มัทธิว 16 แบกกางเขน ตามเรามา!

ขอหมายสำคัญ

1  พวกฟาริสีและสะดูสีมาหาพระเยซู เพราะต้องการทดสอบเพื่อกับดักพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์แสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ (จากพระเจ้า) 
2 พระเยซูตรัสตอบว่า “ในเวลาเย็นพวกเจ้าพูดว่า ‘อากาศจะปลอดโปร่งเพราะฟ้าเป็นสีแดง’
3 และเวลาเช้าก็ว่า ‘วันนี้จะมีพายุ เพราะฟ้าเป็นสีแดงครึ้มฟ้าครึ้มฝน’ พวกเจ้าสามารถบอกได้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรแค่ดูสภาพของท้องฟ้า  และยังรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับหมายสำคัญที่เราทำนั้น พวกเจ้ากลับแปลความหมายไม่ออก

4 คนในยุคที่ชั่วร้ายและทรยศต่อพระเจ้า ตามหา ขอหมายสำคัญ  แต่จะไม่ได้รับหมายสำคัญใด ๆ นอกจากหมายสำคัญของโยนาห์” แล้วพระเยซูก็ทรงจากพวกเขาไป 

 ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
5 เหล่าศิษย์ของพระเยซูลงเรือข้ามไปอีกฟาก และพบว่า พวกเขาลืมเอาขนมปังมาด้วย
6 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้า จงระวังเชื้อของฟวกฟาริสีและสะดูสีด้วย”
7 พวกเขาก็คุยกันว่า ที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นเพราะ”พวกเราลืมเอาขนมปังมา”
8 พระเยซูทรงทราบว่า เขาพูดอะไรกัน ทรงถามว่า
“เหตุใดเจ้าจึงพูดกันเรื่องไม่มีขนมปัง พวกเจ้านี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง

9 เจ้ายังไม่เข้าใจหรือ? จำไม่ได้หรือว่า ตอนที่เลี้ยงห้าพันคนนั้น เก็บขนมปังที่เหลือได้เต็มกี่ตะกร้า?
10 หรือตอนที่เลี้ยงคนสี่พันคน พวกเจ้าเก็บขนมปังเหลือได้กี่ตะกร้าใหญ่?
11  เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือว่า เราไม่ได้พูดกับเจ้าเรื่องตัวขนมปัง? แต่เรากำลังบอกให้เจ้าระวังเชื้อของพวกฟาริสีและสะดูสี”

12  แล้วพวกเขาจึงเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้กล่าวถึงการต้องระวังเชื้อขนมแต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและสะดูสี

เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
 13  เมื่อพระเยซูทรงเข้ามาถึงเขตซีซาริยาฟิลิปปี ​พระองค์ตรัสถามพวกศิษย์ว่า “ประชาชนเขากล่าวกันว่า บุตรมนุษย์เป็นใคร?”
14 พวกเขาตอบว่า “บางคนว่า ท่านเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บางคนว่า ท่านเป็นเอลียาห์ และยังมีคนที่ว่าท่านเป็นเยเรมีย์ หรือ ผู้เผยพระดำรัสคนใดคนหนึ่งขอรับ”
15 แล้วพระเยซูตรัสถามเข้าว่า “แต่เจ้าล่ะ ว่าเราเป็นใคร?”
16 ซีโมน เปโตรตอบว่า “พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ขอร้บ”
 
17  พระเยซูตรัสตอบว่า “ซีโมน ลูกชายโยนาห์เอ๋ย
เจ้าเป็นสุขจริง  เพราะไม่มีมนุษย์คนใดบอกเรื่องนี้แก่เจ้า  แต่เป็นพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า เราเป็นใคร

18  เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าคือเปโตร (กรีกว่า เพทรอส หมายถึงหิน) บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราขึ้น และประตูแห่งแดนตายไม่อาจจะเอาชนะคริสตจักรนี้ได้ 

19 เราจะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่เจ้า  เจ้าผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดในแผ่นดินสวรรค์  ท่านอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกอนุญาตในแผ่นดินสวรรค์” 
20 แล้วพระเยซูทรงเตือนกำชับพวกเขาไม่ให้บอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
21 จากนั้นเป็นต้นมา พระเยซูก็ทรงเริ่มทำให้ศิษย์เข้าใจชัดว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปยังนครเยรูซาเล็ม 
ณ ที่นั้น พระองค์จะต้องทนทุกข์หลายอย่างจากพวกผู้ใหญ่ยิว  มหาปุโรหิต และธรรมาจารย์  จะทรงถูกประหาร และจากนั้นคืนชีพจากความตายในวันที่สาม
22 เปโตรเลี่ยงเอาพระองค์ออกไป และทูลติพระองค์ว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพระองค์นะขอรับ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นกับพระองค์” 

23 พระเยซูทรงหันมาตรัสกับเปโตรว่า “จงถอยออกไป เจ้าซาตาน! เจ้าคือหินสะดุด เพราะเจ้าไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์!”

รับกางเขนของตนเอง
24 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการตามเรามา  เขาต้องล้มเลิกสิ่งที่ตนเองต้องการ (คือปฏิเสธตัวเอง)  เขาต้องเต็มใจที่จะรับกางเขนของตน แบก และตามเรามา
25 คนที่ต้องการเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต  แต่คนใดที่ยอมเสียชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่เรา ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้ได้
26 เป็นการเสียเปล่าที่จะได้ทั้งโลกมาเป็นของตน แต่กลับเสียจิตวิญญาณของตนไป ใครคนหนึ่งจะเอาสิ่งใดมาแลกจิตวิญญาณของตนเอง(คืนไป)ได้เล่า?


27 ด้วยว่า บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกด้วยพระเกียรติยิ่งใหญ่ของพระบิดา  พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์  เวลานั้น พระองค์จะทรงให้รางวัลแก่ทุกคนตามการกระทำของเขา
28 เราขอบอกความจริงแก่เจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ จะยังไม่ตายจนกว่าเขา ได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์” (ดาเนียล 17:1-8)

ขอหมายสำคัญ
16:1-4
เหล่าฟาริสีกับสะดูสี เป็นธรรมาจารย์ที่อยู่กันคนละสำนัก มีความเชื่อแตกต่างกัน แต่ร่วมมือกันเพื่อจะจับผิดพระเยซู จึงมาขอให้พระองค์ทรงทำหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ซึ่งน่าจะเป็นการอัศจรรย์อย่างเอลียาห์  หรือโมเสส แต่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญมากมายอยู่แล้ว พวกเขาไม่สนใจ การอัศจรรย์เหล่านั้น แต่ต้องการอัศจรรย์แบบที่เขาวางกับดักเอาไว้ 
พระเยซูทรงรู้ใจพวกเขาดี  ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพวกเขาชั่วร้าย ต่อต้านพระเจ้า  แต่พระองค์จะไม่ทรงให้หมายสำคัญแก่เขาเลย  ไม่ทำการอัศจรรย์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามที่พวกเขาขอ  หมายสำคัญของโยนาห์ที่พระองค์จะทรงให้คือ การคืนพระชนม์นั่นเอง และพวกเขาก็ต้องรอ แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงสนทนาต่อความ หรือแก้ความเข้าใจผิด แต่ดำเนินออกจากพวกเขา เหมือนอย่างที่ทรงทำใน 12:15; 14:13; 15:21 

ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
16:5-10  เมื่อก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงอยู่ที่แคว้น มักดาลา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี ดังนั้น คำว่าอีกฟากในที่นี้ หมายถึง ด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ

16:11-12  เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงเชื้อ ก็มีความหมายถึงสิ่งไม่ดี ดังนั้น เชื้อของฟาริสีและสะดูสี ก็คือ ความเกลียดชัง  หน้าซื่อใจคด  ยึดถือกฎบัญญัติอย่างเคร่งครัด   ความดื้อด้านฝ่ายวิญญาณ  ฉวยโอกาสเพื่ออำนาจทางการเมือง  ที่พระเยซูทรงเตือนพวกศิษย์ก็เพราะพวกเขาท้าทายขอหมายสำคัญที่ไม่ได้จำเป็น แต่เป็นเพียงเพื่อต้องการจับผิดพระเยซูเท่านั้น
พระเยซูไม่ทรงอธิบายซ้ำ แต่ทรงย้ำให้พวกศิษย์ได้คิดเรื่องเชื้อเลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง และในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่า ที่ทรงกล่าวถึงเชื้อนั้นคือ คำสอน วิถีชีวิต การควบคุมผู้คนด้วยกฎต่าง ๆ ของพวกฟาริสี และสะดูสีนั่นเอง   



เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
16:13-14  เขตซีซาริยา ฟีลิปปี ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เป็นพื้นที่ทางเหนือของทะเลสาปกาลิลี  ผู้ที่สร้างชุมชนนี้ คือเฮโรด ฟิลิป ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พยายามฆ่าพระเยซูตอนที่ยังเป็นทารกอยู่  พื้นที่แถบนี้ เป็นทางราบลงมาจากภูเขาเฮอร์โมน  คนสมัยก่อนหน้านั้น จะเข้าไปกราบนมัสการเทวรูปต่าง ๆ  ทำให้มีกองหิน วางอยู่เป็นระเบียบเพื่อทำพิธีของพวกเขา  ทำให้พระเยซูทรงใช้คำว่า ศิลา เมื่อตรัสถึงการสร้างคริสตจักรของพระองค์  
แล้วพระเยซูทรงถามศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาคิดว่า พระองค์คือใคร  แทนที่จะตอบตรง ๆ กลับบอกพระองค์ว่า คนนั้นคิดอย่างนั้น คนนี้คิดอย่างนี้  

16:15-17 พระองค์ทรงถามศิษย์ทุกคน มีคนเดียวตอบถูกคือเปโตร เขาบอกว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ซึ่งหมายถึงพระองค์ที่พระเจ้าทรงเจิมให้มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด 

พวกเขามีความเห็นที่เกิดจากความเข้าใจมากขึ้นจากประสบการณ์ที่อยู่กับพระเยซู จำได้ไหม พวกเขาถูกเรียกว่า คนมีความเชื่อน้อย (ข้อ 8  ) และ พระเยซูทรงตำหนิพวกเขา เนื่องจากความที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ (16:21-23)  

ใน 14:33 พวกศิษย์กล่าวกันว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความเกรงกลัว)
16:17 เปโตรว่า พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”  (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความมั่นใจ)  และแล้ว ในที่สุดพระเยซูทรงเปิดเผยว่า พระบิดาเป็นผู้ทรงบอกความจริงนี้แก่เปโตร


16:18 
คริสตจักรในที่นี้ พระเยซูทรงหมายถึง ผู้ที่ถูกเรียกออกมา  เป็นชุมชนผู้ติดตามพระคริสต์ ที่ได้รับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์  พวกเขาเป็นชุมชนแห่ง พันธสัญญาใหม่ของพระเยซูคริสต์ (26:28)    ตอนนี้ยังไม่มีคริสตจักร แต่พระเยซูทรงสัญญาจะสร้างขึ้นมา พวกศิษย์ยังไม่เข้าใจว่า คริสตจักรนี้จะเป็นชุมชนที่คนยิวหรือคนต่างชาติมีความเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีอคติของเชื้อชาติอีกต่อไป และคนที่อยู่ในชุมชนนี้คือคนที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ความตายจะไม่ชนะพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซู  

16:19-20
พระเยซูทรงมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่คนที่ทรงเรียกออกมาเป็นคนของพระองค์ เป็นชุมชนของพระองค์ที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์บนโลก 
ผู้คนเหล่านี้ เป็นผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงไว้ใจให้ถือกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ เขามีสิทธิจะปิด หรือเปิดประตูของอาณาจักรนี้
ศิษย์ของพระองค์ทุกคน ได้รับคำสั่งให้ออกไปประกาศพระนามทั่วแผ่นดิน  ให้มนุษย์ได้รับรู้ว่า โดยการรับด้วยปาก เชื่อด้วยใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์
เมื่อศิษย์ของพระองค์ประกาศผูกมัด หรือปลดปล่อยสิ่งใดในพระนามพระเยซูคริสต์ สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดหรือปลดปล่อยในสวรรค์เช่นกัน   ณ ที่นี้ พระเยซูกำลังประทานทั้งความรับผิดชอบ หน้าที่ สิทธิอำนาจ และฤทธิ์ทำการอัศจรรย์เพื่อขยาย และทำให้อาณาจักรของพระองค์เติบโต
16:20  ที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้พวกเขาไปบอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระคริสต์เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา  ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ เวลาของพระองค์ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
16:21พระเยซูทรงเตือนศิษย์ให้รู้ว่า พระองค์จะทรงไปเยรูซาเล็ม และจะต้องเผชิญกับศัตรูร้ายคือ ยิว ปุโรหิต ธรรมาจารย์
สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือจะทรงถูกประหารและคืนชีพในวันที่สาม  แต่ดูเหมือนเปโตรไม่ได้ยินคำว่า จะทรงคืนชีพ จึงห้ามพระองค์ว่า สิ่งร้าย ๆ นี้จะไม่เกิดกับพระองค์  ยิ่งรู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เขายิ่งไม่ต้องการให้พระองค์ถูกประหาร  ส่วนพระเยซูเองทรงรู้แน่ว่า การสิ้นพระชนม์นั้นเพื่อลบบาปของมนุษย์ และพระองค์จะไม่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าในเรื่องนี้ (อ่านยอห์น 12:32-34; 23-28 ทรงกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ที่จะทำให้ทุกคนมาหาพระองค์ และการที่ทรงเป็นดั่งเมล็ดที่ต้องเน่าเปื่อยเพื่อจะเกิดผลงดงาม)

16:22-23
แต่เปโตรรับเรื่องนี้ไม่ได้ กลับติเตียนพระองค์ (ภาษากรีกว่า epitimaō ซึ่งหมายถึงการติว่าอย่างรุนแรง)  พระองค์ทรงหันมาและกล่าวว่าเขาเป็นซาตาน เป็นหินสะดุดที่ไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์  
เปโตรกลายเป็นอุปสรรคของพระเยซู ไม่ช่วยแต่ยังขวาง เมื่อสักครู่เขายังตอบได้ชัดด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าว่า พระเยซูคือผู้ใด  แต่ตอนนี้เขากลับคิดแบบคน ไม่คิดอย่างพระเจ้า  เห็นตัวอย่างนี้ ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังในความคิด การกระทำ คำพูดเสมอ   เพราะเราอาจจะเดี๋ยวอยู่ฝ่ายพระเจ้า เดี๋ยวอยู่ฝ่ายตัวเอง พลิกไปพลิกมาได้ 

รับกางเขนของตนเอง
16:24-26 หลังจากที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงสิ้นพระชนม์  ซึ่งเป้าหมายของพระบิดาและพระองค์คือเพื่อโลกจะไม่พินาศ พระองค์ ก็ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า  จะตามพระองค์มาก็ต้องรับกางเขนของตน แบก และตามพระองค์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำ) 
เห็นไหม พระเยซูทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน   การปฏิเสธตัวเองตรงนี้คือ การยอมให้กับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา 
การแบกกางเขนในโลกโบราณนั้น รวมไปถึงการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ความอับอาย  ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูตรัส ก็ไม่มีใครอยากที่จะต้องพบกับประสบการณ์เช่นนั้น  การปฏิเสธตัวเองเป็นวินัยของคนที่ต้องต่อสู้ในสงครามอย่างทหาร แต่หากรวมไปถึงความตาย มันก็น่ากลัวขึ้นอีกระดับเลย
คนที่จะติดตามพระเยซูจึงต้องยอมต่อพระองค์ทุกอย่างเพื่อจะตามพระองค์ได้จริง…

16:27-28
แล้วพระเยซูทรงสัญญาว่า จะเสด็จกลับมาด้วยสง่าราศียิ่งใหญ่ของพระบิดา (มัทธิว 26:64 พระองค์ตรัสในบ้านของมหาปุโรหิต ; ยอห์น 17:1-5 ทรงอธิษฐานก่อนถูกจับกุม) และประทานรางวัลแก่ทุกคน ตามการกระทำ 

16:28 มีหลายคนให้ความเห็นว่า  คนที่ได้เห็นพระเยซูเสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์ คือสามคนที่ได้เห็นพระองค์จำแลงพระกายในบทต่อไป  แต่ก็ยังมีความเห็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ลงตัว บางคนถึงกับคิดว่า ท่านยอห์นเป็นคนที่ยังอยู่ในโลกจนทุกวันนี้ แต่เราไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน …
เรื่องบางอย่างในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นความลึกลับที่เราสรุปไม่ได้

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 16
1* มาระโก 8:11
4* มัทธิว 12:39
5* มาระโก 8:14
6* ลูกา 12:1
9* มัทธิว 14:15-21
10* มัทธิว 15:32-38
13* ลูกา 9:18


14* มัทธิว 1:42; 21:11
15* ยอห์น 6:67
16* กิจการ 8:37; 9:20
17* เอเฟซัส 2:8; กาลาเทีย 1:16
18* ยอห์น 1:42; กิจการ 2:41, 47; เอเฟซัส 2:20; อิสยาห์ 38:10
19* มัทธิว 18:18
20* ลูกา 9:21

21* ลูกา 9:22; 18:31; 24:46;
กิจการ 10:40; 1โครินธ์ 15:4
23* มัทธิว 4:10; โรม  8:7
24* 2 ทิโมธี 3:12; 1 เปโตร 2:21
25* ยอห์น 12:25
26* ลูกา 12:20-21; สดุดี 49:7-8
27* มาระโก 8:38; ดาเนียล 7:10; โรม 2:6
28* ลูกา 9:27

มัทธิว 15 ชนะด้วยความเชื่อของแม่!

กฎมนุษย์มาแทนที่ความรักพ่อแม่
1 แล้วเหล่าฟาริสีและธรรมาจารย์จากเยรูซาเล็มก็มาหาพระเยซู ทูลถามพระองค์ว่า
2 “เหตุใดพวกศิษย์ของท่านจึงไม่เชื่อฟังกฎตามประเพณีที่ส่งต่อกันมานานแล้ว พวกเขาไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารกันเลย”
3 พระเยซูตรัสตอบว่า “ แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า เพียงเพื่อจะทำตามกฎตามประเพณีเล่า?”
4 พระเจ้าตรัสไว้ว่า “จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า และหากใครแช่งด่า ว่าร้ายพ่อแม่ จะต้องมีโทษถึงตาย
5 แต่พวกเจ้ากลับกล่าวว่า ลูกสามารถพูดกับพ่อแม่ได้ว่า ‘สิ่งที่ฉันจะใช้ให้เป็นประโยชน์กับท่านนั้น ฉันได้ถวายพระเจ้าไปแล้ว’ (เป็นประเพณีที่เรียกว่า โกระบาน )
6  พวกเจ้าสอนให้คนยับยั้ง ไม่ให้เกียรติพ่อแม่ของตนเอง เจ้ายกเลิกพระบัญชาของพระเจ้า เพราะเห็นแก่กฎตามประเพณีของเจ้า   
7 เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! อิสยาห์พูดถูกต้องแล้ว เมื่อเขาเผยพระดำรัสเรื่องของพวกเจ้าว่า 
‘คนเหล่านี้ให้เกียรติเราด้วยปากเท่านั้น แต่ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา
พวกเขานมัสการเราอย่างไร้ค่า  คำสอนของเขาเป็นแค่กฎของมนุษย์ที่สอนต่อ ๆ กันมา’


10 จากนั้น พระเยซูทรงเรียกประชาชนเข้ามาหาพระองค์ ตรัสว่า “จงฟัง และพยายามเข้าใจเถิด ว่า
11 สิ่งที่เข้าปากมนุษย์ไม่ได้ทำให้เขาเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาต่างหาก ที่ทำให้เขาเป็นมลทิน”
12 จากนั้นศิษย์ของพระองค์เข้ามาหาพระองค์ ทูลถามว่า “พระองค์ทรงทราบไหมว่า พวกฟาริสีได้ยินที่พระองค์ตรัสอย่างนั้นก็โกรธมาก?”
13 พระเยซูตรัสตอบว่า “ต้นไม้ทุกต้นที่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ไม่ได้ทรงปลูกไว้นั้น จะถูกทั้งถอนรากและถอนโคน 
14 พวกเจ้าจงอยู่ให้ห่างเขา พวกเขาเป็นผู้นำแบบตาบอด  ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งคู่ก็จะตกลงไปในหลุม”

ขอความเข้าใจ
15 เปโตรทูลว่า “ขอทรงอธิบายคำอุปมานี้แก่พวกเราเถิด พระเจ้าข้า” 
16 พระเยซูตรัสว่า
“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?
17 เจ้ารู้นี่นาว่า อาหารทั้งหมดที่เข้าไปในปาก ก็ลงไปในท้อง จากนั้นก็ออกจากร่างกายไป
18 แต่สิ่งที่ผู้คนพูดออกมานั้น ก็มาจากใจ จากความคิดจิตใจของเขา  สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาเป็นมลทิน


19 เพราะจากใจนั้น คือความคิดชั่ว  การฆาตกรรม  ความผิดทางเพศ การขโมย การมุสา การใส่ร้าย
20  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนเป็นมลทิน  ส่วนการกินโดยไม่ล้างมือนั้น ไม่ได้ทำให้เป็นมลทิน 

ความเชื่อของหญิงคานาอัน
21 พระเยซูทรงออกมาจากที่นั่น และเสด็จเข้าเขตเมืองไทระ และเมืองไซโดน (ซึ่งอยู่ริมทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือ)
22 มีหญิงชาวคานาอันที่อาศัยอยู่แถบนั้นมาเฝ้าพระเยซู ทูลว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบุตรดาวิด โปรดเมตตาข้าเจ้าด้วย! ลูกสาวของข้าเจ้ามีผีสิง ทรมานมากเจ้าค่ะ”
23 แต่พระเยซูไม่ได้ตอบเธอสักคำ  ดังนั้นศิษย์ของพระองค์จึงเข้ามาและทูลว่า “ขอพระองค์บอกให้เธอไปเถิด  เพราะเธอมาร้องตะโกนตามเราอย่างนี้” 
24 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราถูกส่งมาเพื่อหาแกะหลงหายของอิสราเอลเท่านั้น”
25 แล้วเธอจึงมาหาพระเยซูอีกครั้งและกราบลงต่อพระองค์ กล่าวว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงโปรดช่วยข้าเจ้าด้วยเถิด”
26 พระเยซูตรัสตอบเธอว่า “ที่เราจะเอาอาหารของลูกโยนให้สุนัขนั้นไม่ถูกต้อง”

27 เธอจึงกล่าวว่า “ใช่แล้วพระองค์เจ้าข้า แต่สุนัขยังกินเศษอาหารที่หล่นจากโต๊ะของนาย” 
28 แล้วพระเยซูตรัสตอบว่า “หญิงเอ๋ย เจ้ามีความเชื่อที่ใหญ่ยิ่งนัก ให้เป็นไปตามที่เจ้าร้องขอเถิด”
แล้วลูกสาวของเธอก็ได้รับการรักษาในเวลานั้นเอง

พระเยซูทรงรักษาคนต่างชาติมากมาย
29 หลังจากที่พระองค์เสด็จจากที่ตรงนั้น ก็ทรงไปตามชายฝั่งกาลิลี  ทรงขึ้นไปประทับนั่งบนภูเขา 
30 คนเป็นจำนวนมากได้มาหาพระเยซู และนำคนง่อย คนตาบอด คนพิการ คนใบ้ และคนป่วยอย่างอื่นมาหมอบแทบพระบาท และพระองค์ก็ทรงรักษาเขา


31 ผู้คนต่างพากันประหลาดใจ เมื่อพวกเขาเห็นคนใบ้พูดได้ คนพิการหายเป็นปกติ  คนง่อยเดินได้ คนตาบอดก็มองเห็น พวกเขาก็พากันสรรเสริญพระเจ้าแห่งอิสราเอล 

พระเยซูทรงเลี้ยงกว่าสี่พันคน 

32 พระเยซูทรงเรียกศิษย์มาหาพระองค์ตรัสว่า
“เราสงสารผู้คนเหล่านี้ เพราะเขาอยู่กับเรามาสามวันแล้ว และพวกเขาคงจะหมดแรงตามทางกลับบ้าน”
 33 ศิษย์ของพระองค์ทูลว่า
“แถวนี้เป็นที่ ๆ ห่างไกล เราจะไปหาขนมปังที่ไหนมามากพอที่จะเลี้ยงคนมากมายอย่างนี้ขอรับ?”
 34 พระเยซูตรัสถามว่า “พวกเจ้ามีขนมปังกี่ก้อน?” “มีเจ็ดก้อนกับปลาเล็ก ๆ สองสามตัวขอรับ” 
35พระเยซูทรงบอกให้ประชาชนนั่งลงบนพื้น  
36  แล้วพระองค์ก็นำขนมปังทั้งเจ็ดก้อนมา รวมทั้งปลา และขอบพระคุณพระเจ้า จากนั้นทรงแบ่งขนมปังออก มอบให้กับศิษย์เพื่อให้พวกเขานำไปแจกให้ประชาชน
37 ทุกคนได้กินจนอิ่มเอม แล้วศิษย์ของพระองค์เก็บเศษที่เหลือได้เจ็ดตะกร้าใหญ่ 
38 จำนวนคนที่กินอาหารด้วยกันนั้น คือชาย 4000 คน ไม่ได้นับผู้หญิงและเด็ก  

39 หลังจากที่ทรงส่งประชาชนกลับบ้านแล้ว พระเยซูทรงลงเรือไปยังแคว้นมากาดาน

อธิบายเพิ่มเติม

กฎมนุษย์มาแทนที่ความรักพ่อแม่
15:1-3 
เบื้องหลังของเรื่องนี้ อยู่ในประวัติศาสตร์
 ในช่วงเวลาระหว่างพระคัมภีร์เดิมกับพระคัมภีร์ใหม่นั้น เหล่าปัญญาชนของยิวได้ร่วมมือกันสร้างกฎประเพณีขึ้นมากมาย ทำให้ประชาชนต้องทำตาม และหากไม่ทำตามก็ถือว่าทำผิดบาป 
ซึ่งเป็นกฎที่มีมากมาย ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน คนยิวต้องคอยระวังไม่ทำผิดกฎต่าง ๆ ที่ควบคุมชีวิตอย่างละเอียดยิบ 
สำหรับฟาริสี และธรรมาจารย์ การล้างมือก่อนรับประทาน เป็นประเพณีทางความเชื่อที่สอนกันมาตามกฎประเพณีของยิว เมื่อพวกเขามาเจอศิษย์ของพระเยซูไม่ทำตามประเพณีเช่นนี้ ก็เลยถือโอกาสจับผิดพระเยซูเสียเลย 
แต่พระเยซูทรงถามกลับไปว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่ทำตามบทบัญญัติของพระเจ้า  เรื่องการให้เกียรติบิดามารดา    (อพยพ 20:12, 21:17 ;เลวีนิติ 20:9; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16; ) พระเยซูทรงทราบว่า พวกเขาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการที่จะให้ประโยชน์กับพ่อแม่  ทรงใช้พระวจนะของโมเสสมาย้อนถามพวกเขา 

15:4-9  พวกเขาจะไม่ช่วยพ่อแม่ ไม่ให้สิ่งจำเป็นกับพ่อแม่ที่อาวุโส โดยอ้างว่า อะไร ๆ ที่จะให้พ่อแม่นั้น ได้ถวายพระเจ้าไปเสียก่อนหน้าเขายกเลิกการให้เกียรติ การดูแลพ่อแม่ ด้วยกฎประเพณีของพวกเขา  พวกเขายกกฎประเพณีมาอยู่เหนือบทบัญญัติของพระเจ้า  
พระเยซูทรงสรุปให้เห็นชัดว่า พวกเขานับถือกฎประเพณี เป็นคนหน้าอย่างหลังอย่าง ดังนั้น เมื่อประชาชนได้ยิน พวกเขาก็เริ่มเข้าใจว่า  ฟาริสี ธรรมาจารย์กำลังควบคุมชีวิตพวกเขาอย่างไร 

15:10-11 แล้วพระเยซูทรงสรุปให้ประชาชนเข้าใจว่า คำสอนของฟาริสี ธรรมาจารย์นั้นไม่ถูกต้อง  แน่นอนมีคนที่ไม่เคยคิดอย่างนี้มาก่อน และตาของเขาก็เปิดออก เข้าใจแล้วว่า พวกเขาไม่ได้รับคำสอนจากบทบัญญัติอย่างถูกต้อง 

15:12-14   แล้วสิ่งที่คาดไว้ก็เกิดขึ้น ฟาริสีและธรรมาจารย์โกรธมากที่พระเยซูทรงเปิดโปงพวกเขา  และยังตรัสชัดว่า พวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด ตรัสด้วยว่า พระเจ้าจะทรงถอนรากถอนโคนพวกเขา
พวกเขาเองคิดเข้าข้างตัวเองมาโดยตลอดว่า ตนเป็นคนดี ทำสิ่งที่พอพระทัยพระเจ้า ไม่เคยเห็นตัวจริงของตนเอง เมื่อถูกเปิดโปงต่อหน้าประชาชนเช่นนี้ ก็รับไม่ได้ และถือว่า พระเยซูทรงเป็นศัตรูสำคัญที่อาจทำลายสถาบันศาสนาของพวกเขา
แล้วพระเยซูทรงสรุปให้เห็นว่า ฟาริสี ธรรมาจารย์พวกนี้คือคนตาบอดนั่นเอง หากผู้คนติดตามพวกเขาก็จะพินาศเหมือนพวกเขา …. ในโลกของเราทุกวันนี้มีคนที่หลอกว่าเป็นคนเก่ง เป็นโค้ช เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่น้อย ..ดังนั้นเราต้องคอยระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่หลอกฝ่ายวิญญาณ เพราะผลที่ได้คือนรก…

ขอความเข้าใจ
15:15-20
แล้วเปโตรก็มาหาพระเยซู ขอคำอธิบายเรื่องอุปมานี้ 
พระเยซูทรงอธิบายชัดเจนถึงการเป็นมลทินซึ่งแตกต่างจากที่ฟาริสีเข้าใจ  พวกเขาเข้าใจแค่ความสกปรกภายนอกร่างกายว่าเป็นมลทิน แต่พระเยซูทรงหมายความถึงความมลทินฝ่ายวิญญาณ มลทินในใจที่มนุษย์มองไม่เห็น มันแอบซ่อนอยู่ในใจ  
เมื่อใครก็ตามพูดสิ่งที่ชั่วร้ายออกมา นั่นคือ ออกมาจากใจของเขา มันฝังลึกในความคิด และค่อย ๆ ปรากฏออกมาทางปาก  ทางคำพูด
จากข้อสิบเอ็ด    สิ่งที่เข้าปากมนุษย์ไม่ได้ทำให้เขาเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาต่างหาก ที่ทำให้เขาเป็นมลทิน 
พระคำตอนนี้ทำให้เราต้องสำรวจใจของเราเองว่า มีอะไรข้างในที่ทำให้เป็นมลทิน  เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เมื่อไรที่ออกมานั้นน่ากลัวและน่าอาย

ความเชื่อของหญิงคานาอัน
15:21-28
แล้วมัทธิวก็กล่าวถึงหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวคานาอัน เป็นเชื้อสายของคนที่เป็นศัตรูกับคนอิสราเอลมานาน  แต่บัดนี้ มีเชื้อสายศัตรูเข้ามาหาพระเยซูเพื่อขอความช่วยเหลือ น่าแปลกที่เธอเรียกพระองค์ว่า พระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับคำว่า พระบุตรของดาวิด ซึ่งทำให้เราเห็นว่า พระองค์จะต้องเป็นที่รู้จักกันในนามนั้น 
พระเยซูทรงรักษาโรค และไล่ผีออกจากผู้คนมากมายเป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว หญิงชาวคานาอันผู้นี้จึงกล้าเข้ามาเฝ้าพระองค์ และร้องขอแล้วขออีกจนศิษย์ของพระองค์มาขอให้พระองค์บอกให้เธอไปเสีย … 
แล้วพระเยซูทรงบอกเธอชัดว่า งานของพระองค์นั้นจำกัดอยู่ที่คนอิสราเอลเท่านั้น
แต่เธอไม่ยอมกับเหตุผลของพระองค์ เธอมากราบอีก  ขอความช่วยเหลืออีก  จะให้แม่คนนี้ ที่สงสารลูกสุดใจกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร
แล้วพระเยซูกลับตอบเธอว่า พระองค์ไม่ควรที่จะเอาอาหารของคนยิวให้คนต่างชาติ สิ่งที่พระองค์ตรัส ดูเหมือนไม่แคร์เธอเลยสักนิด แต่เธอก็ไม่ยอมเช่นกัน… 

เป็นสุนัขก็ได้ แต่..เจ้านายก็ต้องยอมให้มันได้เศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนาย  ความเชื่อว่าพระเยซูจะรักษาโรคให้ลูกสาวนั้นเป็นความเชื่อที่แรงมาก จนพระเยซูอดไม่ได้ที่จะตรัสว่า เธอมีความเชื่อยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงอนุญาตให้ลูกของเธอพ้นจากอำนาจมารทันที  และด้วยความเชื่อ ความไม่ยอมแพ้ ความมั่นใจว่าพระเยซูทรงทำให้ได้ พระเยซูทรงเมตตา ทำให้เธอชนะ!

พระเยซูทรงรักษาคนต่างชาติมากมาย
15:29-31
จากเมืองริมฝั่งทะเล พระเยซูก็เดินทางไปยังชายฝั่งกาลิลี เราจะเห็นว่า  เขตตรงนี้น่าจะเป็นพื้นที่ทศบุรี ซึ่งมีเมืองต่าง ๆ ของคนต่างชาติกระจุกกันอยู่สิบเมือง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี  แม้พระเยซูจะตรัสว่า พระองค์ทรงมาตามหาแกะหลงของอิสราเอลเท่านั้น แต่ปรากฏว่า พระองค์ทรงออกไปในเขตของชนต่างชาติหลาย ๆ ชาติ และรักษาคนง่อย คนตาบอด พิการแบบต่าง ๆ คนป่วยสารพัดโรค ทำให้พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล  นี่เป็นภาพที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เป็นตามที่อิสยาห์ 

พระเยซูทรงเลี้ยงกว่าสี่พันคน
15:32-39
เรามักสับสนว่า พระเยซูทรงเลี้ยงคนเท่าไรกันแน่ ในพระกิตติคุณได้บันทึกชัดเจนถึงครั้งที่ทรงเลี้ยงห้าพันคน (มัทธิว 14: 13-21) และอีกครั้งที่ทรงเลี้ยงสี่พันคน และทั้งสองครั้งนี้มีความแตกต่างกันชัดเจน  ทำให้เราเห็นความสงสารในพระทัยของพระเยซูที่มีต่อทั้งคนยิวและคนต่างชาติ  ทำให้เราเห็นถึงความไม่เข้าใจและความไม่เชื่อของเหล่าศิษย์ใกล้ชิดอย่างชัดเจน 
ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเห็นพระองค์ทรงเลี้ยงคนมาก่อนหน้า แต่ครั้งนี้พวกเขาอาจคิดว่า พระองค์ไม่ได้สนพระทัยคนต่างชาติก็เป็นได้ และพวกเขาเองก็ไม่ใส่ใจคนต่างชาตินัก จะเห็นได้จากก่อนหน้านี้ที่พวกเขาขอให้พระองค์ไล่หญิงชาวคานาอันที่มาขอความช่วยเหลือออกไป 

การอัศจรรย์ท่ามกลางชนต่างชาติครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า ถึงแม้พระเยซูจะตรัสกับหญิงคานาอันว่า ทรงมีพันธกิจต่อคนอิสราเอล แต่แล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงพระทัยจริง ๆ ว่า ไม่ได้ทรงเห็นแก่เชื้อชาติ หรือการเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก พระองค์ทรงแสดงความรักเอาใจใส่ ทรงเมตตาต่อทุกชนชาติเหมือน ๆ กัน

การบันทึกเรื่องราวของการเลี้ยง 4000 คนนี้จึงทำให้คนต่างชาติทั้งหลายได้รับพระกรุณาจากพระเจ้ามาตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ทรงดำเนินท่ามกลางประชาชนแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพระองค์ทรงบัญชาในมัทธิวบทที่ 28

ข้อเปรียบเทียบการเลี้ยงสองครั้ง

พระคำเชื่อมโยง

Matthew 15
1* มาระโก 7:1
2* มาระโก 7:5
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16;
อพยพ 21:17
5* มาระโก 7:11-12
7* มาระโก 7:6
8* อิสยาห์ 29:13
9* โคโลสี 2:18-22
10* มาระโก 7:14



11* กิจการ 10:15
13* ยอห์น 15:2
14* ลูกา 6:39
15* มาระโก 7:17
16* มัทธิว 16:9
17* 1โครินธ์  6:13
18* ยากอบ 3:6
19* สุภาษิต 6:14
21* มาระโก 7:24-30
22* มัทธิว 1:1; 22:41-42

24* มัทธิว 10:5-6
26* มัทธิว 7:6
28* ลูกา 7:9
29* มาระโก 7:31-37; มัทธิว 4:18
30* อิสยาห์ 35:5-6; ลูกา 7:38; 8:41; 10:39
31* ลูกา 5:25-26; 19:37-38
32* มาระโก 8:1-10
33* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:43
36* มัทธิว 14:1; ลูกา 22:19
39* มาระโก 8:10

มัทธิว 14 การเลี้ยงครั้งใหญ่

ประหารท่านยอห์น
1 ช่วงเวลานั้น เฮโรด เจ้าผู้ครองแคว้นกาลิลีได้ยินเรื่องของพระเยซู 2  จึงพูดกับเหล่าคนรับใช้ของเขาว่า “เขาผู้นี้น่าจะเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่คืนชีพจากตาย  เขาจึงมีฤทธิ์ทำการอัศจรรย์ได้ 3 ก่อนหน้านี้ เฮโรดได้จับกุมยอห์น และตรวนเขาไว้ในคุก  ที่เฮโรดทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะนางเฮโรเดียสที่เคยเป็นภรรยาของฟีลิป น้องชายของเฮโรดเอง
4 เป็นเพราะยอห์นได้กล่าวกับเฮโรดว่า “ที่ท่านแต่งงานกับนางนั้นเป็นการผิดบทบัญญัติ”
5 เฮโรดเองต้องการประหารยอห์นเสีย แต่ก็กลัวประชาชนเพราะพวกเขาถือว่า ยอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัส
6 ในงานวันเกิดของเฮโรด ลูกสาวของนางเฮโรเดียสได้เต้นรำต่อหน้าเฮโรดและแขกทั้งหลาย เป็นที่พอใจของเฮโรดมาก
7 ดังนั้น ท่านจึงประกาศสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ
8 เธอจึงทูลตามที่แม่ของเธอสั่งเอาไว้ว่า “ขอหัวของท่านยอห์นใส่ถาดมาเพคะ” 


9 แม้ว่าตอนนั้นกษัตริย์เฮโรดรู้สึกเป็นทุกข์ใจมาก แต่เป็นเพราะสัญญาไว้แล้วต่อหน้าแขกทั้งหลาย ท่านจึงบัญชาไปตามที่เธอขอ
10 ท่านส่งทหารเข้าไปตัดหัวยอห์นในคุก
11 และก็วางบนถาดมาให้หญิงสาว  เธอก็ส่งให้แม่ของเธอ 12 ศิษย์ของยอห์นได้มารับศพไปฝัง แล้วจึงไปรายงานเรื่องราวต่อพระเยซู 

พระเยซูทรงเลี้ยงคนมากกว่าห้าพันคน
13 เมื่อพระเยซูทรงทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับยอห์น พระองค์ก็ทรงลงเรือไปและไปยังที่เงียบสงบ เพื่อประทับเพียงผู้เดียว แต่ประชาชนก็ได้ยินอย่างนั้น พวกเขาจึงเดินตามไปหาพระองค์  14  เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ พระองค์ทรงเห็นประชาชนจำนวนมากรอพระองค์อยู่ พระองค์ทรงสงสารพวกเขา และทรงรักษาคนที่เจ็บป่วย 
15 พอถึงเวลาเย็น พวกศิษย์ก็มาหาพระองค์ทูลว่า “แถบนี้ห่างไกล ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย แล้วก็เย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงปล่อยให้ประชาชนกลับไปเถิดเพื่อพวกเขาจะได้ไปซื้ออาหารตามหมู่บ้านกันเอง
16 แต่พระเยซูตรัสตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาไป พวกเจ้าสิ  จงเลี้ยงอาหารเขาเถิด”
 17 พวกเขาทูลว่า “แต่เรามีแค่ขนมปังห้าก้อน กับปลาสองตัวเท่านั้น”
 18 พระเยซูตรัสว่า “เอามาให้เราเถิด”

 

19 แล้วพระองค์ตรัสให้ประชาชนเหล่านั้นนั่งลงบนพื้นหญ้า  ทรงหยิบขนมปังห้าก้อน กับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์มองฟ้าสวรรค์ ตรัสขอบคุณพระเจ้า
แล้วพระองค์ก็หักขนมปังส่งให้พวกศิษย์ พวกเขานำไปแจกให้กับประชาชน

20 คนทั้งหมดก็ได้กินและอิ่มเต็มที่ แล้วศิษย์ก็เก็บเศษที่เหลือได้อีกเต็มสิบสองตะกร้า  21 จำนวนประชาชนที่กินอาหารครั้งนั้นประมาณ  5000  คน โดยยังไม่ได้นับผู้หญิงและเด็ก!

พระเยซูดำเนินบนผิวน้ำ 

22 ทันทีหลังจากนั้น พระเยซูตรัสให้ศิษย์ของพระองค์ลงเรือข้ามทะเลสาบไปล่วงหน้าพระองค์  ส่วนพระองค์ทรงอยู่ต่อเพื่อส่งฝูงชนเดินทางกลับบ้านไป 23 หลังจากที่ทรงส่งพวกเขาแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาตามลำพังเพื่ออธิษฐาน เวลาค่ำ
พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นเพียงพระองค์เดียว 24 ขณะนั้นเรือก็ออกจากฝั่งไปไกลมาก  เรือถูกคลื่นลมซัดไปเพราะมุ่งหน้าต้านลม
25 ในช่วงยามที่สี่ของกลางคืน (ระหว่างตีสามถึงหกโมงเช้า)  พระเยซูดำเนินบนผิวน้ำทะเลสาบไปหาพวกศิษย์
26  เมื่อพวกศิษย์เห็นพระองค์ดำเนินบนผิวน้ำเช่นนั้น พวกเขาก็กลัวมาก ตกใจร้องว่า “เป็นผีนี่นา!”
ต่างร้องกันขรมเพราะกลัว
 27 แต่พระเยซูตรัสทันทีว่า “ใจกล้าเข้าไว้ นี่เป็นเราเอง อย่ากลัวไปเลย” 
28 เปโตรทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์จริง  ขอทรงบัญชาให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำไปหาพระองค์เถิด”
29 พระเยซูตรัสว่า “มาสิ”  เปโตรจึงลงจากเรือและเดินไปบนผิวน้ำ ตรงไปหาพระเยซู
 30 แต่แล้ว เมื่อเขาเห็นลมพัดแรง เขาก็ตกใจและตัวเริ่มจมลง เขาตะโกนว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย!!”


31 พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์จับเขาไว้ได้ทันที พระเยซูตรัสว่า “เจ้ามีความเชื่อน้อยนิด เจ้าสงสัยทำไมกัน?”
32 เมื่อทั้งสองขึ้นเรือแล้ว ลมที่พัดอยู่ก็สงบลง
33 ศิษย์ที่อยู่ในเรือก็ก้มลงกราบนมัสการพระเยซู พูดกันว่า “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแน่นอน!”

การรักษาโรคที่เยนเนซาเรท
34เมื่อข้ามฟากไป พวกเขาก็มาถึงฝั่งที่แคว้นเยนเนซาเรธ
35 พอประชาชนที่นั่นจำพระเยซูได้ ก็ส่งข่าวไปบอกคนอื่น ๆ แถบนั้นว่า พระเยซูเสด็จมา  และพวกเขาก็พาคนเจ็บป่วยมาหาพระองค์ 
36 พวกเขาทูลขอเพียงแตะชายเสื้อคลุมของพระองค์  แล้วทุกคนที่แตะก็หายป่วย (กันดารวิถี 15:38-39)

อธิบายเพิ่มเติม

เรื่องการสั่งตัดหัวท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมามีบันทึกในมาระโก 6:14-29 และลูกา 9:7-9 ด้วย เฮโรดที่ออกคำสั่งผู้นี้ คือ เฮโรด แอนทิพาส ผู้ปกครองแคว้นกาลิลี  ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ปกครองสี่คน (ลูกชายสี่คนของเฮโรดมหาราชคนที่สร้างพระวิหาร)ที่โรมส่งมา  ในข้อ 9 มัทธิวเรียกเฮโรดว่า เป็นกษัตริย์
14:1-2  เฮโรดผู้นี้ สนใจ อยากพบพระเยซูมาก เพราะเขาได้สั่งประหารท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมา และเขาสรุปเอาเองว่า พระเยซูเป็นยอห์นคืนชีพมา… เหตุผลคือ เขาได้ข่าวมาว่า พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์มากมาย  ที่เขาอยากพบพระเยซูอาจเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้  นั่นคือ การที่เขาสั่งประหารท่านยอห์นจากปากของตัวเอง จากนั้นมัทธิวได้ย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวังของเฮโรด
14:3-8 เรื่องของเฮโรเดียสค่อนข้างสับสน  เธอเป็นลูกสาวของลูกชายเฮโรดมหาราช และแต่งงานกับฟิลิปน้องชายเฮโรดซึ่งเป็นเหมือนน้าชายของเธอ      แต่ก็ถูกเฮโรดแอนทิพาส น้าชายคนพี่ชวนมาแต่งงานกับเขา สำหรับยิวแล้วเป็นการผิดทั้งเรื่องการแต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิด และยังเป็นขู้อีกด้วย ยอห์นจึงเตือนเฮโรด ตรงไปตรงมา เฮโรดไม่พอใจแต่ก็ยังรั้งตัวเองไว้ เพราะกลัวไม่เป็นที่พอใจของประชาชนที่นิยมท่านยอห์น  พวกเขาเห็นว่าท่านยอห์นเป็นผู้เผยพระดำรัสที่เพิ่งมาปรากฏตัวหลังจากที่พระเจ้าไม่ได้ส่งผู้รับใช้อย่างนี้มานานหลายร้อยปี 

สิ่งที่เฮโรดทำได้คือการสั่งจำคุกยอห์น ซึ่งน่าจะเป็นการยุยงจากนางเฮโรเดียสด้วย  จากที่มาระโกบันทึกเอาไว้ พอจะประมาณได้ว่าเป็นอย่างนี้ ที่จริงเธอถึงขนาดต้องการ ฆ่าท่านยอห์น อาฆาตท่านมาก ดูสิว่า ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวขนาดไหน  
วันเกิดของเฮโรด ก็ต้องมีงานเลี้ยง มีผู้ชายเยอะก็ต้องมีผู้หญิงเต้นรำ ซาโลเมคือสาวน้อยที่เป็นลูกสาวนางเฮโรเดียสกับฟีลิป เท่ากับเป็นหลานสาวของเฮโรด ก็มาเต้นรำทำให้ทั้งเฮโรดและแขกเหรื่อพอใจเหลือเกิน ชมกันทั้งงาน  เฮโรดก็ทั้งเมา ทั้งบันเทิง อดไม่ได้ที่จะอวดอ้างในงานว่าจะให้ทุกอย่างที่ต้องการ ถึงครึ่งอาณาจักรที่ครองอยู่ 

ซาโลเมก็เป็นลูกแสนดี ถามท่านแม่ แม่ได้ทีให้ขอหัวท่านยอห์น   … เห็นความโหดของทั้งแม่และลูกคู่นี้ไหม? อะไรทำให้ทั้งสองกล้าได้ขนาดนี้ ?

14:12 ด้วยความโศกเศร้าอย่างมาก พวกเศิษย์ของท่านยอห์นมาขอศพท่านไปเก็บไว้ในถ้ำ (มาระโก 6:29 )  เป็นศพที่ไร้ศีรษะ  นี่คือจุดจบของท่านยอห์น ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาเตรียมทางเพื่อพระเมสสิยาห์  การตายเช่นนี้ เป็นการตายเพราะท่านกล้าที่จะพูดเพื่อให้เฮโรดไม่ทำสิ่งที่ผิด แต่แล้ว ก็ต้องจบชีวิตของท่าน 

ระหว่างสองเหตุการณ์?
14:13 เชื่อว่า พระเยซูทรงทราบเรื่องนี้ก่อนที่ศิษย์จะมาทูลรายงานอยู่แล้ว  และพระองค์ทรงรู้สึกสะเทือนพระทัย ไม่อาจที่จะอยู่กับผู้คนได้  การที่คนของพระเจ้าถูกฆ่าโดยคนทรามเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าเองทรงรู้สึก (แบบที่เรามนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้
สดุดี 116:15 กล่าวว่า ความตายของวิสุทธิชนของพระยาห์เวห์มีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์) พระองค์ทรงแยกไปจากผู้คนเพื่อ ไปอยู่ตามลำพังกับพระบิดา  ทรงลงเรือไป แต่มีบางคนเห็นจึงพากันบอกต่อ  ในช่วงเวลาอย่างนั้น ประชาชนก็ไม่ได้สนใจอะไร พวกเขาต้องการพบพระองค์ ต้องการความช่วยเหลือ  พวกเขาถึงขนาดว่า ไปรอเลยว่า พระองค์จะขึ้นฝั่งตรงไหน
14:14  ถึงจะสะเทือนพระทัย และปรารถนาจะอยู่ผู้เดียวขนาดไหน เมื่อทรงขึ้นฝั่งมา พระองค์ก็ทรงเห็นความทุกข์อยู่ข้างหน้า  ก็ทรงเมตตา สงสาร และทรงรักษาพวกเขาทันที
และเมื่อเราดูในข้อต่อไป พบว่า พระองค์ทรงใช้เวลาอยู่กับพวกเขานานมาก 

งานเลี้ยงมากกว่าห้าพันคน
14:15-16   คนที่หายโรค  คนที่ตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ที่มองเห็น คนเดินได้  คนที่ได้ยิน คนที่พูดได้  คนที่พามาเห็นการอัศจรรย์  พวกเขายังไม่ได้อยากไปไหน แต่ขอฟังพระองค์ผู้ทรงทำการยิ่งใหญ่นี้ บอกเรื่องของแผ่นดินของพระเจ้าอย่างที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน พวกเขาอยู่จนเย็น  ลืมไปว่าตัวเองออกมาไกลบ้านมาก  ศิษย์ของพระเยซูเริ่มกังวลเพราะคนจำนวนมากเหล่านี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย  เขาเสนอพระเยซูว่า ปล่อยให้ประชาชนกลับบ้านได้แล้ว เพราะจะได้ไปหาอาหารตามทาง
แต่พระเยซูกลับทรงให้พวกศิษย์ คิดหาทางเลี้ยงอาหารเขา แทนที่จะปล่อยประชาชนไปอย่างหิวโหย พระเยซูไม่ทรงทำเช่นนั้น แต่ทรงสั่งพวกศิษย์ให้ทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้
14:17-21 จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อมีแค่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว เป็นไปได้เมื่อพระเยซูได้รับขนมปังกับปลาไม่กี่ชิ้น  พระองค์ทรงหยิบมันขึ้นขอบคุณพระบิดา จากนั้นก็ทรงหักขนมปัง และทรงยื่นปลาให้พวกศิษย์
ทรงทำไปเรื่อย ๆ ราวกับว่า ทุกสิ่งออกมาจากพระหัตถ์ที่เป็นเครื่องผลิตอาหาร!! จนกระทั่งทุกคนได้กินจนอิ่ม ชาย 5,000 คนพร้อมผู้หญิงและเด็ก
เราก็คงต้องเดาว่าน่าจะเกินหนึ่งหมื่นคน  ครอบครัวหนึ่ง ๆ น่าจะมีเด็กไม่ต่ำกว่าสองหรือสามคนมาด้วย 

พายุท้าทายความเข้าใจ
14:22- 33 เราจะได้ยินคำเทศนาที่บอกว่า พวกศิษย์กำลังเจอลมแรง  เรือต้านลมอยู่ พระเยซูก็เสด็จเดินบนน้ำมาหาพวกเขา  พวกเขาตกใจประมาณไปเองว่า เป็นผี  แต่เมื่อเปโตรมองพระเยซูเขาขอเดินแบบพระองค์บ้าง เขาก็เดินบนน้ำได้ แต่เมื่อเห็นคลื่นลมแรง เขาก็ตกใจ เหมือนกับเราที่เจอ ไม่ว่าจะเป็นพายุในการทำงาน สุขภาพ ครอบครัว ฯลฯ ดังนั้น ในชีวิตของเรา  เราต้องยึดมั่นในพระเจ้าไม่ว่าพายุของชีวิตจะมาเพียงไหน … และเมื่อพลาด ก็ขอพระเจ้าช่วย เราต้องมีความเชื่อให้มาก 
แต่ตอนนี้ เราขอมาโฟกัสที่ข้อสรุปของศิษย์ 
สำหรับพระคัมภีร์ตอนนี้ที่มัทธิวได้บันทึกไว้ให้เรา  อย่างหนึ่งที่ชัดเจนทำให้พวกศิษย์สรุปว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
เป็นเพราะอะไร ทำไมการดำเนินบนน้ำของพระเยซูทำให้พวกเขาสรุปอย่างนั้น?
…​เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีอำนาจเหนือธรรมชาติได้แบบนี้
และยังมีข้อพระคำที่พวกเขาน่าจะเคยอ่านมาแล้ว
พระองค์แต่ผู้เดียวที่ทรงคลี่ฟ้าสวรรค์ออกและทรงย่ำเหนือคลื่นทะเล โยบ 9:8  พระมรรคาของพระองค์ผ่านทะเลทางของพระองค์ผ่านห้วงน้ำหลากแม้ไม่เห็นรอยพระบาทของพระองค์ สดุดี 77:19

การดำเนินบนน้ำของพระเยซูจึงพิสูจน์ให้พวกเขารู้ว่า ทรงเป็นพระเจ้าแน่นอน  จากข้อสรุปของเขาทำให้เรารู้ว่า ก่อนหน้านี้ พวกเขาน่าจะคิดว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระดำรัสอย่างท่านยอห์น  พวกเขาประเมินพระองค์ต่ำกว่าความเป็นจริง  แม้พระองค์จะทรงบอกพวกเขา ก็ยังมีบางคนสงสัยอยู่  ต่อมาในมัทธิว 16 เราจะเห็นว่า เปโตรยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมมาเพื่อช่วยโลกให้รอด  แต่… ก็ยังเป็นพระเมสสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าแบบที่พวกเขาเข้าใจไปเองว่า จะทรงเป็นนักรบที่ปลดปล่อยเขาจากโรมซึ่งครอบครองอิสราเอลในขณะนั้น

การรักษาโรคที่เยนเนซาเรท
14:34-36 พวกเขาข้ามฟากไปถึงแคว้นเยนเนซาเรธซึ่งเป็นเขตของเฮโรด แอนทีพาสที่สั่งประหารยอห์น  ในหนังสือยอห์น 6:21 กล่าวว่า หลังจากที่ขึ้นเรือไปแล้ว เรือก็ไปถึงฝั่งทันทีเลย
เป็นอัศจรรย์ซ้อนอัศจรรย์   เขตแดนนี้  อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคาเปอรนาอุม 
ผู้คนต่างมาหาพระองค์ และพวกเขาขอเพียงแตะชายเสื้อคลุมของพระองค์  แค่นั้นพวกเขาก็หายป่วย. ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อของประชาชนนั้น ช่างเต็มล้น มากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับศิษย์ของพระองค์ในเช้ามืดวันนั้น
เราจะเห็นการใช้ชีวิตของพระเยซูในช่วงนี้ว่า พระองค์ทั้งทรงอยู่กับศิษย์อย่างใกล้ชิด และพระองค์ก็ทรงอยู่กับประชาชน แต่พระองค์ไม่เคยห่างหายไปจากพระพักตร์พระบิดาและทรงอยู่กันตามลำพังเสมอ

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 14
1* มาระโก 6:14-29
3* ลูกา 3:19-20
4* เลวีนิติ 18:16; 20:21
5* ลูกา 20:6
13* ยอห์น 6:1-2
14* มาระโก 6:36
15* ลูกา 9:12

19* มัทธิว 15:36; 26:26
23* มาระโก 6:46; ยอห์น 6:16
26* โยบ 9:8
27* กิจการ 23:11; 27:22, 25,36
31* มัทธิว6:30; 8:26
33* สดุดี 2:7 
34* มาระโก 6:53
36* มาระโก 6: 5:24-34; ลูกา 6:19