ฮีบรู 2 ความรอดจากพระบุตร

อย่าเฉยเมยต่อความรอด

2:1 เราจะต้องใส่ใจต่อสิ่งที่เราได้ยินมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อว่าเราจะไม่หลงไป
2:2เพราะหากคำที่ทูตสวรรค์กล่าวนั้นยังมีผลผูกมัด และการล่วงละเมิดการไม่เชื่อฟังทุกอย่างจะได้รับการลงทัณฑ์อย่างยุติธรรม….

2:3 หากเราละเลยความรอดที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ เราจะหนีรอดไปได้อย่างไร? องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ประกาศเรื่องความรอดมาตั้งแต่แรก และได้รับการยืนยันจากคนที่ได้ยินจากพระองค์
2:4แล้วพระเจ้าก็ทรงยืนยันรับรองด้วยหมายสำคัญ สิ่งมหัศจรรย์ การอัศจรรย์และของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระองค์ประทานให้ตามพระดำริของพระองค์

พระบุตรที่ทรงต่ำกว่าทูตสวรรค์ขณะหนึ่ง

2:5-6 พระองค์ไม่ได้ให้ทูตสวรรค์ปกครองโลกในอนาคตที่กำลังมา ซึ่งเรากล่าวถึงแต่มีคนได้กล่าวคำยืนยันไว้ว่า “มนุษย์เป็นใคร ที่พระองค์ทรงคิดถึง? บุตรของมนุษย์เป็นใครที่พระองค์ทรงดูแลรักษาเขา?(สดุดี 8:4)
2:7พระองค์ทรงทำให้ท่านต่ำกว่าทูตสวรรค์ชั่วขณะหนึ่ง พระองค์ทรงสวมมงกุฎแห่งศักดิ์ศรี และเกียรติยศให้แก่ท่าน ทรงให้ท่านอยู่เหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง (สดุดี 8:5-8)
2:8 และทรงวางทุกสิ่งไว้ใต้เท้าของท่าน”เมื่อพระเจ้าทรงให้ทุกสิ่งอยู่ในการควบคุมของท่าน จึงไม่มีสิ่งใดเลยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของท่านแต่ในเวลานี้ เรายังไม่เห็นว่า ทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของท่าน
2:9 แต่เราเห็นองค์พระเยซู ผู้ทรงถูกจัดให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์ชั่วขณะ ทรงรับมงกุฎที่ทรงพระสิริและทรงรับพระเกียรติ เพราะพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์อย่างทรมานเพื่อว่า โดยพระคุณของพระเจ้าพระองค์ทรงเผชิญความตายเพื่อทุกคน

นำบุตรมากมายมาถึงพระสิริ


2:10 การที่จะนำบุตรมากมายมาถึงพระสิรินั้น นับว่าเหมาะสมที่พระเจ้าผู้ที่สรรพสิ่งทั้งปวงดำรงอยู่ทั้งเพื่อพระองค์ และโดยพระองค์ จะทรงทำให้ผู้ เปิดทางแห่งความรอดของพวกเขาได้ทรงเพียบพร้อมผ่านการทนทุกข์
2:11 ทั้งสองฝ่ายคือ พระองค์ผู้ทรงชำระให้บริสุทธิ์กับผู้ที่รับการชำระนั้นเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้น พระเยซูจึงไม่ทรงละอายที่จะเรียกพวกเขาว่า พี่น้อง
2:12 พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์แก่พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางที่ประชุม”(สดุดี 22:22)
2:13 และยังตรัสอีกว่า “ข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์” และตรัสอีกครั้งว่า “ข้าพเจ้า รวมทั้งบุตรที่พระเจ้าประทานให้แก่ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่” (อิสยาห์ 8:17-18)
2:14 บัดนี้ ในเมื่อบุตรทั้งหลายเป็นเลือดเป็นเนื้อ พระองค์ก็จะทรงเข้ามามีส่วนในการเป็นมนุษย์แบบเดียวกับพวกเขา เพื่อว่า พระองค์จะทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตายคือมารด้วยการสิ้นพระชนม์

ทรงเป็นเหมือนพี่น้องทุกประการ

2:15-16 และจะทรงช่วยปลดปล่อยผู้ที่ทั้งชีวิตตกเป็นทาสความกลัวตาย เพราะพระองค์มิได้ทรงช่วยเหล่าทูตสวรรค์ แต่ทรงช่วยลูกหลานของอับราฮัม
2:17 ด้วยเหตุนี้ จึงต้องให้พระองค์เป็นเหมือนพี่น้องของพระองค์ทุกประการ
เพื่อว่าจะทรงมาเป็นมหาปุโรหิตผู้ทรงเต็มด้วยความเมตตา และทรงซื่อตรง ในการรับใช้พระเจ้า เพื่อจะทรงลบล้างบาปให้กับผู้คนทั้งหลาย
2:18 เพราะพระองค์เองทรงเป็นทุกข์เมื่อทรงถูกทดลองใจพระองค์
จึงทรงสามารถที่จะช่วย (ทั้งปลอบใจและช่วยกู้)
เหล่าคนที่ถูกทดลองใจ

อธิบายเพิ่มเติม

ฮีบรู 2:1
เวลาเรารู้เรื่องอะไร ไม่ว่าจะใหม่ เก่า ใกล้ตัวหรือไกลตัว หากว่าเราได้ยินแล้ว เราก็ปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่สนใจ อีกไม่กี่วันเราก็จะลืม และสิ่งที่รู้ก็ไม่ส่งผลต่อชีวิตในทางที่ดี เหมือนกับเวลาเราลอยตัวในน้ำ แล้วปล่อยให้น้ำพาเราล่องลอยไปตามสายลมที่พัดมา วิธีง่ายสุดที่เราจะไม่ได้พบแผ่นดินสวรรค์แต่กลับเจอนรกก็คือ การที่เราปล่อยชีวิตไปวัน ๆ ห่างจากพระเจ้าไปทีละน้อยจนกู่ไม่กลับค่อย ๆ ลืมพระองค์ ค่อย ๆ ล่องลอยออกไป
ฮีบรู 2:2
ตั้งแต่สมัยโบราณมา เมื่อคนอิสราเอลไม่เชื่อฟังพระเจ้า จะมีผลสืบเนื่องเสมอมา ตอนที่พวกเขาหันไปไหว้รูปวัวทองคำ พระเจ้าทรงให้เกิดภัยพิบัติแก่พวกเขา (อพยพ 32:35) และเมื่ออาคานเก็บของบางสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาต เขาและครอบครัวก็ถูกหินขว้างจนตาย (โยชูวา 7)ผู้เขียนฮีบรูได้เตือนสติ
ให้เรา เอาใจใส่สิ่งที่เราฟังจากพระคำ อ่านจากพระคัมภีร์ สิ่งที่ได้ยินจาก การเตือนสติจากคนรอบข้าง
ฮีบรู 2:3
ความรอดที่ยิ่งใหญ่นี้ มีมาเพื่อชาวโลกผ่านการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเจ้าทรงบอกเราเรื่องความรอดมาตั้งแต่หนังสือปฐมกาล เป็นเพราะพระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้มนุษย์แม้สักคนเดียวต้องพินาศ และทรงยื่นความรอดให้พวกเขาโดยพระบุตรของพระองค์ แต่สำหรับคนที่ปฏิเสธ คนที่คิดว่าตนเองเก่งกว่าพระเจ้า เขาก็จะไม่ได้รับความรอดนั้น
ฮีบรู 2:4
เรื่องของความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์นี้ เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้แน่นอน เพราะว่า พระเจ้าทรงให้เกิดหมายสำคัญ การอัศจรรย์ต่าง ๆ ในทั้งในเวลาที่พระเยซูทรงอยู่ในโลกนี้ รวมไปถึงของประทานแห่งพระวิญญาณ ที่ทำให้เกิดผลดีในคริสตจักรในเวลาต่อมา เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมีพยานเห็น และบันทึกไว้อย่างชัดเจน เรื่องที่คนเห็นเป็นพยานนั้นสำคัญ และเมื่อบอกว่าพระเจ้าทรงรับรองว่าเป็นจริงก็สำคัญมากขึ้นอีก
ฮีบรู 2:5-6
แล้วผู้เขียนก็ยืนยันกับคนยิวที่คิดว่า ทูตสวรรค์ใหญ่ และคงจะได้ปกครองโลก .. ทูตสวรรค์ไม่ใช่ผู้ที่จะครองมนุษยชาติ แต่จะเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งที่เป็นมนุษย์พิเศษกว่าใคร ๆ เพราะท่านผู้นั้น เป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้าเต็มร้อย ในฮีบรู 1:3ย้ำว่า พระบุตรทรงเป็นรัศมีแห่งพระเกียรติสิริตระการของพระเจ้า และข้อต่อมาบอกว่าทรง
ดำรงสถานะเหนือเหล่าทูตสวรรค์ เพราะว่าพระนามสูงส่งเหนือกว่านามของทูตสวรรค์

ฮีบรู 2:7
มนุษย์ท่านนี้ เป็นผู้ที่ถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพราะท่านลงมาเป็นมนุษย์เต็มตัว แต่เป็นชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น พระเจ้าไม่ได้ให้พระเยซูทรงมาเป็นทูตสวรรค์ แต่ให้เป็นมนุษย์ พระเจ้าทรงให้สิทธิครอบครองแก่มนุษย์ ไม่ใช่แก่ทูตสวรรค์ ผู้ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีสูงกว่าผู้ใดในจักรวาลคือพระเยซูคริสต์ ผู้เขียนฮีบรูได้ย้ำเตือนผู้อ่านที่
เป็นยิวให้รู้ว่า พระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์ที่พวกเขาเคารพ

ฮีบรู 2:8
การที่บอกว่า พระเยซูทรงมีเกียรติสูงเหนือผู้ใด เราต้องเข้าใจด้วยว่า ทุกสิ่งในเอกภพอยู่ในการควบคุม ครอบครองของพระเยซู ตั้งแต่สัตว์โลกตัวจิ๋วอย่างจุลินทรีย์จำนวนมากมายที่มองไม่เห็นด้วยตา ไปจนถึงดวงดาวมหึมาที่ใหญ่กว่าโลกหลายล้านเท่า ไม่ใช่แค่นั้น แต่วิญญาณทุกดวงในเอกภพก็เป็นของพระองค์เช่นกัน ทรงอยู่เหนือทั้งวิญญาณทูตสวรรค์ และมนุษย์ตอนนี้เรามองไม่เห็น แต่ความจริงคืออย่างนั้น

ฮีบรู 2:9
การที่พระเยซูทรงลงมาเป็นมนุษย์และรับสภาพมนุษย์ ก็เพื่อว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ เสด็จสู่สวรรค์ ซึ่งเป็นชัยชนะเหนือความตายที่ยิ่งใหญ่นัก ชัยชนะนี้ ทำให้มนุษย์มีโอกาสที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านความเชื่อวางใจในพระองค์​ และที่พระองค์ทรงเผชิญความตายโดยที่ความตายไม่สามารถยึดพระองค์ในแดนตาย
ได้ก็โดยพระคุณของพระบิดาเจ้า (กิจการ 2:24)

ฮีบรู 2:11
พระคำตอนนี้สุดยอด .. พระเยซูทรงมองว่า เราเป็นพี่น้องของพระองค์ เป็นครอบครัวเดียว พระบิดาองค์เดียวกัน ที่ทรงเรียกเราว่า เป็นพี่น้องได้นั้น เพราะว่า พระองค์ทรงมาเป็นมนุษย์แบบพวกเรา พระองค์ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ด้วยการสละพระชนม์เป็นเครื่องบูชาลบบาปให้แล้วเราเอง เป็นคนบาปที่ไม่อาจจะเรียกพระองค์ว่าเป็นพี่น้องได้ แต่พระองค์กลับทรงเป็นผู้ยื่นความเป็นพี่น้องให้กับเรา

ฮีบรู 2:12
ในสดุดี 22 เล่าถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูล่วงหน้า และคำสัญญาว่าจะประกาศพระนาม จะร้องเพลงสรรเสริญในหมู่ผู้คน .. พระเยซูทรงประกาศพระนามของพระเจ้าแก่เหล่าคนอิสราเอลและทรงสรรเสริญพระเจ้าก็คนเหล่านั้นในศาลาธรรมก็จริง แต่ทุกวันนี้ พระวิญญาณของพระองค์ก็ทรงดลใจให้ผู้รับใช้ประกาศพระนามไม่หยุด เรารู้ว่า พระเยซูทรงอยู่ท่ามกลางพี่น้องทั่วโลกขณะที่เขารวมตัวกันเพื่อพระนาม (มัทธิว 18:20)

ฮีบรู 2:13
ตอนที่พระเยซูทรงอยู่บนไม้กางเขน พระองค์ทรงวางใจในพระเจ้าว่า จะทรงช่วยกู้ให้พ้นจากโลกแห่งความตายอย่างแน่นอน เป็นความวางใจที่สะท้อนมาจากสดุดี 18:16-17 พระเยซูทรงมองเห็นว่า คนที่วางใจในพระองค์นั้นมีค่ายิ่งนัก พวกเขาเป็นคนที่พระบิดาเจ้าประทานให้ ผู้ที่เชื่อวางใจเป็นของขวัญจากพระบิดาและเป็นผู้ที่พระองค์จะทรงรักษาไม่ให้หายไปจากสายพระเนตร (ยอห์น 6:39)

ฮีบรู 2:14
ผู้เขียนได้แจ้งให้เราทราบว่า ผู้กำอำนาจความตายของมนุษยชาติไว้ในมือคือมาร มารได้อำนาจนี้มาเมื่ออาดัมและเอวาได้หลงเชื่อ และพ่ายแพ้การหลอกลวงของมัน มันพยายามให้มนุษย์สิ้นชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า จะได้ลงนรกห่างจากพระเจ้าตลอดไป แต่หากพวกเขาเชื่อพระองค์ ความตายไม่อาจมีชัยชนะเหนือพวกเขาได้ พระเยซูได้ทรงถือกุญแจแห่งความตายแล้ว (วิวรณ์ 1:17-18)

ฮีบรู 2:15-16
พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่จะทำให้เราไม่ตกอยู่ในความกลัวตาย ศาสนาต่าง ๆ ทำให้เรารู้ว่า มนุษย์กลัวความตายมากเพียงไร เพราะพยายามหาหนทางไปอยู่ในภพดี ๆ หลังจากที่ตายไปแล้วแต่..เสียดายที่ทำอย่างไรไม่มีวันสำเร็จเพราะค่าจ้างของบาปคือตาย! (โรม 6:23)ทางเดียวที่จะไปได้คือ ต้องไปทางเจ้าของสวรรค์ ทางเดียวคือทางพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 14:6)

ฮีบรู 2:17
พระเยซูไม่ได้ทรงมาช่วยทูตสวรรค์ที่หลงทางไปพรอมกับมาร แต่ทรงมาเพื่อช่วยมนุษย์ที่หลงทางไปเพราะมาร วิธีเดียวที่จะทำให้พระองค์ลบล้างบาปพวกเขาได้คือ มาเป็นพวกเดียวกับเขา มารับรสชาติความเป็นมนุษย์ โดยอย่างเดียวที่ไม่ทรงเหมือนพวกเขาคือ พระองค์ทรงปราศจากความบาป พระองค์ไม่ได้ทรงช่วยตามหน้าที่ แต่ด้วยความรักเมตตาอย่างที่พระบิดาทรงเมตตาสงสารพวกเขา

ฮีบรู 2:18
บทบาทของผู้ที่จะปลอบใจ และช่วยกู้มนุษย์ที่ต้องเจอกับความทุกข์ยากนั้น ไม่ใช่เป็นของทูตสวรรค์ เพราะพวกเขาไม่อาจจะเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ได้เหมือนพระบุตรของพระเจ้าที่ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง พระองค์ได้ทรงเผชิญกับความอ่อนแอ ความเหน็ดเหนื่อยความทุกข์ยากของความเป็นมนุษย์ ทั้งที่ทรงพบด้วยพระองค์เอง ทั้งที่ทรงพบในผู้คนรอบข้างที่มาขอความช่วยเหลือไม่หยุดหย่อน

พระคำเชื่อมโยง

2* กิจการ 7:53; กันดารวิถี 15:30
3* ฮีบรู 10:28; มัทธิว 4:17; ลูกา 1:2
4* กิจการ 2:22, 43
5* 2 เปโตร 3:13
6* สดุดี 8:4-6

8* มัทธิว 28:18; 1โครินธ์ 15:25, 27
9* ฟีลิปปี 2:7-9; กิจการ 2:33; 3:13; ยอห์น 3:16
10* โคโลสี 1:16; ฮีบรู 5:8-9; 7:28
11* ฮีบรู 10:10; กิจการ 17:26; มัทธิว 28:10
12* สดุดี 22:22

13* 2 ซามูเอล 22:3;อิสยาห์ 8:17-18
14* ยอห์น 1:14; โคโลสี 2:15; 2 ทิโมธี 1:10
15* อิสยาห์ 42:7; 49:9; 61:1 ; ลูกา 1:7417* ฮีบรู 4:15; 5:1-10
18* ฮีบรู 4:15-16

สุภาษิต 21 ชัยชนะมาจากพระเจ้า


1 พระทัยขององค์กษัตริย์เป็นดั่งธารน้ำในพระหัตถ์ของพระยาห์เวห์
จะทรงเปลี่ยนสายน้ำไปยังทิศที่ทรงพอพระทัย
2 สำหรับมนุษย์แล้ว ทางทั้งสิ้นของเขาก็ดูเหมือนถูกต้อง
แต่พระยาห์เวห์ทรงตรวจสอบชั่งใจของเขา
3 ที่จะทำความเที่ยงธรรมและความยุติธรรม
ก็เป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงพอพระทัยมากกว่าของถวายบูชา
4 สายตาเย่อหยิ่งและหัวใจยโส
และตะเกียงนำทางของคนชั่วร้ายล้วนเป็นความบาป
5 แผนการของคนที่ขยันขันแข็งนำความมั่งคั่ง
พอ ๆ กับความรีบร้อนที่นำความยากจน
6 ความร่ำรวยที่ได้มาจากการโกหกนั้น
เป็นเหมือนไอน้ำที่ระเหยหายไป เป็นกับดักแห่งความตาย
7 ความรุนแรงของคนโหดร้ายจะกวาดพวกเขาไป
เพราะพวกเขาไม่ยอมทำตามความยุติธรรม


8 หนทางของคนผิด คดเคี้ยว ลดเลี้ยวนัก
แต่การกระทำของผู้บริสุทธิ์ก็เที่ยงตรง
9 ที่จะอาศัยในมุมหนึ่งของดาดฟ้า
ก็ดีกว่าการอยู่ร่วมกับภรรยาที่ชอบหาเรื่อง
10 คนชั่วร้ายนั้นโหยหาความชั่ว
เขาไม่เคยเมตตาเพื่อนบ้านของตนเองเลย
11 เมื่อคนช่างเยาะถูกลงโทษ คนอ่อนต่อโลกก็เริ่มเข้าใจ
และเมื่อคนมีปัญญารับการสอน เขาก็ได้รับความรู้
12 องค์ผู้ทรงเที่ยงธรรมทรงพิจารณาครอบครัวคนชั่วร้าย
และทรงโยนเขาไปสู่ความหายนะ
13 คนที่ปิดหูจากเสียงร้องขอของคนยากจน
เมื่อเวลาเขาร้องขอก็จะไม่มีใครตอบเขา

14 ของกำนัลที่แอบให้ ทำให้ความโกรธละลายไป
และสินบนที่แอบให้ก็ช่วยบรรเทาความเกรี้ยวกราด
15 การทำความยุติธรรมเป็นความยินดีของคนเที่ยงธรรม
แต่หายนะจะมาถึงคนที่ตั้งใจทำความชั่ว
16 คนที่หลงออกไปจากความเข้าใจ
จะจบชีวิตใน หมู่คนตาย
17 คนที่รักความสนุกสนานจะกลายเป็นคนยากจน
คนที่รักเหล้าองุ่นและน้ำมันจะไม่มีวันร่ำรวยขึ้นมา
18 คนชั่วร้ายจะกลายเป็นค่าไถ่ให้คนเที่ยงธรรม
และคนไม่ซื่อเป็นค่าไถ่ให้คนที่เที่ยงตรง
19 การอาศัยในถิ่นกันดาร
ยังดีกว่าอาศัยอยู่กับภรรยาอารมณ์ร้ายที่ชอบหาเรื่อง

20 ทรัพย์สินมีค่า และน้ำมันมีอยู่ในที่อาศัยของคนมีปัญญา
แต่คนโง่กลับเผาผลาญไปจนหมดสิ้น
21 คนที่ติดตามความเที่ยงธรรม และรักมั่นคงนั้น
จะพบชีวิต รางวัล และเกียรติยศ
22 คนฉลาดสามารถโจมตีเมืองของคนแข็งแรง
และทำลายป้อมที่พวกเขาวางใจได้
23 คนที่ระมัดระวังปากและลิ้น
จะรักษาวิญญาณของตนให้พ้นจากความหายนะ

24 “นักเยาะเย้ย” เป็นชื่อของคนที่เย่อหยิ่ง จองหอง
เป็นคนที่ทำตัวหยิ่งยโสเกินเหตุ
25 ใจที่อยากได้ของคนเกียจคร้านนั้นจะฆ่าเขา
เพราะเขาไม่ยอมลงมือทำงาน
26 เขากระหายอยากได้ไม่หยุด
แต่คนเที่ยงธรรมนั้นเอื้อเฟื้ออย่างไม่อั้น


27 เครื่องบูชาของคนชั่วร้ายนั้นน่ารังเกียจ
เมื่อเขาถวายด้วยเจตนาร้าย จะยิ่งน่ารังเกียจกว่านั้นสักเท่าใด
28 ผู้ที่เป็นพยานเท็จจะพินาศ
ส่วนคนที่รายงานตามจริงนั้น คำของเขาจะอยู่ตลอดไป
29 คนชั่วจะทำหน้าตาขึงขัง
แต่คนเที่ยงตรงจะก่อตั้งทางชีวิตของเขาให้มั่นคง
30 ไม่มีสติปัญญาใด ความเข้าใจใด
และแผนการใดที่จะต่อต้านองค์พระยาห์เวห์ได้
31 ม้าศึกนั้น ถูกเตรียมไว้สำหรับวันทำสงคราม
แต่ชัยชนะมาจากองค์พระยาห์เวห์

พระคำเชื่อมโยง สุภาษิต 21

2* สุภาษิต 16:2; 24:12
3* 1 ซามูเอล 15:22
4* สุภาษิต 6:17
5* สุภาษิต 10:4
6* 2 เปโตร 2:3
9* สุภาษิต 19:13

10* ยากอบ 4:5
11* สุภาษิต19:25
13* มัทธิว 7:2; 18:30-34
16* สดุดี 49:14
20* สดุดี 112:3
21* มัทธิว 5:6

22* สุภาษิต 24:5
23* ยากอบ 3:2
25* สุภาษิต 13:4
26* สุภาษิต 22:9
27* เยเรมีย์ 6:20
30* เยเรมีย์ 9:23-24
31* สดุดี 3:8

ฮีบรู 1 พระเยซูคือผู้ใด?


พระบุตรทรงครองความยิ่งใหญ่สูงสุด (โคโลสี 1:15-23)

1:1 ในอดีตที่ผ่านมา พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราหลายครั้ง
ผ่านทางผู้เผยพระดำรัสด้วยวิธีต่าง ๆ
1:2 แต่ในยุคสุดท้ายนี้ พระองค์ตรัสกับเราผ่านพระบุตรของพระองค์
ผู้ซึ่งพระองค์ทรงตั้งให้เป็นทายาทซึ่งจะรับสรรพสิ่งเป็นมรดก
และพระองค์ทรงสร้างจักรวาลโดยพระบุตรองค์นี้

1:3 พระบุตรทรงเป็นรัศมีแห่งพระเกียรติสิริตระการของพระเจ้า
ทรงมีพระลักษณะเหมือนพระองค์ทุกประการ
และทรงผดุงรักษาสรรพสิ่งไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์
หลังจากที่ทรงชำระบาปแล้ว ก็ประทับนั่งเบื้องขวา
พระหัตถ์ของพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่เบื้องบน



1:4 ดังนั้น พระองค์ทรงมาเป็นผู้ที่ดำรงสถานะเหนือเหล่าทูตสวรรค์
เพราะว่าพระนามที่พระองค์ทรงได้รับมานั้น
สูงส่งเหนือกว่านามของทูตสวรรค์ทั้งหลาย!


1:5 เพราะมีทูตสวรรค์องค์ใดที่พระเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า
“เจ้าเป็นลูกชายของเราวันนี้ เราได้เป็นบิดาของเจ้า?” หรือได้ตรัสว่า
“เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นลูกชายของเรา?”
1:6-7 และอีกครั้งที่พระเจ้าทรงนำพระบุตรหัวปีของพระองค์เข้ามาในโลก
พระองค์ตรัสว่า “ให้เหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า
นมัสการพระองค์” พระองค์ได้ตรัสถึงทูตสวรรค์ดังนี้
พระองค์ทรงทำให้ทูตสวรรค์เป็นลมของพระองค์
ให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นเปลวเพลิง

1:8 แต่กับพระบุตรนั้น พระองค์ตรัสว่า
“โอ พระเจ้า ราชบัลลังก์ของพระองค์จะยืนยงดำรงนิรันดร์ พระองค์ทรงปกครองราชอาณาจักรของพระองค์ด้วยคทาแห่งความยุติธรรม
1:9 พระองค์ทรงรักความเที่ยงธรรมและทรงชังความชั่วร้าย
ดังนั้น พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของพระองค์ ได้ทรงเจิมพระองค์เหนือสหายทั้งหลายด้วยน้ำมันแห่งความยินดี”

1:10 และพระองค์ตรัสต่อไปว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ก็เป็นผลงานแห่งฝีพระหัตถ์
1:11-12 สิ่งเหล่านี้จะสูญไป แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่ สิ่งเหล่านี้จะเก่าผุไปเหมือนเครื่องนุ่งห่มพระองค์จะทรงม้วนสิ่งเหล่านี้เหมือนม้วนเสื้อคลุม และสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป เหมือนเสื้อผ้า แต่พระองค์ยังทรงดำรงเหมือนเดิม”

ฮีบรู 1:13-14 พระเจ้าได้ตรัสกับทูตสวรรค์องค์ไหนบ้างว่า.. “จงมานั่งทางด้านขวามือของเรา จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้าเป็นแท่นวางเท้าของเจ้า”
ทูตสวรรค์ทั้งหลาย มิได้เป็นวิญญาณผู้รับใช้ที่พระเจ้าทรงส่งไปรับใช้คนที่จะได้รับความรอดเป็นมรดกหรอกหรือ?

แม้ดวงดาวในอวกาศมีการเปลี่ยนแปลงแต่พระเจ้าทรงดำรงเหมือนเดิมตลอดไป
www.publicdomainpictures.net

อธิบายเพิ่มเติม

พระบุตร ผู้เป็นตัวแทนการเปิดเผยครั้งสุดท้ายของพระเจ้า
1:1 จากพระคัมภีร์เดิม เราจะเห็นวิธีการที่พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ ทั้งตรัสด้วยพระองค์เอง เช่นตรัสกับอาดัม ทั้งผ่านผู้รับใช้อย่างโมเสส
ทั้งผ่าน ชีวิตของคนที่พระองค์ทรงเลือกอย่างโยเซฟ  พระองค์ทรงใช้วิธีต่าง ๆ มากมาย กับโนอาห์ทรงให้เขาสร้างเรือ กับโยนาห์ทรงให้เขาต้องลงไปอยู่ในท้องปลา กับดานิเอลทรงให้เขาคุยกับทูตสวรรค์ของพระองค์  ลองสำรวจดูว่า พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ผ่านแต่ละคนอย่างไร
1:2 สำหรับยิวแล้ว ยุคสุดท้ายคือยุคของพระเมสสิยาห์  พระบุตรของพระเจ้าจะมาเป็นผู้ตรัสพระดำรัสของพระบิดาด้วยพระองค์เอง
พระเยซูตรัสว่า “ถ้าพวกเจ้ารู้จักเรา เจ้าก็รู้จักพระบิดาของเราด้วย ต่อจากนี้ไปเจ้าก็รู้จักพระบิดาจริง ๆ และได้เห็นพระองค์แล้ว (ยอห์น 14:7)
พระบุตรองค์นี้ เป็นทั้งผู้ทรงสร้างจักรวาล และทรงเป็นทายาทที่จะรับทุกสิ่งเป็นมรดก “อาณาจักรจะเป็นของพระคริสต์และจะทรงครอบครองเป็นนิตย์” (วิวรณ์ 11:1
1:3 ข้อความตอนนี้มหัศจรรย์.. พระเยซูทรงเป็นราศีที่มาจากพระเจ้าโดยตรง และไม่ใช่  แค่แสงสะท้อน ตรัสว่า เราคือความสว่างของโลก (ยอห์น 8:12)  ทรงเหมือนพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง (ยอห์น 1:14) พระองค์ประทับข้างขวาของพระบิดา
เป็นตำแหน่งแห่งฤทธานุภาพ  สิทธิอำนาจ และพระเกียรติสูงสุด     ณ ที่นั้นยังมีเหล่าทูตสวรรค์ และผู้มีอำนาจท่านอื่นอยู่ใต้พระบัญชาของพระองค์ด้วย (1 เปโตร 3:22) แต่แม้ว่าพระองค์ทรงปราบสรรพสิ่งให้อยู่ใต้พระองค์  พระบุตรจะทรงอยู่ใต้พระเจ้าผู้จะทรงเป็นใหญ่เหนือทั้งปวง (1 โครินธ์ 15:28)

1:4   ยิ่งกว่านั้น พระนามของพระองค์สูงส่ง มีฤทธิ์สูงยิ่งเหนือนามทั้งหลายที่เป็นทูตสวรรค์ อย่างกาเบรียล  มิคาเอล (ยิวมองเห็นทูตสวรรค์เป็นรองจากพระเจ้ามีบางกลุ่มถึงกับสอนว่า มิคาเอลมีอำนาจเท่าเทียมหรือเหนือกว่าพระเมสสิยาห์ 2  และพวกเขายังเรียกทูตสวรรค์ว่า บุตรพระเจ้า (โยบ 2:1) )   แม้ว่าระยะหนึ่งพระองค์ทรงถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์ ทรงมาเป็นมนุษย์ทรงอยู่กับชุมชน คนยากจนในกาลิลี ในฐานะผู้รับใช้  (ฟีลิปปี 2:9-11)

1:5 พระเยซูเท่านั้นที่ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า  ทูตสวรรค์อาจได้ชื่อว่าบุตรของพระเจ้า แต่ก็มีทูตจำนวนมาก และมีลักษณะของความเป็นทูตสวรรค์ที่ไม่เหมือนพระเจ้าอย่างพระเยซู
ข้อนี้อ้างถึงพันธสัญญาเดิมสองที่คือ สดุดี 2:7, 1 ซามูเอล 7:14 สดุดีเน้นการเป็นลูกชาย ซามูเอลเน้นการเป็นกษัตริย์เชื้อสายดาวิด

พระเยซูเท่านั้นที่ทรงเป็นพิมพ์เดียวกับพระเจ้า ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวที่พระเจ้าทรงส่งมาในโลก เพื่อทำราชกิจสำคัญตามพระดำริ คือการช่วยมนุษย์ให้พ้นจากโทษบาป
การคืนพระชนม์จากความตาย เป็นบุตรของพระเจ้า โรม 1:4

1:6-8  เมื่อพระบุตรเข้ามาในโลก ผู้ที่ปรนนิบัติพระบุตรก็คือทูตสวรรค์ และพวกเขาก็นมัสการพระองค์ด้วย ข้อนี้ สื่ออย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์มากนัก ผู้เขียนเน้นย้ำความแตกต่างนี้ในข้อ 5-14 โดยอ้างถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในสดุดีทูตสวรรค์บอกเสมอว่า พวกเขาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า คนทั้งหลายจะต้องไม่นมัสการกราบไหว้พวกเขา แต่จะต้องนมัสการพระเจ้า ทั้งดานิเอลยอห์น และอีกหลาย ๆ คนก็ได้ฟังคำแบบนี้จากปากของทูตสวรรค์เอง ส่วนทูตที่ต้องการให้คนกราบไหว้นั้น เป็นฝ่ายมารแน่นอน
ดังนั้น พระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์จริง ๆ ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งระดับทูตสวรรค์  ทูตสวรรค์เป็นลมเป็นเปลวเพลิงที่รับใช้พระเจ้าอยู่ ก็ได้บอกชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นองค์ราชาที่ปกครองตลอดไป  ผู้เขียนอ้างถึงสดุดี 45:6 ซึ่งมีความหมายถึงพระเยซูผู้ทรงมีเจ้าสาวคือคริสตจักร และจะทรงครอบครองเป็นนิตย์

ฮีบรู 1:9
ผู้เขียนอ้างถึงสดุดี 45:7 อย่างตรงไปตรงมา เพื่อจะแจ้งให้ทราบว่า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงครอบครองนั้นทรงอยู่ฝ่ายความเที่ยงธรรม ทรงเป็นความสว่าง ทรงอยู่ตรงข้ามกับความชั่ว ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นผู้ที่
พระบิดาทรงเจิมด้วยน้ำมันแห่งความยินดี (มีความหมายถึงองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์)   คำว่าสหายทั้งหลายอาจจะหมายถึงทูตสวรรค์ หรือคนอื่น ๆ ในหมู่ผู้เผยพระดำรัส ปุโรหิต และกษัตริย์ ซึ่งอย่างไร ๆ พระเยซูก็ทรงอยู่เหนือพวกเขาเช่นกัน   


ฮีบรู 1:10-12
ที่เขียนมาล้วนแล้วแต่นำมาจากพันธสัญญาเดิมข้อ10-12 มาจาก สดุดี 102 :25-27 เพื่อบอกเราว่า พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้านั้น ทรงเป็นอย่างไรในแง่มุมต่าง ๆ นอกจากทรงครอบครองเป็นนิตย์แล้ว ทุกสิ่งในธรรมชาติ ทั้งแผ่นดินและอวกาศ ดวงดาวต่าง ๆ ล้วนเป็นผลงานของพระองค์ทั้งสิ้น พระเยซูทรงเต็มด้วยความยิ่งใหญ่ตระการ พระนามของพระองค์อยู่เหนือนามทั้งสิ้นในโลกนี้ ไม่มีใครมาเปรียบเทียบกับพระองค์ได้
น่าประหลาดที่โลกอันสวยงาม ธรรมชาติที่ไม่มีใครสร้างได้ ท้องฟ้ายิ่งใหญ่ ภูเขา ป่าไม้ ทะเลเป็นสิ่งทรงสร้างที่จะสูญไป พระคำตอนนี้ได้บอกเราว่า พระเจ้าจะทรงม้วนฟ้าสวรรค์เข้าไปเหมือนกับม้วนเสื้อผ้า ฟ้าสวรรค์เปลี่ยนแปลงไป เก่าไป ซึ่งเราเองก็เห็นอยู่ตำตาว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ก็ตั้งต้นที่จะเก่า แต่ที่ประหลาดคือ พระเจ้าไม่ทรงเก่า ไม่ทรงแก่ พระองค์ยังทรงดำรงเป็นอย่างเดิมตลอดไป นี่คือพระลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นิรันดร์ ฮีบรู 1:13-14
สำหรับพี่น้องชาวยิวที่ได้อ่านฮีบรูบทที่ 1 นี้ พี่น้องที่ยังเคยคิดว่าทูตสวรรค์ยิ่งใหญ่ก็จะพบแล้วว่า พระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์ที่พวกเขาเข้าใจว่าใหญ่และศักดิ์สิทธิ์
สดุดี 110:1 กล่าวว่า “จงมานั่งทางด้านขวามือของเราจนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้าเป็นแท่นวางเท้าของเจ้า”  พระเยซูจะเป็นผู้เดียวที่ทั้งโลกต้องสยบให้ (ฟีลิปปี 2:10)

 สิ่งที่น่าตกใจสำหรับพวกเขาคือพระเยซูทรงปกครองสูงสุด  ส่วนทูตสวรรค์ไม่ได้เป็นเจ้าเหนือหัว แต่กลับเป็นวิญญาณผู้รับใช้ของพระเจ้าที่พระเจ้าทรงส่งมาเพื่อดูแล ปกป้องช่วยเหลือคนที่กำลังจะได้รับความรอด เราล่ะ ตื่นเต้นไหม? 
13Feb2026


พระคำเชื่อมโยง

1* กันดารวิถี 12:6,8
3* ยอห์น 1:14; 2 โครินธ์ 4:4; โคโลสี 1:17; ฮีบรู 7:27; สดุดี 110:1
4* ฟีลิปปี 2:9-10
5* สดุดี 2:7; 2 ซามูเอล 7:14

6* โรม 8:29; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:43
7* สดุดี 104:4
8* สดุดี 45:6-7
9* อิสยาห์ 61:1,3

10* สดุดี 102:25-27
11* อิสยาห์ 34:4, 50:9, 51:6
12* ฮีบรู 13:8
13* สดุดี 110:1
14* สดุดี 103:20; โรม 8:17



สุภาษิต 20 ย่างเท้า.. พระเจ้าทรงกำหนด


1 เหล้าองุ่นทำให้คนเยาะหยันคนอื่น เหล้าแรงพาไปสู่การวิวาท
และใครที่ยอมให้มันพาเขาหลงไป ก็เป็นคนไร้ปัญญา
2 พิโรธของกษัตริย์เป็นเหมือนเสียงคำรามของสิงโต
ใครก็ตามที่ยั่วยุพระองค์ให้โกรธ เท่ากับเอาชีวิตไปแลก
3 การที่พยายามหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทนั้นเป็นเกียรติ
แต่คนโง่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง
เสมอ
4 คนเกียจคร้านไม่ยอมไถในฤดู
พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว เขามองออกไป ก็ไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยว
5 ความตั้งใจของมนุษย์เป็นดั่งน้ำลึก
แต่คนที่มีความเข้าใจจะหยั่งรู้ใจนั้นได้
6 คนมากมายอ้างว่า ตนเองนั้นจงรักภักดี
แต่ใครจะพบคนที่เราวางใจได้เล่า?
7 คนเที่ยงธรรมเดินไปด้วยความเที่ยงตรง
ลูกหลานรุ่นต่อมาจะได้รับพระพร


8 องค์กษัตริย์ที่ประทับบนบัลลังก์เพื่อพิพากษา
จะฝัดร่อนความชั่วออกไป ด้วยพระเนตรของพระองค์
9 ใครจะกล่าวว่า “ข้าได้รักษาใจของข้าให้บริสุทธิ์
ข้าสะอาด ไร้ความบาปแล้ว?”
10ตาชั่งที่ไม่เที่ยง และเครื่องตวงที่ไม่ตรง
ทั้งสองเป็นที่น่าชังสำหรับองค์พระยาห์เวห์
11 เรามองออกจากการกระทำของเด็ก ๆ ได้ว่า
ต่อไป เขาจะมีชีวิตที่บริสุทธิ์และเที่ยงตรงหรือไม่
12 หูที่ฟัง ตาที่มองเห็น
พระยาห์เวห์ทรงสร้างทั้งสองนี้มา
13 อย่าเอาแต่ชอบนอน เพราะเจ้าจะยากจน
จงเปิดตาขึ้น แล้วเจ้าจะมีอาหารบริบูรณ์



14“ไม่ดีเลย ไร้ค่า” คนซื้อพูดอย่างนั้น
แต่พอเดินออกไป เขาก็คุยโม้โอ้อวด
15 มีทองคำและแร่ทับทิมเหลือเฟือ
แต่ริมฝีปากที่เต็มด้วยความรู้ก็เป็นทรัพย์มีค่าที่หายาก
16 จงยึดเสื้อผ้าของคนที่ไว้ใจคนแปลกหน้า
ต้องมีสัญญาเป็นประกัน หากเขาไว้ใจคนต่างถิ่น
17 อาหารที่ได้มาด้วยการคดโกงนั้น
หวานชื่นสำหรับคนหนึ่ง
แต่ในที่สุด ปากของเขาจะเต็มด้วยก้อนกรวด
18 จงวางแผนด้วยการปรึกษาหารือ
จงลงมือทำสงคราม ตามคำแนะนำที่ฉลาดรอบคอบ

26 องค์กษัตริย์ที่ทรงปัญญาสามารถแยกคนชั่วออกมา
และหมุนล้อนวดข้าวทับเขาเหล่านั้น
27 วิญญาณของคน ๆ หนึ่งเป็นตะเกียงของพระยาห์เวห์
มันช่วยส่องให้เห็นส่วนลึกที่สุดของเขา
28 ความรักที่ทุ่มเทและความเที่ยงตรง
ช่วยปกป้ององค์กษัตริย์ไว้
บัลลังก์มั่นคงได้ก็เพราะสิ่งเหล่านี้
29 ศักดิ์ศรีของคนอายุน้อยคือกำลังของเขา
และผมขาวเป็นความสง่างามของคนชรา

30 ไม้เรียวและบาดแผลช่วยขจัดความชั่ว
การถูกโบยก็ช่วยชำระล้างส่วนลึกที่สุดให้สะอาด

พระคำเชื่อมโยง สุภาษิต 20

1* ปฐมกาล 9:21
3* สุภาษิต 17:14
4* สุภาษิต 10:4; 19:15
7* 2 โครินธ์ 1:12; สดุดี 37:26
9* 1 พงศ์กษัตริย์ 8:46
10* เฉลยธรรมบัญญัติ 25:13
11* มัทธิว 7:16

12* อพยพ 4:11
13* โรม 12:11
15* สุภาษิต 3:13-15
16* สุภาษิต 22:26
17* สุภาษิต 9:17
18* สุภาษิต 24:6; ลูกา 14:31
19* สุภาษิต 11:13; โรม 16:18

20* มัทธิว 15:4; โยบ 18:5-6
21* สุภาษิต 28:20; ฮาบากุก 2:6
22* โรม 12:17-19; 2 ซามูเอล 16:12
26* สดุดี 101:8
27* 1 โครินธ์ 2:11
28* สุภาษิต 21:21
29* สุภาษิต 16:31