มัทธิว 14 การเลี้ยงครั้งใหญ่

ประหารท่านยอห์น
1 ช่วงเวลานั้น เฮโรด เจ้าผู้ครองแคว้นกาลิลีได้ยินเรื่องของพระเยซู 2  จึงพูดกับเหล่าคนรับใช้ของเขาว่า “เขาผู้นี้น่าจะเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่คืนชีพจากตาย  เขาจึงมีฤทธิ์ทำการอัศจรรย์ได้ 3 ก่อนหน้านี้ เฮโรดได้จับกุมยอห์น และตรวนเขาไว้ในคุก  ที่เฮโรดทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะนางเฮโรเดียสที่เคยเป็นภรรยาของฟีลิป น้องชายของเฮโรดเอง
4 เป็นเพราะยอห์นได้กล่าวกับเฮโรดว่า “ที่ท่านแต่งงานกับนางนั้นเป็นการผิดบทบัญญัติ”
5 เฮโรดเองต้องการประหารยอห์นเสีย แต่ก็กลัวประชาชนเพราะพวกเขาถือว่า ยอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัส
6 ในงานวันเกิดของเฮโรด ลูกสาวของนางเฮโรเดียสได้เต้นรำต่อหน้าเฮโรดและแขกทั้งหลาย เป็นที่พอใจของเฮโรดมาก
7 ดังนั้น ท่านจึงประกาศสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ
8 เธอจึงทูลตามที่แม่ของเธอสั่งเอาไว้ว่า “ขอหัวของท่านยอห์นใส่ถาดมาเพคะ” 


9 แม้ว่าตอนนั้นกษัตริย์เฮโรดรู้สึกเป็นทุกข์ใจมาก แต่เป็นเพราะสัญญาไว้แล้วต่อหน้าแขกทั้งหลาย ท่านจึงบัญชาไปตามที่เธอขอ
10 ท่านส่งทหารเข้าไปตัดหัวยอห์นในคุก
11 และก็วางบนถาดมาให้หญิงสาว  เธอก็ส่งให้แม่ของเธอ 12 ศิษย์ของยอห์นได้มารับศพไปฝัง แล้วจึงไปรายงานเรื่องราวต่อพระเยซู 

พระเยซูทรงเลี้ยงคนมากกว่าห้าพันคน
13 เมื่อพระเยซูทรงทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับยอห์น พระองค์ก็ทรงลงเรือไปและไปยังที่เงียบสงบ เพื่อประทับเพียงผู้เดียว แต่ประชาชนก็ได้ยินอย่างนั้น พวกเขาจึงเดินตามไปหาพระองค์  14  เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ พระองค์ทรงเห็นประชาชนจำนวนมากรอพระองค์อยู่ พระองค์ทรงสงสารพวกเขา และทรงรักษาคนที่เจ็บป่วย 
15 พอถึงเวลาเย็น พวกศิษย์ก็มาหาพระองค์ทูลว่า “แถบนี้ห่างไกล ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย แล้วก็เย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงปล่อยให้ประชาชนกลับไปเถิดเพื่อพวกเขาจะได้ไปซื้ออาหารตามหมู่บ้านกันเอง
16 แต่พระเยซูตรัสตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาไป พวกเจ้าสิ  จงเลี้ยงอาหารเขาเถิด”
 17 พวกเขาทูลว่า “แต่เรามีแค่ขนมปังห้าก้อน กับปลาสองตัวเท่านั้น”
 18 พระเยซูตรัสว่า “เอามาให้เราเถิด”

 

19 แล้วพระองค์ตรัสให้ประชาชนเหล่านั้นนั่งลงบนพื้นหญ้า  ทรงหยิบขนมปังห้าก้อน กับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์มองฟ้าสวรรค์ ตรัสขอบคุณพระเจ้า
แล้วพระองค์ก็หักขนมปังส่งให้พวกศิษย์ พวกเขานำไปแจกให้กับประชาชน

20 คนทั้งหมดก็ได้กินและอิ่มเต็มที่ แล้วศิษย์ก็เก็บเศษที่เหลือได้อีกเต็มสิบสองตะกร้า  21 จำนวนประชาชนที่กินอาหารครั้งนั้นประมาณ  5000  คน โดยยังไม่ได้นับผู้หญิงและเด็ก!

พระเยซูดำเนินบนผิวน้ำ 

22 ทันทีหลังจากนั้น พระเยซูตรัสให้ศิษย์ของพระองค์ลงเรือข้ามทะเลสาบไปล่วงหน้าพระองค์  ส่วนพระองค์ทรงอยู่ต่อเพื่อส่งฝูงชนเดินทางกลับบ้านไป 23 หลังจากที่ทรงส่งพวกเขาแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาตามลำพังเพื่ออธิษฐาน เวลาค่ำ
พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นเพียงพระองค์เดียว 24 ขณะนั้นเรือก็ออกจากฝั่งไปไกลมาก  เรือถูกคลื่นลมซัดไปเพราะมุ่งหน้าต้านลม
25 ในช่วงยามที่สี่ของกลางคืน (ระหว่างตีสามถึงหกโมงเช้า)  พระเยซูดำเนินบนผิวน้ำทะเลสาบไปหาพวกศิษย์
26  เมื่อพวกศิษย์เห็นพระองค์ดำเนินบนผิวน้ำเช่นนั้น พวกเขาก็กลัวมาก ตกใจร้องว่า “เป็นผีนี่นา!”
ต่างร้องกันขรมเพราะกลัว
 27 แต่พระเยซูตรัสทันทีว่า “ใจกล้าเข้าไว้ นี่เป็นเราเอง อย่ากลัวไปเลย” 
28 เปโตรทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์จริง  ขอทรงบัญชาให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำไปหาพระองค์เถิด”
29 พระเยซูตรัสว่า “มาสิ”  เปโตรจึงลงจากเรือและเดินไปบนผิวน้ำ ตรงไปหาพระเยซู
 30 แต่แล้ว เมื่อเขาเห็นลมพัดแรง เขาก็ตกใจและตัวเริ่มจมลง เขาตะโกนว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย!!”


31 พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์จับเขาไว้ได้ทันที พระเยซูตรัสว่า “เจ้ามีความเชื่อน้อยนิด เจ้าสงสัยทำไมกัน?”
32 เมื่อทั้งสองขึ้นเรือแล้ว ลมที่พัดอยู่ก็สงบลง
33 ศิษย์ที่อยู่ในเรือก็ก้มลงกราบนมัสการพระเยซู พูดกันว่า “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแน่นอน!”

การรักษาโรคที่เยนเนซาเรท
34เมื่อข้ามฟากไป พวกเขาก็มาถึงฝั่งที่แคว้นเยนเนซาเรธ
35 พอประชาชนที่นั่นจำพระเยซูได้ ก็ส่งข่าวไปบอกคนอื่น ๆ แถบนั้นว่า พระเยซูเสด็จมา  และพวกเขาก็พาคนเจ็บป่วยมาหาพระองค์ 
36 พวกเขาทูลขอเพียงแตะชายเสื้อคลุมของพระองค์  แล้วทุกคนที่แตะก็หายป่วย (กันดารวิถี 15:38-39)

อธิบายเพิ่มเติม

เรื่องการสั่งตัดหัวท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมามีบันทึกในมาระโก 6:14-29 และลูกา 9:7-9 ด้วย เฮโรดที่ออกคำสั่งผู้นี้ คือ เฮโรด แอนทิพาส ผู้ปกครองแคว้นกาลิลี  ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ปกครองสี่คน (ลูกชายสี่คนของเฮโรดมหาราชคนที่สร้างพระวิหาร)ที่โรมส่งมา  ในข้อ 9 มัทธิวเรียกเฮโรดว่า เป็นกษัตริย์
14:1-2  เฮโรดผู้นี้ สนใจ อยากพบพระเยซูมาก เพราะเขาได้สั่งประหารท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมา และเขาสรุปเอาเองว่า พระเยซูเป็นยอห์นคืนชีพมา… เหตุผลคือ เขาได้ข่าวมาว่า พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์มากมาย  ที่เขาอยากพบพระเยซูอาจเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้  นั่นคือ การที่เขาสั่งประหารท่านยอห์นจากปากของตัวเอง จากนั้นมัทธิวได้ย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวังของเฮโรด
14:3-8 เรื่องของเฮโรเดียสค่อนข้างสับสน  เธอเป็นลูกสาวของลูกชายเฮโรดมหาราช และแต่งงานกับฟิลิปน้องชายเฮโรดซึ่งเป็นเหมือนน้าชายของเธอ      แต่ก็ถูกเฮโรดแอนทิพาส น้าชายคนพี่ชวนมาแต่งงานกับเขา สำหรับยิวแล้วเป็นการผิดทั้งเรื่องการแต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิด และยังเป็นขู้อีกด้วย ยอห์นจึงเตือนเฮโรด ตรงไปตรงมา เฮโรดไม่พอใจแต่ก็ยังรั้งตัวเองไว้ เพราะกลัวไม่เป็นที่พอใจของประชาชนที่นิยมท่านยอห์น  พวกเขาเห็นว่าท่านยอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัสที่เพิ่งมาปรากฏตัวหลังจากที่พระเจ้าไม่ได้ส่งผู้รับใช้อย่างนี้มานานหลายร้อยปี 

สิ่งที่เฮโรดทำได้คือการสั่งจำคุกยอห์น ซึ่งน่าจะเป็นการยุยงจากนางเฮโรเดียสด้วย  จากที่มาระโกบันทึกเอาไว้ พอจะประมาณได้ว่าเป็นอย่างนี้ ที่จริงเธอถึงขนาดต้องการ ฆ่าท่านยอห์น อาฆาตท่านมาก ดูสิว่า ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวขนาดไหน  
วันเกิดของเฮโรด ก็ต้องมีงานเลี้ยง มีผู้ชายเยอะก็ต้องมีผู้หญิงเต้นรำ ซาโลเมคือสาวน้อยที่เป็นลูกสาวนางเฮโรเดียสกับฟีลิป เท่ากับเป็นหลานสาวของเฮโรด ก็มาเต้นรำทำให้ทั้งเฮโรดและแขกเหรื่อพอใจเหลือเกิน ชมกันทั้งงาน  เฮโรดก็ทั้งเมา ทั้งบันเทิง อดไม่ได้ที่จะอวดอ้างในงานว่าจะให้ทุกอย่างที่ต้องการ ถึงครึ่งอาณาจักรที่ครองอยู่ 

ซาโลเมก็เป็นลูกแสนดี ถามท่านแม่ แม่ได้ทีให้ขอหัวท่านยอห์น   … เห็นความโหดของทั้งแม่และลูกคู่นี้ไหม? อะไรทำให้ทั้งสองกล้าได้ขนาดนี้ ?

14:12 ด้วยความโศกเศร้าอย่างมาก พวกเศิษย์ของท่านยอห์นมาขอศพท่านไปเก็บไว้ในถ้ำ (มาระโก 6:29 )  เป็นศพที่ไร้ศีรษะ  นี่คือจุดจบของท่านยอห์น ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาเตรียมทางเพื่อพระเมสสิยาห์  การตายเช่นนี้ เป็นการตายเพราะท่านกล้าที่จะพูดเพื่อให้เฮโรดไม่ทำสิ่งที่ผิด แต่แล้ว ก็ต้องจบชีวิตของท่าน 

ระหว่างสองเหตุการณ์?
14:13 เชื่อว่า พระเยซูทรงทราบเรื่องนี้ก่อนที่ศิษย์จะมาทูลรายงานอยู่แล้ว  และพระองค์ทรงรู้สึกสะเทือนพระทัย ไม่อาจที่จะอยู่กับผู้คนได้  การที่คนของพระเจ้าถูกฆ่าโดยคนทรามเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าเองทรงรู้สึก (แบบที่เรามนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้
สดุดี 116:15 กล่าวว่า ความตายของวิสุทธิชนของพระยาห์เวห์มีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์) พระองค์ทรงแยกไปจากผู้คนเพื่อ ไปอยู่ตามลำพังกับพระบิดา  ทรงลงเรือไป แต่มีบางคนเห็นจึงพากันบอกต่อ  ในช่วงเวลาอย่างนั้น ประชาชนก็ไม่ได้สนใจอะไร พวกเขาต้องการพบพระองค์ ต้องการความช่วยเหลือ  พวกเขาถึงขนาดว่า ไปรอเลยว่า พระองค์จะขึ้นฝั่งตรงไหน
14:14  ถึงจะสะเทือนพระทัย และปรารถนาจะอยู่ผู้เดียวขนาดไหน เมื่อทรงขึ้นฝั่งมา พระองค์ก็ทรงเห็นความทุกข์อยู่ข้างหน้า  ก็ทรงเมตตา สงสาร และทรงรักษาพวกเขาทันที
และเมื่อเราดูในข้อต่อไป พบว่า พระองค์ทรงใช้เวลาอยู่กับพวกเขานานมาก 

งานเลี้ยงมากกว่าห้าพันคน
14:15-16   คนที่หายโรค  คนที่ตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ที่มองเห็น คนเดินได้  คนที่ได้ยิน คนที่พูดได้  คนที่พามาเห็นการอัศจรรย์  พวกเขายังไม่ได้อยากไปไหน แต่ขอฟังพระองค์ผู้ทรงทำการยิ่งใหญ่นี้ บอกเรื่องของแผ่นดินของพระเจ้าอย่างที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน พวกเขาอยู่จนเย็น  ลืมไปว่าตัวเองออกมาไกลบ้านมาก  ศิษย์ของพระเยซูเริ่มกังวลเพราะคนจำนวนมากเหล่านี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย  เขาเสนอพระเยซูว่า ปล่อยให้ประชาชนกลับบ้านได้แล้ว เพราะจะได้ไปหาอาหารตามทาง
แต่พระเยซูกลับทรงให้พวกศิษย์ คิดหาทางเลี้ยงอาหารเขา แทนที่จะปล่อยประชาชนไปอย่างหิวโหย พระเยซูไม่ทรงทำเช่นนั้น แต่ทรงสั่งพวกศิษย์ให้ทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้
14:17-21 จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อมีแค่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว เป็นไปได้เมื่อพระเยซูได้รับขนมปังกับปลาไม่กี่ชิ้น  พระองค์ทรงหยิบมันขึ้นขอบคุณพระบิดา จากนั้นก็ทรงหักขนมปัง และทรงยื่นปลาให้พวกศิษย์
ทรงทำไปเรื่อย ๆ ราวกับว่า ทุกสิ่งออกมาจากพระหัตถ์ที่เป็นเครื่องผลิตอาหาร!! จนกระทั่งทุกคนได้กินจนอิ่ม ชาย 5,000 คนพร้อมผู้หญิงและเด็ก
เราก็คงต้องเดาว่าน่าจะเกินหนึ่งหมื่นคน  ครอบครัวหนึ่ง ๆ น่าจะมีเด็กไม่ต่ำกว่าสองหรือสามคนมาด้วย 

พายุท้าทายความเข้าใจ
14:22- 33 เราจะได้ยินคำเทศนาที่บอกว่า พวกศิษย์กำลังเจอลมแรง  เรือต้านลมอยู่ พระเยซูก็เสด็จเดินบนน้ำมาหาพวกเขา  พวกเขาตกใจประมาณไปเองว่า เป็นผี  แต่เมื่อเปโตรมองพระเยซูเขาขอเดินแบบพระองค์บ้าง เขาก็เดินบนน้ำได้ แต่เมื่อเห็นคลื่นลมแรง เขาก็ตกใจ เหมือนกับเราที่เจอ ไม่ว่าจะเป็นพายุในการทำงาน สุขภาพ ครอบครัว ฯลฯ ดังนั้น ในชีวิตของเรา  เราต้องยึดมั่นในพระเจ้าไม่ว่าพายุของชีวิตจะมาเพียงไหน … และเมื่อพลาด ก็ขอพระเจ้าช่วย เราต้องมีความเชื่อให้มาก 
แต่ตอนนี้ เราขอมาโฟกัสที่ข้อสรุปของศิษย์ 
สำหรับพระคัมภีร์ตอนนี้ที่มัทธิวได้บันทึกไว้ให้เรา  อย่างหนึ่งที่ชัดเจนทำให้พวกศิษย์สรุปว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
เป็นเพราะอะไร ทำไมการดำเนินบนน้ำของพระเยซูทำให้พวกเขาสรุปอย่างนั้น?
…​เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีอำนาจเหนือธรรมชาติได้แบบนี้
และยังมีข้อพระคำที่พวกเขาน่าจะเคยอ่านมาแล้ว
พระองค์แต่ผู้เดียวที่ทรงคลี่ฟ้าสวรรค์ออกและทรงย่ำเหนือคลื่นทะเล โยบ 9:8  พระมรรคาของพระองค์ผ่านทะเลทางของพระองค์ผ่านห้วงน้ำหลากแม้ไม่เห็นรอยพระบาทของพระองค์ สดุดี 77:19

การดำเนินบนน้ำของพระเยซูจึงพิสูจน์ให้พวกเขารู้ว่า ทรงเป็นพระเจ้าแน่นอน  จากข้อสรุปของเขาทำให้เรารู้ว่า ก่อนหน้านี้ พวกเขาน่าจะคิดว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระดำรัสอย่างท่านยอห์น  พวกเขาประเมินพระองค์ต่ำกว่าความเป็นจริง  แม้พระองค์จะทรงบอกพวกเขา ก็ยังมีบางคนสงสัยอยู่  ต่อมาในมัทธิว 16 เราจะเห็นว่า เปโตรยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมมาเพื่อช่วยโลกให้รอด  แต่… ก็ยังเป็นพระเมสสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าแบบที่พวกเขาเข้าใจไปเองว่า จะทรงเป็นนักรบที่ปลดปล่อยเขาจากโรมซึ่งครอบครองอิสราเอลในขณะนั้น

การรักษาโรคที่เยนเนซาเรท
14:34-36 พวกเขาข้ามฟากไปถึงแคว้นเยนเนซาเรธซึ่งเป็นเขตของเฮโรด แอนทีพาสที่สั่งประหารยอห์น  ในหนังสือยอห์น 6:21 กล่าวว่า หลังจากที่ขึ้นเรือไปแล้ว เรือก็ไปถึงฝั่งทันทีเลย
เป็นอัศจรรย์ซ้อนอัศจรรย์   เขตแดนนี้  อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคาเปอรนาอุม 
ผู้คนต่างมาหาพระองค์ และพวกเขาขอเพียงแตะชายเสื้อคลุมของพระองค์  แค่นั้นพวกเขาก็หายป่วย. ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อของประชาชนนั้น ช่างเต็มล้น มากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับศิษย์ของพระองค์ในเช้ามืดวันนั้น
เราจะเห็นการใช้ชีวิตของพระเยซูในช่วงนี้ว่า พระองค์ทั้งทรงอยู่กับศิษย์อย่างใกล้ชิด และพระองค์ก็ทรงอยู่กับประชาชน แต่พระองค์ไม่เคยห่างหายไปจากพระพักตร์พระบิดาและทรงอยู่กันตามลำพังเสมอ

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 14
1* มาระโก 6:14-29
3* ลูกา 3:19-20
4* เลวีนิติ 18:16; 20:21
5* ลูกา 20:6
13* ยอห์น 6:1-2
14* มาระโก 6:36
15* ลูกา 9:12

19* มัทธิว 15:36; 26:26
23* มาระโก 6:46; ยอห์น 6:16
26* โยบ 9:8
27* กิจการ 23:11; 27:22, 25,36
31* มัทธิว6:30; 8:26
33* สดุดี 2:7 
34* มาระโก 6:53
36* มาระโก 6: 5:24-34; ลูกา 6:19

โรม 10 ทุกคนต้องรับด้วยปากเชื่อด้วยใจ

โรม 10:1-2
พี่น้องชายหญิงทั้งหลายสิ่งที่ข้าต้องการมากที่สุดและที่ข้าอธิษฐานต่อพระเจ้าคือ ขอให้ชาวอิสราเอลทุกคนได้รับความรอด ข้าเป็นพยานเรื่องพวกเขาได้ว่าพวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะติดตามพระเจ้า แต่ ไม่ได้ทำอย่างถูกวิธีตามความรู้ที่แท้จริง

โรม10:3-4
เพราะเขาไม่รู้ความเที่ยงธรรมที่มาจากพระเจ้า แต่พวกเขาตั้งวิธีการที่จะเป็นคนเที่ยงธรรมด้วยตนเอง 
โดยไม่รับความเที่ยงธรรมของพระเจ้า พระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของบทบัญญัติ คือทุกคนที่เชื่อพระองค์จะเป็นคนเที่ยงธรรม 


โรม10:5
โมเสสได้เขียนถึงการที่มนุษย์จะมี
ความเที่ยงธรรมได้โดยการทำตามบทบัญญัติ
ท่านกล่าวว่า “คนที่เชื่อฟังทำตามบทบัญญัติจะมีชีวิตด้วยบทบัญญัตินั้น (เลวีนิติ  18:5)


โรม 10:6-7
แต่พระคัมภีร์กล่าวถึงความเที่ยงธรรมจากความเชื่อนั้นกล่าวว่า อย่านึกในใจว่าใครจะขึ้นไปสวรรค์? (คือนำพระคริสต์ลงมา?) หรือใครจะลงไปนรก? (คือนำพระคริสต์ขึ้นมาจากความตาย?)”

โรม 10:8-9
แต่พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากอยู่ในใจของท่าน คือ ถ้อยคำแห่งความเชื่อซี่งเรากำลังประกาศ ถ้าท่านยอมรับด้วยปากของท่านว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงทำให้พระเยซู ทรงคืนชีพจากความตายท่านจะรอด

โรม10:10-11
ท่านได้รับการประกาศว่าเป็นผู้เที่ยงธรรมเพราะท่านเชื่อด้วยใจ และท่านได้รับความรอดเพราะท่านยอมรับด้วยปาก ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า
“คนใดที่วางใจในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย”

โรม10:12-13
ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนอิสราเอลกับคนต่างชาติ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวงและประทานพรมากมายให้กับทุกคนที่วางใจในพระองค์ ตามที่
พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “ทุกคนที่ร้องเรียกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด”

โรม10:14-15
แต่ที่ผู้คนจะทูลขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเขา พวกเขาต้องเชื่อในพระองค์ ก่อนที่จะเชื่อใพระองค์ พวกเขาต้องได้ยินถึงพระองค์ก่อน ที่จะได้ยินถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ต้องมีใครบอกพวกเขาก่อน  ที่จะมีใครสักคนไปและบอกพวกเขา ก็ต้องมีคนส่งเขาไปก่อน ตามที่มีเขียนไว้ว่า (อิสยาห์  52:7)
“เท้าของผู้นำข่าวดีนั้นงามสักเพียงใด”

โรม10:16-17
ไม่ใช่คนอิสราเอลทุกคนจะตอบรับข่าวประเสริฐ เพราะอิสยาห์กล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าข้า ใครบ้างหรือที่เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเรา?” (อิสยาห์ 53:1)ดังนั้น ความเชื่อจึงมาจากการได้ยินข่าวประเสริฐ  เมื่อมีคนประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์

โรม10:18
แต่ข้าถามว่า จริงหรือที่เขาไม่ได้ยินข่าวประเสริฐ? 
ใช่ พวกเขาได้ยินตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า“มีเสียงออกไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก”
(สดุดี 19:4)

โรม10:19
ข้าถามอีกว่า “คนอิสราเอลไม่เข้าใจหรือ?  แน่นอน เขาเข้าใจทีแรกโมเสสกล่าวว่า เราจะทำให้คนที่
ไม่ใช่ชนชาตินี้ทำให้เจ้าอิจฉา เราจะใช้
ชนชาติที่ไม่เข้าใจทำให้เจ้าโกรธ”

โรม10:20-21
และอิสยาห์กล้าหาญที่กล่าวว่า“คนที่ไม่ได้แสวงหาเราได้พบเรา เราปรากฏแก่คนที่ไม่ได้ถามหาเรา”พระเจ้าตรัสถึงคนอิสราเอลว่า “ตลอดวันเวลา เรายื่นมือของเราออกมาให้แก่ชนชาติที่ไม่เชื่อฟังและดื้อด้าน” (อิสยาห์ 65:2) 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 10:1-2
คนอิสราเอลที่ท่านเปาโลกล่าวถึงนี้ คือคนที่มีความกระตือรือร้นในการติดตามพระเจ้า ในปัจจุบันจะมี 1คนอิสราเอลที่ติดตามบัญญัติอย่างสุดโต่ง
2 คนที่ไม่เอาพระเจ้าเลย 3 คนที่กลับใจมาเชื่อในองค์พระเยซูคริสต
์ คนกลุ่มหลังสุดนี้กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ พระเจ้าทรงนำพวกเขากลับมาอย่างมหัศจรรย์จะเห็นว่าในจดหมายท่านเปาโลชมด้วยว่ายิวทั่วไปต้องการติดตามพระเจ้าแต่ที่น่าเสียใจคือไม่ทำตามวิธีของพระเจ้า 

โรม10:3-4
การที่ใครคนหนึ่งจะเป็นคนเที่ยงธรรม หรือเป็นคนที่ถูกต้องกับพระเจ้า หรือพ้นผิดได้ ก็ต้องทำตามเงื่อนไขของพระเจ้า แต่มนุษย์ไม่ต้องการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาคิดหาวิธีการของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่า วิธีการของเขาไม่ได้ผล นี่คือมนุษย์ได้สร้างระบบความเชื่อ ศาสนาต่าง ๆ มาเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายใจมีที่ยึดเหนี่ยว มีที่ไปหลังจากตายแล้ว แต่พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของจักรวาล ทรงเป็นเจ้าของชีวิตทุกคนหน้า ..จึงต้องฟังพระองค์

โรม10:5
ท่านโมเสสกล่าวชัดเจนให้ทุกคนรู้ว่า ถ้าพวกเขาทำตามบทบัญญัติ ก็จะได้ชีวิต ได้ความเที่ยงธรรมจากการทำตามนั้น แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครจะได้ชีวิตและได้ความเที่ยงธรรมจากบัญญัติเลย เพราะอะไรเล่า?ก็เป็นเพราะไม่มีใครสามารถทำตามบัญญัติทุกข้อโดยไม่มีการพลาดเลย  ทุกคนมีความพลาดมาตั้งแต่เป็นเด็กมา อย่างน้อย บาปยอดนิยมก็คือทุกคนเคยโกหกกันมาแล้วทั้งนั้น

โรม10:6-7
เราจะเข้าใจพระคำตอนนี้ได้ก็ต้องย้อนไปที่ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:11-13 11 สิ่งที่ข้าพเจ้ากำชับท่านในวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหลือบ่ากว่าแรงหรือเกินเอื้อมสำหรับท่าน 12 ไม่ได้อยู่สูง ในฟ้าสวรรค์จนท่านต้องถามว่า “ใครจะขึ้นไปบนสวรรค์แล้วนำมาประกาศแก่เราเพื่อเราจะได้ปฏิบัติตาม?” 13 และไม่ใช่อยู่โพ้นทะเลจนท่านต้องถามว่า “ใครจะข้ามทะเลเพื่อนำมาประกาศแก่เราเพื่อเราจะได้ปฏิบัติตาม?”  (จากเล่มอมตธรรมร่วมสมัย)นั่นคือ ความเที่ยงธรรมจากความเชื่อไม่ได้อยู่ไกล จนเป็นนามธรรม ไกลจนไม่เข้าใจ สังเกตได้ว่าท่านเปาโลได้ใช้พระคัมภีร์เดิมหลายข้อในหนังสือโรมเพราะยิวที่มาเชื่อนั้นคุ้นเคยดี

โรม 10:8-9
(เฉลยธรรมบัญญัติ  30:14) การที่จะได้รับของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า “ความรอดพ้น”  นั้น คือการได้อยู่กับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในโลกนี้และหลังจากตายไปแล้ว  สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการรับด้วยปาก”พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อด้วยใจว่า “พระบิดาทรงทำให้พระองค์คืนชีพจากความตาย” เป็นสองสิ่งที่ดูง่าย แต่คนเป็นจำนวนมากกลับไม่ยอม พวกเขาต้องการวิธีที่ยากกว่า ต้องการวิธีที่เขาทำเองเพื่อได้มา

โรม10:10-11
 ฉะนั้นพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสดังนี้ว่า“ดูเถิด เราวางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยนเป็นศิลามุมเอกล้ำค่าเหมาะเป็นรากฐานอันมั่นคงผู้ที่วางใจจะไม่มีวันท้อแท้[ (อิสยาห์ 28:16) (อมตธรรมร่วมสมัย) เราเห็นชัดว่า ท่านเปาโลยังไม่ได้หลุดไปจากคำจากพระคัมภีร์เดิมเลย ท่านใช้ข้อความต่าง ๆ ที่ชาวยิวคริสเตียนรู้ดี มาทำให้พวกเขาเข้าใจว่า ผู้เผยพระดำรัสสมัยก่อนได้กล่าวถึงพระเยซูมาตั้งนานแล้ว  การที่เราแต่ละคนปฏิเสธพระองค์เท่ากับเป็นการหาความอับอายมาให้ตัวเอง 

โรม10:12-13
และทุกคนที่ร้องออกพระนามของพระยาห์เวห์จะรับความรอดจากโยเอล 2:32  ท่านเปาโลได้ยืนยันชัดเจนให้ผู้เชื่อชาวยิวไม่หลงตัวเองไปว่า พวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก จึงเป็นพวกเดียวที่มีสิทธิรับความรอดได้พระยาห์เวห์ในโยเอล คือองค์พระเยซูคริสต์เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของมนุษย์ทั้งปวงจึงทรงตอบคำอธิษฐานใครก็ตามที่ร้องเรียกหาพระนามของพระองค์ด้วยจริงใจ รับด้วยปากเชื่อด้วยใจ  พระเจ้าจะไม่ทรงเมินจากพวกเขา 

โรม10:14-15
พระคำข้อนี้จริง ๆ แล้ว เป็นวัฎจักร  คนที่ได้เชื่อจะกลายเป็นคนที่ออกไปในเวลาต่อมา พระเจ้าทรงใช้เราทุกคนให้เป็นคนที่ถูกส่งออกไป  เท้าของผู้นำข่าวดีท่านแรกคือ องค์พระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน คนต่อ ๆ มา จำนวนไม่น้อยที่ถูกเข่นฆ่าทรมานเพราะพวกเขายึดมั่นในพระองค์ผู้พลีชีวิตเพื่อพวกเขา  พระเจ้าทรงให้กำลังใจกับทุกคนที่ออกไป สิ่งที่งามสุดคือ เท้าของพวกเขา! เป็นเท้าที่นำความรอดไปสู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

โรม10:16-17
ท่านเปาโลรู้ดีว่า คนอิสราเอลจำนวนมากจะต้องได้ยินเรื่องพระเยซู องค์พระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดที่พระเจ้าทรงส่งลงมา แต่ก็มีจำนวนมากที่จะไม่ยอมรับพระองค์ ยังติดกับความคิดว่าว่าจะต้องทำตามบทบัญญัติให้ครบจึงจะรอด การรับด้วยปากเชื่อด้วยใจดูเหมือนง่ายไป  พวกเขายังคงทะนงตัวไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า
ข้อนี้ให้เราเห็นว่า การมีความเชื่อขึ้นมานั้น สร้างได้ พระเจ้าทรงให้เคล็ดลับกับเราแล้ว หากเราไม่มีความเชื่อ เราต้องมาฟังพระวจนะของพระเจ้า การได้ยินพระดำรัสของพระเจ้า พระวิญญาณทรงช่วยหนุนใจเราให้เรามีความเชื่อขึ้นมาได้! โดยฟัง ฟังแล้วฟังอีก เปิดใจกับพระคำนั้น และคิดไตร่ตรองพระคำตอนนั้น เข้ามาใกล้พระเจ้า เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง DP

โรม10:18
ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์ทรงบัญชาให้ผู้เชื่อออกไปประกาศพระกิตติคุณทั่วโลก โดยเริ่มจากเยรูซาเล็ม .. จนสุดปลายแผ่นดินโลก ในวันนี้ มีผู้รับใช้ของพระเจ้ามากมายทั้งส่วนตัว ทั้งเป็นองค์กร ทั้งเป็นคริสตจักรที่กลับเข้าไปยังประเทศอิสราเอลที่กำลังต่อสู้สงครามรอบด้าน
และปรากฎว่า มีคริสเตียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนชาวอิสราเอลได้ฟังเรื่องพระเยซูอย่างไตร่ตรองมากขึ้น ใช่แล้ว!! พวกเขากำลังได้ยินข่าวประเสริฐ

โรม10:19
(เฉลยธรรมบัญญัติ  32:21) ในสมัยของโมเสส  อิสราเอลได้ก่อกวนให้พระเจ้าทรงพิโรธจากการที่พวกเขาไปไหว้รูปเคารพพระองค์ทรงกริ้วเป็นอย่างมากที่พวกเขาพากันไปสร้างและกราบไหว้รูปเคารพไร้ค่า แทนที่จะเชื่อฟังพระองค์ ดังนั้นเมื่อเขามองว่า คนต่างชาติโง่เขลาพระองค์จะทรงทำให้คนที่พวกเขาเห็นว่าโง่เขลาได้รู้จักพระองค์ ติดตามพระองค์อย่างภักดี  แล้ววันหนึ่งอิสราเอลจะอิจฉาและโกรธมากที่พระเจ้าทรงแสนดีต่อคนต่างชาติ  

โรม10:20-21 พระเจ้าทรงตั้งพระทัยมานานแล้วว่า พระองค์จะให้ชาวโลก ชาติต่าง ๆ ได้มาพบพระองค์ เราเห็นจาก
คำกล่าวของอิสยาห์ และพระเยซูก็ได้ทรงยืนยันน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งถ้าย้อนกลับไป เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงตั้งพระทัยมาตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกเสียอีก (เอเฟซัส 1:4) พอเรารู้อย่างนี้ ก็ต้องขอบคุณพระเจ้ามาก เพราะว่าทรงเลือกอิสราเอลเพื่อให้เขาเป็นพระพร แต่สถานการณ์กลับเป็นว่า ชาติต่าง ๆ จะกลายเป็นพระพรต่ออิสราเอล 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 10
2* กิจการ 21:20
3* โรม  1:17; ฟีลิปปี 3:9
4* กาลาเทีย 3:24; 4:5
5* เลวีนิติ 18:5
6* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:12-14
7* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:13


8* เฉลยธรรมบัญญัติ 30:14
9* ลูกา 12:8
11* อิสยาห์ 28:16
12* โรม 3:22,29  ; กิจการ 10:36;
เอเฟซัส 1:7
13* โยเอล 2:32 ;กิจการ 9:14
14* ทิตัส 1:3

15* อิสยาห์ 52:7; นาฮูม 1:15
16* อิสยาห์ 53:1; ยอห์น  12:38
18* สดุดี 19:4
19* เฉลยธรรมบัญญัติ 32:21; ทิตัส 3:3
20* อิสยาห์ 65:1
21* อิสยาห์ 65:2