรือที่จะกล่าวโทษผู้รับใช้ของคนอื่น? 
เขาจะยืนหยัดหรือล้มลงก็เป็นเรื่องของนายของเขา
และเขาจะยืนอย่างมั่นคงเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วย
ให้เขายืนหยัดได้

โรม 14:5
มีคนที่เห็นว่า บางวันมีความสำคัญกว่าอีกวัน  มีคนที่คิดว่า
ทุกวันก็มีความสำคัญเท่ากัน  ดังนั้นให้ทุกคนแน่ใจใน
ความคิดเห็นของตนเองเถิด

โรม 14:6
คนที่ถือวันใดสำคัญเป็นพิเศษก็เพื่อเป็นเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและคนที่กินอาหารต่าง ๆ ก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขากินด้วยใจขอบพระคุณ ส่วนคนที่งดกินบางอย่างก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และเขาทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
เพราะไม่มีใครในพวกเรามีชีวิตอยู่หรือตายเพื่อตนเองเท่านั้น  หากเรามีชีวิต เราก็มีชีวิตเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   หากเราตาย เราก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตาย เราเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 14:9
เพราะเหตุนี้ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) 
ทรงสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ขึ้นมา  
เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
ของทั้งคนตายและคนที่มีชีวิต

โรม 14:11-12
ตามที่มีคำเขียนไว้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า  เรามีชีวิตอยู่แน่นอนอย่างไรทุกเข่าจะกราบลงต่อหน้าเรา ทุกลิ้นจะยอมรับว่าเราเป็นองค์พระเจ้า (อิสยาห์ 45:23)    ดังนั้น เราทุกคนจึงจะ
ต้องทูลรายงานเรื่องราวของตนเองต่อองค์พระเจ้า


โรม 14:13 
ด้วยเหตุนั้น เราจึงควรหยุดที่จะตัดสิน กล่าวโทษกันและกัน
จงตั้งใจแน่วแน่ว่าเราจะไม่วางหินสะดุดหรือวางสิ่งกีดขวาง
ทางที่ทำให้พี่น้องต้องล้มลง

โรม 14:14
เพราะข้าพเจ้าอยู่ในองค์พระเยซูเจ้าข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่า ไม่มีอาหารใดที่เป็นมลทินในตัวของมันเอง  แต่หากคนหนึ่ง
เชื่อว่า สิ่งใดเป็นมลทิน สิ่งนั้นก็เป็นมลทินสำหรับตัวเขา 

โรม 14:15-16
หากพี่น้องรู้สึกไม่สบายใจเพราะเรื่องอาหารที่ท่านกิน  ท่านก็ไม่ได้เดินในความรัก  อย่าทำลายความเชื่อของคนที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเขาแล้วอย่ายอมให้สิ่งที่ท่านคิดว่าดี กลายเป็น
สิ่งที่ใคร ๆ ตำหนิว่าเป็นสิ่งเลวร้าย 

โรม 14:17
เพราะอาณาจักรของพระเจ้านั้น
ไม่ใช่เป็นเรื่องการกินดื่ม แต่เป็นความ
เที่ยงธรรม สันติสุข และความยินดีใน
พระวิญญาณบริสุทธิ์  

โรม 14:18-19
คนใดที่รับใช้องค์พระคริสต์ในแบบอย่างที่กล่าวมานี้ 
ก็เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าและมนุษย์
ดังนั้น เราจึงควรพยายามทำสิ่งที่ทำให้เกิดสันติสุข
และสร้างเสริมซึ่งกันและกัน 

โรม 14:20-21
อย่าทำลายราชกิจของพระเจ้าเพราะเห็นแก่อาหารเลย  อาหารทุกอย่างนั้นไม่มีมลทิน แต่เป็นสิ่งผิดหากการกินอาหารนั้นทำให้บางคนทำบาปหรือสะดุดล้ม เป็นการดีกว่าที่จะไม่กินเนื้อหรือดื่มเหล้าองุ่น หรือ ทำสิ่งใด ๆ ที่เป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดล้ม

   

โรม 14:22-23
ความเชื่อของท่านในเรื่องต่าง ๆ นี้ ควรเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างท่านกับพระเจ้าความสุขเป็นคนที่ไม่ต้องกล่าวโทษตนเอง
เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แต่คนที่กินแล้วยังมีความสงสัย ก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามความเชื่อ การกระทำที่
ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาป

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 14:1-2
ท่านเปาโลกำลังหันมาสนใจปัญหาเรื่องเสรีภาพของคริสเตียนที่มีต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อเจอคำถามที่พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนไว้อย่างเช่น คริสเตียนดื่มเหล้าได้ไหม? โรม 14 จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ให้โดยที่เสรีภาพนี้จะมีได้ครบถ้วนก็ต้องประกอบด้วยความรัก คริสเตียนต่างมีความเห็นในเรื่องการกินอยู่ การแต่งตัว การศึกษา การทำงานที่ต่างกันไป เราจะต้องเติบโตในพระเจ้าไปด้วยกันทั้ง ๆที่มีความเห็นต่างแต่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม

โรม 14:3
ไม่ว่าใครจะมีพื้นเพมาอย่างไร เราต้องไม่ดูหมิ่นคนที่ละเว้นบางอย่าง บางคนเคยไม่กินเนื้อวัวมาตั้งแต่เด็ก บางคนไม่กินหมูมาแต่เด็ก เขาก็ชินแบบนั้นมาเราจะไปบังคับหรือดูถูกที่เขาไม่กินอย่างเรานั้นเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงรัก ทรงรับทุกคนที่รักพระองค์ แต่เขาอาจไม่กินเนื้อหรือไม่กินผักหรือไม่กินหมู นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพระเจ้าเลย ทรงรับทุกคนเหมือนกัน สิ่งที่ใหญ่คือ การหลีกเลี่ยงบาปอย่างที่บท 13 ข้อสุดท้ายได้เตือนไว้ 

โรม 14:4
ท่านเปาโลเตือนให้เรารู้ว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปตัดสินคนอื่นเรื่องการกินเนื้อหรือไม่ เพราะถ้าเขากินอาหารทุกชนิด หรือละเว้นอาหารบ้างอย่างสำคัญคือ พระเจ้าทรงรับเขาแล้ว และพระองค์จะทรงให้เขายืนมั่นในความเชื่อได้ จะเห็นว่าในช่วงคริสตจักรยุคแรก จะมีความเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆที่ทำให้ผู้เชื่อแตกออกจากกัน  ท่านเปาโลเอาเรื่องอาหารนี้มาเป็นอุทาหรณ์เพื่อจัดการกับยิวที่มัก
จะจู้จี้กับเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน

โรม 14:5
นั่นคือ มีหลายคนที่เอาใจใส่เรื่องวันเวลา เทศกาลและจะจัดงานสำหรับวันเหล่านั้น หรืออาจจะทำพิธีที่ทำให้ระลึกถึง อย่างประเทศเราก็เช่นวันพ่อ วันแม่ ในประเทศอิสราเอล  วันสะบาโต และวันเทศกาลต่าง ๆ คนยิวจะมาฉลองด้วยกันเช่นเทศกาลอยู่เพิงเป็นต้น  ซึ่งคนที่เป็นคริสเตียนก็ไม่ค่อยได้คิดถึงเท่าไรนัก  แต่คริสเตียนจะใส่ใจวันที่แตกต่างจากยิว ดังนั้น ท่านเปาโลให้แต่ละคนแน่ใจว่าตัวเองจะคิดอย่างไร เอาให้ชัดเจน 

โรม 14:6
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือเรื่องของวันพิเศษในใจของใครก็ตาม ท่านเปาโลได้บอกชัดว่า ขึ้นอยู่กับมโนธรรมของแต่ละคน  โดยที่ไม่ต้องไปบังคับคนอื่นให้เป็นเหมือนตน สิ่งสำคัญคือ ถ้าใครจะถือว่าวันหนึ่งสำคัญ ต้องทำพิธี หรือชวนกันมาระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง ระลึกถึงใครบางคนที่จากเราไป ก็ทำได้ โดยไม่ให้ผิดต่อพระเจ้า ไม่ให้
มีการกราบไหว้ใด ๆ ให้ทำเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
ชีวิตผู้เชื่อทุกคนไม่สามารถเป็นฤาษีที่แยกตัวไปแต่ชีวิตเราเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ อยู่แล้ว ยิ่งในชุมชนของพระเจ้า เรามีชีวิตเพื่อพระเจ้า เพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่น ไม่ว่าเราเป็นหรือตาย เราเป็นของพระเจ้าอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร คิดอะไรเราต้องรู้เสมอว่า มีพระเจ้าทรงอยู่ตรงหน้าเราและที่เหนือไปกว่านั้น หากเราตายไปเรายังมีโอกาสทำสิ่งที่พอน้ำพระทัยในโลกหน้าด้วย  ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์

โรม 14:9
พี่น้องคริสเตียนชาวโรม ต่างต้องการบอกเพื่อนผู้เชื่อด้วยกันว่า เธอต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า  แต่ท่านเปาโลได้ขอร้องให้พวกเขายอมให้แต่ละคนมีอิสรภาพที่จะทำสิ่งที่ไม่ได้ผิดต่อพระเจ้าแม้จะแตกต่างกันในเรื่องการกินอาหาร  การถือว่าวันโน้นวันนี้ พิเศษกว่าอีกวันเป็นต้น  ท่านขอให้แต่ละคนได้อยู่ภายใต้ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ และยอมให้พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน

โรม 14:11-12
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามที่พระเจ้าทรงบอกเอาไว้ในพระคัมภีร์
เราหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษซึ่งกันและกัน
สิ่งที่ทุกคนจะต้องทำเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครคือการคุกเข่าต่อพระพักตร์พระเจ้า
ยอมรับด้วยปากว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะต่อต้านและปฏิเสธพระองค์ขนาดไหน ไม่มีใครหลีกเหตุการณ์นี้ไปได้เลย 

โรม 14:13 
หากเรารักพี่น้อง เรื่องการที่จะทำให้พี่น้องหยุดก้าวหน้าในการเดินกับพระเจ้าคงไม่มี หรือถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ตั้งใจ สิ่งแรกที่ทำได้คือ หยุดกล่าวโทษกันและกัน  ไม่วางสิ่งที่ทำให้พี่น้องสงสัยในการดำเนินชีวิตคริสเตียน  การกระทำของเราบางอย่าง อาจทำให้อีกคนสะดุดโดยที่เราไม่รู้ตัวการระวังตัวจึงสำคัญมาก  เมื่อเรารักพี่น้องของเราก็จะไม่ทำสิ่งที่ทำลายความเชื่อของเขา 

โรม 14:14
หากผู้ที่มีความเชื่อมั่นคงกว่าไปกินอาหารที่คนที่มีความเชื่ออ่อนกว่าเห็นว่าไม่ควรกิน เท่ากับทำให้เขาสงสัย เสียใจ หรือ เกิดความงุนงงในวิธีปฏิบัติหากผู้มีความเชื่อมั่นคง ไม่ใส่ใจการกระทำของตนอาจเป็นเหตุให้ผู้ที่เชื่ออ่อนกว่าเดินออกจากทางของพระเจ้าก็เป็นได้  ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ หลายอย่างที่ไม่ผิด แต่คนที่เชื่ออ่อนเห็นว่าผิดมากยังมีตัวอย่างอีกมากมายเช่นการดูรายการต่าง ๆ ในทีวีที่ไม่เหมาะ ก็สมควรที่จะเลิกไปเลย

โรม 14:15-16
ทั้งหมดที่ท่านเปาโลกล่าวมานั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของศีลธรรม ความดี ความชั่วแต่อย่างใด เป็นเพียงความเห็นต่าง ๆ ในเรื่องสัพเพเหระของชีวิตที่เราทุกคนมีความชอบ ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเท่านั้น  ดังนั้น ถ้ามีอะไรที่ทำให้พี่น้องเกิดไม่สบายใจ …จนทำให้ถึงกับสูญเสียความเชื่อ ก็ให้ระวังตัว บางอย่างนั้น แค่ความเข้าใจผิดก็อาจส่งผลทำให้พี่น้องสะดุดได้ เราต้องเข้าใจว่าคนที่เชื่อเป็นคนที่พระเจ้าทรงไถ่แล้ว อย่าทำลายเขา !

โรม 14:17
ดังนั้น การกินดื่ม การถือวันไม่ควรเป็นเรื่องทำ
ให้เกิดการสะดุด   เราต้องหันไปให้ความใส่ใจกับชีวิตที่เที่ยงธรรม เต็มด้วยสันติสุขกับคนรอบข้างเต็มด้วยพระวิญญาณซึ่งทรงนำความยินดีมาให้ชีวิต อย่าไปคิดว่า ที่เขาสะดุดนั้น ก็เรื่องของเขาเพราะหากเรามีส่วนในเรื่องนั้น เราก็ผิดด้วยบางครั้งแค่คำพูดที่ไม่น่าฟังบางอย่าง ก็ทำให้พี่น้องไขว้เขวในความเชื่อไปได้ การไม่ยอมยกโทษให้การไม่ยอมกันและกัน ก็กลายเป็นหินสะดุดได้

โรม 14:18-19
การรับใช้พระเจ้าด้วยการมุ่งมั่นในทางแห่งความเที่ยงธรรม ในการสร้างสันติระหว่างพี่น้อง ในการที่ทุกคนจะสัมผัสความยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการรับใช้แบบที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
ย้ำอีกครั้ง… ให้เราค้นหาดูว่า รับใช้พระเจ้าแบบใดเป็นแบบที่ทั้งพระเจ้าทรงเห็นด้วย และคนของพระเจ้าก็เห็นด้วยเช่นกัน  
สิ่งสำคัญในการรับใช้คือการสร้างเสริม
กันและกันในพระเจ้าพร้อมกับสันติสุขในพี่น้อง

โรม 14:20-21
ความเห็นสุดท้ายของท่านเปาโลก็คือ เราเป็นผู้ที่เริ่มละเว้นสิ่งที่ทำให้เพื่อนสะดุด  เราเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของพี่น้องไปพร้อมๆ กับที่เขารับผิดชอบดูแลเรา ท่านเองยินดีที่จะทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการเสริมสร้าง คริสตจักรของในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสองพันปีนี้ พบว่าเรื่องการกินดื่มก็ยังเป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดอย่างไม่หยุด  บางทีพี่น้องไปเห็นผู้รับใช้ดื่มเหล้าเมาค้าง เห็นพ่นควันไม่หยุดจะให้คิดอย่างไร?

โรม 14:22-23
นี่เป็นคำกล่าวที่แรงมาก :การกระทำที่ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาปทั้งสิ้น! หลายอย่างที่เราทำลงไปบางอย่างไม่มีคนเห็น แต่ทำไปโดยคิดว่าโอเค เรื่องของเรื่องคือ หากเราทำไปโดยไม่มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเห็นชอบกับการกระทำนั้น ๆ ก็คือ การทำไป โดยขาดความเชื่อ  ความไม่มั่นใจ ความกังขากับสิ่งที่ตนเองประพฤติ จำเป็นต้องมีการเอามาคิดสรุปให้ชัดเจนว่า เราทำลงไปโดยแน่ใจว่าพระเจ้าทรงเห็นด้วย… 

โรม 14
1* 1 โครินธ์  8:9; 9:22
2* ทิตัส 1:15
3* โคโลสี 2:16
4* ยากอบ 4:11-12
5* กาลาเทีย 4:10
6* กาลาเทีย 4:10; 1 ทิโมธี 4:3
7* กาลาเทีย 2:20
8* 2 โครินธ์ 5:14-15

9* 2 โครินธ์ 5:15; กิจการ 10:36
10* 2 โครินธ์ 5:10
11* อิสยาห์ 45:23
12* 1 เปโตร 4:5
13* 1 โครินธ์  8:9
14* 1 โครินธ์  10:25
15* 1 โครินธ์  8:11
16* โรม  12:17

17* 1 โครินธ์  8:8; โรม 8:6
18* 2 โครินธ์ 8:21
19* โรม  12:18; 1 โครินธ์ 14:12
20* โรม  14:15; กิจการ 10:15; 1 โครินธ์  8:9-12
21* 1 โครินธ์  8:13
22* 1 ยอห์น 3:21
23* ทิตัส 1:15


ปัญญาจารย์ 12 ชีวิตตอนปลาย

 จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว 
1 จงระลึกถึงองค์พระผู้สร้างของเจ้าเมื่อเจ้ายังเด็ก ก่อนเวลาแห่งความลำบากจะมาถึง  ก่อนที่ปีเดือนย่างเข้ามาใกล้ และเจ้าจะกล่าวว่า “ชีวิตนี้ไม่เห็นมีความชื่นบานเลย”
2 ก่อนที่ดวงอาทิตย์และแสงแห่งดวงจันทร์และดวงดาวจะมัวมืด และก้อนเมฆจะกลับมาอีกหลังสายฝน
3 เมื่อคนที่เฝ้ายามเริ่มตัวสั่นเทา และชายที่แข็งแรงกลับโน้มตัวลง และคนโม่แป้งก็หยุดโม่เนื่องจากพวกเขาเหลือน้อยคน และคนที่มองผ่านหน้าต่างก็มองเห็นมัว ๆ 
4 และประตูตามถนนก็ปิดแน่น เมื่อเสียงโม่ค่อย ๆ เบาลง  เมื่อคนที่ตื่นมาเพราะเสียงนกร้องพบว่า เสียงของนกนั้นแผ่วเบาลงไป 
5  และเขาก็เริ่มกลัวความสูง กลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นบนถนน  ดอกอัลมอนด์ผลิออกมาเป็นสีขาว(สีผมกลายเป็นสีดอกเลย) และตั๊กแตนลากตัวมันเองไปข้างหน้า  ความปราถนาที่เคยก็ไม่มีอีกต่อไป แล้วเขาก็เดินทางไปสู่บ้านถาวรนิรันดร์ของเขา  แล้วมีคนร้องคร่ำครวญไว้ทุกข์ไปตามถนน 
6 ก่อนที่สายเงินจะขาด หรือชามทองคำจะแตก หรือไหแหลกละเอียดที่บ่อน้ำ หรือล้อรถขนน้ำเกิดหักที่บ่อเก็บน้ำ 
7 และผงดินจะกลับคืนสู่ผืนดินที่มันจากมา และจิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต
8 “ไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง” ปัญญาจารย์คร่ำครวญ  “ทุกสิ่งเหล่านี้ต่างไร้ค่า”

บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
9  นอกเหนือจากที่ปัญญาจารย์ทรงปัญญานัก ท่านยังสอนความรู้ให้กับประชาชน และท่านได้ใคร่ครวญ ประเมิน และเรียบเรียงสุภาษิตต่าง ๆ เป็นระเบียบ
10 ท่านเสาะหาถ้อยคำที่สร้างความยินดี และเขียนสิ่งที่เที่ยงตรงเป็นจริง 
11 คำพูดของปราชญ์เป็นเหมือนประตัก  และการรวบรวมคำคมไว้ก็เหมือนตะปูตอกแน่น เหล่านี้ พระผู้เลี้ยงองค์เดียวประทานให้ 

บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12  ลูกชายของข้า  จงระวัง สิ่งที่นอกเหนือไปจากที่กล่าวมานี้   การสร้างสรรค์หนังสือนั้นไม่มีวันสิ้นสุด และการเรียนมาก ก็ทำให้ร่างกายเหนื่อยอ่อน 
13 เมื่อได้ยินทั้งหมดเช่นนี้แล้ว ข้าก็มาถึงข้อสรุปว่า จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่คือหน้าที่ทั้งสิ้นของมนุษย์
14 เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาการกระทำทุกอย่างรวมทั้งการกระทำที่ปกปิดไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว 

อธิบายเพิ่มเติม

 จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว 
12:1-2  บทสุดท้ายนี้ ปัญญาจารย์ให้เราหันกลับมาคิดถึงชีวิต  รู้จักพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง  ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งวัยชรา (อย่าลืมว่าปัญญาจารย์กำลังสอนประชาชนของท่านในบริบทของคนอิสราเอลที่รู้พระบัญญัติของพระเจ้า) ท่านเตือนให้ระลึกถึงพระเจ้า เพราะจะเกิดเวลาในชีวิตที่เรารู้สึกหดหู่   และจะเกิดเวลาที่ยากลำบากอย่างที่ไม่คาดคิด  
การระลึกถึงพระเจ้า ไม่ใช่แค่คิดถึง แต่เป็นการระลึกถึงราชกิจของพระองค์ พระบัญชา  พระสัญญาของพระองค์ที่ทรงมีต่อมนุษย์  สำหรับท่านเป็นการคิดถึงองค์พระยาห์เวห์ แต่สำหรับเราที่รู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้รู้จักทั้งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ … พระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพ!!

12:3-8
จากนั้น ปัญญาจารย์ได้บรรยายภาพของชีวิตคนที่ค่อย ๆ จะจากโลกนี้ไป คนที่เคยเด็ก เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นคนชราที่อ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ  ร่างกายค่อมลงมา หยุดการทำงาน มองเห็นไม่ชัด ฟังเสียงอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน  รู้สึกกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน คนวัยนี้กำลังก้าวเข้าไปสู่บ้านนิรันดร์ซึ่งก็หมายถึงความตายนั้นเอง 
เราจะเห็นถึงการทำงานชั่วชีวิต จากนั้นร่างกายก็โรยรา  เขากำลังจะกลับไปสู่ความเป็นดินเหมือนอย่างก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างเขามา (ปฐมกาล 2:7; 6:17)  แล้วท่านก็สรุปอย่างที่เคยกล่าว
ทุกอย่างไร้ค่า อนิจจัง ไม่มีความหมายแต่….บัดนี้ท่านยังมีความหวังใจ เพราะท่านกล่าวว่า ร่างไปเป็นดินก็จริง แต่จิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต …กลับไปให้พระองค์พิพากษาตัดสินว่าชีวิตหลังความตายนั้นจะเป็นอย่างไร(11:9)  และเปลี่ยนความคิดจาก 3:19-21 ที่ไร้ความหวังเห็นคนกับสัตว์เหมือนกัน ท่านเตือนให้เราระลึกถึงการพิพากษาของพระเจ้า ทำให้เรามีชีวิตที่ยำเกรงพระองค์
เราพบว่า ปัญญาจารย์ที่ทรงเริ่มต้นด้วยพระเจ้า และ จบที่การกลับไปพบพระเจ้าอีกครั้ง นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีความหวัง  แม้ทุกสิ่งไร้ค่า แต่จิตวิญญาณก็จะได้กลับไปหาพระเจ้าผู้ประทานชีวิต!

บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
12:9-11
การค้นหาความหมายของปัญญาจารย์ใกล้จะจบลง ท่านได้เขียนทุกสิ่งที่ท่านคิด ลงมาให้ประชาชนของท่านอย่างที่ท่านคิดว่าดีที่สุด เพราะท่านได้จัดระบบ ระเบียบความคิดมาอย่างดี รอบคอบแล้ว  และเชื่อว่าได้บอกวิถึทางที่ดีที่สุดแก่ประชาชนของท่าน

แม้ว่าท่านจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าทุกอย่างไร้ค่า ไม่มีความหมาย แต่บัดนี้ท่านสรุปชัดเจนว่า เราทุกคนเริ่มต้นที่พระเจ้า และจะจบลงที่พระองค์ พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ประทานสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์ได้ยินดีกับชีวิต และพวกเขาควรใช้ชีวิตด้วยการระลึกถึงพระเจ้า แม้จะมีความยากลำบากในชีวิตก็ตาม เมื่อจากไปก็ควรที่จะจบที่พระองค์   
ท่านปัญญาจารย์ ไม่อาจบอกสิ่งดีที่สุดคือชีวิตนิรันดร์ผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะนั่นต้องรอเวลาให้พระเยซูซึ่งเป็นเชื้อสายของซาโลมอนเอง มาในโลกนี้เสียก่อน 
ปัญญาจารย์แนะให้ประชาชนของท่านได้รวบรวมความคิดเหล่านี้ไว้  ตอกแน่นในความคิด ให้ทบทวนคุณค่าต่าง ๆที่ท่านเสนอไว้

12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อย และบางครั้งสำหรับท่านมันก็คือ อนิจจังเช่นกัน ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์
 สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์  ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต  ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง… 

บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อยมาก ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หยุดทำสิ่งเหล่านั้น

พระเจ้าทรงให้มนุษย์ตั้งคำถาม คิดค้น โต้แย้ง ค้นหาคำตอบ  แม้กระทั่งบ่น คร่ำครวญ ต่อว่าได้ พระเจ้าทรงให้เราเห็นตัวอย่างจากปัญญาจารย์  การสืบคน ถามหา เคาะหาพระเจ้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงยินดีให้เราทำ และเมื่อเราตามหาพระองค์จริง ๆ ตามหาด้วยความเชื่อมั่น  เราจะพบพระองค์  
สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์  ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต  ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง… ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายพระเนตรของพระองค์ไปได้เลย
และจากข้อนี้เอง ทำให้เรารู้ว่า ไม่มีใครสักคนจะรอดพ้นไปได้ ไม่มีใครผ่านการพิพากษาและได้รับว่าเป็นคนถูกต้องกับพระเจ้าได้  ไม่มีใครลอยนวลไปได้  
ปัญญาจารย์ทำให้เรารู้ว่า หากพระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ ไม่ได้สิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ขึ้นมาเพื่อเราที่เป็นคนบาปแล้ว เราก็ยิ่งกว่าไร้ค่า  และอนิจจังเป็นที่สุด!

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 12
1* เพลงคร่ำครวญ 3:27; 2 ซามูเอล 19:35
4* 2 ซามูเอล 19:35
5* โยบ 17:13; เยเรมีย์ 9:17
7* ปัญญาจารย์ 7:11

8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
12* ปัญญาจารย์ 1:18
13* เฉลยธรรมบัญญัติ 6:2; 10:12
14* มัทธิว 12:36

ปัญญาจารย์ 11 ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
1 จงโยนขนมปังลงในน้ำทะเล เพราะหลายวันหลังจากนั้นเจ้าจะพบมันกลับมา
2 จงแบ่งส่วนของเจ้าเป็นเจ็ดส่วนหรือแปดส่วนในการลงทุน เพราะเจ้าไม่รู้ว่า จะมีความหายนะใดเกิดขึ้นบนโลกนี้
3 หากก้อนเมฆเต็มด้วยฝน มันก็จะเทน้ำลงมาบนโลก  ไม่ว่าต้นไม้จะล้มลงไปทางใต้หรือทางเหนือ มันก็จะอยู่ตรงที่มันล้มลงนั้น
4 คนที่เฝ้าแต่สังเกตลม จะไม่หว่าน และคนที่เฝ้าแต่ดูเมฆก็จะไม่เก็บเกี่ยว
5  เจ้าเองไม่รู้ทางของลม หรือ ไม่รู้ว่ากระดูกเติบโตในครรภ์ของมารดา ฉันใดฉันนั้น เจ้าก็ไม่รู้ราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง (ไม่หยั่งรู้ว่าชีวิต (หรือวิญญาณ) เข้าสู่ร่างกายที่กำลังถูกปั้นขึ้นมา)
6 จงหว่านเมล็ดในตอนเช้า และอย่าหยุดทำงานจนตกเย็น เพราะเจ้าไม่รู้ว่า งานไหนจะสำเร็จ ชิ้นนี้ หรือชิ้นนั้น หรือว่าจะสำเร็จเท่าๆ กันทั้งสองงาน  

ต้องมีความสุขกับชีวิต
เพราะเราเลี่ยงความตายไม่ได้
7 ความสว่างนั้นทำให้ชีวิตหวานชื่น และการได้เห็นอาทิตย์นั้นก็ดีเหลือเกิน 
8 ดังนั้น หากใครคนหนึ่งจะมีชีวิตได้นาน ก็ให้เขายินดีในช่วงเวลาเหล่านั้นทั้งหมด แต่ ให้เขาจดจำด้วยว่า ในชีวิตยังมีวันคืน มืดมนที่ยาวนานด้วย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนไร้ค่า
 
ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า 
9 เด็กหนุ่มสาวเอ๋ย ขณะที่เจ้ายังอายุน้อย จงมีความสุขในวันเวลาเหล่านั้น  จงทำตามสิ่งที่ใจของเจ้าปรารถนา และทำตามสิ่งที่ตาของเจ้าอยากทำ แต่ให้รู้เถิดว่า พระเจ้าจะทรงตัดสินตามความตั้งใจและการกระทำของเจ้า
 10  จงกำจัดความกังวลใจออกไปจากความคิด และสลัดความเจ็บปวดออกจากร่างกายของเจ้า เพราะชีวิตของคนหนุ่มสาว และเด็ก ๆ ก็เหมือนไล่ตามลม 


อธิบายเพิ่มเติม

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
11:1-2 ผู้อธิบายพระคัมภีร์ส่วนใหญ่เห็นว่า ในสองข้อนี้เป็นการพูดถึงการลงทุนในธุรกิจคำว่าโยนขนมปังลงน้ำทะเล ใน netbible แปลว่า ให้ส่งธัญพืชข้ามทะเลไป หลายวันต่อมาเจ้าจะได้รับผลตอบแทน 
11:2
การลงทุนสำหรับนักธุรกิจอย่างกษัตริย์โซโลมอน คำว่า เจ็ดหรือแปดนั้น ในฮีบรูเป็นสำนวนนั้น เจ็ดมีความหมายว่า มากมาย ส่วนแปดคือ เหนือไปกว่ามากมาย มองเห็นว่า ควรลงทุนในหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ลงไปอย่างเดียว ที่เดียว เรื่องเดียว เพื่อจะได้ผลตอบแทนกลับมาบ้างหากมีบางอย่างล้มเหลว ก็ยังไม่ล้มเหลวทั้งหมด 
11:3 -4 ไม่ต้องรอให้โอกาสเหมาะ ถ้าเราทำงานอะไรได้ เราก็ลงมือทำไปก่อน แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนจะไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ อย่าลืมว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เทพระพรให้ เราต้องทำหน้าที่ส่วนของเราในการทำงานให้ดีที่สุด 

11:5 แม้ว่าเราไม่รู้แผนของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราไม่ทราบดินฟ้าอากาศ ความเข้าใจในเรื่องการเป็นไปของชีวิตมนุษย์เท่าไร แต่การใช้ชีวิตตามกฎของพระเจ้า การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามสุขลักษณะที่เรารู้อยู่ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำให้แผนการของพระเจ้าค่อย ๆ ปรากฏ แก่เรา เพื่อให้เราใช้ชีวิตไปตามที่พระเจ้าทรงวางไว้ให้เรา พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง พระองค์เท่านั้นที่ทรงเห็นลึกเข้าไปทั้งในร่างกายและจิตใจความคิด 
11:6 ข้อความตั้งแต่ต้นบทนี้ เป็นเรื่องการลงทุน การทำงาน โดยที่กษัตริย์โซโลมอนพยายามให้เรา รู้ว่า การทำงานของเรานั้น มีพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งอยู่เบื้องหลัง ท่านให้เราเป็นคน

ขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน และตั้งแต่ที่พูดมาจนถึงข้อหก ท่านยังไม่บ่นว่า มันเป็นสิ่งไร้ค่า หรืออนิจจัง การมีพระเจ้าเป็นผู้อยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังของชีวิต ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นมาก

11:7-8 การมีชีวิตที่มีงานทำ การที่เป็นอิสระ ทำให้ชีวิตหวานกว่าโลกที่มืด หรือโลกในแดนคนตายแน่นอน ทุกคนควรใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ลืมว่า วันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกับคนรุ่นก่อนหน้าเรา การมีชีวิตอยู่นาน หรือ Longivity ในยุคนี้ กลายเป็นความนิยมของคนสูงวัย ทุกคนพยายามที่จะมีชีวิตยืนนาน แต่ลืมไปว่า เมื่อเขาจากโลกนี้ไป เขาจะไปอยู่ในโลกใด  ชีวิตยืนนานน่าจะเป็นโอกาสให้เขาได้เลือกหนทางแห่งความรอด น่าจะเป็นเวลาสุดท้ายที่จะรู้จักองค์พระเยซูคริสต์ในโลกนี้ เพื่อว่าจะได้ไปอยู่กับพระองค์เป็นนิตย์

สิ่งที่จำได้และควรทำคือ ให้มีความสุข แต่ในเวลาเดียวกันก็จดจำด้วยว่า ความตายนั้นนานเป็นนิตย์ ดังนั้น เราสามารถตัดสินใจก่อนที่เราจะตายได้ว่าเราจะไปไหน 

ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า
11:9-10
ปัญญาจารย์สอนให้เด็กหนุ่มสาวได้ทำตามความใฝ่ฝันของตน  ให้มุ่งไป ตั้งใจบางบั่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้เสมอว่า พระเจ้าทรงมองอยู่ เขาจะเลือกทำสิ่งที่งดงาม หรือสิ่งที่ชั่วร้าย พระเจ้าทรงเห็น
พระเจ้าประทานความสามารถให้มนุษย์แตกต่างกัน และพวกเขาก็อยู่ด้วยกันเพื่อช่วยให้ชีวิตดีขึ้น คนในโลกหนาว มีหิมะก็สามารถหาหนทางที่จะใช้ชีวิตแบบหนาวและรุ่งเรืองได้
คนที่อยู่ในป่าเขาก็สามารถใช้ชีวิตล่าสัตว์เพื่อให้ต่อชีวิตและเผ่าพันธุ์ต่อไป ความสามารถก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญญาจารย์ไม่ลืมที่จะเตือนถึงแรงจูงใจในการใช้ชีวิต การกระทำที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย หรือทำร้ายผู้อื่น 

ประโยคสุดท้ายของข้อ 9 เป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องจำใส่ใจไว้ ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสินทุกอย่างในชีวิตของเขา
แล้วท่านกลับมาพูดเหมือนเดิมว่า ชีวิตเหมือนไล่ตามลม แม้จะเป็นวัยรุ่นก็ตาม ให้ระลึกถึงพระเจ้าเสมอ…
เหมือนอย่างที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ใน 1 เธสะโลนิกา  5:16-18 ว่า จงชื่นชมยินดีเสมอ อธิษฐานเสมอ ขอบพระคุณในทุกกรณี นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 11
1* อิสยาห์ 32:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 15:10
2* 1 ทิโมธี 6:18-19 ; มีคาห์ 5:5 ; เอเฟซัส 5:16
5* ยอห์น 3:8 ;สดุดี 139:14

7* ปัญญาจารย์ 7:11
8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39 ; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
10* 2 โครินธ์ 7:1 ; สดุดี 39:5