มัทธิว 17 พระวรกายแท้ของพระเยซู

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่
พระกายเต็มด้วยพระสิริ
1  หกวันต่อมา พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายยากอบขึ้นไปบนภูเขาสูงเพียงลำพัง  2 ขณะที่เขามองไปนั้น พระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป พระพักตร์มีแสงฉายออกมาสว่างสุดใสดั่งดวงอาทิตย์  และฉลองพระองค์ก็ขาวเจิดจ้าดั่งความสว่าง  
3  แล้วโมเสสกับเอลียาห์ก็ปรากฏขึ้น ต่อหน้าพวกเขา ทั้งสองสนทนากับพระเยซู  
4 เปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ดีจริง ๆ ที่พวกเราได้มาอยู่ตรงนี้  หากพระองค์ทรงพอพระทัย ข้าพเจ้าจะสร้างพลับพลาขึ้นสามหลัง สำหรับพระองค์หนึ่งหลัง  อีกหลังสำหรับท่านโมเสส และอีกหลังสำหรับท่านเอลียาห์”



5 ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยู่นั้น  ก็มีพระสุรเสียงดังขึ้นมาจากเมฆที่ปกคลุมพวกเขา “ผู้นี้ คือลูกชายเรารักมาก และเราพอใจเขามาก จงเชื่อฟังเขาเถิด”
6 เมื่อศิษย์ทั้งสามได้ยินเสียงนั้น พวกเขาก็ตกใจมากถึงกับล้มลงหน้าซบดิน 
7 แต่พระเยซูเสด็จมาหาและแตะต้องพวกเขา ตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวไปเลย” 
8  เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นมา ก็ไม่เห็นใคร พระเยซูทรงอยู่เพียงผู้เดียว 
9 ขณะที่พวกเขากำลังลงมาจากภูเขา พระเยซูทรงกำชับไม่ให้พวกเขาบอกใครเรื่องสิ่งที่เห็น จนกว่า บุตรมนุษย์จะคืนชีพจากความตาย 



10  แล้วพวกศิษย์ทูลถามว่า
“เหตุใดธรรมาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เอลียาห์ต้องมาก่อนพระเจ้าข้า?”
11 พระเยซูตรัสตอบว่า “พวกเขาพูดถูกแล้ว เอลียาห์ต้องมาก่อน และเขาจะทำให้ทุกสิ่งคืนสู่สภาพที่ควรจะเป็น
12 แต่เราขอบอกพวกเจ้าว่า เอลียาห์ได้มาแล้ว และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นท่าน พวกเขาทำกับท่านตามใจตนเอง  บุตรมนุษย์เองก็จะต้องทนทุกข์เพราะพวกเขาเช่นกัน
13 นั่นเองที่ทำให้ศิษย์ทั้งหลายเข้าใจว่า พระเยซูกำลังตรัสถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย

14 เมื่อพระเยซูกลับมายังฝูงชนอีก มีชายคนหนึ่งมาคุกเข่ากราบลงต่อพระพักตร์
15  ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงเมตตาต่อลูกชายข้าพเจ้าด้วย เขาเป็นโรคลมชักที่ทรมานเขามาก เพราะเขาตกในกองไฟ และตกน้ำบ่อย ๆ
16 ข้าพเจ้าพาเขามาหาศิษย์ของพระองค์แล้ว แต่พวกเขารักษาลูกชายไม่ได้”
17 พระเยซูตรัสตอบว่า “เจ้าทั้งหลายในยุคที่ขาดความเชื่อและดื้อรั้น เราต้องอดทนต่อพวกเจ้านานเท่าไรกัน? ไป ไปพาลูกชายของเจ้ามาหาเราที่นี่”
18  แล้วพระเยซูทรงบัญชากำราบผีนั้น มันจึงออกมาจากเด็กชาย และเขาก็หายเป็นปกติทันที! 
19 แล้วพวกศิษย์ก็มาหาพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงอยู่ลำพัง ทูลถามว่า “เหตุใดพวกเราจึงขับไล่ผีออกไม่ได้พระเจ้าข้า?”

20 “ก็เพราะพวกเจ้านั้น มีความเชื่อน้อยเหลือเกิน เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเจ้ามีความเชื่อแค่ขนาดของเมล็ดมัสตาร์ด เจ้าก็จะสั่งภูเขานี้ว่า  ‘จงออกไปจากที่นี่ไปที่นั่น’  มันก็จะเคลื่อนไป ทุกอย่างจะเป็นไปได้สำหรับเจ้า (หรือไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปไม่ได้สำหรับเจ้า)
(21 ผีประเภทนี้ จะออกมาได้ก็ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น)

พระเยซูตรัสเรื่องการสิ้นพระชนม์
22 ขณะที่ศิษย์ของพระเยซูมาถึงกาลิลี พระเยซูตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะถูกมอบให้กับมือมนุษย์”
23 พวกเขาจะประหารท่าน และท่านจะคืนชีพในวันที่สาม”  และพวกศิษย์ก็พากันโศกเศร้าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

เรื่องภาษีพระวิหาร
24 เมื่อพระเยซูกับศิษย์ทั้งหลายมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว  คนเก็บภาษีพระวิหารก็มาหาเปโตร ถามว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสียภาษีพระวิหารหรือ? (เป็นเงิน 2 ดร๊าคมา จ่ายประจำปี อพยพ 30:13-16)

25 เปโตรตอบว่า “ท่านจ่ายสิ” เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวอะไร พระเยซูตรัสว่า “ซีโมน เจ้าคิดอย่างไรหรือ? กษัตริย์ต้องเก็บภาษีจากใครกัน จากราชบุตรของท่านหรือจากคนอื่น?”

26 เปโตรตอบว่า “คนอื่นสิ พระเจ้าข้า” “นี่ก็หมายความว่า ราชบุตรของท่านรับการยกเว้นสินะ
27 แต่เราไม่ต้องการให้พวกเขาไม่สบายใจ ดังนั้นเจ้าจงไปตกเบ็ดที่ทะเล  จงเปิดปากปลาตัวแรกที่เจ้าจับขึ้นมานั้น เจ้าจะพบเหรียญหนึ่งสตาเต (มีค่าเท่ากับ สี่ดร๊าคมา)  ให้เอาเหรียญนั้นไปจ่ายภาษีพระวิหารสำหรับเจ้าและเรา”

อธิบายเพิ่มเติม

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่พระกายเต็มด้วยพระสิริ
17:1-3 ภูเขาที่ขึ้นไปคือภูเขาเฮอร์โมน สูง 9400 ฟุตจากระดับน้ำทะเล พระเยซูทรงเลือกศิษย์สามคนคือ เปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อให้พวกเขาได้เห็นความจริงบางอย่างที่ไม่คาดคิด
แล้วพระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป เป็นพระเยซูที่มีแสงสว่างจ้าส่องออกมา ฉลองพระองค์ที่เป็นผ้าแบบพวกเขาก็กลับกลายเป็นเสื้อคลุมขาวเจิดจ้ามาก ตอนนั้นทั้งสามก็ตกใจพอสมควร
ที่ทำให้ตกใจขึ้นไปอีกคือ มีโมเสส กับเอลียาห์ยืนสนทนากับพระเยซูด้วย!
ศิษย์สามคนที่ขึ้นไปนั้น ได้เห็นโมเสสกับเอลียาห์ ซึ่งถ้าคิดให้ดีเท่ากับท่านทั้งสองเป็นตัวแทนของบทบัญญัติและผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้า เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของท่านทั้งสองชี้มายังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเมสสิยาห์คือองค์พระเยซูคริสต์อย่างชัดเจน

17:4 อีกแล้วที่เปโตรพูดเหมือนเป็นตัวแทนศิษย์ทุกคน เขากำลังกล่าวถึงพลับพลาในเทศกาลอยู่เพิงไหมนะ? เหมือนกับเขากำลังเอ่ยว่า เขาอยากจะกลับไปในบรรยากาศที่คนอิสราเอลเข้าไปอยู่ในเพิงในเทศกาลนั้น เพื่อระลึกถึงการเดินทางออกมาจากอียิปต์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขากำลังเทียบพระเยซูเท่ากับผู้รับใช้ทั้งสองของพระเจ้าในอดีต ทั้งที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่ามากนัก
17:5 ครั้งนี้ พระเจ้าพระบิดาตรัสทั้งที่เปโตรยังพูดไม่เสร็จดี …​สิ่งสำคัญคือ การเชื่อฟังพระบุตรที่พระองค์ทรงรักมาก … ไม่ต้องมีความคิดอื่น ๆ จำได้ไหม พระบิดาเคยตรัสคำเช่นนี้มาก่อน ย้อนกลับไปดู มัทธิว 3:17; อิสยาห์ 42:1 ก็มีข้อความคล้ายคลึงกัน
พระเจ้าตรัสให้เชื่อฟังพระเยซู ตามหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 .. ท่านต้องรับฟังเขา


17:9 ขณะที่กำลังตกใจกลัวมาก ๆ พระเยซูตรัสห้ามไม่ให้พวกเขาบอกใครก่อนที่พระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย เหตุการณ์นี้ต้องเปลี่ยนความคิดของศิษย์ทั้งสามไปไม่น้อย
พวกเขาคงไม่เข้าใจการตรัสถึงการคืนพระชนม์ แม้พระองค์จะทรงบอกเขาก่อนมาล่วงหน้าหลายครั้งแล้วก็ตาม

17:10-13 แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมา พวกเขาเห็นเอลียาห์กับโมเสส พูดคุยกับพระเยซูราวกับรู้จักกันมาก่อน ทำให้คิดถึงหนังสือมาลาคี 4:5-6 ที่กล่าวว่า เอลียาห์จะมาก่อนวันของพระเจ้า ซึ่งเหล่าธรรมาจารย์ก็คิดเช่นนั้น
พระเยซูทรงตอบชัดเจนว่า เอลียาห์ที่มาเตรียมทางให้นั้นมาแล้ว แต่เหล่าธรรมาจารย์ก็ไม่ได้รู้ว่า ท่านคือเอลียาห์ และทุกคนก็ข่มเหงยอห์นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ศิษย์เข้าใจทันทีว่า เอลียาห์ที่มานั้น ก็คือ ยอห์นผู้ให้บัพติศมานั่นเอง

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย
17:14- 16 หลังจากนั้น พระเยซูทรงกลับมาหาฝูงชน ปรากฏว่า มีคุณพ่อคนหนึ่งมาขอให้พระเยซูช่วยลูกที่เป็นลมชัก ตกในกองไฟ ตกน้ำเป็นประจำ พอเห็นอาการดังนี้ ก็รู้ได้ว่า เด็กถูกมารทำร้าย
เราจะเห็นจากบทก่อนหน้านี้ ศิษย์ของพระเยซูมีทั้งความเชื่อ และความสงสัยสลับกันไป ยังมีความไม่เข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง หากเป็นเรา ตามพระเยซูไปเหมือนพวกเขา ก็คงยังไม่กระจ่างแจ้งเช่นกัน

17:17-18 พระเยซูตรัสว่า พวกเขาขาดความเชื่อ (ทรงกล่าวเช่นกันในมัทธิว 15:33, 8:26, 14:31,16:8, 17:20) จากคำตรัสของพระองค์ เราคิดออกไหมว่า อารมณ์ของพระองค์ตอนนั้นเป็นอย่างไร อำนาจของพระเจ้ามีอยู่แล้ว แต่การที่คนของพระองค์ไม่พร้อมที่จะใช้อำนาจนั้น ไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ คนที่ถูกผีรังควาญ ก็จะไม่หลุดจากการรังควาญ
เมื่อเด็กคนนั้นมาถึงพระเยซู พระองค์ทรงบัญชากำราบผี มันก็ออกมาจากเขาทันที แค่พระองค์ตรัสกำราบมันก็ไปแล้ว

17:19-21 อย่าลืมว่า ครั้งที่พระเยซูทรงส่งพวกเขาออกไปเป็นคู่ ในมัทธิว 10:6-8 พวกเขาได้ทำการไล่ผีออกจากคนที่ถูกทรมาน พวกเขามีความเชื่อในเวลานั้น แต่ความสำเร็จครั้งนั้นไม่ได้ประกันว่า ครั้งต่อไปจะสำเร็จ
พระเยซูทรงบอกเหตุผลให้รู้คือ พวกเขาขาดความเชื่อ และในข้อ 21 บอกด้วยว่า ผีแบบนี้จะออกได้ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น ซึ่งทำให้เราประเมินได้ว่า ชีวิตจะต้องใกล้ชิดพระเจ้าเสมอ เพราะหน้างานที่เจอกับคนที่มีผีสิง จะมัวมาอธิษฐานอดอาหารก็ไม่ได้ แต่ต้องมีชีวิตประจำวันที่ใกล้ชิดกับพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์เหนือมารเหล่านี้

หันกลับมาข้อ 20 ความเชื่อที่พวกเขาต้องมีคือการยอมต่อพระเจ้า ความเชื่อเล็กน้อยแค่เมล็ดมัสตาร์ดซึ่งเล็กมาก ก็เท่ากับว่า มีความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ที่พระเยซูตรัสถึงการสั่งภูเขาให้เคลื่อนไปนั้น บางท่านอาจคิดว่าต้องเป็นการอัศจรรย์ที่ได้เดี๋ยวนั้น แต่ในชีวิตจริง ความเชื่อบางกรณีอาจได้ทันที และบางเรื่องอาจใช้เวลาในการอธิษฐาน จนกระทั่งพระเจ้าให้สำเร็จได้ เวลาในการอยู่กับพระเจ้า และเข้าเฝ้านั้นจะทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ โดยที่สิ่งเหล่านั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่แล้ว .. (1 ยอห์น 5:14)
เราเห็นผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดพระเจ้าในปัจจุบันไล่ผีออกได้จริง แต่คน ๆ นั้นเขามีความใกล้ชิดกับพระเจ้าทุกวัน ต่อเนื่อง ผลที่ได้คือความเชื่อที่ช่วยให้คนพ้นจากอำนาจมาร
ภูเขาที่พระเยซูตรัสถึงนั้นคืออุปสรรคทั้งหลายที่ขัดขวางน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตเรา เราอธิษฐานให้ คนในครอบครัวหรือเพื่อนที่หัวรั้นมารู้จักพระเจ้าเราอาจใช้เวลาหลายปีก็ได้ แต่ภูเขาแห่งความดื้อด้าน ท้าทายพระเจ้านั้นจะเคลื่อนออกไปแน่

เรื่องภาษีพระวิหาร
ผู้ชายอายุ 20 ปีขึ้นไป จะเสียภาษีพระวิหารปีละ สองดร๊าคมา (เท่ากับค่าจ้างรายวันสองวัน) เพื่อช่วยดูแล บำรุงพระวิหาร (อพยพ 30:13-14) แต่ถ้าคิดตามความจริงแล้ว พระบิดาทรงเป็นเจ้าของพระวิหาร พระองค์ย่อมไม่เก็บภาษีจากพระบุตร แต่เพื่อให้ไม่มีปัญหา พระเยซูทรงให้เปโตรไปหาเงินด้วยการตกเบ็ด แล้วจะได้เงินจากปากปลาสี่ดร๊าคมา เพื่อจ่ายเป็นภาษีของพระองค์เและเปโตร
ตรงนี้ดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ในโลกปัจจุบัน คนที่เรียกร้องสิทธิ์ หรือเอาสิทธิของคนอื่นมาทำประโยชน์เพื่อตนเองมีดาษดื่น พระเยซูทรงทำให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ทั้งเรื่องเล็ก ไม่ให้ผู้คนครหา ไม่ให้เกิดเรื่อง และเรื่องใหญ่ ๆ ที่ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ในฐานะบุตรมนุษย์ที่ไม่เคยทำบาป แต่กลับไปรับโทษบาปของทุกคนบนไม้กางเขน
พระคำตอนนี้ทำให้เราเห็นพระนิสัยอันอ่อนโยนของพระองค์ในอีกแง่อย่างไม่คาดฝัน ส่วนเรื่องปลานั้นก็เป็นเรื่องการอัศจรรย์ที่ไม่ได้ใหญ่โต แต่ชัดเจนว่า พระองค์ทรงสั่งได้ทุกอย่างในโลกนี้!

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 17
1*มาระโก 9:2-8
2* 2 เปโตร 1:17; มาระโก 1:11; มัทธิว 3:17; 12:18;
เฉลยธรรมบัญญัติ  18:15, 19
6* 2 เปโตร 1:18
7* ดาเนียล 8:18
10* มาลาคี 4:5
11* มาลาคี 4:6
12* มาระโก 9:12-13;มัทธิว 14:3, 10; 16:21




13* มัทธิว 11:14
14* มาระโก 9:14-28
17* ฟีลิปปี 2:15
18* ลูกา 4:41
20* ลูกา 17:6
22* มาระโก 8:31
23* มาระโก 15:37; กิจการ 10:40; ยอห์น 16:6; 19:30
24* มาระโก 9:33
25* อิสยาห์

มัทธิว 16 แบกกางเขน ตามเรามา!

ขอหมายสำคัญ

1  พวกฟาริสีและสะดูสีมาหาพระเยซู เพราะต้องการทดสอบเพื่อกับดักพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์แสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ (จากพระเจ้า) 
2 พระเยซูตรัสตอบว่า “ในเวลาเย็นพวกเจ้าพูดว่า ‘อากาศจะปลอดโปร่งเพราะฟ้าเป็นสีแดง’
3 และเวลาเช้าก็ว่า ‘วันนี้จะมีพายุ เพราะฟ้าเป็นสีแดงครึ้มฟ้าครึ้มฝน’ พวกเจ้าสามารถบอกได้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรแค่ดูสภาพของท้องฟ้า  และยังรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับหมายสำคัญที่เราทำนั้น พวกเจ้ากลับแปลความหมายไม่ออก

4 คนในยุคที่ชั่วร้ายและทรยศต่อพระเจ้า ตามหา ขอหมายสำคัญ  แต่จะไม่ได้รับหมายสำคัญใด ๆ นอกจากหมายสำคัญของโยนาห์” แล้วพระเยซูก็ทรงจากพวกเขาไป 

 ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
5 เหล่าศิษย์ของพระเยซูลงเรือข้ามไปอีกฟาก และพบว่า พวกเขาลืมเอาขนมปังมาด้วย
6 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้า จงระวังเชื้อของฟวกฟาริสีและสะดูสีด้วย”
7 พวกเขาก็คุยกันว่า ที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นเพราะ”พวกเราลืมเอาขนมปังมา”
8 พระเยซูทรงทราบว่า เขาพูดอะไรกัน ทรงถามว่า
“เหตุใดเจ้าจึงพูดกันเรื่องไม่มีขนมปัง พวกเจ้านี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง

9 เจ้ายังไม่เข้าใจหรือ? จำไม่ได้หรือว่า ตอนที่เลี้ยงห้าพันคนนั้น เก็บขนมปังที่เหลือได้เต็มกี่ตะกร้า?
10 หรือตอนที่เลี้ยงคนสี่พันคน พวกเจ้าเก็บขนมปังเหลือได้กี่ตะกร้าใหญ่?
11  เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือว่า เราไม่ได้พูดกับเจ้าเรื่องตัวขนมปัง? แต่เรากำลังบอกให้เจ้าระวังเชื้อของพวกฟาริสีและสะดูสี”

12  แล้วพวกเขาจึงเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้กล่าวถึงการต้องระวังเชื้อขนมแต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและสะดูสี

เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
 13  เมื่อพระเยซูทรงเข้ามาถึงเขตซีซาริยาฟิลิปปี ​พระองค์ตรัสถามพวกศิษย์ว่า “ประชาชนเขากล่าวกันว่า บุตรมนุษย์เป็นใคร?”
14 พวกเขาตอบว่า “บางคนว่า ท่านเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บางคนว่า ท่านเป็นเอลียาห์ และยังมีคนที่ว่าท่านเป็นเยเรมีย์ หรือ ผู้เผยพระดำรัสคนใดคนหนึ่งขอรับ”
15 แล้วพระเยซูตรัสถามเข้าว่า “แต่เจ้าล่ะ ว่าเราเป็นใคร?”
16 ซีโมน เปโตรตอบว่า “พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ขอร้บ”
 
17  พระเยซูตรัสตอบว่า “ซีโมน ลูกชายโยนาห์เอ๋ย
เจ้าเป็นสุขจริง  เพราะไม่มีมนุษย์คนใดบอกเรื่องนี้แก่เจ้า  แต่เป็นพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า เราเป็นใคร

18  เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าคือเปโตร (กรีกว่า เพทรอส หมายถึงหิน) บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราขึ้น และประตูแห่งแดนตายไม่อาจจะเอาชนะคริสตจักรนี้ได้ 

19 เราจะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่เจ้า  เจ้าผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดในแผ่นดินสวรรค์  ท่านอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกอนุญาตในแผ่นดินสวรรค์” 
20 แล้วพระเยซูทรงเตือนกำชับพวกเขาไม่ให้บอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
21 จากนั้นเป็นต้นมา พระเยซูก็ทรงเริ่มทำให้ศิษย์เข้าใจชัดว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปยังนครเยรูซาเล็ม 
ณ ที่นั้น พระองค์จะต้องทนทุกข์หลายอย่างจากพวกผู้ใหญ่ยิว  มหาปุโรหิต และธรรมาจารย์  จะทรงถูกประหาร และจากนั้นคืนชีพจากความตายในวันที่สาม
22 เปโตรเลี่ยงเอาพระองค์ออกไป และทูลติพระองค์ว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพระองค์นะขอรับ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นกับพระองค์” 

23 พระเยซูทรงหันมาตรัสกับเปโตรว่า “จงถอยออกไป เจ้าซาตาน! เจ้าคือหินสะดุด เพราะเจ้าไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์!”

รับกางเขนของตนเอง
24 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการตามเรามา  เขาต้องล้มเลิกสิ่งที่ตนเองต้องการ (คือปฏิเสธตัวเอง)  เขาต้องเต็มใจที่จะรับกางเขนของตน แบก และตามเรามา
25 คนที่ต้องการเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต  แต่คนใดที่ยอมเสียชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่เรา ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้ได้
26 เป็นการเสียเปล่าที่จะได้ทั้งโลกมาเป็นของตน แต่กลับเสียจิตวิญญาณของตนไป ใครคนหนึ่งจะเอาสิ่งใดมาแลกจิตวิญญาณของตนเอง(คืนไป)ได้เล่า?


27 ด้วยว่า บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกด้วยพระเกียรติยิ่งใหญ่ของพระบิดา  พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์  เวลานั้น พระองค์จะทรงให้รางวัลแก่ทุกคนตามการกระทำของเขา
28 เราขอบอกความจริงแก่เจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ จะยังไม่ตายจนกว่าเขา ได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์” (ดาเนียล 17:1-8)

ขอหมายสำคัญ
16:1-4
เหล่าฟาริสีกับสะดูสี เป็นธรรมาจารย์ที่อยู่กันคนละสำนัก มีความเชื่อแตกต่างกัน แต่ร่วมมือกันเพื่อจะจับผิดพระเยซู จึงมาขอให้พระองค์ทรงทำหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ซึ่งน่าจะเป็นการอัศจรรย์อย่างเอลียาห์  หรือโมเสส แต่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญมากมายอยู่แล้ว พวกเขาไม่สนใจ การอัศจรรย์เหล่านั้น แต่ต้องการอัศจรรย์แบบที่เขาวางกับดักเอาไว้ 
พระเยซูทรงรู้ใจพวกเขาดี  ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพวกเขาชั่วร้าย ต่อต้านพระเจ้า  แต่พระองค์จะไม่ทรงให้หมายสำคัญแก่เขาเลย  ไม่ทำการอัศจรรย์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามที่พวกเขาขอ  หมายสำคัญของโยนาห์ที่พระองค์จะทรงให้คือ การคืนพระชนม์นั่นเอง และพวกเขาก็ต้องรอ แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงสนทนาต่อความ หรือแก้ความเข้าใจผิด แต่ดำเนินออกจากพวกเขา เหมือนอย่างที่ทรงทำใน 12:15; 14:13; 15:21 

ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
16:5-10  เมื่อก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงอยู่ที่แคว้น มักดาลา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี ดังนั้น คำว่าอีกฟากในที่นี้ หมายถึง ด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ

16:11-12  เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงเชื้อ ก็มีความหมายถึงสิ่งไม่ดี ดังนั้น เชื้อของฟาริสีและสะดูสี ก็คือ ความเกลียดชัง  หน้าซื่อใจคด  ยึดถือกฎบัญญัติอย่างเคร่งครัด   ความดื้อด้านฝ่ายวิญญาณ  ฉวยโอกาสเพื่ออำนาจทางการเมือง  ที่พระเยซูทรงเตือนพวกศิษย์ก็เพราะพวกเขาท้าทายขอหมายสำคัญที่ไม่ได้จำเป็น แต่เป็นเพียงเพื่อต้องการจับผิดพระเยซูเท่านั้น
พระเยซูไม่ทรงอธิบายซ้ำ แต่ทรงย้ำให้พวกศิษย์ได้คิดเรื่องเชื้อเลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง และในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่า ที่ทรงกล่าวถึงเชื้อนั้นคือ คำสอน วิถีชีวิต การควบคุมผู้คนด้วยกฎต่าง ๆ ของพวกฟาริสี และสะดูสีนั่นเอง   



เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
16:13-14  เขตซีซาริยา ฟีลิปปี ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เป็นพื้นที่ทางเหนือของทะเลสาปกาลิลี  ผู้ที่สร้างชุมชนนี้ คือเฮโรด ฟิลิป ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พยายามฆ่าพระเยซูตอนที่ยังเป็นทารกอยู่  พื้นที่แถบนี้ เป็นทางราบลงมาจากภูเขาเฮอร์โมน  คนสมัยก่อนหน้านั้น จะเข้าไปกราบนมัสการเทวรูปต่าง ๆ  ทำให้มีกองหิน วางอยู่เป็นระเบียบเพื่อทำพิธีของพวกเขา  ทำให้พระเยซูทรงใช้คำว่า ศิลา เมื่อตรัสถึงการสร้างคริสตจักรของพระองค์  
แล้วพระเยซูทรงถามศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาคิดว่า พระองค์คือใคร  แทนที่จะตอบตรง ๆ กลับบอกพระองค์ว่า คนนั้นคิดอย่างนั้น คนนี้คิดอย่างนี้  

16:15-17 พระองค์ทรงถามศิษย์ทุกคน มีคนเดียวตอบถูกคือเปโตร เขาบอกว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ซึ่งหมายถึงพระองค์ที่พระเจ้าทรงเจิมให้มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด 

พวกเขามีความเห็นที่เกิดจากความเข้าใจมากขึ้นจากประสบการณ์ที่อยู่กับพระเยซู จำได้ไหม พวกเขาถูกเรียกว่า คนมีความเชื่อน้อย (ข้อ 8  ) และ พระเยซูทรงตำหนิพวกเขา เนื่องจากความที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ (16:21-23)  

ใน 14:33 พวกศิษย์กล่าวกันว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความเกรงกลัว)
16:17 เปโตรว่า พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”  (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความมั่นใจ)  และแล้ว ในที่สุดพระเยซูทรงเปิดเผยว่า พระบิดาเป็นผู้ทรงบอกความจริงนี้แก่เปโตร


16:18 
คริสตจักรในที่นี้ พระเยซูทรงหมายถึง ผู้ที่ถูกเรียกออกมา  เป็นชุมชนผู้ติดตามพระคริสต์ ที่ได้รับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์  พวกเขาเป็นชุมชนแห่ง พันธสัญญาใหม่ของพระเยซูคริสต์ (26:28)    ตอนนี้ยังไม่มีคริสตจักร แต่พระเยซูทรงสัญญาจะสร้างขึ้นมา พวกศิษย์ยังไม่เข้าใจว่า คริสตจักรนี้จะเป็นชุมชนที่คนยิวหรือคนต่างชาติมีความเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีอคติของเชื้อชาติอีกต่อไป และคนที่อยู่ในชุมชนนี้คือคนที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ความตายจะไม่ชนะพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซู  

16:19-20
พระเยซูทรงมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่คนที่ทรงเรียกออกมาเป็นคนของพระองค์ เป็นชุมชนของพระองค์ที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์บนโลก 
ผู้คนเหล่านี้ เป็นผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงไว้ใจให้ถือกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ เขามีสิทธิจะปิด หรือเปิดประตูของอาณาจักรนี้
ศิษย์ของพระองค์ทุกคน ได้รับคำสั่งให้ออกไปประกาศพระนามทั่วแผ่นดิน  ให้มนุษย์ได้รับรู้ว่า โดยการรับด้วยปาก เชื่อด้วยใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์
เมื่อศิษย์ของพระองค์ประกาศผูกมัด หรือปลดปล่อยสิ่งใดในพระนามพระเยซูคริสต์ สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดหรือปลดปล่อยในสวรรค์เช่นกัน   ณ ที่นี้ พระเยซูกำลังประทานทั้งความรับผิดชอบ หน้าที่ สิทธิอำนาจ และฤทธิ์ทำการอัศจรรย์เพื่อขยาย และทำให้อาณาจักรของพระองค์เติบโต
16:20  ที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้พวกเขาไปบอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระคริสต์เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา  ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ เวลาของพระองค์ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
16:21พระเยซูทรงเตือนศิษย์ให้รู้ว่า พระองค์จะทรงไปเยรูซาเล็ม และจะต้องเผชิญกับศัตรูร้ายคือ ยิว ปุโรหิต ธรรมาจารย์
สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือจะทรงถูกประหารและคืนชีพในวันที่สาม  แต่ดูเหมือนเปโตรไม่ได้ยินคำว่า จะทรงคืนชีพ จึงห้ามพระองค์ว่า สิ่งร้าย ๆ นี้จะไม่เกิดกับพระองค์  ยิ่งรู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เขายิ่งไม่ต้องการให้พระองค์ถูกประหาร  ส่วนพระเยซูเองทรงรู้แน่ว่า การสิ้นพระชนม์นั้นเพื่อลบบาปของมนุษย์ และพระองค์จะไม่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าในเรื่องนี้ (อ่านยอห์น 12:32-34; 23-28 ทรงกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ที่จะทำให้ทุกคนมาหาพระองค์ และการที่ทรงเป็นดั่งเมล็ดที่ต้องเน่าเปื่อยเพื่อจะเกิดผลงดงาม)

16:22-23
แต่เปโตรรับเรื่องนี้ไม่ได้ กลับติเตียนพระองค์ (ภาษากรีกว่า epitimaō ซึ่งหมายถึงการติว่าอย่างรุนแรง)  พระองค์ทรงหันมาและกล่าวว่าเขาเป็นซาตาน เป็นหินสะดุดที่ไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์  
เปโตรกลายเป็นอุปสรรคของพระเยซู ไม่ช่วยแต่ยังขวาง เมื่อสักครู่เขายังตอบได้ชัดด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าว่า พระเยซูคือผู้ใด  แต่ตอนนี้เขากลับคิดแบบคน ไม่คิดอย่างพระเจ้า  เห็นตัวอย่างนี้ ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังในความคิด การกระทำ คำพูดเสมอ   เพราะเราอาจจะเดี๋ยวอยู่ฝ่ายพระเจ้า เดี๋ยวอยู่ฝ่ายตัวเอง พลิกไปพลิกมาได้ 

รับกางเขนของตนเอง
16:24-26 หลังจากที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงสิ้นพระชนม์  ซึ่งเป้าหมายของพระบิดาและพระองค์คือเพื่อโลกจะไม่พินาศ พระองค์ ก็ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า  จะตามพระองค์มาก็ต้องรับกางเขนของตน แบก และตามพระองค์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำ) 
เห็นไหม พระเยซูทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน   การปฏิเสธตัวเองตรงนี้คือ การยอมให้กับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา 
การแบกกางเขนในโลกโบราณนั้น รวมไปถึงการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ความอับอาย  ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูตรัส ก็ไม่มีใครอยากที่จะต้องพบกับประสบการณ์เช่นนั้น  การปฏิเสธตัวเองเป็นวินัยของคนที่ต้องต่อสู้ในสงครามอย่างทหาร แต่หากรวมไปถึงความตาย มันก็น่ากลัวขึ้นอีกระดับเลย
คนที่จะติดตามพระเยซูจึงต้องยอมต่อพระองค์ทุกอย่างเพื่อจะตามพระองค์ได้จริง…

16:27-28
แล้วพระเยซูทรงสัญญาว่า จะเสด็จกลับมาด้วยสง่าราศียิ่งใหญ่ของพระบิดา (มัทธิว 26:64 พระองค์ตรัสในบ้านของมหาปุโรหิต ; ยอห์น 17:1-5 ทรงอธิษฐานก่อนถูกจับกุม) และประทานรางวัลแก่ทุกคน ตามการกระทำ 

16:28 มีหลายคนให้ความเห็นว่า  คนที่ได้เห็นพระเยซูเสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์ คือสามคนที่ได้เห็นพระองค์จำแลงพระกายในบทต่อไป  แต่ก็ยังมีความเห็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ลงตัว บางคนถึงกับคิดว่า ท่านยอห์นเป็นคนที่ยังอยู่ในโลกจนทุกวันนี้ แต่เราไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน …
เรื่องบางอย่างในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นความลึกลับที่เราสรุปไม่ได้

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 16
1* มาระโก 8:11
4* มัทธิว 12:39
5* มาระโก 8:14
6* ลูกา 12:1
9* มัทธิว 14:15-21
10* มัทธิว 15:32-38
13* ลูกา 9:18


14* มัทธิว 1:42; 21:11
15* ยอห์น 6:67
16* กิจการ 8:37; 9:20
17* เอเฟซัส 2:8; กาลาเทีย 1:16
18* ยอห์น 1:42; กิจการ 2:41, 47; เอเฟซัส 2:20; อิสยาห์ 38:10
19* มัทธิว 18:18
20* ลูกา 9:21

21* ลูกา 9:22; 18:31; 24:46;
กิจการ 10:40; 1โครินธ์ 15:4
23* มัทธิว 4:10; โรม  8:7
24* 2 ทิโมธี 3:12; 1 เปโตร 2:21
25* ยอห์น 12:25
26* ลูกา 12:20-21; สดุดี 49:7-8
27* มาระโก 8:38; ดาเนียล 7:10; โรม 2:6
28* ลูกา 9:27

มัทธิว 15 ชนะด้วยความเชื่อของแม่!

กฎมนุษย์มาแทนที่ความรักพ่อแม่
1 แล้วเหล่าฟาริสีและธรรมาจารย์จากเยรูซาเล็มก็มาหาพระเยซู ทูลถามพระองค์ว่า
2 “เหตุใดพวกศิษย์ของท่านจึงไม่เชื่อฟังกฎตามประเพณีที่ส่งต่อกันมานานแล้ว พวกเขาไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารกันเลย”
3 พระเยซูตรัสตอบว่า “ แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า เพียงเพื่อจะทำตามกฎตามประเพณีเล่า?”
4 พระเจ้าตรัสไว้ว่า “จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า และหากใครแช่งด่า ว่าร้ายพ่อแม่ จะต้องมีโทษถึงตาย
5 แต่พวกเจ้ากลับกล่าวว่า ลูกสามารถพูดกับพ่อแม่ได้ว่า ‘สิ่งที่ฉันจะใช้ให้เป็นประโยชน์กับท่านนั้น ฉันได้ถวายพระเจ้าไปแล้ว’ (เป็นประเพณีที่เรียกว่า โกระบาน )
6  พวกเจ้าสอนให้คนยับยั้ง ไม่ให้เกียรติพ่อแม่ของตนเอง เจ้ายกเลิกพระบัญชาของพระเจ้า เพราะเห็นแก่กฎตามประเพณีของเจ้า   
7 เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! อิสยาห์พูดถูกต้องแล้ว เมื่อเขาเผยพระดำรัสเรื่องของพวกเจ้าว่า 
‘คนเหล่านี้ให้เกียรติเราด้วยปากเท่านั้น แต่ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา
พวกเขานมัสการเราอย่างไร้ค่า  คำสอนของเขาเป็นแค่กฎของมนุษย์ที่สอนต่อ ๆ กันมา’


10 จากนั้น พระเยซูทรงเรียกประชาชนเข้ามาหาพระองค์ ตรัสว่า “จงฟัง และพยายามเข้าใจเถิด ว่า
11 สิ่งที่เข้าปากมนุษย์ไม่ได้ทำให้เขาเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาต่างหาก ที่ทำให้เขาเป็นมลทิน”
12 จากนั้นศิษย์ของพระองค์เข้ามาหาพระองค์ ทูลถามว่า “พระองค์ทรงทราบไหมว่า พวกฟาริสีได้ยินที่พระองค์ตรัสอย่างนั้นก็โกรธมาก?”
13 พระเยซูตรัสตอบว่า “ต้นไม้ทุกต้นที่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ไม่ได้ทรงปลูกไว้นั้น จะถูกทั้งถอนรากและถอนโคน 
14 พวกเจ้าจงอยู่ให้ห่างเขา พวกเขาเป็นผู้นำแบบตาบอด  ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งคู่ก็จะตกลงไปในหลุม”

ขอความเข้าใจ
15 เปโตรทูลว่า “ขอทรงอธิบายคำอุปมานี้แก่พวกเราเถิด พระเจ้าข้า” 
16 พระเยซูตรัสว่า
“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?
17 เจ้ารู้นี่นาว่า อาหารทั้งหมดที่เข้าไปในปาก ก็ลงไปในท้อง จากนั้นก็ออกจากร่างกายไป
18 แต่สิ่งที่ผู้คนพูดออกมานั้น ก็มาจากใจ จากความคิดจิตใจของเขา  สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาเป็นมลทิน


19 เพราะจากใจนั้น คือความคิดชั่ว  การฆาตกรรม  ความผิดทางเพศ การขโมย การมุสา การใส่ร้าย
20  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนเป็นมลทิน  ส่วนการกินโดยไม่ล้างมือนั้น ไม่ได้ทำให้เป็นมลทิน 

ความเชื่อของหญิงคานาอัน
21 พระเยซูทรงออกมาจากที่นั่น และเสด็จเข้าเขตเมืองไทระ และเมืองไซโดน (ซึ่งอยู่ริมทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือ)
22 มีหญิงชาวคานาอันที่อาศัยอยู่แถบนั้นมาเฝ้าพระเยซู ทูลว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบุตรดาวิด โปรดเมตตาข้าเจ้าด้วย! ลูกสาวของข้าเจ้ามีผีสิง ทรมานมากเจ้าค่ะ”
23 แต่พระเยซูไม่ได้ตอบเธอสักคำ  ดังนั้นศิษย์ของพระองค์จึงเข้ามาและทูลว่า “ขอพระองค์บอกให้เธอไปเถิด  เพราะเธอมาร้องตะโกนตามเราอย่างนี้” 
24 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราถูกส่งมาเพื่อหาแกะหลงหายของอิสราเอลเท่านั้น”
25 แล้วเธอจึงมาหาพระเยซูอีกครั้งและกราบลงต่อพระองค์ กล่าวว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงโปรดช่วยข้าเจ้าด้วยเถิด”
26 พระเยซูตรัสตอบเธอว่า “ที่เราจะเอาอาหารของลูกโยนให้สุนัขนั้นไม่ถูกต้อง”

27 เธอจึงกล่าวว่า “ใช่แล้วพระองค์เจ้าข้า แต่สุนัขยังกินเศษอาหารที่หล่นจากโต๊ะของนาย” 
28 แล้วพระเยซูตรัสตอบว่า “หญิงเอ๋ย เจ้ามีความเชื่อที่ใหญ่ยิ่งนัก ให้เป็นไปตามที่เจ้าร้องขอเถิด”
แล้วลูกสาวของเธอก็ได้รับการรักษาในเวลานั้นเอง

พระเยซูทรงรักษาคนต่างชาติมากมาย
29 หลังจากที่พระองค์เสด็จจากที่ตรงนั้น ก็ทรงไปตามชายฝั่งกาลิลี  ทรงขึ้นไปประทับนั่งบนภูเขา 
30 คนเป็นจำนวนมากได้มาหาพระเยซู และนำคนง่อย คนตาบอด คนพิการ คนใบ้ และคนป่วยอย่างอื่นมาหมอบแทบพระบาท และพระองค์ก็ทรงรักษาเขา


31 ผู้คนต่างพากันประหลาดใจ เมื่อพวกเขาเห็นคนใบ้พูดได้ คนพิการหายเป็นปกติ  คนง่อยเดินได้ คนตาบอดก็มองเห็น พวกเขาก็พากันสรรเสริญพระเจ้าแห่งอิสราเอล 

พระเยซูทรงเลี้ยงกว่าสี่พันคน 

32 พระเยซูทรงเรียกศิษย์มาหาพระองค์ตรัสว่า
“เราสงสารผู้คนเหล่านี้ เพราะเขาอยู่กับเรามาสามวันแล้ว และพวกเขาคงจะหมดแรงตามทางกลับบ้าน”
 33 ศิษย์ของพระองค์ทูลว่า
“แถวนี้เป็นที่ ๆ ห่างไกล เราจะไปหาขนมปังที่ไหนมามากพอที่จะเลี้ยงคนมากมายอย่างนี้ขอรับ?”
 34 พระเยซูตรัสถามว่า “พวกเจ้ามีขนมปังกี่ก้อน?” “มีเจ็ดก้อนกับปลาเล็ก ๆ สองสามตัวขอรับ” 
35พระเยซูทรงบอกให้ประชาชนนั่งลงบนพื้น  
36  แล้วพระองค์ก็นำขนมปังทั้งเจ็ดก้อนมา รวมทั้งปลา และขอบพระคุณพระเจ้า จากนั้นทรงแบ่งขนมปังออก มอบให้กับศิษย์เพื่อให้พวกเขานำไปแจกให้ประชาชน
37 ทุกคนได้กินจนอิ่มเอม แล้วศิษย์ของพระองค์เก็บเศษที่เหลือได้เจ็ดตะกร้าใหญ่ 
38 จำนวนคนที่กินอาหารด้วยกันนั้น คือชาย 4000 คน ไม่ได้นับผู้หญิงและเด็ก  

39 หลังจากที่ทรงส่งประชาชนกลับบ้านแล้ว พระเยซูทรงลงเรือไปยังแคว้นมากาดาน

อธิบายเพิ่มเติม

กฎมนุษย์มาแทนที่ความรักพ่อแม่
15:1-3 
เบื้องหลังของเรื่องนี้ อยู่ในประวัติศาสตร์
 ในช่วงเวลาระหว่างพระคัมภีร์เดิมกับพระคัมภีร์ใหม่นั้น เหล่าปัญญาชนของยิวได้ร่วมมือกันสร้างกฎประเพณีขึ้นมากมาย ทำให้ประชาชนต้องทำตาม และหากไม่ทำตามก็ถือว่าทำผิดบาป 
ซึ่งเป็นกฎที่มีมากมาย ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน คนยิวต้องคอยระวังไม่ทำผิดกฎต่าง ๆ ที่ควบคุมชีวิตอย่างละเอียดยิบ 
สำหรับฟาริสี และธรรมาจารย์ การล้างมือก่อนรับประทาน เป็นประเพณีทางความเชื่อที่สอนกันมาตามกฎประเพณีของยิว เมื่อพวกเขามาเจอศิษย์ของพระเยซูไม่ทำตามประเพณีเช่นนี้ ก็เลยถือโอกาสจับผิดพระเยซูเสียเลย 
แต่พระเยซูทรงถามกลับไปว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่ทำตามบทบัญญัติของพระเจ้า  เรื่องการให้เกียรติบิดามารดา    (อพยพ 20:12, 21:17 ;เลวีนิติ 20:9; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16; ) พระเยซูทรงทราบว่า พวกเขาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการที่จะให้ประโยชน์กับพ่อแม่  ทรงใช้พระวจนะของโมเสสมาย้อนถามพวกเขา 

15:4-9  พวกเขาจะไม่ช่วยพ่อแม่ ไม่ให้สิ่งจำเป็นกับพ่อแม่ที่อาวุโส โดยอ้างว่า อะไร ๆ ที่จะให้พ่อแม่นั้น ได้ถวายพระเจ้าไปเสียก่อนหน้าเขายกเลิกการให้เกียรติ การดูแลพ่อแม่ ด้วยกฎประเพณีของพวกเขา  พวกเขายกกฎประเพณีมาอยู่เหนือบทบัญญัติของพระเจ้า  
พระเยซูทรงสรุปให้เห็นชัดว่า พวกเขานับถือกฎประเพณี เป็นคนหน้าอย่างหลังอย่าง ดังนั้น เมื่อประชาชนได้ยิน พวกเขาก็เริ่มเข้าใจว่า  ฟาริสี ธรรมาจารย์กำลังควบคุมชีวิตพวกเขาอย่างไร 

15:10-11 แล้วพระเยซูทรงสรุปให้ประชาชนเข้าใจว่า คำสอนของฟาริสี ธรรมาจารย์นั้นไม่ถูกต้อง  แน่นอนมีคนที่ไม่เคยคิดอย่างนี้มาก่อน และตาของเขาก็เปิดออก เข้าใจแล้วว่า พวกเขาไม่ได้รับคำสอนจากบทบัญญัติอย่างถูกต้อง 

15:12-14   แล้วสิ่งที่คาดไว้ก็เกิดขึ้น ฟาริสีและธรรมาจารย์โกรธมากที่พระเยซูทรงเปิดโปงพวกเขา  และยังตรัสชัดว่า พวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด ตรัสด้วยว่า พระเจ้าจะทรงถอนรากถอนโคนพวกเขา
พวกเขาเองคิดเข้าข้างตัวเองมาโดยตลอดว่า ตนเป็นคนดี ทำสิ่งที่พอพระทัยพระเจ้า ไม่เคยเห็นตัวจริงของตนเอง เมื่อถูกเปิดโปงต่อหน้าประชาชนเช่นนี้ ก็รับไม่ได้ และถือว่า พระเยซูทรงเป็นศัตรูสำคัญที่อาจทำลายสถาบันศาสนาของพวกเขา
แล้วพระเยซูทรงสรุปให้เห็นว่า ฟาริสี ธรรมาจารย์พวกนี้คือคนตาบอดนั่นเอง หากผู้คนติดตามพวกเขาก็จะพินาศเหมือนพวกเขา …. ในโลกของเราทุกวันนี้มีคนที่หลอกว่าเป็นคนเก่ง เป็นโค้ช เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่น้อย ..ดังนั้นเราต้องคอยระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่หลอกฝ่ายวิญญาณ เพราะผลที่ได้คือนรก…

ขอความเข้าใจ
15:15-20
แล้วเปโตรก็มาหาพระเยซู ขอคำอธิบายเรื่องอุปมานี้ 
พระเยซูทรงอธิบายชัดเจนถึงการเป็นมลทินซึ่งแตกต่างจากที่ฟาริสีเข้าใจ  พวกเขาเข้าใจแค่ความสกปรกภายนอกร่างกายว่าเป็นมลทิน แต่พระเยซูทรงหมายความถึงความมลทินฝ่ายวิญญาณ มลทินในใจที่มนุษย์มองไม่เห็น มันแอบซ่อนอยู่ในใจ  
เมื่อใครก็ตามพูดสิ่งที่ชั่วร้ายออกมา นั่นคือ ออกมาจากใจของเขา มันฝังลึกในความคิด และค่อย ๆ ปรากฏออกมาทางปาก  ทางคำพูด
จากข้อสิบเอ็ด    สิ่งที่เข้าปากมนุษย์ไม่ได้ทำให้เขาเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาต่างหาก ที่ทำให้เขาเป็นมลทิน 
พระคำตอนนี้ทำให้เราต้องสำรวจใจของเราเองว่า มีอะไรข้างในที่ทำให้เป็นมลทิน  เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เมื่อไรที่ออกมานั้นน่ากลัวและน่าอาย

ความเชื่อของหญิงคานาอัน
15:21-28
แล้วมัทธิวก็กล่าวถึงหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวคานาอัน เป็นเชื้อสายของคนที่เป็นศัตรูกับคนอิสราเอลมานาน  แต่บัดนี้ มีเชื้อสายศัตรูเข้ามาหาพระเยซูเพื่อขอความช่วยเหลือ น่าแปลกที่เธอเรียกพระองค์ว่า พระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับคำว่า พระบุตรของดาวิด ซึ่งทำให้เราเห็นว่า พระองค์จะต้องเป็นที่รู้จักกันในนามนั้น 
พระเยซูทรงรักษาโรค และไล่ผีออกจากผู้คนมากมายเป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว หญิงชาวคานาอันผู้นี้จึงกล้าเข้ามาเฝ้าพระองค์ และร้องขอแล้วขออีกจนศิษย์ของพระองค์มาขอให้พระองค์บอกให้เธอไปเสีย … 
แล้วพระเยซูทรงบอกเธอชัดว่า งานของพระองค์นั้นจำกัดอยู่ที่คนอิสราเอลเท่านั้น
แต่เธอไม่ยอมกับเหตุผลของพระองค์ เธอมากราบอีก  ขอความช่วยเหลืออีก  จะให้แม่คนนี้ ที่สงสารลูกสุดใจกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร
แล้วพระเยซูกลับตอบเธอว่า พระองค์ไม่ควรที่จะเอาอาหารของคนยิวให้คนต่างชาติ สิ่งที่พระองค์ตรัส ดูเหมือนไม่แคร์เธอเลยสักนิด แต่เธอก็ไม่ยอมเช่นกัน… 

เป็นสุนัขก็ได้ แต่..เจ้านายก็ต้องยอมให้มันได้เศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนาย  ความเชื่อว่าพระเยซูจะรักษาโรคให้ลูกสาวนั้นเป็นความเชื่อที่แรงมาก จนพระเยซูอดไม่ได้ที่จะตรัสว่า เธอมีความเชื่อยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงอนุญาตให้ลูกของเธอพ้นจากอำนาจมารทันที  และด้วยความเชื่อ ความไม่ยอมแพ้ ความมั่นใจว่าพระเยซูทรงทำให้ได้ พระเยซูทรงเมตตา ทำให้เธอชนะ!

พระเยซูทรงรักษาคนต่างชาติมากมาย
15:29-31
จากเมืองริมฝั่งทะเล พระเยซูก็เดินทางไปยังชายฝั่งกาลิลี เราจะเห็นว่า  เขตตรงนี้น่าจะเป็นพื้นที่ทศบุรี ซึ่งมีเมืองต่าง ๆ ของคนต่างชาติกระจุกกันอยู่สิบเมือง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี  แม้พระเยซูจะตรัสว่า พระองค์ทรงมาตามหาแกะหลงของอิสราเอลเท่านั้น แต่ปรากฏว่า พระองค์ทรงออกไปในเขตของชนต่างชาติหลาย ๆ ชาติ และรักษาคนง่อย คนตาบอด พิการแบบต่าง ๆ คนป่วยสารพัดโรค ทำให้พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล  นี่เป็นภาพที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เป็นตามที่อิสยาห์ 

พระเยซูทรงเลี้ยงกว่าสี่พันคน
15:32-39
เรามักสับสนว่า พระเยซูทรงเลี้ยงคนเท่าไรกันแน่ ในพระกิตติคุณได้บันทึกชัดเจนถึงครั้งที่ทรงเลี้ยงห้าพันคน (มัทธิว 14: 13-21) และอีกครั้งที่ทรงเลี้ยงสี่พันคน และทั้งสองครั้งนี้มีความแตกต่างกันชัดเจน  ทำให้เราเห็นความสงสารในพระทัยของพระเยซูที่มีต่อทั้งคนยิวและคนต่างชาติ  ทำให้เราเห็นถึงความไม่เข้าใจและความไม่เชื่อของเหล่าศิษย์ใกล้ชิดอย่างชัดเจน 
ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเห็นพระองค์ทรงเลี้ยงคนมาก่อนหน้า แต่ครั้งนี้พวกเขาอาจคิดว่า พระองค์ไม่ได้สนพระทัยคนต่างชาติก็เป็นได้ และพวกเขาเองก็ไม่ใส่ใจคนต่างชาตินัก จะเห็นได้จากก่อนหน้านี้ที่พวกเขาขอให้พระองค์ไล่หญิงชาวคานาอันที่มาขอความช่วยเหลือออกไป 

การอัศจรรย์ท่ามกลางชนต่างชาติครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า ถึงแม้พระเยซูจะตรัสกับหญิงคานาอันว่า ทรงมีพันธกิจต่อคนอิสราเอล แต่แล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงพระทัยจริง ๆ ว่า ไม่ได้ทรงเห็นแก่เชื้อชาติ หรือการเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก พระองค์ทรงแสดงความรักเอาใจใส่ ทรงเมตตาต่อทุกชนชาติเหมือน ๆ กัน

การบันทึกเรื่องราวของการเลี้ยง 4000 คนนี้จึงทำให้คนต่างชาติทั้งหลายได้รับพระกรุณาจากพระเจ้ามาตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ทรงดำเนินท่ามกลางประชาชนแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพระองค์ทรงบัญชาในมัทธิวบทที่ 28

ข้อเปรียบเทียบการเลี้ยงสองครั้ง

พระคำเชื่อมโยง

Matthew 15
1* มาระโก 7:1
2* มาระโก 7:5
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16;
อพยพ 21:17
5* มาระโก 7:11-12
7* มาระโก 7:6
8* อิสยาห์ 29:13
9* โคโลสี 2:18-22
10* มาระโก 7:14



11* กิจการ 10:15
13* ยอห์น 15:2
14* ลูกา 6:39
15* มาระโก 7:17
16* มัทธิว 16:9
17* 1โครินธ์  6:13
18* ยากอบ 3:6
19* สุภาษิต 6:14
21* มาระโก 7:24-30
22* มัทธิว 1:1; 22:41-42

24* มัทธิว 10:5-6
26* มัทธิว 7:6
28* ลูกา 7:9
29* มาระโก 7:31-37; มัทธิว 4:18
30* อิสยาห์ 35:5-6; ลูกา 7:38; 8:41; 10:39
31* ลูกา 5:25-26; 19:37-38
32* มาระโก 8:1-10
33* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:43
36* มัทธิว 14:1; ลูกา 22:19
39* มาระโก 8:10