โรม 10 ทุกคนต้องรับด้วยปากเชื่อด้วยใจ

โรม 10:1-2
พี่น้องชายหญิงทั้งหลายสิ่งที่ข้าต้องการมากที่สุดและที่ข้าอธิษฐานต่อพระเจ้าคือ ขอให้ชาวอิสราเอลทุกคนได้รับความรอด ข้าเป็นพยานเรื่องพวกเขาได้ว่าพวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะติดตามพระเจ้า แต่ ไม่ได้ทำอย่างถูกวิธีตามความรู้ที่แท้จริง

โรม10:3-4
เพราะเขาไม่รู้ความเที่ยงธรรมที่มาจากพระเจ้า แต่พวกเขาตั้งวิธีการที่จะเป็นคนเที่ยงธรรมด้วยตนเอง 
โดยไม่รับความเที่ยงธรรมของพระเจ้า พระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของบทบัญญัติ คือทุกคนที่เชื่อพระองค์จะเป็นคนเที่ยงธรรม 


โรม10:5
โมเสสได้เขียนถึงการที่มนุษย์จะมี
ความเที่ยงธรรมได้โดยการทำตามบทบัญญัติ
ท่านกล่าวว่า “คนที่เชื่อฟังทำตามบทบัญญัติจะมีชีวิตด้วยบทบัญญัตินั้น (เลวีนิติ  18:5)


โรม 10:6-7
แต่พระคัมภีร์กล่าวถึงความเที่ยงธรรมจากความเชื่อนั้นกล่าวว่า อย่านึกในใจว่าใครจะขึ้นไปสวรรค์? (คือนำพระคริสต์ลงมา?) หรือใครจะลงไปนรก? (คือนำพระคริสต์ขึ้นมาจากความตาย?)”

โรม 10:8-9
แต่พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากอยู่ในใจของท่าน คือ ถ้อยคำแห่งความเชื่อซี่งเรากำลังประกาศ ถ้าท่านยอมรับด้วยปากของท่านว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงทำให้พระเยซู ทรงคืนชีพจากความตายท่านจะรอด

โรม10:10-11
ท่านได้รับการประกาศว่าเป็นผู้เที่ยงธรรมเพราะท่านเชื่อด้วยใจ และท่านได้รับความรอดเพราะท่านยอมรับด้วยปาก ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า
“คนใดที่วางใจในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย”

โรม10:12-13
ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนอิสราเอลกับคนต่างชาติ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวงและประทานพรมากมายให้กับทุกคนที่วางใจในพระองค์ ตามที่
พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “ทุกคนที่ร้องเรียกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด”

โรม10:14-15
แต่ที่ผู้คนจะทูลขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเขา พวกเขาต้องเชื่อในพระองค์ ก่อนที่จะเชื่อใพระองค์ พวกเขาต้องได้ยินถึงพระองค์ก่อน ที่จะได้ยินถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ต้องมีใครบอกพวกเขาก่อน  ที่จะมีใครสักคนไปและบอกพวกเขา ก็ต้องมีคนส่งเขาไปก่อน ตามที่มีเขียนไว้ว่า (อิสยาห์  52:7)
“เท้าของผู้นำข่าวดีนั้นงามสักเพียงใด”

โรม10:16-17
ไม่ใช่คนอิสราเอลทุกคนจะตอบรับข่าวประเสริฐ เพราะอิสยาห์กล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าข้า ใครบ้างหรือที่เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเรา?” (อิสยาห์ 53:1)ดังนั้น ความเชื่อจึงมาจากการได้ยินข่าวประเสริฐ  เมื่อมีคนประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์

โรม10:18
แต่ข้าถามว่า จริงหรือที่เขาไม่ได้ยินข่าวประเสริฐ? 
ใช่ พวกเขาได้ยินตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า“มีเสียงออกไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก”
(สดุดี 19:4)

โรม10:19
ข้าถามอีกว่า “คนอิสราเอลไม่เข้าใจหรือ?  แน่นอน เขาเข้าใจทีแรกโมเสสกล่าวว่า เราจะทำให้คนที่
ไม่ใช่ชนชาตินี้ทำให้เจ้าอิจฉา เราจะใช้
ชนชาติที่ไม่เข้าใจทำให้เจ้าโกรธ”

โรม10:20-21
และอิสยาห์กล้าหาญที่กล่าวว่า“คนที่ไม่ได้แสวงหาเราได้พบเรา เราปรากฏแก่คนที่ไม่ได้ถามหาเรา”พระเจ้าตรัสถึงคนอิสราเอลว่า “ตลอดวันเวลา เรายื่นมือของเราออกมาให้แก่ชนชาติที่ไม่เชื่อฟังและดื้อด้าน” (อิสยาห์ 65:2) 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 10:1-2
คนอิสราเอลที่ท่านเปาโลกล่าวถึงนี้ คือคนที่มีความกระตือรือร้นในการติดตามพระเจ้า ในปัจจุบันจะมี 1คนอิสราเอลที่ติดตามบัญญัติอย่างสุดโต่ง
2 คนที่ไม่เอาพระเจ้าเลย 3 คนที่กลับใจมาเชื่อในองค์พระเยซูคริสต
์ คนกลุ่มหลังสุดนี้กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ พระเจ้าทรงนำพวกเขากลับมาอย่างมหัศจรรย์จะเห็นว่าในจดหมายท่านเปาโลชมด้วยว่ายิวทั่วไปต้องการติดตามพระเจ้าแต่ที่น่าเสียใจคือไม่ทำตามวิธีของพระเจ้า 

โรม10:3-4
การที่ใครคนหนึ่งจะเป็นคนเที่ยงธรรม หรือเป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้า หรือพ้นผิดได้ ก็ต้องทำตามเงื่อนไขของพระเจ้า แต่มนุษย์ไม่ต้องการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาคิดหาวิธีการของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่า วิธีการของเขาไม่ได้ผล นี่คือมนุษย์ได้สร้างระบบความเชื่อ ศาสนาต่าง ๆ มาเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายใจมีที่ยึดเหนี่ยว มีที่ไปหลังจากตายแล้ว แต่พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของจักรวาล ทรงเป็นเจ้าของชีวิตทุกคนหน้า ..จึงต้องฟังพระองค์

โรม10:5
ท่านโมเสสกล่าวชัดเจนให้ทุกคนรู้ว่า ถ้าพวกเขาทำตามบทบัญญัติ ก็จะได้ชีวิต ได้ความเที่ยงธรรมจากการทำตามนั้น แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครจะได้ชีวิตและได้ความเที่ยงธรรมจากบัญญัติเลย เพราะอะไรเล่า?ก็เป็นเพราะไม่มีใครสามารถทำตามบัญญัติทุกข้อโดยไม่มีการพลาดเลย  ทุกคนมีความพลาดมาตั้งแต่เป็นเด็กมา อย่างน้อย บาปยอดนิยมก็คือทุกคนเคยโกหกกันมาแล้วทั้งนั้น

โรม10:6-7
เราจะเข้าใจพระคำตอนนี้ได้ก็ต้องย้อนไปที่ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:11-13 11 สิ่งที่ข้าพเจ้ากำชับท่านในวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหลือบ่ากว่าแรงหรือเกินเอื้อมสำหรับท่าน 12 ไม่ได้อยู่สูง ในฟ้าสวรรค์จนท่านต้องถามว่า “ใครจะขึ้นไปบนสวรรค์แล้วนำมาประกาศแก่เราเพื่อเราจะได้ปฏิบัติตาม?” 13 และไม่ใช่อยู่โพ้นทะเลจนท่านต้องถามว่า “ใครจะข้ามทะเลเพื่อนำมาประกาศแก่เราเพื่อเราจะได้ปฏิบัติตาม?”  (จากเล่มอมตธรรมร่วมสมัย)นั่นคือ ความเที่ยงธรรมจากความเชื่อไม่ได้อยู่ไกล จนเป็นนามธรรม ไกลจนไม่เข้าใจ สังเกตได้ว่าท่านเปาโลได้ใช้พระคัมภีร์เดิมหลายข้อในหนังสือโรมเพราะยิวที่มาเชื่อนั้นคุ้นเคยดี

โรม 10:8-9
(เฉลยธรรมบัญญัติ  30:14) การที่จะได้รับของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า “ความรอดพ้น”  นั้น คือการได้อยู่กับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในโลกนี้และหลังจากตายไปแล้ว  สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการรับด้วยปาก”พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อด้วยใจว่า “พระบิดาทรงทำให้พระองค์คืนชีพจากความตาย” เป็นสองสิ่งที่ดูง่าย แต่คนเป็นจำนวนมากกลับไม่ยอม พวกเขาต้องการวิธีที่ยากกว่า ต้องการวิธีที่เขาทำเองเพื่อได้มา

โรม10:10-11
 ฉะนั้นพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสดังนี้ว่า“ดูเถิด เราวางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยนเป็นศิลามุมเอกล้ำค่าเหมาะเป็นรากฐานอันมั่นคงผู้ที่วางใจจะไม่มีวันท้อแท้[ (อิสยาห์ 28:16) (อมตธรรมร่วมสมัย) เราเห็นชัดว่า ท่านเปาโลยังไม่ได้หลุดไปจากคำจากพระคัมภีร์เดิมเลย ท่านใช้ข้อความต่าง ๆ ที่ชาวยิวคริสเตียนรู้ดี มาทำให้พวกเขาเข้าใจว่า ผู้เผยพระดำรัสสมัยก่อนได้กล่าวถึงพระเยซูมาตั้งนานแล้ว  การที่เราแต่ละคนปฏิเสธพระองค์เท่ากับเป็นการหาความอับอายมาให้ตัวเอง 

โรม10:12-13
และทุกคนที่ร้องออกพระนามของพระยาห์เวห์จะรับความรอดจากโยเอล 2:32  ท่านเปาโลได้ยืนยันชัดเจนให้ผู้เชื่อชาวยิวไม่หลงตัวเองไปว่า พวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก จึงเป็นพวกเดียวที่มีสิทธิรับความรอดได้พระยาห์เวห์ในโยเอล คือองค์พระเยซูคริสต์เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของมนุษย์ทั้งปวงจึงทรงตอบคำอธิษฐานใครก็ตามที่ร้องเรียกหาพระนามของพระองค์ด้วยจริงใจ รับด้วยปากเชื่อด้วยใจ  พระเจ้าจะไม่ทรงเมินจากพวกเขา 

โรม10:14-15
พระคำข้อนี้จริง ๆ แล้ว เป็นวัฎจักร  คนที่ได้เชื่อจะกลายเป็นคนที่ออกไปในเวลาต่อมา พระเจ้าทรงใช้เราทุกคนให้เป็นคนที่ถูกส่งออกไป  เท้าของผู้นำข่าวดีท่านแรกคือ องค์พระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน คนต่อ ๆ มา จำนวนไม่น้อยที่ถูกเข่นฆ่าทรมานเพราะพวกเขายึดมั่นในพระองค์ผู้พลีชีวิตเพื่อพวกเขา  พระเจ้าทรงให้กำลังใจกับทุกคนที่ออกไป สิ่งที่งามสุดคือ เท้าของพวกเขา! เป็นเท้าที่นำความรอดไปสู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

โรม10:16-17
ท่านเปาโลรู้ดีว่า คนอิสราเอลจำนวนมากจะต้องได้ยินเรื่องพระเยซู องค์พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดที่พระเจ้าทรงส่งลงมา แต่ก็มีจำนวนมากที่จะไม่ยอมรับพระองค์ ยังติดกับความคิดว่าว่าจะต้องทำตามบทบัญญัติให้ครบจึงจะรอด การรับด้วยปากเชื่อด้วยใจดูเหมือนง่ายไป  พวกเขายังคงทะนงตัวไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า
ข้อนี้ให้เราเห็นว่า การมีความเชื่อขึ้นมานั้น สร้างได้ พระเจ้าทรงให้เคล็ดลับกับเราแล้ว หากเราไม่มีความเชื่อ เราต้องมาฟังพระวจนะของพระเจ้า การได้ยินพระดำรัสของพระเจ้า พระวิญญาณทรงช่วยหนุนใจเราให้เรามีความเชื่อขึ้นมาได้! โดยฟัง ฟังแล้วฟังอีก เปิดใจกับพระคำนั้น และคิดไตร่ตรองพระคำตอนนั้น เข้ามาใกล้พระเจ้า เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง DP

โรม10:18
ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์ทรงบัญชาให้ผู้เชื่อออกไปประกาศพระกิตติคุณทั่วโลก โดยเริ่มจากเยรูซาเล็ม .. จนสุดปลายแผ่นดินโลก ในวันนี้ มีผู้รับใช้ของพระเจ้ามากมายทั้งส่วนตัว ทั้งเป็นองค์กร ทั้งเป็นคริสตจักรที่กลับเข้าไปยังประเทศอิสราเอลที่กำลังต่อสู้สงครามรอบด้าน
และปรากฎว่า มีคริสเตียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนชาวอิสราเอลได้ฟังเรื่องพระเยซูอย่างไตร่ตรองมากขึ้น ใช่แล้ว!! พวกเขากำลังได้ยินข่าวประเสริฐ

โรม10:19
(เฉลยธรรมบัญญัติ  32:21) ในสมัยของโมเสส  อิสราเอลได้ก่อกวนให้พระเจ้าทรงพิโรธจากการที่พวกเขาไปไหว้รูปเคารพพระองค์ทรงกริ้วเป็นอย่างมากที่พวกเขาพากันไปสร้างและกราบไหว้รูปเคารพไร้ค่า แทนที่จะเชื่อฟังพระองค์ ดังนั้นเมื่อเขามองว่า คนต่างชาติโง่เขลาพระองค์จะทรงทำให้คนที่พวกเขาเห็นว่าโง่เขลาได้รู้จักพระองค์ ติดตามพระองค์อย่างภักดี  แล้ววันหนึ่งอิสราเอลจะอิจฉาและโกรธมากที่พระเจ้าทรงแสนดีต่อคนต่างชาติ  

โรม10:20-21 พระเจ้าทรงตั้งพระทัยมานานแล้วว่า พระองค์จะให้ชาวโลก ชาติต่าง ๆ ได้มาพบพระองค์ เราเห็นจาก
คำกล่าวของอิสยาห์ และพระเยซูก็ได้ทรงยืนยันน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งถ้าย้อนกลับไป เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงตั้งพระทัยมาตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกเสียอีก (เอเฟซัส 1:4) พอเรารู้อย่างนี้ ก็ต้องขอบคุณพระเจ้ามาก เพราะว่าทรงเลือกอิสราเอลเพื่อให้เขาเป็นพระพร แต่สถานการณ์กลับเป็นว่า ชาติต่าง ๆ จะกลายเป็นพระพรต่ออิสราเอล 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 10
2* กิจการ 21:20
3* โรม  1:17; ฟีลิปปี 3:9
4* กาลาเทีย 3:24; 4:5
5* เลวีนิติ 18:5
6* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:12-14
7* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:13


8* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:14
9* ลูกา 12:8
11* อิสยาห์ 28:16
12* โรม 3:22,29  ; กิจการ 10:36;
เอเฟซัส 1:7
13* โยเอล 2:32 ;กิจการ 9:14
14* ทิตัส 1:3

15* อิสยาห์ 52:7; นาฮูม 1:15
16* อิสยาห์ 53:1; ยอห์น  12:38
18* สดุดี 19:4
19* เฉลยธรรมบัญญัติ 32:21; ทิตัส 3:3
20* อิสยาห์ 65:1
21* อิสยาห์ 65:2

มีคาห์ 5 จากเมืองเล็ก ๆ ของเผ่ายูดาห์ 

สองเมืองเปรียบเทียบ
พระเจ้าทรงใช้เมืองที่ต่ำต้อยอย่างเบธเลเฮม
จะเป็นทางที่พระบุตรพระเจ้าเข้ามาบังเกิด
เพื่อทำงานในโลกนี้

1 บัดนี้ นครแห่งป้อมปราการเอ๋ย
จงเสริมกำลังของเจ้าเถิด 
เพราะศัตรูได้มาล้อมเมืองแล้ว
 พวกเขาใช้ไม้เท้าฟาด
ไปที่ใบหน้าของผู้พิพากษาแห่งอิสราเอล
2 “เบธเลเฮม เอฟราธาห์เอ๋ย
แม้ว่าเจ้าเล็กน้อยท่ามกลางเผ่ายูดาห์ 
แต่จะมีผู้หนึ่งออกมาจากเจ้า
เพื่อที่จะปกครองอิสราเอลเพื่อเรา
ท่านนั้นมาจากอดีตกาล  มาจากนิรันดร์กาล

 3  ดังนั้น ท่านจะทิ้งพวกเขาไป
จนถึงเวลาที่ผู้หญิงซึ่งกำลังเจ็บครรภ์
ได้คลอดบุตรออกมา
และพี่น้องคนอื่น ๆ ที่เหลือ
จะกลับมาสมทบกับประชากรอิสราเอล 
4 ท่านจะยืนหยัด และเลี้ยงดูฝูงแกะของท่าน
ด้วยพลังจากพระยาห์เวห์ 
ในความยิ่งใหญ่แห่งพระนามของพระยาห์เวห์
พระเจ้าของท่าน  
พวกเขาจะอยู่อย่างปลอดภัย
เพราะเวลานั้น ความยิ่งใหญ่ของท่าน
จะขยายเขตออกไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก
5 (a)พระองค์จะทรงเป็นสันติสุขของพวกเขา

ชัยชนะสองด้าน
พระเมสสิยาห์จะทรงมีชัยเหนือศัตรู
และทรงชนะใจผู้คนของพระองค์ด้วย
จะทรงชำระบาปของพวกเขา ทุกสิ่ง
ที่เป็นรูปเคารพ เครื่องรางต่าง ๆ จะถูก
ทิ้งไป และพวกเขาจะมีชีวิตในสันติสุข

5 (b)เมื่ออัสซีเรียบุกรุกแผ่นดินของเรา
เหยียบย่ำป้อมปราการของเรา
เราจะตั้งผู้เลี้ยงแกะ  7 คน ผู้นำ 8 คน
ที่จะมาต่อสู้กับพวกเขา 
6  พวกเขาจะเลี้ยงดูแผ่นดินอัสซีเรียด้วยดาบ
ปกครองแผ่นดินของนิมโรดด้วยดาบที่ชักออก
เพื่อว่าเขาจะช่วยกู้เราจากอัสซีเรีย
เมื่อพวกเขาเข้ามาบุกแผ่นดินของเรา 
เมื่อพวกเขายกทัพเข้ามาบุกรุกเขตแดนของเรา
7 คนที่หลงเหลือของยาโคบจะอยู่ท่ามกลางชาติต่าง ๆ
จำนวนมากเหมือนกับน้ำค้างจากพระยาห์เวห์
เหมือนกับฝนที่โปรยลงมาบนใบหญ้า
ซึ่งไม่ต้องมีการรอคอยใคร
ไม่ต้องหวังพึ่งมนุษย์
8 แล้วคนที่หลงเหลือของยาโคบ
จะอยู่ท่ามกลางชาติต่าง ๆ ท่ามกลางผู้คนมากมาย
เหมือนกับสิงโตอยู่ท่ามกลางสัตว์ป่า 
เหมือนกับสิงโตหนุ่มท่ามกลางฝูงแกะ
ซึ่งมันจะเหยียบย่ำ และฉีกเนื้อ
ในขณะที่มันย่างไป และไม่มีใครจะช่วยได้
9  มือของท่านจะยกชูขึ้นต่อต้านฝ่ายตรงข้าม
และศัตรูทั้งหลายของท่านจะต้องพินาศไป

พระเจ้าจะทรงชำระคนของพระองค์
10 นี่เป็นการประกาศขององค์พระยาห์เวห์ ..
ในวันนั้น เราจะกำจัดม้าออกไปจากพวกเจ้า
และทำลายรถศึกของพวกเจ้า
11 เราจะทำลายเมืองต่าง ๆ ในแผ่นดินของเจ้า
และพังทลายป้อมปราการที่แข็งแกร่งของพวกเจ้า 
12 เราจะกำจัดเหล่าแม่มดจากเงื้อมมือของเจ้า
และเจ้าจะไม่มีพวกหมอดูอีกต่อไป 


13  เราจะทำลายรูปปั้นสลักของพวกเจ้า
รวมทั้งเสาหินศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
เพื่อว่าเจ้าจะไม่หมอบกราบสิ่งที่มือของเจ้าทำขึ้นอีกต่อไป 
14 เราจะถอนเสาเทพีอาเชราห์
ที่อยู่ท่ามกลางพวกเจ้าออกไป
และทำลายเมืองต่าง ๆ ของเจ้า 
15  เราจะแก้แค้นด้วยความกริ้ว และเกรี้ยวกราด
ต่อชาติต่าง ๆ ที่ไม่ยอมเชื่อฟังเรา 

อธิบายเพิ่มเติม

สองเมืองเปรียบเทียบ
5:1 ผู้พิพากษาของอิสราเอลโดนฟาดหน้า เป็นการหมิ่นเกียรติอย่างยิ่ง พวกเขาถูกศัตรูล้อมเมือง มีคาห์บอกให้เสริมกำลัง

5:2 ในทันใดนั้น ความรู้สึกพ่ายแพ้ก็เปลี่ยน เป็นความหวัง เพราะว่า มีคำสัญญาเกิดขึ้นว่า พระเจ้าจะทรงส่งผู้หนึ่งเพื่อปกครองอิสราเอล ท่านผู้นี้มาจากนิรันดร์กาล และจะมาเกิดที่เบธเลเฮม เมืองเล็ก ๆ ที่เคยเป็นเมืองของดาวิด ดูเหมือนว่า พระเจ้ากำลังจะส่งผู้ปกครองเชื้อสายดาวิดมาให้อิสราเอล
กลับไปอ่าน 2 ซามูเอล 7: 16 เราจะพบพันธสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อดาวิด ว่าบัลลังก์ของท่านจะดำรงตลอดไปเป็นนิตย์ 

5:3 ท่านจะทิ้งพวกเขาไป.. เป็นช่วงเวลาที่พระองค์จากเขาไป มีผู้ให้ความเห็นว่า นี่เป็นช่วงเวลาของคนต่างชาติ อิสราเอลจะทุกข์ทรมานมาก ขณะเดียวกันอิสราเอลก็ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ภายใต้การครองของศัตรู (MacArthur Study Bible) การรวบรวมคนที่หลงเหลือเข้ามาด้วยกันนั้น จะเกิดขึ้นหลังจากที่พระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สอง (อิสยาห์ 10:20-22 ในวันนั้นชนหยิบมือที่เหลือของอิสราเอล คือวงศ์วานของยาโคบซึ่งรอดชีวิตพึ่งพิงพระยาห์เวห์ องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอลอย่างแท้จริง ) ในข้อนี้ เหมาะเจาะกับการเสด็จมาครั้งสอง ดังนั้น หญิงที่คลอดบุตรจึงหมายถึงการเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอลอีกครั้ง (2:12, 4:6-7) )(1948 คนที่กระจัดกระจายไปกลับมารวมกันที่อิสราเอลและประกาศความเป็นประเทศ 14 พฤษภาคม 1948)

5:4 มีคาห์กล่าวถึงการปกครองพันปีของพระเยซู (อิสยาห์ 6:13 ) พระผู้ไถ่จะทรงเลี้ยงดูคนของพระองค์ดุจเลี้ยงแกะ (เป็นภาพของกษัตริย์ในสมัยโบราณที่เลี้ยงดูประชากรดุจเลี้ยงแกะ)ด้วยพลังของพระยาห์เวห์ ด้วยความยิ่งใหญ่ของพระองค์ (2:12; เศคาริยาห์ 10:3)
แตกต่างจากผู้ปกครองในสมัยมีคาห์อย่างชัดเจน
คนอิสราเอลจะปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ และคนทั้งโลกจะรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ (มาลาคี 1:11)

5:5 อัสซีเรียเป็นประเทศที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อสั่งสอนอิสราเอลทางเหนือว่า พระองค์ทรงโกรธเพียงใดกับการที่พวกเขาเฝ้ากราบไหว้รูปเคารพและทำตัวเลวร้ายกับเพื่อนบ้านของตน ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงเตือนแล้วเตือนอีก (เราจะเห็นการเตือนของพระเจ้าไม่หยุดหย่อนในโฮเชยา อาโมส และหนังสือผู้เผยพระดำรัสท่านอื่น ๆ ) พวกเขาไปเป็นเชลย 722 ปีก่อนคริสตศักราช
คำว่าผู้เลี้ยง 7 คน ผู้นำ 8 คน เป็นสำนวนหมายถึงว่าจะมีมากพอที่จะต่อสู้กับศัตรู

ชัยชนะสองด้าน
5:5b- 6 ในสมัยโบราณนั้น อัสซีเรียเป็นผู้บุกรุก และกวาดคนอิสราเอลไป แต่ ตรงนี้ มีคาห์กลับกล่าวว่าอิสราเอลจะชนะอัสซีเรีย ดังนั้นเรื่องราวนี้น่าจะเป็นในอนาคตข้ามปัจจุบันไปอีก (อาจจะต่อจาก 4:1-5:5a; อิสยาห์ 11:11) เมื่ออัสซีเรียเข้ามาโจมตีอิสราเอลอีกครั้ง พวกเขาจะต่อสู้ คำว่า 7 คน 8 คนมีความหมายว่าจะมีผู้นำของอิสราเอลมากพอที่จะมาสู้กับศัตรู (คำว่านิมโรดนี้คือ อัสซีเรียนั่นเอง ซึ่งอาจหมายรวมถึงบาบิโลน)
(อ่านเศคาริยาห์ 10:10 พระเจ้าจะทรงนำคนของพระองค์กลับมา)

5:7 การที่อิสราเอลกระจัดกระจายเข้าไปอยู่ในประเทศต่าง ๆ นั้น พระเจ้าตรัสว่า จะเป็นพระพรของชาติเหล่านั้น ซึ่งถ้าเรามองย้อนไปจะเห็นว่า เป็นอย่างนั้นจริง เพราะพวกเขาได้สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจขึ้นมา และมียิวไม่น้อยที่เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการด้านต่าง ๆ ที่สร้างประเทศเหล่านั้นขึ้นมาพร้อมไปกับคนเก่งในชาตินั้น ๆ (แต่พวกเขาต่อมาก็ถูกมองว่าเลวร้าย เพราะเก่งเกิน)

5:8-9 พวกเขาจะกลายเป็นเหมือนสิงโต ที่ทั้งคนทั้งหลายกลัว ( แล้วจะมีวันที่พระเจ้าทรงเรียกพวกเขากลับคืนสู่ดินแดนที่พระองค์ประทานให้กับเขา อิสยาห์ 11:12 แต่ก็ด้วยความยากเย็นแสนสาหัส ถ้าดูในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง จะเห็นว่า ยิวถูกตามล้างผลาญทำให้พวกเขาไม่มีที่ไป และต้องหาทางกลับมายังถิ่นฐานเดิม )
อิสราเอลจะกลายเป็นประเทศที่โดดเด่น มีอำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยีเหนือชาติต่าง ๆ ในโลก มือเหนือกว่าศัตรู แม้ว่าศัตรูจะมีมากมาย ล้อมรอบแผ่นดินอิสราเอล ขณะนี้ เราก็จะเห็น ความยิ่งใหญ่ของพวกเขาทั้ง ๆ ที่โดยถล่มรอบด้าน (2025)

5:10 ในวันนั้น มีความหมายถึงอาณาจักรในอนาคต ในเฉลยธรรมบัญญัติ 17:16 พระเจ้าตรัสสั่งอิสราเอลว่า ต้องไม่ใช้รถม้า เพราะหากพึ่งรถศึกเหล่านี้ พวกเขาก็จะลืมพระเจ้าผู้ประทานชัยชนะให้พวกเขา พวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์เพื่อเขาจะได้รู้ว่า การช่วยเหลือ ชัยชนะของพวกเขามาจากพระเจ้า (ดูในสงครามตั้งแต่ 7 ตค. 2023 เป็นต้นมา อิสราเอลต้องพึ่งพระเจ้ามากแค่ไหนในเมื่อทั้งโลกหันหลังให้)

5:11-14 พระเจ้าจะทรงทำลายเมือง แม่มด หมอดู รูปปั้น เสาหิน เสาเทพีเอเชราห์ (ที่เชื่อว่าให้ความอุดมสมบูรณ์และเทพีแห่งสงคราม ) ให้หมดไปจากแผ่นดิน เราคงสงสัยว่าทำไมพระเจ้าทำลายเมือง เป็นเพราะ เมืองเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาเป็นเมืองป้อมเพื่อป้องกันศัตรู ผู้คนจึงวางใจสิ่งเหล่านั้นแทนที่จะวางใจพระเจ้า (โฮเชยา 10:13 13 เจ้าได้ปลูกความชั่วช้าและเก็บเกี่ยวความอธรรมเจ้าได้กินผลของความมุสา เพราะเจ้าเชื่อวางใจทางของตนเอง และทหารจำนวนมากของเจ้า 14 เสียงกระหึ่มของสงครามดังขึ้นต่อสู้ประชากรของเจ้า และป้อมปราการทั้งสิ้นของเจ้าจะถูกทลายลงในวันแห่งสงคราม)

5:10-14 หากพระเจ้าจะเอาอะไรออกไปจากชีวิตเรา บางทีก็ต้องพิจารณาให้ดีว่า สิ่งเหล่านั้น มาแทนที่พระเจ้าหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องดีใจที่พระเจ้าทรงจัดการกับชีวิตของเรา ขอบคุณพระองค์ที่ทรงเตือนไม่ให้เราวางใจสิ่งใดไปนอกจากพระองค์ผู้เดียว

5:15 แล้วพระเจ้าทรงสัญญาจะแก้แค้นให้กับชาติต่าง ๆ ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ ชาติที่ไม่รับในการปกครองสูงสุดของพระองค์ (สดุดี 2:9 ด้วคทาเหล็กจนพวกเขาแตกละเอียด ดูวิวรณ์ 12:5, 19:5)

พระคำเชื่อมโยง

มีคาห์ 5
1* เพลงคร่ำครวญ 3:30; มาระโก 15:19
2* ลูกา 2:4-7; ยอห์น 7:42; ปฐมกาล 35:19; 48:7; 1 ซามูเอล  23:23; อพยพ 18:25; อิสยาห์ 9:6
3* มีคาห์ 4:10; 4:7; 7:18
4* อิสยาห์ 4:11; 49:9; สดุดี 72:8
5* อิสยาห์ 9:6

6* ปฐมกาล 10:8-11; อิสยาห์ 14:25
7* มีคาห์ 5:3; เฉลยธรรมบัญญัติ   32:2
8*  นาฮูม 24:9
10*เศคาริยาห์ 9:10 ; เฉลยธรรมบัญญัติ  17:16; อิสยาห์ 2:7; 22:18
12*  อิสยาห์ 2:6
13* เศคาริยาห์  13:2;  อิสยาห์ 2:8
15* 2 เธสะโลนิกา 1:8

บรรณานุกรม
https://netbible.org/bible/Micah+5

มีคาห์ 4 พระยาห์เวห์จะทรงครอง

ไม่ทราบผู้วาด วาดประมาณ ปี 1880

เราอยู่ใต้องค์พระยาห์เวห์ 
ภาพของนครเยรูซาเล็ม
บาบิโลนทำลายเยรูซาเล็ม
แต่วันหนึ่งนครแห่งนี้จะกลายเป็นเมืองหลวง
จะมีเวลาแห่งความสงบ
ผู้คนปรารถนาจะเดินในทางของพระเจ้า

1 ในเวลาช่วงสุดท้าย
เนินเขาแห่งพระวิหารจะถูกสถาปนาขึ้น
เป็นภูเขาสูงสุดในบรรดาเนินเขาทั้งหลาย  
และชนชาติต่าง ๆ
จะหลั่งไหลเข้าไปยังที่แห่งนั้น
ชาติต่าง ๆ มากมายจะเข้ามาและกล่าวว่า
“มาเถิด เราขึ้นไปยังภูเขาของพระยาห์เวห์กัน
ไปให้ถึงพระนิเวศของพระเจ้าแห่งยาโคบ 
พระองค์จะทรงสอนวิถีทางของพระองค์ให้แก่เรา

เพื่อว่าพวกเราจะได้เดินไปตามทางของพระองค์”
เพราะว่าบทบัญญัติจะออกมาจากศิโยน
และพระดำรัสของพระยาห์เวห์จะมาจากเยรูซาเล็ม 

3 พระองค์จะทรงตัดสินความ
ระหว่างชาติต่าง ๆ และจะยุติการพิพาท
ให้กับชาติมหาอำนาจซึ่งอยู่ห่างไกล  
พวกเขาจะตีดาบให้กลายเป็นคันไถ
และตีดาบให้กลายเป็นขอลิดกิ่ง
ชาติต่าง ๆ จะไม่ใช้ดาบปะทะกันอีก
และจะไม่มีการฝึกการรบอีกต่อไป
 4 ทุกคนจะนั่งใต้เถาองุ่นของตน
ใต้ต้นมะเดื่อของตน
โดยไม่มีใครมาทำให้เขากลัว
เพราะพระยาห์เวห์ได้ตรัสสัญญา
โดยพระโอษฐ์ของพระองค์
5 แม้ชาติทั้งหลายต่างดำเนินชีวิต
ภายใต้นามของเทพเจ้าของพวกเขา
แต่เราดำเนินชีวิตไปใน
พระนามแห่งพระยาห์เวห์
พระเจ้าของเรา
ตลอดไปเป็นนิตย์ 

การปกครองที่กลับคืนมา (ฝูงแกะของพระเจ้า)
พระเจ้าจะทรงรวบรวมผู้คนของพระองค์
คืนมา จะทรงดูแลคนพิการ คนที่ทุกข์เจ็บปวด
พระผู้เลี้ยงทรงเป็นกษัตริย์ของพวกเขา

6 พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า
“ในวันนั้น เราจะรวบรวมคนพิการ
และรวบรวมคนที่กระจัดกระจายไป
คนที่เราได้ทำให้พวกเขาเจ็บปวด 
7 เราจะทำให้คนพิการเป็นคนที่เหลืออยู่
ให้คนที่ถูกเนรเทศไปไกล
กลายเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง
แล้วพระยาห์เวห์จะทรงปกครองพวกเขา
จากภูเขาศิโยน
จากวันนั้นตลอดไปเป็นนิตย์
8 และเจ้า คือผู้เฝ้ายามสำหรับฝูงแกะ 
เป็นที่มั่นของลูกสาวศิโยน 
การปกครองเดิมจะกลับมาหาเจ้า
ลูกสาวของศิโยนจะได้รับอำนาจสูงสุด
เพื่อปกครอง

จากการเป็นเชลยสู่ชัยชนะ
การเกิด ยูดาห์จะถูกกวาดไปบาบิโลน
เป็นเวลาแห่งความเจ็บปวด ซึ่ง
ในที่สุดจะนำมาซึ่งพระพร พระเจ้า
จะทรงรื้อฟื้นพวกเขา


9  บัดนี้ เหตุใดเจ้าจึงร้องเสียงดังนัก? 
ไม่มีกษัตริย์กับเจ้าอย่างนั้นหรือ? 
เหล่าที่ปรึกษาพบหายนะ
จนทำให้เจ้าเจ็บปวดราวกับผู้หญิงกำลังคลอด? 
10 ลูกสาวของศิโยนเอ๋ย
จงบิดตัวและร้องออกมาเถิด
เหมือนผู้หญิงที่กำลังคลอด
เพราะบัดนี้ เจ้าจะต้องละจากเมืองไป
และตั้งค่ายอยู่ในที่โล่ง 
เจ้าจะต้องไปยังบาบิโลน
และเจ้าจะได้รับการช่วยกู้ ณ ที่นั่น
พระเจ้าจะทรงไถ่เจ้า
จากอำนาจของศัตรู ณ ที่นั้น 

การเก็บเกี่ยว รวบรวม
คนของพระเจ้าจะชนะศัตรูที่พยายาม
ทำลายล้างพวกเขา เป็นเหมือนการ
ฝันร่อน และสิ่งที่เก็บเกี่ยวมาได้ จะถูก
นำมาถวายพระเจ้า


11  บัดนี้ ชาติต่าง ๆ
กำลังรวมตัวเข้ามาโจมตีเจ้า
พวกเขากล่าวว่า
“ทำให้ศิโยนเป็นมลทินเถิด
และเราจะได้สะใจ
กับการเห็นศิโยนเป็นแบบนั้น”
12  แต่พวกเขาไม่รู้ถึงพระดำริของพระยาห์เวห์
พวกเขาไม่เข้าใจแผนของพระองค์
ว่าพระองค์จะทรงรวบรวมพวกเขา
เหมือนรวบฟ่อนข้าวที่เอาไปยังลานนวดข้าว 

13 จงลุกขึ้น และนวดข้าวเถิด
ลูกสาวศิโยน
เพราะเราจะทำแท่งเขาเหล็กให้กับเจ้า
และทำกีบทองสัมฤทธิ์ให้เจ้า 
เพื่อว่าเจ้าจะได้บดขยี้ชนหลายชาติ
ให้แหลกราญไป 
แล้วเจ้าจะได้ถวายของริบ
แก่พระยาห์เวห์
ถวายความมั่งคั่งของพวกเขา
แด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งแผ่นดินโลกทั้งสิ้น

อธิบายเพิ่มเติม

สองบทต่อไปนี้ เป็นการบอกถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง พระเจ้าจะทรงครอบครองจากศิโยน เป็นภาพที่แตกต่างจากบทก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง  อิสยาห์ 2:2-4 กับมีคาห์ 4:1-3 เป็นคำพูดที่เป็นแนวคิดเดียวกัน เหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรงย้ำเน้นเรื่องนี้อีกครั้งโดยผู้เผยพระดำรัสสองคน  ต้องเป็นเหตุการณ์สำคัญมาก
ภาพของนครเยรูซาเล็ม
4:1 ในเวลายุคสุดท้าย มีความหมายจากวันที่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ มาจนถึงวันนี้ เราไม่ทราบว่า จะยาวนานเพียงใด แต่ยุคนี้จะจบด้วยการที่พระเจ้าจะทรงครอบครองโลกนี้
พระองค์ทรงถูกเลือกไว้ก่อนวางรากฐานโลก แต่ทรงให้พระองค์ปรากฏในยุคสุดท้ายเพื่อพวกท่าน 1 เปโตร 2:20
และคนอิสราเอลจะกลับมาหาพระเจ้า มีคาห์พูดเหมือนโฮเชยา 3:5. หลังจากนั้น ชนอิสราเอลจะกลับมาและแสวงหาพระยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกเขา และดาวิด กษัตริย์ของพวกเขาพวกเขาจะมาด้วยความยำเกรงพระยาห์เวห์และมารับพระพรพระคุณของพระองค์ในวาระสุดท้าย
พระคำตอนนี้ เหมือนกับอิสยาห์ 2  เนินเขาแห่งพระวิหารจะถูกยกขึ้นให้สูงกว่าที่เป็นอยู่  มีความเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ยกระดับความสูงของพื้นที่เยรูซาเล็ม  ผู้คนจะหลั่งไหลไปที่นั่น

4:2 พวกเขาจะชวนกันไป มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อที่จะฟังพระดำรัสของพระเจ้า  หลายชาติจะยอมรับอิสราเอลว่าเป็นคนของพระเจ้า และพวกเขาจะต้องมาที่เยรูซาเล็มเพื่อเรียนทางของพระองค์   ซึ่งในวันนี้เราจะเห็นว่า ความรู้สึกต่อต้านยิว หรือ Anti-Semetic  กำลังรุนแรงอย่างมากในโลก ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้  แต่คนของพระเจ้าก็กำลังต่อสู้ พระเจ้ากำลังเรียกคนจำนวนมากกลับมาหาพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นในอิหร่าน ในประเทศจีน แม้กระทั่งในอังกฤษที่หลงทางไปจากพระเจ้ามาเนิ่นนาน ณ วันนี้ ผู้คนก็กำลังกลับมาหาพระเจ้าเพราะพวกเขากำลังเผชิญกับศัตรูที่น่ากลัวมากในเรื่องของ ปัญหา Immigration ที่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถสู้ไหวเลย  (ขณะเขียนคือ กันยายน 2025)
     แต่สำหรับมีคาห์แล้ว เขากำลังบอกว่า โลกจะกลับมาหาพระเจ้า โดยมีอิสราเอลเป็นตัวกลาง อพยพ 19:6 และพวกเจ้าจะเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตทั้งหลาย และเป็นประชาชาติที่บริสุทธิ์ นี่คือสิ่งที่เจ้าจะต้องพูดกับชาวอิสราเอล
มีคาห์บอกเราว่า พระเจ้าจะตรัสจาก เยรูซาเล็ม!! ที่จริงแล้วน่าตื่นเต้นมากว่า พระเจ้าจะทำอะไรกับโลกนี้ เพราะความร้อนระอุของสงครามอิสราเอลกับชาติรอบข้างยังไม่มีภาพลงตัวให้พวกเราเห็นเลย 

4:3 องค์พระผู้เป็นเจ้าคือ องค์ผู้พิพากษาคนทั้งโลก ตรงนี้น่าสนใจมาก ว่า มีคาห์ได้กล่าวถึงชาติมหาอำนาจที่อยู่ห่างไกล
ต่อไปประชาชาติต่าง ๆ จะไม่ได้ทำสงคราม แต่จะเปลี่ยนอาวุธให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างอาหารให้ประชากรโลก 
พระองค์จะทรงตัดสินความระหว่างชาติต่าง ๆ และจะยุติการพิพาทให้กับชาติมหาอำนาจซึ่งอยู่ห่างไกล  ซึ่งทำให้เราคิดถึงชาติต่าง ๆ ทั่วโลกในเวลานี้ ที่ในช่วงเวลาของมีคาห์ พวกเขายังไม่รู้จัก หรือยังไม่เกิดชาตินั้นเลย
ชาติแม้จีนจะมีประเทศแล้ว (รวมจีน 221 ปีก่อนคริสตศักราช) ) แต่มหาอำนาจอย่างอเมริกา(เกิดเมื่อ 1607)หรือรัสเซีย(เกิดปี 862)ยังไม่มีตัวตนเลย

4:4  ทั้งโลกจะได้พบกับสันติสุข!! เราต้องดูต่อไป ? ตอนนี้ทุกมุมโลกของเรากำลังเผชิญกับสงครามทั้งใหญ่และเล็ก เป็นสงครามตรงไปตรงมา แต่มีความลึกลับซับซ้อนเพราะเหล่ามหาอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง   แต่มีคาห์ยืนยันว่า ผู้คนจะได้มีสันติสุขกับเถาองุ่น มะเดื่อ ซึ่งมีความหมายถึงพระพรของพระเจ้าในไร่นา ในการทำมาหากินของพวกเขา  และนี่เป็นพระสัญญาที่มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า  

4:5 ประเทศต่าง ๆ ในโลกต่างมีความเชื่อในศาสนาของตน มีเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ตกทอดกันมานานแสนนาน    แต่ในอนาคต จะมีคนจำนวนหนึ่งจากชาติต่าง ๆ ที่เป็นโลกมืด ได้มาพบพระเจ้าอีกมากมาย  จะดำเนินชีวิตใต้พระเจ้า ไม่ได้อยู่ใต้เทพเจ้าใด ๆ อีก  เป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ อย่างที่พระเจ้าทรงบริสุทธิ์  พวกเขาคือเหล่าคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ (ในเมื่อสรรพสิ่งจะถูกทำลายไปเช่นนี้ จึงชัดเจนว่า ท่านควรเป็นคนอย่างไร ให้ใช้ชีวิตบริสุทธิ์ในทางของพระเจ้ารอคอยและเร่งวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นวันที่ฟ้าสวรรค์จะถูกเผาและสูญสลายไป และเทหวัตถุในนั้นจะหลอมละลายไปกับความร้อนยิ่ง. 2 เปโตร 3:11-12)

การปกครองที่กลับคืนมา (ฝูงแกะของพระเจ้า)
4:6 อิสราเอลที่ถูกกระจัดกระจายไปในประเทศต่าง ๆ นั้น มีทั้งที่กลับมายังอิสราเอลแล้ว และยังมีคนหลงเหลือตามประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ยุโรป อเมริกา และทางเหนือของอัฟริกา  คนเหล่านี้ พระเจ้าทรงให้เขาต้องเผชิญกับการข่มเหงจากเจ้าของประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันจบ  แต่ก่อนที่พระเจ้าจะทรงครอบครองหนึ่งพันปีในวันสุดท้ายนั้น พระเจ้าจะทรงรวบรวมพวกเขากลับมา

ตั้งแต่ที่ถูกจับไปเป็นเชลย โดยอัสซีเรีย และบาบิโลน คนยิวไม่ได้กลับมาจากการเป็นเชลยของอัสซีเรียและที่กลับมาจากบาบิโลนก็ไม่ได้กลับมาหมด
ลูกา 21:24 เล่าว่า พวกเขาจะต้องถูกไปเป็นเชลยทั่วทุกชาติ คนต่างชาติจะเหยียบย่ำเยรูซาเล็ม  จนกว่ากำหนดของคนต่างชาติจะครบถ้วน

(อาจมีการแปลความหมายของพระคำตอนนี้แตกต่างไปมากเพราะมีคนทั้งที่เชื่อว่าจะมีการปกครองหนึ่งพันปี และบางคนก็ไม่เชื่อ บางคนคิดว่า หนึ่งพันปีนั้นผ่านไปแล้ว ถ้าเกิดความไม่ชัดเจนก็ยังไม่ต้องตกใจ เราจะดูกันต่อไปว่า พระเจ้าจะทรงให้เกิดอะไรขึ้น )

4:7 พระเจ้าทรงสัญญาที่จะทำให้คนพิการซึ่งเป็นคนที่สังคมโยนทิ้ง คนยิว กลายเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง และพระองค์จะทรงปกครองพวกเขาจากศิโยน  สมกับคำที่สดุดี 146:10 กล่าวว่า พระเจ้าจะทรงปกครองเป็นนิตย์  นั่นคือ พระเยซูจะทรงปกครองไปจนถึงวันที่โลกเดิมนี้สิ้นสุดลง (/ เปโตร  3:10 วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาอย่างขโมย ฟ้าสวรรค์จะสูญสิ้น!!)

4:8 นอกจากพระเจ้าจะปกครองจากศิโยนแล้ว  ที่นี่จะเป็นดั่งคนยาม คอยดูแลคนของพระเจ้า  มีป้อมที่จะเป็นที่ลี้ภัย
 น่าจะมีการรื้อฟื้นการปกครองของดาวิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็หมายถึงองค์พระเยซูคริสต์นั่นเอง (อาโมส 9:11 11 ในวันนั้น เราจะตั้งเต็นท์ของดาวิดที่ล้มลงขึ้นมาใหม่  เราจะซ่อมแซมส่วนที่แตกหักไป จะรื้อฟื้นสิ่งที่พังทลาย และสร้างขึ้นมาใหม่เหมือนวันวารในอดีต)   การปกครองด้วยพระเจ้าอย่างเดิมจะกลับมายังอิสราเอล 

ากการเป็นเชลยสู่ชัยชนะ
4:9-10 นี้ เป็นภาพของอิสราเอลที่ไปตกเป็นเชลยในศิโยน ไม่มีกษัตริย์ของตนเอง พวกเขาร้องเสียงดังอย่างเจ็บปวด ไม่มีทางหนีรอด
ขณะนี้มีคาห์มองไปในอนาคตอันใกล้ (ไม่ถึงยุคของเรา) เป็นช่วงเวลาอีกไม่นานที่ยูดาห์จะถูกกวาดไปเป็นเชลย   มีคาห์กำลังแจ้งให้ยูดาห์รู้ว่า ต่อไปอนาคตของพวกเขาคือ จะต้องไปอยู่ที่ในที่โล่ง เป็นการเดินทางที่ยาวนาน  พบกับหายนะ ความเจ็บปวด การไม่มีกษัตริย์ 
แต่มีคาห์ยังปลอบใจให้รู้ว่า พระเจ้าจะทรงไถ่พวกเขาจากบาบิโลนแน่นอน เป็นเราได้ยินอย่างนี้ยังใจชื้นขึ้นมา  พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา ที่นั่น เขาจะได้หันมามองชีวิตที่เคยเป็นชนชาติอิสระ
การกล่าวถึงบาบิโลนนั้น ฟังแล้วเหมือนไม่น่าเชื่อ เพราะตอนนั้น ผู้ที่ข่มขู่อิสราเอลมากที่สุดคือ อัสซีเรีย  บาบิโลนยังไม่ได้เป็นมหาอำนาจ

การเก็บเกี่ยว รวบรวม
4:11 ชาติต่าง ๆ ยุคโบราณต่างต้องการทำลายอิสราเอล พวกเขาเกลียดชังพระเจ้าเที่ยงแท้แห่งอิสราเอล และคิดว่า จะทำลายพระองค์ได้
พวกเขาทำทุกด้านไม่ว่าจะเป็นทางการทหาร การเมือง หรือการหลอกให้อิสราเอลหลงไปกับรูปเคารพ  ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับยุคปัจจุบันเลย
เราเห็นความเกลียดชังเหนือธรรมชาติ ข้ามกาลเวลาจากโลกโบราณจนถึงยุคใหม่นี้ ..

4:12 แต่พวกเขาไม่รู้ว่า การต่อต้านพระเจ้านั้นคือหายนะ พระเจ้าจะทรงรวบรวมพวกเขาเหมือนฟ่อนข้าว เพื่อนำไปเผา

4:13 ทำไมพระเจ้าจึงเรียกคนอิสราเอล (ลูกสาวศิโยน)ให้บดขยี้คนหลายชาติ​?  นี่คือแผนการของพระองค์ที่พระเจ้าจะทรงให้กำลังกับพวกเขา เพื่อเอาชนะ และให้คนทั้งโลกได้ยอมสยบต่อพระเจ้าสูงสุด  ( ซึ่งตรงนี้เรายังมองไม่เห็น เกิดขึ้นเมื่อไรเราจะเห็นว่าคำพยากรณ์นี้เกิดขึ้นจริง)  ตอนนี้ (กย.2025) เรายังเห็นการต่อสู้ของอิสราเอลอย่างหนัก เป็นศึกที่ไม่ได้สิ้นสุด แต่กำลังต่อสู้รอบด้านเพื่อต่อต้านศัตรูที่ต้องการทำลายอิสราเอลให้สิ้นซาก ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นนั้น มีคำพยากรณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว บางข้อความตรงจนน่าตกใจ

นี่เป็นภาพการปกครองของพระเมสสิยาห์  เศคาริยาห์ 14:12-15 12 พระผู้เป็นเจ้าจะให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นกับชนชาติทั้งปวงที่โจมตีเยรูซาเล็มคือ เนื้อหนังของพวกเขาจะเน่าขณะที่พวกเขายังยืนอยู่ ลูกตาของพวกเขาจะเน่าในเบ้าตา และลิ้นของพวกเขาจะเน่าในปาก13 และในวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าจะทำให้พวกเขาตื่นตระหนกยิ่งนัก แต่ละคนจะคว้ามือของอีกคนหนึ่ง และต่างก็จะโจมตีกันเอง 14 ยูดาห์จะต่อสู้ที่เยรูซาเล็ม สมบัติของประชาชาติทั้งปวงโดยรอบจะถูกเก็บรวบรวมคือ ทองคำ เงิน และเครื่องแต่งกายจำนวนมหาศาล 15 และภัยพิบัติอย่างเดียวกันนี้จะเกิดแก่ม้า ล่อ อูฐ ลา และสัตว์ป่าชนิดใดก็ตามที่อยู่ในค่ายเหล่านั้น
และสันติสุขนิรันดร์ที่จะเกิดขึ้น หลังจากการพิพากษาในข้อ 12

พระคำเชื่อมโยง

มีคาห์ 4
1* อิสยาห์ 2:2-4
3*อิสยาห์ 2:4; สดุดี72:7
4* เศคาริยาห์ 3:10
5* เศคาริยาห์ 10:12
6* เอเสเคียล 34:16; สดุดี 147:2
7* มีคาห์ 2:12;อิสยาห์ 9:6; 24:23


9* เยเรมีย์ 8:19; อิสยาห์ 13:8
10* อาโมส 5:27; อิสยาห์ 45:13; สดุดี 18:17
11* เพลงคร่ำครวญ 2:16; โอบาดีย์ 12
12* อิสยาห์ 55:8-9; 21:10
13* เยเรมีย์ 51:33; อิสยาห์ 41:15; ดาเนียล 2:44; อิสยาห์ 18:7; เศคาริยาห์ 4:14

โรม 9 อิสราเอลปฏิเสธพระคริสต์!

โรม 9:1-3
ข้าขอบอกความจริงในพระคริสต์ ไม่มุสา จิตสำนึกของข้าเป็นพยานในพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าข้าเป็นทุกข์และเจ็บปวดในใจ
ไม่หยุดหย่อน  ถ้าเป็นไปได้ ข้าเต็มใจที่จะถูกสาปตลอดไป นั่นคือถูกตัดขาดจากพระคริสต์
หากสิ่งนั้นจะช่วยให้พี่น้องยิวซึ่งเป็นคนเชื้อชาติเดียวกับข้าจะได้รับความรอด 

โรม 9:4
พวกเขาเป็นชนอิสราเอล ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นลูกของพระองค์  พวกเขาได้เห็นพระเกียรติสิริ ทรงทำพันธสัญญา
ต่าง ๆ กับพวกเขา  ประทานบทบัญญัติ  สิทธิที่ได้นมัสการ พระองค์ในพระวิหารรวมไปถึงรับพระสัญญาดีเลิศต่าง ๆ

โรม 9:5
พวกเขาเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษของเรา 
และพระเยซูคริสต์ได้ทรงลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์
ในเชื้อสายของพวกเขา
สรรเสริญแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเหนือ
สรรพสิ่ง ตลอดไปเป็นนิตย์  อาเมน

โรม 9:6-7
พระเจ้ามิได้ทรงล้มเหลวในการรักษาพระสัญญา เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เกิดในเชื้อสายอิสราเอลเป็นอิสราเอลแท้ ไม่ใช่ทุกคนที่สืบเชื้อสายจากอับราฮัมจะเป็นลูกหลานแท้จริงของท่าน แต่พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า  “ลูกหลานสืบเชื้อสายที่เราสัญญากับเจ้าจะผ่านมาทางอิสอัค” 

โรม 9:8
นี่หมายความว่า 
ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นลูกหลานทางสายเลือดของอับราฮัม
เป็นลูกหลานแท้ของพระเจ้า
แต่ลูกแห่งพระสัญญาเท่านั้น ที่ถือว่าเป็นลูกที่สืบเชื้อสาย

โรม 9:9-10
พระสัญญาที่พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมคือ“ปีหน้า เราจะกลับมาประมาณช่วงนี้ และซาราห์จะมีลูกชายคนหนึ่ง(ลูกชายคืออิสอัค)”อิสอัคซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา มีภรรยาคือเรเบคาห์เธอคลอดบุตรเป็นเด็กแฝดชาย (คือเอซาวและยาโคบ)

โรม 9:11-13
ก่อนที่เด็กชายทั้งสองจะเกิด ก่อนที่จะทำความดีหรือความชั่ว (เพื่อว่าพระประสงค์ของพระเจ้าจะสืบเนื่องต่อ ไม่ถูกเลือกจาก
ความประพฤติ แต่พระเจ้าทรงเลือกเอง)
 
พระเจ้าตรัสกับเรเบคาห์ว่า “พี่ชายจะรับใช้น้องชาย”ตามที่บันทึกในพระคัมภีร์ว่า “เรารักยาโคบแต่เราชังเอซาว”

โรม 9:14-15
เราจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้? พระเจ้าไม่ทรงยุติธรรมอย่างนั้นหรือ?   จะไม่เป็นเช่นนั้น!
เพราะพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า
“เราจะแสดงความเมตตาต่อคนที่เราเลือกที่จะเมตตา และเราจะแสดงความสงสารต่อคนที่เราเลือกที่จะสงสาร”

โรม 9:16-17
ดังนั้น การเลือกของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มนุษย์ต้องการหรือความพยายามของพวกเขา แต่ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวแก่ฟาโรห์แห่งอียิปต์ว่า“เราแต่งตั้งให้เจ้าเป็นกษัตริย์เพราะเหตุนี้คือเพื่อแสดงฤทธานุภาพของเราให้ปรากฎในตัวเจ้า  เพื่อนามของเราจะได้ถูกประกาศออกไปทั่วทั้งโลก”

โรม 9:18-19
ดังนั้น พระเจ้าทรงแสดงพระเมตตาต่อคนที่ทรงเลือกจะเมตตา และทรงทำให้คนบางคนมีใจแข็งดึงดันตามที่ทรงเลือก
มีคนจะถามข้าว่า
“ถ้าอย่างนั้น เหตุใดพระเจ้าจึงทรงตำหนิเราเรื่องบาปของเรา ใครล่ะ ที่จะขัดขืนพระประสงค์ของ
พระองค์ได้?”


โรม 9:20-21
จริงแล้วท่านเป็นใครกัน? ท่านเป็นเพียงมนุษย์ ซึ่งไม่มีสิทธิที่จะท้าทายพระเจ้า สิ่งที่ถูกปั้นไม่ควรถามผู้ที่ปั้นว่า “เหตุใด
ท่านจึงปั้นฉันออกมาเช่นนี้?” ช่างปั้นไม่มีสิทธิปั้นดินเหนียวก้อนเดียวกัน เป็นภาชนะสำหรับใช้งานที่มีเกียรติ หรือสำหรับใช้สอยประจำวันอย่างนั้นหรือ?


โรม 9:22-23
เช่นเดียวกัน แม้ว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิที่จะสำแดงพระพิโรธและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ พระองค์ยังทรงอดกลั้นกับคนที่เป็นภาชนะที่ถูกปั้นเพื่อการทำลาย พระองค์ทรงทำเช่นนี้ เพื่อทำให้พระสิริตระการได้ส่องประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นต่อคนที่เป็นภาชนะที่ถูกปั้นล่วงหน้าเพื่อจะรับพระเมตตา แล้วใครจะว่าอย่างไร?

โรม 9:24-25
และเราก็เป็นคนเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงเรียก ทั้งจากหมู่คนยิวและจากหมู่คนต่างชาติด้วย เหมือนอย่างที่พระเจ้าตรัสไว้ในหนังสือโฮเชยา (โฮเชยา 2:1,23)
เราจะเรียกคนที่ไม่ใช่ประชากรของเราว่า
  ‘เจ้าคือประชากรของเรา’
และเราจะเรียกคนที่เราไม่ได้รักมาก่อนว่า‘ผู้เป็นที่รัก’ 
 

โรม 9:26 
และในที่เดียวกันซึ่งพระเจ้าเคยตรัสว่า
‘เจ้าไม่ใช่ชนชาติของเรา’
พระองค์จะทรงเรียกเขาว่า
ลูก ๆ ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์’ 

โรม 9:27-28
อิสยาห์ได้ร้องเกี่ยวกับอิสราเอลว่า “แม้จำนวนประชากรอิสราเอลจะมีมากมายเหมือนเม็ดทรายชายฝั่งทะเล
แต่จะมีผู้ที่รอดเหลือเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น  เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า จะทรงลงโทษคนในโลกครบถ้วน และรวดเร็ว

โรม 9:29
ตามที่อิสยาห์ได้กล่าวล่วงหน้าว่า 
หากพระยาห์เวห์องค์จอมทัพมิได้เหลือผู้สืบเชื้อสายไว้ให้พวกเราบ้างพวกเราจะกลายเป็นเหมือนโสโดม
และเป็นเหมือนอย่างเมืองโกโมราห์ (ปฐมกาล 19)


โรม 9:30
แล้วเราจะว่าอย่างไรกันดี? 
แม้ว่าคนต่างชาติไม่ได้ตามหาความเที่ยงธรรม
แต่พวกเขากลับได้รับสถานะเป็นคนเที่ยงธรรม
เพราะความเชื่อของพวกเขา

โรม 9:31-32
คนอิสราเอลพยายามที่จะติดตามบทบัญญัติเพื่อทำให้พวกเขาเที่ยงธรรมแต่กลับทำตามบทบัญญัติไม่สำเร็จก็เพราะพวกเขาไม่หาตามความเชื่อแต่ใช้การประพฤติเพื่อจะเป็นคนเที่ยงธรรม พวกเขาสะดุดก้อนหินที่ทำให้สะดุดนั้น

โรม 9:33
ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ดูเถิด เราจะวางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยนซึ่งจะทำให้ผู้คนสะดุด  เป็นหินที่จะทำให้
พวกเขาล้มลง คนใดที่วางใจในพระองค์จะไม่ได้รับความอาย” (อิสยาห์ 28:16)

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 9:1-3 จากบทที่ผ่านมา ท่านเปาโลได้กล่าวถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อผู้เชื่อ น้ำพระทัยของพระเจ้าจะสำเร็จทุกประการ และไม่มีอะไรจะพรากเราจากความรักของพระคริสต์ได้  ในบทนี้ ท่านมุ่งไปที่คนเชื้อชาติอิสราเอลที่ดูเหมือนว่าได้หลงไปจากเงื่อนไขของพระเจ้าที่มีให้เขา พวกเขาหลงคิดว่าหน
ทางสู่ความรอดคือการประพฤติตามบทบัญญัติอย่างเคร่งครัด  พวกเขาดื้อดึง ไม่ยอมรับทางแห่งความเชื่อในพระคริสต์ ท่านเปาโลจึงเป็นทุกข์นัก 

โรม 9:4 จากข้อนี้ เราจะเห็นความพิเศษของชนอิสราเอลซึ่งพระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้เขาประกาศพระนามของพระองค์ไปทั่วโลก เราจะเห็นสิทธิพิเศษของเขา
มากมายเพียงในข้อเดียวนี้ แต่ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงสิทธิพิเศษนี้เลย เปรียบได้กับคนที่อยู่ในประเทศที่สบายแต่ยังโวยวายว่าตัวเองไม่ได้
รับสิ่งดีที่ต้องการ แต่ถ้ามองให้ดีแล้ว เราซึ่งเป็นคนต่างชาติ ได้มาพบพระเยซูก็ได้พระพรดีเลิศสุดจะบรรยาย 

โรม 9:5 พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ทรงเลือกที่จะให้พระเยซูพระบุตรที่รัก มาบังเกิดในเชื้อสายของเผ่ายูดาห์ที่พระองค์ทรงเลือกในอิสราเอล   ดังนั้นพระพรที่
พวกเขาได้รับเป็นพระพรยิ่งใหญ่มาก พระเจ้าทรงชนชาตินี้ ซึ่งอยู่ในตะวันออกกลาง และเรา คนสมัยใหม่ก็เป็นพยานได้ถึงความพิเศษ ความเก่งกาจและพระพรที่พวกเขาได้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย แต่ในฝ่ายวิญญาณแล้ว พวกเขายังไม่พบพระพรสุดยอดของเอกภพ…

โรม 9:6-7
เมื่ออ่านครั้งแรกอาจจะงงว่า ท่านเปาโลพูดทำให้รู้สึกสับสน แต่เมื่อเราทำภาพออกมา เราจึงเห็นชัดว่า บุคคลสำคัญที่จะมาเกิดในวงศ์วานของอับราฮัม
ต้องผ่านมาทางอิสอัคเท่านั้น ไม่ใช่ลูกคนอื่น แม้ว่าอับราฮัมจะมีอิชมาเอล และลูกคนอื่น ๆ หลังจากที่ซาราห์สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม  บุคคลสำคัญที่พระเจ้า
ทรงสื่อสารกับอับราฮัมคือ พระบุตรที่พระเจ้าทรงเตรียมมาให้กับโลกนี้ พระองค์ทรงเตรียมมาตั้งแต่วันที่อาดัมผิดกับพระเจ้า ใช้เวลาหลายพันปี!

โรม 9:8
แต่ลูกแห่งพระสัญญาเท่านั้นที่เป็นเชื้อสายแท้ นี่หมายความว่าอย่างไร เหตุใดฟังแล้วจึงดูซับซ้อนมาก ตอนนี้ท่านเปาโลกำลังพูดกับคนอิสราเอลที่มา
เชื่อพระเจ้า
เราต้องมองภาพให้ออกว่า ท่านกำลังพยายามอธิบายสิ่งใดให้พวกเขาเข้าใจ นั่นคือ“อิสราเอลแท้ หรือลูกแห่งพระสัญญาคือคนที่ทั้งเป็นอิสราเอลและเชื่อพระเยซู”  ลูกหลานผ่านอิสอัคและยาโคบก็จริง   แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นลูกหลานแท้ของพระเจ้า  

โรม 9:9-10
ท่านเปาโลทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ตั้งแต่หลายพันปีก่อนหน้านี้ ทบทวนให้ทราบว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ก่อให้เกิด บันดาลให้เป็นไปตามที่พระองค์ทรงประสงค์  ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้าสูงสุดทรงอนุญาตให้ซาราห์อายุ 90-91 ปี มีลูกชายอย่างมหัศจรรย์ และหญิงอีกคือเรเบคาห์ สตรีที่
เป็นหมันและพระเจ้าประทานให้ตามคำขอของอิสอัค ตอนที่เรเบคาห์ได้ลูกมา เธออายุ 60 ปี 

โรม 9:11-13
เวลาได้ยินคำว่า เรารัก เราชัง ทั้ง ๆ ที่พี่ชายน้องชายในบ้านนี้มาจากแม่คนเดียวกัน เราอาจจะคิดไปว่า พระเจ้าทรงมีอคติกับเด็กคนหนึ่ง และก็ทรงโปรดปรานเด็กอีกคนอย่างไม่มีเหตุผล ความหมายแท้จริงของคำนี้คือ  เราเลือกยาโคบเราไม่เลือกเอซาว เป็นการเลือกของพระเจ้าที่จะให้ลูกหลานอิสราเอลสืบเชื้อสายมาจากฝ่ายของยาโคบไม่ใช่เอซาว ตัวยาโคบเองก็จะมาทำตัวเย่อหยิ่งคิดว่าพระเจ้าทรงเลือก ก็ไม่ได้  ปฐมกาล 25:23 (มาลาคี 1:2-3)

โรม 9:14-15
จากหนังสืออพยพ 33:19วันนั้น โมเสสเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นวันที่พระองค์ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์ให้โมเสสเห็น โมเสสเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าและพระเจ้าทรงย้ำให้เขารู้ว่า พระองค์ประสงค์จะโปรดปรานใคร ก็เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเลือกเอง  ดังนั้น มนุษย์เรามักคิดว่าพระเจ้าทรงง้อ ให้เรากลับมาหาพระเจ้ามาสยบต่อพระองค์ แต่ความจริงคือสิ่งที่กลับกันมนุษย์ต้องเข้ามาง้อพระเจ้า ไม่อย่างนั้นอนาคตมืด!

โรม 9:16-17
พระคัมภีร์เดิมกำลังถูกนำมาใช้อธิบายความหมายฝ่ายวิญญาณในพระคัมภีร์ใหม่ ตรงจุดนี้ทำให้เราเห็นภาพหนึ่งที่ชัดเจนคือ พระเจ้าทรงอธิบายความ
อยู่ในพระวจนะของพระองค์อยู่แล้ว  เหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นการกระทำของมนุษย์ก็จริง แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้อนุญาตให้เกิดหรือไม่ก็ได้
พระเจ้าทรงเป็นผู้อนุญาตให้ฟาโรห์องค์นี้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ เขาโหดเหี้ยม แต่พระเจ้าทรงพลิกเหตุการณ์เพื่อให้โลกได้รู้จักพระองค์ 

โรม 9:18-19
เหมือนว่าท่านเปาโลจะรู้ว่า ต้องมีคนตั้งคำถามนี้ แน่นอน ท่านก็เลยดักไว้ก่อน คำถามนี้จริง ๆ ก็คือ “ทำไมคนที่ต่อต้านพระเจ้าจึงมีความผิด?” ท่านไม่ได้แก้ตัวแทนพระเจ้า หรือแก้ปัญหาเรื่องความยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้า กับความรับผิดชอบที่มนุษย์ควรจะมีต่อพระองค์  ท่านได้ทำอีกอย่างที่พวกเราน่าจะทำตามนั่นคือ ไม่ต้องไปแก้แทนพระเจ้าแต่บอกให้รู้ว่า ฐานะของเขาต่อพระพักตร์พระเจ้านั้นคืออะไร

โรม 9:20-21
คำตอบต่อไปนี้บอกชัดเจนว่า มนุษย์เป็นผู้ที่ถูกสร้างมา แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกยิ่งใหญ่ขนาดไหน หรือประสบความสำเร็จขนาดไหนในชีวิตก็ตาม พวกเขาไม่มีวันทำตัวทัดเทียมพระเจ้า และมาหาเรื่องพระองค์อย่างที่ทำกันอย่างไม่มีความเกรงกลัวในโลกยุคนี้  ท่านเปาโลถามตรง ๆ ว่า “จริง ๆแล้วนายเป็นใครกัน? นายไม่รู้หรือว่า ตัวเองไม่มีสิทธิที่จะท้าทายองค์ผู้ทรงสร้างพวกนายมา?” (อิสยาห์ 29:16; 45:9)

โรม 9:22-23
ช่างปั้นมีสิทธิเหนือดินเหนียวฉันใด พระเจ้าก็ทรงมีสิทธิเหนือมนุษย์ที่ทรงสร้างมาฉันนั้น  พระองค์ทรงมีสิทธิจะทำอะไรกับพวกเราก็ได้ทั้งนั้น  แต่มนุษย์ไม่เข้าใจ ต่อว่า โต้แย้งว่าพระองค์ไม่ยุติธรรม  พระองค์จะทรงปั้นมนุษย์มาเพื่อการทำลายย่อมได้แต่พระเจ้าทรงให้โอกาสคนเหล่านั้นกลับใจด้วยและนั่นเองคือพระเมตตาของพระเจ้าที่ทำให้หลายคนที่ใคร ๆ เห็นว่าลงนรกแน่ กลับมีโอกาสกลับใจ

โรม 9:24-25
เมื่อเราตอบรับพระเจ้า แม้เป็นคนต่างชาติ  ก็ทรงนับพวกเราเป็นประชากรของพระองค์เหมือนอย่างคนยิว นั่นคือ ใครก็ตามที่ตอบรับพระเจ้าทรงให้เขาเป็นทั้งที่รัก เป็นทั้งประชากรของพระองค์ นี่เป็นความจริงที่คนยิวส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และคิดว่า เมื่อเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นชนชาติของพระองค์ แปลว่า เขาทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่พระเจ้าทรงให้มนุษย์ทุกคนรับผิดชอบต่อสถานะของตนด้วย

โรม 9:26 
ข้อต่อมานี้ก็ย้ำเตือนในเรื่องเดียวกัน สรุปว่า คนที่พระเจ้าทรงสร้างมานั้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่คิดว่าตนเป็นภาชนะสวย ได้รับการเลือกอย่างคนยิว หรือคนต่างชาติที่คิดว่าตนเองอยู่นอกพระคุณของพระองค์ ต่างต้องตอบรับพระคุณของพระองค์ด้วยการรับว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา แล้วก็จะได้เข้ามาเป็นลูก ๆ ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ คนไม่รับพระคุณก็ไม่ได้เป็นลูก… 

โรม 9:27-28
เมื่อพระเจ้าทรงเมตตาคนอิสราเอลนั้น พระองค์ทรงใช้มาตรฐานอันเดียวกันกับคนต่างชาติในเรื่องความเชื่อ อิสราเอลทุกคนจะต้องเชื่อในพระนามของพระเยซูคริสต์ รับว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา เขาจึงจะได้รับการประกาศว่าเป็นคนเที่ยงธรรม พ้นผิด ถูกต้องกับพระเจ้าทุกคนที่จะรับความรอด ต้องผ่านมาทางพระเยซูเท่านั้น เขาจะคิดวิธีเอาตามใจตัวเองไม่ได้ ทุกวันนี้กำลังมีอิสราเอลมากมายที่หันมาเชื่อพระเยซู 

โรม 9:29
การมีคนหลงเหลืออยู่ของอิสราเอลนั้น นับได้ว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่มีประเทศอิสราเอลยืนหยัดสู้ศัตรูรอบด้านเพื่อ
การดำรงอยู่ของชาติ (ปี 2025) เขาต่อสู้กับความพยายามของศัตรูที่จะล้างอิสราเอลออกจากแผนที่โลก .. เพราะพระเจ้าเป็นผู้ที่ทรงยืนยันว่า จะให้มีคนหลงเหลืออยู่ และพวกเขาคือคนที่ทำให้โลกรู้ว่า สิ่งที่พระเจ้าตรัสทุกอย่างจะเกิดขึ้นจริงทรงกั้นไม่ให้พวกเขาสูญพันธุ์อย่างโสโดมโกโมราห์

โรม 9:30คนต่างชาติ(ไม่ใช่อิสราเอล)ท่ีได้รับฟังการประกาศพระนามพระเยซู เมื่อพวกเขาเชื่อพระองค์ พระเจ้าก็ทรงประกาศว่าเป็นคนเที่ยงธรรมเพราะความเชื่อเขาพ้นผิด เขาเป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้าพระเจ้าทรงตั้งทรงเลือกคนอิสราเอลไว้เพื่อเขาจะเป็นพระพรให้แก่ชาวโลก ในยุคแรกคนอิสราเอลออกไปประกาศและทำให้คนต่างชาติมารู้จักพระเจ้า แต่เวลานี้กลับกัน คนต่างชาติกลับไปประกาศพระนามพระเยซูแก่คนอิสราเอล!

โรม 9:31-32เหตุใดองค์พระเยซูจึงเป็นหินสะดุดของอิสราเอลในอดีต? พวกเขายังคงยึดถือหลักการของบทบัญญัติอย่างเคร่งครัด และยังเข้าใจว่าความดี
จะทำให้รอด  ปัจจุบัน ยังมีหลายพวกหลายกลุ่มที่ยึดถือบทบัญญัติเคร่งครัดสุดโต่ง และอิสราเอลอีกพวกที่ไม่ยอมเอาพระเจ้าเลย  พวกเขาสะดุดพระนามของพระเยซูอย่างน่าเสียดาย ความภาคภูมิใจในความเป็นคนเที่ยงธรรมตามบัญญัติล้มเหลวในสายพระเนตรพระเจ้า 

โรม 9:33
คนอิสราเอลย่อมรู้ว่า หินสะดุดที่พระเจ้าจะทรงวางไว้ในศิโยนนั้่น เป็นผู้ที่พวกเขาต้องเชื่อ สยบให้ พวกเขาจึงจะไม่สะดุดล้ม ท่านเปาโลได้บอกวิธีที่
จะไม่สะดุด ก็คือวางใจพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อยกบาปของพวกเขา แต่ความเป็นยิวของคนอิสราเอลนั้นรุนแรงมาก โดยเฉพาะคนที่ยึดมั่นใน
บัญญัติ   พวกเขาดูหมิ่นพระเยซูมาตั้งแต่ที่ทรงอยู่ในโลก พวกเขาเป็นศัตรูกับพระองค์อย่างเปิดเผย จะให้ยอมต่อพระองค์..ยากมาก!!

พระคำเชื่อมโยง

โรม 9
1* 2 โครินธ์ 1:23
2* โรม 10:1
3* อพยพ 32:32
4* อพยพ 4:22; 1 ซามูเอล 4:21; กิจการ 3:25; สดุดี 147; ฮีบรู 9:1,6 ;กิจการ 2:29; 13:32
5* เฉลยธรรมบัญญัติ 10:15; ลูกา 1:34-35; 3:23; เยเรมีย์ 23:6
6* กันดารวิถี  23:19; กาลาเทีย 6:16
7* กาลาเทีย 4:23; ปฐมกาล 21:12
8* กาลาเทีย 4:28
9*ปฐมกาล 18:10, 14

10* ปฐมกาล 25:21
11* โรม 4:14
12* ปฐมกาล 25:23
13* มาลาคี 1:2-3
14* เฉลยธรรมบัญญัติ   32:4
15* อพยพ 1:2,3
17* กาลาเทีย 3:8; อพยพ 9:16
18* อพยพ 4:21
19*2 พงศาวดาร 20:6
20* อิสยาห์ 29:16
21* สุภาษิต 16:4; 2 ทิโมธี 2:20
22* 1 เธสะโลนิกา 5:9; 1 เปโตร 2:8

23* โคโลสี 1:27; โรม   8:28
24* โรม  8:28; 3:29 
25* โฮเชยา 2:23
26* โฮเชยา 1:10
27* อิสยาห์ 10:22-23; โรม  11:5
28* อิสยาห์ 10:23; 28:22
29* อิสยาห์ 1:9; 13:19
30* โรม  4:11; 1:17; 3:21; 10:6
31* โรม  10:2-4; กาลาเทีย 5:4
32* 1โครินธ์  1:23
33* สดุดี 118:22; อิสยาห์ 8:14; 28:16; โรม 5:5; 10:11