โยนาห์ 1 คำสั่งที่ต้องหนี

โยนาห์ได้คำบัญชาแรกมา

1 พระดำรัสจากพระยาห์เวห์มาถึงโยนาห์
ลูกชายอามิททัยว่า
2 “จงลุกขึ้น และไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และประกาศการลงโทษเมืองนั้น เพราะความโหดร้ายของพวกเขานั้นมาปรากฏต่อหน้าเรา” 
3 แต่แล้ว โยนาห์กลับลุกขึ้นเพื่อหนีจากพระยาห์เวห์ ไปยังเมืองทารชิช เขาลงไปยังเมืองยัฟฟา และได้เรือที่จะไปยังทารชิช  เขาจ่ายค่าโดยสารและลงเรือมุ่งไปเมืองทารชิชพร้อมกับคนอื่น ๆ เพื่อจะหนีให้พ้นจาก พระยาห์เวห์ 


โยนาห์หนี พระเจ้าทรงตา
4 แล้วพระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้เกิดพายุรุนแรงขึ้นในท้องทะเล เป็นพายุใหญ่ที่โหมกระหน่ำเข้ามาจนเรือดูจะอับปางแน่
5  ลูกเรือทั้งหลายกลัวลาน พวกเขาต่างร้องขอความช่วยเหลือจากเทพของตนเอง พวกเขาโยนสินค้าทิ้งลงทะเลเพื่อให้เรือเบาขึ้น   ช่วงเวลานั้น โยนาห์ได้ลงไปยังท้องเรือ นอนลงและหลับสนิททีเดียว



การแก้ปัญหาของชาวเรือ
6 นายเรือลงไปหาเขา กล่าวว่า “ท่านมาหลับอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร? ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ มาอ้อนวอนขอพระเจ้าของท่าน เผื่อว่าพระองค์จะทรงมองดูพวกเรา และเราจะได้พากันพินาศไป”
7 “เอาอย่างนี้.. ให้เรามาจับฉลากกัน ดูว่า ใครเป็นตัวการที่ทำให้เราต้องลำบากอย่างนี้” ลูกเรือปรึกษากัน  ดังนั้นพวกเขาจึงจับสลาก และสลากนั้นบอกว่าเหตุร้ายเกิดเพราะโยนาห์
8 พวกเขากล่าวว่า “บอกมาสิว่า ใครเป็นต้นเหตุของความทุกข์ร้อนครั้งนี้  ท่านทำอาชีพอะไร? มาจากไหน? แผ่นดินไหน? เป็นชนชาติใด?”

ค้นพบสาเหตุของพายุ
9  เขาตอบว่า “ข้าเป็นคนฮีบรู ข้านมัสการพระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงสร้างทะเลและแผ่นดิน”
10 ได้ยินดังนั้น พวกเขายิ่งกลัวและกล่าวว่า “ท่านไปทำอะไรมานี่?” แล้วพวกเขาก็รู้จากโยนาห์เองว่า เขากำลังหนีจากองค์พระยาห์เวห์
11 ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “แล้วเราจะทำอย่างไรกับท่าน เพื่อทะเลจะได้สงบลง?” ขณะนั้นท้องทะเลยิ่งมีคลื่นหนักมากขึ้น มากขึ้นทุกที
12 เขาตอบว่า “จับข้าโยนลงทะเลเถิด เพื่อว่าคลื่นลมจะสงบลงให้พวกท่าน เพราะข้ารู้ว่า ข้าเป็นเหตุให้เกิดพายุใหญ่ครั้งนี้กับพวกท่าน”
 คนไม่รู้จักพระเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้า
14 ดังนั้น พวกเขาจึงร้องทูลต่อพระยาห์เวห์ว่า “โอ พระยาห์เวห์เจ้าข้า ขออย่างให้พวกเราต้องพินาศไปเพราะชีวิตของชายคนนี้เลย ขออย่าทรงให้เรารับโทษจากความตายของเขา เพราะทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของพวกเรา  โอ พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงพอพระทัยแล้ว”
  13 ถึงกระนั้น ลูกเรือก็พยายามที่จะกรรเชียงเรือเข้าฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะคลื่นโถมเข้ามามากขึ้นแรงขึ้น 


  15  แล้วพวกเขาก็แบกโยนาห์ขึ้น และโยนเขาลงไปในทะเล  ทะเลก็สงบลง  
16 คนเหล่านั้นเกรงกลัวพระยาห์เวห์มากขึ้นอีก และพวกเขาได้ถวายเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์ และถวายคำปฏิญาณด้วย
 17 แต่พระยาห์เวห์ทรงเตรียมปลาตัวใหญ่มหึมาตัวหนึ่ง มากลืนโยนาห์เข้าไป และโยนาห์อยู่ในท้องปลานั้น สามวันสามคืน  

อธิบายเพิ่มเติม

โยนาห์ได้คำบัญชาแรกมา
พระเจ้าทรงมีพระดำรัสถึงโยนาห์เหมือน ๆ กับผู้เผยพระดำรัสคนอื่น ๆ  ทรงสั่งให้เขาลุกขึ้นไปนีนะเวห์ และประกาศการลงโทษ เป็นคำสั่งสองข้อ    นีนะเวห์เป็นเมืองหลวงของอัสซีเรีย ซึ่งเป็นชนชาติที่โหดร้าย และจะทำทารุณกับเชลยศึกอย่างไร้เมตตา   เราจะพบว่า ในหนังสือเศฟันยาห์ 2 นาฮูม 3 ได้บ่งบอกชัดเจนว่า พวกเขาโหดร้ายขนาดไหน ในนาฮูมได้บอกในรายละเอียดว่าต่อมาอีกหลายร้อยปี นีนะเวห์หายนะอย่างไร
1:3 แต่โยนาห์ขัดขืนบัญชาของพระเจ้า เขาเองไม่ชอบคนอัสซีเรียอยู่แล้ว คำพูดใน 4:2 ก็น่าจะพูดตรงนี้เอง
เขาคิดหนีพระเจ้าแบบเชื่อว่าจะหนีได้ จะพ้นจากพระองค์ไปได้  (ทั้ง ๆ ที่น่าจะรู้แก่ใจว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ขนาดไหน ทรงสามารถลากเขากลับมาได้แน่ แต่เขาก็จะหนีไปก่อน) โดยเดินทางไปเมืองยัฟฟา ริมฝั่งทะเลอย่างด่วน จ่ายค่าโดยสารมุ่งหน้าไปเมืองทารชิช ซึ่งอยู่ไกลคนละด้านกับนีนะเวห์!    

โยนาห์หนี พระเจ้าทรงตา
 1:4  แล้วพระยาห์เวห์ก็ทรงบันดาลให้เกิดพายุ ที่ทำให้เรือแทบล่ม  
1:5  ลูกเรือรู้ทันทีว่า พายุแบบนี้ไม่ธรรมดา พวกเขาเชื่อเทพต่าง ๆ ที่คนโบราณเชื่อกัน พวกเขาอธิษฐานของเทพของตนให้ช่วย แต่ก็ไม่ได้ผล
จากนั้นเอาของโยนลงทะเล แต่เรือก็ยังไม่ปลอดภัย  ส่วนโยนาห์นั้น แม้จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เขาก็ยังไม่ใส่ใจ ลงไปนอนในท้องเรือ 
การแก้ปัญหาของชาวเรือ
1:6 ตัวนายเรือเห็นว่า โยนาห์ไม่ได้อยู่ข้างบน จึงลงไปหาเขา เพื่ออ้อนวอนขอพระเจ้าเพื่อคนทั้งเรือ
ขณะที่คนอื่น ๆ พยายามช่วยชีวิตตัวเองให้รอด คนที่มีพระเจ้าอย่างโยนาห์กลับไร้ใจ ไม่พยายามที่จะช่วยใครเลย
1:7 เราไม่ทราบว่า โยนาห์ได้อธิษฐานขอพระเจ้าเพื่อพวกเขาหรือเปล่า แต่ลูกเรือหาทางออกด้วยการจับสลากกัน  เพื่อหาตัวต้นตอ พวกเขาใช้วิธีนี้ผสมกับการวิงวอนต่อเทพของพวกเขา   พระเจ้าทรงอยู่เหนือเหตุการณ์นี้ และทรงทำให้พวกเขาจับสลากได้เป็นชื่อของโยนาห์
พระเจ้าไม่ได้ทรงอนุญาตให้เทพใดเป็นผู้กำหนดคำตอบในสลาก พระองค์ทรงทำเอง ทรงตอบเองให้ทุกคนได้เห็น  … 
โยนาห์คนนี้แหละคือตัวสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุ ดังนั้น ทุกคนต้องสอบสวน
1:8 โยนาห์มีสิ่งที่ต้องตอบให้ลูกเรือทุกคนทราบ ให้พวกเราทราบด้วย จากคำตอบของโยนาห์ ทำให้ลูกเรือยิ่งกลัว เพราะทำให้พวกเขารู้ว่า พระเจ้าองค์ไหนที่สามารถทำพายุได้เช่นนี้ 

ค้นพบสาเหตุของพายุ
1:9 เขาเป็นคนฮีบรูที่นมัสการพระยาห์เวห์  พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือ ฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงสร้างทะเลและแผ่นดิน
จะมีพระเจ้าไหนใหญ่ไปกว่านี้  โยนาห์ตระหนักไหมว่า พระเจ้าทรงทำอะไรกับเขาอยู่?  พระเจ้าทรงเป็นผู้เดียวที่ควบคุมเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้
1:10 ลูกเรือทุกคนต่างกลัว … และได้คำตอบจากโยนาห์ตรง ๆ ว่า เขาหนีพระเจ้ามา  และพระเจ้าทรงสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้ทุกคนเห็น
1:11 หนีพระเจ้ามา??!!  นี่เรื่องใหญ่ แต่โยนาห์ทำเป็นเหมือนเรื่องเล็ก  แล้วตอนนี้พายุยิ่งโหมหนัก ต้องหาทางสยบพายุไม่อย่างนั้น คงได้ตายกันยกลำเรือ
1:12 ตอนนั้น โยนาห์รู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไร เขาต้องเอาชีวิตเข้าแลก  เพราะแน่ใจว่า พายุครั้งนี้ตนเองคือต้นเหตุ
1:13 เวลาเดียวกัน คนที่ไม่ได้รู้จักพระเจ้าองค์นี้มาก่อน ก็ยังพยายามช่วยไม่ให้มีใครต้องพินาศ พยายามเอาเรือเข้าฝั่งทั้ง ๆ ที่ยากแสนยาก  พายุก็ยิ่งแรงขึ้น ๆ  พวกเขาไม่แน่ใจว่าการโยนโยนาห์ลงทะเลจะทำให้พระเจ้าพิโรธมากขึ้นหรือเปล่า พวกเขามีเหตุและผลที่ต้องคิดให้ดี

 คนไม่รู้จักพระเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้า
1:14 พวกเขากลัวที่จะโยนโยนาห์ลงไปในทะเล … แต่ความที่พายุพัดหนักขึ้น เขาจึงยอม และพวกเขาอธิษฐานขอพระเจ้าอย่าเอาผิดกับพวกเขา  และพวกเขายอมรับว่า พระองค์ทรงทำอย่างที่ทรงต้องทำกับคนที่ดื้อต่อพระองค์
1:15 ทันทีที่โยนาห์ถูกโยนลงทะเล คลื่นลมก็สงบลงทันที เหมือนไม่ได้เกิดพายุขึ้นเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
1:16 การหนีของโยนาห์ ทำให้มีคนได้รู้จักฤทธิ์เดชของพระเจ้าอย่างไม่คาดฝัน พวกเขาทั้งถวายเครื่องบูชานมัสการพระเจ้า ถวายคำปฏิญาณที่จะเป็นคนของพระองค์ แต่เราก็ไม่ทราบว่า พวกเขาแค่เพียงเพิ่มพระเจ้ามาเชื่ออีกองค์ หรือจะสละพระอื่นทั้งหมดเพื่อติดตามพระองค์ไป  
1:17 แต่โยนาห์ กลับลงสู่ทะเลลึก ขณะนั้นเขาคิดอะไรอยู่… พอใจใช่ไหมที่จะตายเพียงเพราะไม่ยอมทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า …..แต่ พระเจ้าทรงทำสิ่งที่โยนาห์ไม่คาดคิด … พระองค์จะให้น้ำพระทัยที่มีต่อคนนีนะเวห์สำเร็จ โยนาห์จะขัดขวางพระองค์ไม่ได้ 



พระคำเชื่อมโยง

1* 2 พงศ์กษัตริย์ 14:25
2* อิสยาห์ 37:37; ปฐมกาล 10:11-12; 18:20
3* โยชูวา 19:46; อิสยาห์ 23:1; ปฐมกาล 4:16
4* สดุดี 107:25
5* 1 ซามูเอล 24:3
6* สดุดี 107:28; โยเอล 2:14
7* โยชูวา 7:14
8* โยชูวา 7:19

9* เนหะมีย์ 9:6
12* ยอห์น 11:50
13* สุภาษิต 21:30
14* เฉลยธรรมบัญญัติ 21:8; สดุดี 115:3
15* สดุดี 89:9: 107:29
16* กิจการ 5:11
17* มัทธิว 12:40

เศฟันยาห์ 3 ชนชาติที่ทรงทำให้บริสุทธิ์

เพื่อว่าพวกเขาจะร้องทูลพระนามของพระยาห์เวห์

พิพากษาโทษนครเยรูซาเล็มและชาติต่าง ๆ
1 วิบัติ! จงเกิดแก่นครที่เต็มด้วยผู้กดขี่ข่มเหง
มักกบฏ และเป็นมลทิน
 2 เมืองนี้ไม่ยอมฟังเสียงใด ๆ
 ไม่ยอมรับการตักเตือนแก้ไข
ไม่วางใจในพระยาห์เวห์
และไม่เข้ามาใกล้พระเจ้าของตน
3 ผู้ปกครองของเมืองก็เป็นเหมือนสิงโตขู่คำราม
ผู้พิพากษาของเมืองเป็นเหมือนหมาป่ายามเย็น
ซึ่งไม่มีอะไรเหลือทิ้งไว้เผื่อเวลาเช้า 
4 เหล่าผู้เผยพระดำรัสก็เป็นคนเย่อหยิ่ง  เป็นคนทรยศ 
เหล่าปุโรหิตก็ทำให้สถานนมัสการเป็นมลทิน
พวกเขาย่ำยี ทำผิดต่อธรรมบัญญัติ
5 พระยาห์เวห์ผู้ประทับในนครนั้นทรงเที่ยงธรรม
และจะไม่ทรงทำสิ่งชั่วร้าย
ทุกเช้าวันใหม่พระองค์ทรงยื่นความยุติธรรมให้
ทุกอรุณรุ่งพระองค์ไม่ทรงหยุดยั้ง

แต่กระนั้น คนอธรรมก็ไม่รู้สึกละอายใจสักนิด

พระเจ้าทรงทำให้ชาติต่าง ๆ บริสุทธิ์
 6 “เราได้กำจัดชาติต่าง ๆ ไปเสีย
หอคอยตามมุมเมืองถูกทำลายไป
เราทำให้ถนนของเขาร้างเปล่า
ไม่มีใครเดินผ่าน  เมืองของพวกเขาถูกทำลาย
ไม่มีชาวเมือง ไม่มีคนอาศัยเลย
7 เรากล่าวว่า ‘พวกเจ้าจะได้ยำเกรงเราและจะรับฟังคำเตือนเพื่อแก้ไข’ แล้วที่อาศัยของพวกเขาจะไม่ถูกตัดขาดออกไปตามที่เราได้กำหนดไว้แล้วว่า จะลงโทษพวกเขา แต่พวกเขายังพอใจ ตื่นขึ้นมาเพื่อทำตัวต่ำทรามเหมือนที่เคยทำมา”
 8 ดังนั้น พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า
“จงรอดูเราเถิด ในวันที่เราจะลุกขึ้นเป็นพยาน เราได้ตัดสินใจที่จะรวบรวมชาติต่าง ๆ  อาณาจักรทั้งหลายเข้ามาเพื่อเทการลงโทษของเราบนพวกเขา และระบายความโกรธเกรี้ยวของเราเหนือพวกเขา เพราะความหวงแหนของเรานั้น ลุกเป็นไฟ  โลกทั้งโลกจะถูกเผาผลาญด้วยไฟแห่งการหวงแหนของเรา 

ชาติต่าง ๆ เปลี่ยนความเชื่อ หรือ คนภักดีที่เหลืออยู่
9 เวลานั้น เราจะทำให้คำพูดของประชาชนบริสุทธิ์
เพื่อว่าพวกเขาจะร้องทูลพระนามของพระยาห์เวห์
และรับใช้พระองค์อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  
10 เหล่าผู้ที่นมัสการเรา
ชนชาติของเราที่กระจัดกระจายไปนั้น
จะนำเครื่องบูชาจากอีกฟากฝั่งของแม่น้ำคูชมาให้เรา 
11ในวันนั้น เจ้าจะไม่ต้องอับอาย
กับความผิดที่เจ้าได้ล่วงละเมิดเรา 
เพราะเราจะกำจัดคนที่ยินดีในความยโสของตน
แล้วเจ้าจะไม่มีโอกาสที่จะเย่อหยิ่ง
ในภูเขาบริสุทธิ์ของเราอีกต่อไป
12  และเราจะให้มีชนชาติที่ถ่อมตน ถ่อมใจ
ให้มาอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า
พวกเขาจะหวังใจในพระนามของพระยาห์เวห์ 

13  คนที่เหลืออยู่ของอิสราเอลจะไม่ทำความชั่วร้าย
พวกเขาจะไม่พูดมุสา
จะไม่พบลิ้นหลอกลวงในปากของพวกเขา
เพราะเขาจะได้รับการเลี้ยงดู
และจะพักผ่อน ไม่มีใครทำให้เขาหวาดกลัวอีกต่อไป”

การรื้อฟื้นอิสราเอล
14 ลูกสาวศิโยนเอ๋ย จงร้องเพลงยินดีเถิด
อิสราเอลเอ๋ย จงตะโกนออกมาเถิด
จงยินดี และชื่นชมสุดจิตสุดใจของเจ้า
โอ ลูกสาวเยรูซาเล็ม 
15 องค์พระยาห์เวห์ทรงเอาการลงทัณฑ์ของเจ้าไปแล้ว พระองค์ทรงทำให้ศัตรูของเจ้าหันกลับไป
โอ กษัตริย์แห่งอิสราเอล พระยาห์เวห์ทรงอยู่ท่ามกลางท่าน ท่านจะไม่ต้องกลัวอันตรายใด ๆ อีกต่อไป 
16 ในวันนั้น เขาจะกล่าวกับเยรูซาเล็มว่า “โอ ศิโยน ไม่ต้องกลัว  อย่าให้มือของเจ้าชาหมดแรงไป
17 พระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางเจ้า และพระองค์ทรงฤทธิ์ที่จะช่วยเจ้าให้รอด พระองค์ทรงปีติยินดีเพราะเจ้า พระองค์จะทรงทำให้เจ้าสงบด้วยความรักของพระองค์ และทรงร้องเพลงเพราะทรงปีติยินดีในตัวเจ้า 
18 “เราจะทำให้พวกเจ้าหายโศกเศร้าเนื่องจากเทศกาลตามกำหนดต่าง ๆ   เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นภาระ และเป็นคำติเตียนที่เจ้าได้รับ
19 ดูเถิด เวลานั้น  เราจะจัดการกับผู้คนที่ข่มเหงเจ้า
เราจะช่วยคนง่อยให้รอด และรวบรวมผู้ที่กระจัดกระจายไป
เราจะให้พวกเขาได้รับเกียรติ มีชื่อเสียงเลื่องลือ     
 20  เวลานั้น เราจะนำพวกเจ้าเข้ามา
เวลานั้น เราจะรวบรวมพวกเจ้า
 เราจะให้เจ้ามีชื่อเสียง
และเป็นที่ยกย่องท่ามกลางชาติต่าง ๆ ในแผ่นดินโลก
เมื่อเราทำให้เจ้ากลับสู่ความรุ่งเรืองต่อหน้าต่อตาเจ้า”
พระยาห์เวห์ตรัสดังนั้น

อธิบายเพิ่มเติม

พิพากษาโทษนครเยรูซาเล็มและชาติต่างๆ
3:1-4
นครที่เศฟันยาห์กล่าวถึงนั้นก็คือ เยรูซาเล็มนั่นเอง นครแห่งนี้ที่พระเจ้าทรงรัก กลายเป็นเมืองที่เต็มด้วยคนที่ทำร้ายกัน กบฎต่อบทบัญญัติ ทำบาปอย่างมากมาย  เศฟันยาห์ชินกับรัชกาลที่มีมนัสเสห์ และอาโมน ปกครอง ทั้งสองเป็นกษัตริย์ที่ชั่วร้าย  ขู่เข็ญประชาชน ทำตัวเป็นเหมือนอันธพาล และพาพวกเขาออกจากทางของพระเจ้าเป็นเวลานานมาก     คนของพระเจ้าจึงไม่แตกต่างจากชาติเพื่อนบ้าน  จากข้อ 1-5 เราจะเห็นพฤติกรรมของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าทรงเตือนเขาผ่านผู้เผยพระดำรัส เสมอมา แต่พวกเขาก็ไม่รู้สึกอะไรกับคำเตือนของพระองค์เลย
 ผู้นำตั้งแต่กษัตริย์เจ้าเมืองผู้พิพากษาผู้เผยพระดำรัสปุโรหิต ต่างเป็นกลุ่มชนชั้นสูงที่กดขี่คนยากจน
ข้อสี่ชัดเจนว่า ทั้งเมืองกลายเป็นเมืองที่เป็นมลทินแล้ว (เอสรา  2:62; เนหะมีย์  7:64; มาลาคี 1:7, 12)
นครเยรูซาเล็มได้หักพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขา ไม่ได้เป็นอย่างที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัย เป็นเมืองที่โง่เขลา
3:5
พระเจ้าประทับในนครแห่งความชั่วร้ายนี้ ทุกเช้าวันใหม่หรือเช้าแล้วเช้าเล่า
พระองค์ทรงแตกต่างจากผู้นำทั้งหลาย ทรงช่วยให้คนได้รับความยุติธรรม พระองค์ทรงพยายามให้พวกเขาได้เห็นว่าต้องทำอย่างไรจึงจะถูก ทรงส่งคนของพระองค์มาตักเตือน แต่ไม่มีใครฟังโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผู้นำ ไม่มีใครละอายใจ 
3:6
ทรงเตือนว่า พระองค์ได้กำจัดชาติต่าง ๆ  พวกเขาเห็นกับตาแล้ว  และยังทรงทำให้อัสซีเรียผู้เก่งกล้าหายนะ สิ่งที่ทรงทำให้เยรูซาเล็ม และรอบ ๆ คือ  เมืองต่าง ๆ ทางเหนือที่มีหอคอยเข้มแข็ง ก็ไม่อาจยืนหยัดได้  ผู้คนไม่เหลือในแผ่นดิน ทั้งถูกกวาดไป ทั้งหนีหายไป
3:7
เมื่อคนชาวเยรูซาเล็มเห็นการทำลายของพระเจ้าแล้ว พวกเขาควรที่จะยำเกรงและเชื่อฟัง ทำตามพระองค์เพื่อว่า
แผ่นดินของเขาจะได้รับการยกเว้น  แต่เหล่านั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาเรียนรู้เลย พวกเขากลายเป็นคนที่ต่ำทรามไม่เลิก
3:8  “จงรอดูเราเถิด” ผู้คนในเยรูซาเล็มต้องรออีกหน่อย
ตอนนี้เศฟันยาห์กำลังกล่าวถึงอนาคตอันไกลจากเขา แต่ใกล้กับพวกเราปัจจุบันมาก
แล้วจะมีวันหนึ่งที่พระเจ้าจะทรงเป็นพยานถึงสิ่งที่พวกเขาทำ  และพระองค์จะทรงลงโทษทุกคนที่เมินเฉยต่อการเตือนของพระองค์  
พระเจ้าทรงเตือนว่า จะทรงเทการลงโทษมายังมนุษย์ทั้งหลาย แต่พระเจ้ายังทรงอดกลั้นเพื่อว่า พวกเขาจะได้มีโอกาสรอดได้ (2 เปโตร 3:9) โลกในเวลานี้คดโกง เลวร้ายเหมือนวันของโนอาห์  เมื่อพระเจ้าทรงลุกเป็นไฟ ตอนนั้นไม่มีใครสู้ได้!  ดังนั้น วันแห่งพระพิโรธจะมาแน่นอน  ผู้ที่เชื่อพระองค์จึงต้องเตรียมตัวด้วยชีวิตที่พระเจ้าทรงตรัสสั่งไว้ ไม่ใช่เฉย เฉื่อยชา  ( 2 เปโตร 3:10-11) อ่าน เศฟันยาห์  2:2 ; วิวรณ์​16:14, 16)

พระสัญญาต่อคนต่างชาติที่เชื่อและคนยิว
3:9-10  แล้วพระเจ้าเองจะทรงมาเพื่อชำระคำพูดของประชาชน  คำพูดที่บริสุทธิ์มาจากใจที่บริสุทธิ์ (ลูกา 6:45) พระเจ้าทรงเปลี่ยนใจของพวกเขา
พวกเขาจะไม่กล่าวคำไร้สาระ มุสาอีกต่อไป   คนของพระองค์ที่กระจัดกระจายไปทั่งโลก จะกลับมานมัสการพระองค์ (เศคาริยาห์ 8:20-23; 14:6)
3:11 พระเจ้าทรงเอาความเย่อหยิ่งและความชั่วร้ายของผู้คนออกไป พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะยะโสต่อพระเจ้าอีก
และพระองค์จะทรงยกโทษให้กับคนที่เคยล่วงละเมิดต่อพระองค์ แต่บัดนี้กลับใจใหม่แล้ว  

3:12 สิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์คือ ชนชาติ ประชาชน ที่เชื่อฟัง ถ่อมตนต่อพระเจ้า … เมื่อสมัยก่อนนี้คนยิวคิดไม่ออกเลยว่า พระเจ้าจะทรงเมตตาให้คนต่างชาติได้มาเชื่อพระเจ้าแห่งอิสราเอล คือพระเยซูคริสต์ด้วย  แต่มาวันนี้ คำในข้อสิบสองก็เป็นจริง มีคนจำนวนมากที่ตอบความรักของพระเจ้า และติดตามพระองค์

3:13  ภาพที่บรรยายนี้ ใคร ๆ ก็อยากได้ อยากให้เกิดขึ้น พระเจ้าจะทรงเอาความมุสาออกไปจนหมด ไม่มีข่าวปลอม ไม่มีการโกหกอีกต่อไป จึงไม่ต้องมีความกลัวในสิ่งที่เคยกลัวเพราะการโกหก  พวกเขาจะได้รับการพักใจ พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง เป็นพระพรทั้งฝ่ายวิญญาณและร่างกาย
(โยเอล 3:18-20; มีคาห์ 4:4)

การรื้อฟื้นอิสราเอล อิสราเอลใหม่
ข้อความต่อไปนี้ เป็นการบรรยายถึงช่วงเวลาที่พระเมสสิยาห์ทรงครอบครองพันปี 
3:14 ลูกสาวของศิโยนมีความหมายถึงทั้ง คนที่อาศัยในเยรูซาเล็ม (มีคาห์ 4:10, 13; เศคาริยาห์ 9:9) หรือผู้คนที่เข้ามาอยู่ในพันธสัญญาของพระเจ้า อิสยาห์ 52:2; 62:11; เศคาริยาห์ 2:10
บทเพลงที่พวกเขาร้องนั้นเสียงดัง ร่าเริง เต็มด้วยความ ยินดี

3:14  ต่อไปเราจะเห็นภาพของพระเจ้าที่ทรงเกี่ยวพันกับคนของพระองค์อย่างใกล้ชิด  แล้วต่อด้วยอีกสามภาพที่ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนสภาพของอิสราเอล 
พระเจ้าทรงให้เขาร้องเพลงยินดี ร้องเสียงดัง ให้ใจของพวกเขาชุ่มชื่นขึ้น เพราะว่า …

3:15  พระเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นมหากษัตริย์องค์สูงสุดของพวกเขา จะทรงประทานอภัยโทษให้พวกเขา จะทรงทำให้ศัตรูจากไป  พวกเขาไม่ต้องกลัวต่อไปอีก
คำปลอบใจที่ทำให้อบอุ่นที่สุดคือ พระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางพวกเขา 

3:16 มีคำปลอบใจไม่ให้กลัว  อย่ายอมให้ความกลัวทำให้ร่างกายไปต่อไม่ได้
 
3:17 ทรงยืนยันว่า ทรงอยู่ท่ามกลางพวกเขา
จะช่วยเขาให้รอด ทรงยินดีในพวกเขา  และจะทรงให้ใจของพวกเขาสงบเพราะสัมผัสรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ 
ที่น่าแปลกสุดคือ พระองค์จะทรงร้องเพลงเพราะทรงยินดีในคนอิสราเอล (ที่ทรงเฝ้าเรียกให้กลับมาหาพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ยังดื้อดึงไม่หยุดหย่อน)  นี่เป็นเหมือนยามที่เจ้าบ่าวชื่นชมยินดีในตัวเจ้าสาว  พระองค์จะเป็นสุขเพราะประชากรของพระองค์  หลายครั้งที่พวกเขาไม่รู้ว่า พระเจ้าทรงยินดีในพวกเขาเพียงไร  (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:9; อิสยาห์ 54)

3:18  ตอนที่อิสราเอลไปเป็นเชลยในบาบิโลน พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะฉลองเทศกาลต่าง ๆ ที่พวกเขาเคยได้เฉลิมฉลองเหมือนอย่างในเวลาที่พวกเขาใกล้ชิดกับพระเจ้าในแผ่นดินอิสราเอล นี่เป็นความเศร้าโศกของเหล่าเชลยในบาบิโลน

3:19 จากข้อนี้จนข้อต่อไป เราเห็นคำสัญญาที่พระเจ้าทรงมอบให้กับอิสราเอล ลองอ่านดูว่า เวลานั้น..เวลาที่พระเยซูองค์พระเมสสิยาห์เสด็จกลับมาอีกครั้ง  พระองค์จะ..ทรงทำอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้คือการรื้อฟื้นให้พวกเขากลับมามีชีวิตที่ถูกต้องกับพระองค์อีกครั้ง นี่เป็นพระพรทั้งของอิสราเอลและผู้ที่เชื่อในพระองค์ 

3:20 ที่สำคัญ พระเจ้าจะทรงรวบรวมเขาให้มีชื่อเสียง เป็นที่ยกย่อง …​เขาจะได้กลับสู่ความรุ่งเรือง พระพรเหล่านี้เพื่อทำให้เป้าหมายการมีชนอิสราเอลที่พระเจ้าทรงเลือกนั้นได้สำเร็จผล อ่าน เฉลยธรรมบัญญัติ  26:18-19  และ อิสยาห์  62:7

 

พระคำเชื่อมโยง

เศฟันยาห์ 3
3* เอเสเคียล 22:27; ฮาบากุก 1:8
4* โฮเชยา 9:7; เอเสเคียล 22:26
5* เยเรมีย์ 3:3
7* เยเรมีย์ 8:6 ; ปฐมกาล 6:12
8* ฮาบากุก 2:3; โยเอล 3:2; เศฟันยาห์ 1:18
9* อิสยาห์ 19:18; 57:19


10* สดุดี 68:31
11* อิสยาห์ 2:12; 5:15
12* อิสยาห์ 14:32
13* มีคาห์ 4:7; อิสยาห์ 60:21; วิวรณ์ 14:5; เอเสเคียล 34:13-15, 28
14* อิสยาห์ 12:6

15* ยอห์น 1:49; เอเสเคียล 48:35
16* อิสยาห์ 35:3-4; ฮีบรู 12:12
17* เศฟันยาห์ 3:5, 15; อิสยาห์ 62:5; 65:19
18* เพลงคร่ำครวญ 2:6
19* มีคาห์ 4:6-7
20* อิสยาห์ 11:12

มัทธิว 12 ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า อยู่ตรงนี้

เจ้านายเหนือวันสะบาโต

1 ครั้งนั้น พระเยซูเสด็จผ่านเข้าไปในทุ่งข้าวในวันสะบาโต และศิษย์ของพระองค์รู้สึกหิว จึงเริ่มต้นเด็ดรวงข้าวมากิน
2 เมื่อพวกฟาริสีเห็นเข้า ก็กล่าวกับพระเยซูว่า “ดูสิ พวกศิษย์ของท่านทำสิ่งที่ผิดบัญญัติในวันสะบาโต”
3 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านไม่ได้อ่านหรือว่า กษัตริย์ดาวิดทำอะไรเมื่อท่านและคนของท่านหิว
4 ท่านเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า
และพวกเขาก็กินขนมปังบริสุทธิ์  ซึ่งมีปุโรหิตเท่านั้นที่จะกินได้ 
5 และท่านไม่ได้อ่านในบัญญัติของโมเสสหรือว่า
ทุกวันสะบาโต ปุโรหิตในพระวิหารก็ต่างละเมิดกฎวันสะบาโตกันทั้งนั้น  (เพราะพวกเขาถวายเครื่องบูชาซึ่งเท่ากับกำลังทำงาน)  แต่พวกเขาก็ไม่มีความผิด
 

6  เราขอบอกท่านว่า ผู้ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าพระวิหารก็อยู่ ณ ที่นี่ 
7  พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตามากกว่า เครื่องถวายสัตวบูชา’ (โฮเชยา 6:6) หากท่านเข้าใจความหมายของคำนี้  ท่านก็คงจะไม่กล่าวโทษผู้ที่ไม่มีความผิด 
8 เพราะว่า บุตรมนุษย์เป็นเจ้านายเหนือวันสะบาโต!”

พระเยซูทรงรักษาชายมือลีบ

9 พระเยซูทรงออกจากที่นั่น
และทรงเข้าไปในศาลาธรรมของพวกเขา
  10 ดูสิ มีชายมือลีบคนหนึ่งอยู่ที่นั่น  พวกเขากำลังหาเหตุที่จะกล่าวหาพระเยซู ดังนั้นพวกเขาจึงถามพระองค์ว่า “ที่จะรักษาโรคให้กับคนในวันสะบาโตนั้น ผิดบัญญัติหรือไม่?”
11 พระเยซูตรัสตอบว่า “หากใครในพวกเจ้ามีแกะอยู่ตัวหนึ่ง และแกะตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโต  ท่านจะไม่ช่วยดึงมันขึ้นมาออกจากบ่อนั้นหรือ?
 12 มนุษย์มีค่ายิ่งกว่าแกะตัวหนึ่ง ดังนั้น การทำความดีในวันสะบาโตก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามบัญญัติ

13 แล้วพระเยซูตรัสกับชายคนนั้นว่า “จงยื่นมือออกมา” เขาก็ยื่นมือออกมา และมือนั้นก็กลับเป็นปกติดีเหมือนข้างที่ดี 
14 แต่ฟาริสีก็ออกไปวางแผนว่า จะใช้วิธีใดประหารพระเยซู

พระเยซูทรงเป็นผู้รับใช้ที่พระเจ้าทรงเลือก
15  พระเยซูทรงรู้ว่า พวกฟาริสีคิดทำอะไร จึงทรงออกจากที่นั่นไป คนเป็นจำนวนมากก็ตามพระองค์ไปด้วย พระองค์ทรงรักษาคนที่เจ็บป่วยทุกคน 
16 แต่ก็ทรงห้ามไม่ให้ประชาชนบอกว่า
พระองค์ทรงเป็นผู้ใด
17 ที่ทรงทำเช่นนี้ก็เพื่อให้คำของอิสยาห์ ผู้เผยพระดำรัส
เป็นจริงที่ว่า
18  ‘ดูสิ นี่คือผู้รับใช้ที่เราได้เลือกไว้ เรารักและชื่นชมเขา
เราจะส่งวิญญาณของเรามาเหนือเขา
และเขาจะประกาศความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกชาติ
19 เขาจะไม่ทะเลาะวิวาท ไม่ส่งเสียงตะโกน
และไม่มีใครได้ยินเสียงของเขาตามถนน
20 เขาจะไม่หักทำลายไม้อ้อที่แตกหักแล้ว  
เขาจะไม่ดับตะเกียงที่ส่องแสงริบหรี่
จนกว่าเขาจะทำให้ความยุติธรรมได้ชัยชนะ
 21 คนต่างชาติทั้งหลายจะมีความหวังในพระองค์

อิสยาห์ 42:1-14

สิทธิอำนาจของพระเยซูมาจากพระเจ้า

22 มีบางคนนำชายเป็นใบ้ ตาบอด เพราะเขามีผีสิงมาหาพระเยซู พระองค์ทรงรักษาเขา เขาจึงพูดได้ และมองเห็น
23 คนทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ต่างประหลาดใจ กล่าวว่า “ชายคนนี้เป็นลูกหลานของดาวิดอย่างนั้นหรือ?”
(มีความหมายว่าเป็นพระเมสสิยาห์ ที่สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด) อ่าน 2 ซม 7:11-16
24 พอพวกฟาริสีได้ยินดังนั้น พวกเขากล่าวว่า “ชายคนนี้ใช้อำนาจของนายผี เบเอลเซบูล (อีกชื่อของซาตาน) เพื่อขับผีให้ออกจากผู้คน” 
25 พระเยซูทรงทราบว่า พวกฟาริสีคิดอย่างไร .. พระองค์ตรัสว่า “อาณาจักรใดที่แตกแยกกัน ก็จะถูกทำลาย และเมืองใด ครอบครัวใดที่แตกแยกกันก็ไม่อาจยืนอยู่ได้ 
26 และหากซาตานไล่ตัวมันเองออกไป เท่ากับมันสู้ตัวเอง  อาณาจักรของมันก็ไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ 
27  เจ้ากล่าวว่า เราใช้อำนาจของ เบเอลเซบูลเพื่อขับไล่ผีออกไป หากเป็นอย่างนั้นจริง คนของพวกเจ้าใช้ใครเพื่อขับผีออกเล่า?  พวกเขาจะตัดสินเจ้าเอง

28 แต่หากเราใช้ฤทธิ์แห่งพระวิญญาณของพระเจ้าขับผีออก แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่ามกลางพวกเจ้าแล้ว
 29 “ใครก็ตามที่ต้องการเข้าไปในบ้านของคนที่มีพลังมาก และจะขโมยทรัพย์สินของเขา ก็จะต้องมัดตัวคนที่มีพลังนั้นก่อน แล้วจึงจะปล้นบ้านของเขาได้ 

บาปต่อองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์​
30 “ใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเราก็เป็นศัตรูกับเรา ใครที่ไม่เก็บรวบรวมไว้กับเรา เท่ากับต่อต้านเรา (ทำให้กระจัดกระจายไป ยอห์น 10:21) 
31  ดังนั้น เราจึงขอบอกเจ้าว่า มนุษย์จะได้รับการอภัยบาป และคำหมิ่นประมาททุกอย่าง แต่หากใครกล่าวคำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะไม่ได้รับการยกโทษเลย  
32ใครที่กล่าวคำต่อต้านบุตรมนุษย์ ก็จะได้รับการอภัยได้
แต่ใครที่กล่าวคำต่อต้านองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์
จะไม่ได้รับการอภัย ทั้งเวลานี้ และในอนาคต   

ระวังคำพูดไร้สาระ
33 “หากเจ้าต้องการผลดี เจ้าก็ต้องปลูกต้นไม้ดี หากต้นไม้ของเจ้าเลว ก็จะมีผลเลวออกมา เราจะรู้ว่าต้นไม้เป็นอย่างไรก็ดูจากผลของมัน 
34 เจ้างูร้าย เจ้าเป็นคนชั่ว จะพูดสิ่งดีออกมาได้อย่างไร  เพราะปากก็จะพูดสิ่งที่ล้นออกมาจากใจ 
35 คนดี ก็มีสิ่งดีในใจ เขาจึงพูดสิ่งดีออกมา แต่คนชั่วก็มีสิ่งชั่วในใจ เขาก็จะกล่าวคำชั่ว ๆ ออกมา  
36  เราบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษาโทษนั้น มนุษย์จะต้องให้การเรื่องคำพูดของตัวเองที่กล่าวออกมาอย่างไม่ระวัง 
37 เจ้าจะพ้นจากความผิดหรือถูกลงโทษนั้น ขึ้นอยู่กับคำที่เจ้ากล่าวออกมา  

ฟาริสีขอการอัศจรรย์
38 มีฟาริสี และธรรมาจารย์บางคนกล่าวกับพระเยซูว่า “ท่านอาจารย์ พวกเราอยากเห็นการอัศจรรย์ซึ่งเป็นหมายสำคัญจากท่าน”
39 พระเยซูตรัสตอบว่า “เจ้าคนในยุคที่ชั่วร้ายและกบฎต่อพระเจ้า เฝ้าตามหาการอัศจรรย์ที่เป็นหมายสำคัญ แต่พวกเจ้าจะไม่ได้หมายสำคัญใด ๆ นอกจากหมายสำคัญของผู้เผยพระดำรัสโยนาห์ 


40 โยนาห์อยู่ในท้องปลาใหญ่สามวันสามคืนอย่างไร บุตรมนุษย์ก็จะอยู่ในใจกลางแผ่นดินโลกสามวันสามคืนอย่างนั้น  41 ในวันพิพากษา ประชาชนจากนีนะเวห์จะลุกขึ้นพร้อมกับคนยุคนี้ และพวกเขาจะแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความผิด เพราะเมื่อโยนาห์ประกาศ พวกเขาก็กลับใจ และเราขอบอกเจ้าว่า
ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์ก็อยู่ที่นี่! 

42 ในวันพิพากษา ราชินีแห่งแผ่นดินทางใต้จะลุกขึ้น พร้อมกับคนในยุคนี้  พระนางจะแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความผิด เพราะพระนางเดินทางมาจากที่สุดปลายโลกเพื่อฟังคำสติปัญญาของกษัตริย์โซโลมอน  ( 1 พงศ์กษัตริย์ 10:1-13)  และเราบอกเจ้าว่า ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์โซโลมอนก็อยู่ที่นี่!

คนในยุคนี้เต็มด้วยความชั่วร้าย
43 “เมื่อวิญญาณชั่วออกจากใครคนหนึ่งแล้ว มันก็ออกไปทั่วดินแดนที่แห้งแล้งเพื่อหาที่พัก แต่ก็ไม่พบ
 44 มันจึงกล่าวว่า ‘ข้าจะกลับไปยังบ้านที่ข้าละจากมา’ เมื่อมันกลับมา ก็พบว่า บ้านว่างเปล่า เก็บกวาดสะอาดตา เป็นระเบียบเรียบร้อย
 45 วิญญาณชั่วตนนี้จึงออกไป และนำวิญญาณชั่วอีกเจ็ดตนที่ร้ายกว่าเข้ามาอยู่ในบ้านนั้น  คน ๆ นั้นจึงตกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายกว่าเดิม คนในยุคที่ชั่วร้ายก็จะเป็นเช่นนั้น”

ครอบครัวแท้จริงของพระเยซู
46 ขณะที่พระเยซูกำลังตรัสอยู่กับฝูงชนนั่นเอง ดูเถิด มารดาและน้องชาย น้องสาวก็มายืนอยู่ด้านนอก กำลังหาทางที่จะพูดกับพระองค์
47 มีคนมาทูลพระองค์ว่า “ดูเถิด มารดา และน้อง ๆ ของท่านยืนอยู่ข้างนอก และพวกเขาต้องการจะพูดกับท่าน”
48 พระองค์ตรัสตอบว่า “ใครเป็นมารดาของเรา ใครเป็นพี่น้องของเรา?” 
49 แล้วพระองค์ทรงชี้ไปที่เหล่าศิษย์ทั้งหลาย ตรัสว่า “นี่คือมารดาและพี่น้องของเรา
50     ผู้ที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์  ผู้นั้นคือ พี่น้องชายหญิงและมารดาแท้จริงของเรา”

อธิบายเพิ่มเติม

 

พระเจ้าแห่งวันสะบาโต
บทนี้ เราเริ่มเห็นความพยายามของฟาริสี ที่จะจัดการโค่นพระเยซูให้ผู้คนเลิกติดตาม เลิกฟังพระองค์และตอนนี้พวกเขาก็ใช้เรื่องของกฎเกณฑ์ที่พวกฟาริสี ธรรมาจารย์ โบราน ช่วยกันตั้งกันขึ้นมาเพิ่มเติมในช่วง  400 ปีก่อน พวกเขาจึงมีกฎการปฏิบัติตนอย่างละเอียดมาควบคุมการใช้ชีวิตของประชาชนอีกมากมาย จนพระเยซูได้ตรัสว่า บรรดาผู้ลำบากเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา…
ประชาชนเหน็ดเหนื่อยกับการทำตามบทบัญญัติตั้งแต่เช้าจนค่ำ …​แทนที่ผู้นำฝ่ายวิญญาณจะนำความสุขมาให้ประชาชน กลับนำความทุกข์ใจมาโถมทับพวกเขา

12:1
เมื่อศิษย์ของพระเยซูเด็ดรวงข้าวมาขยี้กินตามทางในวันสะบาโต เป็นสิ่งที่จริง ๆ แล้ว ทำได้ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำงานแต่ประการใด พวกเขาเข้าไปในนาของบางคนที่มีข้าวอยู่
แล้วแค่เด็ดกิน ไม่ได้ขโมยด้วย เพราะมีบทบัญญัติของโมเสสอยู่แล้วว่า เจ้าของนาจะต้องไม่เก็บข้าวจนหมดนา แต่ให้เหลือไว้เผื่อคนยากจน คนเดินทางได้กินหายหิวได้
12:2
แต่แล้ว พวกเขาถูกฟาริสีกล่าวหาว่าทำผิดบทบัญญัติสะบาโต   ซึ่งพวกเขาหมายถึงบัญญัติเพิ่มเติมในรายละเอียดเล็ก ๆ ไม่ใช่บทบัญญัติดั้งเดิม
12:3-4
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดาวิดพาทหารเข้าไปกินขนมปังที่วางไว้เพื่อนมัสการพระเจ้า เพราะพวกเขากำลังหิวมาก  และก็ไม่ได้ถือว่าผิดจนต้องลงโทษ

12:5
และคำนี้ที่พระเยซูตรัสก็เป็นการชี้ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้ว ปุโรหิตทุกคนก็ทำผิดในวันสะบาโต ถ้าถือว่า เขากำลังทำงานอยู่ในการรับใช้พระเจ้าและประชาชน  ตรงนี้ ทำให้เราเห็นว่า ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน แต่พระเยซูทรงชี้ให้เห็นภาพที่พวกเขาไม่เคยคิด  ฟังแล้ว สำหรับพวกฟาริสี ก็น่าโมโหที่พระเยซูทรงพลิกความจริงให้เห็นกระจ่างได้ขนาดนี้   และพวกเขาก็ไม่สามารถโต้เถียงกลับได้
12:6
แล้วพระเยซูทรงสรุปให้ ซึ่งเป็นการจุดไฟโกรธของพวกเขาให้พลุ่งขึ้นเต็มที่เลย … พระองค์ทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่า พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าพระวิหาร ทรงยิ่งใหญ่กว่าเครื่องบูชาทั้งหลาย เพราะพระเจ้าทรงประสงค์ให้พวกเขามีเมตตา ไม่ใช่การรักษาบัญญัติเคร่งครัดและกล่าวหาคนที่ทำผิดอย่างไร้ความปรานี   ทรงสรุปชัดเจนว่า พระองค์ทรงอยู่เหนือวันสะบาโต … เมื่อใดที่พระเยซูตรัสว่า บุตรมนุษย์ ทุกคนเข้าใจดีว่า ทรงหมายถึงพระเจ้าที่ปรากฎในหนังสือ ดาเนียล   ตอนนี้ฟาริสีโกรธจนควันออกหูแล้ว!!


พระเยซูทรงรักษาชายมือลีบ
12:9-10
จากนั้นทรงเข้าไปในธรรมศาลา พบชายคนหนึ่งมือลีบ  เอาล่ะ ได้ทีสำหรับพวกที่รอค้านพระเยซู จึงแกล้งถามว่าผิดไหมที่จะรักษาในวันสะบาโต ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า พระเยซูทรงรักษาชายมือลีบนั้นแน่นอน
12:11-12 
พระเยซูทรงสรุปให้โดยเล่าเรื่องที่อาจจะเกิดกับพวกเขา หรือเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว คำของพระองค์แตะใจทุกคนที่อยู่ตรงนั้น  แกะใคร ๆ ก็รักและห่วง คงไม่ยอมให้มันติดหล่มแล้วต้องตายในวันสะบาโต แล้วพระองค์ทรงสรุปว่า ทำความดีในวันสะบาโตนั้นเป็นสิ่งที่ถูกตามบัญญัติ
12:13-14 
จากนั้นก็ทรงรักษาชายมือลีบทันที ชายคนนั้นดีใจนักที่หายจากความพิการ แต่.. ไม่มีใครสักคนในหมู่ฟาริสีดีใจด้วย พวกเขากลับรู้สึกเสียหน้า และถึงกับพยายามวางแผนฆาตกรรม … พวกนี้เป็นคนอย่างไรกัน?

พระเยซูทรงเป็นผู้รับใช้ที่พระเจ้าทรงเลือก
12:15-21 
พระเยซูทรงรู้ทันทีว่า ฟาริสีคิดอะไรอยู่  แต่พระองค์ไม่ได้ต่อต้านพวกเขาอย่างรุนแรง พระองค์กลับหันไปทรงรักษาโรคให้กับประชาชนมากมาย แต่ขณะเดียวกัน ก็ปรามไม่ให้พวกเขาไปเผยแพร่สิ่งที่เกิดขึ้น หรือบอกว่า พระองค์คือผู้ใด
เมื่อเราอ่านพระลักษณะของพระเมสสิยาห์ที่อิสยาห์ได้บรรยายไว้
เราจะเห็นว่า พระองค์ทรงสงบ  ไม่ตะโกน พระองค์ตรัสอย่างเรียบ ง่ายทรงพลังกับประชาชนทั้งหลาย  พระองค์ไม่ทรงซ้ำเติมประชาชน แตกต่างจากเหล่าฟาริสีที่พยายามเอาแต่จับผิดอย่างสิ้นเชิง พระเยซูทรงเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ (ยกเว้นวันที่พระองค์ทรงพิโรธเมื่อเห็นคนย่ำยีพระวิหารของพระเจ้า)

สิทธิอำนาจของพระเยซูมาจากพระเจ้า  
12:22-23
มัทธิวได้กล่าวถึงเหตุการณ์คนมีผีสิงแล้วทำให้ตาบอดเป็นใบ้มารับการรักษา แล้วเขาก็กลายเป็นพูดได้ และมองเห็น ชายคนนั้นดีใจมาก  และคนที่เห็นก็ประหลาดใจ ใช้คำถามที่ต้องการคำตอบเป็น ไม่ นั่นคือคนนี้ไม่น่าจะใช่ลูกชายของดาวิด เขาเป็นได้หรือ?  พวกเขายังคงรู้สึกไม่เชื่อแต่ก็ประหลาดใจเราต้องไม่ลืมว่า คนยิวคาดหวังว่า พระเมสสิยาห์ที่มานั้น จะเป็นนักรบที่จะช่วยพวกเขาให้พ้นจากประเทศที่ครอบครองพวกเขาอยู่  พระเมสสิยาห์น่าจะมาแบบยิ่งใหญ่
อย่างน้อยก็เป็นคล้ายดาวิดองค์กษัตริย์ผู้แกร่งกล้า  

12:24
แต่แล้ว ฟาริสีมีความคิด ทางลบ.. กล่าวร้ายว่า พระเยซูทรงใช้อำนาจนายผีให้ประชาชนคิดตามไปอย่างนั้น พระเยซูเองทรงรู้อยู่แล้วว่า เขาจะพูดอะไรจึงทรงชี้แจงให้ประชาชนที่มุงอยู่ได้เข้าใจให้ถูกต้อง
 12:25-28 
เหมือนในข้อ 15  พระเยซูทรงรู้ใจฟาริสี พระองค์ทรงสัพพัญญู ทรงรู้ความคิดของทุกคน ดังนั้น ทรงยืนยันว่า ที่อาณาจักรของมารยังมีพลัง เพราะมันช่วยกัน ไม่ได้แตกแยกกัน  การที่กล่าวหาพระองค์ว่าใช้อำนาจนายผีเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคนฟาริสีก็ยังมีการไล่ผีออกจากผู้คนด้วย ดังนั้นหมายความว่า ฟาริสีเอง ใช้อำนาจของนายผีใช่หรือไม่ (สมัยนั้นก็มีการไล่ผีอยู่แล้ว ดู กิจการ 19:13)
ในเรื่องนี้ พระเยซูทรงบอกชัดว่า การที่พระองค์ทรงขับผีโดยฤทธิ์แห่งพระวิญญาณก็หมายความว่า แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้พวกเขา พวกเขาจะได้รับการปกครองจากพระเจ้า จากองค์พระเมสสิยาห์ ไม่ใช่จากบทบัญญัติอีกต่อไป
เมื่อพูดถึงพระวิญญาณ เราจะเห็นว่า พระเยซูทรงแนะนำให้ประชาชนเริ่มเห็นว่า พระองค์ทรงทำงานร่วมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน
12:29 
พระเยซูตรัสให้พวกเขาคิดใหดี  พระองค์ทรงเป็นคนที่มีอำนาจเหนือมารที่อยู่ในร่างกายของคนที่ถูกผีสิง (ร่างที่อยู่ใต้อำนาจมาร)  พระองค์ทรงเป็นผู้มัดมารที่อยู่ในร่างของคนก่อน แล้วทรงไล่มันออกไป  การที่พระเยซูตรัสเช่นนี้ บ่งบอกว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ด้วย  ทรงยิ่งใหญ่กว่ามาร 
บาปต่อองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์​
12:30 
จากนั้น พระเยซูชี้ให้เห็นว่า ใครก็ตามที่มีสัมพันธ์กับพระองค์นั้น จะเป็นกลางไม่ได้เป็นอันขาด  ไม่อยู่ข้างเดียวกัน ก็เท่ากับอยู่คนละข้างเลยนั่นคือ อยู่ฝ่ายมาร
ฟาริสีทั้งหลายพยายามให้ผู้คนไม่เป็นฝ่ายพระเยซู พยายามทำให้พวกเขาสับสน คอยยุแหย่ให้เป็นศัตรูกับพระองค์จนกระทั่งวันที่ทรงสิ้นพระชนม์   ฟาริสีเหล่านี้เป็นฝ่ายมารแท้ ๆ
12:31
ฝ่ายตรงข้ามที่กล่าวคำหมิ่นประมาทองค์พระวิญญาณของพระเจ้าต้องรู้ว่า มีบาปบางอย่างที่พวกเขาไม่อาจแก้ลำได้เลย ไม่สามารถแก้ไข แก้คืน หรือได้รับการยกโทษได้  การที่พวกเขากล่าวว่า พระเยซูทรงใช้อำนาจนายผีไล่ผีออกนั้น แสดงว่าพวกเขาไม่สำนึกว่า กำลังดูหมิ่นองค์พระวิญญาณ   การมองว่างานของพระเจ้าเป็นงานของมาร  
การกล่าวต่อต้านก็เป็นเหมือนการหมิ่นประมาทเช่นกัน  พระเจ้ายังทรงเมตตาที่จะยกโทษให้กับคนที่ต่อต้าน หมิ่นพระเยซู แต่เขาจะไม่ได้รับการอภัยหากไปแตะต้ององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ !  องค์พระวิญญาณทรงเป็นอำนาจพื้นฐานที่ทำงานร่วมกับพระเยซูในขณะที่พระองค์ทรงอยู่ในโลกนี้   (ลูกา 4:14)

ระวังคำพูดไร้สาระ
12:33-35 
พระเยซูไม่ทรงปล่อยให้ฟาริสีกล่าวร้ายพระองค์โดยไม่สำนึก ทรงสอนให้ประชาชนรู้ว่า พฤติกรรมหรือผลในชีวิตทำให้รู้ว่าใจของคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร  หากต้นไม้ถูกละเลย ไม่ให้น้ำ ไม่ให้ปุ๋ย ผลที่ได้ก็ไม่น่ากิน ไม่มีประโยชน์  พระเยซูทรงเรียกฟาริสีว่า เจ้าชาติงูร้าย เป็นคนที่มีใจชั่วจึงพูดแต่สิ่งที่ชั่วออกมา  เราจึงดูได้ว่าใครเป็นใครในโซเชียลมีเดีย เรารู้ได้เลยว่า ควรตามหรือไม่ตามใคร
12:36-37 
เป็นที่ชัดเจนว่า ในวันพิพากษาของพระเจ้า เราจะต้องให้การกับพระเจ้าสำหรับสิ่งที่กล่าวออกมา น่ากลัวมากเลย ถ้าเราได้รับคำเตือนเรื่องนี้แล้ว ก็สมควรจะระวังตัวตั้งแต่วันนี้   เพราะการตัดสินความนั้น ขึ้นอยู่กับคำพูดของเราเอง การพูดอย่างไม่ระวังนั้นคือประตูสู่ความตายได้ !! (ยากอบ 1:19; 3:1-12) พวกเขาตัดสิน กล่าวหาพระเยซูว่า ทำการด้วยนายผี แต่แล้วไม่ได้ดูตัวเองว่า กำลังพูดไม่ระวัง และนำอันตรายสู่ชีวิตตัวเอง

ฟาริสีขอการอัศจรรย์
12:38-39  
แล้วก็มีฟาริสี ธรรมาจารย์แกล้งขอให้พระเยซูทำการอัศจรรย์ที่เป็นหมายสำคัญ (เพื่อพิสูจน์ว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ) นี่ไม่ได้เป็นคำขอเพื่อจะเชื่อ แต่เป็นคำขอที่บอกว่า ฉันไม่รับท่านเป็นพระเมสสิยาห์   อย่างไรท่านก็เป็นลูกน้องมารอยู่ดี จึงไล่ผีได้ 
(ดูมัทธิว 27:27-31 ทหารก็เยาะพระองค์ในฐานะที่เป็นกษัตริย์ )
ก่อนหน้านี้พระองค์ก็ทรงทำการอัศจรรย์มากมาย แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อ แต่บิดเบือนราชกิจของพระองค์เป็นอย่างอื่น เหตุใดพระเยซูทรงกล่าวถึงหมายสำคัญของโยนาห์?
12:40-41
แม้โยนาห์เป็นผู้เผยพระดำรัสเพื่อชาวนีนะเวห์ แต่ชีวิตการทำงานของเขาก็ยังเป็นการพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระเยซู
ชีวิตของโยนาห์นั้น บ่งว่า เขาได้ยอมตายเพื่อให้ชาวเรือได้รอดจากพระพิโรธ ลมพายุ จากนั้น ก็อยู่ในท้องปลาสามวัน โดยที่ความตายไม่สามารถยึดเขาไว้ได้  เขาออกจากท้องปลา เหมือนกับพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย  ที่สำคัญ ชาวนีนะเวห์เชื่อคำกล่าวของเขา และกลับใจ
พระเยซูทรงบอกเขาว่า พระองค์ทรงใหญ่กว่าโยนาห์ ทรงอยู่ตรงนี้ แต่พวกเขาก็ไม่กลับใจ  เป็นคนที่กบฏต่อพระเจ้า ดังนั้นคนนีนะเวห์ที่กลับใจจะกล่าวโทษพวกเขา
 12:42
นอกจากนั้น พระเยซูทรงกล่าวถึงราชินีจากแดนไกลที่เดินทางมาฟังคำของโซโลมอน และกลับใจ.. แต่แล้วพวกเขากำลังฟังพระเมสสิยาห์ตรัสแต่ใจแข็งเหลือเกิน 

คนในยุคนี้เต็มด้วยความชั่วร้าย
12:43-45
การที่พระเยซูทรงกล่าวถึงวิญญาณชั่วที่เคยอยู่ในคน ๆ หนึ่ง  แต่ต้องออกไปซึ่งน่าจะเกิดจาการขับออกไป  คำตรัสของพระองค์ทำให้เรารู้ชัดว่า เรื่องของผีสิงคนนั้น เป็นเรื่องจริง คนไทยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะพวกเราเห็นชัดว่า มี ส่วนคนตะวันตกนั้นไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
เมื่อวิญญาณชั่วออกไป มันก็ต้องไปหาที่อยู่ มันต้องการที่ ๆ จะสิง ต้องการใจที่ว่าง ใจที่ไม่มีฤทธิ์ของพระเจ้า เป็นใจที่พร้อมจะยอมรับวิญญาณร้ายแต่เมื่อไม่มีที่ ก็เลยลองกลับมาที่เดิม ปรากฏว่า ใจเดิมนั้นไม่มีพระเจ้าว่างเปล่า เรียบร้อย อาจหมายความถึงใจที่มีศีลธรรม ไม่ได้หมกมุ่นในความชั่ว ตราบใดที่ใจนั้นไม่มีพระเจ้า มันก็พร้อมที่จะเข้ามาสิงอยู่ 
บางครั้งคนที่ป่วยทางจิต คนที่สุขภาพไม่แข็งแรง ก็จะเป็นเหยื่อของวิญญาณเหล่านี้ง่าย  และมารก็จะใช้ชีวิตของเขาทำตามใจของมันเองทำให้ชีวิตนั้นย่ำแย่ลงกว่าเดิม
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องระวังคือ เราต้องมีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในชีวิต แล้วมารตัวไหนก็จะเข้ามาไม่ได้ และต้องไม่ทำบาป ซึ่งบาปเหล่านั้นเป็นประตูเปิดรอพวกมันอยู่  แม้มันพยายามจะเข้ามากัดกิน เหมือนสิงโตคำราม แต่ก็จะทำอะไรเราไม่ได้ 

ครอบครัวแท้จริงของพระเยซู
12:46-47 
ขณะที่พระเยซูกำลังอยู่กับฝูงชน มารีย์ ลูกชาย ลูกสาว ซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากโยเซฟหลังจากที่เธอได้ประสูติพระเยซูมา  แสดงว่า พระเยซูยังทรงมีน้อง ๆ ในครอบครัวอีกหลายคน ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้วางใจในพระองค์นัก 

12:48-50 
คำตรัสที่ว่า ใครเป็นแม่และพี่น้องของเรา? นั้น พระองค์ไม่ได้ดูหมิ่นมารดาและครอบครัวของพระองค์ แต่ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับพี่น้องฝ่ายวิญญาณ ให้ความสำคัญกับคนที่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าว่า เป็นครอบครัวแท้จริงของพระองค์ อย่างที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ในยอห์น 1:12 ว่า คนที่เชื่อในพระนามจะได้มีสิทธิเป็นลูกของพระเจ้า! 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว12
1* ลูกา 6:1-5; เฉลยธรรมบัญญัติ 23:25
3* 1 ซามูเอล  21:6
4* เลวีนิติ 24:5; อพยพ 29:32
5* กันดารวิถี 28:9
6* อิสยาห์ 66:1-2
7* โฮเชยา 6:6
9* มาระโก 3:1-6
10* ยอห์น 9:16
14* มาระโก 3:6
15* มาระโก 3:7; มัทธิว 19:2
16* มัทธิว 8:4; 9:30; 17:9

18* อิสยาห์ 42:1-4; 49:3;
มัทธิว 3:17; 17:5
22* ลูกา 11:14-15
23* มัทธิว 9:27; 21:9
24* มัทธิว 9:34
25* มัทธิว 9:4
28* ดาเนียล 2:44; 7:14
29* อิสยาห์ 49:24
31* มาระโก 3:28-30; กิจการ 7:51
32* ยอห์น 7:12, 52; 1 ทิโมธี 1:13
33* มัทธิว 7:16-18
34* มัทธิว 3:7; 23:33; ลูกา 6:45













38* มาระโก 8:11
39* มัทธิว 16:4
40* โยนาห์ 1:17
41* ลูกา 11:32; เยเรมีย์ 3:11; โยนาห์ 3:5
42* 1 พงศ์กษัตริย์ 10:1-13
43* ลูกา 11:24-26; 1 เปโตร 5:8
45* 2 เปโตร 2:20-22
46* ลูกา 8:19-21 ; ยอห์น 2:12; 7:3,5
47* มัทธิว 13:55-56
49* ยอห์น 20:17
50* ยอห์น 15:14