ปฐมกาล 18 ผู้มาเยือนทั้งสาม

ภาพทั้งสองโดย James Tissot

แขกสามท่านปรากฏ … 

1 พระยาห์เวห์ได้ปรากฏพระองค์แก่อับราฮัมใกล้หมู่ต้นโอ๊กแห่งมัมเร ขณะที่เขานั่งอยู่ตรงช่องเข้าเต็นท์ ช่วงเวลาที่แดดกำลังร้อนจัด
2เขาเงยหน้าขึ้นมา และมองไป มีชายสามคนยืนอยู่ต่อหน้าเขา  เมื่อเห็นชายทั้งสาม เขาก็วิ่งจากทางเข้าเต็นท์ไปต้อนรับพวกเขา จากนั้นก็ก้มกราบลงถึงพื้น
3 และกล่าวว่า “นายท่าน หากข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว ขออย่าผ่านผู้รับใช้ของท่านไป
4 ขอให้ข้าพเจ้าได้นำน้ำมาเพื่อล้างเท้าพวกท่าน และขอให้ท่านได้พักใต้ร่มเงาไม้นี้เถิด
5  แล้วข้าพเจ้าจะได้หาขนมปังมาให้ท่าน และ ในเมื่อพวกท่านได้มาหาผู้รับใช้ของท่านแล้ว ขอให้ท่านได้สดชื่นขึ้นก่อนที่จะเดินทางต่อไป” พวกเขาตอบว่า “ดีสิ เจ้าจงไปทำตามที่เจ้าพูดเถิด”

6 อับราฮัมรีบเข้าไปในเต็นท์ หาซาราห์ และกล่าวว่า “เอาแป้งละเอียดสามถังมานวดทำขนมปังอย่างเร็วเลย”
7อับราฮัมวิ่งไปหาฝูงสัตว์  เลือกลูกวัวที่เนื้อนุ่ม แล้วส่งให้คนรับใช้ที่รีบไปปรุงเป็นอาหาร
8  แล้วเขาก็นำเอาโยเกิร์ต  นม และลูกวัวที่ปรุงแล้ว มาวางไว้ต่อหน้าชายทั้งสาม และเขาก็ยืนข้าง ๆ ใต้ต้นไม้ขณะที่พวกเขารับประทานอาหารกัน

พระเจ้าจะประทานอีกชีวิตให้อับราฮัม
9  พวกเขาถามว่า “ซาราห์ ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน?” เขาตอบว่า “เธออยู่ในเต็นท์” 
10 แล้วท่านผู้หนึ่งกล่าวว่า “เราจะกลับมาหาเจ้าอีกในปีหน้าราว ๆ ช่วงนี้ และซาราห์ภรรยาห์ของเจ้าจะมีลูกชายคนหนึ่ง” ซาราห์เองกำลังฟังอยู่ด้านหลังเขาตรงทางเข้าเต็นท์ 
11 อับราฮัมและซาราห์อายุมาก และซาราห์ก็ผ่านอายุที่จะมีลูกแล้วด้วย
12 ดังนั้น ซาราห์จึงหัวเราะกับตัวเอง คิดว่า “ฉันอายุขนาดนี้แล้ว และนายของฉันก็เหมือนกัน ฉันยังจะมีเรื่องให้ยินดีอย่างนี้อีกหรือ?”
13 พระยาห์เวห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “
 “เหตุใดซาราห์จึงหัวเราะและถามด้วยว่า ‘คนชราอย่างฉันจะมีลูกได้จริง ๆ หรือ?’  

14 มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับพระยาห์เวห์บ้าง? ปีหน้า เราจะกลับมาหาเจ้าในช่วงเวลานี้ และซาราห์จะมีลูกชาย”
15 แล้วซาราห์ก็ปฏิเสธเพราะกลัว กล่าวว่า “ดิฉันไม่ได้หัวเราะนะเจ้าค่ะ” แต่พระองค์ตรัสว่า “ เจ้า หัวเราะจริง ๆ”


อับราฮัมวิงวอนเพื่อเมืองโสโดม 
16 ชายทั้งสามออกไปจากที่นั่น และมองไปยังเมืองโสโดม  อับราฮัมเดินไปส่งพวกเขาตามทาง  
17 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราควรจะปิดบังสิ่งที่เราจะทำไม่ให้อับราฮัมรู้อย่างนั้นหรือ?  
18 ในเมื่ออับราฮัมจะกลายเป็นชนชาติยิ่งใหญ่และเข้มแข็งมาก และชาติต่าง ๆ ในโลกจะได้รับพระพรผ่านทางเขา
19 เพราะเราได้เลือกเขา เพื่อว่าเขาจะสั่งสอน กำชับลูกหลานในครอบครัวให้รักษาทางของพระยาห์เวห์ ให้ทำสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม เพื่อว่าพระยาห์เวห์จะทรงมอบสิ่งที่ทรงสัญญาไว้แล้วกับอับราฮัม”
20 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เสียงร้องทุกข์เพราะเหตุเมืองโสโดมและโกโมราห์นั้นดังมาก พวกเขาทำบาปที่ชั่วร้ายเป็นอย่างยิ่ง
 21 บัดนี้ เราจะต้องลงไปดูว่า สิ่งที่พวกเขาทำชั่วร้ายอย่างที่เสียงร้องทุกข์นั้นขึ้นมาถึงเราหรือไม่  ถ้าไม่จริง เราก็จะได้รู้”

 อับราฮัมอธิษฐานขอทรงไว้ชีวิต 
22 จากนั้น พวกเขาจึงออกจากที่นั่น มุ่งหน้าไปยังเมืองโสโดม แต่อับราฮัมยังคงยืนอยู่เบื้องพระพักตร์พระยาห์เวห์
23 แล้วอับราฮัมก็เขาไปใกล้พระองค์ ทูลว่า “พระองค์จะทรงกวาดล้างคนเที่ยงธรรมไปพร้อมกับคนชั่วร้ายอย่างนั้นหรือพระเจ้าข้า?”

24 บางทีอาจจะมีคนเที่ยงธรรมห้าสิบคนในเมืองนั้น พระองค์จะทรงกวาดล้างเมืองนั้นและไม่ทรงยกโทษให้เพื่อเห็นแก่คนเที่ยงธรรมห้าสิบคนที่อยู่ในนั้นหรือพระเจ้าข้า? 
25 พระองค์จะไม่ทรงทำอย่างนั้นแน่ จะไม่ทรงสังหารคนเที่ยงธรรมไปพร้อมกับคนชั่วช้า เพราะเท่ากับปฏิบัติต่อคนทั้งสองแบบเช่นเดียวกัน  ไม่มีวันที่พระองค์จะทรงทำอย่างนั้น   พระผู้พิพากษาทุกคนในโลกจะไม่ทรงรักษาความยุติธรรมไว้หรือพระเจ้าข้า?”
 26 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ถ้าเราพบห้าสิบคนที่เที่ยงธรรมในเมืองโสโดม เราจะยกโทษให้กับทั้งเมืองเพื่อเห็นแก่พวกเขา”
27 อับราฮัมตอบว่า “บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงผงดินและเศษเถ้า  ข้าพเจ้ารู้สึกอาจเอื้อมที่จะทูลต่อองค์พระยาห์เวห์
  28 หากว่ามีคนชอบธรรมน้อยลงไปห้าคนจากห้าสิบล่ะพระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสว่า “หากเราพบสี่สิบห้าคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”    

29 อับราฮัมทูลอีกว่า “พระเจ้าข้า หากพบเพียงสี่สิบคน?”   พระองค์ตรัสว่้า “เพื่อเห็นแก่สี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”

30 เขากล่าวว่า  “ขอพระยาห์เวห์อย่างทรงพิโรธ หากข้าพเจ้าจะทูลว่า หากมีเพียงสามสิบคนที่นั่นล่ะพระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสตอบว่า “หากเราพบสามสิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
 

31 อับราฮัมทูลว่า “บัดนี้ ข้าพเจ้าอาจเอื้อมที่จะกราบทูลต่อพระยาห์เวห์มากไปแล้ว หากพบเพียงยี่สิบคนล่ะ พระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสว่า “เพื่อเห็นแก่ยี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”
 32 เขากล่าวว่า  “ขอพระยาห์เวห์อย่างทรงพิโรธ หากข้าพเจ้าจะทูลอีกเพียงครั้งเดียว  หากว่า พบเพียงสิบคนเท่านั้นล่ะ พระเจ้าข้า?” พระองค์ตรัสตอบว่า “เพื่อเห็นแก่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น”  ”

33 พระยาห์เวห์เสด็จไปตามทางของพระองค์ทันทีที่ตรัสกับอับราฮัมเสร็จ และอับราฮัมก็กลับไปที่อาศัยของเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 18:1-2
พระเจ้าทรงทำการของพระองค์อย่างลึกลับ ไม่คาดฝันแขกผู้มาเยือนคือองค์พระเจ้าและทูตสวรรค์ที่มาปรากฏแก่อับราฮัมในร่างของมนุษย์ เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดหลังจากการเข้าสุหนัตยกครัวเรือนประมาณสองสามเดือน  ครั้งนี้ พระเจ้าทรงมาย้ำพระสัญญาที่เคยให้มาก่อนหน้า

การต้อนรับแขกของชาวตะวันออกกลางนั้น เป็นการต้อนรับที่ทุ่มเทให้กับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่
เมื่อมีชายแปลกหน้าสามคนมายืนอยู่อย่างนั้น ทำให้อับราฮัมรู้สึกดีมาก ๆ เขายินดีที่จะต้อนรับอย่างเต็มใจ การก้มกราบลงถึงพื้น

ปฐมกาล 18:3-5
สิ่งที่อับราฮัมปรนนิบัติผู้มาเยือนคือหาน้ำมาล้างเท้าจากการเดินทางที่เหนื่อยล้าให้พวกเขาได้พักใต้ร่มไม้ และทำอาหารมาให้พวกเขาด้วย … การทำอาหารครั้งนี้จะใช้เวลานาน
พอควร แขกยินดีที่จะรอ  อย่าลืมว่า ชีวิตสมัยกันนั้นเป็นชีวิตไม่เร่งรีบอย่างที่เราเป็นในทุกวันนี้ ถึงกระนั้นอับราฮัมก็รีบเร่งมากที่จะให้แขกได้พักผ่อนกินอาหารให้สบาย

ปฐมกาล 18:6-8
พอเราเห็นวิธีการเตรียมคร่าวๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่งานเล็กๆ เลย เขาต้องทำขนมปังใช้แป้งสามถังเท่ากับประมาณ 22 ลิตร เป็นขนมปังจำนวนมากโข  ต้องฆ่าลูกโคและนำไปตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วปรุงอีก เขาเลือกสิ่งที่ดีสุดให้กับแขกที่มา   …ดีที่เขามีลูกน้องมากมาย ไม่ได้ทำคนเดียว ทั้งสามีภรรยาก็ไม่ใข่แค่สั่งคนงาน แต่เขาตั้งใจทำไปพร้อม
กับทุกคน   เมื่อทำเสร็จแล้ว เขาก็มายืนรอแขกรับประทานอยู่ข้าง ๆ พร้อมที่จะดูแลสิ่งที่ขาดเหลือ เจ้านายของบ้าน เราจะเห็นความถ่อมตน ความเต็มใจต้อนรับจากใจจริงของอับราฮัมอย่างชัดเจน

ปฐมกาล 18:9-10
ตอนนี้ ผู้มาเยือนถามหาภรรยาเจ้าของบ้านจากนั้น คนหนึ่งก็กล่าวว่า เราจะกลับมาหา ภรรยาจะมีลูก นี่เป็นคำสัญญาที่ท่านให้กับอับราฮัมโดยตรง ต่อหน้าต่อตา คราวที่แล้วในปฐมกาล   17:17-22 พระเจ้าทรงสัญญากับท่านแล้วและคราวนี้ ผู้มาเยือนก็มาย้ำสัญญานั้น     อับราฮัมมั่นใจได้ว่า เขากำลังต้อนรับพระเจ้าในสภาพของมนุษย์อยู่ พระเจ้าทรงสัญญาอีกครั้งว่า ปีหน้าเขาจะมีลูกชาย !!

ปฐมกาล 18:11-13
สำหรับซาราห์ที่แอบฟังแขกกับสามีคุยกันน่าจะเป็นเรื่องน่าดีใจมากว่าเธอกำลังจะมีลูก แต่การที่เธอรอลูกมานานสิบกว่าปีแล้วก็ยังไม่มี  เธอผ่านวัยที่จะมีลูกแล้ว ทั้งสามีของเธอก็อายุมากยากที่จะเชื่อว่าเธอจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น
เธอจึงรู้สึกขำว่าเธอจะมีลูกได้

ปฐมกาล 18:14-15
ผู้เขียนไม่ได้ปิดบังแล้วว่าแขกท่านนั้นเป็นใคร  ท่านเขียนว่า พระยาห์เวห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “เหตุใดซาราห์จึงหัวเราะและพูดว่า คนแก่ขนาดนี้จะมีลูกได้หรือ?”



คำที่ว่า มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับพระยาห์เวห์บ้าง? จะต้องเป็นคำที่เราจำใส่ใจไว้ ว่าทุกสิ่งเป็นได้สำหรับพระเจ้า ตั้งความเชื่อพระเจ้าในพระดำรัสนี้

แขกที่มาเยือนคือ พระยาห์เวห์   และทรงย้ำว่าไม่มีอะไรยากสำหรับพระองค์และสัญญาซ้ำว่า จะมาหาในปีหน้า เหตุการณ์เริ่มน่าหวั่นเพราะคำถามนั้น ซาราห์แอบอยู่และหัวเราะพระเจ้าทรงรู้อยู่และถามขึ้นมาเพื่อให้เธอตอบตาม
ความจริง แต่ซาราห์ก็ยังปฏิเสธพระเจ้าหน้าตาเฉย

ปฐมกาล 18:16-18
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ พระองค์ ทรงพิจารณาเรื่องที่พระองค์กำลังจะพิพากษาลงโทษเมืองโสโดมและโกโมราห์ เราทราบมาจาก 13:13 ว่า โสโดมเป็นเมืองที่ชั่วช้ามาก  เป็นเมืองที่เลียนแบบความชั่วจากมนุษย์สมัยก่อนที่พระเจ้าจะทรงให้น้ำท่วมโลก

ทรงถามพระองค์เอง ทำให้เรารู้ถึงพระดำริของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงคิด พิจารณาอะไรบ้าง  เหตุผลที่พระองค์ทรงเปิดเผยเรื่องโสโดม โกโมราห์สำคัญ…
อับราฮัมจะเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ที่ต้องมีหลักการของพระเจ้าอย่างมั่นคง เขาจะต้องปกครองคนจำนวนมาก และอับราฮัมควรมีโอกาสคิดว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรทำอย่างไร

ปฐมกาล 18:19
ข้อนี้บ่งบอกว่า คนของพระเจ้าควรถูกต้องและยุติธรรม
เรื่องการลงโทษบาปของชาวโสโดมและโกโมราห์เป็นเรื่องสำคัญที่พระคัมภีร์พูดถึงหลายครั้ง   ชีวิตคนเมืองเป็นตัวแทนของคนทั้งโลกที่ทำบาปโดยไม่ยอมกลับใจ  จากเหตุการณ์พิพากษาครั้งนี้ เราจะเห็นหัวใจความเป็นห่วงของอับราฮัมชัดเจน 

ปฐมกาล 18:20-22
เมื่อมีการร้องทุกข์มาถึงพระเจ้า จากคนที่ถูกชาวเมืองโสโดม โกโมราห์ กดขี่ ทำร้าย จากคนที่เห็นความชั่วช้าของชาวเมือง  คล้ายกับการเรียกร้องจากเลือดของอาเบล พระเจ้าจะทรงไปดูและสอบสวนสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์จะทรงดูหลักฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้พระองค์จะทรงรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทรงเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรม และมนุษย์จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และเวลานี้เอง พระเจ้าทรงรอให้อับราฮัมทำสิ่งที่สมควรจะทำ  เขากำลังครุ่นคิดว่า จะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยคนเหล่านี้ 

ปฐมกาล 18:23-24
แล้วเขาก็คิดได้ว่าเขาควรทำอะไรเขาเข้ามาใกล้พระองค์ ทูลถามสิ่งที่เขารู้คำตอบอยู่แล้ว “พระองค์จะไม่ทรงทำลายคนเที่ยงธรรมพร้อมกับคนอธรรมแน่นอน” อับราฮัมทูลถามพระเจ้า แต่จริง ๆ แล้ว เป็นคำร้องทูลในลักษณะของการท้าทายว่าพระองค์จะไม่ทรงทำใช่ไหม?



ปฐมกาล 18:25-26
แล้วอับราฮัมก็ได้คำตอบที่เขาคิดไว้แล้ว ถ้ามีคนของพระเจ้า 50 คนในเมืองนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงทำลายแน่นอน เพื่อเห็นแก่คนทั้งห้าสิบ พระเจ้าทรงยุติธรรมตามที่เขาทูลต่อพระองค์  เมื่อพระเจ้าทรงบอกว่า จะทรงทำอะไรกับคนชั่ว  พระทัยของพระเจ้าทรงประสงค์ให้คนกลับใจอยู่แล้ว ( 2 เปโตร 3:9 )
อับราฮัมก็พยายามที่จะช่วยคนเหล่านั้น โดยหาเรื่องต่อรองกับพระเจ้า เขามั่นใจว่า พระเจ้าจะไม่สังหารคนชอบธรรมไปพร้อมกับคนชั่ว  แต่ความจริงแล้ว เขาไม่แน่ใจหรอกว่าจะมีคนของพระเจ้าถึง 50 คนในเมือง

 ปฐมกาล 18:27-28
ที่เราแน่ใจว่า อับราฮัมรู้ว่าไม่มีทางที่จะมีคนเที่ยงธรรมถึงห้าสิบในเมือง เพราะเขาต่อรองลงมาเหลือ 45 คน ก่อนที่เขาจะขอทุกครั้ง เขาขอโทษพระองค์ เขาบอกพระองค์ว่า พระองค์คือใคร…องค์เจ้านาย และบอกว่า เขาคือใคร…ฝุ่น ผงที่ไม่มีค่า แต่เมื่อพระเจ้าทรงตอบแล้วว่าตกลงจะไม่ทำลายเมืองนั้นตามเงื่อนไขของอับราฮัม เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนเที่ยงธรรมมากถึง 45 คน!

ปฐมกาล 18:29-30
นี่ไง มาสูตรเดิม ขอพระเจ้าอย่าทรงกริ้ว อับราฮัมขอต่อรองลงมาจาก 50 ลงมาทีละห้า ในที่สุดก็เหลือแค่ 30 คน และพระเจ้าก็ทรงตกลงพระทัยที่จะไม่ทำลายถ้าพบ 30 คนนั้น  พระเจ้าทรงยินดีที่จะไม่ทำลายเมืองเพื่อเห็นแก่สามสิบคน 
ตอนนี้ อับราฮัมแน่ใจแล้วว่า ในเมืองโสโดมและโกโมราห์ ไม่ได้มีคนของพระเจ้ามากถึงสามสิบจะทำอย่างไรล่ะทีนี้ ? จะต่อรองกับพระองค์อีกสักหน่อยไหม? นี่เป็นความห่วงใยของอับราฮัมต่อชาวเมืองและโลทหลานชายที่อยู่ในเมืองนั้น  เราจะเห็นว่า อับราฮัมกำลังทำสิ่งที่เป็นเงาของราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นคนกลาง ทูลขอพระเจ้าเพื่อคนบาป และยังทรงมอบชีวิตของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่ของมนุษย์ด้วย   (1 ทิโมธี 2:5)

ปฐมกาล 18:31-32
อับราฮัมยังไม่ย่อท้อ ไม่หยุดง่าย ๆ เขาขอโทษพระเจ้าที่ยังจะขอต่อรองอีก ถ้าพบเพียง 20 คนพระองค์ทรงสัญญาจะไม่ทำลาย และถ้าพบเพียง 10 คน พระองค์ก็จะไม่ทำลาย
ตาสว่างแล้ว … อับราฮัมเข้าใจแล้วว่า ในเมืองทั้งสองไม่มีแม้กระทั่งคนของพระเจ้าเพียง10 คน เขาต้องหยุดเพียงแค่นั้น ความบาปของทั้งสองเมืองใหญ่โต เกินกว่าที่พระเจ้าจะทรงปล่อยเอาไว้ไม่มีใครเป็นคนดีเลยไม่มีสักคนอย่างที่โรม 3:10 ได้กล่าวไว้ปฐมกาล 18:33
เมื่อได้อ่านคำสนทนาของพระยาห์เวห์กับอับราฮัมแล้วเราก็รู้ว่าพระเจ้าทรงยินดีกับการที่คนของพระองค์จะแสดงความห่วงใยและทูลขอร้องพระองค์เพื่อคนที่เขาห่วงอับราฮัมมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดพอที่เขาจะกล้าต่อรองกับพระองค์

พระเยซูเองนอกจากทรงเผชิญกับความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน (ฮีบรู 2:9)บัดนี้ก็ทรงวิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อคนบาปที่พระบัลลังก์พระบิดา (โรม 8:34)

 

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 18
1* ปฐมกาล 13:18; 14:13
2*  ฮีบรู 13:2; ปฐมกาล 19:1
4* ปฐมกาล 19:2; 24:32; 43:24
5* ผู้วินิจฉัย 6:18-19; 13:15-16; 19:5; ปฐมกาล 19:8; 33:10
8* ปฐมกาล 19:3
9* ปฐมกาล 24:67
10* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:16; โรม 9:9



11* ปฐมกาล 17:17; 31:35
12* ปฐมกาล 17:17; ลูกา 1:18; 1 เปโตร 3:6
14* เยเรมีย์ 32:17; ปฐมกาล 17:21; 18:10
16* โรม 15:24
17* สดุดี 25:14
18* กิจการ 3:25-26
19* เฉลยธรรมบัญญัติ   4:9-10; 6:6-7
20* ปฐมกาล 4:10; 19:13; 13:13
21* ปฐมกาล 11:5; เฉลยธรรมบัญญัติ   8:2; 13:3

22* ปฐมกาล 18:16; 19:1
23* ฮีบรู 10:22; กันดารวิถี 16:22 ;โยบ 9:22;ปฐมกาล 20:4
25* อิสยาห์ 3:10-11; เฉลยธรรมบัญญัติ   1:16-17; 32:4
26* เยเรมีย์ 5:1
27* ปฐมกาล 3:19
32* ผู้วินิจฉัย 6:39; ยากอบ 5:16

ปฐมกาล 17 พันธสัญญาด้วยสุหนัต

James Tissot

1 เมื่ออับรามอายุได้ 99 ปี พระยาห์เวห์ปรากฏพระองค์แก่เข้า และตรัสว่า “เราคือเอลชัดดาย พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ จงดำเนินชีวิตตามหนทางของเรา และเป็นคนใจบริสุทธิ์
2 เราจะทำพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า และเราจะเพิ่มจำนวนลูกหลานของเจ้าอย่างมากมาย” 


3 อับรามหมอบก้มหน้าลง และพระเจ้าตรัสต่อไปว่า 
4 “สำหรับแล้วแล้ว นี่เป็นพันธสัญญากับเจ้า เจ้าจะได้เป็นพ่อของหลายชนชาติ   
5  ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับราม (พ่อที่ได้รับการยกย่อง)
แต่เจ้าจะได้ชื่อว่า อับราฮัม
(พ่อของคนมากมาย) เพราะเราได้ทำให้เจ้าเป็นพ่อของหลายชนชาติ   
6 เราจะทำให้ เจ้าเป็นคนมีลูกดก  และจะสร้างชนชาติต่าง ๆ ขึ้นมาจากเจ้า  กษัตริย์หลายองค์จะเป็นเชื้อสายของเจ้า   

“เราจะสถาปนาพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า  และกับเชื้อสายที่ตามเจ้ามา ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า เป็นพันธสัญญานิรันดร์  ที่เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และของผู้ที่สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า   8 เราจะยกแผ่นดินคานาอันทั้งหมดที่ขณะนี้เจ้าอาศัยอยู่อย่างคนต่างด้าว ให้เป็นกรรมสิทธิ์ยั่งยืน นิรันดร์ของทั้งเจ้าและผู้สืบเชื้อสายของเจ้า  และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา

  9 พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “ส่วนเจ้า เจ้าจะต้องรักษาพันธสัญญาของเรา คือทั้งตัวเจ้าและผู้สืบเชื้อสายต่อมาจากเจ้า ชั่วอายุแล้ว ชั่วอายุเล่า

10 นี่เป็นพันธสัญญาของเรากับเจ้า และผู้สืบเชื้อสายที่จะตามมาภายหลังเจ้า เจ้าต้องรักษาพันธสัญญานี้  นั่นคือ ชายทุกคนในสายของเจ้าจะต้องเข้าสุหนัต 
11 เจ้าจะต้องเข้าสุหนัตตัดปลายองคชาต นี่จะเป็นเครื่องหมายของพันธสัญญาระหว่างเราและเจ้า 
12 ในทุกชั่วอายุคน เด็กชายในครอบครัวเจ้าที่มีอายุ 8 วัน จะต้องเข้าสุหนัต  รวมทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน หรือชนต่างชาติที่เจ้าซื้อมาด้วยเงิน ซึ่งไม่ได้เป็นลูกหลานของเจ้า 
13 ทาสที่เกิดในครัวเรือนของเจ้า และคนที่เจ้าซื้อมาด้วยเงินจะต้องเข้าสุหนัต พันธสัญญาของเราที่เนื้อหนัง ของเจ้านั้นจะเป็นพันธสัญญานิรันดร์


14 ชายคนใดที่ไม่เข้าสุหนัต คือคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตตัดปลายองคชาตนั้น จะต้องถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา เพราะเขาละเมิดพันธสัญญาของเรา”
15 พระเจ้าตรัสกับฮับราฮัมว่า “ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าจะต้องไม่เรียกเธอว่า ซาราย (เยาะหยัน) อีกต่อไป แต่เธอจะได้ชื่อว่า ซาราห์ (เจ้าหญิง)
16 เราจะอวยพรเธอ ยิ่งกว่านั้น เราจะให้ลูกชายคนหนึ่งแก่เจ้า โดยเกิดจากซาราห์  เราจะอวยพรให้เธอเป็นแม่ของคนชาติต่าง ๆ กษัตริย์ของชนชาติต่าง ๆ จะเกิดมาจากเธอ”


17 พอถึงตรงนี้ อับราฮัมก็หมอบกราบซบหน้ากับพื้นและหัวเราะ เขาคิดในใจว่า “ผู้ชายอายุร้อยปีจะมีลูกได้หรือ ซาราห์จะคลอดลูกตอนอายุเก้าสิบปีอย่างนั้นหรือ?”
18 อับราฮัมทูลพระเจ้าว่า “ขอให้อิชมาเอลอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เถิด”
19 พระเจ้าตรัสตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ซาราห์ ภรรยาของเจ้าจะมีลูกชายให้เจ้า และเจ้าจะเรียกเขาว่า อิสอัค (หัวเราะ) เราจะทำพันธสัญญานิรันดร์กับเข้าเป็นพันธสัญญานิรันดร์กับผู้สืบเชื้อสายรุ่นต่อมา”  

20 แต่ส่วนอิชมาเอล เราจะอวยพรเขา(หรือ เราได้ยินเจ้าแล้ว) เราจะให้เขามีลูกดก และเขาจะมีลูกหลานมากมาย เขาจะเป็นพ่อของเจ้าชายสิบสององค์  และเราจะทำให้เขาเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่

21 แต่เราจะทำพันธสัญญาของเรากับอิสอัคซึ่งเป็นลูกชายที่เกิดจากซาราห์  เขาจะเกิดปีหน้า ในช่วงเวลาประมาณนี้”
22 เมื่อตรัสกับอับราฮัมแล้ว พระองค์ก็เสด็จจากเขาไป 

23 ในวันเดียวกันนั้น อับราฮัมได้นำอิชมาเอล และทาสชายทุกคนที่เกิดในครัวเรือนของเขา และคนที่เขาซื้อมาด้วยเงิน  ชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัมได้มาเข้าสุหนัตตัดหนังปลายองคชาตตามที่พระเจ้าได้ตรัส 

24 วันที่เขาสุหนัตนั้นอับราฮัมอายุ 99 ปี
25 และอิชมาเอลลูกชายของเขาอายุ 13 ปี 
26 อับราฮัมและอิชมาเอลลูกชายก็ได้เข้าสุหนัตในวันเดียวกัน
27  รวมทั้งผู้ชายทุกคนในครัวเรือนของเขา ทั้งทาสที่เกิดในครัวเรือน และคนต่างชาติที่เขาซื้อมาด้วยเงินก็เข้าสุหนัตด้วยกันกับเขา  

อธิบายเพิ่มเติม

ปฐมกาล 17:1-3 
พระเจ้าทรงย้ำพันธสัญญาครั้งที่สาม

นานสิบสามปีที่อับรามใช้ชีวิตเป็นสุขอยู่กับอิชมาเอล  พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามอีกครั้ง ทรงบอกพระนามว่า ทรงเป็น  เอลชัดดาย אֵ֣לשַׁדַּ֔י  พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ นี่เป็นพระนามที่สำคัญมากยิ่ง  พระนามนี้มักจะปรากฏในบริบทที่บอกว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์ และชีวิต แล้วพระองค์ทรงย้ำให้อับรามใช้ชีวิตตามทางของพระองค์  หรือเดินต่อพระพักตร์พระองค์  คือจะต้องรู้ว่า พระองค์ทรงอยู่ ณ ที่ ๆ เราอยู่  ตระหนักการทรงอยู่ของพระเจ้าทุกเวลา 

ให้มีใจที่บริสุทธิ์  หรือไร้ตำหนิ   อาจจะพูดได้อีกทางหนึ่งว่า จงดำเนินชีวิตต่อหน้าเราแล้วเจ้าจะมีชีวิตที่ไร้ตำหนิ
การปรากฏพระองค์ครั้งนี้ ทรงประสงค์จะบอกเขาว่า พระองค์ทรงตั้งพระทัย จะให้เขาเกิดผล มีลูกหลานมากมาย
ผู้เชื่อควรดำเนินชีวิตด้วยความตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้าและยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ (โรม 12:1; เอเฟซัส 1:4)

ปฐมกาล 17:3-5
ครั้งนี้ เมื่อพระเจ้าตรัส อับรามก้มลงนมัสการพระองค์ทันทีครั้งนี้นับได้ 25 ปีหลังจากที่พระเจ้าทรงทำสัญญาครั้งแรกกับเขา   ทรงสำแดงความตั้งพระทัยเดิม คือประทานพันธสัญญาพร้อมกับชื่อใหม่ให้กับอับราม พันธสัญญานี้มีการทำสุหนัตเป็นเครื่องหมาย (ซึ่งก็กลายเป็นประเพณีต่อมาของคนยิวจนทุกวันนี้)
ชื่อใหม่ของอับราม เป็นการย้ำความตั้งพระทัยของพระองค์ ชื่อเดิมของเขาที่ว่าพ่อที่ได้รับการยกย่องนั้น น่าจะโยงถึงเทราห์พ่อของอับราม แต่ครั้งนี้ อับราฮัม แปลว่า พ่อแห่งคนจำนวนมากมาย ชื่อนี้บ่งบอกพระดำริของพระเจ้าจะทรงทำให้เขามีลูกดก

17:6-7  ภาษาเดิมใช้คำว่ามากมาย มากมายสองครั้งเท่ากับเป็นการย้ำว่า จะได้อย่างนั้นจริง ๆ  พันธสัญญาครั้งนี้ พระเจ้าทรงเน้นไปที่จำนวนของเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา
ในข้อสองพระเจ้าทรงสัญญาจะเพิ่มพูนจำนวนส่วน
ข้อนี้พระเจ้าทรงสัญญาจะเกิดชาติต่าง ๆ จากตัวเขา จะมีกษัตริย์ในเชื้อสายของเขา และพระเจ้าทรงถือว่าสัญญานี้เป็นสัญญาต่อเนื่องยาวนานเป็นนิรันดร์
พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาตลอดไปถึงลูกหลาน ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในวันทำพันธสัญญา  

ปฐมกาล 17:8-9
ในข้อ 8 นี้ พระเจ้าทรงสัญญาจะให้แผ่นดินที่เฉพาะเจาะจง ทรงให้ชื่อชัดคือ คานาอัน  มีพื้นที่ชัดเจนให้กับคนที่เป็นเชื้อสายโดยสายเลือดแก่อับราฮัม ซึ่งก็หมายถึงคนยิวแต่แล้ว ยังมีเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เขาทำตาม   

ข้อสังเกต: การที่พระเจ้าจะประทานลูกชายให้นั้นพระเจ้าทรงสั่งว่าให้เขาดำเนินชีวิตอย่างไร้ที่ติ แต่การประทานแผ่นดินนี่สิกลับมีสิ่งที่อับราฮัมต้องลงมือทำ! รวมไปถึงชายทุกคนในบ้านของเขา 

ปฐมกาล 17:10-12
พันธสัญญากับอับราฮัมและคนในครอบครัว
พันธสัญญานี้จะส่งผลให้กับคนในครอบครัวและคนที่มีความสัมพันธ์กับอับราฮัม พวกเขาต้องมีสัญญลักษณ์ว่า เป็นผู้ร่วมพันธสัญญา คนที่ถูกขลิบ คือชายทุกคนในครัวเรือนของอับราฮัม คนที่อับราฮัมเป็นเจ้านาย  คนที่เป็นทาสของเขาด้วย
คนเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมายของการทำพันธสัญญาติดตัวไปเลย  วิธีของพระเจ้านี้เด็ดขาดสำหรับลูกหลานอับราฮัมโดยเฉพาะ
คำว่าพันธสัญญา ในภาษาฮีบรูคือ בְּרִית อ่านเบรีท หมายถึงการตัดผ่านระหว่างชิ้นเนื้อ หรือการขลิบปลายองคชาต ที่เราเรียกว่า สุหนัตนั่นเอง
นี่เป็นสัญญาระหว่างสองฝ่าย เป็นสัญญาที่ทำต่อกัน มีภาระผูกพันต่อกัน การเข้าสุหนัตนี้เป็นคำเตือนที่พวกเขาจะระลึกถึงข้อตกลงที่พระเจ้าจะประทานพระพรในครั้งนี้

ปฐมกาล 17:13-14
ผู้ชายในครัวเรือนของอับราฮัมไม่ใช่แค่สิบยี่สิบคน จำได้ไหมตอนที่เขารวบรวมชายกล้าหาญที่ไปชิงโลทกลับมาก็ 318 คนแล้ว (ปฐมกาล 14:14) เท่ากับเขามีผู้ชายอยู่ในครอบครองหลายร้อยคน และก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ พวกนี้มาตั้งสมัยที่เขาเดินทางมาจากเมืองเออร์ และยังไปได้ทาสรับใช้มาจากอียิปต์ด้วยการที่พวกเขาจะรับสุหนัตเหมือนเจ้านายเท่ากับพวกเขาประกาศว่า ตนเองเป็นชนชาติเดียวกับนาย
ของพวกเขา จึงจะได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามสมควร

ปฐมกาล 17:15-16 
ซารายเป็นซาราห์  ความหมายชีวิตเปลี่ยน
แล้วพระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนชื่อซารายเป็นซาราห์ที่แปลว่า เจ้าหญิงของฉัน หรือราชินี ซึ่งไปกันได้ดีกับชื่อใหม่ของอับราฮัมที่แปลว่าพ่อของชนหลายชาติ
ตอนที่พระเจ้าทรงบอกเรื่องนี้ ทั้งสองก็ชรามากแล้ว
ดูเป็นไปไม่ได้ ดูน่าขันสำหรับคนทั่วไปแต่พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจังกับพระสัญญาที่ดูเป็นไปไม่ได้นี้ ทรงยืนกรานที่จะให้สามีภรรยาอาวุโสได้เป็นพ่อแม่ของเด็กคนหนึ่งที่จะเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายไปถึงผู้ที่สำคัญที่สุดในจักรวาล !

ปฐมกาล 17:17-18
พระเจ้าทรงเอาจริงเอาจัง อับราฮัมเองกลับขำกับพระสัญญาของพระองค์ การหัวเราะครั้งนี้ บ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อสักเท่าไร  (แต่เมื่อมีอิสอัค การหัวเราะของเขากลายเป็นความยินดี)เขามองไม่ออกว่าคนแก่หง่อมอย่างเขาจะมีทารกน้อยในบ้านได้อย่างไร

 ดังนั้น อับราฮัมจึงเสนอว่า อิชมาเอลนี่แหละน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้สืบต่อชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้ ทั้ง ๆ ที่อิชมาเอลเป็นหลักฐานให้เห็นชัดว่า อับราฮัมไม่เชื่อมั่นตั้งแต่ต้นว่าพระเจ้าจะประทานลูกชายให้ แต่เขาอยู่กับลูกชายคนนี้มานาน รักเขาแล้ว ขอพระเจ้าอวยพรเขาเถอะ…

ปฐมกาล 17:19
แต่พระเจ้าทรงยืนกรานพระประสงค์ของพระองค์ แถมพระองค์ยังบอกด้วยว่า เด็กชายคนนี้จะชื่ออิสอัค เป็นชื่อที่ตอบโต้กับการหัวเราะขำพระสัญญาของอับราฮัม เพราะชื่ออิสอัค แปลว่า หัวเราะและยังเป็นชื่อที่จะทำให้ชายหญิงชราคู่หนึ่งได้ยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเป็นสุข และอิสอัคผู้นี้จะมีความสำคัญมาก เพราะพระเจ้าจะทรงยืนยันจะทรงทำ
พันธสัญญานิรันดร์กับอิสอัคด้วย

ปฐมกาล 17:20
ถึงแม้จะเป็นลูกของอับราฮัม แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เขาเป็นผู้ส่งต่อเชื้อสายพระเมสสิยาห์อย่างไรก็ดี พระเจ้าก็ทรงสัญญาอวยพระพรเขา ตามคำที่อับราฮัมได้ทูลขอทั้งให้เขาเกิดผล มีลูกหลานจำนวนมหาศาล เขาจะยิ่งใหญ่เพราะมีกษัตริย์หรือผู้ปกครองเกิดจากเขาด้วย เขาจะกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่
ชื่ออิชมาเอลมีความหมายว่า พระเจ้าทรงฟัง เป็นชื่อที่มีพลังจริง ๆ

ปฐมกาล 17:21-23
พากันเข้าสุหนัต
พระเจ้าทรงสัญญาว่า พันธสัญญาของพระองค์จะเกิดผลเป็นจริงในปีหน้า พระเจ้าตรัสแล้วก็ทรงจากไป สิ่งที่อับราฮัมทำตามพระบัญชาทันทีคือการให้ทุกคนในบ้านเข้าสุหนัต นี่เป็นเรื่องน่าจะโกลาหลมากในครอบครัว ทำไมการทำพันธสัญญาของพระเจ้าจึงต้องมีการขลิบหนังแบบนี้ด้วย? วิธีนี้ทำให้ครอบครัวของอับราฮัมแตกต่างจากครอบครัวคนโบราณอื่น ๆ ชัดเจนมาก และเขาก็ช่างเชื่อฟังแบบรวดเร็วเกินความคาดหมายเสียจริง

 ปฐมกาล 17:24-27
การเข้าสุหนัตพร้อม ๆ กันในวันเดียวนี้ แสดงว่าเขาเชื่อฟัง  เขาทำตามคำบัญชาของพระเจ้าตรงไปตรงมา
ทำแบบไม่ต้องมีข้อโต้แย้งใด ๆ เป็นตัวอย่างของความเชื่อที่คนสมัยประชาธิปโตยแบบเรา ๆ ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ   ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องมีการโวยวายกันสักตั้ง

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 17
1* ปฐมกาล 12:7; 18:1; 28:3; 35:11 ; 2 พงศ์กษัตริย์ 20:3; เฉลยธรรมบัญญัติ 18:13
2* ปฐมกาล 15:18; 12:2; 13:16; 15:5; 18:18
4* โรม 4:11-12
5* เนหะมีย์ 9:7
6* ปฐมกาล 17:16; 35:11; มัทธิว 1:6
7* กาลาเทีย 3:17; ปฐมกาล 26:24; 28:13; โรม 9:8



8* กิจการ 7:5; ปฐมกาล 23:4; 28:4;
เลวีนิติ 26:12
9* อพยพ 19:5
10* กิจการ 7:8
11* อพยพ 12:13, 48
12* เลวีนิติ 12:3
14* อพยพ 4:24-26
16* ปฐมกาล 18:10; 35:11; 17:6; 36:31

17* ปฐมกาล 17:3; 18:12; 21:6
18* ปฐมกาล 18:23
19* ปฐมกาล 18:10; 21:2; กาลาเทีย 4:28; ปฐมกาล 22:16
20* ปฐมกาล 16:10; 25:12-16; 21:13, 18
21* ปฐมกาล 26:2-5; 21:2; 18:14
27* ปฐมกาล 18:19

ปฐมกาล 16 พระคุณต่อฮาการ์​

ซารายแก้ปัญหาการไม่มีลูก
1  เวลานี้ ซารายภรรยาของอับราม ยังไม่มีลูกชายให้เขา แต่เธอมีทาสสาวส่วนตัวชาวอียิปต์ชื่อว่า ฮาการ์
 2 ดังนั้นซารายจึงกล่าวแก่อับรามว่า “เห็นไหม พระยาห์เวห์ทรงยั้งไม่ให้ฉันมีลูก ดังนั้น ท่านไปนอนกับนางทาสของฉัน บางทีฉันอาจจะมีลูกได้ผ่านทางตัวเธอ” อับรามก็ฟังคำที่ซารายกล่าว 

ถูกดูหมิ่นจากทาส
3 หลังจากที่อับรามได้อาศัยอยู่ในคานาอันได้ สิบปี ซารายภรรยาของอับรามก็ได้ยกฮาการ์ทาสสาวชาวอียิปต์ให้เป็นภรรยาของอับรามสามีของเธอ 
4 อับรามจึงมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับฮาการ์ และเธอก็ตั้งครรภ์ แต่เมื่อเธอรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ เธอก็มองนายสาวของเธอด้วยความเหยียดหยาม

ปัดความผิดให้สามี
5 ซารายจึงพูดกับอับรามว่า “เป็นความผิดของท่านที่ทำให้ฉันถูกมองแบบนี้  ก็จริงที่ฉันยกนางทาสให้ท่านหลับนอนด้วย แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งท้อง นางทาสก็มองฉันอย่างเหยียดหยาม  ขอให้พระยาห์เวห์ทรงตัดสินความระหว่างท่านกับฉันเถิดว่าใครเป็นคนผิด”
6 แต่อับรามกล่าวตอบซารายว่า “ดูสิ นางทาสของเธอก็อยู่ในมือของเธอ เธอจะทำอย่างไรก็ได้ที่เธอเห็นว่าเหมาะสม”  ดังนั้นซารายจึงข่มเหงฮาการ์อย่างรุนแรงจนฮาการ์ต้องหนีไป  

7 ทูตของพระยาห์เวห์พบเธอใกล้บ่อน้ำพุแห่งหนึ่งในถิ่นกันดาร  บ่อน้ำพุนั้นอยู่ริมทางที่ไปยังเมืองชูร์

 8 ทูตนั้นกล่าวว่า “ฮาการ์! ทาสสาวของซาราย  เจ้ามาจากไหน และกำลังจะไปที่ไหน?”  เธอตอบว่า “ดิฉันกำลังหนีนายหญิงซารายของดิฉันเจ้าค่ะ” 
9 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์จึงกล่าวกับเธอว่า   “จงกลับไปหานายหญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้คำสั่งของเธอเถิด”

ทูตหรือพระยาห์เวห์กันแน่?
10 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์กล่าวกับเธอว่า “เราจะทวีจำนวนผู้สืบเชื้อสายของเจ้าให้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน”
11  ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์กล่าวกับเธออีกว่า “ดูเถิด เจ้านะกำลังตั้งครรภ์ เจ้าจะมีลูกชาย จงตั้งชื่อเขาว่า อิชมาเอล (יִשְׁמָעֵ֔אל  ฮีบรูแปลว่า พระเจ้าทรงได้ยิน)เพราะองค์พระยาห์เวห์ทรงได้ยินความทุกข์ใจของเจ้า
12 เขาจะเป็นเหมือนลาป่า
เขาจะต่อต้านทุกคนด้วยมือของเขา
และมือของทุกคนก็จะต่อสู้กับเขา  เขาจะใช้ชีวิตตรงกันข้ามกับพี่น้องทั้งหลายของเขา 

พระเจ้าผู้ทรงมองเห็น
13 ดังนั้นเธอจึงเรียกพระนามพระยาห์เวห์ผู้ตรัสกับเธอว่า
เอลโรอิ (אֵ֣ל  רֳאִ֑י)
(พระเจ้าผู้ทรงมองเห็น) เธอกล่าวว่า “ฉันได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเห็นฉัน แล้วยังมีชีวิตอยู่อีกได้หรือ?”  
14 นี่เป็นเหตุผลที่ว่าบ่อน้ำนั้นจึงได้ชื่อว่า เบเออร์ลาไฮรอย เป็นบ่อที่อยู่ระหว่างคาเดชกับเบเรด  

15 ฮาการ์คลอดลูกชายของอับราม และอับรามตั้งชื่อให้ลูกชายที่เธอคลอดมานั้นว่า อิชมาเอล
16 อับรามอายุ 86 ปี เมื่อฮาการ์ได้ให้กำเนิดอิชมาเอลแก่อับราม  

อธิบายเพิ่มเติม

16:1-2  ซารายแก้ปัญหาการไม่มีลูก
การไม่มีลูก การเป็นหมันในสมัยก่อนนั้น  ทรมานมาก ทั้งที่พระเจ้าทรงสัญญากับอับรามไว้แล้วว่า เขาจะมีลูกชาย แต่สำหรับซารายเหมือนกับการถูกสาป เธอจึงคิดจะช่วยโดยใช้ประเพณีที่นิยมทำกันในสมัยนั้น คือยกทาสสาวให้สามี และจะมีลูกผ่านทางตัวทาสสาวคนนั้น   ซารายไม่ได้มองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น เธอแค่คับข้องใจกับการไม่มีลูกชาย ปัญหาของซารายคือการเป็นหมัน
เธอพยายามหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง เมินพระสัญญาไปก่อน 
เสียดายที่ซารายไม่ได้เห็นว่า การเป็นหมันของเธอ ทำให้เธอต้องพึ่งพาพระองค์มาก
ความเป็นไปไม่ได้หลายอย่างในชีวิตของเรา น่าจะทำให้เราต้องพึ่งพระองค์ พึ่งจนได้เห็นพระคุณของพระองค์ปรากฏในชีวิตเรา 

ปฐมกาล 16:3-4  ถูกดูหมิ่นจากทาส
แล้วปัญหาหนักกว่าก็เกิดขึ้น เพราะเมื่อทาสสาวรู้ว่าตนเองตั้งท้อง โดยที่นายหญิงไม่อาจมีลูกได้เท่ากับว่า เธอจะเหนือกว่าซารายแล้ว  แทนที่ฮาการ์จะสงบเสงี่ยม  เธอกลับดูหมิ่นซารายด้วยทั้งท่าที ทั้งคำพูด  มองด้วยสายตาที่เยาะเย้ยเหยียดหยาม จากที่เป็นแค่ผู้หญิงที่ถูกใช้ให้ตั้งครรภ์ทายาท เธอจะกลายเป็นนายหญิงอีกคน   เมื่อซารายไม่รอพระเจ้า พยายามทำเป้าหมายของพระเจ้าให้สำเร็จด้วยตัวเอง  เธอก็ต้องเผชิญกับความลำบากใจที่ไม่คาดฝัน
:: เรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พระเจ้าทรงพอพระทัยให้คู่สมรสเป็นชายหญิง ไม่ใช่ชายและหญิงหลายคนอย่างที่ซาราห์เริ่ม  เราพบว่าบุคคลในประวัติศาสตร์พระคัมภีร์ไม่น้อยที่มีภรรยาหลายคน นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง พระเจ้าไม่ทรงให้ปิดบังในการบันทึก แต่ก็ไม่ได้สื่อว่า พระเจ้าทรงยอมรับการใช้ชีวิตคู่ลักษณะนี้  …

ปฐมกาล 16:5-6 ปัดความผิดให้สามี
ทีนี้ เหตุการณ์ผันไป คนที่ตั้งท้องเกิดคิดได้ว่าจะได้เป็นคุณนายของบ้านนี้แทน ใคร ๆ ก็จะเชิดชูเธอ คุณผู้หญิงตัวจริงก็จะตกอับ ซารายทนไม่ได้  เธอไม่คิดว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้น จึงโยน

ความผิดของเรื่องนี้ให้อับราม   อับรามก็คงไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร นั่นก็เมีย นี่ก็ลูกในท้อง เขาก็เลยบอกให้ซารายแก้ปัญหาเสียเอง จะทำอะไรก็ได้ที่เหมาะสม นางทาสคนนี้อยู่ในมือของซารายอยู่แล้ว
ซารายก็เริ่มต้นทำร้ายฮาการ์  น่าจะทั้งด้วยวาจาและด้วยกำลัง!
เหตุการณ์ในบ้าน อับรามต้องรู้เห็น แต่ก็ไม่ทำอะไรให้ชัดเจน

ปฐมกาล 16:7-9 ฮาการ์พบทูตของพระยาห์เวห์
แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงละทิ้งฮาการ์และลูกในท้องของเธอ ทูตสวรรค์ของพระองค์มาพบฮาการ์
ท่านถามเธอว่า มาจากไหน? จะไปไหน? เป็นคำถามที่ทำให้เธอต้องฉุกคิดถึงอดีตและอนาคตของตัวเอง เป็นคำถามสำหรับเราทุกคนเช่นกันที่กำลังจนตรอกอย่างฮาการ์

ทูตสวรรค์สั่งให้เธอยอมต่อซาราย ทั้ง ๆ ที่ซารายข่มเหงเธอจนต้องออกมาพระเจ้าทรงดูแล ปกป้องลูกชายคนแรกของอับราม  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นลูกแห่งพันธสัญญาแต่พระองค์ทรงปกป้องเขาไว้ 
นี่คือพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อฮาการ์และลูกหลานของเธอ  ไม่ได้ขึ้นกับอับราม ซาราย หรือฮาการ์เอง  แม้ว่าฮาการ์ตั้งใจจะไปเมืองชูร์ซึ่งเป็นเมืองชายแดนอยู่ทางตะวันออกของอียิปต์  ความจริงคือ  ฮาการ์ต้องได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่ใช่จากคนในเมืองชูร์ ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำร้ายเธอต่ออีกแค่ไหน  ฮาการ์เป็นต้นแบบของคนในโลกทุกคน   ต้องพบพระเจ้า ต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์ยามลำบาก


พระเจ้าทรงให้ฮาการ์กลับไปอยู่ในครอบครัวที่เธอควรอยู่ให้ยอมอยู่ใต้คำสั่งของซาราย
การที่ฮาการ์จะกลับไปแบบนี้คงไม่ง่ายเลยแต่พระเจ้าเองจะทรงเป็นผู้ปกป้องเธอ พระเจ้าทรงอยู่ด้วยก็พอแล้ว
สิ่งที่ฮาการ์ทำคือ  เชื่อฟังพระเจ้า!  

16:10-12  ทูตหรือพระยาห์เวห์กันแน่?
แลัวทูตก็กล่าวคำราวกับว่าท่านเองเป็นพระยาห์เวห์
ไม่แค่เพียงปกป้อง แต่ท่านยัง สัญญาว่า ลูกชายของฮาการ์จะมีลูกหลานมากมาย  ทาสสาวของซารายจะได้รับพระพร มีผู้สืบเชื้อสายมากมายจนนับไม่ถ้วน !เขาเป็นเด็กคนแรกที่พระเจ้าทรงตั้งชื่อให้ก่อนที่จะเกิดมา ชื่ออิชมาเอลแปลว่า พระเจ้าทรงได้ยิน พระเจ้าทรงฟัง ทรงให้ความสนใจกับคำคร่ำครวญ ร้องไห้ของฮาการ์

การที่บอกว่าเขาเป็นเหมือนลาป่า นั่นคือ คนที่ไม่อาจจะทำให้สงบได้ง่าย ๆ  จะท้าทาย รุนแรง มีความเป็นอิสระ คล้ายกับคนชาวเบดูอินที่เร่ร่อนไป ไม่มีบ้านเมืองเป็นของตน ชีวิตของอิชมาเอลไม่ได้เป็นชีวิตง่าย ๆ เขาอยู่อย่างยากเย็น และต่อสู้กับพี่น้องของเขาเสมอ ที่ใช้คำว่ามือ มีความหมายถึงกำลัง พลังของร่างกาย
เขาใช้ชีวิตตรงข้ามกับพี่น้องคือ เขาเหมือนกับจะอยู่ชายขอบของสังคม ไม่ได้เข้าร่วมกับใครง่าย ๆ เลย

16:13-16 พระเจ้าผู้ทรงมองเห็น
พระเจ้าทรงดีต่อฮาการ์ เธอมองเห็นพระเจ้าผู้ทรงเห็น และได้ยินเสียงของเธอ แล้วฮาการ์เองก็ได้กลับมาอยู่ภายใต้ซารายตามคำของทูตสวรรค์โดยดี   สิ่งที่ฮาการ์ได้รับที่บ่อน้ำพุ ในถิ่นกันดารนั้นเป็นพระพรมหาศาลของชีวิต พระยาห์เวห์ตรัสกับเธอโดยตรง  มีไม่กี่คนที่จะได้พบพระเจ้าตรง ๆ แบบนี้
ชื่อของบ่อน้ำนั้น คือ เบเออร์ลาไฮโรอี (อ่านตามตัวฮีบรู)
(בְּאֵ֥ר לַחַ֖י רֹאִ֑י แปลว่า บ่อน้ำของพระองค์ผู้ทรงดำรงชีวิต ผู้ทรงเห็นฉัน )
การที่อับรามตั้งชื่อลูกว่า อิชมาเอล แสดงว่า ฮาการ์คงเล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟัง  อับรามต้องรู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา แม้ว่าลูกคนนี้จะไม่ใช่คนที่จะสืบเชื้อสายที่พระเจ้าทรงประสงค์
ตอนที่อับรามออกจากฮาราน เขาอายุ 75 ปี ได้ลูกชายอิชมาเอลนั้น เขาอายุ 86 แล้ว แต่พระเจ้าก็ยังไม่ได้ประทานลูก
ชายกับซาราย พวกเขาต้องรอไปอีก ตามเวลาของพระองค์ เท่ากับมีเวลาอยู่กับอิชมาเอลคนเดียวนานพอสมควร และแน่นอนที่อิชมาเอลต้องผูกพันกับพ่ออับรามไม่น้อยเลย อย่างน้อยช่วงนี้ อับรามก็มีความสุขกับลูกชายคนแรก

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 16
1* ปฐมกาล 11:30; 15:2-3; 12:16; 21:9; กาลาเทีย 4:24
2* ปฐมกาล 30:3; 20:18; 30:3, 9; 3:17
3* ปฐมกาล 12:4-5
4* สุภาษิต 30:21, 23
5* ปฐมกาล 31:53
6* 1 เปโตร 3:7; อพยพ 2:15
7* ปฐมกาล 21:17-18; 22:11, 15; 31:11; 20:1; 25:18; อพยพ 15:22

9* ทิตัส 2:9
10* ปฐมกาล 17:20
11* ลูกา 1:13, 31
12* ปฐมกาล 21:20; 25:18
13* ปฐมกาล 31:42
14* ปฐมกาล 24:62; กันดารวิถี 13:26
15* กาลาเทีย 4:22

ปฐมกาล 15 พันธสัญญากับอับราม

พระพรที่พระเจ้าตั้งพระทัยให้อับราม
1 ในเวลาต่อมา พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามผ่านจินตภาพว่า “อย่ากลัวไปเลย อับรามเอ๋ย เราเป็นโล่ปกป้องเจ้า รางวัลของเจ้าจะยิ่งใหญ่มากทีเดียว”
2 อับรามทูลตอบว่า “โอพระยาห์เวห์ องค์เจ้านายของประทานของพระองค์ จะมีประโยชน์อะไรต่อข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้ายังไม่มีลูกจนป่านนี้?  คนที่จะรับมรดกของข้าพเจ้าก็คือ เอลีเอเซอร์จากดามัสกัส” 
3 เขาทูลต่อไปว่า “พระองค์ยังไม่ได้ประทานเลือดเนื้อเชื้อไขให้ข้าพเจ้า ดังนั้น คนที่เป็นทาสในเรือนเบี้ยของข้าพเจ้าจะเป็นผู้รับมรดกของข้าพเจ้า” 4 แต่พระยาห์เวห์ตรัสกับอับรามว่า “ชายคนนี้ไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า  คนที่รับมรดกจะเป็นคนที่รับมรดกจะเป็นผู้ที่มาจากเลือดเนื้อของเจ้าเอง

5  แล้วพระองค์ทรงนำเขาออกมาข้างนอก ตรัสว่า “จงเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วนับดวงดาวไป  ดูสิว่า เจ้าจะนับดาวครบไหม? ลูกหลานของเจ้าจะมีมากมายขนาดนั้นแหละ”
6 แล้วเขาก็เชื่อวางใจองค์พระยาห์เวห์ และพระองค์จึงทรงถือว่า เขาเป็นคนเที่ยงธรรมเพราะความเชื่อดังกล่าว       

7 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เราคือพระยาห์เวห์  องค์พระเจ้าผู้นำเจ้าออกมาจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะมอบแผ่นดินนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”


8 แต่เขาทูลตอบว่า  “ โอ พระยาห์เวห์ องค์เจ้านาย   ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่า แผ่นดินนี้จะเป็นกรรมสิทธิ์ให้ ข้าพเจ้าครอบครอง?”
7 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เราคือพระยาห์เวห์  องค์พระเจ้าผู้นำเจ้าออกมาจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะมอบแผ่นดินนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”
8 แต่เขาทูลตอบว่า  “ โอ พระยาห์เวห์ องค์เจ้านาย   ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่า แผ่นดินนี้จะเป็นกรรมสิทธิ์ให้ ข้าพเจ้าครอบครอง?”

สัตว์ในพันธสัญญา
 9 พระยาห์เวห์ตรัสตอบเขาว่า “จงนำวัวตัวเมีย แพะเมีย  แกะผู้อายุ 3 ปี นกเขา และนกพิราบรุ่นอย่างละตัวมาให้เรา”
10 อับราฮัมจึงนำสิ่งเหล่านี้มา และผ่าสัตว์แต่ละตัวเป็นสองซีก แต่ละซีกวางไว้ตรงข้ามกัน (เป็นสองแถว)   แต่เขาไม่ได้ผ่านกเป็นสองซีก  
11 มีฝูงแร้งบินโฉบมาที่ซากสัตว์เหล่านั้น  แต่อับรามไล่พวกมันไป 

12 ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตก ลับขอบฟ้า อับรามก็หลับสนิท เวลาเดียวกันนั้นเอง เกิดความมืดมนอนธการหนักอึ้งน่าหวาดกลัวยิ่งลงมาเหนือเขา
13 พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าจงรู้แน่เถิดว่า ผู้สืบเชื้อสายของเจ้าจะกลายเป็นคนต่างด้าวในต่างแดนที่ไม่ใช่แผ่นดินของพวกเขา  และจะเป็นทาส ถูกข่มเหงเป็นแวลาสี่ร้อยปี
 14 แต่เราจะพิพากษาชนชาตินั้น ชนชาติที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทาส
 หลังจากนั้น พวกเขาจะออกมาพร้อมกับทรัพย์สมบัติจำนวนมาก


  15 ส่วนเจ้า เจ้าจะสิ้นชีวิตตามบรรพบุรษของเจ้าไปอย่างสันติ และจะถูกเก็บศพไว้ในเวลาที่แก่หง่อม
16 และผู้สืบเชื้อสายของเจ้าชั่วอายุที่สี่จะกลับมา ณ ที่นี้  เพราะขณะนี้บาปของชาวอาโมไรต์ยังไม่ถึงที่สุดที่เราจะลงโทษพวกเขา

17 เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้าไป และความมืดเข้าปกคลุม ก็เกิดควันไฟจากเตาไฟและมีคบเพลิงที่ไฟลุกปรากฏขึ้น คบเพลิงได้เคลื่อนผ่านซีกสัตว์เหล่านั้น


18 ในวันนั้นเอง องค์พระยาห์เวห์ทรงทำพันธสัญญากับอับรามว่า “เราจะมอบดินแดนนี้แก่ลูกหลานของเจ้า ตั้งแต่ลำน้ำแห่งอียิปต์จดแม่น้ำใหญ่คือยูเฟรติส

19 คือดินแดนของชาวเคไนต์ ชาวเคนัส ชาวคัดโมไนต์
20 ชาวฮิตไทต์ ชาวเปริสซี ชาวเรฟาอิม 21 ชาวอาโมไรต์ ชาวคานาอัน ชาวเกอร์กาชี และชาวเยบุส”

อธิบายเพิ่มเติม

พระพรที่พระเจ้าตั้งพระทัยให้อับราม
15:1-3 แล้วก็มาถึงเหตุการณ์อีกอย่างที่สำคัญต่อชีวิตของอับรามและชนชาติอิสราเอลในเวลาต่อมา  ครั้งนี้ พระเจ้าตรัสกับอับรามในจินตภาพเวลากลางคืน พระเจ้าทรงสัญญาเป็นโล่ให้กับเขา  นั่นคือพระเจ้าทรงเป็นโล่ที่ปกป้อง
อับรามจากอาวุธของศัตรูทั้งหลาย ไม่เฉพาะวันนั้นแต่ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาจนกระทั่งวันนี้ ในสงครามที่เขาต้องการพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง 

รางวัลจะยิ่งใหญ่ นั่นหมายถึงรางวัลนั้นจะมหาศาล พระเจ้าทรงเป็นต้นตอของรางวัลที่มีให้กับมนุษย์ พระเจ้าตรัสอย่างนี้ หลังจากที่อับรามเองปฏิเสธของที่ริบมาได้จากการทำ
สงคราม และแสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างที่เขาครอบครองนั้น มาจากพระเจ้าทั้งสิ้น 
สำหรับอับรามแล้วรางวัลที่เขาต้องการคือลูกที่จะสืบเชื้อสาย  คนในสมัยโบราณเขามีความเข้าใจว่า การที่มีผู้สืบเชื้อสาย เท่ากับชีวิตของพวกเขาส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป เท่ากับตัวเขาเองก็ยังมีชีวิตอยู่ แม้ตายไปแล้ว   

อับรามเสียใจมากที่เขายังไม่มีผู้สืบเชื้อสาย ซึ่งก็ต้องเป็นลูกชายด้วย เพราะวงศ์วานของเขาจะสืบต่อผ่านทางลูกชาย  เห็นได้จากคำที่เขาตัดพ้อพระเจ้าในข้อต่อมา  ที่อับรามต้องยกทุกอย่างให้เอลีเอเซอร์ เพราะเขาเป็นบ่าวคนสนิทที่เขาไว้ใจที่สุด
15:4  เอลีเอเซอร์ไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงเลือก แต่จะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของอับรามจริง ๆ  ทั้ง ๆ ที่เขาอายุมากแต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาเช่นนั้น 
15:5   พระเจ้าทรงสั่งให้เขาออกมานับดาว .. ลูกหลานจากเลือดเนื้อของอับรามจะมีมากมายดั่งดาวบนท้องฟ้า   ทำไมพระเจ้าตรัสสิ่งที่มนุษย์เห็นแล้วว่า เป็นไปไม่ได้.. คำว่าลูกหลานในที่นี้ คือ เมล็ดพันธุ์  (ฮีบรูว่า  זֶרַע เซรา) เป็นคำเดียวกับคำว่า เลือดเนื้อเชื้อไขในข้อ 3 หลายครั้งที่คฮีบรูนี้  หมายถึงองค์พระเมสสิยาห์  (อิสยาห์ 6:13) คำตรัสของพระเจ้าตรงนี้ ได้สำเร็จทำให้เราซึ่งอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้เห็นว่า พระเจ้ากำลังกล่าวถึงลูกคนสำคัญของอับราฮัมคือ องค์พระเยซูคริสต์ที่มีผู้เชื่อมากมายดั่งดวงดาวบนฟ้า

15:6 อับรามเชื่อพระดำรัสของพระเจ้า  ทั้งๆ ที่ตามสายตามนุษย์ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย …​ความเชื่อที่ต้านความเป็นไปไม่ได้นี้ ..พระเจ้าทรงนับว่า เขาเป็นคนเที่ยงธรรม หรือคนชอบธรรมนั่นเอง  แม้อับรามจะมีข้อบกพร่องในชีวิตอย่างที่เราเห็นมา แต่เขาก็เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า จากการเดินทางไกลมาเพื่ออาศัยในแผ่นดินคานาอัน 

15:7-8 เมื่อพระเจ้าทรงให้อับราฮัมมองฟ้า และทรงสัญญาจะให้เขามีลูกหลานมากมาย ทรงย้ำเตือนว่า ทรงเป็นพระองค์นั้นที่ทรงนำเขาออกมาจากเมืองเออร์  จากการไหว้รูปเคารพ มารู้จักและเป็นของพระเจ้าพระผู้สร้าง และพระองค์จะทรงให้เขาครอบครองคานาอัน 
แล้วอับรามก็ขอคำรับประกันจากพระองค์​ !!
ทั้งที่ใจเชื่อเต็มร้อย แต่ขอให้เห็นหลักประกันบางอย่างได้ไหม ประมาณนั้น 

สัตว์ในพันธสัญญา
15:9-11  พระเจ้าไม่ทรงปฏิเสธเขา ทรงสั่งให้เขาเตรียมสัตว์สะอาด คือ วัวตัวเมีย แพะเมีย แกะผู้ 3 ขวบ นกเขา นกพิราบ ทั้งหมดอย่างละตัวเท่านั้น  นี่เป็นการลงมือทำสัญญาระหว่างสองฝ่ายในสมัยโบราณ   การเตรียมสัตว์และวางเรียงกันอย่างนี้ เป็นการเตรียมเพื่อจะให้สองฝ่ายที่ทำสัญญานั้น ได้ยืนยันว่า เขาทั้งสองจะทำตามสัญญา โดยเดินผ่านตรงกลางของซากสัตว์ที่วางไว้ โดยมีความเข้าใจตรงกันว่า หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญา เขาจะต้อง
พบกับเหตุการณ์เดียวกับสัตว์ที่ถูกตัดครึ่งตัวนี้
นี่เป็นโทษสำหรับผู้ที่ผิดสัญญา

ความหมายของฝูงเหยี่ยวที่เข้ามาโฉบเอาซากสัตว์ คือ ศัตรูของพระเจ้าพยายามไม่ให้สัญญานี้เกิดขึ้น แต่อับราไม่ได้ปล่อยให้มันฉกเอาไป เขาไล่มันออกไป   มีผู้ (Torah Class) แปลความหมายตรงนี้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาอะไรให้เรา แต่เมื่อมารพยายามเอาออกไปจากเรา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความมั่นใจในพระเจ้า เราต้องต่อสู้ อย่าให้มันขโมยสิ่งเหล่านั้นไปจากเรา

15:12-15  เมื่ออับรามวางเรียงทุกอย่างตามที่เหมาะสมแล้ว เป็นเวลาช่วงเย็นพอดี แต่แล้ว เกิดความมืดที่หนักอึ้งลงมาเหนือเขา ขณะที่เขากลับ พระเจ้าได้ตรัสบอกล่วงหน้าว่า
ลูกหลานของเขาจะเป็นคนต่างด้าว
ถูกกดขี่ เป็นทาส สี่ร้อยปี  (การเป็นทาสที่ถูกกดขี่นี้ แตกต่างจากทาสในเรือนที่อับราฮัมเลี้ยงดูอยู่)

พระเจ้าจะทรงพิพากษาชนชาติที่กดขีพวกเข
แต่พวกเขาจะออกมาพร้อมทรัพย์สินมากมาย
อับรามจะตายตอนชรามาก ไม่มีสงคราม ตายอย่างสันติ
มีอาโมไรต์ในแผ่นดิน พระเจ้าจะทรงลงโทษด้วย ช่างเป็นคำสัญญาที่น่ากลัวและน่ารับในเวลาเดียวกัน
พระเจ้าทรงยืนยันในขณะที่อับรามหลับอยู่ เท่ากับพระองค์ทรงมาหาเขาในความฝัน  นี่เป็นการบอกให้อับรามรู้ล่วงหน้า
เขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เลย อย่างไรก็ดี ส่วนคำสัญญาที่ทำให้เขาสบายใจคือพวกเขาจะได้ออกมาจากที่นั่น กลับมายังแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้แต่แรก

15:17-21
จากนั้น ดวงอาทิตย์ก็ตกจริง ๆ กลายเป็นยามค่ำสิ่งที่อับรามเห็นคือ มีคบเพลิงลอยไปมาระหว่างซากสัตว์ นี่หมายความว่า เขากำลังเห็นพระเจ้าดำเนินอยู่ระหว่างซากสัตว์ด้วยพระองค์เองในขณะที่เขามองอยู่ เขาไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ไปเดินคู่กันกับพระองค์ พระเจ้าปรากฏเป็นเครื่องหมายสองอย่างคือ เตาที่มีควันพลุ่งอยู่ กับคบเพลิงที่เคลื่อนลอยไปมา  
คบเพลิงที่ลุกโชน คือเปลวไฟที่สว่างจ้าและร้อนจัด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าในความบริสุทธิ์ของพระองค์   ชำระให้บริสุทธิ์  ให้แสงสว่างและความอบอุ่น
พระเจ้าในฐานะองค์กษัตริย์ทรงผูกพันพระองค์เองที่จะทำบางอย่างเพื่ออับรามผู้รับใช้  การปฏิบัติตามพันธสัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเชื่อฟังของอับราม แต่ขึ้นอยู่กับความซื่อตรงของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง

ทำไมพระเจ้าทรงดำเนินระหว่างเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาพระองค์เดียว?   อีกสองพันปีต่อมา เราจึงรู้ว่า มนุษย์ได้ทำผิดสัญญา ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่ผู้ที่ได้สิ้นชีวิตนั้นคือ องค์พระเจ้า ผู้ทรงธรรม พระองค์ ไม่ได้ทำผิดสิ่งใด ทรงตายแทนเชื้อสายของอับราม และเราทุกคน


15:18-21 และพระเจ้าทรงย้ำเตือนพระสัญญาเป็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นแก่อับรามด้วยว่า อาณาเขตที่เขาจะได้รับนั้นคือพื้นที่ใดบ้าง (จาก netbible.org)
ลำน้ำอียิปต์ คือแม่น้ำวาดี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ 
 “ชาวคานาอัน” เป็นทั้งชื่อเรียกโดยรวมของชนเผ่าทั้งหมดเหล่านี้  และในที่นี้ก็เป็นชื่อของชนเผ่าหนึ่งในนั้นด้วย “ชาวฮิตไทต์” เหล่านี้อาศัยอยู่ใกล้เมืองเฮโบรน (23:10)  

พระคำเชื่อมโยง

ปฐมกาล 15
1* ดาเนียล 10:1; ปฐมกาล 21:17; 26:24; เฉลยธรรมบัญญัติ 33:29; สุภาษิต 11:18
2* ปฐมกาล 17:18; กิจการ 7:5
3* ปฐมกาล 14:14
4* 2 ซามูเอล 7:12
5* สดุดี 147:4; เยเรมีย์ 33:22 ; เยเรมีย์ 32:13; ปฐมกาล 17:19
6* โรม 4:3, 9, 22 ; สดุดี 32:2; 106:31
7* ปฐมกาล 12:1; 11:28, 31;
สดุดี 105:42, 44

8* ลูกา 1:18
10* เยเรมีย์ 34:18; เลวีนิติ 1:17
12* ปฐมกาล 2:21; 28:11
13* อพยพ 1:11; 12:40
14* อพยพ 6:6; 12:36
15* โยบ 5:26 ; ปฐมกาล 25:8, 47:30
16* อพยพ 12:41; 1 พงศ์กษัตริย์ 21:26 ; มัทธิว 23:32
17* เยเรมีย์ 34:18-19
18* ปฐมกาล 24:7; 12:7; 17:8

บรรณานุกรม

https://netbible.org/bible/Genesis+15

Torah Class , https://www.youtube.com/watch?v=5xEjh4uhRXI

Study Bible , ESV MacArthur. Holy Bible Study version (New testament and Old testament ) (Function). Kindle Edition.
  
Study Bible, The Nelson Study Bible, New King James Version,  Nashville, 1997