ปัญญาจารย์ 7 สิ่งที่ยากเกินเข้าใจ

รักษาชื่อเสียงดีเอาไว้
1 ชื่อเสียงดี มีค่ายิ่งกว่าน้ำมันหอมที่ทรงคุณค่า  เช่นกัน วันตายของคน ๆ หนึ่งก็ดีกว่าวันเกิดของเขา
2 ให้ไปบ้านที่มีงานศพ ก็ดีกว่าไปบ้านงานเลี้ยงเพราะความตายเป็นปลายทางของทุก ๆ คน และคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ควรไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดี 
3 ความเศร้าใจยังดีกว่าเสียงหัวเราะ
เพราะในความโศกเศร้านั้น เราได้เรียนรู้ชีวิต
4 ใจของคนมีปัญญาอยู่ในบ้านที่กำลังเป็นทุกข์
แต่ใจของคนโง่อยู่ในบ้านที่จดจ่อแต่ความบันเทิง

ชีวิตบันเทิงกับชีวิตปัญญา
5 ที่จะได้ยินคำตักเตือนจากผู้ทรงปัญญา ก็ดีกว่าฟังเสียงเพลงของเหล่าคนโง่ 
6 เสียงหัวเราะของเหล่าคนโง่นั้นเป็นเหมือน  เสียงแตกปะทุของกิ่งหนามใหม้ใต้หม้อความโง่เขลาแบบนี้ก็เป็นสิ่งไร้ประโยชน์

ศัตรูของปัญญา
7 การบีบบังคับอาจทำให้คนมีปัญญากลายเป็นคนโง่ไปได้ เหมือนกับสินบนที่ทำให้ใจคดโกง
8 ตอนจบของสิ่งต่าง ๆ ก็ดีกว่าการเริ่มต้น เช่นกัน ความอดทนนั้นดีกว่าความหยิ่งทะนง
9 อย่ายอมให้ตัวเองโกรธง่าย ๆ
เพราะความโกรธ(เร็ว)นั้นอยู่ในใจของคนโง่เขลา 
10  อย่ากล่าวว่า “เหตุใดสมัยก่อนจึงดีกว่าสมัยนี้?” เพราะคำถามนี้ ไม่ใช่คำถามที่ฉลาดนัก

ปัญญายืดชีวิต
11 สติปัญญาเป็นเหมือนมรดก เพราะเป็นสิ่งดี ทำให้คนที่เห็นแสงตะวันได้รับประโยชน์
12 สติปัญญานั้นช่วยปกป้อง เหมือนอย่างที่เงินช่วยปกป้อง แต่ประโยชน์ของความรู้คือ
สติปัญญานั้นช่วยรักษาชีวิตของคนที่มีปัญญาคนนั้น 

ปัญญายอมรับพระเจ้าเหนือชีวิต
13 จงพิจารณาพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งใดที่พระองค์ทรงทำให้โค้งงอ ใครจะเหยียดให้ตรงได้?
14 ในยามที่มีความรุ่งเรืองก็จงยินดี และในยามที่มีความลำบาก จงพิจารณาเถิดว่า พระเจ้าทรงสร้างทั้งสองสิ่งนี้  เพื่อว่าคนหนึ่งไม่อาจจะรู้ว่า อนาคตของตนจะเป็นเช่นไร 

อย่าสุดโต่ง
15 ช่วงเวลาของชีวิตที่ไร้ความหมายของข้านั้น ข้าได้เห็นทั้งสองสิ่งนี้คือ คนที่เที่ยงธรรมตายเร็วทั้ง ๆ ที่เขาทำสิ่งดี ๆ ส่วนคนชั่วอายุยืนแม้เขาทำสิ่งชั่วช้า 
16 ดังนั้น ก็ไม่ต้องเป็นคนเที่ยงธรรมสุดโต่ง หรือเป็นคนฉลาดเกิน ไม่อย่างนั้น เจ้าอาจจะทำลายตัวเอง
17 อย่าทำตัวชั่วร้ายสุดโต่ง และอย่าเป็นคนโง่ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะตายก่อนกำหนด 
18 ดีที่สุดคือ การยึดคำเตือนหนึ่งไว้โดยไม่ปล่อยอีกคำเตือนหลุดไป เพราะคนที่ยำเกรงพระเจ้าจะติดตามคำเตือนทั้งสองนั้น

ไม่มีใครดีจริง
19 สติปัญญาช่วยปกป้องคนที่มีปัญญา
ยิ่งกว่าเจ้าเมืองสักสิบคน
20 ไม่มีใครสักคนในโลกที่เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง คนที่ทำแต่ความดีและไม่เคยทำบาปเลย!
21 ยิ่งกว่านั้น อย่าไปใส่ใจกับทุกคำที่มนุษย์พูด มิฉะนั้นเจ้าอาจจะได้ยินคนรับใช้ของตัวเองแช่งด่าเจ้า
22  เพราะเจ้ารู้อยู่แก่ใจนี่นาว่า เจ้าเองก็แช่งด่าคนอื่นอยู่หลายครั้ง 

มนุษย์มีปัญญาที่จำกัด
23 ข้าเองใช้สติปัญญาทดสอบสิ่งเหล่านี้ ข้ากล่าวว่า “ข้าตั้งใจที่จะเข้าใจเรื่องนี้” แต่แล้ว เรื่องนี้กลับยากเกินความเข้าใจ 
24 สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เหนือความเข้าใจของมนุษย์ ลึกซึ้งเกินกว่าใครจะหยั่งถึง 
25 ข้าพยายามที่จะเข้าใจ ตรวจสอบ และสืบค้นหาคำอธิบายสิ่งต่าง  ๆ ที่มีอยู่ และเพื่อจะเข้าใจความโง่ของความชั่วร้าย และความ ความเขลาที่ไร้สติควบคุม
26 แล้วข้าก็ค้นพบว่า สิ่งที่ขมขื่นกว่าความตายนั้น คือ หญิงที่เป็นเหมือนกับดักของนายพราน ใจของพวกเธอ เป็นเหมือนตาข่ายนายพราน และมือของเธอเป็นโซ่ตรวน   ชายที่พระเจ้าทรงพอพระทัยจะหนีพ้น แต่คนบาปจะถูกกับดักของพวกเธอ 
27 ปัญญาจารย์กล่าวว่า “เราค้นพบสิ่งนี้ ในขณะที่พยายามสืบค้นสิ่งที่เกิดขึ้น ทีละเรื่อง ทีละอย่าง
28  สิ่งที่ข้าพยายามค้นหา ข้ายังไม่พบ  ข้าพบอย่างหนึ่งคือในชายหนึ่งพันคน ข้าพบชายที่ซื่อตรงหนึ่งคน แต่ไม่มีผู้หญิงสักคนที่ซื่อตรง 
29 อีกอย่างที่ข้าค้นพบก็คือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นคนซื่อตรง แต่เขากลับค้นหาวิธีการชั่วมากมายออกมา

อธิบายเพิ่มเติม

รักษาชื่อเสียงดีเอาไว้
7:1 
ชื่อเสียงดีจึงมีค่ายิ่งนัก ชื่อเสียงนี้มีความหมายลึกซึ้งถึงลักษณะของคน ๆ นั้นที่ว่ามีชื่อเสียงดี   ดีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  คนเราในยุคนี้มีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ บางทีเขามีชื่อเสียงดีมาตั้งนาน แต่แล้ววันหนึ่งก็กลายเป็นคนชื่อเสียงเสียหายได้ง่าย ๆ จากความแพร่หลายของโซเชียล การอยู่ในโลกปัจจุบันจึงยิ่งต้องระมัดระวังเรื่องชื่อเสียง เพราะถึงแม้จะเป็นเรื่องกุขึ้นมา มันก็สามารถไปเร็ว ไปไกลและทำให้เจ้าตัวเสียหายได้มาก  ปัญญาจารย์ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในสุภาษิต>>   ด้วย 

7:2-4 
การไปงานศพ และพิจารณาชีวิตของผู้ตายจะทำให้เราฉลาดขึ้น หากเขาเป็นคนดี เราก็สามารถใช้ชีวิตเขาเป็นตัวอย่าง หากเขาชั่ว ก็ยังใช้ชีวิตของเขาเป็นตัวอย่างได้เช่นกัน  ดูเหมือนว่า จากข้อนี้ไปจนถึงข้อที่หก ปัญญาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า การใช้ชีวิตกับการบันเทิงอย่างเดียวทำให้เรากลายเป็นคนโง่ …

ชีวิตบันเทิงกับชีวิตปัญญา
7:5-6
เสียงเพลงคนโง่ เป็นเพลงที่เราได้ยินกันทุกวัน ผู้คนเปิดเพลงที่ไม่ได้ให้สติปัญญากับคนฟัง  การคร่ำครวญถึงความทุกข์ที่พรากรักทำให้คนฟังยิ่งซึมเศร้ามากขึ้น เพลงของพระเจ้าที่ยกจิตใจขึ้น ทำให้เรากล้าก้าวต่อไป ลืมอดึตแล้วเดินหน้านั้น จำเป็นมาก เพราะว่า เมื่อเราฟังเพลงที่โง่เขลา ย่ำอยู่กับที่ ชักชวนให้ทำผิดทางเพศ นอกจากไร้ประโยชน์แล้ว ยังทำให้เราตกต่ำลงอย่างน่าใจหายอีกด้วย

7:7-8
จากชีวิตของคนที่ดี ๆ นั้นอาจหลงไปได้ เพราะเขาพบการต่อต้าน การกดขี่ที่รุนแรงมาก ๆ  คนมีปัญญาอาจกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัว คิดว่าตนเองถูกต้องและเก่งกว่าใคร กลายเป็นคนกดขี่คนอื่นไปได้    เงินเป็นสาเหตุให้คนที่มีเหตุผลกลายเป็นคนที่เห็นแก่เงินไปได้  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวังตัวตลอดเวลา ไม่มีการปล่อยเลยตามเลย  ตัวอย่างง่าย ๆ   เราเห็นนักข่าวที่เคยพูดแต่ความจริงแล้วกลับกลายเป็นคนที่ปล่อยข่าวเท็จประจำเพราะเห็นแก่เงินมาตั้งมากมาย 

7:9-10
แล้วปัญญาจารย์ก็เตือนเราให้เป็นคนใจเย็น ไม่โกรธง่าย  แต่จะไม่โกรธง่ายรู้ไหมว่า ต้องมีการฝึกจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตทุกวัน  การจะถามว่าทำไมสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้นั้น เป็นคำถามของคนที่ลืมประสบการณ์เลวร้าย จำได้แต่สิ่งดี ชีวิตจริงในทุกยุคมีสิ่งดีและสิ่งเลวประจำยุคของมันด้วย ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ในยุคนั้น และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ปัญญายืดชีวิต
7:11-12
 การมีปัญญา ไม่ใช่เป็นการมีความรู้เยอะ ๆ จากการเรียนมหาวิทยาลัย คนเรียนจบมา มีความรู้มาก แต่ขาดปัญญาก็เยอะ บ้านเราอาจมีชาวบ้าน ชาวไร่คนที่เก่งอย่างโดดเด่นขึ้นมา เพราะเขามีสติปัญญาในการทำงานของเขาแบบที่คนอื่นไม่มี 
สติปัญญาที่คนของพระเจ้ามีนั้น เขาได้รับมาจากพระเจ้า ช่วยให้ชีวิตของเขาไม่ตกลงไปในความชั่ว  เป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า และพระองค์ทรงช่วยให้เขาไม่ทำผิด แม้จะถูการทถลองอย่างรุนแรง 

ปัญญายอมรับพระเจ้าเหนือชีวิต
7:13-14
ปัญญาจารย์กำลังจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ สิ่งที่ตรงคือความรุ่งเรือง สิ่งที่ยากลำบากคือความโค้งงอ  มันเกิดขึ้นได้ในชีวิตมนุษย์เสมอ ๆ  แต่ทั้งสองสิ่งนี้ ต่างทำให้เราเข้าใกล้พระเจ้าได้  การมีความรุ่งเรืองทำให้เรายิ้มได้ง่าย มีความสุข แต่เมื่อมีความยากลำบาก เราก็จะผ่านไปได้ โดยต้องเข้าใจอย่างที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อคนที่รักพระเจ้า ความยากลำบากทำให้เราถ่อมตน รู้ว่า เราต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้ามากเพียงใด

อย่าสุดโต่ง
7:15-18 
น่าสนใจที่ปัญญาจารย์เอง เห็นว่า ชีวิตของท่านไร้ความหมายทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นกษัตริย์ ต้องดูแลประชาชนมากมาย
ท่านขอปัญญาจากพระเจ้าเองเพื่อปกครองให้ได้ดี  แต่คิดไปให้ดี เวลาเรารู้มาก ก็ยิ่งรู้สึกว่ารู้น้อยลงไปทุกที เป็นอย่างนี้เรื่อยไป  
สิ่งที่ท่านแนะคือ จากการที่คนดีตายเร็ว คนชั่วตายช้า ก็ให้ทำตัวไม่สุดขั้วไปข้างใดข้างหนึ่งแล้วกัน เพื่อจะได้สบายใจขึ้น แต่สิ่งสำคัญให้ยึดคำเตือนต่าง ๆ ไว้ อย่าปล่อยไป

ไม่มีใครดีจริง
7:19-22
ในชีวิตเราทุกคนต้องการสติปัญญาจริง ๆ เพราะปัญญานี้ช่วยปกป้องตัวเราเอง  และหากเราอ่านหนังสือสุภาษิต เราจะรู้ว่า ปัญญานี่แหละคือ คุณหญิงปัญญา ในสุภาษิตบทที่ 9  ที่จะช่วยเราให้รอดพ้นอันตรายต่าง ๆ  
การที่เราจะไม่ต้องสนใจกับความเห็นของคนอื่นที่มีต่อเรา คำปรามาท คำนินทาให้ร้าย คำแช่งด่า เหล่านี้ เราไม่ต้องสนใจมากเพราะมันทำร้ายตัวเราเอง และหากคิดกลับไป เราเองก็เคยพูดไม่ดีเรื่องคนอื่นเหมือนกัน 

มนุษย์มีปัญญาที่จำกัด
7:23-24
ทั้ง ๆ ที่ปัญญาจารย์มีปัญญา แต่ก็มีบางเรื่องที่ท่านพยายามเข้าใจแต่กลับไม่เข้าใจ   มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่านที่ท่านยังงุนงงอยู่  ปัญญาจารย์ที่มีสติปัญญาล้ำ ยังกล่าวว่า ท่านไม่อาจเข้าใจเรื่องต่อไปนี้ให้ลึกซึ้ง 

7:25-26 การที่คนมีปัญญาจะไปพยายามเข้าใจความโง่นั้นก็ยากอยู่ เพราะมองไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมคนโง่จึงทำความชั่วร้าย ทั้ง ๆ ที่น่าจะเห็นว่ามันชั่วร้าย!
ข้อ 26 เป็นสิ่งที่ท่านเตือนสติแล้ว แต่ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์ส่วนใหญ่ก็จะไม่ผ่านข้อนี้  การที่ผู้ชายถูกผู้หญิงดักจับ เป็นเพราะพวกเขาอยู่ห่างพระเจ้า  พวกเขาจะโดนกับดักของหญิงทรามได้ง่าย ๆ  น่าเศร้าที่ปัญญาจารย์ได้กล่าวว่า เมื่อผู้ชายคนใดติดกับดักแล้ว  สภาพของเขานั้นขมขื่นยิ่งกว่าความตายเสียอีก 

7:27-29 
ในข้อที่ 29  กล่าวว่าอีกอย่างที่ข้าค้นพบก็คือพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นคนซื่อตรงแต่เขากลับค้นหาวิธีการชั่วมากมายออกมา  การที่ท่านมีผู้หญิงในฮาเร็มมากมายเหลือเฟือ ท่านกลับไม่พบคนดีสักคน ไม่พบผู้หญิงที่จะซื่อสัตย์ต่อท่านเลย  ท่านพบแต่คนที่มีความชั่วดักกันไปมา ทำร้ายกัน ต่อหน้าต่อตาในวังของท่านเอง 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 7
1* สุภาษิต 22:1; ปัญญาจารย์ 4:2
2* สดุดี 90:12
3* 2 โครินธ์ 7:10
5* สดุดี 141:5
6* ปัญญาจารย์ 2:2
7* อพยพ 23:8
8* สุภาษิต 14:29
9* ยากอบ 1:19




11* ปัญญาจารย์ 11:7
12* ปัญญาจารย์ 9:18; สุภาษิต 3:18
13* โยบ 12:14
14* เฉลยธรรมบัญญัติ 28:47
15* ปัญญาจารย์ 8:12-14
16* สุภาษิต 25:16; โรม  12:3
17* โยบ 15:32
18* ปัญญาจารย์ 3:14; 5:7; 8:12-13
19* สุภาษิต 21:22

20* 1 ยอห์น 1:8
23* โรม 1:22
24* 1 ทิโมธี 6:16; โรม 11:33
25* ปัญญาจารย์ 1:17
26* สุภาษิต 5:3-4
27* ปัญญาจารย์ 1:1-2
28* โยบ 33:23
29* ปฐมกาล 1:27; 3:6-7

ปัญญาจารย์ 6 ความอยากที่ไม่สิ้นสุด

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขกับชีวิต
1 ข้าพเจ้าเห็นเคราะห์กรรมอย่างหนึ่งในโลก และทำให้คนเป็นทุกข์ใจสาหัส
2 พระเจ้าทำให้คนหนึ่งมีความมั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ เขาไม่ได้ขาดสิ่งใดที่ใจปรารถนาเลย แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เขาชื่นชมกับผลงานของเขา  คนอื่นกลับมาชื่นชมแทน นี่ก็ไร้ค่า เป็นดั่งชีวิตที่พลาดไปหมด
3 แม้ว่าชายบางคนอาจมีลูกนับร้อย และมีชีวิตยืนนาน แม้ว่าเขาจะมีชีวิตยืนนานมาก จนกระทั่งมีชีวิตตลอดไปเป็นนิตย์ แต่ไม่สามารถมีความสุขกับความมั่งคั่ง  ข้าขอบอกเลยว่า “ทารกที่ตายตั้งแต่เกิดก็ยังดีกว่าชายคนนั้น”

4 แม้ว่าเด็กคนที่ตายตั้งแต่เกิดได้เข้ามาในโลกอย่างไร้เหตุผล และจากไปในความมืด ชื่อของเขาถูกคลุมไว้ด้วยความมืด
5  แม้เขาไม่เคยเห็นความสว่างของวัน หรือรู้อะไรเลย ก็ยังได้พักสงบนิ่งมากกว่าชายคนนั้น 
6 หากเขาได้มีชีวิตหนึ่งพันปีถึงสองครั้ง แต่ยังไม่ได้เป็นสุขกับความมั่งคั่งของเขา  เพราะทั้งสองก็ไปในที่เดียวกันมิใช่หรือ?

7 ทุกคนตรากตรำทำงานเพื่อปากท้องของตน แต่แล้ว เขาก็ยังมีความอยากอย่างไม่หยุดยั้ง 
 8 ถ้าอย่างนั้นแล้ว คนฉลาดมีดีอะไรกว่าคนโง่เล่า?  คนยากจนจะได้ประโยชน์อะไรแม้ว่าเขารู้จักการใช้ชีวิต 
9 มีความพอใจกับสิ่งที่ตาเห็นนั้น ดีกว่าใจที่ต้องการอยากได้ไม่สิ้นสุด  ความต้องการที่ไม่จบนั้นเป็นสิ่งไร้ค่า เหมือนวิ่งตามสายลม

การงานที่ไร้ค่า
10 ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว  สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่งก็เป็นที่รู้กัน  ไม่มีใครที่จะโต้แย้งพระเจ้าเรื่องชีวิตอนาคตของเขาได้ (เพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าเขา)
11 ยิ่งโต้แย้งมากคำ ก็จะยิ่งไร้ค่า  การทำอย่างนั้นมีประโยชน์อะไรสำหรับเขา? 
12 ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งใดดีที่สุดสำหรับตัวเขาในขณะที่มีชีวิตอยู่อย่างแสนสั้นเพียงไม่กี่วัน เพราะมันผ่านไปเหมือนเงา ไม่มีใครจะบอกเข้าได้ว่า หลังจากที่เขาตายไปจากโลกนี้ จะเกิดอะไรขึ้น

อธิบายเพิ่มเติม

ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขกับชีวิต
6:1
เคราะห์กรรมอย่างหนึ่งที่ซาโลมอนเห็น ทำให้เป็นทุกข์  นั่นคือ พระเจ้าได้โปรดอวยพรให้ชายคนหนึ่งร่ำรวย ได้ทุกอย่างที่ต้องการ  แต่เขากลับไม่ได้ชื่นชมกับผลงานตัวเอง 

ไม่เหมือนกับคนใน 5:13-17 ที่เกิดชีวิตพลิกผันจากรวยเป็นจน  คน ๆ นี้มีลูกเป็นร้อย อายุยืน แต่กลับไม่มีความสุขทั้งที่ร่ำรวย ไม่สุขกับทรัพย์สมบัติ
ชายคนดังกล่าวนี้ช่างคล้ายคลึงกับชีวิตของ
กษัตริย์โซโลมอนเสียจริง  
ปัญญาจารย์(โซโลมอน)เองได้ตระหนักว่า  ท่านเองยังด้อยกว่าทารกที่ตายตั้งแต่เกิดเสียอีกชายคนนี้มีอาการดั่งคนซึมเศร้า ที่ไม่เห็นเป้าหมายของชีวิต ไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นความสุข

6:6-9
ปัญญาจารย์ยังบอกด้วยว่า ต่อให้มีชีวิตถึงสองพันปี เทียบกับเด็กทารกคนนั้นที่ตายเหมือนกันกับเขา
เด็กยังได้พักสงบกว่า  นี่ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตของท่านปัญญาจารย์มีทั้งความมั่งคั่งและความวุ่นวายความไร้เหตุผล ไร้ความหมาย
ท่านกำลังรู้สึกอย่างเดียวกับโยบ ที่ร่ำรวย มั่งคั่ง แต่แล้วสูญเสียทุกอย่างรอบข้าง และยังมีโรคติดตัวที่ไม่หายด้วย  (โยบ 3:11-13, 16)

ปัญญาจารย์หันไปดูคนยากจนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ แต่แล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีความอยากไม่เคยพอเช่นกัน คราวนี้ปัญหาดูเหมือนไม่ได้อยู่ที่มีหรือจน แต่อยู่ที่ความต้องการที่ไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นของคนจนหรือคนรวย  ความต้องการนี้เป็นความไร้ค่าในสายตาของปัญญาจารย์  
ดูเหมือนยิ่งคุย ยิ่งเขียน ปัญญาจารย์ยิ่งเป็นทุกข์ยิ่งรู้สึกถึงความไร้สาระ ความอนิจจังของชีวิตเรารู้สึกอย่างไรกับข้อความที่ผ่านมานี้   เราจะเปลี่ยนความคิดอย่างไรที่เราจะสมดุลการใช้ชีวิตให้มีความยินดีในทุกสถานการณ์ได้ ?

 

การงานที่ไร้ค่า
6:10-12
พระคัมภีร์ไทย ฉบับ NTV กล่าวว่า อะไรก็ตามที่เป็นอยู่ ถูกตั้งชื่อไว้แล้ว ..เป็นที่ทราบกันแล้วว่า มนุษย์เป็นอย่างไร คือเขาไม่สามารถโต้เถียงกับผู้มีอำนาจมากกว่า
การไปโวยวายกับพระเจ้า โทษพระองค์ในทุกเรื่องอย่างที่มนุษย์นิยมทำกันอยู่นั้น ไม่มีประโยชน์อะไร
ในเมื่อชีวิตของเราสั้นนัก เราควรจะมองให้ออกว่า
ควรตอบสนองต่อความเป็นไปของชีวิตตัวเองในเวลาปัจจุบันอย่างไร
แม้กระทั่งในเวลานั้น ท่านปัญญาจารย์เองยังไม่ทราบเลยว่า สิ่งที่ท่านเขียนในช่วงชีวิตของท่านจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคต่อมาได้เรียนรู้การมีกรอบความคิดให้ถูกต้องกับพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุภาษิตที่ย้ำ  การยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของปัญญา นี่เป็นมรดกล้ำค่าที่ท่านได้ให้เราไว้ แม้แต่ท่านเองก็ไม่ได้ทราบว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 6
1* ปัญญาจารย์ 5:13
2* โยบ 21:10; ลูกา 12:20
3* อิสยาห์ 14:19-20; โยบ 3:16
6* ปัญญาจารย์ 2:14-15

7* สุภาษิต 15:26
9* ปัญญาจารย์ 11:9
10* ปัญญาจารย์ 1:9; 3:15; โยบ 9:32
12* ยากอบ 4:14; ปัญญาจารย์ 3:22

ปัญญาจารย์ 5 สัญญาแล้วอย่าลืม

คอยระวัง
1 จงรู้จักระวังเมื่อเจ้าเข้าไปยังพระวิหารของพระเจ้า  การเข้าไปใกล้เพื่อฟังพระสุรเสียงนั้นดีกว่าเข้าไปถวายเครื่องบูชาอย่างคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำความผิด
2 อย่าเป็นคนปากไว ใจเร็ว ให้คำสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้า  เพราะพระเจ้าสถิตในสวรรค์ และเจ้าอยู่บนพื้นโลก ดังนั้นจงพูดแต่น้อยคำ
3 เมื่อมีความกังวลมาก ก็ฝันมาก
ดังนั้น ยิ่งพูดมากก็เผลอสัญญาพล่อย ๆ มาก 
4 เมื่อเราสัญญาสิ่งใดต่อพระเจ้าแล้ว จงทำให้ครบถ้วนอย่างด่วน เพราะพระเจ้าไม่พอพระทัยคนโง่ 

ทำตามสัญญา!
5 ดีว่าที่จะไม่ทำสัญญาอะไร แทนที่จะสัญญาแต่ไม่ทำตามสัญญานั้น
6 อย่าปล่อยให้คำพูดของเจ้าทำให้เจ้าบาป และอย่าบอกกับผู้รับใช้พระเจ้าว่า “เออ.. ข้าพเจ้าพลาดไป”  ไปทำให้พระเจ้าพิโรธเพราะคำพูดของเจ้าทำไมกัน เพื่อให้พระองค์ทรงทำลายการงานของเจ้าอย่างนั้นหรือ? 
7 ฝันมาก และพูดมากเป็นเรื่องไร้ค่า ดังนั้น เจ้าจงยำเกรงพระเจ้าเถิด 

การคดโกงจากรัฐ
8  หากเจ้าเห็นคนจนถูกข่มเหง หรือเห็นการบิดเบือนความยุติธรรม และการริดรอนสิทธิในที่ใด ก็ไม่ต้องประหลาดใจ เพราะเจ้าหน้าที่ชั้นสูงก็ยังมีคนที่สูงกว่าคอยคุมเขาอยู่ และยังมีคนที่สูงกว่านั้นคอยควบคุมพวกเช่นกัน 
9 พวกเขาจะเอาประโยชน์จากผลผลิตที่ได้จากผืนดิน และแม้แต่กษัตริย์เองก็ได้รับประโยชน์จากผลิตผลในทุ่ง

ความโลภ
10 คนที่รักเงิน จะไม่มีวันอิ่มได้ด้วยเงินคนที่รักทรัพย์สมบัติ จะไม่มีวันอิ่มใจกับรายได้ของตน นี่เป็นสิ่งไร้ประโยชน์เสียจริง 
11 เมื่อความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้น คนที่มาช่วยใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นด้วย คนที่เป็นเจ้าของสมบัตินั้นได้ประโยชน์อะไรหรือ? นอกจากจะได้แค่จ้องความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น 
12 การหลับของกรรมกรนั้นก็เป็นสุขนัก
ไม่ว่าเขาจะกินมากหรือน้อย แต่ความมั่งคั่งของคนรวยไม่ได้ช่วยให้เขาหลับได้

ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
13 ความอยุติธรรมที่ข้าเห็นในโลกคือ ทรัพย์ที่เจ้าของสะสมไว้ นำภัยมาสู่ตัวเขาเอง 
14 หรือบางครั้งทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้นั้นสูญเสียไปเพราะบางเหตุการณ์ แม้เขามีลูกชาย แต่ก็ไม่มีอะไรเหลือตกถึงลูกเลย   
15 เขาเกิดมาจากท้องแม่ตัวเปล่าอย่างไร เขาก็จะจากไปแบบเดียวกัน และเขาก็ไม่อาจจะเอาผลงานจากที่เขาตรากตรำติดมือไปด้วยเลย 
16 นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายคือ เขามาอย่างไร เขาไปอย่างนั้น และเขาได้ประโยชน์อะไรจากการทำงานมาก แต่ได้เพียงลม?
17 ทั้งชีวิต เขากินอยู่ในความมืดทุกวัน และยังเป็นทุกข์ยิ่งเพราะความเจ็บป่วยและความโกรธเกรี้ยว

เป็นสุขกับแรงงานที่ลงไป
18 ข้าเห็นแล้วว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมคือ การได้กินและดื่ม และหาความยินดีในงานทั้งสิ้นที่ได้ทำลงไปในโลกนี้ ในช่วงเวลาชีวิตสั้น ๆ ที่พระเจ้าประทานให้  เพราะนี่คือรางวัลชีวิตส่วนของเขา 
19 สำหรับมนุษย์ทุกคนที่พระเจ้ามอบความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติให้ พระองค์ก็ได้ประทานความสามารถที่จะได้ใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ได้รับรางวัล และพบความสุขในการงานที่ตรากตรำไป นี่ก็เป็นของขวัญจากพระเจ้า 
20 เพราะเขาจะไม่ต้องคิดมากเรื่องวันเวลาที่ผ่านไป เพราะพระเจ้าทรงให้เขาสาละวันอยู่กับความสุขที่ได้จากงานที่ทำ 

อธิบายเพิ่มเติม

สัญญาพล่อย ๆ
5:1-4
ปัญญาจารย์กำลังบอกให้เราระวังตัวเมื่อเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้า ไม่ใช่เดินเข้าไปเฉย ๆ เหมือนกับเดินเข้าไปในที่อื่น ๆ ท่านกำลังหมายถึงพระวิหารในเยรูซาเล็ม เพราะที่นั่น เป็นที่ซึ่งชุมชนมารวมตัวกันเพื่อนมัสการและฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า   เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เราก็รู้สึกแปลก เพราะไม่เคยคิดกันอย่างนี้มาก่อน เราจะหมายถึงพระวิหาร  แต่ก็เป็นสิ่งดีไม่ใช่หรือ ที่เราจะเดินเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้าด้วยความคิด สติปัญญา สำรวจใจของตนเอง? 

รู้ไหม เราสามารถถวายเครื่องบูชาแบบผิด ๆ  เราอธิษฐานผิด ๆ   เรานมัสการพระเจ้าผิด ๆ ได้ด้วย เราเห็นจากคำของปัญญาจารย์ในตอนนี้ และเราควรเข้ามาสำรวจตนเองว่า เรามานมัสการพระเจ้าแล้วผิดได้อย่างไร  จุดนี้เป็นจุดที่เราต้องสืบค้นพระคำและเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราทำอยู่
และเปลี่ยนตัวเอง…..  กังวลมาก ฝันว่าจะทำโน่นนี่นั่นมาก  พูดมาก เผลอมาก สัญญามาก 
นี่เป็นเรื่องที่เราไม่คาดว่าจะพบเจอในปัญญาจารย์  ต้องกลับใจจริง ๆ 

ข้อสองบอกเราว่าเราอยู่ในโลก พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ ประทับในสวรรค์ สองอาณาจักรนี้แตกต่างกันสิ้นเชิง  เวลานี้เราอยู่ในอาณาจักรที่มีความตาย ด้อยกว่าอาณาจักรสวรรค์ทุกอย่าง  เราต้องยำเกรง และเชื่อฟังคำของพระองค์ทุกอย่าง เป็นหลักประกันว่าเราจะได้มีโอกาสย้ายไปอยู่อีกอาณาจักร

ปัญญาจารย์หันมากล่าวถึงคำสัญญาที่มนุษย์คิดว่าเมื่อตนเองสัญญาพระเจ้าแล้ว ก็จะทำได้ แต่คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ค่อยทำตามสัญญา เพราะเป็นคำสัญญาที่ไม่มีลายเซ็น ไม่มีพยาน  เมื่อไม่ทำตามก็ไม่มีใครรู้  

ทำตามสัญญา
5:5-7

ท่านปัญญาจารย์คงจะเคยชินกับข้อพระคำจาก เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 23 :21-23    21 เมื่อท่านถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน อย่าผัดผ่อนที่จะทำตามที่ปฏิญาณไว้ เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านจะทรงเรียกร้องให้ทำตามคำปฏิญาณนั้นแน่นอน มิฉะนั้นท่านจะมีความผิดบาป 22 หากท่านไม่ปฏิญาณ ท่านก็จะไม่มีความผิด 23 เมื่อท่านกล่าวปฏิญาณ ท่านจะต้องทำตามที่พูดไว้ทุกอย่าง เพราะท่านปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านตามความสมัครใจของท่านเอง 
เราให้พระคัมภีร์ข้อนี้ อธิบายความจาก ข้อ 5-7 ได้อย่างชัดเจน กระจ่าง

การคดโกงจากรัฐ
5:8-9
ขนาดปัญญาจารย์ ซึ่งเป็นกษัตริย์เอง ยังเห็นความอยุติธรรมจาก กษัตริย์ และข้าราชบริพารที่ทำหน้าที่ในฝ่ายต่าง ๆ  ท่านเองได้เห็นว่า ในที่สุดผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือกษัตริย์นั่นเอง 
ปัญญาจารย์เองทรงยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านได้ทำอะไรในเรื่องนี้หรือไม่ เราไม่ทราบ เรารู้แต่ว่า ในรัชกาลของท่านนั้น หรูหรา อู้ฟู่ระดับที่ กษัตริย์นานาชาติต้องของข้ามาชมเลยทีเดียว

ความโลภ
 5:10-12
ข้อ
ความทั้งสามข้อนี้ เป็นคำแบบเดียวกับหนังสือสุภาษิต  ดูเหมือนว่า แม้จะรักเงิน ชอบเงินมากเท่าไรก็ตาม ก็ไม่มีวันรู้สึกพอ อิ่มใจ  การรักเงินเป็นรากของความชั่วจริง ๆ คนรวยที่รวยโดยไม่ได้รักสมบัติเหล่านั้นจะมีความมั่นคงในใจ ในชีวิต มากกว่าคนรวยที่รักเงิน
ตอนที่เมืองไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เราได้ยินว่า มีเศรษฐีที่กระโดดจากที่สูง ฆ่าตัวตาย เขาเป็นทุกข์มาก เห็นภาพของหนี้สินที่เกิดจากวิกฤติ  เงินกลายเป็นตัวกำหนดชีวิตหรือความตายของเขาแต่คนที่หาเช้ากินค่ำกลับไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะรายได้ก็น้อยอยู่ดี พวกเขามีความทุกข์น้อยกว่าคนรวยหลายเท่า
นี่เป็นความขัดแย้งในเรื่องของความรวยกับความจน ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
5:13-17

ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
5:13-17
 มีใครคนหนึ่งที่ทำงานมาก ได้เงินมาก  แต่เกิดเหตุที่ทำให้เสียเงินทั้งหมด เขาก็ไม่มีอะไรตกถึงลูกหลาน  ที่ทำมาทั้งสิ้นนั้น สูญไปหมด!    เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในโลกนี้  เขากลายเป็นคนไม่มีอะไรติดตัว  ทุกอย่างที่ทำยิ่งกว่าไร้ค่า 

แต่หากเศรษฐีคนหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับทรัพย์สมบัติเหล่านั้น  เมื่อหมดตัว เขาก็จะเข้าใจว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในโลก และการวางใจของเขาไม่ได้อยู่ในทรัพย์สิน แต่อยู่ในพระเจ้า คนนี้จะมีความสุขใจกว่าคนแรกมาก  เขาไม่ต้องอยู่ในความมืดมิด ความโกรธแค้น อย่างคนแรก!! 

เป็นสุขกับแรงงานที่ลงไป
5:18-20
ชีวิตของมนุษย์ทุกคนสั้นนัก ยิ่งเมื่อเรามองย้อนไปในประวัติศาตร์ทั้งส่วนตัว ทั้งโดยรวม ก่อนนี้ยังเป็นเด็กเล็กอยู่เลย จำได้ว่ามีพ่อแม่พาจูงมือไปเที่ยว  แล้วตอนนี้ อีกไม่นานก็จะจากโลกนี้ไป เร็วหรือช้าก็เดาไม่ออก  แต่เราอย่าลืมว่า การมีชีวิตก็เป็นของขวัญจากพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าชีวิตจะเป็นทุกข์ขนาดไหน หรือมีความสุขขนาดใดก็ตาม  เราลองย้อนไปดู
https://www.youtube.com/@itsjameycarrington/shorts  แล้วเราจะไม่ต้องบ่นอะไรในชีวิตอีกเลย

พระเจ้าประทานของขวัญในชีวิตคนคือ การงาน ทรัพย์สมบัติเพื่อเลี้ยงชีวิต  ความสุขในการทำงาน อย่าลืมว่า นี่เป็นของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่เราไล่ตามหามาจนได้ หากเราคิดว่านี้เป็นสิ่งที่เราหามาเอง ด้วยความสามารถของตัวเอง นั่น็ไม่เป็นของขวัญเสียแล้ว แต่เป็นสิ่งที่หามาได้ 
บางคนเชื่อมั่นว่า การงานที่เขามี  เงินมากมายที่หามาได้  เป็นของเขา มาจากน้ำพักน้ำแรง  เขาจะขอมีอีกนิด ขอได้อีกหน่อย ก็จะเป็นสุข  คนใดก็ตามที่เฝ้าตรวจสอบว่า วันนี้ เดือนนี้ได้มามากเป็นที่พอใจหรือไม่  เป็นคนที่ไร้สุขจริง ๆ
เครียดมาก !

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 5
1* อพยพ 3:5 ; 1 ซามูเอล 15:22
2* สุภาษิต 20:25; มัทธิว 6:7
3* สุภาษิต 10:19
4* กันดารวิถี 30:2; สดุดี 66:13-14





5* กิจการ 5:4
6* สุภาษิต 6:2
7* ปัญญาจารย์ 12:13
8* ปัญญาจารย์ 3:16; สดุดี 12:5; 58:11; 82:1
13* ปัญญาจารย์ 6:1-2

15* 1 ทิโมธี 6:7
16* ปัญญาจารย์ 1:3; สุภาษิต 11:29
17* สดุดี 127:2
18* 1 ทิโมธี 6:17 ; ปัญญาจารย์ 2:10; 3:22
19* ปัญญาจารย์ 6:2; 2:24; 3:13

ปัญญาจารย์ 4 การกดขี่ที่ชั่วช้า

การกดขี่ที่ชั่วช้า
1 แล้วข้าก็พิจารณาการข่มเหงซึ่งเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนภายใต้ดวงอาทิตย์ สิ่งที่ข้าเห็นก็คือ คนที่ถูกข่มเหงหลั่งน้ำตา แต่ไม่มีใครปลอบใจพวกเขา ไม่มีใครกู้พวกเขาออกจากผู้ข่มเหงที่มีอำนาจได้ 

2  แล้วข้าก็เห็นว่า คนที่ตายไปแล้วก็ยังเป็นสุขกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ 
3 แต่แล้ว คนที่ยังไม่ได้เกิดมาและไม่ได้ประสบกับความชั่วทั้งหลายที่เขาทำกันในโลกนี้ ก็ยังดีกว่าคนทั้งสองพวกนั้น 

4  แล้วข้าก็เห็นว่า การลงมือทำงานที่เชี่ยวชาญอย่างตรากตรำ มันคืองานที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ต่างอิจฉากันและกัน  นี่เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เหมือนไล่ตามสายลม
5 คนโง่จะเก็บมือเอาไว้ ไม่ยอมทำงาน เขาจึงไม่มีอะไรจะกิน นอกจากทำลายตัวเองไป
6 ที่จะมีอย่างเพียงพอ และได้พักผ่อน ก็ดีกว่ามีสองกำมือแต่ต้องทำงานหนักหนาสาหัส และไล่ตามสายลม  

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
7 สิ่งที่ไร้สาระอีกอย่างที่ข้าเห็นก็คือ 
8 ชายคนหนึ่งอยู่ตามลำพัง ไม่มีเพื่อน ไม่มีลูกหรือพี่น้อง ถึงอย่างนั้น เขาก็ตรากตรำทำงานไม่หยุด และเขาก็ไมีเคยพอใจกับความมั่งคั่งของตน
เขาคร่ำครวญว่า “ฉันตรากตรำทำงานไปเพื่อใคร และไม่หาความสุขใส่ตัวไปเพื่อใคร?”  นี่ก็เป็นเรื่องแสนไร้ค่าและเป็นชีวิตที่น่าสมเพช


คุณค่าของเพื่อน
9 สองคน ดีกว่าคนเดียว เพราะพวกเขาจะได้รับประโยชน์กลับคืนมามากกว่า จากการงานที่ทำลงไป
10  หากพวกเขาล้มลง เพื่อนก็จะช่วยพยุงเพื่อนอีกคนขึ้นมาได้ แต่หากเขาอยู่ตามลำฟัง น่าสงสาร…เมื่อเขาล้มลงก็ไม่มีใครช่วยฉุดเขาขึ้นมาได้ 

11 ยิ่งกว่านั้น หากสองคนนอนด้วยกัน ต่างก็จะช่วยอีกฝ่ายอบอุ่นขึ้น แต่นอนคนเดียวจะอุ่นขึ้นได้อย่างไร?
12 ถึงแม้จะมีคนเข้ามาทำร้ายคนหนึ่ง สองคนก็จะช่วยปกป้องกันและกันได้ เชือกสามเกลียวก็ไม่ฉีกขาดได้ง่าย ๆ 

ความชื่นชมที่จางหาย
13 เป็นคนหนุ่มที่ยากจนแต่มีปัญญา ก็ดีกว่าเป็นกษัตริย์ชราที่โง่เขลาซึ่งไม่อาจรับคำแนะนำจากใครได้
14 เขาอาจมาจากที่คุมขัง ก้าวมาเป็นกษัตริย์ แม้ว่าเขาเกิดมายากจนในอาณาจักรของเขาเอง
15 ข้าพิจารณาคนที่มีชีวิตซึ่งเดินไปมาในโลก พร้อมกับชายหนุ่มคนนั้นที่จะรับตำแหน่งแทนองค์กษัตริย์
16 มีคนที่เข้ามาเฝ้าเขาอย่างไม่รู้จบ แต่ คนรุ่นต่อมาก็ไม่ได้ชื่นชม ยอมรับเขา นี่ก็เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ และเป็นเหมือนวิ่งไล่ตามสายลม

อธิบายเพิ่มเติม

การกดขี่ที่ชั่วช้า
4:1
ปัญญาจารย์เป็นกษัตริย์ และท่านก็เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอาณาจักร เห็นคนที่ข่มเหงผู้อื่น และเห็นความสิ้นหวังของคนที่ถูกข่มเหง สิ่งที่น่าชังที่สุดคือ รัฐ นักการเมืองที่เชื่อว่าควรจะเห็นแก่สวัสดิภาพของประชาชน กลับกลายเป็นผู้ที่ทำร้ายประชาชนเสียเอง เอาประโยชน์เข้าตัวเสียเอง เราเองไม่ทราบว่าท่านเองได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง แต่จากข้อความนี้เราเห็นว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่เห็นความทุกข์ของประชาชน
ในสุภาษิต 17:5 ได้บอกเราว่า คนที่เยาะเย้ยคนยากจน เท่ากับกำลังดูหมิ่นพระผู้สร้าง ใช่แล้ว คนที่ทำร้ายคนยากจนกำลังดูหมิ่นพระเจ้าที่ทรงสร้างทั้งตัวเขาและคนยากจนขึ้นมา! เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเจ็บปวดพระทัยกับการที่มนุษย์ทำร้ายกันเช่นนี้มาก
เราพบว่า พระองค์ตรัสเรื่องเหล่านี้ชัดเจน (ตัวอย่างในอาโมส 2:6-8)

4:2-3
ท่านจึงสรุปว่า คนที่ไม่ได้เกิดมาพบเห็นกับความชั่วร้าย ก็ยังดีกว่า คนตายไปก็เป็นสุขกว่า นี่เป็นความเห็นของท่าน

4:4-6
แม้ปัญญาจารย์จะเห็นด้วยกับการทำงานของมนุษย์ แต่.. ในการทำงานนั้นก็ยังมีข้อดี และข้อเสียในตัวของมันเอง สิ่งที่ท่านสังเกตเห็นคือ การที่มนุษย์ทำงานแข่งขันกัน (ซึ่งในโลกปัจจุบันก็ยิ่งมากกว่าโลกโบราณหลายเท่า) ท่านเห็นว่ามนุษย์มุทำงานเพราะความอิจฉาต่อกัน ความอิจฉากลายเป็นพลังที่ทำให้มนุษย์ทำงาน เพื่อให้เลิศกว่าอีกคน

ส่วนอีกกรณีคือ คนไม่ยอมทำงาน แม้จะไม่มีอะไรกินก็ยังเกียจคร้าน และเราเพิ่งพบเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศตะวันตกที่รับผู้อพยพเข้าไปในประเทศทั้งที่ผิดกฎหมาย ก็จะเจอคนเกียจคร้านที่เข้ามาเพื่อกินอยู่บนภาษีของเจ้าของประเทศ ซึ่งถ้าท่านปัญญาจารย์มาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ภาพที่พวกหนึ่งทำงานสายตัวแทบขาด เสียภาษีสูง ๆ กับอีกพวกที่มาเอาประโยชน์โดยไม่มีแม้ความรู้สึกที่ดีต่อคนที่ให้เขากิน ท่านคงจะเห็นความไร้ค่าของมนุษย์เพิ่มขึ้นไปอีก

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
4:7-8
ชีวิตอย่างที่ท่านปัญญาจารย์บรรยายมานั้น ไม่ได้หายไปจากโลกนี้เลย แต่ยิ่งมีมากขึ้น ๆ ในโลกที่คนแต่งงานแต่ไม่ยอมมีลูก คนที่เป็นเพศเดียวกันอยู่ด้วยกันอย่างสามีภรรยา ไม่ว่าจะเป็นชายกับชายหรือหญิงกับหญิง คนที่ไม่ต้องการมีลูกเพราะสภาพทางสังคมอย่างประเทศจีน เกาหลี ที่จะอยู่อย่างลำบากมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็ต้องทำงาน แต่ไม่รู้ว่า ความมั่งคั่งของตัวเองนั้นจะส่งต่อไปให้ใครดี เป็นชีวิตที่ไร้ค่า เหงาในปลายชีวิต และน่าเวทนาจริง ๆ

คุณค่าของเพื่อน
4:9-12
แล้วปัญญาจารย์ก็มาถึง คำแนะนำที่ช่วยให้เรารู้ว่า การมีเพื่อนร่วมงานนั้นดีจริง ๆ การมีชุมชนที่มีใจเดียวกัน เป็นความแข็งแรงของสังคม
คิดว่าคนอิสราเอลส่วนใหญ่เชื่อฟังท่านมาตั้งแต่โบราณจนวันนี้

สังคมของคนอิสราเอลนั้นเป็นสังคมที่ไม่เหมือนคนตะวันตก ที่เน้นตัวตนสูงกว่าชุมชน เพราะคนอิสราเอลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันให้ดีมาก ๆ พวกเขามีวินัยในการทำงาน แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ก็ฟังกันและกัน พวกเขาถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กอย่างนั้น แตกต่างจากสังคมเอเชียทั่ว ๆ ไปที่เน้นการเชื่อฟังผู้ใหญ่ และไม่ค่อยฟังความเห็นของคนรุ่นหลัง พวกเขาได้เรียนรู้คำสอนของปัญญาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ และความที่พวกเขาต้องสู้กับศัตรูและความยากเย็นของธรรมชาติมาก ทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง

ความชื่นชมที่จางหาย
4:13-16
ปัญญาจารย์คงเห็นภาพของกษัตริย์ซาอูลที่พอชราแล้วก็ยิ่งไม่น่าเคารพมากขึ้น มีจิตใจที่ขมขื่น กลัวคนที่เก่งกว่าขึ้นมารับอำนาจการปกครองแทน
และท่านก็คงได้เห็นภาพของกษัตริย์แบบนี้ในอาณาจักรรอบข้างเช่นกัน
เมื่อมีผู้นำใหม่ขึ้นมาปกครอง คนอาจชอบเขาในครั้งแรก ๆ แต่แล้วต่อมา เขาก็กลายเป็นกษัตริย์ชราเช่นกัน ความชื่นชมก็จางหายไป และก็ลืมไปว่า เคยชอบเขาเพราะอะไร
สิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันให้เห็นทุกประเทศ ทุกรัฐ .. ปัญญาจารย์แค่เล่าให้เราฟังว่า ในโลกสมัยของท่านก็เป็นเหมือนกัน
สรุปว่าเรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน

พระคำเชื่อมโยง

1* ปัญญาจารย์ 3:16; 5:8
2* โยบ 3:17-18
3* โยบ 3:11-22
5* สุภาษิต 6:10; 24:33
6* สุภาษิต 15:16-17; 16:8
8* 1 ยอห์น 2:16; สดุดี 39:6; ปัญญาจารย์ 2:18-21