ปัญญาจารย์ 1 อนิจจังไปหมด!

1 นี่เป็นถ้อยคำของปัญญาจารย์
ราชบุตรดาวิดแห่งเยรูซาเล็ม


2 “อนิจจัง” ปัญญาจารย์กล่าว
“อนิจจัง ทุกสิ่งอนิจจังทั้งนั้น”

3 มนุษย์ได้ประโยชน์อะไร
จากการงานที่เขาได้ทุ่มเททำลงไป
ภายใต้ดวงอาทิตย์? (เวลาเดินไปข้างหน้าไม่หยุด)
 
4 คนชั่วอายุหนึ่งมาและไป
อีกชั่วอายุหนึ่งก็ผ่านไป
แต่โลกนี้ยังดำรงอยู่ตลอดไป
 

5 ดวงอาทิตย์ขึ้นมา และดวงอาทิตย์ตก
มันกลับไปยังที่ของมัน  และมันยังคงขึ้นมาอีก


6 กระแสลมพัดไปยังทิศใต้
และวนกลับมาทางทิศเหนือ 
มันพัดวนไป แล้วก็วนกลับมาอีก
ตามรอบของมัน 


7 แม่น้ำไหลลงสู่ทะเล  แต่ทะเลก็ไม่เคยเต็ม 
น้ำกลับไปสู่แม่น้ำที่มันจากมา
แล้ววนไหลลงสู่ทะเลอีกเสมอ 

8 ทุกสิ่งนั้นดูน่าอ่อนใจ
จนไม่มีมนุษย์คนใดจะอธิบายได้  
ที่ดวงตาของเราได้เห็นนั้น
เราก็ไม่รู้สึกอิ่ม ที่หูได้ยินนั้น ก็ยังไม่เพียงพอ
(ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ท้องฟ้า)

9 สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดขึ้นอีก
สิ่งที่ได้ทำกันมาแล้ว ก็จะทำกันต่อไปอีก 
ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์


10 มีสิ่งใดที่จะอ้างถึงได้ว่า “ดูสิ นี่เป็นสิ่งใหม่” ในเมื่อมันมีอยู่มา ตั้งนานแล้ว  มีมาแล้วก่อนยุคของเรา 

(ไม่มีการจำถึงคนในอดีต)

11  ไม่มีการระลึกถึงคนที่มาก่อน แม้คนที่กำลังจะเกิดมานั้น คนรุ่นต่อไปก็จะไม่ระลึกถึงเขา

12  ข้าคือปัญญาจารย์ เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล อยู่ในนครเยรูซาเล็ม   

13 ข้าตั้งใจแน่วแน่ที่จะสืบและค้นหา ทุกสิ่งที่ทำกันภายใต้ท้องฟ้าด้วยสติปัญญา  เห็นว่าเป็นภาระหนักยิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย

14 ข้าได้เห็นทุกสิ่งที่เขาทำกันในโลก และดูเถิด ทุกสิ่งนั้นไร้ค่า อนิจจังดั่งวิ่งไล่ตามกระแสลม 

15  สิ่งที่คดงออยู่ก็ไม่อาจทำให้เหยียดตรงได้ และสิ่งที่ขาดหายไป ก็ไม่อาจนับได้  

16 ข้าตรึกตรองอยู่ในใจว่าและกล่าวว่า “ดูเถิด เราก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ และมีสติปัญญามากกว่าใคร ๆ ที่เคยปกครองนครเยรูซาเล็ม  เราเข้าใจในสติปัญญาและความรู้เป็นอย่างดี”

17 แล้วข้าก็ทุ่มเทที่จะเข้าใจสติปัญญา และเข้าใจความไร้สติ และความโง่เง่าด้วย แล้วก็ได้เรียนรู้ว่า นั่นเป็นการไล่ตามกระแสลมเช่นกัน

18 เพราะมีสติปัญญามากก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก และคนที่เพิ่มความรู้ก็ยิ่งเศร้ามากเช่นกัน 

คำนำปัญญาจารย์
ชนชาติอิสราเอล เป็นชนชาติที่ชอบการเรียนรู้ ชอบหาความเข้าใจ และมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากประชาชนในประเทศรอบข้างของพวกเขา  พวกเขาเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และผู้ที่เป็นกษัตริย์ ก็มีข้อบังคับต่าง ๆ ที่ต้องปฎิบัติตาม ที่จะช่วยให้ปกครองด้วยความเที่ยงธรรม
กษัตริย์องค์ที่สามของอิสราเอลคือ โซโลมอนทรงเขียนหนังสือปัญญาจารย์ไว้เป็นการสอนสติปัญญาการใช้ชีวิต การคิดให้กับประชาชนของท่าน  แต่ท่านไม่ได้แค่เขียนเพื่อประชาชน แต่เป็นการเขียนเพื่อใคร่ครวญชีวิตของท่านเองด้วยเขียนเมื่อประมาณ 970-931 ปีก่อนคริสตศักราช ดังนั้น ก็นับว่าเล่มนี้ ประมาณ สามพันมาแล้ว 
คำว่าปัญญาจารย์ ในภาษาไทย เป็นคำที่หมายถึงอาจารย์ที่สอนปัญญา ในภาษาฮีบรู คือ โคเฮเลท ความหมายเดียวกัน  แต่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Ecclesiates ซึ่งมีความหมายถึงการเข้ามาประชุมร่วมกัน

เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้ เราจะรู้สึกว่า ท่านเขียนในช่วงวัยที่ชราแล้ว  เพราะความรู้สึกที่จะทำ ความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาประเทศนั้นดูเหมือนจะหายไป แต่กลับกลายเป็นความรู้สึกของคนที่หดหู่กับการงานที่ได้ตรากตรำทำมานาน  และรู้สึกว่า ชีวิตนี้มันเหมือนไอน้ำ หลุดลอยไปง่าย ๆ และดูไร้ค่าเสียเหลือเกิน
ตอนที่โซโลมอนท่านครองราชย์นั้น น่าจะอยู่อายุประมาณ 16-17 พรรษาเท่านั้นเอง ยังเป็นเด็กหนุ่มมาก ๆ เรื่องราวการขึ้นครองบัลลังก์อ่านจาก 1 พงศ์กษัตริย์ ตั้งแต่บทที่ 1 เป็นต้นไป
ในวันที่ขึ้นครองนั้น พระเจ้าทรงปรากฏยามค่ำ และทรงอนุญาตให้ทูลขอสิ่งใดก็ได้ กษัตริย์โซโลมอนก็ทูลขอความฉลาดเพื่อปกครองประชาชน ให้รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี พระเจ้าทรงพอพระทัย และประทานปัญญาที่จะไม่มีใครเหมือน จะทรงให้เกียรติ และอายุที่ยืนยาว
กษัตริย์ซาโลมอนครองราชย์ไม่นานก็ได้สร้างพระวิหารของพระเจ้า ทรงสร้างราชวังที่งดงาม ทรงเป็นนักเขียนที่บทความของพระองค์อยู่มาจนทุกวันนี้
พระองค์ทรงเกียรติมาก ร่ำรวยยิ่งกว่ารัชกาลใด ๆ ในช่วงเวลาของพระองค์ เงินกลายเป็นแร่ไม่มีค่า เพราะมีมากเกิน ทุกอย่างที่ใช้ในราชวังก็ทำจากทองคำทั้งสิ้น แล้วความตกต่ำก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา กษัตริย์ทรงสะสมรถม้าศึก และม้า ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าทรงห้ามไว้ ทรงทำสัมพันธไมตรีกับชาติต่าง ๆ รอบข้าง ซึ่ง ทำให้ต้องแต่งงานกับธิดาของกษัตริย์ของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น และผู้หญิงเหล่านี้ก็ได้นำรูปเคารพเข้ามาในอาณาจักร กลายเป็นว่า กษัตริย์โซโลมอนเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้อิสราเอลหลงไปจากทางของพระเจ้า พระองค์เองมีมเหสี ถึง 700 คน นางสนมอีก 300 คน คิดดูแล้วกันว่า วุ่นวายขนาดไหน และในที่สุดกษัตริย์เองก็ได้บันทึกเรื่องราวของชีวิตพระองค์ เพื่อเตือนสติประชากรของพระองค์

ปัญญาจารย์เป็นหนังสือที่อ่านง่าย  ประชาชนคนใดที่อ่านหนังสือได้ ก็สามารถอ่านให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง และนำมาขบคิดกันต่อได้  คนอิสราเอลมักจะนำหนังสือนี้มาอ่านในที่ประชุมในช่วงเทศกาลเพนเตคอส
บทสรุปก็คือ พระเจ้าทรงเป็นที่สุดของความหมายแห่งชีวิต  พระองค์เท่านั้นทรงคุณค่าต่อการมีชีวิตของมนุษย์ทุกคน หากไม่มีพระองค์ ชีวิตก็ไร้ค่า ไร้ความหมาย ไร้สาระ..

อธิบายเพิ่มเติม

1:1 ปัญญาจารย์ท่านนี้คือ กษัตรย์โซโลมอน ราชบุตรกษัตริย์ดาวิด
1:2 คำว่าอนิจจังนี้ ในฮีบรูว่า เฮเวล  הֶבֶל มีความหมายว่าไร้ค่า ไร้ความหมาย อนิจจัง เหมือนไอน้ำ ว่างเปล่า ไม่มีประโยชน์
ไม่ยั่งยืน ซึ่งในการถอดความของพระคำ.คอม ก็อาจจะใช้คำที่แตกต่างกันไปในภาษาไทยแต่มีความหมายอันเดียวกัน
ทั้งเล่มนี้มีคำว่า เฮเวล ถึง 38 ครั้ง
1:3 คำว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ หรือบนโลกนี้น่าจะหมายถึงชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ปรากฏทั้งหมด 30 ครั้งในปัญญาจารย์
1:4-8 สิ่งแรกที่กษัตริย์โซโลมอนเห็นและรู้สึกหดหู่คือ การที่โลกดำรงอยู่วันแล้ววันเล่า คนยุคแล้วยุคเล่า ลมที่พัดไปแล้วก็พัดวนกลับมา ท่านมองเห็นแล้วอ่อนใจ ที่จริงหากเรามีอายุมากขึ้น เราก็มองสิ่งนี้เป็นเหมือนความซ้ำซาก มองแบบนี้ หลายคนอาจจะเข้าสู่โหมดซึมเศร้าได้เลย
คนชั่วอายุหนึ่ง อยู่ไม่นานนัก แต่โลกอยู่นานกว่ามาก ท่านมองว่า ชั่วอายุของมนุษย์เป็นดั่งวัฏจักรที่เกิดมาแล้วก็มีกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นก็ไปจากโลกนี้

1:9-10 อย่างที่สองที่ท่านเห็นชัดคือ ความไม่มีอะไรใหม่ในโลก ทุกอย่างที่เราเห็นล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมา เมื่อเรามองเข้าไปใน Shorts ของยูทูบ หรือ ติ๊กตอก สั้น ๆ เราก็เห็นสิ่งที่คนเคยทำกันมาเป็นส่วนใหญ่ แต่เราก็ยังอยากจะดูทั้ง ๆ ที่เรื่องราวไม่ได้ต่างกันมาก

1: 11 และเรื่องของการที่คนตายไปแล้ว ผู้คนก็จะลืมเขาไป เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึกว่า ชีวิตนี้มันเกิดขึ้นมาทำไมกัน ความรักที่ให้กันในชีวิตคู่ พอฝ่ายหนึ่งตาย อีกฝ่ายก็ตาย ต่างก็ไม่มีใครจำพวกเขาได้…

1:12 เป็นข้อที่ยืนยันว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือกษัตริย์โซโลมอน กษัตริย์เหนืออิสราเอลจริง ๆ

1:13 เมื่อกษัตริย์โซโลมอนได้มองกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ในอาณาจักรที่ท่านครอบครอง และในประเทศต่าง ๆ รอบข้าง ซึ่งมีมากมายเกินนับ ท่านก็สรุปได้ว่า สิ่งที่มนุษย์ทำนั้น ต่างเป็นภาระที่หนักมาก และท่านมองด้วยว่า เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่คนเรา .. เกิดมาก็ต้องกิน อยู่ นอน ต่อสู้เพื่อให้มีกิน ป่วยก็ต้องรักษา บางคนก็ย่ำอยู่กับการต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอด หลายคนที่มีพอ ก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ฯลฯ

1:14 กษัตริย์โซโลมอนผู้มั่งคั่งและทรงปัญญาทรงเห็นว่า ทุกสิ่งที่มนุษย์ทำนั้นไร้ค่า …​เหมือนไล่ตามกระแสลม ทำไมคนในฐานะเช่นนั้นจึงเห็นความอนิจจังของโลกนี้ชัดเจน มีอะไรในใจของท่าน ที่ทำให้สรุปเช่นนี้?

1:15 แม้ว่ามนุษย์จะพยายามเท่าไร เก่งเท่าไร บางอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างให้งอนั้น ก็ไม่อาจทำให้ตรง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีบางอย่างในชีวิตที่เป็นไปไม่ได้

1:16 โซโลมอนทรงรู้จักพระองค์เองเป็นอย่างดีว่า เป็นผู้ทรงปัญญา มีความรู้มากล้นเหลือ แต่ที่ยากอีกอย่างคือ ต้องอยู่ท่ามกลางคนที่ช้ากว่า เข้าใจอะไรยากกว่า นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าเศร้าสำหรับตัวท่าน เพราะที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครข้าง ๆ ที่จะเข้าใจท่านเลยจริง ๆ

1:17 เมื่อใครคนหนึ่งทุ่มเทที่จะเข้าใจสติปัญญาพร้อมไปกับความไร้สติ ความโง่… ดูว่าเป็นเรื่องขัดแย้งกันเหลือเกิน เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้ สร้างความวุ่นวาย อึดอัด และมันทำให้โซโลมอนอ่อนพระทัย เพราะมันเป็นสิ่งที่อนิจจังสำหรับท่าน

1:18 การมีสติปัญญาเหมือนกับเป็นการประกันว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จ แต่สำหรับซาโลมอน บุรุษที่ทรงปัญญาที่สุดในโลกกลับบอกเราว่า เป็นเรื่องเศร้า
น่าจะเป็นเพราะเห็นอะไรทะลุปรุโปร่งไปหมด ไม่มีอะไรทำให้ตื่นเต้น อยากสืบค้นอีกต่อไป

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 1
1* สุภาษิต 1:1
2* สดุดี 39:5-6; 62:9; 144:4; โรม  8:20-21
3* ปัญญาจารย์ 2:22; 3:9
4* สดุดี 104:5; 110:90
5* สดุดี 19:4-6
6* ยอห์น 3:8
7* เยเรมีย์ 5:22

8* สุภาษิต 27:20
9* ปัญญาจารย์ 3:15
11* ปัญญาจารย์ 2:16
13* ปัญญาจารย์ 7:25; 8:16-17; 3:10
15* ปัญญาจารย์ 7:13
16* 1 พงศ์กษัตริย์ 3:12-13
17* ปัญญาจารย์ 2:3, 12; 7:23, 25
18* ปัญญาจารย์ 12:12

เศคาริยาห์ 14 พระยาห์เวห์ทรงครอบครอง

เหล่าผู้ทำลายนครเยรูซาเล็มถูกทำลาย
1 ดูเถิด วันของพระยาห์เวห์กำลังมาถึง เมื่อสิ่งที่พวกเจ้าริบมานั้น ถูกแบ่งปันต่อหน้าพวกเจ้า 

2 เพราะเราจะรวบรวมชาติต่าง ๆ เข้ามาต่อสู้นครเยรูซาเล็ม และนครนี้จะถูกยึด  บ้านเรือนถูกปล้น และผู้หญิงจะถูกข่มขืน  ประชากรจำนวนครึ่งหนึ่งจะถูกกวาดไปเป็นเชลย  แต่คนที่เหลือจะไม่ถูกเอาออกไป

3 แล้วพระยาห์เวห์จะทรงออกไปสู้ต่อต้านชาติต่าง ๆ เหล่านั้น ดังที่พระองค์ทรงต่อสู้ในสงคราม 

4 ในวันนั้น พระบาทของพระองค์จะยืนอยู่บนภูเขามะกอกเทศซึ่งอยู่ทางตะวันออกของนครเยรูซาเล็ม และภูเขามะกอกเทศจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนจากตะวันออกไปยังตะวันตกทำให้เกิดหุบเหวใหญ่ ครึ่งหนึ่งของภูเขาเคลื่อนไปทางเหนือ อีกครึ่งเลื่อนไปทางใต้

5 เจ้าจะหนีไปทางหุบเขาของเรา เพราะมันทอดยาวถึงอาซัล  เจ้าจะหนีไปเหมือนที่เจ้าหนีจากแผ่นดินไหวในสมัย กษัตริย์แห่งยูดาห์คืออุสซิยาห์   แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้าจะเสด็จมา พร้อมกับผู้บริสุทธิ์ทั้งปวงของพระองค์ 

6ในวันนั้นจะไม่มีแสงสว่าง ไม่มีความเย็นหรือน้ำแข็ง 

7 เป็นวันที่ไม่เหมือนวันใด  ซึ่งพระยาห์เวห์เท่านั้นทรงทราบ ไม่มีกลางวันหรือกลางคืน แต่จะมีแสงสว่าง เมื่อเข้าเวลาเย็น 

8 และในวันนั้น น้ำแห่งชีวิตจะไหลออกมาจากนครเยรูซาเล็ม ครึ่งหนึ่งไหลไปทางทะเลตะวันออก อีกครึ่งหนึ่งไหลไปทางทะเลตะวันตก น้ำจะไหลไป ตลอดทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว 

9 ในวันนั้น พระยาห์เวห์จะเสด็จมาเป็นกษัตริย์ของคนทั้งแผ่นดินโลก   จะมีพระยาห์เวห์องค์เดียวเท่านั้น และพระนามของพระองค์เพียงผู้เดียว 

10 ทั้งแผ่นดินจากเกบาสู่ริมโมนทางใต้ของนครเยรูซาเล็มจะถูกเปลี่ยนเป็นที่ราบ แต่เยรูซาเล็มจะถูกยกขึ้น และจะดำรงอยู่ในที่ของมัน จากประตูเบนยามินไปถึงประตูแรก  ๆ ไปจนถึงประตูมุม และจาก หอคอยฮานันเอลถึงบ่อย่ำองุ่นหลวง

11 ประชาชนจะอาศัยที่นั่น และจะไม่มีวันถูกทำลายสิ้นเชิงอีกต่อไป ดังนั้น ผู้คนในนครเยรูซาเล็มจะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย 

ศัตรูหายนะ
12 ภัยพิบัติที่พระยาห์เวห์จะทรงให้เกิดแก่ชาติต่าง ๆ ที่มาสู้รบกับเยรูซาเล็มนั้นคือ เนื้อของเขาจะเน่าคาตัวขณะที่ยืนอยู่ ตาของเขาเน่าไปคากระบอกตาและลิ้นของเขาก็เน่าคาปาก

13ในวันนั้น พระยาห์เวห์จะทำให้พวกเขาตื่นตระหนกกลัวลาน เพื่อว่าทุกคนก็จะจับมือของอีกคนไว้ และต่างก็สู้กันเอง 

14 ยูดาห์เองก็จะสู้รบที่เยรูซาเล็ม และพวกเขาจะเก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติของชาติรอบ ๆ  ทั้งแร่ทอง แร่เงิน และเสื้อผ้าจำนวนมหาศาล  

15 และภัยพิบัติดังกล่าวจะเกิดกับม้า ล่อ อูฐ และลา รวมทั้งสัตว์ทั้งปวงในค่ายเหล่านั้น 

ชาติต่าง ๆ จะนมัสการองค์กษัตริย์
(เลวีนิติ 23:33–44; เนหะมีย์ 8:13–18)
16 แล้วคนที่รอดชีวิตจากชาติต่าง ๆ ที่มาต่อสู้กับเยรูซาเล็ม  จะขึ้นไปปีแล้วปีเล่า เพื่อนมัสการองค์กษัตริย์ คือ พระยาห์เวห์องค์จอมทัพ และเพื่อจะฉลองเทศกาลอยู่เพิง

17 และหากครอบครัวใดในแผ่นดินไม่ขึ้นไปยังนครเยรูซาเล็มเพื่อนมัสการองค์กษัตริย์ คือ พระยาห์เวห์องค์จอมทัพ พวกเขาก็จะไม่ได้มีฝนตกลงมา 

18 และหากประชาชนแห่งอียิปต์ ไม่ขึ้นไปด้วยตนเองแล้วละก็ ฝนจะไม่ตกให้พวกเขา  นี่จะเป็นภัยพิบัติที่พระเจ้าทรงบัลดาลให้เกิดกับชนชาติที่ไม่ขึ้นไปฉลองเทศกาลอยู่เพิง

19 นี่จะเป็นการลงโทษอียิปต์ และชาติต่าง ๆที่ไม่ขึ้นไปฉลองเทศกาลอยู่เพิง

20 ในวันนั้น ลูกกระพรวนที่ตัวม้าจะมีข้อความจารึกไว้ว่า “บริสุทธิ์แด่องค์พระผู้เป็นเจ้า” และหม้อในพระนิเวศของพระยาห์เวห์จะเป็นเหมือนอ่างหน้าแท่นบูชา
 
21 ที่จริงแล้ว หม้อทุกใบในเยรูซาเล็ม และยูดาห์จะบริสุทธิ์ต่อพระยาห์เวห์องค์จอมทัพและทุกคนที่มาถวายเครื่องบูชาจะรับเอาหม้อไปใช้ในการหุงต้มอาหาร จากวันนั้นมา จะไม่มีชาวคานาอัน(หรือพ่อค้า)ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์องค์จอมทัพอีกต่อไป 

อธิบายเพิ่มเติม

เศคาริยาห์บทที่ สิบสี่ กลับมากล่าวถึงการปิดล้อมเยรูซาเล็มครั้งสุดท้าย   เพิ่มเติมสิ่งที่ไม่ได้พูดถึงในบทที่ 12 คือการครอบครองขององค์พระเมสสิยาห์ในหนึ่งพันปี  เป็นภาพที่ชัด โดดเด่นว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เหตุการณ์ที่เกิดเป็นภาพสยดสยองมาก่อน และจากนั้นเต็มด้วยความตระการแห่งการปกครองของพระเจ้า   พระเจ้าจะทรงครอบครองเหนือทั้งอิสราเอลและคนต่างชาติทั่วโลก

1:1  คำว่า ดูเถิด กำลังบอกว่า มีเรื่องสำคัญที่จะบอก … เศคาริยาห์กล่าวถึง วันของพระยาห์เวห์ หรืออีกนัยหนึ่ง วันสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง  เป็นวันที่น่ากลัว วันแห่งการพิพากษากำลังมาถึง เป็นการยึดเยรูซาเล็มครั้งสุดท้าย 
วันของพระเจ้า จะมาถึงเมื่อพระองค์ทรงทำตามที่ทรงดำริไว้ในพระทัย วันนั้นเป็นวันที่ชาติต่าง ๆ จะริบความมั่งคั่งของอิสราเอลและจะแบ่งสันปันส่วนกัน ในนครเยรูซาเล็ม!! 

14:2  พระเจ้าจะทรงให้ชาติต่าง ๆ รวมหัวกันเข้ามาสู้กับอิสราเอล พวกเขามีเป้าหมายที่จะทำตามอย่างที่ข้อสองเขียนไว้ และก็เหมือนกับเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม  2023  เมื่อฮามาสเข้ามาบุกอิสราเอลอย่างอาจหาญ แต่นั่นยังไม่ใช่ปล้นเยรูซาเล็ม แต่เหตุการณ์จะคล้ายคลึงกัน  เหตุการณ์ที่เศคาริยาห์กล่าวถึงจะเกิดขึ้นในอนาคต  (Constablenotes ให้ความเห็นว่า จะเกิดขึ้นในช่วงพันปี)

14:3 พระเจ้าทรงพระนามเอล กิบอร์ ทรงเป็นนักรบ พระองค์ทรงเป็นพระยาห์เวห์องค์จอมทัพ จะทรงออกไปต่อสู้กับศัตรูเหล่านี้ให้เหมือนอย่างในอดีต  (อพยพ 14:13-14; โยชูวา 10:14)

14:4 เหตุการณ์นี้ บ่งบอกว่า พระเจ้าจะทรงยืนบนภูเขามะกอกเทศที่อยู่ทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม ซึ่งจะถูกแบ่งเป็นสองส่วนจากตะวันออกไปตะวันตก เกิดหุบเหวใหญ่ ทำให้ภูเขาเคลื่อนไปเหนือและใต้…

14:5 สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ พวกเขาจะหนีไปได้อย่างปลอดภัย  อาซัลเป็นที่ ๆ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด แต่อยู่ห่างจากเยรูซาเล็มไปทางตะวันออก  การหนีของพวกเขาเหมือนสมัยแผ่นดินไหวตอนที่กษัตริย์อุสซียาห์ครอง (อาโมส 1:1)

เศคาริยาห์ใช้คำว่า พระเจ้าของข้าพเจ้า … เขาใกล้ชิดพระองค์มาก และพระองค์มาพร้อมผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายคือ ทั้งอิสราเอลที่เชื่อ คนต่างชาติที่เชื่อ และทูตสวรรค์  (มัทธิว 25:31; 1 เธสะโลนิกา 3:13; ยูดา 14)

14:6 โลกไม่ได้ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ดวงดาวอีก   ไม่มีความหนาว
ยะเยือกอีกต่อไป พระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างให้กับมนุษย์ 

14:7 ดูเหมือนว่าสภาพบรรยากาศจะคล้ายกับช่วงเวลาเย็น แม้ในช่วงเวลาเย็นของที่เคย ก็ยังจะมีแสงสว่าง (อ่านเยเรมีย์ 30:7)  วันนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างจากที่เราเคยชินกัน
นี่เป็นสภาพใหม่ของจักรวาลในวันที่พระเจ้าทรงกำหนดด้วยพระองค์เอง ไม่ได้เป็นวันที่มียี่สิบสี่ชั่วโมงเช้าเย็นอีกต่อไป 

14:8 จะมีน้ำแห่งชีวิตไหลไปทางตะวันตกลงทะเลใหญ่เมดิเตอร์เรเนียนและด้านตะวันออกลงยังทะเลตาย  น้ำแห่งชีวิตนี้ เป็นภาพของการออกไปอย่างรวดเร็ว คงที่ ให้ชีวิตกับริมฝั่งน้ำ  และจะไหลไปตลอดทั้งปี (โยเอล 3:18) สำหรับอิสราเอลในพระคัมภีร์ ถือว่ามีสองฤดูคือร้อน และหนาว ช่วงร้อนคือ พฤษภาคมถึงกันยายน และ ช่วงที่หนาวคือ ตุลาคมถึงเมษายน
 
14:9 วันนั้น พระยาห์เวห์จะทรงครอบครองทั่วโลก  ทรงเป็นกษัตริย์องค์เดียว พระนามเดียวเป็นที่เชิดชู  จะไม่มีพระอื่นอีกต่อไป
(เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-5 )
พระคำข้อนี้ชัดเจนว่า พระเจ้าจะทรงครอบครองสูงสุด หนึ่งเดียว สมกับคำอธิษฐานของพระเยซูที่ว่า ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จในสวรรค์อย่างไร ก็ให้สำเร็จในแผ่นดินโลกเช่นกัน 
(อ่าน สดุดี 2; มัทธิว  6:9-10; )

14:10 พื้นที่รอบเยรูซาเล็มจะกลายเป็นที่ราบ โดยที่พื้นที่ของนครเยรูซาเล็มจะถูกยกขึ้นมา ซึ่งน่าจะเกิดจากแผ่นดินไหว
โดยที่ทุกอย่างจะยังคงอยู่ในที่เดิมของมัน  เกบานั้นอยู่ทางเหนือ (2 พงศ์กษัตริย์ 23:8 ) ส่วนริมโมนอยู่ทางใต้ออกไปอีกไกล (เนหะมีย์ 11:29)

14:11 ข้อนี้มีความหมายมาก เพราะว่า เยรูซาเล็มอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัยมาโดยตลอด ตอนนี้ จะไม่มีอันตรายอีกต่อไป  ประชากรที่ต้องอยู่กับความหวั่นไหวจากศัตรู จะพบว่า เยรูซาเล็มน่าอยู่  ผู้คนจะเป็นสุขกับการที่มีพระเจ้าทรงครอบครอง 

ศัตรูหายนะ
14:12  ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับคนที่มารบกับเยรูซาเล็มคือ พวกเขาจะเจอกับความตายที่สยดสยอง เหมือนกับตายทั้งเป็น พวกเขาจะโดนความร้อนที่รุนแรงมากจนเนื้อหนังของเขาหลุดออกมา และตาก็บอดทันที เราไม่ทราบว่ามันเป็นระเบิด หรือ โรคระบาด ถ้าเป็นระเบิด ให้ลองคิดถึงสงครามที่ญี่ปุ่นเคยโดนถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์



14:13 ผู้คนต่างกลัวลาน ความคิดสับสนไปหมด กลับกลายเป็นพวกเขาที่เข้ามาบุก กลับสู้กันเองจนล้มตาย 
มีเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นในอดีต   (ผู้วินิจฉัย 7:22; 1 ซามูเอล 14:15-20; 2 พงศาวดาร 20:23)

14:14  ไม่ใช่แค่ศัตรูจากชาติต่าง ๆ สู้กันเอง แต่อิสราเอลก็ออกไปรบด้วย และยังริบของได้อีกมากมาย

14:15 ภัยพิบัติไม่ได้เกิดกับมนุษย์เท่านั้น แต่เกิดกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์พาหนะด้วย

14:16 คนที่รอดชีวิตจากชาติต่างๆ พร้อมกับคนอิสราเอลจะฉลองเทศกาลอยู่เพิง ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีความหมายระลึกถึงการที่ผู้คนจะต้องพึ่งพระเจ้ายามที่เขาอยู่ในถิ่นกันดาร
จากเทศกาลหลาย ๆ อย่างพระเจ้าทรงเลือกเทศกาลอยู่เพิงเป็นตัวแทนของเทศกาลเหล่านั้นในยุค 1000 ปีที่จะทรงครอบครอง 
 
14:17-19 ดูเหมือนว่าในการปกครองพันปีนั้น ยังมีคนสองประเภทอยู่ คือที่เชื่อฟัง และไม่เชื่อฟัง คนที่ไม่เชื่อฟัง พระเจ้าทรงบอกชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่ นั่นคือ
ขาดฝนรดแผ่นดิน!
เศคาริยาห์ได้กล่าวเน้นถึงอียิปต์เป็นพิเศษว่า พวกเขาจะต้องเข้ามาร่วมเทศกาลอยู่เพิง

14:20  ปกติม้าเป็นสิ่งที่ใช้ในการสงคราม เมื่อกระพรวนคอม้ากลับมีคำเขียนเหมือนกับคำเขียนบนผ้าโพกศีรษะของปุโรหิตว่า บริสุทธิ์แด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เท่ากับสงครามจะยุติลง  
หม้อในพระวิหารเองก็จะกลายเป็นเหมือนอ่างหน้าแท่นบูชาที่รองเลือด กลายเป็นหม้อบริสุทธิ์ไป
 
14:21  การที่หม้อทุกใบในเมืองจะเป็นหม้อบริสุทธิ์ แสดงถึงความบริสุทธิ์ทั้งหมดในเมือง จะไม่มีคนคานาอัน ซึ่งเป็นพ่อค้าที่โลภเอาแต่ได้ ในพระนิเวศของพระเจ้าด้วย ที่พระเยซูทรงเริ่มต้นชำระตอนที่ทรงอยู่ในโลก จะได้รับการชำระอย่างถาวร 

พระคำเชื่อมโยง

Zechariah 14
1* อิสยาห์ 13:6, 9
2* เศคาริยาห์ 12:2-3
4* เอเสเคียล 11:23; โยเอล 3:12
5* อาโมส 1:1; มัทธิว 24:30-31; 25:31;
โยเอล 3:11
7* มัทธิว 24:36; อิสยาห์ 30:26


8* เอเสเคียล 47:1-12
9* วิวรณ์ 11:15; เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4
10* เศคาริยาห์  12:6; เยเรมีย์ 31:38
11* เยเรมีย์ 31:40; 23:6
13* 1 ซามูเอล 14:15, 20; ผู้วินิจฉัย 7:22
14* เอเสเคียล 39:10, 17
15* เศคาริยาห์  14:12

16* อิสยาห์ 2:2-3; 60:6-9; 66:18-21; 27:13; เลวีนิติ 23:34-44
17* อิสยาห์ 60:12
18* อิสยาห์ 19:21; เฉลยธรรมบัญญัติ   11:10
20* อิสยาห์ 23:18; เอเสเคียล 46:20
21* อิสยาห์ 35:8; เอเฟซัส 2:19-22

เศคาริยาห์ 13 สังหารผู้เลี้ยง

จุดจบของการไหว้รูปเคารพ

1“ในวันนั้นจะมีน้ำพุเกิดขึ้นเพื่อวงศ์วานดาวิด และประชากรนครเยรูซาเล็ม เพื่อชำระพวกเขาจากความบาปและมลทินของพวกเขา (ไม้กางเขน)

2 และในวันนั้น พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า เราจะลบชื่อของรูปเคารพในแผ่นดินออกไป จะไม่เป็นที่จดจำอีกต่อไป และเราจะกำจัดเหล่าผู้เผยพระดำรัสเท็จและวิญญาณแห่งมลทินออกจากแผ่นดิน 

3 และหากใครยังขืนพยากรณ์ พ่อและแม่ผู้ให้กำเนิดเขามาจะกล่าวกับเขาว่า ‘เจ้าจะต้องตายเพราะเจ้ากล่าวคำเท็จในพระนามของพระยาห์เวห์’ เมื่อเขากล่าวคำพยากรณ์ พ่อและแม่ที่ให้กำเนิดเขามาจะแทงเขาทะลุ

4 และในวันนั้น ผู้พยากรณ์ที่ได้กล่าวคำพยากรณ์จะละอายเพราะนิมิตของพวกเขา พวกเขาจะไม่สวมเสื้อขนสัตว์เพื่อตบตาหลอกลวงประชาชนอีกต่อไป

5 เขาจะกล่าวว่า ‘ข้าไม่ได้เป็นผู้พยากรณ์ ข้าเป็นคนทำไร่ไถนา  เพราะข้าถูกซื้อเป็นบ่าวมาตั้งแต่เด็ก’

6 หากมีใครถามเขาว่า ‘บาดแผลบนตัวเจ้าหมายความว่าอย่างไร?’ เขาจะตอบว่า ‘นี่เป็นแผลที่ได้มาจากบ้านเพื่อน’

คนเลี้ยงแกะถูกโจมตี และแกะก็กระจัดกระจาย

(มัทธิว 26:31–35; มาระโก 14:27–31)

7 โอ ดาบเอ๋ย จงตื่นขึ้นต่อต้านผู้เลี้ยงแกะของเราเถิด ต่อต้านคนที่เป็นเพื่อนสนิทของเรา พระยาห์เวห์องค์จอมทัพทรงประกาศ จงฟาดฟันคนเลี้ยงแกะ แล้วฝูงแกะจะกระจัดกระจายไป  และเราจะหันมือของเราไปจัดการกับเด็กเล็ก ๆ 

8 พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า และในแผ่นดินทั้งสิ้น สองส่วนสามจะถูกตัดออกและพินาศไป เหลือไว้ในแผ่นดินเพียงหนึ่งในสาม

9 คนหนึ่งในสามนี้ เราจะนำเขาผ่านไฟ เราจะถลุงพวกเขาเหมือนถลุงแร่เงิน และทดสอบพวกเขาเหมือนทดสอบแร่ทอง พวกเขาจะเรียกร้องนามของเรา และเราจะตอบเขา
เราจะกล่าวว่า “พวกเขาเป็นประชากรของเรา” และเขาจะกล่าวว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเรา”

อธิบายเพิ่มเติม

บทนี้สืบเนื่องต่อจากบทที่สิบสอง เป็นเรื่องเดียวกัน จนถึงข้อหกในบทนี้ พระเจ้าทรงชำระอิสราเอลจากการไหว้รูปเคารพ จากนั้นเล่าเรื่องผู้เลี้ยงแกะอีกครั้ง ซึ่งถ้าเราเข้าใจว่าท่านผู้นี้คือ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระเจ้าที่สุด ก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพระเยซู!

13:1 เศคาริยาห์ 13:1   กล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตอันเดียวกันกับ 3:8-9   น้ำพุนี่คือใคร … ท่านมาเพื่อชำระวงศ์วานดาวิด และชาวนครเยรูซาเล็ม    มีบางท่านจากวงศ์วานดาวิดนี้มาเป็นน้ำพุ  เป็นน้ำที่จะชำระบาปมลทินของอิสราเอล  น้ำพุนี้เป็นน้ำพิเศษที่จะล้างบาปได้!

บารุคให้ความเห็นว่า ในวันที่ พระเยซูเสด็จไปรับบัพติศมาในแม่น้ำจอร์แดนด้วยยอห์นนั้น เป็นการที่พระองค์กำลังสื่อกับพระบิดาว่า พระองค์จะทรงทำตามแผนของพระเจ้า อิสราเอลจะเข้าสู่วันแห่งการบัพติศมา  และพวกเขาจะได้รับการชำระ (https://www.youtube.com/watch?v=NEsyiKLdFSk)

 13:2 เราจะเห็นเลยว่ารูปเคารพ  คนเผยพระดำรัสเท็จกับวิญญาณที่สกปรกนั้น มีความเกี่ยวพันกันอย่างชัดเจน เมื่อมีการสอนผิดเกิดขึ้นในชุมชนผู้เชื่อ มารก็สามารถทำงานได้อย่างสะดวก สบาย เพราะงานของมันขึ้นอยู่กับคำโกหกอยู่แล้ว   พระเจ้าจะทรงกำจัดการมุสาออกไปจากแผ่นดิน … 








ในช่วงเวลานั้น อิสราเอลจะรักภักดีต่อพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างถูกต้อง ผ่านองค์พระเยซูผู้เป็นพระเมสสิยาห์ของพวกเขา  ไม่มีที่ให้กับผู้เผยเท็จอีกต่อไป

13:3 คนที่ยังไม่เชื่อฟัง ขัดขืนพระเจ้า กล่าวคำโกหกในพระนามของพระเจ้า แม้พ่อแม่ของเขาก็จะกำจัดเขาเอง 

13:4-5 เวลาผู้เผยพระดำรัสทำงาน พวกเขามักจะสวมเสื้อคลุมที่ทำให้คนรู้ว่า เขาเป็นผู้เผยพระดำรัส  แต่ตอนนี้เขาทำงานแบบนี้ไม่ได้อีก  เขาจะไม่อาจจะโกหกได้ต่อไป  แทนที่จะแสดงตัว กลับกลายเป็นหลบหน้าคน  ถึงกับโกหกว่าตัวเองเคยถูกซื้อมาให้ทำงานในไร่นา 

13:6   ที่มีคำถามว่า บาดแผลมาจากไหน เป็นเพราะพวกเขามักจะเอามีดกรีดตัวเองตอนที่ทำหน้าที่ เพื่อว่าจะได้สร้างความศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้าคนมากขึ้น  เขาเลยบอกว่า ได้แผลมาจากเหตุผลอื่น (เยเรมีย์​16:6) เพื่อคนจะได้ไม่รู้ว่าเขาเคยเป็นผู้เผยเท็จมาก่อน

13:7  พระเจ้าทรงเรียกดาบให้ต่อต้าน ผู้เลี้ยงแกะของพระองค์  ผู้เลี้ยงแกะคนนั้นปรากฎพระองค์ในยอห์น บทที่ 10  และคนที่เป็นเพื่อนสนิทของพระองค์  เรียกภาษาฮีบรูว่า อามิติ (עֲמִיתִ֔י)    ซึ่งมีความหมายถึงคนที่อยู่กันอย่างสนิทสนม  เขาคนนี้เป็นคนที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า  พูดเหมือนพระเจ้า แต่กลับมีลักษณะแตกต่างจากพระองค์ 

คิดให้ดี ๆ ท่านผู้นี้ก็คือพระบุตรของพระองค์นั่นเอง  พระเจ้าทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์ถูกฟาดฟัน จนสิ้นพระชนม์ !!
เศคาริยาห์ทำให้เราเห็นว่า การสิ้นพระชนม์ของพระบุตรนั้นเกิดขึ้นด้วยพระองค์เอง และอิสราเอล (อิสยาห์ 53:10, เศคาริยาห์ 12:10-14)
เด็กเล็ก ๆ มีความหมายถึงประชากรอิสราเอล คนธรรมดาทั่วไป  พระเจ้าจะทรงให้พวกเขากระจัดกระจายเขาออกไปทั่วโลก และพระองค์จะทรงเมตตาเขาอีกครั้ง 

13:8 อิสราเอลจะถูกทำลาย 2/3 ในวันยุคสุดท้าย  จะเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างยิ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนในโลก
เหลือเพียงหนึ่งส่วนที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับไฟ  เขาพวกนี้คือผู้ที่หลงเหลืออยู่ (เยเรมีย์ 30:7  เรียกเหตุการณ์นี้ว่า ความทุกข์ร้อนของยาโคบ)

13:9  ที่พระเจ้าจำต้องทำเช่นนี้ เพื่อว่า พวกเขาจะได้รับความรอด และเขาจะได้เปลี่ยนแปลง กลายเป็นคนของพระเจ้า พวกเขาต้องผ่านการถลุงของพระเจ้า เพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ จะได้กลับมาเป็นคนของพระองค์จริง ๆ  เป็นเวลาเดียวกับที่พระเจ้าจะทรงจัดการกับชาติต่าง ๆ ที่ทำร้ายอิสราเอลด้วย  

พระคำเชื่อมโยง

Zechariah 13
1* วิวรณ์ 21:6-7; ฮีบรู 9:14; เอเสเคียล 36:25
2* อพยพ 23:13; เยเรมีย์ 23:14-15
3* เฉลยธรรมบัญญัติ 18:20; 13:6-11
4* มีคาห์ 3:6-7; 2 พงศ์กษัตริย์ 1:8

5* อาโมส 7:14
6* ยอห์น 20:25, 27
7* อิสยาห์ 40:11; ยอห์น 10:30; มัทธิว 26:31, 56, 67; ลูกา 12:32
8* เอเสเคียล 5:2, 4, 12; โรม 11:5
9* อิสยาห์ 48:10; 1 เปโตร 1:6,7; สดุดี 50:15; โฮเชยา 2:23

เศคาริยาห์ 12 ในวันนั้น

การช่วยกู้นครเยรูซาเล็ม

 1 พระดำรัสที่หนักใจจากพระยาห์เวห์ เกี่ยวข้องกับอิสราเอล  พระยาห์เวห์ผู้ทรงคลี่ฟ้าสวรรค์ให้แผ่กว้างและวางฐานรากของแผ่นดินโลก  ผู้ทรงสร้างวิญญาณไว้ในตัวของมนุษย์ 
 
2“ ดูเถิด เราจะทำให้เยรูซาเล็มเป็นถ้วยแห่งความมึนเมา
แก่ประชาชนที่อยู่ล้อมรอบ ยูดาห์จะถูกล้อม เช่นเดียวกับนครเยรูซาเล็ม 
3 ในวันนั้น เมื่อชาติต่าง ๆ ในโลกชุมนุมกันเข้ามาต่อสู้กับเธอ  เราจะทำให้นครเยรูซาเล็มเป็นหินที่หนักสำหรับคนทั้งปวง  ทุกคนที่พยายามขยับก็จะบาดเจ็บสาหัส

4 ในวันนั้น พระยาห์เวห์ทรงประกาศ เราจะฟาดฟันให้ม้าทุกตัวต้องเตลิดตระหนก  พลม้าทุกคนจะคลั่งไป  เราจะจับตาดูวงศ์วานยูดาห์ แต่เราจะทำให้ม้าของชาติต่าง ๆ ตาบอด

5 แล้วผู้นำของยูดาห์จะกล่าวในใจของตนว่า “ประชากรเยรูซาเล็มเป็นกำลังของข้า เพราะพระยาห์เวห์องค์จอมทัพทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา”

6 ในวันนั้น เราจะทำให้วงศ์วานยูดาห์เป็นเหมือนหม้อไฟบนกองไม้ เป็นเหมือนคบไฟที่ลุกโชนในฟ่อนข้าว พวกเขาจะเผาผลาญคนทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบทั้งทางขวาและทางซ้าย ในขณะที่คนนครเยรูซาเล็มยังคงปลอดภัย 

7 พระยาห์เวห์จะทรงช่วยยูดาห์ก่อนใคร (เหมือนในอดีต )เพื่อว่าพระสิริแห่งวงศ์วานดาวิดและเกียรติของประชากรแห่งเยรูซาเล็มจะไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าเกียรติของยูดาห์  

8ในวันนั้น พระยาห์เวห์จะทรงปกป้องประชากรแห่งนครเยรูซาเล็ม เพื่อว่าคนที่อ่อนแอที่สุดในหมู่พวกเขาจะเป็นเหมือนดาวิด และวงศ์วานของดาวิดจะเป็นเหมือนพระเจ้า   เหมือนทูตของพระยาห์เวห์ทรงนำหน้าพวกเขาไป 

9 ดังนั้น ในวันนั้น เราจะตั้งหน้าทำลายชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาโจมตีนครเยรูซาเล็ม

คร่ำครวญแด่พระองค์ผู้ที่พวกเขาแทง
(ยอห์น 19:31–37)

10 จากนั้นเราจะเทวิญญาณแห่งพระคุณและคำอธิษฐานลงเหนือประชากรแห่งนครเยรูซาเล็มและวงศ์วานดาวิด พวกเขาจะเงยหน้ามองขึ้นมายังเรา
ผู้ที่พวกเขาได้แทง พวกเขาจะร้องไห้คร่ำครวญ​เพื่อพระองค์ ราวกับคร่ำครวญเพื่อลูกคนเดียวของพวกเขา และเขาจะโศกเศร้าอย่างขมขื่นเพื่อพระองค์เหมือนกับคนที่โศกเศร้าเพราะลูกชายหัวปีของเขา 


11ในวันนั้น  การร้องไห้คร่ำครวญของนครเยรูซาเล็มจะยิ่งใหญ่เหมือนกับการคร่ำครวญ ของฮาดัด ริมโมนบนที่ราบเมกิดโด  

12 แผ่นดินจะร้องไห้เสียใจ แต่ละเผ่าจะร้องคร่ำครวญ เพื่อตระกูลของตน ตระกูลของดาวิด  และภรรยาของเขา ตระกูลแห่งเผ่านาธันและภรรยาของเขา

13 เผ่าแห่งวงศ์วานเลวีและภรรยาของพวกเขา
เผ่าแห่งวงศ์วานชิเมอีและภรรยาของพวกเขา 

14 และรวมไปถึงตระกูลที่เหลือกับภรรยาของพวกเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

บทที่สิบสองนี้ กล่าวถึงการช่วยกู้อิสราเอล และการกลับใจของคนทั้งชาติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นใกล้ ๆ กัน พระเจ้าทรงกล่าวถึงโลกปัจจุบันใช่หรือไม่?…  บทนี้กับบทที่ 14 เป็นเรื่องเดียวกัน แต่บทที่ 12 นี้ บอกถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ที่ทำให้เกิดการกลับใจใหม่  ส่วนบทที่ 14 กล่าวถึงโลกทั้งโลก ที่จะได้รับผลจากการเสด็จกลับมาของพระเมสสิยาห์  
แม้ว่าบทนี้จะสั้น แต่ก็มีความหมายในอนาคตของอิสราเอลมาก สิ่งที่เขียนในบทอธิบายนี้ อาจจะไม่ครอบคลุมความหมายทั้งหมด เป็นเบื้องต้นที่จะทำให้เราได้สืบค้นความหมายที่ลึกไปกว่านี้

การช่วยกู้นครเยรูซาเล็ม
สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ง่ายสำหรับคนอิสราเอลเลย
12:1 พระดำรัสที่น่าหนักใจ เป็นคำเดียวกันกับบทที่ 9 จะมีความทุกข์ยากเกิดขึ้นกับทั้งแผ่นดิน และคนอิสราเอล
เหตุใดพระองค์ตรัสถึงการทรงสร้างอีกครั้ง?  
พระเจ้าตรัสเพื่อทบทวนให้ผู้คนได้ทราบว่า พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลก ผู้ประทานวิญญาณให้กับประชาชนทุกคน พวกเขาต้องตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเหนือผู้ปกครองใด ๆ และเทพใด ๆ ที่พวกเขาเฝ้าตามหา
ในบทนี้มีการใช้คำว่า ในวันนั้น หลายครั้ง  

12:2 ถ้วยในนี้มีความหมายถึงธรณีประตูหมายถึงการเปลี่ยนแปลง และพระองค์กำลังจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง! จากยุคนี้ ไปสู่ยุคแห่งพระเมสสิยาห์
 ถ้วยแห่งความมึนเมา .. ชาติต่าง ๆ ล้อมอิสราเอลก็จะหนักใจ ได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการที่พวกเขามาสู้กับอิสราเอล
พวกเขาจะเหมือนกับดื่มเหล้าที่ประหลาด ทำให้เมามึนอย่างไม่คาดฝัน
พระเจ้าจะทรงปกป้องอิสราเอลทั้งคนในเมือง และคนนอกเมือง ไม่ใช่ว่าพระองค์จะทรงปกป้องแต่คนเมืองเท่านั้น  ทุกคนได้รับการปกป้องจากพระเจ้าเท่า ๆ กัน

12:3 วันนั้นคือวันของพระยาห์เวห์ วันที่เราจะต้องให้การเรื่องตัวเองกับพระเจ้า   เยรูซาเล็มจะกลายเป็นหินที่หนักสำหรับ
ชาติทั้งหลายที่พยายามจะทำลายอิสราเอล  อิสราเอลจะยืนโดดเดี่ยวในขณะที่ชาติต่าง ๆ ในโลกรุมต่อสู้ด้วยความเกลียดชัง  ซึ่งถ้าเรามองภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน เราจะเห็นจริงว่าเป็นเช่นนั้น 
พระเจ้าทรงวางไว้ว่า เยรูซาเล็มจะเป็นพื้นที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก เราจะต้องตามดูให้เห็นว่าพระองค์ทรงทำอย่างไร
อีกสิ่งที่พระองค์ทรงทำคือ แผนการของชาติต่าง ๆจะล้มเหลว (สดุดี 33:10)

12:4  ม้าหมายถึงอำนาจ คืออาวุธต่าง ๆ ที่ชาติต่าง ๆ เอามาใช้  ม้าจะบ้าไป  ทำให้ม้าตาบอดไป นั่นคือ การที่อาวุธที่พวกเขาเตรียมมาเพื่อทำลาย ไม่อาจจะใช้ได้ 
ให้เราเทียบอาวุธของอิสราเอลในตอนนี้กับชาติต่าง ๆ ดูแล้วกันว่า มันห่างชั้นกันขนาดไหน อ่านเศคาริยาห์จริงจังจะเห็นว่า เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ในช่วงชีวิตของเรานี่เอง  

12:5 ผู้นำเหล่านี้ คิดว่า ประชากรเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในพระเจ้าจะเป็นกำลังของพวกเขา (เมื่อพูดถึงประชากรในเยรูซาเล็ม ก็จะหมายถึงประชากรที่ต้องการนมัสการพระเจ้า)  ผู้นำเองตระหนักว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้นำทัพให้พวกเขา เขาเริ่มมองเห็นว่า ใครเป็นใครในสงครามที่กำลังเผชิญอยู่

12:6 แล้วพระเจ้าจะทรงให้เขามีความสามารถอย่างยิ่งในการจัดการกับศึกที่เข้ามาต่อต้านพวกเขา เหมือนในสมัยโบราณ อ่าน ผู้วินิจฉัย 15:3-5 , เอสเธอร์ 9:1-28 อาจารย์บารุค คอรแมน จาก loveisrael.org ให้ความเห็นว่า เราจะทำให้วงศ์วานยูดาห์เป็นไฟคือ พวกเขาจะเข้มแข็งและทำลายทุกชาติที่เข้ามาโจมตีเยรูซาเล็ม

12:7 พระเจ้าทรงช่วยยูดาห์ คือวงศ์วานดาวิด และยังทรงช่วยประชากรเยรูซาเล็มด้วย ทั้งสองพวกได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์เหมือนกัน

12:8 วันนั้น พระเจ้าจะทรงรักษาคนที่นมัสการพระองค์ แม้แต่คนที่อ่อนแอที่สุดก็จะเข้มแข็งขึ้นมาแบบเหนือธรรมชาติ   พระเจ้าจะให้พวกเขามีชัยชนะ

12:9  ในวันนั้น พระเจ้าจะทรงตั้งพระทัย ทำลายชาติที่เข้ามาทำลายอิสราเอล
นี่เป็นคำที่น่ากลัว แต่คนทั้งหลายที่กำลังบุกอิสราเอลไม่ได้กลัวเลย แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าชัยชนะจะได้มาง่าย ๆ เพราะอิสราเอลจะต้องเจอศึกนานและหนักจนกว่าจะถึงวันนั้นที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้

คร่ำครวญแด่พระองค์ผู้ที่พวกเขาแทง
12:10 แล้วพระเจ้าจะทรงเทพระวิญญาณแห่งพระคุณ และคำอธิษฐานลงมาเหนือประชากร
ต่อมาอีกไม่นานหลังจากที่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ พระเจ้าทรงส่งพระวิญญาณลงมาเหนือคนอิสราเอลที่มาจากแผ่นดินต่าง ๆ รอบอิสราเอล มีคนที่ต้อนรับพระองค์ในวันนั้นด้วย
พระวิญญาณทรงทำการตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ผู้ที่พวกเขาได้แทงท่านนี้ เป็นคนเดียวกับหน่อที่งอกขึ้นมา (ในเศคาริยาห์ 3:8-9)
นี่เป็นภาพที่ตัวเศคาริยาห์เองก็ยังไม่เข้าใจ เพราะเป็นภาพที่ไกลจากเขาหลายร้อยปี ไม่มีใครนึกได้ว่าจะเกิดขึ้น
พระเยซูตรัสถึงพระคัมภีร์ตอนนี้ใน ยอห์น 19:37 ภาพที่เห็นในข้อนี้คือไม้กางเขนของพระองค์นั่นเอง
สำหรับเราในปัจจุบัน เราไม่ทราบว่า เหตุการณ์ที่คนอิสราเอลจำนวนมากจะกลับใจ และร้องไห้กับการสิ้นพระชนม์ เสียใจในบาป อย่างที่พระคัมภีร์ข้อนี้กล่าว จะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นแน่

12:11 การร้องคร่ำครวญเพราะมีคนตาย แต่ก็มีคำคร่ำครวญในการนมัสการพระเจ้าด้วย 
การที่ฮาดัดเคยร้องไห้เพื่อลูกชาย (เราไม่ทราบว่า เกิดขึ้นเมื่อไร ไม่มีบันทึกในที่อื่น )

ใน 12:1-13:6  มีการพูดถึงวงศ์วานดาวิดบ่อย ข้อ 11 ดาวิด นาธัน และเลวี เป็นตัวแทนของกษัตริย์ ผู้เผยพระดำรัส และปุโรหิต วงศ์วานของผู้นำทั้งหมด จะกลับใจใหม่
การร้องไห้แยกระหว่างชายกับหญิงเป็นการให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ก่อนที่จะพบพระเจ้า จึงแยกระหว่างชายหญิง ดู อพยพ 19:15 โมเสสเตรียมคนสำหรับวันสำคัญ ท่านให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการพบพระเจ้า
(ซึ่งเกิดขึ้นในอพยพ 20)

พระคำเชื่อมโยง

เศคาริยาห์ 12
1* อิสยาห์ 42:5; 44:24; 57:16
2* อิสยาห์ 51:17
3* เศคาริยาห์ 12:4, 6, 8; 13:1; มัทธิว 21:44
4* เอเสเคียล 38:4

6* โอบาดีย์ 18
9* ฮักกัย 2:22
10* โยเอล 2:28-29; ยอห์น 19:34, 37; 20:27; เยเรมีย์ 6:26
11* วิวรณ์ 1:7; 2 พงศ์กษัตริย์ 23:29
12* มัทธิว 24:30; ลูกา 3:31

เนื่องจากบทนี้เป็นเรื่องของอนาคตสำหรับเศคาริยาห์ และยังมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในยุคของเรา ขอแนะให้ลองเข้าไปฟัง https://www.youtube.com/watch?v=_yO8ScZOhfI จะเข้าใจเศคาริยาห์ในมุมมองคนยุคใหม่มองย้อนกลับไปในอดีต