สดุดี 50 พระเจ้าเอง..ทรงพิพากษา

ภาพจาก pixcove.com

สดุดีของอาสาฟ

องค์ผู้ทรงฤทธิ์เสด็จมาพิพากษาคนของพระองค์
1 โอ องค์ผู้ทรงฤทธิ์ พระเจ้า องค์พระยาห์เวห์
พระองค์ตรัสและทรงเรียกแผ่นดินโลก
จากที่ ๆ อาทิตย์ขึ้น จนถึงที่ ๆ อาทิตย์ตก
2 พระเจ้าทรงส่องแสงออกมาจากศิโยน
เป็นความงามที่สมบูรณ์แบบ
3 พระเจ้าของเราเสด็จมา  พระองค์ไม่ทรงนิ่งเงียบ
ข้างหน้าคือ ไฟที่เผาผลาญ  รอบ ๆ พระองค์คือพายุกล้า
4 พระองค์ทรงเรียกสวรรค์เบื้องบน  และแผ่นดินโลก
เพื่อว่าจะทรงพิพากษาคนของพระองค์ 
5 จงรวบรวมคนที่ซื่อตรง 
คนที่ทำสัญญากับเราด้วยเครื่องบูชา 
6 ฟ้าสวรรค์ประกาศความเที่ยงธรรมของพระเจ้า
เพราะพระองค์เองทรงเป็นผู้พิพากษา เซ ลาห์

คำตรัสก่อนพิพากษา เครื่องบูชาไม่ใช่สิ่งที่ทรงต้องการ
7 ประชากรของเรา จงฟัง และเราจะตรัสกับเจ้า
โอ้ อิสราเอล เราจะเป็นพยานสู้กับเจ้า 
เราคือพระเจ้า พระเจ้าของเจ้า
8 เรามิได้ตำหนิเจ้าในเรื่องเครื่องบูชา 
เครื่องเผาบูชานั้นมีอยู่ต่อหน้าเราเสมอ
9 เราจะไม่รับวัวหนุ่มจากบ้านของเจ้า
ไม่รับแพะจากคอกของเจ้า 
10 เพราะสัตว์ป่าทุกตัวในป่าเป็นของเรา
และฝูงวัวควายบนเนินเขานับพันลูกก็เป็นของเรา
11เรารู้จักนกบนภูเขาทุกตัว
และทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวในท้องนาเป็นของเรา
12 หากเราหิว เราจะไม่บอกเจ้า
เพราะทั้งโลกและทุกสิ่งในนั้นเป็นของเรา
13 เรากินเนื้อวัวหรือ? หรือว่าเราดื่มเลือดแพะ?

สิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จากการนมัสการ
14 จงถวายเครื่องบูชาแห่งการขอบพระคุณแด่พระเจ้า
และทำตามคำปฏิญาณต่อองค์ผู้สูงสุด
15 และจงร้องหาเราในวันแห่งความลำบาก
เราจะช่วยกู้เจ้า และเจ้าจะถวายเกียรติเรา

พระเจ้าทรงตำหนิคนชั่ว
16 แต่พระเจ้าตรัสกับคนที่ชั่วร้ายว่า
“เจ้ามีสิทธิอะไรที่จะท่องกฎบัญญัติของเรา
หรือกล่าวพันธสัญญาของเราออกมา?
17 เพราะเจ้าเกลียดวินัย
และเจ้าเขวี้ยงคำของเราทิ้งไว้เบื้องหลัง
18 เมื่อเจ้าเห็นโจร เจ้าก็ยินดีไปกับเขา
และเจ้าเป็นพวกกับคนที่ล่วงประเวณี
19 เจ้าปล่อยให้ปากของเจ้าพูดชั่วอย่างอิสระ
และลิ้นของเจ้ามีแต่คำหลอกลวง
20 เจ้านั่งลงและกล่าวคำต่อต้านพี่น้องของเจ้า
เจ้าใส่ร้ายลูกชายของแม่เจ้าเอง

คำพิพากษาของพระเจ้า
21 เจ้าทำสิ่งเหล่านี้ และเราก็นิ่งเงียบ
เจ้าก็เลยคิดว่าเราเป็นเหมือนเจ้า
แต่บัดนี้เราขอตำหนิและวางคดีของเจ้าตรงหน้า
22 “เจ้าคนที่ลืมพระเจ้า จงรู้เอาไว้
มิฉะนั้นเราจะฉีกเจ้าออกเป็นชิ้น ๆ และไม่มีใครที่จะช่วยเจ้าได้!

คำสัญญาต่อคนที่ขอบพระคุณ และจัดชีวิตถูกต้อง
23 คนที่ถวายคำขอบพระคุณเป็นเครื่องบูชาก็ให้เกียรติเรา 
เราจะสำแดงความรอดของพระเจ้า
ให้กับคนที่จัดทางของเขาอย่างถูกต้อง

พระคำเชื่อมโยง

1*โยชูวา 22:22; สดุดี 113:3

2*เพลงคร่ำครวญ 2:15; สดุดี 48:2; 80:1; 94:1

3* อพยพ 19:16; สดุดี 21:9; 97:3; ดาเนียล 7:10

4*ฉธบ. 4:26; 31:28; 32:1; อิสยาห์ 1:2

5* อพยพ 24:7; ปฐมกาล 15:9-18

6* สดุดี 89:5; 97:6; วิวรณ์ 16:5

7* สดุดี 81:8; 49:1

8* สดุดี 40:6

9*มีคาห์ 6:6-8; ฮีบรู 10:4-6

10* โยนาห์ 4:11; เยเรมีย์ 27:5-6

11*มัทธิว 10:29

12* สดุดี 24:1

14* สดุดี 50:23; 27:6; 69:30

15*สดุดี 81:7; 107:6; เศคาริยาห์ 13:9

16* อิสยาห์ 29:13; 1:11-15; สดุดี 78:36-38

17*โรม 2:21-22; 1 พงศ์กษัตริย์ 14:9; เนหะมีย์ 9:26

18* โรม 1:32; 1 ทิโมธี 5:22

19* สดุดี 52:2

20*มัทธิว 10:21; เลวีนิติ 19:16

21*ปัญญาจารย์ 8:11; อิสยาห์ 57:11

22*สดุดี 9:17; 7:2

23* สดุดี 50:14-15; 91:16; กาลาเทีย 6:16

อาสาฟผู้เขียน เป็นนักร้องนักดนตรีในสมัยของกษัตริย์ดาวิดและโซโลมอน (1 พงศาวดาร 15:17-19)

สดุดี 50:1-6 องค์ผู้ทรงฤทธิ์เสด็จมาพิพากษาคนของพระองค์
ผู้เขียนได้เรียกพระนามของพระเจ้า ถึงสามพระนาม คือ องค์ผู้ทรงฤทธิ์ พระเจ้า และพระยาห์เวห์ สื่อให้เรารู้ว่า พระเจ้านั้นทรงฤทธิ์ ทรงดำรงนิรันดร์ ทรงเป็นพระเจ้าเหนือจักรวาลนี้ และจากศิโยน พระองค์ทรงเรียกคนของพระองค์ ทุกคนในโลก เพื่อจะพิพากษาพวกเขา ทุกคนในโลกต้องรับการพิพากษาจากพระเจ้า และคนของพระองค์นั้น เป็นพวกแรกที่พระเจ้าทรงเรียกมา
พายุกล้า ไฟป่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่พระเจ้าทรงน่ากลัวกว่านั้น เพราะเมื่อเสด็จมา ทั้งสองอย่างนี้มาพร้อมกับพระองค์

สดุดี 50:7-13 คำตรัสก่อนพิพากษา เครื่องบูชาไม่ใช่สิ่งที่ทรงต้องการ
พระเจ้ากำลังบอกคนของพระองค์ว่า สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ไม่ใช่เครื่องบูชา พิธีกรรม ทรงยืนยันว่าทุกอย่างที่มนุษย์พยายามถวายพระองค์นั้น เป็นของพระองค์อยู่ก่อนแล้ว
คนส่วนใหญ่เวลาถวายเครื่องบูชาเสร็จ ขอให้พระเจ้ายกโทษเสร็จก็รู้สึกจบ สบายใจ แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม

สดุดี 50:14-15 สิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จากการนมัสการ
ในโลกที่เต็มด้วยความทุกข์ยากและปัญหา ไม่ว่าจะเกิดจากอะไร พระเจ้าทรงประสงค์ให้คนของพระองค์ เรียกร้องหาพระองค์
ขอให้พระองค์ทรงช่วยกู้ แน่นอนที่มีหลายอย่างในชีวิตที่พระเจ้าทรงให้เรามีสติปัญญาทำเองได้ แต่ในทุกเรื่องพระองค์
ทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้เสมอ และมนุษย์จะมีใจกตัญญูถวายพระเกียรติแด่พระองค์

พระเจ้าทรงตำหนิคนชั่วและคำพิพากษาของพระเจ้า
สิ่งที่พระเจ้าตรัสในข้อ 16-22 ไม่ได้พูดถึงคนอื่น แต่ถึงคนที่บอกว่าตัวเองเชื่อพระเจ้า แต่กลับปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามที่บรรยายไว้ ดังนั้น คนที่คิดว่า ตนเองเชื่อพระเจ้า และทำอะไรก็ได้ยังไงก็รอดตัวต้องเข้าใจใหม่ เพราะพระเจ้าทรงแจ้งให้ชัดเจนว่า อะไรเป็นอะไร ทางของคนแบบไหนจะเจออะไร

คำสัญญาต่อคนที่ขอบพระคุณ และจัดชีวิตถูกต้อง
ผู้เขียนได้ย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญของการขอบพระคุณ ทุกวันเราได้ขอบพระคุณพระเจ้า ถวายพระเกียรติพระองค์ไหม
พระสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ตรงนี้ สำคัญนัก เรามีส่วนที่จะทำให้ตนเองได้รับตามพระสัญญาด้วย…


1 เปโตร 4 รับใช้พระเจ้าในยุคสุดท้าย

ทัศนคติของผู้รับใช้ -ทุ่มเท

ดังนั้น ในเมื่อพระคริสต์ ได้ทนทุกข์เพื่อเราแล้วด้วยพระกายแล้ว ก็ให้ท่านได้ใช้ความคิดอย่างเดียวกันกับพระองค์เป็นอาวุธด้วย เพราะผู้ที่ทนทุกข์ทางกาย ก็จบสิ้นกับบาปแล้ว
1 เปโตร 4:1

กาลาเทีย 5:24, 1 เปโตร 3:18, โคโลสี 3:3-5

Rembrandt 1631

อาวุธที่จะสู้กับบาปก็คือ การที่เราจะไม่หวั่นกับการทนทุกข์ ไม่โวยวาย เมื่อมีสิ่งที่เรารู้สึกเหมือนไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ถ้าเรามีทัศนคติอย่างพระเยซูคริสต์ เราจะไม่ทำบาป การคิดอย่างนั้นเท่ากับเรากำลังตัดความสัมพันธ์กับบาปที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ทั้งนี้ ท่านเปโตรกล่าวกับพี่น้องที่กำลังทนทุกข์เพราะความเชื่อ ความคิดแบบนี้เป็นอาวุธสู้บาป!

เพื่อว่าจะไม่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในกายนี้ตามตัณหาชั่วของมนุษย์แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
1 เปโตร 4:2

ยอห์น 1:13, เอเฟซัส 4:22-24, ทิตัส 3:3-8

มีความคิดอย่างพระเยซูเป็นอาวุธสู้บาป แบบประจำวัน ไม่ใช่นาน ๆ ที เพื่อว่าจะได้ใช้ชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงสร้าง และทรงเลือกเรามาให้อยู่ในร่มพระคุณ เราต้องเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์ทรงมีคุณค่ามาก สมกับที่เราต้องทนทุกข์เพื่อพระนามเมื่อไรที่เราต้องเลือกระหว่างการทนทุกข์ กับการทำบาป ให้เราเลือกข้างพระเยซูเถอะ ชีวิตของเราเหลือน้อยลง ๆ ทุกวัน 

มีปัญญา

เราได้ใช้เวลาในชีวิตมามากพอแล้วในการทำตามใจอย่างคนนอก นั่นก็คือการปล่อยตัวตามราคะตัณหา ตามใจอยากที่ชั่ว การเมาเหล้า การเลี้ยงอย่างสนุกสุดเหวี่ยง การสำมะเลเทเมา และการไหว้รูปเคารพที่น่าขยะแขยง
1 เปโตร 4:3

เอเฟซัส 5:18, 1 โครินธ์ 6:11, 1 เธสะโลนิกา 4:5

จดหมายที่ท่านเปโตรส่งไป คงจะไปหาพี่น้องคริสเตียนที่เป็นชาวต่างชาติ เพราะท่านกล่าวถึงกิจกรรมบาปที่พวกเขามักจะมีพิธีกรรมที่น่าสะอิดสะเอียนด้วย มีทั้งการดื่ม กิน และทำผิดทางเพศประกอบการไหว้รูปเคารพ

พวกเขาแปลกใจที่เวลานี้
ท่านไม่ได้ใช้ชีวิตเสเพลตามพวกเขา และพวกเขาก็กล่าวร้ายพวกท่าน พวกเขาจะต้องให้การต่อพระองค์ผู้ทรงพร้อมที่จะพิพากษา ทั้งคนเป็นและคนตาย
1 เปโตร 4:4-5

1 เปโตร 2:12, ยูดา 1:10, กิจการ 10:42, โรม 14:9,กาลาเทีย 5:25

เวลาคนไปทำชั่ว ไม่มีใครแปลกใจ แต่เมื่อคนไม่ทำตามสิ่งชั่ว ก็จะมีคนแปลกใจ ทำไมคริสเตียน แปลกไปจากคนอื่น ไม่หลิ่วตาชั่วตามพวกเขา แทนที่พวกเขาจะทำตามสิ่งที่ดีจากชีวิตเรา กลับมาใส่ร้ายเสียอีก สิ่งนี้เกิดขึ้นทุกวัน ! แต่ผู้ที่ถูกใส่ร้ายนั้นต้องเข้าใจว่า พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้ง เพราะการพิพากษาของพระเจ้านั้น มีแน่ ๆ พอถึงวันนั้น พวกเขาจะรู้ว่าตนเองโง่เพียงใดที่ใช้ชีวิตเสเพล

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการประกาศข่าวประเสริฐ แม้แก่คนที่ตายไปแล้ว
เพื่อถึงแม้ว่าทางร่างกายเขาอาจถูกพิพากษาโดยมนุษย์ แต่เขาอาจจะได้มีชีวิตฝ่ายวิญญาณ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
1 เปโตร 4:6

1 เปโตร 1:12, 3:19, โรม 8:9,13 ,กาลาเทีย 5:25

ข้อความตอนนี้อาจทำให้เรางง คิดว่าเป็นการประกาศให้กับคนที่ตายฝ่ายร่างกายไปแล้ว แต่ข้อนี้มีความหมายว่า เป็นการประกาศให้กับคนที่ตายแล้วฝ่ายวิญญาณ ก็คือคนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้านั่นเอง พวกเขามีโอกาสที่จะกลับใจ และใช้ชีวิตตามทางของพระเจ้า ตามน้ำพระทัยของพระองค์ และการกลับใจใหม่นี้ กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกชั่วโมงในโลกเรา เมื่อพระคำของพระเจ้าถูกประกาศไปก็จะมีคนเชื่อ

ใช้เวลาอธิษฐาน

ตอนจบของสิ่งทั้งปวงใกล้เข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้น พวกท่าน จงมีสติรู้ตัวรอบคอบ
และเตรียมใจตนเพื่ออธิษฐาน
1 เปโตร 4:7

โรม 13:11, ฮีบรู 9:26, ยากอบ 5:8-9, 1 ยอห์น 2:18

ตอนจบของทุกสิ่งในโลก คือเมื่อพระเยซูเสด็จมา!
ถ้าเราคิดว่าจะไม่มีพรุ่งนี้อีกต่อไป สติของเราก็จะไม่อยู่นิ่ง แต่ตื่นตัว เตรียมพร้อม การอธิษฐานของเราจะไม่เหมือนเดิม ความเร่าร้อนจะเกิดขึ้นเพราะยังมีหลายเรื่องที่เราต้องทูลขอให้พระเจ้าทรงโปรดเมตตาการที่จะรู้ว่าต้องใช้เวลาทำอะไรให้เกิดผลดีต้องมีสติจริง ๆ ปล่อยตามสบายไม่ได้

เหนือสิ่งใด จงรักกันและกันให้มาก เพราะความรักยกโทษบาปได้มากมาย
จงต้อนรับกันและกัน โดยไม่บ่น
1 เปโตร 4:8-9

สุภาษิต 10:12, 17:9, ฮีบรู 13:2, 2 โครินธ์ 9:7, โรม 12:13

รักกันให้มาก ท่านเปโตรหมายถึง “รักกันอย่างแรงกล้า” เป็นความรักที่กระตือรือร้น ที่จะให้ ช่วย เป็นห่วง เป็นใย เป็นรักที่ร้อนแรงโดยไม่มีอะไรแฝง รักอย่างที่พระเยซูทรงรัก แต่ไม่ได้หมายความว่ายอมให้เขาทำบาปไปเรื่อย แต่เป็นการไม่เปิดโปง และหาทางช่วยให้พ้นบาปนั้น การต้อนรับอย่างเต็มใจ เป็นเรื่องที่ผู้เชื่อต้อง ฝึกฝน และหากมีความรัก เราจะมีน้ำใจต้อนรับโดยไม่ยากเย็น

ในเมื่อแต่ละคนได้รับของประทานมา ก็ควรใช้ของประทานนั้น ในการปรนนิบัติกันและกัน ในฐานะเป็นผู้อารักขาพระคุณนานัปการของพระเจ้า
1 เปโตร 4:10

โรม 12:6-8, 1 โครินธ์ 4:1-2, 1 โครินธ์
12:4

ไม่มีใครสักคนที่ขาดของประทานซึ่งสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น คนเกียจคร้านมีข้ออ้างที่จะไม่ใช้ของประทานนั้น พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้เราใช้ความสามารถที่มี เพื่อเสริมสร้างกันและกัน การทำเช่นนั้น เท่ากับเราทำหน้าที่ของผู้ดูแลรักษาพระคุณของพระเจ้าในโลกนี้

คนใดจะพูด ก็ให้พูดในฐานะที่เป็นคำมาจากพระเจ้า คนใดจะรับใช้ ก็ให้รับใช้ตามกำลังที่พระเจ้าประทาน เพื่อว่าพระเจ้าจะได้รับพระเกียรติโดยพระเยซูคริสต์ในทุกสิ่ง ขอพระสิริรุ่งโรจน์ และฤทธานุภาพสูงสุด จงมีแด่พระองค์สืบไปเป็นนิตย์ อาเมน
1 เปโตร 4:11

เอเฟซัส 4:29, 5:20, 1 โครินธ์ 4:1-2

เมื่อเรารับใช้ พระเจ้าจะทรงรับพระเกียรติ จากการรับใช้ที่จริงใจ ตามการทรงเรียก ตามของประทานที่พระเจ้าให้เรามา หากทุกคนในพระกายพระคริสต์ ขยัน รักรับใช้ตามของประทานแล้ว ชุมชนนั้นก็จะไม่ขาดสิ่งดี แต่จะเป็นที่น่าชื่นชม เจริญก้าวหน้า เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระเจ้า

ทัศนคติต่อความทุกข์ที่เข้ามาในชีวิต

เพื่อนที่รัก อย่าแปลกใจกับการทดสอบร้อนแรงที่มาเพื่อทดสอบท่าน มันเป็นเหมือน สิ่งแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับท่าน
1 เปโตร 4:12

1 เปโตร 1:6-7, 2 ทิโมธี 3:12

เมื่อมีความทุกข์ใจ ความทุกข์ยาก ปัญหาที่ยากการจนตรอกหาทางออกไม่ได้ หลายคนจะคิดว่า ทำไมเรื่องนี้จึงต้องเกิดกับเราด้วย ไม่น่าเลย อย่าลืมว่า เราอยู่ในโลกที่เต็มด้วยคน คน คน ที่สร้างปัญหา ที่มีปัญหาเยอะไปหมด ยังมีสภาพแวดล้อม อาหารการกิน ความเจ็บป่วย เราต้องไม่แปลกใจ อะไรเกิดกับคนอื่นได้ ก็เกิดกับเราได้เหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนคือพระเจ้าทรงเห็น ทรงอยู่กับเราที่วางใจพระองค์

แต่จงยินดีว่า ท่านได้มีส่วนในความทุกข์ของพระคริสต์ เพื่อว่าท่านจะได้ยินดีอีกด้วย เมื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มาปรากฏ
1 เปโตร 4:13

ยากอบ 1:2-3, 2 ทิโมธี 2:12, โรม 8:17

นอกจากไม่ให้แปลกใจที่การทดสอบเกิดขึ้น แต่ท่านเปโตรยังให้เรายินดีว่า ได้มีส่วนในความทุกข์ของพระคริสต์ นี่เป็นความคิดที่ต่างไปจากที่คนในโลกคิดความทุกข์ยากเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของผู้เชื่อ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เขาได้รับการยกเว้น เมื่อเราทนทุกข์ เราก็ได้ยินดี และยิ่งยินดีมากขึ้นเมื่อพระเยซู เสด็จกลับมาด้วยสง่าราศี

หากท่านถูกเยาะเย้ยเนื่องจากพระนามของพระคริสต์ ท่านก็ได้รับพระพร เพราะพระวิญญาณแห่งพระสิริ และองค์พระเจ้าประทับเหนือท่าน
1 เปโตร 4:14

มัทธิว 5:11, ลูกา 6:22, 1 เปโตร 3:14

ท่านเปโตรได้ยินพระเยซูตรัสเช่นนี้ในวันที่พระองค์เทศนาบนภูเขาด้วย มัทธิว 5:1-12 เมื่อพวกเขาจะติเตียน ข่มเหง กล่าวร้ายเจ้า เป็นความเท็จเพราะเรา เจ้าก็เป็นสุขจงชื่นชมยินดี เพราะบำเหน็จของพวกเจ้ามี เต็มบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะพวกเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระคำที่อยู่มา ก่อนเจ้าเหมือนกัน

อย่าให้ใครสักคนในหมู่พวกท่าน ทนทุกข์เพราะเป็นฆาตกร หรือขโมย หรือคนทำชั่ว หรือเป็นพวกที่เข้าไปยุ่มย่ามเรื่องของคนอื่น
1 เปโตร 4:15

2 เธสะโลนิกา 3:11, 4:11, 1 ทิโมธี 5:13

หากผู้เชื่อทำผิดต่อคนอื่น หรือทำผิดกฎหมายก็สมควรที่จะได้รับการลงโทษเหมือนคนอื่น ๆ แต่ที่แย่กว่าคือ เขาได้ทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่เสื่อมเสีย ไม่ใช่ว่าเมื่อทนทุกข์ด้วยสาเหตุที่ตนทำผิด เป็นการทนทุกข์เพื่อพระเจ้า. เราจึงต้องมองให้ดีว่า ปัญหาในชีวิตเกิดจากอะไรเกิดจากความโง่เขลาของตนเองหรือจากการที่ คนอื่นมาข่มเหงพระนาม

แต่หากว่าใครต้องทนทุกข์เพราะเขาเป็นคริสเตียน ก็อย่าให้เขารู้สึกอาย แต่ให้เขาถวายพระสิริแด่พระเจ้า เพราะเขามีพระนามนั้นในชีวิต
1 เปโตร 4:16

1 เปโตร 3:17-18, ฟีลิปปี 1:29

การที่ถูกข่มเหงจากเพื่อนหรือพี่น้องเพราะว่าเราเป็นคริสเตียน เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ว่า ไม่ต้องอายเมื่อเกิดเรื่องขึ้น แปลว่า พระนามนั้นมีชีวิตในเราและเหตุการณ์นี้จะกลับทำให้เราได้ถวายพระเกียรติ แด่พระเจ้าอย่างไม่คาดฝัน ในสมัยก่อนเขาเรียก คริสเตียนว่า “ สาวก ผู้เชื่อ ศิษย์พระเยซู คนที่ เป็นของทางนั้น” ต่อมาจึงเรียกว่าคริสเตียน (กิจการ 11:26) หมายถึงคนที่กลับใจ เชื่อ ติดตามพระเยซูอย่างจริง

ท่ามกลางการทนทุกข์..มอบชีวิตแด่พระเจ้า

เพราะถึงเวลาที่การพิพากษาจะต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า
และหากเริ่มต้นที่เรา ผลการพิพากษาจะเป็นอย่างไรกับคนที่ไม่เชื่อข่าวประเสริฐของพระเจ้า
1 เปโตร 4:17

อิสยาห์ 10:12, ลูกา 10:12, 2 เธสะโลนิกา 1:8

การพิพากษาของพระเจ้านั้น เริ่มต้นที่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะพวกเขาจะต้องเป็นคนที่ได้รับการชำระ และเดินในทางของพระเจ้า พวกเขามีหน้าที่ต่อพระเจ้าและผู้อื่น ต้องกลับใจจริง เชื่อจริง ตัดขาดจากบาปจริง ..

และ “ถ้าคนชอบธรรมเกือบจะไม่รอด แล้วคนอธรรมและคนบาปจะเป็นอย่างไร?”
ดังนั้น ให้ทุกคนที่ทนทุกข์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ฝากจิตวิญญาณของพวกเขาไว้กับ พระผู้สร้างผู้ทรงซื่อตรง และมุ่งทำดีต่อไปเถิด
1 เปโตร 4:18-19

สุภาษิต 11:31, สดุดี 37:5-7, 2 ทิโมธี 1:12

ยังมีความเข้าใจผิดในหมู่ผู้เชื่อว่า เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็ไ่ม่ต้องทำอะไรอีก ท่านเปโตรกำลังบอกสิ่งที่ตรงข้าม จากที่อ่านมาเราจะเห็นว่า พระเยซูทรงให้ความรอดกับเราโดยที่พระองค์ทรงสละชีวิตของพระองค์เอง เมื่อเรามาหาพระองค์ เราก็ต้องถวายชีวิตหมดสิ้นกับพระองค์เหมือนกัน ความรอดนั้นมีค่าเท่ากับชีวิตของพระเยซู ทุกคนที่จะตามพระเจ้าต้องเอาชนะตนเองแบกกางเขนของตนทุกวันและตามพระองค์ไป