ปฐมกาล 41 เป็นรองแค่ฟาโรห์

ฝันประหลาดของฟาโรห์
1 เวลาผ่านไปสองปีเต็ม ฟาโรห์ฝันไปว่าท่านกำลังประทับยืนบนฝั่งแม่น้ำไนล์
2 ดูสิ มีวัวอ้วนเจ็ดตัวร่างกายแข็งแรงเดินขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ พวกมันเริ่มเล็มใบอ้อริมฝั่ง
3 หลังจากนั้น ดูสิมีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมารูปร่างน่าเกลียด ผอมโซ
พวกมันมายืนอยู่ข้างกลุ่มวัวอ้วนที่ริมฝั่งแม่น้ำ
4 แล้ววัวรูปร่างน่าเกลียดผอมกระหร่องก็กินวัวอ้วนจนหมด! ถึงตอนนี้ฟาโรห์ก็ตื่นขึ้นมา
5 พอบรรทมต่อ ก็ฝันอีกครั้ง มีรวงข้าวต้นหนึ่งกำลังออกรวงเจ็ดรวง มีเมล็ดงามสมบูรณ์ดี
6 หลังจากนั้น มีรวงลีบอีกเจ็ดรวงงอกออกมา มันถูกลมตะวันออกพัดจนเหี่ยวแห้ง
7 แล้วข้าวรวงลีบเพราะถูกลมตะวันออกพัดกระหน่ำก็กินข้าวทั้งเจ็ดรวงที่อุดมสมบูรณ์จนหมด แล้วฟาโรห์
ก็ตื่นขึ้น จึงเห็นว่าเป็นความฝัน
8 เช้าวันต่อมา ฟาโรห์ รู้สึกหดหู่จนพระองค์ต้องบัญชาให้เหล่าหมอเล่นอาคมและนักปราชญ์ทั้งหลายของอียิปต์มาเข้าเฝ้า ฟาโรห์เล่าสุบินให้พวกเขาฟัง แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครสามารถบอกความหมายของสุบินนั้นได้เลย

ออกจากคุก เฝ้าฟาโรห์
9 แล้วข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ทูลต่อฟาโรห์ว่า “วันนี้ทำให้ข้าพระบาทนึกถึงครั้งที่ตนเองพลาดพลั้งไป
10 ครั้งหนึ่งที่ฝ่าพระบาททรงกริ้วข้าพระบาท ทรงจำคุกข้าพระบาทในบ้านของหัวหน้าองครักษ์ พร้อมทั้งข้าราชบริพารทำขนมปัง 
11 คืนหนึ่งเราทั้งสองต่างฝันไป เป็นฝันที่มีความหมายต่างกัน
12  ที่นั่นมีชายหนุ่มฮีบรูเป็นทาสรับใช้ของหัวหน้าองครักษ์ เราเล่าฝันให้เขาฝัน และเขาแก้ฝันให้ตามความหมายของฝัน
13  และต่อมา สิ่งที่เขาแก้ฝันนั้นก็เป็นจริง ข้าพระบาทได้กลับมาทำหน้าที่ ส่วนอีกคนถูกประหาร”

ฟาโรห์สั่งปล่อยตัว
14ฟาโรห์จึงบัญชาให้นำตัวโยเซฟมาเฝ้า และพวกเขาก็นำตัวโยเซฟจากคุกทันที ให้โกนหนวดเครา เปลี่ยนเสื้อผ้า และเขาก็ได้เข้ามาเฝ้า
15 ฟาโรห์ กล่าวกับโยเซฟว่า “เราฝันไปและไม่มีใครแก้ฝันนั้นได้แต่เราได้ยินคนพูดถึงเจ้าว่า เมื่อเจ้าได้ยินความฝัน เจ้าสามารถแก้ฝันได้”โยเซฟตอบฟาโรห์ว่า
16 “ข้าพระบาทมิได้เป็นคนแก้พระสุบินพะยะค่ะ พระเจ้าจะประทานคำตอบเพื่อให้พระองค์สบายพระทัย”

โยเซฟบอกความหมายฝันให้ฟาโรห์
17 ฟาโรห์กล่าวแก่โยเซฟว่า “เราฝันว่า เรายืนริมฝั่งแม่น้ำ
18 มีวัวอ้วนเจ็ดตัวขึ้นมาจากแม่น้ำและกินหญ้าริมน้ำนั้น
19 ต่อมาก็มีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมา มันดูผอมโซน่าเกลียด ตัวลีบ เราไม่เคยเห็นวัวรูปร่างน่าเกลียด
อย่างนี้มาก่อนในแผ่นดินอียิปต์เลย 
20 แล้ววัวตัวผอมน่าเกลียดนั้น ก็กินวัวอ้วนจนหมด

21 หลังจากที่มันกินวัวอ้วนจนหมด ไม่มีใครบอกได้ว่า มันกินไปหมดแล้วทุกตัว เพราะมันยังดูผอมกระหร่องเหมือนเดิม พอถึงตรงนี้ เราก็ตื่นขึ้นมา
22 แล้วเราก็ฝันอีก เห็นรวงข้าวเจ็ดรวงที่สมบูรณ์งอกขึ้นมาจากต้นข้าวต้นหนึ่ง
23 แล้วหลังจากนั้น ดูสิ ก็มีรวงข้าวที่เมล็ดแห้งเพราะถูกลมตะวันออกพัดงอกขึ้นมา
24 และรวงข้าวแห้งนั้นก็กลืนกินข้าวสมบูรณ์ไปหมด เราบอกเนื้อความแก่คนที่เล่นอาคมฟัง แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้เรารู้ได้

ความหมายแท้ ๆ ของฝัน
25 โยเซฟกล่าวแก่ฟาโรห์ว่า “พระสุบินของฟาโรห์นั้นมีความหมายเหมือนกัน  พระเจ้าทรงบอกให้องค์
ฟาโรห์ทรงทราบว่า ควรจะทำอย่างไร
26  วัวอ้วนเจ็ดตัว และรวงข้าวที่สมบูรณ์เจ็ดรวงหมายถึงเจ็ดปี  ความฝันนั้นหมายถึงสิ่งเดียวกัน
27 วัวผอมรูปร่างน่าเกลียดที่ขึ้นจากน้ำหลังจากวัวอ้วนหมายถึงเจ็ดปี  ข้าวลีบที่ถูกลมตะวันออกพัดก็ หมายถึงว่าจะมีการกันดารอาหาร เจ็ดปีพะยะค่ะ
28 อย่างที่ข้าพระบาททูลองค์ฟาโรห์ พระเจ้าทรงสำแดงให้ ทรงทราบว่า พระองค์จะทรงทำอะไร
29  คือจะมีเจ็ด ปีที่สมบูรณ์ทั่วแผ่นดินอียิปต์ 
30 แต่หลังจากนั้น จะมีเจ็ดปีที่แห้งแล้งตามมา และอียิปต์จะลืมความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดที่เคยมี การกันดารอาหารจะทำลายแผ่นดินนี้
31 จะไม่มีความทรงจำถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีอีกต่อไปเพราะความอดอยากซึ่งตามมานั้น รุนแรงเป็นที่สุด

โยเซฟทูลแนะนำต่อ
32 เหตุใดจึงทรงฝันสองอย่างนี้เล่า? เพราะพระเจ้าทรง ตัดสินพระทัยว่า จะให้เกิดขึ้นในไม่ช้านี้
33 ดังนั้นองค์ฟาโรห์ทรงโปรดเลือกคนที่ทั้งฉลาดหลักแหลมเต็มด้วยสติปัญญาที่จะดูแลทั้งแผ่นดินอียิปต์พะยะค่ะ
34 สิ่งที่องค์ฟาโรห์ควรทำคือ จัดตั้งข้าราชการผู้ดูแลตามเขตต่าง ๆ เพื่อรับเก็บภาษีหนึ่งในห้าของผลผลิต ที่เก็บเกี่ยวได้ ในช่วงเวลาแห่งความอุดม
35 พวกเขาควรเก็บรวบรวมอาหารทั้งหมดที่ผลิตได้ในปีแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่จะมาถึง และเก็บแยกธัญพืชขององค์ฟาโรห์เพื่อเป็นคลังอาหารตามเมืองต่าง ๆ
36 นี่จะเป็นเสบียงสำรองสำหรับเจ็ดปีแห่งการอดอยาก ซึ่งจะมาถึงทั้งแผ่นดินอียิปต์ เพื่อว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะไม่พินาศไปเพราะการกันดารอาหาร

รับตำแหน่งที่ไม่คาดฝัน
39 ฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “ในเมื่อพระเจ้าทรงแจ้ง ทุกอย่างให้เจ้ารู้ ไม่มีคนใดหยั่งรู้และมีสติปัญญาเหมือนอย่างเจ้า 40 ดังนั้น เจ้าจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ กิจการงานในแผ่นดินของเรา ประชาชนของเราจะอยู่ใต้การปกครอง ตามคำสั่งของเจ้า มีเพียงเรา ผู้เดียวที่ปกครองจากบัลลังก์นี้ที่เป็นใหญ่เหนือเจ้า” 41 แล้วฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “นี่แน่ะ เราตั้งเจ้าให้ดูแลทั้งแผ่นดินอียิปต์”

42 จากนั้นฟาโรห์ ถอดแหวนตราประจำพระองค์ สวมให้โยเซฟ และให้เขาได้สวมเสื้อลินินเนื้อดี มีสร้อยทองคำด้วย
43 ยังอนุญาตให้เขาได้ขี่รถศึกส่วนพระองค์คันที่สอง และพวกเขาจะร้องไปล่วงหน้าว่า “จงน้อมตัวลง!” นี่คือฟาโรห์ได้แต่งตั้งให้เขามีอำนาจดูแลทั่วแผ่นดินอียิปต์
44 ทั้งฟาโรห์กล่าวกับโยเซฟว่า “แม้เราเป็นฟาโรห์ แต่หากเจ้าไม่ได้อนุญาต ก็จะไม่มีใครในแผ่นดินอียิปต์ยกมือยกเท้าได้”

งานที่พระเจ้าทรงเตรียมให้โยเซฟ
45 ฟาโรห์ตั้งชื่อให้โยเซฟว่าศาเฟนาท ปาเนอาห์ และทรงยกอาเสนัส ธิดาของโปทิเฟราปุโรหิตแห่งโอนให้เป็นภรรยา แล้วโยเซฟ ก็ออกไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
46 โยเซฟอายุสามสิบปีเมื่อเขายืนเฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ แล้วเขาก็ออกเดินทางไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
47 ระยะเวลาเจ็ดปีของความอุดมสมบูรณ์นั้นผืนดินได้ทำให้มีผลผลิตเหลือเฟือ
48 เขาเก็บรวบรวมอาหารจากเจ็ดปีนั้นโดยเก็บสะสมไว้ในเมือง ส่วนพืชที่ได้มาจากไร่นารอบเมืองใดก็จะเก็บไว้ในตัวเมืองนั้น
49 โยเซฟเก็บสะสมธัญพืชไว้มากมายราวกับทรายริมฝั่งทะเล มากจนกระทั่งพวกเขา ต้องหยุดนับจำนวน เนื่องจากมีมากล้นจนนับไม่ไหว

ลูกชายทั้งสองของโยเซฟ
50 ก่อนจะเกิดการกันดารอาหาร โยเซฟมีลูกชายสองคนที่เกิดจากอาเสนัทซึ่งเป็นลูกสาวของ
โปทิเฟราปุโรหิตแห่งเมืองโอน
51โยเซฟตั้งชื่อลูกชาย หัวปีว่า มนัสเสห์ (แปลว่าช่วยให้ลืม) เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้ข้าพเจ้าลืมความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้น ที่ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์และครอบครัวของข้าพเจ้า”
52 ลูกชายคนที่สองให้ชื่อว่า เอฟราอิม (แปลว่าเกิดผลสองเท่า) “เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้ข้าพเจ้าเกิดผล ในแผ่นดินแห่งความทุกข์ยากของข้าพเจ้า”

ความอดอยากเกิดขึ้นตามฝันของฟาโรห์
53 แล้วความอุดมสมบูรณ์ในอียิปต์เจ็ดปีก็สิ้นสุดลง
54 และเป็นการเริ่มต้นของเจ็ดปีแห่งความอดอยากตามที่โยเซฟได้กล่าวไว้ มีการกันดารอาหารเกิดขึ้น ทั่วทุกประเทศ ยกเว้นในอียิปต์ที่ยังมีอาหารอยู่
55 เมื่อชาวอียิปต์เริ่มรับผลการขาดแคลนอาหารประชาชนก็ร้องขออาหารจากฟาโรห์ และฟาโรห์ตรัสสั่งชาวอียิปต์ทุกคนว่า”จงไปหาโยเซฟ และทำตามที่เขาสั่ง”
56 ช่วงนั้นเอง  การกันดารอาหารขยายไปทั่วโลก โยเซฟก็เปิดยุ้งฉางและขายข้าวให้แก่ชาวอียิปต์เพราะเกิดการอาหารอย่างรุนแรงยิ่งนักทั่วแผ่นดินอียิปต์  
57 ยิ่งกว่านั้น คนจากประเทศทั่วโลกเดินทางมา อียิปต์เพื่อซื้อข้าวจากโยเซฟ เพราะเกิดการกันดารอาหารอย่างรุนแรงทั่วโลกด้วย

อธิบายเพิ่มเติม

ฟาโรห์ที่ครองในช่วงเวลานั้น เกิดฝันไป และเป็นฝันเกี่ยวกับวัวอ้วนเจ็ดตัว วัวผอมเจ็ดตัว และรวงข้าวดีเจ็ดรวง รวงข้าวลีบเจ็ดรวง  เป็นฝันที่ประหลาด มีความหมายแบบเดียวกัน แต่ไม่มีใครในสำนักราชวังสามารถแปลความหมายฝันนั้นได้ และนี่เองเป็นโอกาสของโยเซฟ เป็นเวลาที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้

ฝันประหลาดของฟาโรห์
ปฐมกาล 41:1-8
ผู้เขียนพระคัมภีร์เล่าว่า เวลาผ่านไปสองปีเต็มที่โยเซฟยังอยู่ต่อไปในคุก สำหรับโยเซฟ ก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังไม่น้อย เพราะว่า เขาไม่อาจจะเชื่อใจคนเลย ทั้ง ๆ ที่มีความตั้งใจ แต่ก็ลืมโดยที่ไม่ได้คิดว่าจะลืม แต่พระเจ้าทรงทำให้เราเห็นว่า ทรงอยู่กับโยเซฟเสมอ และเวลาของพระองค์จะเป็นเวลาที่พอเหมาะ  อยู่มาวันหนึ่ง ฟาโรห์ก็ไม่ได้อย่างที่ทรงต้องการ นั่นคือ ความฝันสองเรื่องที่ไม่มีใครสักคนในแผ่นดินที่สามารถทำนายฝันให้ได้!!ปราชญ์ในราชวังยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถบอกความหมายของฝันได้  พวกเขาไม่รู้อนาคตจริง ๆ มีหน้าที่ช่วยให้กษัตริย์ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในการปกครอง แต่ครั้งนี้พระเจ้ากำลังเปิดทางให้โยเซฟ

ออกจากคุก เฝ้าฟาโรห์
ปฐมกาล 41:9-16
ข้าราชบริพารผู้ทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ได้รู้เรื่องนี้ด้วย เพราะเขาใกล้ชิดองค์ฟาโรห์อยู่แล้ว ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า เคยเจอนักโทษหนุ่มผู้หนึ่งในคุกหลวงและเป็นคนที่ทำนายฝันได้ตรงเป๊ะ ไม่พลาดเลย   เขาทูลฟาโรห์ให้รู้ว่า ชายคนนี้เป็นฮีบรู ซึ่งเป็นชนชาติที่อียิปต์ไม่ค่อยชอบสักเท่าไร

แค่นั้นเอง ประตูคุกหลวงก็เปิดออกปล่อยให้โยเซฟออกมา ให้เขาทำความสะอาดร่างกาย โกนหนวดเครา และเข้าเฝ้าอย่างด่วน!
นี่เป็นหนทางของพระเจ้า เมื่อพระองค์จะทรงทำอะไรแล้วจะทรงวางให้พอเหมาะกับเวลา  คนของพระองค์มีหน้าที่คือฟังพระสุรเสียงว่า เวลาใดเป็นเวลาของพระองค์
หากเขาออกมาก่อนหน้านี้ อาจจะมีชีวิตเป็นอย่างอื่นไป  หรือหาทางกลับบ้านเกิด  เวลาของพระเจ้านั้น เป็นของพระองค์  เป็นเหมือนที่ดาวิดบอกไว้ว่า “วันทั้งสิ้นที่กำหนดให้ข้าพระองคนั้น ถูกบันทึกไว้ในหนังสือของพระองค์ ตั้งแต่ยังไม่มีวันนั้นเลย” (สดุดี 139:16)
เมื่อโยเซฟพบกับฟาโรห์  เขายืนยันทันทีโดยไม่กลัวว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานคำตอบให้ฟาโรห์ เพื่อให้องค์ฟาโรห์เองสบายพระทัย โล่งใจ ได้รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป 

โยเซฟไม่ได้คิดว่า จะใช้โอกาสนี้ทำให้ตนเองก้าวไปสู่ตำแหน่งโหรหลวงเลย  เขาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่พบกับฟาโรห์  เขาทำให้ฟาโรห์ตระหนักทันทีว่า มีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่าฟาโรห์เองด้วย 

น่าสนใจที่ฟาโรห์องค์นี้ เป็นคนฉลาดที่ยอมฟังและยอมคิดตาม ฟาโรห์รู้หน้าที่ของตนในแง่ของความเป็นผู้นำประเทศ ท่านยอมฟังแม้กระทั่งชายหนุ่มชาวฮีบรูที่เพิ่งออกมาจากคุกหลวง!

โยเซฟบอกความหมายฝันให้ฟาโรห์
ปฐมกาล 41:17-31
มีการทบทวนความฝันอีกครั้งหนึ่งให้แก่ผู้อ่าน
ฟาโรห์เล่าความฝันอย่างตรงไปตรงมาให้กับโยเซฟ ซึ่งเมื่อเขาฟังอยู่นั้น พระเจ้าก็ทรงบอกเขาทันทีถึงความหมายของความฝัน
ฝันแรกคือวัวผอมเจ็ดตัว กินวัวอ้วนเจ็ดตัว
ถึงอย่างนั้นมันผอมเหมือนเดิม
ฝันที่สองคือ ข้าวลีบเจ็ดรวง กินข้าวดีเจ็ดรวง
ถึงอย่างนั้น ข้าวก็ลีบเหมือนเดิม

โยเซฟฟังแล้วรู้ทันทีว่า ความฝันมีความหมายเช่นเดียวกัน   เวลาพระเจ้าตรัสบอกอะไรกับคนของพระองค์ บางครั้งพระองค์จะตรัสสองคำต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นการเน้นให้รู้ว่า เป็นเรื่องที่สำคัญมากต้องเอาใจใส่ ครั้งนี้ พระเจ้าทรงเตือนฟาโรห์ให้มุ่งความสนใจไปที่ความฝัน เพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนอียิปต์ทั้งประเทศ รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงอียิปต์ด้วย

ความสำคัญที่โยเซฟบอกคือ จะมีความอุดมสมบูรณ์ในอียิปต์เจ็ดปี จากนั้นประเทศจะเผชิญกับความอดอยากแสนสาหัสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นความกันดารที่จะทำลายประเทศได้อย่างราบคาบ 

โยเซฟทูลแนะนำต่อ
ปฐมกาล 41:32-36
โยเซฟบอกอย่างหนึ่งที่สำคัญกับฟาโรห์ให้รู้ว่า พระเจ้าทรงตัดสินว่า จะให้สิ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในไม่ช้านี้เอง  โยเซฟเน้นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเหนือแผ่นดินอียิปต์  โยเซฟทำให้ฟาโรห์ตระหนักว่า เขาไม่ได้เป็นเหมือนผู้ทำนายในราชวังของฟาโรห์ แต่เขาเป็นคนของพระเจ้าแห่งอิสราเอล

จากนั้น เขาก็ขอให้ฟาโรห์เลือกคนเก่งมาก ๆ ที่จะดูแลจัดการเรื่องอาหาร  เตรียมการล่วงหน้าก่อนที่จะไม่ไหว ไม่ให้เกิดมีการตายทั้งประเทศแล้วสิ่งที่โยเซฟแนะนำนั้น กลับกลายเป็นวิธีการทำงานที่เต็มด้วยการจัดระบบระเบียบที่จะทำให้อียิปต์ทั้งประเทศสามารถรับมือกับความอดอยากเจ็ดปีที่จะเกิดขึ้นได้  มีการเตรียมข้าราชการตามเขตต่าง ๆ มีการจัดเก็บภาษี การเก็บอาหารให้ยุ้งฉางทั่วประเทศ ไม่ใช่เป็นการจัดเก็บแบบรวมอำนาจ
ประเทศอียิปต์มีพื้นที่มากมาย และสิ่งที่จะเก็บเหล่านี้ ก็เป็นภาษีที่ประชาชนจะต้องส่งอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการบีบเลือดจากประชาชน  ภาษีดังกล่าวจะกลายเป็นเสบียงสำรองเพื่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนต่อไป

รับตำแหน่งที่ไม่คาดฝัน
ปฐมกาล 41:39-44
เมื่อได้ฟังความหมายของฝัน และวิธีที่จะจัดการกับหายนะที่กำลังจะมาถึง  ฟาโรห์เห็นทันทีว่า ท่านไม่ต้องจัดการเรื่องนี้เอง คนเก่ง มีความสามารถเหลือล้นมายืนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ฟาโรห์แต่งตั้งให้โยเซฟเป็นรองจากฟาโรห์ อะไรกัน เพียงแค่ยังไม่ข้ามคืน โยเซฟกลับกลายเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงยิ่งกว่าชายคนแรกที่ซื้อเขามาเสียอีก เขายิ่งใหญ่กว่าโปติฟาร์แล้ว เป็นรองแค่ฟาโรห์ มีอำนาจดูแลทั้งอียิปต์ ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของโยเซฟ !


เพื่อยืนยันว่า หมายความอย่างนั้นจริง ฟาโรห์ได้ถอดแหวนตราประจำพระองค์ ซึ่งมีความหมายว่า โยเซฟสามารถสั่งการแทนฟาโรห์ได้ สั่งสิ่งใด ก็เหมือนฟาโรห์สั่งเอง  มีรถม้าส่วนตัว มีเกียรติยศที่ใคร ๆ ต้องนอบน้อมให้  จากเด็กหนุ่มที่ถูกขายเป็นทาสในเรือน บัดนี้ เขากลายเป็นผู้ปกครองประเทศไปแล้ว นี่เป็นการเตรียมของพระเจ้าอย่างชัดเจน จากลูกชายสุดที่รักของพ่อ โยเซฟต้องผ่านโรงเรียนแห่งความยากลำบาก การถูกใส่ร้าย การเข้าไปอยู่ในคุก 
วันนี้ วันที่ออกมาบอกความหมายของฝันให้กับฟาโรห์ โยเซฟคิดเพียงว่า เมื่อเสร็จแล้วจะขอให้ตนเองได้ออกจากคุก แต่ว่า พระเจ้าทรงมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่โยเซฟจะคิดได้

งานที่พระเจ้าทรงเตรียมให้โยเซฟ
ปฐมกาล 41:45-49
ฟาโรห์ตั้งชื่อให้ใหม่ “ศาเฟนาท ปาเนอาห์” แปลว่าพระเจ้าตรัส และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ หรือถ้าเป็นคนอียิปต์จะมีความหมายหลายอย่างมาก ตั้งแต่ว่าเป็น ผู้ทำนาย ผู้ไถ่ ผู้เผยพระดำรัส ผู้สนับสนุน ผู้แปลความหมายฝัน คนฉลาด คนสุภาพ และคนมีปัญญา  ยกอาเสนัส ลูกสาวปุโรหิตแห่งโอนให้เพื่อเขาจะมีครอบครัวอยู่ในอียิปต์จากนั้นโยเซฟก็ออกเดินทาง ดูแลทั้งเจ็ดปีแรกและเจ็ดปีช่วงที่สอง
พวกเขาเก็บรวบรวมอาหารจากแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์มาก พระเจ้าทรงอวยพระพรพวกเขาอย่างมากมาย เป็นประโยชน์กับคนอียิปต์อย่างไม่คาดฝัน
ที่เคยทำบัญชีสินค้าเกษตรก็ต้องหยุดทำ เพราะมีมากล้นเกินที่จะทำ!

ลูกชายทั้งสองของโยเซฟ
ปฐมกาล 41:50-57
สำหรับโยเซฟแล้ว ลูกชายทั้งสองเตือนให้เขารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเขาตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้โยเซฟมีอายุประมาณ 30-37 ปี เราไม่ทราบว่าลูกชายเกิดตอนไหน แต่เป็นช่วงที่ก่อนเกิดกันดารอาหาร เป็นช่วงเวลาที่อียิปต์กำลังมีอาหารอย่าง อุดมสมบูรณ์ เป็นครอบครัวที่พ่อ และแม่ต่างเป็นคนที่ใหญ่โตในแผ่นดิน พ่อเป็นชาวฮีบรู และแม่เป็นชาวอียิปต์
เด็กทั้งสองคนนี้ มีเชื้อสายสองชนชาติในตัว
ลูกชายทั้งสองคือ มนัสเสห์ และเอฟราอิม ชื่อของลูกชายบ่งบอกความรู้สึกของโยเซฟที่มีต่อชีวิตของตนเองและความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า


ความอดอยากเกิดขึ้นตามฝันของฟาโรห์
ปฐมกาล 41:53-57
เมื่อเจ็ดปีแห่งความอุดมสมบูรณ์จบลง ฝนเริ่มไม่ตก แม่น้ำไนล์เริ่มเหือดแห้ง  ดินแข็ง ไม่สามารถปลูกพืชได้  ประชาชนต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พวกเขาจึงร้องขออาหารจากผู้ปกครองประเทศคือฟาโรห์ ฟาโรห์เตรียมพร้อมล่วงหน้าแล้ว ท่านสั่งประชาชนให้ไปหาโยเซฟและทำทุกอย่างตามที่สั่ง
โยเซฟเตรียมเสบียงไว้ล้นเหลือ การขาดแคลนจึงบรรเทา และไม่ช่วยแค่อียิปต์เท่านั้น แต่คนชาติต่าง ๆ รอบข้างก็เดินทางมาซื้อข้าวกับโยเซฟเช่นกัน ประชาชนได้รับการบรรเทา และฟาโรห์ก็มั่งคั่งขึ้นด้วย 




พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 41
1* ปฐมกาล 40:5
6* อพยพ 10:13
8* ดาเนียล 2:1, 3; 4:5, 19
9* ปฐมกาล 40:1, 14, 23
10* ปฐมกาล 40:2-3; 39:20
11* ปฐมกาล 40:5
12* ปฐมกาล 39:14; 43:32; 37:36; 40:12
13* ปฐมกาล 40:21-22
14* สดุดี 105:20; ดาเนียล 2:25; 1 ซามูเอล 2:8; 2 พงศ์กษัตริย์25:27-29
15* ดาเนียล 5:16
16* ดาเนียล 2:30;2:22, 28, 47
17* ปฐมกาล 41:1

24* อิสยาห์ 8:19
25* ดาเนียล 2:28-29, 45
27* 2 พงศ์กษัตริย์ 8:1
28* ปฐมกาล 41:25, 32
29*ปฐมกาล 41:47
30* ปฐมกาล 41:54, 56; 47:13
32* กันดารวิถี 23:19
34* สุภาษิต 6:6-8
35* ปฐมกาล 41:48
36* ปฐมกาล 47:15, 19
37* กิจการ 7:10
38* กันดารวิถี 27:18
40* สดุดี 105:21
41* ดาเนียล 6:3

42*เอสเธอร์ 3:10; 8:2, 15;
ดาเนียล 5:7, 16, 29
43* ปฐมกาล 46:29; เอสเธอร์ 6:9 ;
ปฐมกาล 42:6
45* ปฐมกาล 46:20
46* 1 ซามูเอล  16:21
49* ปฐมกาล 22:17
50* ปฐมกาล 46:20; 48:5
51* สดุดี 45:10
52* ปฐมกาล 17:6; 28:3; 49:22
54* กิจการ 7:11; ปฐมกาล 41:30
55* ยอห์น 2:5
56* ปฐมกาล 42:6
57* เอเสเคียล 29:12; ปฐมกาล 27:28, 37; 42:3

ปฐมกาล 40 ฝันดีฝันร้าย

นักโทษใหม่สองคนที่สำคัญ
1 ต่อมา มีข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่นและข้าราชบริพารที่ทำขนมปังได้ทำให้องค์กษัตริย์แห่งอียิปต์ไม่พอพระทัย
2 ฟาโรห์ทรงกริ้วทั้งสองคือหัวหน้าเหล่าผู้เชิญจอกเหล้าองุ่น และหัวหน้าผู้อบขนมปัง
3 ดังนั้นท่านจึงคุมขังเขาไว้ที่คุกในบ้านหัวหน้าผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์  เป็นที่ ๆ เดียว กับที่โยเซฟถูกขัง
4 ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์สั่งให้โยเซฟดูแลชายทั้งสองดังนั้น ช่วงเวลาที่ทั้งสองอยู่ในคุกเป็นเวลานาน โยเซฟก็เป็นผู้ดูแลเขา

ความฝันที่ทำให้เป็นทุกข์
 5 คืนวันหนึ่งที่ชายทั้งสองคือ ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น และข้าราชบริพารที่ทำขนมปัง ขององค์กษัตริย์ ต่างฝันในคืนเดียวกัน ความฝันของทั้งสองก็มีความหมายแตกต่างกัน
6 เช้าวันต่อมา โยเซฟได้เข้ามาหา และเห็นว่าทั้งสองหน้าตาหม่นหมอง
7  เขาจึงถามข้าราชบริพารของฟาโรห์ที่อยู่ในคุกพร้อมกับเขาว่า “เหตุใดวันนี้ท่านจึงดูหม่นหมองนัก?”
8 ทั้งสองจึงตอบว่า “เราต่างก็ฝันและไม่มีใครที่นี่จะแก้ฝันได้” โยเซฟจึงกล่าวว่า “พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบความหมายของฝัน ขอท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเถิด”

ของคนแรกเนื้อความและความหมายฝันของคนแรก
9 ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่นจึงเล่าความฝันให้โยเซฟฟังว่า “ข้าฝันว่า มีเถาองุ่นอยู่ต่อหน้าข้า
10 และมีสามกิ่ง มันผลิดอกทันที จากนั้น ก็เกิดพวกองุ่นสุกปรากฏขึ้น  
11 ข้าถือจอกของฟาโรห์ในมือ ด้งนั้น ข้าจึงบีบองุ่นใส่จอก และยื่นถวายแก่ฟาโรห์”
12 โยเซฟกล่าวแก่เขาว่า “ความฝันมีความหมายดังนี้ สามกิ่งหมายถึงสามวัน  
13 ในสามวันฟาโรห์จะปล่อยท่านออกไป และคืนตำแหน่งให้ ท่านจะได้เชิญจอกถวายฟาโรห์อย่างที่เคย ตอนที่ท่านทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น  
14 เมื่อทุกสิ่งเป็นไปด้วยดีกับท่านแล้วขอโปรดระลึกถึงข้าพเจ้า และเมตตาต่อข้าพเจ้า โปรดกล่าวถึงข้าพเจ้าต่อฟาโรห์เพื่อว่าท่านจะปล่อยตัวข้าพเจ้าจากคุกนี้
15 เพราะที่จริง ข้าพเจ้าถูกนำตัวจากแผ่นดินชาวฮีบรู และเมื่อมาถึงที่นี่ข้าพเจ้ามิได้ทำผิดอะไรจนจะต้องถูกจำจองเช่นนี้”

เนื้อความและความหมายของฝันของอีกคน
16 เมื่อข้าราชบริพารที่ทำขนมปังเห็นว่า การแก้ฝันออกมาดี เขาจึงกล่าวกับโยเซฟว่า “ข้าก็ฝันว่า มีตะกร้าสานใส่ขนมปังขาวสามใบบนหัวของข้า
17 ตะกร้าบนสุด มีขนมปังหลายชนิดสำหรับฟาโรห์แต่มีนกมาจิกกินขนมปังจากตะกร้าบนหัวข้าจนหมด”  
18 โยเซฟตอบว่า “ความหมายของฝันคือตะกร้าสามใบหมายถึงสามวัน
19 ในสามวัน ฟาโรห์จะตัดหัวของท่านและร่างของท่านจะถูกแขวนบนต้นไม้ แล้วพวกนกจะมาจิกกินเนื้อของท่าน”
20 ในวันที่สามซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดฟาโรห์ พระองค์จัดงานฉลองให้ข้าราชการ และท่านก็ให้ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น และข้าราชบริพารที่ทำขนมปังออกมาจากที่จำจอง ให้มาอยู่ท่ามกลางข้าราชการ 
21 โดยให้ข้าราชบริพารทำหน้าที่เชิญ
จอกเหล้าองุ่นกลับเข้ารับตำแหน่งเดิม และเขาก็ได้เชิญจอกเหล้าองุ่นแด่ฟาโรห์อีกครั้ง
22 แต่ข้าราชบริพารที่ทำขนมปังถูกแขวนไว้ ตามที่โยเซฟได้แก้ความหมายของฝันให้ทั้งสองคน

ลืมโยเซฟ!
23 อย่างไรก็ดี ข้าราช-บริพารทำหน้าที่เชิญจอกเหล้าองุ่น ไม่ได้คิดถึงโยเซฟ กลับลืมเขาไป

อธิบายเพิ่มเติม

นักโทษใหม่สองคนที่สำคัญปฐมกาล 40:1-4
ที่
คุกหลวงซึ่งโยเซฟเข้าไปอยู่หลายปีแล้ว โยเซฟก็ได้พบกับนักโทษใหม่สองคน ซึ่งทั้งสองเป็นคนที่สำคัญมาก  เขาจะต้องไร้ที่ติ จงรักภักดีต่อฟาโรห์สุดใจ  เป็นที่ไว้ใจของฟาโรห์และข้าราชการทั้งหลายมาโดยตลอด   คนแรกเป็นหัวหน้าผู้เชิญจอกเหล้าองุ่น เขาต้องถวายเหล้าองุ่นที่ปลอดภัย เขาต้องทดสอบเสียก่อนว่า เหล้านั้นมียาพิษหรือไม่ ส่วนอีกคนคือหัวหน้าผู้อบขนมปัง คนนี้ก็สำคัญเช่นกัน ขนมปังที่นำไปถวายต้องดีและปลอดภัย

ชายทั้งสองทำให้ฟาโรห์ไม่พอใจอย่างไรเราไม่ทราบได้ แต่ถูกสั่งจำขังในคุกหลวง ที่เดียวกับโยเซฟ   และแทนที่พัศดีจะต้องดูแลชายสองคน โยเซฟกลับได้รับคำสั่งให้ดูแลชายทั้งสองจนกว่าจะมีคำตัดสินโทษออกมา  คนที่ออกคำสั่งนั้นคือ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ซึ่งน่าจะเป็น โปติฟาร์  โปติฟาร์ยังไว้ใจโยเซฟ และพัศดีก็ไว้ใจเช่นกัน  แต่หากไม่ใช่โปติฟาร์ ก็เป็นทหารที่มียศเท่ากับโปติฟาร์ 

ความฝันที่ทำให้เป็นทุกข์
ปฐมกาล 40:5-8
ในโลกอียิปต์ บาบิโลนโบราณ มีความเชื่อว่า ความฝันสำคัญเพราะเป็นตัวบอกอนาคต  ทำให้พวกเขามีนักทำนายฝันอยู่ในราชวัง   แล้วนักโทษใหม่ทั้งสองก็ฝันไป แล้วทำให้เขาต่างเป็นทุกข์ใจยิ่งนัก

โยเซฟเห็นทั้งสองไม่สบายใจจึงไต่ถาม และเมื่อเห็นว่า เป็นทุกข์เพราะความฝัน เขาตอบกับทั้งสองทันทีว่า ผู้เดียวในโลกที่จะรู้ความหมายของฝันคือพระเจ้าของเขา โยเซฟ ไม่มีความสงสัยในพระเจ้าเลย  (สำหรับโยเซฟแล้ว เขารู้ว่า หากฝันนั้นมาจากพระเจ้า อนาคตข้างหน้าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามนั้น เขาเชื่อแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก โดยที่สมัยต่อมา โมเสสได้บอกให้ระวังผู้ที่ทำนายฝันปลอมและนำคนของพระเจ้าออกห่างพระองค์ เฉลยธรรมบัญญัติ 13:1-5)

 
เนื้อความและความหมายฝันของคนแรก
ปฐมกาล 40:9-15

เถาองุ่น> สามกิ่ง> ผลิดอก> องุ่นสุก>​… ถือจอกฟาโรห์> บีบองุ่นใส่จอก> ส่งให้ฟาโรห์    โยเซฟกล่าวว่า สามกิ่งคือสามวัน ภายในสามวัน  เขาจะได้ทำงานเหมือนเดิมทุกประการ  
แล้วโยเซฟก็ขอร้องว่า เมื่อได้ออกไป ขอให้ทูลฟาโรห์เพื่อเขาจะได้ออกจากคุกด้วย  เพื่อฟาโรห์จะได้ปล่อยตัวเขา

เนื้อความและความหมายของฝันของอีกคน
ปฐมกาล 40:16-22
ส่วนคนทำขนมปังเห็นว่าความหมายฝันของเพื่อนนั้นดี ก็เลยเล่าของตัวเองบ้าง   เขาเห็นว่าตัวเองทูนตะกร้าใส่ขนมปังสามใบบนหัว> แต่มีนกมาจิกกินจนหมด
ความหมายคือ ตะกร้าสามใบหมายถึงสามวัน
ฟาโรห์จะประหารเขาด้วยการตัดหัว ร่างถูกแขวนให้นกจิกกิน

แล้ววันที่สามก็มาถึง  เป็นงานวันเกิดฟาโรห์ คนที่เชิญเหล้าองุ่นได้กลับรับตำแหน่งเดิม แต่คนที่ทำขนมปังถูกประหารอย่างที่โยเซฟบอกไว้

ลืมโยเซฟ!
ปฐมกาล 40:2
แต่แล้ว ไม่มีใครพูดถึงโยเซฟกับฟาโรห์เลย …​ถึงแม้โยเซฟจะบอกว่า เขาเข้ามาอย่างไม่ยุติธรรม ไม่มีใครสนใจความเป็นไปของโยเซฟ
ความสามารถในการแก้ความหมายของฝันจึงถูกฝังไว้ในคุกหลวง
พระเจ้าจะทรงเป็นผู้จัดการเรื่องนี้เอง  และเมื่อพระองค์ทรงทำ โยเซฟจะตะลึง!

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 40
1* เนหะมีย์ 1:11
2* สดุดี 16:14
3* ปฐมกาล 39:1, 20, 23; 41:10
5* ปฐมกาล 37:5; 41:1
7* เนหะมีย์ 2:2
8* ปฐมกาล 41:15; ดาเนียล 2:11; 20-22, 27-28, 47
12* ดาเนียล 2:36; 4:18-19; ปฐมกาล 40;18; 42:17
13* 2 พงศ์กษัตริย์ 25:27

14* ลูกา 23:42; โยชูวา 2:12
15* ปฐมกาล 37:26-28; 39:20
18* ปฐมกาล 40:12
19* ปฐมกาล 40:13; เฉลยธรรมบัญญัติ 21:22
20* มัทธิว 14:6-10; มาระโก 6:21; ปฐมกาล 40:13, 19
21* ปฐมกาล 40:13; เนหะมีย์ 2:1
22* ปฐมกาล 40:19
23* ปัญญาจารย์ 9:15-16

ปฐมกาล 39 ที่บ้านโปติฟาร์

ประจำการงานทาสบ้านโปติฟาร์
1 ส่วนโยเซฟถูกพาตัวลงไปถึงอียิปต์ ข้าราชการชาวอียิปต์ของฟาโรห์ ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ได้ซื้อโยเซฟจากพวกอิชมาเอลที่พาเขาลงไปที่นั่น
2 พระยาห์เวห์สถิตกับโยเซฟ เขากลายเป็นคนทีทำสิ่งใดก็ประสบความสำเร็จ
เขารับใช้ในบ้านของนายชาวอียิปต์

3 เมื่อเจ้านายของเขาเห็นว่า
พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับเขาและทรงทำให้เขาทำทุกสิ่งอย่างสำเร็จด้วยดี 
4 โยเซฟจึงกลายเป็นคนโปรดของนาย และได้มารับใช้ใกล้ชิดโปติฟาร์ได้ตั้งให้เขาดูแลการงานในบ้านและในไร่นาของเขา
5 จากเวลาที่นายให้โยเซฟเป็นคนดูแลทั้งครัวเรือนและทุกสิ่งที่เป็นของนาย พระยาห์เวห์ทรงอวยพรครัวเรือนของชาวอียิปต์เพราะทรงเห็นแก่โยเซฟ พระพรของพระยาห์เวห์อยู่เหนือทุกสิ่งที่เป็นของเขาทั้งในบ้าน และในทุ่งนา 

6 ดังนั้น นายจึงให้โยเซฟดูแลทุกสิ่งของเขา โดยที่ไม่ต้องเป็นห่วงสิ่งใดยกเว้นอาหารที่เขารับประทาน โยเซฟเป็นชายหนุ่มร่างกายกำยำ หน้าตาดี




ปัญหาที่ต้องวิ่งหนี
7 ไม่นานนัก ภรรยาของเจ้านายก็ มองโยเซฟด้วยใจเร่าร้อนบ่อย ๆ   และกล่าวกับเขาว่า“มานอนกับฉันเถอะ”
8 แต่เขาปฏิเสธ “ดูเถิด” เขากล่าวกับภรรยาของนายว่า “สิ่งที่ข้าพเจ้าดูแลอยู่นี้ เจ้านายไม่ต้องกังวลสิ่งหนึ่งสิ่งใดในบ้านของท่าน และท่านก็มอบความรับผิดชอบทุกอย่างให้ ข้าพเจ้าดูแลรับผิดชอบ
9 ไม่มีใครในบ้านนี้ที่มีความรับผิดชอบ
มากเท่ากับข้าพเจ้า นายท่านก็ไม่ได้ห้ามหวงสิ่งใดยกเว้นตัวแม่นาง เพราะแม่นางเป็นภรรยาของท่าน ข้าพเจ้าจะทำสิ่งที่ชั่วร้ายใหญ่หลวงเช่นนี้และทำบาปต่อพระเจ้าได้อย่างไรกัน?”
10 แม้ว่าภรรยาของโปติฟาร์จะชักชวนโยเซฟวันแล้ววันเล่า เขาก็ปฎิเสธที่จะไปนอนกับเธอ หรือแม้แต่จะเข้าใกล้เธอ
11 อย่างไรก็ดี มีอยู่วันหนึ่งที่โยเซฟเข้าไปทำงานในบ้าน และไม่มีคนรับใช้ชายคนอื่น ๆ อยู่ในบ้านสักคน
12 เธอจึงคว้าเสื้อคลุมของโยเซฟไว้ กล่าวว่า “มานอนกับฉัน!!” แต่โยเซฟหนีออกมาข้างนอกบ้าน โดยทิ้งเสื้อคลุมของเขาไว้ในมือของเธอ
13 เมื่อเธอเห็นว่า เขาได้ทิ้งเสื้อคลุมไว้ในมือของเธอและวิ่งออกไปนอกบ้าน
14 เธอจึงเรียกคนรับใช้ชายใน
บ้านมา และกล่าวว่า “ดูสิ สามีของฉันนำชายฮีบรูผู้นี้เข้ามาหยามพวกเรา เขามาหาฉันเพื่อว่าจะได้นอนกับฉัน แต่ฉันร้องเสียงดัง

15 เมื่อเขาเห็นว่าฉันร้องขอความช่วยเหลือ ก็จึงทิ้งเสื้อคลุมไว้กับฉันและวิ่งหนีออกจากบ้านไป”
16 จากนั้นภรรยาของโปติฟาร์ก็เก็บเสื้อคลุมของโยเซฟไว้ข้างตัวจนกระทั่งนายกลับมาบ้าน
17 จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องเหมือนเดิมให้สามีฟังว่า“คนฮีบรูที่นายท่านได้นำมาบ้านเราได้เข้ามาหาฉันเท่ากับเป็นการเหยียดหยามฉัน
18 แต่เมื่อฉันร้องขอความช่วยเหลือ เขาก็ทิ้งเสื้อคลุมไว้ข้างฉันและวิ่งหนีออกจากบ้านไป”

ย้ายจากบ้านไปเข้าคุก
19 เมื่อนายฟังเรื่องที่ภรรยาเล่า ที่
เธอกล่าวว่า “ทาสของท่านทำอย่างนี้กับดิฉัน”เขาจึงโกรธมาก
20 ดังนั้นเจ้านายของโยเซฟจึงจับตัวเขา ไปขังในคุกหลวงซึ่งเป็นที่ ๆ จำจองนักโทษของกษัตริย์
21 แต่พระยาห์เวห์สถิตกับโยเซฟ และทรงเมตตาเขา โดยทรงให้เขาเป็นที่พอใจของพัศดี และพัศดีก็ให้ทุกคนในคุกนั้นอยู่ในความดูแลของโยเซฟ เขาจึงรับผิดชอบงานทุกอย่างในคุกนั้น 
23 พัศดีเองไม่ต้องกังวลสิ่งใดที่มอบให้โยเซฟดูแล เพราะพระยาห์เวห์ทรงอยู่กับโยเซฟ และทรงทำให้เขาประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาลงมือทำ  

อธิบายเพิ่มเติม

ประจำการงานทาสบ้านโปติฟาร์
ปฐมกาล 39:1-6
โยเซฟถูกนำตัวไปถึงอียิปต์ และพ่อค้าได้ขายเขาให้กับโปติฟาร์ตำแหน่งใกล้ชิดกับฟาโรห์ โยเซฟถูกขายราวกับเป็นของชิ้นหนึ่ง  จากลูกชายสุดที่รักของพ่อ เขากลายเป็นสินค้ามนุษย์ที่ถูกขาย  โปติฟาร์ ให้โยเซฟรับใช้ในบ้านพร้อมกับทาสคนอื่น ๆ ที่เขามีอยู่…​ เขากลายเป็นทาส แต่พระเจ้าทรงมีแผนสำหรับเขา
แม้จะเป็นงานในบ้าน เป็นงานของทาส โยเซฟก็โดดเด่นแล้ว เพราะไม่ว่ามีปัญหาอะไรในบ้าน โยเซฟสามารถแก้ไขให้ได้หมด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับเขา
โยเซฟรู้จักพระเจ้ามาจากพ่อ คือยาโคบ เขาไม่ได้ความเชื่อของแม่คือราเชล หรือจากครอบครัวใหญ่ตั้งแต่สมัยที่อยู่กับปู่ลาบัน
เขาแตกต่างจากพี่น้องทั้งหมด  เราจะเห็นจากการตัดสินใจของพี่ชายทุกคนที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ว่า พวกพี่ชายไม่ได้แตกต่างจากลาบัน หรือยาโคบตอนเด็กในแง่ความคิดที่เลี้ยวลดคดโกง  และมาเห็นว่าพวกเขายังเป็นคนที่สามารถสังหารคนได้อย่างเลือดเย็นตอนที่ดีนาห์ถูกทำร้าย
ยาโคบนั้นได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า จากคนที่มีแผนการแยบยลในสมองไม่หยุด   เขาได้พบพระเจ้าตัวต่อตัว  สู้กับพระองค์ ไม่ยอมให้พระองค์จากไป จนกว่าพระองค์จะทรงอวยพระพร

ส่วนชีวิตของโยเซฟนั้น เป็นการเผชิญกับโลกคนต่างด้าวเดี่ยว ๆ   จะเห็นว่า พระเจ้าทรงติดต่อกับโยเซฟในความฝันมาก่อน   เมื่อดูวิธีการพูดของเขาในสถานการณ์ต่าง ๆ เราพบว่า เขาใกล้ชิดพระเจ้าพอควรทีเดียว 
สิ่งดีที่เห็นชัดคือ สถานการณ์ร้ายในชีวิตไม่ได้ทำให้โยเซฟบ่น ต่อว่าพระเจ้า  แต่เขากลับแสดงให้นายเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย บ้านของโปติฟาร์ต้องมีคนเข้าออก และมีเพื่อนข้าราชการด้วยกันมาคุย กินอาหารด้วยกัน มีทั้งปัญหา สิ่งดี สิ่งร้ายในบ้านเสมอ เราจะเห็นว่า โปติฟาร์ไม่ต้องสนใจเรื่องอะไรในบ้านเลย ทั้งไร่นาที่เขามีอยู่ เขายกให้โยเซฟดูแลหมด เพราะโยเซฟสามารถจัดการได้ทุกเรื่อง
โปติฟาร์ไว้วางใจโยเซฟทั้งสิ้น นี่เป็นเกียรติของทาสคนหนึ่งที่เจ้านายจะวางใจได้ขนาดนี้ แต่ที่เขาสำเร็จได้เพราะ พระพรของพระเจ้าทรงอยู่เหนือทุกสิ่งที่เขาลงมือทำ   โปติฟาร์รู้ชัดว่า ทาสฮีบรูคนนี้ แตกต่างจากคนอื่น… เป็นทาสที่มีพระเจ้า

ปัญหาที่ต้องวิ่งหนี
ปฐมกาล 39:7-18
อย่างที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ โยเซฟเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ถ้าจะดูจากบันทึกที่ผ่านมา โยเซฟกำลังอยู่ในวัยประมาณ 18-20  ปี  ตอนนี้ เขาต้องเผชิญกับหญิงที่โชกโชนในเรื่องเพศ ..​ภรรยาของเจ้านายนั้น ไม่ได้มีใจให้แค่สามี แต่เธอสนใจทาสชายที่หน้าตาหล่อ ร่างกำยำ  เธอแอบมองเขาด้วยใจปรารถนา..หลายต่อหลายครั้ง  ในที่สุดก็ชวนเขามานอนด้วย
ถ้าเป็นทาสอื่น นี่คือทางลัดเลื่อนขั้นตัวเอง (หรือไม่ก็โทษหนักไปเลย) แต่จากคำพูดของโยเซฟทำให้เรารู้ว่า เขาอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่งที่เขาทำ 
เขาบอกภรรยาโปติฟาร์ถึงเหตุผลที่ทำตามเธอไม่ได้  เธอเป็นสิ่งเดียวที่โปติฟาร์ไม่ได้ให้เขามารับผิดชอบด้วย เธอเป็นภรรยาของเจ้านายที่เขาจะไปแตะต้องไม่ได้
และที่สำคัญ นี่เป็นบาปร้ายที่เขาไม่อาจทำได้เลย เพราะเขามีพระเจ้า
เมื่อคนของพระเจ้าเผชิญกับการทดลองเช่นนี้ จะต้องทำอย่างไร?
เวลามารต้องการทำร้ายคนของพระเจ้า มันสามารถรอได้ มันจะรอโอกาส เหมือนอย่างตอนที่พระเยซูทรงชนะมารในถิ่นกันดาร ลูกา 4:13 บอกว่า มันจากพระองค์ไป จนกว่าจะถึงโอกาสเหมาะ
แล้ววันโอกาสเหมาะก็มาถึง วันนั้นไม่มีทาสชายคนอื่นในบ้าน ภรรยาเจ้านายจึงบีบบังคับโยเซฟให้นอนกับเธอ แต่โยเซฟวิ่งหนีออกมา โดยทิ้งเสื้อคลุมไว้ในมือของเธออย่างที่ไม่ได้คิดจะยื้อกลับมาเสียด้วยซ้ำ แสดงว่า เขาเห็นว่าต้องวิ่งแล้ว อยู่ไม่ได้  อยู่อีกนาทีเดียวก็ไม่ได้

สำหรับหญิงคนนี้แล้ว นี่เป็นโอกาสแก้แค้น เหตุการณ์จริงไม่มีใครรู้เห็น
1.เริ่มจากการมีหลักฐาน คือเสื้อคลุมของโยเซฟ ของกลาง
2.เธอเรียกหาพยานคนอื่นก่อน เพื่อจะได้มีคำพูดที่น่าเชื่อถือ เล่าเรื่องราวเท็จ
3. และใช้คำเหยียดหยามว่าทาสนั้นเป็นคนฮีบรู…สร้างความรู้สึกที่ว่าคนอียิปต์นั้นเป็นชนชาติที่เหนือกว่า
4. เธอพูดโกหกหน้าด้าน ๆ เปลี่ยนเหตุการณ์เป็นการเข้าข้างตนเอง 
5. รอเวลาสามีกลับมา แล้วก็เล่าเรื่องเดิม พร้อมกับของกลางคือเสื้อคลุมของโยเซฟ
6.คำกล่าวหาเท็จครั้งนี้ สำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ

ย้ายจากบ้านไปเข้าคุก
ปฐมกาล 39:19-23

พอโปติฟาร์กลับเข้ามา ก็ได้รับฟังเรื่องเท็จจากภรรยา  ซึ่งทำให้เขาโกรธ ไม่ต้องถามหาพยานก็โกรธแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำนั้น ทำร้ายเขาเอง เพราะทำให้เขาขาดทาสแสนดี  และบ้านของเขาก็กลับไปรูปแบบเดิม เรายังไม่รู้เลยว่า ภรรยาของเขานี้ ทำสิ่งชั่วใดบ้างที่นายไม่รู้  เพราะดูว่าเธอเชี่ยวชาญมากทั้งการยั่วยวน เชิญชวน แก้ตัว กล่าวร้ายผู้อื่นและสร้างพยานเท็จ

จากทาสที่กลายเป็นนักโทษไปเสียแล้ว เขาได้อยู่ในคุกหลวง ไม่ต้องเจอการทดลองจากหญิงชั่ว แต่กลับไปเจอนักโทษทางการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่

 การที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทำให้โยเซฟไม่ได้เป็นนักโทษธรรมดา  พัศดีทั้งหลายชอบนักโทษคนนี้มาก  ทำอะไรแทนพัศดีได้เกือบหมด นี่ทำให้เราเห็นลักษณะความเป็นผู้นำของโยเซฟ  ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาจะทำให้ดีที่สุด  เมื่อดูแลสิ่งใด
เจ้านายไม่ต้องมากังวล มาจำจี้จ้ำไช 
ในสดุดี 139:16-19  ทำให้เราเห็นภาพของการที่พระเจ้าทรงอยู่กับโยเซฟ และพระองค์ทอดพระเนตรดูเขาอยู่เสมอ  ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน พระเจ้าไม่เคยห่างจากโยเซฟเลย 
จากบ้านของโปติฟาร์ และในคุกนี้ เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงฝึกมือของโยเซฟให้เป็นผู้นำโดยที่ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย …​เขาไปที่ไหน อยู่อย่างไร อนาคตดูมืดเพียงใด โยเซฟก็ก้าวไปถึงความเป็นผู้นำผ่านการรับใช้อย่างเต็มใจ 

เราเองก็มีพระพรอย่างโยเซฟได้เช่นกัน เพราะพระคุณของพระเจ้ามีเหลือล้นสำหรับคนที่รักพระองค์ …​หากเอาชีวิตของโยเซฟ มาเปรียบเทียบกับชีวิตของพระเยซู เราจะเห็นความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ….​ลองเปรียบเทียบดูแล้วจะเห็นชัดว่า ชีวิตของเขาเป็นเหมือนเงาทอดยาวส่งมายังอนาคตของอิสราเอล และมายังชีวิตของพวกเราด้วย
เช่นกัน


พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 39
1* ปฐมกาล 12:10; 43:15; 37:36; 37:28:45:4
2* กิจการ 7:9
3* สดุดี 1:3
4* ปฐมกาล 18:3; 19:19; 39:21; 24:2, 10; 39:8, 22; 41:10
5* ปฐมกาล 18:26; 30:27
6* 1 ซามูเอล 16:12
7* 2 ซามูเอล 13:11
9* สุภาษิต 6:29, 32; สุภาษิต 51:4


10* สุภาษิต 1:10
12* สุภาษิต 7:13
14* ปฐมกาล 14:13; 41:12
17* อพยพ 23:1
19* สุภาษิต 6:34-35
20* สดุดี 105:18; ปฐมกาล 40:3, 15; 41:14
21* กิจการ 7:9-10
22* ปฐมกาล 39:4; 40:3-4
23* ปฐมกาล 39:2-3