อพยพ 2 40-40-40

ทารกที่ผ่านคำสั่งประหาร
1 ชายคนหนึ่งจากวงศ์วานเลวี แต่งงานกับหญิงคนวงศ์วานเดียวกัน
2 ภรรยาตั้งครรภ์คลอดลูกชาย เมื่อเธอเห็นว่าลูกชายนั้นแข็งแรงน่ารัก เธอจึงซ่อนเขาไว้ถึงสามเดือน
3 หลังจากสามเดือน เธอไม่อาจซ่อนเขาไว้ได้ต่อไป ดังนั้นเธอจึงสานตะกร้าด้วยต้นกก ชันยางมะตอยและยางไม้ เพื่อจะลอยได้ แล้ววางทารกนั้นในตะกร้า นำไปลอยท่ามกลางดงต้นอ้อริมแม่น้ำไนล์ 4 โดยให้พี่สาวของเขาแอบอยู่ไม่ไกล คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องเล็ก
5 แล้วพระธิดาของฟาโรห์เสด็จมาสรงน้ำที่แม่น้ำไนล์ ส่วนเหล่านางกำนัลก็เดินไปตามตลิ่งน้ำ และเมื่อพระธิดาทรงเห็นตะกร้าในดงอ้อ จึงรับสั่งให้นางกำนัลไปนำตะกร้านั้นมา
6 เมื่อเปิดมาก็เห็นทารกชายที่กำลังร้องไห้ จึงสงสารนัก และตรัสว่า “นี่ต้องเป็นทารกชาวฮีบรูแน่นอน”
7 จากนั้น พี่สาวของทารกจึงทูลพระธิดาว่า
“จะให้หนูไปหาแม่นมชาวฮีบรูมาให้นมเด็กเพื่อพระนางไหมเจ้าคะ?”
8 พระธิดารับสั่งว่า “เอาเลย!” เด็กหญิงก็ไป และนำแม่ของทารกน้อยมา
9 พระธิดาของฟาโรห์ตรัสกับหญิงนั้นว่า “จงเอาเด็กคนนี้ไปเลี้ยงให้ฉัน และฉันจะจ่ายค่าจ้างให้” หญิงคนนั้นจึงนำทารกน้อยไปและเลี้ยงดูเขา
10 เมื่อเขาโตขึ้น เธอก็นำมาเฝ้าพระธิดาฟาโรห์ พระนางทรงรับเขาเป็นโอรส ทรงตั้งชื่อว่า “โมเสส” ตรัสว่า “เพราะเราได้อุ้มเขาขึ้นมาจากน้ำ”
ช่วยคนฮีบรู กลับกลายเป็นต้องหนี
11 โมเสสเติบโตขึ้น เป็นชายหนุ่ม วันหนึ่งเขาออกไปเยี่ยมคนชนชาติเดียวกับเขา ก็ได้เห็นกับตาว่า พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหนัก และเห็นชาวอียิปต์คนหนึ่งกำลังตีชายฮีบรูซึ่งเป็นชนชาติเดียวกับเขา
12 โมเสสเหลียวมองซ้ายขวา เห็นว่า ไม่มีใครดูอยู่ เขาจึงฆ่าชายอียิปต์คนนั้น และซ่อนศพของเขาไว้ในพื้นทราย

13 วันต่อมา โมเสสก็กลับไปอีก และเห็นชายฮีบรูสองคนกำลังสู้กัน จึงถามคนที่ทำผิดว่า “ทำไมท่านจึงทุบตีพี่น้องฮีบรูด้วยกันอย่างนี้เล่า?”
14 เขาตอบกลับว่า “ใครตั้งให้เจ้าเป็นเจ้านายหรือ คนตัดสินพวกเรา? นี่เจ้าจะฆ่าเราเหมือนกับที่ได้ฆ่าคนอียิปต์อย่างนั้นหรือ?” โมเสสตกใจและคิดว่า “นี่ใคร ๆ คงรู้เรื่องที่เราทำไปแล้วแน่นอนเลย”
15 เมื่อฟาโรห์ทรงทราบเรื่องเข้า ก็พยายามตามตัวเขาเพื่อจะประหาร
แต่โมเสสได้หนีจากฟาโรห์ไปยังดินแดนมีเดียน
และเขานั่งลงข้างบ่อน้ำแห่งหนึ่ง
โมเสสในแผ่นดินมีเดียน
16 ปุโรหิตมีเดียนคนหนึ่งชื่อเรอูเอล หรือเยโธร มีลูกสาวเจ็ดคน และพวกเธอก็ออกไปยังบ่อน้ำ ใส่รางให้ฝูงสัตว์ของพ่อ
17 มีกลุ่มคนเลี้ยงแกะ มาไล่พวกเธอ แต่โมเสสได้ปกป้องพวกเธอ และช่วยเอาน้ำให้ฝูงสัตว์
18 เมื่อพวกเธอกลับมาหาพ่อ เรอูเอล เขาถามพวกเธอว่า “ทำไมวันนี้พวกเจ้ากลับบ้านเร็วนัก?”
19 ลูกสาวจึงตอบว่า “คนเลี้ยงแกะมาไล่พวกเรา แต่มีชายอียิปต์คนหนึ่งมาช่วยเราให้พ้นคนพวกนั้น แล้วยังโพงน้ำให้ฝูงสัตว์ของเราด้วย”

20 เขาถามลูกสาวว่า “ชายคนนั้นอยู่ที่ไหน? ทำไมเจ้าปล่อยให้เขาอยู่อย่างนั้น? ไป ไปเชิญเขามากินอาหารกับเรา”
21 โมโสสจึงตกลงใจที่จะอยู่กับเยโธร ซึ่งเขาก็ยกลูกสาวชื่อศิปโปราห์ให้เป็นภรรยา
22 เธอคลอดลูกชายให้เขา โดยโมเสสตั้งชื่อเขาเป็นภาษาฮีบรูว่า เกอร์โชม (เสียงเหมือนคำว่าคนแปลกหน้า) เพราะโมเสสกล่าวว่า “เราเป็นคนต่างด้าว ในต่างแดน”
เมื่ออิสราเอลร้องทูลพระเจ้า
23 เวลาผ่านไปนานมาก กษัตริย์อียิปต์ก็สิ้นพระชนม์ ประชาชนอิสราเอลคร่ำครวญเพราะพวกเขาถูกขู่เข็ญให้เป็นทาสทำงานหนัก เมื่อพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ พระเจ้าทรงได้ยิน
24 พระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องทุกข์ของพวกเขา พระองค์ทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่ทรงให้ไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ยากของพวกเขา และทรงเป็นห่วงพวกเขา
อธิบายเพิ่มเติม
อุ้มเขาขึ้นมาจากน้ำ
อพยพ 2:1-10
บทที่หนึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นประมาณ 400 ปี มาเน้นช่วงสุดท้าย สำหรับบทที่ 2 นี้ เล่าเรื่องอย่างรวดเร็วตั้งแต่โมเสสเกิดจนเขาต้องย้ายไปมีเดียน ซึ่งพอจบบท โมเสสก็อายุประมาณ 80 ปีแล้ว
เมื่อมีคำสั่งให้โยนเด็กชายลงน้ำ พ่อแม่ทุกคนต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น แต่ละบ้านก็ต้องมีวิธีการของตนเอง
และสำหรับบ้านของอัมราม โยเคเบด พ่อแม่ของเด็กทารกน้อยคนหนึ่ง มีวิธีการที่แยบยลมาก เธอซ่อนลูกชายไว้สามเดือน แต่แล้วเมื่อไม่อาจซ่อนไว้ได้อีกต่อไป เธอ ตัดสินใจนำลูกน้อยไปลอยน้ำ เพราะเธอรู้ว่า ใกล้ ๆนั้น เป็นที่เจ้าหญิง พระธิดาของฟาโรห์มาอาบน้ำ เธอทำตามวิธีการที่คิดไว้อย่างดี และให้พี่สาวคอยดูว่า พระธิดาจะเมตตากับลูกชายอายุสามเดือนไหม …
ในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตใหญ่ของชนอิสราเอล โยเคเบดตั้งใจช่วยลูกน้อย ด้วยความเชื่อในพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน ด้วยความกล้าหาญที่จะมอบลูกน้อยไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเราเห็นการช่วยเหลือของพระเจ้าผ่านคุณแม่ฮีบรูธรรมดา ที่ทั้งฉลาด กล้าท้าทายกับพระธิดาฟาโรห์
เธอเป็นวีรสตรีตัวอย่างสำหรับเรา สิ่งที่เธอลงมือทำกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชาติอิสราเอล เรื่องราวของเธอคือตัวอย่างสำหรับผู้เชื่อที่จะเดินไปด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการแค่มองเห็นสถานการณ์เลวร้าย และยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มสู้
โยเคเบดเห็นว่า ลูกชายของเธอนั้น แข็งแรงน่ารัก ในภาษาเดิมว่า ดี טוֹב โทฟ เป็นคำเดียวกับที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งแล้วพระองค์ทรงเป็นว่า ดี เป็นคุณลักษณะที่เพียบพร้อม ไม่มีตำหนิเลย
ตะกร้าที่แม่สานให้ทารกน้อย เรียก תֵּבָה เทบา และมีคำนี้ก่อนหน้านี้ครั้งเดียวคือ ครั้งที่โนอาห์สร้างนาวา (ปฐมกาล 6) นาวาน้อยของโมเสสได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เหมือนกับนาวาใหญ่ของโนอาห์ที่ช่วยทั้งครอบครัวให้รอดตาย
เรียบง่าย และมหัศจรรย์
น่าแปลก เจ้าหญิงรู้ทันทีเมื่อเห็นเด็กน้อยว่า ต้องเป็นทารกของทาสที่ต้องการให้ลูกรอดชีวิต และเธอก็พร้อมที่จะช่วยเด็กคนนี้ เธอตั้งชื่อได้อย่างยอดเยี่ยม โมเสส ความหมายคือ ดึงออกมาจาก
แผนการของพระเจ้านั้นยอดเยี่ยม แม้ทารกจำนวนมากอาจถูกทำลายไป แต่คนนี้ คนที่พระเจ้าทรงหมายพระทัยไว้ ได้รับการช่วยชีวิตจากเจ้าหญิง เขาได้รับการดูแลจากแม่ของตนเองในฐานะแม่นม ได้เลี้ยงลูกของตนเอง แล้วยังได้ค่าจ้างอีก!!
ด้วยโอกาสนี้ เธอ ได้สอนให้ลูกรู้จักพระเจ้า การเชื่อฟังพระเจ้า แล้วเขาก็ ได้อยู่ในราชวัง เรียนรู้การปกครอง การเป็นผู้นำ วิทยาการต่าง ๆ ของอียิปต์ ไม่ว่าฟาโรห์จะพยายามกดขี่ชนอิสราเอลมากเพียงใด แต่แผนการของพระเจ้าก็ยังจะดำเนินต่อไป เงียบ ๆ
แม้เมื่อโมเสสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวังฟาโรห์ เขาก็ยังระลึกถึงความเป็นชนชาติของพระเจ้าไม่มีวันลืม เขารู้เทือกเถาเหล่ากอของตนเอง รู้ว่า ตนเป็นวงศ์เลวี เป็นลูกหลานของอับราฮัม พระคัมภีร์เล่าให้เราฟังเรื่องราวตอนต้นแค่สั้น ๆ และบอกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องหนีไปจากอียปต์
เรื่องที่น่าประหลาดอีกคือ พระเจ้าทรงใช้ครอบครัวของฟาโรห์เป็นผู้เลี้ยง ดูวีรบุรุษที่จะนำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์! … เป็นการกระทำที่ต้านฟาโรห์อย่างเหลือเชื่อ
อยากช่วยเขาแต่เขาไม่เล่นด้วย
อพยพ 2:11-15
ฐานะของโมเสสเมื่อเติบโตขึ้นคือ เขาเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าหญิงฟาโรห์ ได้รับการศึกษาดีที่สุดในโลกโบราณ “โมเสสได้รับการศึกษาในภูมิปัญญาทั้งหมดของชาวอียิปต์และมีอํานาจในการพูดและการกระทํา” กิจการ 7:22) เขามีสิทธิพิเศษของเจ้าชาย รับการฝึกอบรมด้านรัฐศาสตร์ กลยุทธ์ทางทหาร และการบริหาร
โมเสสเป็น ชนชั้นสูงนี้ จนกระทั่งวัยผู้ใหญ่แต่ได้เลือกมรดกฮีบรูของเขาและหนีออกจากอียิปต์
ในข้อสิบเอ็ด โมเสสออกไปเยี่ยมชนชาติเดียวกับเขา เขาเห็นการกดขี่จากชนอียิปต์ นั่น.. คนอียิปต์กำลังตีคนฮีบรูคนหนึ่ง ไม่ได้ …ต้องจัดการ โมเสสกำลังใช้วิธีของอียิปต์จัดการนั่นคือ ฆ่าคนอียิปต์นั้นแล้วหมกศพไว้ในทราย
แต่แล้วอีกวันเมื่อเห็นฮีบรูตีกันเอง เขาจึงเข้าไปถาม และปรากฎว่า ความลับที่เขาได้ฆ่าคนอียิปต์นั้นถูกเปิดเผย ไม่ได้การ ต้องหนี แล้วเขาก็หนีไป ก่อนที่ฟาโรห์จะจับตัวทัน
บ้านใหม่ในมีเดียน
อพยพ 2:16-22
โมเสสได้พบกับครอบครัวของปุโรหิตมีเดียน ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน เขาเดินทางหาทุ่งหญ้า บ่อน้ำไปรอบ ๆ คาบสมุทรซีนายและดินแดนคานาอัน—ทุกพื้นที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่สัญญากับอับราฮัม และที่นี่ดูเหมือนเยโธรเจ้าของบ้านจะเป็นคนที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ (อ่าน อพยพ 8:9-12)
เยโธร เป็นปุโรหิตชาวมีเดียนที่นมัสการพระเจ้า เขาไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างอาโรน แต่เขาเป็นลูกหลานของอับราฮัมผ่านเคธูราห์
เข้าใจว่า เขาน่าจะนมัสการพระเจ้าของอับราฮัม (ปฐมกาล 25:1-6)
โมเสสพบกับลูกสาวของเยโธรก่อน แล้วช่วยเหลือพวกเธอ พ่อจึงให้ลูกสาวไปตามโมเสสมากินข้าวที่บ้านเป็นการตอบแทน ในที่สุด เขาตกลงใจเป็นลูกเขยเยโธร และมีหลานให้คนหนึ่ง ชื่อเกอร์โชม ..เป็นชื่อที่ทำให้เขาระลึกเสมอว่า เขาเป็นคนทั้งต่างด้าว อยู่ในต่างแดน และเขาได้อาศัยในครอบครัวนี้ กลายเป็นคนเลี้ยงแกะแถบมีเดียน จากเจ้าชายในอียิปต์ เขาหันกลับไปทำอาชีพที่คนอียิปต์รังเกียจ ตัวเขาเองคิดอย่างไรบ้างนะ? (ปฐมกาล 46:34) แต่ในช่วงนี้เป็นเวลาที่โมเสสได้อยู่กับพระเจ้า และเรียนรู้ส่วนของชีวิตคนอิสราเอล
คาดการณ์ว่ามีเดียนเป็นแถบที่ดินสี่เหลี่ยมตามแนวด้านตะวันออกของอ่าวอากาบา ไอลัต ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตแดนตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดิอาระเบีย

สี่สิบปีผ่านไป
อพยพ 2:23-25
เมื่อฟาโรห์สิ้นไป (น่าจะเป็นฟาโรห์ ทัตโมสที่สาม ซึ่งสิ้นชีวิตในปี 1447 กคศ.) อิสราเอลอธิษฐานร้องทูลต่อพระเจ้า ตอนนี้ใจของคนส่วนใหญ่ พร้อมที่จะออกจากอียิปต์แล้ว
โมเสสผู้เล่าเรื่องนี้ ได้ย้อนกลับไปถึงพันธสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ (ปฐมกาล 12:1-3) คำสัญญาของพระเจ้าจะนานแค่ไหน กี่ร้อยปี พวกเขายังจำกันได้
พระเจ้าทรงฟังคำร้องทูลของคนที่สิ้นหวัง หมดกำลังใจ คนที่ไม่มีอะไรเหลือ นี่เป็นตัวอย่างที่เราเห็นชัดเจน ที่จริงพระองค์ไม่ได้มาทันเวลา แต่พระองค์ทรงเตรียมผู้ที่จะนำการปลดจากการเป็นทาสให้พวกเขานานแล้ว พระเจ้าจะทรงส่งคำตอบมาให้ตามเวลาของพระองค์
ดูเหมือนว่า เมื่อฟาโรห์องค์นี้ตาย ก็มีการยกเลิกคำตัดสิน หรือ คดีต่าง ๆ ที่ทำให้โมเสสจะกลับไปในอียิปต์โดยจะไม่โดนฟ้องร้อง (อพยพ 6:19)
ข้อสังเกตบางอย่างในบทนี้
ฟาโรห์ถูกผู้หญิงห้าคนขัดขวางเขาอย่างที่ไม่น่าเชื่อ
เจ้าหญิง พระธิดาของฟาโรห์เอง
มิเรียม พี่สาวของโมเสส
ชีพราห์ และปูอาห์ หมอตำแยสาวสองคน
โยเคเบด คุณแม่ของโมเสส ….
เรื่องราวของพ่อแม่โมเสสเป็นตัวอย่างกับเรา
เรามาทราบชื่อของพ่อแม่คู่นี้ในอพยพ 6:20 คืออัมรามและโยเคเบด อัมรามเป็นลูกของโคฮาท ส่วนโยเคเบดเป็นน้องสาวของโคฮาท (ซึ่งเป็นลูกของเลวี ลูกชายยาโคบ)
พวกเขาเป็นญาติใกล้ชิด พวกเขาแต่งงานกันโดยที่ตอนนั้นยังไม่มีข้อห้ามเรื่องนี้ ต่อมาในเลวีนิติ พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ญาติใกล้ชิดแต่งงานกัน เราจะเห็นว่า ไม่ว่าภูมิหลังในครอบครัวจะเป็นอย่างไร เราเคยทำสิ่งที่ไม่สมควรอย่างไร แต่เมื่อแผนการของพระเจ้าจะใช้คน ๆ นั้น พระองค์จะทรงชำระทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาได้อย่างสะอาดหมดจด
เราทุกคนต้องได้ยินสิ่งเหล่านี้: สิ่งที่บรรพบุรุษทํา ไม่จํากัดพระเจ้า พระองค์ทรงสามารถให้เราพ้นจากผลต่าง ๆ ที่เราคิดว่า มีอยู่ ไม่ว่าในอดีตจะเกิดอะไรขึ้น พระเจ้าไม่แค่ปลดปล่อยเราได้เท่านั้น แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนเราให้กลายเป็นภาชนะแห่งการปลดปล่อยเพื่อผู้อื่นhttps://www.oneforisrael.org/the-mysterious-case-of-moses-parents/
พระคำเชื่อมโยง
อพยพ 2
1* อพยพ 6:16-20
2* กิจการ 7:20
3* อิสยาห์ 18:2; ปฐมกาล 14:10; 6:14; อิสยาห์ 19:6
4* กันดารวิถี 26:59
5* กิจการ 7:21
10* กิจการ 7:21
11* ฮีบรู 11:24-26
12* กิจการ 7:24-25
13* กิจการ 7:26-28; สุภาษิต 25:8
14* กิจการ 7:27-28; ผู้วินิจฉัย 6:27
15* กิจการ 7:29 ;อพยพ 3:1; ปฐมกาล 24:11,29:2
16* อพยพ 3:1; 4:18; 18:12; ปฐมกาล 24:11, 13, 19; 29:6-10; 30:38
17* ปฐมกาล 47:3; 26:19-21; 29:3, 0
18* กันดารวิถี 10:29; อพยพ 3:1; 4:18
20* ปฐมกาล 31:54; 43:25
21* อพยพ 4:25; 18:2
22* อพยพ 4:20; 18:3,4; กิจการ 7:29
23* กิจการ 7:34; เฉลยธรรมบัญญัติ 26:7; ยากอบ 5:4
24* อพยพ 6:5; ปฐมกาล 15:13; 22:16-18; 26:2-5; 28:13-15; 12:1-3; 15:14; 17:1-14
25* อพยพ 4:31; 3:7
อพยพ 1 อยู่นานจนกลายเป็นทาส

ครอบครัวยาโคบเข้าไปอยู่ในอียิปต์
1 ตอนที่ยาโคบเดินทางไปยังอียิปต์นั้น เขาไปพร้อมกับลูกชาย ซึ่งแต่ละคนก็พาครอบครัวของตนไปด้วย ต่อไปนี้ เป็นรายชื่อลูกชายของเขา
2 คือ รูเบน สิเมโอน เลวี ยูดาห์
3 อิสสาคาร์ เศบูลุน เบนยามิน
4 ดาน นัฟทาลี กาด และอาเชอร์
5 วงศ์วานของยาโคบที่เข้าไปในอียิปต์นั้น 70 คน
ส่วนโยเซฟนั้น อาศัยในอียิปต์อยู่แล้ว
6 เวลาต่อมาโยเซฟและพี่น้องของเขาก็เสียชีวิตไปหมด
7 แต่ชนอิสราเอลกลับทวีจำนวนมากขึ้น มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองกลายเป็นชนชาติใหญ่มีจำนวนมากมายในแผ่นดิน
จำนวนที่น่ากังวล
8 เมื่อมีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นปกครอง ท่านไม่ได้รู้จักว่าโยเซฟเป็นใคร
9 ท่านตรัสกับประชาชนของท่านว่า “ดูเถิด ชนอิสราเอลพวกนี้มีจำนวนมากเกิน พวกเขาเข้มแข็งกว่าเราด้วย
10 หากเราไม่วางแผนอย่างมีชั้นเชิงที่จะจัดการกับพวกเขา พวกเขาก็จะมีจำนวนมากขึ้นไปอีก ดังนั้นหากมีสงคราม พวกเขาอาจแปรพักตร์ กลับมาสู้กับเรา แล้วหนีออกนอกแผ่นดิน”

วิธีการจัดการประชากรยิวล้นเมือง
11 ดังนั้น ชนอียิปต์จึงบังคับให้พวกเขาทำงานหนัก โดยมีนายทาสควบคุมพวกเขาให้สร้าง
เมืองปิธม และราเมเสสเป็นเมืองพระคลังสำหรับฟาโรห์
12แต่ยิ่งชนอิสราเอลถูกบังคับให้ทำงานหนักเท่าไร พวกเขาก็ทวีจำนวนมากขึ้น และยังแผ่ขยายออกไปอีกเป็นอย่างมาก ทำให้ชนอียิปต์หวั่นใจกับชนอิสราเอลมาก
13 พวกเขาจึงยิ่งบีบบังคับพวกเขาอย่างทารุณ
14 ชนอียิปต์ทำให้ชีวิตพวกเขาขมขื่นมากโดยการบังคับให้ทำงานหนักเพื่อทำอิฐ ทำปูนสอ และทำงานในทุ่งทุกชนิด
วิธีการที่โหดร้าย
15 แล้วกษัตริย์ ก็บัญชาหมอตำแยสาว คนฮีบรู คือ ชีฟราห์ และปูอาห์ว่า
16 “เมื่อใดที่เจ้าทำคลอดและดูแล หญิงฮีบรูขณะคลอดนั้น หากทารกเป็นชายก็จงฆ่าเสีย ถ้าเป็นหญิงก็ให้ไว้ชีวิต
17 แต่หมอตำแยทั้งสอง ยำเกรงพระเจ้า เธอจึงไม่ทำตามคำบัญชาของกษัตริย์ แต่ปล่อยให้ทารกชายรอดชีวิต
18 กษัตริย์อียิปต์จึงเรียกทั้งสองมาถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้? ทำไมเจ้าปล่อยให้เด็กชายรอดตาย?”
19 ทั้งสองจึงตอบว่า “ผู้หญิงฮีบรูนั้นแข็งแรงกว่าผู้หญิงอียิปต์ พวกเธอแข็งแรงและคลอดลูกก่อนที่พวกเราจะไปถึงเพคะ”
20 แล้วพระเจ้าทรงโปรดปรานเธอทั้งสอง และชนอิสราเอลก็ทวีจำนวนมากขึ้น
21 เป็นเพราะหมอตำแยยำเกรงพระเจ้า พระเจ้าจึงประทานพรให้เธอต่างมีครอบครัวของตนเอง
22 แล้วองค์กษัตริย์ก็บัญชาประชาชนว่า “เมื่อใดที่คนฮีบรูมีลูกชาย จงโยนเด็กชายนั้นลงแม่น้ำไนล์ ส่วนเด็กหญิงก็ให้ไว้ชีวิต”
อธิบายเพิ่มเติม
SHEMOT ( שֵׁמוֺת เชอโมท)เป็นชื่อหนังสืออพยพ ภาษาฮีบรูแปลว่า ชื่อ (พหูพจน์)
ครอบครัวยาโคบเข้าไปอยู่ในอียิปต์
อพยพ 1:1-7
คราวที่โยเซฟพาพี่น้องของเขาไปอยู่ในอียิปต์นั้น นับได้เจ็ดสิบคน พร้อมกับโยเซฟ และครอบครัวของเขา ในช่วงแรก พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระในส่วนหนึ่งของอียิปต์ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารและน้ำ รวมถึงทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ (ดินแดนโกเชน – หุบเขาดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ – ทางเหนือ)
พระเจ้าทรงอวยพรพวกเขา พวกเขาไม่เพียงแต่เพิ่มจำนวนและมั่งคั่งขึ้นเท่านั้น กลายเป็นชนชาติใหญ่ในแผ่นดินอียิปต์ แต่ยังสามารถแข่งขันกับประชากรชาวอียิปต์พื้นเมืองได้ด้วยการกระจายตัวไปอาศัยอยู่ในทุกส่วนของอียิปต์
แล้วฟาโรห์ก็ใช้กลยุทธ์ที่จะทําให้ชนอิสราเอลหมดแรง อ่อนแอลงและจํากัดการเติบโตของพวกเขา ตอนแรก เขาบีบบังคับให้เป็นทาสทำงานก่อสร้าง มีนายทาสเป็นผู้ควบคุมการทำงาน พวกเขาต้องสร้างเมืองพระคลัง หรือพูดง่าย ๆ คือเมืองที่เป็นโกดังเก็บทรัพย์สมบัติ เสบียงอาหารสำหรับกษัตริย์นั่นเอง
นี่เป็นการทํางานหนักที่พาพวกเขาต้องเลิกเลี้ยงสัตว์ เลิกงานที่เคยทำเป็นประจำ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ผลเนื่องจากพวกเขายังคงทวีจำนวนไม่หยุด
จำนวนที่น่ากังวล
อพยพ 1:8-10
คำว่า “ไม่รู้จักโยเซฟ” หมายความว่าไม่ได้ให้เกียรติหรือยกย่องด้วยความเคารพต่อสิ่งที่โยเซฟได้ทำไว้ ความรู้สึกของชนอียิปต์ในขณะนั้นคือ “นั่นคืออดีต และนี่คือปัจจุบัน โยเซฟไม่ได้สำคัญน่าเคารพอีกต่อไป เวลานี้ ชนอิสราเอลมีจำนวนมากจนน่ากังวล หากร่วมมือกับศัตรูมันหมายถึงหายนะของอียิปต์
มีความเห็นว่า ฟาโรห์องค์นี้ ไม่ได้เป็นคนอียิปต์ แต่เป็นเชื้อชาติฮิกซอส ที่เข้ามาโจมตี และครองอียิปต์
แล้วฟาโรห์ก็ใช้วิธีที่จะทําให้ชนอิสราเอลหมดแรง อ่อนแอลงและจํากัดการเติบโตของพวกเขา ตอนแรก เขาบีบบังคับให้เป็นทาสทำงานก่อสร้าง มีนายทาสเป็นผู้ควบคุมการทำงาน พวกเขาต้องสร้างเมืองพระคลัง หรือพูดง่าย ๆ คือเมืองที่เป็นโกดังเก็บทรัพย์สมบัติ เสบียงอาหารสำหรับกษัตริย์นั่นเอง
นี่เป็นการทํางานหนักที่พาพวกเขาต้องเลิกเลี้ยงสัตว์ เลิกงานที่เคยทำเป็นประจำ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ผลเนื่องจากพวกเขายังคงทวีจำนวนไม่หยุด
วิธีการจัดการประชากรยิวล้นเมือง
อพยพ 1:11-14
ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งออกแรงมาก แทนที่จะมีประชากรลดลง พวกเขากลับมีลูกมากขึ้น ชนอียิปต์ไม่มีเมตตาต่อชนอิสราเอลเลย พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อให้อิสราเอลต้องเกิดความท้อแท้ สิ้นหวัง
คำว่าแผ่ขยายออกไปนี้คือ פרַץ พารัซ มีความหมายว่าขยายออกไปอย่างมากมาย ท่วมท้น กระจายออกไป อิสราเอลก็ไม่แพ้เช่นกัน ออกลูกมามากมาย บ้านแล้วบ้านเล่า
คำว่าหวั่นใจ คือ קוּץ ฆูทส์ นี้มีความหมายว่า รู้สึกกลัวแบบรังเกียจ ขยะแขยง หรือหวาดกลัวจนคลื่นไส้ ชาวอียิปต์ลงมือทำความโหดเหี้ยมกับอิสราเอลแบบไม่ได้คิดหน้าหลัง ทารุณแบบใดได้ก็จะทำไปเรื่อย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเกลียดมาก กลัวมาก
ส่วนผู้หญิงอิสราเอลจะไม่ได้ถูกไปทำงานหนักอย่างผู้ชาย แต่พวกเธอทำงานอื่น ๆ อย่างเช่นเป็นหมอตำแย ทอผ้า โม่แป้ง ทำอาหาร หรืออาจจะต้องเข้าไปทำงานเยี่ยงทาสในบ้านของชนชั้นสูง
แต่แปลกว่า ตอนที่จะออกไปเดินเร่ร่อนอยู่ในถิ่นกันดาร พระเจ้าทรงให้เขากินบางสิ่งที่ขมมากพร้อมกับพิธีปัสกา เพื่อให้เขาจำความขมขื่นที่เคยเจอในอียิปต์ (12:8) เพราะต่อมาเมื่อเขาเดินทางไป ก็รู้สึกท้อแท้ไป อยากกลับไปอียิปต์ง่าย ๆ พระเจ้าทรงเตรียมบางอย่างล่วงหน้าเพราะทรงรู้จักพวกเขาดี
วิธีการที่โหดร้าย
อพยพ 1:15-22
จากนั้นฟาโรห์ ก็เพิ่มการกดขี่รุนแรงขึ้นไปอีก เกิดเด็กเยอะไม่หยุดใช่ไหม ได้…เราจะสั่งประหารลูก ๆ เหล่านั้นเอง ฟาโรห์ สั่งให้ผดุงครรภ์ชาวฮีบรูทําลายทารกเพศชายตั้งแต่แรกเกิด เขากลัวว่า ต่อไปเมื่อโตขึ้นก็อาจจะเป็นคนที่เข้ามาโค่นล้มอาณาจักรของเขา
แผนนี้ยังล้มเหลวเนื่องจากผดุงครรภ์ปฏิเสธที่จะทําแท้งประเภทนี้โดยอ้างว่าผู้หญิงชาวยิวแข็งแกร่งมากจนคลอดลูกอย่างรวดเร็วก่อนที่ผดุงครรภ์จะมาถึง
พระเจ้าอวยพรผดุงครรภ์เหล่านี้ด้วยให้เขามีครอบครัวที่ดี
หมอตำแยทั้งสองนี้ยำเกรงพระเจ้า ….นั่นคือพวกเธอยอมเสี่ยงชีวิตไม่ทำตามคำสั่งฟาโรห์ เพื่อรักษาชีวิตของ ทารกอิสราเอลเอาไว้
ชื่อชีพราห์ แปลว่า เป็นคนสวย
ส่วนปูอาห์ แปลว่า เปล่งประกาย
เป็นเพราะทำไม่สำเร็จ ไว้ใจหมอตำแยชาวอิสราเอลไม่ได้แล้ว กษัตริย์อียิปต์จึงออกกฎหมายที่รุนแรงที่อนุญาตให้โยนทารกชายแรกเกิดให้จมน้ําตายในแม่น้ําไนล์ แต่ไว้ชีวิตทารกหญิง เขายังต้องการแรงงานในบ้านเรือนคนอียิปต์อยู่
เหตุการณ์ที่เกิดนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นความพยายามของมารที่จะทำลายคนอิสราเอลมาแต่ไหนแต่ไร เราจะเห็นความพยายามนี้ไม่มีสิ้นสุด ที่ใดมีคนของพระเจ้า มันก็ใช้ทุกวิธีที่จะทำลาย!

พระคำเชื่อมโยง
อพยพบทที่ 1
1* ปฐมกาล 46:8-27
5* ปฐมกาล 46:26, 27
6* ปฐมกาล 50:26
7* กิจการ 7:17
8* กิจการ 7:18-19
9* ปฐมกาล 26:16
10* สดุดี 83:3-4; กิจการ 7:19
11* อพยพ 3:7; 5:6; 1:14; 2:11; 5:4-9; 6:6 ;
1 พงศ์กษัตริย์ 9:19; ปฐมกาล 47:11
13* ปฐมกาล 15:13
14* กันดารวิถี 20:15; สดุดี 81:6
15* อพยพ 2:6
16* กิจการ 7:19
17* สุภาษิต 16:6; ดาเนียล 3:16, 18
19* โยชูวา 2:4
20* สุภาษิต 11:18
21* 1 ซามูเอล 2:35
22* กิจการ 7:19
มัทธิว 28 คืนพระชนม์ คืนสู่พระบิดา!

พระเยซูคืนพระชนม์
1 หลังวันสะบาโต ใกล้รุ่งสาง เป็นวันต้นสัปดาห์ มารีย์ชาวมักดาลา กับมารีย์อีกคนหนึ่ง ไปยังถ้ำเก็บพระศพนั้น
2 แล้วเวลานั้น ก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้าลงมาจากสวรรค์ และกลิ้งก้อนหินออกจากปากถ้ำ แล้วท่านก็นั่งบนหินนั้น
3 ท่านส่องแสงออกมาเป็นเหมือนฟ้าแลบ เสื้อของท่านนั้นขาวราวหิมะ
4 ทหารที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวจนตัวสั่น เพราะเห็นทูตสวรรค์ และพวกเขาแน่นิ่งเป็นเหมือนคนตาย!
5 ทูตสวรรค์กล่าวแก่หญิงทั้งสองว่า “อย่ากลัวไปเลย เรารู้ว่า เจ้ามาหาพระเยซูผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน
6 แต่พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่ พระองค์ทรงคืนพระชนม์จากความตายตามที่พระองค์ตรัสไว้ มาดูที่เขาวางพระศพของพระองค์สิ”

7 เจ้าจงรีบไปบอกพวกศิษย์ของพระองค์ว่า ‘พระเยซูทรงคืนพระชนม์จากความตายแล้ว พระองค์กำลังเสด็จไปกาลิลี ล่วงหน้าพวกเจ้า และพวกเจ้าจะพบพระองค์ที่นั่น’” แล้วทูตก็กล่าวว่า “บัดนี้เราได้บอกเจ้าแล้ว”
8 พวกผู้หญิงก็ออกจากถ้ำไป พวกเธอกลัว แต่ก็มีความสุขใจมาก พวกเขาวิ่งออกไปเพื่อเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้ศิษย์ของพระองค์ทราบ
9 แต่ทันใดนั้นเอง พระเยซูทรงมาพบพวกเธอ และทักทาย พวกเธอจึงเข้ามากอดพระบาทของพระองค์ และนมัสการพระองค์
10 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเธอว่า “อย่ากลัวไปเลย จงไปบอกศิษย์ของเราให้ไปที่กาลิลี และพวกเขาจะพบเราที่นั่น”
ทหารยามรายงานความจริง
11 ขณะที่พวกผู้หญิงกำลังไปบอกศิษย์ของพระเยซู ทหารที่เฝ้ายามหน้าถ้ำก็เข้าเมืองเพื่อรายงานทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหัวหน้าปุโรหิต
12 แล้วปุโรหิตกับผู้ใหญ่ก็ประชุมกันวางแผน จากนั้นก็มอบเงินจำนวนมากให้กับพวกทหาร
13 และสั่งพวกเขาว่า “พวกเจ้าต้องบอกประชาชนว่า ศิษย์ของเยซูมาตอนกลางคืนและขโมยศพไปตอนที่พวกเจ้ากำลังหลับ
14 หากท่านผู้ว่ารู้เรื่องนี้เข้า เราจะพูดแก้ตัวให้ พวกเจ้าจะไม่เดือดร้อน”
15 ดังนั้น พวกทหารจึงรับเงินไว้ และทำตามที่พวกเขาสั่ง เรื่องนี้ยังลือกันไปในหมู่ชาวยิวจนทุกวันนี้
พระมหาบัญชา
16 ศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนเดินทางไปกาลิลี ไปยังภูเขาที่พระองค์ทรงนัดหมายให้พวกเขาไป
17 เมื่อพวกเขาเห็นพระเยซู พวกเขาก็นมัสการพระองค์ แต่บางคนยังสงสัยว่าเป็นพระองค์จริงหรือไม่
18 แล้วพระเยซูเสด็จเข้ามาใกล้พวกเขา ตรัสว่า
“สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์ และบนแผ่นดินโลกนั้น ทรงมอบไว้ให้เราแล้ว
19 ดังนั้นจงออกไป และนำคนทั้งหลายในชาติต่าง ๆ ให้ติดตามเรา บัพติศมาพวกเขาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 จงสอนให้เขาเชื่อฟังทุกสิ่งที่เราได้สั่งเจ้าไว้แล้ว และเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
อธิบายเพิ่มเติม
พระเยซูคืนพระชนม์
มัทธิว 28:1-10
การคืนพระชนม์เป็นรากฐานของความเชื่อในพระเยซูคริสต์ มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น ไม่มีใครสักคนที่ละทิ้งเรื่องราวที่สำคัญยิ่งยวดนี้
การคืนพระชนม์เป็นความสำเร็จของการสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงไถ่บาปเราบนไม้กางเขน และทรงชำระหนี้บาปให้หมดสิ้น บาปของคนทั้งโลก ยกเว้นคนที่ไม่ยอมรับพระองค์ ทรงช่วยให้เราไม่ต้องตายนิรันดร์
การคืนพระชนม์ ทำให้รู้ว่าพระองค์ทรงชำระค่าไถ่บาปเราครบจริง ๆ ถ้าไม่ทรงคืนพระชนม์ พวกเราก็ยังคงอยู่ในบาป แล้วต้องตาย(1 โครินธ์ 15:17)
แต่ พระองค์ทรงชนะและทำลายมารผู้กุมอำนาจความตายด้วยการสิ้นพระชนม์ (ฮีบรู 2:14) โรม 4:25 สรุปได้ชัดเจนว่า พระเยซูทรงถูกมอบให้สิ้นพระชนม์เพราะบาปของเรา และทรงคืนพระชนม์เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม ..
ต้นสัปดาห์ คือวันอาทิตย์ .. เช้ามาก ยังมืดอยู่ มารีย์มักดาลา และผู้หญิงคนอื่นอีกหลายคน (ลูกา 24:10) พากันมาที่ถ้ำเก็บศพ
เวลานั้นเองมีแผ่นดินไหว… แล้วทูตสวรรค์ก็มากลิ้งหินจากปากถ้ำ
ทหารตกใจมาก ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งทูตสวรรค์มากลิ้งหินง่าย ๆ ให้เห็น อุตส่าห์เฝ้ามาไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเช้านี้ สิ่งที่มหัศจรรย์เช่นนี้ทำให้พวกเขาตกใจจนแน่นิ่ง! พระเจ้าทรงให้มีพยานในการคืนพระชนม์ ทั้งผู้หญิงที่มา ทั้งทหารที่เฝ้าอยู่ แม้ทหารจะถูกสั่งให้ปิดปาก แต่พวกเขาก็ต้องรายงานตามความเป็นจริง ทหารจึงเป็นหนึ่งในพยานที่เห็นเหตุการณ์
สังเกตไหมว่า แผ่นดินไหวมาพร้อมกับทั้งเมื่อทรงสิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์! โลกไม่อาจอยู่นิ่งเฉยกับเหตุการณ์สำคัญที่สุดของโลกมนุษย์ได้ และทูตสวรรค์ได้มาต้อนรับการคืนพระชนม์ในวันนี้
ทูตสวรรค์ที่ลงมานั้นมีสองท่าน แต่มัทธิวได้บันทึกถึงท่านเดียวที่พบกับผู้หญิงที่เข้ามายังเขตถ้ำนั้น
อาจมีการเล่าในมุมมองที่แตกต่าง ทูตปลอบใจไม่ให้พวกผู้หญิงกลัว
แจ้งว่า พระเยซูไม่ได้อยู่ในถ้ำ ทรงคืนพระชนม์แล้ว ! .. พระองค์จะทรงไปพบศิษย์ที่กาลิลีทางเหนือ ตามที่นัดเอาไว้
และแล้วพวกเธอก็ได้พบพระเยซู และได้กอดพระบาทนมัสการ พระองค์ทรงย้ำว่าจะพบกันที่กาลิลี … เช้านี้พระเจ้าทรงให้มีพยานหลายปากแล้วกับเหตุการณ์คืนพระชนม์
ทหารยามรายงานความจริง
มัทธิว 28:11-15
ผู้หญิงไปบอกศิษย์ตามความจริง
ทหารไปรายงานหัวหน้าปุโรหิตตามความจริง พวกเขาเห็นทูตสวรรค์จริง พวกเขานิ่งไปเลยจริง แต่แล้วถูกปิดปาก ได้สินบน และเรื่องนี้ มีการลือกันไปทั่วว่า ทหารรับเงินจากปุโรหิต
ส่วนศิษย์ของพระเยซูซึ่งไม่มีโอกาสพบพระองค์ที่ถ้ำ กลับกลายเป็นแพะรับบาป ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ขโมยพระศพไป แต่เรื่องราวในพระกิตติคุณเล่มอื่นนั้น ทำให้เรารู้ว่า พวกเขาไม่เชื่อกันด้วยซ้ำว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นมา ต้องวิ่งเข้าไปในถ้ำ และเห็นแค่ผ้าห่อพระศพ พวกเขาจึงรู้ว่า สิ่งที่พวกผู้หญิงบอกเป็นความจริง
พระมหาบัญชา
มัทธิว 28:16-20
แล้วศิษย์ 11 คนก็ไปยังที่นัดหมาย ไปยังภูเขา พอพบพระเยซูพวกเขาก็นมัสการทันที ปลื้มที่สุด ได้พบพระองค์ที่ทรงคืนพระชนม์
จากนั้น พวกเขาได้รับคำสั่งซึ่งเป็นคำสั่งสำหรับผู้เชื่อทุกคนด้วย และพร้อมกันนั้น พระเยซูทรงสัญญา จะอยู่กับพวกเขาเสมอไปเป็นนิตย์ พวกเขาไม่ต้องกลัวความล้มเหลวใด ๆ เพราะสิทธิอำนาจทั้งจักรวาลนั้นอยู่กับพระองค์ และเป้าหมายของพระเจ้าคือ ให้ทุกเข่านมัสการพระเยซู ทุกลิ้นยอมรับว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟีลิปปี 2:9)
สิ่งที่ศิษย์ต้องทำ และพวกเขาก็ได้ทำตามนั้นจริง ๆ จนกระทั่งพระนามของพระองค์ประกาศไปทั่วเขตตะวันออกกลาง เอเชียไมเนอร์
สรุปคำสั่งของพระเยซูในมัทธิว
*ให้ออกไปนำคนชาติต่าง ๆ มาเชื่อ
(-ทรงประสงค์ให้ศิษย์ของพระองค์ซึ่งเป็นยิว ออกไปเป็นพระพรกับคนทั่วโลก ไม่ได้เก็บการรู้จักพระเจ้าไว้กับชนชาติของตนเองเท่านั้น
-ทรงประสงค์ให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอด ไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์)
*ให้บัพติศมาพวกเขาในพระนามพระบิดาพระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
(-ทรงประสงค์ให้ผู้เชื่อรับพระนามให้คนอื่นรับทราบ)
*สอนให้เขาเชื่อฟังทุกสิ่งที่พระเยซูทรงสั่งไว้
(-ทรงประสงค์ความเชื่อฟังในพระวจนะ เพื่อพวกเขาจะเติบโตและเป็นผู้ประกาศพระนามต่อไป )
พระเยซูผู้เสด็จมาเป็นองค์อิมมานูเอล “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” เมื่อพระองค์กำลังจะจากไป ก็ยังทรงสัญญาจะเป็นองค์อิมมานูเอลต่อไป
พระเจ้าทรงประสงค์ให้พระนามพระเยซูเป็นที่รู้จักทั่วโลก ทุกคนไม่เว้น
ให้สมกับที่ทรงให้พระนามรับการเชิดชูสูงสุดในทุกสิ่ง (โคโลสี 1:18)
ผู้เชื่อของพระเจ้าในเวลาต่อมาก็ยังส่งผู้รับใช้ออกไปทั่วโลกอย่างที่พระเยซูทรงตรัสสั่งไว้ ไม่มีวันจบ เป็นราชกิจที่จะไม่หยุดไปจนกว่า พระเยซูเสด็จกลับมา
ถ้าจะให้พระมหาบัญชาครบถ้วนกว่านี้ดูที่มาระโก 16:15-18
15 และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า
“จงออกไปทั่วโลก และสั่งสอนเรื่องพระกิตติคุณให้แก่ทุกคน 16 ใครที่เชื่อ และรับบัพติศมาจะได้รับความรอด
ส่วนคนที่ไม่เชื่อจะถูกพิพากษาโทษ
17 และหมายสำคัญต่อไปนี้ จะตามคนที่เชื่อไป คือ พวกเขาจะขับผีในนนามของเรา พวกเขาจะพูดภาษาที่แปลกออกไป 18 พวกเขาจะจับงูด้วยมือ และหากดื่มยาพิษแรงถึงตายก็จะไม่มีอะไรทำร้ายพวกเขาได้ พวกเขาจะวางมือคนป่วยและคนเหล่านั้น จะหายโรค”
พระคำเชื่อมโยง
มัทธิว 28
1* ลูกา 24:1-10; มัทธิว 27:56, 61
2* มาระโก 16:5
3* ดาเนียล 7:9; 10:6
4* วิวรณ์ 1:17
6* มัทธิว 12:40; 16:21; 17:23; 20:19
7* มาระโก 16:7
9* ยอห์น 20:14
10* ยอห์น 20:17
16* มัทธิว 26:32; 28:7, 10
17* ยอห์น 20:24-29
18* ดาเนียล 7:13-14
19* มาระโก 16:15; ลูกา 24:47
20* กิจการ 2:42; 4:31; 18:10 23:11



















































