โรม 16 ฝากความคิดถึง

โรม 16:1-2 
ข้าขอแนะนำน้องสาวของเราคือ เฟบี เธอเป็นผู้ดูแลจัดการงานในคริสตจักรเมืองเคนเครีย ขอให้ท่านได้ต้อนรับเธอไว้ในฐานะที่เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามที่วิสุทธิชนของพระเจ้าควรได้รับ ขอให้ท่านช่วยเหลือเธอในสิ่งที่จำเป็นเพราะเธอได้ช่วยคนมากมายรวมทั้งตัวข้า

โรม 16:3-4
ขอฝากความคิดถึงมายังปริสคาและอาควิลลา ผู้ทำงานร่วมกับข้าในองค์พระเยซูคริสต์  ทั้งสองได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยชีวิตข้า ข้ารู้สึกขอบคุณทั้งสองมากไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้น แต่รวมถึงคริสตจักรต่างชาติก็ขอบคุณเขาเช่นกัน

โรม 16:5-6
ขอฝากความคิดถึงไปยังคริสตจักรที่ประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ฝากคิดถึงเพื่อนรักคือ เอเปนทัสซึ่งเป็นคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อพระคริสต์  ขอฝากความคิดถึงมายังมารีย์
ผู้ที่ทำงานหนักเพื่อท่าน

โรม 16:7-8
ฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสและยูเนีย เพื่อนยิวของข้าซึ่งเคยถูกจำจองด้วยกัน พวกเขาเป็นที่รู้จักดีในหมู่อัครทูต  และเป็นผู้เชื่อมาก่อนข้า ขอฝากความคิดถึงมายังอัมพลีอาทัส
เพื่อนที่รักในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:9-10
ฝากความคิดถึงมายังอูรบานัส ผู้ทำงานเพื่อพระคริสต์ร่วมกับเรา และฝากความคิดถึงมายังเพื่อนรักคือ สทาคิส ฝากความคิดถึงมายังอาเปลเลสผู้ที่ได้รับการทดสอบและพิสูจน์ตนว่า เขารักพระคริสต์อย่างแท้จริง ฝากความคิดถึงมายังทุกคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัส

โรม 16:11-12
ขอฝากความคิดถึงมายังเพื่อนชาวยิวของข้าคือเฮโรดิอิน  และฝากทักทายมายังครอบครัวของนาซิลสัสซึ่งอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอฝากความคิดถึงมายังตรีเฟนา และตรีโฟสาเพื่อนร่วมงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า  ขอฝากความคิดถึงมายังเปอร์ซิสเพื่อนรัก ผู้ที่ทำงานรับใช้พระเจ้าอย่างบากบั่น

โรม 16:13-14
ฝากความคิดถึงมายังรูฟัส ซึ่งเป็นคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือก  และคุณแม่ของเขาซึ่งเป็นเหมือนแม่ของข้าด้วย 
ขอฝากความคิดถึงมายัง อาสินครีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส
ปัทโทรบาสเฮอร์มาสและพี่น้องชายหญิงที่อยู่ด้วยกัน

โรม 16:15-16
ขอฝากความคิดถึงมายังฟีโลโลกัสและยูเลีย เนเรอัสกับน้องสาวของเขา และโอลิมปัสกับเหล่าพี่น้องชายหญิงผู้เชื่อที่อยู่กับเขา จงทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ คริสตจักรทุกแห่งของพระคริสต์ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายด้วย 

โรม 16:17
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าขอให้ท่านระมัดระวังคนที่พยายามก่อให้เกิดการแตกแยก และคนที่ทำให้พี่น้องหลงไปจากความเชื่อ พวกเขาต่อต้านคำสอนแท้จริงที่ท่านได้เรียนรู้มา ดังนั้นขออยู่
ห่างจากพวกเขา

โรม 16:18
เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้รับใช้พระคริสต์เจ้าของเรา แต่ทำสิ่งที่ตนเองพอใจเพื่อปากท้องตนเองเท่านั้น  พวกเขาใช้คำหวานและคำประจบประแจงเพื่อหลอกล่อคนอ่อนต่อโลก

โรม 16:19
ผู้เชื่อทั้งหลายได้ยินมาว่าท่านเชื่อฟังเป็นอย่างดี 
และข้าเองก็ยินดีเพราะพวกท่านแต่ข้าอยากให้ท่านเป็นคนฉลาดทำดีและไร้ตำหนิจากสิ่งที่ชั่วร้าย

โรม 16:20 
พระเจ้าผู้ทรงนำสันติสุขมาจะทรงปราบซาตานโดย
ขยี้มันให้อยู่ใต้เท้าของท่าน! 
ขอพระคุณของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราอยู่กับท่านเถิด

โรม 16:21-22
ทิโมธี ผู้ร่วมงานของข้า ส่งความคิดถึงมาด้วย รวมทั้งลูสิอัส ยาโสน และโสสิปาเทอร์ซึ่งเป็นเพื่อนชาวยิวของข้าก็ฝากความคิดถึงมาเช่นกัน ข้าเทร์ทิอัส ผู้เขียนจดหมายตามคำบอกของท่านเปาโล ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:23-24
กายอัส ได้ให้ข้าพเจ้าและทั้งคริสตจักรใช้บ้านของเขาประชุม เขาก็ส่งความคิดถึงมายังท่าน รวมทั้งเอรัสทัส เจ้าหน้าที่คลังของเมือง และควาร์ทัส พี่น้องของเราฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย(ขอพระคุณแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าทรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน)

โรม 16:25 
แด่พระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้ท่านมีความเชื่อเข้มแข็งในข่าวประเสริฐของข้า และเรื่องพระเยซูคริสต์ที่ได้ประกาศออกไป เป็นการเปิดเผยความลี้ลับที่ถูกปิดบังมานานตั้งแต่ก่อนโลกเริ่มต้น


โรม 16:26
แต่มาบัดนี้ได้เปิดเผยแก่ชาติต่าง ๆทั้งสิ้นผ่านคำเขียนของผู้เผยพระดำรัสตามพระบัญชาของพระเจ้าองค์นิรันดร์ เพื่อคนทุกชาติจะได้เชื่อและปฏิบัติตามพระคำของพระองค์

โรม 16:27
ขอถวายพระเกียรตินิรันดร์ แด่องค์
พระเจ้าผู้ทรงปัญญาแต่เพียงผู้เดียว
ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์! อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 16:1-2 
จดหมายของท่านเปาโลจบอย่างงดงามในบทสุดท้ายนี้ แม้จะมีความเห็นว่าเป็นจดหมายอีกฉบับ แต่เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของท่านเปาโลกับพี่น้องชายหญิงที่ร่วมกันรับใช้พระเจ้า คนแรกที่ท่านกล่าวถึงคือเฟบี ซึ่งชื่อของเธอนั้นทำให้รู้ว่าเธอน่าจะเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเชื่อพระเจ้า  ท่านเปาโลแจ้งให้พี่น้องทราบว่าเธอเป็นคนที่ช่วยเหลือคนอื่น และดูแลพี่น้อง ดังนั้น พี่น้องในคริสตจักรโรมควรต้อนรับ ดูแลเธอให้สมเกียรติ

โรม 16:3-4
ปริสคาและอาควิลลา เป็นคู่สามีภรรยาที่ทำงานร่วมกับท่านเปาโลในการดูแลพี่น้องคริสเตียน โดยที่ท่านพบทั้งสองในเมืองโครินธ์ และท่านพาทั้งคู่ไปยังเมืองเอเฟซัส และรับใช้ที่นั่น มีการเดินทางกลับไปโรม ซึ่งเป็นบ้านเดิมของทั้งสอง และต่อมาก็กลับมายังเอเฟซัสอีก   ปริสคาและอาควิลลาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ในการรับใช้เป็นที่พึ่งของคนจำนวนมาก  ท่านเปาโลแจ้งให้ทุกคนรู้ว่าทั้งสองเสี่ยงชีวิตเพื่อท่านมาก่อน

โรม 16:5-6
คริสตจักรยุคแรกนั้น ประชุมกันตามบ้านเป็นหลัก การตั้งเป็นคริสตจักรแยกออกจากบ้านนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง   แล้วท่านยังจำได้ถึงคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อ เป็นชายชื่อเอเปนทัส  ท่านยังจำได้ถึงมารีย์ที่รับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ทำงานหนักมาก ท่านเปาโลไม่ได้มีใจที่จะแบ่งแยกชายหญิงเลย ท่านมีความรู้สึกดี ๆ กับผู้รับใช้ ไม่เหมือนคนในสมัยของท่าน
ที่เหยียดผู้หญิงเป็นเพศที่ต่ำกว่า 

โรม 16:7-8
ถ้าเราอ่านชีวิตของท่านเปาโลในหนังสือกิจการเราจะพบว่า ท่านถูกทำร้าย ถูกให้ร้ายป้ายสี และถูกจำจอง ถูกคนจ้องฆ่าด้วย และในช่วงเวลาเหล่านั้นที่ท่านได้พบเพื่อนดี ๆ หลายคน  ท่านได้ไปพบเจอกับเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำจองในคุก ซึ่งเรื่องนี้แทนที่จะเป็นเรื่องที่เอามาเล่าแบบเจ็บใจ ท่านกลับดีใจที่มีเพื่อนจากเรือนจำด้วย   เวลาท่านกล่าวถึงเพื่อนคริสเตียนด้วยกัน เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมิตรภาพนั้นจริง ๆ 

โรม 16:9-10
อูรบานัส เป็นคนที่ทำงานรับใช้ด้วยกัน ส่วนสทาคิสเป็นเพื่อนรัก อาเปลเลสคงจะโดนการทดสอบแบบหนักหน่วง ทำให้ท่านเปาโลได้กล่าวว่า เขาได้พิสูจน์ตนว่ารักพระคริสต์จริง ๆ ด้วยความอดทนอย่างสูง ส่วนคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัสนั้น เป็นคนที่ท่านเปาโลรู้จักแทบทุกคน  แต่ท่านไม่ได้กล่าวคำคิดถึงชายคนนี้โดยตรง ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าเขาอาจเป็นแค่นายไม่ได้เป็นผู้เชื่อ ถึงอย่างนั้น คน
ในครอบครัว คงจะอธิษฐานเผื่อเขาจนเปาโลรู้จัก
โรม 16:11-12
แม้จะเขียนถึงชาวต่างชาติ แต่ยังคิดถึงเพื่อนชาวยิวที่อยู่ในโรมคือเฮโรดิอิน ครอบครัวคริสเตียนของนาซิลสัส ส่วนตรีเฟนา ตรีโฟสาน่าจะเป็นพี่น้องหญิง  ท่านยังจำได้ถึงเปอร์ซิสที่ทำงานรับใช้อย่างตั้งอกตั้งใจ สิ่งที่เราเห็นจากรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้แม้ว่าเราจะไม่รู้จักเขาเลย เราได้เห็นความเอาใจใส่ของเปาโลที่มีต่อพี่น้อง การรับใช้พระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเอาแค่สอน เทศนา แต่นี่เป็นการรับใช้อย่างใกล้ชิด และรู้จักกันเป็นส่วนตัว

โรม 16:13-14
ความสนิทสนมของพี่น้องกับท่านเปาโลมีชัดขึ้นตรงที่ท่านบอกว่า ฝากคิดถึงคุณแม่ของรูฟัส ซึ่งท่านนับเป็นเหมือนคุณแม่ของท่านด้วย  นี่เป็นภาพของคนที่รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง รูฟัสเป็นห่วงแม่ของเขาอย่างไร ท่านเปโตรก็เป็นเช่นนั้นรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งในการอธิษฐานของท่านเปาโล ท่านน่าจะอธิษฐานเผื่อพี่น้องตามรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ และยังมีพี่น้องในคริสตจักรเมืองอื่น ๆ ที่ท่านอธิษฐานเผื่อเป็นรายตัว

โรม 16:15-16
สองคนแรกน่าจะเป็นสามีภรรยาเพราะท่านเปาโลพูดถึงคู่กัน  ส่วนเนเรอัสมีน้องสาวที่เชื่อพระเจ้าโอลิมปัสก็ยังมีพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้เชื่อซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน  ท่านขอให้พวกเขาทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการทักทายแบบตะวันออกกลางจะมีการเอาแก้มชนกันทีละข้างคริสตจักรที่ท่านเปาโลอยู่ได้ฝากความคิดถึงมาด้วยแสดงว่ามีการรู้จักกันบ้างบางส่วนในหมู่พี่น้อง

โรม 16:17
เนื่องจากในโลกโบราณ มักจะมีคนเดินทางท่องไปในที่ต่าง ๆ และอ้างว่าตนเป็นครู อาจารย์ เข้ามาขอสอนในคริสตจักร หรือแม้แต่พี่น้องในหมู่ผู้เชื่อมีบางคนที่สอนไม่ตรงกับที่ท่านเปาโล หรือเหล่าอัครทูตได้สอนไว้ พวกนั้น พยายามให้เกิดการแตกแยก เพื่อจะได้แย่งพี่น้องเหล่านั้นไป   จึงต้องระวัง และอยู่ให้ห่าง ๆ ไม่เป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้พวกเขาพยายามทำลายความสามัคคีในหมู่พี่น้อง
(กาลาเทีย 1:8-9)

โรม 16:18
เหตุผลที่คนเหล่านี้ขอเข้ามาสอน และแย่งพี่น้องไปก็เพราะพวกเขาต้องการเงินนั่นเอง  คนพวกนี้เป็นคนที่พูดเก่ง สามารถล่อลวงผู้เชื่อใหม่ ๆ ที่ยังไม่ค่อยรู้พระคำหรือวิถีคริสเตียนเท่าไรนักตามประเพณีสมัยก่อนของตะวันออก กลางนั้น เมื่อมีคนเข้ามาสอนผู้เรียนก็จะให้เงินกับคนที่สอนยิ่งรู้สึกว่าสอนดี เป็นที่พอใจก็จะยิ่งให้มาก  ดังนั้นคนเหล่านี้จะใช้คำที่เรียกภาษาเราว่าอวย คือยกย่องพี่น้องเกินจริงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง  

โรม 16:19
แล้วท่านเปาโลก็จบด้วยว่า ได้ยินถึงการเชื่อฟังในเรื่องเหล่านี้ แสดงว่าพี่น้องคริสตจักรโรมก็รู้ตัวและมีการระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้พอสมควรทำให้ท่านเปาโลรู้สึกสบายใจ ยินดีกับพวกเขา สิ่งที่ท่านขอเพิ่มเติมจากพวกเขาก็คือ  พวกเขาต้องยืนหยัด และสามารถต่อสู้กับความชั่วร้ายที่คืบคลานเข้ามาในคริสตจักรได้ ท่านปรารถนาให้เขาทั้งเก่งทำดี ไร้มลทินจากบาปทั้งปวง 


โรม 16:20 
จากนั้น ท่านกล่าวถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำเพื่อ
พี่น้องซึ่งไม่ใช่กับพวกเขาในสมัยก่อนเท่านั้น แต่สำหรับเราในสมัยนี้ด้วยอ  พระเจ้าทรงปราบซาตานใต้พระบาทพระเยซูที่ไม้กางเขนตามที่ทรงสัญญาไว้ในปฐมกาล 3:15  ดังนั้น จะทรงปราบเหล่าครูที่เข้ามาหลอกลวงคนของพระองค์ และทุกคนที่ไม่เชื่อฟังและยอมตามพวกเขา  อย่าลืมว่า ไม่ใช่เราที่ปราบ แต่เป็นพระเจ้าทรงกระทำการที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยพระองค์เอง  

โรม 16:21-22
พบแล้ว! เราได้รู้แล้วว่า ท่านเปาโลเป็นผู้บอกคำเขียนในจดหมายให้เทร์ทิอัสเป็นผู้เขียน ซึ่งเขาก็ขอฝากความคิดถึงมายังพี่น้องพร้อมกับทิโมธีซึ่งเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของท่านเปาโล
เราเคยได้ยินเรื่องของยาโสนในหนังสือกิจการเป็นคนนำท่านเปาโลเข้าไปในเมืองเธสะโลนิกา ลองกลับไปอ่านดู เขาเป็นคนที่ซื่อตรงต่อพระราชกิจของพระเจ้า ค้นหาคนเหล่านี้ได้ใน กิจการ16:1; 13:1: 17:5: 20:4 

โรม 16:23-24
กายอัสผู้นี้ เป็นคนจากเมืองโครินธ์ 1 โครินธ์ 1:14 เป็นคนที่ต้อนรับท่านเปาโลในบ้านของเขา และยังให้พี่น้องได้มาร่วมประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ส่วนเอรัสทัสนั้น น่าจะเป็นคนที่ท่านเปาโลได้เลือกส่งไปรับใช้พระเจ้าพร้อมกับทิโมธีในมาซิโดเนีย(กิจการ 19:22)ส่วนควาร์ทัสนั้น เราไม่ได้พบชื่อของเขาในที่อื่นใด  เราได้เห็นว่า คนของพระเจ้ารักการรับใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นคริสตจักร 

โรม 16:25 แผนการแห่งความรอดของพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์นั้น ถูกปิดบังมานานหลายพันปี พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้ท่านเปาโลได้ทราบถึงแผนการนี้อย่างชัดเจนมากกว่าใคร ๆ  ท่านได้รับหน้าที่อธิบายความหมายของความรอดโดยพระเยซูคริสต์ ความหมายของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกาย เจ้าสาวของพระคริสต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่มีใครรู้ชัด จดหมายต่าง ๆ ของท่านเปาโลช่วยให้เราเข้าใจทุกอย่าง

โรม 16:26
ผู้เผยพระดำรัสในสมัยโบราณ ได้กล่าวคำของ
พระเจ้าตามที่พระองค์ทรงบัญชา แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างที่พวกเราเข้าใจกันในสมัยนี้  หลายอย่างยังเป็นปริศนาสำหรับพวกเขา การกลับไปอ่านพระคัมภีร์เดิม จะทำให้เรามีความเข้าใจในแผนการของพระเจ้าชัดขึ้นเพราะพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาทำให้ทุกอย่างที่พวกเขาได้กล่าวล่วงหน้าตามที่พระเจ้าทรงสั่งนั้นเกิดขึ้นจริง 

โรม 16:27
สุดท้ายของจดหมายทั้งเล่มถึงคริสตจักรโรม จบลงด้วยการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์  แผนงานของความรอดโดยส่งพระบุตรไปสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ดูเหมือนความพ่ายแพ้ แต่แล้วความตายไม่อาจยึดพระองค์ไว้ได้ พระเยซูทรงเอาชนะศัตรู ทรงประจานและพิชิตศัตรูด้วยไม้กางเขน ทรงคืนพระชนม์ซึ่งเป็นสิ่งที่ศัตรูคาดไม่ถึง นี่เป็นชัยชนะที่หักมุมโดยพระปัญญาของพระเจ้าที่ท่านเปาโลยกย่องสุดใจ

พระคำเชื่อมโยง

โรม 16
1* กิจการ 18:18
2* ฟีลิปปี 2:29; 1:27
3* กิจการ 18:2, 18, 26
5* 1 โครินธ์ 16:19; 15
7* กิจการ 1:13, 26; กาลาเทีย 1:22
13* 2 ยอห์น 1




16* 1 โครินธ์  16:20
17* กิจการ 15:1; 1 โครินธ์  5:9
18* ฟีลิปปี 3:19; โคโลสี 2:4
19* โรม 1:8; มัทธิว 10:16
20* โรม 15:33; ปฐมกาล 3:15; 1 โครินธ์  16:23

21* กิจการ 16:1; 13:1; 17:5; 20:4
23* 1 โครินธ์  1:14; กิจการ 19:22
24* 1 เธสะโลนิกา 5:28
25* เอเฟซัส 3:20; โรม 2:16; เอเฟซัส 1:9; โคโลสี 1:26; 2:2; 4:3
26* เอเฟซัส 1:9; โรม 1:5
27* ยูดา 25

โรม 15 ทรงครองเหนือชาติทั้งปวง

โรม 15:1-2
เราทั้งหลายที่มีความเชื่อแข็งแรงควรจะอดทนต่อความล้มเหลวของผู้ที่อ่อนแอกว่าและไม่ทำตามความพอใจของตนเอง เราแต่ละคนควรจะทำให้เพื่อนบ้านเป็นสุขเพื่อประโยชน์ของพวกเขา ช่วยให้พวกเขาเข้มแข็งในความเชื่อมากขึ้น

โรม 15:3
แม้พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงทำตามพระทัยของพระองค์เอง  ตามที่พระคัมภีร์เขียนว่า
“การที่พวกเขาสบประมาทพระองค์
นั้น เป็นการสบประมาทข้าพเจ้าโดยตรง”

โรม 15:4
ทุกสิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ เขียนไว้เพื่อสอนเรา เพื่อให้เรามีความหวังจากการที่เรามีความอดทน และรับ
กำลังใจจากพระคัมภีร์ 

โรม 15:5-6
ขอให้องค์พระเจ้าแห่งความอดทนและกำลังใจ ทรงช่วยให้ท่านมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกันตามพระประสงค์
ขององค์พระเยซูคริสต์ แล้วท่านจะได้มีใจเดียวกัน

โรม 15:7 
ขอให้ยอมรับกันและกัน
เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา
ซึ่งเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า 

โรม 15:8
ข้าพเจ้ากล่าวว่า พระคริสต์ได้มารับใช้คนที่เข้าสุหนัต  (คือคนอิสราเอล)เพื่อให้เห็นความซื่อตรงของพระเจ้าเพื่อให้เห็นว่า พระองค์ทรงรักษาคำสัญญาที่ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษทั้งหลาย

โรม 15:9
เพื่อคนต่างชาติจะได้สรรเสริญพระเจ้าเนื่องจากพระเมตตาของพระองค์  ตามที่มีเขียนไว้ว่า 
“ดังนั้นข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
ท่ามกลางคนต่างชาติ และร้องเพลง
สรรเสริญพระนามของพระองค์”(สดุดี 18:49)

โรม 15:10-11
พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“จงยินดีเถิดเหล่าคนต่างชาติ พร้อมกับประชากรของพระองค์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:43) พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“ชนชาติทั้งปวง จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ มนุษย์ทั้งหลาย จงยกย่องพระองค์เถิด  ” (สดุดี 117:1)

โรม 15:12
และอิสยาห์กล่าวด้วยว่า“รากแห่งเจสซี จะงอกขึ้น
พระองค์คือผู้ที่ขึ้นมาปกครองเหนือชาติต่าง ๆ  
และชนชาติทั้งหลายจะหวังใจในพระองค์

(อิสยาห์ 11:1,10)

โรม 15:13
ข้าอธิษฐานขอพระเจ้าผู้ประทานความหวังทรงเติมท่านด้วยความยินดีและสันติสุขอย่างบริบูรณ์  เพราะท่านวางใจในพระองค์แล้วท่านจะเต็มด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

โรม 15:14-15
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าเชื่อว่า ท่านเองเต็มด้วยความดี  และความรู้ทั้งสิ้น ท่านสามารถสอน ตักเตือนกันและกันได้ ถึง
อย่างนั้น ข้าได้เขียนมาถึงท่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเตือนถึงสิ่งที่ข้าอยากให้ท่านระลึกถึงเพราะพระเจ้าได้ประทาน
พระคุณแก่ข้า

โรม 15:16
โดยให้ข้าเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์สำหรับคนต่างชาติ ข้าได้รับใช้หน้าที่ปุโรหิตโดยสอนข่าวประเสริฐเรื่องพระเจ้า เพื่อว่าคนต่างชาตินั้นจะเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงรับ ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงชำระแล้ว

โรม 15:17-18
ดังนั้นข้าจึงภูมิใจในการงานที่ข้าได้รับใช้เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ข้าไม่กล้าพูดถึงสิ่งใดนอกจากพูดถึงสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำสำเร็จผ่านข้าในการนำคนต่างชาติมาเชื่อฟังพระเจ้า
พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าจากคำพูดและการกระทำของข้า

โรม 15:19 
เพราะพวกเขาได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ซึ่งสำเร็จโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า
ข้าได้ประกาศข่าวประเสริฐอย่างครบถ้วนตั้งแต่นครเยรูซาเล็ม
ไปจนถึงแคว้นอิลลีริคุม


โรม 15:20-21
ข้าปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศข่าวประเสริฐในสถานที่ซึ่งผู้คนไม่เคยได้ยินเรื่องของพระคริสต์ เพราะข้าไม่ต้องการ
ที่จะสร้างงานบนรากฐานที่ผู้อื่นได้วางไว้
ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  “เหล่าคนที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ยินถึงพระองค์ก็จะได้เข้าใจ”

โรม 15:22-23
นี่เป็นเหตุผลที่หยุดยั้งข้าหลายครั้ง
ที่ทำให้ข้ามาหาท่านไม่ได้ 
แต่บัดนี้ ข้าทำงานในแคว้นเหล่านี้สำเร็จแล้ว
เป็นเวลานานหลายปีทีเดียวที่ข้าเองตั้งใจจะมาหาท่าน


โรม 15:24-25
ข้าหวังว่าจะเยี่ยมท่านระหว่างที่เดินทางไปเสปน และเมื่อได้อยู่กับท่านสักพักอย่างสบายใจแล้ว ข้าก็หวังว่าท่านจะช่วยส่งให้ข้าเดินทางต่อไปด้วยแต่เวลานี้ ข้าจะไปยังนครเยรูซาเล็มเพื่อรับใช้วิสุทธิชนของพระเจ้า


    

โรม 15:26-27
ผู้เชื่อในแคว้นมาซิโดเนียและอาคายายินดีที่จะถวายเงินช่วยคนยากไร้ในหมู่วิสุทธิชนของพระเจ้าในนครเยรูซาเล็ม  พวกเขายินดีทำการดังกล่าว และยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพวกเขา คนต่างชาติที่ได้รับแบ่งพระพรฝ่ายวิญญาณจากยิว พวกเขาจึงจะแบ่งปันสิ่งของกลับไปเพื่อช่วยเหลือยิว

โรม 15:28-29
หลังจากที่ข้าพเจ้าทำงานนี้เสร็จและนำเงินถวายไปให้พวกเขาอย่างปลอดภัยแล้ว ข้าก็จะไปยังสเปนและแวะเยี่ยม
ท่านระหว่างทาง ข้ารู้ว่า เมื่อข้ามาหาท่าน
ข้าจะมาพร้อมกับพระพรของพระคริสต์อย่างเต็มบริบูรณ์

โรม 15:30
พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอร้องให้ท่านร่วมต่อสู้ รับใช้ด้วยกันกับข้า โดยการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อข้า
ขอให้ทำเช่นนี้  เพราะองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราและความรักที่พระวิญญาณประทานให้

โรม 15:31
ขอท่านอธิษฐานเพื่อข้าจะได้รับการช่วยกู้ให้พ้นจากคนที่ไม่เชื่อในยูเดียและการรับใช้ที่ข้านำมายังนครเยรูซาเล็ม
จะเป็นที่ยอมรับท่ามกลางคนของพระเจ้า ณ ที่นั่น

โรม 15:32-33
ข้าจะได้มาหาท่านด้วยความยินดีมาก ตามพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งท่านและข้าก็จะได้มีความสดชื่นไปด้วยกัน ขอองค์พระเจ้าแห่งสันติสุข ทรงประทับกับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 15:1-2
ความอดทนในที่นี้ของท่านเปาโล เป็นความรักอันจริงใจที่อดทนนาน เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ในโรม 12:9-13  และ โครินธฺ์ 13:4  การถ่อมตนนั้นมาพร้อมกับความรัก แต่ไม่ได้หมาย ความ ว่าปล่อยให้คนที่อ่อนแอมาควบคุมความเชื่อในพระเจ้าของเรา  ข้อนี้เป็นคำสั่งที่ตรงไปตรงมา แต่มีความซับซ้อนอีกหลายประการ ก่อนที่เราจะอดทน เราต้องรักก่อน ต้องเข้าใจว่า เราก็มีโอกาสผิดได้เหมือนเขา ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้โอกาสองค์พระวิญญาณทำการในใจทั้งสองฝ่าย

โรม 15:3
พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างของคนที่เข้มแข็งและทรงอดทนต่อมนุษย์ที่ทำบาป และอ่อนแอมาก พระองค์ทรงทำให้พระบิดาพอพระทัย ไม่ได้ทำตามพระทัยของพระองค์เองเลย  คริสเตียนทุกคนจึงมีหน้าที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าเพื่อสร้างพระกายของพระคริสต์ที่เต็มด้วยความรักเห็นใจ ไม่ทำตามใจของตน อดทนต่อเรื่องที่เป็นความเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้ผิดศีลธรรมของคนอื่น กุญแจคือ ทำตามพระคริสต์ !

โรม 15:4
ท่านเปาโลกำลังเขียนจดหมายให้พี่น้องใส่ใจอ่านพระคัมภีร์เดิมซึ่งชาวยิวยึดถือเป็นพระดำรัสของพระเจ้าเพื่อเขา ตอนนั้น ท่านยังไม่ทราบเลยว่าจดหมายของท่านจะได้มาเป็นส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ที่เราใช้กันอยู่  ในพระคัมภีร์เดิมเราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ใหม่ เราเห็นพระเจ้าผ่านองค์พระเยซูพระเยซูทรงทำให้มนุษย์ได้รู้จักว่า พระเจ้าทรงเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้ลบล้างพระคัมภีร์เดิม

โรม 15:5-6
การที่จะมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เสียงเดียวกันในการนมัสการพระเจ้า ถวายพระเกียรติพระองค์นั้นมีพื้นฐานอยู่ที่ความรักของพระเจ้า และความรักกันฉันพี่น้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเปาโลย้ำแล้วย้ำอีก ความอดทนที่จะเผชิญความทุกข์ยากซึ่งคริสเตียน
ยุคแรกต้องเจอนั้น ต่างต้องการกำลังใจจากกัน
และกันเป็นอย่างมาก … ชีวิตของชุมชนคริสเตียนแตกต่างจากชุมชนอื่นที่ไม่มีพระเจ้าอย่างชัดเจนถึงจะทุกข์ยาก แต่ก็อดทนและถวายพระเกียรติ!
โรม 15:7 
คำว่ายอมรับ นั้นอาจใช้ได้ในความหมายยินดีต้อนรับ ตอบรับ  ยอมรับอีกคนเข้าไปในใจ  ยอมฟังการมีมิตรภาพ ต้อนรับ ทั้งหมดนี้ไม่เท่ากับคำต่อไปที่ว่า เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา(ทั้งที่เราเป็นคนนิสัยแบบนี้ ไม่น่าคบแบบนี้) ท่านเปาโลไม่ได้เอาคนอื่นมาเป็นต้นแบบ แต่กลับเอาพระเยซูที่ทรงยอมรับเราทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนบาป พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา … ไม่มีอะไรจะพูดต่อ เพราะอึ้งกับคำสั่งนี้ … ทำได้ไหม??

โรม 15:8
พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อช่วยคนอิสราเอลที่หลงหายก่อนทรงยืนยันกับหญิงชาวคานาอันที่มาขอความช่วยเหลือในมัทธิว 15:24  นี่แสดงให้เห็นว่า พระเยซูทรงมาเพื่อคนอิสราเอล ..แต่เราอย่าลืมว่า ในแผนการของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงพอพระทัยให้อิสราเอลเป็นพระพรสำหรับคนทั้งโลก แต่เมื่อพวกเขาไม่รับพระองค์ ก็ทรงส่งคนของพระองค์ไปประกาศพระนามทั่วทั้งโลก คนที่มาเชื่อกลับกลายเป็นหนามยอกอกของอิสราเอลที่ทำให้พวกเขาอิจฉา และกลับมาหาพระองค์ในที่สุด

โรม 15:9
ใช่แล้ว พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของคนยิวว่า พวกเขาจะเป็นพระพรให้กับทุกครอบครัวในโลกนี้ แต่เขากลับเป็นพระพรแบบที่ไม่คาดฝันแทนที่จะเป็นพระพรตรง ๆ กลับกลายเป็นว่า พวกเขาไม่เชื่อพระองค์ พระเจ้าจึงทรงส่งพระเมตตาของพระองค์ไปยังคนต่างชาติ (โรม 11:11-12)คนต่างชาติทำให้อิสราเอลรู้สึกอิจฉา และกลับมาหาพระเจ้า ดังนั้น ทั้งยิวและคนต่างชาติที่เชื่อพระองค์จะได้ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ด้วยกัน 


โรม 15:10-11
ตอนที่เริ่มต้นคริสตจักรในโรมครั้งแรก ๆ นั้น
ผู้เชื่อส่วนใหญ่คือ คนอิสราเอลที่หนีออกมาจากบ้านเกิดและมาตั้งรกรากใหม่ในโรม คริสตจักรจึงมีพี่น้องยิวเป็นส่วนใหญ่ แต่แล้ว เมื่อมีการประกาศ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกคนต่างชาติในโรมมาเชื่อพระองค์ก็จึงเกิดความขัดแย้งในความคิดอย่างที่เราได้อ่านมาโดยตลอด แต่จากพระคัมภีร์เดิมทั้งสองข้อที่ท่านเปาโลอ้างถึง เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงมีแผนการเพื่อให้คนต่างชาติรอดมาตั้งแต่ต้น

โรม 15:12
ไม่พอ ท่านเปาโลยังอ้างถึงท่านอิสยาห์ที่กล่าวว่ารากแห่งเจสซี ซึ่งหมายถึงผู้หนึ่งในวงศ์วานของ ดาวิดที่จะมาครอบครองหัวใจของมนุษย์ทั้งหลายไม่เฉพาะคนอิสราเอลเท่านั้น และรากแห่งเจสซีผู้นี้ ก็คือ พระเมสสิยาห์ องค์ที่พระเจ้าทรงเจิมมาเพื่อเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ..พระเยซูคริสต์นั่นเอง! ในวันนี้ เราเห็นชัดว่า พระเจ้าทรงเมตตาต่อชนทุกชาติไม่เว้นชาติใดเลย แม้กระทั่งคนในชาติที่เป็นศัตรูกับพระองค์ ก็ไม่ได้พลาดพระเมตตานั้น

โรม 15:13
พระเจ้าแห่งความหวัง คือพระนามหนึ่งของพระเจ้าคนที่ไม่มีความหวังนั้นชีวิตหดหู่และเศร้ามาก ตรงข้ามกับชีวิตที่เต็มด้วยความยินดี และสันติสุขที่ได้มาจากพระองค์ ท่านเปาโลขอพระเจ้าให้พี่น้องวางใจพระองค์ … เพื่อว่าเมื่อวางใจแล้วจะมีความหวังว่าจะอยู่กับพระเจ้าทั้งวันนี้ และตลอดไป  เป็นความหวังที่ปรารถนาให้คนอื่น ได้มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน   คนที่รู้จักพระเจ้าจึงไม่หยุดที่จะเป็นพยานเพราะอดไม่ได้จริง ๆ 

โรม 15:14-15
ตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้เราเข้าใจสภาพของคริสตจักรโรม พวกเขามีความเข้าใจในเรื่องของพระเจ้า มีความประพฤติที่แตกต่างจากคนภายนอก  พวกเขาฟังกันและกันได้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่ควรเกิดขึ้นในคริสตจักรทุกแห่งท่านเปาโลไม่ได้แค่เตือนสติเหมือนกับที่เราได้อ่านมาเท่านั้น แต่ท่านมีคำชมเชยให้กำลังใจกับพวกเขาด้วย ครั้งนี้ท่านใช้คำ พี่น้องชายหญิงอย่างชัดเจนและท่านกำลังจะแจ้งบางเรื่องที่พระเจ้าทรงใช้ท่าน..

โรม 15:16
สิ่งที่ท่านเปาโลกำลังบอกพี่น้องคือ ท่านไม่ได้เป็นแค่ผู้รับใช้เพื่อพี่น้องชาวยิวหรืออิสราเอลเท่านั้แต่ท่านมีเป้าหมายสำคัญมากคือ การประกาศพระนามพระเจ้าให้กับคนต่างชาติ ท่านมองตัวเองว่าเป็นดั่งปุโรหิตที่สอนข่าวประเสริฐให้คนต่างชาติด้วย พี่น้องต้องเข้าใจว่า พระเจ้าทรงรับพวกเขาเช่นเดียวกัน  พวกเขาได้รับการช่วยเหลือ การชำระชีวิตจากองค์พระวิญญาณเช่นเดียวกับพี่น้องชนชาติอิสราเอล!

โรม 15:17-18
ความภูมิใจที่ท่านได้รับใช้พระเจ้าเพื่อคนต่างชาติเป็นสิ่งที่น่ายินดีด้วย เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียกให้รับใช้นั่นเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดในโลกเลย ..แล้วท่านเปาโลก็ได้บอกถึงความสำเร็จที่มีคนต่างชาติได้มาเชื่อพระเจ้า ทั้งจากคำพูดและการกระทำซึ่งทำให้เราเห็นตัวอย่างชัดเจนว่า การรับใช้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแค่พูด หรือแค่ทำ ต้องประกอบด้วยทั้งสองอย่าง ยิ่งกว่านั้น ท่านได้ยกความสำเร็จทั้งหมดว่าเป็นเพราะพระคริสต์ทรงทำผ่านท่าน

โรม 15:19
เมื่อเราอาจหนังสือกิจการ  เราจะเห็นราชกิจของพระเจ้าผ่านท่านเปาโลอย่างชัดเจน จากคนที่กดขี่ข่มเหงพระนามพระเยซู กลับกลายเป็นคนที่ต้องทนคนอื่นกดขี่ข่มเหงเพื่อพระนามนั้น ท่านได้ทำการอัศจรรย์ ทำหมายสำคัญ ด้วยฤทธิ์พระวิญญาณท่านทำทั้งในศาลาธรรมตามย่านตลาด แม้กระทั่งในศาลยุติธรรมของโรม  ความมั่นคงและความเข้าใจในข่าวประเสริฐของท่านนั้น ช่วยให้เราเข้าใจพระราช กิจทั้งสิ้นของพระเยซูคริสต์อย่างเหลือเชื่อ

โรม 15:20-21
ความปรารถนาที่จะประกาศเพื่อให้คนได้รับความรอดนั้น รุนแรง เต็มล้นในชีวิตของท่านเปาโลเหมือนครั้งที่ท่านมีความเร่าร้อนในการทำลายคริสตจักรของพระเยซูคริสต์  พระเจ้าได้ประทานปัญญา ความเข้าใจในสิ่งล้ำลึกซึ่งคนอื่นเข้าไม่ถึงแก่ท่านเปาโล  ความปรารถนาให้คนเชื่อไม่พอ ท่านปรารถนาให้คนเติบโตในพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงใช้ท่านและให้เกิดผลอย่างมากตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิตจนกระทั่งวันนี้ 

โรม 15:22-23
การไปประกาศตามที่ต่าง ๆ ที่คนยังไม่ได้ยินเรื่องของพระเยซูของท่านเปาโลนั้นท่านเองกล่าวว่าสำเร็จแล้ว ท่านได้ตั้งคริสตจักรหลายแห่งในเอเชียน้อย และถึงเวลาที่ท่านจะได้ไปเยี่ยมคริสตจักรโรมที่ยังไม่เคยไป เราจะเห็นว่า ท่านเปาโลเป็นคนรักพี่น้องคริสเตียนเอามาก ๆ ขณะที่ทำงานอยู่ในสถานที่หนึ่ง หรือขณะที่ถูกจำคุกอยู่ ก็ไม่วายที่จะคิดถึงพี่น้องในอีกพื้นที่  ท่านเป็นผู้นำการประกาศและการสร้างชีวิต ที่ผู้รับใช้ปัจจุบันทำแทบไม่ไหว!

โรม 15:24-25
แผนการเดินทางนั้นชัดเจน เพราะต้องการไปประกาศในพื้นที่ไกลออกไปคือประเทศสเปนซึ่งในขณะนั้นอยู่ในเขตปกครองของโรม  สองอย่างที่ท่านวาดฝันไว้คือ การพบพี่น้องในโรม ได้พักผ่อนหย่อนใจอยู่ด้วยกัน สามัคคีธรรมด้วยกัน แล้วจากนั้นก็จะเดินทางต่อ ซึ่งท่านก็ได้แจ้งถึงความตั้งใจว่าจะให้พี่น้องในโรม เป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนการเงินให้ท่านได้ไปประกาศ  แต่ก่อนที่จะไปโรม ยังมีภาระจะต้องไปเยรูซาเล็มเสียก่อน ไปรับใช้ผู้เชื่อ!!

โรม 15:26-27
ที่ท่านกลับไปเยรูซาเล็มเพราะว่าพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้ถวายเงินช่วยเหลือคนของพระเจ้าที่ยากจนซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม นี่ทำให้พี่น้องคริสเตียนที่เป็นชาวต่างชาติและชาวยิวมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และที่สำคัญคือ เป็นสิ่งที่คริสเตียนในยุคต่อมาได้ทำตามอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ ของโลก ไม่ใช่แค่เพื่อให้มีชีวิตอยู่ แต่มีการสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อรับใช้ชุมชนที่ห่างไกล สร้างชุมชนของพระเจ้าขึ้นมาอีก  2 โครินธ์ 8:1-5

โรม 15:28-29
พี่น้องต่างชาติที่ถวายกลับคืนมานั้น ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอย่างเดียว แต่ยังมีความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพี่น้องคริสเตียนชาวยิวด้วย เป็นผลของการที่ผู้คนได้กลับใจเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง พอพวกเขารู้จักพระเจ้า ชีวิตอย่างพระเจ้าจะปรากฏขึ้นในคนที่เชื่ออย่างแท้จริง เป็นชีวิตในพระวิญญาณ  การให้จึงไม่ได้เป็นปัญหา แต่เป็นความสุขใจที่ได้แบ่งปัน
เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้เชื่อใหม่ได้หลายทาง การแบ่งปันก็เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนชีวิต

โรม 15:30
คำว่าขอให้ต่อสู้รับใช้ บ่งบองถึงนักกีฬาที่ต่อสู้
แข่งขันอย่างสุดตัวในการแข่งขัน  การต่อสู้แบบนี้เป็นการสู้แบบทีม เช่นทีมฟุตบอล การวิ่งผลัดเราไม่ได้อธิษฐานสู้เพื่อเราจะได้สิ่งที่เราต้องการเป็นส่วนตัว  ท่านเปาโลขอให้อธิษฐานเป็นการแบกภาระร่วมกันในการรับใช้พระเจ้า  ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานแบบลำลอง สบาย ๆ แต่เป็นการต่อสู้เป็นทีม เพื่อจะได้นำวิญญาณ เพื่อการหายโรคเพื่อการเติบโต เพื่อน้ำพระทัยพระเจ้าจะสำเร็จ

โรม 15:31
ถ้าเราอ่านกิจการอย่างทะลุปรุโปร่ง เราก็จะเห็นว่าท่านเปาโลเจอทั้งศึกนอกศึกใน เนื่องจากท่านเป็นคนที่ข่มเหงคริสตจักรมาก่อน ท่านต้องเผชิญกับคนที่ไม่เชื่อ ซึ่งก็จะทำกับท่านเหมือนกับที่ท่านเคยทำกับผู้เชื่อ ยิ่งกว่านั้น คนของพระเจ้าก็ยังไม่ค่อยไว้ใจท่านเปาโล ท่านต้องพิสูจน์ตนเองว่า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก และเลือกให้ไปประกาศกับคนต่างชาติรอบ ๆ อิสราเอลจริง ๆ ท่านจึงต้องการคำอธิษฐานรองรับและเป็นพลังการรับใช้นี้

โรม 15:32-33
ตั้งแต่ข้อที่สิบสี่เป็นต้นมา ทำให้เราเห็นเป้าหมายการรับใชัของท่านเปาโลอย่างละเอียดชัดเจนท่านต้องการให้คนต่างชาติกลายเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงยอมรับ เป็นผู้ที่พระวิญญาณทรงชำระให้บริสุทธิ์ หลังจากที่ได้ทำงานในหมู่คนต่างชาติ ตอนนี้ท่านพร้อมที่จะกลับมาพบพี่น้องชาวยิวด้วยกัน และทั้งสองฝ่ายจะได้ชื่นชมกับการรับใช้ที่แตกต่างกันแต่ที่ได้เหมือนกันคือผู้คนที่ออกจากมืดมาสู่สว่าง!

พระคำเชื่อมโยง

โรม 15
1* กาลาเทีย 6:1-2
2* 1 โครินธ์ 9:22; 10:24, 33
3* มัทธิว 26:39; สดุดี 69:9
4* 1 โครินธ์ 10:11
5* 1 โครินธ์ 1:10
6* กิจการ 4:24
7* โรม 14:1,3; 5:2
8* มัทธิว 15:24; 2 โครินธ์ 1:20
9* ยอห์น 10:16;  2 ซามูเอล 22:50; 18:49
10* เฉลยธรรมบัญญัติ   32:43
11* สดุดี 117:1


12* อิสยาห์ 11:1, 10
13* โรม  12:12; 14:7
14* 2 เปโตร 1:12 ; 1 โครินธ์ 1:5; 8:1,7,10
15* โรม  1:5; 12:3
16* โรม  11:13; อิสยาห์ 66:20
17*  ฮีบรู 2:17; 5:1
18* กิจการ 15:12; 21:19; โรม  1:5
19* กิจการ 19:11
20* 2 โครินธ์ 10:13, 15-16
21* อิสยาห์ 52:15
22* โรม  1:13

23* กิจการ 19:21; 23:11
24* กิจการ 15:3; โรม  1:12
25* กิจการ 19:21
26* 1 โครินธ์ 16:1
27* โรม  11:17; 1 โครินธ์ 9:11
28* ฟีลิปปี 4:17
29* โรม  1:11
30* ฟีลิปปี 2:1; 2 โครินธ์ 1:11
31* 2 ทิโมธี 3:11; 4:17; 2 โครินธ์ 8:4
32* โรม  1:10; กิจการ 18:21 ;1 โครินธ์ 16:18
33* 1 โครินธ์ 14:33

โรม 14 อย่าให้เพื่อนล้ม

โรม 14:1-2
จงต้อนรับคนที่ยังอ่อนแอในความเชื่อ อย่าไปโต้เถียงกันในเรื่องความเห็นต่างๆ คนหนึ่งเชื่อว่าเขากินอาหารได้ทุกอย่าง
แต่คนที่ยังมีความเชื่ออ่อนกว่า ก็กินแค่ผักเท่านั้น 

โรม 14:3
คนที่รู้ว่าเรากินทุกอย่างได้ก็อย่าดูหมิ่นคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างและคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างจะต้องไม่กล่าวโทษคนที่กินอาหารทุกชนิด เพราะว่าพระเจ้าทรงรับเขาไว้แล้ว

โรม 14:4
ท่านเป็นใครหรือที่จะกล่าวโทษผู้รับใช้ของคนอื่น? 
เขาจะยืนหยัดหรือล้มลงก็เป็นเรื่องของนายของเขา
และเขาจะยืนอย่างมั่นคงเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วย
ให้เขายืนหยัดได้

โรม 14:5
มีคนที่เห็นว่า บางวันมีความสำคัญกว่าอีกวัน  มีคนที่คิดว่า
ทุกวันก็มีความสำคัญเท่ากัน  ดังนั้นให้ทุกคนแน่ใจใน
ความคิดเห็นของตนเองเถิด

โรม 14:6
คนที่ถือวันใดสำคัญเป็นพิเศษก็เพื่อเป็นเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและคนที่กินอาหารต่าง ๆ ก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขากินด้วยใจขอบพระคุณ ส่วนคนที่งดกินบางอย่างก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และเขาทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
เพราะไม่มีใครในพวกเรามีชีวิตอยู่หรือตายเพื่อตนเองเท่านั้น  หากเรามีชีวิต เราก็มีชีวิตเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   หากเราตาย เราก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตาย เราเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 14:9
เพราะเหตุนี้ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) 
ทรงสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ขึ้นมา  
เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
ของทั้งคนตายและคนที่มีชีวิต

โรม 14:11-12
ตามที่มีคำเขียนไว้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า  เรามีชีวิตอยู่แน่นอนอย่างไรทุกเข่าจะกราบลงต่อหน้าเรา ทุกลิ้นจะยอมรับว่าเราเป็นองค์พระเจ้า (อิสยาห์ 45:23)    ดังนั้น เราทุกคนจึงจะ
ต้องทูลรายงานเรื่องราวของตนเองต่อองค์พระเจ้า


โรม 14:13 
ด้วยเหตุนั้น เราจึงควรหยุดที่จะตัดสิน กล่าวโทษกันและกัน
จงตั้งใจแน่วแน่ว่าเราจะไม่วางหินสะดุดหรือวางสิ่งกีดขวาง
ทางที่ทำให้พี่น้องต้องล้มลง

โรม 14:14
เพราะข้าพเจ้าอยู่ในองค์พระเยซูเจ้าข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่า ไม่มีอาหารใดที่เป็นมลทินในตัวของมันเอง  แต่หากคนหนึ่ง
เชื่อว่า สิ่งใดเป็นมลทิน สิ่งนั้นก็เป็นมลทินสำหรับตัวเขา 

โรม 14:15-16
หากพี่น้องรู้สึกไม่สบายใจเพราะเรื่องอาหารที่ท่านกิน  ท่านก็ไม่ได้เดินในความรัก  อย่าทำลายความเชื่อของคนที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเขาแล้วอย่ายอมให้สิ่งที่ท่านคิดว่าดี กลายเป็น
สิ่งที่ใคร ๆ ตำหนิว่าเป็นสิ่งเลวร้าย 

โรม 14:17
เพราะอาณาจักรของพระเจ้านั้น
ไม่ใช่เป็นเรื่องการกินดื่ม แต่เป็นความ
เที่ยงธรรม สันติสุข และความยินดีใน
พระวิญญาณบริสุทธิ์  

โรม 14:18-19
คนใดที่รับใช้องค์พระคริสต์ในแบบอย่างที่กล่าวมานี้ 
ก็เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าและมนุษย์
ดังนั้น เราจึงควรพยายามทำสิ่งที่ทำให้เกิดสันติสุข
และสร้างเสริมซึ่งกันและกัน 

โรม 14:20-21
อย่าทำลายราชกิจของพระเจ้าเพราะเห็นแก่อาหารเลย  อาหารทุกอย่างนั้นไม่มีมลทิน แต่เป็นสิ่งผิดหากการกินอาหารนั้นทำให้บางคนทำบาปหรือสะดุดล้ม เป็นการดีกว่าที่จะไม่กินเนื้อหรือดื่มเหล้าองุ่น หรือ ทำสิ่งใด ๆ ที่เป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดล้ม

   

โรม 14:22-23
ความเชื่อของท่านในเรื่องต่าง ๆ นี้ ควรเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างท่านกับพระเจ้าความสุขเป็นคนที่ไม่ต้องกล่าวโทษตนเอง
เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แต่คนที่กินแล้วยังมีความสงสัย ก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามความเชื่อ การกระทำที่
ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาป

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 14:1-2
ท่านเปาโลกำลังหันมาสนใจปัญหาเรื่องเสรีภาพของคริสเตียนที่มีต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อเจอคำถามที่พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนไว้อย่างเช่น คริสเตียนดื่มเหล้าได้ไหม? โรม 14 จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ให้โดยที่เสรีภาพนี้จะมีได้ครบถ้วนก็ต้องประกอบด้วยความรัก คริสเตียนต่างมีความเห็นในเรื่องการกินอยู่ การแต่งตัว การศึกษา การทำงานที่ต่างกันไป เราจะต้องเติบโตในพระเจ้าไปด้วยกันทั้ง ๆที่มีความเห็นต่างแต่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม

โรม 14:3
ไม่ว่าใครจะมีพื้นเพมาอย่างไร เราต้องไม่ดูหมิ่นคนที่ละเว้นบางอย่าง บางคนเคยไม่กินเนื้อวัวมาตั้งแต่เด็ก บางคนไม่กินหมูมาแต่เด็ก เขาก็ชินแบบนั้นมาเราจะไปบังคับหรือดูถูกที่เขาไม่กินอย่างเรานั้นเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงรัก ทรงรับทุกคนที่รักพระองค์ แต่เขาอาจไม่กินเนื้อหรือไม่กินผักหรือไม่กินหมู นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพระเจ้าเลย ทรงรับทุกคนเหมือนกัน สิ่งที่ใหญ่คือ การหลีกเลี่ยงบาปอย่างที่บท 13 ข้อสุดท้ายได้เตือนไว้ 

โรม 14:4
ท่านเปาโลเตือนให้เรารู้ว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปตัดสินคนอื่นเรื่องการกินเนื้อหรือไม่ เพราะถ้าเขากินอาหารทุกชนิด หรือละเว้นอาหารบ้างอย่างสำคัญคือ พระเจ้าทรงรับเขาแล้ว และพระองค์จะทรงให้เขายืนมั่นในความเชื่อได้ จะเห็นว่าในช่วงคริสตจักรยุคแรก จะมีความเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆที่ทำให้ผู้เชื่อแตกออกจากกัน  ท่านเปาโลเอาเรื่องอาหารนี้มาเป็นอุทาหรณ์เพื่อจัดการกับยิวที่มัก
จะจู้จี้กับเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน

โรม 14:5
นั่นคือ มีหลายคนที่เอาใจใส่เรื่องวันเวลา เทศกาลและจะจัดงานสำหรับวันเหล่านั้น หรืออาจจะทำพิธีที่ทำให้ระลึกถึง อย่างประเทศเราก็เช่นวันพ่อ วันแม่ ในประเทศอิสราเอล  วันสะบาโต และวันเทศกาลต่าง ๆ คนยิวจะมาฉลองด้วยกันเช่นเทศกาลอยู่เพิงเป็นต้น  ซึ่งคนที่เป็นคริสเตียนก็ไม่ค่อยได้คิดถึงเท่าไรนัก  แต่คริสเตียนจะใส่ใจวันที่แตกต่างจากยิว ดังนั้น ท่านเปาโลให้แต่ละคนแน่ใจว่าตัวเองจะคิดอย่างไร เอาให้ชัดเจน 

โรม 14:6
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือเรื่องของวันพิเศษในใจของใครก็ตาม ท่านเปาโลได้บอกชัดว่า ขึ้นอยู่กับมโนธรรมของแต่ละคน  โดยที่ไม่ต้องไปบังคับคนอื่นให้เป็นเหมือนตน สิ่งสำคัญคือ ถ้าใครจะถือว่าวันหนึ่งสำคัญ ต้องทำพิธี หรือชวนกันมาระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง ระลึกถึงใครบางคนที่จากเราไป ก็ทำได้ โดยไม่ให้ผิดต่อพระเจ้า ไม่ให้
มีการกราบไหว้ใด ๆ ให้ทำเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
ชีวิตผู้เชื่อทุกคนไม่สามารถเป็นฤาษีที่แยกตัวไปแต่ชีวิตเราเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ อยู่แล้ว ยิ่งในชุมชนของพระเจ้า เรามีชีวิตเพื่อพระเจ้า เพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่น ไม่ว่าเราเป็นหรือตาย เราเป็นของพระเจ้าอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร คิดอะไรเราต้องรู้เสมอว่า มีพระเจ้าทรงอยู่ตรงหน้าเราและที่เหนือไปกว่านั้น หากเราตายไปเรายังมีโอกาสทำสิ่งที่พอน้ำพระทัยในโลกหน้าด้วย  ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์

โรม 14:9
พี่น้องคริสเตียนชาวโรม ต่างต้องการบอกเพื่อนผู้เชื่อด้วยกันว่า เธอต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า  แต่ท่านเปาโลได้ขอร้องให้พวกเขายอมให้แต่ละคนมีอิสรภาพที่จะทำสิ่งที่ไม่ได้ผิดต่อพระเจ้าแม้จะแตกต่างกันในเรื่องการกินอาหาร  การถือว่าวันโน้นวันนี้ พิเศษกว่าอีกวันเป็นต้น  ท่านขอให้แต่ละคนได้อยู่ภายใต้ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ และยอมให้พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน

โรม 14:11-12
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามที่พระเจ้าทรงบอกเอาไว้ในพระคัมภีร์
เราหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษซึ่งกันและกัน
สิ่งที่ทุกคนจะต้องทำเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครคือการคุกเข่าต่อพระพักตร์พระเจ้า
ยอมรับด้วยปากว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะต่อต้านและปฏิเสธพระองค์ขนาดไหน ไม่มีใครหลีกเหตุการณ์นี้ไปได้เลย 

โรม 14:13 
หากเรารักพี่น้อง เรื่องการที่จะทำให้พี่น้องหยุดก้าวหน้าในการเดินกับพระเจ้าคงไม่มี หรือถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ตั้งใจ สิ่งแรกที่ทำได้คือ หยุดกล่าวโทษกันและกัน  ไม่วางสิ่งที่ทำให้พี่น้องสงสัยในการดำเนินชีวิตคริสเตียน  การกระทำของเราบางอย่าง อาจทำให้อีกคนสะดุดโดยที่เราไม่รู้ตัวการระวังตัวจึงสำคัญมาก  เมื่อเรารักพี่น้องของเราก็จะไม่ทำสิ่งที่ทำลายความเชื่อของเขา 

โรม 14:14
หากผู้ที่มีความเชื่อมั่นคงกว่าไปกินอาหารที่คนที่มีความเชื่ออ่อนกว่าเห็นว่าไม่ควรกิน เท่ากับทำให้เขาสงสัย เสียใจ หรือ เกิดความงุนงงในวิธีปฏิบัติหากผู้มีความเชื่อมั่นคง ไม่ใส่ใจการกระทำของตนอาจเป็นเหตุให้ผู้ที่เชื่ออ่อนกว่าเดินออกจากทางของพระเจ้าก็เป็นได้  ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ หลายอย่างที่ไม่ผิด แต่คนที่เชื่ออ่อนเห็นว่าผิดมากยังมีตัวอย่างอีกมากมายเช่นการดูรายการต่าง ๆ ในทีวีที่ไม่เหมาะ ก็สมควรที่จะเลิกไปเลย

โรม 14:15-16
ทั้งหมดที่ท่านเปาโลกล่าวมานั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของศีลธรรม ความดี ความชั่วแต่อย่างใด เป็นเพียงความเห็นต่าง ๆ ในเรื่องสัพเพเหระของชีวิตที่เราทุกคนมีความชอบ ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเท่านั้น  ดังนั้น ถ้ามีอะไรที่ทำให้พี่น้องเกิดไม่สบายใจ …จนทำให้ถึงกับสูญเสียความเชื่อ ก็ให้ระวังตัว บางอย่างนั้น แค่ความเข้าใจผิดก็อาจส่งผลทำให้พี่น้องสะดุดได้ เราต้องเข้าใจว่าคนที่เชื่อเป็นคนที่พระเจ้าทรงไถ่แล้ว อย่าทำลายเขา !

โรม 14:17
ดังนั้น การกินดื่ม การถือวันไม่ควรเป็นเรื่องทำ
ให้เกิดการสะดุด   เราต้องหันไปให้ความใส่ใจกับชีวิตที่เที่ยงธรรม เต็มด้วยสันติสุขกับคนรอบข้างเต็มด้วยพระวิญญาณซึ่งทรงนำความยินดีมาให้ชีวิต อย่าไปคิดว่า ที่เขาสะดุดนั้น ก็เรื่องของเขาเพราะหากเรามีส่วนในเรื่องนั้น เราก็ผิดด้วยบางครั้งแค่คำพูดที่ไม่น่าฟังบางอย่าง ก็ทำให้พี่น้องไขว้เขวในความเชื่อไปได้ การไม่ยอมยกโทษให้การไม่ยอมกันและกัน ก็กลายเป็นหินสะดุดได้

โรม 14:18-19
การรับใช้พระเจ้าด้วยการมุ่งมั่นในทางแห่งความเที่ยงธรรม ในการสร้างสันติระหว่างพี่น้อง ในการที่ทุกคนจะสัมผัสความยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการรับใช้แบบที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
ย้ำอีกครั้ง… ให้เราค้นหาดูว่า รับใช้พระเจ้าแบบใดเป็นแบบที่ทั้งพระเจ้าทรงเห็นด้วย และคนของพระเจ้าก็เห็นด้วยเช่นกัน  
สิ่งสำคัญในการรับใช้คือการสร้างเสริม
กันและกันในพระเจ้าพร้อมกับสันติสุขในพี่น้อง

โรม 14:20-21
ความเห็นสุดท้ายของท่านเปาโลก็คือ เราเป็นผู้ที่เริ่มละเว้นสิ่งที่ทำให้เพื่อนสะดุด  เราเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของพี่น้องไปพร้อมๆ กับที่เขารับผิดชอบดูแลเรา ท่านเองยินดีที่จะทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการเสริมสร้าง คริสตจักรของในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสองพันปีนี้ พบว่าเรื่องการกินดื่มก็ยังเป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดอย่างไม่หยุด  บางทีพี่น้องไปเห็นผู้รับใช้ดื่มเหล้าเมาค้าง เห็นพ่นควันไม่หยุดจะให้คิดอย่างไร?

โรม 14:22-23
นี่เป็นคำกล่าวที่แรงมาก :การกระทำที่ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาปทั้งสิ้น! หลายอย่างที่เราทำลงไปบางอย่างไม่มีคนเห็น แต่ทำไปโดยคิดว่าโอเค เรื่องของเรื่องคือ หากเราทำไปโดยไม่มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเห็นชอบกับการกระทำนั้น ๆ ก็คือ การทำไป โดยขาดความเชื่อ  ความไม่มั่นใจ ความกังขากับสิ่งที่ตนเองประพฤติ จำเป็นต้องมีการเอามาคิดสรุปให้ชัดเจนว่า เราทำลงไปโดยแน่ใจว่าพระเจ้าทรงเห็นด้วย… 

โรม 14
1* 1 โครินธ์  8:9; 9:22
2* ทิตัส 1:15
3* โคโลสี 2:16
4* ยากอบ 4:11-12
5* กาลาเทีย 4:10
6* กาลาเทีย 4:10; 1 ทิโมธี 4:3
7* กาลาเทีย 2:20
8* 2 โครินธ์ 5:14-15

9* 2 โครินธ์ 5:15; กิจการ 10:36
10* 2 โครินธ์ 5:10
11* อิสยาห์ 45:23
12* 1 เปโตร 4:5
13* 1 โครินธ์  8:9
14* 1 โครินธ์  10:25
15* 1 โครินธ์  8:11
16* โรม  12:17

17* 1 โครินธ์  8:8; โรม 8:6
18* 2 โครินธ์ 8:21
19* โรม  12:18; 1 โครินธ์ 14:12
20* โรม  14:15; กิจการ 10:15; 1 โครินธ์  8:9-12
21* 1 โครินธ์  8:13
22* 1 ยอห์น 3:21
23* ทิตัส 1:15


โรม 13 อาวุธแห่งความสว่าง

โรม 13:1-2
ทุกคนควรยอมเชื่อฟังเจ้าบ้านผ่านเมืองเพราะไม่มีอำนาจใดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าและทุกคนที่มีอำนาจปกครองก็ได้มาจากพระเจ้า ดังนั้นคนที่ขัดขืนอำนาจก็เท่ากับต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ กลับกลายเป็นว่า
เขาจะได้รับการลงโทษเสียเอง 

โรม 13:3-4
เพราะคนที่มีอำนาจนั้นไม่น่ากลัวสำหรับคนที่ประพฤติดี แต่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำชั่ว ท่านต้องการที่จะไม่กลัวคนมีอำนาจใช่ไหม? ก็จงทำดีและเขาจะยกย่องท่าน ผู้ปกครองนั้นเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อช่วยท่าน แต่หากทำผิด ก็จงกลัวเถิดเพราะเขาไม่ได้ถือดาบอย่างไร้ประโยชน์ เขาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อลงโทษคนทำผิด

โรม 13:5
ดังนั้น ท่านจะต้องยอมเชื่อฟังผู้ปกครอง
ไม่ใช่เพราะกลัวถูกทำโทษ
แต่เพราะท่านรู้ว่าเป็นสิ่งที่สมควรถูกต้อง
(ตามมโนธรรม)

โรม 13:6-7
นี่คือเหตุผลที่ท่านเสียภาษี เพราะผู้ปกครองกำลังทำงานของพระเจ้า และเขาอุทิศตนทำหน้าที่ของพวกเขา จงให้แก่ทุกคนที่ท่านติดเขาอยู่ จงเสียภาษีตามที่ควร จงยำเกรงคนที่น่ายำเกรง
และให้เกียรติแก่คนที่ควรได้รับเกียรตินั้น

โรม 13:8-9
อย่าเป็นหนี้อะไรใคร ยกเว้นความรักที่มีต่อกัน เพราะคนที่รักผู้อื่นก็ได้ทำตามบทบัญญัติครบถ้วน บทบัญญัติกล่าวว่า
“อย่าผิดประเวณี  อย่าฆ่าคน อย่าขโมย อย่าโลภ และคำสั่งอื่น ๆ ที่มีนั้น รวมเป็นกฎนี้คือ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”


โรม 13:10 
ความรักไม่ทำร้ายเพื่อนบ้าน
ดังนั้นการรักจึง
เป็นการเชื่อฟังบทบัญญัติ
อย่างครบถ้วน


โรม 13:11-12
จงทำสิ่งนี้ เพราะท่านรู้ถึงช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ว่าเป็นเวลาที่เราควรตื่นจากการหลับไหล เพราะความรอดนั้นเข้ามาใกล้กว่าตอนที่เราเพิ่งรับเชื่อ กลางคืนล่วงไป ใกล้จะเช้าแล้ว  เราควรจะหยุดทำสิ่งที่เป็นงานของความมืดและสวมอาวุธที่จะใช้ต่อสู้ในความสว่าง

โรม 13:13-14
ให้เราเดินในทางที่ถูกต้องเหมือนคนที่เป็นของกลางวัน เราไม่ควรมีส่วนในการเลี้ยงมั่วสุม ดื่มเหล้าเมามาย ไม่ควรมีบาปทางเพศใด ๆ ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่อิจฉาริษยากัน แต่สวมองค์พระเยซูคริสต์เจ้าไว้  อย่าเปิดโอกาสให้กับความต้องการของธรรมชาติบาปของท่านเอง 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 13:1-2
ในมัทธิว 22:21 พระเยซูคริสต์ได้กล่าวถึงการเสียภาษีแก่รัฐ กับการถวายให้กับพระเจ้า เท่ากับคริสเตียนมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งที่เขาอยู่ รวมทั้งมีหน้าที่ในฐานะเป็นคนของแผ่นดินของพระเจ้าด้วย  ในสมัยของพระเยซู ในฐานะที่เป็นพลเมือง พระองค์ยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจของทั้งโรม และทรงสิ้นพระชนม์ภายใต้อำนาจของผู้นำทางศาสนาด้วย  จากตัวอย่างนี้เราพบว่า แม้คนชั่ว
ก็ยังขึ้นอยู่ว่า พระเจ้าอนุญาตให้เขาครองไหม

โรม 13:3-4
ท่านเปาโลกำลังสอนเราให้ทำดี โดยขณะที่ท่านเขียนข้อความนี้ เป็นเวลาที่จักรพรรดิเนโรครอบครองจักรพรรดิเนโรกล่าวหาว่า คริสเตียนเป็นผู้เผาโรมและสั่งฆ่าคริสเตียนเป็นจำนวนมากในสนามกีฬาด้วยการเผาทั้งเป็น สิ่งที่ตามมา คือ คริสเตียนต้องหนีออกไปจากโรม กระจัดกระจายไปทั่วเนโรยังเป็นผู้ที่สั่งสังหารท่านและเปโตรด้วย หลังจากสงครามระหว่างโรมกับยิวในปีคศ. 66 พี่น้องที่อ่านข้อ 1-4 ต้องคิดแยกแยะให้ออก
13:5
การเชื่อฟังกฎหมาย การเชื่อฟังผู้ปกครองที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราอยู่ใต้เขานั้น เป็นสิ่งที่ท่านเปาโลสนับสนุน  การทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะว่ากลัว แต่เป็นเพราะทำให้เราได้ทำตามสิ่งที่สมควร แต่แล้ว ปัญหาในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของมารร้าย และเหตุการณ์ปัจจุบันเราพบว่าทุกอย่างกลับทางความถูกต้องกลับกลายเป็นความผิดภายใต้ผู้นำที่ร้าย คดโกง   

13:6-7
หน้าที่พลเมืองอีกอย่างที่สำคัญคือการเสียภาษีทุกคนเคยทำผิดเรื่องนี้กันมาทั้งหมด ไม่เว้นใครปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการเลี่ยงภาษีจากการค้าขายที่ไม่ได้ลงทะเบียน มีการเลี่ยงภาษีรายได้ต่าง ๆด้วยนักธุรกิจสมองใส แต่ตอนนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ เสียภาษีกันตั้งแต่เด็กเลย ..หากเราเข้าไปซื้อ
ของที่มีใบเสร็จซึ่งต้องยื่นภาษีอย่างในเซเว่นเท่ากับเราเสียภาษีส่วนหนึ่งแล้ว  ถ้าใครยังมีช่องโหว่เรื่องนี้ เราก็แก้ไขได้ ไม่สายเกินไป

โรม 13:8-9
ในโลกความเป็นจริงนั้น ทุกคนย่อมผ่านการเป็นหนี้มาแล้วทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องอุปมาที่พระเยซูเล่า เราก็พบว่า มีการให้ยืม (มัทธิว 25:27)  มีความตั้งใจคืน มีการยกหนี้ให้  การไม่เป็นหนี้ดีที่สุด คนให้ยืมก็ต้องไม่ขูดรีดขูดเนื้อ ผู้ที่ขอยืมต้องซื่อตรง(ซึ่งโลกจริงข้างนอกนั้น ดอกเบี้ยโหดมาก)ท่านเปาโลกล่าวสรุปว่า หากเรารัก เพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เราก็จะไม่ทำผิดบัญญัติต่าง ๆ ของพระเจ้าใด ๆ เพราะเราจะไม่ทำร้ายตนเอง 

โรม 13:10 
ท่านเปาโลได้เอาเคล็ดลับที่จะทำให้เราเชื่อฟัง ทำตามบทบัญญัติมาวางไว้ตรงนี้  การรักพระเจ้าจะทำให้เราเห็นพระองค์เป็นที่หนึ่ง  และไม่ทำผิดบทบัญญัติข้อแรกที่ห้ามมีพระเจ้าอื่น 

การรักเพื่อนบ้าน ทำให้เราไม่ล้ำเส้นชีวิตของใคร จากหนังสือ1 โครินธ์ 13 เราจะเห็นความรักที่ทำคุณความดีให้อย่างครบถ้วน  ในโรม 12 เรารู้ว่าความรักที่จริงใจจะให้ผลดีขนาดไหน ความรักแท้จริงตามมาตรฐานของพระเจ้าคือคำตอบ

โรม 13:11-12
ชีวิตคริสเตียนที่หลับไหลนั้น ก็เป็นพวกเราเอง มีชีวิตอยู่อย่างสบาย เราไม่ได้คิดว่า ชีวิตคริสเตียนจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ง่ายเลย เราต้องต่อสู้กับทั้งตัวและ ศัตรูของพระเจ้า ความรอดที่สมบูรณ์แบบกำลังใกล้เข้ามา แม้ว่าพระเจ้าจะทรงให้เรารอดแล้วส่วนหนึ่ง แต่เราก็ยังรอวันของพระเจ้าเพื่อให้ความรอดของเราสมบูรณ์ เราจึงมีหน้าที่ ในการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ทิ้งการงานของความมืดในชีวิต และสวมอาวุธแห่งความสว่างให้ครบ

โรม 13:13-14
การใช้ชีวิตคริสเตียนนั้น   ต้องพึ่งพลังขององค์พระเยซูคริสต์ พึ่งการช่วยเหลือของพระวิญญาณและที่สำคัญคือ ต้องรู้จักบังคับตัวเองด้วย ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบจนถึงวันที่เราจากโลกนี้ไปการเป็นคนกลางวัน กับคนกลางคืนมีความแตกต่างกันมาก และส่งผลให้ชีวิตทั้งในเรื่องของจิตใจจิตวิญญาณ สุขภาพร่างกาย ความคิดอ่าน และส่งผลต่อคนรอบข้างเราด้วย  เราทุกคนจึงต้องรักษาชีวิตให้เป็นฝ่ายพระเจ้าตลอดเวลา

พระคำเชื่อมโยง

โรม 13
1* 1 เปโตร 2:13
2* ทิตัส 3:1
3* 1 เปโตร 2:14
5* ปัญญาจารย์ 8:2; 1 เปโตร 2:13, 19
7* มัทธิว 22:21
8* กาลาเทีย 5:13-14

9* อพยพ 20:13-17; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:17-21; เลวีนิติ 19:18
10* มัทธิว 7:12;22:39-40
11* 1 โครินธ์ 15:34
12* เอเฟซัส 5:11; 6:11, 13
13* ฟีลิปปี 4:8; สุภาษิต 23:20; 1 โครินธ์  6:9; ยากอบ 3:14
14* กาลาเทีย 3:27; 5:16