โรม 12 รับการเปลี่ยนจิตใจ

โรม 12:1
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ดังนั้นในเมื่อพระเจ้าทรงแสดงพระเมตตายิ่งใหญ่ของพระองค์แก่เรา ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่านถวาย
ร่างกายของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตและบริสุทธิ์
เป็นที่พอพระทัยแด่พระองค์ซึ่งเป็นการนมัสการฝ่ายวิญญาณของท่าน

โรม 12:2
อย่าทำตามเลียนแบบวิถีโลก แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า โดยการเปลี่ยนจิตใจความคิดใหม่เป็นคนใหม่  แล้วจะรู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อท่านนั้นคืออะไร ท่านจะรู้ว่า อะไรดี และเป็นที่พอพระทัยและอะไรที่ดีสมบูรณ์แบบ  

โรม 12:3
เป็นเพราะพระเจ้าประทานพระคุณแก่ข้า ข้าจึงขอบอกท่านทุกคน คืออย่าคิดว่า  ตัวเองดีเกินกว่าที่ตนเองเป็น(ตามจริง)
แต่จงคิดให้เหมาะสมตามขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ประทานแก่ท่าน

โรม 12:4-5
เราแต่ละคนมีร่างกายเดียวและมีหลายส่วน แต่ละส่วนก็มีหน้าที่แตกต่างกัน พระกายของพระคริสต์ก็เช่นกัน เราเป็นหลายส่วนซึ่งรวมกันเป็นกายเดียวกันแต่ละส่วนก็เป็นของกันและกันด้วย

โรม 12:6-7
เรามีของประทานความสามารถแตกต่างกัน ตามพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่เรา  คนที่มีของประทานในการเผยพระดำรัสก็ให้เขากล่าวออกมาตามขนาดความเชื่อของเขา คนที่มีของประทานในการปรนนิบัติ  ก็ให้เขาปรนนิบัติ คนที่มีของประทานในการสอนก็จงให้เขาสอน

โรม 12:8
คนที่มีของประทานในการสนับสนุนให้กำลังใจ เขาก็ควรให้กำลังใจ คนที่มีของประทานในการให้ ก็ควรให้ด้วยใจกว้างขวาง คนที่มีของประทานในการนำ ก็ให้เขานำด้วยความรับผิดชอบ คนใดที่มีของประทานในการแสดงเมตตาก็ให้เขาทำด้วยความยินดี

โรม 12:9-10
จงรักด้วยใจจริง  จงเกลียดชังความชั่ว 
จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี  จงรักกันอย่างพี่น้องชายหญิง
ให้เกียรติแก่กันและกัน

 

โรม 12:11-12
อย่าเกียจคร้าน แต่ให้ทำงานอย่างกระตือรือร้น รับใช้พระเจ้าด้วยสุดใจของท่าน จงชื่นชมยินดีเพราะท่านมีความหวังจงอดทนเมื่อมีความลำบาก และจงมุ่งอธิษฐานอย่างไม่ท้อถอย 

โรม 12:13-14
ให้แบ่งปันกับคนของพระเจ้าที่ต้องการความช่วยเหลือ   และยินดีมีน้ำใจในการต้อนรับ(คนแปลกหน้า) จงอวยพรเหล่าคนที่ข่มเหงท่านให้อวยพรและอย่าสาปแช่งพวกเขา


 

โรม 12:15-16
จงยินดีกับคนที่มีความชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับคนที่ร้องไห้
จงอยู่ด้วยกันอย่างมีสันติสุข อย่าทำตัวเย่อหยิ่ง แต่ให้เป็นเพื่อนกับคนที่มีสถานะด้อยกว่า อย่าคิดว่าตนเองเป็น
คนฉลาดเหนือคนอื่น

โรม 12:17-18
หากมีใครทำผิดกับท่านก็อย่าตอบแทนเขาด้วยความชั่ว  จงพยายามทำสิ่งที่ทุกคนเห็นว่ามีเกียรติ ถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้ และหากสถานการณ์ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน

 

โรม 12:19
เพื่อนรักเอ๋ย อย่าแก้แค้นเมื่อมีคนทำผิดต่อท่าน แต่รอคอยให้พระเจ้าทรงทำให้ เพราะมีคำเขียนว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘เราจะตอบแทนคนที่ทำผิดเราเป็นผู้ตอบสนอง’” (การแก้แค้นเป็นของเรา)

โรม 12:20-21
แต่สิ่งที่ควรทำก็คือ “ถ้าศัตรูของท่านหิวจงให้เขากิน หากเขากระหาย จงให้น้ำดื่มการทำเช่นนี้จะเป็นเหมือนกันเทถ่านร้อนลงบนหัวของเขา” อย่าให้ความชั่วชนะท่านได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 12:1
จากโรมที่ผ่านมา ท่านเปาโลกล่าวถึงพระเมตตาที่มีต่อยิวและต่อคนต่างชาติ พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ทุกคนได้กลับมาหาพระองค์ บทที่ 12 นี้ ท่านพลิกมาอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่เราจะถวายชีวิตของเราต่อพระเจ้าได้อย่างไร ปกติแล้วในศาสนาของคนกรีก โรมนั้น พวกเขาต้องมีพระวิหาร มีพระหรือปุโรหิต และมีเครื่องบูชา คล้ายกับยิวในสมัยโบราณ มาตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังพูดถึงเครื่องบูชาที่แปลกออกไป คือร่างกายของคริสเตียน

โรม 12:2
ขั้นตอนของการที่จะได้ร่างกายมีชีวิต บริสุทธิ์ เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าอยู่ในข้อสองนี้ สิ่งที่ต้องลงมือทำคือ ไม่เลียนแบบวิถีทางโลก ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำ ซึ่งพวกเราคนไทยอยู่ในสังคมศาสนา ความเชื่อที่แตกต่างจากพระคัมภีร์เป็นอย่างมาก ยิ่งกว่านั้น สมัยใหม่นี้ ก็ยังมีความคิดทางโลกปรากฏให้คิดตามอีกมากมาย เราจึงต้องคิดให้รอบคอบว่า เรากำลังเดินตามโลกหรือตาม
มาตรฐานของพระเจ้า… แล้วสู้ไป..

โรม 12:3
เราแต่ละคนได้รับความเชื่อจากพระเจ้า ได้รับของประทานที่แตกต่าง และต่างระดับตามความสามารถของแต่ละคน นี่เป็นความจริงในโลกที่เราเห็นแต่ละครอบครัว แต่ละคริสตจักรสามารถเติบโตไปได้ตามขนาดของความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ทุกคริสตจักรจะต้องเป็นคริสตจักรมีสมาชิกจำนวนมากเสมอไป เราแต่ละคนได้รับความเชื่อของประทานไม่ใช่เพื่ออวด แต่เพื่อจะได้รับใช้ให้ชุมชนของพระเจ้าเติบโตตามน้ำพระทัย

โรม 12:4-5
ชีวิตคริสเตียนในคริสตจักรนั้น เป็นการสร้างเสริมกันและกัน ไม่ใช่การยกยอตัวเองให้เหนือผู้อื่นแต่ทุกคนมีหน้าที่ต่างกัน เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ ท่านเปาโลได้เปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าในคริสตจักรเราต่างเป็นหลายอวัยวะ แต่อยู่ในกายเดียวกัน  แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกัน เป็นความสวยงามที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ให้ แต่ละคนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม  เติบโตในพระเจ้าไปด้วยกัน

โรม 12:6-7
เมื่อท่านเปาโลว่าอย่างนี้ แล้ว ทุกคนทำตาม คิดเหมือนท่าน ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น  เมื่อทุกคนเข้าใจว่าเราต่างมีความสามารถ ความคิด ทักษะ ความชำนาญต่างกัน และช่วยกันในคริสตจักรตามความสามารถที่มี คริสตจักรก็จะเดินหน้าไปอย่างราบรื่น


แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ เราไม่เข้าใจตัวเอง คิดว่าอยากทำอย่างคนอื่น เปรียบเทียบตัวเอง หรือต้องการเป็นรุ่นพี่ เป็นใหญ่กว่าน้อง ต้องการควบคุม อยากเป็นอาจารย์ทั้ง ๆ ที่เก่งปรนนิบัติมาก อะไรแบบนี้ความยุ่งยากจึงขยายตัวสร้างปัญหามากมาย !!

โรม 12:8
ท่านเปาโลได้แจกแจงรายละเอียดของความชำนาญของแต่ละคนออกมาอย่างชัดเจน ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายแบบ แต่ที่สำคัญคือการไม่ชัดเจนในความสามารถ ลงมือทำในสิ่งที่ไม่ใช่ของประทาน หรือยิ่งกว่านั้นคือ ปล่อยให้คน ๆ เดียวทำทุกอย่าง คนส่วนที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย  มองคริสตจักรเป็นเรื่องของการอาสาสมัครซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะจิตอาสา
เป็นเรื่องของความพึงใจของคนที่จะทำ ไม่ได้ประกันว่าเขาจะทำจนเสร็จหรือไม่ บางทีเลิกกลางคันก็มี ต้องให้เข้าใจว่าการรับใช้จริง ๆ คืออย่างไร

โรม 12:9-10
สำหรับคำสั่งนี้ เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าพี่น้องคริสเตียนไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ (ข้อ 1) ออกจากกรอบความคิดอย่างของคนในโลกนี้ พี่น้องต้องการการเปลี่ยนแปลงที่มาจากพระเจ้าอย่างแท้จริงจึงจะเป็นการเปลี่ยนที่ถาวร ด้วยความยำเกรงพระเจ้า เพราะว่า โลกนี้ไม่ได้มีรักด้วยใจจริง แต่มักเป็นรักปลอม รักความชั่วมากกว่าความดี ไม่สามารถยึดมั่นสิ่งดีอย่างยั่งยืนได้ ความรักอย่างพี่น้องที่เน้นชายหญิงคือรักบริสุทธิ์ไม่ใช่คิดแต่เรื่องผิดศีลธรรม

โรม 12:11-12
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ในเมื่อเราเป็นลูกของพระเจ้า เป็นคนที่ติดตามพระองค์ ชีวิตจะต้องตื่นตัว และทำสิ่งดีถวายพระเจ้าและคนรอบข้าง ความขี้เกียจจะต้องไม่มีอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อ  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทำงานจนเบิร์นเอาท์ท่านเปาโลย้ำความหวังในชีวิต ความหวังว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน ทำให้เราเกิดความอดทนในความลำบากที่เจอในที่ทำงาน ในชีวิครอบครัวการอธิษฐานด้วยความเชื่อเป็นวิถีแบบที่คนอื่นไม่มี 

โรม 12:13-14
ถ้าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาในโลก ถ้าพระองค์ไม่ได้ทรงบัญชาให้ศิษย์ของพระองค์ออกไปทั่วโลกเพื่อประกาศพระนามและสร้างอาณาจักรของพระเจ้าในโลก ป่านนี้ โลกของเราคงจะถูกระเบิดพินาศไปทั้งโลกแล้ว เพราะความชั่วของมนุษย์นั้น มากมายเกินกว่าที่เราจะเข้าถึงได้   พระคำข้างบนนี้ ไม่ยากที่จะเข้าใจ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน เรื่องที่ต้องมีประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ต้องขอความสามารถที่จะทำได้จากพระเจ้า

โรม 12:15-16
สิ่งที่ตอนนี้โลกกำลังขาดแคลนคือ การที่จะมีความเห็นอกเห็นใจทั้งในเวลาที่ทุกข์มาก หรือมีปัญหา คนในโลกเห็นความทุกข์ของคนอื่น ยังสามารถหัวเราะได้ เราเคยเห็นนักข่าวที่เล่าเรื่องโศกสลดด้วยรอยยิ้ม ทำให้สงสัยว่า โลกเราเป็นอะไรไปแล้วพระเจ้าไม่ให้เราเป็นอย่างนั้น แต่ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา  และที่สำคัญคือ อย่าคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น  ที่เราอยู่ในสภาพที่ดีกว่าได้ เป็นเพราะเรามีพระเจ้าที่เรายึดมั่น ไม่อย่างนั้นเราก็ลงนรกเหมือนกันหมด

โรม 12:17-18
คำสั่งจากท่านเปาโลที่ไม่ให้ทำชั่วตอบแทนความชั่วนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกโบราณ แต่พวกเราเจอทุกวันในที่ทำงาน การกลั่นแกล้ง การให้ร้ายหรือความพยายามที่จะจัดการให้คน ๆ หนึ่งต้องเป็นแพะรับบาปกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น  เราเจอกันมากมายจนกระทั่งไม่เห็นความหวังในโลกใบนี้ แต่ความหวังอยู่ที่คริสเตียนที่จะต้องทำตามพระบัญชาของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้เราเป็นคนสร้างสันติท่ามกลางความสับสนใจร้ายเหล่านั้น!

โรม 12:19
ในขณะที่เรามีหน้าที่จะต้องพูดแทนคนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ตัวอย่างเช่น มีคนพยายามที่จะช่วยชีวิตเด็กในครรภ์ที่ถูกผู้ใหญ่ถือว่าตนเองมีสิทธิที่จะทำแท้งเขาได้ แต่เราไม่ได้เป็นคนที่จะต้องเอาคืน เมื่อมีการทำผิดต่อเรา พระเจ้าทรงบอกมานานแล้วถึงเรื่องนี้ว่า พระองค์จะทรงทำให้เอง แต่หลายคนรอไม่ไหว ที่พระองค์ตรัสว่า การแก้แค้นเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงเที่ยงธรรมทรงเป็นผู้พิพากษาสุดท้ายของมนุษย์ทุกคน

โรม 12:20-21
เราต้องระลึกเสมอว่า ศัตรูก็สามารถกลับกลายเป็นมิตร เป็นเพื่อนสนิทได้ เราเห็นตัวอย่างมามาก แต่มันขึ้นอยู่กับคนฝ่ายพระเจ้าที่จะต้องทำตามคำบัญชาของพระองค์ ไม่ใช่การแก้แค้น แต่กลับเป็นการช่วยเหลือ (บางคนอาจมีแรงจูงใจว่า ทำดีให้ศัตรูเท่ากับเราจะได้เทถ่านร้อนบนหัวเขา นั่นคือทำให้เขาเกิดความละอาย) สุภาษิต 25:21-22 ยังบอกว่า พระเจ้าจะประทานรางวัลให้ เรื่องนี้แปลกแต่เมื่อทำจริง ก็ขยายราชอาณาจักรพระเจ้า 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 12
1* 2 โครินธ์ 10:1-4; ฮีบรู 10:18, 20
2* 1 ยอห์น 2:15; เอเฟซัส 4:23;
1 เธสะโลนิกา 4:3
3* กาลาเทีย 2:9; สุภาษิต 25:27; เอเฟซัส 4:7
4* 1 โครินธ์ 12:12-14
5* 1 โครินธ์ 10:17
6* ยอห์น 3:27; กิจการ 11:27



7* เอเฟซัส 4:11
8* กิจการ 15:32; มัทธิว 6:1-3;
กิจการ 20:28; 2 โครินธ์ 9:7
9* 1 ทิโมธี  1:5; สดุดี 34:14
10*  ฮีบรู 13:1; ฟีลิปปี 2:3
12* ลูกา 10:20; 21:19; 8:1
13* 1 โครินธ์  16:1; 1 ทิโมธี 3:2
14* มัทธิว 5:44

15* 1 โครินธ์ 12:26
16* ฟีลิปปี 2:2; 4:2; เยเรมีย์ 45:5
17* มัทธิว 5:39; 2 โครินธ์ 8:21
18* ฮีบรู 12:14
19* เลวีนิติ 19:18; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:35
20* สุภาษิต 25:21-22
21* โรม 12:1-2

โรม 11 อิสราเอลที่ยังหลงเหลืออยู่

โรม 11:1-2
ข้าจึงถามว่า“พระเจ้าทรงทอดทิ้งคนของพระองค์อย่างนั้นหรือ?”จะไม่เป็นเช่นนั้น ข้าเองเป็นคนอิสราเอล เป็นผู้สืบเชื้อสายอับราฮัม เผ่าเบนยามิน พระเจ้ามิได้ทรงเขวี้ยงประชากรของพระองค์ไป พระองค์ทรงเลือกพวกเขามาแต่แรก ท่านไม่รู้เรื่องของเอลียาห์หรือ? ท่านกล่าวโทษอิสราเอลต่อพระเจ้า  

โรม 11:3
ท่านกล่าวว่า “โอ พระยาห์เวห์! พวกเขาได้สังหารผู้เผยพระดำรัสของพระองค์ และได้ทำลายแท่นบูชาของพระองค์ด้วย ข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต บัดนี้ พวกเขาก็พยายามที่จะสังหารข้าพเจ้าเช่นกัน” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:10,14)

โรม 11:4-5
แต่พระเจ้าทรงตอบเขาว่าอย่างไรเล่า? พระองค์ตรัสว่า “เราได้ไว้ชีวิตชายในอิสราเอล  7,000  คนที่ไม่ได้ก้มกราบรูปเทพ
บาอัล  (1 พงศ์กษัตริย์ 19:18) บัดนี้ก็เช่นกัน มีคนหลงเหลืออยู่  ที่ทรงเลือกไว้ด้วยพระคุณของพระองค์

โรม 11:6
และหากพระองค์ทรงเลือกพวกเขาด้วยพระคุณ  เท่ากับว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเลือกเขาตามที่เขาประพฤติ
พระคุณจะไม่ใช่พระคุณอีกต่อไป หากพวกเขาได้เป็นคนของพระเจ้าเนื่องจากการประพฤติ

โรม 11:7
ถ้าอย่างนั้น จากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?
ประชากรอิสราเอลไม่ได้พบสิ่งที่พวกเขาตามหา แต่คนที่พระเจ้าทรงเลือกกลับได้รับสิ่งนั้น ส่วนคนที่เหลือก็ถูกทำ
ให้ใจดื้อด้าน ไม่ยอมรับฟังพระเจ้า

โรม 11:8
ตามที่มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าทรงให้พวกเขา
มีจิตใจมึนชา มีตาที่มองไม่เห็น มีหูที่ไม่ได้ยิน
จนกระทั่งทุกวันนี้ 

โรม 11:9-10
และกษัตริย์ดาวิดตรัสว่า
“ให้งานเลี้ยงฉลองของพวกเขา กลายเป็นบ่วง เป็นกับดัก เป็นหินสะดุดเป็นการตอบสนองพวกเขา ให้ตาของพวกเขามืดมัว เพื่อเขาจะมองไม่เห็น และหลังของเขาโก่งงอเสมอไป” 

โรม 11:11
ดังนั้น ข้าจึงถามเมื่อคนยิวล้มลง การล้มลงนั้นทำลายพวกเขาหรือไม่? ไม่เลย จะไม่เป็นเช่นนั้น!! ความล้มเหลวของพวกเขานำความรอดไปสู่คนต่างชาติ เพื่อเร้าให้พวกเขาเกิดความอิจฉาขึ้นมา

โรม 11:12
แต่หากความล้มเหลวของพวกเขานำมาซึ่งพระพรยิ่งใหญ่ให้กับโลก และการสูญเสียของพวกเขานำมาซึ่งพระพรยิ่งใหญ่ให้กับคนต่างชาติ แน่นอน โลกจะได้รับพระพรมากกว่านั้น
เมื่อรวบรวมยิวให้กลับมาจนครบบริบูรณ์

โรม 11:13-14
บัดนี้ข้ากำลังพูดกับท่านผู้เป็นคนต่างชาติในฐานะที่ข้าเป็นอัครทูตที่ถูกส่งไปยังคนต่างชาติ  ข้ารู้ว่า พันธกิจของข้านั้นสำคัญมาก เผื่อว่า ข้าอาจจะทำให้พี่น้องของข้ารู้สึกอิจฉา และเป็นทางที่ช่วยให้บางคนได้รับความรอด

โรม 11:15 
เพราะหากการที่พระเจ้าทรงปฏิเสธอิสราเอลหมายถึง  พระองค์ทรงกลับคืนดีกับโลก การยอมรับอิสราเอลคืนมาหมายความว่าอย่างไร? นั่นเป็นเหมือนการนำคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา (เอเสเคียล 37)

โรม 11:16
หากขนมปังผลแรกถูกนำมาถวายให้กับพระเจ้านั้นบริสุทธิ์   
ทั้งก้อนก็บริสุทธิ์ด้วย 
ถ้ารากของต้นไม้บริสุทธิ์กิ่งก้านของต้นไม้นั้นก็บริสุทธิ์เช่นกัน

โรม 11:17
แต่หากว่าบางกิ่งจากต้นมะกอก(อิสราเอล) ถูกหักออก ท่านซึ่งเป็นคนต่างชาติก็เป็นเหมือนกิ่งมะกอกป่าซึ่งถูกนำมาต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกแรก 
ท่านจึงได้รับอาหารและชีวิตจากต้นนั้น

โรม 11:18-19
ดังนั้นขออย่าให้ท่านโอ้อวดเรื่องกิ่งที่ถูกหักออกไป หากท่านโอ้อวดก็ขอให้จำไว้ว่า ท่านไม่ได้เลี้ยงดูรากแต่รากต่างหากที่เลี้ยงท่านแล้วท่านจะกล่าวว่า “กิ่งก้านถูกหักออกไปเพื่อฉันจะได้ถูกต่อกิ่งเข้ากับต้น

โรม 11:20-21
จริงทีเดียว พวกเขาถูกหักออกไปเพราะพวกเขาไม่เชื่อ และท่านกลับได้มาเป็น ส่วนของต้นไม้เพราะท่านมีความเชื่อ ดังนั้นก็อย่าเย่อหยิ่ง แต่จงเกรงกลัวหากพระเจ้าไม่ทรงเก็บกิ่งเดิมไว้ พระองค์ก็จะไม่ทรงเก็บท่านไว้เช่นกัน

โรม 11:22
ดังนั้น ท่านจงพิจารณาพระเมตตาและความเข้มงวดของพระเจ้าด้วย พระองค์ทรงลงโทษคนที่หลงผิด แต่พระองค์ทรงเมตตาต่อท่าน หากท่านยังคงวางใจในพระเมตตาของพระองค์ ไม่อย่างนั้น ท่านก็จะถูกตัดออกจากต้นเช่นกัน

โรม 11:23
และหากยิวได้กลับมาเชื่อพระเจ้าอีก
พระองค์ก็จะทรงรับพวกเขากลับมา
เพราะพระเจ้าทรงสามารถที่จะต่อกิ่ง
พวกเขาในที่ ๆ เดิม

11:24
เพราะหากท่านผู้เป็นคนต่างชาติถูกตัดออกจากต้นมะกอกป่า และได้รับการต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกบ้านซึ่งเป็นเรื่องผิดธรรมชาติได้ ดังนั้นการที่กิ่งเดิมจะได้รับการต่อกลับเข้ายังต้นเดิมจะง่ายกว่านั้นสักเท่าใด

โรม 11:25
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าอยากให้ท่านได้เข้าใจความลึกลับนี้
เพื่อท่านจะไม่เกิดความทะนงตนขึ้นมา
คือ อิสราเอลบางส่วนนั้นจะมีใจแข็งจนกว่า คนต่างชาติจะเข้ามาจนครบจำนวนที่กำหนดไว้

โรม 11:26-27
เป็นอย่างนี้คือ คนอิสราเอลทั้งปวงจะได้ความรอด ตามที่มีเขียนในพระคัมภีร์ว่า “องค์พระผู้ช่วยกู้จะเสด็จมาจากศิโยน
พระองค์จะทรงนำความชั่วร้ายออกไปจากครอบครัวของยาโคบ และเราจะทำพันธสัญญากับพวกเขาคือ เราจะเอาบาป
ของพวกเขาออกไป

โรม 11:28
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐนั้นก็คือพวกเขาไม่ยอมรับข่าวประเสริฐ เขาจึงเป็นศัตรูของพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของท่าน แต่สำหรับการทรงเลือกของพระเจ้านั้น  พวกเขาเป็นที่รักเพราะพระสัญญาที่ทรงทำกับบรรพบุรุษของพวกเขา  

โรม 11:29-30
พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนพระทัยเรื่องคนที่พระองค์ทรงเรียก และสิ่งที่พระองค์ประทานให้พวกเขา   เหมือนกับท่านที่ครั้งหนึ่งท่านเคยดื้อดึงไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่เมื่อคนอิสราเอลดื้อดึงต่อพระองค์ พระเจ้าก็ทรงเมตตาพวกท่านแทน

โรม 11:31-32
ในเวลานี้ พวกยิวไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าและพวกเขาจะได้รับพระเมตตาจากพระองค์ด้วย เพราะพระเมตตาที่พระเจ้าทรงแสดงต่อท่าน  พระเจ้าทรงปล่อยให้คนทั้งปวงเป็นดั่งนักโทษที่ถูกจำจองเนื่องจากความไม่เชื่อฟัง  เพื่อพระองค์จะได้แสดงพระเมตตาให้แก่ทุกคน 

โรม 11:33
โอ ความมั่งคั่ง พระปัญญาและ
ความรู้ของพระเจ้านั้น ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!

ไม่มีใครสืบค้นได้ 
ไม่อาจหยั่งถึงการตัดสินพระทัย
ไม่อาจเข้าใจวิถีทางของพระองค์ได้

โรม 11:34-35
ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ใครเล่าที่รู้จักพระดำริของพระผู้เป็นเจ้าหรือใครเล่าที่สามารถกราบทูลให้คำปรึกษาแก่พระองค์? (อิสยาห์ 40:13) ไม่มีใครถวายสิ่งใดแก่พระองค์(โยบ 41:11) จนสมควรที่พระองค์จะทรงตอบแทนเขา

โรม 11:35-36
เพราะสรรพสิ่งมาจากพระองค์
โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์
ขอถวายพระสิริตระการแด่พระองค์
เป็นนิตย์!
อาเมน 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 11:1-2
ท่านเปาโลยืนยันให้รู้ว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งยิว(อิสราเอล) ตัวท่านเองก็เป็นยิว ลูกหลานอับราฮัมเผ่าเบนยามิน ชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านมารับใช้พระองค์กับพี่น้องทั้งชาวยิวและคนต่างชาติหากมองย้อนไป พระเจ้าไม่ทอดทิ้งอิสราเอล มีแต่อิสราเอลจะทิ้งพระเจ้า ตอนนี้ ในคริสตจักรที่โรมมีคริสเตียนชาวต่างชาติมากกว่าชาวอิสราเอล (ทั้งที่เชื่อพระเจ้า และไม่เชื่อ)เพราะพวกเขาถูกข่มเหงหนัก ต้องหนีออกไปจากโรม 

โรม 11:3
มีเหตุการณ์หนึ่งที่เอลียาห์ต้องต่อสู้กับราชินีเยเซเบลกับกษัตริย์อาหับ  เอลียาห์ท้อใจมากคิดว่าสู้อยู่คนเดียว  การต่อสู้ของเอลียาห์น่เห็นใจจริงเพราะทำให้เกิดความท้อใจเป็นที่สุด ท่านไปสู้กับเหล่าปุโรหิตของบาอัล ในการถวายเครื่องบูชาให้พระเจ้าทรงส่งไฟลงมา (อ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 18)
เอลียาห์ลงมือประหารปุโรหิตเหล่านั้นด้วยตัวเองแถมยังวิ่งนำหน้ากษัตริย์ไปยังเมืองยิสราเอลทั้งเหนื่อย ทั้งโดดเดี่ยว ทั้งท้อแท้!!

โรม 11:4-5
แต่พระเจ้าทรงยืนยันกับเอลียาห์ว่า ท่านไม่ได้เป็นคนของพระเจ้าที่เหลืออยู่คนเดียว ยังมีอีก 7000คนที่เป็นคนของพระเจ้า ไม่ได้ก้มกราบเทพบาอัลพระเจ้าทรงทำให้เอลียาห์มีกำลังใจขึ้นมาอีก (อ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 19) เรื่องการมีคนที่หลงเหลืออยู่มีการบันทึกไว้หลายครั้งในพระคัมภีร์เดิม และตอนนี้ท่านเปาโลก็พูดถึงคนที่หลงเหลืออยู่ เพื่อพิสูจน์ว่า พระเจ้าทรงซื่อตรงต่อพระสัญญาของพระองค์พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งคนของพระองค์  

โรม 11:6
ย้อนกลับมาที่การทรงเลือกของพระเจ้า อิสราเอลไม่ได้เป็นคนดี หรือเป็นคนเที่ยงธรรมเต็มร้อยไม่มีบาป พวกเขาก็เหมือนคนทั่วไป ที่ต่างคือพระเจ้าทรงเลือกชนชาตินี้เป็นพิเศษเพื่อประกาศพระนามของพระองค์ (ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่กลับปฏิเสธหน้าที่นี้) ข้อ 5 ที่ผ่านมาย้ำว่าพระเจ้าทรงเลือกแต่ละคนด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยการปฏิบัติตนของพวกเขา  แต่อิสราเอลที่เคร่งบทบัญญัติกลับคิดต่าง พวกเขาเชื่อการประพฤติแบบสุดโต่ง

โรม 11:7
คำถามของท่านเปาโลทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า
หมดหวังสำหรับคนอิสราเอลที่พยายามตามหา
ความเที่ยงธรรมให้ตนเอง (9:31-10:3) แต่ถ้าเรามองให้ดี พระเจ้าทรงตอบสนองคนที่มีความเชื่อในการไถ่บาปบนไม้กางเขนของพระเยซูคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะไม่ได้รับพระพรนั้น
การที่ยิวมีใจดื้อด้าน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขาเอง  ใจต่อต้านพระเจ้าสะสมมาหลายรุ่น กลายเป็นการไม่ยอมต่อพระเจ้าสืบมาจนทุกวันนี้

โรม 11:8
เป็นข้อพระคำที่สรุปจากเฉลยธรรมบัญญัติ 29:4 และ อิสยาห์ 29:10 
ทั้ง ๆ ที่คนอิสราเอลเดินทางออกจากอียิปต์ได้ด้วยการอัศจรรย์ตั้งแต่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับชาวอียิปต์ การไล่ล่า การได้เดินข้ามทะเลบนดินแห้ง การที่พระเจ้าทรงนำพวกเขาด้วยเสาเมฆเสาไฟ สี่สิบปีนั้นรองเท้าไม่ขาด เสื้อไม่เก่าถึงอย่างนั้น ก็มีบันทึกว่า
ท่านได้เห็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ หมายสำคัญและปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่เหล่านั้นด้วยตาของท่านเอง แต่จนทุกวันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ยังไม่ได้ประทานจิตใจที่จะเข้าใจ หรือตาที่มองเห็น หรือหูที่ได้ยินแก่ท่าน (เฉลยธรรมบัญญัติ 29:4) 

โรม 11:9-10
ที่จริงแล้ว สิ่งที่ดาวิดได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้าคือ ขอให้ศัตรูได้เจอความย่อย ยับ (สดุดี 69:22-23) แต่แล้วดูเหมือนท่านเปาโลจะอธิบายว่า สิ่งนี้ก็กลับมาเกิดกับคนอิสราเอลที่ไม่ยอมรับองค์พระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา แถมยังดูหมิ่นพระองค์มาตลอด และยังเกลียดชังจนประหารพระองค์ที่ไม้กางเขน  แต่ถึงกระนั้น
พระเจ้าทรงพระคุณยิ่งใหญ่ทรงให้มีคนอิสราเอลหลงเหลืออยู่ที่วางใจพระเยซู!

โรม 11:11
คำตอบของคำถามที่ว่า เมื่อยิวล้ม มันเป็นการทำลายพวกเขาสิ้นเชิงไหม  คำตอบจากท่านเปาโลคือ ไม่ อย่างแน่นอน  ความล้มเหลวของพวกเขาที่ไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ ไม่ได้ทำให้ผู้คนหยุดพูดเรื่องของพระองค์  แต่กลับกลายทำให้คริสตจักร
ออกไปประกาศกับคนต่างชาติทั่วโลกให้กลับมาหาพระเจ้า เป็นที่ถวายพระเกียรติของพระองค์  แล้วน่าอิจฉาไหม ที่พระเยซูซึ่งทรงเป็นยิว กลับเป็นราชาของคนทั้งโลก?

โรม 11:12
ยิวที่กลับมาซึ่งท่านเปาโลกล่าวถึง ไม่ได้เกิดในยุคของท่านแต่จะเกิดในอีกสองพันกว่าปีต่อมา คือยุคของพวกเรานี่เอง ความร้อนแรงของสงครามในประเทศอิสราเอลเวลานี้ (2025) ทำให้เราเห็นความสำเร็จของคำพยากรณ์ล่วงหน้าหลายอย่างและนี่ก็เป็นหนึ่งในคำที่จะต้องสำเร็จด้วย นั่นคือคนอิสราเอลจะกลับมาเชื่อพระเจ้าครบบริบูรณ์ที่จริงแล้ว เราปรารถนาจะเห็น ยิวทุกคน กลับมา 

โรม 11:13-14
ความอิจฉาที่ท่านเปาโลกล่าวถึงนั้นเป็นความอิจฉาในทางบวก ที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งดีในชีวิตฝ่ายวิญญาณของคนอิสราเอล  ในเมื่อพระเยซูทรงเป็นคนเชื้อสายอิสราเอล แล้วทำไมพระพรของพระเจ้าไปตกกับคนต่างชาติทั่วโลก? พวกเราล่ะ จะไม่ได้รับพรอย่างนั้นเลยหรือ? เราอยากได้ เราอยากได้พรแห่งชีวิตนิรันดร์เช่นกัน… นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบความอิจฉาที่จะทำให้คนอิสราเอลกลับมาหาพระเจ้า
ขอให้ความหวังของท่านเปาโลได้สำเร็จเถิด!!

โรม 11:15 
ที่บอกว่า พระเจ้าทรงปฏิเสธอิสราเอลนั้น เรารู้ว่าเป็นการชั่วคราว เพราะว่า พระองค์ได้ตรัสเสมอในพระคัมภีร์เดิม ชวนให้อิสราเอลกลับใจและพระองค์จะทรงรื้อฟื้นพวกเขาอีกครั้ง และนั่นก็เป็นแผนการที่พระองค์จะทรงให้มีขึ้น เมื่ออิสราเอลคืนดีกับพระเจ้า จะเป็นเหตุการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ เหมือนการนำคนตายคืนชีพแม้มีอิสราเอลไม่น้อยที่เชื่อพระเยซูแล้ว แต่ยังมีอีกเกือบทั้งชาติที่กำลังจะกลับมาหาพระองค์ด้วย

โรม 11:16
นี่เป็นคำเปรียบเทียบที่มีหลายความเห็น
ความเห็นของบางท่าน : ขนมปังผลแรกนั้นคือชาวยิวที่มาเชื่อพระเยซูคริสต์ หรือเป็นผู้ที่หลงเหลืออยู่ที่เชื่อ ส่วนก้อนทั้งก้อนคือชาวยิวทั้งชาติ
ส่วนรากของต้นไม้นั้นบางท่านเห็นว่าพวกเขาคือเหล่าบรรพชนของคนอิสราเอลนั่นเอง ก็คือ ตั้งแต่อับราฮัมเรื่อยมา บ้างก็มีความเห็นว่า รากนั้นคือคริสเตียนยิวที่เชื่อมาตั้งแต่ต้น

โรม 11:17
ต่อจากข้อ 16 ท่านเปาโลกล่าวว่า หากรากบริสุทธิ์ กิ่งก็บริสุทธิ์เช่นกัน  และตอนนี้ท่านก็บอกชัดแล้วว่า กิ่งต้นมะกอกคืออิสราเอล ส่วนกิ่งมะกอกป่า คือคนต่างชาติที่เข้ามาเชื่อพระเจ้าจากการประกาศของคนอิสราเอลเองอย่างตัวท่าน และอัครทูตทั้งหลายอิสราเอลที่เชื่อนี้ เป็นผลแรกด้วยกิ่งมะกอกป่าถูกนำมาต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกของพระเจ้า ได้รับน้ำเลี้ยงจากต้น ได้รับอาหารที่ดูดขึ้นมาจากราก ภาพนี้เริ่มชัดเจนขึ้น   

โรม 11:18-19
คนที่เป็นผู้เชื่อชาวต่างชาติได้รับการเตือนว่าอย่าอวดเพราะมีกิ่งที่ถูกหักออกไป การโอ้อวดแบบนี้ทำให้เห็นว่าใจของเขายังคงมีความบาปและความไม่เข้าใจอยู่  ท่านเปาโลชี้ให้เห็นว่า รากฐานแห่งความเชื่อนั้น เรายังต้องรับมาจากพระคัมภีร์ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกยิวนี้ได้รักษาไว้เป็นอย่างดี รากที่เลี้ยงความเชื่อของชนต่างชาติคือ เพราะพระเจ้าทรงซื่อตรงต่อพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัม พวกเราคนต่างชาติจึงได้รับพระคุณนี้

โรม 11:20-21
อิสราเอลเป็นจำนวนมากที่พระเจ้าทรงหักเขาออกไปเป็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า เป็นคนที่ต่อต้านพระองค์ทุกวันนี้ มีคนอิสราเอลที่เป็นอัจฉริยะสายเทคโนโลยีสร้างสรรค์สิ่งที่กระทบกับชีวิตของคนทั้งโลก พวกเขาเป็นคนมีความคิดดี และฉลาดไม่เอาพระเจ้า แต่ในหมู่คนเหล่านี้ ยังมีคนที่กลับมาหาพระเยซู และยืนหยัดในการประกาศพระนามของพระองค์อย่างน่าชื่นชม  ตัวอย่าง Beholdisrael , Dr.James Tour , So be it! และ Oneforisrael ใน youtube

โรม 11:22
ดูเหมือนท่านเปาโลจะรู้ล่วงหน้าว่า อีกสองพันปีจะเกิดอะไรขึ้น  ผู้เชื่อซึ่งไม่ใช่เชื้อสายยิวบางพวกได้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นคนยิวที่เชื่อ ได้สร้างความเชื่อขึ้นใหม่ว่า ความเชื่อนั้นสำคัญกว่าเชื้อชาติที่พระเจ้าทรงเลือกเอาไว้ และได้สอนว่าอิสราเอลที่เชื่อนั้นก็คือคริสตจักรรวมกันกับคริสตจักรทั้งโลกเรียก replacement theology  และกล่าวว่าคริสตจักรมาแทนอิสราเอล เท่ากับพวกเขากำลังหลงไปว่า ความคิดพวกเขาเหนือพระเจ้า 

โรม 11:23
เราทุกคนรู้อยู่ว่า จะเป็นยิวหรือคนต่างชาติต่างมีโอกาสได้รับพระคุณหรือถูกตัดจากพระคุณทั้งนั้น ข้อ 17  บอกว่าบางกิ่งถูกตัด บางกิ่งถูกต่อทั้งการตัดและต่อต่างมีเงื่อนไขคือ รับพระเจ้าหรือปฏิเสธพระองค์ หากมีคนอิสราเอลในวันนี้ หรือในอนาคตตัดสินใจกลับมาหาพระเยซูคริสต์  ต้อนรับพระองค์เป็นพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเขา เขาก็จะได้รับการต่อกิ่งของเขากลับมาที่เดิม จะเห็นว่าสำหรับท่านเปาโล ต้นมะกอกเทศอธิบายดีที่สุด

11:24
มะกอกป่าสามารถต่อกิ่งเข้ากับมะกอกบ้านได้ ยิ่งกว่านั้นยังเกิดผลได้ด้วย หากได้นำมะกอกบ้านด้วยกันเข้ามาต่อ ยิ่งจะง่ายและเกิดผลงดงามกว่านั้นอีก  ที่ท่านเปาโลต้องบอกเรื่องนี้ย้ำ ๆ เพราะมีคนต่างชาติที่เชื่อ และเห็นว่ายิวปฏิเสธพระเจ้า ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็เกิดผลกับคนต่างชาติด้วยกันบางทีความรู้สึกลำพองก็อาจเกิดขึ้น และมีการพูดขึ้นมา ท่านเปาโลจึงต้องปรามไว้ก่อน ให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงพร้อมรับกิ่งเดิมกลับมาแน่นอน  

โรม 11:25
ยังมีความลึกลับซับซ้อนของการที่พระเจ้าทรงหันไปรับเอาคนต่างชาติเข้ามาในแผ่นดินของพระองค์ที่จริงแล้ว พระองค์ก็ทรงเลือกเขาเหล่านั้นมาก่อนที่จะทรงสร้างโลกเสียอีก (เอเฟซัส 1) จำนวนคนต่างชาติที่เข้ามาจะต้องครบจำนวนของพระองค์ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจำนวนนั้นคือเท่าไร แต่ในวันนี้เราเห็นแล้วว่า อิสราเอลได้หันกลับเข้ามาหาพระเจ้ามากขึ้นทุกวัน และแถมว่า พวกเขามีความเข้าใจพระคัมภีร์ง่าย เร็วกว่าพวกเราเยอะเลย!!

โรม 11:26-27
ความลึกลับที่กล่าวถึงในข้อ 25 นั้นคือ แม้ว่าช่วงเวลาหนึ่ง พระเจ้าทรงมุ่งความรอดไปยังคนต่างชาติแต่พระองค์มิได้ทรงทิ้งอิสราเอล พระองค์จะทรงกลับมานำพวกเขากลับสู่ความรอดอีก  ทรงนำความชั่วร้าย ความไม่เชื่อ ความบาปออกไป พระวิญญาณของพระองค์จะอยู่เหนือเขา พระดำรัสของพระองค์จะอยู่ในปากของพวกเขา และลูกหลานตลอดไป(อิสยาห์  59:20-21)
โรม 11:28
เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีพันธสัญญานิรันดร์กับ
อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ อย่างไร ๆ พวกเขาคือคนที่พระเจ้าทรงเลือกพิเศษ และเป็นที่รักด้วย
แต่พวกเขากลายเป็นศัตรูของพระเจ้าเพราะพวกเขาไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาเมื่อสองพัน
ปีก่อน  แต่พระเจ้าก็จะไม่ทรงล้มเลิกที่จะนำคนทั้ง
หลายไม่ว่ายิวหรือต่างชาติกลับมาสู่แผ่นดินของพระองค์ วันนี้พระองค์ยังทรงเปิดทางให้เขาและ
คนต่างชาติอย่างเรากลับสู่อ้อมกอดของพระองค์ 
 

โรม 11:29-30
คนต่างชาติ ไม่ว่าจะชาติไหน แต่ไรมาก็เป็นคนที่ถือว่าไม่ได้เชื่อพระเจ้า กบฏต่อพระองค์ แต่พระเจ้าได้ทรงเมตตา ประทานโอกาสให้กลับใจ โดยผู้ที่ทรงสั่งการเรื่องนี้คือ องค์พระเยซูคริสต์เอง ในวันที่ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  ส่วนหนึ่งที่พวกเราได้รับโอกาสแห่งความรอดนี้ เป็นเพราะอิสราเอลเองที่ดึงดันต่อพระเจ้า  แต่แล้ว เรื่องก็พลิกกลับ คือพระองค์ทรงหันไปหาอิสราเอลอีก เพื่อพวกเขาจะได้รับพรที่ทรงสัญญาไว้แก่อับราฮัม

โรม 11:31-32
เหมือนเป็นเหตุและผลกลับไปกลับมาเนื่องจาก
ความไม่เชื่อ กับ พระเมตตาที่พระเจ้าทรงประสงค์จะประทานกับมนุษย์ ทุกคนในโลก อิสราเอลไม่เชื่อ
คนต่างชาติก็ได้รับพระเมตตา คนต่างชาติไม่เชื่อ
อิสราเอลก็ได้รับพระเมตตา
ทุกคนในโลกล้วนเป็นคนที่เหมือนติดคุกแห่งบาป
เป็นทาสแรงงานที่ถูกซื้อขายอยู่ในตลาดทาสบาป และผู้เดียวที่จะทำให้ทาสเหล่านี้เป็นไทยคือพระเยซูผู้ทรงซื้อทาสคืนด้วยชีวิตของพระองค์ 

โรม 11:33
ไม่มีใครที่จะเข้าใจแผนการตั้งแต่ต้นของพระเจ้า
ได้เลย ศัตรูของพระองค์ไม่อาจจะเข้าใจว่า วันหนึ่งพระองค์จะทรงเปิดทางให้มนุษย์ที่ทำบาปทุกคน
มาถึงพระเจ้าได้โดยไม่ต้องถวายเครื่องบูชาแบบที่คนอิสราเอลเคยผ่าน  เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงสร้างพระกายของพระองค์ขึ้นมาใหม่ ประกอบด้วยชนชาติทั้งโลกที่เชื่อในพระองค์พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มุ่งหน้าที่จะนำผู้คน
มาหาพระเจ้าเหมือนกัน เป็นพระดำริที่คาดไม่ถึง!!

โรม 11:34-35
สำหรับคนที่รู้จักพระเจ้าจริง พวกเขาเข้าใจทันทีว่าสมองเล็ก ๆ คนที่รู้ภาษาแค่นี้ แม้จะรู้เท่ากับคนทั้งหมดโลก ก็ยังไม่สามารถรู้ถึงพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่สามารถรู้พระดำริของพระองค์ได้หมด เพียงแค่ที่พระเจ้าประทานให้เราผ่านธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาเรียนรู้ทั้งชีวิต ก็ยังรู้ไม่หมด เพียงแค่ที่พระเจ้าประทานผ่านพระคัมภีร์  ก็ยังแปลความได้ไม่ถี่ถ้วนไม่เข้าใจอย่างปรุโปร่ง ความลี้ลับของเอกภพ ก็ไม่อาจเข้าใจแจ่มแจ้ง นี่คือพระเจ้าของเรา !!

โรม 11:35-36
มนุษย์เราไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ โดยไม่เริ่มมาจากสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมาก่อน  สรรพสิ่งเป็นมาจากพระองค์ทั้งสิ้น แผนการแห่งความรอด
ก็เป็นมาจากพระองค์ เพื่อพระเกียรติยิ่งใหญ่ของ
องค์พระผู้สร้าง และแผนการนั้นไม่มีใครทำให้ได้
นอกจากโดยองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น  ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการสรรเสริญพระองค์อย่างสูงส่งที่ทรงให้กับมนุษย์ทุกคนโดยไม่คิดค่าใด ๆ  ท่านเปาโลชวนเราถวายพระสิริแด่พระเจ้าเป็นนิตย์ 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 11
1* เยเรมีย์ 46:28; 1 ซามูเอล 12:22; 2 โครินธ์ 11:22
2* โรม 8:29
3* 1 พงศ์กษัตริย์ 19:10, 14
4* 1 พงศ์กษัตริย์ 19:18
5* โรม 9:27
6* โรม 4:4
7* โรม 9:31; 2 โครินธ์ 3:14
8* อิสยาห์ 29:10, 13; เฉลยธรรมบัญญัติ  29:3-4
9* สดุดี 69:22-23
11* อิสยาห์ 42:6-7; โรม 10:19



12* โฮเชยา 1:10: 2:23
13* กิจการ 9:15; 22:21
14* 1 โครินธ์ 9:22
15* อิสยาห์ 26:16-19
16* เลวีนิติ 23:10
17* เยเรมีย์ 11:16; เอเฟซัส 2:12
18* 1 โครินธ์ 10:12
20* ฮีบรู 3:19
22* 1 โครินธ์  15:2;
23* 2 โครินธ์ 3:16
25* โรม 12:16; 2 โครินธ์ 3:14; ลูกา 21:24


26* อิสยาห์ 59:20-21
27* อิสยาห์ 27:9
28* เฉลยธรรมบัญญัติ  7:8; 10:15
29* กันดารวิถี 23:19
30* เอเฟซัส 2:2
32* กาลาเทีย 3:22
34* อิสยาห์ 40:13; เยเรมีย์ 23:18; โยบ 36:22
35* โยบ 41:11
36* ฮีบรู 2:10; 13:21

โรม 10 ทุกคนต้องรับด้วยปากเชื่อด้วยใจ

โรม 10:1-2
พี่น้องชายหญิงทั้งหลายสิ่งที่ข้าต้องการมากที่สุดและที่ข้าอธิษฐานต่อพระเจ้าคือ ขอให้ชาวอิสราเอลทุกคนได้รับความรอด ข้าเป็นพยานเรื่องพวกเขาได้ว่าพวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะติดตามพระเจ้า แต่ ไม่ได้ทำอย่างถูกวิธีตามความรู้ที่แท้จริง

โรม10:3-4
เพราะเขาไม่รู้ความเที่ยงธรรมที่มาจากพระเจ้า แต่พวกเขาตั้งวิธีการที่จะเป็นคนเที่ยงธรรมด้วยตนเอง 
โดยไม่รับความเที่ยงธรรมของพระเจ้า พระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของบทบัญญัติ คือทุกคนที่เชื่อพระองค์จะเป็นคนเที่ยงธรรม 


โรม10:5
โมเสสได้เขียนถึงการที่มนุษย์จะมี
ความเที่ยงธรรมได้โดยการทำตามบทบัญญัติ
ท่านกล่าวว่า “คนที่เชื่อฟังทำตามบทบัญญัติจะมีชีวิตด้วยบทบัญญัตินั้น (เลวีนิติ  18:5)


โรม 10:6-7
แต่พระคัมภีร์กล่าวถึงความเที่ยงธรรมจากความเชื่อนั้นกล่าวว่า อย่านึกในใจว่าใครจะขึ้นไปสวรรค์? (คือนำพระคริสต์ลงมา?) หรือใครจะลงไปนรก? (คือนำพระคริสต์ขึ้นมาจากความตาย?)”

โรม 10:8-9
แต่พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากอยู่ในใจของท่าน คือ ถ้อยคำแห่งความเชื่อซี่งเรากำลังประกาศ ถ้าท่านยอมรับด้วยปากของท่านว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงทำให้พระเยซู ทรงคืนชีพจากความตายท่านจะรอด

โรม10:10-11
ท่านได้รับการประกาศว่าเป็นผู้เที่ยงธรรมเพราะท่านเชื่อด้วยใจ และท่านได้รับความรอดเพราะท่านยอมรับด้วยปาก ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า
“คนใดที่วางใจในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย”

โรม10:12-13
ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนอิสราเอลกับคนต่างชาติ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวงและประทานพรมากมายให้กับทุกคนที่วางใจในพระองค์ ตามที่
พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “ทุกคนที่ร้องเรียกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด”

โรม10:14-15
แต่ที่ผู้คนจะทูลขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเขา พวกเขาต้องเชื่อในพระองค์ ก่อนที่จะเชื่อใพระองค์ พวกเขาต้องได้ยินถึงพระองค์ก่อน ที่จะได้ยินถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ต้องมีใครบอกพวกเขาก่อน  ที่จะมีใครสักคนไปและบอกพวกเขา ก็ต้องมีคนส่งเขาไปก่อน ตามที่มีเขียนไว้ว่า (อิสยาห์  52:7)
“เท้าของผู้นำข่าวดีนั้นงามสักเพียงใด”

โรม10:16-17
ไม่ใช่คนอิสราเอลทุกคนจะตอบรับข่าวประเสริฐ เพราะอิสยาห์กล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าข้า ใครบ้างหรือที่เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเรา?” (อิสยาห์ 53:1)ดังนั้น ความเชื่อจึงมาจากการได้ยินข่าวประเสริฐ  เมื่อมีคนประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์

โรม10:18
แต่ข้าถามว่า จริงหรือที่เขาไม่ได้ยินข่าวประเสริฐ? 
ใช่ พวกเขาได้ยินตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า“มีเสียงออกไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก”
(สดุดี 19:4)

โรม10:19
ข้าถามอีกว่า “คนอิสราเอลไม่เข้าใจหรือ?  แน่นอน เขาเข้าใจทีแรกโมเสสกล่าวว่า เราจะทำให้คนที่
ไม่ใช่ชนชาตินี้ทำให้เจ้าอิจฉา เราจะใช้
ชนชาติที่ไม่เข้าใจทำให้เจ้าโกรธ”

โรม10:20-21
และอิสยาห์กล้าหาญที่กล่าวว่า“คนที่ไม่ได้แสวงหาเราได้พบเรา เราปรากฏแก่คนที่ไม่ได้ถามหาเรา”พระเจ้าตรัสถึงคนอิสราเอลว่า “ตลอดวันเวลา เรายื่นมือของเราออกมาให้แก่ชนชาติที่ไม่เชื่อฟังและดื้อด้าน” (อิสยาห์ 65:2) 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 10:1-2
คนอิสราเอลที่ท่านเปาโลกล่าวถึงนี้ คือคนที่มีความกระตือรือร้นในการติดตามพระเจ้า ในปัจจุบันจะมี 1คนอิสราเอลที่ติดตามบัญญัติอย่างสุดโต่ง
2 คนที่ไม่เอาพระเจ้าเลย 3 คนที่กลับใจมาเชื่อในองค์พระเยซูคริสต
์ คนกลุ่มหลังสุดนี้กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ พระเจ้าทรงนำพวกเขากลับมาอย่างมหัศจรรย์จะเห็นว่าในจดหมายท่านเปาโลชมด้วยว่ายิวทั่วไปต้องการติดตามพระเจ้าแต่ที่น่าเสียใจคือไม่ทำตามวิธีของพระเจ้า 

โรม10:3-4
การที่ใครคนหนึ่งจะเป็นคนเที่ยงธรรม หรือเป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้า หรือพ้นผิดได้ ก็ต้องทำตามเงื่อนไขของพระเจ้า แต่มนุษย์ไม่ต้องการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาคิดหาวิธีการของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่า วิธีการของเขาไม่ได้ผล นี่คือมนุษย์ได้สร้างระบบความเชื่อ ศาสนาต่าง ๆ มาเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายใจมีที่ยึดเหนี่ยว มีที่ไปหลังจากตายแล้ว แต่พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของจักรวาล ทรงเป็นเจ้าของชีวิตทุกคนหน้า ..จึงต้องฟังพระองค์

โรม10:5
ท่านโมเสสกล่าวชัดเจนให้ทุกคนรู้ว่า ถ้าพวกเขาทำตามบทบัญญัติ ก็จะได้ชีวิต ได้ความเที่ยงธรรมจากการทำตามนั้น แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครจะได้ชีวิตและได้ความเที่ยงธรรมจากบัญญัติเลย เพราะอะไรเล่า?ก็เป็นเพราะไม่มีใครสามารถทำตามบัญญัติทุกข้อโดยไม่มีการพลาดเลย  ทุกคนมีความพลาดมาตั้งแต่เป็นเด็กมา อย่างน้อย บาปยอดนิยมก็คือทุกคนเคยโกหกกันมาแล้วทั้งนั้น

โรม10:6-7
เราจะเข้าใจพระคำตอนนี้ได้ก็ต้องย้อนไปที่ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:11-13 11 สิ่งที่ข้าพเจ้ากำชับท่านในวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหลือบ่ากว่าแรงหรือเกินเอื้อมสำหรับท่าน 12 ไม่ได้อยู่สูง ในฟ้าสวรรค์จนท่านต้องถามว่า “ใครจะขึ้นไปบนสวรรค์แล้วนำมาประกาศแก่เราเพื่อเราจะได้ปฏิบัติตาม?” 13 และไม่ใช่อยู่โพ้นทะเลจนท่านต้องถามว่า “ใครจะข้ามทะเลเพื่อนำมาประกาศแก่เราเพื่อเราจะได้ปฏิบัติตาม?”  (จากเล่มอมตธรรมร่วมสมัย)นั่นคือ ความเที่ยงธรรมจากความเชื่อไม่ได้อยู่ไกล จนเป็นนามธรรม ไกลจนไม่เข้าใจ สังเกตได้ว่าท่านเปาโลได้ใช้พระคัมภีร์เดิมหลายข้อในหนังสือโรมเพราะยิวที่มาเชื่อนั้นคุ้นเคยดี

โรม 10:8-9
(เฉลยธรรมบัญญัติ  30:14) การที่จะได้รับของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า “ความรอดพ้น”  นั้น คือการได้อยู่กับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในโลกนี้และหลังจากตายไปแล้ว  สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการรับด้วยปาก”พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อด้วยใจว่า “พระบิดาทรงทำให้พระองค์คืนชีพจากความตาย” เป็นสองสิ่งที่ดูง่าย แต่คนเป็นจำนวนมากกลับไม่ยอม พวกเขาต้องการวิธีที่ยากกว่า ต้องการวิธีที่เขาทำเองเพื่อได้มา

โรม10:10-11
 ฉะนั้นพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสดังนี้ว่า“ดูเถิด เราวางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยนเป็นศิลามุมเอกล้ำค่าเหมาะเป็นรากฐานอันมั่นคงผู้ที่วางใจจะไม่มีวันท้อแท้[ (อิสยาห์ 28:16) (อมตธรรมร่วมสมัย) เราเห็นชัดว่า ท่านเปาโลยังไม่ได้หลุดไปจากคำจากพระคัมภีร์เดิมเลย ท่านใช้ข้อความต่าง ๆ ที่ชาวยิวคริสเตียนรู้ดี มาทำให้พวกเขาเข้าใจว่า ผู้เผยพระดำรัสสมัยก่อนได้กล่าวถึงพระเยซูมาตั้งนานแล้ว  การที่เราแต่ละคนปฏิเสธพระองค์เท่ากับเป็นการหาความอับอายมาให้ตัวเอง 

โรม10:12-13
และทุกคนที่ร้องออกพระนามของพระยาห์เวห์จะรับความรอดจากโยเอล 2:32  ท่านเปาโลได้ยืนยันชัดเจนให้ผู้เชื่อชาวยิวไม่หลงตัวเองไปว่า พวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก จึงเป็นพวกเดียวที่มีสิทธิรับความรอดได้พระยาห์เวห์ในโยเอล คือองค์พระเยซูคริสต์เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของมนุษย์ทั้งปวงจึงทรงตอบคำอธิษฐานใครก็ตามที่ร้องเรียกหาพระนามของพระองค์ด้วยจริงใจ รับด้วยปากเชื่อด้วยใจ  พระเจ้าจะไม่ทรงเมินจากพวกเขา 

โรม10:14-15
พระคำข้อนี้จริง ๆ แล้ว เป็นวัฎจักร  คนที่ได้เชื่อจะกลายเป็นคนที่ออกไปในเวลาต่อมา พระเจ้าทรงใช้เราทุกคนให้เป็นคนที่ถูกส่งออกไป  เท้าของผู้นำข่าวดีท่านแรกคือ องค์พระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน คนต่อ ๆ มา จำนวนไม่น้อยที่ถูกเข่นฆ่าทรมานเพราะพวกเขายึดมั่นในพระองค์ผู้พลีชีวิตเพื่อพวกเขา  พระเจ้าทรงให้กำลังใจกับทุกคนที่ออกไป สิ่งที่งามสุดคือ เท้าของพวกเขา! เป็นเท้าที่นำความรอดไปสู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

โรม10:16-17
ท่านเปาโลรู้ดีว่า คนอิสราเอลจำนวนมากจะต้องได้ยินเรื่องพระเยซู องค์พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดที่พระเจ้าทรงส่งลงมา แต่ก็มีจำนวนมากที่จะไม่ยอมรับพระองค์ ยังติดกับความคิดว่าว่าจะต้องทำตามบทบัญญัติให้ครบจึงจะรอด การรับด้วยปากเชื่อด้วยใจดูเหมือนง่ายไป  พวกเขายังคงทะนงตัวไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า
ข้อนี้ให้เราเห็นว่า การมีความเชื่อขึ้นมานั้น สร้างได้ พระเจ้าทรงให้เคล็ดลับกับเราแล้ว หากเราไม่มีความเชื่อ เราต้องมาฟังพระวจนะของพระเจ้า การได้ยินพระดำรัสของพระเจ้า พระวิญญาณทรงช่วยหนุนใจเราให้เรามีความเชื่อขึ้นมาได้! โดยฟัง ฟังแล้วฟังอีก เปิดใจกับพระคำนั้น และคิดไตร่ตรองพระคำตอนนั้น เข้ามาใกล้พระเจ้า เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง DP

โรม10:18
ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์ทรงบัญชาให้ผู้เชื่อออกไปประกาศพระกิตติคุณทั่วโลก โดยเริ่มจากเยรูซาเล็ม .. จนสุดปลายแผ่นดินโลก ในวันนี้ มีผู้รับใช้ของพระเจ้ามากมายทั้งส่วนตัว ทั้งเป็นองค์กร ทั้งเป็นคริสตจักรที่กลับเข้าไปยังประเทศอิสราเอลที่กำลังต่อสู้สงครามรอบด้าน
และปรากฎว่า มีคริสเตียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนชาวอิสราเอลได้ฟังเรื่องพระเยซูอย่างไตร่ตรองมากขึ้น ใช่แล้ว!! พวกเขากำลังได้ยินข่าวประเสริฐ

โรม10:19
(เฉลยธรรมบัญญัติ  32:21) ในสมัยของโมเสส  อิสราเอลได้ก่อกวนให้พระเจ้าทรงพิโรธจากการที่พวกเขาไปไหว้รูปเคารพพระองค์ทรงกริ้วเป็นอย่างมากที่พวกเขาพากันไปสร้างและกราบไหว้รูปเคารพไร้ค่า แทนที่จะเชื่อฟังพระองค์ ดังนั้นเมื่อเขามองว่า คนต่างชาติโง่เขลาพระองค์จะทรงทำให้คนที่พวกเขาเห็นว่าโง่เขลาได้รู้จักพระองค์ ติดตามพระองค์อย่างภักดี  แล้ววันหนึ่งอิสราเอลจะอิจฉาและโกรธมากที่พระเจ้าทรงแสนดีต่อคนต่างชาติ  

โรม10:20-21 พระเจ้าทรงตั้งพระทัยมานานแล้วว่า พระองค์จะให้ชาวโลก ชาติต่าง ๆ ได้มาพบพระองค์ เราเห็นจาก
คำกล่าวของอิสยาห์ และพระเยซูก็ได้ทรงยืนยันน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งถ้าย้อนกลับไป เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงตั้งพระทัยมาตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกเสียอีก (เอเฟซัส 1:4) พอเรารู้อย่างนี้ ก็ต้องขอบคุณพระเจ้ามาก เพราะว่าทรงเลือกอิสราเอลเพื่อให้เขาเป็นพระพร แต่สถานการณ์กลับเป็นว่า ชาติต่าง ๆ จะกลายเป็นพระพรต่ออิสราเอล 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 10
2* กิจการ 21:20
3* โรม  1:17; ฟีลิปปี 3:9
4* กาลาเทีย 3:24; 4:5
5* เลวีนิติ 18:5
6* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:12-14
7* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:13


8* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:14
9* ลูกา 12:8
11* อิสยาห์ 28:16
12* โรม 3:22,29  ; กิจการ 10:36;
เอเฟซัส 1:7
13* โยเอล 2:32 ;กิจการ 9:14
14* ทิตัส 1:3

15* อิสยาห์ 52:7; นาฮูม 1:15
16* อิสยาห์ 53:1; ยอห์น  12:38
18* สดุดี 19:4
19* เฉลยธรรมบัญญัติ 32:21; ทิตัส 3:3
20* อิสยาห์ 65:1
21* อิสยาห์ 65:2