ปฐมกาล 2 ชายและชายา

วันที่เจ็ด พระเจ้าทรงพัก
1 ดังนั้น ฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและสรรพสิ่งที่อยู่ในที่เหล่านั้น จึงสร้างสำเร็จครบถ้วน 
2 เมื่อถึงวันที่เจ็ด พระเจ้าทรงเสร็จราชกิจการทรงสร้างทั้งสิ้น  และในวันที่เจ็ดนี้ ทรงหยุดพักจากราชกิจการทรงสร้างทั้งปวง 
3 และพระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ด และทรงตั้งให้เป็นวัน บริสุทธิ์ เพราะในวันนั้น พระองค์ทรงหยุดพักจากราชกิจการทรงสร้างทั้งสิ้น 

การสร้างมนุษย์
4 ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการทรงสร้าง ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก 
ในวันที่พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า (พระยาห์เวห์ เอโลฮิม) ทรงเริ่มสร้างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์นั้น 
5 เวลานั้น ยังไม่มีพืชบนแผ่นดิน ไม่มีอะไรงอกขึ้นมาในทุ่งโลง เพราะว่า พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ยังไม่ได้ทรงให้ฝนตกลงมาบนแผ่นดิน ยังไม่มีใครทำหน้าที่ไถพรวนดิน
6 แต่จะมีละอองไอน้ำพลุ่งขึ้นมาให้ความชุ่มชื้นรดทั้งแผ่นดิน
7 แล้ว พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงปั้นมนุษย์ขึ้นจากผงดิน  พระองค์ทรงระบายลมหายใจแห่งชีวิตเข้าไปทางจมูกของเขา มนุษย์จึงมีชีวิตขึ้นมา (อาดัมแปลว่ามนุษย์ อาดามาแปลว่าพื้นดิน)



สวนที่ทรงปลูก
8 แล้ว พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงปลูก สร้างสวนแห่งหนึ่งทางตะวันออก ในที่ ๆ เรียกว่า เอเดน  (ความหมายว่า โอ่อ่า สบาย)และทรงให้ชายที่ทรงสร้างขึ้นมานั้น ให้อาศัยที่นั่น
  9  พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงทำให้เกิดต้นไม้ที่งดงาม และต้นไม้ทุกชนิดที่เหมาะเป็นอาหาร และงอกขึ้นมาบนแผ่นดิน  ที่กลางสวนนั้น มีต้นไม้แห่งชีวิต และต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว
10 มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านเอเดน และช่วยหล่อเลี้ยงสวนนั้น  และจากนั้นก็แยกออกเป็นแม่น้ำสี่สาย
11 แม่น้ำสายแรกชื่อปิโชน ไหลรอบ ๆ แผ่นดิน ฮาวิลาห์ซึ่งมีแร่ทองคำ 
12 ทองคำของดินแดนนี้เป็นทองชั้นดี มียางไม้หอม และอัญมณีด้วย
13 สายที่สองคือกิโฮน ไหลผ่านรอบแผ่นดินคูช 14 สายที่สามคือ ไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของอัชชูร์ และสายที่สี่คือ ยูเฟรติส (ทั้งหมดนี้อยู่ในเมโสโปเตเมีย)

ผลไม้ต้องห้าม!
15 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงให้ชายผู้นั้น (อาดัม) อยู่ในสวนแห่งเอเดน เพื่อทำงาน และดูแล รักษาสวนนั้น 
16 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงบัญชาเขาว่า “เจ้าจะกินผลไม้จากต้นใดก็ได้ในสวนนี้อย่างอิสระ
17 แต่เจ้าจะต้องไม่กินผลไม้จากต้นแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว เพราะหากเจ้ากินผลของมันเมื่อใด เจ้าจะตายแน่”


อาดัมตั้งชื่อสัตว์ต่าง ๆ
18 แล้วพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าตรัสว่า “ไม่เป็นการดีถ้าชายคนนี้ต้องอยู่เดี่ยวๆ เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะกับเขา”
19 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ได้ทรงปั้นสัตว์ป่าและนกในอากาศทุกชนิดจากดิน  แล้วทรงนำสรรพสัตว์เหล่านั้นมาให้ชายผู้นั้นเพื่อเขาจะได้ตั้งชื่อของมัน  ไม่ว่าเขาจะเรียกมันว่าอย่างไร ชื่อของมันก็เป็นไปตามที่เขาเรียก
20 ชายผู้นั้นได้ตั้งชื่อให้กับทั้งสัตว์เลี้ยง  นกในอากาศ  และสัตว์ป่า สัตว์ทุ่ง แต่เขา (อาดัม) ยังไม่พบผู้ช่วยที่เหมาะสมกับเขา   

การสร้างผู้หญิง
21 ดังนั้นพระยาห์เวห์องค์พระเจ้า จึงทรงทำให้ชายผู้นั้นหลับลึกสนิท และขณะที่หลับอยู่นั้น ทรงชักกระดูกซี่โครงออกมาซี่หนึ่ง และทรงปิดเนื้อหนังของเขาตรงนั้นให้สนิทเหมือนเดิม 
22  พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงใช้กระดูกซี่โครงนั้นสร้างผู้หญิงขึ้นมา แล้วพระองค์ก็ทรงนำหญิงนั้นมาให้เขา   
23 แล้วชายผู้นั้นกล่าวว่า “บัดนี้ นี่คือคนที่มีกระดูกจากกระดูกของเรา  ร่างของเธอมาจากร่างของเรา  เราจะเรียกเธอว่า ชายา เพราะเธอมาจากชาย
[ฮีบรู אִישׁ ‘ish ผู้ชาย]
[ฮีบรู אִשָּׁה ‘ishshah ผู้หญิง]

24 ดังนั้น ผู้ชายจึงละจากพ่อและแม่ และไปผูกพันกับภรรยาของเขา และทั้งสองจะเป็นหนึ่งเนื้อเดียวกัน  
25 ชายผู้นั้นและภรรยา ต่างเปลือยกาย และทั้งสองไม่ได้อายกัน  

อธิบายเพิ่มเติม

วันที่เจ็ด พระเจ้าทรงพัก
2:1 พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งที่ทรงดำริในพระทัยสำเร็จครบแล้ว ทุกอย่างดี สวยงามมาก และต่างทำหน้าที่ในตัวของมันอย่างสมบูรณ์แบบ
ตั้งแต่ดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้าที่เห็นและไกลเกินเห็น ลงมาในบรรยากาศของโลก ลงมายังพื้นโลก และลงไปในมหาสมุทร ผืนน้ำทั้งหลาย พืชเติบโตจากการสังเคราะห์แสง สัตว์และมนุษย์เติบโตจากการกิน ร่างกายภายในทำงานอย่างมหัศจรรย์ … พระองค์ทรงสร้างสำเร็จครบถ้วนจริง ๆ

2:2 วันที่เจ็ด.. เจ็ด มีความหมายถึงการสำเร็จเสร็จสิ้น  เต็มบริบูรณ์  เจ็ดเป็นสัญลักษณ์ของการพัก พระเมตตาและพระคุณ การพักของพระเจ้าคือ ทรงหยุดจากราชกิจทรงสร้าง  พระองค์ไม่ทรงประสงค์สร้างสิ่งใดต่อ ทุกอย่างจะทวีจำนวนอย่างที่ทรงอวยพรไว้ สัตว์ชนิดใดก็จะมีลูกหลานเป็นชนิดนั้น  และพระองค์ไม่ได้ทรงจากโลกที่ทรงสร้างไว้ไป พระองค์ทรงพักราชกิจการสร้างสรรค์ในวันที่เจ็ด เพราะมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว  ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกังวล โลกสามารถดำเนินต่อไปด้วยพระดำรัสที่ทรงฤทธิ์ (ฮีบรู 1:3)

2:3 การที่ทรงตั้งให้เป็นวันบริสุทธิ์นั้น คือ พระเจ้าทรงทำให้วันนี้แตกต่างออกไป  ยังมีความหมายเหนือไปกว่านั้นคือว่า วันนี้เป็นวันของพระเจ้า เป็นวันที่พักจากงานปกติ  เรื่องของการพักจากการงานในวันที่เจ็ดนี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในกลุ่มคนยิว และ คริสเตียน พระเจ้าทรงกำหนดวันนี้ไว้ตั้งแต่ที่ทรงสร้างโลก 

การสร้างมนุษย์
2:4 ตอนต่อไปนี้เป็นรายละเอียดการสร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่หก  แม้จะไม่มีคนเป็นพยานรู้เห็น แต่พระเจ้าผู้ทรงสร้างเป็นผู้ให้รายละเอียดกับโมเสสเขียนคำว่าเรื่องราว หรือคำอธิบาย การทรงสร้างนี้เป็นคำสำคัญในหนังสือปฐมกาล ฮีบรูว่า תוֹלְד֧וֹת โทลโดท หมายถึงการเรื่องราว ประวัติของการเกิด หรือ ประวัติเชื้อสายครอบครัว
และโมเสสยังแนะนำพระนามว่า พระยาห์เวห์เอโลฮิม หรือพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าด้วย  เอโลฮิมเป็นนามเรียกพระเจ้าในการทรงสร้าง ปฐมกาล 1:1
เป็นนามพหูพจน์ แต่เวลาใช้คำกริยา กลับใช้เป็นเอกพจน์ ซึ่งเป็นการแนะให้เรารู้จักพระเจ้าในฐานะองค์ตรีเอกานุภาพมาแต่บรรทัดแรกของปฐมกาล  

2:5-6  ก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างอาดัมนั้น โมเสสบันทึกชัดว่า ยังไม่มีมนุษย์คนใดมาพรวนดิน ไม่มีพืช แต่แผ่นดินได้รับความชุ่มชื่นจากละอองน้ำที่พลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดินเอง ข้อความในบทที่สองนี้ เป็นรายละเอียดที่แตกต่างไปจาก บทที่หนึ่ง และ 2:1-3  ในภาษาเดิมกล่าวว่า ไม่มี อาดัม אָדָ֣ם (มนุษย์) คนใดทำหน้าที่ไถพรวน อาดามา אֲדָמָֽה (ผืนดิน)  ประโยคนี้น่าจะโยงถึงการที่มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาจากดิน
เวลานั้นยังไม่มีฝนตก … แต่โลกก็ไม่ได้ขาดความชื้นเลย


2:7 การสร้างมนุษย์นั้นแตกต่างจากการสร้างสัตว์ทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีระบบทำงานของร่างกายคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นมีตา หู ปาก  มีอวัยวะภายในที่ช่วยระบบหายใจ ระบบการย่อยอาหาร การมีหัวใจปอด ฯลฯ 
พระองค์ทรงปั้นมนุษย์ขึ้นมาจากดิน  คำว่าปั้น (יָצַר ยาทซาร์ ) เป็นคำเดียวกับที่ใช้กับช่างปั้นที่ปั้นดินขึ้นมา  ต้องคิดออกแบบแล้วสร้างขึ้นมา   พวกเขาเป็นสิ่งทรงสร้างที่พระเจ้าทรงปั้นด้วยพระหัตถ์ ไม่ได้แค่ตรัสสั่งให้เกิดขึ้น มนุษย์จึงพิเศษ พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้พวกเขาได้ทวีจำนวน  ดังนั้น ทรงมีการวางแผนอยู่ในดีเอ็นเอเรียบร้อย  เพื่อมนุษย์ลูกหลานยุคต่อ ๆ ไป ไม่ใช่แค่วันนั้น 
ดร.เจมส์ ทัวร์ นักเคมีชั้นนำของโลก ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตคืออะไร สรุปได้ว่า ชีวิตต้องตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม มีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลง มีการเผาผลาญ หายใจ รักษาสภาวะสมดุลในร่างกาย  ประกอบด้วยเซล และส่งต่อลักษณะไปยังลูกหลาน … นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับ พืช มนุษย์ สัตว์   และมนุษย์ก็เป็นระดับสูงสุดที่สัตว์และพืชไม่สามารถทำได้เหมือนเขา https://www.youtube.com/watch?v=I0InjvwBXTg  ที่ 12.44 นาที
 

แล้วลมหายใจของพระองค์ ก็เข้ามาทางจมูกของมนุษย์ มนุษย์จึงมีชีวิตที่แตกต่างมาก พวกเขามีความคล้ายพระเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงประสงค์
ปฐมกาล 1:17  ว่า พระองค์ทรงสร้างพวกเขาตามพระลักษณะของพระองค์   พวกเขามีความคิด สติปัญญา  ภาษา  มีเหตุผล  มีจิตวิญญาณที่ติดต่อกับพระเจ้าได้  พวกเขาสามารถต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์แก่ตนได้  สามารถสร้างอารยธรรมได้ และเราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงให้พวกเขาเก่งขนาดที่พระองค์ตรัสในปฐมกาล 11:6  “ต่อไปถ้าเขาวางแผนจะทำอะไร ก็จะทำได้ทุกอย่าง” 

สวนที่ทรงปลูก
2:8-9 พระเจ้าทรงสร้างสวนทางตะวันออกของพื้นที่ ๆ พระเจ้าทรงเรียกว่า เอเดน  ซึ่งแปลว่า โอ่อ่า สบาย น่าชื่นชม (עֵדֶן เอเดน) เหมือนกับว่า เอเดนเป็นที่ประทับของพระเจ้าแล้วมีสวนข้างๆเอเดนทางตะวันออก  และมีแม่น้ำที่ไหลมาจากเอเดนเลี้ยงสวนนั้น 
ในโลกโบราณ สวนที่พระคัมภีร์หมายถึง ไม่ใช่ไร่ นา แต่เป็นเหมือนสวนที่วางภูมิทัศน์อย่างดี และเป็น ที่ ๆ มีทั้งน้ำ และต้นไม้ที่สูงสวยงาม อาจมีสัตว์อาศัยอยู่บ้าง น่าจะคล้าย ๆ กับสวนของเนบูคัดเนสซาร์ หรือสวนป่าของโซโลมอน
พระองค์ทรงประสงค์ให้อาดัมดูแลสวนนี้แทนพระองค์  ในสวนนี้มีทั้งต้นไม้ที่งามน่าดู  และยังมีต้นไม้ที่ให้ผลเป็นอาหารด้วย 

แล้วมีต้นไม้สองต้นคือต้นไม้แห่งชีวิต  และต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ที่สำคัญมากในสวน เหมือนกับเป็นต้นไม้ที่ให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาว  เป็นต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร์  และต้นไม้แห่งปัญญา ที่ก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายต่อมาซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของมนุษย์ทุกคน (สุภาษิต 3:18 กล่าวว่า ปัญญาเป็นต้นไม้แห่งชีวิต)

ในยุคต่อมา มีผู้เผยพระดำรัสที่มองกลับไปยังเอเดนนี้ โยเอล 2:3, อิสยาห์ 51:3, เอเสเคียล  36:35 แม้แต่ยอห์นในวิวรณ์ 22:1-3  พวกเขามองกลับไปยังเอเดนที่มีความหมายต่อมวลมนุษย์ การเสด็จกลับมาของพระเยซูก็จะเป็นการฟื้นฟูความตระการของเอเดนซึ่งสูญหายไปเพราะมนุษย์ตกในความบาป

 2:10-11  แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงต้นไม้ในสวน น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของน้ำที่พลุ่งจากตาน้ำในพื้นดินขึ้นมา เพราะตอนนั้นยังไม่ได้บันทึกว่ามีฝน  เรายังไม่ทราบว่า แม่น้ำปิโชนอยู่ที่ใด แต่ปรากฎว่า แร่ธาตุต่าง ๆ ในโลกก็มีแล้ว โมเสสบอกเรานอกเหนือจากดิน ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ยังมีแร่ทองคำที่แม่น้ำที่ไหลอยู่รอบ ๆ  เป็นแผ่นดินชื่อ ฮาวิลาห์

2:12-13  
เมื่อเปรียบเทียบตรงนี้กับ วิวรณ์ 21:15–22:2 เราจะเห็นว่า เมื่อถึงวันของพระเจ้า ผู้เชื่อในพระองค์จะได้กลับไปเห็นสภาพแวดล้อมแบบนี้ในอนาคต
คือเป็นแผ่นดินที่เต็มด้วยแร่มีค่า งดงามตระการด้วยอัญมณี  และหอมสดชื่น ความหอมเป็นกลิ่นที่ทำให้เกิดความพอใจ เหมือนกับเครื่องบูชาเผาที่ส่งกลิ่นที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
แม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลผ่านแผ่นดินคูช​​ แม่น้ำไทกริส  ยูเฟรตีสไหลห่างกัน แต่ก็มาบรรจบกัน และไหลงลงสู่อ่าวเปอร์เซีย  

แม้จะเชื่อกันว่า เอเดนอยู่แถบไทกริส ยูเฟรติส แต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกแบบปักหมุดลงไปได้ .. พระเจ้าทรงบอกกว้าง ๆ และทรงปิดบังไว้ ไม่มีมนุษย์คนใดค้นพบได้  

ผลไม้ต้องห้าม!
2:15 สิ่งสำคัญที่ปรากฏในความเป็นมนุษย์  คือ เขาทำงาน เขาถวายเกียรติแด่พระเจ้า  เป็นสิ่งที่มีเกียรติและน่าชื่นชม สะท้อนพระลักษณะของพระเจ้า  พระเจ้าทรงสร้างสรรค์ และมนุษย์ก็ได้รับพระลักษณะนั้นมาเต็ม ๆ 
พระเจ้าทรงกำหนดให้เขาทำงานที่ชัดเจน  พระเจ้าทรงให้มนุษย์ทำงานตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะออกจากสวน งานเป็นส่วนประกอบสำคัญของการเป็นมนุษย์
( มีความเห็นว่า เขาทำงานเหมือนกับปุโรหิต คือมีหน้าที่บำรุงรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้ครบเพื่อนมัสการพระเจ้าตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ ( กันดารวิถี 3:7-8))

2:16-17  อาดัมได้ทั้งงาน และความรับผิดชอบในการเชื่อฟังพระเจ้า
การไม่เชื่อฟังจะส่งผลให้เขาต้องตาย
พระเจ้าทรงอนุญาตให้กินผลไม้ทุกอย่างยกเว้นจากต้นรู้ดีรู้ชั่ว เพราะกินเมื่อไรเขาตายแน่  แม้จะไม่ใช่เป็นการตายทันทีทันควัน  เพียงต้นเดียวเท่านั้น ที่พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้อาดัมกิน นอกนั้น เขาสามารถเลือกได้ว่าจะกินหรือไม่กิน  หากอาดัมไม่เชื่อฟัง ผลก็คือ เขาจะตาย ต้นไม้นี้ เป็นสัญลักษณ์ เป็นเส้นขีดแบ่งว่ามนุษย์จะเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่
จากพระคัมภีร์สองข้อนี้ พระเจ้าทรงให้ทั้งอิสรภาพ และขอบเขต (การบังคับตัวเอง) แก่อาดัมและแก่เราทุกคนด้วย เพื่อให้เรามีชีวิตเต็มด้วยพระเกียรติ

อาดัมตั้งชื่อสัตว์ต่าง ๆ
2:18 ดูเหมือนการสร้างอาดัมยังไม่สำเร็จดี เพราะพระเจ้าตรัสว่า ไม่เป็นการดีที่เขาจะอยู่คนเดียว พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้เขามีผู้ช่วย เหมือนกับที่พระองค์ก็ทรงเป็นสามในหนึ่งเดียว   พระเจ้าทรงเห็นว่า การมีภรรยานั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอาดัมอย่างแน่นอน ทำให้เขาไม่ต้องโดดเดี่ยว และการมีผู้ช่วยคนนี้ ยังทำให้เกิดลูกหลานต่อไปอีกด้วย
คำว่าผู้ช่วยนี้ เหมือนกับที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงส่งผู้ช่วยมาให้เรา พระเจ้าทรงส่งภรรยามาเพื่อช่วยกันทั้งสองฝ่ายให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  พระเจ้าเองทรงเป็นผู้ช่วยเหลือเราด้วย (อ่านเพิ่มเติม ยอห์น 14:16 16:7; สดุดี 33:20)
พระเจ้าทรงตั้งพระทัยจะใช้อาดัมมีผู้ช่วยที่เหมาะกับเขา ที่มีลักษณะเดียวกัน  สื่อสารกัน แสดงความรักต่อกันได้  ทั้งสองจะต้องมีจิตวิญญาณแบบเดียวกัน สามารถช่วยกันและกันให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างงดงาม

2:19  การตั้งชื่อของอาดัมนั้น เป็นการแสดงว่า พระเจ้าทรงให้อาดัมมีอำนาจเหนือสัตว์เหล่านั้น  เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถเป็นผู้ครอบครองได้ การตั้งชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ มีความหมายมาก
การตั้งชื่อยังเป็นการกำหนดหน้าที่ของสิ่งนั้นด้วย    ถ้าเราจะดูชื่ออาดัม(אָדָם) ที่มีความหมายจากคำว่า อาดามา(אֲדָמָה)ที่แปลว่า พื้นโลก  อาดัมก็น่าจะตั้งชื่อสัตว์ที่บอกให้เห็นถึงลักษณะของมันด้วย  แต่ตอนนี้ไม่มีสัตว์ตัวใดที่จะมีชื่อที่เหมาะจะเป็นคู่ชีวิตของเขาเลย

การสร้างผู้หญิง
2:21-23  แล้วพระเจ้าทรงทำให้เขาหลับลึก  อาดัมไม่ได้มีส่วนในการสร้างสรรค์ผู้หญิงขึ้นมาเลย พระองค์ทรงชักกระดูกข้างตัวของเขาออกมา  ผู้หญิงคนที่พระเจ้าทรงสร้าง มาจากข้างตัวของอาดัม  คำว่าซี่โครงนี้มาจากฮีบรูว่า เซลา צֵלָע หมายถึงส่วนที่โค้งของร่างกาย ประตู ใบไม้ มักใช้เป็นคำที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง  ถ้าพูดในเชิงร่างกาย นั้นจะหมายถึงทั้งกระดูกและเนื้อ   เธอถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างเขา  เดินไปด้วยกัน ใช้ชีวิตเคียงข้างกัน ไม่ใช่เป็นเจ้านายเหนือ หรือ เป็นทาสรับใช้ใต้เท้าเขา เธอออกมาจากข้างตัว เขาจะต้องรักและปกป้องเธอที่มาจากกระดูกและเนื้อใกล้หัวใจ
แล้วอาดัม ซึ่งเป็นผู้ชาย (ฮีบรูว่า אִישׁ อีช) ก็ให้ชื่อกับผู้หญิงที่พระเจ้าประทานให้ว่า (ฮีบรูว่า אִשָּׁה อีชชา)  พอดีกับคำไทยชายเป็นชายา (ซึ่งมีความหมายว่าผู้หญิง หรือภรรยา)   เขาได้ตั้งชื่อของเขาเองเป็น “อิช” ที่มีความสัมพันธ์กับอิชชา ในขณะที่โมเสสตั้งชื่อให้เขาว่า “อาดัม” ที่สัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของเขาจากผงคลีดิน (net)

2:24 โมเสสได้วางรากฐานของการเป็นครอบครัวให้ตั้งแต่แรก นั่นคือ สามี ภรรยา จะต้องตั้งต้นชีวิตใหม่ที่รับผิดชอบ ดูแล ปกป้องครอบครัวใหม่  ทั้งสองต่างช่วยกันดูแลคนรุ่นต่อไป แต่แล้วในสังคมของยิว เราก็เห็นว่า พวกเขาเป็นลักษณะของครอบครัวใหญ่ ที่ลูกหลานก็ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปู่ย่าตายาย 

2:25 การที่ทั้งสองเปลือย ไม่อายกันนั้น  บอกถึงความเป็นสามี ภรรยา การที่ทั้งสองจะต้องทวีจำนวนลูกหลานขึ้น โดยที่ไม่อายกันระหว่างสองคนนี้  และยังไม่ได้มีความละอายด้วย ซึ่งผิดจากความรู้สึกหลังจากที่เขาทั้งสองตกในความบาป เป็นความละอายที่แตกต่างไปจากเดิม 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 2
1* สดุดี 33:6
2* อพยพ 20:9-11; 31:17
3* อิสยาห์ 58:13
4* ปฐมกาล 1:1
5* ปฐมกาล 1:11-12; 7:4; 3:23
7* ปฐมกาล 3:19, 23; โยบ 33:4 ; ปฐมกาล 7:22; 1 โครินธ์  15:45


8* อิสยาห์ 51:3; ปฐมกาล 3:23-24; 4:16
9* เอเสเคียล 31:8; ปฐมกาล 3:22; เฉลยธรรมบัญญัติ 1:39
11* ปฐมกาล 25:18
12* กันดารวิถี 11:7
14* ดาเนียล 10:4
17* ปฐมกาล 3:1, 3, 11, 17; 3:3, 19

18* 1 โครินธ์ 11:8-9
19* ปฐมกาล 1:20, สดุดี 24; 8:6
21* 1 ซามูเอล 26:12
22* 1 ทิโมธี  2:13; ฮีบรู 13:4
23* ปฐมกาล 29:14; 1 โครินธ์  11:8-9
24* มัทธิว 19:5 ; มาระโก 10:6-8
25* ปฐมกาล 3:7, 10; อิสยาห์ 47:3

ปฐมกาล 1 สร้างอย่างมหัศจรรย์

1 ในปฐมกาล เมื่อพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก
2
แผ่นดินโลกยังไร้รูปร่าง และว่างเปล่า  ความมืดปกคลุมเหนือมวลน้ำลึก และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนพระองค์อยู่เหนือผืนน้ำนั้น 

3 แล้วพระเจ้าตรัสขึ้นมาว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็เกิดขึ้น
4 พระเจ้าทรงเห็นว่า ความสว่างนั้นดี พระองค์จึงทรงแยกความสว่างออกจากความมืด
5 พระเจ้าทรงเรียกความสว่างว่า “วัน” ทรงเรียกความมืดว่า “คืน”
เวลาเย็นผ่านไป และเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่หนึ่ง (ในพันธสัญญาเดิมนั้น นับวันจากเวลาเย็นเป็นต้นไป)

6แล้วพระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดแผ่นฟ้าเป็นโดมกว้างระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน”
7 พระเจ้าทรงสร้างแผ่นฟ้ากว้างและทรงให้น้ำอยู่ส่วนบน และมวลน้ำด้านล่าง
8 พระเจ้าทรงเรียกแผ่นฟ้ากว้างนั้นว่าท้องฟ้า เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่สอง

9 แล้วพระเจ้าตรัสว่า 
“จงให้มวลน้ำใต้ฟ้านั้นรวมอยู่ในที่เดียวกัน และให้พื้นที่แห้งปรากฏขึ้น” และก็เป็นไปตามนั้น 
10 พระเจ้าทรงเรียกพื้นที่แห้งว่า “แผ่นดิน” ทรงเรียกมวลน้ำที่รวมในที่เดียวกันว่า “ทะเล”
และพระเจ้าทรงเห็นว่า ดี
11 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืชพันธุ์ต่าง ๆ ขึ้น  ทั้งที่เป็นธัญพืชเป็นเมล็ด และต้นไม้ที่ให้ผลซึ่งมีเมล็ดในผล เพื่อจะให้ผลตามชนิดต่าง ๆ ของมัน ก็เป็นไปตามนั้น
12 แผ่นดินเกิดพืชพันธุ์ คือธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ที่ให้ผลไม้ที่มีเมล็ดในผล เมล็ดต่างก็เกิดผลตามชนิดของมัน
และ พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
13 เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่สาม

14 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดดวงสว่างหลากหลายขึ้นในท้องฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน   ดวงสว่างเหล่านี้เป็นเครื่องหมายที่กำหนดฤดู วัน และปี
15 ดวงสว่างเหล่านี้จะอยู่บนแผ่นฟ้ากว้าง เพื่อส่องสว่างให้กับแผ่นดินโลก”
แล้วก็เป็นไปตามนั้น

16 ดังนั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่สองดวง ทรงให้ดวงใหญ่ครองกลางวัน และดวงเล็กครองกลางคืน  พระองค์ยังทรงสร้างดวงดาวทั้งหลาย
 17 พระเจ้าทรงจัดตำแหน่งของดวงสว่างนี้ไว้บนแผ่นฟ้าเพื่อให้ส่องแสงลงมายังแผ่นดินโลก
18 เพื่อครองกลางวัน และครองกลางคืน และเพื่อแยกความสว่างออกจากความมืด
และพระเจ้าทรงเห็นว่า ดี   
19  เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่สี่ 

20
แล้วพระเจ้าตรัสว่า “จงให้ห้วงน้ำ เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่แหวกว่าย
ให้มีฝูงนกบินในแผ่นฟ้ากว้าง

เหนือแผ่นดิน”
21 ดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสิ่งมีชีวิตที่แหวกว่ายคลาคล่ำในทะเล ทะเลจึงเต็มไปด้วยสิ่งที่มีชีวิตแตกต่างไปตามชนิดของมัน  พระองค์ยังทรงสร้างนกที่มีปีกแตกต่างไปตามชนิดของมัน    และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี 

22 พระเจ้าทรงอวยพรแก่สรรพสัตว์เหล่านั้น ตรัสว่า “จงเกิดลูกหลานทวีจำนวนขึ้นจนเต็มท้องทะเล และให้นกทั้งหลายทวีจำนวนขึ้นบนแผ่นดินโลก”
 23 เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่ห้า

24 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้แผ่นดินโลกเต็มด้วยสัตว์มีชีวิต เป็นไปตามชนิดของมัน จงเกิดมีสัตว์เลี้ยง และสัตว์ที่เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าโดยให้มีลูกหลานเกิดขึ้นตามชนิดของมัน” แล้วก็เป็นไปตามนั้น
25 ดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานตามชนิดของมัน  
และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

26 แล้วพระเจ้าตรัสว่า
“ให้เราสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบเรา และ มีลักษณะเหมือนเรากันเถอะ 
และให้พวกเขาครองฝูงปลาในทะเล
ฝูงนกในอากาศ  สัตว์เลี้ยง  สัตว์ป่าทั้งหลายรวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน
บนแผ่นดิน
27 ดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้น 
ตามพระลักษณะของพระองค์ 
ตามพระลักษณะของพระเจ้า
พระองค์ทรงสร้างเขาขี้น
เป็นผู้ชาย และผู้หญิง 

28 พระเจ้าทรงอวยพรพวกเขาและตรัสแก่พวกเขาว่า
“จงมีลูกหลานทวีจำนวนขึ้น
 จนเต็มแผ่นดิน
และจงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน 
ครอบครองฝูงปลาในทะเล
และฝูงนกในอากาศ   
และครอบครองสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน”

29 พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด เราได้มอบธัญพืชบนแผ่นดินให้แก่เจ้ารวมทั้งต้นไม้ที่มีเมล็ดในผลของมัน เหล่านี้จะเป็นอาหารของเจ้า
 30 เราได้ให้พืชใบเขียวเป็นอาหารแก่สัตว์ป่า แก่นกในอากาศ  และสัตว์เลื้อยคลานทุกตัว”
ทุกสิ่งก็เป็นไปตามนั้น
31 พระเจ้าทอดพระเนตรดูสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง และทรงเห็นว่าดียิ่งนัก  เวลาเย็นผ่านไปและเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่หก 

อธิบายเพิ่มเติม

คำอธิบายต่อไปนี้เป็นเพียงคำอธิบายเบื้องต้น พระธรรมปฐมกาล เป็นหนังสือที่น่าศึกษา ค้นคว้าต่อไปให้ลึกซึ้ง
พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองให้เราทราบว่า พระองค์ทรงมหัศจรรย์เพียงไร และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ก็ยิ่งย้ำความจริงว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสร้างทั้งโลกและจักรวาลตามที่ได้ตรัสไว้ในข้อหนึ่งของบทนี้

ปฐมกาล 1:1
หนังสือปฐมกาล 1 คือบันทึกที่เป็นรากฐานของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม  เป็นบันทึกประวัติศาสตร์การเกิดของโลกและจักรวาลที่พระเจ้าทรงบันดาลใจให้โมเสสได้เขียนไว้     พระเจ้าทรงสร้างเหล่านี้ขึ้นมาให้เป็นอาณาจักรของพระองค์ และพระองค์ทรงประสงค์ที่จะประทับท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  สิ่งที่สำคัญสำหรับเราผู้เชื่อคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกนี้ แม้จะมีคนมากมายปฏิเสธการทรงสร้าง และพยายามหาเหตุผลว่า โลกเกิดขึ้นมาเอง แต่จนวันนี้ ยังไม่มีใครหาข้อพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีพระเจ้าไม่ว่าพวกเขาจะยืนยันแข็งขันอย่างไรก็ตาม    และปรากฏว่า การค้นพบใหม่ ๆ กลับยืนยันการทรงอยู่ของพระเจ้า ระเบียบต่าง ๆ ในจักรวาลและโลก ได้ทำให้มนุษย์ได้ค้นพบความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เรื่องนี้ เราคงต้องคุยกันอีกยาว
อีกประการ เราไม่ทราบว่า ในปฐมกาลนั้นยาวนานแค่ไหนชัดเจน ถ้าเราจะนับจาก
อายุของคนที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์มาตั้งแต่อาดัม ก็น่าจะอยู่ประมาณ หกพันกว่าปี

การทรงสร้างของพระเจ้าเป็นการสร้างจากสิ่งที่ไม่มีมาก่อน สรรพสิ่งที่ไม่เคยมีก็เกิดขึ้นมาด้วยพระดำรัสของพระเจ้า ในสดุดี 33:9 กล่าวว่า เพราะพระองค์ตรัส โลกก็เกิดขึ้นมา .. พระองค์ทรงสั่ง มันก็ตั้งมั่นคง  และผู้ที่ผดุงสรรพสิ่งไว้ก็คือ พระบุตร (ฮีบรู 1:4)   โลกของเราถูกแขวนไว้บนความว่างเปล่าเวิ้งว้าง แกไ/!  ( โยบ 26:7) 
ที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งที่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ ทรงทำผ่านการตรัสบัญชา ยกเว้นครั้งเดียวที่ทรงวางพระหัตถ์บนผู้ป่วย (ลูกา  8:25) 
1:2 พระวิญญาณของพระเจ้าที่เคลื่อนอยู่เหนือน้ำลึกนั้น  มวลน้ำยังมีความหมายถึงความสับสนวุ่นวาย และพระคำข้อนี้ก็บอกชัดว่าโลกยังไร้รูปร่าง ว่างเปล่า มีแต่มวลน้ำลึก  และความมืด ซึ่งในพระคัมภีร์มักมีความหมายถึงความชั่วร้าย (โยบ 3:4; โยเอล 2:2)
เวลานั้นยังไม่เห็นแผ่นดิน   พระวิญญาณผู้ทรงอยู่เหนือน้ำมิได้ทรงอยู่แบบล่องลอย แต่พระองค์ทรงเตรียมที่จะทำการยิ่งใหญ่  การปกคลุมเหนือของพระวิญญาณแบบนี้ เรายังเห็นในลูกา 1:35 เมื่อเสด็จลงมาเหนือมารีย์ก่อนพระเยซูจะปฏิสนธิ์   

1:3  พระเจ้าตรัส … เราจะเห็นคำตรัสของพระเจ้านี้อยู่กับพระองค์มาตั้งแต่ปฐมกาล คำตรัสนี้คือ  พระดำรัส หรือพระวจนะ  (ยอห์น  1:1-3)  ตอนนี้เราเห็นพระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพชัดเจนในการทรงสร้าง  พระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงอยู่ในปฐมกาล ในการทรงสร้างนั้น!  
ข้อนี้บอกว่า พระเจ้าตรัสให้สว่างเกิดขึ้นมา ไล่ความมืดไป ยอห์น 1:5 กล่าวด้วยว่า ความสว่างส่องมาในความมืด และความมืดไม่ชนะความสว่างนั้น วิวรณ์ 21:23  พระเจ้าทรงเป็นความสว่างนิรันดร์
ความสว่างนี้ไม่ใช่สว่างที่มาจากดวงอาทิตย์ เป็นความสว่างแรกที่พระเจ้าทรงให้อยู่คู่กับโลก  สว่างนี้เป็นสิ่งที่ทำให้มองเห็นทุกอย่างได้ 
เรื่องของความสว่างเป็นเรื่องน่าเรียนรู้ทั้งจากพระคัมภีร์เป็นสว่างฝ่ายวิญญาณ และจากวิชาฟิสิกส์เป็นสว่างของสสาร  คนที่สนใจก็หาต่อไป จะยิ่งตื่นเต้นกับพระเจ้ามากขึ้น
 
  1:4  พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างดี ..​ก็ทรงแยกความสว่างออกจากความมืดทมึนที่มีอยู่ตั้งแต่ต้นนั้น  บัดนี้  โครงสร้างของโลกที่พระเจ้าทรงสร้างชัดเจน มีความสว่างเกิดขึ้น และมีขอบเขตสว่างและมืด
โลกถูกแบ่งเป็นสองด้านมีสว่างและมืด​… พระเจ้าทรงเรียกความสว่างว่า “วัน” ทรงเรียกความมืดว่า “คืน”
เวลาเย็นผ่านไป และเวลาเช้าเข้ามา นี่เป็นวันที่หนึ่ง (ในพันธสัญญาเดิมนั้น นับวันจากเวลาเย็นเป็นต้นไป)

1:5 จากนั้นพระเจ้าทรงตั้งชื่อสว่างกับมืดว่า วันกับคืน การตั้งชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการที่เราจะให้ความหมาย บ่งบอกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีการตั้งชื่อ เพื่อจะใช้อ้างอิง ใช้กล่าวถึง ทุกวันนี้ เราล้วนพูดถึงสิ่งที่มีชื่อของมัน หากไม่มีชื่อ ก็คงสับสนมากทีเดียว   สำหรับศาสตร์ทุกแขนง การตั้งชื่อ การมีชื่อเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ศึกษาสิ่งนั้นต่อไปได้  และตรงนี้ ความหมายจากพระคัมภีร์นั้นชัดเจน ผู้ที่ตั้งชื่อคือผู้ที่ครอบครอง ผู้ที่อยู่เหนือสิ่งที่ผู้นั้นสร้างสรรค์ขึ้นมา (พอเวลาพระเจ้าให้อาดัมครอบครอง พระองค์ทรงให้เขาตั้งชื่อสิ่งนั้นในบทที่ 2)
เราอย่าลืมว่า สำหรับเรื่องการทรงสร้างนี้ เราไม่อาจแยกพระคัมภีร์ออกจากวิทยาศาสตร์ได้เลย เพราะทั้งสองต่างพยายามค้นหาพระเจ้าองค์นี้ แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์มากมายที่พยายามเอาวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ว่าไม่มีพระเจ้า แต่จนแล้วจนรอด ก็มักจะกลายมาเป็นคนที่เชื่อพระเจ้าเพราะต้องจนมุมต่อหลักฐานที่เขาค้นพบเอง …. (เรายกตัวอย่างขึ้นมาได้)

แล้ววันที่หนึ่งก็ผ่านไป   มีน้ำ  อากาศ  ความมืด ความสว่าง  น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตที่พระเจ้ากำลังจะทรงสร้างต่อไปดำรงอยู่ได้ …
1:6 เราต้องทราบว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้ด้วยพระปัญญาและความเข้าใจที่มนุษย์เองไม่อาจจะเข้าใจได้  (สุภาษิต 3:19-20) เพราะทุกวันนี้เรายังขยันขันแข็ง มุ่งมั่น ค้นคว้าสิ่งที่พระเจ้าสร้างในท้องฟ้ากว้างไม่หยุด 
จากความสว่างที่เกิดขึ้น พระองค์ทรงบัญชาให้เกิดช่องว่างกว้างใหญ่ (רָקִיעַ ราคิอา) แยกน้ำออกจากกัน ทรงเรียกมันว่า ฟ้า
(שָׁמַיִם ชามายิม = ฟ้าสวรรค์) 

1:7 พระเจ้าทรงแยกน้ำให้อยู่บนพื้นผิวโลก กับอยู่บนท้องฟ้า ในบรรยากาศ ซึ่งปัจจุบัน เราได้แบ่งชั้นบรรยากาศออกห้าชั้น แต่ละชั้นมีหนัาที่สำคัญในการปกป้องโลกไว้   ทำให้โลกมีอุณหภูมิที่เหมาะสม  มีการควบคุมกระแสลม เหมาะกับการมีชีวิต และในท้องฟ้านี้เองยังมีคลื่นต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ค้นพบ และใช้ประโยชน์อย่างมากมาย
1:8 แยกน้ำบนล่าง เสร็จ พระเจ้าทรงเรียกชื่อของมันว่าท้องฟ้า
พระเจ้าทรงประกาศการครอบครองเหนือบรรยากาศ ท้องฟ้า มวลน้ำ จะทำให้คนตั้งแต่เริ่มต้นโลกจนจบโลกได้ดื่มใช้  และดำรงชีวิตอยู่ได้ เราจะพบว่าในวิวรณ์ 22:1 พระเจ้าได้ให้มีแม่น้ำแห่งชีวิตไหลมาจากพระบัลลังก์ของพระเจ้า     น้ำมีความสำคัญ เราเห็นแม่นำ้แห่งชีวิต เห็นความสำคัญของน้ำแม้ในนิรันดรกาล!
นี่เป็นวันที่สองของการทรงสร้าง 

1:9-13  ความมหัศจรรย์ในวันที่สาม มีมากมาย  แผ่นดินปรากฏขึ้น  ทะเลมีขอบเขตแน่นอน  มีพืชพันธ์ุต่าง ๆ ทั้งธัญพืชที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ และต้นไม้ผล
มีการค้นพบว่า ภายในมวลโลกยังแบ่งเป็น แก่นโลก เนื้อโลก และเปลือกโลก ถ้าเปรียบโลกกับแอบเปิ้ล น้ำทะเลกินพื้นที่มากก็จริง แต่ปรากฎว่า มีความลึกได้ประมาณเปลือกของแอปเปิ้ลเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเลย ..
พระเจ้าทรงเห็นว่า แผ่นดิน ทะเลที่แยกออกมาจากกันนั้นดี ภายใต้ทะเลยังมีธรณีภาค (เปลือกโลกทวีป เปลือกโลกมหาสมุทร และเนื้อโลกชั้นบนสุด) ที่เหมือนกับแผ่นดินที่เราเห็นด้วย
อ่านโยบ 38:4-11 จะเห็นภาพของการที่น้ำจึงเข้าไปรวมตัวในที่เดียวกัน (อาจจะเกิดจากการที่แผ่นดินดันตัวสูงขึ้นมา ทำให้มีสภาพสูง ๆ ต่ำ ๆ )  ทรงสร้างให้มีขอบเขตที่น้ำทะเลจะไม่ท่วมขึ้นมา

พระเจ้าทรงสร้างอาณาจักรพืชขึ้นมาก่อน และให้มีทุกอย่างตามชนิดของมัน
การเกิดพืชทำให้เราเห็นชีวิต มีการสืบพันธุ์ของชนิดต่าง ๆ ต่อไป ในอาณาจักรพืช แบบของพืชที่จะกลายเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งเป็นอาหาร และเป็นต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้มนุษย์ ต่อชีวิต สร้างที่อยู่อาศัย สร้างสิ่งต่าง ๆ จากพืชได้มหาศาล  

จากพระคัมภีร์ เราพบว่า พืชไม่ได้เกิดจากเซลเดียวแล้วกลายพันธุ์เป็นหลาย ๆ ชนิด พระคัมภีร์บอกชัดเจนเรื่องนี้  แต่คนเราก็พยายามหาเหตุผลมาหักล้างสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้  เพื่อจะบอกโลกว่า ไม่มีพระเจ้า!  การต่อสู้เรื่องนี้ยังไม่หยุด แต่วิทยาศาสตร์เองกำลังพิสูจน์ความจริงของการทรงสร้างมากขึ้น ๆ ทุกวัน 

1:14-19 วันที่สี่ พระเจ้าทรงสร้างดวงสว่างบนท้องฟ้า แม้จะมีแสงในสามวันแรกนั้น วันที่สี่เป็นดวงสว่างที่จะกำหนด วัน เดือน ปี ฤดูกาลที่ทำให้โลกมีความหลากหลาย ทั้งมีประโยชน์ และงดงามมากขึ้น  เทหวัตถุในท้องฟ้ามีประโยชน์ในเรื่องนี้  การเคลื่อนไหวหมุนรอบตัวเอง และหมุนโคจรรอบดวงอาทิตย์ของทั้งโลกและดวงจันทร์ ทำให้เกิดทั้งฤดูกาล น้ำขึ้น น้ำลง การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เรื่องพายุ ลม และภูเขาไฟ   ดวงดาวทำให้คนโบราณรู้ทิศทางเป็นตัวบอกเส้นทางที่ต้องการ ฯลฯ 
พระเจ้าทรงสอนคนอิสราเอลให้รู้ว่า ดวงดาวเหล่านั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พวกมันไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่เทพที่ต้องกราบไหว้ เรื่องนี้ สำคัญมากสำหรับชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกให้ติดตามพระองค์ 
แค่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และโลก รวมทั้งดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะ เป็นความมหัศจรรย์ที่ยังเรียนรู้ไม่หมด ที่แน่คือ การโคจรรอบดวงอาทิตย์ และรอบตัวเองของโลกทำให้เรามีทั้งกลางวันและกลางคืนสลับกันมาแต่ไหนแต่ไร  แต่พระเจ้าทรงมีดวงดาวมากกว่านั้น ในสดุดี 147:4   กล่าวว่า พระเจ้าทรงกำหนดจำนวนดวงดาว และทรงตั้งชื่อให้มันทุกดวง   สดุดี 33:6 ทรงสร้างมันขึ้นมาด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์  และยิ่งเราค้นคว้าสูงขึ้นไปในอวกาศมากเท่าไร  ความอนันต์ของดวงดาวนั้นที่ค้นพบใหม่ขึ้นทุกวัน ทำให้เรายิ่งรู้ว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจ
ดังนั้นเราจึงเห็นชัดจากวันที่สี่ว่า พระเจ้าทรงให้ดาวต่าง ๆ มีหน้าที่อะไรเพื่อโลกบ้าง 

1:20-23  วันที่ห้า พระเจ้าทรงสร้างสัตว์สองชนิดชัดเจน คือ ปลาในน้ำ และนกในอากาศ   จากแพลงตอนเล็กสุด ไปจนปลาวาฬใหญ่ที่กินแพลงตอนเป็นอาหาร
นกมีปีกที่ทั้งบินได้และบินไม่ได้  พระเจ้าทรงเห็นว่าปลานกเหล่านี้ดูดีเป็นที่พอพระทัยของพระองค์
เราจะเห็นการย้ำของพระเจ้าให้รู้ว่า  ปลา นก แต่ละชนิดก็ออกลูกหลานแตกต่างกัน ไม่ได้มีการเปลี่ยนลูกหลานหรือวิวัฒนาการไปเป็นอย่างอื่น  ข้อ 11,20 บอกชัดว่า พระเจ้าทรงสร้างสิ่งที่มีชีวิต
สัตว์ที่กล่าวถึงนี้ (รวมถึงในข้อ 24 )ในภาษาฮีบรูว่า เนเฟช נֶפֶשׁ หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต วิญญาณ ใจ ความคิด คำ ๆ นี้ โยงไปถึงความมีชีวิตด้วยร่างกาย-ความคิด ลมหายใจ ความปรารถนา ความต้องการ การตายได้ 
 สัตว์ทะเลขนาดใหญ่นี้ พระเจ้าทรงเน้นย้ำ เพื่อให้อิสเราเอลเข้าใจชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าเหนือสิ่งเหล่านี้  อิสราเอลจะต้องไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาทำเป็นพระเจ้าเหมือนกับชนชาติที่อยู่ล้อมรอบพวกเขา

ข้อ 22  คำว่า พระพร ปรากฎเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์ พระพรนี้คือการทวีจำนวนให้เต็มทะเลและท้องฟ้า! ฮีบรูว่า บาราค בָרַךְ หมายถึง การคุกเข่าลง สรรเสริญ ขอบคุณ การถวายการยกย่องแด่พระเจ้า  การที่พระเจ้าอวยพรให้ผลดีในชีวิตมนุษย์  ยังมีความหมายรวมถึงการมีอย่างเต็มล้น  (และยังมีความหมายว่ากบฎต่อพระเจ้าหรือกษัตริย์ในบางบริบท)
แม้มีสัตว์หลายชนิดที่สูญพันธุ์จากโลก แต่ในโลกก็ยังมีสัตว์ต่าง ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่อยู่จนถึงทุกวันนี้ แปลกที่พระเจ้าทรงอวยพรให้ทวีจำนวน แต่ยังมีคนบางพวกที่พยายามสร้างเนื้อปลอมมาให้มนุษย์กิน โดยวางแผนว่าในอนาคตจะไม่มีเนื้อสัตว์จริงให้กิน  

1:24-25  แล้วในวันที่หก พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ทรงเห็นว่าดี นั่นคือ สรรพสัตว์ที่เป็นสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่า ซึ่งต่างก็มีลูกหลานตามชนิดของมัน  สัตว์เหล่านี้เรียกในภาษาฮีบรูว่า เนเฟช เช่นเดียวกัน คือ หมายถึงสิ่งที่มีความคิดจิตใจ  ที่จริงน่าจะหมายถึงการมีบุคลิกภาพด้วย 
หากเราเลี้ยงสัตว์จะเห็นว่า แม้เป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน นก ปลา หรือ หมา แมว พวกมันต่างมีบุคลิกแตกต่างกันไปบ้าง ไม่มากก็น้อย นี่เป็นเสน่ห์ของสัตว์ที่พระเจ้าประทานให้ 
น่าสนใจที่พระเจ้าทรงแยกสัตว์เลี้ยงกับสัตว์ป่าออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น  และนิสัยใจคอของสัตว์เหล่านี้ พวกสัตว์เลี้ยงก็เหมาะอยู่กับคน พวกสัตว์ป่า ก็เหมาะที่จะอยู่ในที่ของมัน สำหรับสัตว์ป่า ความดุร้าย ความไม่สามารถเข้ากับคนได้ก็ฝังอยู่ในตัวพวกมันชัดเจน 

พระเจ้าไม่ได้ทรงบันทึกว่าตัวใหญ่เล็กขนาดไหน  แต่เราพบว่า ในโยบได้บอกถึงสัตว์ที่เป็นอันดับแรก ของผลงานการทรงสร้าง นั่นคือ ตัวเบเฮโมท ซึ่งอ่านแล้วก็น่าจะคล้ายไดโนเสาร์มากเลย (โยบ 40:15-24)

1:26  แล้วในวันที่หกนี้เอง พระเจ้าตรัสชวนกันสร้างมนุษย์ (อาดัม אָדָ֛ם)ตามพระฉายาของพระองค์ ถ้าเราเข้าใจว่า พระองค์ทรงเป็นตรีเอกานุภาพอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก พระเจ้าทรงสนทนาระหว่าง พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ​์ ว่าจะทรงสร้างมนุษย์ให้เหมือนพระองค์ ซึ่งจะต้องไม่เหมือนสัตว์ใด ๆ ที่ทรงสร้างมา แม้พระองค์จะประทาน เนเฟช ให้กับพวกมัน แต่สิ่งที่เรียกว่า มนุษย์ ซึ่งพระองค์จะทรงสร้างนั้น เป็นเหมือนพระองค์ แตกต่างจากสัตว์ทั้งปวง

(เพราะมีคำอธิบายในข้อนี้หลาย ๆ แบบ เช่นอธิบายจากคำว่าพระเจ้า
ที่ฮีบรูว่า เอโลฮิม ( אֱלֹהִ֗ים) ซึ่งมีความหมายเป็นพหูพจน์ในคำนั้น  หรือมีบางท่านอธิบายว่า เอโลฮิม มีความหมายว่าพระเจ้าตรัสกับทูตสวรรค์ที่อยู่รอบข้างพระองค์  ขอให้ท่านที่สนใจค้นคว้าต่อเพื่อหาข้อสรุป )

1:27-28  พระเจ้าทรงประสงค์ให้มนุษย์นี้ มีลักษณะอย่างพระองค์ และจะทรงให้พวกเขาครองฝูงสัตว์ทั้งหลายที่ทรงสร้างมาก่อนหน้านี้  และทรงสร้างให้เขาเป็นชายและหญิง  ตรงนี้ก็ชัดเจนว่า มีชายกับหญิง
ข้อนี้ ในภาษาเดิม เป็นข้อความที่เป็นบทกวี

ทรงประสงค์ให้พวกเขาออกลูกหลานมากมาย
ทรงประสงค์ให้พวกเขาครอบครองสัตว์ทั้งปวง
ทรงให้พืชต่าง ๆ เป็นอาหารของพวกเขา และสัตว์ทั้งหลาย 
เมื่อทรงสร้างสรรพสิ่งสำเร็จแล้ว พระองค์ทรงพอพระทัย ทรงอวยพระพร นี่เป็นครั้งที่สองที่กล่าวถึงการอวยพรของพระเจ้า และทรงเล็งเห็นว่า ทุกอย่างดีมาก ๆ 
จะเห็นว่า เขามี มีภาษา มีความคิด สติปัญญา มีเจตจำนง มีอารมณ์  สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ต่อยอดออกไปเรื่อย ๆ แตกต่างจากสัตว์ที่ทำตามสัญชาติญาณของมัน  ไม่มีภาษาเป็นประโยคแบบมนุษย์  มันอาจมีการทำรัง อยู่เป็นชุมชน อย่างเช่นฝูงผึ้ง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรแตกต่างไปจากที่เคยตั้งแต่การสร้างโลกมา

การที่พระเจ้าทรงให้ครอบครองคือ ให้ดูแล เป็นผู้จัดการโลก เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการดำเนินการกับต้นไม้ สัตว์ทั้งหลายตามที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้
นี่เป็นการแยกมนุษย์ออกมาจากสัตว์อย่างชัดเจน  พระเจ้าทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  

1:29-30  พระเจ้าทรงให้พืชเป็นอาหารกับทั้งคนและสัตว์ 

1:31 นี่เป็นคำว่าดียิ่ง ดีครบเจ็ดครั้งในบทนี้  (4,10,12,18,21,25,31)





พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 1
1* ยอห์น 1:1-3; กิจการ 17:24
2*เยเรมีย์ 4:32; อิสยาห์ 40:13-14
3* สดุดี 33:6,9; 2 โครินธ์ 4:6; ฮีบรู 11:3
5* สดุดี 19:2;33:6; 74:16; 104:20; 136:5
6* เยเรมีย์ 10:12
7* สุภาษิต 8:27-29; สดุดี 148:4


9* โยบ 26:10; สดุดี 24:1-2; 33:7; 95:5
11* ฮีบรู 6:7; 2 ซามูเอล 16:1
14* สดุดี 74:16; 136:5-9; 104:19
16* สดุดี 136:8; 8:3; โยบ 38:7
17* ปฐมกาล 15:5
18* เยเรมีย์ 31:35
21* สดุดี 104:25-28

22* ปฐมกาล 8:17
26* เอเฟซัส 4:24; ปฐมกาล 9:2
27* ปฐมกาล 5:2; มัทธิว 19:4
28* ปฐมกาล 9:1,7; 1 โครินธ์ 9:27
29* ปฐมกาล 9:3
30* สดุดี 145:15; โยบ 38:41
31* สดุดี 104:24

ปัญญาจารย์ 12 ชีวิตตอนปลาย

 จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว 
1 จงระลึกถึงองค์พระผู้สร้างของเจ้าเมื่อเจ้ายังเด็ก ก่อนเวลาแห่งความลำบากจะมาถึง  ก่อนที่ปีเดือนย่างเข้ามาใกล้ และเจ้าจะกล่าวว่า “ชีวิตนี้ไม่เห็นมีความชื่นบานเลย”
2 ก่อนที่ดวงอาทิตย์และแสงแห่งดวงจันทร์และดวงดาวจะมัวมืด และก้อนเมฆจะกลับมาอีกหลังสายฝน
3 เมื่อคนที่เฝ้ายามเริ่มตัวสั่นเทา และชายที่แข็งแรงกลับโน้มตัวลง และคนโม่แป้งก็หยุดโม่เนื่องจากพวกเขาเหลือน้อยคน และคนที่มองผ่านหน้าต่างก็มองเห็นมัว ๆ 
4 และประตูตามถนนก็ปิดแน่น เมื่อเสียงโม่ค่อย ๆ เบาลง  เมื่อคนที่ตื่นมาเพราะเสียงนกร้องพบว่า เสียงของนกนั้นแผ่วเบาลงไป 
5  และเขาก็เริ่มกลัวความสูง กลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นบนถนน  ดอกอัลมอนด์ผลิออกมาเป็นสีขาว(สีผมกลายเป็นสีดอกเลย) และตั๊กแตนลากตัวมันเองไปข้างหน้า  ความปราถนาที่เคยก็ไม่มีอีกต่อไป แล้วเขาก็เดินทางไปสู่บ้านถาวรนิรันดร์ของเขา  แล้วมีคนร้องคร่ำครวญไว้ทุกข์ไปตามถนน 
6 ก่อนที่สายเงินจะขาด หรือชามทองคำจะแตก หรือไหแหลกละเอียดที่บ่อน้ำ หรือล้อรถขนน้ำเกิดหักที่บ่อเก็บน้ำ 
7 และผงดินจะกลับคืนสู่ผืนดินที่มันจากมา และจิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต
8 “ไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง” ปัญญาจารย์คร่ำครวญ  “ทุกสิ่งเหล่านี้ต่างไร้ค่า”

บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
9  นอกเหนือจากที่ปัญญาจารย์ทรงปัญญานัก ท่านยังสอนความรู้ให้กับประชาชน และท่านได้ใคร่ครวญ ประเมิน และเรียบเรียงสุภาษิตต่าง ๆ เป็นระเบียบ
10 ท่านเสาะหาถ้อยคำที่สร้างความยินดี และเขียนสิ่งที่เที่ยงตรงเป็นจริง 
11 คำพูดของปราชญ์เป็นเหมือนประตัก  และการรวบรวมคำคมไว้ก็เหมือนตะปูตอกแน่น เหล่านี้ พระผู้เลี้ยงองค์เดียวประทานให้ 

บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12  ลูกชายของข้า  จงระวัง สิ่งที่นอกเหนือไปจากที่กล่าวมานี้   การสร้างสรรค์หนังสือนั้นไม่มีวันสิ้นสุด และการเรียนมาก ก็ทำให้ร่างกายเหนื่อยอ่อน 
13 เมื่อได้ยินทั้งหมดเช่นนี้แล้ว ข้าก็มาถึงข้อสรุปว่า จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่คือหน้าที่ทั้งสิ้นของมนุษย์
14 เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาการกระทำทุกอย่างรวมทั้งการกระทำที่ปกปิดไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว 

อธิบายเพิ่มเติม

 จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว 
12:1-2  บทสุดท้ายนี้ ปัญญาจารย์ให้เราหันกลับมาคิดถึงชีวิต  รู้จักพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง  ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งวัยชรา (อย่าลืมว่าปัญญาจารย์กำลังสอนประชาชนของท่านในบริบทของคนอิสราเอลที่รู้พระบัญญัติของพระเจ้า) ท่านเตือนให้ระลึกถึงพระเจ้า เพราะจะเกิดเวลาในชีวิตที่เรารู้สึกหดหู่   และจะเกิดเวลาที่ยากลำบากอย่างที่ไม่คาดคิด  
การระลึกถึงพระเจ้า ไม่ใช่แค่คิดถึง แต่เป็นการระลึกถึงราชกิจของพระองค์ พระบัญชา  พระสัญญาของพระองค์ที่ทรงมีต่อมนุษย์  สำหรับท่านเป็นการคิดถึงองค์พระยาห์เวห์ แต่สำหรับเราที่รู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้รู้จักทั้งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ … พระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพ!!

12:3-8
จากนั้น ปัญญาจารย์ได้บรรยายภาพของชีวิตคนที่ค่อย ๆ จะจากโลกนี้ไป คนที่เคยเด็ก เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นคนชราที่อ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ  ร่างกายค่อมลงมา หยุดการทำงาน มองเห็นไม่ชัด ฟังเสียงอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน  รู้สึกกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน คนวัยนี้กำลังก้าวเข้าไปสู่บ้านนิรันดร์ซึ่งก็หมายถึงความตายนั้นเอง 
เราจะเห็นถึงการทำงานชั่วชีวิต จากนั้นร่างกายก็โรยรา  เขากำลังจะกลับไปสู่ความเป็นดินเหมือนอย่างก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างเขามา (ปฐมกาล 2:7; 6:17)  แล้วท่านก็สรุปอย่างที่เคยกล่าว
ทุกอย่างไร้ค่า อนิจจัง ไม่มีความหมายแต่….บัดนี้ท่านยังมีความหวังใจ เพราะท่านกล่าวว่า ร่างไปเป็นดินก็จริง แต่จิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต …กลับไปให้พระองค์พิพากษาตัดสินว่าชีวิตหลังความตายนั้นจะเป็นอย่างไร(11:9)  และเปลี่ยนความคิดจาก 3:19-21 ที่ไร้ความหวังเห็นคนกับสัตว์เหมือนกัน ท่านเตือนให้เราระลึกถึงการพิพากษาของพระเจ้า ทำให้เรามีชีวิตที่ยำเกรงพระองค์
เราพบว่า ปัญญาจารย์ที่ทรงเริ่มต้นด้วยพระเจ้า และ จบที่การกลับไปพบพระเจ้าอีกครั้ง นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีความหวัง  แม้ทุกสิ่งไร้ค่า แต่จิตวิญญาณก็จะได้กลับไปหาพระเจ้าผู้ประทานชีวิต!

บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
12:9-11
การค้นหาความหมายของปัญญาจารย์ใกล้จะจบลง ท่านได้เขียนทุกสิ่งที่ท่านคิด ลงมาให้ประชาชนของท่านอย่างที่ท่านคิดว่าดีที่สุด เพราะท่านได้จัดระบบ ระเบียบความคิดมาอย่างดี รอบคอบแล้ว  และเชื่อว่าได้บอกวิถึทางที่ดีที่สุดแก่ประชาชนของท่าน

แม้ว่าท่านจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าทุกอย่างไร้ค่า ไม่มีความหมาย แต่บัดนี้ท่านสรุปชัดเจนว่า เราทุกคนเริ่มต้นที่พระเจ้า และจะจบลงที่พระองค์ พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ประทานสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์ได้ยินดีกับชีวิต และพวกเขาควรใช้ชีวิตด้วยการระลึกถึงพระเจ้า แม้จะมีความยากลำบากในชีวิตก็ตาม เมื่อจากไปก็ควรที่จะจบที่พระองค์   
ท่านปัญญาจารย์ ไม่อาจบอกสิ่งดีที่สุดคือชีวิตนิรันดร์ผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะนั่นต้องรอเวลาให้พระเยซูซึ่งเป็นเชื้อสายของซาโลมอนเอง มาในโลกนี้เสียก่อน 
ปัญญาจารย์แนะให้ประชาชนของท่านได้รวบรวมความคิดเหล่านี้ไว้  ตอกแน่นในความคิด ให้ทบทวนคุณค่าต่าง ๆที่ท่านเสนอไว้

12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อย และบางครั้งสำหรับท่านมันก็คือ อนิจจังเช่นกัน ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์
 สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์  ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต  ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง… 

บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อยมาก ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หยุดทำสิ่งเหล่านั้น

พระเจ้าทรงให้มนุษย์ตั้งคำถาม คิดค้น โต้แย้ง ค้นหาคำตอบ  แม้กระทั่งบ่น คร่ำครวญ ต่อว่าได้ พระเจ้าทรงให้เราเห็นตัวอย่างจากปัญญาจารย์  การสืบคน ถามหา เคาะหาพระเจ้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงยินดีให้เราทำ และเมื่อเราตามหาพระองค์จริง ๆ ตามหาด้วยความเชื่อมั่น  เราจะพบพระองค์  
สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์  ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต  ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง… ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายพระเนตรของพระองค์ไปได้เลย
และจากข้อนี้เอง ทำให้เรารู้ว่า ไม่มีใครสักคนจะรอดพ้นไปได้ ไม่มีใครผ่านการพิพากษาและได้รับว่าเป็นคนถูกต้องกับพระเจ้าได้  ไม่มีใครลอยนวลไปได้  
ปัญญาจารย์ทำให้เรารู้ว่า หากพระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ ไม่ได้สิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ขึ้นมาเพื่อเราที่เป็นคนบาปแล้ว เราก็ยิ่งกว่าไร้ค่า  และอนิจจังเป็นที่สุด!

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 12
1* เพลงคร่ำครวญ 3:27; 2 ซามูเอล 19:35
4* 2 ซามูเอล 19:35
5* โยบ 17:13; เยเรมีย์ 9:17
7* ปัญญาจารย์ 7:11

8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
12* ปัญญาจารย์ 1:18
13* เฉลยธรรมบัญญัติ 6:2; 10:12
14* มัทธิว 12:36

ปัญญาจารย์ 11 ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
1 จงโยนขนมปังลงในน้ำทะเล เพราะหลายวันหลังจากนั้นเจ้าจะพบมันกลับมา
2 จงแบ่งส่วนของเจ้าเป็นเจ็ดส่วนหรือแปดส่วนในการลงทุน เพราะเจ้าไม่รู้ว่า จะมีความหายนะใดเกิดขึ้นบนโลกนี้
3 หากก้อนเมฆเต็มด้วยฝน มันก็จะเทน้ำลงมาบนโลก  ไม่ว่าต้นไม้จะล้มลงไปทางใต้หรือทางเหนือ มันก็จะอยู่ตรงที่มันล้มลงนั้น
4 คนที่เฝ้าแต่สังเกตลม จะไม่หว่าน และคนที่เฝ้าแต่ดูเมฆก็จะไม่เก็บเกี่ยว
5  เจ้าเองไม่รู้ทางของลม หรือ ไม่รู้ว่ากระดูกเติบโตในครรภ์ของมารดา ฉันใดฉันนั้น เจ้าก็ไม่รู้ราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง (ไม่หยั่งรู้ว่าชีวิต (หรือวิญญาณ) เข้าสู่ร่างกายที่กำลังถูกปั้นขึ้นมา)
6 จงหว่านเมล็ดในตอนเช้า และอย่าหยุดทำงานจนตกเย็น เพราะเจ้าไม่รู้ว่า งานไหนจะสำเร็จ ชิ้นนี้ หรือชิ้นนั้น หรือว่าจะสำเร็จเท่าๆ กันทั้งสองงาน  

ต้องมีความสุขกับชีวิต
เพราะเราเลี่ยงความตายไม่ได้
7 ความสว่างนั้นทำให้ชีวิตหวานชื่น และการได้เห็นอาทิตย์นั้นก็ดีเหลือเกิน 
8 ดังนั้น หากใครคนหนึ่งจะมีชีวิตได้นาน ก็ให้เขายินดีในช่วงเวลาเหล่านั้นทั้งหมด แต่ ให้เขาจดจำด้วยว่า ในชีวิตยังมีวันคืน มืดมนที่ยาวนานด้วย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนไร้ค่า
 
ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า 
9 เด็กหนุ่มสาวเอ๋ย ขณะที่เจ้ายังอายุน้อย จงมีความสุขในวันเวลาเหล่านั้น  จงทำตามสิ่งที่ใจของเจ้าปรารถนา และทำตามสิ่งที่ตาของเจ้าอยากทำ แต่ให้รู้เถิดว่า พระเจ้าจะทรงตัดสินตามความตั้งใจและการกระทำของเจ้า
 10  จงกำจัดความกังวลใจออกไปจากความคิด และสลัดความเจ็บปวดออกจากร่างกายของเจ้า เพราะชีวิตของคนหนุ่มสาว และเด็ก ๆ ก็เหมือนไล่ตามลม 


อธิบายเพิ่มเติม

ถึงไม่รู้อนาคต ..ก็เตรียมตัวไว้
11:1-2 ผู้อธิบายพระคัมภีร์ส่วนใหญ่เห็นว่า ในสองข้อนี้เป็นการพูดถึงการลงทุนในธุรกิจคำว่าโยนขนมปังลงน้ำทะเล ใน netbible แปลว่า ให้ส่งธัญพืชข้ามทะเลไป หลายวันต่อมาเจ้าจะได้รับผลตอบแทน 
11:2
การลงทุนสำหรับนักธุรกิจอย่างกษัตริย์โซโลมอน คำว่า เจ็ดหรือแปดนั้น ในฮีบรูเป็นสำนวนนั้น เจ็ดมีความหมายว่า มากมาย ส่วนแปดคือ เหนือไปกว่ามากมาย มองเห็นว่า ควรลงทุนในหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ลงไปอย่างเดียว ที่เดียว เรื่องเดียว เพื่อจะได้ผลตอบแทนกลับมาบ้างหากมีบางอย่างล้มเหลว ก็ยังไม่ล้มเหลวทั้งหมด 
11:3 -4 ไม่ต้องรอให้โอกาสเหมาะ ถ้าเราทำงานอะไรได้ เราก็ลงมือทำไปก่อน แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนจะไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ อย่าลืมว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เทพระพรให้ เราต้องทำหน้าที่ส่วนของเราในการทำงานให้ดีที่สุด 

11:5 แม้ว่าเราไม่รู้แผนของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราไม่ทราบดินฟ้าอากาศ ความเข้าใจในเรื่องการเป็นไปของชีวิตมนุษย์เท่าไร แต่การใช้ชีวิตตามกฎของพระเจ้า การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามสุขลักษณะที่เรารู้อยู่ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำให้แผนการของพระเจ้าค่อย ๆ ปรากฏ แก่เรา เพื่อให้เราใช้ชีวิตไปตามที่พระเจ้าทรงวางไว้ให้เรา พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง พระองค์เท่านั้นที่ทรงเห็นลึกเข้าไปทั้งในร่างกายและจิตใจความคิด 
11:6 ข้อความตั้งแต่ต้นบทนี้ เป็นเรื่องการลงทุน การทำงาน โดยที่กษัตริย์โซโลมอนพยายามให้เรา รู้ว่า การทำงานของเรานั้น มีพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งอยู่เบื้องหลัง ท่านให้เราเป็นคน

ขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน และตั้งแต่ที่พูดมาจนถึงข้อหก ท่านยังไม่บ่นว่า มันเป็นสิ่งไร้ค่า หรืออนิจจัง การมีพระเจ้าเป็นผู้อยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังของชีวิต ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นมาก

11:7-8 การมีชีวิตที่มีงานทำ การที่เป็นอิสระ ทำให้ชีวิตหวานกว่าโลกที่มืด หรือโลกในแดนคนตายแน่นอน ทุกคนควรใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ลืมว่า วันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกับคนรุ่นก่อนหน้าเรา การมีชีวิตอยู่นาน หรือ Longivity ในยุคนี้ กลายเป็นความนิยมของคนสูงวัย ทุกคนพยายามที่จะมีชีวิตยืนนาน แต่ลืมไปว่า เมื่อเขาจากโลกนี้ไป เขาจะไปอยู่ในโลกใด  ชีวิตยืนนานน่าจะเป็นโอกาสให้เขาได้เลือกหนทางแห่งความรอด น่าจะเป็นเวลาสุดท้ายที่จะรู้จักองค์พระเยซูคริสต์ในโลกนี้ เพื่อว่าจะได้ไปอยู่กับพระองค์เป็นนิตย์

สิ่งที่จำได้และควรทำคือ ให้มีความสุข แต่ในเวลาเดียวกันก็จดจำด้วยว่า ความตายนั้นนานเป็นนิตย์ ดังนั้น เราสามารถตัดสินใจก่อนที่เราจะตายได้ว่าเราจะไปไหน 

ชื่นบานกับชีวิตทั้งหมด และยำเกรงพระเจ้า
11:9-10
ปัญญาจารย์สอนให้เด็กหนุ่มสาวได้ทำตามความใฝ่ฝันของตน  ให้มุ่งไป ตั้งใจบางบั่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้เสมอว่า พระเจ้าทรงมองอยู่ เขาจะเลือกทำสิ่งที่งดงาม หรือสิ่งที่ชั่วร้าย พระเจ้าทรงเห็น
พระเจ้าประทานความสามารถให้มนุษย์แตกต่างกัน และพวกเขาก็อยู่ด้วยกันเพื่อช่วยให้ชีวิตดีขึ้น คนในโลกหนาว มีหิมะก็สามารถหาหนทางที่จะใช้ชีวิตแบบหนาวและรุ่งเรืองได้
คนที่อยู่ในป่าเขาก็สามารถใช้ชีวิตล่าสัตว์เพื่อให้ต่อชีวิตและเผ่าพันธุ์ต่อไป ความสามารถก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญญาจารย์ไม่ลืมที่จะเตือนถึงแรงจูงใจในการใช้ชีวิต การกระทำที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย หรือทำร้ายผู้อื่น 

ประโยคสุดท้ายของข้อ 9 เป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องจำใส่ใจไว้ ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสินทุกอย่างในชีวิตของเขา
แล้วท่านกลับมาพูดเหมือนเดิมว่า ชีวิตเหมือนไล่ตามลม แม้จะเป็นวัยรุ่นก็ตาม ให้ระลึกถึงพระเจ้าเสมอ…
เหมือนอย่างที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ใน 1 เธสะโลนิกา  5:16-18 ว่า จงชื่นชมยินดีเสมอ อธิษฐานเสมอ ขอบพระคุณในทุกกรณี นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 11
1* อิสยาห์ 32:20 ;เฉลยธรรมบัญญัติ 15:10
2* 1 ทิโมธี 6:18-19 ; มีคาห์ 5:5 ; เอเฟซัส 5:16
5* ยอห์น 3:8 ;สดุดี 139:14

7* ปัญญาจารย์ 7:11
8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39 ; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
10* 2 โครินธ์ 7:1 ; สดุดี 39:5