ปฐมกาล 28:22 ฝันสำคัญที่เบธเอล

จำเป็นต้องส่งไปไกล
1 อิสอัคได้เรียกยาโคบมาและอวยพรเขา “เจ้าอย่าไปแต่งงานกับผู้หญิงคานาอัน” เขากำชับลูกชาย
2 “ตอนนี้ ให้เจ้าไปยังปัดดานอารัม บ้านของท่านเบธูเอล พ่อของแม่เจ้า และหาภรรยาจากลูกสาวของลาบัน พี่ชายของแม่เจ้า
3 ขอพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ทรงอวยพรเจ้า และทรงทำให้เจ้าเจริญ ทวีคูณขึ้น เพื่อว่าเจ้าจะได้กลายเป็นชนชาติใหญ่
4และขอพระองค์ประทานพรของอับราฮัมแก่เจ้าแก่ลูกหลานของเจ้า เพื่อว่าเจ้าจะได้ครอบครองแผ่นดินที่เจ้ากำลังจะไปอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ดินแดนที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัม
5 ดังนั้น อิสอัคจึงส่งยาโคบไปยังปัดดานอารัมไปหาลาบันลูกชายเบทูเอลชาวอารัม เขาเป็นพี่ชายของเรเบคาห์ซึ่งเป็นแม่ของยาโคบและเอซาว
เอซาวพยายามปรับตัว
6 ส่วนเอซาวได้ยินว่า อิสอัคอวยพรยาโคบ และส่งเขาไปยังปัดดาน อารัมเพื่อจะได้ภรรยาจากที่นั่น และยังสั่ง “เจ้าห้ามแต่งงานกับหญิงชาวคานาอัน”
7 และยาโคบก็เชื่อฟังทั้งพ่อและแม่ แล้วเดินทางไปปัดดานอารัม
8 เมื่อเอซาวเห็นว่า พ่ออิสอัคไม่เห็นด้วยกับการ แต่งงานกับหญิงคานาอัน
9 เขาจึงไปหาอิชมาเอล และแต่งงานกับมาหะลัท ซึ่งเป็นน้องสาวของเนบาโยท ลูกสาวของอิชมาเอล ซึ่งเป็นลูกชายอีกคนของอับราฮัม เพิ่มจากภรรยาที่เขามีอยู่แล้ว
ความฝันที่เบธเอล
10 ในขณะเดียวกัน ยาโคบเดินทางออกจากเบเออร์เชบา มุ่งหน้าไปยังฮาราน
11 เขาไปถึงที่แห่งหนึ่ง ดวงอาทิตย์ตกแล้ว เขาจึงหยุดพักที่นั่น และเอาหินก้อนหนึ่งจากแถวนั้น ใช้หนุนศีรษะและก็เอนกายลงนอน
12 แล้วยาโคบก็ได้ฝันเห็นบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปจากพื้นโลกถึงสวรรค์ และเหล่าทูตของพระยาห์เวห์เดินขึ้นลง บันไดนั้น
13 และที่บันไดขั้นสูงสุด พระยาห์เวห์ทรงยืนอยู่ตรัสว่า “เราคือพระยาห์เวห์ พระเจ้าของบิดาอับราฮัมและเราเป็นพระเจ้าของอิสอัคพ่อของเจ้า
*เราจะมอบแผ่นดินที่เจ้านอนอยู่นี้ให้กับเจ้า และลูกหลานของเจ้า
14 * เจ้าจะมีลูกหลานจำนวนมากมายราวกับฝุ่นในโลก
*และเจ้าจะขยายออก ไปทางตะวันตกและตะวันออกไปทางเหนือและทางใต้ *ครอบครัวทั้งหลายในโลกจะได้รับพรผ่านเจ้าและลูกหลานของเจ้า
15 *ดูเถิด เราอยู่กับเจ้าและ*จะดูแลเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใด และ*เราจะนำเจ้ากลับมายังดินแดนนี้ เพราะ*เราจะไม่ละจากเจ้าไปจนกว่าเราจะได้ทำสิ่งที่เรา
สัญญากับเจ้าสำเร็จ”
ยาโคบปฏิญาณตน
16 เมื่อยาโคบตื่นขึ้นมา เขากล่าวว่า “พระยาห์เวห์ทรงอยู่ที่นี่แน่นอน แต่ข้า
กลับไม่รู้ตัวเลย”
17 และก็เกิดกลัวขึ้นมา กล่าวว่า “สถานที่แห่งนี้น่ายำเกรงยิ่งนัก จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นประตูสู่สวรรค์!”
18 เช้าวันต่อมา ยาโคบได้นำเอาหินที่เขาหนุนหัวเมื่อคืน *มาวางตั้งขึ้นเป็นเสาแล้ว*เทน้ำมันบนหินนั้น
19 *เขาเรียกที่นั่นว่า เบธเอล แม้ว่าที่นั้นเป็นเมืองที่เคยชื่อว่า ลูส
20 แล้วยาโคบก็*กล่าวคำปฏิญาณว่า “หากพระเจ้าทรงอยู่กับข้าพเจ้า และทรงดูแลปกป้องข้าพเจ้าในการเดินทางครั้งนี้ และประทานอาหารให้กินและเสื้อผ้าให้สวมใส่
21 เพื่อว่าข้าพเจ้าจะกลับมาบ้านของพ่ออย่างปลอดภัย พระยาห์เวห์จะทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า
22 และหินที่ข้าตั้งขึ้นเป็นเสาก้อนนี้ จะกลายเป็นพระนิเวศของพระเจ้า และทุกอย่างที่พระองค์ประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะซื่อสัตย์ที่จะมอบถวายคืนแด่พระองค์หนึ่งในสิบ”
อธิบายเพิ่มเติม
จำเป็นต้องส่งไปไกล
ปฐมกาล 28:1-5
ในที่สุด จากการที่ลูกชายคนเล็กแย่งสิทธิบุตรหัวปีจากลูกชายคนโต ทำให้ครอบครัวต้องแยกจากกัน อิสอัคเองก็ ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปตามคำของพระเจ้าใน 25:23 ที่ว่าคนพี่จะรับใช้น้อง สิ่งสำคัญคือ การที่ต้องมีลูกหลาน สืบตระกูล
อิสอัคกำชับยาโคบว่าจะต้องไม่แต่งงานกับหญิงคานาอันอย่างที่เอซาวทำ เขาเป็นคนที่จะสืบทอดวงศ์วานของพระเมสสิยาห์โดยที่เขาไม่รู้ตัว อิสอัคได้ย้ำพรที่เขาให้ไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้ลูกชายได้เห็นความสำคัญของพรดังกล่าว เขาขอพรจากพระเจ้าให้เขาได้ครอบครองแผ่นดินที่กำลังจะไปด้วย โดยสรุปคือ
ยาโคบต้องไปอยู่บ้านลุง และหาภรรยาจากลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง เขาจะต้องมีลูกหลานสืบเชื้อสาย กลับมาครอบครองดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้
ปฐมกาล 28:6-9
เอซาวเห็นแล้วว่า อิสอัคย้ำกับยาโคบให้แต่งงานกับญาติพี่น้องของตน ไม่แต่งกับหญิงชาวคานาอัน
เขาจึงไปแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง คือลูกสาวของลุงอิชมาเอล ซึ่งเป็นลูกชายคนแรกของอับราฮัม เขารู้สึกสบายใจขึ้นว่าได้ทำอย่างที่พ่อบอกน้อง
นี่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก และดูเหมือนว่า ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะครอบครัวของเขาน่าจะวุ่นวายไม่น้อยกับภรรยาหลายคนและลูกหลายแม่
ความฝันที่เบธเอล
ปฐมกาล 28:10-15
ก่อนหน้านี้ยาโคบเป็นคนรักอยู่ในร่ม ชอบทำอาหาร เขาคือลูกรักของแม่ที่เป็นน้องของลาบัน เป็นจอมโกงในบ้าน ซึ่งเห็นได้จาก วันที่เขาเกิดมาแล้ว
เชื่อว่าเขามีความเข้าใจเรื่องสิทธิลูกหัวปีเป็นอย่างดี เขาอาจคิดด้วยว่า แค่เกิดห่างกันนิดเดียว เขาก็ไม่มีสิทธิเสียแล้ว จะต้องเอาสิทธินั้นมาให้ได้ และเขาก็ทำสำเร็จสองขั้นตอนคือ แลกสิทธิกับพี่ชายด้วยแกงแดง และหลอกให้พ่ออวยพรด้วยพรที่เก็บไว้สำหรับลูกชายหัวปี
คนที่ไม่เคยออกไปล่าสัตว์ แต่คราวนี้ต้องเดินทางไปหลายร้อยกิโลเมตรคนเดียว ต้องหนีจากพี่ชายที่โกรธจัดพร้อมที่จะฆ่าให้ตายคามือ
วันแรกนั้นเขาเดินทางจากบ้านไปถึงเขตเมืองลูส พระเจ้าทรงปรากฏแก่เขาเป็นครั้งแรก!
เราต้องไม่ลืมว่า พระเจ้าทรงตั้งพระทัยจะใช้เขาคนนี้ที่ไม่ได้เป็นคนดี เที่ยงธรรม น่ารัก แต่พระองค์กำลังจะทรงทำการในชีวิตของเขา โดยที่เขาเองไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องพบเจอสิ่งใดบ้าง พระเจ้าทรงทำการเช่นเดียวกันนี้ในชีวิตของเราที่ยังบกพร่องอยู่เช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราต้องมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย และน้ำพระทัยดีเลิศในชีวิตของเราจะสำเร็จ
พระเจ้าทรงให้ยาโคบได้ฝันเห็นบันไดขึ้นลงจากสวรรค์สู่โลก … นี่บอกเราว่าโลกและสวรรค์ติดต่อกันได้! แม้ว่าเขาจะรู้ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อคุณปู่คืออับราฮัม และพ่อของเขาคืออิสอัค แต่…ครั้งนี้ พระเจ้าทรงมาย้ำพระสัญญาแก่ยาโคบด้วยพระองค์เอง ศักดิ์สิทธิ์ ทรงอำนาจ ชัดเจน ให้ทั้งความมั่นใจและกำลังใจ ให้ทั้งความอบอุ่นและการตระหนักว่าจะปลอดภัยเสมอ ให้รู้ว่าอนาคตของเขาและลูกหลานจะเป็นอย่างไร นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ปรากฏแก่ยาโคบ
ลองนับดูว่า
พระพรที่พระเจ้าทรงให้ยาโคบนั้นมีกี่ประการ

ยาโคบปฏิญาณตน
ปฐมกาล 28:16-22
ทั้งวัน ยาโคบต้องเดินทางให้เร็ว เขารู้วิธีไปยังบ้านเดิมของแม่เรเบคาห์แล้ว ที่ต้องเร็วเพราะหนีพี่ชายด้วย .. เขาเหน็ดเหนื่อย อยู่คนเดียว ไม่ทันได้มองฟ้าก็หลับ ใช้ก้อนหินต่างหมอน
พระเจ้าแสนดี พระองค์ทรงปรากฏอย่างอ่อนโยนพร้อมพระสัญญาที่เชื่อมั่นได้ ทำให้เขาตระหนักว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขาเสมอไม่ว่าจะไปที่ใด เขาเองเริ่มกลัวก็ตอนตื่นแล้ว เป็นความกลัวเกรงพระเจ้าแบบที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยสำหรับเขาอย่างยิ่ง
Spurgeon กล่าวว่า“การที่พระเจ้าประทานอาหารให้ยาโคบกินและเครื่องนุ่งห่มนั้นก็มาก แล้วแต่เทียบไม่ได้เลยกับคำว่า ‘เราอยู่กับเจ้า’
การที่พระเจ้าส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาปกป้องยาโคบก็มากแล้ว แต่เทียบไม่ได้เลยกับคำว่า ‘เราอยู่กับเจ้า’ เพราะการที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ยิ่งใหญ่กว่าพรทั้งหมดที่เราจะนึกคิดได้ ”
นับจากวันนี้ไป ยาโคบตระหนักถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าตลอดเวลา เขาไม่เคยคิดว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วยใกล้ชิดขนาดนี้ พวกเราสมัยนี้ได้รับพระวิญญาณประทับในเรา ไม่ได้ต่างอะไรกับพรที่ยาโคบได้ในคืนนี้
เมื่อตระหนักถึงความจริงของพระสัญญาทั้งหมด ยาโคบได้ตั้งหิน เทน้ำมันลงเพื่อนมัสการพระเจ้า ตั้งชื่อที่นั้นว่า บ้านของพระเจ้า
สังเกตดูสิว่า การปฏิญาณตนของยาโคบนั้นยังเป็นแบบโลกหมุนรอบตัวฉัน!!
หากพระเจ้าทรงอยู่กับข้าพเจ้า
ทรงดูแลปกป้องข้าพเจ้า
ประทานเสื้อผ้าให้ข้าพเจ้า
เพื่อข้าพเจ้าจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย
แล้ว…. พระองค์จะเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า
หินนี้จะเป็นพระนิเวศของพระเจ้า
ข้าพเจ้าจะคืนหนึ่งในสิบที่พระองค์ประทาน
สิ่งสุดท้าย ดูเหมือนดี แต่..มองอีกด้าน เหมือนกับถ้าได้ก็จะคืนพระเจ้าหนึ่งส่วนสิบ แต่ต้องได้ก่อน! บทสรุปคือ ยาโคบยังต้องการบทเรียนอีกหลายบท
เขาเป็นต้นแบบให้เรารู้ว่า ทุกวัน เราต้องมีการเปลี่ยนชีวิตให้เข้ากับพระเจ้าให้ได้ ไม่ใช่ต่อรองกับพระองค์
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 28
1* ปฐมกาล 27:33; 24:3
2* โฮเชยา 12:12; ปฐมกาล 25:20; 22:23; 24:29; 27:43; 29:5
3* ปฐมกาล 17:16; 35:11; 48:24; 26:4, 24
4* ปฐมกาล 12:2-3; 22:17; 17:8; 23:4; 36:7
8* ปฐมกาล 24:3; 26:34′ 35; 27:46
9* ปฐมกาล 26:34, 35; 36:2-3; 25:13
10* โฮเชยา 12:12 ;ปฐมกาล 12:4-5; 27:43; 29:4
12* ปฐมกาล 31:10;41:1; ยอห์น 1:51
13* ปฐมกาล 35:1; 48:3; 26:24; 13:15, 17; 26:3; 35:12
14* ปฐมกาล 13:16; 22:17; 13:14-15; 12:3; 18:18; 22:18; 26:4
15* ปฐมกาล 26:3, 24; 31:3 ;48:16; 35:6; 48:21; เฉลยธรรมบัญญัติ 7:9; 31:6, 8 กันดารวิถี 23:19
16* อพยพ 3:5
18* ปฐมกาล 31:13, 45; เลวีนิติ 8:10-12
19* ผู้วินิจฉัย 1:23, 26
20* ผู้วินิจฉัย 11:30; ปฐมกาล 28:15; 1 ทิโมธี 6:8
21* ผู้วินิจฉัย 11:31; เฉลยธรรมบัญญัติ 8:10-12
22* ปฐมกาล 35:7, 14; 14:20
ปฐมกาล 27 บ้านนี้ ไว้ใจใครไม่ได้

gouache on board, 16.9 x 25 cm, Jewish Museum, New York.
แม่ได้ยินความลับ
1 ต่อมาเมื่ออิสอัคชราและตามืดมัว มองไม่เห็น เขาเรียกลูกชายคนโตมาหากล่าวว่า “ลูกชายของข้า” “ลูกอยู่ที่นี่ขอรับ” เอซาวตอบ
2 อิสอัคกล่าวว่า “นี่แน่ะ พ่อนะแก่แล้ว ไม่รู้จะตายเมื่อไร
3 ให้เจ้าเอาอาวุธของเจ้าคือ ธนูและลูกธนูออกไปท้องทุ่ง ล่าเนื้อมาให้พ่อ
4 แล้วเตรียมอาหารรสดีที่พ่อชอบ เอามาให้พ่อกินเพื่อว่าพ่อจะอวยพรเจ้าก่อนที่พ่อจะตายไป”
5 ส่วนเรเบคาห์ก็แอบฟังสิ่งที่อิสอัคสั่งลูกชายเอซาวดังนั้น เมื่อเอซาวออกไปทุ่งกว้างเพื่อล่าสัตว์และนำกลับมานั้นเอง
6 เรเบคาห์บอกยาโคบว่า “ดูสิ แม่ได้ยิน พ่อพูดกับพี่เอซาวว่า
7ให้เอาเนื้อมาให้พ่อและทำอาหารรสดีให้กินเพื่อว่าพ่อจะอวยพรเจ้าต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์ก่อนที่พ่อจะตาย
8 เอาอย่างนี้ลูกชายของแม่ ฟังแม่และทำทุกอย่างตามที่แม่สั่ง
9 ให้เจ้าไปที่ฝูงสัตว์ และคัดเลือกลูกแพะมา และแม่จะเตรียมอาหารที่พ่อชอบให้
10 แล้วเจ้าก็เอาไปให้พ่อเพื่อพ่อจะอวยพรเจ้า ก่อนที่พ่อจะตาย
11 ยาโคบตอบเรเบคาห์แม่ของเขาว่า “แต่ว่าพี่เอซาวนั้นเป็นคนขนดก ตัวลูกเองเป็นคนผิวเกลี้ยงนะ” 11 ถ้าพ่อจับตัวลูก พ่อก็จะรู้ว่าลูกไปหลอกลวงท่าน และลูกจะถูกสาปแช่งแทนที่จะได้พร”
13 แต่แม่ของเขากล่าวว่า “ให้คำสาปนั้นตกอยู่กับแม่ ลูกรัก ไปทำตามที่แม่บอก ไป เอาลูกแพะมาให้แม่”
14 ดังนั้นยาโคบจึงออกไปเลือกแพะและนำมาให้แม่ของเขา ซึ่งเธอก็ได้ทำอาหารรสชาติที่พ่อของเขาชอบ
15 แล้วเรเบคาห์ก็เอาเสื้อดีท่ีสุดในบ้านที่เป็นของลูกชายคนโตคือเอซาว
สวมเสื้อตัวนั้นให้ลูกชายคนเล็กคือ ยาโคบแล้วเธอยังเอาหนังลูกแพะหุ้มที่มือและ
ตรงส่วนคอที่เกลี้ยงเกลาของเขาด้วย 17 จากนั้นเธอก็เอาอาหารรสชาติดีรวมทั้งขนมปังที่เธอทำส่งให้ลูกชาย
ปลอมตัวเข้าหาพ่อ
18 ดังนั้น ยาโคบจึงเข้าไปหาพ่อของเขา พูดว่า “ท่านพ่อ” และยาโคบตอบว่า
“พ่ออยู่นี่.. เจ้าเป็นใครกัน?”
19 ยาโคบตอบพ่อของเขาว่า “เอซาวไงขอรับ ลูกชายหัวปีของท่านพ่อ ลูกทำอย่างที่ท่านพ่อสั่งลูกแล้ว ขอท่านพ่อลุกขึ้นนั่งและกินเนื้อที่ ลูกล่ามาเถิด เพื่อว่าท่านพ่อจะได้อวยพรลูก”
20 แต่อิสอัคถามลูกชายว่า “เหตุใดเจ้าจึงพบมันเร็วนัก? ลูกพ่อ” “เพราะว่าพระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่านพ่อทรงนำมันมาให้ลูกขอรับ” เขาตอบ
21 แล้วอิสอัคจึงพูดกับยาโคบว่า “ลูกเอ๋ย ไหน.. เข้ามาใกล้พ่อสิ เพื่อพ่อจะได้คลำตัวเจ้าดูว่า เจ้าเป็นลูกเอซาวใช่หรือไม่”
โกหกหน้าตายแลกคำอวยพร
22 ดังนั้นยาโคบจึงขยับตัวเข้าไปใกล้พ่ออิสอัคซึ่งเขาก็แตะต้องตัวลูกและกล่าวว่า “เสียงของเจ้าเป็นเสียงยาโคบ แต่มือเป็นมือของเอซาว”
23 แต่อิสอัคจับไม่ได้ว่าใครเป็นใครเพราะมือของเขานั้นขนดกเหมือนเอซาวพี่ชายดังนั้นเขาจึงอวยพรลูกชาย
24 เขาถามขึ้นมา “เจ้าเป็นลูกเอซาวของพ่อจริงหรือ?” ยาโคบตอบว่า “จริงสิท่านพ่อ”
25 แล้วอิสอัคกล่าวว่า “เอาแกงมาให้พ่อเถอะพ่อจะได้กินอาหารที่ลูกล่ามาแล้วพ่อจะให้พรแก่เจ้า” ดังนั้นยาโคบเอาอาหารมาให้อิสอัคก็กินเขาเอาเหล้าองุ่นมาอิสอัคก็ดื่ม
26 จากนั้นอิสอัค พ่อของเขาก็พูดกับเขาว่า“ลูกเอ๋ย ขอเจ้าเข้ามาใกล้ ๆ และจูบพ่อหน่อย”
คำอวยพรนี้ยั่งยืน
27 เขาก็เข้ามาใกล้และจูบพ่อ เมื่ออิสอัคได้กลิ่นเสื้อผ้าของเขา เขาก็อวยพรกล่าวว่า “อา.. กลิ่นของลูกชายข้าเป็นเหมือนกลิ่นของท้องทุ่งที่พระยาเวห์ทรงอวยพระพร
28 ขอพระเจ้าประทานน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์แก่เจ้า รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน คือมีข้าว และน้ำองุ่นใหม่อย่างเหลือเฟือ
29 ขอให้ชาติต่าง ๆ ได้รับใช้เจ้า
และชาติทั้งหลายนอบน้อมต่อเจ้า
จงเป็นเจ้านายเหนือพี่น้องของเจ้า
และให้เหล่าลูกชายของแม่เจ้าได้นอบน้อมต่อเจ้า ใครก็ตามที่สาปแช่งเจ้าจะถูกสาป ทุกคนที่อวยพรเจ้าจะได้รับพร”
เพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก
30 ทันทีที่อิสอัคอวยพรยาโคบเสร็จ และเขาก็ออกไปจากพ่อ ยังไม่ทันพ้นหน้าพ่อพี่ชายก็กลับมาจากการล่าสัตว์
31 เขาก็ทำอาหารรสชาติดี นำมาให้พ่อของเขาและกล่าวว่า “ท่านพ่อขอรับ ขอท่านนั่งและกินอาหารที่ลูกล่ามา เพื่อว่าท่านพ่อจะได้อวยพรลูก”
32 แต่พ่ออิสอัคกลับตอบว่า “เจ้าเป็นใครกันนี่?” เขาตอบว่า “เอซาวขอรับ ลูกชายหัวปีของพ่อไง”
33 อิสอัคได้ยินอย่างนั้น ก็ตัวสั่นระริกขึ้นมาอย่างรุนแรง กล่าวว่า “แล้วใคร ใครที่ไปล่าเนื้อเอามาให้พ่อ? ก่อนเจ้าจะเข้ามา พ่อได้กินมันจนหมด และอวยพรเขาแล้วและเขาก็จะได้รับพรแน่นอน”
34 เมื่อเอซาวได้ยินคำของพ่อดังนั้น เขาก็ร้องออกมาเสียงดังอย่าง
ขมขื่นยิ่งนัก กล่าวกับพ่อว่า “ขอพ่ออวยพรลูกด้วยเถิด โอ ท่านพ่อ!”
35 แต่อิสอัคกล่าวว่า “น้องชายของเจ้า
มาหลอกพ่อ และเอาพรของเจ้าไปเสียแล้ว”
ขอพรที่เหลืออยู่บ้าง
36 ดังนั้นเอซาวจึงกล่าวว่า “เขาทำตัวสมกับชื่อของเขาว่ายาโคบไม่ใช่หรือ? เพราะเขาหลอกลูกสองครั้ง เขาเอาสิทธิบุตรหัวปีของลูกไปและคราวนี้ก็มาแย่งเอาพรของลูกไปด้วย”แล้วเขาก็ถามว่า “พ่อไม่ได้เก็บพรให้ลูกไว้บ้างเลยหรือขอรับ?”
37 แต่อิสอัคตอบเอซาวว่า “ดูเถิด พ่อตั้งเขาให้เป็นนายเหนือเจ้า และมอบญาติพี่น้องทั้งหมดให้เป็นคนรับใช้ของเขา พ่อได้ให้ทั้งข้าวและเหล้าองุ่นใหม่ มีอะไรเหลือที่พ่อจะทำให้เจ้าได้อีกเล่า?”
38 เอซาวกล่าวกับพ่อว่า “พ่อมีพรอย่างเดียวหรือ? ขอพ่ออวยพรลูกด้วยเถิด!”
แล้วเอซาวก็ร้องไห้เสียงดัง
39 พ่อของเขาตอบว่า “ดูเถิด ที่อาศัยของเจ้าจะอยู่ห่างไกลจากความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ห่างไกลจากน้ำค้างจากฟ้าเบื้องบน
40 เจ้าจะดำรงชีวิตด้วยดาบ และรับใช้น้องชายของเจ้า แต่เมื่อเจ้าขัดขืน เจ้าก็จะหักแอกของเขาสลัดหลุดจากคอของเจ้า”
41 เอซาวรู้สึกเคียดแค้นยาโคบ
เนื่องจากพรที่พระเจ้าได้อวยพรแก่เขา
เอซาวพูดกับตัวเองว่า “วันที่ข้าจะไว้ทุกข์ให้พ่อนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีวันนั้นข้าจะสังหารยาโคบน้องของข้า”
ผลของการหลอกลวง
42 เมื่อคำของเอซาวลูกชายคนโตมาเข้าหูเรเบคาห์เธอจึงเรียกให้ยาโคบลูกชายคนรองเข้ามาพบและบอกเขาว่า “ดูสิ พี่เอซาวของเจ้าปลอบใจตัวเองด้วยการจะฆ่าเจ้าเสีย
43 ตอนนี้ ลูกเอ๋ยขอเจ้าฟังเสียงของแม่และให้หนีไปหาลุงลาบานพี่ชายของแม่ในฮาราน 44 ไปอยู่กับเขาสักพักจนกว่าพี่จะหายโกรธ
45 เมื่อพี่หายโกรธ และลืมว่าเจ้า
ได้ทำอะไรกับเขา แม่จะส่งข่าวไปให้รู้ และส่งคนไปรับเจ้ากลับมาจากที่นั่น ทำไมแม่จะต้องเสียลูกทั้งสองคนภายในวันเดียว?”
46 แล้วเรเบคาห์กล่าวกับอิสอัคว่า “ฉันเหนื่อยกับชีวิตเพราะผู้หญิงชาวฮิทไทต์เหล่านี้ยิ่งนัก ถ้ายาโคบไปเอาหญิง
ฮิตไทต์มาเป็นภรรยาอีก ฉันก็ไม่อยากจะมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว?”
อธิบายเพิ่มเติม
แม่ได้ยินความลับ
ปฐมกาล 27:1-4
ครอบครัวอิสอัค-เรเบคาห์ทำให้เราเห็นภาพชัดถึงความรักที่ลำเอียงของทั้งพ่อและแม่ และพร้อมที่จะแย่งสิทธิ์ของอีกคนได้อย่างหน้าตาเฉย และเราจะเห็นการไม่วางใจพระเจ้าในทั้งสี่คนทั้ง ๆที่พระเจ้าได้ตรัสแล้วว่า พระดำริของพระองค์เป็นอย่างไร อิสอัคตั้งใจให้พรของลูกชายหัวปีแก่ลูกชายหัวปีที่เขารักทั้ง ๆ ที่พระเจ้าได้ตรัสแล้วว่าพี่จะรับใช้น้อง เขาไม่เห็นด้วยกับพระดำริ!
อิสอัคอายุประมาณ 137 ปี แล้ว เขาแก่หง่อมแต่ยังมีชีวิตต่อไปอีกนาน อีก 43 ปี จึงสิ้นชีวิต เมื่ออายุ 180 ปี แต่เวลานี้ เขารู้สึกเหมือนว่ากำลังจะจากไป
ส่วนเรเบคาห์เองก็ยึดคำที่พระเจ้าตรัสไว้กับเธอว่าพี่จะรับใช้น้อง ทั้ง พ่อ แม่ พี่ และน้อง ต่างสู้กันเพื่อให้ได้มาถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ดูอายุอิสอัค ที่นี่
ปฐมกาล 27:5-8
จำได้ไหมว่า ยาโคบเองได้แลกแกงกับสิทธิบุตรหัวปีไปแล้ว โดยที่เอซาวไม่ได้เห็นคุณค่าของสิทธินั้น .. ครั้งนี้ เรเบคาห์กำลังจะปิดงาน
ของการยื้อแย่งสิทธิให้จบไปเลย เธอได้ยินสิ่งที่
สามีพูดกับลูกชายคนโต ( ทั้งที่พระเจ้าทรงประสงค์อีกอย่างยาโคบเองพร้อมที่จะทำตามใจของตนเอง) และเธอก็รักยาโคบมากกว่าเอซาวอยู่แล้วด้วย ครอบครัวนี้เต็มด้วยการชิงดี ทั้งแม่และลูกชายคนเล็กมีชั้นเชิงที่เหนือกว่าพ่อและลูกชายคนโต แม้พระเจ้าตรัสแล้วว่าน้องชายจะใหญ่กว่าพี่ แต่เรเบคาห์ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้สำเร็จเสียเองแทนที่จะรอวิธีการของพระเจ้า ในเรื่องนี้ ลูกชายทั้งสองอายุ 77 ปีแล้ว เขาทั้งสองไม่ใช่เด็กหนุ่ม หรือวัยรุ่น
ปฐมกาล 27:9-10
คำสั่งของแม่นั้น เป็นสิ่งที่ยาโคบจะไม่คัดค้าน
แน่นอนที่ว่าเขาถูกเลี้ยงดูมาใกล้ชิดกับแม่มาก
กว่าพ่อ ในขณะที่พ่อสนิทสนมกับเอซาวมากกว่าเรเบคาห์พร้อมที่จะหักหลังลูกชายคนโตด้วยมือของเธอเอง ช่างเป็นคุณแม่ที่น่ากลัวเหลือเกิน เธอเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่ได้วางใจ
พระเจ้าสุด ๆ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แล้ว
ปฐมกาล 27:11-13
เรเบคาห์รักยาโคบมาก พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางที่จะให้ยาโคบได้พรของลูกหัวปี
ส่วนยาโคบก็ยังกลัวว่าพ่อจะจับได้เพราะเป็นคนผิวต่างจากพี่ เสียงก็ไม่เหมือน เขารู้ตัวดีว่าถ้าพ่อจับได้ก็จะกลายเป็นคนลวงโลก (ทั้งที่เขาทำกับพี่มาก่อนเรื่องให้พี่แลกสิทธิหัวปีกับแกงแดง) แต่ถ้าเกิดมีอะไรพลาดขึ้นมา เรเบคาห์เองยอมที่จะให้คำสาปนั้นตกอยู่กับเธอ
ปฐมกาล 27:14-16
ยาโคบทำตามคำสั่งของแม่ แล้วเรเบคาห์ก็รีบ
ทำอาหารให้เสร็จก่อนที่ลูกชายคนโตจะกลับมาเสร็จแล้วก็ปลอมตัวให้กับยาโคบ ใส่เสื้อของพี่และยังเอาขนสัตว์หุ้มที่มือและคอของพี่
เธอปลอมตัวได้เยี่ยมมาก และเธอมั่นใจว่าแผน
ของเธอจะสำเร็จเป็นอย่างดี ที่จริงพี่ชายของเรเบคาห์ต่อมาก็ได้หลอกใช้ยาโคบเป็นเวลาหลายปี แสดงว่าครอบครัวนี้เก่งเอาเปรียบ!
เวลานี้ยาโคบกำลังเรียนรู้กลโกงต่าง ๆ ที่แม่ทำเป็นตัวอย่างและในอนาคตเขาคงได้ใช้กลเม็ดเหล่านี้ในชีวิต
ปลอมตัวเข้าหาพ่อ
ปฐมกาล 27:17-19
ก่อนหน้านี้ ในปฐมกาล 25:23 พระเจ้าตรัสกับ
เรเบคาห์ตรง ๆ แล้วว่า มีสองชนชาติอยู่ในครรภ์ของเธอ และพี่ชายจะเป็นผู้ที่รับใช้น้องชาย ทำไมเรเบคาห์กล้า ทำการล่วงหน้าพระเจ้า.. กล้า รับคำสาปแทนลูกชาย กล้า
และที่สำคัญ อิสอัคก็ยอมเชื่อฟังทำตามแม่ทุก
อย่างทั้งที่รู้ว่า ไม่ควร
อิสอัคเองก็ไม่ได้หมือนกับอับราฮัมในแง่ที่ว่า
ยอมเชื่อพระเจ้าทุกอย่างและรอคอยพระองค์แม้จะนานมาก เขาก็ยังรอ
ปฐมกาล 27:20-21
นี่เป็นการโกหกแบบอ้างพระเจ้าด้วย ทำให้เราคิดว่า เขาน่าจะเคยทำแบบนี้มาก่อนกับพ่อ จนกระทั่งพ่อเองก็ไม่ไว้ใจว่า นี่เป็นลูกชายคนโตจริงหรือไม่ เขาขอจับตัวดูว่า เป็นเอซาวแน่ ดวงตาของอิสอัคนั้นมืดมัวไม่เห็นจริง ๆ ถ้ายาโคบเป็นคนซื่อตรง ก็อาจจะสารภาพผิดตอนนั้น กล่าวคำขอโทษพ่ออย่างละอายใจไปแล้ว
โกหกหน้าตายแลกคำอวยพร
ปฐมกาล 27:22-24
อิสอัคพูดออกมาตรง ๆ ตามความรู้สึกของเขา
ว่า เสียงลูกคนนี้เป็นคนรอง แต่มือมีขนดก
แบบเอซาว เขาจึงพร้อมที่จะอวยพรให้ลูกอย่าง
ที่เหมาะสม แต่แล้วเขาก็ยังไม่แน่ใจ ถามย้ำ ซ้ำ
อีกครั้งว่า เป็นเอซาวแน่หรือ และยาโคบก็ตอบ
หน้าไม่อายว่า เขาเป็นเอซาว มีคนให้ความเห็นว่าเพราะเขาคิดว่าอย่างไรเสีย สิทธิบุตรหัวปีก็ต้องเป็นของเขา ดังนั้น ถ้าเขาโกหกอย่างนี้ ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะมันเป็นของเขาอยู่แล้ว ถ้ายาโคบวางใจพระเจ้า เรื่องราวก็จะไม่เป็นอย่างนี้
ปฐมกาล 27:25
อิสอัคถูกลูกชายต้มตุ๋นจนสุกคาที่ เขาตรวจแล้ว เขาตรวจสอบอีกหลายครั้ง ความไม่แน่ใจที่รู้สึก ในครั้งแรก ก็ลบเลือนไปเพราะความสามารถในการหลอกลวงของยาโคบเอง
พ่อตั้งใจจะกินอาหารที่ลูกล่ามาเพื่อพ่อ และพ่อจะอวยพรให้ โดยที่พ่อไม่รู้ว่าถูกลูกชายคนรองหลอกอยู่!
คำอวยพรนี้ยั่งยืน
ปฐมกาล 27:26-27
กินอาหารเสร็จแล้ว อิสอัคก็ขอตรวจสอบความ
ถูกต้องอีกครั้ง เขาขอให้ลูกมาใกล้ ๆ และจูบ
เขา เขาต้องการได้กลิ่นลูกชายคนโตเป็นกลิ่น
ของทุ่งกว้าง โดยหารู้ไม่ว่า ภรรยานั้นเตรียมทุกอย่างแนบเนียนมาก เพื่อปิดความจริงจนมิด
ปฐมกาล 27:28-29
คำอวยพรของพ่อนั้น ไม่ใช่เป็นการพูดอวยพร
ลอย ๆ แล้วจบไป แต่เป็นมีความหมายสำคัญ
ต่อลูกและจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต พระเจ้าทรง
ให้เกียรติแก่พ่อที่จะอวยพรลูก และเกิดผลตามนั้น นี่เป็นคำอวยพรที่ตั้งใจจะให้เอซาว ไม่ใช่ของยาโคบ อิสอัคขอให้เอซาวมีทั้งทรัพย์สิน
มากมาย ได้มีอำนาจจนคนชาติต่าง ๆ มารับใช้
เขาจะได้เป็นเจ้านาย
เพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก
ปฐมกาล 27:30-32
หลังจากที่ได้พรไปแล้ว ยาโคบก็รีบออกไปเลย เขาน่าจะได้ยินเสียงพี่ชายกลับมา เอซาวกลับมาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็เข้าครัว
ทำแกงอร่อยที่พ่อชอบ จากนั้นก็เอาไปให้
เพื่อว่าพ่อจะได้อวยพร
แต่แล้ว …ด้วยความตกใจ อิสอัคถามว่าเจ้าเป็นใครกัน.. เอซาวตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่
อิสอัครู้ตัวแล้วว่า เขาได้ทำพลาดไปแล้ว ..
ปฐมกาล 27:33-35
อิสอัคผู้เป็นพ่อ รู้สึกตกใจ รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต เขาตัวสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีคนเอา
แกงมาให้แล้ว และอวยพรไปแล้ว! เอซาวรู้ทันทีว่า ถูกน้องชายโกงพรไป เขาร้องไห้เสียงดัง ขอพรจากพ่อ แต่พ่อได้ให้พรดี ๆ ไปกับยาโคบเสียหมด พรจากพ่อ เป็นสิ่งที่มีค่ามาก แต่มาบัดนี้ เอซาวลูกคนโตกลับถูกริบพรไป …
อิสอัคพยายามเอาพรที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้กับเอซาว แต่แล้ว ถูกลูกชายคนรองมาตัดหน้า!
ขอพรที่เหลืออยู่บ้าง
ปฐมกาล 27:36-38
ครั้งแรกที่ยาโคบขโมยสิทธิหัวปีนั้น เป็นการที่
เอซาวร่วมมือด้วย เขายอมแลกสิทธินั้นกับอาหารเพราะในวันนั้นเขาหิวแทบตาย จึงคิดว่า สิทธิหัวปีไม่ได้มีค่าไปกว่าความหิวของเขา (25:32-34) เวลานี้ที่เขาต้องการพรแห่งลูกหัวปี เพราะพรนั้นจะเป็นเครื่องนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้ตัวเอง
เสียดายเหลือเกินที่อิสอัคเองได้มอบพรดี ๆ ให้
กับลูกชายจอมหลอกของเขาไปแล้ว น่าแปลกที่
เขาไม่คิดพรเผื่อลูกชายอีกคนไว้เลย
แล้วเรื่องราวกลับพลิกอย่างไม่คาดฝัน แทนที่จะเป็นเอซาว พรที่อิสอัคได้รับมีทั้งตำแหน่ง ฐานะให้เป็นนายเหนืออีกคน ให้ญาติพี่น้องทั้งหลายเป็นรอง เป็นผู้รับใช้ แล้วยังแถมข้าว เหล้าองุ่นอีก ตัวอิสอัคเองก็อวยพรอย่างล้นเหลือโดยที่ไม่ได้คิดถึงลูกอีกคน
(เขาตั้งใจให้กับเอซาวทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรให้ยาโคบ)
ปฐมกาล 27:39-40
ถ้าเทียบกับพรที่ยาโคบได้ไป สิ่งที่เอซาวรับ เหมือนเศษของพรที่เหลือ เขาจะอยู่อย่างยากลำบาก ไม่มีความสมบูรณ์
แต่ในประโยคหลัง แม้เขาจะต้องต่อสู้กับศัตรูด้วยดาบ ซึ่งเขาก็เป็นคนเก่งอยู่แล้ว น่าจะผ่านได้ แม้ต้องรับใช้น้อง ในที่สุดเขาจะไม่ได้เป็นทาสของน้อง เขาจะเป็นอิสระ ตัวเอซาวเองก็ต้องจำใจพอใจกับพรแบบนี้ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ในที่สุดลูกหลานของเอซาวก็กลายเป็นชาวเอโดมอาศัยในเขต ซึ่งเป็นประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน
ปฐมกาล 27:41
ช่วงเวลานั้น เอซาวยังยั้งมือของตัวเองไว้แม้จะ
โกรธน้องมาก ๆ เขายังรู้สึกเกรงใจพ่อ เพราะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ตั้งใจว่า เมื่อพ่อตายไป ยาโคบต้องกลายเป็นศพแน่นอน เอซาว นายพรานคนเก่ง ได้พรที่เหมาะกับตัวเขา เขายังไม่ได้สังเกตว่า พรนั้นจะปกป้องชีวิตเขา
ในเวลาต่อมา
ผลของการหลอกลวง
ปฐมกาล 27:42-44
ความคิดจะแก้แค้นของเอซาวไม่ได้อยู่แค่ในหัวของเขา เขาคงพูดให้กับคนงานในบ้าน หรือพูดกับเพื่อนของเขา ทำให้เรื่องนี้มาถึงเรเบคาห์ ซึ่งเธอก็รีบแก้ไขสถานการณ์ทันที เธอขอร้องให้ยาโคบไปอยู่กับพี่ชายของเธอในฮารานซึ่งอยู่ไกลมาก ๆ แต่ก็ทำให้พ้นจากอันตรายถึงชีวิตและเหตุการณ์ครั้งนี้ จะทำให้เธอและลูกชายสุดรักต้องจากกันตลอดไป ไม่มีวันได้เจอกันอีก น่าเสียใจเหลือเกินสำหรับเรเบคาห์
ปฐมกาล 27:45-46
ถึงแม้ว่าเรเบคาห์จะรักน้องมากกกว่าพี่ แต่เธอ
ก็ไม่ต้องการให้พี่น้องฆ่ากันเอง เธอยังมีความ
หวังใจว่า วันหนึ่งเอซาวจะหายโกรธน้อง ลืมสิ่งที่น้องได้ทำกับตัวไว้ ทำให้เธอส่งลูกรักออกไปอยู่ในที่แสนไกล
นอกจากนั้น เราจะเห็นความทุกข์ใจของเรเบคาห์ชัด จากลูกสะใภ้ชาวฮิทไทต์ด้วยคงป่วนบ้านพอสมควรทีเดียว เธอจึงต้องการให้อิสอัคได้ภรรยาจากครอบครัวญาติพี่น้องของเธอ
น่าเสียดายกับบ้านที่ไม่ได้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงทำการของพระองค์ แต่พวกเขาต่างตั้งหน้าที่จะสร้างอนาคตของตนเอง ในที่สุดยาโคบเองก็ต้องพบเจอการคดโกงอย่างที่เขาเคยทำให้กับเอซาวเช่นกัน
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 27
1* ปฐมกาล 35:28; 48:10
2* สุภาษิต 27:1
3* ปฐมกาล 25:27-28
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 33:1
8* ปฐมกาล 27:13, 43
9* ปฐมกาล 27:4
10* ปฐมกาล 27:4; 48:16
11* ปฐมกาล 25:25
12* ปฐมกาล 27:21-22; เฉลยธรรมบัญญัติ 27:18
13* ปฐมกาล 43:9
14* สุภาษิต 23:3
15* ปฐมกาล 27:27
19* ปฐมกาล 27:4
21* ปฐมกาล 27:12
23* ปฐมกาล 27:16
25* ปฐมกาล 27:4, 10, 19, 31
27* ปฐมกาล 29:13; บทเพลงโซโลมอน 4:11
28* ฮีบรู11:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 33:13, 28; ปฐมกาล 45:18; เฉลยธรรมบัญญัติ 7:13 33:28
29* ปฐมกาล 9:25; 25:23; 37:7, 10; 49:8
31* ปฐมกาล 27:4
33* ปฐมกาล 25:23; 28:3-4
36* ปฐมกาล 25:26, 32-34
37* 2 ซามูเอล 8:14 ; ปฐมกาล 27:28-29
38* ฮีบรู 12:17
39* ฮีบรู 11:20
40* ปฐมกาล 25:23; 27:29; 2 พงศ์กษัตริย์ 8:20-22
41* ปฐมกาล 26:27; 32:3-11; 37:4, 5, 8; 50:2-4, 10; โอบาดีย์ 10
42* สดุดี 64:5
43* ปฐมกาล 11:31; 25:20; 28:2, 5
44* ปฐมกาล 31:41
46* ปฐมกาล 26:34-35; 28:8; 24:3
ปฐมกาล 26 อิสอัคกับอาบีเมเลค

พระยาห์เวห์ทรงปฏิญาณกับอิสอัค
1 แล้วต่อมา เกิด ความอดอยากทั่วแผ่นดินอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดในสมัยของอับราฮัม อิสอัคจึงเดินทางไปยังเมืองเกราร์ ซึ่งมีกษัตริย์อาบีเมเลค ชาวฟีลิสเตียครองอยู่
2 พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่อิสอัค ตรัสกับเขาว่า“อย่าไปอียิปต์ แต่ให้อยู่ในแผ่นดินซึ่งเราจะบอกให้เจ้ารู้
3 จงอาศัยในแผ่นดินนี้ แล้วเราจะอยู่กับเจ้า จะอวยพรเจ้า เพราะว่าเราจะยกแผ่นดินเหล่านี้ทั้งหมดให้แก่เจ้าและลูกหลานของเจ้า และจะทำให้คำสัญญา ที่เรามีให้กับอับราฮัมพ่อของเจ้าบรรลุผลสำเร็จ
4 และเราจะทวีจำนวนลูกหลานของเจ้าให้มากมายเหมือนดาวบนท้องฟ้า และจะยกดินแดนทั้งหมดนี้แก่พวกเขา ชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพรผ่านเชื้อสายของเจ้า
5 นี่เป็นเพราะอับราฮัมได้เชื่อฟัง
เรา และทำตามคำสั่ง คำบัญชา ข้อบังคับ และบทบัญญัติของเรา
อิสอัคกับกษัตริย์อาบีเมเลค
6 อิสอัคจึงยังคงอาศัยในเมืองเกราร์
7 เมื่อชาวเมืองถามเรื่องภรรยาของเขา อิสอัคตอบว่า “เธอเป็นน้องสาวของข้าเอง” เพราะเขากลัวที่จะบอกว่า เธอเป็นภรรยาของเขา เพราะคิดว่า “เพราะเรเบคาห์งามมากก็อาจทำให้พวกผู้ชายในเมืองมาฆ่าข้า”
8 อิสอัคอยู่ที่นั่นนานพอสมควร กษัตริย์อาบีเมเลคของชาวฟีลิสเตียมองออกมาในช่องหน้าต่างเห็นอิสอัคหยอกล้อคลอดเคลียกับเรเบคาห์ ภรรยาของเขา
9 กษัตริย์อาบีเมเลคจึงให้คนนำตัวอิสอัคมาเฝ้าตรัสว่า “นี่แน่ะ เธอเป็นภรรยาของเจ้านี่นา ทำไมเจ้าจึงบอกว่าเธอเป็นน้องสาว?” อิสอัคจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าอาจจะต้องตายเพราะเธอ”
10 กษัตริย์อาบีเมเลคตรัสว่า
“ทำไมเจ้าจึงทำกับเราอย่างนี้? อาจมีใครคนหนึ่งไปนอนกับภรรยาเจ้า เท่ากับนำความผิดมาให้พวกเรา”
11 แล้วกษัตริย์อาบีเมเลคจึงออกคำสั่งแก่ประชาชนว่า “หากใครแตะต้องชายคนนี้หรือภรรยาของเขา จะต้องถูกประหารแน่นอน”
ใครๆก็อิจฉา
12 แล้วอิสอัคก็หว่านพืชลงและเก็บเกี่ยวร้อยเท่าในปีเดียวกัน เพราะพระยาห์เวห์ทรงอวยพระพรเขา
13 เขาจึงมั่งมีขึ้น และมีฐานะดีขึ้นเรื่อยจึงกลายเป็นคนที่ร่ำรวยมาก
14 มีทั้งฝูงแกะ วัว และคนรับใช้มากมายจนชาวฟีลิสเตียเกิดความอิจฉา
15 (สมัยที่อับราฮัมอยู่ที่นี่ คนใช้ของเขาได้ขุดบ่อน้ำไว้ บัดนี้ คนฟีลิสเตียจึงเอาดินถมบ่อน้ำทั้งหมดที่มีอยู่)
16 กษัตริย์อาบีเมเลคตรัสกับอิสอัคว่า “ขอเจ้าย้ายไปจากที่นี่เถิด เพราะเจ้าเข้มแข็งกว่าพวกเราแล้ว”
17 อิสอัคจึงออกไปจากที่นั่น และตั้งเต็นท์อยู่ที่หุบเขาเกราร์ ตั้งถิ่นฐานที่นั่น
18 บ่อน้ำต่าง ๆ ที่อับราฮัมเคยขุดไว้ แล้วถูกชาวฟีลิสเตียถมไปหลังจากที่เขาสิ้นชีวิตไปนั้น อิสอัคก็ขุดขึ้นมาใหม่ และตั้งชื่อบ่อตามที่พ่อได้ตั้งไว้ก่อนหน้านั้น
สู้กันเรื่องบ่อน้ำ
19 แต่แล้ว เมื่อคนรับใช้ของอิสอัคขุดบ่อในหุบเขา พวกเขาพบตาน้ำที่นั่น
20 คนเลี้ยงสัตว์เมืองเกราร์ จึงทะเลาะกับคนเลี้ยงสัตว์ของอิสอัค กล่าวว่า
“น้ำนี้เป็นของเรา” อิสอัคจึงตั้งชื่อบ่อน้ำนั้นว่าเอเสก (ทะเลาะ)เพราะพวกเขามาทะเลาะกัน
21จากนั้นมาเขาก็ขุดบ่อน้ำอีกบ่อ และก็มีเรื่องวิวาทกันอีก จึงตั้งชื่อบ่อนั้นว่า สิตนาห์ (เป็นศัตรูกัน)
22 แล้วเขาก็ย้ายจากที่ตรงนั้นไปขุดอีกบ่อ คราวนี้ไม่มีการมาทุ่มเถียงกันอีกแล้ว เขาจึงเรียกบ่อนั้นว่า เรโหโบท (แปลว่าที่ว่าง)
เขากล่าวว่า“ตอนนี้ พระยาห์เวห์ประทานที่ทางให้เรามากพอ และเราก็จะเก็บเกี่ยวผลดกในแผ่นดินนี้”
23 จากที่นั่น
อิสอัคเดินทางไปเบเออร์เชบา
24 พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่เขาในคืนนั้น ตรัสว่า “เราคือพระเจ้าของอับราฮัม พ่อของเจ้า อย่ากลัวเลย เพราะว่า เราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้าจะทวีจำนวนลูกหลานของเจ้าเพื่อเห็นแก่อับราฮัม”
25 เขาจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่น และเรียกพระนามของพระยาห์เวห์ และตั้งเต็นท์ขึ้นที่นั่น และคนรับใช้ของอิสอัคก็ขุดบ่อน้ำหนึ่งบ่อ
คำปฏิญาณต่อกัน
26 ช่วงเวลานั้นเอง กษัตริย์อาบีเมเลคเดินทางจากเกราร์มาพร้อมกับอาหุสซัทที่ปรึกษา และแม่ทัพฟีโคล์มาพบอิสอัค
27 อิสอัคถามพวกเขาว่า “ท่านมาหาข้าพเจ้าทำไมหรือ? ท่านเองเกลียดชังข้าพเจ้าและไล่ข้าพเจ้าออกจากท่าน”
28 พวกเขาตอบว่า “เราเห็นชัดว่า พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับเจ้า ดังนั้นเราปรึกษากันว่า เราควรทำสัญญาสันติระหว่างเจ้ากับเรา พวกเรามาทำพันธสัญญาด้วยกันเถิด”
29 เพื่อว่าเจ้าจะไม่ทำอันตรายพวกเรา และเราก็จะไม่แตะต้องท่าน จะไม่ทำสิ่งร้ายทำแต่สิ่งดี และส่งเจ้าไปอย่างสันติ มาวันนี้ เจ้าเป็นคนที่พระยาห์เวห์ทรงอวยพระพร”
30 อิสอัคจึงจัดงานเลี้ยงพวกเขา และพวกเขาก็ได้กินดื่มด้วยกัน 31 เช้าวันต่อมา ทั้งสองฝ่ายก็ตื่นขึ้นมา และทำสัตย์สาบานต่อกัน และอิสอัคได้ส่งพวกเขาให้เดินทาง พวกเขาจึงจากไปอย่างสันติ
32 ในวันเดียวกันนั้นเอง คนรับใช้ของอิสอัค
เข้ามาแจ้งข่าวเรื่องบ่อน้ำที่พวกเขาขุดกันและกล่าวกับเขาว่า “เราพบน้ำแล้ว” เขาจึงตั้งชื่อบ่อน้ำว่า ชิบาห์ (แปลว่า บ่อแห่งคำสัญญาหรือบ่อแห่งเจ็ด) ดังนั้น เมืองที่เขาอยู่จึงมีชื่อว่า
เบเออร์เชบามาจนทุกวันนี้
34 ต่อมาเมื่อเอซาวอายุได้ 40 ปี เขาก็แต่งงานกับยูดิธ บุตรสาวของเบเออรีชาวฮิตไทต์
และบาเสมัท ลูกสาวของเอโลนชาวฮิทไทต์เช่นกันพวกเขาทำให้ชีวิตของอิสอัคและเรเบคาห์
ขมขื่นเหลือเกิน
อธิบายเพิ่มเติม
ปฐมกาล 26:1-5
ตอนที่อับราฮัมพยายามหาภรรยาให้กับอิสอัคท่านได้กำชับไม่ให้อิสอัคออกไปที่ไหน แต่ให้อาศัยในดินแดนที่พระเจ้าทรงเลือก และเมื่อเกิดการกันดารอาหาร พระเจ้าก็ทรงห้ามไม่ให้เขาออกไปตั้งถิ่นฐาน หรือออกไปไกลจากแผ่นดินนี้ เพราะว่า ถ้าไปแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้กลับมาอีกแต่ไปอยู่ในที่ ๆ พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกให้ไปติดกับดักของชีวิตที่ไม่ใช่ทางของพระเจ้า
อิสอัคได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญาแล้ว
แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีความอดอยาก
เกิดขึ้น .. ดูเหมือนว่า อียิปต์จะเป็นคำตอบ
สำหรับปัญหานี้ แม่น้ำไนล์เป็นคำตอบ แต่พระเจ้าทรงยับยั้งไม่ให้ อิสอัคเดินทางไปนอกแผ่นดินคานาอันซึ่งต้องพึ่งแต่น้ำฝน ไม่ได้มีแหล่งน้ำเป็นสายยาวเหมือนกับแม่น้ำไนล์
แทนที่พระเจ้าจะทรงโกรธอิสอัค พระองค์กลับทรงย้ำพันธสัญญาที่ทรงทำกับ
อับราฮัมซึ่งเมื่อเขาเชื่อฟังพระองค์ พระองค์จึงจะทรงอวยพระพรอิสอัค
ลูกชายตามนี้
1 ทวีจำนวนลูกหลาน
2 ให้ดินแดนนี้แก่เขา
3 ทั้งโลกจะได้พรผ่านพวกเขาพระพรของอับราฮัมเป็นพระพรสืบเนื่อง เป็น
พระพรทางเชื้อสาย ที่พระบุตรของพระเจ้าจะมาบังเกิดในสายของอับราฮัมด้วย มหัศจรรย์!
ปฐมกาล 26:6-11
ครั้งหนึ่ง อับราฮัมมาที่เมืองนี้ พบกษัตริย์ของ
เมือง และบอกว่าซาราห์เป็นน้องสาวของตน ซึ่งก็เป็นความจริง ส่วนลูกชายอิสอัคก็ทำตาม
พ่ออย่างเดียวกัน เรียกได้ว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เขาบอกว่าเรเบคาห์เป็นน้องสาว แม้จะเป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพราะเธอเป็นเหมือน
ลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่ทำให้เราเห็นว่า ทั้งพ่อและลูกต่างสนใจว่าตนเองจะต้องรอดโดยไม่ได้คิดถึงภรรยาตนเลย
ว่าจะลำบากแค่ไหน หากมีชายอื่นเอาไป!
แล้วมีวันหนึ่งที่อาบีเมเลคได้เห็นด้วยตาของท่านเองว่า อิสอัคไม่ได้เป็นแค่พี่ชาย เพราะภาษาท่าทางบอกให้รู้ว่า ทั้งสองเป็นคู่รักกัน เมื่อมาคาดคั้นความจริงจากอิสอัค จึงได้คำตอบซึ่งเป็นคำตอบเดียวกับอับราฮัมที่เคยตอบกษัตริย์อาบีเมเลคอีกคน (คำว่าอาบีเมเลคแปลว่า บิดาขององค์กษัตริย์ เป็นตำแหน่งคล้ายกับคำฟาโรห์) พ่อกับลูกไม่ได้ต่างกันเลย ห่วงชีวิตของตนเองมากกว่าภรรยา ได้ยินคำตอบอย่างนั้น อาบีเมเลคก็ต้องจัดการตามสมควร คือทั้งตักเตือนและช่วยประกาศให้ประชาชนไม่ทำผิดต่อเขาทั้งสอง คำพูดของกษัตริย์อาบีเมเลคช่วยให้เรารู้ว่า ท่านเป็นคนที่รู้ดีชั่ว รู้ว่าถ้าทำผิดแล้ว พระเจ้าจะทรงลงโทษคนที่ทำผิด
อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า พระเจ้าทรงปกป้องเรเบคาห์ และอิสอัคไว้ ทั้งที่เขาจะไม่รับผิดชอบในเรื่องนี้สักเท่าไร
1 ปฐมกาล 26:12-18
ภาพคนฟีลิสเตียอิจฉาตาร้อนมองขึ้นไป
แน่นอนที่ว่าอิสอัคได้รับทรัพย์สมบัติมาจาก
อับราฮัมมากมาย แต่เขาก็ยังคงทำอาชีพเดียวกับพ่อของเขา และปรากฏว่า เขาได้ผลมากมายเป็นร้อยเท่า ซึ่งทำให้เขามั่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชาวฟีลิสเตียในเกราห์เห็น ก็รู้สึกอิจฉามาก
มีอย่างที่ไหน เป็นคนมาจากทางเหนือ เข้ามาขออาศัยเรา แต่กลับร่ำรวยกว่า ทำงานได้ผลมากกว่า พระเจ้าทรงอวยพรให้เห็นชัด ๆ แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้ได้พระพร น่าจะเป็นเพราะขยันด้วย
ชาวเมืองคงไปร้องเรียนกับอาบีเมเลค ทำให้ท่านต้องมาเจรจาขอร้องให้อิสอัคออกไปจากพื้นที่ของท่าน นี่เป็นเรื่องของการเมืองโดยตรง เพราะหากอิสอัคแข็งแรงมากขึ้น อาจจะเป็นอันตรายต่อเมืองของพวกเขาก็เป็นได้
การกล่าวถึงบ่อน้ำสำคัญ.. เพราะบ่อน้ำคือหัวใจ
ของการทำเกษตรกรรม ขุดยาก ขุดไปแล้วจะ
เจอน้ำหรือไม่ก็เดาไม่ออก สิ่งที่อิสอัคทำนั้นช่วยให้ประหยัดเพราะขุดตามรอยเดิมที่เคยใช้มาก่อน
ปฐมกาล 26:19-22
บ่อน้ำคือความเป็นความตายของผู้คนในสมัยโบราณ การขุดบ่อใช่ว่าจะได้น้ำทุกครั้ง บางทีถ้าไม่เจอตาน้ำก็เท่ากับขุดไปเปล่า ๆ เสียเวลาแต่พระเจ้าได้ทรงอวยพระพรอิสอัค เมื่อคนของเขาขุดบ่อทีไร ก็มักจะเจอตาน้ำ คนชาวฟีลิสเตียที่อยู่ใกล้ ๆ อิสอัคเข้าใจแล้วว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเขา เพราะเขาเจริญขึ้น มั่งคั่งขึ้นเรื่อย ๆ
ที่จริง เขาก็น่าจะกลับขึ้นไปทางเหนือได้แล้ว ที่มาอยู่แถวนี้ก็เป็นเพราะเกิดการอดอยากขึ้น ตอนนี้สภาพครอบครัวก็ดีพระเจ้าทรงอวยพระพรให้เขามีกินมีใช้บริบูรณ์ไม่จำเป็นต้องไปให้ชาวเกราร์มาตามราวีอีกเขาจึงย้ายไปขุดบ่ออีกที่ ซึ่งไม่มีใครมาวอแวเหมือนเดิม ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างสงบ อิสอัคตระหนักดีว่า พระพร ความเจริญที่เกิดขึ้นเป็นมาจากพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา

ปฐมกาล 26:23-25
จากนั้น อิสอัคเดินทางขึ้นไปยังเบเออร์เชบาซึ่งเป็นที่ ๆ พ่อเคยอยู่ แล้วพระเจ้าทรงมาหาตรัสอวยพรแก่เขาว่าจะให้ลูกหลานมากมาย เมื่อเขาพบพระเจ้า เขาก็ตั้งแท่นบูชาขึ้นก่อนอื่นใด จากนั้นตั้งเต็นท์และขุด บ่อ จริง ๆ แล้วดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่บรรยาย จะเล่าเรื่องก่อนที่ลูกชายทั้งสองจะเกิด การบรรยายแบบย้อนไปมาแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยในบันทึกสมัยโบราณ
ปฐมกาล 26:26-28
จากการที่อิสอัคไม่ได้ต่อสู้กับอาบีเมเลคตั้งแต่ต้นทั้ง ๆ ที่เขามีกำลังมากกว่า และพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเขาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้อาบีเมเลคเองรู้สึกกลัวอิสอัค และเมื่อปรึกษากัน เขาจึงเห็นว่าควรทำสัญญาสันติภาพเอาไว้ ไม่งั้นอาจเป็น
อันตรายในวันข้างหน้า สิ่งที่เราเห็นได้ชัดตรงนี้คือ ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย เราเองก็อยากให้คนอื่นได้เห็นพระเจ้าในเราอย่างนี้
ปฐมกาล 26:29-31
อาบีเมเลคเป็นผู้ปกครองที่มองไกล และเขาเองคงมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับชนชาติอื่น ๆที่อยู่ใกล้เคียง จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอดนั้นพวกคนงานของเขาเป็นคนใจร้อนและหาเรื่องได้เสมอ ที่จริงอาบีเมเลคน่าจะจัดการคนของเขามากกว่า แต่อาจเป็นเพราะเขาเห็นชัดว่า พระเจ้าทรงอวยพระพรอิสอัคมากมาย และเดาไม่ได้ว่าใครจะเป็นคนเริ่ม
ศึกชิงแผ่นดินในครั้งหน้า เขาจึงรีบมาทำพันธสัญญาเอาไว้เลย อิสอัคเองก็ได้ประโยชน์ด้วย
ปฐมกาล 26:32-33
เราจะเห็นพระพรของพระเจ้า ซ้ำแล้วซ้ำอีกให้กับอิสอัค ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรโดดเด่น ผู้ที่เด่นคือพระเจ้า .. พระองค์ประทานน้ำที่จำเป็นให้กับเขาอีก เรื่องนี้สำคัญมากเพราะที่ดินในปาเลสไตน์ส่วนใหญ่จะแห้งแล้ง เต็มด้วยกรวด หิน จะทำการปลูกพืชก็ต้องเตรียมดิน เอาหินออก และต้องมีน้ำเพียงพอ
Spurgeon กล่าวว่า เป็นบ่อน้ำที่แม้กระทั่ง
ศัตรูยังมาแสวงหาความร่วมมือ และถวายเกียรติพระเจ้าของอิสอัค..
ปฐมกาล 26:34-35
อับราฮัมได้บอกกับคนรับใช้ของท่าน
ไว้แล้วว่า ไม่ให้หาภรรยาให้ลูกชายจากหมู่คนคานาอัน (ปฐมกาล 24:3-4) แต่หลานปู่คือเอซาวกลับไปมีภรรยาเป็นชาวเมืองที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้าเป็นคนฮิทไทต์ แล้วแถมไม่ได้มีคนเดียวแต่มีสองคนรวดเลย เราน่าจะเดาได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในบ้านของพวกเขา ภรรยาสองคนนำเอาพระอื่นเข้าบ้าน ทั้งสองต้องคอยแย่งความรักสามี เมื่อมีลูกก็ต้องสอนลูกให้แข่งกันอีก…สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งอิสอัคและเรเบคาห์เป็นทุกข์ทุกวัน
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 26
1* ปฐมกาล 12:10; 20:1-2
2* ปฐมกาล 12:7; 17:1; 18:1; 35:9; 12:1
3* ฮีบรู 11:9; ปฐมกาล 28:13, 15; 12:2; 12:7; 13:15; 15:18; 22:16
4* ปฐมกาล 15:5; 22:17; 12:3; 22:18; กาลาเทีย 3:8
5* ปฐมกาล 22:16, 18
7* ปฐมกาล 12:13; 20:2, 12, 13; สุภาษิต 29:25;
ปฐมกาล 12:11; 24:16; 29:17
10* ปฐมกาล 20:9
11* สดุดี 105:25
12* มัทธิว 13:8, 23; ปฐมกาล 24:1; 25:8, 11; 26:3
13* สุภาษิต 10:22
14* ปฐมกาล 37:11
15* ปฐมกาล 21:25, 30
16* อพยพ 1:9
18* ปฐมกาล 21:31
20* ปฐมกาล 21:25
22* ปฐมกาล 17:6; 28:3; 41:52
24* ปฐมกาล 26:2; 17: 7-8; 24:12; 15:1; 26:3-4
25* ปฐมกาล 12:7-8; 13:4, 18; 22:927* ผู้วินิจฉัย 11:7 ;ปฐมกาล 26:16
28* ปฐมกาล 21:22-23
29* ปฐมกาล 24:31
30* ปฐมกาล 19:3
31* ปฐมกาล 21:31
33* ปฐมกาล 21:31; 28:10
34* ปฐมกาล 28:8; 36:2
35* ปฐมกาล 27:46; 28:1,8





























