มัทธิว 11 เหนื่อยนัก มาพักในเรา

พระเยซูกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา
1 หลังจากที่พระเยซูตรัสสิ่งเหล่านี้กับศิษย์ทั้งสิบสองแล้ว พระองค์เสด็จจากที่นั่น และทรงเข้าไปตามเมืองต่าง ๆ ในกาลิลีเพื่อสอนและเทศนา
 2 ยอห์นผู้ให้บัพติศมาถูกจำจองในคุก แต่เขาได้ยินว่า พระคริสต์ทรงทำราชกิจใดบ้าง ดังนั้นเขาจึงส่งศิษย์ของเขามาหาพระเยซู  3 พวกเขาถามพระองค์ว่า “พระองค์ทรงเป็นผู้ที่คาดว่าจะมานั้นหรือไม่พระเจ้าข้า หรือเราควรรอคอยผู้อื่น?”
4  พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “จงกลับไปรายงานท่านยอห์นถึงสิ่งที่เจ้าได้ยินและได้เห็น
5 คนตาบอดเห็นได้ คนง่อยเดินได้ และคนโรคเรื้อนรับการรักษาให้สะอาด คนหูหนวกกลับได้ยิน คนตายฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา และข่าวประเสริฐก็ได้ประกาศให้กับคนยากจน (นี่เป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจของพระเยซู)
(อิสยาห์  29:18-19; 35:5-6; 61:1-2)
 6 คนที่ไม่สะดุดจากความเชื่อเพราะเราก็เป็นสุข”
7 ขณะที่ศิษย์ของยอห์นกำลังจากไป พระเยซูทรงพูดถึง
ยอห์นว่า “พวกเจ้าออกไปดูอะไรในถิ่นกันดารหรือ? 
ดูต้นอ้อลู่ลมหรือ?
 8 เจ้าออกไปดูอะไรกันเล่า? ชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อราคาแพงอย่างนั้นหรือ? ไม่สิ คนที่สวมเสื้อราคาแพงก็อยู่ในราชวัง
 9 ถ้าอย่างนั้นเจ้าออกไปทำไม? เพื่อไปดูผู้เผยพระดำรัสอย่างนั้นใช่ไหม? ใช่แล้ว เราขอบอกเจ้าว่า ท่านยอห์นเป็นยิ่งกว่าผู้เผยพระดำรัส
10 มีข้อเขียนถึงท่านว่า ‘ดูสิ เราจะส่งผู้สื่อสารของเรามาก่อนหน้าท่าน เขาจะเตรียมทางไว้ล่วงหน้า’ (มาลาคี 3:1; 4:5-6)


11 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมานั้นยิ่งใหญ่กว่าใคร ๆ ที่เกิดมาจากสตรี  แต่คนที่ต่ำต้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ก็ยังยิ่งใหญ่กว่าท่าน  
12 ตั้งแต่สมัยท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมาจนถึงวันนี้ แผ่นดินสวรรค์กำลังดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง (หรือถูกโจมตีอย่างรุนแรง) และมีคนที่ใช้ความรุนแรงพยายามที่เข้ายึดแผ่นดินนั้น 11:12 หรืออาณาจักรสวรรค์กำลังรุดหน้าไปอย่างแข็งขัน และผู้ที่แข็งขันก็ฉวยไว้ได้
13 เพราะหนังสือของผู้เผยพระดำรัส และบัญญัติของโมเสสได้กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจนกระทั่งท่านยอห์นเข้ามา
14 และหากเจ้าจะเชื่อสิ่งที่พวกเขากล่าว เจ้าก็จะเชื่อว่าท่านยอห์นนี่แหละคือเอลียาห์ที่พวกเขากล่าวว่าจะมา
 15 คนใดมีหูที่จะฟังก็จงฟังเถิด

คำเปรียบเรื่องความเห็นของคน
16 “เราจะเปรียบเทียบคนในเวลาช่วงนี้กับสิ่งใดดี? พวกเขาเป็นเหมือนอะไรหรือ? พวกเขาเป็นเหมือนเด็ก ๆ ที่นั่งในตลาด และร้องบอกกันและกันว่า
 17 เราเล่นดนตรีให้ แต่พวกเธอก็ไม่เต้นรำ  เราร้องเพลงเศร้า พวกเธอก็ไม่โศกเศร้า
18 เพราะท่านยอห์นมา และไม่กินดื่มเหมือนคนอื่น ๆ  ผู้คนก็ว่าท่านมีผีสิง
19  พอบุตรมนุษย์มา ทั้งกินและดื่ม พวกเขาก็ว่า ‘ดูสิ เป็นคนตะกละด้วย เป็นคนขี้เมาด้วย และยังคบหากับคนเก็บภาษีและคนบาป  แต่การทำเช่นนี้ พระปัญญาก็พิสูจน์ว่านี่เป็นทางที่ถูกต้อง’ 

พระเยซูทรงเตือนคนที่ไม่กลับใจ
20  แล้วพระเยซูทรงเริ่มกล่าวโทษเมืองต่าง ๆที่ทรงทำการอัศจรรย์ส่วนใหญ่ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมกลับใจ  ไม่หยุดทำบาป
 21 พระองค์ตรัสว่า “วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้าเมืองเบธไซดา  หากการอัศจรรย์ทั้งหลายที่เราได้ทำต่อเจ้าเกิดขึ้นในเมืองไทระ และเมืองไซดอน พวกเขาคงจะกลับใจนานแล้ว พวกเขาคงจะนุ่งห่มผ้ากระสอบ และนั่งปาขี้เถ้าใส่ตัวเองเพื่อบอกว่า พวกเขากลับใจ
 22 แต่เราขอบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา  โทษของเมืองไทระ และไซดอนจะเบากว่าโทษของเจ้า
23 และเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นถึงฟ้าสวรรค์หรือ ไม่เลย .. เจ้าจะต้องลงไปในแดนคนตาย หากการอัศจรรย์ที่เราทำในเมืองของเจ้า ได้ทำที่เมืองโสโดม เมืองนั้นคงได้อยู่จนถึงวันนี้ 


24 เราขอบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษาโทษของเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า 

ระเยซูประทาน
การบรรเทาจากความเหนื่อยล้า

25 ในเวลานั้น พระเยซูตรัสว่า “โอ พระบิดาผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลก ข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงซ่อนสิ่งเหล่านี้จากคนที่ฉลาด มีปัญญา  แต่พระองค์ทรงเปิดเผยให้กับเหล่าเด็กเล็ก 

26 ใช่แล้ว พระบิดาเจ้าข้า
เพราะพระองค์ทรงพอพระทัยเช่นนั้น!

27  พระบิดาของเราทรงมอบสิ่งทั้งปวงนี้ให้แก่เรา ไม่มีใครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร   และ คนที่พระบุตรทรงเลือกที่จะเปิดเผยให้รู้ถึงพระองค์   

28 “คนใดที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา  และเราจะให้เจ้าได้พักสงบ
29 จงรับแอกของเราไว้ (คำสอนของเรา) และเรียนจากเรา เพราะว่าเราอ่อนสุภาพ และใจถ่อม  และเจ้าจะได้รับการพักผ่อนสำหรับชีวิตของเจ้า  (เยเรมีย์ 6:6)
30 เพราะแอกของเรานั้นพอเหมาะ และภาระของเราก็เบา 

อธิบายเพิ่มเติม

พระเยซูกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา
11:1-3 ขณะที่พระเยซูทรงไปตามเมืองต่าง ๆ ในกาลิลีเพื่อสอน และเทศนานั้น เหล่าศิษย์ก็เดินทางไปในกาลิลีเช่นกัน   แสดงว่า ตอนนี้อาณาจักรของพระเจ้าถูกประกาศออกไปอย่างเข้มข้น  ผู้คนได้ยินคำที่เชิญให้กลับใจใหม่ และเวลานั้นเอง ยอห์นซึ่งถูกเฮโรดจำจองไว้ (น่าจะอยู่ในเยรูซาเล็ม)   ก็ได้ข่าวเรื่องพระเยซูจากหลาย ๆ คน  ยอห์นจึงส่งศิษย์มาถามพระเยซูตรง ๆ  ว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ใช่หรือไม่ หรือจะต้องรออีก ทั้ง ๆ ที่ยอห์นเองได้ประกาศว่า พระเมสสิยาห์จะเป็นผู้ที่นำไฟมาเผาผลาญ แต่เมื่อได้ยินข่าวว่าทรงแค่สอน เทศนา รักษาโรค  เขาก็เกิดลังเล

11:4-6  พระเยซูทรงเข้าใจเขาดี และสั่งให้ศิษย์รายงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงกับที่มีพระดำรัสผ่านอิสยาห์   (อิสยาห์  29:18-19; 35:5-6; 61:1-2)  และคำตรัสที่ว่า “คนที่ไม่สะดุดจากความเชื่อเพราะเราก็เป็นสุข”  พระองค์ทรงอวยพระพรยอห์นที่ยังคงยืนหยัดในความเชื่อแม้กำลังถูกคุมขัง กำลังทนทุกข์

11:7-8  คำว่า “ต้นอ้อลู่ลม” หมายถึงคนที่มีความคิดเห็นความเชื่อ โอนเอนไปตามความคิดของสังคม หรือตามคำชักชวนของคนอื่น (ดูตัวอย่าง 1 พงศ์กษัตริย์ 13:11-24) และยอห์นไม่ได้หลงตามความคิดหรือพูดในสิ่งที่เฮโรดอยากจะฟัง เขาพูดพระดำรัสของพระเจ้าแก่เฮโรด ซึ่งทำให้เขาต้องถูกจำจอง

11:9  พระเยซูทรงให้เกียรติยอห์นเป็นอย่างยิ่ง  พระเยซูตรัสเพิ่มเติมว่า ท่านเป็นผู้สื่อสารจากพระเจ้ามาเตรียมทางล่วงหน้า  มาเตรียมใจให้ผู้คนได้รับพระเยซูคริสต์ ( อิสยาห์ 40:3 )

11:10 อย่าลืมว่า พระเจ้าไม่ได้ตรัสผ่านผู้เผยพระดำรัสอย่างยอห์นนี้มานานถึง 400 ปี ผู้คนจึงตื่นเต้นที่จะได้ยินคนที่เป็นเหมือนเอลียาห์  พระเยซูตรัสชัดเจนว่า ยอห์นเป็นคนที่มาลาคีกล่าวถึง

11:11 และที่ยอห์นยิ่งใหญ่กว่าใคร ๆ ในโลกเป็นเพราะเขาเป็นผู้เตรียมทางให้พระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จมา เขาเป็นคนที่ผู้เผยพระดำรัสกล่าวถึง เป็นผู้เผยพระดำรัสคนเดียวที่ได้รับเกียรตินี้ ยอห์นเป็นคนที่ชี้ให้คนอื่นได้เห็นว่า พระเยซูคือใคร.. (ยอห์น 1:19; 26-27; 3:25-30)
เป็นคนเดียวที่เข้าใจว่า พระเยซูองค์นี้ เป็นพระเมสสิยาห์แท้

David Guzig จาก EnduringWordให้ความเห็นว่า ยอห์นเป็นคนในยุคพันธสัญญาเดิม เขาสิ้นชีวิตก่อนการสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระเยซู (พันธสัญญาใหม่) เขาจึงไม่ได้รับผลประโยชน์ดี ๆ จาก พันธสัญญาใหม่ (พระเยซูตรัสถึงโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ใน 1 โครินธ์ 11:25 และพันธสัญญาใหม่นั้น ไม่มีข้อบกพร่องเหมือนพันธสัญญาเดิม อ่านฮีบรู 8:6-13) ส่วน Spurgeon ได้สรุปให้ว่า แม้ยอห์นเป็นคนที่ใหญ่สุดใต้พันธสัญญาเดิม แต่ก็กลายเป็นคนที่เล็กน้อยที่สุดใต้พันธสัญญาใหม่
นั่นคือ คนที่เล็กน้อยที่สุดใต้ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ยังมีฐานะเหนือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายใต้กฎบัญัติ!


สงครามที่ยึดเยื้อ
11:12  ข้อนี้มีความหมายได้ว่า  ผู้ที่จะเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ได้ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก นั่นคือ แผ่นดินของพระเจ้ากำลังก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากมายขวางอยู่     การที่มีคนต่อต้านพระเยซูมากนั้น บอกให้รู้ว่า อย่างไร แผ่นดินสวรรค์ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงอยู่แล้ว (ซึ่งก็เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยมาจนปัจจุบัน) เราจึงพบคนที่ถูกต่อต้านจากครอบครัว สังคมที่เขาอยู่ หรือจากมารโดยตรงเมื่อเขาเข้ามาหาพระเจ้า  
ในยุคของพระเยซูนั้น การต่อต้าน ความรุนแรงที่เห็นชัดคือ ยอห์นถูกจำจองและถูกฆ่า พระเยซูถูกจับและประหาร

11:13-15 แผ่นดินสวรรค์มีศัตรูอยู่มาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อแผ่นดินสวรรค์จะเข้ามาตั้งในโลกนี้ โดยมีพระบุตรของพระเจ้าเป็นผู้ครอง ศัตรูก็โกรธจัด ไม่ยอม  ถ้าเรามองดูในประวัติศาสตร์อิสราเอล ก็จะเห็นว่า มีการต่อสู้ระหว่างสองแผ่นดินแห่งความสว่างและความมืดมาโดยตลอด    มีการพยากรณ์ถึงท่านยอห์นมาก่อนเช่น อิสยาห์  40:3  มาลาคี  3:1​​  ส่วน มาลาคี 4:5-6  พระเจ้าจะทรงส่งคนอย่างเอลียาห์มาก่อนวันของพระเจ้า พระเยซูทรงย้ำว่า ยอห์นเป็นคนที่ผู้เผยพระดำรัสทั้งหลายได้กล่าวถึงในชื่อของเอลียาห์ 

11:15.  เป็นข้อความที่บอกให้รู้ว่า สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นสำคัญมาก

คำเปรียบเรื่องความเห็นของคน
11:16-17  คนในยุคนี้ คือ เหล่าคนยิวที่พระเยซูทรงประกาศแผ่นดินของพระเจ้าให้ฟังแต่ไม่ยอมรับพระองค์   พระองค์ทรงใช้ปฏิกริยาของเด็ก ๆ ที่เล่นดนตรีสนุกสนาน หรือร้องเพลงเศร้า แต่ก็ไม่มีใครตอบสนองต่อสิ่งนั้น  เมื่อพระเยซูตรัสสิ่งใดก็น่าจะมีปฏิกริยาตอบโต้มาในทางที่ดีบ้าง แต่พวกเขาไม่ยอมรับพระเยซูเลย  แถมยังจับผิดทุกเรื่อง  พวกเขาคิดว่าผู้ที่เป็นพระเมสสิยาห์ต้องอยู่ในกรอบที่เขาวางไว้  แผ่นดินสวรรค์ของพวกเขาแตกต่างจากที่พระองค์ทรงสอน
 
11:18-19 ยอห์นถูกกล่าวหาว่า เป็นคนผีสิงเพราะทำตัวแปลกไปจากคนอื่น  แต่พระเยซูกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้เมา คบคนบาป ตะกละ  … ทั้งยอห์นและพระเยซูไม่ได้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าแบบที่พวกเขาต้องการ  แต่พระปัญญา(คือพระเจ้าเอง)ทรงพอพระทัยกับชีวิตของทั้งยอห์นและพระเยซู

พระเยซูทรงเตือนคนที่ไม่กลับใจ
11:20   พระเยซูทรงไปที่เมืองหลายแห่ง และทรงทำการอัศจรรย์ รักษาโรคให้ประชาชน มีบางเมืองนั้นกลับใจ เมืองในสะมาเรียที่พระเยซูทรงนั่งริมบ่อน้ำก็กลับใจทั้งที่พระองค์ไม่ได้ทำการอัศจรรย์เลย  แต่คนในเมืองโคราซิน เบธไซดา ไม่ได้กลับใจทั้งที่เห็นการอัศจรรย์หลายอย่าง  พวกเขาไม่ได้ต่อสู้พระองค์ เพียงแต่ไม่เชื่อ ไม่ยอมกลับใจจากบาป นี่ก็เป็นเหตุให้พระเยซูทรงพิโรธ 

11:21-22  พระเยซูทรงใช้คำว่าวิบัติ แก่พวกเขา ความหมายคือทั้งทรงกล่าวโทษ ทั้งทรงสมเพชพวกเขา  คำว่าวิบัตินี้ ใช้ในพระคัมภีร์เดิมหลายต่อหลายครั้ง   เมืองทั้งสองอยู่ทางเหนือของอิสราเอล  ส่วนไทระและไซดอนอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางเหนือเช่นเดียวกัน 
พระเจ้าทรงทราบว่า หากมีการประกาศในเมืองไทระและไซดอนนี้ พวกเขาก็จะกลับใจเหมือนกับตอนที่นีนะเวห์กลับใจเพราะการประกาศของโยนาห์  การที่พวกเขาซึ่งเป็นยิว ได้รับการเยี่ยมเยียนจากพระเจ้า แต่ไม่เกิดการกลับใจนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นที่สุด  ที่น่าสังเกตคือ เราจะเห็นจากคำตรัสของพระเยซูตอนนี้ชัดว่า  ในการพิพากษานั้น มีระดับของการลงโทษด้วย!

11:25-26 สิ่งที่น่าแปลก ที่แตกต่างจากความคิดของคนทั้งโลกคือ พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองกับเด็กเล็ก ในที่นี้คือคนที่ถ่อมตน คนที่ยอมสยบต่อพระองค์  พระดำริของพระเจ้า พระกิตติคุณถูกปิดบังไว้จากคนที่เก่งด้วยเอง ฉลาดในสายตาของตนเอง   คนที่คิดว่าตัวเองดี เป็นคนใจบุญ เมตตา  มีทรัพย์มาก  เป็นคนไม่ต้องการความช่วยเหลือ  คนที่มีศีลธรรมของตนเอง มันเป็นความเย่อหยิ่งที่ซ่อนไว้ใต้ความรู้สักว่าตัวเองเป็นคนดี คนเหล่านี้มีความดีของตัวเองเป็นม่านบังตา   ไม่ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
คนที่รู้ตัวว่าเดินทางผิด  รู้ตัวว่าต้องมีผู้ช่วยเหลือ คน ๆ นั้นจะได้พบพระเจ้าง่ายกว่าคนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนดี
ในพระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า ความเย่อหยิ่งยโส มาก่อนการล้มลง  คนที่จะมาหาพระเจ้าได้นั้น ต้องถ่อมใจลงก่อน  ยอมกับพระองค์ แล้วจะได้รับสิ่งประเสริฐ ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้มากมาย 

11:27 พระเจ้าทรงมอบสิ่งทั้งปวงให้พระเยซูแล้ว  พระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งจักรวาล
ถึงตรงนี้ อย่างพวกเราจะทราบไหมว่า พระเจ้าประทานอะไรให้พระเยซูบ้าง… เรื่องนี้เกินความเข้าใจ  อาจรู้บ้างอย่างที่พระเยซูตรัสในมัทธิว 28 ว่า ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในโลกและสวรรค์ทรงมอบให้พระองค์แล้ว   พระองค์ยังทรงเป็นพระผู้เลี้ยง ทรงเป็นน้ำและอาหารแห่งชีวิต  ทรงเป็นทางเดียวที่จะไปหาพระบิดาได้ ทรงเป็นความจริง ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล พระเจ้าที่สถิตกับเรา พระองค์ยังทรงเป็นอะไรอีกหลายอย่างมากมาย เราต้องค้นดู แล้วจะรู้ว่า … ทรงเป็นทุกสิ่งของชีวิตเราจริง ๆ 

11:28-30  แล้วคนที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะเปิดเผยให้รู้จักพระองค์ คือคนที่เหน็ดเหนื่อย แบกภาระหนัก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดก็ตาม  เราต่างมีภาระหนักในชีวิตที่แตกต่างกัน พระเจ้าไม่ได้ทรงบอกให้เราไปสู้ วิ่งไปแถวหน้า แต่ทรงชวนให้มาหาและพักสงบในพระองค์ก่อน   จะมีใครเห็นใจคนที่เหน็ดเหนื่อย แบกภาระหนักอย่างไรพระองค์?
พระองค์ไม่ได้เชิญคนที่รู้สึก มีคุณค่าในตัวเอง แต่ทรงเชิญคนที่มีความรู้สึกตรงกันข้าม
โลกเราไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการพัก มีแต่การพุ่งไปข้างหน้า รีบด่วน อยู่ตลอดเวลา แต่แล้วพระเยซูกลับชวนให้คนได้เข้ามาพัก รับแอกของพระองค์ เรียนจากพระองค์ นี่หมายความว่าอย่างไร  นี่คือการหันเข้ามาหาพระองค์เหมือนอย่างเด็ก ๆ เข้ามาเรียนรู้จากพระองค์  พัก รับแอกจากพระองค์ เป็นการรับแอกที่มีพระองค์ช่วยแบก ไม่ต้องแบกคนเดียว 
แล้วเราก็มาพบว่า พระเยซูทรงบอกว่าทรงอ่อนโยนและถ่อมสุภาพในพระทัยของพระองค์  ผู้คนที่เข้ามาหาพระองค์ จึงไม่ได้เจอเจ้านายที่โหดร้าย ให้เราทำสิ่งที่เกินตัวแต่มาหาพระองค์ผู้ทรงปลอบใจ
ทรงย้ำเตือนว่า แอกที่พระองค์ทรงเสนอให้แบกนั้นเป็นแอกที่ง่าย และเบา (ทั้ง ๆ ที่การติดตามพระองค์อาจจะยากกว่าที่คิด) แต่เราคิดดูว่า แอกที่ศาสนาทั้งหลายโถมทับมาให้มนุษย์นั้นยากกว่ามากมาย ตัวอย่าง.. การหลุดพ้นจากบาปนั้น ก็ไม่แน่นอนด้วยว่า ทำไปแล้วจะได้ผลอย่างที่คิดหรือเปล่า  ต้องทำสารพัดอย่างเพื่อให้เป็นคนดี  ต้องทำตามพิธีกรรมต่าง ๆ  ต้องเชื่อฟังผู้นำที่เราไม่รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วเขาเป็นตัวปลอมหรือตัวจริง

คนใดที่อยู่ในพระคริสต์ พระองค์ทรงสร้างเขาขึ้นใหม่ (2 โครินธ์  5:17-18) เขาจะได้รับรักมั่นคงใหม่ทุกเวลาเช้า (เพลงคร่ำครวญ  3:22-23)  สิ่งที่เราทำได้คือ เข้ามาใกล้พระองค์มากขึ้นทุกวัน  ทุกคนที่เข้ามาใกล้พระองค์จะไม่ถูกสลัดออกไป (ยอห์น  6:37)


พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 11
1* ลูกา 23:5
2* ลูกา 7:18-35; มัทธิว 4:12; 14:3
3* ยอห์น 6:14
5* อิสยาห์ 29:18
7* ลูกา 7:24; เอเฟซัส 4:14
9* ลูกา 1:76; 20:6
10* มาลาคี 3:1

12* ลูกา 16:16
13* มาลาคี 4:4-6
14* ลูกา 1:17
15* ลูกา 8:8
16* ลูกา 7:31
19* มัทธิว 9:10; ลูกา 7:35
20* ลูกา 10:13-15, 18
21* ยอห์น 3:6-8

22* มัทธิว 10:15; 11:24
23* อิสยาห์ 14:13
24* มัทธิว 10:15
25* ลูกา 10:21-22; สดุดี 8:2 ; มัทธิว 16:17
27* มัทธิว 28:18; ยอห์น 10:15
28* ยอห์น 6:35-37
29* ฟีลิปปี 2:5; เศคาริยาห์ 9:9; เยเรมีย์ 6:16
30* 1 ยอห์น 5:3

โรม 7 ต่อสู้กันตลอด

โรม 7:1
พี่น้องทั้งหลาย ท่านทุกคนเข้าใจบทบัญญัติของโมเสสอยู่แล้ว ดังนั้น ท่านรู้ว่า บทบัญญัติมีสิทธิอำนาจเหนือคน ๆ หนึ่ง ตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

โรม 7:2-3
เช่น สตรีที่แต่งงานแล้วก็มีสัญญาผูกมัดกับสามีของเธอตราบเท่าที่เขามีชีวิต แต่หากเขาสิ้นชีวิตไป เธอก็จะพ้นจากกฎการสมรส หากเธอไปอยู่กับชายคนอื่นในขณะที่สามียังมีชีวิต บทบัญญัติแจ้งว่า เธอทำผิดประเวณี แต่หากสามีสิ้นชีวิตไป เธอก็เป็นอิสระจากกฎการสมรสนั้น  หากไปสมรสกับชายอื่น เธอก็ไม่ได้ผิดประเวณี

โรม 7:4
เช่นเดียวกัน พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ชีวิตเก่าของท่านได้ตาย(ต่ออำนาจบทบัญญัติ)แล้วเมื่อท่านตายกับพระคริสต์
และบัดนี้ท่านเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ผู้ทรงคืนพระชนม์จากความตาย สิ่งที่ตามมาก็คือเพื่อเราจะได้เกิดผลเพื่อพระเจ้า

โรม 7:5
ก่อนหน้านี้ เราถูกควบคุมโดยธรรมชาติบาปในตัวเรา (เนื้อหนัง)  ความปรารถนาที่จะทำบาปนั้น ถูกเร้าขึ้นมาเพราะบท
บัญญัติทำงานในกายของเรา
เพื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้น จะนำเราไปสู่ความตาย

โรม 7:6
แต่มาบัดนี้ เราเป็นอิสระจากบทบัญญัติเพราะเราได้ตายจากบทบัญญัติที่คอยควบคุมเรา เพื่อว่าเราจะรับใช้พระเจ้า
ด้วยหนทางใหม่พร้อมกับองค์พระวิญญาณ
ไม่ใช่ตามทางเดิมซึ่งเป็นกฎที่เขียนบันทึกเอาไว้

โรม 7:7
ถ้าอย่างนั้น เราจะพูดอย่างไร? ว่าบทบัญญัติคือบาปอย่างนั้นหรือ? ไม่สิจะไม่เป็นเช่นนั้น! ถ้าไม่เป็นเพราะบทบัญญัติ ข้าคงไม่รู้จักบาป ข้าจะไม่รู้จักว่าความโลภคืออะไร หากบทบัญญัติไม่ได้กล่าวว่า “อย่าโลภ!”

โรม 7:8
แต่บาปฉวยโอกาสที่จะใช้คำสั่งนั้น และทำให้ข้าอยากได้สิ่งต่าง ๆ ที่ข้าไม่ควรจะอยากได้ หากไม่มีบทบัญญัติ บาปก็ไม่มีอำนาจเหนือเรา (บาปก็ตายไปแล้ว

โรม 7:9-10
แต่ก่อน ข้าใช้ชีวิตโดยไม่มีบทบัญญัติ แต่พอมีคำบัญชามา บาปก็เกิดขึ้นข้าก็ตาย (ทำให้ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนบาปที่ต้องรับโทษ)คำบัญชาที่ควรนำมาซึ่งชีวิตแต่กลับนำความตายมาให้ข้า

โรม 7:11-12
บาปนั้น ใช้โอกาสที่จะหลอกลวงข้าโดยใช้คำสั่งของบทบัญญัติมาทำให้ข้าต้องตาย
ดังนั้น บทบัญญัติ (νόμος)บริสุทธิ์ และคำบัญชา (ἐντολὴ)
ก็บริสุทธิ์ และถูกต้อง และดี

โรม 7:13
นี่หมายความว่า สิ่งที่ดีนำความตายมาให้ข้าอย่างนั้นหรือ?
จะไม่เป็นเช่นนั้น! บาปได้ใช้สิ่งดี(บัญญัติ)นำความตายมาให้ข้า  ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ก็เพื่อข้าจะได้รู้ว่าบาปแท้เป็นอย่างไร คำบัญชา ถูกใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่า บาปนั้นชั่วร้ายสุดขั้วขนาดไหน

โรม 7:14-15
เพราะเรารู้ว่า บทบัญญัติเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ แต่ข้าเป็นฝ่ายธรรมชาติบาป(เนื้อหนัง)  เพราะบาปได้ควบคุมข้าดั่งว่าข้าเป็นทาสของมัน ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าทำลงไป เพราะข้าไม่ได้ทำสิ่งที่ข้าต้องการทำ กลับลงมือทำสิ่งที่ข้าชัง

     

โรม 7:16-18
และหากข้าทำสิ่งที่ข้าเองไม่ต้องการทำเท่ากับข้าเห็นด้วยว่า บทบัญญัตินั้นดีดังนั้น ข้าจึงไม่ได้เป็นผู้ที่ทำสิ่งที่น่ารังเกียจนี้ แต่เป็นบาปที่อยู่ในตัวข้าต่างหากที่ลงมือทำเพราะข้ารู้ว่าไม่มีสิ่งดี
อาศัยอยู่ในธรรมชาติบาป(เนื้อหนัง)ของข้าเพราะข้าต้องการทำดี แต่กลับทำไม่ได้ 

โรม 7:19-20
เพราะข้าไม่ทำสิ่งดีที่ข้าต้องการทำ แต่ข้ากลับเฝ้ากระทำสิ่งชั่ว
ที่ข้าไม่ต้องการทำ 
ดังนั้น หากข้าทำสิ่งที่ข้าไม่ต้องการทำ
แสดงว่า ตัวข้าไม่ได้เป็นผู้กระทำแต่ธรรมชาติบาปในตัวข้าต่างหากที่ทำสิ่งนั้น

โรม 7:21-23
ดังนั้นข้าได้เรียนรู้กฎนี้คือ เมื่อข้าต้องการทำดี ความชั่วก็อยู่ในตัวข้า เพราะในส่วนลึกข้ายินดีกับบทบัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าเห็นอำนาจอื่นที่ทำงานในตัวข้าซึ่งต่อสู้บทบัญญัติที่ข้ายอมรับ และยังจับกุมข้าเป็นเชลยของกฎแห่งบาปที่อยู่ในตัวของข้า

โรม 7:24-25
ข้าเป็นคนที่น่าสมเพชอะไรเช่นนี้  ใครจะช่วยข้าให้พ้นจากร่างแห่งความตายได้?
ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยข้าให้รอดผ่านองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ในความคิดจิตใจ ข้าเป็นทาสกฎของพระเจ้า แต่..
ธรรมชาติบาปในตัว กลับเป็นทาสกฎแห่งบาป
 

โรม 7:1
ก่อนหน้านี้ท่านเปาโลพูดถึงว่า  เราจะเป็นทาสของใคร? ทาสของบาปและความตายหรือเป็นทาสของความเที่ยงธรรมและชีวิต  แต่มาตอนนี้ ท่านกำลังจะอธิบายว่า บทบัญญัติมีอำนาจเหนือคน ๆ หนึ่งอย่างจำกัด เฉพาะตอนที่เขายังมีชีวิตในเนื้อหนังเท่านั้น นั่นคือ บทบัญญัติมีผลเฉพาะกับคนที่อยู่
ใต้บัญญัติ (คนบาป)เท่านั้นการตายจากบทบัญญัติ เป็นเงื่อนไขเดียวที่ทำให้บัญญัตินั้นเป็นโมฆะกับบุคคลนั้น 

โรม 7:2-3
เช่นเดียวกับที่กฎการสมรสผูกพันชายหญิงที่ต่างยังมีชีวิตด้วยกัน  แต่ถ้าคนหนึ่งตายไป อีกคนที่เหลือก็หลุดจากกฎแห่งการสมรส เขาจะมีสถานภาพเป็นม่ายหรือเหมือนคนโสดอีกครั้งทีนี้ เขาก็อาจจะไปมีครอบครัวใหม่ได้ โดยไม่ได้ติดว่ายังมีสามีหรือภรรยาที่มีชีวิตอยู่ ท่านเปาโลนำเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่ามีบางอย่างที่จะช่วยให้เราพ้นจากผลของบาปในชีวิตเรา …. 

โรม 7:4
เราอ่านช้า ๆ ให้เข้าใจว่า จากนี้ไปเราไม่เป็นทาสไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของบทบัญญัติอีกต่อไปแล้วเพราะ เราได้ตายไปกับพระเยซู ฟื้นไปกับพระองค์
เรียบร้อยแล้ว จากชนชาติที่อยู่ใต้บทบัญญัติมาเป็นชนชาติแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์  มาเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์  เมื่อก่อน ความดีที่ทำก็เป็นแค่ความดี เป็นแค่ผ้าขี้ริ้วที่เราเอามาอวดกันมาบัดนี้ ความดีเป็นความดีของพระเจ้าเพื่อพระเจ้า 

โรม 7:5
เวลาที่ไม่ได้อยู่ในพระเจ้า แต่อยู่ด้วยตัวเอง ด้วยการอยู่ใต้ข้อห้ามต่าง ๆ เรายิ่งอยากทำฝืนกฎต่าง ๆ เหล่านั้น สังเกตไหมว่า ศีล กฎ บทบัญญัติ
ต่างสอนให้เราทำในสิ่งที่ดูดี แต่ฝืนความอยากในตัวตนของเรา ความอยากของร่างกาย ทุกสังคมที่อยู่ใต้ศีลธรรม ข้อห้ามต่าง ๆ ล้วนแต่มีปัญหา
ของผู้คนที่ต้องบังคับตนเองด้วยกำลังของตนเองส่วนใหญ่ก็ไม่บังคับตัวเองเลย แต่ทำทุกอย่างตามใจ แล้วในที่สุด พวกเขาก็ลงไปสู่ความตาย

โรม 7:6
ตรงนี้เองแตกต่างมากจากความเชื่ออื่น ๆ ที่ทุกคนต้องพยายามทำความดี และก็มักเป็นเรื่องที่เพื่อนที่ไม่เชื่อของเรามักเอามาพูดว่า ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี ความแตกต่างนั้นชัดเจนเพราะเราไม่ได้พยายามทำสิ่งที่ดีด้วยความสามารถของตนเองอีกต่อไป แต่พระวิญญาณทรงช่วยให้เราทำสิ่งดีตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  การที่เราต้องพยายามด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ นั้น ไม่เหมือนกับ ที่เราได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าเลย!

โรม 7:7
คำถามต่อมาคือ บทบัญญัติเป็นบาปใช่ไหม? ท่านได้ใช้ตัวอย่างจากตัวเองมาอธิบายเรื่องนี้ท่านต้องการให้รู้ว่า แม้ผู้เชื่อในพระเจ้าจะไม่ได้เป็นคนที่อยู่ใต้บทบัญญัติเหมือนอย่างอิสราเอลสมัยโบราณ แต่บทบัญญัติก็เป็นสิ่งดีที่แจกแจงให้รู้ชัดเจนว่า บาปนั้นคือการกระทำ ความคิดแบบไหน เรามาหาพระเยซู รับการยกโทษบาปที่บทบัญญัติแจ้งให้ทราบว่า คืออะไรบ้าง ถ้าไม่มีบทบัญญัติเป็นมาตรฐาน เราอาจจะอ้างได้ว่า ฉันไม่บาป 

โรม 7:8
คนเรานี่เป็นเหมือนกันตั้งแต่โบราณจนทุกวันนี้คือเราอยากได้สิ่งที่เราไม่มี เหมือนอาดัมที่คิดว่าอยากได้ปัญญาแบบพระเจ้า  พอเราถูกห้ามเราก็ทำสิ่งนั้น บางทีจนกลายเป็นนิสัยไม่รู้สึกผิดถูกต่อไป บทบัญญัติได้ช่วยทำให้เห็นว่า เราล้มเหลวเรามีธรรมชาติบาปในตัวที่จะต่อต้านพระเจ้าเสมอ บทบัญญัติมีประโยชน์คือ ทำให้เรารู้ตัวว่าเป็นคนบาปแน่นอน เพราะไม่มีใครสักคนในพวกเราที่จะผ่านมาตรฐานของบทบัญญัติได้ 

โรม 7:9-10
ก่อนหน้านี้ ท่านเปาโลใช้ชีวิตโดยไม่ตระหนักรู้ถึงความหมายแท้จริงของบทบัญญัติและ คำบัญชา(แจ้งบาป) ดังนั้นท่านจึงรู้สึกเป็นคนเที่ยงธรรมโดยตนเอง เคร่งศาสนาเป็นคนไม่มีที่ติเลย(ฟีลิปปี 3:6) แต่เมื่อท่านเริ่มตระหนักถึงบทบัญญัติคำบัญชาของพระเจ้าจริง ๆ  ทำให้ท่านรู้ตัวว่า ท่านเป็นคนตายแล้ว เพราะบาปมากล้น จิตวิญญาณไม่มีชีวิต(ท่านเปาโลใช้สองคำคู่กันคือ บทบัญญัติ νόμος โนมอส และคำบัญชา ἐντολή เอนโทเล)

โรม 7:11-12
บาปหลอกลวงเราอย่างไร? หลอกเหมือนกับที่มารหลอกเอวาเลย หลอกให้เราทำตรงข้ามกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  ปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่บทบัญญัติหรือคำบัญชาของพระเจ้า แต่อยู่ที่ตัวเราเองว่าจะตัดสินใจฟังเสียงร่ำร้องของใจตัวเองและของมาร ของความสนุกสนานที่ดูสนุกจริง ๆ ไหมสรุปว่า บทบัญญัติและคำบัญชาบริสุทธิ์ถูกต้องดีบอกถึงสิ่งที่มนุษย์ควรทำ สิ่งที่ห้าม และไม่ให้ทำบาป เป้าหมายคือนำมาซึ่งชีวิตและพระพร

โรม 7:13
ในข้อที่สิบสามนี้ ท่านกำลังบอกเราว่า บัญญัติคำบัญชาของพระเจ้า ได้แจ้งให้เราทราบว่า บาปคือความคิด พฤติกรรมประเภทไหน ในบัญญัติสิบประการบอกภาพรวม ส่วนรายละเอียดบาปซึ่งท่านอธิบายไว้ในกาลาเทีย 5:19-21  ว่า บาปนำความตายมาให้นั้นก็คือ  เราได้ตระหนักแล้วว่าเราเองนั่นแหละเป็นคนบาป และสิ่งนั้นทำให้รู้ว่าเราพินาศแน่  เราต้องการพระผู้ช่วยให้รอดจริง ๆ

โรม 7:14-15
ที่ว่าบทบัญญัติเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณนั้นคือมาจากพระวิญญาณ เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์  แต่คนเราถูกบาปควบคุมมาตั้งแต่สมัยอาดัม เราจึงเป็นทาสบาปมาแต่นั้น ท่านเปาโลเองแม้จะเชื่อฟังพระเจ้า รับใช้พระองค์ แต่ก็ยังไปไม่ถึงมาตรฐานของพระเจ้าในบทบัญญัติ  ท่านไม่เข้าใจตัวเองเพราะมักจะทำสิ่งที่ไม่ต้องการทำเสมอ ท่านจึงเข้าใจแล้วว่า แม้จะเชื่อพระเจ้าแต่ธรรมชาติบาปหรือเนื้อหนังก็ยังทำการในชีวิตอยู่

โรม 7:16-18
ท่านเปาโลเห็นว่า ตัวปัญหาคือ เนื้อหนังซึ่งเป็นธรรมชาติบาปในตัว! ท่านมองว่าท่านยังเป็นคนทุจริตผิดศีลธรรมอยู่ (โรม 3:10-18) ทั้งที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร แต่ก็ยังทำสิ่งที่ไม่ควรอยู่ท่านกำลังบอกเราถึงความจริงที่ว่า บาปยังคงมีผลกระทบ มีอิทธิพลต่อทุกด้านของตัวตนของเรา เราอาจเป็นคนดีในระดับที่มีดีมากกว่าเลว หรืออาจเป็นคนที่เลวมากกว่าดี ทั้งนี้เป็นผลของบาป

โรม 7:19-20
และแล้ว ท่านเปาโลก็สรุปว่า ที่ท่านยังคงทำบาปทั้ง ๆที่ไม่อยากทำ  เป็นเพราะบาปในตัวของท่านนี่เป็นการเน้น ย้ำ สิ่งที่กล่าวมาแล้วในข้อสิบห้า คือทำสิ่งที่ตัวเองเกลียดชังและข้อสิบเจ็ดที่ผ่านมาคือบาปนั่นแหละเป็นผู้กระทำ  ที่สำคัญคือ เมื่อเราเป็นคนใหม่ในพระเจ้า เราจะเห็นบาปที่เราทำอย่างชัดเจน เพราะเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับความเป็นคนใหม่ ถ้าเรายังไม่เกิดใหม่ เราจะไม่รู้สึกรู้สาอย่างที่ท่านเปาโลกำลังรู้สึกเลย 

โรม 7:21-23
ส่วนลึกตรงนี้คือความคิด จิตใจที่ยินดีในพระเจ้าในการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า (เอเฟซัส 3:16) แต่แล้ว ยังมีอำนาจหนึ่งที่ทำงานในตัว เป็นอำนาจที่จับตัวของท่านเปาโลให้เป็นเชลย  อะไรกันนี่? ท่านเปาโลพยายามจะบอกอะไร?  ท่านชี้ให้เราเห็นถึงกฎแห่งบาป นี้คือการที่มนุษย์มีแนวโน้มที่จะดื้อต่อสิ่งที่รู้ว่าถูกต้อง รู้ดี รู้ชั่วทั้งหมด เราต่างถูกบาปจับกุมตัวไปเป็นเชลย… นี่เป็นสภาพของมนุษย์ทุกคน 

โรม 7:24-25
ถึงแม้ว่าเราจะเชื่อวางใจพระเจ้า แต่เราก็ยังมีธรรมชาติบาปที่กระตุ้นให้เราทำสิ่งที่นำไปสู่ความตายเสมอ ท่านเปาโลเตือนให้เราไม่ปล่อยตัวไปตามนิสัยบาป (กาลาเทีย 5:13) เราจึงต้องคอยอธิษฐานเผื่อกันและกันไม่ให้ตกหลุมพรางของบาปถ้าพระเยซูคริสต์ไม่ได้มาเพื่อช่วยเราแล้ว เราก็จะตกในหลุมนี้ไปตลอด ศาสนาใด ๆ จึงช่วยเราไม่ได้เราต้องการฤทธิ์เดชแห่งการคืนพระชนม์ให้เราพ้นจากกฎแห่งบาปนี้ 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 7
2* 1โครินธ์  7:39
3* มัทธิว 5:32
4* กาลาเทีย 2:19; 5:18, 22
5* โรม 6:13; ยากอบ 1:15
6* โรม 2:29

7* โรม 3:20; อพยพ 20:17; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:21; กิจการ 20:33
8* โรม 4:15
10* เลวีนิติ 18:5
12* สดุดี 19:8
14* 2 พงศ์กษัตริย์ 17:17

15* กาลาเทีย 5:17
18* ปฐมกาล 6:5; 8:21
22* สดุดี 1:2; 2 โครินธ์ 4:16
23* กาลาเทีย 5:17; โรม 6:13,19
24* 1 โครินธ์  15:51-52
25* 1 โครินธ์  15:57


โรม 6 เป็นอิสระจากบาปแล้ว!

โรม 6:1-2
ดังนั้น  ท่านคิดว่าเราควรทำบาปต่อไป
เพื่อว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณ
มากขึ้นอย่างนั้นหรือ? จะไม่เป็นเช่นนั้น!
ในเมื่อเราตายต่อบาปแล้ว
เราจะใช้ชีวิตในบาปได้อย่างไร?

โรม 6:3
ท่านไม่รู้หรือว่า
เราทุกคนที่ได้รับบัพติศมา
ในพระเยซูคริสต์
เท่ากับเราบัพติศมาเข้าไปใน
ความตายของพระองค์?

โรม 6:4-5
เมื่อเราได้รับบัพติศมาในความตายนั้น เราก็ถูกฝังกับพระคริสต์ และมีส่วนร่วมในความตายของพระองค์ ดังนั้น เมื่อ
พระคริสต์ทรงฟื้นจากความตายโดยพระสิริของพระบิดา เราเองก็จะดำเนินตามชีวิตใหม่ เพราะหากเราได้เป็นหนึ่งเดียวในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในการคืนพระชนม์เช่นกัน

โรม 6:6-7
เรารู้ว่า ชีวิตเก่าของเราถูกตรึงตายไปกับพระคริสต์บนไม้กางเขน เพื่อว่าตัวบาปในเราจะไม่มีอำนาจเหนือเรา
และเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป คนที่ตายไป ก็เป็นอิสระจาก
การครอบงำของบาป 

โรม 6:8-9
หากเราตายกับพระคริสต์ เราเชื่อว่า
เราก็จะได้มีชีวิตกับพระองค์ด้วยพระคริสต์ทรงถูกทำให้คืนพระชนม์จากความตาย พระองค์จะไม่สิ้นพระชนม์อีก
ความตายไม่มีอำนาจเหนือพระองค์อีกต่อไป


โรม 6:10-11
เมื่อพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์นั้นก็เพื่อทำลายอำนาจของบาป ครั้งเดียวเป็นพอ พระองค์ทรงมีชีวิตก็เพื่อพระเจ้า เช่นเดียวกัน  ท่านควรจะถือว่า ท่านเองตายต่อบาป และมีชีวิตเพื่อพระเจ้า
ในองค์พระเยซูคริสต์

โรม 6:12-13
ดังนั้น อย่าปล่อยให้บาปครอบงำร่างกายที่ไม่ยั่งยืนของท่าน ซึ่งทำให้ท่านยอมตอบสนองความต้องการของบาป อย่ามอบส่วนใด ๆ ของร่างกายให้แก่อำนาจบาปเป็นเครื่องมือทำความชั่ว แต่ให้ถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า ดั่งเหล่าคนที่ฟื้นจากความตายและถวายร่างกายของท่านแด่พระองค์ให้เป็น
เครื่องมือแห่งความเที่ยงธรรม 

โรม 6:14-15
เพราะบาปจะไม่มีอำนาจเหนือท่านต่อไปเนื่องจากท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ  ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอะไร? เราควรทำบาปเพราะว่าเราอยู่ใต้พระคุณไม่ใช่อยู่ใต้บทบัญญัติใช่ไหม? จะไม่เป็นเช่นนั้น!

โรม 6:16
ท่านไม่รู้หรือว่า เมื่อท่านยอมตัวเองให้เป็นทาสที่เชื่อฟังของใครก็ตาม ท่านก็เป็นทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟัง  ไม่ว่าจะเป็นทาสบาปซึ่งนำไปสู่ความตายหรือเป็นทาสการเชื่อฟัง ซึ่งนำสู่ความเที่ยงธรรม

โรม 6:17-18
ในอดีต ท่านเคยเป็นทาสบาปแต่ขอบคุณพระเจ้าที่ท่านได้เชื่อฟังคำสอนที่ท่านได้รับอย่างสุดใจ (อย่างเต็มใจ)ท่านเป็นอิสระจากบาปแล้ว บัดนี้ท่านเป็นทาสของความเที่ยงธรรม

โรม 6:19
ข้าพเจ้าใช้ตัวอย่างแบบมนุษย์นี้ เพราะเป็นเรื่องยากที่ท่านจะเข้าใจ ในอดีตท่านเคยมอบอวัยวะส่วนต่าง ๆ ให้เป็นทาสบาปและความชั่วช้าที่เพิ่มมากขึ้น  บัดนี้ จงมอบอวัยวะของท่านให้เป็นทาสแห่งความเที่ยงธรรม ซึ่งนำไปสู่การชำระให้บริสุทธิ์

โรม 6:20-21
ในเวลาที่ท่านเป็นทาสบาป ความเที่ยงธรรมไม่ได้ครอบครองเหนือชีวิตของท่าน  ท่านได้รับผลอะไร จากการทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ท่านกลับรู้สึกละอาย?ผลของสิ่งเหล่านั้นคือความตาย

 


โรม 6:22-23
แต่บัดนี้ ท่านพ้นการเป็นทาสบาปและมาเป็น
ทาสของพระเจ้าแล้ว  ผลที่ได้รับนำไปสู่การ
ชำระให้บริสุทธิ์ ผลสุดท้ายคือทำให้ท่านได้
รับชีวิตนิรันดร์ เพราะค่าจ้างของความบาป
คือความตาย แต่ของประทานที่พระเจ้า
ประทานให้ คือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์
องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

โรม 6:1-2
ไม่ว่าเราจะมีอดีตอย่างไร  คนที่เชื่อและพระเจ้าทรงประกาศว่าพ้นผิด จะมีประสบการณ์ชีวิตใหม่(ท่านเป็นพยานจากชีวิตของท่านเองด้วยใน 1 ทิโมธี 2:12-17 เรียกว่า justification ซึ่งหมายถึงการที่พระเจ้าทรงประกาศเองว่าคนหนึ่งเป็นคนที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระองค์  คนนั้นจะไม่ห่วงทำบาปเหมือนในอดีต แต่ตั้งต้นใช้ชีวิตถูกต้องกับพระเจ้า คำว่า ตายต่อบาปคือเลิกชีวิตในอดีตที่ทำบาปอย่างคุ้นเคย 

โรม 6:3
คำว่าบัพติศมาตรงนี้เป็นการเปรียบเทียบว่า เมื่อคนหนึ่งมารับเชื่อพระเยซู เขาได้รับการบัพติศมาเข้าไปในพระกายนั่นคือ “เมื่อฉันเชื่อวางใจพระเยซู
คริสต์เท่ากับฉันได้
ผูกพัน เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์  ความตายของพระองค์คือความตายของฉันด้วย” ตายต่อตัวเก่าที่ฉันเคยมี  บทนี้ท่านเปาโลกำลังเริ่มสอนเรื่องการแยกชีวิตของคน ๆหนึ่งให้เป็นคนบริสุทธิ์ เพื่อทำตามพระประสงค์ ของพระเจ้าที่มีต่อเขา เราเรียกว่า sanctification คือการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์

โรม 6:4-5
การตายไปกับพระคริสต์ และถูกฝังนั่นคือจบชีวิตเก่า แต่เมื่อพระคริสต์ทรงคืนพระชนม์ ก็เท่ากับเรามีส่วนในการฟื้นจากตายด้วย พระเจ้าประทานชีวิตใหม่ให้ คนจำนวนมากที่กลับมาหาพระเจ้ามีประสบการณ์นี้ชัดเจน ชีวิตกับบาปเก่า ก็ตายไปไม่มีชีวิตอย่างนั้นอีก  แล้วเขากลายเป็นคนใหม่ที่ดำเนินชีวิตตามพระเจ้าอย่างไม่คาดคิดว่าจะมีการพลิกชีวิตแบบนี้ได้  ชีวิตแบบอาดัมไม่เหลือกลายเป็นชีวิตอย่างพระคริสต์ 

โรม 6:6-7
ย้อนกลับไปเรื่องการตายในพระคริสต์ คนที่ตายไปคือ คนที่อยู่ใต้อำนาจบาป ใต้อาดัม  ชีวิตบาปเดิมนั้น ถูกตรึงบนไม้กางเขนกับพระเยซูไปแล้ว ท่านเปาโลพยายามอธิบายความจริงยากจะเข้าใจให้ชัดเจน  พอมาเชื่อพระเยซู บาปไม่มีอิทธิพลครอบงำต่อไป คนเก่าตายไป บาปก็ไม่มีฤทธิ์เหนือคนเก่านั้น เพราะตายไปแล้ว ถูกตรึง ตายสนิทคำว่าเป็นอิสระ ในข้อ7 ภาษากรีกมาจากคำว่า δικαιόω ไดคาโยโอ คือเที่ยงธรรม ไม่ผิด ถูกประกาศว่าพ้นผิดแล้ว

โรม 6:8-9
ตัวบาปในเราตายไปแล้ว เราก็เชื่อ ความเชื่อนี้สำคัญ เราเชื่อที่พระเจ้าทรงบอกเราว่าสถานภาพของเราหลังจากตายและฟื้นในพระคริสต์คือพ้นผิดได้รับการชำระ ก็คืออย่างนั้น  ท่านเปาโลเน้นย้ำว่าพระเยซูไม่ต้องสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปมนุษย์อีก ครั้งเดียวพอ โคโลสี 1:13 แจ้งชัดเจนว่า พระเยซูทรงนำเราออกจากอาณาจักรมืด มาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ นี่คือความจริง… เรารับการไถ่บาป และชำระให้บริสุทธิ์แล้ว! 

โรม 6:10-11
มหัศจรรย์!การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูมีฤทธิ์ในการทำลายอำนาจของบาปในชีวิตของผู้ที่เชื่อวางใจ  ในวันนี้ พระเยซูทรงพระชนม์อยู่เคียงข้างพระบิดาในแผ่นดินสวรรค์  ท่านเปาโลให้เราถือว่า เราเองก็ตายต่อบาปและมีชีวิตเพื่อพระเจ้า นี่เป็นสิ่งที่คริสเตียนควรตระหนักคริสเตียนจำนวนมากยังคงคิดแค่ว่าพระเจ้าทรงรักพระเจ้าทรงดี เราต้องถือว่า/ตัดสินใจว่า/สรุปว่า/คิดว่า ตัวเองตายต่อบาปและมีชีวิตเพื่อพระเจ้า!

โรม 6:12-13
แต่ถึงอย่างนั้น ในชีวิตจริงของคริสเตียน บาปยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าเราอยู่ในโลกที่มีความบาประบาดทั่วไปหมด เราไม่ได้ฝึกฝนตอบโต้ต่อบาป
เหมือนอย่างทหารที่ฝึกฝนเพื่อต่อสู้กับศัตรู  เรามักเฉย ๆ ต่อบาปรอบข้างเรา มันจึงยังมีผลต่อชีวิต ท่านเปาโลเน้นที่ร่างกายของเราคืออวัยวะต่าง ๆ ทั้งความคิด จิตใจ เราต้องไม่ยอมให้บาปครอบงำ ไม่ยอมฟัง ดู คิดตามอย่างที่โลกเสนอให้คิด  ไม่ยอมตอบสนองความต้องการของบาป 

โรม 6:14-15
โรม3:31 กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นเท่ากับเราล้มเลิกบทบัญญัติด้วยการใช้ความเชื่ออย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย..จะไม่เป็นเช่นนั้น..ความเชื่อต่างหากที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างที่บทบัญญัติต้องการ   บทบัญญัติทำให้เราเห็นว่า ในใจของมนุษย์นั้นมีอะไรที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานของพระเจ้า ด้วยความเชื่อ…พระคุณของพระเยซูคริสต์ทำให้ผู้เชื่อได้อยู่ในพระคริสต์ ทำให้พวกเขามีใจอย่างพระองค์จึงต่อต้านความบาปและทำสิ่งที่ถูกต้อง 

โรม 6:16
ท่านเปาโลขอให้พี่น้องเป็นทาสของสิ่งที่ถูกต้องคือทาสการเชื่อฟังพระเจ้า ไม่ใช่ทาสบาป เราต้องไม่เชื่อฟังบาปเหมือนอย่างในอดีต บางทีผู้เชื่อมองเรื่องบาปเป็นเรื่องเล็ก ทำไป แล้วก็ขอพระเจ้ายกโทษทีหลัง เพราะอยากทำบาปนั้นมาก  บาปอยู่ตรงหน้า และดูว่าทำแล้วมีความสุขกว่าที่จะไม่ทำ  ตรงนี้เท่ากับเขากลับไปเป็นทาสบาปอีก ท่านเปาโลจึงเตือนให้อย่ายอมเป็นทาสบาป เพราะนั่นเป็นหนทางไปสู่ความตาย 

โรม 6:17-18
พี่น้องชาวโรมและพวกเราทุกคนเคยเป็นทาสบาป … แต่จะพ้นจากการเป็นทาสบาปได้ก็โดยการเชื่อ และเชื่อฟังคำสอนที่ท่านเปาโลพยายามสอนอยู่อย่างสุดใจ ไม่ใช่แค่รับไว้แบบหูทวนลมในโลกโบราณ การเป็นทาสคือนายทาสจะมีสิทธิ เหนือชีวิตของทาสคนนั้น เมื่อเราเป็นทาส ความเที่ยงธรรมคือ เป็นคนถูกต้องกับพระเจ้า เราก็ลาจากนายทาสเดิมคือบาปร้ายสารพัดแบบที่คอยกัดกินชีวิตทุกวัน

โรม 6:19
พี่น้องชาวโรมและเราต่างเคยตามใจความต้องการของตนเอง อยากทำอะไรก็ทำ เช่นพูดให้ร้าย นินทาหรือผิดเรื่องเพศ โดยไม่รู้สึกผิดต่อ ตนเอง คนอื่น
หรือพระเจ้าเลย บางคนมีคติว่า “ฉันจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน” แต่ความจริงคือ ทุกสิ่งที่เราทำลงไป ต่างส่งผลให้คนอื่นเสมอท่านเปาโลให้เราชนะบาปที่เคยเป็นนายทาสเราด้วยการมอบชีวิต จิตใจ ร่างกาย ให้เป็นทาสพระเจ้าเพื่อพระเจ้าจะทรงชำระ แยกเราไว้ให้บริสุทธิ์

โรม 6:20-21
ตอนที่คน ๆ หนึ่งเชื่อฟังบาปนั้น เขาไม่มีความอายในสิ่งที่ทำไป มีคนไม่น้อยที่กลับมาหาพระเจ้าแล้วจะรู้สึกอับอายกับสิ่งที่เคยชอบ สิ่งที่เคยอวด อาย
กับคำพูดใส่ร้ายผู้อื่นที่เคยมีแค่ความสะใจ อายกับการข่มเหงคนที่ต่ำต้อยกว่า การยกตัวข่มท่าน ซึ่งแต่ก่อนสิ่งเหล่านี้เป็นความภูมิใจที่ได้ทำ ด้วย
พระคุณ พระเจ้าทรงนำคนที่เคยหลงตัวกลับมาหาพระองค์ เขานี่แหละ จะเป็นคนที่เข้าใจดีว่า สิ่งที่น่าละอายเหล่านั้นนำสู่ความตายอย่างไร 

โรม 6:22-23
การจบการเป็นทาสบาป มาเป็นทาสของพระเจ้า ทำให้เราได้รับการประกาศว่าพ้นผิด และพระเจ้าทรงเพิ่มการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์ด้วย ทั้งสองขั้น
ตอนนี้ นำให้เรามีชีวิตใหม่ เป็นของพระเจ้าผู้เดียว
ส่วนความตายที่ท่านเปาโลกล่าวถึงคือ การแยกจากพระเจ้าเป็นนิตย์   ชีวิตนิรันดร์คือการที่อยู่กับ
พระเจ้าตลอดไป ซึ่งเริ่มตั้งแต่ที่เราอยู่ในโลกนี้ ติดสนิทกับพระเยซูทุกวัน เรื่อยไปจนกระทั่ง แม้จากโลกนี้ ก็จะยังอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ ไม่จากกันเลย

พระคำเชื่อมโยง

โรม 6
1* โรม 3:8; 6:15
2* กาลาเทีย 2:19
3* กาลาเทีย 3:27
4* โคโลสี 2:12; 1โครินธ์ 6:14 ;ยอห์น 2:11; กาลาเทีย 6:15
5* ฟีลิปปี 3:10
6* กาลาเทีย 2:20; 5:24; 6:14; โคโลสี 2:11


7* 1 เปโตร 4:1
8* 2 ทิโมธี 2:11
9* วิวรณ์ 1:18
10*  ฮีบรู 9:27; ลูกา 20:38
11* โรม 6:2; 7:4,6; กาลาเทีย 2:19
12* สดุดี 19:13
13* โคโลสี 3:5; 1 เปโตร 2:24; 4:2
14* กาลาเทีย 5:18

15* 1 โครินธ์  9:21
16* 2 เปโตร 2:19
17* 2 ทิโมธี 1:13
18* ยอห์น 8:32
20* ยอห์น 8:34
21* โรม 7:5; 1:32
22* โรม 6:18; 8:2
23* ปฐมกาล 2:17;1 เปโตร 1:4


โรม 5 รอดได้ด้วยพระเยซู

โรม 5:1-2
ดังนั้น เมื่อเราถูกนับว่าเป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้าโดยความเชื่อของเราแล้ว เราจึงมีสันติสุขกับพระองค์ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราโดยพระองค์ ด้วยความเชื่อ  เราจึงได้เข้ามาสู่พระคุณที่เรายืนมั่นอยู่ และเรามีความยินดีเพราะมีความหวังว่า เราจะได้ร่วมในพระเกียรติสิริของพระเจ้า


โรม 5:3-4
ยิ่งกว่านั้น เรายังยินดีกับความทุกข์ยากของเรา  เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากเหล่านี้ทำให้เกิดความทรหดอดทน และความทรหดอดทนนี้ทำให้เกิดคุณสมบัติที่ดี และคุณสมบัติที่ดีนี้ทำให้เรามีความหวัง 

โรม 5:5
เป็นความหวังที่จะไม่ทำให้เราผิดหวัง (หรือละอาย)  เพราะพระเจ้าทรงเทความรักของพระองค์  เติมใจของเรา 
ผ่านองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระองค์ประทานแก่เรา

โรม 5:6-7
เมื่อเรายังไม่อาจช่วยตนเองให้รอดได้นั้น  ในเวลาที่เหมาะสมพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราซึ่งเป็นคนไร้พระเจ้า มีน้อยคนที่จะตายเพื่อคนเที่ยงธรรมแม้ว่าบางครั้งจะมีคนกล้าที่จะตายเพื่อคนดี 

โรม 5:8
แต่พระเจ้าทรงแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่แก่เราคือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา
(หรือ พระคริสต์ทรงถูกส่งมาเพื่อสิ้นพระชนม์เพื่อเรา)

โรม 5:9
ดังนั้น ในเมื่อเราได้รับการทำให้เป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้า(พระบิดา)โดยพระโลหิต  ของพระคริสต์ เราก็จะได้พ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระคริสต์อย่างแน่นอน

โรม 5:10
ถ้าในขณะที่เราเป็นศัตรูของพระเจ้า(พระบิดา)พระองค์ทรงทำให้เราคืนดีกับพระองค์เนื่องด้วยความตายของพระบุตร ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ด้วยว่า บัดนี้เราคืนดีกับพระองค์แล้ว  พระองค์จะทรงช่วยเราให้รอดพ้น(พระพิโรธ)ผ่านชีวิตของพระบุตรนั้น

โรม 5:11 
ยิ่งกว่านั้น  บัดนี้เรามีความยินดีมากในพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์เจ้าของเราเพราะเราได้คืนดีกับพระเจ้า(พระบิดา)ก็โดยพระองค์


โรม 5:12-13
บาปได้เข้ามาในโลกเพราะการกระทำของบุรุษคนหนึ่ง และเมื่อมีบาป ความตายก็ตามมา ด้วยเหตุนี้ความตายจึงแพร่ไปยังทุกคนเพราะทุกคนทำบาป บาปอยู่ในโลกก่อนบทบัญญัติของโมเสส ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติมาก่อน การทำบาปจึงไม่ถือเป็นการละเมิดบทบัญญัติ

โรม 5:14
ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็ต้องตาย ในช่วงเวลาตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส   แม้ว่าจะเป็นคนที่บาปทั้งที่ไม่ได้ละเมิด
บทบัญญัติ เหมือนอย่างที่อาดัมได้ทำ อาดัมเป็นต้นแบบของพระองค์ท่านที่จะมาภายหลัง    

โรม 5:15
แต่ของประทานที่พระเจ้าทรงให้เปล่าๆไม่เหมือนบาป
ของอาดัม ด้วยว่าการล่วงละเมิดของบุรุษคนเดียวทำให้คนจำนวนมากต้องตาย แต่พระคุณจากพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่า เพราะคนมากมายได้รับของประทานแห่งชีวิตจากพระเจ้าโดยพระคุณของบุรุษอีกท่าน คือองค์พระเยซู

โรม 5:16
แต่ของประทานจากพระเจ้าไม่เหมือนผลที่ได้จากบาปของบุรุษผู้เดียว หลังจากที่อาดัมได้ทำผิดครั้งเดียวนั้นเขาถูกตัดสินลงโทษ แต่ของประทานที่ให้เปล่าจากพระเจ้า เกิดขึ้นหลังจากการละเมิดหลายครั้ง และผลที่ได้คือ ทำให้เกิดความถูกต้องกับพระเจ้า

โรม 5:17
หากการละเมิดของบุรุษผู้หนึ่งทำให้ความตายมีอำนาจเหนือมนุษย์ทุกคน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด  เหล่าคนที่ได้รับพระคุณล้นเหลือของพระเจ้า และรับของประทานแห่งความเที่ยงธรรมจะมีชีวิตโดยพระองค์นั้นคือ พระเยซูคริสต์

โรม 5:18
ในเมื่อการละเมิดครั้งเดียวนำให้ทุกคนต้องรับการตัดสินลงโทษฉันใด การกระทำอันเที่ยงธรรมครั้งเดียว ก็นำมาซึ่งความเที่ยงธรรมที่นำชีวิตมายังมนุษย์ทุกคนฉันนั้น

โรม 5:19
เพราะเมื่อบุรุษผู้หนึ่งไม่เชื่อฟัง ทำให้คนจำนวนมากรับผลกลายเป็นคนบาปฉันใด   ดังนั้น บุรุษผู้หนึ่งที่เชื่อฟังพระเจ้า ก็ทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นคนมีความเที่ยงธรรมฉันนั้น


 

โรม 5:20-21
เมื่อมีบทบัญญัติเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือมีการละเมิดทวีขึ้น แต่ที่ใดมีบาปทวีขึ้นพระคุณก็เพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้นมากกว่านั้นอีก ตามที่ความตายมีอำนาจเหนือเราเพราะบาป พระคุณจะครอบครองเหนือเราโดยความเที่ยงธรรม จนนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา

โรม 5:1-2 พระเจ้าทรงถือว่าเราเป็นคนเที่ยงธรรม ถูกต้องกับพระองค์ พ้นผิดไม่เหมือนอย่างในอดีตอีกต่อไปเพราะว่าเราเชื่อตามที่พระองค์ทรงบัญชา พระคริสต์จึงนำเรามาสู่สถานะของผู้มีสิทธิพิเศษได้เป็นบุตรของพระเจ้า  เป็นสถานะที่ทุกคนที่เชื่อไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ฐานะทางสังคม ความรู้แตกต่างขนาดไหน  เขาเหล่านี้ที่เชื่อ ติดตามพระเจ้าก็จะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้าด้วย

โรม 5:3-4ความทุกข์ยากที่กล่าวถึงนี้ มาจากการถูกกดดันหรือข่มเหง เอาเปรียบไ่ม่ว่าจะทางร่างกายจิตใจซึ่งคริสเตียนในโรมเผชิญอยู่ไม่ว่างเว้น ท่านเปาโลสอนให้พี่น้องรู้ว่า ในความยากลำบากของพวกเขาเขาจะได้รับรางวัลที่คาดไม่ถึงจากพระเจ้า จากสิ่งดีที่เกิดขึ้นในที่สุด เราจะได้รับความหวังว่าจะได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าท่ามกลางความทุกข์ยาก  ยิ่งคริสเตียนพัฒนาคุณสมบัติของผู้เชื่อก็ยิ่งจะเห็นพระคุณของพระเจ้าในชีวิต

โรม 5:5
เมื่อได้รับสถานะที่ถูกต้องกับพระเจ้าแล้ว ผู้เชื่อก็มีสันติสุข มีความหวัง เมื่อทุกข์ยากก็ยินดีได้เพราะความหวังที่จะได้ร่วมในพระเกียรติสิริของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้น พระเจ้ายังทรงมอบพระวิญญาณให้พวกเขาด้วย ทรงเติมใจด้วยพระวิญญาณ ทรงให้พระวิญญาณเข้ามาประทับภายใน ร่างกายของผู้เชื่อพระเยซูจึงกลายเป็นพระวิหารของพระเจ้าเต็มรูปแบบ  ( 1 โครินธ์ 3:16)

โรม 5:6-7
ที่เราไม่อาจช่วยตัวเองให้รอด เป็นเพราะว่า เราและเพื่อนมนุษย์ทุกคน ไม่อาจช่วยตัวเองให้รอดได้เลย เราสิ้นหวัง  แต่ในเวลาที่เราไม่มีทางช่วยตัวเองนั้น พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์ ในเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ เป็นเวลาของพระเจ้าที่ทรงวางไว้ (กาลาเทีย 4:4)  ให้พระบุตรมารับโทษแทนคนบาป สังเกตไหม พระคริสต์ไม่ได้มาเพื่อคนเที่ยงธรรมหรือคนดี แต่เพื่อคนบาป!

โรม 5:8
มนุษย์ทุกคนไม่อาจยืนขึ้นมาและกล่าวว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อฉันที่เป็นคนดี  คนมีเมตตาเป็นคนที่ใคร ๆ เรียกว่า นักบุญ คุณพ่อ หลวงพ่อแม่ชี  จิตอาสา อาจารย์ ฯลฯ แต่พระองค์ทรงมาเพื่อคนที่ไร้พระเจ้า คนที่โลกดูหมิ่น สมัยพระเยซูเราเห็นชัดว่า พระองค์ทรงเป็นเพื่อนกับคนบาป คนเก็บภาษี ทรงคุยกับหญิงชาวสะมาเรียที่ใคร ๆ ดูหมิ่น  ทรงเชิญพระองค์เองไปบ้านของศักเคียสที่ใคร ๆ รังเกียจ.. นี่คือความจริง 

โรม 5:9
คิดดูว่า พระเจ้าทรงรักเรา ทั้งที่เราเป็นศัตรูตัวฉกาจของพระองค์  พระองค์จะทรงรัก สนิทสนมกับเรามากขึ้นเพียงไหน หากเราได้เป็นคนที่ถูกต้องกับพระองค์ กลายเป็นลูกของพระองค์ เพราะโอกาสที่พระองค์ให้เรา เชื่อ วางใจ รับพระองค์พระองค์ต้องให้พระบุตรสุดที่รักของพระองค์มา
สิ้นพระชนม์ หลั่งพระโลหิต รับความบาปของมนุษย์บนพระกายของพระองค์ จะพ้นจากพระพิโรธได้ก็ต้องผ่านการสละชีิวิตของพระบุตร!

โรม 5:10
พระบุตรของพระเจ้าไม่ได้แค่สิ้นพระชนม์ สละพระโลหิตเพื่อให้เราได้พ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าเท่านั้น แต่.. พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาด้วย เราจึงไม่ได้ติดอยู่กับพระเจ้าที่สิ้นชีพแต่เราวางใจพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  ยังมีผู้เชื่อพระเจ้าบางท่านยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ว่า การคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งของการสิ้นพระชนม์ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่บอกว่าพระองค์ทรงชนะความตายเพื่อเราแล้ว

โรม 5:11 
ด้วยความรักเต็มพระทัยที่พระเยซูทรงมีต่อพระบิดาพระเยซูจึงทรงลงมาในโลก และแม้พระองค์ไม่ทรงยินดีกับการขึ้นไปสิ้นพระชนม์อย่างน่าอับอายอย่างไม่เป็นธรรม แต่.. พระเยซูทรงยอมเชื่อฟังพระบิดาจนถึงความตายที่กำหนดมาไว้ให้ตั้งแต่ต้นแล้ว … ฟีลิปปี 2:8 บอกชัดเจนในเรื่องนี้พระบุตรที่ทรงเป็นพระเจ้า และเป็นมนุษย์ในองค์เดียวกัน ต้องมารับโทษบาปเลวทรามของเราทุกคนเพื่อจะให้เราพ้นพระพิโรธพระบิดา 

โรม 5:12-13
บาปเข้ามาในโลกผ่านอาดัม …ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องเจอกับความตาย ไม่เว้นสักคน (เพราะอย่างไรทุกคนก็ทำบาป) ท่านเปาโลเน้นว่า มีบาปอยู่แล้วทั้ง ๆ ที่บทบัญญัติยังไม่เกิดด้วยซ้ำ  ดังนั้นใคร ๆที่ทำบาปช่วงอาดัมถึงโมเสสจึงถือว่า ไม่ได้ละเมิดบัญญัติแต่ยังต้องเผชิญกับความตาย   แต่บัดนี้มีบทบัญญัติที่บอกความจริงเรื่องบาปของมนุษย์ไม่มีใครกล่าวได้เลยว่า ฉันไม่มีบาป (1 ยอห์น1:8)

โรม 5:14
การมีบทบัญญัติเพียงแค่แจ้งว่า มนุษย์เราได้พลาดจากเป้าหมายของพระเจ้าด้วยพฤติกรรม ความคิดอะไรบ้าง   บทบัญญัติของโมเสสไม่ได้ช่วยให้มนุษย์รอดได้ ไม่มีพลัง เป็นเหมือนคุณครูที่คอยบอกให้เห็นปัญหาของมนุษย์  เราเห็นชัดจากอาดัมว่า มนุษย์นั้น ตกอยู่ในความบาปก่อนที่จะมีบทบัญญัติ มนุษย์ที่มีผิด และบาปจึงตายเหมือนกับอาดัมที่ทำผิดและบาป  ที่ว่าค่าจ้างหรือผลของความบาปคือความตายนั้น เริ่มที่อาดัม   

โรม 5:15
ของประทานที่ทรงให้เปล่า ๆ แตกต่างจากบาปของอาดัมอย่างสิ้นเชิง อาดัมส่งความตาย  พระเยซูส่งชีวิต อาดัมให้ความมืด พระเยซูให้ความสว่างแต่หากคนมากมายต้องตายเพราะการละเมิดของคนเดียว  ดังนั้น พระคุณจากพระเจ้า และพระคุณจากพระเยซูคริสต์บุรุษอีกท่านก็จะทำให้คนมากมายได้รับชีวิตอย่างท่วมท้น  ท่านเปาโลตั้งใจเขียนย้ำเรื่องราวเหล่านี้ในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้พี่น้องได้เข้าใจแจ่มแจ้ง

โรม 5:16
คำว่าการตัดสินลงโทษนี้ มีอยู่สามครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ คือข้อนี้ ข้อ 18 และ 8:1  (κατάκριμα คาตาคริมา ) หมายความถึง การลงโทษที่ผ่านการพิจารณาคดีมาก่อนแล้ว  เมื่อเราต้องเผชิญกับการลงโทษดังกล่าว พระเยซูกลับประทานของประทานที่ให้เปล่าซึ่งส่งผลให้เกิดการตัดสินว่าพ้นผิด นั่นคือกลายเป็นคนเที่ยงธรรม ถูกต้องกับพระเจ้า เป้าหมายของของประทานที่ให้เปล่านั้นคือผู้รับจะมีชีวิตที่ถูกต้องกับพระเจ้า

โรม 5:17
การเข้ามาแก้ปัญหาโทษบาป และบาปที่ติดตัวมนุษย์นั้น เป็นการแก้ปัญหาที่มีพระเยซูคริสต์องค์เดียวเท่านั้นที่จะทำได้ และพระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะทำเพื่อพระบิดา และชาวโลกที่พระบิดาทรงรักและเป็นห่วงมาก พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อจะเป็นที่สรรเสริญ เป็นที่ถวายพระเกียรติ แต่เมื่อพวกเขาสูญเสียสภาพที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยพระเจ้าก็ไม่ทรงทอดทิ้ง แต่ทรงหาทางแก้ปัญหาบาปให้พวกเขากลับมาเป็นคนของพระองค์ได้

โรม 5:18
พระเยซูเป็นตัวแทนแห่งชีวิต การกระทำของอาดัมทำให้มนุษย์เก็บเกี่ยวความชั่วร้าย และพวกเขาก็เลือกทำความชั่วต่อไป จะเห็นว่าแค่ลูกชายของอาดัมก็ทำผิดต่อเนื่องโดยฆ่าน้องตนเอง และโลกก็เลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งพระเยซูเสด็จมา  

โรม 5:19
พระบุตรผู้บริสุทธิ์ทรงลงมาแก้ปัญหาที่มนุษย์คนใดก็ทำไม่ได้ นั่นคือ เพื่อโลกจะกลับมามีสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าเหมือนอย่างครั้งที่ทรงสร้าง
อาดัมและเอวามาตั้งแต่ต้น  เพื่อมนุษย์จะไม่ตกในสภาพที่ขาดจากพระเจ้าตลอดไป  มนุษย์ผู้ที่ลงมาจากสวรรค์ท่านนั้น เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ท่ามกลางคนบาป ทรงถูกทดลองเหมือนพวกเขาแต่ไม่ได้ทรงแพ้บาปเหมือนมนุษย์ยังทรงสภาพไร้บาปตลอดชีวิต 

โรม 5:20-21
บทบัญญัติทำให้เราเห็นว่าเราทำบาปอะไรบ้าง ซึ่งแทบจะไม่มีข้อใดที่เราไม่ได้ละเมิดเลย …เราจึงเห็นบาปตัวเองท่วมท้นเมื่อเทียบกับบทบัญญัติ
แม้มนุษย์จะทำสิ่งดีมากมาย แต่ทุก ๆ วันก็ได้ทำบาปทวีขึ้น แต่ละวันที่ผ่านไป ก็สะสมบาปมากขึ้นแต่พระคุณของพระเจ้าไม่ได้ลดน้อยถอยลงไป
พระคุณของพระเจ้าเผชิญกับบาปของมนุษย์ และเอาชนะบาปเหล่านั้นด้วยพระโลหิต ด้วยพระชนม์ชีพของพระบุตรเอง 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 5
1* อิสยาห์ 32:17; เอเฟซัส 2:14
2* เอเฟซัส 2:18; 3:12; 1โครินธ์  15:1; ฮีบรู 3:6
3* มัทธิว 5:11-12; ยากอบ 1:3
4* ยากอบ 1:12
5* ฟีลิปปี 1:20; 2 โครินธ์ 1:22;
6* โรม 4:25; 5:8; 8:32



8* ยอห์น 3:16; 15:13
9* เอเฟซัส 2:13; 1 เธสะโลนิกา 1:10
10* โรม 8:32; 2 โครินธ์ 5:18; ยอห์น 14:19
11* กาลาเทีย 4:9
12* 1โครินธ์ 15:21; ปฐมกาล 2:17
13* 1 ยอห์น 3:4

14* 1โครินธ์ 15:21-22
15* อิสยาห์ 53:11
18* อิสยาห์ 53:11-12; 1โครินธ์ 15:21, 45 ; ยอห์น 12:32
19* ฟีลิปปี 2:8
20* ยอห์น 15:22; 1 ทิโมธี  1:14