มัทธิว 16 แบกกางเขน ตามเรามา!

ขอหมายสำคัญ

1  พวกฟาริสีและสะดูสีมาหาพระเยซู เพราะต้องการทดสอบเพื่อกับดักพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์แสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ (จากพระเจ้า) 
2 พระเยซูตรัสตอบว่า “ในเวลาเย็นพวกเจ้าพูดว่า ‘อากาศจะปลอดโปร่งเพราะฟ้าเป็นสีแดง’
3 และเวลาเช้าก็ว่า ‘วันนี้จะมีพายุ เพราะฟ้าเป็นสีแดงครึ้มฟ้าครึ้มฝน’ พวกเจ้าสามารถบอกได้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรแค่ดูสภาพของท้องฟ้า  และยังรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับหมายสำคัญที่เราทำนั้น พวกเจ้ากลับแปลความหมายไม่ออก

4 คนในยุคที่ชั่วร้ายและทรยศต่อพระเจ้า ตามหา ขอหมายสำคัญ  แต่จะไม่ได้รับหมายสำคัญใด ๆ นอกจากหมายสำคัญของโยนาห์” แล้วพระเยซูก็ทรงจากพวกเขาไป 

 ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
5 เหล่าศิษย์ของพระเยซูลงเรือข้ามไปอีกฟาก และพบว่า พวกเขาลืมเอาขนมปังมาด้วย
6 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้า จงระวังเชื้อของฟวกฟาริสีและสะดูสีด้วย”
7 พวกเขาก็คุยกันว่า ที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นเพราะ”พวกเราลืมเอาขนมปังมา”
8 พระเยซูทรงทราบว่า เขาพูดอะไรกัน ทรงถามว่า
“เหตุใดเจ้าจึงพูดกันเรื่องไม่มีขนมปัง พวกเจ้านี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง

9 เจ้ายังไม่เข้าใจหรือ? จำไม่ได้หรือว่า ตอนที่เลี้ยงห้าพันคนนั้น เก็บขนมปังที่เหลือได้เต็มกี่ตะกร้า?
10 หรือตอนที่เลี้ยงคนสี่พันคน พวกเจ้าเก็บขนมปังเหลือได้กี่ตะกร้าใหญ่?
11  เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือว่า เราไม่ได้พูดกับเจ้าเรื่องตัวขนมปัง? แต่เรากำลังบอกให้เจ้าระวังเชื้อของพวกฟาริสีและสะดูสี”

12  แล้วพวกเขาจึงเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้กล่าวถึงการต้องระวังเชื้อขนมแต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและสะดูสี

เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
 13  เมื่อพระเยซูทรงเข้ามาถึงเขตซีซาริยาฟิลิปปี ​พระองค์ตรัสถามพวกศิษย์ว่า “ประชาชนเขากล่าวกันว่า บุตรมนุษย์เป็นใคร?”
14 พวกเขาตอบว่า “บางคนว่า ท่านเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บางคนว่า ท่านเป็นเอลียาห์ และยังมีคนที่ว่าท่านเป็นเยเรมีย์ หรือ ผู้เผยพระดำรัสคนใดคนหนึ่งขอรับ”
15 แล้วพระเยซูตรัสถามเข้าว่า “แต่เจ้าล่ะ ว่าเราเป็นใคร?”
16 ซีโมน เปโตรตอบว่า “พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ขอร้บ”
 
17  พระเยซูตรัสตอบว่า “ซีโมน ลูกชายโยนาห์เอ๋ย
เจ้าเป็นสุขจริง  เพราะไม่มีมนุษย์คนใดบอกเรื่องนี้แก่เจ้า  แต่เป็นพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า เราเป็นใคร

18  เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าคือเปโตร (กรีกว่า เพทรอส หมายถึงหิน) บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราขึ้น และประตูแห่งแดนตายไม่อาจจะเอาชนะคริสตจักรนี้ได้ 

19 เราจะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่เจ้า  เจ้าผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดในแผ่นดินสวรรค์  ท่านอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกอนุญาตในแผ่นดินสวรรค์” 
20 แล้วพระเยซูทรงเตือนกำชับพวกเขาไม่ให้บอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
21 จากนั้นเป็นต้นมา พระเยซูก็ทรงเริ่มทำให้ศิษย์เข้าใจชัดว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปยังนครเยรูซาเล็ม 
ณ ที่นั้น พระองค์จะต้องทนทุกข์หลายอย่างจากพวกผู้ใหญ่ยิว  มหาปุโรหิต และธรรมาจารย์  จะทรงถูกประหาร และจากนั้นคืนชีพจากความตายในวันที่สาม
22 เปโตรเลี่ยงเอาพระองค์ออกไป และทูลติพระองค์ว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพระองค์นะขอรับ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นกับพระองค์” 

23 พระเยซูทรงหันมาตรัสกับเปโตรว่า “จงถอยออกไป เจ้าซาตาน! เจ้าคือหินสะดุด เพราะเจ้าไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์!”

รับกางเขนของตนเอง
24 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการตามเรามา  เขาต้องล้มเลิกสิ่งที่ตนเองต้องการ (คือปฏิเสธตัวเอง)  เขาต้องเต็มใจที่จะรับกางเขนของตน แบก และตามเรามา
25 คนที่ต้องการเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต  แต่คนใดที่ยอมเสียชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่เรา ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้ได้
26 เป็นการเสียเปล่าที่จะได้ทั้งโลกมาเป็นของตน แต่กลับเสียจิตวิญญาณของตนไป ใครคนหนึ่งจะเอาสิ่งใดมาแลกจิตวิญญาณของตนเอง(คืนไป)ได้เล่า?


27 ด้วยว่า บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกด้วยพระเกียรติยิ่งใหญ่ของพระบิดา  พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์  เวลานั้น พระองค์จะทรงให้รางวัลแก่ทุกคนตามการกระทำของเขา
28 เราขอบอกความจริงแก่เจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ จะยังไม่ตายจนกว่าเขา ได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์” (ดาเนียล 17:1-8)

ขอหมายสำคัญ
16:1-4
เหล่าฟาริสีกับสะดูสี เป็นธรรมาจารย์ที่อยู่กันคนละสำนัก มีความเชื่อแตกต่างกัน แต่ร่วมมือกันเพื่อจะจับผิดพระเยซู จึงมาขอให้พระองค์ทรงทำหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ซึ่งน่าจะเป็นการอัศจรรย์อย่างเอลียาห์  หรือโมเสส แต่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญมากมายอยู่แล้ว พวกเขาไม่สนใจ การอัศจรรย์เหล่านั้น แต่ต้องการอัศจรรย์แบบที่เขาวางกับดักเอาไว้ 
พระเยซูทรงรู้ใจพวกเขาดี  ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพวกเขาชั่วร้าย ต่อต้านพระเจ้า  แต่พระองค์จะไม่ทรงให้หมายสำคัญแก่เขาเลย  ไม่ทำการอัศจรรย์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามที่พวกเขาขอ  หมายสำคัญของโยนาห์ที่พระองค์จะทรงให้คือ การคืนพระชนม์นั่นเอง และพวกเขาก็ต้องรอ แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงสนทนาต่อความ หรือแก้ความเข้าใจผิด แต่ดำเนินออกจากพวกเขา เหมือนอย่างที่ทรงทำใน 12:15; 14:13; 15:21 

ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
16:5-10  เมื่อก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงอยู่ที่แคว้น มักดาลา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี ดังนั้น คำว่าอีกฟากในที่นี้ หมายถึง ด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ

16:11-12  เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงเชื้อ ก็มีความหมายถึงสิ่งไม่ดี ดังนั้น เชื้อของฟาริสีและสะดูสี ก็คือ ความเกลียดชัง  หน้าซื่อใจคด  ยึดถือกฎบัญญัติอย่างเคร่งครัด   ความดื้อด้านฝ่ายวิญญาณ  ฉวยโอกาสเพื่ออำนาจทางการเมือง  ที่พระเยซูทรงเตือนพวกศิษย์ก็เพราะพวกเขาท้าทายขอหมายสำคัญที่ไม่ได้จำเป็น แต่เป็นเพียงเพื่อต้องการจับผิดพระเยซูเท่านั้น
พระเยซูไม่ทรงอธิบายซ้ำ แต่ทรงย้ำให้พวกศิษย์ได้คิดเรื่องเชื้อเลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง และในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่า ที่ทรงกล่าวถึงเชื้อนั้นคือ คำสอน วิถีชีวิต การควบคุมผู้คนด้วยกฎต่าง ๆ ของพวกฟาริสี และสะดูสีนั่นเอง   



เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
16:13-14  เขตซีซาริยา ฟีลิปปี ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เป็นพื้นที่ทางเหนือของทะเลสาปกาลิลี  ผู้ที่สร้างชุมชนนี้ คือเฮโรด ฟิลิป ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พยายามฆ่าพระเยซูตอนที่ยังเป็นทารกอยู่  พื้นที่แถบนี้ เป็นทางราบลงมาจากภูเขาเฮอร์โมน  คนสมัยก่อนหน้านั้น จะเข้าไปกราบนมัสการเทวรูปต่าง ๆ  ทำให้มีกองหิน วางอยู่เป็นระเบียบเพื่อทำพิธีของพวกเขา  ทำให้พระเยซูทรงใช้คำว่า ศิลา เมื่อตรัสถึงการสร้างคริสตจักรของพระองค์  
แล้วพระเยซูทรงถามศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาคิดว่า พระองค์คือใคร  แทนที่จะตอบตรง ๆ กลับบอกพระองค์ว่า คนนั้นคิดอย่างนั้น คนนี้คิดอย่างนี้  

16:15-17 พระองค์ทรงถามศิษย์ทุกคน มีคนเดียวตอบถูกคือเปโตร เขาบอกว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ซึ่งหมายถึงพระองค์ที่พระเจ้าทรงเจิมให้มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด 

พวกเขามีความเห็นที่เกิดจากความเข้าใจมากขึ้นจากประสบการณ์ที่อยู่กับพระเยซู จำได้ไหม พวกเขาถูกเรียกว่า คนมีความเชื่อน้อย (ข้อ 8  ) และ พระเยซูทรงตำหนิพวกเขา เนื่องจากความที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ (16:21-23)  

ใน 14:33 พวกศิษย์กล่าวกันว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความเกรงกลัว)
16:17 เปโตรว่า พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”  (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความมั่นใจ)  และแล้ว ในที่สุดพระเยซูทรงเปิดเผยว่า พระบิดาเป็นผู้ทรงบอกความจริงนี้แก่เปโตร


16:18 
คริสตจักรในที่นี้ พระเยซูทรงหมายถึง ผู้ที่ถูกเรียกออกมา  เป็นชุมชนผู้ติดตามพระคริสต์ ที่ได้รับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์  พวกเขาเป็นชุมชนแห่ง พันธสัญญาใหม่ของพระเยซูคริสต์ (26:28)    ตอนนี้ยังไม่มีคริสตจักร แต่พระเยซูทรงสัญญาจะสร้างขึ้นมา พวกศิษย์ยังไม่เข้าใจว่า คริสตจักรนี้จะเป็นชุมชนที่คนยิวหรือคนต่างชาติมีความเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีอคติของเชื้อชาติอีกต่อไป และคนที่อยู่ในชุมชนนี้คือคนที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ความตายจะไม่ชนะพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซู  

16:19-20
พระเยซูทรงมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่คนที่ทรงเรียกออกมาเป็นคนของพระองค์ เป็นชุมชนของพระองค์ที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์บนโลก 
ผู้คนเหล่านี้ เป็นผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงไว้ใจให้ถือกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ เขามีสิทธิจะปิด หรือเปิดประตูของอาณาจักรนี้
ศิษย์ของพระองค์ทุกคน ได้รับคำสั่งให้ออกไปประกาศพระนามทั่วแผ่นดิน  ให้มนุษย์ได้รับรู้ว่า โดยการรับด้วยปาก เชื่อด้วยใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์
เมื่อศิษย์ของพระองค์ประกาศผูกมัด หรือปลดปล่อยสิ่งใดในพระนามพระเยซูคริสต์ สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดหรือปลดปล่อยในสวรรค์เช่นกัน   ณ ที่นี้ พระเยซูกำลังประทานทั้งความรับผิดชอบ หน้าที่ สิทธิอำนาจ และฤทธิ์ทำการอัศจรรย์เพื่อขยาย และทำให้อาณาจักรของพระองค์เติบโต
16:20  ที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้พวกเขาไปบอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระคริสต์เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา  ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ เวลาของพระองค์ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
16:21พระเยซูทรงเตือนศิษย์ให้รู้ว่า พระองค์จะทรงไปเยรูซาเล็ม และจะต้องเผชิญกับศัตรูร้ายคือ ยิว ปุโรหิต ธรรมาจารย์
สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือจะทรงถูกประหารและคืนชีพในวันที่สาม  แต่ดูเหมือนเปโตรไม่ได้ยินคำว่า จะทรงคืนชีพ จึงห้ามพระองค์ว่า สิ่งร้าย ๆ นี้จะไม่เกิดกับพระองค์  ยิ่งรู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เขายิ่งไม่ต้องการให้พระองค์ถูกประหาร  ส่วนพระเยซูเองทรงรู้แน่ว่า การสิ้นพระชนม์นั้นเพื่อลบบาปของมนุษย์ และพระองค์จะไม่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าในเรื่องนี้ (อ่านยอห์น 12:32-34; 23-28 ทรงกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ที่จะทำให้ทุกคนมาหาพระองค์ และการที่ทรงเป็นดั่งเมล็ดที่ต้องเน่าเปื่อยเพื่อจะเกิดผลงดงาม)

16:22-23
แต่เปโตรรับเรื่องนี้ไม่ได้ กลับติเตียนพระองค์ (ภาษากรีกว่า epitimaō ซึ่งหมายถึงการติว่าอย่างรุนแรง)  พระองค์ทรงหันมาและกล่าวว่าเขาเป็นซาตาน เป็นหินสะดุดที่ไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์  
เปโตรกลายเป็นอุปสรรคของพระเยซู ไม่ช่วยแต่ยังขวาง เมื่อสักครู่เขายังตอบได้ชัดด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าว่า พระเยซูคือผู้ใด  แต่ตอนนี้เขากลับคิดแบบคน ไม่คิดอย่างพระเจ้า  เห็นตัวอย่างนี้ ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังในความคิด การกระทำ คำพูดเสมอ   เพราะเราอาจจะเดี๋ยวอยู่ฝ่ายพระเจ้า เดี๋ยวอยู่ฝ่ายตัวเอง พลิกไปพลิกมาได้ 

รับกางเขนของตนเอง
16:24-26 หลังจากที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงสิ้นพระชนม์  ซึ่งเป้าหมายของพระบิดาและพระองค์คือเพื่อโลกจะไม่พินาศ พระองค์ ก็ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า  จะตามพระองค์มาก็ต้องรับกางเขนของตน แบก และตามพระองค์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำ) 
เห็นไหม พระเยซูทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน   การปฏิเสธตัวเองตรงนี้คือ การยอมให้กับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา 
การแบกกางเขนในโลกโบราณนั้น รวมไปถึงการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ความอับอาย  ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูตรัส ก็ไม่มีใครอยากที่จะต้องพบกับประสบการณ์เช่นนั้น  การปฏิเสธตัวเองเป็นวินัยของคนที่ต้องต่อสู้ในสงครามอย่างทหาร แต่หากรวมไปถึงความตาย มันก็น่ากลัวขึ้นอีกระดับเลย
คนที่จะติดตามพระเยซูจึงต้องยอมต่อพระองค์ทุกอย่างเพื่อจะตามพระองค์ได้จริง…

16:27-28
แล้วพระเยซูทรงสัญญาว่า จะเสด็จกลับมาด้วยสง่าราศียิ่งใหญ่ของพระบิดา (มัทธิว 26:64 พระองค์ตรัสในบ้านของมหาปุโรหิต ; ยอห์น 17:1-5 ทรงอธิษฐานก่อนถูกจับกุม) และประทานรางวัลแก่ทุกคน ตามการกระทำ 

16:28 มีหลายคนให้ความเห็นว่า  คนที่ได้เห็นพระเยซูเสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์ คือสามคนที่ได้เห็นพระองค์จำแลงพระกายในบทต่อไป  แต่ก็ยังมีความเห็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ลงตัว บางคนถึงกับคิดว่า ท่านยอห์นเป็นคนที่ยังอยู่ในโลกจนทุกวันนี้ แต่เราไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน …
เรื่องบางอย่างในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นความลึกลับที่เราสรุปไม่ได้

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 16
1* มาระโก 8:11
4* มัทธิว 12:39
5* มาระโก 8:14
6* ลูกา 12:1
9* มัทธิว 14:15-21
10* มัทธิว 15:32-38
13* ลูกา 9:18


14* มัทธิว 1:42; 21:11
15* ยอห์น 6:67
16* กิจการ 8:37; 9:20
17* เอเฟซัส 2:8; กาลาเทีย 1:16
18* ยอห์น 1:42; กิจการ 2:41, 47; เอเฟซัส 2:20; อิสยาห์ 38:10
19* มัทธิว 18:18
20* ลูกา 9:21

21* ลูกา 9:22; 18:31; 24:46;
กิจการ 10:40; 1โครินธ์ 15:4
23* มัทธิว 4:10; โรม  8:7
24* 2 ทิโมธี 3:12; 1 เปโตร 2:21
25* ยอห์น 12:25
26* ลูกา 12:20-21; สดุดี 49:7-8
27* มาระโก 8:38; ดาเนียล 7:10; โรม 2:6
28* ลูกา 9:27

โรม 16 ฝากความคิดถึง

โรม 16:1-2 
ข้าขอแนะนำน้องสาวของเราคือ เฟบี เธอเป็นผู้ดูแลจัดการงานในคริสตจักรเมืองเคนเครีย ขอให้ท่านได้ต้อนรับเธอไว้ในฐานะที่เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามที่วิสุทธิชนของพระเจ้าควรได้รับ ขอให้ท่านช่วยเหลือเธอในสิ่งที่จำเป็นเพราะเธอได้ช่วยคนมากมายรวมทั้งตัวข้า

โรม 16:3-4
ขอฝากความคิดถึงมายังปริสคาและอาควิลลา ผู้ทำงานร่วมกับข้าในองค์พระเยซูคริสต์  ทั้งสองได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยชีวิตข้า ข้ารู้สึกขอบคุณทั้งสองมากไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้น แต่รวมถึงคริสตจักรต่างชาติก็ขอบคุณเขาเช่นกัน

โรม 16:5-6
ขอฝากความคิดถึงไปยังคริสตจักรที่ประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ฝากคิดถึงเพื่อนรักคือ เอเปนทัสซึ่งเป็นคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อพระคริสต์  ขอฝากความคิดถึงมายังมารีย์
ผู้ที่ทำงานหนักเพื่อท่าน

โรม 16:7-8
ฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสและยูเนีย เพื่อนยิวของข้าซึ่งเคยถูกจำจองด้วยกัน พวกเขาเป็นที่รู้จักดีในหมู่อัครทูต  และเป็นผู้เชื่อมาก่อนข้า ขอฝากความคิดถึงมายังอัมพลีอาทัส
เพื่อนที่รักในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:9-10
ฝากความคิดถึงมายังอูรบานัส ผู้ทำงานเพื่อพระคริสต์ร่วมกับเรา และฝากความคิดถึงมายังเพื่อนรักคือ สทาคิส ฝากความคิดถึงมายังอาเปลเลสผู้ที่ได้รับการทดสอบและพิสูจน์ตนว่า เขารักพระคริสต์อย่างแท้จริง ฝากความคิดถึงมายังทุกคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัส

โรม 16:11-12
ขอฝากความคิดถึงมายังเพื่อนชาวยิวของข้าคือเฮโรดิอิน  และฝากทักทายมายังครอบครัวของนาซิลสัสซึ่งอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอฝากความคิดถึงมายังตรีเฟนา และตรีโฟสาเพื่อนร่วมงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า  ขอฝากความคิดถึงมายังเปอร์ซิสเพื่อนรัก ผู้ที่ทำงานรับใช้พระเจ้าอย่างบากบั่น

โรม 16:13-14
ฝากความคิดถึงมายังรูฟัส ซึ่งเป็นคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือก  และคุณแม่ของเขาซึ่งเป็นเหมือนแม่ของข้าด้วย 
ขอฝากความคิดถึงมายัง อาสินครีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส
ปัทโทรบาสเฮอร์มาสและพี่น้องชายหญิงที่อยู่ด้วยกัน

โรม 16:15-16
ขอฝากความคิดถึงมายังฟีโลโลกัสและยูเลีย เนเรอัสกับน้องสาวของเขา และโอลิมปัสกับเหล่าพี่น้องชายหญิงผู้เชื่อที่อยู่กับเขา จงทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ คริสตจักรทุกแห่งของพระคริสต์ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายด้วย 

โรม 16:17
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าขอให้ท่านระมัดระวังคนที่พยายามก่อให้เกิดการแตกแยก และคนที่ทำให้พี่น้องหลงไปจากความเชื่อ พวกเขาต่อต้านคำสอนแท้จริงที่ท่านได้เรียนรู้มา ดังนั้นขออยู่
ห่างจากพวกเขา

โรม 16:18
เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้รับใช้พระคริสต์เจ้าของเรา แต่ทำสิ่งที่ตนเองพอใจเพื่อปากท้องตนเองเท่านั้น  พวกเขาใช้คำหวานและคำประจบประแจงเพื่อหลอกล่อคนอ่อนต่อโลก

โรม 16:19
ผู้เชื่อทั้งหลายได้ยินมาว่าท่านเชื่อฟังเป็นอย่างดี 
และข้าเองก็ยินดีเพราะพวกท่านแต่ข้าอยากให้ท่านเป็นคนฉลาดทำดีและไร้ตำหนิจากสิ่งที่ชั่วร้าย

โรม 16:20 
พระเจ้าผู้ทรงนำสันติสุขมาจะทรงปราบซาตานโดย
ขยี้มันให้อยู่ใต้เท้าของท่าน! 
ขอพระคุณของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราอยู่กับท่านเถิด

โรม 16:21-22
ทิโมธี ผู้ร่วมงานของข้า ส่งความคิดถึงมาด้วย รวมทั้งลูสิอัส ยาโสน และโสสิปาเทอร์ซึ่งเป็นเพื่อนชาวยิวของข้าก็ฝากความคิดถึงมาเช่นกัน ข้าเทร์ทิอัส ผู้เขียนจดหมายตามคำบอกของท่านเปาโล ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:23-24
กายอัส ได้ให้ข้าพเจ้าและทั้งคริสตจักรใช้บ้านของเขาประชุม เขาก็ส่งความคิดถึงมายังท่าน รวมทั้งเอรัสทัส เจ้าหน้าที่คลังของเมือง และควาร์ทัส พี่น้องของเราฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย(ขอพระคุณแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าทรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน)

โรม 16:25 
แด่พระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้ท่านมีความเชื่อเข้มแข็งในข่าวประเสริฐของข้า และเรื่องพระเยซูคริสต์ที่ได้ประกาศออกไป เป็นการเปิดเผยความลี้ลับที่ถูกปิดบังมานานตั้งแต่ก่อนโลกเริ่มต้น


โรม 16:26
แต่มาบัดนี้ได้เปิดเผยแก่ชาติต่าง ๆทั้งสิ้นผ่านคำเขียนของผู้เผยพระดำรัสตามพระบัญชาของพระเจ้าองค์นิรันดร์ เพื่อคนทุกชาติจะได้เชื่อและปฏิบัติตามพระคำของพระองค์

โรม 16:27
ขอถวายพระเกียรตินิรันดร์ แด่องค์
พระเจ้าผู้ทรงปัญญาแต่เพียงผู้เดียว
ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์! อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 16:1-2 
จดหมายของท่านเปาโลจบอย่างงดงามในบทสุดท้ายนี้ แม้จะมีความเห็นว่าเป็นจดหมายอีกฉบับ แต่เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของท่านเปาโลกับพี่น้องชายหญิงที่ร่วมกันรับใช้พระเจ้า คนแรกที่ท่านกล่าวถึงคือเฟบี ซึ่งชื่อของเธอนั้นทำให้รู้ว่าเธอน่าจะเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเชื่อพระเจ้า  ท่านเปาโลแจ้งให้พี่น้องทราบว่าเธอเป็นคนที่ช่วยเหลือคนอื่น และดูแลพี่น้อง ดังนั้น พี่น้องในคริสตจักรโรมควรต้อนรับ ดูแลเธอให้สมเกียรติ

โรม 16:3-4
ปริสคาและอาควิลลา เป็นคู่สามีภรรยาที่ทำงานร่วมกับท่านเปาโลในการดูแลพี่น้องคริสเตียน โดยที่ท่านพบทั้งสองในเมืองโครินธ์ และท่านพาทั้งคู่ไปยังเมืองเอเฟซัส และรับใช้ที่นั่น มีการเดินทางกลับไปโรม ซึ่งเป็นบ้านเดิมของทั้งสอง และต่อมาก็กลับมายังเอเฟซัสอีก   ปริสคาและอาควิลลาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ในการรับใช้เป็นที่พึ่งของคนจำนวนมาก  ท่านเปาโลแจ้งให้ทุกคนรู้ว่าทั้งสองเสี่ยงชีวิตเพื่อท่านมาก่อน

โรม 16:5-6
คริสตจักรยุคแรกนั้น ประชุมกันตามบ้านเป็นหลัก การตั้งเป็นคริสตจักรแยกออกจากบ้านนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง   แล้วท่านยังจำได้ถึงคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อ เป็นชายชื่อเอเปนทัส  ท่านยังจำได้ถึงมารีย์ที่รับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ทำงานหนักมาก ท่านเปาโลไม่ได้มีใจที่จะแบ่งแยกชายหญิงเลย ท่านมีความรู้สึกดี ๆ กับผู้รับใช้ ไม่เหมือนคนในสมัยของท่าน
ที่เหยียดผู้หญิงเป็นเพศที่ต่ำกว่า 

โรม 16:7-8
ถ้าเราอ่านชีวิตของท่านเปาโลในหนังสือกิจการเราจะพบว่า ท่านถูกทำร้าย ถูกให้ร้ายป้ายสี และถูกจำจอง ถูกคนจ้องฆ่าด้วย และในช่วงเวลาเหล่านั้นที่ท่านได้พบเพื่อนดี ๆ หลายคน  ท่านได้ไปพบเจอกับเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำจองในคุก ซึ่งเรื่องนี้แทนที่จะเป็นเรื่องที่เอามาเล่าแบบเจ็บใจ ท่านกลับดีใจที่มีเพื่อนจากเรือนจำด้วย   เวลาท่านกล่าวถึงเพื่อนคริสเตียนด้วยกัน เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมิตรภาพนั้นจริง ๆ 

โรม 16:9-10
อูรบานัส เป็นคนที่ทำงานรับใช้ด้วยกัน ส่วนสทาคิสเป็นเพื่อนรัก อาเปลเลสคงจะโดนการทดสอบแบบหนักหน่วง ทำให้ท่านเปาโลได้กล่าวว่า เขาได้พิสูจน์ตนว่ารักพระคริสต์จริง ๆ ด้วยความอดทนอย่างสูง ส่วนคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัสนั้น เป็นคนที่ท่านเปาโลรู้จักแทบทุกคน  แต่ท่านไม่ได้กล่าวคำคิดถึงชายคนนี้โดยตรง ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าเขาอาจเป็นแค่นายไม่ได้เป็นผู้เชื่อ ถึงอย่างนั้น คน
ในครอบครัว คงจะอธิษฐานเผื่อเขาจนเปาโลรู้จัก
โรม 16:11-12
แม้จะเขียนถึงชาวต่างชาติ แต่ยังคิดถึงเพื่อนชาวยิวที่อยู่ในโรมคือเฮโรดิอิน ครอบครัวคริสเตียนของนาซิลสัส ส่วนตรีเฟนา ตรีโฟสาน่าจะเป็นพี่น้องหญิง  ท่านยังจำได้ถึงเปอร์ซิสที่ทำงานรับใช้อย่างตั้งอกตั้งใจ สิ่งที่เราเห็นจากรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้แม้ว่าเราจะไม่รู้จักเขาเลย เราได้เห็นความเอาใจใส่ของเปาโลที่มีต่อพี่น้อง การรับใช้พระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเอาแค่สอน เทศนา แต่นี่เป็นการรับใช้อย่างใกล้ชิด และรู้จักกันเป็นส่วนตัว

โรม 16:13-14
ความสนิทสนมของพี่น้องกับท่านเปาโลมีชัดขึ้นตรงที่ท่านบอกว่า ฝากคิดถึงคุณแม่ของรูฟัส ซึ่งท่านนับเป็นเหมือนคุณแม่ของท่านด้วย  นี่เป็นภาพของคนที่รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง รูฟัสเป็นห่วงแม่ของเขาอย่างไร ท่านเปโตรก็เป็นเช่นนั้นรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งในการอธิษฐานของท่านเปาโล ท่านน่าจะอธิษฐานเผื่อพี่น้องตามรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ และยังมีพี่น้องในคริสตจักรเมืองอื่น ๆ ที่ท่านอธิษฐานเผื่อเป็นรายตัว

โรม 16:15-16
สองคนแรกน่าจะเป็นสามีภรรยาเพราะท่านเปาโลพูดถึงคู่กัน  ส่วนเนเรอัสมีน้องสาวที่เชื่อพระเจ้าโอลิมปัสก็ยังมีพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้เชื่อซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน  ท่านขอให้พวกเขาทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการทักทายแบบตะวันออกกลางจะมีการเอาแก้มชนกันทีละข้างคริสตจักรที่ท่านเปาโลอยู่ได้ฝากความคิดถึงมาด้วยแสดงว่ามีการรู้จักกันบ้างบางส่วนในหมู่พี่น้อง

โรม 16:17
เนื่องจากในโลกโบราณ มักจะมีคนเดินทางท่องไปในที่ต่าง ๆ และอ้างว่าตนเป็นครู อาจารย์ เข้ามาขอสอนในคริสตจักร หรือแม้แต่พี่น้องในหมู่ผู้เชื่อมีบางคนที่สอนไม่ตรงกับที่ท่านเปาโล หรือเหล่าอัครทูตได้สอนไว้ พวกนั้น พยายามให้เกิดการแตกแยก เพื่อจะได้แย่งพี่น้องเหล่านั้นไป   จึงต้องระวัง และอยู่ให้ห่าง ๆ ไม่เป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้พวกเขาพยายามทำลายความสามัคคีในหมู่พี่น้อง
(กาลาเทีย 1:8-9)

โรม 16:18
เหตุผลที่คนเหล่านี้ขอเข้ามาสอน และแย่งพี่น้องไปก็เพราะพวกเขาต้องการเงินนั่นเอง  คนพวกนี้เป็นคนที่พูดเก่ง สามารถล่อลวงผู้เชื่อใหม่ ๆ ที่ยังไม่ค่อยรู้พระคำหรือวิถีคริสเตียนเท่าไรนักตามประเพณีสมัยก่อนของตะวันออก กลางนั้น เมื่อมีคนเข้ามาสอนผู้เรียนก็จะให้เงินกับคนที่สอนยิ่งรู้สึกว่าสอนดี เป็นที่พอใจก็จะยิ่งให้มาก  ดังนั้นคนเหล่านี้จะใช้คำที่เรียกภาษาเราว่าอวย คือยกย่องพี่น้องเกินจริงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง  

โรม 16:19
แล้วท่านเปาโลก็จบด้วยว่า ได้ยินถึงการเชื่อฟังในเรื่องเหล่านี้ แสดงว่าพี่น้องคริสตจักรโรมก็รู้ตัวและมีการระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้พอสมควรทำให้ท่านเปาโลรู้สึกสบายใจ ยินดีกับพวกเขา สิ่งที่ท่านขอเพิ่มเติมจากพวกเขาก็คือ  พวกเขาต้องยืนหยัด และสามารถต่อสู้กับความชั่วร้ายที่คืบคลานเข้ามาในคริสตจักรได้ ท่านปรารถนาให้เขาทั้งเก่งทำดี ไร้มลทินจากบาปทั้งปวง 


โรม 16:20 
จากนั้น ท่านกล่าวถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำเพื่อ
พี่น้องซึ่งไม่ใช่กับพวกเขาในสมัยก่อนเท่านั้น แต่สำหรับเราในสมัยนี้ด้วยอ  พระเจ้าทรงปราบซาตานใต้พระบาทพระเยซูที่ไม้กางเขนตามที่ทรงสัญญาไว้ในปฐมกาล 3:15  ดังนั้น จะทรงปราบเหล่าครูที่เข้ามาหลอกลวงคนของพระองค์ และทุกคนที่ไม่เชื่อฟังและยอมตามพวกเขา  อย่าลืมว่า ไม่ใช่เราที่ปราบ แต่เป็นพระเจ้าทรงกระทำการที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยพระองค์เอง  

โรม 16:21-22
พบแล้ว! เราได้รู้แล้วว่า ท่านเปาโลเป็นผู้บอกคำเขียนในจดหมายให้เทร์ทิอัสเป็นผู้เขียน ซึ่งเขาก็ขอฝากความคิดถึงมายังพี่น้องพร้อมกับทิโมธีซึ่งเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของท่านเปาโล
เราเคยได้ยินเรื่องของยาโสนในหนังสือกิจการเป็นคนนำท่านเปาโลเข้าไปในเมืองเธสะโลนิกา ลองกลับไปอ่านดู เขาเป็นคนที่ซื่อตรงต่อพระราชกิจของพระเจ้า ค้นหาคนเหล่านี้ได้ใน กิจการ16:1; 13:1: 17:5: 20:4 

โรม 16:23-24
กายอัสผู้นี้ เป็นคนจากเมืองโครินธ์ 1 โครินธ์ 1:14 เป็นคนที่ต้อนรับท่านเปาโลในบ้านของเขา และยังให้พี่น้องได้มาร่วมประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ส่วนเอรัสทัสนั้น น่าจะเป็นคนที่ท่านเปาโลได้เลือกส่งไปรับใช้พระเจ้าพร้อมกับทิโมธีในมาซิโดเนีย(กิจการ 19:22)ส่วนควาร์ทัสนั้น เราไม่ได้พบชื่อของเขาในที่อื่นใด  เราได้เห็นว่า คนของพระเจ้ารักการรับใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นคริสตจักร 

โรม 16:25 แผนการแห่งความรอดของพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์นั้น ถูกปิดบังมานานหลายพันปี พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้ท่านเปาโลได้ทราบถึงแผนการนี้อย่างชัดเจนมากกว่าใคร ๆ  ท่านได้รับหน้าที่อธิบายความหมายของความรอดโดยพระเยซูคริสต์ ความหมายของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกาย เจ้าสาวของพระคริสต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่มีใครรู้ชัด จดหมายต่าง ๆ ของท่านเปาโลช่วยให้เราเข้าใจทุกอย่าง

โรม 16:26
ผู้เผยพระดำรัสในสมัยโบราณ ได้กล่าวคำของ
พระเจ้าตามที่พระองค์ทรงบัญชา แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างที่พวกเราเข้าใจกันในสมัยนี้  หลายอย่างยังเป็นปริศนาสำหรับพวกเขา การกลับไปอ่านพระคัมภีร์เดิม จะทำให้เรามีความเข้าใจในแผนการของพระเจ้าชัดขึ้นเพราะพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาทำให้ทุกอย่างที่พวกเขาได้กล่าวล่วงหน้าตามที่พระเจ้าทรงสั่งนั้นเกิดขึ้นจริง 

โรม 16:27
สุดท้ายของจดหมายทั้งเล่มถึงคริสตจักรโรม จบลงด้วยการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์  แผนงานของความรอดโดยส่งพระบุตรไปสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ดูเหมือนความพ่ายแพ้ แต่แล้วความตายไม่อาจยึดพระองค์ไว้ได้ พระเยซูทรงเอาชนะศัตรู ทรงประจานและพิชิตศัตรูด้วยไม้กางเขน ทรงคืนพระชนม์ซึ่งเป็นสิ่งที่ศัตรูคาดไม่ถึง นี่เป็นชัยชนะที่หักมุมโดยพระปัญญาของพระเจ้าที่ท่านเปาโลยกย่องสุดใจ

พระคำเชื่อมโยง

โรม 16
1* กิจการ 18:18
2* ฟีลิปปี 2:29; 1:27
3* กิจการ 18:2, 18, 26
5* 1 โครินธ์ 16:19; 15
7* กิจการ 1:13, 26; กาลาเทีย 1:22
13* 2 ยอห์น 1




16* 1 โครินธ์  16:20
17* กิจการ 15:1; 1 โครินธ์  5:9
18* ฟีลิปปี 3:19; โคโลสี 2:4
19* โรม 1:8; มัทธิว 10:16
20* โรม 15:33; ปฐมกาล 3:15; 1 โครินธ์  16:23

21* กิจการ 16:1; 13:1; 17:5; 20:4
23* 1 โครินธ์  1:14; กิจการ 19:22
24* 1 เธสะโลนิกา 5:28
25* เอเฟซัส 3:20; โรม 2:16; เอเฟซัส 1:9; โคโลสี 1:26; 2:2; 4:3
26* เอเฟซัส 1:9; โรม 1:5
27* ยูดา 25

โรม 15 ทรงครองเหนือชาติทั้งปวง

โรม 15:1-2
เราทั้งหลายที่มีความเชื่อแข็งแรงควรจะอดทนต่อความล้มเหลวของผู้ที่อ่อนแอกว่าและไม่ทำตามความพอใจของตนเอง เราแต่ละคนควรจะทำให้เพื่อนบ้านเป็นสุขเพื่อประโยชน์ของพวกเขา ช่วยให้พวกเขาเข้มแข็งในความเชื่อมากขึ้น

โรม 15:3
แม้พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงทำตามพระทัยของพระองค์เอง  ตามที่พระคัมภีร์เขียนว่า
“การที่พวกเขาสบประมาทพระองค์
นั้น เป็นการสบประมาทข้าพเจ้าโดยตรง”

โรม 15:4
ทุกสิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ เขียนไว้เพื่อสอนเรา เพื่อให้เรามีความหวังจากการที่เรามีความอดทน และรับ
กำลังใจจากพระคัมภีร์ 

โรม 15:5-6
ขอให้องค์พระเจ้าแห่งความอดทนและกำลังใจ ทรงช่วยให้ท่านมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกันตามพระประสงค์
ขององค์พระเยซูคริสต์ แล้วท่านจะได้มีใจเดียวกัน

โรม 15:7 
ขอให้ยอมรับกันและกัน
เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา
ซึ่งเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า 

โรม 15:8
ข้าพเจ้ากล่าวว่า พระคริสต์ได้มารับใช้คนที่เข้าสุหนัต  (คือคนอิสราเอล)เพื่อให้เห็นความซื่อตรงของพระเจ้าเพื่อให้เห็นว่า พระองค์ทรงรักษาคำสัญญาที่ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษทั้งหลาย

โรม 15:9
เพื่อคนต่างชาติจะได้สรรเสริญพระเจ้าเนื่องจากพระเมตตาของพระองค์  ตามที่มีเขียนไว้ว่า 
“ดังนั้นข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
ท่ามกลางคนต่างชาติ และร้องเพลง
สรรเสริญพระนามของพระองค์”(สดุดี 18:49)

โรม 15:10-11
พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“จงยินดีเถิดเหล่าคนต่างชาติ พร้อมกับประชากรของพระองค์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:43) พระคัมภีร์ยังเขียนอีกว่า
“ชนชาติทั้งปวง จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ มนุษย์ทั้งหลาย จงยกย่องพระองค์เถิด  ” (สดุดี 117:1)

โรม 15:12
และอิสยาห์กล่าวด้วยว่า“รากแห่งเจสซี จะงอกขึ้น
พระองค์คือผู้ที่ขึ้นมาปกครองเหนือชาติต่าง ๆ  
และชนชาติทั้งหลายจะหวังใจในพระองค์

(อิสยาห์ 11:1,10)

โรม 15:13
ข้าอธิษฐานขอพระเจ้าผู้ประทานความหวังทรงเติมท่านด้วยความยินดีและสันติสุขอย่างบริบูรณ์  เพราะท่านวางใจในพระองค์แล้วท่านจะเต็มด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

โรม 15:14-15
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าเชื่อว่า ท่านเองเต็มด้วยความดี  และความรู้ทั้งสิ้น ท่านสามารถสอน ตักเตือนกันและกันได้ ถึง
อย่างนั้น ข้าได้เขียนมาถึงท่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเตือนถึงสิ่งที่ข้าอยากให้ท่านระลึกถึงเพราะพระเจ้าได้ประทาน
พระคุณแก่ข้า

โรม 15:16
โดยให้ข้าเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์สำหรับคนต่างชาติ ข้าได้รับใช้หน้าที่ปุโรหิตโดยสอนข่าวประเสริฐเรื่องพระเจ้า เพื่อว่าคนต่างชาตินั้นจะเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงรับ ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงชำระแล้ว

โรม 15:17-18
ดังนั้นข้าจึงภูมิใจในการงานที่ข้าได้รับใช้เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ข้าไม่กล้าพูดถึงสิ่งใดนอกจากพูดถึงสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำสำเร็จผ่านข้าในการนำคนต่างชาติมาเชื่อฟังพระเจ้า
พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าจากคำพูดและการกระทำของข้า

โรม 15:19 
เพราะพวกเขาได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ซึ่งสำเร็จโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า
ข้าได้ประกาศข่าวประเสริฐอย่างครบถ้วนตั้งแต่นครเยรูซาเล็ม
ไปจนถึงแคว้นอิลลีริคุม


โรม 15:20-21
ข้าปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศข่าวประเสริฐในสถานที่ซึ่งผู้คนไม่เคยได้ยินเรื่องของพระคริสต์ เพราะข้าไม่ต้องการ
ที่จะสร้างงานบนรากฐานที่ผู้อื่นได้วางไว้
ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  “เหล่าคนที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ยินถึงพระองค์ก็จะได้เข้าใจ”

โรม 15:22-23
นี่เป็นเหตุผลที่หยุดยั้งข้าหลายครั้ง
ที่ทำให้ข้ามาหาท่านไม่ได้ 
แต่บัดนี้ ข้าทำงานในแคว้นเหล่านี้สำเร็จแล้ว
เป็นเวลานานหลายปีทีเดียวที่ข้าเองตั้งใจจะมาหาท่าน


โรม 15:24-25
ข้าหวังว่าจะเยี่ยมท่านระหว่างที่เดินทางไปเสปน และเมื่อได้อยู่กับท่านสักพักอย่างสบายใจแล้ว ข้าก็หวังว่าท่านจะช่วยส่งให้ข้าเดินทางต่อไปด้วยแต่เวลานี้ ข้าจะไปยังนครเยรูซาเล็มเพื่อรับใช้วิสุทธิชนของพระเจ้า


    

โรม 15:26-27
ผู้เชื่อในแคว้นมาซิโดเนียและอาคายายินดีที่จะถวายเงินช่วยคนยากไร้ในหมู่วิสุทธิชนของพระเจ้าในนครเยรูซาเล็ม  พวกเขายินดีทำการดังกล่าว และยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพวกเขา คนต่างชาติที่ได้รับแบ่งพระพรฝ่ายวิญญาณจากยิว พวกเขาจึงจะแบ่งปันสิ่งของกลับไปเพื่อช่วยเหลือยิว

โรม 15:28-29
หลังจากที่ข้าพเจ้าทำงานนี้เสร็จและนำเงินถวายไปให้พวกเขาอย่างปลอดภัยแล้ว ข้าก็จะไปยังสเปนและแวะเยี่ยม
ท่านระหว่างทาง ข้ารู้ว่า เมื่อข้ามาหาท่าน
ข้าจะมาพร้อมกับพระพรของพระคริสต์อย่างเต็มบริบูรณ์

โรม 15:30
พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอร้องให้ท่านร่วมต่อสู้ รับใช้ด้วยกันกับข้า โดยการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อข้า
ขอให้ทำเช่นนี้  เพราะองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราและความรักที่พระวิญญาณประทานให้

โรม 15:31
ขอท่านอธิษฐานเพื่อข้าจะได้รับการช่วยกู้ให้พ้นจากคนที่ไม่เชื่อในยูเดียและการรับใช้ที่ข้านำมายังนครเยรูซาเล็ม
จะเป็นที่ยอมรับท่ามกลางคนของพระเจ้า ณ ที่นั่น

โรม 15:32-33
ข้าจะได้มาหาท่านด้วยความยินดีมาก ตามพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งท่านและข้าก็จะได้มีความสดชื่นไปด้วยกัน ขอองค์พระเจ้าแห่งสันติสุข ทรงประทับกับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 15:1-2
ความอดทนในที่นี้ของท่านเปาโล เป็นความรักอันจริงใจที่อดทนนาน เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ในโรม 12:9-13  และ โครินธฺ์ 13:4  การถ่อมตนนั้นมาพร้อมกับความรัก แต่ไม่ได้หมาย ความ ว่าปล่อยให้คนที่อ่อนแอมาควบคุมความเชื่อในพระเจ้าของเรา  ข้อนี้เป็นคำสั่งที่ตรงไปตรงมา แต่มีความซับซ้อนอีกหลายประการ ก่อนที่เราจะอดทน เราต้องรักก่อน ต้องเข้าใจว่า เราก็มีโอกาสผิดได้เหมือนเขา ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้โอกาสองค์พระวิญญาณทำการในใจทั้งสองฝ่าย

โรม 15:3
พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างของคนที่เข้มแข็งและทรงอดทนต่อมนุษย์ที่ทำบาป และอ่อนแอมาก พระองค์ทรงทำให้พระบิดาพอพระทัย ไม่ได้ทำตามพระทัยของพระองค์เองเลย  คริสเตียนทุกคนจึงมีหน้าที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าเพื่อสร้างพระกายของพระคริสต์ที่เต็มด้วยความรักเห็นใจ ไม่ทำตามใจของตน อดทนต่อเรื่องที่เป็นความเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้ผิดศีลธรรมของคนอื่น กุญแจคือ ทำตามพระคริสต์ !

โรม 15:4
ท่านเปาโลกำลังเขียนจดหมายให้พี่น้องใส่ใจอ่านพระคัมภีร์เดิมซึ่งชาวยิวยึดถือเป็นพระดำรัสของพระเจ้าเพื่อเขา ตอนนั้น ท่านยังไม่ทราบเลยว่าจดหมายของท่านจะได้มาเป็นส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ที่เราใช้กันอยู่  ในพระคัมภีร์เดิมเราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ใหม่ เราเห็นพระเจ้าผ่านองค์พระเยซูพระเยซูทรงทำให้มนุษย์ได้รู้จักว่า พระเจ้าทรงเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้ลบล้างพระคัมภีร์เดิม

โรม 15:5-6
การที่จะมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เสียงเดียวกันในการนมัสการพระเจ้า ถวายพระเกียรติพระองค์นั้นมีพื้นฐานอยู่ที่ความรักของพระเจ้า และความรักกันฉันพี่น้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเปาโลย้ำแล้วย้ำอีก ความอดทนที่จะเผชิญความทุกข์ยากซึ่งคริสเตียน
ยุคแรกต้องเจอนั้น ต่างต้องการกำลังใจจากกัน
และกันเป็นอย่างมาก … ชีวิตของชุมชนคริสเตียนแตกต่างจากชุมชนอื่นที่ไม่มีพระเจ้าอย่างชัดเจนถึงจะทุกข์ยาก แต่ก็อดทนและถวายพระเกียรติ!
โรม 15:7 
คำว่ายอมรับ นั้นอาจใช้ได้ในความหมายยินดีต้อนรับ ตอบรับ  ยอมรับอีกคนเข้าไปในใจ  ยอมฟังการมีมิตรภาพ ต้อนรับ ทั้งหมดนี้ไม่เท่ากับคำต่อไปที่ว่า เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงยอมรับเรา(ทั้งที่เราเป็นคนนิสัยแบบนี้ ไม่น่าคบแบบนี้) ท่านเปาโลไม่ได้เอาคนอื่นมาเป็นต้นแบบ แต่กลับเอาพระเยซูที่ทรงยอมรับเราทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนบาป พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา … ไม่มีอะไรจะพูดต่อ เพราะอึ้งกับคำสั่งนี้ … ทำได้ไหม??

โรม 15:8
พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อช่วยคนอิสราเอลที่หลงหายก่อนทรงยืนยันกับหญิงชาวคานาอันที่มาขอความช่วยเหลือในมัทธิว 15:24  นี่แสดงให้เห็นว่า พระเยซูทรงมาเพื่อคนอิสราเอล ..แต่เราอย่าลืมว่า ในแผนการของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงพอพระทัยให้อิสราเอลเป็นพระพรสำหรับคนทั้งโลก แต่เมื่อพวกเขาไม่รับพระองค์ ก็ทรงส่งคนของพระองค์ไปประกาศพระนามทั่วทั้งโลก คนที่มาเชื่อกลับกลายเป็นหนามยอกอกของอิสราเอลที่ทำให้พวกเขาอิจฉา และกลับมาหาพระองค์ในที่สุด

โรม 15:9
ใช่แล้ว พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของคนยิวว่า พวกเขาจะเป็นพระพรให้กับทุกครอบครัวในโลกนี้ แต่เขากลับเป็นพระพรแบบที่ไม่คาดฝันแทนที่จะเป็นพระพรตรง ๆ กลับกลายเป็นว่า พวกเขาไม่เชื่อพระองค์ พระเจ้าจึงทรงส่งพระเมตตาของพระองค์ไปยังคนต่างชาติ (โรม 11:11-12)คนต่างชาติทำให้อิสราเอลรู้สึกอิจฉา และกลับมาหาพระเจ้า ดังนั้น ทั้งยิวและคนต่างชาติที่เชื่อพระองค์จะได้ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ด้วยกัน 


โรม 15:10-11
ตอนที่เริ่มต้นคริสตจักรในโรมครั้งแรก ๆ นั้น
ผู้เชื่อส่วนใหญ่คือ คนอิสราเอลที่หนีออกมาจากบ้านเกิดและมาตั้งรกรากใหม่ในโรม คริสตจักรจึงมีพี่น้องยิวเป็นส่วนใหญ่ แต่แล้ว เมื่อมีการประกาศ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกคนต่างชาติในโรมมาเชื่อพระองค์ก็จึงเกิดความขัดแย้งในความคิดอย่างที่เราได้อ่านมาโดยตลอด แต่จากพระคัมภีร์เดิมทั้งสองข้อที่ท่านเปาโลอ้างถึง เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงมีแผนการเพื่อให้คนต่างชาติรอดมาตั้งแต่ต้น

โรม 15:12
ไม่พอ ท่านเปาโลยังอ้างถึงท่านอิสยาห์ที่กล่าวว่ารากแห่งเจสซี ซึ่งหมายถึงผู้หนึ่งในวงศ์วานของ ดาวิดที่จะมาครอบครองหัวใจของมนุษย์ทั้งหลายไม่เฉพาะคนอิสราเอลเท่านั้น และรากแห่งเจสซีผู้นี้ ก็คือ พระเมสสิยาห์ องค์ที่พระเจ้าทรงเจิมมาเพื่อเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ..พระเยซูคริสต์นั่นเอง! ในวันนี้ เราเห็นชัดว่า พระเจ้าทรงเมตตาต่อชนทุกชาติไม่เว้นชาติใดเลย แม้กระทั่งคนในชาติที่เป็นศัตรูกับพระองค์ ก็ไม่ได้พลาดพระเมตตานั้น

โรม 15:13
พระเจ้าแห่งความหวัง คือพระนามหนึ่งของพระเจ้าคนที่ไม่มีความหวังนั้นชีวิตหดหู่และเศร้ามาก ตรงข้ามกับชีวิตที่เต็มด้วยความยินดี และสันติสุขที่ได้มาจากพระองค์ ท่านเปาโลขอพระเจ้าให้พี่น้องวางใจพระองค์ … เพื่อว่าเมื่อวางใจแล้วจะมีความหวังว่าจะอยู่กับพระเจ้าทั้งวันนี้ และตลอดไป  เป็นความหวังที่ปรารถนาให้คนอื่น ได้มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน   คนที่รู้จักพระเจ้าจึงไม่หยุดที่จะเป็นพยานเพราะอดไม่ได้จริง ๆ 

โรม 15:14-15
ตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้เราเข้าใจสภาพของคริสตจักรโรม พวกเขามีความเข้าใจในเรื่องของพระเจ้า มีความประพฤติที่แตกต่างจากคนภายนอก  พวกเขาฟังกันและกันได้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่ควรเกิดขึ้นในคริสตจักรทุกแห่งท่านเปาโลไม่ได้แค่เตือนสติเหมือนกับที่เราได้อ่านมาเท่านั้น แต่ท่านมีคำชมเชยให้กำลังใจกับพวกเขาด้วย ครั้งนี้ท่านใช้คำ พี่น้องชายหญิงอย่างชัดเจนและท่านกำลังจะแจ้งบางเรื่องที่พระเจ้าทรงใช้ท่าน..

โรม 15:16
สิ่งที่ท่านเปาโลกำลังบอกพี่น้องคือ ท่านไม่ได้เป็นแค่ผู้รับใช้เพื่อพี่น้องชาวยิวหรืออิสราเอลเท่านั้แต่ท่านมีเป้าหมายสำคัญมากคือ การประกาศพระนามพระเจ้าให้กับคนต่างชาติ ท่านมองตัวเองว่าเป็นดั่งปุโรหิตที่สอนข่าวประเสริฐให้คนต่างชาติด้วย พี่น้องต้องเข้าใจว่า พระเจ้าทรงรับพวกเขาเช่นเดียวกัน  พวกเขาได้รับการช่วยเหลือ การชำระชีวิตจากองค์พระวิญญาณเช่นเดียวกับพี่น้องชนชาติอิสราเอล!

โรม 15:17-18
ความภูมิใจที่ท่านได้รับใช้พระเจ้าเพื่อคนต่างชาติเป็นสิ่งที่น่ายินดีด้วย เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียกให้รับใช้นั่นเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดในโลกเลย ..แล้วท่านเปาโลก็ได้บอกถึงความสำเร็จที่มีคนต่างชาติได้มาเชื่อพระเจ้า ทั้งจากคำพูดและการกระทำซึ่งทำให้เราเห็นตัวอย่างชัดเจนว่า การรับใช้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแค่พูด หรือแค่ทำ ต้องประกอบด้วยทั้งสองอย่าง ยิ่งกว่านั้น ท่านได้ยกความสำเร็จทั้งหมดว่าเป็นเพราะพระคริสต์ทรงทำผ่านท่าน

โรม 15:19
เมื่อเราอาจหนังสือกิจการ  เราจะเห็นราชกิจของพระเจ้าผ่านท่านเปาโลอย่างชัดเจน จากคนที่กดขี่ข่มเหงพระนามพระเยซู กลับกลายเป็นคนที่ต้องทนคนอื่นกดขี่ข่มเหงเพื่อพระนามนั้น ท่านได้ทำการอัศจรรย์ ทำหมายสำคัญ ด้วยฤทธิ์พระวิญญาณท่านทำทั้งในศาลาธรรมตามย่านตลาด แม้กระทั่งในศาลยุติธรรมของโรม  ความมั่นคงและความเข้าใจในข่าวประเสริฐของท่านนั้น ช่วยให้เราเข้าใจพระราช กิจทั้งสิ้นของพระเยซูคริสต์อย่างเหลือเชื่อ

โรม 15:20-21
ความปรารถนาที่จะประกาศเพื่อให้คนได้รับความรอดนั้น รุนแรง เต็มล้นในชีวิตของท่านเปาโลเหมือนครั้งที่ท่านมีความเร่าร้อนในการทำลายคริสตจักรของพระเยซูคริสต์  พระเจ้าได้ประทานปัญญา ความเข้าใจในสิ่งล้ำลึกซึ่งคนอื่นเข้าไม่ถึงแก่ท่านเปาโล  ความปรารถนาให้คนเชื่อไม่พอ ท่านปรารถนาให้คนเติบโตในพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงใช้ท่านและให้เกิดผลอย่างมากตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิตจนกระทั่งวันนี้ 

โรม 15:22-23
การไปประกาศตามที่ต่าง ๆ ที่คนยังไม่ได้ยินเรื่องของพระเยซูของท่านเปาโลนั้นท่านเองกล่าวว่าสำเร็จแล้ว ท่านได้ตั้งคริสตจักรหลายแห่งในเอเชียน้อย และถึงเวลาที่ท่านจะได้ไปเยี่ยมคริสตจักรโรมที่ยังไม่เคยไป เราจะเห็นว่า ท่านเปาโลเป็นคนรักพี่น้องคริสเตียนเอามาก ๆ ขณะที่ทำงานอยู่ในสถานที่หนึ่ง หรือขณะที่ถูกจำคุกอยู่ ก็ไม่วายที่จะคิดถึงพี่น้องในอีกพื้นที่  ท่านเป็นผู้นำการประกาศและการสร้างชีวิต ที่ผู้รับใช้ปัจจุบันทำแทบไม่ไหว!

โรม 15:24-25
แผนการเดินทางนั้นชัดเจน เพราะต้องการไปประกาศในพื้นที่ไกลออกไปคือประเทศสเปนซึ่งในขณะนั้นอยู่ในเขตปกครองของโรม  สองอย่างที่ท่านวาดฝันไว้คือ การพบพี่น้องในโรม ได้พักผ่อนหย่อนใจอยู่ด้วยกัน สามัคคีธรรมด้วยกัน แล้วจากนั้นก็จะเดินทางต่อ ซึ่งท่านก็ได้แจ้งถึงความตั้งใจว่าจะให้พี่น้องในโรม เป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนการเงินให้ท่านได้ไปประกาศ  แต่ก่อนที่จะไปโรม ยังมีภาระจะต้องไปเยรูซาเล็มเสียก่อน ไปรับใช้ผู้เชื่อ!!

โรม 15:26-27
ที่ท่านกลับไปเยรูซาเล็มเพราะว่าพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้ถวายเงินช่วยเหลือคนของพระเจ้าที่ยากจนซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม นี่ทำให้พี่น้องคริสเตียนที่เป็นชาวต่างชาติและชาวยิวมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และที่สำคัญคือ เป็นสิ่งที่คริสเตียนในยุคต่อมาได้ทำตามอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ ของโลก ไม่ใช่แค่เพื่อให้มีชีวิตอยู่ แต่มีการสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อรับใช้ชุมชนที่ห่างไกล สร้างชุมชนของพระเจ้าขึ้นมาอีก  2 โครินธ์ 8:1-5

โรม 15:28-29
พี่น้องต่างชาติที่ถวายกลับคืนมานั้น ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอย่างเดียว แต่ยังมีความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพี่น้องคริสเตียนชาวยิวด้วย เป็นผลของการที่ผู้คนได้กลับใจเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง พอพวกเขารู้จักพระเจ้า ชีวิตอย่างพระเจ้าจะปรากฏขึ้นในคนที่เชื่ออย่างแท้จริง เป็นชีวิตในพระวิญญาณ  การให้จึงไม่ได้เป็นปัญหา แต่เป็นความสุขใจที่ได้แบ่งปัน
เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้เชื่อใหม่ได้หลายทาง การแบ่งปันก็เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนชีวิต

โรม 15:30
คำว่าขอให้ต่อสู้รับใช้ บ่งบองถึงนักกีฬาที่ต่อสู้
แข่งขันอย่างสุดตัวในการแข่งขัน  การต่อสู้แบบนี้เป็นการสู้แบบทีม เช่นทีมฟุตบอล การวิ่งผลัดเราไม่ได้อธิษฐานสู้เพื่อเราจะได้สิ่งที่เราต้องการเป็นส่วนตัว  ท่านเปาโลขอให้อธิษฐานเป็นการแบกภาระร่วมกันในการรับใช้พระเจ้า  ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานแบบลำลอง สบาย ๆ แต่เป็นการต่อสู้เป็นทีม เพื่อจะได้นำวิญญาณ เพื่อการหายโรคเพื่อการเติบโต เพื่อน้ำพระทัยพระเจ้าจะสำเร็จ

โรม 15:31
ถ้าเราอ่านกิจการอย่างทะลุปรุโปร่ง เราก็จะเห็นว่าท่านเปาโลเจอทั้งศึกนอกศึกใน เนื่องจากท่านเป็นคนที่ข่มเหงคริสตจักรมาก่อน ท่านต้องเผชิญกับคนที่ไม่เชื่อ ซึ่งก็จะทำกับท่านเหมือนกับที่ท่านเคยทำกับผู้เชื่อ ยิ่งกว่านั้น คนของพระเจ้าก็ยังไม่ค่อยไว้ใจท่านเปาโล ท่านต้องพิสูจน์ตนเองว่า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก และเลือกให้ไปประกาศกับคนต่างชาติรอบ ๆ อิสราเอลจริง ๆ ท่านจึงต้องการคำอธิษฐานรองรับและเป็นพลังการรับใช้นี้

โรม 15:32-33
ตั้งแต่ข้อที่สิบสี่เป็นต้นมา ทำให้เราเห็นเป้าหมายการรับใชัของท่านเปาโลอย่างละเอียดชัดเจนท่านต้องการให้คนต่างชาติกลายเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงยอมรับ เป็นผู้ที่พระวิญญาณทรงชำระให้บริสุทธิ์ หลังจากที่ได้ทำงานในหมู่คนต่างชาติ ตอนนี้ท่านพร้อมที่จะกลับมาพบพี่น้องชาวยิวด้วยกัน และทั้งสองฝ่ายจะได้ชื่นชมกับการรับใช้ที่แตกต่างกันแต่ที่ได้เหมือนกันคือผู้คนที่ออกจากมืดมาสู่สว่าง!

พระคำเชื่อมโยง

โรม 15
1* กาลาเทีย 6:1-2
2* 1 โครินธ์ 9:22; 10:24, 33
3* มัทธิว 26:39; สดุดี 69:9
4* 1 โครินธ์ 10:11
5* 1 โครินธ์ 1:10
6* กิจการ 4:24
7* โรม 14:1,3; 5:2
8* มัทธิว 15:24; 2 โครินธ์ 1:20
9* ยอห์น 10:16;  2 ซามูเอล 22:50; 18:49
10* เฉลยธรรมบัญญัติ   32:43
11* สดุดี 117:1


12* อิสยาห์ 11:1, 10
13* โรม  12:12; 14:7
14* 2 เปโตร 1:12 ; 1 โครินธ์ 1:5; 8:1,7,10
15* โรม  1:5; 12:3
16* โรม  11:13; อิสยาห์ 66:20
17*  ฮีบรู 2:17; 5:1
18* กิจการ 15:12; 21:19; โรม  1:5
19* กิจการ 19:11
20* 2 โครินธ์ 10:13, 15-16
21* อิสยาห์ 52:15
22* โรม  1:13

23* กิจการ 19:21; 23:11
24* กิจการ 15:3; โรม  1:12
25* กิจการ 19:21
26* 1 โครินธ์ 16:1
27* โรม  11:17; 1 โครินธ์ 9:11
28* ฟีลิปปี 4:17
29* โรม  1:11
30* ฟีลิปปี 2:1; 2 โครินธ์ 1:11
31* 2 ทิโมธี 3:11; 4:17; 2 โครินธ์ 8:4
32* โรม  1:10; กิจการ 18:21 ;1 โครินธ์ 16:18
33* 1 โครินธ์ 14:33

โรม 14 อย่าให้เพื่อนล้ม

โรม 14:1-2
จงต้อนรับคนที่ยังอ่อนแอในความเชื่อ อย่าไปโต้เถียงกันในเรื่องความเห็นต่างๆ คนหนึ่งเชื่อว่าเขากินอาหารได้ทุกอย่าง
แต่คนที่ยังมีความเชื่ออ่อนกว่า ก็กินแค่ผักเท่านั้น 

โรม 14:3
คนที่รู้ว่าเรากินทุกอย่างได้ก็อย่าดูหมิ่นคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างและคนที่ละเว้นอาหารบางอย่างจะต้องไม่กล่าวโทษคนที่กินอาหารทุกชนิด เพราะว่าพระเจ้าทรงรับเขาไว้แล้ว

โรม 14:4
ท่านเป็นใครหรือที่จะกล่าวโทษผู้รับใช้ของคนอื่น? 
เขาจะยืนหยัดหรือล้มลงก็เป็นเรื่องของนายของเขา
และเขาจะยืนอย่างมั่นคงเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วย
ให้เขายืนหยัดได้

โรม 14:5
มีคนที่เห็นว่า บางวันมีความสำคัญกว่าอีกวัน  มีคนที่คิดว่า
ทุกวันก็มีความสำคัญเท่ากัน  ดังนั้นให้ทุกคนแน่ใจใน
ความคิดเห็นของตนเองเถิด

โรม 14:6
คนที่ถือวันใดสำคัญเป็นพิเศษก็เพื่อเป็นเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและคนที่กินอาหารต่าง ๆ ก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขากินด้วยใจขอบพระคุณ ส่วนคนที่งดกินบางอย่างก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และเขาทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
เพราะไม่มีใครในพวกเรามีชีวิตอยู่หรือตายเพื่อตนเองเท่านั้น  หากเรามีชีวิต เราก็มีชีวิตเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   หากเราตาย เราก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตาย เราเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 14:9
เพราะเหตุนี้ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์) 
ทรงสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ขึ้นมา  
เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
ของทั้งคนตายและคนที่มีชีวิต

โรม 14:11-12
ตามที่มีคำเขียนไว้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า  เรามีชีวิตอยู่แน่นอนอย่างไรทุกเข่าจะกราบลงต่อหน้าเรา ทุกลิ้นจะยอมรับว่าเราเป็นองค์พระเจ้า (อิสยาห์ 45:23)    ดังนั้น เราทุกคนจึงจะ
ต้องทูลรายงานเรื่องราวของตนเองต่อองค์พระเจ้า


โรม 14:13 
ด้วยเหตุนั้น เราจึงควรหยุดที่จะตัดสิน กล่าวโทษกันและกัน
จงตั้งใจแน่วแน่ว่าเราจะไม่วางหินสะดุดหรือวางสิ่งกีดขวาง
ทางที่ทำให้พี่น้องต้องล้มลง

โรม 14:14
เพราะข้าพเจ้าอยู่ในองค์พระเยซูเจ้าข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่า ไม่มีอาหารใดที่เป็นมลทินในตัวของมันเอง  แต่หากคนหนึ่ง
เชื่อว่า สิ่งใดเป็นมลทิน สิ่งนั้นก็เป็นมลทินสำหรับตัวเขา 

โรม 14:15-16
หากพี่น้องรู้สึกไม่สบายใจเพราะเรื่องอาหารที่ท่านกิน  ท่านก็ไม่ได้เดินในความรัก  อย่าทำลายความเชื่อของคนที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเขาแล้วอย่ายอมให้สิ่งที่ท่านคิดว่าดี กลายเป็น
สิ่งที่ใคร ๆ ตำหนิว่าเป็นสิ่งเลวร้าย 

โรม 14:17
เพราะอาณาจักรของพระเจ้านั้น
ไม่ใช่เป็นเรื่องการกินดื่ม แต่เป็นความ
เที่ยงธรรม สันติสุข และความยินดีใน
พระวิญญาณบริสุทธิ์  

โรม 14:18-19
คนใดที่รับใช้องค์พระคริสต์ในแบบอย่างที่กล่าวมานี้ 
ก็เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าและมนุษย์
ดังนั้น เราจึงควรพยายามทำสิ่งที่ทำให้เกิดสันติสุข
และสร้างเสริมซึ่งกันและกัน 

โรม 14:20-21
อย่าทำลายราชกิจของพระเจ้าเพราะเห็นแก่อาหารเลย  อาหารทุกอย่างนั้นไม่มีมลทิน แต่เป็นสิ่งผิดหากการกินอาหารนั้นทำให้บางคนทำบาปหรือสะดุดล้ม เป็นการดีกว่าที่จะไม่กินเนื้อหรือดื่มเหล้าองุ่น หรือ ทำสิ่งใด ๆ ที่เป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดล้ม

   

โรม 14:22-23
ความเชื่อของท่านในเรื่องต่าง ๆ นี้ ควรเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างท่านกับพระเจ้าความสุขเป็นคนที่ไม่ต้องกล่าวโทษตนเอง
เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แต่คนที่กินแล้วยังมีความสงสัย ก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามความเชื่อ การกระทำที่
ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาป

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 14:1-2
ท่านเปาโลกำลังหันมาสนใจปัญหาเรื่องเสรีภาพของคริสเตียนที่มีต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อเจอคำถามที่พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนไว้อย่างเช่น คริสเตียนดื่มเหล้าได้ไหม? โรม 14 จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ให้โดยที่เสรีภาพนี้จะมีได้ครบถ้วนก็ต้องประกอบด้วยความรัก คริสเตียนต่างมีความเห็นในเรื่องการกินอยู่ การแต่งตัว การศึกษา การทำงานที่ต่างกันไป เราจะต้องเติบโตในพระเจ้าไปด้วยกันทั้ง ๆที่มีความเห็นต่างแต่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม

โรม 14:3
ไม่ว่าใครจะมีพื้นเพมาอย่างไร เราต้องไม่ดูหมิ่นคนที่ละเว้นบางอย่าง บางคนเคยไม่กินเนื้อวัวมาตั้งแต่เด็ก บางคนไม่กินหมูมาแต่เด็ก เขาก็ชินแบบนั้นมาเราจะไปบังคับหรือดูถูกที่เขาไม่กินอย่างเรานั้นเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงรัก ทรงรับทุกคนที่รักพระองค์ แต่เขาอาจไม่กินเนื้อหรือไม่กินผักหรือไม่กินหมู นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพระเจ้าเลย ทรงรับทุกคนเหมือนกัน สิ่งที่ใหญ่คือ การหลีกเลี่ยงบาปอย่างที่บท 13 ข้อสุดท้ายได้เตือนไว้ 

โรม 14:4
ท่านเปาโลเตือนให้เรารู้ว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปตัดสินคนอื่นเรื่องการกินเนื้อหรือไม่ เพราะถ้าเขากินอาหารทุกชนิด หรือละเว้นอาหารบ้างอย่างสำคัญคือ พระเจ้าทรงรับเขาแล้ว และพระองค์จะทรงให้เขายืนมั่นในความเชื่อได้ จะเห็นว่าในช่วงคริสตจักรยุคแรก จะมีความเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆที่ทำให้ผู้เชื่อแตกออกจากกัน  ท่านเปาโลเอาเรื่องอาหารนี้มาเป็นอุทาหรณ์เพื่อจัดการกับยิวที่มัก
จะจู้จี้กับเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน

โรม 14:5
นั่นคือ มีหลายคนที่เอาใจใส่เรื่องวันเวลา เทศกาลและจะจัดงานสำหรับวันเหล่านั้น หรืออาจจะทำพิธีที่ทำให้ระลึกถึง อย่างประเทศเราก็เช่นวันพ่อ วันแม่ ในประเทศอิสราเอล  วันสะบาโต และวันเทศกาลต่าง ๆ คนยิวจะมาฉลองด้วยกันเช่นเทศกาลอยู่เพิงเป็นต้น  ซึ่งคนที่เป็นคริสเตียนก็ไม่ค่อยได้คิดถึงเท่าไรนัก  แต่คริสเตียนจะใส่ใจวันที่แตกต่างจากยิว ดังนั้น ท่านเปาโลให้แต่ละคนแน่ใจว่าตัวเองจะคิดอย่างไร เอาให้ชัดเจน 

โรม 14:6
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือเรื่องของวันพิเศษในใจของใครก็ตาม ท่านเปาโลได้บอกชัดว่า ขึ้นอยู่กับมโนธรรมของแต่ละคน  โดยที่ไม่ต้องไปบังคับคนอื่นให้เป็นเหมือนตน สิ่งสำคัญคือ ถ้าใครจะถือว่าวันหนึ่งสำคัญ ต้องทำพิธี หรือชวนกันมาระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง ระลึกถึงใครบางคนที่จากเราไป ก็ทำได้ โดยไม่ให้ผิดต่อพระเจ้า ไม่ให้
มีการกราบไหว้ใด ๆ ให้ทำเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทำด้วยใจขอบพระคุณ

โรม 14:7-8
ชีวิตผู้เชื่อทุกคนไม่สามารถเป็นฤาษีที่แยกตัวไปแต่ชีวิตเราเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ อยู่แล้ว ยิ่งในชุมชนของพระเจ้า เรามีชีวิตเพื่อพระเจ้า เพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่น ไม่ว่าเราเป็นหรือตาย เราเป็นของพระเจ้าอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร คิดอะไรเราต้องรู้เสมอว่า มีพระเจ้าทรงอยู่ตรงหน้าเราและที่เหนือไปกว่านั้น หากเราตายไปเรายังมีโอกาสทำสิ่งที่พอน้ำพระทัยในโลกหน้าด้วย  ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์

โรม 14:9
พี่น้องคริสเตียนชาวโรม ต่างต้องการบอกเพื่อนผู้เชื่อด้วยกันว่า เธอต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า  แต่ท่านเปาโลได้ขอร้องให้พวกเขายอมให้แต่ละคนมีอิสรภาพที่จะทำสิ่งที่ไม่ได้ผิดต่อพระเจ้าแม้จะแตกต่างกันในเรื่องการกินอาหาร  การถือว่าวันโน้นวันนี้ พิเศษกว่าอีกวันเป็นต้น  ท่านขอให้แต่ละคนได้อยู่ภายใต้ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ และยอมให้พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน

โรม 14:11-12
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามที่พระเจ้าทรงบอกเอาไว้ในพระคัมภีร์
เราหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษซึ่งกันและกัน
สิ่งที่ทุกคนจะต้องทำเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครคือการคุกเข่าต่อพระพักตร์พระเจ้า
ยอมรับด้วยปากว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะต่อต้านและปฏิเสธพระองค์ขนาดไหน ไม่มีใครหลีกเหตุการณ์นี้ไปได้เลย 

โรม 14:13 
หากเรารักพี่น้อง เรื่องการที่จะทำให้พี่น้องหยุดก้าวหน้าในการเดินกับพระเจ้าคงไม่มี หรือถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ตั้งใจ สิ่งแรกที่ทำได้คือ หยุดกล่าวโทษกันและกัน  ไม่วางสิ่งที่ทำให้พี่น้องสงสัยในการดำเนินชีวิตคริสเตียน  การกระทำของเราบางอย่าง อาจทำให้อีกคนสะดุดโดยที่เราไม่รู้ตัวการระวังตัวจึงสำคัญมาก  เมื่อเรารักพี่น้องของเราก็จะไม่ทำสิ่งที่ทำลายความเชื่อของเขา 

โรม 14:14
หากผู้ที่มีความเชื่อมั่นคงกว่าไปกินอาหารที่คนที่มีความเชื่ออ่อนกว่าเห็นว่าไม่ควรกิน เท่ากับทำให้เขาสงสัย เสียใจ หรือ เกิดความงุนงงในวิธีปฏิบัติหากผู้มีความเชื่อมั่นคง ไม่ใส่ใจการกระทำของตนอาจเป็นเหตุให้ผู้ที่เชื่ออ่อนกว่าเดินออกจากทางของพระเจ้าก็เป็นได้  ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ หลายอย่างที่ไม่ผิด แต่คนที่เชื่ออ่อนเห็นว่าผิดมากยังมีตัวอย่างอีกมากมายเช่นการดูรายการต่าง ๆ ในทีวีที่ไม่เหมาะ ก็สมควรที่จะเลิกไปเลย

โรม 14:15-16
ทั้งหมดที่ท่านเปาโลกล่าวมานั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของศีลธรรม ความดี ความชั่วแต่อย่างใด เป็นเพียงความเห็นต่าง ๆ ในเรื่องสัพเพเหระของชีวิตที่เราทุกคนมีความชอบ ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเท่านั้น  ดังนั้น ถ้ามีอะไรที่ทำให้พี่น้องเกิดไม่สบายใจ …จนทำให้ถึงกับสูญเสียความเชื่อ ก็ให้ระวังตัว บางอย่างนั้น แค่ความเข้าใจผิดก็อาจส่งผลทำให้พี่น้องสะดุดได้ เราต้องเข้าใจว่าคนที่เชื่อเป็นคนที่พระเจ้าทรงไถ่แล้ว อย่าทำลายเขา !

โรม 14:17
ดังนั้น การกินดื่ม การถือวันไม่ควรเป็นเรื่องทำ
ให้เกิดการสะดุด   เราต้องหันไปให้ความใส่ใจกับชีวิตที่เที่ยงธรรม เต็มด้วยสันติสุขกับคนรอบข้างเต็มด้วยพระวิญญาณซึ่งทรงนำความยินดีมาให้ชีวิต อย่าไปคิดว่า ที่เขาสะดุดนั้น ก็เรื่องของเขาเพราะหากเรามีส่วนในเรื่องนั้น เราก็ผิดด้วยบางครั้งแค่คำพูดที่ไม่น่าฟังบางอย่าง ก็ทำให้พี่น้องไขว้เขวในความเชื่อไปได้ การไม่ยอมยกโทษให้การไม่ยอมกันและกัน ก็กลายเป็นหินสะดุดได้

โรม 14:18-19
การรับใช้พระเจ้าด้วยการมุ่งมั่นในทางแห่งความเที่ยงธรรม ในการสร้างสันติระหว่างพี่น้อง ในการที่ทุกคนจะสัมผัสความยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการรับใช้แบบที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
ย้ำอีกครั้ง… ให้เราค้นหาดูว่า รับใช้พระเจ้าแบบใดเป็นแบบที่ทั้งพระเจ้าทรงเห็นด้วย และคนของพระเจ้าก็เห็นด้วยเช่นกัน  
สิ่งสำคัญในการรับใช้คือการสร้างเสริม
กันและกันในพระเจ้าพร้อมกับสันติสุขในพี่น้อง

โรม 14:20-21
ความเห็นสุดท้ายของท่านเปาโลก็คือ เราเป็นผู้ที่เริ่มละเว้นสิ่งที่ทำให้เพื่อนสะดุด  เราเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของพี่น้องไปพร้อมๆ กับที่เขารับผิดชอบดูแลเรา ท่านเองยินดีที่จะทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการเสริมสร้าง คริสตจักรของในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสองพันปีนี้ พบว่าเรื่องการกินดื่มก็ยังเป็นเหตุให้พี่น้องสะดุดอย่างไม่หยุด  บางทีพี่น้องไปเห็นผู้รับใช้ดื่มเหล้าเมาค้าง เห็นพ่นควันไม่หยุดจะให้คิดอย่างไร?

โรม 14:22-23
นี่เป็นคำกล่าวที่แรงมาก :การกระทำที่ไม่ได้มาจากความเชื่อนั้น ก็เป็นบาปทั้งสิ้น! หลายอย่างที่เราทำลงไปบางอย่างไม่มีคนเห็น แต่ทำไปโดยคิดว่าโอเค เรื่องของเรื่องคือ หากเราทำไปโดยไม่มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเห็นชอบกับการกระทำนั้น ๆ ก็คือ การทำไป โดยขาดความเชื่อ  ความไม่มั่นใจ ความกังขากับสิ่งที่ตนเองประพฤติ จำเป็นต้องมีการเอามาคิดสรุปให้ชัดเจนว่า เราทำลงไปโดยแน่ใจว่าพระเจ้าทรงเห็นด้วย… 

โรม 14
1* 1 โครินธ์  8:9; 9:22
2* ทิตัส 1:15
3* โคโลสี 2:16
4* ยากอบ 4:11-12
5* กาลาเทีย 4:10
6* กาลาเทีย 4:10; 1 ทิโมธี 4:3
7* กาลาเทีย 2:20
8* 2 โครินธ์ 5:14-15

9* 2 โครินธ์ 5:15; กิจการ 10:36
10* 2 โครินธ์ 5:10
11* อิสยาห์ 45:23
12* 1 เปโตร 4:5
13* 1 โครินธ์  8:9
14* 1 โครินธ์  10:25
15* 1 โครินธ์  8:11
16* โรม  12:17

17* 1 โครินธ์  8:8; โรม 8:6
18* 2 โครินธ์ 8:21
19* โรม  12:18; 1 โครินธ์ 14:12
20* โรม  14:15; กิจการ 10:15; 1 โครินธ์  8:9-12
21* 1 โครินธ์  8:13
22* 1 ยอห์น 3:21
23* ทิตัส 1:15