ปฐมกาล 6 คำสั่งเพื่อจัดโลกใหม่

ภาพวาดโดย James Tissot (1836-1902)

ลูกชายของพระเจ้ากับลูกสาวของมนุษย์
1 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมนุษย์ทวีจำนวนขึ้นบนแผ่นดินโลก และพวกเขาก็มีลูกสาว
2  เหล่าลูกชายของพระเจ้าเห็นว่า ลูกสาวของมนุษย์ล้วนงดงาม ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกมาเป็นภรรยาเอาตามใจชอบ 
3  แล้วพระยาห์เวห์ตรัสว่า “วิญญาณของเราจะไม่อยู่ ในมนุษย์ตลอดไป เพราะพวกเขาเป็นแต่เนื้อหนัง และพวกเขาจะมีชีวิตอยู่เพียง 120 ปี” 
4 ในเวลานั้น มีเหล่าเนฟิลอยู่บนแผ่นดินโลกแล้ว  ต่อมาก็ยังมีอยู่  เมื่อลูกชายของพระเจ้าไปนอนกับลูกสาวของมนุษย์ และเกิดลูกหลานขึ้น คนเหล่านั้นเป็นนักรบที่มีชื่อเสียงร่ำลือมาแต่โบราณ 
5 แล้วพระยาห์เวห์ทรงเห็นว่า ความชั่วร้ายของมนุษย์นั้นรุนแรงบนแผ่นดินโลก พวกเขาทั้งคิดและตั้งใจทำแต่เรื่องชั่วร้ายอย่างต่อเนื่อง
 6 และพระยาห์เวห์ทรงเจ็บปวดในพระทัยที่ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นบนแผ่นดินโลก และพระองค์ทรงเศร้าพระทัยยิ่ง
7 และพระยาห์เวห์จึงตรัสว่า “เราจะกวาดล้างผู้คนที่เราได้สร้างขึ้นมาออกจากแผ่นดินโลก ทั้งมนุษย์ และสัตว์ และสัตว์เลื้อยคลาน และนกในอากาศ เพราะเราเสียใจที่ได้สร้างเหล่านี้ขึ้นมา”

โนอาห์เป็นที่พอพระทัย
8  แต่โนอาห์เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์! 

9 ลำดับวงศ์วานของโนอาห์เป็นดังนี้
โนอาห์เป็นคนเที่ยงธรรม และไร้ตำหนิเมื่อเปรียบเทียบกับคนในยุคของเขา เขาดำเนินไปกับพระเจ้า
10 โนอาห์มีลูกชายสามคนคือ เชม ฮาม และยาเฟท
11 ในเวลานั้น โลกเสื่อมทรามต่อสายพระเนตรของพระเจ้า  ในโลกเต็มด้วยความโหดร้ายรุนแรง
12 และพระเจ้าทรงเห็นว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนแผ่นดินโลกต่างใช้ชีวิตอย่างเสื่อมทราม

เตรียมสร้างนาวา
13   แล้วพระเจ้าตรัสกับโนอาห์ว่า “ เราจะให้ชีวิตมนุษย์ ทุกคนถึงจุดจบ ที่โลกเต็มด้วยความรุนแรงก็เพราะพวกเขา ดูเถิด เราจะทำลายล้างพวกเขาด้วยแผ่นดินโลก
14 เจ้าจะต้องต่อนาวาใหญ่ด้วยไม้สนโกเฟอร์ให้ตัวเจ้าเอง  และภายในนาวานั้นให้กั้นเป็นห้อง และชันด้วยยาทั้งข้างนอกและข้างในนาวา

15 นาวาลำนี้มีความยาว 300 ศอก  กว้าง 50 ศอก สูง 30 ศอก 
16  จงทำหลังคา  โดยระหว่างหลังคากับตัวนาวามีช่องสูง 1 ศอกเว้นไว้โดยรอบและทำประตูบานหนึ่งไว้ด้านข้าง ให้ันาวาลำนี้มีชั้นล่าง ชั้นกลาง และชั้นบน 
17 ดูเถิด เรากำลังจะให้เกิดน้ำท่วมแผ่นดินโลก เพื่อทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่มีลมหายใจแห่งชีวิต ทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกนั้นจะหมดลมหายใจ  
18  แต่เราจะทำพันธสัญญากับเจ้า และเจ้าจะเข้าไปในนาวา ทั้งเจ้าและลูกชาย ภรรยา และลูกสะใภ้ของเจ้า 

ผู้โดยสารที่ประหลาด
19 และให้เจ้านำสัตว์ทุกชนิด เป็นคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าไปในนาวาเพื่อรักษาชีวิตของมันให้รอดพร้อมกับเจ้า  
20  นกทุกชนิด สัตว์ทุกชนิด และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดจะมาหาเจ้าอย่างละคู่ เพื่อเจ้าจะดูแลรักษามันให้รอดชีวิต   21  ส่วนเจ้านั้น จงรวบรวมอาหารทุกชนิดเป็นเสบียงสำหรับตัวเจ้า และสัตว์ทั้งหลาย” 
22 แล้วโนอาห์ก็ทำทุกสิ่งตามที่พระเจ้าทรงบัญชาเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ลูกชายของพระเจ้ากับลูกสาวของมนุษย์
6:1 เมื่อเราอ่านว่า มนุษย์ทวีจำนวนมากขึ้น เนื่องจาก การที่ชายคนแรกมีอายุมากหลายร้อยปี เราไม่ทราบว่าเขาจะมีลูกได้กี่คน    ผู้หญิงคนแรกจะมีช่วงวัยเจริญพันธุ์ได้ขนาดไหน และลูกหลานของเขาที่เกิดมา จะแต่งงานกันโดยที่ไม่มีปัญหาการผ่าเหล่า   พวกเขา จะมีลูกหลานเท่าไรกัน มีผู้เชี่ยวชาญคำนวนว่า ในช่วงชีวิตจากอาดัมถึงโนอาห์ น่าจะมีคนเกิดแล้วกว่าพันล้านคน
6:2  คำว่า ลูกชายของพระเจ้า มีหลายความเห็น เช่น เป็นทูตสวรรค์ที่ทำผิด และเข้ามาอยู่ในโลก    ลูกหลานของคาอิน   แต่แล้วปัจจุบัน ความเห็นคือ พวกเขาเป็นทูตสวรรค์เลว   
เนื่องจาก มีทูตสวรรค์ที่กบฏต่อพระเจ้าตั้งแต่ก่อนมีมนุษย์ มีพวกที่เร่ร่อนในโลก ไป ๆ มาๆ อย่างที่คุยกันในโยบ 1  ยังมีอีกพวกที่ถูกล่ามโซ่ รอวันพิพากษา ยูดา 5 
เมื่อไรที่พระคัมภีร์ฮีบรูเรียกว่า   בְּנֵ֤י  הָֽאֱלֹהִים֙ เบเนเอโลฮิม หรือ ลูกชายของพระเจ้านั้น จะหมายถึงทูตสวรรค์  พอพวกเขาเห็นผู้หญิงมนุษย์ ก็เห็นว่าสวย เมื่อมองเห็น ก็เกิดความอยากได้ สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ ชอบลูกสาวมนุษย์คนใดก็จับมาเป็นของตน   แน่นอนที่จะมีการทำร้าย และขืนใจไม่น้อยในการนี้ 

 
6:3 พระวิญญาณของพระเจ้าทรงอยู่กับมนุษย์เพื่อช่วยให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดี พระองค์ทรงเรียกให้กลับใจเสมอ แต่มนุษย์ไม่ได้ฟังพระองค์เลย  ทรงอดทนเพื่อให้มนุษย์กลับใจสมัยเอโนค (ยูดา 14) และโนอาห์ (1 เปโตร 3:20) เป็นเวลาหลายร้อยปีที่พระเจ้าทรงรอ   อีกแค่ 120 ปี มีความหมายได้ว่า อีก 120 ปี พวกเขาก็จะพบกับน้ำท่วมโลก 

6:4 ผู้เขียนคือโมเสส อยู่ ๆ ก็พูดถึงเนฟิล   เนฟิลเหล่านี้คือ คนตัวใหญ่เหมือนยักษ์    คำว่า נְפִיל เนฟิล หมายถึงผู้ที่ตกลงมา ในสนามรบผู้ที่เป็นทรราช เป็นผู้ข่มขู่ ข่มเหงผู้อื่น
คำนี้ปรากฏอีกครั้งเมื่ออิสราเอลเข้าไปสอดแนมดูแผ่นดินที่ทรงสัญญาและพวกเขาเห็นคนตัวใหญ่มาก (กันดารวิถี 13:33)
ดูเหมือนว่า เนฟิล ลูกหลานของลูกชายพระเจ้า(ทูตสวรรค์)กับลูกสาวมนุษย์
กลายเป็นนักรบที่มีชื่อเสียง  


6:5 ตอนที่ทรงสร้างโลก พระเจ้าทรงเห็นว่าทุกอย่างดี และทรงพอพระทัยยิ่ง แต่มาบัดนี้ พระองค์ทรงเห็นว่ามนุษย์กลายเป็นชั่วช้าไปแล้ว ใจเอียงไปทำชั่วไม่หยุดยั้ง ทำต่อไปเรื่อย ๆ  เป็นความดาษดื่นที่เกิดขึ้นในทุกสังคมมนุษย์ นี่เป็นสภาพของมนุษย์สมัยโนอาห์ 



6:6 พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อพวกเขาจะได้ครอบครองโลก เป็นผู้แทนของพระองค์ในการดูแลโลก แต่แล้วพวกเขากลับกลายเป็นคนที่ทำลาย มีแต่ความรุนแรง ไร้ระเบียบ
เราจะเห็นอารมณ์ของพระเจ้าที่ส่งต่อมายังมนุษย์ ทรงเจ็บปวดกับสิ่งที่มนุษย์ทำต่อกัน   พระองค์ทรงหวังดีต่อมนุษย์มาตั้งแต่ต้น บัดนี้ ความชั่วนั้นเกินเลยไปแล้ว
สิ่งที่พระเจ้าทรงรู้สึกคือ ทั้งเจ็บปวด และเศร้าพระทัย  พระเจ้าทรงเศร้าพระทัยเสมอเมื่อมนุษย์ไม่กลับใจ

6:7 พระเจ้าตัดสินพระทัยจะทำลายล้างโลก ทั้งคนและสัตว์ สัตว์เลื้อยคลานและนก  พระองค์ทรงเจ็บปวดในพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่เห็นคนทำร้ายกันอย่างรุนแรงตลอด
เมื่อมีการทำผิดเกิดขึ้น พระเจ้าทรงให้เวลากับการที่มนุษย์จะกลับใจ  โนอาห์ใช้เวลานานในการสร้างนาวาและเทศนา  เราจะเห็นว่าในพระคัมภีร์  เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้กลับใจนั้น ทรงใช้เวลานานมากที่จะอดทนต่อความดื้อด้านของมนุษย์ 

โนอาห์เป็นที่พอพระทัย
6:8-10  แต่…​ แต่แล้วมีคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นอย่างคนทั่วไป เขา บริสุทธิ์ (תָּמִים ทามิม)  ในสายพระเนตรของพระองค์ ไร้ตำหนิ  เขาเที่ยงธรรมจริง ๆ  เพราะชีวิตของเขาแตกต่างมาก นั่นคือ การเดินไปกับพระเจ้าทุกวัน   ผู้เขียนได้บอกเราว่า เขามีลูกชายสามคน …​ทั้งสามนี้ เป็นคนสำคัญที่จะสืบเชื้อสายของเขาต่อไป

6:11 คำว่าเสื่อมทรามนี้  ฮีบรูว่า שָׁחַת ขาคัท หมายถึงหายนะ ถูกทำลาย   ในโลกเต็มด้วยความชั่ว ความรุนแรง ที่สืบเนื่องมาจากคาอิน ต่อมาจนถึงลูกหลานของเนฟิลที่จับผู้หญิงที่เป็นมนุษย์มาทำร้ายตามใจตัวเองต่อเนื่องกันมา เบื้องหลังคือ ศัตรูของพระเจ้าต้องการที่จะทำลายความเป็นมนุษย์ให้หมดไป เชื้อสายของพระเจ้าที่เป็นมนุษย์จะไม่ได้มาเกิดเพื่อทำลายมัน

6:12 สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  พระเจ้าทรงมองลงมา ไม่มีใครทำดีเลย  สภาพของโลกเสียหายจนไม่อาจกลับคืนมาได้อีก 

เตรียมสร้างนาวา
6:13  ในภาษาเดิมว่า บาซาร์ คือเนื้อหนัง ร่างกาย บุคคล  เหล่านี้จะไม่มีอยู่ต่อไป
พระเจ้าไม่ได้ทรงส่งอุกกาบาตลงมา แต่พระเจ้าจะใช้แผ่นดินโลกนี้ทำลายล้างคนชั่วสายพันธุ์ที่ไม่อาจกลับคืนมาได้อีก  ทรงตั้งพระทัยเอาน้ำที่มีมหาศาลนี้เอง จัดการกับคนชั่วเหล่านี้  

6:14-16  สัดส่วนของนาวาคือ  300x50x30 ศอก เปลี่ยนเป็นฟุตจะได้ใกล้เคียง  510x85x51 ฟุต แบ่งเป็นสามชั้น และคำนวนแล้ว จะมีความจุประมาณ 1.88 ล้านลูกบาศก์ฟุต   มีหลังคา ช่องสูงที่เว้นไว้ ซึ่งจะทำให้มีอากาศเข้าไปได้ ยังมีประตูเพื่อให้สัตว์และคนได้เข้าไปในเรือ แน่นอนคงต้องมีทางลาดเพื่อให้พวกเขาขึ้นไปได้
ประตูบานเดียว ทำให้เรานึกถึงผู้เดียวเท่านั้นที่จะนำเราไปถึงพระบิดา องค์พระผู้สร้างได้ !
( ยอห์น 14:6)



6:17  หนังสือ 2 เปโตร 2:4-9 ได้กลับมากล่าวถึงเหตุการณ์นี้อีกครั้ง   ทุกสิ่งที่มี  ลมหายใจแห่งชีวิต   רוח החיים     รูอัค ฮาคายิม )  จะถูกทำลายสิ้น 
พระคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวถึงน้ำท่วมครั้งนี้   มัทธิว  24:37–39; ลูกา17:26–27; ฮีบรู 11:7; 1เปโตร 3:20; 2 เปโตร 2:5; 3:5–6.

6:18 แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีหนึ่งคนเป็นที่โปรดปราน  เขาและครอบครัวมีเพียง 8 คน เขาจะเป็นคนที่ต้องอยู่กับสัตว์ทั้งหลายในนาวา ช่วงที่น้ำท่วม อย่างมีสันติ 
พระเจ้าทรงบอกว่าจะทรงทำพันธสัญญากับโนอาห์ นี่เป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์ที่กล่าวว่าพระเจ้าจะทรงทำพันธสัญญากับมนุษย์ เนื้อหาพันธสัญญาอยู่ใน ปฐมกาล 9:9-17  ครอบครัวของโนอาห์รับเกียรติยิ่งใหญ่ รับการปกป้องจากพระเจ้าด้วยพันธสัญญานี้    

ผู้โดยสารที่ประหลาด
6:19 สิ่งที่โนอาห์ต้องทำคือ ให้สัตว์เข้าไปในนาวาเป็นคู่ พระเจ้าทรงเตรียมให้สัตว์เหล่านี้ออกลูกหลานอีกครั้งเมื่อการล้างโลกเสร็จสิ้นลง  เป็นเหมือนการรื้อฟื้นสัตว์เหล่านี้ขึ้นมาใหม่ 

6:20 เราอาจสงสัยว่า เขาจะไปตามหาพวกสัตว์เหล่านี้ได้อย่างไร พระเจ้าทรงเตรียมไว้แล้ว ตรัสว่า มันจะมาหาเจ้าอย่างละคู่ พระเจ้าทรงสั่งมันมาทรงเลือกคู่ที่ทรงประสงค์เอง 

6:21 พระเจ้าทรงให้เขาเตรียมอาหารไว้สำหรับเวลาที่ต้องอยู่ในนาวา หน้าที่ส่วนนี้ ต้องใช้เวลา ต้องมีการตากพืชบางอย่าง ต้องเก็บจากพื้นดินและเอามาสะสมไว้ในนาวา

6:22 ไม่ว่าพระเจ้าทรงสั่งอะไร โนอาห์ก็ทำตามทุกอย่าง เขาเป็นคนที่เชื่อฟัง และไม่ต้องมีข้ออ้างใด ๆ  ไม่เคยสร้างนาวา  ทำไมต้องสร้างบนดิน ฯลฯ ไม่มีคำเหล่านี้ออกจากปากของโนอาห์เลย 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 6
1* ปฐมกาล 1:28
2*เฉลยธรรมบัญญัติ 7:3-4
3* กาลาเทีย 5:16-17;
2 เธสะโลนิกา 2:7; สดุดี 78:39
4* กันดารวิถี 13:32-33
5* ปฐมกาล 8:21

6* 1 ซามูเอล 15:11, 29 ; อิสยาห์ 63:10;
มาระโก 3:5
7* ปฐมกาล 7:4, 23
8* ปฐมกาล 19:19
9* 2 เปโตร 2:5; ปฐมกาล 5:22, 24
10* ปฐมกาล 5:32; 7:13
11* โรม  2:13; เอเสเคียล 8:17
12* สดุดี 14:2 53:2-3; 14:1-3

13* 1 เปโตร 4:7; ปฐมกาล 6:17;
2 เปโตร 2:4-10
17* 2 เปโตร 2:5; 3:6 ; ลูกา 16:22
18* ปฐมกาล 8:20-9:17; 17:7; 7:1, 7, 13
19* ปฐมกาล 7:2, 8, 9,14-16
20* ปฐมกาล 7:9, 15
22* ปฐมกาล 7:5; 12:4,5; 7:9, 16;
1 ยอห์น 5:3

บรรณานุกรม
https://bibleproject.com/podcasts/gods-spirit-flood-narrative

https://enduringword.com/bible-commentary/genesis-6/
https://netbible.org/bible/Genesis+6
Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.

https://thebiblicalmind.org/article/male-violence-against-women-in-genesis/  Dr. Matthew J. Lynch

 The Roots of Violence: Male Violence against Women in Genesis
https://www.youtube.com/watch?v=6icv013EFS0


มัทธิว 17 พระวรกายแท้ของพระเยซู

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่
พระกายเต็มด้วยพระสิริ
1  หกวันต่อมา พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายยากอบขึ้นไปบนภูเขาสูงเพียงลำพัง  2 ขณะที่เขามองไปนั้น พระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป พระพักตร์มีแสงฉายออกมาสว่างสุดใสดั่งดวงอาทิตย์  และฉลองพระองค์ก็ขาวเจิดจ้าดั่งความสว่าง  
3  แล้วโมเสสกับเอลียาห์ก็ปรากฏขึ้น ต่อหน้าพวกเขา ทั้งสองสนทนากับพระเยซู  
4 เปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ดีจริง ๆ ที่พวกเราได้มาอยู่ตรงนี้  หากพระองค์ทรงพอพระทัย ข้าพเจ้าจะสร้างพลับพลาขึ้นสามหลัง สำหรับพระองค์หนึ่งหลัง  อีกหลังสำหรับท่านโมเสส และอีกหลังสำหรับท่านเอลียาห์”



5 ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยู่นั้น  ก็มีพระสุรเสียงดังขึ้นมาจากเมฆที่ปกคลุมพวกเขา “ผู้นี้ คือลูกชายเรารักมาก และเราพอใจเขามาก จงเชื่อฟังเขาเถิด”
6 เมื่อศิษย์ทั้งสามได้ยินเสียงนั้น พวกเขาก็ตกใจมากถึงกับล้มลงหน้าซบดิน 
7 แต่พระเยซูเสด็จมาหาและแตะต้องพวกเขา ตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวไปเลย” 
8  เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นมา ก็ไม่เห็นใคร พระเยซูทรงอยู่เพียงผู้เดียว 
9 ขณะที่พวกเขากำลังลงมาจากภูเขา พระเยซูทรงกำชับไม่ให้พวกเขาบอกใครเรื่องสิ่งที่เห็น จนกว่า บุตรมนุษย์จะคืนชีพจากความตาย 



10  แล้วพวกศิษย์ทูลถามว่า
“เหตุใดธรรมาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เอลียาห์ต้องมาก่อนพระเจ้าข้า?”
11 พระเยซูตรัสตอบว่า “พวกเขาพูดถูกแล้ว เอลียาห์ต้องมาก่อน และเขาจะทำให้ทุกสิ่งคืนสู่สภาพที่ควรจะเป็น
12 แต่เราขอบอกพวกเจ้าว่า เอลียาห์ได้มาแล้ว และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นท่าน พวกเขาทำกับท่านตามใจตนเอง  บุตรมนุษย์เองก็จะต้องทนทุกข์เพราะพวกเขาเช่นกัน
13 นั่นเองที่ทำให้ศิษย์ทั้งหลายเข้าใจว่า พระเยซูกำลังตรัสถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย

14 เมื่อพระเยซูกลับมายังฝูงชนอีก มีชายคนหนึ่งมาคุกเข่ากราบลงต่อพระพักตร์
15  ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงเมตตาต่อลูกชายข้าพเจ้าด้วย เขาเป็นโรคลมชักที่ทรมานเขามาก เพราะเขาตกในกองไฟ และตกน้ำบ่อย ๆ
16 ข้าพเจ้าพาเขามาหาศิษย์ของพระองค์แล้ว แต่พวกเขารักษาลูกชายไม่ได้”
17 พระเยซูตรัสตอบว่า “เจ้าทั้งหลายในยุคที่ขาดความเชื่อและดื้อรั้น เราต้องอดทนต่อพวกเจ้านานเท่าไรกัน? ไป ไปพาลูกชายของเจ้ามาหาเราที่นี่”
18  แล้วพระเยซูทรงบัญชากำราบผีนั้น มันจึงออกมาจากเด็กชาย และเขาก็หายเป็นปกติทันที! 
19 แล้วพวกศิษย์ก็มาหาพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงอยู่ลำพัง ทูลถามว่า “เหตุใดพวกเราจึงขับไล่ผีออกไม่ได้พระเจ้าข้า?”

20 “ก็เพราะพวกเจ้านั้น มีความเชื่อน้อยเหลือเกิน เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเจ้ามีความเชื่อแค่ขนาดของเมล็ดมัสตาร์ด เจ้าก็จะสั่งภูเขานี้ว่า  ‘จงออกไปจากที่นี่ไปที่นั่น’  มันก็จะเคลื่อนไป ทุกอย่างจะเป็นไปได้สำหรับเจ้า (หรือไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปไม่ได้สำหรับเจ้า)
(21 ผีประเภทนี้ จะออกมาได้ก็ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น)

พระเยซูตรัสเรื่องการสิ้นพระชนม์
22 ขณะที่ศิษย์ของพระเยซูมาถึงกาลิลี พระเยซูตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะถูกมอบให้กับมือมนุษย์”
23 พวกเขาจะประหารท่าน และท่านจะคืนชีพในวันที่สาม”  และพวกศิษย์ก็พากันโศกเศร้าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

เรื่องภาษีพระวิหาร
24 เมื่อพระเยซูกับศิษย์ทั้งหลายมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว  คนเก็บภาษีพระวิหารก็มาหาเปโตร ถามว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสียภาษีพระวิหารหรือ? (เป็นเงิน 2 ดร๊าคมา จ่ายประจำปี อพยพ 30:13-16)

25 เปโตรตอบว่า “ท่านจ่ายสิ” เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวอะไร พระเยซูตรัสว่า “ซีโมน เจ้าคิดอย่างไรหรือ? กษัตริย์ต้องเก็บภาษีจากใครกัน จากราชบุตรของท่านหรือจากคนอื่น?”

26 เปโตรตอบว่า “คนอื่นสิ พระเจ้าข้า” “นี่ก็หมายความว่า ราชบุตรของท่านรับการยกเว้นสินะ
27 แต่เราไม่ต้องการให้พวกเขาไม่สบายใจ ดังนั้นเจ้าจงไปตกเบ็ดที่ทะเล  จงเปิดปากปลาตัวแรกที่เจ้าจับขึ้นมานั้น เจ้าจะพบเหรียญหนึ่งสตาเต (มีค่าเท่ากับ สี่ดร๊าคมา)  ให้เอาเหรียญนั้นไปจ่ายภาษีพระวิหารสำหรับเจ้าและเรา”

อธิบายเพิ่มเติม

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่พระกายเต็มด้วยพระสิริ
17:1-3 ภูเขาที่ขึ้นไปคือภูเขาเฮอร์โมน สูง 9400 ฟุตจากระดับน้ำทะเล พระเยซูทรงเลือกศิษย์สามคนคือ เปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อให้พวกเขาได้เห็นความจริงบางอย่างที่ไม่คาดคิด
แล้วพระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป เป็นพระเยซูที่มีแสงสว่างจ้าส่องออกมา ฉลองพระองค์ที่เป็นผ้าแบบพวกเขาก็กลับกลายเป็นเสื้อคลุมขาวเจิดจ้ามาก ตอนนั้นทั้งสามก็ตกใจพอสมควร
ที่ทำให้ตกใจขึ้นไปอีกคือ มีโมเสส กับเอลียาห์ยืนสนทนากับพระเยซูด้วย!
ศิษย์สามคนที่ขึ้นไปนั้น ได้เห็นโมเสสกับเอลียาห์ ซึ่งถ้าคิดให้ดีเท่ากับท่านทั้งสองเป็นตัวแทนของบทบัญญัติและผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้า เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของท่านทั้งสองชี้มายังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเมสสิยาห์คือองค์พระเยซูคริสต์อย่างชัดเจน

17:4 อีกแล้วที่เปโตรพูดเหมือนเป็นตัวแทนศิษย์ทุกคน เขากำลังกล่าวถึงพลับพลาในเทศกาลอยู่เพิงไหมนะ? เหมือนกับเขากำลังเอ่ยว่า เขาอยากจะกลับไปในบรรยากาศที่คนอิสราเอลเข้าไปอยู่ในเพิงในเทศกาลนั้น เพื่อระลึกถึงการเดินทางออกมาจากอียิปต์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขากำลังเทียบพระเยซูเท่ากับผู้รับใช้ทั้งสองของพระเจ้าในอดีต ทั้งที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่ามากนัก
17:5 ครั้งนี้ พระเจ้าพระบิดาตรัสทั้งที่เปโตรยังพูดไม่เสร็จดี …​สิ่งสำคัญคือ การเชื่อฟังพระบุตรที่พระองค์ทรงรักมาก … ไม่ต้องมีความคิดอื่น ๆ จำได้ไหม พระบิดาเคยตรัสคำเช่นนี้มาก่อน ย้อนกลับไปดู มัทธิว 3:17; อิสยาห์ 42:1 ก็มีข้อความคล้ายคลึงกัน
พระเจ้าตรัสให้เชื่อฟังพระเยซู ตามหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 .. ท่านต้องรับฟังเขา


17:9 ขณะที่กำลังตกใจกลัวมาก ๆ พระเยซูตรัสห้ามไม่ให้พวกเขาบอกใครก่อนที่พระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย เหตุการณ์นี้ต้องเปลี่ยนความคิดของศิษย์ทั้งสามไปไม่น้อย
พวกเขาคงไม่เข้าใจการตรัสถึงการคืนพระชนม์ แม้พระองค์จะทรงบอกเขาก่อนมาล่วงหน้าหลายครั้งแล้วก็ตาม

17:10-13 แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมา พวกเขาเห็นเอลียาห์กับโมเสส พูดคุยกับพระเยซูราวกับรู้จักกันมาก่อน ทำให้คิดถึงหนังสือมาลาคี 4:5-6 ที่กล่าวว่า เอลียาห์จะมาก่อนวันของพระเจ้า ซึ่งเหล่าธรรมาจารย์ก็คิดเช่นนั้น
พระเยซูทรงตอบชัดเจนว่า เอลียาห์ที่มาเตรียมทางให้นั้นมาแล้ว แต่เหล่าธรรมาจารย์ก็ไม่ได้รู้ว่า ท่านคือเอลียาห์ และทุกคนก็ข่มเหงยอห์นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ศิษย์เข้าใจทันทีว่า เอลียาห์ที่มานั้น ก็คือ ยอห์นผู้ให้บัพติศมานั่นเอง

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย
17:14- 16 หลังจากนั้น พระเยซูทรงกลับมาหาฝูงชน ปรากฏว่า มีคุณพ่อคนหนึ่งมาขอให้พระเยซูช่วยลูกที่เป็นลมชัก ตกในกองไฟ ตกน้ำเป็นประจำ พอเห็นอาการดังนี้ ก็รู้ได้ว่า เด็กถูกมารทำร้าย
เราจะเห็นจากบทก่อนหน้านี้ ศิษย์ของพระเยซูมีทั้งความเชื่อ และความสงสัยสลับกันไป ยังมีความไม่เข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง หากเป็นเรา ตามพระเยซูไปเหมือนพวกเขา ก็คงยังไม่กระจ่างแจ้งเช่นกัน

17:17-18 พระเยซูตรัสว่า พวกเขาขาดความเชื่อ (ทรงกล่าวเช่นกันในมัทธิว 15:33, 8:26, 14:31,16:8, 17:20) จากคำตรัสของพระองค์ เราคิดออกไหมว่า อารมณ์ของพระองค์ตอนนั้นเป็นอย่างไร อำนาจของพระเจ้ามีอยู่แล้ว แต่การที่คนของพระองค์ไม่พร้อมที่จะใช้อำนาจนั้น ไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ คนที่ถูกผีรังควาญ ก็จะไม่หลุดจากการรังควาญ
เมื่อเด็กคนนั้นมาถึงพระเยซู พระองค์ทรงบัญชากำราบผี มันก็ออกมาจากเขาทันที แค่พระองค์ตรัสกำราบมันก็ไปแล้ว

17:19-21 อย่าลืมว่า ครั้งที่พระเยซูทรงส่งพวกเขาออกไปเป็นคู่ ในมัทธิว 10:6-8 พวกเขาได้ทำการไล่ผีออกจากคนที่ถูกทรมาน พวกเขามีความเชื่อในเวลานั้น แต่ความสำเร็จครั้งนั้นไม่ได้ประกันว่า ครั้งต่อไปจะสำเร็จ
พระเยซูทรงบอกเหตุผลให้รู้คือ พวกเขาขาดความเชื่อ และในข้อ 21 บอกด้วยว่า ผีแบบนี้จะออกได้ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น ซึ่งทำให้เราประเมินได้ว่า ชีวิตจะต้องใกล้ชิดพระเจ้าเสมอ เพราะหน้างานที่เจอกับคนที่มีผีสิง จะมัวมาอธิษฐานอดอาหารก็ไม่ได้ แต่ต้องมีชีวิตประจำวันที่ใกล้ชิดกับพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์เหนือมารเหล่านี้

หันกลับมาข้อ 20 ความเชื่อที่พวกเขาต้องมีคือการยอมต่อพระเจ้า ความเชื่อเล็กน้อยแค่เมล็ดมัสตาร์ดซึ่งเล็กมาก ก็เท่ากับว่า มีความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ที่พระเยซูตรัสถึงการสั่งภูเขาให้เคลื่อนไปนั้น บางท่านอาจคิดว่าต้องเป็นการอัศจรรย์ที่ได้เดี๋ยวนั้น แต่ในชีวิตจริง ความเชื่อบางกรณีอาจได้ทันที และบางเรื่องอาจใช้เวลาในการอธิษฐาน จนกระทั่งพระเจ้าให้สำเร็จได้ เวลาในการอยู่กับพระเจ้า และเข้าเฝ้านั้นจะทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ โดยที่สิ่งเหล่านั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่แล้ว .. (1 ยอห์น 5:14)
เราเห็นผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดพระเจ้าในปัจจุบันไล่ผีออกได้จริง แต่คน ๆ นั้นเขามีความใกล้ชิดกับพระเจ้าทุกวัน ต่อเนื่อง ผลที่ได้คือความเชื่อที่ช่วยให้คนพ้นจากอำนาจมาร
ภูเขาที่พระเยซูตรัสถึงนั้นคืออุปสรรคทั้งหลายที่ขัดขวางน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตเรา เราอธิษฐานให้ คนในครอบครัวหรือเพื่อนที่หัวรั้นมารู้จักพระเจ้าเราอาจใช้เวลาหลายปีก็ได้ แต่ภูเขาแห่งความดื้อด้าน ท้าทายพระเจ้านั้นจะเคลื่อนออกไปแน่

เรื่องภาษีพระวิหาร
ผู้ชายอายุ 20 ปีขึ้นไป จะเสียภาษีพระวิหารปีละ สองดร๊าคมา (เท่ากับค่าจ้างรายวันสองวัน) เพื่อช่วยดูแล บำรุงพระวิหาร (อพยพ 30:13-14) แต่ถ้าคิดตามความจริงแล้ว พระบิดาทรงเป็นเจ้าของพระวิหาร พระองค์ย่อมไม่เก็บภาษีจากพระบุตร แต่เพื่อให้ไม่มีปัญหา พระเยซูทรงให้เปโตรไปหาเงินด้วยการตกเบ็ด แล้วจะได้เงินจากปากปลาสี่ดร๊าคมา เพื่อจ่ายเป็นภาษีของพระองค์เและเปโตร
ตรงนี้ดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ในโลกปัจจุบัน คนที่เรียกร้องสิทธิ์ หรือเอาสิทธิของคนอื่นมาทำประโยชน์เพื่อตนเองมีดาษดื่น พระเยซูทรงทำให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ทั้งเรื่องเล็ก ไม่ให้ผู้คนครหา ไม่ให้เกิดเรื่อง และเรื่องใหญ่ ๆ ที่ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ในฐานะบุตรมนุษย์ที่ไม่เคยทำบาป แต่กลับไปรับโทษบาปของทุกคนบนไม้กางเขน
พระคำตอนนี้ทำให้เราเห็นพระนิสัยอันอ่อนโยนของพระองค์ในอีกแง่อย่างไม่คาดฝัน ส่วนเรื่องปลานั้นก็เป็นเรื่องการอัศจรรย์ที่ไม่ได้ใหญ่โต แต่ชัดเจนว่า พระองค์ทรงสั่งได้ทุกอย่างในโลกนี้!

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 17
1*มาระโก 9:2-8
2* 2 เปโตร 1:17; มาระโก 1:11; มัทธิว 3:17; 12:18;
เฉลยธรรมบัญญัติ  18:15, 19
6* 2 เปโตร 1:18
7* ดาเนียล 8:18
10* มาลาคี 4:5
11* มาลาคี 4:6
12* มาระโก 9:12-13;มัทธิว 14:3, 10; 16:21




13* มัทธิว 11:14
14* มาระโก 9:14-28
17* ฟีลิปปี 2:15
18* ลูกา 4:41
20* ลูกา 17:6
22* มาระโก 8:31
23* มาระโก 15:37; กิจการ 10:40; ยอห์น 16:6; 19:30
24* มาระโก 9:33
25* อิสยาห์

ปฐมกาล 5 ลำดับเชื้อสายของอาดัม

ครอบครัวอาดัม
5 ต่อไปนี้ เป็นบันทึก
ลำดับเชื้อสายของอาดัม 
ในวันที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมานั้น ทรงสร้างเขาตามแบบพระลักษณะของพระองค์
2 พระองค์ทรงสร้างพวกเขาเป็นชายและหญิง และในวันนั้นเอง พระองค์ทรงอวยพรพวกเขา และทรงเรียกเขาว่า มนุษย์ (อาดัม=มนุษย์)
3 เมื่ออาดัมอายุ 130 ปี เขาก็มีบุตรชายเหมือนเขา และมีลักษณะเหมือนเขา (เห็นได้ว่า ลูกของอาดัมเป็นชายเหมือนเขา และมีพระลักษณะของพระเจ้าอยู่ในตัวเขาด้วย) อาดัมตั้งชื่อเขาว่า เสท
4 หลังจากเสทเกิด อาดัมยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 800 ปี และมีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน
5 อาดัมยังมีอายุอยู่ต่อไปถึง 930 ปี เขาก็สิ้นชีวิตไป (การมีชีวิตยืนยาวเช่นนี้เป็นพระพรจากพระเจ้า)
6 เมื่อเสทอายุได้ 105 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อเอโนช 7 หลังจากเอโนชเกิด เสทมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก  807 ปี และมีลูกชายลูกสาว อีกหลายคน
8 เสทมีอายุอยู่ต่อไปถึง 912 ปี แล้วเขาก็สิ้นชีวิตไป  9 เมื่อเอโนชอายุได้ 90 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อเคนัน

10 หลังจากที่เคนันเกิด เอโนชมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 815 ปี และมีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน
11 
เอโนชยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกจนอายุ 905 ปี เขาก็สิ้นชีวิตไป  12  เมื่อเคนันอายุได้ 70 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ มาหะลาเลล 13 หลังจากที่มาหะลาเลลเกิด เขามีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 840 ปี  และมีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน
14 ดังนั้น เคนันยังมีชีวิตอยู่ต่อไปจนอายุได้ 910  ปี เขาก็สิ้นชีวิต
 15 เมื่อมาหะลาเลลอายุ 65 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อยาเรด 16 หลังจากที่ยาเรดเกิด มาหะลาเลล มีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 830 ปี  และมีลูกชายลูกสาวอีกหลายคน  17ดังนั้นมาหะลาเลล มีชีวิตอยู่ต่อไปรวมทั้งสิ้น 895  ปี เขาก็สิ้นชีวิต
18 เมื่อยาเรดอายุ 162 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อเอโนค
19 หลังจากนั้นยาเรดมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 800 ปี และมีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน
20 ยาเรดมีชีวิตอยู่ รวมอายุได้ 962 ปี เขาก็สิ้นชีวิต

21 เมื่อเอโนคอายุได้ 65 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ เมธูเสลาห์
22หลังจากที่เมธูเสลาห์เกิด เอโนคเดินไปกับพระเจ้าอีก 300 ปี  มีลูกชายและลูกสาวอีกหลายคน

23 เอโนคมีอายุรวมทั้งสิ้น  365 ปี
24 เอโนคเดินไปกับพระเจ้า (คือเขามีความสัมพันธ์แนบสนิทกับพระเจ้ามาก Heb 11:5-6)  ต่อมา ไม่มีใครพบเขาอีกเลย เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป (เขาไปตาย เขาเป็นเหมือนเอลียาห์ 2 พงศ์กษัตริย์ 2:11)
25 เมื่อเมธูเสลาห์อายุได้ 187 ปี เขาก็มีลูกชายชื่อ ลาเมค
26 หลังจากลาเมคเกิด เขาก็มีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 782 ปี และมีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน  27 เมธูเสลาห์มีอายุรวมทั้งสิ้น 969 ปี เขาก็สิ้นชีวิตไป
28 เมื่อลาเมคอายุได้ 182  ปี เขาก็มีลูกชายคนหนึ่ง 29 เขาตั้งชื่อลูกชายว่า โนอาห์ และกล่าวว่า “ลูกชายคนนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของเรา จากการงานที่เราต้องตรากตรำบนผืนดินซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแช่งสาปไว้”
30 หลังจากโนอาห์เกิด ลาเมคก็มีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 595 ปี และมีลูกชาย ลูกสาวอีกหลายคน
31 ดังนั้น ลาเมคมีชีวิตอยู่ไปจนอายุไดั
777 ปี เขาก็สิ้นชีวิต
32 หลังจากโนอาห์อายุได้ 500  ปี เขาก็มีลูกชายคือ เชม ฮาม และยาเฟท
คำว่าโนอาห์มีเสียงคล้ายคำภาษาฮีบรูที่มีความหมายว่าบรรเทา

อธิบายเพิ่มเติม

ครอบครัวอาดัม
การลำดับเชื้อสายสำคัญมาก นี่เป็นเชื้อสายของอาดัม ผ่านมาทางเสท  ต้องการบอกว่า บุคคลที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะมาขยี้หัวมารนั้น เป็นผู้ที่อยู่ในเชื้อสายของอาดัม เอวาจริง ๆ
เราจะเห็นความซื่อตรงของพระเจ้าที่มีต่อพระสัญญา พระองค์ทรงรักษาสายเลือดแท้จริงไว้ให้มาตั้งแต่ต้น แม้ว่าจะมีความพยายามที่ทำให้สูญเสียคนในสายเลือดอย่างอาเบล แต่พระเจ้าก็ทรงให้มีคนมาแทนที่    ลำดับเชื้อสายนี้ สำคัญต่อพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ สามารถสืบค้นหาต้นตอของพระเยซูได้
บทนี้ ได้บันทึกเชื้อสายก่อนน้ำท่วม  10 รุ่น
พระคัมภีร์เขียนชัดเจนมาตั้งแต่สมัยของโมเสส  ซึ่งโมเสสได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียน พระเจ้าทรงเป็นผู้สำแดงสิ่งเหล่านี้ให้เราทราบ ทรงโยงเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์อย่างตรงจุดเสมอ


5:1-2  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาตามพระฉายา ตามพระลักษณะของพระองค์นั้น  ทรงสร้างเขาเป็นชายและหญิง และทรงเรียกเขาว่า อาดัม คำว่ามนุษย์ในข้อหนึ่ง และสองนั้น ใช้คำว่า อาดัม ที่แปลว่ามนุษย์  สิ่งที่ตามมากับการทรงสร้างคือ พระพร

5:3-5  ลูกชายของอาดัมนั้นมีลักษณะแบบเดียวกับเขา ไม่ได้มีรูปร่างเป็นตัวประหลาดแต่อย่างใด พวกเขามีพระลักษณะของพระเจ้าในตัวด้วย
ในเวลานั้น เขามีลูกหลาน เหลนที่มีลักษณะเหมือนเขาแล้ว และต่างรู้จักกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน มีการสอนเรื่องของพระเจ้า มีการนมัสการพระองค์ด้วยกัน   แล้วในที่สุด เกิดความเศร้าในครอบครัวอย่างหนึ่งคือ เมื่ออาดัมอายุ 930 ปี เขาก็สิ้นชีวิต  เขาตายหลายร้อยปีหลังจากที่ทำผิดกับพระเจ้า แน่นอนที่เอวาก็สิ้นชีวิตเหมือนกัน  


มนุษย์คนอื่นก็ต้องตายเพราะความไม่เชื่อฟังของอาดัม  อาดัมนำความตาย แต่พระเยซู​ซึ่งเป็นอาดัมที่สมบูรณ์แบบ ทรงนำชีวิตมาให้ (โรม 5:18)

5:6-20 บันทึกตั้งแต่อาดัมมานั้น เราได้เห็นสิ่งหนึ่งสำคัญคือ ทุกคนเกิดมา แล้วก็ตายไป  แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงปล่อยให้พงศ์พันธุ์สูญหายไปเลย พระองค์ทรงให้รุ่นต่อมาได้รับมรดกของครอบครัว และมีชีวิตอยู่ต่อไป  นอกจากชื่อคนในบันทึก ยังมีลูกคนอีกทั้งชายหญิงอีกหลายคนที่ทำให้พวกเขาสามารถสร้างชุมชนขึ้นมาได้ ต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้  


5:24-26  และแล้วก็มาถึงคนหนึ่งที่ไม่ได้ตาย แต่พระเจ้าทรงรับไป  เขาเป็นเหมือนกับเอลียาห์ ที่ไม่ผ่านความตาย  เอโนคเป็นคนที่ทำให้เห็นว่า การใกล้ชิดกับพระเจ้านั้น ได้รับผลที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ 
สิ่งที่เอโนคเป็นนั้น ต่างจากคนในครอบครัว  เขาคงมีความสุขมากและใกล้ชิดพระเจ้าอย่างที่คนอื่นไม่สามารถทำได้   โมเสสบันทึกให้เรารู้อย่างเดียวว่า เอโนคเดินไปกับพระเจ้า!  นอกจากอาดัมที่เคยเดินกับพระเจ้าก่อนการไม่เชื่อฟัง ก็มีเอโนคที่โดดเด่นออกมาไม่เหมือนใคร   การเดินไปกับพระเจ้า เป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใหม่ได้ย้ำเน้นกับผู้เชื่อ  ซึ่งทุกคนก็มีโอกาสเดินกับพระเจ้าโดยการไปกับพระวิญญาณที่ประทับในชีวิตของทุกคน 


พวกเราอยู่กับพระเจ้าโดยไม่ต้องถูกรับไปสวรรค์ได้ 
การดำเนินในความจริง คือการเดินกับพระเจ้า ( 3 ยอห์น 5)
รับพระเยซูแล้ว ก็ดำเนินไปกับพระองค์ต่อไป (โคโลสี 2:6)
ให้เราดำเนินชีวิตให้สมกับที่พระเจ้าทรงเรียก (เอเฟซัส 4:1)


การที่เอโนคไม่ตาย แต่มีชีวิตใหม่กับพระเจ้านั้นเป็นความหวังให้กับเรา ชีวิตที่เราเคยตาย เราได้ฟื้นขึ้นมาใหม่กับพระเยซูคริสต์
ให้เราเป็นเหมือนเอโนคที่ยินดีจะเดินไปกับพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงยินดีรับเขาไปอยู่ใกล้พระองค์มากขึ้น

5:27-32 จนมาถึงลาเมค ที่ไม่ใช่เชื้อสายของคาอิน เขาคนนี้ ได้ลูกชายชื่อโนอาห์ ซึ่งชื่อของเขามีความหมายว่า พัก บรรเทา
เขามองเห็นว่า โนอาห์จะช่วยแบ่งเบาภาระที่ต้องทำงานหนักบนแผ่นดิน ที่พระเจ้าทรงแช่งสาป
พวกเขาเห็นการช่วยเหลือของพระเจ้าก็จริง แต่การทำงานที่หนักหนาสาหัส ก็ทำให้พวกเขาเหนื่อยอ่อนมาก  พวกเขามีชีวิตบนโลกหลายร้อยปี และในหลายร้อยปีนั้นก็ต้องสู้กับธรรมชาติให้ครอบครัวอยู่ได้ เป็นชีวิตที่ยาวนานและเต็มด้วยความยากลำบาก   ชีวิตของโนอาห์น่าจะช่วยให้ความยากเย็นที่เกิดขึ้นจากการแช่งสาปเพราะบาปของอาดัม และคาอินจะบรรเทาลง
ลำดับเชื้อสายของอาดัมในบทนี้ รอคอยการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ แต่พระเจ้ายังทรงมีแผนการใหญ่ไว้ สำหรับพวกเขา  ความยากลำบากที่ต้องเผชิญ จะกลายเป็นเรื่องเล็กเพราะพวกเขาจะได้สิ่งดีจากพระเจ้าอีกมากมาย 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 5
1* ปฐมกาล 2:4; 6:9; 1:26; 9:6
2* มาระโก 10:6 ; ปฐมกาล 1:28; 9:1
3* 1 โครินธ์ 15:48-49; ปฐมกาล 4:25
4* ลูกา 3:36-38 ;ปฐมกาล 1:28; 4:25
5* ฮีบรู 9:27







6* ปฐมกาล 4:26
18* ยูดา 14-15
22* ปฐมกาล 6:9; 17:1; 24:40; 48:15
24* 2 พงศ์กษัตริย์ 2:11; ฮีบรู 11:5
29* ลูกา 3:36 ; ปฐมกาล 3:17-19; 4:11
32* ปฐมกาล 6:10; 7:13;10:21







บรรณานุกรม
https://answersingenesis.org/bible-timeline/timeline-for-the-flood/?srsltid=AfmBOopDHC2XkNchtUTELRDORiYTzaKPx5216qmkO9djzkvSJrI26PPU

https://www.realclearbible.com/genesis/_5/

ปฐมกาล 4 ฆาตกรรมรายแรกของโลก

 พี่น้องคู่แรก
1 อาดัมเข้าไปรู้จักใกล้ชิด (יָדַ֖ע)กับเอวา ภรรยาของเขา แล้วเธอก็ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดลูกชายชื่อ คาอิน เอวากล่าวว่า “ฉันได้ลูกชายคนนี้มาเพราะพระยาห์เวห์ทรงช่วย ” 
2 ต่อมาเธอก็ให้กำเนิดลูกชาย  เป็นน้องของคาอินชื่อ อาเบล อาเบลเป็นคนเลี้ยงสัตว์ ส่วนคาอินทำไร่ไถนา
3 วันเวลาผ่านไป คาอินนำผลจากผืนแผ่นดินมาถวายพระยาห์เวห์ 
4 ส่วนอาเบลนำสัตว์ลูกหัวปีจากฝูงแพะแกะของเขา มาถวาย
เป็นตัวที่อ้วนเต็มด้วยไขมันมากที่สุด
พระยาห์เวห์ทรงพอพระทัยอาเบลและสัตว์ถวายของเขา
5 แต่ไม่ทรงพอพระทัยคาอินและผลไม้ถวายของเขา
ดังนั้น คาอินจึงโกรธมาก
หน้าตาหดหู่หม่นหมอง
6 พระยาห์เวห์ตรัสกับคาอินว่า
“เจ้าโกรธทำไม?
เหตุใดหน้าตาจึงหดหู่เช่นนั้น ?
7 หากเจ้าทำสิ่งที่ดีแล้ว
เราจะไม่รับเจ้าอย่างนั้นรึ?
แต่ถ้าเจ้าทำอย่างไม่ถูกต้อง
บาปก็หมอบรออยู่ที่ประตู 
มันต้องการ(ควบคุม)เจ้า
เจ้าจึงต้องปราบมันให้ได้”

ฆาตกรรมครั้งแรก
8 คายินพูดกับอาเบลน้องชายว่า “เราออกไปในทุ่งกันเถอะ”เมื่ออยู่ในทุ่งด้วยกัน คาอินโถมตัวเข้าใส่อาเบลน้องชายของตน และฆ่าเขา!  
9 ต่อมา พระยาห์เวห์ตรัสถามคาอินว่า “อาเบล น้องชายเจ้าอยู่ที่ไหน?”
เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลน้องชายหรือ?”

10พระองค์ตรัสว่า
“เจ้าทำอะไรลงไปที่ทำให้เลือดของน้องชายส่งเสียงร้องขึ้นจากผืนดินมาถึงเรา? 
11 บัดนี้ เจ้าถูกสาปจากผืนดินที่ซึมซับรับเลือดของน้องชายเจ้าที่ไหลนองออกมาจากมือของเจ้า 
12 เมื่อเจ้าทำไร่ พรวนดิน มันจะไม่ให้ผลดีแก่เจ้าอีกต่อไป เจ้าจะเป็นคนหลบหนีและพเนจรไปบนผืนโลก”


13คาอินทูลพระยาห์เวห์ว่า “การลงโทษนี้แรงเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะรับไหว
14 ดูสิ วันนี้ ทรงขับ ไล่ข้าพเจ้าออกจากแผ่นดิน และ ข้าพเจ้าต้องไปให้พ้นจากพระพักตร์ ข้าพเจ้าจะเป็นคนที่หลบหนี
พเนจรไปในแผ่นดินโลก ดังนั้น คนที่พบเห็นข้าพเจ้าก็จะฆ่าข้าพเจ้าเสีย”
15 พระยาห์เวห์ตรัสแก่คาอินว่า
“จะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะหากใครฆ่าคาอินเขาจะต้องรับโทษ 7 เท่า” แล้วพระยาห์เวห์ทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวคาอิน เป็นเครื่องหมายเตือนคนที่พบคาอิน ไม่ให้สังหารเขา
16 คาอินได้ออกไปพ้นพระพักตร์พระยาห์เวห์ ไปอยู่ในแผ่นดินโนด ( แปลว่า เร่ร่อน, พเนจร) ทางตะวันออกของสวนเอเดน

เชื้อสายของคาอิน (การเริ่มต้นอารยธรรม)
17แล้วคาอินก็เข้าไปรู้จักใกล้ชิด(יָדַ֖ע) กับภรรยาของเขา เธอตั้งครรภ์ ให้กำเนิดลูกชายชื่อเอโนค 
เวลานั้นเอง  เขาสร้างเมืองขึ้น ตั้งชื่อตามลูกชายคือเมืองเอโนค
18 เอโนคมีลูกชายชื่ออิราด อิราดมีลูกชายชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลมีลูกชายชื่อเมธูชาเอล เมธูชาเอลมีลูกชายชื่อลาเมค

19 ลาเมคมีภรรยาสองคน คนหนึ่งคือ อาดาห์ อีกคนชื่อ ศิลลาห์
20 อาดาห์ให้กำเนิดลูกชายชื่อยาบาล ซึ่งเป็นพ่อของเหล่าคนที่อาศัยในเต็นท์ และเลี้ยงสัตว์
21 ยาบาลมีน้องชายชื่อ ยูบาล ยูบาลมีลูกหลานที่เป็นคนเล่นพิณ และเป่าปี่ 
22 ส่วนศิลลาห์ให้กำเนิดลูกชายชื่อ
ทูบัลคาอิน เขาทำเครื่องมือต่าง  ๆ จาก  ทองสัมฤทธิ์ และ เหล็ก ทูบัลคาอินมีน้องสาวชื่อ นาอามาห์
23 ลาเมคพูดกับภรรยาของตนว่า
“อาดาห์และศิลลาห์ จงฟังคำของข้า
ภรรยาทั้งสองของลาเมคเอ๋ย
จงฟังสิ่งที่ข้ากล่าว  
ข้าจะสังหารชายคนที่ทำให้ข้าบาดเจ็บ  ข้าจะสังหารเด็กหนุ่มที่มาตีข้า
24 หากคนที่สังหารคาอิน
ถูกลงโทษเจ็ดเท่า
คนที่มาสังหารลาเมค
จะถูกลงโทษเจ็ดสิบเจ็ดเท่า!”

อธิบายเพิ่มเติม

พี่น้องคู่แรก
4:1-2  คำว่าอาดัมเข้าไปรู้จักภรรยา(ฮีบรูว่า יָדַ֖ע ยาดา แปลว่ารู้จัก สังเกต รู้ว่า  มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดมาก) เป็นภาษาสุภาพของฮีบรู ที่มีความหมายในบริบทว่า เขามีความสัมพันธ์ทางเพศกับภรรยาของเขา   ไม่นานเอวาก็ตั้งครรภ์ เป็นประสบการณ์แรกของชายหญิงคู่นี้ ทั้งสองมีเรื่องต้องเรียนรู้มากมาย
คาอินเป็นเด็กชายคนแรกในโลกที่เกิดขึ้นจากท้องแม่ คาอินเป็นชื่อที่มีความหมายว่าสร้าง קַיִן, qayin เป็นความมหัศจรรย์สำหรับเอวาเป็นอย่างมาก เธออาจเคยเห็นสัตว์ออกลูกมาบ้าง คราวนี้เป็นเธอเองที่ได้คลอดลูกออกมา
ชื่อของอาเบล คือ הֶבֶל  (เฮเวล hevel) ซึ่งมีความหมายว่า ลมหายใจ ไอน้ำ ไร้ค่า  เหมือนอย่างที่ท่านปัญญาจารย์มักจะพูดบ่อย ๆ  ถ้าเราอ่านข้ามไปบทที่  5 ก็จะรู้ว่าคายินและอาเบลเกิดก่อนที่เขาจะอายุ 130 ปี  ดูเหมือนพี่น้องคู่นี้อายุไม่ต่างกันมาก 
ลูกชายทั้งสองทำงานต่างกัน
4:4-5
แล้ววันหนึ่งทั้งสองก็นำของถวายมาถวายแด่พระเจ้า  ของถวายนั้นต่างกัน และพระเจ้าก็ทรงพอพระทัยของอาเบล แต่ไม่พอพระทัยของคาอิน
ทั้ง ๆ ที่พี่น้องทั้งสองต่างก็มีความตั้งใจที่เหมือนกัน  พ่อ แม่ คงสอนแล้วว่า ถ้าจะถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าต้องทำอย่างไร  อาดัมและเอวา คงได้เรียนรู้จากพระเจ้าว่า เมื่อพวกเขาทำบาป ต้องมีการเสียเลือดของสัตว์แทนตัวเขา  
ที่พระเจ้าไม่รับของถวายของคาอิน เป็นเพราะท่าทีของเขา ทัศนคติของเขาโดยรวมที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเขาไม่ถวายสัตว์ ในการถวายเครื่องบูชานั้นมีหลายอย่างที่จะถวายได้อยู่แล้ว (เลวีนิติบอกเราชัดเจน)
4:6-7
จากฉากนี้ เราเห็นว่า พระเจ้าตรัสกับมนุษย์โดยตรง  พระองค์ทรงถามเพื่อให้เขาบอกความรู้สึกแท้จริงออกมา  เขาโกรธที่พระเจ้ารับของถวายอาเบล แต่ของถวายของเขากลับดูไร้ค่า  ไม่มีการเก็บอารมณ์ รู้สึกอย่างไรก็แสดงภาษาท่าทางออกมาชัดเจน
พระเจ้าทรงแจ้งให้เขารู้ชัดว่า เขาทำสิ่งที่ดี ถูกต้อง พระองค์ทรงรับแน่ แต่การทำไม่ถูกต้อง บาปมันกระหยิ่มรอตะครุบอยู่แล้ว เพราะมันต้องการเป็นเจ้าของ ครองใจมนุษย์  ตอนที่พระเจ้าตรัสนี้ คายินเลือกได้ว่า เขาจะฟังพระสุรเสียงหรือไม่ พระองค์ทรงเตือนแล้วว่า บาปอยากเป็นนายเหนือเขา  สิ่งที่เขาต้องทำคือกำราบบาปนั้น ด้วยการหันมาทำตามพระเจ้า  ข้อความตอนนี้ พระเจ้าทรงสื่อว่า เขาทำได้ เขาอยู่เหนือมารได้

ฮีบรู 11:4  โดยความเชื่ออาแบลถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าซึ่งดีกว่าของคาอิน โดยความเชื่ออาแบลได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ชอบธรรมเมื่อพระเจ้าทรงชมเชยสิ่งที่เขาถวาย และโดยความเชื่อเขาจึงยังพูดอยู่ทั้งๆ ที่เขาตายแล้ว
1 ยอห์น 3:11-12. นี่เป็นข้อความที่ท่านทั้งหลายได้ยินมาตั้งแต่แรกคือ เราควรรักซึ่งกันและกัน อย่าเป็นเหมือนคาอินผู้เป็นฝ่ายมารและฆ่าน้องชายของตน ทำไมเขาจึงฆ่าน้อง? ก็เพราะการกระทำของตนชั่วร้ายและการกระทำของน้องชอบธรรม
 

ฆาตกรรมครั้งแรก
4:8-9  หลังจากที่พระเจ้าทรงเตือนคาอิน เขาก็ชวนน้องไปทุ่งด้วยกัน  เมื่ออยู่ด้วยกัน เขาก็โจมตีน้องอย่างไม่ทันตั้งตัว และถึงกับฆ่าน้องตายคามือ นี่เป็นการฆาตกรรมที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า
เขาคิดว่า ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว  น่าแปลกที่พระเจ้าเพิ่งบอกเขาไปหยก ๆ ว่า ให้เอาชนะบาปที่มันพยายามครอบงำเขา เขากลับทำสิ่งที่ตรงข้าม
จากโกรธพระเจ้า โกรธน้อง กลายเป็นฆาตกรรม ความบาปเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว  คนที่เราคิดว่าควรจะเป็นบรรพบุรุษของเชื้อสายที่พระเจ้าทรงบอกกับงู กลับกลายเป็นฆาตกร คนอีกคนที่น่าจะเป็นได้ กลายเป็นเหยื่อ 
แล้วพระเจ้าทรงถามเหมือนกับตอนที่อาดัมได้ทำผิด พระองค์ประทานโอกาสให้สารภาพ และกลับใจ แต่แล้วคาอินกลับโกหก เขาคิดว่า พระเจ้าไม่ทรงทราบ เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ (ซึ่งเป็นการโกหกและกลบความบาปของตน)  ข้าพเจ้าเป็นคนดูแลน้องชายหรือ?​(เท่ากับพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเขา  ซึ่งความจริง เขานั่นแหละต้องรับผิดชอบต่อการตายของอาเบล เป็นการใช้คำถามยอกย้อนต่อพระเจ้า พูดออกมาได้อย่างไร้ยางอาย คาอินเข้าใจว่าเขาหลอกพระองค์ได้ ) ยูดา 1:11 กล่าวถึง  แนวทางของคาอิน และการทุ่มตัวสู่ความผิดพลาด เป็นอย่างนั้นจริง ๆ 

4:10-12 แล้วเลือดของน้องฟ้องไปถึงสวรรค์…(ฮีบรู 12:24)   หลายคนมีความเห็นว่า การตายของอาเบล สื่อถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู 
ตอนนี้คาอินรู้แล้วว่า พระเจ้าทรงทราบ และพระองค์กำลังประกาศการลงโทษเขา  อาดัมเคยถูกให้ออกจากสวนแห่งเอเดน และเขาต้องทำงานหนักเพื่อจะได้พืชผลมาอยู่กิน  แต่คราวนี้คาอินจะไม่ได้ผลจากแผ่นดินไม่ว่าเขาจะทำงานหนักขนาดไหน
ในสมัยต่อมาโมเสสได้บอกถึงกฎสำคัญในชุมชนคนอิสราเอลว่า ฆาตกรรม เป็นการสร้างมลทินให้กับแผ่นดิน จะชำระแผ่นดินได้ก็ด้วยเลือดของฆาตกร (กันดารวิถี 35:33-34)

4:13-14 สิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับคาอินคือการที่ต้องกลายเป็นคนหลบหนี เร่ร่อน ไม่มีหลักแหล่ง เขาร้องขอพระเจ้าให้เห็นใจกับโทษที่เขาได้รับ เขาไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เขาไม่ขอพระเจ้าทรงยกโทษเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาเริ่มกลัวว่า ใครที่เจอเขาก็จะทำร้าย ซึ่งถ้าคิดให้ดีคือ น่าจะเป็นลูกคนอื่น ๆ ของอาดัมและเอวานั่นเอง

4:15-16 ถ้าคาอินกลับใจ เขาจะยอมเป็นฝ่ายพระเจ้า หันมาหาพระองค์ แต่เขากลับเป็นห่วงตัวเองจะโดนคนทำร้าย เขาจะไม่ได้อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าอีกต่อไป เขาถูกไล่ออกจากบ้านเกิด คล้ายกับพ่อที่ถูกไล่จากสวนแห่งเอเดน  กลายเป็นคนไม่มีพระเจ้า  แต่พระเจ้าทรงพระคุณ  ไม่ทรงประสงค์ให้เขาถูกฆ่าตายเหมือนน้อง ทรงทำเครื่องหมายให้คนทั้งหลายได้รู้ว่า จะแตะต้องชีวิตเขาไม่ได้  เราไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่คนสมัยนั้นเขารู้กัน  น่าจะเป็นอะไรที่ติดตัวเขา พอเห็นรู้ทันที
แผ่นดินโนดที่เขาไปอยู่นั้นมีความหมายว่า เร่ร่อน เตือนสติให้เขารู้ว่า เขาคือใคร คาอินมีเครื่องหมาย ติดตัวเขาอยู่เสมอ เขาควรระลึกว่า ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เพราะพระคุณ  เสียดายที่เขาไม่ได้กลับใจจึงทำให้ชีวิตต้องขาดจากพระเจ้า   




 

ชื้อสายของคาอิน (การเริ่มต้นอารยธรรม)
แม้ว่าคายินดื้อดึงต่อพระเจ้า และเรียกร้องความปลอดภัยจากพระองค์ แต่พระเจ้าก็ทรงมีพระคุณต่อเขา พระองค์จะสังหารเขาก็ได้ แต่พระองค์ทรงให้โอกาสที่เขาจะมีชีวิตอยู่ แล้วลูกหลานของคาอินก็กลายเป็นคนที่สร้างสรรค์แผ่กระจายอารยธรรมออกไป  ส่วนลูกหลานของเสทเป็นชุมชนที่นมัสการพระเจ้า

4:17-18 คาอินมีภรรยา และหลายคนก็สงสัยว่า ผู้หญิงคนนี้มาจากไหน พอจะประเมินได้ว่า อาดัมและเอวายังมีลูกชาย ลูกสาวคนอื่นอีก และเขาก็จะต้องได้น้องสาวมาเป็นภรรยา ซึ่งในช่วงต้น ๆ นั้น พระเจ้ายังไม่ได้ทรงห้ามเรื่องนี้ การแต่งงานระหว่างพี่น้องก็ยังจำเป็นอยู่เพื่อเพิ่มจำนวนมนุษย์  พันธุกรรมของมนุษย์ยังบริสุทธิ์พอที่จะไม่เกิดการเสียหายเนื่องจากการแต่งงานในญาติสนิท  แต่ต่อมา  ในช่วงของโมเสสเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงห้ามการแต่งงานระหว่างพี่น้อง (เลวีนิติ 18:9, 18:11; 20:17 โมเสสได้เขียนไว้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องน่าละอาย)

การสร้างเมืองของคาอินทำให้เราเห็นว่า เขาไม่ได้อยู่แค่ในครอบครัวอีกต่อไป เขาสร้างเมืองเท่ากับมีคนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากลูกหลานของเขาเอง   กลายเป็นหลายครอบครัว กลายเป็นชุมชน จนกลายเป็นเมือง

4:19 ตอนที่คาอินมีลูกเอโนคนั้น เขากำลังสร้างเมือง เมื่อเสร็จเขาก็ตั้งชื่อเมืองตามลูก เท่ากับเขามีความสามารถระดับสูงทีเดียวที่ทำเช่นนี้ได้  ตรงนี้เราเห็นว่า อาดัมกำลังมีลูกหลานเพิ่มในสายของคาอินมากมาย  1อาดัม 2คาอิน  3เอโนค 4อิราด 5เมหุยาเอล 6เมธูชาเอล 7 ลาเมค  โมเสสเล่ามาจนถึงลาเมค พบว่า ลาเมคมีความคิดต่างจากรุ่นพ่อ รุ่นปู่.. เขาเริ่มมีภรรยาสองคน (พระเจ้าทรงวางไว้ว่า สามี1 ภรรยา 1 มัทธิว 19:4-6)   ตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม ลาเมคเป็นคนแรกที่ฝืนแบบอย่างที่พระเจ้าทรงวางไว้ว่าสามีภรรยาคู่กัน ผัวเดียวเมียเดียว

ชื่อของภรรยาทั้งสอง ทำให้เราเห็นภาพการเลือกผู้หญิงของลาเมค แม้แต่ชื่อลูกสาวก็ทำให้เราประเมินได้ว่า ความงดงามของผู้หญิงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลาเมคมาก
ภรรยาคนแรกชื่อ อาดาห์ (עָדָה) แปลว่า  เครื่องประดับ เป็นแม่ของยาบาลที่เป็นต้นกำเนิดคนเลี้ยงสัตว์ที่อาศัยในเต็นท์   และยูบาลที่รักการเล่นดนตรี 
ภรรยาคนที่สองชื่อศิลลาห์ แปลว่า (צִלָּה)  ร่มเงา ทำให้คิดถึงผู้หญิงผมดำ ผิวสีน้ำผึ้ง  เธอคนนี้เป็นแม่ของทูบัลคาอินที่เป็นช่างเหล็ก
ส่วนลูกสาวของเขา เขาตั้งชื่อว่า นาอามาห์ (נַעֲמָה) แปลว่า น่ารัก ร่าเริง  สวย
การที่โมเสสบันทึกเรื่องราวของพวกเธอไว้ ทำให้เราเห็นความสำคัญของผู้หญิงในสังคมยุคแรก พวกเธอทุกคนจะต้องมีความอดทนระดับสูงมากที่จะช่วยให้ครอบครัวไปต่อได้

4:23-24  ลาเมคเป็นคนที่ก้าวร้าว ยะโส วางโตเหนือคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ภรรยาทั้งสองของเขาก็คงกลัวเขามากเช่นกัน  ลาเมคทำให้เราเห็นครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็นคนที่พร้อมจะทำให้เกิดการนองเลือด ไม่ยอมใคร
นิสัยรุนแรงของคาอินส่งผลมายังลูกหลานต่อมาอีกหลายชั่วอายุคน
เขาท้าทายพระดำรัสของพระเจ้าที่ทรงสัญญาจะตอบแทนคนที่ทำร้ายคาอินเจ็ดเท่า  นี่เป็นความอหังการที่ทำตัวใหญ่เหนือพระเจ้าเข้าไปอีก 
ลำดับเชื้อสายของครอบครัว ทำให้เราเห็น ภาพรวมการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปของ อารยธรรมต้น ๆ  ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ ดนตรี และเครื่องเหล็ก ซึ่งเกิดขึ้นภายในครอบครัวขยายของคาอินอย่างชัดเจน  ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางจิตใจที่ไม่ยอมใคร พระเจ้าก็ยังทรงอวยพรให้พวกเขาเติบโตมีวัฒนธรรมที่ชัดเจน   การบันทึกของโมเสส ทำให้เราเห็นพระคุณของพระเจ้าเหนือความคาดหมาย 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 4
2* ลูกา 11:50-51
3*กันดารวิถี 18:12
4* กันดารวิถี 18:17; เลวีนิติ 3:16; ฮีบรู 11:4
8* 1 ยอห์น 3:12-15
9* ยอห์น 8:44; 1 โครินธ์  8:11-13
10*  ฮีบรู 12:24




14* สดุดี 511 ; อิสยาห์ 1:15 ; กันดารวิถี 35:19, 21, 27
15* ปฐมกาล 4:24
19* ปฐมกาล 2:24; 16:3
24* ปฐมกาล 4:15
25* ปฐมกาล 5:3
26* ปฐมกาล 5:6; เศฟันยาห์ 3:9