สุภาษิต 16 มนุษย์คิด พระเจ้าทรงตอบ

1 แผนงานในใจนั้นเป็นของมนุษย์
แต่คำตอบจากลิ้นมาจากพระยาห์เวห์

2 ในสายตามนุษย์แล้วทางทั้งสิ้นของเขาบริสุทธิ์
แต่พระยาห์เวห์จะทรงชั่งดูแรงจูงใจของเขา
3 จงมอบงานต่าง ๆ ของเจ้าแด่พระยาห์เวห์
แล้วแผนงานของเจ้าจะสำเร็จผล
4 พระยาห์เวห์ทรงสร้างทุกสิ่งโดยมีพระประสงค์
แม้คนชั่วร้าย ก็เพื่อวันหายนะ
5 คนใดที่มีใจเย่อหยิ่งนั้นเป็นที่น่าชังต่อพระยาห์เวห์
แน่ใจได้เลยว่า เขาไม่อาจลอยนวลไปได้
6 ความผิดบาปถูกลบล้างไปด้วยความรักและความซื่อตรง
และคน ๆ หนึ่งหันไปจากความชั่วก็เพราะเขายำเกรงพระเจ้า
7 เมื่อทางของคน ๆ หนึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
พระองค์ก็ทรงช่วย แม้ ศัตรูก็อยู่อย่างสันติกับเขา
8 การมีน้อยพร้อมกับความเที่ยงธรรม
ก็ดีกว่าการได้มามากมายพร้อมกับความอยุติธรรม
9 ใจของคนก็วางแผนงานไว้
แต่พระยาห์เวห์ทรงเป็นผู้กำหนดย่างเท้าของเขา


10 คำชี้ขาดจากพระเจ้านั้นอยู่ที่พระโอษฐ์ขององค์กษัตริย์
พระโอษฐ์นั้นจะตัดสินอย่างยุติธรรม
11ตราชั่งและตราชูที่เที่ยงตรงมาจากพระยาห์เวห์
พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ ตุ้มน้ำหนักในถุงนั้น
12 พฤติกรรมที่โหดร้ายเป็นที่ชิงชังขององค์กษัตริย์
เพราะบัลลังก์ตั้งอยู่ได้ด้วยความเที่ยงธรรม
13 ริมฝีปากที่เที่ยงธรรมทำให้องค์กษัตริย์ทรงยินดี
และคนที่กล่าวความถูกต้องนั้นก็เป็นที่รัก

14 พระพิโรธขององค์กษัตริย์ เป็นเหมือนการส่งผู้สื่อสารความตาย
แต่คนฉลาดจะช่วยระงับมันไว้
15 เมื่อพระพักตร์ขององค์กษัตริย์สดชื่นแจ่มใส นั่นก็คือชีวิต
เพราะความโปรดปรานของท่านเป็นเหมือนเมฆฝนในฤดูใบไม้ผลิ

16 การที่ได้รับปัญญานั้นดีกว่าได้แร่ทองคำ
การได้ความเข้าใจก็น่าปรารถนายิ่งกว่าแร่เงิน
17ทางหลวงของคนเที่ยงตรงนำออกจากความชั่ว
คนที่ระวังทางของเขาจะป้องกันชีวิตของตนไว้
18 ความเย่อหยิ่งยโสนำหน้าการทำลาย
และใจที่ผยองนำหน้าการล้มลง

19 ที่จะมีใจถ่อมลงท่ามกลางคนที่ยากจน
ก็ดีกว่าที่จะแบ่งรับของริบจากคนที่เย่อหยิ่ง
20 ใครก็ตามที่เอาใจใส่คำแนะนำจะพบความสำเร็จ
และคนที่วางใจพระยาห์เวห์ก็ได้รับพร
21 เขาเรียกคนที่มีปัญญาในใจว่าเป็นคนมีวิจารณญาณ
และคำพูดที่น่าฟังนั้น ชักชวนใจได้ดี

22 ความเข้าใจเป็นน้ำพุแห่งชีวิตกับคน ๆ นั้น
แต่วินัยของคนโง่ก็คือความเขลา
23 ใจของคนที่ฉลาดจะพูดในสิ่งที่มีปัญญา
และเพิ่มการโน้มน้าวใจให้มากขึ้น

24 คำกล่าวที่น่ายินดีเป็นเหมือนรวงผึ้ง
ที่หวานต่อวิญญาณ และบำบัดรักษาร่างกาย
25 มีทางที่ดูเหมือนถูกต้องกับมนุษย์
แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นทางแห่งความตาย
26 ความหิวของคน ทำให้เขาได้ทำงาน
เพราะความหิวนั้นช่วยผลักดันเขาไปข้างหน้า
27 คนที่ไร้ค่าขุดความชั่วร้ายขึ้นมา
และคำของเขาก็เป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญ

28 คนที่พูดจา บิดเบือนกระจายความแตกร้าว
และการพูดนินทาก็แยกเพื่อนสนิทออกจากกัน
29 คนที่รุนแรงหลอกล่อเพื่อนบ้าน
และนำเขาไปในทางที่ไม่ดี

30 คนที่ขยิบตาก็วางแผนการร้ายอยู่
คนที่ปิดปากนิ่งก็กำลังจะทำความชั่วจนสำเร็จ
31 ผมสีเลานั้นเป็นมงกุฎเกียรติยศ
ที่ได้รับมาระหว่างทางแห่งความเที่ยงธรรม
32 เป็นคนที่ช้าในการโกรธก็ดีกว่าเป็นนักรบ
และคนที่ควบคุมอารมณ์ของตนได้
ก็ยิ่งใหญ่กว่าคนที่สามารถยึดเมืองสำเร็จ
33 สลากนั้นก็โยนไว้ที่ตัก
แต่การตัดสินใจทุกเรื่องมาจากพระยาห์เวห์

พระคำเชื่อมโยง

1* เยเรมีย์ 10:23; มัทธิว 10:19
2* สุภาษิต 21:2
3* สดุดี 37:5
4* อิสยาห์ 43:7; โรม 9:22
5* สุภาษิต 6:17; 8:13
6* สุภาษิต 8:13; 14:16
8* สดุดี 37:16

9* สุภาษิต 9:21. 10:23
11* เลวีนิติ 19:36
12* สุภาษิต 25:5
13* สุภาษิต 14:35
14* สุภาษิต 25:1515* เศคาริยาห์ 10:1
16* สุภาษิต 8:10, 11, 19

20* สดุดี 34:8
25* สุภาษิต 14:12
26* ปัญญาจารย์ 6:7
27* ยากอบ 3:6
28* สุภาษิต 17:931* สุภาษิต 20:29
32* สุภาษิต 14:29; 19:11

สุภาษิต 15 คำตอบที่เหมาะสม

1 คำตอบที่อ่อนโยนช่วยทำให้ความโกรธลดลง
แต่คำพูดที่แข็งกระด้างจะยั่วโทสะให้แรงขึ้น
2 ลิ้นของคนมีปัญญานำสู่ความรู้
แต่ปากของคนโง่พลุ่งพล่านพ่นความเขลาออกมา
3 พระเนตรของพระยาห์เวห์อยู่ทุกหนแห่ง
พระองค์ทรงเฝ้าดูทั้งคนชั่วและคนดี
4 ลิ้นที่อ่อนโยนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต
แต่ลิ้นที่ตลบแตลงนั้น ขยี้จิตใจให้แตกสลาย
5 คนโง่จะดูหมิ่นวินัยคำสอนของพ่อ
แต่คนที่เอาใจใส่การตักเตือน ก็เป็นคนฉลาดเฉลียว
6 ในบ้านของคนเที่ยงธรรมมีสมบัติมากมาย
แต่รายได้ของคนชั่วร้ายนั้น คือความลำบาก
7 ริมฝีปากของคนมีปัญญาแผ่ความรู้ออกไป
แต่จิตใจของคนโง่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
8 เครื่องบูชาของคนโหดร้ายเป็นสิ่งน่าชังต่อพระยาห์เวห์
แต่คำอธิษฐานของคนเที่ยงตรงเป็นความยินดีของพระองค์


9 พระยาห์เวห์ทรงชังทางของคนโหดร้าย
แต่ทรงรักคนที่ตามติดความเที่ยงธรรม
10 คนที่หันไปจากทางที่ถูกต้องนั้น จะพบโทษหนัก
ส่วนคนที่เกลียดการแนะนำแก้ไขจะพบความตาย
11 แดนตาย และแดนแห่งความพินาศ
ก็เปิดกว้างต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์
แล้วหัวใจของมนุษย์จะเปิดกว้างมากกว่านั้นสักเท่าใด
12 คนช่างเยาะไม่ชอบการตักเตือน
และเขาจะไม่ไปปรึกษาคนที่มีปัญญา
13 หัวใจที่เป็นสุขทำให้หน้าตาสดชื่นแจ่มใส
แต่หัวใจที่เป็นทุกข์ทำให้จิตวิญญาณแตกสลาย

14 ใจที่สุขุมรอบคอบตามหาความรู้
แต่ปากของคนโง่กินความเขลาเป็นอาหาร
15 ทุกวันของคนที่ถูกกดขี่ข่มเหงช่างเลวร้าย
แต่จิตใจที่ร่าเริงนั้นเหมือนมีการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง
16 มีน้อยแต่มีความยำเกรงพระยาห์เวห์
ก็ดีกว่ามีทรัพย์สมบัติมหาศาลพร้อมกับความวุ่นวาย

17 มีผักกินในที่ ๆ มีความรัก
ก็ดีกว่าได้กินเนื้อวัวอ้วนพร้อมกับความจงเกลียดจงชัง

18 คนที่อารมณ์เสียง่าย ๆ ก็มักทำให้เกิดการวิวาท
แต่คนที่โกรธช้าจะช่วยทำให้การโต้เถียงจบลง
19 หนทางของคนที่เกียจคร้านเหมือนรั้วหนาม
แต่ทางของคนเที่ยงตรงนั้นจะราบรื่น
20 ลูกที่มีปัญญานำความยินดีมาให้พ่อ
แต่คนโง่เป็นคนที่ดูหมิ่นแม่ของเขาเอง
21 คนที่ขาดสามัญสำนึกก็ชอบความโง่เขลา
แต่คนที่มีความเข้าใจจะเดินในทางตรงไป
22 แผนการล้มเหลวเพราะขาดการปรึกษาหารือ
แต่เมื่อมีคนแนะนำหลายคนงานก็สำเร็จ
23 พอได้คำตอบที่เหมาะสมก็ทำให้เกิดความยินดี
และคำพูดที่เหมาะกับสถานการณ์ก็ดียิ่งนัก

24 หนทางแห่งชีวิตนำคนมีปัญญาไปยังที่ สูงขึ้น
เพื่อว่าเขาจะหลีกเลี่ยงหนทางที่ลงไปยังแดนคนตาย
25 พระยาห์เวห์ทรงรื้อบ้านของคนเย่อหยิ่ง
แต่ทรงปกป้องพื้นที่ของหญิงม่าย
26 พระยาห์เวห์ทรงชังความคิดของคนชั่ว
แต่คำจากคนใจสะอาดนั้นบริสุทธิ์

27 คนที่ละโมภต้องการจะได้จากการคดโกงนั้น
นำความลำบากมาสู่ครอบครัว
แต่คนที่เกลียดชังสินบนจะมีชีวิตอยู่
28ใจของคนเที่ยงธรรมตรึกตรองว่าจะตอบอย่างไร
แต่ปากของคนโหดร้ายก็พลุ่งพล่านไปด้วยความชั่ว


29 พระยาห์เวห์ทรงอยู่ห่างคนชั่วร้าย
แต่พระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรม
30 ประกายจากดวงตาทำให้ใจพองโต
และข่าวดีก็เป็นอาหารบำรุงกระดูก
ให้สดชื่น
31 คนที่ยอมฟังการตักเตือนที่ให้ชีวิต
จะได้อยู่ท่ามกลางคนที่มีปัญญา
32 คนที่ไม่ใส่ใจกับวินัยก็ดูถูกตนเอง
แต่คนที่ใส่ใจกับการแก้ไขความผิดพลาดก็จะไดัรับความเข้าใจ
33 ความยำเกรงพระยาห์เวห์เป็นคำสอนที่ให้ปัญญา​
ความถ่อมตนนั้นนำหน้าเกียรติยศ

พระคำเชื่อมโยง

1* สุภาษิต 25:15; 1 ซามูเอล 25:10
2* สุภาษิต 12:23
3* โยบ 34:21
5* สุภาษิต 10:1; 13:18
8* อิสยาห์ 1:11
9* สุภาษิต 21:21
10* 1 พงศ์กษัตริย์ 22:8; สุภาษิต 5:12
11* โยบ 26:6; 2 พงศาวดาร 6:30

12* อาโมส 5:10
13* สุภาษิต 12:25; 17:22
15* สุภาษิต 17:22
16* สดุดี 37:16
17* สุภาษิต 17:1
18* สุภาษิต 26:21
19* สุภาษิต 22:5
20* สุภาษิต 10:1
21* สุภาษิต 10:23; เอเฟซัส 5:15

22* สุภาษิต 11:14
23* สุภาษิต 25:11
24* ฟีลิปปี 3:20; สุภาษิต 14:16
25* สุภาษิต12:7; สดุดี 68:5-6
26* สุภาษิต 6:16, 18 ; สดุดี 37:30
27* อิสยาห์ 5:8
28* 1 เปโตร 3:15
29* สดุดี 10:1; 34:16; 145:18
33* สุภาษิต 1:7; 18:12

มาระโก 13 จงเฝ้าระวัง!

หมายสำคัญและหายนะของพระวิหาร
จะเกิดขึ้นเมื่อไรกัน?
(Matthew 24:1–8; Luke 21:5–9)
1 ขณะที่พระเยซูทรงออกจากพระวิหาร ศิษย์คนหนึ่งทูลว่า “ท่านอาจารย์ ดูสิว่า ศิลานี้ก้อนใหญ่มาก และพระวิหารก็เป็นอาคารใหญ่งดงาม”
2“เจ้าเห็นตึกใหญ่ตระการเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?” พระเยซูตรัสตอบ
“หินก้อนใดที่วางซ้อนกันอยู่ตรงนี้จะไม่เป็นอย่างเดิม มันจะถูกโยนทิ้งไปทั้งหมด”
3 ขณะที่พระเยซูประทับนั่งอยู่บนภูเขามะกอกเทศ ตรงข้ามพระวิหาร เปโตร ยากอบ ยอห์น และอันดรูว์ ทูลถามพระองค์เป็นส่วนตัวว่า
4 “ขอพระองค์ทรงบอกเราเถิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร? และมีอะไรเป็นหมายสำคัญบ่งบอกว่า ทุกสิ่งใกล้จะสำเร็จ?”

5 พระเยซูทรงเริ่มต้นบอกเขาว่า “จงระวัง อย่าให้ใครหลอกลวงเจ้า
6 หลายคนจะมาในนามของเราอ้างว่า “เราคือพระองค์นั้น” แล้วล่อลวงคนเป็นอันมาก

7 เมื่อเจ้าได้ข่าวเกี่ยวกับสงคราม และข่าวลือเรื่องสงคราม
ก็อย่าตกใจไป เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้น แต่จุดจบยังไม่มาถึง
8 เชื้อชาติต่าง ๆ จะต่อสู้กัน อาณาจักรต่าง ๆ จะทำสงครามกัน จะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นตามสถานที่ต่าง ๆ รวมไปถึงการกันดารอาหาร และนี่คือการเริ่มต้นของความเจ็บปวดก่อนการคลอดบุตร

การเป็นพยานสู่ชาติต่าง ๆ
(มัทธิว 24:9–14; ลูกา 21:10–19)
9 ดังนั้น ขอให้เจ้าระวังตัว เพราะเจ้าจะถูกคุมตัวไปยังศาลต่าง ๆ และถูกโบยในศาลาธรรม เจ้าจะต้องยืนเป็นพยานต่อหน้าผู้ว่าการและกษัตริย์เพื่อเรา
10 จะต้องมีการประกาศข่าวประเสริฐและชาติต่าง ๆ ทั้งปวงก่อน
11 แต่เมื่อพวกเขาจับกุมเจ้า และส่งตัวขึ้นศาล ขออย่ากังวลล่วงหน้าไปว่าจะพูดอย่างไร แต่จงพูดตามถ้อยคำที่เจ้าจะได้รับในเวลานั้น เพราะไม่ใช่เจ้าที่พูด แต่เป็นองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์

12 พี่น้องจะทรยศกันเองถึงตาย และพ่อจะทรยศลูก
ลูกจะขัดขืนพ่อแม่ และทำให้พวกเขาถูกประหาร
13 ใคร ๆ จะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา
แต่คนที่ยืนหยัดจนถึงที่สุดจะได้รับความรอด

สิ่งเลวทราม การหลอกลวงที่จะเกิดขึ้น
(มัทธิว 24:15–25; ลูกา 21:20–24)
14 ดังนั้น เมื่อเจ้าเห็นสิ่งที่เลวทราม ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิบัติ ตั้งอยู่ในที่ซึ่งไม่ใช่ที่ของมัน (ขอให้ผู้อ่านเข้าใจเองเถิด) เมื่อนั้น ให้คนที่อยู่ในยูเดีย หนีไปยังภูเขา
15 อย่าให้คนที่อยู่บนดาดฟ้า กลับลงไปในบ้านเพื่อจะขนสิ่งใดออกมา
16 และอย่าให้ใครที่อยู่ในทุ่ง กลับไปหยิบเสื้อคลุม
17 วันเวลาเหล่านั้นจะยากลำบากมากสำหรับหญิงมีครรภ์ หรือแม่ลูกอ่อน

18 จงอธิษฐานขอเพื่อเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดในฤดูหนาว
19 เพราะเวลานั้น เป็นเวลาแห่งความทุกข์เข็ญ อย่างที่ไม่มีครั้งใดเทียบได้ตั้งแต่เริ่มแรกที่พระเจ้าทรงสร้างโลกจนบัดนี้ และจะไม่มีให้เห็นอีกในภายหน้า



20 หากองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงลดจำนวนวันเหล่านั้นให้น้อยลง ก็จะไม่มีใครรอดชีวิตเลย แต่เพื่อเห็นแก่คนที่พระเจ้าทรงเลือก คนที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ พระองค์จึงทรงทำให้วันเหล่านั้นสั้นลง

21 ในเวลานั้น หากมีใครพูดกับเจ้าว่า “ดูนั่นสิ พระคริสต์อยู่ที่นี่” หรือ “พระคริสต์อยู่ที่โน่น” อย่าได้หลงเชื่อ
22 เพราะว่า พระคริสต์ปลอมและผู้กล่าวพระคำเท็จจะปรากฏตัวขึ้น และแสดงหมายสำคัญ การอัศจรรย์ โดย หากเป็นไปได้ จะลวงกระทั่งคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้
23 ดังนั้นจงเฝ้าระวัง เราได้บอกทุกสิ่งแก่เจ้าล่วงหน้าไว้แล้ว

สิ่งที่สำคัญต่อเรามากในยุคสุดท้ายนี้
(Matthew 24:26–31; Luke 21:25–28)
24 แต่ในเวลานั้น หลังจากเวลาแห่งความทุกข์เข็ญผ่านไป ดวงอาทิตย์จะมืดไป
ดวงจันทร์จะไม่ส่องสว่าง
25 ดวงดาวจะร่วงลงมาจากท้องฟ้า และอำนาจทั้งหลายในสวรรค์จะสั่นสะเทือน’
26 เวลานั้นเอง พวกเขาจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในหมู่เมฆ
ด้วยราชอำนาจและพระเกียรติสิริยิ่งใหญ่ตระการ
27 และพระองค์จะทรงส่งทูตสวรรค์เพื่อรวบรวมคนที่พระองค์ทรงเลือก
จากลมทั้งสี่ทิศ จากที่สุดปลายแผ่นดินโลกจนถึงสุดปลายฟ้าสวรรค์

บทเรียนจากต้นมะเดื่อ
(Matthew 24:32–35; Luke 21:29–33)
28 ขอให้เอาบทเรียนมาจากต้นมะเดื่อ คือว่า ทันทีที่กิ่งเริ่มเขียวสด แตกใบอ่อนเท่ากับฤดูร้อนกำลังเคลื่อนเข้ามา
29 เช่นกัน เมื่อเจ้าเห็นเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ขอให้รู้ว่า พระองค์ทรงมาใกล้ อยู่ที่ประตู
30 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า คนยุคนี้ยังไม่ทันจะตายไป จนกว่าเหตุการณ์ทั้งปวงนี้จะเกิดขึ้นก่อน
31 สวรรค์และโลกจะสูญสิ้นไป แต่คำของเราจะไม่มีวันสูญหายไปเลย

ต้องเตรียมพร้อมไม่ว่าเวลาใด
(Matthew 24:36–51; Luke 12:35–48)
32 ไม่มีใครรู้วันและชั่วโมงนั้น หรือแม้แต่ทูตสวรรค์ในสวรรค์ หรือพระบุตรก็ไม่ทรงทราบ พระบิดาเท่านั้นที่ทรงทราบ
33 จงระวังและตื่นตัวเอาไว้ เจ้าไม่รู้ว่า เวลาที่กำหนดจะมาถึงเมื่อไร
34 ก็เป็นเหมือนกับชายคนหนึ่งเดินทางจากบ้านไป โดยที่เขามอบหมายคนรับใช้แต่ละคนให้รับผิดชอบหน้าที่ต่าง ๆ และสั่งให้คนเฝ้าประตูคอยเฝ้าระวัง
35 ดังนั้นจะเฝ้าระวังอยู่ เพราะเจ้าไม่รู้ว่า เจ้าของบ้านจะกลับมาเมื่อไร อาจจะเป็นเวลาเย็น เที่ยงคืน เวลาไก่ขันหรือรุ่งเช้า
36 ไม่อย่างนั้น ท่านอาจจะกลับมาถึงโดยไม่บอกล่วงหน้า และพบเจ้าหลับอยู่
37 สิ่งที่เราบอกเจ้า ก็ขอบอกกับทุกคนด้วยว่า “จงเฝ้าระวัง!”

มาระโก 13:1-8
บทที่ 13 เป็นบทที่เชื่อมระหว่างบทที่ 11-12 กับบทที่ 14 เป็นบทที่เข้าใจยากที่สุดของมาระโก พระเยซูทรงบอกศิษย์พระองค์ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีกประมาณไม่กี่สิบปีข้างหน้า และทรงบอกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้ายหรือในช่วงเวลาปัจจุบันนี้ด้วย
ขณะที่ทั้งกลุ่มออกจากพระวิหารซึ่งขณะนั้นยังสร้างไม่เสร็จดี เป็นวิหารที่ใช้เวลาสร้างถึง 8 ศตวรรษ โดยเฮโรดเป็นผู้เริ่มต้นเมื่อ 19 ปีกคศ.และเสร็จเมื่อปี 63 วิหารนี้ใช้หินก้อนใหญ่มากหนักกว่า 400 ตันวางเรียงซ้อนกัน และยังมีการฉาบอาหารด้วยทองคำ เมื่อสร้างเสร็จ อีกประมาณเจ็ดปีต่อมา ก็ถูกทำลายโดยอาณาจักรโรมที่เข้ามากวาดล้างหมู่คนยิวที่กบฎต่อโรม วิหารแห่งนี้เป็นความภาคภูมิใจของคนยิว และบางครั้งถึงกับใหญ่ในใจของพวกเขายิ่งกว่าพระเจ้าอีก !
หลังจากนั้นพวกเขาไปนั่งอยู่บนเขาตรงข้ามพระวิหาร โดยมีหุบเขาขิดโรนขวางอยู่ แล้วก็มีคำถามจากศิษย์ว่า สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่คำตอบของพระเยซูนั้นไม่ได้อยู่แค่การสิ้นสุดของพระวิหาร เป็นคำตอบที่บอกถึงอนาคตที่ไกลมากเป็นคำตอบที่อยู่ในบทที่ 13 นี้ทั้งหมด น่าสนใจที่ ศิษย์สี่คนที่นั่งกับพระองค์ (พวกเขาเป็นพี่น้องมาจากสองครอบครัว)
สิ่งที่พระเยซูตรัสอย่างแรกคือ ระวังไม่ให้ใครหลอกเรา นั่นหมายความว่า เราต้องเข้าใจเหตุการณ์ อ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้ออก และเข้าใจในสายตาที่มองจากพระคัมภีร์ เข้าใจเรื่องของคำพยากรณ์ตั้งแต่ในสมัยพระคัมภีร์เดิมมาจนถึงวันที่พระเยซูตรัสนี้
เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราจะเจอวิญญาณแห่งการหลอกลวง และท่วมท้นในยุคสุดท้ายนี้
พวกเขาจะมาและบอกว่าตนเองเป็นพระเจ้า หรือผู้ที่พระเจ้าส่งมา เราเห็นมากมายในหลาย ๆ ประเทศ คนเหล่านี้สามารถหลอกคนมากมายได้ แต่คนของพระเจ้าได้รับการเตือนแล้ว ไม่ควรจะหลงไป
ส่วนเรื่องของสงครามนั้น จะเกิดขึ้นมากมายในโลกนี้ และพระเยซูตรัสสั่งว่า ไม่ต้องกลัวเพราะว่า มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว พระเยซูไม่ได้บอกว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เราจะเจอการยากลำบากเมื่อเราติดตามพระองค์ ไม่ว่าจะมีทั้งแผ่นดินไหว และการอดอยาก เราจะเห็นว่า แผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ความอดอยากมากขึ้นอีก แต่เหล่านี้ ไม่ได้เป็นจุดจบ มันเป็นความเจ็บปวดที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ …เหมือนหญิงมีครรภ์ใกล้คลอด

มาระโก 13:9-13
ความยากลำบากที่เกิดขึ้น เพราะความเชื่อไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยเพราะเป็นมาตั้งแต่เริ่มต้นคริสตจักรแล้ว
ถ้าเราได้รู้เรื่องของคริสเตียนในสมัยที่คอมมิวนิสต์เข้ามาครองในช่วงเหมาเจ๋อตง เราจะรู้ว่าชีวิตของคริสเตียนลำบากแค่ไหน ซึ่งยังเป็นอยู่จนทุกวันนี้ คนมากมายเกิด ในประเทศที่มีการห้ามเชื่อ ห้ามคิด ห้ามพูดตามที่ใจอยาก พวกเขาถูกจำกัดความเป็นคนเต็มคนเพียงเพื่อให้อำนาจของผู้ปกครองยั่งยืน

การที่คนในครอบครัวทรยศกันเองเป็นความเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่มันก็เกิดขึ้นอยู่ไม่หยุดหย่อน
สิ่งสำคัญของเราคือ เราต้องรู้ว่า พระวิญญาณจะทรงช่วยเราเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น แต่นี่ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เราจะไม่เรียนรู้พระคัมภีร์ให้มากที่สุด

สิ่งที่พระเยซูทรงเตือนเราสำคัญสุดคือ ให้ยืนหยัดจนถึงที่สุด

มาระโก 13:14-23
พระเยซูทรงอธิบายว่า จะเกิดเหตุการณ์อย่างไรบ้าง และผู้เชื่อต้องทำอย่างไร ข้อ 18 ให้รู้ว่า เราต้องอธิษฐานขอจากพระเจ้าที่ความทุกข์ยากนั้นจะบรรเทาบ้างจนเราพอทนได้ เพราะความทุกข์ยากที่พระเยซูทรงกล่าวถึงนั้น มันเป็นแบบว่า ไม่เคยมีอะไรอย่างนั้นให้เห็นมาก่อน ในข้อยี่สิบพระเจ้าทรงจำเป็นที่จะต้องให้วันของพระองค์าเร็วขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว จะไม่มีใครเหลือ เนื่องจากความโหดร้ายที่เกิดขึ้นมันรุนแรงเกินทน
ยังมีอีกเรื่องคือ การที่คนวิ่งไปหาผู้ช่วยให้พ้นความลำบาก คำว่า พระคริสต์ คือ พระผู้ช่วยให้รอด คนทั้งหลายจะบอกกันต่อ ๆ ว่า ไปหาคนนั้น คนนี้สิ เขาจะช่วยได้ ไปหาโค้ชชีวิตคนนั้น คนนี้ ซึ่งทั้งหมดพระเยซูทรงเตือนล่วงหน้าว่า อย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด
เราขอสรุปคำของพระเยซูที่สำคัญในตอนสั้น ๆ นี้คือเมื่อถึงเวลาต้องหนี ให้หนีโดยไม่ต้องรีรอ ​อธิษฐานขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า อย่าเชื่อคนหลอกลวง เฝ้าระวัง โดยทำอย่างขยันขันแข็งไม่ใช่แบบตามสบายอะไรก็ได้

มาระโก 13:24-27
พระเยซูทรงอธิบายภาพของการเสด็จมาอีกครั้งให้เราทราบ ซึ่งเราน่าจะจินตนาการได้ว่า เป็นอย่างไร
เป้าหมายของพระองค์คือ แสดงพระราชอำนาจ พระเกียรติยิ่งใหญ่ และมารับคนที่ทรงเลือกไว้ในแผ่นดินโลกไปกับพระองค์
พระเยซูไม่ทรงเน้นว่าเมื่อไร ทรงเน้นว่า ให้เตรียมพร้อม!

มาระโก 13:28-31
เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้ายนั้น ช่างตรงกับเวลาที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เราเจอกับโรคระบาดกันทั้งโลกซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ปี 2024 นี้ เราก็พบกับสงครามร้อน ๆ ในยูเครน ตะวันออกกลาง พม่า และมีความตึงเครียดของจีนและใต้หวัน
สงครามความคิดในสังคมผู้คนแตกแยก ความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ทำให้คนไม่รักกัน และชังกันและกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นเหมือนกิ่งของต้นมะเดื่อที่เริ่มแตกใบอ่อน

มาระโก 13:32-37
มีคนจำนวนไม่น้อยที่อึดอัดกับการที่พระเยซูทรงบอกให้เตรียมพร้อม โดยไม่บอกเวลาวันปีเดือนให้ชัดเจน ดังนั้น ก็จะมีคนเตรียมพร้อมที่อาจจะอ่อนแรงเพราะยังไม่พบพระองค์สักที แต่การบอกของพระองค์อย่างนี้ มีความสำคัญเหมือนกับว่า เราอยู่ในสงครามที่ไม่รู้ว่า ศัตรูจะบุกตอนไหน ทิ้งระเบิดเวลาใด เราจึงเตรียมพร้อมเหมือนทหารที่อยู่ในสงคราม
และหากใครมาอวดอ้างว่ารู้เวลาแน่นอน เท่ากับเขากำลังกล่าวเท็จ
เรามีเวลาคร่าว ๆ ให้รู้ แต่ไม่มีใครรู้เวลาที่กำหนดชัดเจน
สิ่งที่สำคัญมากคือการตื่นตัว ไม่ประมาท ไม่หลับไหลในทางของพระเจ้า


Cross Reference มาระโก 13
1* ลูกา 21:5-36
2* ลูกา 19:44
3* มัทธิว 16:18; มาระโก 1;19; ยอห์น 1:40
4* มัทธิว 24:3
5* เอเฟซัส 5:6
8* ฮักกัย 2:22; มัทธิว 24:8
9* มัทธิว 10:17-18; 24:9
10* มัทธิว 24:14
11* ลูกา 12:11; 21:12-17; กิจการ 2:4; 4:8, 31

12* มีคาห์ 7:6
13* ลูกา 21:17; มัทธิว 10:22; 24:13
14* มัทธิว 24:15; ดาเนียล 9:27; 11:31; ลูกา 21:21
17* ลูกา 21:23
19* ดาเนียล 9:26; 12:1
21* ลูกา 17:23; 21:8
22* วิวรณ์ 13:13-14
23* 2 เปโตร 3:17

24* เศฟันยาห์ 1:15
25* อิสยาห์ 13:10; 34:4
26* ดาเนียล 7:13-14; มัทธิว 16:27
28* ลูกา 21:2931* อิสยาห์ 40:8
32* มัทธิว 25:13; กิจการ 1:7
33* 1 เธสะโลนิกา 5:6
34* มัทธิว 24:45; 25:14; 16:19
35* มัทธิว 24:42, 44

คำถามสำหรับการเรียนพระคัมภีร์

  1. พระเยซูตรัสว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในยุคสุดท้าย ? (13:1-4)
  2. ในยุคสุดท้าย สิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตคริสเตียนคืออะไร (3:24-37)
  3. ในเมื่อไม่รู้เวลาแน่นอนว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไร เราน่าจะทำอะไรดี?
  4. เกิดเรารู้ว่า พระเยซูจะเสด็จมากลางเดือนหน้า เราจะเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิดของเราหรือไม่ เราจะทำอย่างไร?
  5. พระเยซูทรงให้เงื่อนงำอะไรในเรื่องวันที่พระองค์เสด็จมาบ้าง?
  6. จินตนาการสิว่า พระเยซูจะทรงรวบรวมคนที่ทรงเลือกด้วยวิธีใด?​
  7. พระเยซูทรงสอนให้เรารอคอยพระองค์อย่างไร?

สุภาษิต 14 ฉลาดกับโง่ในชีวิตประจำวัน


1 สตรีที่มีปัญญาทุกคนสร้างบ้านเรือนของเธอขึ้น
แต่หญิงที่โง่เขลารื้อทำลายมันด้วยมือของตนเอง
2 คนที่เดินไปอย่างเที่ยงตรงนั้นยำเกรงพระยาห์เวห์
แต่คนที่ชั่วร้ายในทางของเขาก็ดูหมิ่นพระองค์
3 คำกล่าวของคนโง่นำโทษมาสู่ตนเอง
แต่ริมฝีปากของคนฉลาดก็ปกป้องตัวเขาไว้
4 ที่ใดไม่มีวัว ยุ้งก็ว่างเปล่า
แต่ผลผลิตมากมายจากการเก็บเกี่ยวได้มาด้วยแรงของวัว

5 พยานที่ซื่อตรงจะไม่หลอกลวง
แต่พยานที่ไม่ซื่อจะพรั่งพรูคำมุสาออกมา
6 คนช่างเยาะเย้ยพยายามหาปัญญาแต่ก็ไม่พบ
แต่สำหรับคนที่มีวิจารณญาณก็ได้รับความรู้อย่างง่ายดาย
7 จงออกห่างจากคนโง่ที่หลงตนเอง
เพราะเจ้าจะไม่ได้ความรู้จากคำพูดของเขา

8 สติปัญญาของคนที่ฉลาดก็คือ
เขาจะพยายามเข้าใจสังเกตทางของเขาเอง
แต่ความโง่ของคนเขลาหลอกลวงตนเอง
9 คนโง่เยาะเย้ยเมื่อเห็นว่า มีการชดใช้คืน
แต่ความปรารถนาดีจะพบได้ในหมู่คนที่เที่ยงตรง

10 ใจรู้ความขมขื่นของใจเอง
และไม่มีใครอาจมาแบ่งความยินดีไปได้
11 บ้านของคนชั่วร้ายจะถูกทำลาย
แต่เต็นท์ของคนเที่ยงตรงจะรุ่งเรืองขึ้น
12 มีทางที่เหมือนถูกต้องในสายตามนุษย์
แต่ที่สุดแล้ว กลับเป็นทางแห่งความตาย
13 ในเสียงหัวเราะนั้น หัวใจอาจเจ็บปวด
และความยินดีก็อาจจบลงด้วยความหนักใจ
14 คนที่หันใจไปจากพระเจ้าจะได้รับผลแห่งทางของเขา
แต่คนดีจะได้รับรางวัลในทางของเขา

15 คนที่อ่อนต่อโลกจะเชื่อทุกคำพูด
แต่คนที่ฉลาดเฉลียวจะคอยระวังย่างเท้าของเขา
16 คนมีปัญญาจะเกรงกลัวและหลีกหนีจากความชั่ว
แต่คนโง่นั้นทั้งไม่ระวัง ทั้งประมาท
17 คนใจหุนหันพลันแล่นมักทำอะไรอย่างโง่เขลา
และคนที่ชั่วช้าเป็นที่เกลียดชัง
18 คนที่อ่อนต่อโลกจะรับความโง่เป็นมรดก
แต่คนที่ฉลาดเฉลียวจะมีความรู้เป็นมงกุฎ
19 ความชั่วต้องก้มหัวให้กับความดี
และคนชั่วร้ายต้องน้อมตัวลงที่ประตูแห่งความเที่ยงธรรม
20 ใคร ๆ ก็เกลียดคนยากจน แม้กระทั่งเพื่อนบ้านของเขา
แต่คนมั่งคั่งมักมีเพื่อนมากมาย
21 คนที่ดูหมิ่นเพื่อนบ้านของเขาทำบาป
แต่คนที่มีน้ำใจต่อคนยากจนนั้นจะได้รับพร
22 คนที่วางแผนชั่วก็หลงทางไม่ใช่หรือ?
แต่คนที่วางแผนทำสิ่งดีจะพบความรักเมตตาและความซื่อตรง


23 การลงแรงทำงานทุกอย่างมีกำไร
แต่แค่คำพูดลอย ๆ นั้น นำไปสู่ความยากจน
24 มงกุฏของคนมีปัญญาเป็นสมบัติของเขา
ส่วนคนโง่พยายามเท่าไร ก็ได้แต่ความโง่คืนมา
25 พยานที่พูดความจริงช่วยชีวิต
แต่พยานเท็จเป็นคนหลอกลวง
26 คนที่ยำเกรงพระยาห์เวห์จะมั่นคง มั่นใจ
และลูกหลานของเขาจะมีที่หลบลี้ภัยเสมอ
27 ความยำเกรงพระยาห์เวห์เป็นน้ำพุแห่งชีวิต
ช่วยนำให้คนพ้นจากกับดักของความตาย
28 จำนวนประชากรมากมายเป็นสง่าราศี ของกษัตริย์
การไม่มีประชากร เป็นหายนะของเจ้าชาย

29 คนที่โกรธช้าเป็นคนที่มีความเข้าใจมาก
แต่คนที่ใจร้อน เป็นคนที่เปิดโปงความเขลาของตน
30 จิตใจที่สงบนิ่งเป็นชีวิตแก่ร่างกาย
แต่ความอิจฉาริษยากัดกินกระดูกให้กร่อนไป
31 คนที่กดขี่คนยากจน
เท่ากับเขากำลังเยาะหยันองค์พระผู้สร้าง
แต่คนที่มีน้ำใจต่อคนยากไร้นั้น เท่ากับเขาถวายเกียรติพระองค์
32 คนชั่วร้ายจะถูกโค่นลงด้วยบาปของเขา
แต่คนเที่ยงธรรมมีที่ลี้ภัยแม้กำลังเผชิญกับความตาย
33 สติปัญญาอยู่ในหัวใจของคนที่มีวิจารณญาณ
แต่สิ่งที่อยู่ในใจของคนโง่เขลานั้น พวกเขาจะเผยออกมาเอง
34 ความเที่ยงธรรมเชิดชูชาติ
แต่ความบาปเป็นความอัปยศของประชาชน
35 องค์กษัตริย์ทรงโปรดปรานข้าราชบริพารที่มีปัญญา
แต่พระพิโรธจะลงไปยังคนที่ทำตัวน่าอับอาย

พระคำเชื่อมโยง

2* โรม 2:4
3* สุภาษิต 12:6
5* วิวรณ์ 1:5, 3:14; สุภาษิต 6:19; 12:17
6* สุภาษิต 8:9; 17:24
7* สุภาษิต 23:9
9* สุภาษิต 10:23
11* โยบ 8:15
12* สุภาษิต 16:25; โรม 6:21; สุภาษิต 12:15

13* ปัญญาจารย์ 2:1-2
14* สุภาษิต 1:31; 12:15; 13:2; 18:20
16* สุภาษิต 22:3
20* สุภาษิต 19:4, 19:7
21* สดุดี 112:9
25* เอเสเคียล 3:18-21
27* สุภาษิต 13:14

29* ยากอบ 1:19
30* สดุดี 112:10; สุภาษิต 12:431* มัทธิว 25:40; สุภาษิต 22:2
32* โยบ 13:15
33* สุภาษิต 12:16
34* สุภาษิต 11:11
35* มัทธิว 24:45-47